รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ เมษายน ๒๕๕๕

นิพนธ์ บุญญามณี หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๒ ของรัฐธรรมนูญ โดยเสนอด้วยวิธีการลดอายุผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เหลือ ๒๕ ปีบริบูรณ์ และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้ประชาชนมีโอกาสเข้ามาเป็นสมาชิกได้มากขึ้น

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมได้สงวนคำแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๒ ไว้ ซึ่งในมาตรานี้เองเป็นเรื่องข้อกำหนดเบื้องต้นว่าบุคคลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ที่จริงผมตัด คำว่า (๑) ออกเพราะว่าในคำแปรญัตติผม ผมไม่เห็นด้วยว่ามี (๑) (๒) แต่ว่าเมื่อผ่านไปแล้ว ในมาตราที่แล้วก็ต้องถือว่าเป็น (๑) ซึ่งใน (๑) ดังต่อไปนี้ ที่บัญญัติต่อไปว่า (๑) มีสัญชาติไทย โดยการเกิด อันนี้คงไม่มีข้อกังขาแต่อย่างใดครับ เพราะว่าเราถือว่าสิทธิในทางการเมืองนั้น เป็นสิทธิที่จะให้กับคนไทยที่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดนะครับ แล้วก็เราคิดว่าถ้าเราให้ไปถึง คนไทยที่มีสัญชาติไทยโดยการโอนหรือว่าแปลงสัญชาติ วันหนึ่งมันอาจจะทำให้คนต่างชาติ มาใช้ปัจจัยซื้อเสียงหรือว่าใช้ทำอะไร ก็ทำให้อำนาจทางการเมืองซึ่งมันสามารถครอบคลุม ไปได้ทุกเรื่องอยู่ในมือหรือว่าอยู่ในการกำหนดของคณะบุคคลซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย โดยการเกิดได้ อันนี้เป็นสิ่งที่เราถือว่าสิทธิทางการเมืองเป็นสิทธิที่ต้องระมัดระวัง พึงบัญญัติไว้ ให้กับคนไทยที่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด อันนี้พอมีเหตุผลที่จะอธิบายหรือว่ามีเหตุผล ที่จะรับฟังได้ แต่ใน (๒) ที่ผมจำเป็นจะต้องเห็นต่างกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก เพราะว่า กรรมาธิการเสียงข้างมากไปกำหนดว่าอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง กระผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่ากระผมไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ครับว่า ท่านมีเหตุผล อะไรที่จะอธิบายได้ว่าคนอายุ ๒๕ ปี กับคน ๓๕ ปี ความคิดมันต่างกันในเรื่องการมา ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานจะต้องเข้าใจว่าที่คุณสมบัติของ สสร. ที่เรากำหนด ภารกิจของ สสร. คือมาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อมาร่างรัฐธรรมนูญนี้มันต่างกับการทำหน้าที่ของวุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่ ในการกลั่นกรองหรือว่ามีหน้าที่ในการที่จะเลือกองค์กรอิสระเพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ เขากำหนดไว้ว่าคนที่จะมาเป็นวุฒิสภาต้องอายุ ๓๕ ปี หรือว่าแม้กระทั่งคนที่ไปเป็น คณะรัฐมนตรี ไปเป็นรัฐมนตรีวุฒิภาวะในการบริหารราชการแผ่นดินอาจจะต้องกำหนดว่า ต้องอายุ ๓๕ ปี อันนี้มันมีเหตุมีผลในการที่จะไปอธิบายต่อสาธารณชนได้ แต่ผมไม่มีเหตุผล อื่นเลยว่าระหว่างคนอายุ ๓๕ ปีกับคนที่อายุ ๒๕ ปี ซึ่งผมสงวนความเห็นว่าผมไม่เห็นด้วย ที่จะกำหนดอายุ สสร. ต้องอายุ ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ผมขอสงวนคำแปรญัตติ แก้ไขเป็นว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง เพราะผมถือว่าคนอายุ ๒๕ ปี เป็นคนที่มีวุฒิภาวะ มีความรับผิดชอบในบ้านเมืองมากพอสมควรแล้ว ท่านประธานจะได้ สังเกตเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองของเมืองไทยในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา เกิดจากคนหนุ่มคนสาวทั้งนั้นละครับ วันที่ ๑๔ ตุลาคม คนที่นำประท้วงวันนั้นคุณหมอเหวง จำได้ไหมครับอายุเท่าไร ประทานโทษต้องเอ่ยนามท่าน ขณะนั้นท่านอายุเท่าไรครับ คนที่นำขบวนบอกว่าต่อไปนี้เราต้องรณรงค์ให้ใช้สินค้าไทย ให้ใช้ผ้าที่ผลิตในเมืองไทย ไม่ใช้สินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศ วันนั้นคนที่เสนอแนวคิดนี้ท่านรู้ไหมครับอายุเท่าไร กรรมาธิการเสียงข้างมากตอบผมหน่อยสิครับเพราะว่าท่านอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ท่านเชื่อไหมครับ คนที่เขาเป็นคนหนุ่มคนสาวในขณะนั้นคิดอะไรให้กับบ้านเมือง วางรากฐานสิ่งที่เราเรียกว่า คุณูปการทางระบอบประชาธิปไตยให้กับบ้านเมืองจนถึงวันนี้ อายุเท่าไรครับวันนั้นเขาคิดกัน แต่วันนี้พอท่านมาเป็น ประทานโทษท่านบอกว่าคนอายุต่ำกว่า ๓๕ ปีคิดเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเราไม่ให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่ในการที่จะมากำหนดชะตากรรมของ ประเทศไทยต่อไป เราอาจจะอยู่กันไม่นานครับท่านประธาน ท่านประธานก็คงไม่เกิน ๖๐ ปี ๕๐ ปีอีกต่อไปแล้ว ผมว่าถ้าอยู่อีกสัก ๕๐ ปีท่านก็คงจะอายุมากเกินไปแล้ว แต่ว่าลูกหลานเรา ในวันข้างหน้าที่เขาเป็นคนหนุ่มคนสาว เขาต้องมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะให้โอกาสตัวแทนคนหนุ่มคนสาว คนที่เขาจบมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้คนที่จบมหาวิทยาลัย อายุ ๒๒-๒๓ ปีก็จบแล้ว คนเหล่านี้เวลาเขาอยู่ในมหาวิทยาลัยเขาผ่านกระบวนการ หล่อหลอมหรือเป็นเบ้าหลอมให้เห็นถึงปัญหาของสังคม ปัญหาของประเทศชาติ เขาเป็นผู้นำนักศึกษาได้ เดี๋ยวนี้นักศึกษาไม่ใช่มีกันแค่มหาวิทยาลัย ๒ มหาวิทยาลัย เหมือนเมื่อก่อนที่จะมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้ประเทศไทย มีมหาวิทยาลัยนับไม่ถ้วนแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยในส่วนกลางหรือว่าส่วนภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นราชภัฏหรือราชมงคลหรือมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นมากมายแม้กระทั่ง มหาวิทยาลัยของเอกชน เพราะฉะนั้นการที่เราไม่ยอมให้คนอายุ ๒๕ ปีเข้ามามีส่วนกำหนด ในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้ในการปกครองประเทศนี้ นี่คือสิ่งที่เราตัดโอกาส ของคนที่เขามีวุฒิภาวะ คนที่เขามีเรียกว่ามีความกระตือรือร้นหรือมีไฟในตัวเอง คนอายุ ๓๕ ปี บางครั้งบางคนไฟเริ่มมอดแล้วก็มีครับท่านประธาน แต่ว่าผมคิดว่านั่นไม่ใช่ สาระสำคัญแต่ว่าสาระสำคัญคือการตัดโอกาสของคนที่เขามีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ผมไม่เชื่อว่าคนอายุ ๒๕ ปีจะไม่สามารถมาเป็น สสร. ได้ สภาร่างรัฐธรรมนูญเราต้องอาศัย คนทุกกลุ่ม ทุกวัยมาร่วมกันเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งเจตนารมณ์ในการที่จะไปกำหนดกติกาสูงสุด ของประเทศ ไม่ใช่เป็นกติกาของคนที่มีสูงวัยเท่านั้น คนทุกกลุ่มจะต้องเป็นกติกาที่บอกว่า จะต้องคุ้มครองสิทธิของเยาวชน คุ้มครองสิทธิของคนหนุ่มคนสาว คุ้มครองสิทธิของคน วัยกลางคนไปถึงผู้สูงอายุว่ารัฐจะดูแลคนแต่ละกลุ่มนี้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเหตุผลของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ไปกำหนดไปตัดสิทธิ คนหนุ่มคนสาวในการที่จะมามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้ในการปกครองประเทศ ท่านลองอธิบายเหตุผลให้ผมฟังหน่อยเถอะครับ ผมอาจจะไปเห็นสอดคล้องกับท่าน ที่จริงผมนั่งอยู่ในกรรมาธิการกับท่านด้วยมาตรานี้ แต่ว่าผมไม่เห็นว่ามีเหตุผลอะไรเลย ที่จะไปตัดสิทธิของคนอายุ ๒๕ ปี ๓๐ ปีก็เป็นไม่ได้ ท่านบอกว่าต้อง ๓๕ ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ท่านเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ว่าคนอายุ ๓๐ ปี กับคนอายุ ๓๕ ปีคิดต่างกัน ท่านเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ ว่าคนอายุ ๒๕ ปี คิดอะไรไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว ไม่ได้ความ ต้องสู้คนอายุ ๓๕ ปีไม่ได้ ผมไม่อยากจะพูดที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วเมื่อเบื้องต้นว่า บางครั้งเรามีสุภาษิตโบราณ ที่เรียกกันว่าแก่มะพร้าว เฒ่ามะละกอครับ คือบางคนยิ่งแก่ก็ยิ่งไร้ประโยชน์ก็มี ไม่ใช่ส่วนใหญ่ ผมใช้คำว่าก็มี แต่ทำไมเราจึงไปกีดกันคนหนุ่มคนสาวไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วม นี่ประเด็น ที่ผมตั้งข้อสังเกตเอาไว้นะครับ แล้วก็เป็นคำสงวนคำแปรญัตติของผม ผมไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านลองหาเหตุผลมาอธิบายหน่อยเถอะครับว่า คนอายุ ๓๕ ปี เขาคิดในทางการเมืองดีกว่าคน ๒๕ ปี ที่ผมสงวนความเห็นไว้อย่างไรท่านหาเหตุผลมา จะ ๆ สัก ๒-๓ ข้อ ผมอาจจะเห็นด้วยกับท่านอีกครั้งก็ได้ ท่านลองหาเหตุผลชี้แจงด้วยนะครับ

ส่วน (๓) ท่านประธานครับ ร่างเดิมของรัฐบาลที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก เห็นด้วยเขาบัญญัติไว้ว่า มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัด ที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปีการศึกษา หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่อ อยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปี ในระยะเวลาทั้งหมดที่เขียน ๕ ปีนั้น ผมเข้าใจว่านี่คือการไปลอกเอาคุณสมบัติของคนที่จะ เป็นผู้แทนราษฎรมาใส่ไว้ในวงเล็บนี้ ท่านต้องเข้าใจเจตนารมณ์เสียก่อนว่าการเป็นผู้แทนราษฎร กฎหมายรัฐธรรมนูญเขามุ่งหวังที่จะให้คนเหล่านั้นได้มีความผูกพันกับพื้นที่จังหวัดที่อยู่ ว่าคนที่จะมาเป็นผู้แทนนั้นต้องมีความผูกพันกับจังหวัดเพื่อพี่น้องประชาชนจะไปหา จะไปพบ จะไปปรึกษาหารือ จะได้รู้พื้นที่ รู้พฤติกรรม รู้ภูมิหลัง รู้ว่าอาชีพของคนส่วนใหญ่ ในจังหวัดนั้นเป็นอย่างไร ภูมิหลังของจังหวัดนั้นเป็นอย่างไรก็ให้มีความผูกพัน ๕ ปี อันนี้อธิบายได้ แต่การเลือกตั้ง สสร. ไม่มีความจำเป็นอย่างใดเลยต้องผูกพัน ๕ ปี ผมจึงไปขอเป็นสงวนคำแปรญัตติผูกพันเพียง ๑ ปีก็ถือว่าอยู่ในเขตจังหวัดนั้นแล้ว เพราะเรามุ่งให้คนในจังหวัดนั้นเข้ามาเป็นตัวแทนว่ามีคนในจังหวัดนั้น ไม่ได้มุ่งว่า คนที่ทำหน้าที่ สสร. ต้องเป็นปากเป็นเสียง ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนในจังหวัดนั้น ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องไปจำกัดสิทธิคนไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะมา มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้ในการปกครองประเทศ ผมจึงไปแก้ ผมสงวนคำแปรญัตติว่า ที่เขียน ๕ ปี ผมให้เหลือปีเดียวทั้งหมด นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าไม่มีเหตุจำเป็นเลยที่ต้องไปอาศัยว่า ต้อง ๕ ปีถึงจะมีสิทธิสมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อยู่ในจังหวัดนั้นหรือว่าเคยศึกษา ในจังหวัดนั้นเพียง ๑ ปีก็สมัครได้ครับ เพราะเราไม่ใช่ให้เขาไปทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร เราให้เขาทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญ ระยะเวลาก็ไม่เกิน ๑ ปีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราให้โอกาสกับคนมากขึ้นเท่าไร นั่นคือคนจะได้มีสิทธิมากขึ้นในการที่จะเข้ามา มีส่วนร่วมในการที่จะเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่เราไปมองเห็นในมุมมองที่พยายามกำจัดสิทธิ เรามุ่งที่จะให้คนได้มีส่วนร่วมเป็น สสร. ให้น้อยที่สุดจึงจะมาสมัคร สสร. ได้ ท่านคิดกันอย่างไร มันควรจะกระจายโอกาสไปให้คนให้มีโอกาสที่จะเข้ามาร่วมเป็น สสร. ให้มากที่สุด แต่เราคิดกลับกัน พยายามสร้างเงื่อนไขให้คนเข้ามาเป็น สสร. ให้น้อยที่สุดเพื่ออะไรครับ สิ่งสำคัญไปกว่านั้น ผมยังคิดต่อเพิ่มเติมไปครับท่านประธานครับ ผมได้เพิ่มเติมบัญญัติถ้อยคำไปว่า หรือได้เสียภาษี ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ในเขตจังหวัดนั้น เป็นเวลาติดต่อกัน ๒ ปีนับถึงวันที่สมัครรับเลือกตั้ง ผมยังขยายโอกาสครับท่านประธานครับ ในความเห็นของผมเราควรขยายโอกาสว่าแม้เขาจะไม่ได้อยู่ในจังหวัดนั้น แต่ถ้าเขาเคยไปเสียภาษี ให้จังหวัดนั้นติดต่อกันมา ๒ ปีก็ควรจะให้สิทธิในการสมัครเป็น สสร. ในจังหวัดนั้น มุมมองของผม กับมุมมองของกรรมาธิการเสียงข้างมากเรามองต่างกันสิ้นเชิงในประเด็นนี้ ต่างกันอย่างไร ต่างกันในประเด็นที่ว่าท่านมุ่งที่จะไปจำกัดสิทธิว่าคนที่จะเข้ามามีสิทธิในการเป็น สสร. ให้น้อยที่สุด เอาให้ลำบากมากขึ้นว่าอย่างนั้นเถอะอายุก็ต้องมาก ถ้าอายุไม่ครบ ๓๕ ปี ท่านก็ไม่ให้สมัคร สสร. อยู่จังหวัดนั้นไม่ครบ ๕ ปีท่านก็ไม่ให้สมัคร สสร. แต่ถ้าเขาเคย เสียภาษีจังหวัดนั้นมาท่านก็ไม่ให้เขาเป็น สสร. อีก ผมคิดว่าในประเด็นของผมเป็นการกระจาย โอกาส เป็นการสร้างโอกาสให้กับคนส่วนมากให้มากที่สุด ถ้าพี่น้องประชาชนเห็นว่าคนคนนั้น มีความรู้ความสามารถพอที่จะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญแทนเขาได้ก็ให้เขาเลือกได้ครับ ปัญหาก็คืออยู่ที่ว่าพี่น้องประชาชนเลือกหรือไม่ เราไม่ควรไปตั้งคุณสมบัติของคนเหล่านี้ ให้สูงเกินไปเสมือนหนึ่งว่าเราไม่อยากจะได้คนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ หรือเราจงใจจะให้น้อยที่สุดเสมือนหนึ่งว่าเรามีคนอยู่ในใจแล้วว่าแต่ละจังหวัดเราจะให้ ใครเป็นบ้าง อย่างนั้นหรือ นี่คือสิ่งที่ผมไม่อยากจะอภิปรายเกี่ยวพันไปถึงมาตรา ๒๙๑/๓ ซึ่งในมาตรานี้เองผมคิดว่าผมจำเป็นต้องสงวนคำแปรญัตติถ้อยคำด้วยถ้อยคำที่ผมไม่อยากจะ สงวนคำแปรญัตติไว้เลย แต่ต้องสงวนไว้เพราะความหวาดระแวงครับ ผมกราบเรียนกับ ท่านประธานเลยครับวันที่ผมเขียนคำสงวนคำแปรญัตตินี้นี่ผมอาจจะมีทัศนคติที่ไม่เป็นบวก นักต่อกรรมาธิการเสียงข้างมากอันนี้ผมเคารพ อันนี้ผมยอมรับ เพราะอะไรครับ เพราะว่า มันเริ่มมีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะเป็นลางบอกเหตุว่าทำไมจะต้องรีบร้อน ทำไมจะต้องเร่งรีบกัน ถึงขนาดนี้ เราไปรับปากใครไว้หรืออย่างไร นั่นคือสิ่งที่จำเป็นจะต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ผมจะขออภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๓ ในเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามว่ามีอะไรบ้างนะครับ จะไม่ขออภิปรายในมาตรานี้ เพราะฉะนั้นนั่นคือสิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานว่า ด้วยเหตุผลที่ได้กราบเรียนมาแล้วผมมองต่างมุมกับท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ท่านไป กำหนดเงื่อนไขขึ้นมาโดยมุ่งที่จะทำให้คนมีโอกาสเข้ามาเป็น สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้น้อยที่สุด แต่ผมมองว่าเงื่อนไขต้องกระจายโอกาสให้คนที่จะมาเป็น สสร. นี่มีโอกาส มากที่สุด แต่เขาจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นขอให้เป็นเรื่องของประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ อย่าไป สร้างเงื่อนไข อย่าไปสร้างพันธนาการมาขีดจำกัดวงเขาเอาไว้ อันนั้นก็ไม่ได้ อายุก็ไม่ได้ ไม่เคยอยู่ ที่นี่มาครบ ๕ ปีก็ไม่ได้ อย่างนี้เสมือนหนึ่งว่าเราจงใจกีดกันคนไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ ร่างรัฐธรรมนูญ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยเหตุผลดังที่ได้กราบเรียน มาแล้วท่านประธานครับ ขอบคุณครับ