รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

ธนา ชีรวินิจ เสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๒๙๑/๒ และ ๒๙๑/๓ เพื่อเปิดกว้างให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามาสภาร่างรัฐธรรมนูญ และตัดอายุ ๓๕ ปีของ คณะรัฐมนตรีให้เป็น ๑๘ ปีบริบูรณ์ และไม่จำเป็นต้องมีภูมิลำเนา ทะเบียนบ้าน หรือประวัติการศึกษาอยู่ในจังหวัดใด นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ที่ประชุมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นรัฐธรรมนูญสีขาวที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อคืนนี้ ผมได้สงวนคำแปรญัตติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งสาระสำคัญที่ผมได้อภิปรายต่อท่านประธานเมื่อวานนี้ก็คือต้องเปิดกว้างเพื่อให้ สสร. ทุกภาคส่วน ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกอายุ ทุกภาคอาชีพ ได้มีส่วนเข้ามาเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้มากที่สุด และผมก็ได้กราบเรียนท่านประธานว่าผมถึงตัดจากอายุ ๓๕ ปีของร่าง คณะรัฐมนตรีมาเป็น ๑๘ ปีบริบูรณ์ ผมตัดแม้กระทั่งว่าไม่จำเป็นต้องมีภูมิลำเนา ไม่จำเป็นต้องมีทะเบียนบ้านหรือประวัติการศึกษาอยู่ในจังหวัดใด เพราะ สสร. นั้น คือตัวแทนของปวงชนชาวไทย ไม่ใช่ตัวแทนของจังหวัดหรือท้องถิ่น และไม่ใช่ตัวแทนของ ภูมิภาค แต่ต้องมาทำหน้าที่โดยยึดถือผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ โดยไม่คำนึงถึงภาค โดยไม่คำนึงถึงจังหวัด และนั่นคือที่มาที่ผมได้เสนอท่านประธานเมื่อวานนี้ในมาตรา ๒๙๑/๖ ก็เสียดายครับ ที่ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่จะพยายามหยิบยกให้กับที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ด้วยเหตุด้วยผลถึงที่มาของการแปรญัตติ ในเรื่องอายุก็ดี ในเรื่องที่มาของ สสร. ตามภูมิลำเนาก็ดี ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากที่ประชุมรัฐสภา และในมาตรา ๒๙๑/๓ ครับท่านประธาน เป็นเรื่องที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีนั้น ได้เสนอในมาตรา ๒๙๑/๓ ดังนี้ครับ เนื่องจากมีพี่น้องประชาชนที่ติดตามการถ่ายทอดการประชุมรัฐสภาอยู่ในขณะนี้ ถ้าเราไม่บอกให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่ากำลังแก้ไขอะไร ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนจะเข้าใจ และติดตามรับฟังด้วยความลำบาก เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่จะเรียนท่านประธาน ในเบื้องต้นว่าในมาตรา ๒๙๑/๓ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑)

(๑) เป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๖) (๗) (๙) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔)

(๒) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

(๓) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง

(๔) ซึ่งผมได้ขอแปรญัตติเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งผมจะได้กราบเรียนท่านประธาน ต่อไป

ประเด็กแรก ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าผมมีความรู้สึกว่า ต้องเปิดกว้างให้กับคนที่สนใจและตั้งใจที่จะเข้ามาทำหน้าที่ สสร. ให้มากที่สุด ให้ฐานของคน ที่จะมาเป็น สสร. นั้น เปิดกว้างอย่างแท้จริงเพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทย ของคนทั้งประเทศ แล้วก็จะได้ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงมาตรานี้ครับท่านประธาน เมื่อเปิดกว้างมากที่สุดแล้ว แต่ในขณะเดียวกันครับ ต้องพยายามปิดกั้นให้คนที่ไม่ดี คนที่มีมลทิน คนที่เราคิดว่าอาจจะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก่อให้เกิดความเสียหาย ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนทั้งประเทศ จึงต้อง มีมาตรการที่จะกันบุคคลเหล่านี้ออกจากการเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกำหนดบุคคลต้องห้ามเหมือนกับที่กำหนดไว้ ในกรณีของคนที่จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่าน มาตรา ๑๐๒ ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนะครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่า บุคคลต้องห้ามที่ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และมาห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สสร. นั้นมีใครบ้าง

(๑) ติดยาเสพติดให้โทษ

(๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย ทุจริต

(๓) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๐ (๑) (๒) หรือ (๔)

(๑) ลักษณะต้องห้าม ก็คือไม่มีสัญชาติไทยโดยการกำเนิด

(๒) มีอายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง และ

(๓) ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งซึ่งมีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้นะครับ ผมจะไม่อ่านเพราะว่าจะไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง สสร.

(๔) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

(๕) เป็นวงเล็บที่มีปัญหาครับ เนื่องจาก ครม. ได้ตัด (๕) ออกจากร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เสนอต่อรัฐสภา (๕) มีข้อความดังนี้ครับท่านประธาน

(๕) เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันกระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ และนอกจากนั้น ก็เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ก็คือ

(๖) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

(๗) เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มผิดปกติ

(๘) ซึ่งทางมติของ ครม. เสนอนั้นได้ตัดออกไป แต่ว่าไปเพิ่มอยู่ใน (๒) ของ มาตรา ๒๙๑/๓ ซึ่งก็คือเป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการ การเมือง

(๙) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

(๑๐) ซึ่งก็ตัดออกไปนะครับ แต่ว่าไปเพิ่มความในวงเล็บถัดมา ซึ่งกระผมก็จะ ขออนุญาตเอ่ย ก็คือเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกที่ยังสิ้นสุด ไม่เกินสองปี แต่ได้ตัดข้อความนี้ออก แล้วไปใส่ไว้เป็นว่า เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองต้องห้ามไม่ให้ลงสมัคร สสร.

(๑๒) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งก็คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องห้ามในการที่จะ มาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร.

(๑๓) อยู่ในระหว่างต้องห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา ๒๖๓ และ (๔) คือ เคยถูกวุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง

กระผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าเราจะต้องพยายามที่จะสกัดกั้นคนที่ เราคิดว่าถ้ามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญแล้วจะทำให้รัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เป็นไปตาม ความต้องการอย่างแท้จริงของพี่น้องประชาชน ซึ่งในลักษณะที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมด ถ้าท่านประธานได้ฟังตามที่ผมได้พูดไป พวกเราก็คงจะมีความเห็นด้วย แล้วก็คล้อยตาม เพราะบุคคลเหล่านี้คงต้องพิสูจน์ตัวเองพอสมควรว่าเมื่อเข้ามาเป็น สสร. แล้ว จะสามารถ ทำหน้าที่ได้อย่างดี อย่างเช่น คนติดยาเสพติดให้โทษก็ดี บุคคลล้มละลายก็ดี หรือเป็นบุคคล ล้มละลายทุจริต เป็นคนที่ถูกคำพิพากษาจำคุกของหมายศาล เป็นคนถูกไล่ออก ปลดออก ให้ออก จากราชการ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ เป็นคนที่เคยมีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็น ของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือทรัพย์สินเพิ่มผิดปกติ อย่างนี้ผมเชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนที่ได้เห็นร่างของคณะรัฐมนตรีก็คงจะเห็นด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราไม่สบายใจ วันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่สภา ก็คือ ท่านไปตัด (๕) ออก ผมได้ลุกขึ้นมาอภิปราย ในวาระที่หนึ่ง รับหลักการว่าท่านตัด (๕) ออกไปด้วยเหตุผลอะไร เพราะ (๕) นั้น เราใช้ สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. การเลือกตั้ง ส.ว. และผมเข้าใจว่าน่าจะรวมไปถึงการเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นด้วย ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ใน (๕) ครับ ท่านประธาน เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ผมถามอีกครั้งหนึ่ง ในชั้นประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าท่านตัด (๕) ไปได้อย่างไร ผมใช้คำนี้ครับ ท่านประธาน ผมบอกว่า นายแน่มาก แน่มากที่กล้าตัด (๕) โดยไม่สนใจความรู้สึกของพี่น้อง ประชาชนว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่ ๆ เราใช้กติการะเบียบในการเลือกตั้งคนที่จะมา ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติก็ดี เป็นวุฒิสภาก็ดี หรือเป็นบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ ทางการเมืองก็ดี เราไม่อนุญาตให้คนเหล่านี้เข้ามา แต่พอจะมี สสร. ท่านตัด (๕) อยู่ ๆ ท่านจะตัดผมเชื่อว่าท่านต้องมีเหตุผล และมันก็สอดคล้องกับในสถานการณ์ปัจจุบันว่าขณะนี้มันมีกระบวนการซึ่งปฏิเสธไม่ได้ครับ ท่านประธานว่ามีกระบวนการที่จะล้างโทษ ล้างผิดให้กับคนที่ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง เพราะฉะนั้นผมถึงต้องถามคณะกรรมาธิการวิสามัญให้ตอบครับว่าทำไมเหตุผลอะไรท่านถึง ไปยกเว้น (๕) ท้ายที่สุดครับ ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่พูดกันในลักษณะที่ว่าแล้วทำไมต้อง เป็น ๕ ปี ทำไมไม่เป็น ๓ ปี ทำไมไม่เป็น ๒ ปี หรือทำไมไม่เป็น ๑ ปี ซึ่งเรื่องนี้ครับ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยเฉพาะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างพวกผมนี่ ได้ลุกขึ้นต่อสู้แล้วก็ยกขึ้นเป็นประเด็นเพื่อที่จะให้ทางรัฐบาลในฐานะเจ้าของร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญได้ตอบ แต่ท้ายที่สุดไม่มีคำตอบ เราก็คิดว่าท่านก็ยังคงดึงดันที่จะเอาความเห็น อย่างนี้ผ่านเข้ามาสู่การพิจารณาในวาระที่สอง แต่ต้องขอบคุณนะครับ ที่ท้ายที่สุด กรรมาธิการวิสามัญท่านก็คงจะต้องมีอะไรดลใจท่านพอสมควรว่า (๕) ถ้าท่านไม่ได้ใส่กลับ เข้ามาผมเชื่อว่าท่านตอบสังคมลำบาก ท่านมีเรื่องที่จะต้องตอบสังคมมากมายนะครับ ในวันนี้ผมเชื่อว่าทุกจุด ทุกประเด็นของการพิจารณารัฐธรรมนูญท่านตอบสังคมไม่ไหวละครับ ว่าความบริสุทธิ์ใจ การที่จะทำให้มี สสร. และการที่ทำให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ ท่านต้องการมันมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ ผมเชื่อว่า วันนี้ท่านตอบไม่ไหว เพราะฉะนั้นประเด็น (๕) ผมเชื่อว่าท้ายที่สุดท่านก็คงคิดว่าไม่มีคำตอบ ที่จะตอบสู่สังคมว่าอยู่ ๆ ไปตัด (๕) ออก เพื่อใคร เพื่ออะไร แล้วจะทำให้ได้ สสร. ที่มีคุณภาพจาก (๕) ได้อย่างไรว่าคนที่มีโทษในคดีอาญาถูกจำคุกไม่เกิน ๕ ปี ที่เราใช้กันเป็น บรรทัดฐานมาตลอดนี่อยู่ ๆ ทำไมวันนี้คนประเภทนี้ถึงมีความสำคัญที่จะมาเป็น สสร. เมื่อ กรรมาธิการไม่ตอบ แต่ท้ายที่สุดกรรมาธิการก็ได้มีมติเสียงข้างมากให้นำ (๕) กลับมา ผมก็ ต้องขอบคุณครับท่านประธานว่าหลักของบ้านเมืองผมก็ยังเชื่อว่ายังพอมีอยู่ เมื่อท่านได้เห็น ความถูกต้องชอบธรรม และท่านได้นำ (๕) กลับมา ทำให้บรรทัดฐานของหลักนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งปัจจุบันนี้มันแทบจะไม่มีเหลืออยู่ในสังคมไทยนี่ มันก็พอจะเห็นริบหรี่ ๆ ว่า ในความมืดมนของสังคมนั้น มันก็อาจจะยังมีความหวังอยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ ว่ามันยังมี ความถูกต้องเกิดขึ้นในสังคมบ้างพอสมควร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือ เมื่อกรรมาธิการได้ตัดสินใจเพิ่ม (๕) ขึ้นมา ผมก็ต้องกราบขอบพระคุณ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานต่อไปก็คือว่าเราพูดจากันมากครับว่าเรามีความจำเป็นขนาดไหน ถึงขนาดที่ต้องล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับเก่า คือ ฉบับปี ๒๕๕๐ เพียงเพื่อให้สนองตอบโจทย์ ของรัฐบาลที่ไปพูดจาขณะหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีดี ไม่ดี แน่นอนครับ มันไม่มีสิ่งไหนที่มันจะดีทั้งหมด หรือมันเลวทั้งหมด แต่ว่าวิธีการแก้ไขทั้งฉบับโดยท่านไม่ได้ดู สาระสำคัญที่มันมีส่วนที่ดี น่าที่จะมีการปรับปรุงเพิ่มเติม แต่ส่วนไหนไม่ดีท่านก็อาจจะเสนอ ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่วนนี้ผมเคารพ แต่ท่านก็ไม่ทำ แต่ท่านใช้วิธีที่จะล้มล้าง รัฐธรรมนูญฉบับเก่า ซึ่งขณะนี้ก็เป็นปัญหาของสังคมพอสมควร วันนี้มีพี่น้องประชาชน ทุกภาคส่วน นักวิชาการเกือบทุกแห่งที่มีความไม่สบายใจว่าวันนี้เสียงข้างมากกำลังแสดง ให้เห็นว่าเสียงข้างมากจะทำได้ทุกอย่าง ทำแม้กระทั่งสิ่งที่คิดว่าไม่มีใครคิดจะทำหรือใคร กล้าจะทำก็จะทำให้ดู พยายามที่จะพูดว่าเสียงข้างมากคือความถูกต้องของสังคม แน่นอนครับ ท่านประธานครับ เมื่อเราอยู่ในระบบกติกา ในระบอบประชาธิปไตย พวกผมเป็นเสียงข้างน้อย ผมก็ต้องใช้เวทีตรงนี้ละครับ ที่จะกราบเรียนข้อเท็จจริงไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ไปยังพี่น้อง ประชาชนว่าท้ายที่สุดคนที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนมาทำหน้าที่ในรัฐสภาแห่งนี้ ก็คือ ตัวแทนเท่านั้นไม่มีสิทธิที่จะไปตัดสินใจ ไม่มีสิทธิคิดว่าเมื่อเขามอบอำนาจมาแล้วผู้แทน ของปวงชนที่นั่งอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้จะมีสิทธิทำทุกอย่าง โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้อง และชอบธรรม นี่คือสิ่งหนึ่งที่ระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สวยงาม พรรคฝ่ายค้านก็มีสิทธิที่จะแสดง ความคิดเห็น มีสิทธิที่จะเสนอมุมมอง เสนอความคิดเห็นและข้อเท็จจริงให้พี่น้องประชาชน และสมาชิกรัฐสภาได้ปรากฏ สิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานมาตลอดก็คือ ถ้าเรา ตั้งธงว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนและเพื่อให้เป็น รัฐธรรมนูญที่มีความสวยงาม สะอาด หมดจด ไม่ได้มีสิ่งอื่นเคลือบแฝง ไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญ มาเพื่อผลประโยชน์อื่นใดของใครคนใดคนหนึ่งหรือพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็น การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ผมถึงต้องเพิ่มมาตรา ๒๙๑/๓ เป็น (๔) ซึ่งผมได้ระบุไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน (๔) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยเป็น สมาชิกพรรคการเมืองแล้วยังไม่เกิน ๕ ปี ผมมีความจำเป็นจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมเป็น นักการเมืองคนหนึ่ง ผมมีความไม่สบายใจที่เขียน (๔) นี้ลงในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑/๓ เพราะนั่นหมายถึงผมกำลังเขียนในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ ผมเป็นนักการเมือง แต่ผมกลับไม่มี ความสบายใจที่คนเป็นนักการเมืองจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันผิดกับ ความรู้สึกในใจพอสมควรครับ แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติและพี่น้อง ประชาชน ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าวันนี้ความขัดแย้งในบ้านเมืองก็คือปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมือง ถ้าวันนี้เราลองหยิบเอานักการเมือง เอาพรรคการเมืองออกจากสมการความขัดแย้ง ของสังคม ออกจากความขัดแย้งของรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปได้ครับ เดินไปได้ ถ้าไม่มีใครมาครอบงำ ไม่มีใครมาชี้นำ และไม่มีใครมาคอยที่จะกำกับให้ สสร. เดินไปตามทิศทางที่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต้องการ ผมเชื่อว่าท้ายที่สุด คนที่เป็นคนไทยโดยกำเนิด คนที่มีความรักผืนแผ่นดินไทยก็จะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ เกิดประโยชน์ความผาสุกกับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ผมจึงเห็นว่าวันนี้เวทีของ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่ใช่เวทีของนักการเมือง ต้องไม่ใช่เวทีของพรรคการเมือง แต่ต้อง เป็นเวทีของพี่น้องประชาชนเท่านั้น เราทำเรื่อง ทำผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน ตามภาระหน้าที่ แต่ถ้าสิ่งนี้มันจะเกิดประโยชน์สูงสุด เราก็น่าที่จะแสดงความใจกว้าง แสดงความบริสุทธิ์ใจให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นว่าวันนี้เมื่อต้องการที่จะมีรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนจริง ๆ นักการเมืองถอยออกมา ๒ ก้าว เราให้กำลังใจให้กับคนที่จะเป็น ตัวแทนของพี่น้องประชาชนได้เข้ามาทำหน้าที่โดยไม่มีธง โดยไม่มีจุดหมาย แต่บอกกับคนที่ จะเป็น สสร. ต่อไปว่าร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็แล้วแต่รักษาสิทธิเสรีภาพของคนไทย ให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ให้ได้รับการรับรองจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ และให้นึกถึงผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง ผมเชื่อว่าถ้าเราหยิบยกพรรคการเมือง และนักการเมืองออกมาจาก สสร. ได้ ท่านประธานอยากเห็นภาพนั้นไหมครับ ผมเชื่อว่าจะมี ภาพสวยงาม การทำงานที่สวยงาม แล้วก็ท้ายที่สุดเราจะได้รัฐธรรมนูญที่สวยงามที่เป็นของ พี่น้องประชาชนจริง ๆ (๕) ครับท่านประธาน ผมมีความไม่สบายใจว่าคนเป็นนักการเมือง มีผลประโยชน์แอบแฝงกับรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเมื่อออกมาแล้วมันสามารถ เอื้อประโยชน์ที่จะให้กับคนที่เป็นนักการเมืองได้มากที่สุด ในสังคมนี้ท่านประธานไม่ปฏิเสธ หรอกครับ คนไทยทั้งประเทศกี่คนครับที่มีโอกาสใช้รัฐธรรมนูญ คนที่เรียกร้องและหยิบฉวย และฉกฉวยการใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญมากที่สุดก็คือนักการเมือง พี่น้องประชาชน หาเช้ากินค่ำ แทบจะไม่ได้มีโอกาสที่จะหยิบยกรัฐธรรมนูญมาเลยครับ แต่ท้ายที่สุด คนเป็นนักการเมืองและพรรคการเมืองใช้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เพื่อประโยชน์ ของพรรคพวกเพื่อนฝูง พรรคการเมืองและคนที่ตัวเองสนับสนุน เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าเราต้องการให้มิติใหม่ของรัฐธรรมนูญมันเดินหน้าได้ด้วยความสุจริต ท่านลองดูสิครับ ให้ประชาชนจริง ๆ เขามาทำหน้าที่โดยไม่มีใครเป็นหุ่นเชิดหรือชักใย อยู่เบื้องหลัง

ประเด็น (๕) ท่านประธานครับ ไม่สบายใจเหมือนกันครับ ที่เหมือนกับไป ลิดรอนสิทธิของคนอื่นซึ่งเขาอยู่ดี ๆ กลับถูกรัฐธรรมนูญมาจำกัดขีดกั้นสิทธิของเขาไม่ให้ มาเป็น สสร. ผมไม่สบายใจครับท่านประธาน ในฐานะที่เป็นนักกฎหมายคนหนึ่ง การที่จะ ไปเขียนกฎหมายเพื่อที่จะจำกัดสิทธิของบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งถ้าโดยทั่วไปเราจะเรียกกัน แล้วเขาก็ไม่ได้มีความผิดอะไรมากมาย แต่ว่าวันนี้เมื่อสังคมมีความไม่สบายใจ มีความ หวาดระแวงว่าคนที่เป็นพรรคการเมือง คนที่เป็นนักการเมือง คนที่ใกล้ชิดนักการเมือง คนที่ อยู่ในครอบครัวนักการเมือง ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกันกับนักการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อจะให้มันบริสุทธิ์จริง ๆ ก็ต้องกล้าตัดสินใจที่จะยอมที่จะเขียนบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญเพื่อยอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประเทศ ผมจึงเขียนใน (๕) เป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน เป็นบิดามารดา คู่สมรส พี่น้อง และบุตรของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง บอกตรง ๆ ครับท่านประธานไม่สบายใจเลยครับ เพราะเขียนมาตรานี้ลงไปแล้ว ผมเชื่อว่ามีคนที่มีผลกระทบกับ (๕) ที่ผมเขียนไป อย่างน้อย ๆ เป็นหลักพัน หลักหมื่นคน ซึ่งคนเหล่านั้นอาจจะไม่ได้ทำผิดอะไรเลย อาจจะเป็น สสร. ที่ดีด้วยซ้ำไป แต่เพื่อให้สังคม ปราศจากความระแวงสงสัย ให้สังคมได้เดินหน้าโดยคิดว่านี่คือวิธีการที่ดีที่สุด บางครั้งเรา ต้องยอมเสียสละสิ่งเล็กน้อยเพื่อรักษาสิ่งใหญ่ไว้ เพื่อรักษาบ้านเมืองเอาไว้ เพราะฉะนั้น ผมกราบขออภัยที่ผมได้แปรญัตติใน (๕) ซึ่งอาจจะไปตัดสิทธิบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นคนที่อาจจะมีความตั้งใจในการที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยากจะเป็น สสร. ที่ดี แต่ถ้า (๕) ผ่านไป ท่านถูกจำกัดสิทธิ เพราะว่าวันนี้สังคมไม่ค่อยมีความสบายใจ หรือหวาดระแวงกับนักการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้สึกว่าเขาหวาดระแวงเราก็อยากที่จะ ให้สังคมเดินหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยที่ไม่มีความสงสัยและหวาดระแวงอีกต่อไป ผมจึงจำเป็นต้องระบุไว้ใน (๕) ที่จะตัดบิดา มารดา คู่สมรส พี่น้อง และบุตรของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ออก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าที่ประชุมแห่งนี้ได้พิจารณา การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหลายวัน หลายท่านที่ติดตามการทำหน้าที่ที่มีความเข้าใจว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ แต่หลายท่านอาจจะมีความรู้สึกว่าเมื่อเปิดมาดูก็เห็นนักการเมืองลุกขึ้นพูด ลุกขึ้นอภิปราย หลายท่านอาจจะเบื่อ แต่ผมเรียนท่านครับว่าประเทศชาติ สังคม จะต้องนำ ข้อเท็จจริงและความจริงที่จะเปิดเผยให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้มีความรับรู้ ได้มีความสนใจ มากที่สุด ผมไม่สบายใจครับ ที่โพล (Poll) ออกสำรวจพี่น้องประชาชน ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยอ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเลย แต่ในขณะเดียวกันกลับมีความเห็นที่รัฐบาลอ้างว่า ประชาชนจำนวนมากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นนี้คือโอกาสเดียวครับ ที่จะทำให้ รัฐธรรมนูญเป็นที่เข้าใจของพี่น้องประชาชน เพราะการอ่านรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ท่านประธาน เป็นบทบัญญัติเป็นข้อความทางกฎหมาย มีลักษณะของการตีความการเขียน ซึ่งมีนัยสำคัญทางกฎหมาย ถ้าคนที่ไม่ได้มีความรู้ทางกฎหมายอ่านแล้วเข้าใจลำบาก ท่านได้ ใช้โอกาสนี้ละครับ ที่จะได้ฟังและทำความเข้าใจกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าที่บัญญัติไว้ มีเจตนารมณ์และมีความต้องการอย่างไร ทำไมถึงมีความคิดที่จะแก้ ทำไมอีกส่วนหนึ่งถึงเห็นว่า ยังไม่ต้องแก้ ท่านใช้โอกาสนี้แล้วท่านจะได้เดินหน้าเรียนรู้ประเทศไทยไปด้วยกัน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าพี่น้องประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญ ท้ายที่สุด ก็จะถูกหยิบยกมาเป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง ของนักการเมือง เพราะผลประโยชน์ ในการหยิบฉวยรัฐธรรมนูญนั้นมันมีอีกมากมายครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงไม่สบายใจ ที่วันนี้ต้องกราบเรียนตรง ๆ ว่าอาจจะต้องไปตัดสิทธิคนบางคน นักการเมือง แล้วก็คนที่ อยู่ในแวดล้อม คนที่มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เดินหน้าได้ ให้เป็นรัฐธรรมนูญสีขาวสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนครับ กราบขอบพระคุณครับ