เทพไท เสนพงศ์ หารือเรื่องการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการวินิจฉัยชี้ขาดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้งและศาลอุทธรณ์ และเสนอแนะการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่างกฎหมายท้องถิ่นกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนกับ ท่านประธานว่าเมื่อมีการดำเนินการเพื่อที่จะให้ใช้กฎหมายในการเลือกตั้ง สสร. โดยเร็ว ก็พยายามที่จะให้ ภาษาจีนเขาเรียกว่าเสี่ยวเอ้อครับท่านประธาน หาหนทางเพื่อเสนอว่า จะใช้กฎหมายไหนครับ ในที่สุดก็มีกรรมาธิการเสนอให้ใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งมีข้อยกเว้นยาวเหยียด เยอะมากครับ แต่ว่าก็พยายามที่จะ ตะแบงสีข้างเข้าถูเพื่อที่จะเอาให้ได้ว่าถ้าใช้กฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นจะไม่เสียเวลา ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่าถ้าจะให้รัฐธรรมนูญหรือการเลือกตั้ง สสร. เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยไม่เสียเวลา แต่ว่าทำให้มันถูกต้อง ผมยังเห็นด้วยด้วยซ้ำไปครับท่านประธานว่า ควรจะออกเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าเกรงว่าจะเสียเวลา ๓-๔ เดือน ผมก็บอกว่า สามารถทำได้ก็คือว่าให้รวดเร็วตามความต้องการของนายใหญ่ ทำได้แบบไหนท่านประธาน ก็เสนอเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ๓ วาระรวด ตั้งกรรมาธิการเต็มสภาครับ เพื่อสนองตัณหาให้มันตรงกับวันที่ดูโหรดูดวงไว้แล้ว ไม่ยากครับท่านประธาน แล้วเราก็จะได้ กฎหมายที่สมบูรณ์ แล้วก็จะสามารถที่จะใช้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ครับ แต่ว่า ในขณะนี้ท่านประธานครับ เมื่อมีการบอกว่าจะใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งผู้บริหาร ท้องถิ่น คณะกรรมาธิการต้องการที่จะ เขาเรียกว่าต้องการที่จะให้มียันต์กันผี ก็เลย ทำหนังสือไปยัง กกต. อีกฉบับหนึ่งครับ ถามว่าถ้าไม่ทำแบบที่ กกต. เสนอมาในฉบับแรกนี้ ออกแบบนี้จะได้ไหมครับ กกต. ท่านก็ทราบละครับ ท่านก็เสนอมาอีกในฉบับที่ ๒ วันที่ ๕ เมษายน ที่ ลต ๐๓๐๑/๔๗๕๗ ก็ประชุม ๕ เสือ กกต. อีก แล้วก็มีความเห็นมาอีกครับท่านประธานครับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีข้อสังเกต เกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคเจ็ด ว่าควรมีความชัดเจนเกี่ยวกับคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง และการวินิจฉัยชี้ขาดการเลือกตั้งยิ่งขึ้น เช่น ควรจะใช้ถ้อยคำว่าการคัดค้านการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ในการรับคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งและการวินิจฉัยชี้ขาดการเลือกตั้งของคณะกรรมการ การเลือกตั้งและศาลอุทธรณ์ คราวนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งรู้ครับท่านประธานว่า การใช้กฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นอาจจะเกิดปัญหา ก็โยนเผือกร้อนเลยครับทั้งหมด กระบวนการทั้งหมดไปให้ศาลอุทธรณ์ เพราะมีความเชื่อว่าถ้าศาลตัดสินไปแล้วทุกคน ต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาลโดยไม่มีข้อโต้แย้งโต้เถียงครับ กกต. ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบ โยนไปเลยมอบให้กับศาลอุทธรณ์และประธานคณะกรรมาธิการก็ยอมรับนะครับว่า เมื่อเป็นเช่นนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ไม่สามารถที่จะไปให้ใบแดง ใบเหลืองกับ สสร. ได้ครับ ท่านประธาน ก็เป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ครับ ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่า ถ้าเรายังดึงดันที่จะใช้กฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ผมต้องถามท่านประธานครับว่า มันมีจุดอ่อนอีกหลายจุดครับท่านประธาน เพราะกฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น มันเป็นกฎหมายระดับธรรมดาไม่สามารถเทียบเคียงได้กับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ ศักดิ์ของกฎหมายไม่เท่ากันแน่นอนแม้ว่าท่านประธานกรรมาธิการจะอ้างว่าเหมือนกัน มันมีจุดบกพร่องในกฎหมายท้องถิ่นหลายเรื่อง เช่น ในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเราก็คิดว่าเทียบเท่ากับการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เทียบเท่ากับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ก็ต้องถามท่านประธานว่า ถ้าเราบอกว่าการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย เลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ถ้าประชาชนคนหนึ่งคนใดไม่ไปใช้สิทธิต้องถามท่านประธานว่า เขาขาดสิทธิไหม ถูกตัดสิทธิไหม ถ้าดูตามกฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นถูกตัดสิทธิ เฉพาะการไปลงสมัครรับเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นเท่านั้นครับ แต่ว่าไม่ตัดสิทธิทางการเมือง ของ ส.ส. อันนี้ก็เกิดความลักลั่นครับ
๒. กฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้กำหนดชัดเจนเรื่องวิธีการหาเสียง แนะนำตัวว่าจะหาเสียงอย่างไร เป็นไปได้ไหมมีการจัดตั้งเวที มีคนมาช่วย มีหัวคะแนน มีการปราศรัย มีการโจมตี มีอะไรก็แล้วแต่ครับท่านประธานครับ เพราะกฎหมายเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่นเขียนไปอีกแบบหนึ่งซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับการเลือกตั้ง สสร.
๓. ในกฎหมายเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น เปิดกว้างสำหรับพรรคการเมือง ว่าจะส่งสมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นในกฎหมายฉบับนี้ถ้ามีการใช้ตามกฎหมาย ผู้บริหารท้องถิ่นนี้ก็เป็นสิทธิที่พรรคการเมืองก็สามารถที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค หรือแอบสนับสนุนผู้สมัคร สสร. ของพรรค สังกัดพรรคก็ได้ท่านประธานครับ
และทั้งหมดนี้ผมคิดว่าโดยจุดอ่อนของกฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ไม่นับถึงศักดิ์ของความเป็นกฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกับกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. แล้ว จึงเห็นว่าวิธีการทั้งหมดน่าที่จะไปสอดคล้องกับการที่ ผมแปรญัตติก็คือ ให้มีการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งโดยเฉพาะครับ
อีกวรรคหนึ่งท่านประธานครับ ที่เราพยายามที่จะบอกว่าการเลือกตั้ง การวินิจฉัยชี้ขาดที่ กกต. ผมเชื่อนะว่าไม่สามารถทำได้ภายใน ๑๕ วัน แล้วก็ระบุในร่าง ของกรรมาธิการเสียงข้างมาก บอกว่าการวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านสิทธิเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้น ภายใน ๓๐ วัน นั่นหมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน หมายความว่า กกต. กำลัง เอาศาลอุทธรณ์เป็นลูกมือเป็นลูกน้องของตัวเอง มาเป็นหน่วยงานหนึ่งของ กกต. โดยมีหน้าที่ รับคำวินิจฉัย รับคำร้องเรียน ก่อนการเลือกตั้ง หลังการเลือกตั้งยื่นกับศาลอุทธรณ์ทั้งสิ้น คือ กกต. ไม่ต้องทำอะไรเลยครับท่านประธาน แค่จัดการเลือกตั้งซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เบิกเบี้ยเลี้ยงไป แล้วก็หาคนมาดำเนินการเลือกตั้ง แต่ว่าเวลาจะชี้ผลเสียผลได้สำหรับ ผู้สมัคร สสร. โยนให้เป็นเรื่องของศาลอุทธรณ์หมดเลยครับ ท่านประธานลองคิดดูว่า เมื่อบังคับให้ศาลอุทธรณ์บอกว่า ๓๐ วันต้องทำให้เสร็จ การเลือกตั้งมีผู้สมัคร สสร. ผมคิดว่าจังหวัดหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๕๐ คน ก็คนอยากเป็นกันเยอะเพราะเป็น สสร. เพราะเขา มีอำนาจสามารถที่จะมาร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศได้ และเชื่อว่ามีการร้องเรียน มีการทำผิดกฎหมายก็เยอะ ยิ่งผู้สมัครเยอะทำผิดกฎหมายเยอะ ประเด็นปัญหามันก็เยอะ เพราะกฎหมายบอกว่าทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งที่มีปัญหาที่จะคัดค้านหรือจะร้องเรียน อะไรก็แล้วแต่ ต้องยื่นมาที่ศาลอุทธรณ์ ผมถามท่านประธานว่าศาลอุทธรณ์มีองค์คณะ องค์ผู้พิพากษากี่คน ใช้ศาลอุทธรณ์ภาคมีกี่ภาค และในขณะนี้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยคดี เกี่ยวกับใบแดง ใบเหลืองของผู้บริหารท้องถิ่นจำนวนมากครับท่านประธาน อบต. เทศบาล อบจ. อีกจำนวนเท่าไรเขาก็มีงานการอยู่จำนวนมาก แต่ว่าเราก็ไปผลักภาระให้กับ ศาลอุทธรณ์ครับ โดยไม่ได้เชิญศาลอุทธรณ์มาซักถามเลยว่าเงื่อนไขทั้งหมดทำได้หรือไม่ มีความเต็มใจที่จะทำหรือไม่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการบอกเมื่อสักครู่ไปข้าง ๆ คู ๆ บอกว่ามีตัวแทนมานั่งอยู่แล้ว ผมถามท่านประธานว่าตัวแทนไหนจะมาโต้แย้งละครับ เขานั่งฟังเสร็จเขาก็จดไปให้ ต้องทำเป็นมติ ต้องถามเป็นมติ มีหนังสือรับรองจากอธิบดี ศาลอุทธรณ์ ว่าเงื่อนไขที่คณะกรรมาธิการเขียนไว้อย่างนี้เขาปฏิบัติได้หรือไม่ ถ้าออก เป็นกฎหมายแล้ว ท่านประธานครับผมว่ายากนะครับถ้าปฏิบัติไม่ได้มันจะเป็นปัญหา ค่อนข้างมากสำหรับการเลือกตั้ง สสร. ครับ ต้องเรียนกับท่านประธานการยื่นเรื่องทั้งหมด ประธานคณะกรรมาธิการบอกว่าให้ไปยื่นต่อ กกต. จังหวัด ผมต้องถามท่านประธานครับว่า มันมีกฎหมายรองรับหรือเปล่าว่าให้ยื่นกับ กกต. จังหวัด แล้ว กกต. จังหวัดจะไปยื่นกับ ศาลอุทธรณ์ เพราะในวรรคนี้มันเขียนชัดว่าให้เป็นอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการยื่นคัดค้าน ตัดสิทธิให้ไปยื่นที่ศาลอุทธรณ์ แล้วการเลือกตั้งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ศาลอุทธรณ์อยู่ที่ จังหวัดภูเก็ต ก็ต้องไปยื่นกันต้องเดินทางเท่าไร แล้วก็เขตอำนาจศาลอุทธรณ์ภาค ๘ กี่จังหวัดท่านประธานทราบไหมครับ หลายจังหวัดครับ แล้วเวลา ๓๐ วันมันจะทันอย่างไร ผมเป็ นนั กกฎหมาย ท่ำนประธานเป็ นทหาร แต่ ผมไม่ แน่ ใจว่าท่ำนประธาน เรียนกฎหมายหรือเปล่า แต่ว่ากรรมาธิการหลายคนเรียนกฎหมาย มีทนาย มีอดีตผู้พิพากษา อัยการ ในสภานี้เยอะครับ ต้องดูท่านประธานครับว่ากระบวนการวิธีพิจารณาของศาลอุทธรณ์ มันเป็นอย่างไรครับ ไม่ใช่ว่าสักแต่จะเขียนเพื่อสนองความต้องการตัณหาของนายใหญ่ ไม่ใช่อย่างนั้นท่านประธาน ต้องดูความเป็นไปได้ครับ มันมีกระบวนการ วิธีพิจารณาคดี ของศาลอุทธรณ์ครับ ตั้งแต่ยื่นฟ้อง ต้องใช้เวลากี่วันครับท่านประธาน ยื่นฟ้องเสร็จต้องนัดยื่นพยาน สืบพยาน นัดยื่นพยาน เอกสาร นำสืบ เรียกพยานมา กระบวนการพิจารณาข้อเท็จจริง เขียนคำวินิจฉัย อ่านคำพิพากษา ท่านประธานดูสิครับว่าอย่างน้อยนะครับ ยื่นคำฟ้อง ผมคิดว่าต้องใช้เวลาเป็นอย่างน้อย ๗ วันเอาละครับท่านประธาน โดยเร่งรัด ๗ วันครับ นัดยื่นพยานเอกสาร ๑๕ วันครับท่านประธาน ออกหมายเรียกพยานต้องติดประกาศ หมายเรียกอีกกี่วันท่านประธาน ๑๕ วันอีก ผมให้ ๑๕ วันอีก แล้วก็นัดสืบพยานอีก ใช้เวลาเท่าไร ยิ่งพยานเยอะก็สืบเยอะครับ แล้วก็มาพิจารณาวินิจฉัยเขียนคำวินิจฉัย นัดอ่านคำพิพากษา ๓๐ วันทำได้ไหมท่านประธาน ผมว่าเทวดาที่ไหนก็ทำไม่ได้ครับ เขียนเพราะอะไรครับ เขียนไม่ดูข้อเท็จจริง เขียนเพื่อสักที่จะให้ทำตามที่นายใหญ่ตัวเอง ต้องการเท่านั้นเองครับท่านประธาน ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าในวงเล็บนี้ ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับที่จะโยนความรับผิดชอบเรื่องจาก กกต. ไปให้กับศาลอุทธรณ์ครับ กกต. เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ถ้าหากว่า ไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ ไม่สามารถที่จะมารับผิดชอบแบบนี้ต้องยุบครับ องค์กรอิสระ ถ้าไม่ทำงานก็ต้องยุบ ไม่ใช่เฉพาะทำง่าย ๆ เฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. เลือกตั้งองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไปสืบหาข้อเท็จจริงแล้วไปตบทรัพย์นักการเมือง อันนี้ผมต้องเรียนท่านประธานอย่างตรงไปตรงมานะครับว่าเป็นองค์กรเดียวในประเทศไทย ที่ตบทรัพย์นักการเมืองได้ครับ คือ กกต. นี่ละครับ หน่วยงานอื่นผมไม่กล้า ผมยังไม่เคยเห็นนะครับ ใหญ่ขนาดไหนมาตบทรัพย์นักการเมือง ไม่มีหรอกครับ โดนหมดละครับ คนเหล่านี้ถือว่า ตบทรัพย์นักการเมืองได้ แล้วนี่นักการเมืองทำอะไรไม่ได้สักวันหนึ่ง ถ้าไปสู้อีกวันหนึ่ง ก็มีสิทธิที่จะโดนใบแดง ใบเหลือง เป็นองค์กรเดียวจริง ๆ ครับท่านประธานครับ แต่ว่า ในวันนี้ที่ผมมาอภิปราย เพราะว่าผมไม่เห็นด้วยท่านประธานว่าจะไม่รับผิดชอบอะไรเลย แล้วก็โยนให้ศาล แล้วศาลก็จะเดือดร้อน แล้วศาลจะมีมลทินถ้าทำไม่ได้ตามกฎหมายกำหนด ภายใน ๓๐ วัน และผมเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้แน่นอนครับ ในฐานะที่ผม เป็นนักกฎหมายคนหนึ่งครับ ยืนยันครับว่าทำไม่ได้ แล้วทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นปัญหาครับ ผมต้องเรียนกับท่านประธานนะครับว่าทั้งหมดนี้ผมก็เห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญ แบบเอาใจใครบางคน ลุกลี้ลุกลน สักที่จะทำเพื่อให้เสร็จโดยไม่ได้มีความรอบคอบ ไม่ฟังเสียงคัดค้าน ไม่ได้ฟังความรอบด้านทั้งหมดนี่ครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยท่านประธานครับ ผมอยากจะวิงวอน ว่าอยากจะให้ผู้เกี่ยวข้องครับ ผมทราบครับ ท่านประธานครับ ว่าทุกครั้งระหว่างที่มี การพิจารณามีเหตุผลของเพื่อนสมาชิกหลายคนพูด แล้วเป็นเหตุผลที่น่าฟังครับ กรรมาธิการ ส่วนใหญ่บางคนก็เห็นด้วยครับ อย่างคุณสุนัยพยักหน้าบอกเห็นด้วยกับผมตลอดครับ คุณสุนัย แต่ว่าผมก็เข้าใจว่าท่านทำอะไรไม่ได้ครับ เพราะอะไร ตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงอะไร ต้องโทรศัพท์ก่อน ต้องรับรีโมทก่อน ผมว่าต้องเลิกครับท่านประธานครับ ฟังความเห็น ของคนในสภานี้ ๖๐๐ กว่าคนไม่สิ้นไร้ไม้ตอกหรอกครับ เอาพวกเรามาแล้วผมก็คิดว่า อยากให้ได้ดั่งใจทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับท่านประธาน เอาที่มันทุกคนรับได้ ก็พอแล้วครับ ผมก็เลยอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมได้แสดง ความเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจและด้วยความหวังดีจริง ๆ ครับ เพราะอยากจะเป็นส่วนหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้มีส่วนที่ผลักดันให้มีการเกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และเป็นฉบับที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด ผมไม่อยากจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ย้อนรอย ไปตรงกับคำแปรญัตติของผมในมาตรา ๑ ครับท่านประธานครับ ซึ่งผมแปรญัตติในมาตรา ๑ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เรียกว่ารัฐธรรมนูญรวบรัดเพื่อทักษิณแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ….