รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

สมชาย แสวงการ สมาชิวุฒิสภา หารือเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและขอให้มีการจำกัดเวลาดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี หลังจากสิ้นสุดสมาชิกภาพ และเสนอวิธีการเลือกตั้งแบบไม่ให้มีการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อให้เห็นความยุติธรรมและความเป็นกลางของการเลือกตั้ง

นายสมชาย แสวงการ สมาชิวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมสงวนคำแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๔ ก็ด้วยหวังว่า สสร. ที่เราจะเลือกกันขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นกติกาของคนที่ต้องใช้ทั้ง ๖๕ ล้านคน จะต้องเป็นผู้ที่ปลอดจากการแทรกแซงมีความเป็นอิสระ ผมได้กราบเรียนที่ประชุม แห่งนี้ไปแล้วว่าใช้หลักการแบบเดียวกับที่การปลอดการเมืองของการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งเลือกตั้งและสรรหาคือไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เป็นเวลาอย่างน้อย ๕ ปีก่อนเข้ามาเป็น สสร. และผมเองก็อยากให้มีหลักการว่าหลังจาก ที่เข้ามาเป็น สสร. แล้วซึ่งก็ต้องเป็นเรื่องที่ต้องเสียสละจริง ๆ ครับ เพราะว่า ในคณะกรรมาธิการให้เวลาท่าน ๒๔๐ วันในการร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเรียนว่า สสร. ได้เงินเดือนแบบเดียวกับ ส.ส. ส.ว. เงินเดือนเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ลองดูครับ การเลือกตั้งที่ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งจังหวัดละคน ๗๗ คนนั้น ท่านต้องใช้เงินหาเสียง เท่าไรครับ ส.ว. ในการเลือกตั้งใช้เงินประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท มีเงินเดือน สสร. ที่จะได้ ทั้งสิ้น ๒๔๐ วัน หรือ ๘ เดือน ก็ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ขาดทุนแล้วครับ ขาดทุน แล้วทำไมถึงอยากเป็น สสร. อันนี้เป็นคำถามที่น่าคิดนะครับ ใช้เงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อมารับเงิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท นี่ไม่รวมกรณีซื้อเสียงทั้งจังหวัดเพื่อให้ได้เป็นที่หนึ่งแล้วเข้ามา เพราะว่าแข่งกันเหลือคนเดียว ไม่รวมข่าวลือที่ว่าบางจังหวัดที่เคยผ่าน ๆ มาใช้กันถึง ๕๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ๗๐ ล้านบาท เข้ามาเพื่อเป็น สสร. ได้เงินเดือนเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๘ เดือน ๘๐๐,๐๐๐ บาท นั่นหมายความว่าอะไรครับ นั่นหมายความว่า เขาหวังที่จะเดินต่อไปในการตั้งแต่กำกับ เขียนบทในการร่างรัฐธรรมนูญเอง จากนั้นก็จะเข้าสู่ ทิศทางทางใดทางหนึ่งที่ตอบสนองประโยชน์ตอบแทนไม่ว่าจะเป็นการเข้าดำรงตำแหน่ง ส.ส. หรือ ส.ว. หรือไปรับตำแหน่งตามที่มีผู้ใช้จ้างวานในอนาคตตกลงไว้ให้ เพราะฉะนั้น วิธีที่ดีที่สุดและเพื่อให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจว่าเราจะได้ สสร. ที่ปราศจากการแทรกแซง ทั้งก่อนหน้าและตอบแทนในภายหลัง ผมจึงเสนอให้มีข้อความดังต่อไปนี้แทนครับ มาตรา ๒๙๑/๔ ห้ามไม่ให้บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมัครรับเลือกตั้งหรือรับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งใด ๆ ทางการเมืองมิได้ เป็นเวลาห้าปีนับแต่สิ้นสุดสมาชิกภาพ ตามมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสอง (๑) (๓) หรือ (๔)

เหตุผลนี้เป็นหลักประกันได้เพียงแบบหนึ่งเท่านั้น แต่ผมคิดว่าก็อย่างน้อยที่สุด ก็มีความชัดเจนพอสมควรว่าถ้าท่านจะเข้ามาเป็น สสร. ซึ่งผมได้เสนอตอบในมาตราต่อไป ด้วยว่าต้องใช้วิธีการเดียวกับการเลือก ส.ว. สมัยปี ๒๕๔๓ ก็คือไม่ให้มีการหาเสียงเลือกตั้ง กกต. จะต้องจัดสถานที่เพื่อให้มีการติดประกาศ แล้วก็ไม่ต้องใช้เงินมากในการที่จะต้องไป รณรงค์หาเสียงทั้งจังหวัด เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นการทำให้เห็นว่า สสร. ที่จะได้มานั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมหาศาล และท่านก็เสียสละที่จะมาทำหน้าที่เพื่อบ้านเพื่อเมือง ในการร่างกติกาของคนทั้งสังคม เพราะฉะนั้นการที่เขียนป้องกันไม่ให้ไปดำรงตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือรับตำแหน่งตอบแทนใด ๆ ทางการเมืองนั้น เป็นระยะเวลา ๕ ปี ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าจะได้รับการพิจารณาไว้อย่างเหมาะสม ก็อยากฝากเรียน กรรมาธิการนะครับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่ากรรมาธิการถ้าจะลดราวาศอกลงบ้าง นอกเหนือจากที่ดูเหมือนถูกคอนโทรลมาโดยระบบคอมพิวเตอร์ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย แล้วถึงเวลาท่านก็เรียกระดมซึ่งผมก็เข้าใจว่าอยู่ชั้น ๓ ลงมาถึงก็โหวต โหวตเสร็จก็หาย แล้วก็ได้คะแนนอย่างที่ผมเรียนแล้วครับว่า ๓๐๐ กว่าเสียง ก็ชนะไปเรื่อย ๆ แต่มันไม่ได้ อะไรกับบ้านเมืองครับ ก็เรียนครับว่าสิ่งที่สมาชิกวุฒิสภาอย่างผมเสนอก็เป็นความหวังดีครับ ผมคิดว่า สสร. ที่จะได้มานั้นน่าจะดำรงความเป็นกลางมีความอิสระได้ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านยังเหลืออยู่ ในมาตราท้าย ๆ ไม่ว่าจจะเป็นกฎหมายที่ใช้เกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งต้องทำให้เกิดความเชื่อใจว่า จะเกิด สสร. ที่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ผมเรียนมายังกรรมาธิการว่าท่านน่าจะมี การพิจารณาทบทวนในเรื่องเหล่านี้ตามที่เราได้เสนอมาบ้างนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน