ธนา ชีรวินิจ หารือเรื่องการพิจารณาร่างกฎหมาย โดยเน้นย้ำว่าควรพิจารณาเรียงตามหลักการและเหตุผล ไม่ใช่ตามมาตรา และเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาให้ความเห็นใจในเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังชี้แจงว่าตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ รัฐสภามีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมีขั้นตอนในการพิจารณา โดยไม่สามารถอ้างกฎหมายอื่นใดที่จะขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กราบเรียนท่านประธานด้วยความจริงใจครับว่า ท่าทีของท่านประธานที่ทำหน้าที่เมื่อสักครู่นี้พวกเรามีความสบายใจเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านประธานรับฟังเหตุและผลที่ทางพรรคฝ่ายค้านได้หยิบยกขึ้นมาเสนอ สิ่งที่เราหยิบยก ขึ้นมามันมีเหตุและมันมีผลว่าการพิจารณาที่เดินหน้าต่อไป บางส่วนมันอาจจะไม่ชอบ เราก็หยิบยกขึ้นมา ซึ่งท่านประธานรับฟังแล้วก็หาทางที่จะแก้ไขร่วมกัน การทำงานของ ที่ประชุมรัฐสภามันก็จะเดินได้ด้วยความเรียบร้อย ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า วันที่คณะกรรมาธิการได้นำเรื่องนี้เข้าสู่วาระที่สอง ผมได้ลุกขึ้นอภิปรายเรียนท่านประธาน แล้วว่าการพิจารณาของคณะกรรมาธิการนั้น ผมเกรงว่าอาจจะมีความสับสน เนื่องจาก ปกติเราจะพิจารณาจากหลักการ เหตุผล ชื่อร่าง คำปรารภ แล้วก็ไล่ไปตามมาตรา ซึ่งเป็นไป ตามเอกสารที่จัดพิมพ์ที่ส่งท่านสมาชิก แล้วก็สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แล้วก็ข้อบังคับทุกประการว่าในการพิจารณาในวาระที่สองนั้นให้พิจารณาเรียงตามมาตรา การที่เขียนว่าเรียงตามมาตราก็หมายถึงว่า เรียงตามเอกสารที่ได้มีการจัดทำในการเสนอ ขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่า
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเมื่อเราไม่ยอมพิจารณาเรียงกันตามหลักการและเหตุผล มันก็เลยมีปัญหาตอนท้ายที่ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ได้ลุกขึ้นซักถามว่าถ้าที่ประชุมรัฐสภา ลงมติในมาตรา ๒๙๑/๑ ไปแล้ว แต่ว่าหลักการยังไม่พิจารณาแล้วจะดำเนินการกันต่อไป อย่างไร ซึ่งก็ขอบคุณท่านประธานที่รับฟังความคิดเห็นในส่วนนี้
ประเด็นที่ ๒ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ชี้แจงในการพิจารณาในวาระที่สอง ครั้งแรกว่าไม่สามารถแก้ไขหลักการและเหตุผลได้ โดยท่านอ้างว่ามีข้อบังคับอยู่บางข้อบังคับ ที่เขียนไว้ซึ่งกระผมจะไม่อ่านข้อบังคับนั้น เพราะว่าได้มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้พอสมควร ข้อบังคับนั้นไม่ได้เขียนในรายละเอียดที่ชัดเจน แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมหยิบบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมา แล้วก็ขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานได้ฟังเพื่อที่จะให้ รัฐสภานี้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ในมาตรา ๖ เขียนไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ เห็นไหมครับท่านประธาน กฎหมายรัฐธรรมนูญเราถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุด วันนี้ท่านไม่สามารถอ้างกฎหมายอื่นใดเลย ที่จะทำให้ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมขอเข้ามาสู่ประเด็นของการพิจารณา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ซึ่งรัฐสภากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ละครับ เราใช้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเขียนไว้ในหมวด ๑๕ เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ระบุขั้นตอนในการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สิ่งที่คณะกรรมาธิการ ได้พยายามพูดทั้งในชั้นรัฐสภาและในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญอยู่ตลอดเวลาว่าไม่สามารถ แก้ไขหลักการและเหตุผลได้ เพราะเป็นไปตามข้อบังคับ ผมขออนุญาตอ่านมาตรา ๒๙๑ เฉพาะประเด็นในการพิจารณาของรัฐสภาเพื่อให้ที่ประชุมและพี่น้องทางบ้านได้เข้าใจ ไปพร้อมกัน
(๒) ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และให้รัฐสภาพิจารณาเป็นสามวาระ
(๓) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการให้ใช้วิธีเรียกชื่อ และลงคะแนนโดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
(๔) การพิจารณาในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ต้องจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมด้วย
การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตราให้ถือเอา เสียงข้างมากเป็นประมาณ
(๕) เมื่อการพิจารณาในวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้วให้รอไว้สิบห้าวัน เมื่อพ้นกำหนดนี้ แล้วให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามต่อไป
ท่านประธานเห็นไหมครับว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่เราใช้ดำเนินการ ในขณะนี้เขียนหลักการไว้ชัดเจนครับว่าให้ดำเนินการอย่างไร และไม่ได้เขียนรายละเอียดไว้เลย นั่นหมายถึงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ห้าม ถ้าท่านบอกว่าห้ามแก้หลักการและเหตุผล ผมจะกราบเรียนครับว่าการเสนอรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ รุนแรงกว่า ที่ท่านเสนอว่าผิดข้อบังคับด้วยซ้ำ เพราะมาตรา ๒๙๑ ในหมวด ๑๕ เขียนเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นทำได้กรณีเดียวคือการแก้ไขเพิ่มเติม แต่คณะกรรมาธิการชุดนี้กำลังทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมถึงเรียนว่านี่กำลังเป็นเรื่อง ๒ มาตรฐานของความเห็นของกรรมาธิการวิสามัญหรือไม่ ท่านเห็นอยู่ชัด ๆ ว่าหมวด ๑๕ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้อย่างเดียวคือการแก้ไขเพิ่มเติม ไม่สามารถที่จะล้มล้าง รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจท่านได้ทำขนาดนั้น แต่ท่านก็เสนอมาล้มล้างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ทั้งฉบับ สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านก็คือว่ามาตรา ๖ เขียนไว้ชัดเจนครับ ข้อบังคับที่ท่านจะยกขึ้นมาอย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้มีห้ามไว้ ต้องถือว่ารัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ดำเนินการได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านสมาชิกได้ลุกขึ้น และสอดคล้องกับที่กรรมาธิการได้เสนอรายงานต่อรัฐสภาในวันนี้ โดยระบุว่ากรรมาธิการ ขอสงวนและแปรญัตติไว้ในส่วนของหลักการและเหตุผลไว้ในรายงานฉบับนี้ นั่นหมายถึงว่า ท่านก็เห็นด้วยว่ากรรมาธิการสามารถที่จะแปรญัตติในส่วนหลักการและเหตุผลได้ ถ้าทำไม่ได้ ท่านต้องไม่ใส่การขอแปรญัตติในหลักการและเหตุผลเข้ามาในรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เมื่อท่านใส่เข้ามานั่นถือว่าสิทธิในการที่จะดำเนินการแก้ไข หลักการและเหตุผลของท่านสมาชิก โดยเฉพาะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนั้นทำได้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานครับว่าวันนี้ผมดีใจที่ท่าทีของท่านประธานจะทำให้การทำงาน ของรัฐสภาเดินหน้าได้ อะไรที่มันติดขัดข้อปัญหาที่เราคิดว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็หาทางแก้ไขด้วยกัน เราทำกันหลายครั้งเรื่องการยกเว้นข้อบังคับ ถ้าเราไม่สบายใจ แต่ผมยังยืนยันครับว่าถึงแม้เราจะไม่ยกเว้นข้อบังคับ แต่เราถือว่าเราปฏิบัติ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมายที่สุดแล้วครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าขอให้เดินตามแนวทางที่ท่านประธานได้วินิจฉัยแต่ต้นครับ ขอบคุณครับ