อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เสนอแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๓ โดยตัดข้อ (๓) และเพิ่มข้อ (๔) เพื่อห้ามบุคคลที่ถูกคุมขังโดยหมายศาลหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเกรงว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและความวุ่นวายในการเลือกตั้ง พร้อมทั้งเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยห้ามบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่ง สสร. กลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือองค์กรอิสระภายใน 5 ปี และเรียกร้องให้ประธานสภาและคณะกรรมาธิการพิจารณาประเด็นการจำกัดสิทธิผู้ถูกคุมขังในการสมัครเป็น สสร. เพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องบอก ท่านประธานว่าวันนี้หน้าแดงเพราะว่าร้อนแดดนะครับ เนื่องจากว่าไปปราศรัยหาเสียงมา ในต่างจังหวัด ออกตัวก่อนเพราะว่าไม่ได้เมานะครับ เดี๋ยวจะหาว่าเมาหรือเปล่านะครับหน้า แบบนี้ ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ผมนั้นได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ก็คือเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในคราวนี้ ต้องบอกว่าตั้งแต่ในวาระที่หนึ่งก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้วในการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้เพราะว่าเป็นการฉีกทิ้งทั้งฉบับแล้วก็เปิดโอกาสให้ สสร. นั้นร่างรัฐธรรมนูญ ใหม่ทั้งเล่มครับ แต่เมื่อวาระที่หนึ่งผ่านไปแล้ว เข้าสู่กระบวนการวาระที่สองที่จะต้องทำการ พิจารณารายมาตราก็ต้องทำการช่วยคณะกรรมาธิการในการพิจารณาให้อย่างรอบคอบ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ ทีนี้ผมอยากให้ท่านประธานนะครับ ผมจะไม่พูดมากนะครับ ในประเด็นของคุณสมบัติของคนที่จะเป็น สสร. มีอยู่ ๒ เรื่องด้วยกันที่ผมขออนุญาตเติมเข้าไป และอยากจะให้ท่านกรรมาธิการนั้นได้พิจารณาด้วยเช่นเดียวกันครับ
ในประการแรกครับ ผมนั้นเสนอว่าให้เติมไปเป็น (๔) นะครับว่า บุคคลซึ่งมี ลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๐ พอมาดู ในมาตรา ๑๐๐ นะครับ ก็จะเห็นว่าบุคคลที่ถูกห้ามใช้สิทธินี้นะครับ มีอยู่อันหนึ่งก็คือ (๓) ซึ่งปกติแล้วคนจำพวกนี้สามารถที่จะสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่จะไปลง เลือกตั้งไม่ได้ พูดง่ายๆ ก็คือว่าคนที่ถูกคุมขังโดยหมายศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแล้วนะครับในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ถ้าท่านประธานจำได้ ขออนุญาตเอ่ยนามคงไม่เสียหายอะไรนะครับ สำหรับคุณก่อแก้ว พิกุลทอง ซึ่งท่านก็เป็น กรรมาธิการด้วยเช่นเดียวกัน ในคราวนั้นท่านไปสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในกรุงเทพมหานครแข่งกับคุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ ในสมัยที่แล้วและปรากฏว่าคุณก่อแก้วนั้นก็ ถูกคุมขังอยู่ในขณะนั้น ก็สามารถที่จะสมัครได้ แต่แน่นอนครับ ท่านประธานครับ เวลาลงคะแนนกันจริงก็จะเกิดปัญหาครับ เพราะว่าการมาลงคะแนนกับการไปสมัครมีสิทธิ สมัครแต่ไม่มีสิทธิไปลงคะแนนนะครับ เพราะว่าคนถูกคุมขังอยู่ไปลงคะแนนไม่ได้ครับ ที่ผมเสนอมาตรานี้เข้ามาเพราะว่าเราเคยมีประสบการณ์ท่ามกลางความขัดแย้งหนหนึ่งครับว่า ผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้เขามาหาเสียงไม่ได้ครับ เขาอาจจะขาดทุน แต่ในเวลาเดียวกันที่เขาไปหาเสียงไม่ได้ก็อาจจะมองเรื่องของปัญหาความมั่นคงว่าบุคคลนี้ อาจจะกระทบเรื่องของความมั่นคงซึ่งออกมาไม่ได้ อย่างนี้ล่ะครับมันก็เป็นชนวน ความขัดแย้งได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะมองมุมไหนนะครับผมพูดแบบเป็นธรรม เพราะฉะนั้น คราวนี้ผมก็เลยมองว่าถ้า สสร. ที่เขามาจากการเลือกตั้ง ผมคิดว่าน่าจะใส่คุณสมบัตินี้ เป็นคุณสมบัติต้องห้ามครับว่าถ้าเป็นบุคคลที่ถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่มีสิทธิที่จะสมัครเป็น สสร. คือไม่มีสิทธิที่จะสมัครเป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ แบบนี้มันง่ายกว่าแล้วก็เป็นการลดความขัดแย้งด้วย ผมยกตัวอย่างนะครับ แล้วก็ไม่ตั้งใจที่จะไปหมายความในนัยใด ๆ นะครับ ยกอย่างเช่นวันนี้มีผู้ถูกคุมขังจำนวนมาก อาจจะเกิดขึ้นจากการชุมนุม ไม่ว่าเสื้อสีไหนก็แล้วแต่ครับ ถ้าวันนี้เกิดมีการให้เกิดสมัคร สสร. ขึ้นมา คนกลุ่มนั้นที่ถูกคุมขังอยู่ด้วยหมายของศาลที่เขา ไม่ให้ประกันตัว ด้วยเหตุว่าถ้าให้ประกันตัวแล้วอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ให้ประกันตัวแล้ว อาจจะก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นที่ไม่สมควรเกิดขึ้นอีก ผมเชื่อว่าจะมีกลุ่มคนจำนวนมากครับ ที่ถูกคุมขังในลักษณะแบบนี้ได้ออกมาสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วแน่นอนครับ ศาลก็อยู่ที่ดุลยพินิจของท่านว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวให้คนกลุ่มนี้นั้นออกมาทำการรณรงค์ หาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งผมก็ไม่เถียงอีกครับว่าเป็นดุลยพินิจของศาล แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าศาลไม่อนุญาตก็จะเกิดเป็นข้อฉงนสงสัยว่าแล้วทำไมถึงไม่อนุญาตให้เขามาหาเสียงเป็น สสร. หรือถ้าศาลอนุญาตอีกฝั่งหนึ่งก็จะถูกมองว่าแล้วกลุ่มคนกลุ่มนี้ถ้าออกมาปราศรัย หาเสียงเลือกตั้ง สสร. จะไม่เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงอีกหรือไม่ อย่างไร คือผมที่ต้อง ยกแบบนี้ เพราะถ้าเราให้คนที่ถูกคุมขังมาสมัครได้ ผมก็กังวลว่าจะเป็นชนวนสำคัญ ที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในช่วงที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ผมอยากให้ ท่านประธานลองดูนะครับ วิธีการก็คือว่าในมาตรา ๒๙๑/๓ ถ้าได้มีการตัด (๓) ใน (๑) มาตราที่อยู่ข้างในนะครับ มาตรา ๑๐๒ (๓) ตัดออก แล้วเติมเป็น (๔) เข้าไปด้วยข้อความว่า เป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๐ ฝากผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ผมคิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจ แล้วก็ถ้าแก้ไขได้พอเติมกันได้ก็จะเป็นการลดเรื่องของปัญหาความขัดแย้งลงไประหว่างสีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประการที่ ๒ ต่อมาผมใช้เวลากระชับนะครับ เพราะว่าดึกแล้ว ผมขอเติมอีกอันหนึ่ง เป็นวรรคท้ายของมาตรานี้ก็คือว่าเอาหลักการก่อน หลักการก็คือว่า บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่ง สสร. หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้น บุคคลนี้ละครับไม่ควรที่จะกลับมาเป็นผู้ที่มีโอกาสเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นรัฐมนตรี หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเป็นระยะเวลา ๕ ปี ผมใช้ถ้อยคำในนี้เป็น วรรคท้ายว่าบุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกภาพสิ้นสุดลง แล้วยังไม่เกิน ๕ ปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่ง ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมิได้ ที่เขียนแบบนี้คงไม่ได้เขียนเพราะความใจแคบว่าคนเป็น สสร. แล้วจะไปเป็นรัฐมนตรี ไปเป็น ส.ส. ส.ว. หรือองค์กรอิสระไม่ได้นะครับ ต้องบอกว่า ไม่ได้เขียนด้วยความใจแคบเลย แต่ผมอยากให้สร้างความเข้าใจอีกนิดว่าผมคาดหวังว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการแก้ไขได้จริง ก็คาดหวังจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้าย ของประเทศไทยครับ แล้วคงจะไม่มีใครหน้าไหนขึ้นมาฉีกโดยใช้การปฏิวัติรัฐประหารอีก ท่านประธานที่เคารพครับ การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเชื่อว่าต้องเขียนด้วยความรอบคอบ รัดกุม เพราะว่าเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ ผมย้ำอีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้สนับสนุน เลยครับ นั่นหมายความว่าองค์กร สถาบันต่าง ๆ ในประเทศไทยก็จะถูกท้าทายทั้งสิ้นครับ ไม่เว้นแม้กระทั่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะว่าหมวด ๒ นั้น ได้ถูกหายไปด้วย ถ้าจะเป็น การฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับครับ ซึ่งก็ต้องสุดแล้วแต่ท่าน สสร. ในอนาคตว่าหมวด ๒ ที่เป็น หมวดพระมหากษัตริย์นั้นจะมีการแตะต้องหรือไม่ อย่างไร นอกจากหมวดนั้นแล้วก็ยังมี หมวดองค์กรอิสระครับ องค์กรอิสระนั้นก็จะต้องเป็นหน้าที่ของ สสร. ที่จะทำการออกแบบ ว่าจะมีการตรวจสอบได้อย่างไร ประเทศนี้โดยหลักแล้วต้องบอกว่ามีการปกครองแบ่งเป็น ๓ ฝ่าย ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ทั้ง ๓ ฝ่ายก็ตรวจสอบครับ ฝ่ายตุลาการ ก็ตรวจสอบ ฝ่ายบริหารตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และใน ปี ๒๕๕๐ ฉบับปัจจุบันนี้ก็มีแนวความคิดการจัดตั้งองค์กรอิสระ ซึ่งแน่นอนก็ลอกมาจาก ในหลายประเทศที่เกี่ยวข้องในระบบรัฐสภาครับ บ้างก็ให้องค์กรอิสระนั้นมีอำนาจมาก บ้างก็เพิ่มอำนาจมากเข้าไปอีก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้อำนาจถึงจุดหนึ่งครับ พอรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มากกว่าเดิมอีกนี่ละครับ ใครจะรู้ได้ว่าท่าน สสร. ที่จะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการแต่งตั้งในอนาคตก็แล้วแต่ ท่านจะออกแบบประเทศไทยองค์กรที่จะคานอำนาจในรูปแบบใดครับ แม้กระทั่ง ท่านประธานคณะกรรมาธิการเองอยู่พรรคเพื่อไทย พรรคท่านเองก็มีข้อสงสัยในอำนาจ องค์กรอิสระอยู่มิใช่น้อยครับ ผมเองก็สงสัยอยู่มิใช่น้อยเหมือนกันครับว่าถ้าเกิดประเทศไทย มันฮั้วกันได้ หมายถึงว่าเป็น สสร. ฮั้วกันได้ ก็ออกแบบรูปแบบประเทศไทยแบบฮั้วกันได้ เช่นเดียวกันครับ มีโอกาสเป็น สสร. พอถึงเวลาร่างให้ตัวเองกลับมาเป็นวุฒิสมาชิก เป็น สสร. มีโอกาสให้เพื่อนตัวเองกลับมาเป็นหัวหน้าในองค์กรอิสระ เรื่องพวกนี้มันเป็นหนัง ที่เกิดแล้ววนเวียนซ้ำในประเทศไทยครับ ผมถึงบอกท่านประธานว่าผมเลยขอแปรญัตติ เพิ่มเข้าไป แล้วถ้าท่านกรรมาธิการเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เอาสิครับ แต่ปัญหาคือ ท่านวางธงเอาไว้แล้วหรือยังว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผมเห็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ในวรรคท้าย คุณหมอเหวงยิ้มนะครับ ท่านประธานยิ้ม ผมก็หวังว่าคงจะได้มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง เสนอถ้อยคำว่า บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกภาพสิ้นสุด ลงมาแล้วยังไม่เกินห้าปีจะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่ง ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมิได้ ๒ เรื่องครับ วันนี้สั้น ๆ แต่ขอชัดเจน เราอยากจะทราบว่า เปลี่ยนใจท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้หรือไม่ อย่างไร ประเด็นแรกสรุปไปแล้วอีกครั้งหนึ่งครับ คือบุคคลที่ถูกคุมขังอยู่ไม่ควรจะมีสิทธิมาสมัครอีกในการเป็น สสร. เพราะพอถึงเวลาจริง เขาก็จะไปเลือกตั้งตัวเขาไม่ได้ พอถึงเวลาจริงไม่ว่าศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็จะเป็น ชนวนแห่งความขัดแย้งของประเทศไทยอีก
และประการสุดท้ายครับ ก็คือผู้ดำรงตำแหน่ง สสร. นั้น ไม่อยากให้มีสิทธิ มาดำรงตำแหน่ง ส.ส. ส.ว. หรือรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีหรือองค์กรอิสระภายในห้าปี หลังจากพ้นตำแหน่ง ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการเสียงข้างมากครับว่าให้ช่วยเปลี่ยนใจด้วยครับ ขอบพระคุณครับ