รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

วินัย สมพงษ์ เสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสียงข้างมากที่มีคุณภาพ พร้อมเสนอแนวทางการเลือกตั้งแบบประหยัดเวลาและงบประมาณ และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขและฉีกขาดของรัฐธรรมนูญ

พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้ว กระผมควรจะได้มีโอกาสอภิปรายเรื่องนี้ตั้งแต่เวลาประมาณ ๑๔.๓๐ นาฬิกา เพราะว่า ตอนที่ท่าน พลเอก ธีรเดช มีเพียร ท่านทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภา ท่านได้เรียกชื่อผม แต่เผอิญว่าผมไม่อยู่ในห้องประชุมก็เพราะว่าในช่วงนั้นกระผมได้รับคำสั่งเรียกจาก ท่านประธานสมศักดิ์ ท่านประธานรัฐสภาเรียกผมไปประชุมไอปา (AIPA) ผมประชุมอยู่กับท่าน เสร็จก็บ่ายสามโมง ผมจึงมาต่อคิวท้ายในวันนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้แปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๑ เอาไว้ แล้วก็สงวนคำแปรญัตติ การสงวนคำแปรญัตติของกระผมนั้น ผมกราบเรียนว่าผมกำลังจะอธิบายย่อ ๆ สั้น ๆ แต่ว่าคำอภิปรายของผมนั้นจะขึ้นอยู่กับ จุดยืนที่กระผมได้เสนอเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่วาระที่หนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ขอกราบเรียนว่า จุดยืนผมยังคงไม่เปลี่ยนแปลง คือกระผมไม่ขัดข้อง ผมเห็นด้วยที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขรัฐธรรมนูญบางเรื่องบางมาตราตามความเหมาะสม แต่ว่าก็ไม่เห็นด้วยในการที่จะ ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าคือปี ๒๕๕๐ นั้นทิ้งด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ แล้วยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับขึ้นมาแทน นั่นเป็นจุดยืนที่กระผมยืนอยู่แล้วก็คำแปรญัตติก็จะสอดคล้องไปกับจุดยืน อย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ

ประเด็นหลักที่กระผมจะขออภิปรายก็คือประเด็นที่มาของ สสร. ๔ วันกว่า ๔ วัน กลางวันกลางคืนอดตาหลับขับตานอนกัน กระผมได้มีโอกาสดียิ่งที่ได้เห็นความคิด ความรู้สึก ความเข้าใจที่แตกต่างของท่านสมาชิกรัฐสภามากมายก่ายกองมันเป็นความสวยงาม ของระบอบประชาธิปไตย ดอกไม้ถ้ามีสีเดียวมันก็ไม่งามต้องมีหลากสี ท่านที่เคารพครับ กระผมมิบังอาจที่จะกล่าวหาว่าความคิดของใครผิดแม้จำนวนของ สสร. ของท่านจะเท่าไร ก็แล้วแต่กระผมมิบังอาจจะบอกว่าของท่านผิด และตัวเลขที่กระผมจะเสนอต่อไปก็มิได้บอกว่า ของผมนั้นถูกที่สุดแต่เพียงผู้เดียว เพียงแต่กระผมมีความเห็นแตกต่างจากความเห็นของท่าน กระผมให้เกียรติความเห็นที่แตกต่างกันมาโดยตลอด ครั้งแรกที่ผมเรียนวิชารัฐศาสตร์ การเมือง หลักสูตรแรก วิชาแรกที่ผมเรียนก็คือเราจะอยู่ในสังคมที่มีความเห็นแตกต่างกันได้ อย่างไร และตอนนี้เองที่ผมมีความซาบซึ้งมีความเข้าใจมากที่สุดเพราะสภาแห่งนี้ คราวนี้ ได้แสดงความเห็นแตกต่างกันอย่างมากมายก่ายกองและกว้างขวางที่สุด ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผมอยากจะขอชี้แจงความเหมือนและความแตกต่างของจำนวน สสร. เปรียบเทียบระหว่างของรัฐบาลของซีกกรรมาธิการกับของกระผม เมื่อกระผมให้เหตุให้ผล มีทั้งความเหมือนความต่าง กระผมจะขออนุญาตบอกว่าของผมที่คิดอย่างนี้เพราะว่า ผมมีเหตุผลอะไร มีข้อดีอย่างไร กระผมพร้อมที่จะน้อมรับคำติติงความเห็นจากกรรมาธิการ ผู้ทรงเกียรติว่าผมเห็นอย่างนี้มันไม่ถูกกรุณาชี้แนะ ผมจะมีความยินดีเพราะเท่ากับผมได้เห็น บ่อทองได้เห็นแสงสว่างว่าที่จริงที่ถูกมันน่าจะมีเหตุผลที่ดีกว่าที่ผมคิดอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้ายอมรับกันอย่างนี้สังคมเราไปได้แน่นอนครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ จำนวน สสร. ของทางรัฐบาลหรือของกรรมาธิการ ๙๙ คน ผมเหมือนกับท่านเป๊ะ ๙๙ คน ผมไม่ได้เน้นว่า จะต้องเป็น ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คนหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มากกว่า ๙๙ คน เพราะผมเอง มีความเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นของแมกอาเธอร์ที่ร่างให้ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผมก็เคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นของประเทศอินเดีย หรือของประเทศไทยเรา รัฐธรรมนูญของเราถึงวันนี้มีฉบับถาวร ๑๘ ฉบับ ไม่รวมฉบับที่แก้ไขเล็กแก้ไขน้อย แก้อุตลุด ๑๘ ฉบับ ฉบับที่ ๒ คนที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ สภาแต่งตั้งมีเพียง ๙ คน แต่ ๙ คน ร่างเสร็จ รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ แห่งสยามใช้อยู่ถึง ๑๓ ปี ๔ เดือนกับ ๒๙ วัน เป็นฉบับที่มีอายุยืนยาวที่สุด ต่างกับบางฉบับนะครับ คนร่างเยอะแยะ ร่างอยู่ ๙ ปีเกือบ ๑๐ ปี แต่ใช้ได้ ๒-๓ ปี เลิกครับ มันจึงไม่อยู่ที่จำนวนคนร่าง เพียงแต่ว่าร่างแล้วมันสอดคล้องกับสภาพสังคม ณ ขณะนั้น ๆ แค่ไหนเพียงใด เห็นไหมครับ นั่นคือข้อแรก

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ๙๙ คนของผมตรงกับท่าน ของท่าน ๗๗ คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จากเขตปกครอง ๗๗ จังหวัด ประชาชนเลือกเข้ามา ของผม ก็มาจาก ๗๗ จังหวัด แต่แทนที่ประชาชนจะเลือกตั้งโดยตรงเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหนึ่ง ไม่ครับ ผมมีความเชื่อว่าไม่มีใครรู้ดีในเรื่องรัฐธรรมนูญมากเท่ากับพวกเรา ส.ส. ส.ว. ในสภา ผมจึงเสนอ ๗๗ คนนี่ในส่วนของผมแตกต่างจากท่านตรงที่ว่า ๗๗ คนนั้นผมเอามาจาก ส.ส. ใน ๗๗ จังหวัด โดยให้ ส.ส. ในสภา ณ วันนี้จังหวัดไหนก็เลือกกันเข้ามาเอง โคราชมี ส.ส. กี่คน เลือกมาเป็น สสร. ๑ คน กรุงเทพมหานครมี ส.ส. กี่คน พรรคไหนก็แล้วแต่เลือกกัน เข้ามาเป็น สสร. ๑ คน จังหวัดใดมีเขตเลือกตั้งเดียวโชคดีไปครับ ก็มาเป็น สสร. เสียเอง รวมแล้ว ๗๗ จังหวัด ก็มี สสร. ที่มาจาก ส.ส. เลือกกันเองในแต่ละจังหวัด จังหวัดละคน ๗๗ คน เพราะมี ๗๗ จังหวัด เห็นไหมครับ ตรงกับท่านคือ ๗๗ คน ตรงกัน ต่างจากท่าน ตรงที่ว่าของท่านไปให้ประชาชนเลือกมาใหม่ ของผม ส.ส. นี่ล่ะ ส.ว. นี่ล่ะ รู้ดีที่สุด ต่อไป ๒๒ คนครับ ของท่านมาจากผู้เชี่ยวชาญ มาจากสาขาโน้น สาขานี้ ของผมไม่เหมือน ท่านครับ จำนวน ๒๒ คนของผมเหมือนกับท่านเป๊ะ เพียงแต่ที่มานั้น ส.ว. ๑๕๐ คน ให้เลือกกันเอง เลือกจากไหนครับ เลือกมาจาก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมต้องกราบ ขออภัย ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ผมเคารพ ผมเชื่อฝีไม้ลายมือรู้จักกันเป็นอย่างดี คนเก่ง คือมาจากสรรหา ระดับนี้ไม่แตกต่างกันเลย แต่ว่าเพื่อให้มีความรู้สึกว่าโยงใยกับประชาชน ผมจึงให้ ส.ว. ๑๕๐ คน เลือกจาก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง เลือกมาเท่าไร ๒๒ คนครับ ๗๗ บวก ๒๒ ก็เท่ากับ ๙๙ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ทำไมผมคิดอย่างนั้น ผมมีเหตุผล ท่านเปิดดูครับ หนังสือที่สภาแจกนั้นเป็นการสำรวจประชามติโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ หน้า ๒๖๐ ผมกราบเรียนนะครับว่าเขาไปสำรวจทั่วบ้านทั่วเมืองสำนักงานสถิติปรากฏว่า ประชากรคนไทยมีเพียง ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ที่ได้อ่านรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อีก ๔๙ เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่ได้อ่านครับ ไม่รู้เรื่อง จึงมีคำกล่าวว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้เรื่อง ไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนนะครับว่าท่านก็พูดได้ บางคนอาจจะพูดว่าคน ๑๕ ล้านคน เลือกผมเข้ามา เพราะผมไปสัญญาว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ ผมแย้งท่านนิดหนึ่งครับ ไม่แย้งหมด แย้งส่วนเดียว คนที่เลือกพรรคการเมืองถึง ๑๕ ล้านเสียงเข้ามาไม่ได้เลือกมาเพราะมาแก้รัฐธรรมนูญ แต่เลือกด้วยปัจจัยอื่น เช่นชอบนโยบาย ๓๐๐ บาทต่อวัน ค่าแรง ชอบนโยบายเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทอย่างนี้เป็นต้น จะเหมารวมว่าเพราะรัฐธรรมนูญมันก็ถูกเพียงบางส่วน ผมจึงยืนยันว่าคนที่รู้เรื่องรัฐธรรมนูญมากที่สุด พูดเรื่องรัฐธรรมนูญมากที่สุดในสภา ก็คือพวกเรา ส.ส. ส.ว. เพราะในโต๊ะเรามีรัฐธรรมนูญต้องเปิดดู ต้องรู้อยู่เป็นประจำครับ ปีหนึ่งหลายครั้งที่ต้องเปิดดู แต่ชาวบ้านทั่วไปอย่าไปหวังเลยครับเขาไม่ได้สนใจหรอก ก็สำรวจออกมาเป็นอย่างนั้น ท่านประธานที่เคารพ เมื่อผมเสนออย่างนี้ ๗๗ คนมาอย่างนั้น ๒๒ คนมาอย่างนี้ แตกต่างจากท่าน เหมือนก็มี ต่างก็มี ผมมีเหตุผลหรือว่ามีข้อดีอย่างไร ผมกราบเรียนนะครับว่าข้อแรกที่เป็นข้อดี ผมกราบเรียนว่า ส.ส. ส.ว. นั้นเป็นคนที่รู้เรื่อง รัฐธรรมนูญมากที่สุด รู้จุดแข็ง จุดอ่อน รู้ว่าควรจะแก้ไขตรงไหนให้มันดีที่สุด ผมเรียนครับว่า ผมไม่เห็นด้วยที่จะฉีกฉบับเก่าทิ้ง แต่เห็นด้วยที่จะให้แก้เป็นประเด็น ๆ เราสร้างถนน จากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดเชียงใหม่ จะสร้างต่อไปถึงคุนหมิง ไปสร้างเริ่มจาก กรุงเทพมหานครทำไมครับ ก็ต่อจากจังหวัดเชียงใหม่ไปคุนหมิง ขยายถนนไป ต่อถนนไป สานงานต่อก่องานใหม่ อย่าฉีกของเก่าทิ้งแล้วมาแก้ใหม่อย่างนี้ ผมไม่เห็นด้วยนะครับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดผมก็ไม่เห็นด้วย ส.ส. นั้นแม้จะมีการเลือกตั้งใหม่ คนเก่าอาจจะหายไป ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ ส.ส. ส.ว. ทุกยุคทุกสมัยจะมีคนเก่าที่เหลื่อมซ้อนอยู่ รู้เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เพราะเป็นเครื่องมือที่เราใช้ในสภาเป็นประจำ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าการที่ให้มี สสร. แบบที่ทางกรรมาธิการบอก ผมไม่กล้าบอกหรอกครับว่าท่านให้แบลงค์ เช็ค (Blank check) แต่ท่านก็ไม่รู้ว่าเขาจะแก้อะไรบ้าง แต่ถ้าให้พวกเรา ส.ส. ส.ว. ในนี้เป็นคนแก้ เรารู้ประเด็น การแก้ไขจึงมั่นใจได้ว่าการแก้ไขนั้นจะเป็นบางข้อ บางประเด็นไม่ใช่ฉีกของเก่าทิ้งแล้วก็ ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ เห็นไหมครับ

ข้อที่ ๓ ผมกราบเรียนนะครับว่าเหตุผลที่ผมคิดอย่างนี้จำนวน สสร. เป็นอย่างนี้มาแบบนี้ เหตุผลข้อที่ ๓ เพราะผมเชื่อว่าการเลือกตั้ง ณ วันนี้ไม่ว่าเรื่องอะไรครับ ผมเป็นนักการเมืองบ้านนอก พอเป็น ส.ส. โน่นครับ ผมก็ไปอยู่โคราชโน่น ต๊อก ๆ อยู่กับ ชาวบ้าน การเลือกตั้งเดี๋ยวนี้กำนันผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ. ไม่ว่าอะไรครับ พรรคการเมือง มีส่วนเกี่ยวข้อง มีอิทธิพลทางใดทางหนึ่ง ผมจึงเชื่อว่าแม้เลือกตั้งแบบที่กรรมาธิการเสนอ จังหวัดละคน ๆ จะไม่ให้การเมืองมาแทรกแซง แต่ไม่มีวันที่เราจะเชื่อว่าจะไม่มีอิทธิพล การเมืองเข้าแทรก ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เอาพวกเรานี่ละว่ากันจะ ๆ ไปเลยครับ การเมืองจะ ๆ อีสาน ท่านใดมาจากไหน ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก จังหวัดไหน ก็ว่ากันไป พวกเราเลือกกันเข้ามาแก้ไข

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมเสนออย่างนี้เหตุผลข้อที่ ๔ ก็คือวิธีนี่ล่ะครับ ประหยัดครับ ผมไม่เน้นเรื่องเวลา บางฉบับใช้เวลา ๙ ปี ๑๐ ปี แต่ผมไม่เน้นเรื่องเวลา เอาเร็ว เอาด่วน ไม่เน้นครับ ไปให้เหมาะให้สม แต่ว่าประหยัดไหม ประหยัดแน่ เพราะว่า ไม่ต้องใช้งบประมาณเลือกตั้งใหม่ เอาพวกเรา ส.ส. ส.ว. ซึ่งรู้เป็นอย่างดีครับ

ในท้ายที่สุดท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมรู้แก่ใจดีครับว่าแม้นผม จะเสนออย่างนี้ โหวต ผมไม่มีวันชนะท่านได้ และผมก็จะไม่เสียใจ ไม่ตำหนิ ไม่กล่าวว่าท่าน คือคนที่ใช้วิธีพวกมากลากไป เวลาผมไปหาเสียง ผมก็ขอเสียงข้างมากครับ มันต้องแยก ให้ออกว่าเสียงข้างมากลากไปเป็นแบบไหน เวลาพรรคไหนไปขอเสียง ก็ขอเสียงข้างมาก ผมจะไม่ตำหนิอย่างนั้น ผมมั่นใจว่าสักวันหนึ่งถ้าเสียงข้างมากเป็นเสียงที่มีคุณภาพ เสียงที่มีคุณภาพ คือเสียงที่ออกคะแนนลงมติโดยอิสระ ฟรีนะครับ ข้อที่ ๒. ก็คือแฟร์ (Fair) เป็นธรรม ฟรี แฟร์ ข้อที่ ๓ เครดิเบิล (Credible) น่าเชื่อถือ ข้อที่ ๔ ก็คือเปิดเผยโปร่งใส ถ้าฟรี แฟร์ เครดิเบิล แล้วก็แทรนซเฟอร์เรินซ์ (Transference) ถ้ามันเป็นอย่างนี้เป็นหลัก เป็นเกณฑ์ สักวันหนึ่งกระผมมั่นใจว่าเสียงข้างมากจะเป็นตัวกำหนดชะตาของบ้านเมืองได้ดี เหมือนอย่างประเทศที่เจริญแล้ว กระผมกราบเรียนนะครับว่าถ้าไม่เป็นไปตามนี้ ถ้าเผื่อเสียง เพียง ๒ เสียง ๓ เสียงในสภา นอกสภาเป็นคนกำหนดว่าซ้าย ขวา หน้า หลัง ถ้าอย่างนั้น เราก็จะโกรธกันไม่ได้ ถ้าถูกประณามว่าเราเป็นเผด็จการรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมพูดอย่างนี้อย่างตรงไปตรงมาครับ เพราะผมมีความเชื่อว่าคนรู้ดีที่สุดเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็คือคนในสภา เราต้องแก้โดยคนในสภา ผมกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับครับ ๑-๑๘ และต่อให้ฉบับใหม่ ๑๙ ถ้ามันได้เกิดดีเอ็นเอ (DNA) มันก็จะมีความเกี่ยวพันกัน ฉบับที่ ๑๘ ก็เหมือนบางส่วนก็เหมือนฉบับที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑๗ บางส่วนก็เหมือนฉบับที่ ๑๖ เหมือนกัน ฉบับที่ ๑๙ ที่ท่านจะยกร่างใหม่ทั้งฉบับท่านที่ต้องการ ผมยืนยันว่ามากมายหลายเรื่อง ๗๐ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จะมีดีเอ็นเอเหมือนอย่างฉบับที่ ๑๘ ที่ท่านกำลังเกลียดชังมันนี่ละ เพราะฉะนั้นกระผมก็ขอกราบเรียนให้ข้อคิดความเห็นให้สติเพื่อที่จะได้ประกอบการพิจารณา กระผมมีข้ออภิปรายเพียงเท่านี้ด้วยความเคารพ

ท้ายที่สุดของที่สุดท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ถ้ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุด ถ้าถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ และถ้ารัฐธรรมนูญไทยมีจิตวิญญาณ มีชีวิตจิตใจ รัฐธรรมนูญของไทยจะบอบช้ำเจ็บปวดที่สุดเพราะไหนจะถูกประณาม แก้แล้ว แก้อีก ฉีกแล้ว ฉีกอีก เมื่อไรครับเราจะหยุดทำอย่างนั้นครับ ด้วยความเคารพอย่างสูงครับท่านประธานครับ