รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

ธนา ชีรวินิจ ระบุว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีการก้าวล่วงพระราชอำนาจและขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และแสดงความกังวลเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ระบุว่า สสร. จะมาจากการเลือกตั้ง และมีเจตนาในการล้มล้างรัฐธรรมนูญ และขอให้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ขอประทานอภัยท่านนิพนธ์ บุญญามณี กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ เราได้พิจารณามาถึงมาตราที่สำคัญแทบจะเรียก ได้ว่าที่สุดอีกมาตราหนึ่งของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้คือมาตรา ๒๙๑/๕

ผมขออนุญาตท่านประธานในเบื้องต้นที่ผมจะกราบเรียนว่าสิ่งที่ผมจะ อภิปรายในวาระนี้ ก็คือสิ่งที่ผมจะชี้ให้เห็นว่าร่างของคณะมนตรีนั้นเป็นร่างที่ออกมา แล้วมีการก้าวล่วงพระราชอำนาจ ประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑/๕ จะเป็นร่างที่ ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญชัดเจน

และประเด็นที่ ๓ ก็คือการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้วก็ เสียงข้างมากนั้นมุ่งเน้นที่จะพิจารณาในประเด็นที่ตัวเองตั้งธงไว้และเดินหน้าไปสู่ ความต้องการที่เสียงข้างมากต้องการ พิธีกรรมต่าง ๆ กระบวนการพิจารณาต่าง ๆ ไม่เป็น บรรทัดฐาน กรณีของการให้องค์กรอิสระเข้ามารับฟังการพิจารณาของกรรมาธิการก็ดี และเสนอความเห็น ซึ่งในชั้นแรกกรรมาธิการเขาพูดจากันว่าจะรับฟังข้อเสนอแนะของ ตัวแทนองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ศาลปกครอง เพื่อที่จะได้รับฟังปัญหาว่าเขาจะมี ปัญหาในการเลือกตั้งอย่างไร แต่ท้ายที่สุดหน่วยงานเหล่านี้เมื่อแสดงความเห็นขึ้นมา กรรมาธิการก็ไม่รับฟัง แต่ใช้วิธีการที่จะเลี่ยงไปใช้กระบวนการอื่น ไม่เป็นไปตาม ความต้องการหรือปัญหาที่เขาได้ชี้แจงมาและประเด็นของ กกต. ทำให้กรรมาธิการไปหยิบยก เอาศาลอุทธรณ์มาให้เป็นคนพิพากษาพิจารณาผลของการคัดค้านหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่มาตรฐานเดิมที่เราเคยตกลงกันไว้ว่าจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนี้ มาทั้งหมดมาให้ความเห็น มาแสดงข้อขัดข้อง แต่เพราะกรรมาธิการทราบดีครับว่า ถ้าเชิญศาลอุทธรณ์เข้ามาให้ความเห็นและรับฟังความเห็นนั้น ท้ายที่สุดท่านก็ไม่สามารถ ยืนตามความเห็นของศาลอุทธรณ์ที่ท่านไปดึงเขาเข้ามาสู่กระบวนการของการจัดทำ สสร. ในครั้งนี้ นั่นคือประเด็นหลัก ๆ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้น และสิ่งที่ ผมจะกราบเรียนท่านประธานในอันดับแรกก่อนที่จะเข้าสู่วาระของการพิจารณา ในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับที่จะขออนุญาตอภิปรายโต้แย้ง ความเห็นที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้ลุกขึ้นตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ได้สอบถามว่าทำไมถึงไม่มีการออกกฎหมาย พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง สสร. ตามที่ กกต. ได้มีความเห็น ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ตอบอย่างนี้ครับว่าการเลือกตั้ง สสร. ในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นการเลือกตั้ง สสร. เพียงครั้งเดียวแล้วก็จบไป เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ซึ่งถ้าผมไม่ยกขึ้นอภิปรายพี่น้องประชาชน หรือท่านสมาชิกรัฐสภาได้ฟังแล้วก็อาจจะไม่รู้ข้อเท็จจริงและเห็นด้วยกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะชี้แจงในประเด็นนี้ก่อนที่จะเข้าสู่ ระเบียบวาระ ท่านบอกว่าการเลือกตั้ง สสร. ครั้งนี้ทำครั้งเดียวแล้วก็เสร็จไป เพราะฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องมีการออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ส่วนความเห็น ที่ไม่มีการออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. เป็นอย่างไร ผมจะอภิปรายในช่วงท้ายเมื่อเข้าไปสู่ประเด็นเรื่องของการออกกฎหมายในฉบับนี้

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตท่านประธานหยิบไปดูที่ มาตรา ๒๙๑/๑๖ ไม่ยาวครับ แต่จะหยิบยกว่าสิ่งที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพูดนั้น คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง ในมาตรา ๒๙๑/๑๖ เขียนไว้อย่างนี้ครับ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้น ตามหมวดนี้ตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก หรือการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จ เพราะเหตุสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) หรือ (๒) คณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ในสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภา เพื่ อให้รัฐสภามีมติให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามความในหมวดนี้อีกได้ การออกเสียงลงคะแนนให้ความเห็นชอบของรัฐสภาต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ทั้งนี้บุคคลที่เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดเดิมจะเป็น สภาร่างรัฐธรรมนูญอีกไม่ได้ เมื่อรัฐสภามีมติอย่างหนึ่งอย่างใดตามวรรคหนึ่งจะมีการเสนอญัตติ ตามวรรคหนึ่งอีกไม่ได้ เว้นแต่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะรัฐมนตรีเสนอมาในมาตรา ๒๙๑/๕ ครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานอ่านตามผมไป ดูตามผมไป ท่านประธานจะเห็นได้ว่าได้มีการเขียนไว้ชัดเจนเลยครับว่าในกรณีที่รัฐธรรมนูญตกไป หรือมีการหยิบยกขึ้นมาให้ดำเนินการอย่างไรเพื่อให้มี สสร. ต่อไป ผมถึงกราบเรียน ท่านประธานครับว่านี่เป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แต่ว่าความหมายของมันคือล้มล้าง รัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนครับ ที่เขียนแล้วก็เปิดช่องให้มีการตั้ง สสร. ไว้ อย่างชัดเจน ให้มาทำหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จสิ้น ไม่สิ้นสุด เหมือนกับ จะท้าทายว่าประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นที่เราตกลงเห็นพ้องกันว่าเป็นประเด็น แห่งความขัดแย้งท่านไม่สนใจครับ บ้านเมืองจะวุ่นวาย จะเกิดความขัดแย้งอย่างไร ทุกครั้ง ที่มีการหยิบยกรัฐธรรมนูญท่านใส่เรื่องนี้เข้าไปให้เป็นปมประเด็นความขัดแย้งของสังคมต่อไป ไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น ผมกราบเรียนท่านประธานครับ คนที่ได้ประโยชน์จากการหยิบยก รัฐธรรมนูญมีอยู่พวกเดียวครับ คือนักการเมือง วันนี้ถ้าจะต่อสู้กับอำนาจอะไรก็ตาม จะต่อสู้ให้ใครพ้นผิด จะต่อสู้ให้ใครพ้นโทษ พูดกับประชาชนมันไม่เท่ครับท่านประธาน มันไม่สามารถโน้มน้าวพี่น้องประชาชนให้มาร่วมขบวนการในการต่อสู้นั้นได้ แต่ถ้าพูดว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยความรู้สึกเข้าร่วมอุดมการณ์ในการต่อสู้มันมีครับ ท่านประธาน มันมีความรู้สึกภาคภูมิ แล้วก็เต็มไปด้วยศักดิ์ศรีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ สู้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ สู้เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับที่จะเป็นของพวกเขา เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกอย่างไรครับว่าเมื่อเรามองเจตนา แล้วก็มองวิธีการดำเนินการเราก็จะได้เห็นภาพ ที่ชัดเจนของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี เพราะท่านจะหยิบยกเรื่องนี้ เวลาที่ท่านมีปัญหา ท่านก็จะพูดกับมวลชนครับว่าการต่อสู้ต่อไปจะเป็นการต่อสู้กับเผด็จการ ต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง แล้วเป็นอย่างไรละครับ วันที่ภาคประชาชนเสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา ๓ ฉบับ ท่านไม่เห็นเอาตามที่เขาเสนอมาเลย อย่างไรครับ ท่านเอาตามความเห็นของนักการเมืองของพวกท่านอย่างไรครับ ท่านไม่บอกด้วยซ้ำไปว่าท่านจะแก้อะไร ให้คนที่มาร่วมขบวนการต่อสู้ของเขาภาคภูมิใจว่า นี่คือการต่อสู้กับเผด็จการ ต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ของคนไทยทุกคน ของลูกของหลาน ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วท่านก็หยิบฉวยประโยชน์ที่ขบวนการต่อสู้นั้น แล้วท้ายที่สุด ท่านได้ประโยชน์ ภาคประชาชนเขาพูด เขาต่อสู้แล้วเขาแสดงชัดเจนว่า สสร. ต้องมาจาก การเลือกตั้ง ท่านฟังเขาไหมครับ ท่านไม่ฟัง แม้แต่นี่จะเป็นสิ่งเดียวที่เขาเรียกร้อง เขายังไม่ได้พูดในหลักการต่อไปว่าจะแก้อย่างไร ภาคประชาชนต่อสู้กับท่านมามากมายครับ ท่านภาคภูมิใจนักหนาอย่างไรว่าท่านอยู่กับพี่น้องประชาชน แต่พอวันภาคประชาชน เขาแสดงเจตจำนงของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เขาพูดชัดว่าต้องมาจากพี่น้องประชาชนโดยตรง ทำไมท่านไม่ทำตามครับ ผมถึงกราบเรียนในเบื้องต้นว่าวันนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พูดว่าเราไม่หยิบยก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. เพราะเป็นการใช้ สสร. เพียงครั้งเดียว ผมขออนุญาตเรียนท่านเพื่อให้ประเด็นนี้เป็นที่ยุติในการประชุมรัฐสภา ว่าไม่จริง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนเอาไว้เลยครับ อยากจะทำอีกเมื่อไรก็ได้ สสร. พร้อมที่จะดำเนินการ แล้วก็มีองค์กรที่จะดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า หยิบรัฐธรรมนูญทุกครั้งมีปัญหาทุกครั้งท่านก็ทำ นั่นคือประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเข้ามาสู่การพิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๕ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบุคคล มีนักวิชาการ มีองค์กรอิสระหลายแห่งได้พูดจากันถึงวิธีการที่จะนำเสนอในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อย สอดคล้องกับสมาชิกรัฐสภาที่ได้ พยายามพูดตลอดเวลาว่าท่านมีนัยแอบแฝงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านเร่งรีบ ท่านร้อนรน ท่านเร่งรัดเพื่อที่จะให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น เพื่อที่ท่านจะได้ใช้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก้าวต่อไปเพื่อจุดประสงค์ที่ท่านต้องการ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าการที่ท่านเร่งรีบ เร่งรัด แล้วท้ายที่สุดหลายคนพูดกันว่า มันขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตท่านประธานเพื่อให้คำอภิปรายของผมนั้น มีน้ำหนักที่พี่น้องประชาชนที่ติดตามจะได้เห็นคล้อยต้องกันกับสิ่งที่พวกเราพยายามที่จะ ชี้แจงกับท่านประธานรัฐสภามาตลอด สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินครับท่านประธาน ได้วินิจฉัยประเด็นที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ ผมหยิบยกรายงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน เดี๋ยวตอนท้ายผมจะมาสอดคล้องสอดรับว่ามาตรา ๒๙๑/๕ มันจะขัดต่อบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญอย่างไร

ประเด็นแรก ที่เขาเขียนไว้ว่าให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการแทนนายกรัฐมนตรีนั้น เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ทั้ง ๓ ร่างที่บัญญัติให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๕ วรรคแรก ซึ่งบัญญัติว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา พระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้บัญญัติ ให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม การที่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งสามกำหนดให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จึงไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๙๕ วรรคแรก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ทำไมครับท่านประธาน ทำไมอยู่ ๆ ร่างของคณะรัฐมนตรีจึงไปหยิบเอา ประธานรัฐสภามาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ท่านประธานทราบไหมครับ หลังจากที่เราต่อสู้กันมา หยิบยกเหตุผลต่าง ๆ ให้เห็นว่าเจตนาในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันมีนัยแอบแฝง มันถึงต้องเร่งร้อน ลุกลี้ลุกลน แล้วก็รวบรัด วันนี้ผมเพิ่งเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น หลังจากที่ประมวลเหตุการณ์ต่าง ๆ มาเป็นลำดับ ๆ มันมีเหตุผลเดียวครับท่านประธาน เพราะอยู่ ๆ ไม่เคยมีใครแตะเรื่องนี้กันมาก่อนเลย เพราะมันเป็นประเพณีปฏิบัติของการออกกฎหมาย แต่อยู่ ๆ ท่านเปลี่ยนจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธานรัฐสภา มีอยู่เหตุผลเดียวครับ เหตุผลเดียว ก็คือท่านต้องการกันนายกรัฐมนตรีออกจากความเกี่ยวเนื่องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างที่ท่านบอกอย่างไรครับ นายกรัฐมนตรีพูดตลอดเวลาว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่รู้เรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องการปรองดองเป็นเรื่องของสภา ท่านกลัวอย่างไรครับว่า ท้ายที่สุดถ้านายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในฉบับนี้ก็จะมีชื่อ นายกรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านวิตกจริต เกินไป ท่านวิตกจริตถึงขนาดท่านเปลี่ยนแปลงวิธีการในการรับสนองพระบรมราชโองการ โดยท่านไม่ยึดถือประเพณีปฏิบัติ ธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐสภา ด้วยเหตุผลเดียวครับ ท่านประธาน ผมไม่เห็นภาพชัดเจนวันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่สภา เพราะภาพมันยังเบลอ (Blur) ครับท่านประธาน มันมีเหตุการณ์เกี่ยวเนื่อง เกี่ยวพันกันมากมาย ทั้งเรื่องของ ปรองดอง ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญที่มีการเร่งรีบ ทั้งเหตุการณ์ที่เห็นภาพไม่ชัดเจน แต่พอควัน มันเริ่มจางลง กระบวนการปรองดองเสร็จสิ้น รัฐธรรมนูญกำลังจะเสร็จสิ้น ภาพมันถึงปรากฏ ชัดเจนอย่างไรครับ แล้ววันนี้พอหยิบยกเรื่องนี้มา ผมถึงต้องบอกว่านี่คือพิธีกรรมที่ท่าน กำลังที่จะลากจูงรัฐสภาไปเพื่อสมประโยชน์ของท่าน แม้กระทั่งว่านายกรัฐมนตรี ซึ่งปกติ ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ท่านยังกันออกไป โดยไม่นึกถึงธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ นั่นคือสิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกต แล้วจะมีปัญหาต่อไปในการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธาน ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐดังปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง เป็นการให้องค์กร ทางการเมืองมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาทางกฎหมายที่เป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งปัญหานี้ควรได้รับ การพิจารณาวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีอำนาจวินิจฉัยทำนองนี้อยู่แล้ว อำนาจวินิจฉัย ว่าร่างพระราชบัญญัติใดมีหลักการเกี่ยวกับหรือคล้ายกันกับร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้ง ไว้ตามมาตรา ๑๔๔ วรรคสอง ก็ดี อำนาจวินิจฉัยว่าการแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ดี ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๘ ก็ให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกจำนวน ๑ ใน ๑๐ ของแต่ละสภาส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไป ตลอดจนการให้นายกรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือทั้งสอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง ๒ สภา มีอำนาจส่งพระราชบัญญัติที่เห็นว่า ขัดรัฐธรรมนูญไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ตามมาตรา ๑๕๔ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้นสิ่งที่ผมเรียนท่านประธาน ทำไมครับ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ชัดเจนว่าใครมีอำนาจพิพากษาวินิจฉัยว่าสิ่งใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายเขียนไว้ชัดครับ การที่ท่านไปเขียนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ให้อำนาจประธานรัฐสภาวินิจฉัย ซึ่งเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญชัดเจน เมื่อเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ชัดเจน ผมก็ต้องมาดูต่อครับว่าท่านมีวัตถุประสงค์อะไร อยู่ ๆ ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าวันนี้ ถ้ามีปัญหาเรื่องของการตีความรัฐธรรมนูญ ซึ่งสมาชิกรัฐสภาก็ดีได้ใช้อำนาจตามบทบัญญัตินี้ มาหลายครั้งหลายหนแล้วครับ รัฐธรรมนูญเห็นด้วยไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก. เงินกู้ ของกระทรวงการคลังก็วินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้ใช้อำนาจ ตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่จู่ ๆ ท่านนึกอะไรครับ ท่านให้ประธานรัฐสภา เป็นคนวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมเชื่อครับว่า ตอนที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาท้วงติงท่านแน่ มีนักกฎหมายหลายท่าน ท้วงติงท่านแน่ แต่ท่านไม่เอา ท้ายที่สุดท่านยังยืนยันให้ประธานรัฐสภาที่จะวินิจฉัยได้ ด้วยตัวท่านเอง วันนี้พอภาพทางการเมือง ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ มันชัดเจนลง มันถึงเห็นภาพอย่างไรครับว่าทำไมท่านถึงต้องกำหนดระยะเวลาไว้อย่างกระชั้นชิด ทุกเหตุการณ์ว่า ถึงตรงนี้การเลือกตั้ง สสร. ต้องเสร็จสิ้นภายใน ๗๕ วันนับตั้งแต่วันที่สภา มีมติให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านกำหนดเลยครับว่าศาลอุทธรณ์ต้องพิจารณาให้แล้ว เสร็จภายใน ๑ เดือนนับแต่ได้รับคำร้องเรียนหรือแม้แต่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่การเลือกตั้ง สสร. สิ้นสุด ท่านมีกำหนดเวลาเป็นตาราง ไว้หมดเลยครับ เพราะท่านไม่ต้องการให้คลาดเคลื่อนแม้แต่วัน หรือเดือน หรือปี แล้วผมจะ กราบเรียนท่านต่อไปเมื่อเข้าสู่มาตรา ๒๙๑/๕ ว่าสิ่งที่ท่านเขียนไว้ทั้งหมดนี้ล่ะครับมันจะเป็น กับดักคล้องคอท่านเอง ท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญที่ท่านร่างจะไม่สามารถใช้บังคับได้ ตอนท้าย ผมจะได้กราบเรียนท่านประธาน แต่สิ่งนี้ที่ปรากฏก็คือเพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะท่านกลัวอย่างไรครับว่าจะมีการยืดการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าจะมีการยืด การดำเนินการที่จะไม่ให้มีการเลือกตั้ง สสร. ตามกระบวนการที่ท่านตกลง ท่านไม่ยอมแม้แต่ ๑ เดือน ๑ วัน ทำไมผมพูดอย่างนี้ครับ เพราะถ้าท่านยังให้ศาลรัฐธรรมนูญเหมือนเดิม ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย นั่นหมายถึงสมาชิกรัฐสภาสามารถยื่นส่ง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ท่านกลัวอย่างไรครับ กลัวว่า เมื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วท่านจะต้องระงับกระบวนการของการไปดำเนินการ เลือกตั้ง สสร. ท่านกลัวอย่างไรครับว่าจะต้องเสียเวลาอีก ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเวลามันถึงมีความจำเป็นกับท่านมากขนาดนี้ ถ้าผมจะมองว่า ท่านกลัวว่าเวลาที่เสียไปเพราะวันนี้ท่านมีปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน ของแพงทั้งแผ่นดิน น้ำมันราคาขึ้น ค่าแรงไม่ได้เป็นไปตามที่ท่านรับปากกับพี่น้องประชาชน เงินเดือนของข้าราชการไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่ท่านรับปากรับคำ ท่านกลัวว่าท้ายที่สุด คะแนนนิยมท่านจะลดลง แล้ววันหนึ่งท่านจะไม่ได้สิ่งที่ท่านต้องการในการเดินหน้าเข้าสู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะประชาชนเขาเดือดร้อน เขามีปัญหา แล้วเขาพูดอยู่ตลอดเวลา วันนี้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนของพี่น้องประชาชน วันนี้สิ่งเร่งด่วนคือ ของแพง ค่าครองชีพแพง แต่เงินเดือนไม่ได้ขึ้นอย่างที่ไปรับปากเขา ท่านกลัวอย่างไรว่า ผ่านเวลาเนิ่นนานไปเรื่อย ๆ ท่านจะไม่สามารถมีหลักประกันว่าท่านจะได้รัฐธรรมนูญ ตามที่ท่านต้องการหรือไม่

ประเด็นที่ ๓ ท่านประธาน ประเด็นที่เห็นว่าผู้ตรวจการรัฐสภาร่วมกัน พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีประชาชนออกเสียงลงประชามติ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย พระมหากษัตริย์ทรงยับยั้ง แล้วส่งกลับไปให้รัฐบาลลงมติยืนยันโดยอนุโลม ตามมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใช้บังคับนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าไม่ควรบัญญัติในลักษณะเช่นนี้ เพราะเมื่อประชาชนลงมติแล้วการให้พระมหากษัตริย์ลงพระราชอำนาจยับยั้งแล้วกลับไปให้ รัฐสภาเป็นผู้ลงมติยืนยันได้อีก ย่อมขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓ ทั้งยังเป็นการมิบังควรอย่างยิ่งในทางการเมืองด้วย ทั้งนี้ควรบัญญัติให้มีการลงประชามติ แล้วให้ประธานรัฐสภานำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็น รัฐธรรมนูญดังที่เคยบัญญัติมาในอดีต ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้วจึงเห็นว่าข้อเสนอ ดังกล่าวเป็นประโยชน์ ที่ผู้เกี่ยวข้องควรที่จะได้ไปพิจารณาทบทวนต่อไป ทำไมผมถึงพูด ประเด็นนี้ครับท่านประธาน เพราะเกี่ยวเนื่องกับในมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ผมจะใช้สิทธิอภิปราย ต่อไป ท่านทำเรื่องไม่บังควรอย่างยิ่ง เรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมืองท่านก็เห็นแล้วว่า ไม่ควรที่จะใช้ในกรณีนี้ที่จะทรงให้ท่านทรงใช้อำนาจในการยับยั้ง เพราะจะเกิดให้เป็น ประเด็นว่าการดำเนินการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการใช้อำนาจนั้นเป็นเรื่องที่ ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแต่ท่านก็ใส่ไว้ ซึ่งสอดคล้องกับที่ผมจะกราบเรียนท่านประธาน ในเบื้องต้นของมาตรา ๒๕๑/๑ มาตรา ๒๕๑/๑ วรรคสอง ให้ดำเนินการให้มีการตรา พระราชกฤษฎีกากำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่รัฐสภามีมติให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ หมวดนี้ โดยให้มีระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๑๐ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ ผมจำเป็นต้องหยิบยกในวรรคสองขึ้นมา เพราะให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มี ความเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ทำในสิ่งที่มิบังควร และทำในสิ่งที่เป็นการก้าวล่วง พระราชอำนาจ ผมจึงได้เสนอขอแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๕ ดังนี้ครับ ให้ดำเนินการให้มี การตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ วรรคสอง ขอประทานอภัย เนื่องจากมีการแปรญัตติของผมและของกรรมาธิการ ผมเสนอ อย่างนี้ครับ ให้ดำเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีผลบังคับครับ ผมใส่คำนี้ครับ โดยให้ระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๓๐ วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนด ทำไมผมใช้ข้อความนี้ครับ เพราะในข้อความเดิม ของร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีเขียนไว้ครับว่า ให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดวันเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่สภามีมติ ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำไมท่านไปกำหนดวัน ๑๕ วัน ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องตราพระราชกฤษฎีกาให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน เป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ ของท่านหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่สบายใจครับท่านประธาน ผมถึงต้องแก้ไขว่าให้ดำเนินการให้มีการตรา พระราชกฤษฎีกากำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับ กระบวนการจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับก็นำความกราบบังคมทูลให้พระองค์ท่าน ทรงลงพระปรมาภิไธย ไม่เคยมีกฎหมายฉบับไหนครับที่ไปกำหนดระยะเวลาไว้อย่างนี้ ท่านถือว่าท่านมีเสียงข้างมาก ท่านจะกำหนดเวลาเลือกตั้ง จะกำหนดเวลาสมัครรับเลือกตั้ง จะกำหนดเวลาการได้มาซึ่ง สสร. เป็นอย่างไร ผมไม่ติดใจครับ ผมก็ต่อสู้ในวิถีทางในระบอบ ประชาธิปไตย ผมก็นำข้อเท็จจริงมาเรียนท่านประธาน มาเรียนท่านสมาชิกรัฐสภา มาเรียนพี่น้องประชาชน แต่เรื่องนี้ผมไม่สบายใจว่าอยู่ ๆ ท่านไปกำหนดเวลาอย่างนี้ได้อย่างไร ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินท่านได้ให้ความเห็นในหนังสือของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วอย่างไรครับว่าเป็นการมิบังควรอย่างยิ่งที่จะ ไปกำหนดบทบัญญัติดังกล่าวดังที่ผมได้กราบเรียนมาเบื้องต้นซึ่งผมจะไม่พูดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง นี่คือสิ่งที่ผมไม่สบายใจครับท่านประธาน การที่ท่านเร่งรัดในการทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การที่ท่านเร่งรัดคณะกรรมาธิการในการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน เร่งรัดประชุมกัน ข้ามวันข้ามคืน แล้วท้ายที่สุดสิ่งที่พวกผมได้หยิบยกและเสนอกับท่านประธานให้เห็นว่า มันมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อน รายงานคณะกรรมาธิการผิดพลาดอย่างไร ผมเสนอ ท่านประธานว่าให้คณะกรรมาธิการนำกลับไปท่านก็ไม่ฟัง แต่พอท้ายที่สุดท่านเดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะมันผิดพลาดจริง ๆ ท้ายที่สุดท่านก็ต้องยอมตามข้อเสนอของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อย่างพวกผมนี่อย่างไรครับ ท้ายที่สุดกลับออกไปประชุมคณะกรรมาธิการครึ่งชั่วโมงครับ ท่านประธาน หลังจากนั้นไม่มีปัญหาเรื่องของรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญอีกเลย ท่านเห็นหรือยังว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยหรือสมาชิกรัฐสภาท้วงติงท่านนั้น ท้วงติงด้วยเหตุด้วยผล แต่ท่านมีทิฐิท่านไม่ยอม ท่านจะเดินหน้าต่อ ท่านจะมีธง ท่านจะมี กระบวนการที่รอรองรับอยู่อย่างไร ผมไม่ทราบ แต่ท่านต้องเคารพกระบวนการ ในการทำงานของสมาชิกรัฐสภาด้วย พวกผมมีสิทธิที่จะใช้เอกสิทธิ์ในการนำความจริง มาปรากฏต่อพี่น้องประชาชนและสมาชิกรัฐสภา ถ้าวันนี้เราไม่มีโอกาสอภิปราย แสดงความคิดเห็นถึงการทำงานของคณะกรรมาธิการ พี่น้องประชาชนจะรับทราบไหมครับ ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันมีอะไร อย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปเบื้องต้น

ท่านประธานครับ ไม่สบายใจอย่างยิ่งเลยครับ ในวรรคสี่ของมาตรา ๒๙๑/๕ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามระเบียบ คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด โดยอาจนำหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม นี่คือข้อความที่ ร่างของคณะรัฐมนตรีเสนอต่อรัฐสภา ร่างเดิมเป็นอย่างนี้ครับ ร่างเดิมเป็นอย่างนี้ก่อนที่ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจะไปปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น ทำไมครับท่านประธาน ในชั้นรับหลักการพวกเรา ลุกขึ้นอภิปรายว่าท่านเขียนกฎหมายอย่างนี้ด้วยเหตุอะไรครับ ทำไมอยู่ ๆ การเลือกตั้ง สสร. ซึ่งเป็นองค์กรที่จะมากำหนดหลักเกณฑ์กติกาของบ้านของเมือง เป็นรัฐธรรมนูญสูงสุด ของประเทศ ท่านไปให้ กกต. ออกระเบียบไม่มีที่ไหนเขาทำกัน ไม่มีที่ไหนไม่ทำกันไม่ว่าครับ ท่านประธาน เราพูดกันว่าระเบียบมันไม่มีสถานะของกฎหมายที่จะสามารถกำหนดโทษ ผู้กระทำความผิดได้ แล้วเมื่อท่านให้ระเบียบเขาไปนั่นหมายถึงว่าท่านเล็งเห็นผลแล้ว ใช่ไหมครับว่าท่านต้องการให้กระบวนการเลือกตั้ง สสร. ไม่สามารถมีใครไปให้โทษ คนที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งได้ แล้วท่านก็ต้องการให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยวิธีการทุจริตการเลือกตั้ง ท่านต้องเห็นภาพอย่างนั้นแล้ว เวลาที่ท่านเสนอเรื่องนี้มา เราหยิบยกในที่ประชุมทุกครั้งครับ ท่านจะเอาอย่างนั้นหรือครับ ว่าเอาเป็นระเบียบให้ กกต. ไปกำหนด ท้ายที่สุดท่านก็ไปเชิญ กกต. ศาลปกครอง คณะกรรมการกฤษฎีกามาร่วมประชุม กกต. ได้ฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย อย่างพวกผมนี่ละครับ อย่างท่านนิพนธ์ บุญญามณี ที่นั่งอยู่ ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ คุณหมอวรงค์ ผู้หลักผู้ใหญ่มากมาย พวกเราทำหน้าที่ทั้งวันทั้งคืน หยิบยกเหตุผลที่เราคิดว่า มันเดินหน้าไม่ได้ ถ้าจะออกเป็นระเบียบให้ กกต. ไปกำหนด เพราะมันจะเกิดปัญหาต่อไป ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วสิ่งที่เราหยิบยกขึ้นมา ท่านก็พูดว่าเราไปทำให้ท่าน กระบวนการการร่าง สสร. การให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญล่าช้า แต่มันพิสูจน์ให้เห็นแล้ว อย่างไรครับว่าข้อเสนอแนะและข้อท้วงติงของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยมันมีเหตุผล มันมีเหตุผลอย่างไรครับ วันที่คณะกรรมาธิการพิจารณามันมีข้อโต้เถียงกันมาก กรรมาธิการ เสียงข้างมากยังยืนยันว่าทำได้ เราบอกว่าทำไม่ได้ กกต. รับเรื่องของการหารือทั้งหมด ของคณะกรรมาธิการไปพิจารณาโดยกรรมการ ๕ ท่านของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เราเรียกกันว่า ๕ เสือ ท้ายที่สุดเมื่อเขาพิจารณาเสร็จแล้วเขามีจดหมายตอบกลับมา ที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมขออนุญาตท่านประธานไม่อ่านทั้งหมดเพราะจะเป็น การเสียเวลาที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ แต่ผมเรียนอย่างนี้ว่า เขามีจดหมายมาวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ เรื่องข้อเสนอเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... คณะกรรมการการเลือกตั้งขอเรียนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีการประชุม ครั้งที่ ๓๑/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยได้มีการพิจารณา ในกรณีดังกล่าวแล้วเห็นว่าการที่จะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด โดยอาจนำหลักเกณฑ์ และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... มาตรา ๒๙๑/๕ นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเห็นว่าในการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ควรจะมีหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญโดยออกเป็นกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้โดยเฉพาะ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ ท่านเลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง วันที่คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดของเราที่พิจารณา เราถกกันว่ากฎหมายฉบับนี้จะไปเกี่ยวโยง กับอำนาจขององค์กรต่าง ๆ มากมาย ถ้าไปเกี่ยวโยงกับองค์กรใดก็ตาม เราจะเชิญองค์กรนั้น มาร่วมรับฟังแล้วให้ความเห็น แล้วให้ข้อสังเกต ทักท้วง ท้วงติงถึงกระบวนการของการแก้ไข รัฐธรรมนูญว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ นั่นคือเหตุที่มีการเชิญคณะกรรมการการเลือกตั้งมา ท้ายที่สุดเมื่อเชิญมาเราจึงได้ทำหนังสือไปครับ โดยผ่านกรรมการการเลือกตั้งที่มาร่วมประชุม ว่าถ้าอย่างนั้น กกต. กลับไปพิจารณาหน่อยได้ไหมว่าระเบียบที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้ ให้ กกต. ไปออกจะสามารถทำได้ หรือมีปัญหาอย่างที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อย อย่างที่ พวกผมทักท้วงขึ้นมา นี่คือเหตุผลที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเขายืนยันอย่างไรครับ ว่ามันออกไม่ได้ เพราะมันจะเกิดปัญหา แต่ว่าหนังสือทางราชการเขามีมารยาท เขาจะไม่ทักท้วง เขาจะไม่ท้วงติงในกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับคณะกรรมาธิการ แต่เขาเขียนอย่างนี้มันชัดเจนในตัวมันเอง โดยเขาไม่ต้องระบุรายละเอียดว่าไปออกเถอะครับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. เขาไม่กล้าเขียนครับว่าระเบียบ ที่จะไปให้เขาทำ มันไม่มีบทบัญญัติของการกำหนดโทษการเลือกตั้ง แล้วท้ายที่สุด มันไม่สามารถดำเนินการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม มันจะมีปัญหาว่าระเบียบ จะไปยกเลิกกฎหมายที่ใหญ่กว่าได้หรือไม่ เพราะท่านให้ระเบียบเขาไปยกเลิก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาถึง ส.ว. เขาก็พิจารณาว่า เขาทำได้หรือเปล่า แล้วสิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เสนอมา มีการจงใจให้ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เมื่อเขามีหนังสือมาอย่างนี้ครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากก็หาทางออก เพราะท่านรู้ว่าท่านไม่ต้องการให้มีการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. วันนั้นผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านไม่ยอมในเมื่อเงื่อนไขที่ กกต. เขาบอกมานะครับ เขาพูดอย่างนี้ชัดเจนเลยครับ ถ้าจะให้เขาเสนอรายละเอียดของ พ.ร.บ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. เขาพร้อมที่จะเดินหน้าไปกับกรรมาธิการ หมายถึงว่าเขาจะจัดทำ ร่างทั้งหมดให้แล้วเสนอต่อประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอต่อรัฐสภา เพื่อนำ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เขาบอกครับว่าใช้เวลาอาจจะ ไม่เกิน ๒ เดือน กระบวนการของการออกกฎหมายก็จะเสร็จสิ้น สามารถที่จะมาดำเนินการ เพื่อรองรับการเลือกตั้ง สสร. ได้ เหตุผลเขามี เขาพยายามช่วยคณะกรรมาธิการที่สุดครับ เพราะเขารู้ว่าคณะกรรมาธิการอยากที่จะได้การเลือกตั้ง สสร. เร็วที่สุด เขาบอกเขาจะมาช่วยครับ เขาจะมานั่งทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมาธิการวิสามัญ เขายอมถึงขนาดนั้น แต่ท่านไม่เอา วันนี้พอภาพทางการเมืองมันชัดเจนยิ่งขึ้นมันถึงต่อเป็นจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ได้ครับว่าทำไม ท่านถึงไม่ยอม เพราะท่านรู้ว่าถ้ามีการออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ท่านก็อาจจะต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีก ๒ เดือน ๓ เดือน ซึ่งท่านรอไม่ได้อย่างไรครับ การที่ท่านรอไม่ได้ เพราะท่านมีธงอะไรไว้ผมจะไม่พูด แต่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ติดตาม การทำงานของการประชุมรัฐสภาพอจะเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อผมลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด มาให้เห็นว่าทำไมถึงรอ พ.ร.บ. ปรองดองไม่ได้ ทำไมถึงเร่งรีบพิจารณา ๕ วัน ๖ คืน แล้วก็ จะต่อไป แล้วท่านถึงยอมไม่ได้ว่าต้องจบภายในวันที่ ๘ ต้องลงมติในวาระที่สาม นี่อย่างไรครับ คือจิ๊กซอว์ที่ผมจะเรียนท่านประธานว่าที่ท่านรอไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่นี่เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ มันต้องมีความละเอียด มีความรอบคอบในการพิจารณา แต่ท้ายที่สุดอะไรที่จะทำให้ กระบวนการของการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้าไปท่านยอมไม่ได้แม้แต่เรื่องเดียว แต่ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เมื่อท่านเห็นว่าเชิญ กกต. มาแล้ว ท้ายที่สุด กกต. มีความเห็น เรื่องอย่างนี้ทำให้เป็นปัญหาในการทำงานของคณะกรรมาธิการมากขึ้น แล้วในวันที่ ท่านตัดสินใจใช้เสียงข้างมากระบุว่าให้อำนาจศาลอุทธรณ์มาพิจารณาตัดสิทธิ คัดค้าน หรือผลการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แปลกไหมครับท่าน สองมาตรฐานครับ วันที่ท่าน กำหนดโอนอำนาจของ กกต. ไปให้ศาลอุทธรณ์ ท่านไม่เชิญศาลอุทธรณ์มาแล้วครับ ท่านไม่ฟังเขาเลย ท่านไม่สอบถามว่าปัญหาปฏิบัติจะต้องทำอย่างไร ถ้าสมมุติว่าโอนเรื่อง อำนาจของ กกต. ไปให้ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะมีข้อขัดข้อง จะมีปัญหาที่จะต้องปรึกษา กับคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่อาจจะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อสอดรับ ให้อำนาจศาลอุทธรณ์ในการเข้ามาทำหน้าที่ การที่กำหนด ๑ เดือนจะเป็นปัญหาในทาง ปฏิบัติของศาลอุทธรณ์หรือไม่ ท่านไม่เชิญแล้วครับ ทำไมท่านไม่เชิญรู้ไหมครับ เพราะท่าน กลัวอย่างไรครับ ว่าเชิญศาลอุทธรณ์มาแล้วท่านก็ต้องขอความเห็นของเขาว่าเขาจะมีปัญหา ในข้อเสนอแนะ ข้อทักท้วง ท้วงติงในการที่จะต้องทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ อย่างไร ท่านกลัวว่าจะเหมือน กกต. อย่างไรครับ ว่าเมื่อเขาตอบกลับมาแล้วว่ามันมีปัญหา จะต้องแก้ไขอย่างไร แล้วท่านกลัวเสียเวลาอย่างไรครับ ว่าท่านจะไม่สามารถรวบรัด การประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญให้มันเสร็จสิ้นตามธงที่ท่านตั้งไว้ ท่านเห็นไหมครับ ว่าภาพมันชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเดี๋ยวผมจะเรียนท่านต่อไปว่าการที่ท่านให้อำนาจ ศาลอุทธรณ์ในการพิจารณาเรื่องนี้มันจะเกิดปัญหาอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเดิมอยู่ในความในวรรคสี่ อย่างที่ผมได้อ่านให้ท่านประธานไปแล้ว ในช่วงต้นผมจะเรียนว่าผมขอแปรญัตติอย่างไร ผมแปรญัตติอย่างนี้ครับ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับ เมื่อคนที่มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งเขาเห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะ ทำการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม และเกิดความเป็นธรรมกับทุกส่วนที่จะเข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง ดีที่สุดคือการต้องมาพูดกันครับว่า สสร. จะเข้ามาทำหน้าที่อย่างไร จะอนุญาตให้เขา ไปหาเสียงเลือกตั้งไหม ว่าเขามาเป็น สสร. เขามีนโยบายอย่างนี้ เขาอยากจะทำอะไร เขาอยากจะกำหนดอะไร อยากที่จะมาแก้ ไขอะไร แล้วได้มีการพูดคุยกันครับว่า ถ้า สสร. บางคนไปหาเสียงแล้วระบุว่าจะมาแก้หมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ จะมาแก้เกี่ยวกับรูปแบบการปกครอง อย่างนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ว่า ๒ หมวดนี้แตะไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ แต่ถ้ายังมีคนลักษณะประเภทนี้ที่จะหาเสียง ในลักษณะอย่างนี้จะมีความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง สสร. หรือไม่ มันต้องหยิบยกมาพูดกันครับ ค่าใช้จ่ายเลือกตั้งจะเอากันอย่างไร จะต้องมีไหม สสร. ที่มาจากคนมีฐานะมากกว่า จะได้เปรียบ สสร. ที่มาจากคนมีฐานะน้อยกว่า ท่านต้องการให้การเลือกตั้งเป็นธรรม ในสังคมหรือไม่ต้องพิจารณากัน การที่ท่านไประบุเรื่องแบบนี้โดยท่านไม่สนใจ เพียงเหตุผลเดียวคือท่านกลัวว่าเวลาจะปล่อยให้เนิ่นนานไป ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าท้ายที่สุดทำไมครับ ทำไมท่านไปหยิบยกเรื่องของการนำกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นมาแทน วันนี้อีกครั้งครับ พอภาพมันชัดเจนมันเห็นชัดครับ ตอนที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสภาพวกผมพูดกันครับว่า เราต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง พรรคการเมือง นักการเมือง กลุ่มการเมือง น่าจะปล่อยให้โอกาสนี้เป็นโอกาสของพี่น้องประชาชน