รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๒ และแสดงความไม่เห็นด้วย เขาเสนอการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเกี่ยวกับความรู้สึกและหน้าที่ของสมาชิก และเน้นย้ำว่าไม่ควรจำกัดสิทธิของบุคคลที่ไม่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการลงสมัคร

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๒ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานเป็นลำดับแรกเพื่อยืนยันเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผมก่อนว่าผมไม่เห็นด้วยกับ แก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะที่มีการแก้ไขให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้ แล้วผมก็ได้โหวต ไม่เห็นด้วย แต่ในฐานะที่ผมได้รับมอบให้เป็นกรรมาธิการ ผมก็ต้องทำหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการ และเมื่อไปทำหน้าที่กรรมาธิการก็มีความเห็นที่แตกต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ต้อง สงวนความเห็นเอาไว้ แต่ว่าการที่ผมสงวนความเห็นต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ไม่ได้แปลว่าผมเห็นชอบด้วย กับการที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

ขออนุญาตเรียนท่านประธานต่อไปในประเด็นที่ ๒ ว่าในกรณีของ มาตรา ๒๙๑/๒ ตรงนี้ เป็นกรณีที่สืบเนื่องตามร่างของรัฐบาล และตามร่างของ คณะกรรมาธิการที่ส่งเข้ามาในรัฐสภาในวันนี้เป็นประเด็นที่จะต้องสืบเนื่องมาจากใน (๑) ของมาตรา ๒๙๑/๑ แต่ว่าในส่วนของผม ผมได้แปรญัตติเพิ่ม มาตรา ๒๙๑/๑/๒ (๑) เอาไว้ ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนของผมในเงื่อนไขส่วนนี้จึงไปอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๑/๒ (๑) หรือ (๑) ตรงนี้ ผมจึงจำเป็นต้องแปรญัตติในเบื้องต้นวรรคแรกของมาตรานี้เอาไว้นะครับ

ในประเด็นต่อไป ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนครับว่าผมก็ได้ฟัง คำแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกหลายท่านก่อนที่จะมาถึงในคิวที่ผมต้องมาใช้สิทธิพูดในตรงนี้ ก็ได้ฟังแล้วก็มีความรู้สึกว่าหลายท่านก็มีความคิดเห็นที่ดีนะครับ ซึ่งถ้าหากผมเองได้มีโอกาส ได้พูดคุยได้หารือกันก่อน ก็อาจจะมีการแปรญัตติเพิ่มเติมจากสิ่งที่ผมได้แปรญัตติไป ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้วส่งมาอยู่ในรายงานครั้งนี้ด้วยก็ได้นะครับ แต่ว่ามีอยู่ ประเด็นหนึ่งที่ผมขออนุญาตเรียนก่อนว่าผมยังเห็นว่าขาดหายไป แต่ว่าอยู่ในเงื่อนไขของผม ในเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ ผมเห็นเรื่องนี้มานานพอสมควรท่านประธานครับ เพราะว่าผมในฐานะที่เป็น ประชาชนคนหนึ่งด้วย ในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรซึ่งอยู่กับประชาชนด้วย แล้วก็ในฐานะ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมาย เป็นพื้นฐานของการเรียนและการทำงานมานี่ ผมก็มีความสงสัย อยู่เสมอว่าในตอนที่มีการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญกันมาในอดีตก็ดี หรือว่ามีการร่างกฎหมาย หลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับสิทธิอย่างนี้นะครับ เรามักจะเขียนเหมือนกับที่ร่างของรัฐบาล และร่างของกรรมาธิการที่ส่งมา ผมขออนุญาตอ่านนิดเดียวใน (๓) ของมาตรา ๒๙๑/๒ ว่ามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี นี่คือเหมือนกับแบบฟอร์มมาตรฐานเลยครับ แล้วก็เลยทำให้มี การแปรญัตติ มีความคิดเห็นกัน ผมไม่เอ่ยนามครับบางท่านที่ขึ้นมาใช้สิทธิอภิปรายไปก่อนหน้าผม เช่น ก็คิดว่าทำไมคนที่เขาเสียภาษีเขาไม่มีโอกาสอย่างนี้เป็นต้น ผมก็คิดว่ามันก็เป็นความคิด ที่น่าสนใจ เพราะการที่เราจะให้ผู้ที่จะมาสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้ เราได้พูดคุยกันในกรรมาธิการครับ ผมเองก็ได้เคยแสดงความคิดเห็นไว้ในกรรมาธิการหลายครั้ง ว่าสถานะของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจริง ๆ แล้วเมื่อเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วครั้งนี้ ถ้าจะเป็นไปตามนี้จะเป็นองค์กรหนึ่งในรัฐธรรมนูญ และมีสถานะเป็นสภา ไม่ต่ำไปกว่าพวกเราเลย พวกเราเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา มีแค่ ๒ สภาใช้อำนาจคล้าย ๆ กับเราในการบัญญัติ กฎหมายเหมือนกัน แล้วเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศยิ่งกว่าพวกเราด้วยซ้ำไป พวกเรายัง แค่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้จริง ๆ แล้วเขาควรจะ มีอะไรหลายอย่างซึ่งยิ่งไปกว่าเราอีก แต่ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าเขาต่างจากเราครับ ต่างจากเราตรงที่ว่าพวกเราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบ้าง เป็นวุฒิสมาชิกบ้าง บอกเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ว่าพวกเราเองก็มาจาก ๒ แบบ ส.ส. ก็มาจากเขตเลือกตั้ง กับบัญชีรายชื่อ ส.ว. ก็มาจากเลือกตั้ง แล้วก็มาจากที่สรรหา เพราะฉะนั้นพวกเรา ก็จะมีความรู้สึกว่าสำหรับเราเป็นตัวแทนของประชาชนจังหวัดนี้ เราเป็นตัวแทนตรงนั้นตรงนี้ แต่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ตรงนี้ไม่ใช่ ไม่ว่าจุดกำเนิดจะมาจากตรงไหน จะมาจากการเลือกตั้ง หรือจะมาจากการคัดเลือกอะไรก็สุดแล้วแต่ สุดท้ายการทำหน้าที่เขา เขาทำหน้าที่ให้คนไทยทุกจังหวัดนะครับ เพราะเขาต้องเข้ามาทำหน้าที่อยู่อย่างเดียว คือมาร่างรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญที่เขามาร่างงานที่เขาทำ เขาไม่ต้องมาเป็นกระบอกเสียง เป็นผู้แทนของจังหวัดนั้น จังหวัดนี้ เพราะคนไทยเหมือนกันทุกจังหวัด รัฐธรรมนูญที่เขา จะต้องทำต่อไปในอนาคตมันเป็นรัฐธรรมนูญของคนไทยทุกจังหวัด ทุกประเภท และทุกอาชีพ เพราะฉะนั้นความรู้สึกตรงนี้มันจึงเป็นความรู้สึก แล้วมีเงื่อนไขที่แตกต่างไปจากคนที่จะ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. หรือ ส.ส. คนที่สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. หรือ ส.ส. เอาละ เราอาจจะวางเงื่อนไขเหมือนแบบฟอร์มมาตรฐานที่ผมเรียนท่านประธาน ที่ผมได้อ่าน ให้ท่านประธานฟังใน (๓) ของมาตรา ๒๙๑/๒ ในร่างของคณะกรรมาธิการซึ่งตรงกับ ร่างรัฐบาล แต่ว่าผู้ที่จะทำหน้าที่เป็น สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ผมเรียนครับว่า เขาไม่ได้มาทำหน้าที่เป็นผู้แทนของจังหวัด ๑ จังหวัด ๒ จังหวัด ๓ เขาไม่ได้มีหน้าที่มาดูแล ผลประโยชน์ของคนที่จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ แต่เขาต้องดูแลคนไทยทั้งประเทศ เพราะฉะนั้น การที่เขาจะมาถ้าเขาไปบอกว่าจะมาหาเสียง หรือมาขอคะแนนเสียงของพี่น้องจังหวัดนี้ เพื่อทำหน้าที่ให้จังหวัดท่านไม่ถูกหรอกครับ เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านประธานลองนึกดูสิครับว่า คนไทยแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ พวกเราหลายคนอาจจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิกครั้งแรกในชีวิต แต่ก่อนจะเป็นก็ทำงานอื่นมา บางคนเป็นมานาน แต่ก่อนจะเป็น ก็อาจจะเคยทำงานอื่นมา แต่ว่าอีกหลายคนเขาทำงานกันทั่วประเทศครับ บางคนเขาอาจจะ รับราชการ ส่วนบางคนเขาอาจจะประกอบธุรกิจส่วนตัว ส่วนบางคนเขาก็อาจจะทำธุรกิจ ภาคเอกชน และในการทำธุรกิจหรือการประกอบอาชีพของเขาก็ไม่จำเป็นว่าเขาจะต้อง อยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นั่น ก็ไม่จำเป็นว่าเขาต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ตรงนั้นตรงนี้ตามธุรกิจเขาไป เพราะรัฐธรรมนูญก็กำหนดให้สิทธิไปแล้วนะครับว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ในการประกอบอาชีพ ในการเดินทาง เพราะฉะนั้นท่านประธานลองนึกดูสิครับว่าที่เขียน เงื่อนไขไว้ตรงนี้ว่าคนที่จะมีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ตรงนี้ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้กำหนดบอกว่า ๑. ต้องเป็นผู้ที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดนั้น ที่ท่านได้เขียนไว้นะครับ ข้อ ๒ ก็บอกว่าเป็นบุคคลซึ่งต้องเกิดในจังหวัดนั้น ข้อ ๓ บอกว่า ต้องเคยศึกษาในจังหวัดนั้น ข้อ ๔ บอกเคยรับราชการ หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน แล้วถ้าเขาเคยทำงานละครับ งานซึ่งไม่ใช่ราชการครับ ท่านลืมไปหรือเปล่า ผมถึงเรียนว่าคนไทยทั้งประเทศอันนี้เขาจะเป็นผู้แทนในลักษณะ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญให้คนไทย ทั้งประเทศไม่ได้ทำงานหรือเป็นผู้แทนจังหวัดนั้น การหาเสียงขอคะแนนเสียงเขาต้องขอ เพื่อทำให้คนไทยทั้งประเทศ และเราไปตัดสิทธิคนที่เขาอาจจะมีความสนใจ เขาไม่ต้อง ทำงานการเมืองแบบเราครับ เขาอยากดูแลเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อให้ดูแลสังคมของเขา ดูแลบ้านเมืองของเขา ทำไมถ้าเขียนอย่างนี้ผมถามว่าแล้วคนที่ไม่ได้รับราชการ คนที่ไม่ได้เกิด ไม่ได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านนั้น ไม่ได้ศึกษาที่นั่นแล้วเขาไปลงไม่ได้หรือครับถ้าทั้งชีวิตทำงาน อยู่ที่นั่น ท่านประธานอย่าคิดว่าไม่มีนะครับ ท่านกรรมาธิการก็อย่าคิดว่าไม่มี ผมยกตัวอย่าง ให้ท่านง่าย ๆ

อันแรก ในอดีตผมก็ไม่เคยมีความรู้ประสบการณ์เรื่องนี้หรอกครับ ผมเป็นกรรมาธิการการทหารผมก็ไปตรวจงานชายแดนที่จังหวัดศรีสะเกษ เขาพระวิหาร ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมผมก็ไปกับคณะรัฐมนตรีภาคใต้ไปตรวจกับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ตอนนั้น ที่ภาคใต้ ท่านประธานครับ ผมเจอทหารพรานครับ ที่เขาเรียกว่าทหารพรานครับ ผมยกตัวอย่างเอาแบบง่าย ๆ ก่อนเลยทหารพราน ผมไปเจอ ทหารพรานบางคนที่เขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ โอ้โห พูดอีสานคล่องเลยครับ จนผมนึกว่าอีสาน เปล่าหรอกครับ เขาบอกว่าเขามาจากภาคใต้ แต่ว่ามาอยู่ที่นี่จนไม่รู้จะ เรียกว่าที่ไหนคือบ้านเขาแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมไปที่ภาคใต้ที่ผมเรียนท่านเมื่อสักครู่ ไปกับอดีตท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปเจอทหารพรานของนาวิกโยธิน อยู่จังหวัดเชียงใหม่แต่ว่าย้ายมาอยู่ที่นี่จนพูดภาษาใต้ได้เลยครับ เกินกว่า ๕ ปีที่ท่านเขียนไว้อีก แต่ว่าชื่อยังอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ถามว่าท่านบอกก็เป็นทหารพรานไม่ใช่หรือครับ เพราะว่า ทหารพรานชื่อเรียกเฉย ๆ ครับ เขาไม่นับเป็นข้าราชการครับ ท่านประธานเห็นไหมครับ ไม่นับเป็นราชการเลย ชื่ออยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ตัวทำงานอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส อยู่เกินมากว่า ๕ ปี อย่างนี้ถือว่าเขาเข้าเงื่อนไขตรงไหน ถ้าหากว่าเขาคลุกคลีกับชาวบ้าน เขาอยู่กับ ชาวบ้านจนเขารู้ปัญหาของคนภาคใต้ ปัญหาที่อาจจะสามารถเขียนรัฐธรรมนูญ แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเขียนเงื่อนไขบางอย่างซึ่งสามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ทางภาคใต้ได้แต่เขามาสมัครไม่ได้ครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าไม่เข้าเงื่อนไขตรงไหนเลย บอกว่าเขาเกิดอยู่ที่นั่นหรือเปล่าไม่ได้เกิดครับ ทะเบียนบ้านมีไหม ไม่มีครับ เคยเรียน ที่นั่นไหม ก็ไม่เคยครับ รับราชการที่นั่นหรือเปล่า ไม่ใช่ครับ ทั้ง ๆ ที่อยู่อาจจะ ๑๐ ปี ๑๕ ปี ถ้าให้เขาลงสมัครชาวบ้านอาจจะเลือกเขาได้มากกว่าคนที่ท่านกำหนดเงื่อนไขไว้ แต่ท่านไปจำกัด สิทธิเขา เพราะอะไรครับ ผมเรียนว่าอันนี้เราจะทำสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาร่างรัฐธรรมนูญ ให้คนไทยทั้งประเทศแต่เราไปจำกัดสิทธิของคนที่ควรจะมีสิทธิได้ลงตรงที่ที่ชี้ว่าเขาได้รับเลือกแน่ เพราะเขาทำงานคลุกคลีตีโมงอยู่ที่นี่ หรือคนที่ประกอบธุรกิจผมยกตัวอย่างครับ เป็นคนที่ ทำมาหากินนะครับ รับซื้อของหรือว่าซื้อปลา ซื้อผัก ผลไม้มีตั้งบริษัทห้างร้านของเขาไม่ใหญ่ ไม่โตแต่อยู่ที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งอยู่มานานตั้งแต่ต้นจนวันนี้อาจจะ ๑๐ ปี ๑๕ ปี ๒๐ ปี แต่เขาเป็นคนกรุงเทพมหานครครับ ไม่ได้เกิดที่นั่นเลยครับ แต่ให้ลงเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร สอบตกไม่มีใครรู้จักครับ เพราะใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดนั้นอย่างนี้เขาเข้าเงื่อนไขตรงไหนครับ ท่านกรรมาธิการ ผมผ่านท่านประธานถามกรรมาธิการว่าเข้าเงื่อนไขตรงไหนของ (๓) ถ้าไม่เข้าแล้วทำไมท่านไปตัดสิทธิเขา ที่ผมเรียนท่านประธานตรงนี้จริง ๆ แล้วผมเชื่อว่า ถ้าหากว่าเราในฐานะกรรมาธิการได้ทำงาน ได้มีโอกาส ได้มีเวลาทำงานกันจริง ๆ จัง ๆ ยกตัวอย่างที่ผมพูดคงไม่เกิด ที่ผมเรียนท่านประธานตรงนี้เพราะว่าผมเห็นปัญหานี้มาจริง ๆ ผมลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนในพื้นที่ผม คนที่เขาสนใจเรื่องทางการเมืองเขายังเคยมาถามว่า เงื่อนไขแบบนี้แล้วคนทำงาน ผมก็ตอบเขาไม่ถูกผมก็เห็นด้วยกับเขาครับ คนที่ทำงาน ที่ไม่ใช่ราชการท่านลืมเขาครับ แต่ปัญหานี้ที่มันเกิดที่ผมต้องสงวนคำแปรญัตติเพราะอะไรครับ เพราะท่านกรรมาธิการ เร่งเหลือเกินอย่างไรครับ รีบจนไม่ต้องมีเวลาพิจารณารายละเอียดกันเลย ผมถึงเรียนว่า มันมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเยอะไปหมด ตรงนี้ล่ะครับ ที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า ถ้าหากว่าท่านประธานกรรมาธิการหรือท่านกรรมาธิการลองไปพิจารณาทบทวนสิครับ ถ้าหากท่านต้องการให้ได้คนที่มีโอกาสเยอะ ๆ มีสิทธิมากขึ้นเยอะ ๆ ความจริงแล้ว ผมยังมีหลายเรื่องที่คิดว่าจะแก้ แต่ผมคิดว่าถ้ายกประเด็นท่านคงไม่เอา แต่ผมเอาประเด็น อันนี้ที่ผมพูดกับท่านมาก ๆ คือประเด็นนี้ เพราะว่าท่านตัดสิทธิเขาจริง ๆ ครับ ท่านไปลืม คนที่เขาทำมาหากินหรือเขาอยู่ที่นั่น ที่ไม่ใช่ราชการ ไม่ได้เกิด ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้เรียนที่นั่น แต่เขาอยู่ที่นั่น เขามีชีวิตอยู่ที่นั่น คะแนนเสียงเขาอาจจะดีกว่าคนที่อยู่ที่เงื่อนไขที่ท่านวางไว้อีก แต่เราไปจำกัดสิทธิเขาได้อย่างไรครับ แล้วเราจะบอกว่าให้เขามาทำหน้าที่รู้ปัญหาของคนที่นั่น รู้ปัญหาของคนที่นี่ แต่เราลืมว่าคนบางกลุ่มบางประเภทเขาอาจจะรู้ดีกว่าที่เราเขียนไว้อีก ตรงนี้ผมถึงถือว่าเป็นความบกพร่องของการทำงานแบบเร่งรัดแล้วก็รวบรัด มันเลยทำให้หลุดไป หลายเรื่อง ยังมีอีกหลายเรื่องที่หลุดไปอย่างนี้ครับ ไม่มีโอกาสได้พูดได้คุยกัน ท่านประธาน ดูสิครับว่ามาตรานี้ไม่มีการแก้ไขเลย ผมไม่ไปพูดรายละเอียดเยอะมาก ๆ ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ เช่น อายุ เรื่องอะไรอีก แต่ว่าเอาหลัก ๆ ตรงนี้ ผมยกตัวอย่างที่ผมเรียนท่านประธานนะครับ ไปดู ๒ กรณีที่ผมบอกนี้นะครับ ๑. ลักษณะของทหารพรานที่อยู่คลุกคลีตีโมงกับชาวบ้าน แล้วเขาอยู่กับชาวบ้านจริง ๆ นะครับ เขารู้ปัญหาคนเดินดินกินข้าวแกงจริง ๆ เลย หรือคนที่ ไปทำมาหากินรับซื้อผัก ซื้อข้าว ซื้ออะไร ทำธุรกิจอยู่กับคนในจังหวัดนั้นจังหวัดนี้แท้ ๆ เลย โดยที่เขาไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่ได้เกิด ไม่ได้มีชื่ออะไรอย่างที่ท่านเขียนนี้ครับ แต่ความสามารถของเขาตรงนี้อาจจะเหมาะสมกว่าด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานเป็นตัวอย่างสัก ๒ ตัวอย่าง ที่บอกนี้ครับว่าอยากจะฝากถึงท่านประธานกับคณะกรรมาธิการนะครับว่าอันนี้ท่านหล่นไป จริง ๆ หรือเปล่า ถ้าหากว่าท่านมีเจตนารมณ์ที่จะต้องการให้คนที่เขารู้ปัญหาจริง ต้องการให้ คนเข้ามาสมัครรับเลือกตั้งได้มากขึ้นจริง ต้องการเปิดโอกาสจริงและเขามาทำหน้าที่ เขียนรัฐธรรมนูญให้คนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่คนไทยจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ เราไม่ควรจะไป จำกัดสิทธิเขา เขาอยู่ตรงไหน เขามีโอกาสได้รับเลือกตั้ง ควรจะต้องให้เขามีโอกาสทั้งหมด คนเราก็มีแค่นี้ล่ะครับ เกิดมาแล้วก็ต้องเรียน ก็ต้องเจ็บป่วยแล้วก็ทำงาน แต่เรามีสิทธิอะไร ไปจำกัดการทำงานว่าให้เฉพาะพวกรับราชการ ก็แปลว่าเราคิดว่าข้าราชการรู้ปัญหาชาวบ้าน ดีกว่าชาวบ้านด้วยกันเองหรือครับ ในประเด็นนี้มันมีไม่มากครับ ในมาตรานี้ อีกอันหนึ่ง ก็เล็กน้อยเพราะว่าคุณสมบัติมันก็ควรไม่ต่ำกว่า ส.ส. ส.ว. แต่ประเด็นใหญ่นี้ผมคิดว่า ท่านตกหล่นไป แล้วผมไม่ไปพูดซ้ำกับเพื่อนสมาชิกหลายคนซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่าที่พูดกันมาทั้งหมดผมคิดว่าเท่าที่ผมฟังมาไม่มีประเด็นที่ผมเรียนท่านประธานผ่านไป กรรมาธิการเลย เรื่องอายุ เรื่องระยะเวลาอะไรผมไม่ติดใจ แต่เรื่องที่เขาเคยทำงานอย่างนี้ โดยที่ไม่ใช่ราชการครับ ผมคิดว่าประเด็นนี้ถ้าหากว่าท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก คิดด้วยใจที่เป็นตัวของท่านเอง ผมว่าท่านเห็นด้วยกับผม แต่ก็อยู่ที่ท่านครับว่าท่านจำเป็น จะต้องเดินหน้าต่อให้จบ ๆ ไปเหมือนที่เร่งรีบในกรรมาธิการที่เราประชุมกันมาหรือว่า ท่านต้องการทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมก็ขอฝากประธานถึงคณะกรรมาธิการ ขอขอบพระคุณครับ