รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ พูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๑ และเสนอแนะว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามสัดส่วน และเสนอให้ใช้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของจังหวัดที่เล็กที่สุดเป็นตัวเลขที่จะคำนวณสัดส่วน

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๑/๑ นี้ ผมได้แปรญัตติ ที่อาจจะแตกต่างจากเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่พูดมาทั้งหมด เมื่อพิจารณาจากมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) แล้ว ในส่วนของ (๒) ซึ่งให้มีสมาชิกซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา จำนวน ๒๒ คน รายละเอียดดังที่หลายท่านทราบดีแล้ว คือผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน ๖ คน สาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ๖ คน และผู้มีประสบการณ์ทางด้าน การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนดจำนวน ๑๐ คน ผมรับได้ครับในข้อนี้ เพียงมีข้อแม้ อย่างเดียวครับว่านักวิชาการดังกล่าว ๓ ข้อนี้ ถ้าจะให้สง่างามอยากจะให้ประธานรัฐสภา ให้เกียรติกับพรรคฝ่ายค้านครับ หรือผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรคัดเลือกมา ๑๑ คน ภาครัฐบาล ๑๑ คน ผมถือว่าจะเป็นการทำให้เกิดปัญญาขึ้นกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เราจะเลือกตั้งต่อไป ในสัดส่วนของ (๑) ผมมีข้อเสนอว่าให้สมาชิก สสร. มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนตามสัดส่วน โดยจำนวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือใช้จำนวนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนะครับ ซึ่งเมื่อดูตัวเลขแล้วจากผู้มีสิทธิออกเสียง เลือกตั้งจำนวนของ สสร. ที่จะได้น่าจะตกอยู่ประมาณ ๓๗๕-๔๐๐ คน ตัวเลขที่เราจะใช้ทำ ให้เกิดความยุติธรรมก็คือใช้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของจังหวัดที่เล็กที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ที่จังหวัดระนองนะครับ สมมุติว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑๒๐,๐๐๐ คน จำนวนนี้นี่ละครับ เราก็ไปคำนวณออกมาเป็นสัดส่วนของแต่ละจังหวัดว่าจังหวัดใดจะได้ ๑ คน ๒ คน ๓ คน ไม่ใช่เป็นการตั้ง สสร. แบบจังหวัดละ ๑ คน ซึ่งผมถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่ถูกต้องที่กำหนด ตามพื้นที่ดังที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับ โดยเฉพาะพื้นที่ เขตกรุงเทพมหานคร หรือหัวเมืองใหญ่ ๆ ที่ประชาชนมีความรู้ มีความรู้สึกไวต่อทางด้าน การเมือง สัดส่วนส่วนนี้ควรจะมีให้มากเพียงพอตามสัดส่วน นี่คือเป็นสิ่งที่สำคัญครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องเกี่ยวกับที่ผมเสนอ หลายท่านอาจจะงงว่าทำไมถึง ๓๗๕-๔๐๐ คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มาก เพราะผมต้องการตอบคำถามของมาตรา ๒๙๑ (๒) ใน (๒) เราบอกว่า เราให้มีการตั้งโดยประธานรัฐสภา ๒๒ คนใช่ไหมครับ แต่หลายคนก็เป็นห่วง ทุกคนเป็นห่วงว่า อย่างไรก็ตามจะได้ สสร. ส่วนของการจัดหาโดยประธานรัฐสภา มีโอกาสสูงอย่างยิ่ง ที่จะไม่ให้เกิดความเป็นธรรมกับการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดที่สำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นจำนวนที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้เสนอไป ๒๐๐ คน ผมคิดดูนะครับ แต่ถ้าอย่างว่าใน ๒๐๐ คน และมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๒ คน ผมก็ถือว่า เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงเกินไปในสัดส่วนที่ผมพูดแล้ว แต่ถ้าอย่างว่าเป็น ๓๗๕ คน แล้วมี ๒๒ คนนี้ ใส่เข้าไป สัดส่วนที่จะมาถูกมีอิทธิพลทางความคิดก็มีเพียงแค่ ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมยอมรับได้ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังคณะกรรมาธิการหลายท่านได้ชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญมันไม่ใช่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ปัญหาของพี่น้อง ในเรื่องของปากท้อง ในเรื่องของความเดือดร้อน เรื่องอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าผมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันครับ รัฐธรรมนูญจริง ๆ แล้ว ต้องตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ทุกระดับ เพียงแต่มันไม่ได้เขียน ในรัฐธรรมนูญครับ แต่กฎข้อบังคับรัฐธรรมนูญจะเป็นกลไกอันหนึ่งที่บีบให้ฝ่ายบริหาร ซึ่งจะต้องทำหน้าที่รับผิดชอบต่อประเทศชาติให้ลงมือทำงาน ผมยกตัวอย่างครับ ขณะนี้ประชาชนเดือดร้อนมากเกี่ยวกับเรื่องค่าครองชีพสูง รายได้ทางเกษตรต่ำ รัฐบาลแก้ไม่ได้ ปัญหาเชื้อเพลิงปล่อยลอยตัว ภาวะเศรษฐกิจขณะนี้คือภาวะระส่ำระสาย แต่สื่อต่าง ๆ ไม่ได้เสนอตรงตามความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมในพื้นที่หลายแห่ง ก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันครับว่าราคาพืชผลตกต่ำมาก โดยเฉพาะมันสำปะหลังครับ นี่ก็คือสิ่งที่ ผมอยากจะสอดแทรกไว้ว่ารัฐธรรมนูญที่เราจะแก้นี้จะต้องเอาวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทย เป็นตัวตั้ง แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญออกมาเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ ผมเรียนให้ท่านทราบ อย่างนี้ครับว่าการที่ผมได้สังเกตดูท่าทีของการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ผมเห็นว่าเป็นการทำ อย่างเร่งรีบ แล้วก็ทางประธานคณะกรรมาธิการที่สภาได้มอบหมายให้ไปทำเป็นวาระที่สอง ก็มีข้อบกพร่องมากมายดังที่พวกเราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว และสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ พิจารณาเหมือนกับว่าสิ่งต่าง ๆ ที่สภารับร่างหลักไปแล้วในวาระที่หนึ่งเกือบแก้ไขอะไร ไม่ได้เลย จะต้องเป็นอย่างนั้นเท่านั้น โดยอธิบายว่าเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งก็ได้มีเพื่อนสมาชิก หลายคนบอกว่าแพ้ในสภาไปแล้ว ในสภาที่เป็นอยู่ในคณะกรรมาธิการพิจารณา ใน ๑๒ ต่อ ๑๐ แพ้ไปแล้ว แต่ก็ยังพลิกกลับมาบอกว่าต้องอยู่ในข้อบังคับ ในเรื่องที่เอาร่างของรัฐบาล เป็นหลัก อันนี้ก็คือสิ่งที่สูญเสียเกียรติยศและศักดิ์ศรีไปในระดับหนึ่งนะครับ สิ่งที่ผมจะต้องพูด ถึงเรื่องวิถีชีวิตของประชาชนที่จะต้องผูกพันกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมไม่ได้พูดเกินเลยไป ถ้าเราอ่านดูประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยยุคแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นโสกราติสก็ดี เพลโตก็ดี หรืออริสโตเติล เขาให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากนะครับ ในสมัยนั้น ถึงกับมีการเขียนกฎหมายบอกว่าให้ผู้ชายแต่งงานเมื่อตอนอายุ ๓๗ ปี ผู้หญิงแต่งงาน เมื่ออายุ ๒๐ ปี ด้วยเหตุผลที่ต้องการจำกัดปริมาณประชาชนให้อยู่ในเมืองที่เหมาะสม ขนาดของเมือง การมีลูกหลาน หรือแม้แต่ระบอบกษัตริย์ก็เหมือนกันครับ ลูกหลานที่ออกมา ก็ต้องมีวิธีการเลี้ยงดู มันมีรายละเอียดมากมาย เพราะฉะนั้นถ้าเราจะร่างรัฐธรรมนูญโดยยึดหลักของคุณธรรมนะครับ แล้วก็นึกถึง ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนก็จะได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ผมจึงถือว่า การมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นจำนวนมาก ก็จะมีความหลากหลายในเชิงโครงสร้าง ทางความคิดนะครับ ประกอบกับที่ผมยังเห็นด้วยอยู่กับ ๒๒ คนของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งอันนี้ เราเอามาฝ่ายละ ๑๑ คนแล้วก็ให้ต่อสู้กันทางปัญญา แล้วก็เอา ๓๗๕ คนเป็นตัวถ่วงดุล ลองดูว่าจะเห็นชอบอย่างไร เราก็จะได้รัฐธรรมนูญที่มีรูปแบบที่ดี แล้วก็ส่งให้พี่น้องประชาชน ทำประชาพิจารณ์เพื่อตัดสิน การที่ท่านจำกัดจำนวนเพียงแค่ ๗๗ คน ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ละจังหวัดนั้น ทำให้มองดูเหมือนว่ารัฐบาลจะมีโอกาสอย่างสูงที่จะล็อบบี้ (Lobby) หรือแทรกแซง หลายท่านที่เป็นกรรมาธิการพิจารณาบอกว่าเราไม่แทรกแซงจะปล่อยให้เป็น อิสระเต็มที่ แต่มาพูดในวันนี้ ณ ขณะนี้ผมว่าความน่าเชื่อถือของพวกกรรมาธิการเสียงข้างมาก น้ำหนักน้อยครับ ท่านประธานครับ เรามีรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ท่านบอกผมได้ไหมครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ท่านเห็นด้วยให้มี สสร. ยกร่างขึ้นมาใหม่จะดีกว่าฉบับที่แล้ว ๆ มา อย่างไร ถ้าพวกท่านรังเกียจรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านบอกได้ไหมว่าท่านจะดีกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งหลายท่านก็บอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในปัจจุบันนี้ฉบับหนึ่ง หลายเรื่องที่จะต้องหาคำตอบให้ ผมไม่แน่ใจว่า สสร. เมื่อมีการประชุมและมีการทำงานกันแล้ว จะออกมาในรูปใด แต่เมื่อดูจำนวนวัน เวลา และเรื่องราวต่าง ๆ ผมเข้าใจว่าการตั้ง สสร. เที่ยวนี้เป็นการตั้ง สสร. ในลักษณะที่เลียนรูปแบบมาจากการตั้ง สสร. สมัยแรก สมัยแรก สมัยที่มีท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่าง ซึ่งในที่ประชุมของคณะอนุกรรมาธิการในสมัยนั้นก็ได้มีกำหนดจำนวนคณะกรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ มีมากมายหลายคณะ มีคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการยกร่างการวางกรอบต่าง ๆ มีคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการทำประชาพิจารณ์ การประชาสัมพันธ์ อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราใช้จำนวนคนเพียงแค่ ๗๗ คน หรือ ๙๙ คน น้อยไปนะครับ การทำงาน จะไม่ได้มีรายละเอียดที่มากเพียงพอที่จะทำให้ได้ข้อมูลในการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่า เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ท่านประธานครับ ถ้าผมถามกรรมาธิการชุดนี้ในเรื่องเกี่ยวกับ ให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่าจะดีกว่า ตอบไม่ได้หรอกครับว่าจะดีกว่าหรือเปล่า เพราะว่า ท่านก็จะโยนอำนาจไปบอกว่าก็แล้วแต่ สสร. เขา เสียงส่วนใหญ่เขา ผมเป็นประชาธิปไตย ผมก็เลยต้องทำตามหน้าที่นี้ ผมถามนิดหนึ่งครับว่าถ้า สสร. ที่ร่างออกมาแล้ว นายกรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน เป็นการรัฐประหารรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไหมครับ หรือเรียกว่า เป็นการปฏิวัติ ปฏิรูปการเมือง หรือถ้าเขียนว่าอำนาจอธิปไตยมาจาก ประชาชน ไม่ใช่เป็นของปวงชน เราจะทำอะไรได้ไหมในที่ประชุมสภาแห่งนี้ จำนวน ส.ส. ส.ว. ผมก็ไม่รู้จะมีจำนวนเท่าไร ตุลาการในการนั่งพิจารณาคดีเป็นอย่างไรครับ จะมีกี่คน มีความอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีอย่างไร มีการให้ผู้พิพากษาเกษียณอายุต่อไหมครับ อายุ ๖๕-๗๐ ปี การมีระบบศาล ระบบตุลาการ ที่ขณะนี้ของเราเป็นศาลคู่จะยังมีต่อไปไหมครับ หรือจะเป็นศาลเดี่ยว องค์กรอิสระในการตรวจสอบฐานะที่มีฐานะเป็นศาล เช่นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองยังคงอยู่ไหม การตรวจสอบอำนาจหน้าที่เฉพาะกิจ เช่น กกต. ป.ป.ช. คตง. ยังมีสภาพอย่างนี้หรือไม่ ถ้าเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนดีขึ้นหรือเลวลง คณะให้คำปรึกษา เช่นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติจะถูกยกเลิกไปหรือไม่ ผู้ตรวจการแผ่นดินคงไว้หรือไม่ คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะมีหรือไม่ ไม่มีคำตอบครับ นี่อย่างไรครับ ที่เพื่อนสมาชิกบอกว่า มันเป็นเช็คเปล่าอย่างไรครับ มันเขียนออกไปแล้วก็บอกว่านี่คือประชาธิปไตยนะครับ ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จุดเด่นก็คือมีการกระจายอำนาจให้กับส่วนท้องถิ่น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีไหมครับ สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากเพียง ๙๙ คนนี่ครับ การศึกษาให้เปล่าที่มากกว่า ๑๒ ปี จะมีดีมากกว่านี้ไหมครับ การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม อันนี้น่าสนใจ จะเปลี่ยนแปลงไปในรูปใด เพราะผลประโยชน์มากมาย มหาศาล และมีอิทธิพลต่อสังคมไทยจนถึง ณ วันนี้ สังคมไทยขณะนี้เป็นสังคมที่ดูเงียบสงบ เพราะสื่อต่าง ๆ วิทยุต่าง ๆ เรียบร้อย บอกว่าให้เป็นประชาธิปไตย แต่ขบวนการแท้จริง ก็ยังเป็นที่ทราบกันดีอยู่ครับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนยังมีอยู่ไหมครับ มีอยู่ในระดับใด ท่านประธานครับ มีหลายเรื่องที่สามารถพูดอีกได้อย่างยาวนานนะครับ ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชนที่ผมถือว่าเป็นหัวใจอันสำคัญของ ระบอบประชาธิปไตย ก็คือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ความเป็นไปของการบริหาร ราชการแผ่นดิน ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการจะมีไหมครับ กำหนดให้ ประชาชนมีสิทธิร่วมรับรู้ในทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังมีอยู่ไหมครับ กำหนดให้ประชาชนทำหน้าที่ผู้แทนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้ด้วย การเข้าไปตรวจสอบบันทึกการลงคะแนนเสียงของสมาชิกรัฐสภา ทำได้ไหมครับ กำหนดให้ ประชาชนมีสิทธิรับทราบข้อมูลข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ท่านประธานที่เคารพครับ การกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกับองค์กรของรัฐในบางเรื่อง เช่นกำหนดให้ประชาชนที่รวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีต ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติ มีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอย่างสมดุล และยั่งยืนมีหรือเปล่า มันตอบไม่ได้หรอกครับ เพราะท่านก็บอกว่า สสร. ให้ไปแล้วนี่อย่างไร ผลของการยกร่างรัฐธรรมนูญแบบให้มี สสร. ซึ่งในวาระแรกผมก็ไม่ได้รับด้วยนะครับ แล้วผมก็คัดค้านมาตลอดว่าสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไปยกร่าง รัฐธรรมนูญใหม่โดยมี สสร. เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้สภามีอำนาจในการแก้ไข รัฐธรรมนูญได้ ซึ่งขณะนี้ก็ยังจะเป็นปัญหาต่อไปนะครับ ที่มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ยื่น ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานต่อไป ท่านประธานครับ ผมยังข้องใจว่าการที่เรา ร่างรัฐธรรมนูญต่อไปโดยที่ไม่รู้หัวนอนปลายตีนเลยนะครับ เช่นการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการลงมือกระทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกับองค์กรของรัฐที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้น เช่นให้สิทธิ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างน้อย ๕๐,๐๐๐ คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณากฎหมายตามที่กำหนดไว้ในหมวด ๓ เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของชาวไทย ตามแนวนโยบายพื้นฐาน การให้โอกาสมีส่วนร่วมกระทำทางนิติบัญญัติแก่ประชาชน ในการเข้าชื่อร้องขอต่อประธานสภาท้องถิ่น ให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อใช้ในการคุ้มครองดูแลการดำรงชีวิต นี่อย่างไรละครับ รัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับ การดำรงวิถีชีวิตต้องออกมาในทำนองนี้นะครับ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ องค์กรที่ใช้อำนาจรัฐทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ ให้ประชาชนมีสิทธิรวมเป็น กลุ่มเพื่อตรวจสอบอำนาจของรัฐตามมาตรา ๓๐๔ ที่ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คนเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๓๐๗ ให้ถอดถอนบุคคลได้ตามมาตรา ๓๐๓ ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ จะมีอยู่ไหมครับ ท่านประธานครับ การถอดถอนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นไปตามกระบวนการ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เราคิดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี การดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนท้าทายความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ที่อยากจะเห็นรัฐธรรมนูญเป็นที่พึ่งทางใจ