สามารถ แก้วมีชัย เสนอความเห็นเพื่อชี้แจงประเด็นสำคัญที่จะพูดในสมัยนั้น และหารือเรื่องกฎหมายการเลือกตั้ง สภาเทศบาล พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานกรรมาธิการ กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมจะชี้แจงเบื้องต้นแล้วเดี๋ยวจะมอบให้กรรมาธิการอีก ๒ ท่านช่วยเสริมนะครับ แต่รับรองว่าทั้ง ๓ ท่านนี่พูดกันไม่ยาวนะครับ เพราะผมทราบว่าท่านสมาชิกรัฐสภา แล้วก็ ท่านผู้ฟังทางบ้านก็ได้ฟังเรื่องนี้หลายรอบนะครับ เมื่อเช้านี้ผมก็ชี้แจงไปรอบหนึ่ง แต่อยากจะย้ำเฉพาะประเด็นที่สำคัญซึ่งถ้าไม่ย้ำนี่อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ครับ
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เรานำมาใช้ในการเลือกตั้ง สสร. คราวนี้ ก็อยากจะกราบเรียนว่าที่ท่านผู้อภิปรายได้พูดถึง กกต. ว่ามีหนังสือมาถึง ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านพูดฉบับเดียวนะครับ ท่านพูดฉบับลงวันที่ ๒๗ ซึ่งถูกครับ ๒๗ มีนาคม เขาส่งมาบอกว่าเขาอยากให้ออกเป็นกฎหมาย แต่ไม่ได้บอกว่า เป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ ออกเป็นกฎหมายธรรมดานี่ละที่เกี่ยวข้อง กับการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง เราได้พิจารณาแล้ว เดิมเราให้เขาเป็นคนออกหลักเกณฑ์ ทีนี้เขาไม่สบายใจ เขาอยากให้ออกเป็นกฎหมาย เราก็เลยคิดว่าถ้าเราจะออกกฎหมายเฉพาะ การเลือกตั้ง สสร. นี่ก็คงไม่เหมาะ ผมอยากจะเรียนว่า สสร. ที่เรากำลังจะเลือกจะเป็นคนมา ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญที่มีอยู่ปัจจุบันก็เป็น อันเลิกไป ฉะนั้นมันคงไม่มี สสร. ต่อไปอีกแล้วนะครับ ฉะนั้นเราก็จึงเห็นว่าไม่น่าจะไปออก กฎหมายเฉพาะ สสร. ก็เลยมาดูว่ากฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องใช้ได้ไหม ก็มาเห็นว่ากฎหมาย เลือกตั้งท้องถิ่นน่าจะใช้ได้ก็นำความคิดนี้ส่งไปให้ กกต. ท่านมีจดหมายมาอีกฉบับครับ มาวันที่ ๕ เมษายน มาถึงประธานกรรมาธิการ ท่านไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่าไม่ให้ใช้กฎหมาย เลือกตั้งท้องถิ่น แต่ท่านยังแนะนำเราว่าในบทบัญญัติที่เราเขียน ที่จะนำกฎหมายท้องถิ่นมาใช้นี่ ช่วยบัญญัติหน่อยว่าเวลามีการร้องคัดค้านการเลือกตั้งจะให้ร้องไปที่ กกต. หรือจะให้ร้องไป ที่ศาลอุทธรณ์เลย อันนี้ก็เห็นได้ชัดว่าท่านไม่ได้ขัดข้อง ถ้าท่านขัดข้องจดหมายฉบับล่าสุด หรือหนังสือฉบับล่าสุดของท่านในวันที่ ๕ เมษายน ท่านต้องบอกว่าท่านไม่เห็นด้วย แต่ท่านก็ยอมรับและยังแนะนำมา ทีนี้อยากจะกราบเรียนต่อไปว่าท่านถามย้ำหลายครั้งว่า เราให้ศาลอุทธรณ์มาดำเนินการนี่ได้ถามศาลอุทธรณ์เขาไหมว่าเขาพร้อมไหม ก็กราบเรียน ท่านว่าในที่ประชุมกรรมาธิการเรามีผู้ประสานงานจากกระทรวงยุติธรรมมานั่ง มาฟัง นอกจากคณะกรรมการกฤษฎีกา นอกจาก กกต. นอกจากศาลปกครองแล้วยังมีคนจาก ศาลยุติธรรมเขามานั่งฟัง เขาก็รายงานต้นสังกัดตลอด ครั้นเราจะไปเรียก จะไปเชิญ ผู้พิพากษาเขามานี่นะครับ มันต้องห้ามโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติคำสั่งเรียก ท่านก็คงรู้นะครับ เราคงไปเรียกผู้พิพากษา ตุลาการ เขามาชี้แจงไม่ได้ครับ เราก็อาศัยช่องทางผ่านตัวแทนของเขา ซึ่งเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ และปัญหาที่ท่านคิด ท่านกังวลนี่ ผมก็ขอบคุณนะครับ ท่านกังวลได้ ท่านเป็นห่วงได้ แต่มันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการภายใน แล้วเราใช้คำว่า ศาลอุทธรณ์ นี่ เราไม่ได้บอกว่า ศาลอุทธรณ์กลางครับ ฉะนั้นศาลอุทธรณ์ภูมิภาคก็ได้ แล้วแต่การบริหารจัดการภายใน ของเขานะครับ ทีนี้ประเด็นต่อไปที่อยากจะเรียนชี้แจงก็คือความพร้อมในการเลือกตั้ง ท่านก็ เป็นห่วงว่า กกต. เขาจะพร้อมไหม ท่านก็ฟังพร้อมกับผมนี่ละครับ ตอนเราเชิญเลขาธิการ กกต. มาชี้แจง เขาบอกว่าเวลาที่ให้เขา ๗๕ วัน นี่ไม่รวมเวลาที่เราต้องประกาศพระราชกฤษฎีกา อีก ๑๕ วันนะครับ แต่ถ้ารวมทั้งหมดนี่มัน ๙๐ วัน แต่เฉพาะที่ กกต. จะมาเกี่ยวข้องมันแค่ ๗๕ วัน ก็คือ ๒๐ วันรับสมัคร อีก ๔๐ วันให้ผู้สมัครจะแนะนำตัว จะหาเสียงก็แล้วแต่นะครับ และอีก ๑๕ วันนี่ให้เขารับรองประกาศผลให้แล้วเสร็จนี่ กกต. เขาบอกเขาพร้อม แล้วเขายัง ยกตัวอย่างว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๗ มาตรา ๑๐๘ ท่านก็จะเห็นเวลาสภาเราสิ้นอายุ หรือครบวาระนี่ เขาใช้เวลา ๔๕ วัน ก็สามารถจะเลือกตั้ง ส.ส. ตั้ง ๕๐๐ คน ทั้งบัญชีรายชื่อ ทั้งเขตได้ หรือถ้ากรณีมีการยุบสภา เขาก็สามารถทำได้ไม่น้อยกว่า ๔๕ วัน ไม่เกิน ๖๐ วัน แต่นี่ ๗๕ วัน มีเวลามากที่เขาจะสามารถดำเนินการได้นะครับ แล้วที่ท่านเป็นห่วง ท่านยกพระราชบัญญัติเลือกตั้งท้องถิ่นมาบางมาตราว่าเกรงว่าจะมีปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้นะครับ ก็อยากจะกราบเรียนว่าเราได้บัญญัติชัดเจนว่าให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม คำว่า อนุโลม แปลว่ายืดหยุ่นได้ อันไหนที่จะใช้ อันไหนไม่ใช้ อันไหนไม่ใช้ให้ประกาศไว้ ในราชกิจจานุเบกษานะครับ ซึ่งตรงนี้เดี๋ยวผมจะให้อีก ๒ ท่านช่วยเพิ่มเติม ท่านแรก อยากจะให้ท่านพิชิต ชื่นบาน ได้เพิ่มเติมวรรคสุดท้าย กรณีให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้แล้วเสร็จ ภายใน ๓๐ วัน ขณะเดียวกันต่อจากนั้นจะให้ดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข ท่านพูดถึงข้อสังเกต ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งถ้าไม่พูดก็จะเสียหาย ว่าเราไปล่วงล้ำพระราชอำนาจนะครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ