วิรัช ร่มเย็น แปรญัตติแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๒ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๒๙๑/๒ นั้นผมได้แปรญัตติไว้ แต่ก่อนที่จะอรรถาธิบายว่าได้แปรญัตติไว้อย่างไรนั้นขออนุญาตว่ามาตรา ๒๙๑/๒ บุคคลผู้มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษา ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี การศึกษา หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี ท่านประธานครับ ผมพยายามจะบอกว่าบางข้อก็เกินไป บางข้อก็น้อยไป ผมจะพยายามแปรญัตติในลักษณะที่พอดี ๆ ครับท่านประธาน ผมได้แปรญัตติ ขอสงวนความเห็นแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๒๙๑/๒ ดังต่อไปนี้ครับ
มาตรา ๒๙๑/๒ บุคคลผู้มิสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ที่บอกว่า /๑ เพราะว่ากรณีใน (๒) ผมตัดออกไปครับ จากมาตรา ๒๙๑/๑ เพราะผมแปรญัตติ เมื่อมาตราที่แล้วให้มี สสร. ประเภทเดียวคือมีการเลือกตั้งจังหวัดละ ๒ คนตามที่ผมได้อธิบายไปแล้วในมาตราก่อน ท่านประธานครับ (๑) คุณสมบัติก็คือมีสัญชาติไทยโดยการเกิด ผมนำเรียนท่านประธานครับ ด้วยระยะเวลาที่ท่านประธานกำหนดนะครับว่าในกรณีที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดนั้นต้องนำเรียน อย่างนี้ว่าปัจจุบันนี้มันมีกฎหมายคือพระราชบัญญัติสัญชาติ ฉบับที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๕๕ ท่านประธาน เป็นกฎหมายแล้ว ประกาศแล้ว มาตรา ๙/๖ ของพระราชบัญญัติสัญชาติ ซึ่งได้ประกาศเป็นกฎหมายแล้วนั้นบัญญัติว่าให้ผู้ซึ่งคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทย พลัดถิ่น ให้การรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด วรรคสอง บอกว่า บุตรของคนไทยพลัดถิ่นซึ่งได้รับสัญชาติไทยตามวรรคหนึ่ง ย่อมได้สัญชาติไทย โดยการเกิด เว้นแต่ผู้นั้นถือสัญชาติของประเทศอื่น ผมยกกฎหมายสัญชาติมาเพื่อจะบอกว่า ใน (๑) นั้น นัยต้องเป็นไปตามกฎหมายใหม่เช่นเดียวกัน (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์นั้น ผมแปรญัตตินะครับท่านประธาน ผมคิดว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์นั้นน่าจะมากไป เอาพอสมควร พอสมควรคืออะไรผมเป็นผู้แทนราษฎร ท่านประธานก็เป็นผู้แทนราษฎร เราคุ้นว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีอายุซึ่งเขาบัญญัติกำหนดไว้ ๒๕ ปีบริบูรณ์ครับ เพราะฉะนั้น สสร. ได้มาร่าง มีหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จริง ๆ แล้วการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยแท้ แต่ว่าเมื่อบ้านเมืองเรามาถึงขนาดนี้ แล้วก็มีความรู้สึกว่า ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปร่างกฎหมายนั้นก็คงจะร่างเพื่อตัวเองนะครับ ร่างเพื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นเขาก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นเอาคนกลาง เอาคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง เอาคนที่ไม่น่าจะมีผลประโยชน์เข้ามาร่าง นั่นก็คือให้ สสร. ร่าง ผมเลยคิดว่า อายุน่าจะเท่า ๆ กับคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือ ๒๕ ปีบริบูรณ์ ในวันเลือกตั้ง (๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า ๓ ปี ผมแปรญัตติให้ ๓ ปี จาก ๕ ปี ผมบอกแล้วว่าบางเรื่องก็เกิน บางเรื่องก็ต่ำ ผมขออนุญาตแปรญัตติ ๓ ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัด ที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือร่างของรัฐบาล ร่างของ ครม. นั้น ๕ ปี ผมแปรญัตติเป็น ๓ ปีเช่นเดียวกัน คือ ๓ ปีการศึกษา ในขณะเดียวกันว่า เคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๓ ปี จากเดิม ร่างเดิม ร่าง ครม. ที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยึดถือนั้น ขอเป็น ๓ ปีครับ หรือตรงนี้ผมเพิ่มเติมใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับบรรดาเพื่อนกรรมาธิการ หลาย ๆ ท่าน เสียงข้างน้อยที่ได้อภิปรายไว้แล้ว นั่นก็คือว่า ผมเพิ่มว่า หรือได้เสียภาษี ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ ในเขตจังหวัดนั้นเป็นเวลาติดต่อกัน ๒ ปี นับถึงปีที่สมัครรับเลือกตั้ง นั่นก็คือให้โอกาส สำหรับคนที่เคยทำงาน ก็ยกตัวเลขขึ้นมาว่าถ้า ๒ ปี น่าจะพอดี ๆ น่าจะสมควร อันนี้แล้วแต่ ความเห็นของแต่ละท่าน แต่ละคน แต่ผมคิดว่าถ้าให้โอกาส ๒ ปี เคยทำงาน ๒ ปี น่าจะได้รับรู้เรื่องราวในท้องถิ่น ในจังหวัดนั้น ๆ เป็นอย่างดีครับ รู้อย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้น เวลามาเป็น สสร. ก็สามารถจะนำประสบการณ์จากการทำงาน ซึ่งเป็นเวลา ๒ ปี มาเป็น ส่วนประกอบในการร่างรัฐธรรมนูญครับ ผมจึงคิดว่าสิ่งที่ผมได้แปรญัตตินั้น ผมยังยืนยันว่า ผมน่าจะมีความเหมาะสมกว่าร่างของ ครม. ซึ่งคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยึดถือ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานว่า ก็อยากเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถามว่าสายไหม ไม่สายหรอกครับแต่ดึกแล้วท่านประธานครับ ผมอยากจะขอความกรุณาว่า ถ้ากลับไปคืนนี้ แล้วไปนอนคิด พรุ่งนี้เช้ายังไม่สายครับ ขอบพระคุณครับ