คำนูณ สิทธิสมาน เสนอแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๓ เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระและเป็นกลางของสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยการห้ามบุคคลบางกลุ่มสมัครรับเลือกตั้ง และเสนอรูปแบบการแปรญัตติที่มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้สงวนคำแปรญัตติ ในมาตรา ๒๙๑/๓ ในมาตรา ๒๙๑/๓ นั้น วรรคแรกกระผมไม่ติดใจนะครับ เพราะว่าก็ได้แพ้มติในเรื่องการมีสมาชิกวุฒิสภาประเภทเดียวไปแล้ว ใน (๑) ก็ไม่ติดใจ เพราะว่าทางคณะกรรมาธิการได้แก้ไขแล้วนะครับ ก็คือเรื่องมาตรา ๒ (๕) ที่ใช้เวลากันไป ยาวนาน คงเหลือที่ผมเสนอเพิ่มข้อห้ามสำหรับบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ อยู่ ๒ วงเล็บนะครับ
(๔) เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(๕) เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกิน สามปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
ท่านประธานครับ การแปรญัตติของกระผมแล้วก็ของเพื่อนสมาชิกอีกหลายคน หลายกลุ่มในมาตรานี้อาจจะมีเหมือนกันบ้าง ใกล้เคียงกันบ้าง หรือแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย กระผมคิดว่าถ้าเผื่อทางคณะกรรมาธิการจะทบทวนแล้วก็ในมาตรานี้ท่านได้แก้ไขมาแล้ว ใน (๑) นะครับ ถ้าเผื่อจะแก้ไขโอนอ่อนผ่อนตามสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติเอาไว้อีกสัก ๒-๓ ประเด็น กระผมว่าก็จะเป็นประโยชน์นะครับ เพราะว่าสิ่งที่กระผมแปรญัตติและ สงวนคำแปรญัตติไว้นี่นะครับ ทั้งหมดก็เพื่อที่จะให้การเขียนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในครั้งนี้ เป็นไปดังที่ผู้เสนอร่างนี่ป่าวประกาศมาโดยตลอด ท่านกล่าวไว้อย่างไรครับว่าการเขียน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ไม่ว่ากระผมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็ตามแต่นี่ ที่ใช้รูปแบบให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาแยกต่างหากจากรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งที่จริง รัฐสภาแห่งนี้ก็มีอำนาจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ตามมาตรา ๒๙๑ อยู่แล้ว ท่านบอกว่าเพื่อให้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ท่านบอกว่า ไม่ต้องการให้รัฐสภาแห่งนี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่อย่างสิ้นเชิง ท่านบอกว่า ต้องการให้รัฐธรรมนูญใหม่นั้นไม่เกี่ยวพันกับพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวพันกับฝ่ายการเมือง อย่างสิ้นเชิง อันนี้เป็นคำที่พูดจากันมาโดยตลอดนะครับ และอันที่จริงหลักการของการมี สภาร่างรัฐธรรมนูญในยุคของเรานี่นะครับ ก็เกิดขึ้นจากสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ให้กำเนิด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หลักการในขณะนั้นถ้าเราจะทบทวนดูไปแล้ว ก็คือหลักการที่เป็น แนวคิดขึ้นมาว่าผู้เล่นเกมไม่ควรจะเป็นผู้เขียนกติกา กล่าวคือนักการเมืองไม่ควรจะก้าว เข้าไปเขียนกติกาทางการเมืองที่จะมาใช้บังคับแก่ตน เพราะว่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา จนก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น คำว่า รัฐธรรมนูญ นอกจากจะมีความหมาย เป็นกฎหมายสูงสุดแล้ว ความหมายอีกความหมายหนึ่งที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น ก็คือ เป็นกรอบกติกาหลักของประเทศ และเป็นมาตรการทางกฎหมายในการจำกัดและถ่วงดุล การใช้อำนาจรัฐของผู้ใช้อำนาจรัฐในนามของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ การเขียนกรอบกติกาของประเทศใหม่ ด้านหนึ่งนอกจากการวางโครงสร้างการใช้อำนาจรัฐ เบื้องบนแล้ว อีกทางหนึ่งก็คือการเขียนกลไกที่จะมีผลเป็นการจำกัด เป็นการถ่วงดุลการใช้ อำนาจรัฐของผู้ที่เข้าไปใช้อำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อันนี้ก็เป็นหลักการ เป็นที่ยอมรับกัน มีคำกล่าวตลอดมานะครับว่าถ้าเผื่อให้นักการเมืองเข้าไปเขียนกติกาเอง แล้วก็คงไม่มีนักการเมืองที่ไหนหรอกที่จะไปเขียนกติกาที่จะจำกัดอำนาจตัวเอง ที่จะไปเขียนกติกาที่จะถ่วงดุลอำนาจตัวเองมากเกินไป อันนี้ก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ครับ ไม่ใช่ความไม่ดี ไม่งามของนักการเมืองแต่เพียงประการเดียว เพราะฉะนั้นโดยหลักการอันนี้ ที่ทางคณะรัฐมนตรีก็ดี ทางผู้เสนอร่างต่าง ๆ เข้ามาในรัฐสภาแห่งนี้ก็ดีนี่ ต้องการให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือท่านกำลังจะบอกว่าเราต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความมั่นคง มีความสมบูรณ์ ไม่ใช่การเขียนรัฐธรรมนูญโดยผู้ที่ยึดอำนาจ ไม่ใช่การเขียน รัฐธรรมนูญโดยนักการเมืองที่อยู่ภายในระบบ เพราะฉะนั้นความพยายามของกระผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่มที่แปรญัตติ ในหลายมาตรานะครับ ก็เพื่อให้หลักการอันนี้เป็นจริง ไม่ใช่เป็นหลักการที่เพียงประกาศ แต่ว่าโดยเนื้อหาแล้วไม่เป็นจริง การเพิ่ม (๔) (๕) เข้าไป ก็เป็นเพียงความพยายามอีกความ พยายามหนึ่ง เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งนั้น มีความห่าง มีความเกี่ยวพัน เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่อยู่ในระบบ กับ ส.ส. กับ ส.ว. กับ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับผู้บริหารพรรคการเมืองให้มากที่สุด เป็นความพยายาม ที่อาจจะกล่าวได้ว่าเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะว่าต่อให้มี (๔) (๕) มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะ ตัดขาดกันได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ว่าอย่างน้อย ถ้าเราจะซื่อสัตย์ต่อหลักการที่ต้องการ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลาง แล้วก็มีความเป็นตัวแทนของ ประชาชนอย่างแท้จริงที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจทางการเมืองที่อยู่ในระบบการเมือง ปัจจุบันแล้วนี่นะครับ การระบุตัวอย่าง อย่างเช่น (๔) (๕) เข้าไว้นี่นะครับ กระผมว่าอย่างน้อย มันก็เป็นการส่งสัญญาณที่มีความแรงชัดพอสมควร ท่านประธานครับ อันที่จริงการเสนออันนี้ ก็ไม่ได้มุ่งจำกัดแต่นักการเมืองของพรรครัฐบาลก็รวมพรรคฝ่ายค้านด้วยครับ อันที่จริงระบบ การเลือกตั้ง ระบบการเมืองในประเทศไทยเราปัจจุบัน ถ้าเรายอมรับความเป็นจริงกันนะครับ ผู้ที่เป็น ส.ส. ผู้ที่เป็น ส.ว. ผู้ที่ดำรงตำแหน่งบริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละ จังหวัด แต่ละท้องถิ่นต่าง ๆ ในหลาย ๆ จังหวัดนี่นะครับ ก็ล้วนมีความเกี่ยวพัน ผูกพัน เกี่ยวข้องเป็นเครือญาติกัน กระทั่งเป็นลูก กระทั่งเป็นหลาน กระทั่งเป็นภรรยา กระทั่ง เป็นสามี ด้วยความเคารพครับ ในสภาแห่งนี้ผมนั่งมา ๓-๔ วัน ๕ วันเข้าแล้วนี่นะครับ เวลาเอ่ยชื่อผมก็นั่งจด ๆ ดูนะครับ เราก็มีสมาชิกที่นามสกุลเดียวกันอยู่หลายคู่ ผมว่า เกิน ๑๐ ครับ ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ว่าการอยู่ในสภาเดียวกันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ถ้าเผื่อเรามีหลักการว่าต้องการให้คนเข้ามาเขียนกติกาเป็นคนที่ไม่ใช่คนกลุ่มเรา เพราะว่า การเขียนกติกาใหม่นั้น มันอาจจะมีกลไก กรอบกติกาใหม่บางประการที่อาจจะมาจำกัดสิทธิ ของเรา มาถ่วงดุลการใช้อำนาจของเรานั้น เราก็ควรจะระบุให้ชัดเจนไป ให้มากที่สุดครับว่า เป็นคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกัน เพราะฉะนั้นกระผมคิดว่าการเพิ่มหลักการดังที่กระผม แปรญัตติเอาไว้และสงวนไว้ หรือของเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านที่สงวนคำแปรญัตติไว้ ถ้าคณะกรรมาธิการจะได้กรุณาพิจารณาแล้วก็รับ แล้วก็แก้ไขให้ กระผมไม่เชื่อว่าจะก่อให้เกิด ความเสียหายแก่โครงสร้างของรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ นี้มากมาย แต่ประการใดเลยครับ ในมาตราอื่น ๆ ที่ผ่านมา เอาล่ะครับ พอเข้าใจได้ว่าถ้าแก้ไขตามที่ เพื่อนสมาชิกสงวนคำแปรญัตติไว้ มันจะกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ อาจจะไปกระทบเรื่องอื่น อีกมากมาย แต่ว่าเฉพาะเรื่องนี้นี่นะครับกระผมเห็นว่าไม่อยากจะใช้คำว่า ขอท่านคณะกรรมาธิการ เพราะค่อนข้างเชื่อว่าขอแล้วก็คงไม่ได้นะครับ แล้วก็คิดว่าจะไป ขออย่างจริงจังในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในบางประเด็น แต่ท่านประธานครับ การที่เราอดตาหลับขับตานอนกันมาจนสภาพไม่ค่อยจะเป็นผู้เป็นคน สักเท่าไรนักนี่นะครับ ถ้าเผื่อว่าเราจะทำให้บรรยากาศมันเป็นไปด้วยดีนะครับ นอกจาก จะขอความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกแล้ว กระผมคิดว่าบางสิ่งบางอย่างที่ทาง คณะกรรมาธิการจะกรุณาทบทวนแล้วก็ยอมรับตามสิ่งที่สมาชิกผู้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้บ้าง โดยที่ไม่กระทบโครงสร้างหรือหลักการใหญ่ของร่างทั้งฉบับของท่าน กระผมคิดว่าน่าจะทำได้ ครับ เฉพาะมาตรา ๒๙๑/๓ มันก็เป็นประเด็นคุณสมบัติและข้อห้ามที่ทุกคนอยากจะ พยายามแปรญัตติเพื่อให้ สสร. ใหม่มันมีความเกี่ยวข้อง เกี่ยวพันกับ ส.ส. ส.ว. ที่อยู่ ในรัฐสภานี้ให้มากที่สุด ให้ชัดเจนที่สุด เพราะถ้ายังคงเกี่ยวกันอยู่แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์ อะไรครับ ที่จะไปตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ สู้ ๓๐๐ กว่าเสียงในรัฐสภาแห่งนี้เสนอแก้ไขเข้ามา ตามกลไกปกติก็แก้เกือบทั้งฉบับได้ เว้นแต่เพียงหมวด ๑ หมวด ๒ เท่านั้นนี่นะครับ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญให้มีประเด็นเป็นที่ถกเถียงกัน เพราะฉะนั้น กระผมเห็นว่าประเด็นที่พูดวันนี้ก็อยากให้ทางคณะกรรมาธิการทบทวนแล้วก็พิจารณา อีกสักครั้งหนึ่งไม่ว่าท่านจะให้หรือไม่ให้แต่ประการใดก็ตามแต่ ก็ถือว่าเราก็ได้พยายาม อย่างถึงที่สุด แล้วก็ขอให้บันทึกไว้ในบันทึกการประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ ขอบพระคุณครับ