รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๔
ครั้งที่ ๑๕ (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ
วันอังคารที่ ๑๕ วันพุธที่ ๑๖ วันพฤหัสบดีที่ ๑๗
และวันศุกร์ที่ ๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
เรื่องที่ ๒ กระผมขอขอบพระคุณกระทรวงมหาดไทย กรมที่ดินที่ได้สํารวจรังวัด ที่ดินให้แก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังมีล่าช้าอยู่ ๔ อําเภอ ที่อําเภอบ้านแพง อําเภอนาทม อําเภอศรีสงคราม และอําเภอนาหว้า จึงขอให้ได้เร่งดําเนินการให้แก่ประชาชนด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญคุณสุนทรี
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย
เรื่องแรก ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานในวันนี้ก็คือ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาค่ะ ท่านประธาน ดิฉันได้มีโอกาสออกไปเยี่ยมพี่น้องที่บ้านบุตามี ก็ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้อง บ้านบุตามี ตําบลส้มป่อยว่าบริเวณอ่างเก็บน้ําท่าเกวียน ตอนนี้มีความตื้นเขินเป็นอย่างมาก เวลา หน้าฝนมาก็ไม่สามารถกักเก็บน้ําได้ ทําให้เกิดน้ําท่วม ตอนนี้หน้าแล้งก็ไม่มีน้ําจะใช้ค่ะ ก็อยากฝาก ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลแก้ไข โดยการหางบประมาณมาขุดลอก อ่างเก็บน้ําท่าเกวียนให้ด้วยค่ะ
เรื่องที่ ๒ ก็คือดิฉันได้รับการบอกกล่าวจากผู้นําที่หมู่ที่ ๑ และหมู่ที่ ๒๐ ตําบล ลุ่มลําชี ว่าตลิ่งกั้นน้ําแม่น้ําชีบริเวณหมู่บ้านทั้ง ๒ แห่งดังกล่าว มีการทรุดตัวพังลงไปเป็นประมาณ ๑ กิโลเมตร อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลแก้ไขดําเนินการ ด้วยค่ะ เนื่องจากตลิ่งที่ว่านี้ยังอยู่ในช่วงของการค้ําประกันผลงานอยู่ ก็อยากฝากท่านประธานผ่าน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยติดตามผู้รับเหมามาดําเนินการแก้ไขด้วยค่ะ
เรื่องสุดท้ายค่ะท่านประธาน ตอนนี้พี่น้องที่จังหวัดชัยภูมิของดิฉัน บอกกล่าวดิฉัน ว่าให้ช่วยมาบอกท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ตอนนี้ข้าวของเครื่องอุปโภค บริโภค ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามแต่ มีราคาขึ้นมาค่อนข้างสูงมาก ผักกาดเมื่อก่อนกิโลกรัมละ ๘ บาท ตอนนี้กิโลกรัมละ ๑๒ บาทแล้ว ก็อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ ให้ช่วยดูแลแก้ไขเรื่องสินค้าที่มันมีราคาแพง ทําให้พี่น้องที่จะต้องใช้กินกันทุก ๆ วันประสบปัญหา เนื่องจากเงินเดือนหรือว่าเงินที่ต้องใช้ หรือว่าหาได้ในแต่ละเดือนก็ยังมีระดับเท่าเดิม แต่ว่าราคา ของที่ต้องใช้มีราคาแพงขึ้น ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ช่วยดูแล แก้ไขปัญหาเรื่องสินค้าราคาแพงด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
คุณสัมพันธ์ เชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสุโขทัย กระผมขอหารือต่อท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องของ อปพร. หรืออาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการทํางาน ไม่ว่ากลางวัน กลางคืนนะครับ แต่ว่า ไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ ฝ่าย อปพร. เขาต้องการอยากจะให้ทางรัฐบาลช่วยในการสนับสนุน ค่าตอบแทนเหมือน อสม. กับเขาบ้างนะครับ ก็ฝากทางรัฐบาลช่วยดูแลในเรื่อง อปพร. ในการ ทํางานช่วยเหลือสังคม
และอีกเรื่องหนึ่งก็ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวตําบลหนองตูม โดยเฉพาะ ในตลาดหนองตูม อําเภอกงไกรลาส จังหวัดสุโขทัย ซึ่งถนนเป็นของกรมทางหลวง กระทรวง คมนาคมรับผิดชอบ ผ่านตลาดตําบลหนองตูม แต่ไม่มีรางระบายน้ําเลย แล้วก็ถนนเส้นนี้เดี๋ยวนี้ถนน กลายเป็นคลองครับ ก็ฝากกรมทางหลวงให้ไปทํารางระบายน้ําในตลาดหนองตูม ซึ่งเป็นตําบลใหญ่ แล้วก็เป็นตําบลเศรษฐกิจนะครับ พี่น้องชาวตําบลหนองตูมนั้นทํามาหากินลําบาก เพราะว่าถูกน้ํา ไหลเข้าบ้าน เนื่องจากว่าไม่มีรางระบายน้ําในถนนเส้นนี้เลย ยาวประมาณ ๓-๔ กิโลเมตรด้วยกัน และอีกเส้นหนึ่งก็ถนนสายบ้านทุ่งไม้กลอง หมู่ที่ ๒ ถึงหมู่ที่ ๙ ซึ่งกรมทางหลวงชนบทนั้น ไปทําไว้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ซึ่งยาวประมาณ ๙ กิโลเมตร ไปทําไว้ ๓ กิโลเมตร ซึ่งพี่น้อง ชาวตําบลท่าฉนวน บ้านทุ่งไม้กลอง บ้านหนองบัว เรียกร้องอยากให้กรมทางหลวงชนบทนั้นไปทํา ให้เสร็จประมาณ ๘-๙ กิโลเมตร เพราะว่าเป็นเส้นเศรษฐกิจที่ขนพืชไร่เป็นจํานวนมาก ขอบคุณมากครับ
คุณเปล่งมณีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องนะคะ
เรื่องแรก ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากนายกิตินันทน์ พุ่มกุมาร ราษฎรบ้านขอนยาง หมู่ที่ ๙ ตําบลโคกขมิ้น อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย และเป็นตัวแทนผู้ขายแรงงาน ๓๗๐ คนที่ไป ขายแรงงานที่ประเทศลิเบียว่าขณะที่เขาอพยพอยู่ที่ประเทศอียิปต์ได้มีเจ้าหน้าที่สถานทูต นําเอกสาร ๒ แผ่นมาให้เขาก็คือหนังสือสัญญารับสภาพหนี้และหนังสือสัญญาชดใช้เงินคืน เขาให้ สอบถามทางรัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรีว่าสถานทูตนําเอกสาร ๒ แผ่นมานี้ให้เซ็นนี้หมายถึง อะไร เพราะในเอกสารไม่มีรายละเอียดใด ๆ โดยเฉพาะจํานวนตัวเลข เขาก็ไม่เข้าใจว่าหมายความ ว่าอย่างไร จึงอยากให้ช่วยอธิบายให้รับทราบด้วย อีกส่วนหนึ่งก็คือเขาห่วงพี่น้องคนไทยที่ยัง ตกค้างที่ไปขายแรงงานที่นั่นอีกจํานวนมาก ก็อยากให้ทางรัฐบาลช่วยเร่งรัดนําเขากลับมา ประเทศไทยด้วย
เรื่องที่ ๒ ก็คือได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องบ้านเล้า หมู่ที่ ๓ และ บ้านหนองหญ้าปล้อง หมู่ที่ ๖ ตําบลหนองงิ้วและบ้านนาหนองบง หมู่ที่ ๓ ตําบลเขาหลวง อําเภอ วังสะพุง จังหวัดเลย เกี่ยวกับเรื่องน้ําที่จะใช้อุปโภค บริโภค เพราะว่าเขาอยู่ในที่ราบสูงและใน บริเวณนั้นมีบริษัทเหมืองแร่ทองคํามาทําแร่ สกัดแร่ ตรงนั้น เขาก็ห่วงความปลอดภัยเขาต้องใช้น้ํา ในการอุปโภค บริโภค และขณะนี้ซื้อกินซื้อใช้อยู่ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กรมทรัพยากรน้ําบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมช่วยลงไปสํารวจและเจาะ บ่อบาดาลขนาดใหญ่ให้ด้วย กราบขอบพระคุณค่ะ
คุณไมตรี
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม ไมตรี สอยเหลือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอนําปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีมาหารือกับท่านประธานเพื่อ ส่งต่อไปยังรัฐบาลช่วยแก้ไขความเดือดร้อนดังนี้นะครับ
เรื่องที่ ๑ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านหรือเรียกย่อ ๆ ว่า ชุด ชรบ. เป็นกลุ่ม ราษฎรในหมู่บ้านรวมตัวกันขึ้นมาคอยสอดส่องดูแลรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านของตนเองตามคําสั่ง ของกระทรวงมหาดไทย แต่ไม่เคยได้รับความดูแลจากทางกระทรวงมหาดไทยเลย แม้แต่ชุดใส่ก็ไม่มีต้องไปขอบริจาค เวลาทํางานก็ต้องตรวจตราดูแลหมู่บ้านทุกคืนดึก ๆ เบี้ยเลี้ยงก็ไม่มี นับว่าชุด ชรบ. ได้ช่วยเหลือทางราชการดูแลราษฎรด้วยดีตลอดมา เห็นรัฐบาลให้ค่าตอบแทน อสม. เดือนละ ๖๐๐ บาท ก็ขอความเมตตาจากรัฐบาลช่วยจัดสรร งบประมาณสนับสนุนเป็นค่าตอบแทนให้กับชุด ชรบ. ด้วย
เรื่องที่ ๒ ราษฎรหมู่บ้านภูตาหลวงหรือหมู่บ้านกิโล ๑๐ หมู่ที่ ๑ ตําบลพูลตาหลวง อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินราชพัสดุที่กองทัพเรือดูแล บริเวณด้านข้างโรงพยาบาลสมเด็จพระนางสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ถูกไล่เพราะทหารจะใช้ ประโยชน์ในที่ดิน ทหารยังเห็นใจอนุญาตให้อยู่ไปได้อีกระยะหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าจะหมดเขตเมื่อใด ขอให้รัฐบาลจัดหาที่ดินแหล่งใหม่ให้ราษฎรที่เดือดร้อนเหล่านี้ได้อยู่อาศัยหรือได้เช่าด้วย จักขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับท่านประธานครับ
นายแพทย์ประสิทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหนึ่งที่ผมเคยปรึกษาท่านประธานผ่านไปถึงผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แต่ปรากฏว่า ไม่มีการดําเนินการอะไรเลย ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดชัยภูมิตอนนี้ก็ยิ่งแย่ไปใหญ่ ท่านประธาน ไม่ทําอะไรเลย ติดต่อก็ไม่ได้ ประชาชนเขาไปร้องเรียนเสาแค่ ๑ ต้นหรือ ๒ ต้น เขาจะบุ้ย เงินไม่เท่าไรครับ บอกไปเอาเงิน อบต. มาสมทบ ผมไม่เข้าใจเขาเป็นคนไทยคนหนึ่งครับ ทําไมไม่มีสิทธิใช้ไฟฟ้าเลยหรือ เขาอยากเสียค่าไฟฟ้า รัฐบาลให้ใช้ไฟฟ้าฟรีแต่ไม่ขยายเขตไฟฟ้า ให้เขา และเขาจะใช้ไฟฟ้าฟรีได้อย่างไร อยากฝากท่านประธานเพื่อผ่านไปถึงผู้ว่าการการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคไปตรวจหน่อยครับ ไปตรวจการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดชัยภูมิหน่อย ผู้จัดการคนนี้ ใช้ไม่ได้ครับท่านประธาน ไม่รับแขก อยากฝากท่านประธานครับ ถ้าเป็นไปได้ก็ไปอยู่ที่ชอบ ๆ ให้เขาไปอยู่ที่ชอบ ๆ เถอะ มันแย่จริง ๆ ท่านประธาน
และอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากฝากท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานได้ดําริ ดําเนินการ ตอนนี้ประเทศญี่ปุ่นเขาน่าสงสารมาก ท่านประธานครับ ในฐานะที่เราเป็น สภานิติบัญญัติ ก็ขอให้ ส.ส. ทุกท่านไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ผมว่าทุกคนก็เต็มใจ แต่ท่านประธาน ทําไปถึงประธานรัฐสภาของญี่ปุ่น อย่าไปให้ถึงรัฐบาล ให้ประธานรัฐสภาต่อประธานรัฐสภามันจะ ดูดีท่านประธาน ผมอยากฝากท่านประธานเรื่องนี้และอยากขอความเห็นว่าท่านคิดอย่างไรครับ เพราะว่าตอนนี้หน่วยงานเอกชนต่าง ๆ เขาเริ่ม สภาก็ควรจะเริ่มเรื่องนี้สําคัญมากครับ เป็นน้ําใจ ที่เราจะช่วยเหลือเขา ขอบคุณครับ
ผมเรียนให้ทราบนะครับ ขณะนี้ ผมได้ทําหนังสือแสดงความเสียใจไปยังประธานรัฐสภาญี่ปุ่นแล้วครับ ทันทีทันใดครับ ไม่ได้ นิ่งนอนใจ ส่วนเรื่องการที่จะรับบริจาคนั้นเราก็ยังไม่สามารถที่จะร้องขอเพื่อนสมาชิกได้ เพราะเพื่อนสมาชิกใกล้เลือกตั้งก็ไม่อยากจะรบกวน ถ้าท่านผู้ใดจะเสียสละนะครับ เพื่อให้ทาง รัฐสภานี้ดําเนินการส่งไปยังประธานรัฐสภาญี่ปุ่นเราก็พร้อมครับ อันนี้ก็เรียนให้ทราบนะครับ เพราะว่าเราเห็นใจทุกฝ่าย เพราะอีก ๔๐-๖๐ วันพวกเราก็ต้องออกท้องที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ก็เห็นใจนะครับ ต่อไป คุณสุกิจ อัถโถปกรณ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม ด้วยเรื่องรถไฟฟ้าที่ขนส่งผู้โดยสาร ไปสนามบินสุวรรณภูมิ หรือที่เรียกกันว่าแอร์พอร์ต ลิ้งค์ (Airport Link) นะครับ เนื่องด้วย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เห็นในข่าวทีวีว่ามีผู้บริหารของแอร์พอร์ต ลิ้งค์ ได้ออกมาให้ข่าวว่า คนที่ใช้บริการแอร์พอร์ต ลิ้งค์ ในช่วงที่ผ่านมาต่ํากว่าที่ประมาณการ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมว่า ท่านไม่จําเป็นต้องออกมาแถลงข่าวก็ได้ เพราะพี่น้องประชาชนทั่วไปเขาดูก็รู้ครับว่ามันต้องเป็น อย่างนั้นอย่างแน่นอน เนื่องจากกว่าแอร์พอร์ต ลิ้งค์ นอกจากว่าสถานีที่รับส่งผู้โดยสารจะน้อยแล้ว ปัญหาสําคัญก็คือมันไม่มีถนนนะครับ ไม่มีถนนที่จะไปสถานีรถไฟ อย่างเช่น ที่สถานีทับช้าง ก็เห็น ๆ อยู่ครับว่ามันอยู่ใกล้ถนน แต่ถ้าถามว่าจะไปทางไหนถึงจะถึงสถานีได้ ผมถามแท็กซี่ ถามใครเขาก็บอกว่าไม่รู้ไปทางไหน อันนี้คือปัญหาสําคัญครับ
อีกประเด็นหนึ่งก็คือที่จอดรถสําหรับคนที่จะไปใช้บริการ แล้วก็ทิ้งรถส่วนตัวเอาไว้ ก็มีจํานวนน้อยมาก น้อยจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นถ้าแอร์พอร์ต ลิ้งค์ อยากจะให้มีจํานวนผู้โดยสาร มากขึ้นนะครับ ผมเชื่อว่ายังมีพี่น้องประชาชนจํานวนมากทีเดียวที่อยากใช้บริการรวมทั้งผมด้วย ก็ขอความกรุณาเถอะครับ อยากให้ทําถนนไปถึงสถานีที่มันสะดวกสบายแล้วก็ใกล้หน่อย ไม่ใช่ว่า ต้องไปอ้อมสถานีหัวหมากแล้วมาถึงสถานีทับช้างอย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่พี่น้องประชาชน ไปใช้บริการ แล้วก็เพิ่มที่จอดรถด้วย ก็ขอกราบเรียนท่านประธานไปยังกระทรวงคมนาคมแค่นี้ ขอบคุณครับ
ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธุ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ทํานาปรัง ซึ่งเกิดภาวะภัยแล้งขณะนี้ ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส ลําน้ําสวยซึ่งผมเคยอภิปรายแล้วก็เคยเรียนเสนอทางสภาไปแล้วว่า อยากให้มีกรมชลประทานไปดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในตําบลหาดคํา แถวบ้านเหล่า บ้านฝ้าย บ้านดอนซูด ที่บ้านเหล่านี้เขาทํานาปรังกันเยอะ ตําบลวัดธาตุ บ้านเมืองบาง บ้านเดื่อ บ้านเม็ก วังยางเหนือ วังยางใต้ ตําบลค่ายผักหวานก็ทํานาปรังเยอะ ตําบล สองห้อง ตลอดแนวของตามลําน้ําสวย ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมทรัพยากรน้ําก็ดี กรมชลประทานก็ดี ได้โปรดไปดูแล มีบริเวณแถว ๆ นั้น ที่สามารถทําเป็นแก้มลิงได้ หรือไม่ก็ขุดสระในลําห้วยได้ อยากจะฝากท่านประธานว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่าพอหน้าฝนนี้น้ําก็ท่วมเขาไม่สามารถทํานาได้ แต่พอหน้าแล้งพอจะมี โอกาสได้ทํานาปรังบ้าง แต่กลับน้ําไม่เพียงพอมีปัญหา เพราะฉะนั้นท่านประธานก็ฝากไว้ด้วยว่า งบประมาณไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๕๔ หรือปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๔ ที่มีงบประมาณเหลือจ่ายบ้างก็โปรด กรุณา หรือตั้งงบประมาณในปี ๒๕๕๕ ก็จะเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับ ความเดือดร้อนด้วย ขอบคุณมากครับท่านประธาน
สภายินดีต้อนรับ คณะอาจารย์และนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลําปาง ด้วยความยินดีครับ ขณะนี้สภากําลังมอบให้สมาชิกชี้แจงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ให้สภาทราบ เพื่อจะได้ทําเรื่องส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบชี้แจงต่อไป ต่อไปคุณทศพล เพ็งส้ม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานครับว่า ผมได้หารือในประเด็นเรื่องผักตบชวาในพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรี นั้นไปหลายสัปดาห์ และปรากฏว่าในปัจจุบันนี้คลองที่ผมพูดถึงก็คือคลองพระพิมลราชานั้นก็ยังมี ผักตบชวาอยู่ โดยเฉพาะตอนนี้ทั้งคลองลากค้อน คลองขวางหรือคลอดราษฎร์นิยมนี้เต็มไปด้วย ผักตบชวา แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องเข้าไปรับผิดชอบหรือไปดูแลเลย และโดยเฉพาะ ปัจจุบันนี้คลองพระพิมลราชานั้นเริ่มเน่าแล้วเนื่องจากมีเขื่อนดินครับ กั้นตั้งแต่สมัยช่วงน้ําท่วมของ เทศบาลบางบัวทองก็อยากให้ท่านประธานทําหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีไปช่วย ดําเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นไปรื้อเขื่อนด้วย เพราะว่าน้ําเน่าจนกระทั่งประชาชนนั้น ทนไม่ไหวแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งครับ เนื่องจากถนนบางกรวย-ไทรน้อยนั้นรัฐบาลได้จัดงบประมาณไป แล้ว ๙๐๐ ล้านบาท มีการประมูลแล้วเป็นจํานวนเงิน ๘๘๙ ล้านบาท แต่ปรากฏว่าประชาชน ได้สอบถามมาว่าเมื่อไรจะดําเนินการ ซึ่งเส้นบางกรวย-ไทรน้อย ๖ เลนนั้นเป็นงบประมาณของ กรมทางหลวง และอีกเส้นหนึ่งก็คือเส้นจากราชพฤกษ์ไปยังถนนกาญจนาภิเษก ๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นของกรมทางหลวงชนบทก็ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนั้นว่าสายทางนั้นจะดําเนินการสร้างเมื่อไร
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องประปาของการประปานครหลวง ตอนนี้ ประชาชนเดือดร้อนเป็นจํานวนมาก มีการสํารวจแล้วก็อยากท่านประธานช่วยเร่งรัดน้ําประปา ในพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรีด้วย เพราะว่าบางหมู่บ้านนั้นซื้อน้ําทานมาแล้วตั้ง ๒ ปี ก็ฝาก ท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณครับ
คุณสุรวิทย์ คนสมบูรณ์
-๖/๑
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมขอหารือท่านประธาน เพื่อส่งเรื่องไปถึงกระทรวงการคลัง เพราะว่าขณะนี้พี่น้องชาวจังหวัดชัยภูมิได้มาร้องเรียนกับผม เรื่องหนี้เงินกู้ชอปเปอร์ (Shopper) เป็นจํานวนมาก ผมกราบเรียนว่าหนี้เงินกู้ชอปเปอร์นั้น ตอนแรกผมก็งงว่าหนี้อะไร ก็แบบนี้ครับท่านประธาน มีผู้ชายก็ใช้มอเตอร์ไซค์ (Motorcycle) ชอปเปอร์ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อที่จะไปหาลูกค้าเงินกู้ดอกเบี้ยสูงมหาโหดเป็นพิเศษ โดย ดอกเบี้ยนั้นประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อ ๒๔ วัน ไม่ใช่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ถ้าคิดเป็นต่อปี แล้วก็ตกไปประมาณ ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ต่อปีต่อ ๑๐๐ บาท ก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยประมาณ ๓๐๐ บาทต่อปีซึ่งถือว่าเป็นดอกเบี้ยมหาโหด มีพี่น้องประชาชนบอกว่าก็ดีตรงที่ว่าไม่ต้องใช้ หลักทรัพย์ แต่ใช้จับคู่ค้ําประกัน เริ่มกู้ได้ตั้งแต่ ๓,๐๐๐ บาทเป็นต้นไป ส่วนใหญ่จะกู้กันประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท พอกู้ ๑๐,๐๐๐ บาท จะหักวันแรก ๕๐๐ บาท แล้วก็เก็บทุกวัน วันละ ๕๐๐ บาท จนครบ ๒๔ วัน ก็จะครบดอกเบี้ยพร้อมกับเงินต้น ซึ่งถ้าคิดเงินต้นก็ ๑๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยรวมเงินต้นก็จะเป็น ๑๒,๐๐๐ บาทครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะนี้ พี่น้องประชาชนก็มีปัญหาตรงที่ว่าเศรษฐกิจไม่ดี ไม่เหมือนที่รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจดีแล้ว แต่ประชาชนยังเดือดร้อน ไปติดต่อเรื่องเงินกู้นอกระบบก็ไม่ได้รับการพิจารณา เพราะว่าไม่มี หลักฐานที่จะเป็นหลักทรัพย์ เป็นอย่างอื่นที่จะไปกู้กับธนาคารได้ครับ จึงกราบเรียน ท่านประธานเพื่อส่งเรื่องถึงกระทรวงการคลังช่วยเหลือพี่น้องประชาชนครับ
คุณวิรัตน์ วิริยะพงษ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมมีเรื่อง หารือท่านประธานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภัยแล้งแบบบูรณาการในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยนะครับ ซึ่งท่านประธานก็ได้บ่นอยู่เสมอว่าจังหวัดสุโขทัยนั้นได้หารือให้แก้ปัญหาอย่างซ้ําซากมาแล้ว นะครับ จังหวัดสุโขทัยนั้นเป็นดินแดนรุ่งอรุณแห่งความสุขนะครับ แต่ปัญหาภัยแล้งเป็นดินแดน แห่งแล้งซ้ําซาก ท่วมซ้ําซากนะครับ เหมือนบทเพลงที่ว่าสุโขทัยระดม ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าการแก้ไขของกรมชลประทานนั้นยังขาดแม่บทในการบริหารจัดการนะครับ ก็อยากจะฝากท่านประธานนะครับ พี่น้องชาวจังหวัดสุโขทัยก็ดี ชาวจังหวัดพิษณุโลกก็ดี จังหวัด พิจิตรก็ดีนะครับ รอมาหลายสิบปีแล้ว กับกรณีการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งทางกรมโยธาธิการ นั้นก็ยังไม่สามารถสร้างได้นะครับ ก็อยากจะให้วางนโยบายเป็นแผนแม่บทในการก่อสร้าง อ่างเก็บน้ําขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือสระน้ําเพื่อการเกษตรนะครับ และวางนโยบายในส่วนของ การทําประปาหมู่บ้านแบบผิวดิน ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยนั้นแล้งมากนะครับท่านประธาน ก็อยากจะฝากท่านประธานได้ผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทานนะครับ กรมทรัพยากรน้ําบาดาลก็ดีนะครับ ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับชาวจังหวัดสุโขทัยด้วย
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ เกี่ยวกับการขุดสระน้ําเพื่อการเกษตรนะครับ ใช้ระบบ เงินสมทบของราษฎรนั้น ก็ยังมีพี่น้องชาวจังหวัดสุโขทัยนั้นอยากได้มากเลยนะครับท่านประธาน อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสํารวจแล้วก็ช่วยเหลือพี่น้องด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
คุณนฤมล ธารดํารงค์ ไม่อยู่ นะครับ เชิญคุณชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี มีเรื่องหารือ ท่านประธาน ๒ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งพี่น้องประชาชน ชาวภาคอีสานได้ร้องเรียนผ่านผมมาว่า รัฐบาลเลือกปฏิบัติ ซึ่งภาคกลางได้ขึ้นทะเบียน การปลูกข้าว ๒ ครั้ง ครั้งละ ๒๕ ตัน ได้รับการช่วยเหลือกิโลกรัมละ ๒ บาท ๒ ครั้ง ก็ได้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท พอน้ําท่วมข้าวตายก็ได้ไร่ละ ๒,๐๙๘ บาท แต่พี่น้องเกษตรกรภาคอีสาน ปลูกข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ซึ่งข้าวหอมมะลิก็ได้ส่วนต่างประมาณกิโลกรัมละ ๑.๖๐ บาท ส่วนข้าวเหนียวไม่ได้ มันสําปะหลังก็ไม่ได้เสร็จแล้วพอข้าวตายนะครับ วันนี้ภาคอีสานเป็นโรคไหม้ คอรวงครับ ข้าวตายไปทั่วทุกพื้นที่เลย แต่ว่ารับทราบในขณะนี้ว่าจะได้รับการช่วยเหลือไร่ละ ๖๐๖ บาท ซึ่งผมอยากให้รัฐบาลได้ทบทวนแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เพราะว่าน้ําท่วมได้ไร่ละ ๒,๐๙๘ บาท แต่ข้าวตายเป็นภัยธรรมชาติเหมือนกันได้ไร่ละ ๖๐๖ บาท จากการสอบถามบอกว่าข้าวตาย จากน้ําท่วมเป็นอุทกภัย เป็นภัยธรรมชาติ แต่ข้าวตายจากโรคไหม้คอรวงผมก็บอกว่ามันเป็นภัย ธรรมชาติเหมือนกัน น่าจะได้ ๒,๐๙๘ บาทเหมือนกัน แล้วก็ต้องขอพันธุ์ข้าวจากกรมการข้าวด้วย นะครับว่าปีนี้พันธุ์ข้าวที่เกษตรกรมีอยู่ ถ้าเอาไปปักดําต่อไปก็จะทําให้เกิดโรคข้าวไหม้คอรวงในปี ต่อไปอีก
เรื่องที่ ๒ ครับ เรื่องถนนลาดยางเส้นตระการ-ศรีเมืองใหม่ ซึ่งในขณะนี้เป็นหลุม เป็นบ่อมาก ไม่ได้รับการบูรณะมานานแล้วนะครับ ก็อยากจะฝากถึง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมได้ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องถนนลาดยางอุบล-ตระการ ตระการ-ศรีเมืองใหม่ ตระการ-โขงเจียม เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องที่จะไปท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวเขื่อนปากมูล ผาแต้ม น้ําตกตาดโตน อําเภอโขงเจียม กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
คุณวัชระ เพชรทอง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมยินดีให้หักเงินเดือนของผมประจําเดือนนี้จํานวน ๓,๐๐๐ บาท เพื่อช่วยเหลือ พี่น้องที่ประเทศญี่ปุ่น เรื่องที่ ๒ ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่
เลขาธิการบันทึกไว้ด้วย เขาพูดในที่ประชุมแล้ว ๓,๐๐๐ บาทครับ
กรุณาเอาเวลาคืนมาด้วยครับ เวลา ที่ท่านพูดเสียไปเมื่อสักครู่ครับ กรุณาตั้งเวลาใหม่เถอะครับ คือท่านประธานพูดมาเมื่อสักครู่ ท่านประธานครับ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจ สน. ประทานโทษไม่เอ่ยชื่อ สน. ครับ ในท้องที่ ตํารวจนครบาล ๙ พัวพันค้ายาเสพติด ส่งยาบ้า อยากให้ตํารวจไปดําเนินการ
เรื่องที่ ๓ บริเวณหน้าวัดหนองแขมไม่ทําเขื่อนมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว อยากให้ ทางกรุงเทพมหานครไปสร้างเขื่อนให้บริเวณหน้าวัดหนองแขม
เรื่องที่ ๔ ครับท่านประธาน ปรากฏว่าบริเวณคลองภาษีเจริญ สะพานข้ามคลอง ภาษีเจริญในซอยเพชรเกษม ๘๑ มีสภาพเป็นคอขวด และ มีปัญหา รวมทั้งสะพาน ข้ามคลองภาษีเจริญในซอยเพชรเกษม ๖๙ ก็มีสภาพเป็นคอขวด อยากให้กรุงเทพมหานคร เร่งดําเนินการ
เรื่องที่ ๕ ครับท่านประธาน ปรากฏว่าพี่น้องแฟลต กทม. ถนนเลียบคลอง ภาษีเจริญฝั่งเหนือมีตู้ม้าไปตั้ง และชาวบ้านร้องเรียนก็ปรากฏว่าตู้ม้าก็ยังไปตั้งเยาะเย้ยชาวบ้านอีก บอกว่าโทรมาร้องเรียนแล้วไม่มีผลอะไร เพราะว่าเป็นเรื่องที่เขาทํามาหากินกับเจ้าหน้าที่ตํารวจ อยากจะให้ตํารวจดําเนินการอย่างเฉียบขาด
เรื่องสุดท้าย ท่านประธานครับ หนังสือเล่มนี้ท่านประธานคงจําได้ การสังหารหมู่ ที่กรุงเทพมหานคร เขียนโดยนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ท่านประธานครับ ผมได้ส่งหนังสือเล่มนี้ ให้ท่านประธานเพื่อดําเนินการ อยากจะถามท่านประธานว่าหนังสือเล่มนี้ซึ่งหมิ่นสถาบันและหมิ่น ศาลยุติธรรม เขียนคํานําโดยทักษิณ ชินวัตร ท่านประธานส่งเรื่องให้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ดําเนินการไปถึงไหนแล้ว พี่น้องชาวหนองแขม หนองค้างพลู บางบอน ฝากมาทวงถาม ท่านประธานชัย ชิดชอบ
เขามีมติว่าให้ผู้ยื่นไปแจ้งความเอง คือให้คุณวัชระไปดําเนินการเองในฐานะที่ท่านรู้เรื่องดี ต่อไปคุณนิยม วรปัญญา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม วรปัญญา ส.ส. จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ผมได้รับการร้องเรียนจากราษฎรจํานวนมากว่าขณะนี้ กําลังเกิดภัยแล้งในท้องที่อําเภอชัยบาดาล อําเภอท่าหลวง อําเภอลําสนธิ อําเภอหนองม่วง อําเภอ วังม่วง อําเภอสระโบสถ์ อําเภอโคกสําโรง และอําเภอโคกเจริญ ขอให้รัฐบาลเร่งหาทางช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้น่าจะสํารวจเร่งทําการขุดลอกที่จะขุดลอกได้ก็มีการสํารวจไว้ก็ยังไม่ได้ ลงมือ แล้วก็ขอให้เป็นฝายน้ําล้นให้จํานวนหลายแห่ง ส่วนรายละเอียดผมจะได้ส่งเป็นหนังสือ นะครับ
แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับราคาอ้อย เวลานี้ราคาอ้อยชาวไร่ขายได้เพียงตันละ ๗๐๐ บาท แต่คนที่ไปขายที่โรงงานได้ตันละ ๑,๐๐๐ กว่าบาท อันนี้มีความเหลื่อมล้ํากันมาก เพราะว่า อ้อยลงได้ไม่ทัน คืออ้อยต้องไปค้าง ๒–๓ คืน ๕ คืนอย่างนี้ ชาวไร่ก็ต้องยอมตัดขายเป็นอ้อยสด ไปเลย เพราะฉะนั้นขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลง ให้มีการอนุญาตให้ตั้งโรงงาน หีบน้ําตาลแล้วก็ไปส่งให้โรงงานเช่นเดียวกับโคนมนะครับ ส่วนรายละเอียดผมจะได้กราบเรียน เป็นหนังสือ
และถนนจากลํานารายณ์ ชัยบาดาล ไปสระโบสถ์ ถนนสายนี้สร้างมาเป็นเวลา ๓๐ กว่าปี แต่ไม่มีการบูรณะซ่อมให้ดียังมีการซ่อมเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ พอผ่านได้ และมีสายจาก บ้านท่าใหญ่ไปเขาน้อยนี่ก็เช่นเดียวกัน ฉะนั้นก็ขอให้กรมทางหลวงบางตอน แล้วก็ขอ กรมทางหลวงชนบทช่วยเร่งรัดและสํารวจออกแบบแก้ไขให้ แล้วก็จากโคกสําโรงไปชัยบาดาล ยังเหลืออีกไม่กี่กิโลเมตรที่เชื่อมต่อกันขอส่งเป็นหนังสือก็แล้วกันนะครับ ขอบพระคุณครับ
คุณขยัน วิพรหมชัย
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือปัญหา เรื่องที่ ๑ ถนนสายบ้านป่าตาล ห้องแฮ่ หมู่ที่ ๑๙ ตําบลบ้านธิ อําเภอบ้านธิ จังหวัดลําพูน ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ขณะนี้ฝนตกพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเดือดร้อน จึงขอให้กรมทางหลวงชนบท หรือว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดําเนินการแก้ไขปัญหา
เรื่องที่ ๒ ขอให้กรมชลประทานได้ขุดอ่างขุนเขียง หมู่ที่ ๑๓ ตําบลแม่ตืน อําเภอลี้ จังหวัดลําพูน ซึ่งขณะนี้อ่างดังกล่าวตื้นเขิน
เรื่องที่ ๓ ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดลําพูน ได้ขยายไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ไปยังบ้านเหล่ามะเหยือง บ้านดงมะเฟือง ตําบลเหล่ายาว อําเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน ซึ่งพี่น้อง ประชาชนปลูกมะม่วง ขณะนี้มีความต้องการขยายไฟฟ้าเพื่อการเกษตร
เรื่องที่ ๔ ท่านประธานที่เคารพครับขณะนี้ลําไยอบแห้งเปลือกและลําไยอบแห้ง เนื้อสีทองยังคงค้างสต็อก (Stock) ในกลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยในเขตพื้นที่ จังหวัดลําพูนและจังหวัดเชียงใหม่ขณะนี้ราคาตกต่ํา จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรัดการหาตลาด โดยเฉพาะตลาดที่ประเทศจีน ถ้าหากไม่ดําเนินการแก้ไขปัญหาจะส่งผลกระทบถึงลําไยสดที่จะ ออกในอีก ๔-๕ เดือนข้างหน้า
เรื่องที่ ๕ ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านถาวร เสนเนียม ที่ได้มีบัญชาให้กรมที่ดินไปเดินสํารวจออกเอกสารสิทธิ์ โฉนดให้แก่พี่น้องประชาชน ในเขตตําบลหนองป่าสะวาย อําเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน
ท่านประธานที่เคารพครับผมขอท่านประธานหักเงินเดือนผมจํานวน ๓,๐๐๐ บาท เพื่อช่วยเหลือพี่น้องในประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับภัยพิบัติในครั้งนี้ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ครับ นี่เป็นรายที่ ๒ ต่อไป คุณฐิติมา ฉายแสง ไม่อยู่นะครับ คุณนฤมล ธารดํารงค์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นฤมล ธารดํารงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องมาหารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องของความเดือดร้อนของประชาชนในอําเภอ พระประแดง เนื่องด้วยถนนปู่เจ้าสมิงพรายตอนนี้น้ําท่วมขัง เกิดจากการอุดตันของท่อระบายน้ํา ต้องฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยลงไปดูแลโดยด่วน เพราะตั้งแต่เช้าวันนี้ดิฉันรับโทรศัพท์ ไม่หยุดเลยค่ะ เนื่องจากว่าถนนเส้นนี้เคยหารือกับท่านประธานไปแล้ว ๑ รอบว่า ท่อระบายน้ํา ตลอดเส้นทางระบายน้ําลงสู่แม่น้ําไม่ได้เลยแล้วก็เกิดการอุดตัน ไม่ว่าจะเป็นขยะมูลฝอยหรืออะไร หลาย ๆ อย่างมากมาย
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนโดยทั่วไปนะคะ ณ วันนี้ ดิฉันได้รับเรื่องราวร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องของข้าวของสินค้าแพงมาก นอกจากแพงแล้วยังไม่มีขาย โดยเฉพาะเรื่องของไข่ วันนี้ไข่ใบละ ๓ บาท ๘๐ สตางค์แล้วนะคะ จากที่เมื่อก่อนดิฉันเคยหารือ ท่านประธานใบละ ๒.๘๐ บาท แต่วันนี้ขึ้นมาอีก ๑ บาท ไม่ทราบว่ารัฐบาลนี้กําลังทําอะไรกันอยู่ อยากให้ช่วยลงไปดูสักนิดหนึ่งเพราะว่าเรื่องของไข่เป็นโปรตีนที่ราคาถูกที่สุดแล้ว และหาซื้อได้ง่าย อยู่แล้วในประเทศไทย ทําไมถึงได้ปล่อยให้ทั้งขาดแล้วก็มีราคาแพงขนาดนี้นะคะ น้ํามันปาล์มเป็นอีก ๑ ตัวอย่างที่ประสบความล้มเหลวในการแก้ปัญหาไปแล้ว ทําไมท่านยังไม่ป้องกันและแก้ไขอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ํามันถั่วเหลือง ตอนนี้ก็เริ่มขาดตลาดแล้ว ไม่มีแล้วนะคะ ต่อไปก็เป็นเรื่อง ของน้ําตาลทราย น้ําตาลทราย ณ วันนี้เข้าไปตามร้านซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) หรือ ตามร้านขายสินค้าใหญ่ ๆ มีการจํากัดจํานวนขายแล้วนะคะ ต้องฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ให้ช่วยดูแลให้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ
คุณนริศ ขํานุรักษ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า การหารือของเพื่อนสมาชิกเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ํา เรื่องถนน เรื่องไฟฟ้า เรื่องประปา หรือเรื่องการทํามาหากินนะครับ แต่ว่าในช่วงหลัง ๆ ผมกลับไปพบว่า เดิมเมื่อผมหารือกับท่านประธาน ท่านประธานจะมีหนังสือไปยังหน่วยงาน กระทรวง กรมต่าง ๆ เข้าไปพิจารณาแก้ไขปัญหา แต่ว่าขณะนี้กรมหรือกระทรวงที่ท่านประธาน ได้มีหนังสือไปกรุณาช่วยแก้ปัญหานั้น ทําหนังสือไปยังจังหวัดนะครับ ให้จังหวัดแก้ปัญหา เดิมหน่วยงานพอรับหนังสือจากประธานก็ส่งกรม แล้วก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปแก้ไขปัญหา เพราะว่าสิ่งที่ พวกเราร้องเรียนต่อท่านประธานก็คือสิ่งที่จังหวัดขาดแคลน หรือจังหวัดไม่มีศักยภาพเพียงพอ เราก็มาสะท้อนต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าขณะนี้ ผมได้ดูการหารือช่วงหลัง ๆ กระทรวงทําหนังสือ ถึงจังหวัดให้พิจารณาแก้ไขปัญหา ซึ่งปัญหามันก็วนกลับไปที่เดิมครับท่านประธาน กระทรวงก็ทํา หนังสือมาถึงพวกเราอีกที บอกว่าขณะนี้ได้ขออนุมัติงบประมาณไปยังกระทรวงต่าง ๆ เพื่อแก้ไข ปัญหาตามที่ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ร้องเรียน ปัญหาจึงวนอยู่อย่างนี้ครับ ผมจึงอยาก กราบเรียนท่านประธานว่าจะทําอย่างไรครับท่านประธานที่จะให้ข้อร้องเรียนนี่ถูกทํางาน ถูกปฏิบัติ ถูกแก้ไขปัญหาโดยกระทรวง โดยกรม เพราะว่าจังหวัดเขาไม่มีศักยภาพเพียงพอในหลายปัญหา ที่พวกเราร้องเรียน เราจึงเอาข้อร้องเรียนเหล่านั้น ข้อขาดแคลนเหล่านั้นในจังหวัดมาร้องเรียน ต่อท่านประธาน ผมจึงขอความกรุณาท่านประธานว่า ที่จริงข้อร้องเรียนต่าง ๆ กระทรวง ควรจะเป็นผู้ปฏิบัติ ผมจึงกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ขออนุญาตย้ําว่าท่านประธานได้ทําในสิ่งที่ เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากในการให้สมาชิกได้หารือในที่ประชุมครับ
ผมเรียนท่านนริศให้ทราบ คือเขา จะรวบรัด กระทรวงเขารวบรัด แจ้งไปยังจังหวัดและให้จังหวัดประสานกับผู้ร้อง ส.ส. ในพื้นที่ เขาจะแจ้งให้ท่านทราบก่อน แล้วเขาก็สําเนาเรื่องมาให้ผม ถ้ามันขัดข้อง เพราะว่าเงินเขามีในการ ช่วยเหลือที่จังหวัดอยู่แล้วนะครับ เขาก็ดําเนินการตามวิธีนี้เพื่อรวบรัดให้เร็วขึ้น ภายในกําหนด ระยะเวลา ๓๐ วันที่ท่านร้องขอ
ขออนุญาตนิดหนึ่งท่านประธานครับ บางกระทรวงแจ้งไปยังจังหวัดให้แก้ปัญหาตามที่ท่าน ส.ส. หารือต่อสภาผู้แทนราษฎรเลย ซึ่งผม คิดว่ามันไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ท่านประธานได้พูดนะครับ
ท่านทําหนังสือถึงผมอีกครั้งหนึ่ง ก็แล้วกัน เรื่องอะไร เรื่องของท่าน ท่านพูดมากในสภา เขาก็ทําเรื่องมาก พอมากเสร็จเขาก็เลยทําให้ ทันใจท่าน เขาก็แจ้งมาให้ผมทราบ แล้วมันขัดตรงไหนท่านบอกมาก็แล้วกันครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไป คุณอนุรักษ์ บุญศล ครับ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาต กราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรื่อง สวัสดิการของ ทหารผ่านศึก ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากทหารผ่านศึก ตําบลส่องดาว ตําบลปทุมวาปี ตําบลวัฒนา ตําบลท่าศิลา อําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เกือบ ๒๐๐ คน ท่านประธานที่เคารพ เรื่องสวัสดิการของทหารผ่านศึกค่ะ เพราะว่าทหารผ่านศึกที่มาปรึกษาหารือกับดิฉัน เกือบ ๒๐๐ คนนั้น ท่านประธานที่เคารพ ทราบไหมคะว่าเขาพูดด้วยความน้อยอกน้อยใจว่า ขณะที่เขาเป็นทหารนั้น ไม่ว่าจะเป็นชั้น ๑ ขั้น ๒ ชั้น ๓ และชั้น ๔ เขาได้ทําหน้าที่ของ การปกปักษ์รักษาประเทศชาติอย่างมากเลยทีเดียว และเขาเปรียบตัวเองว่าเป็นสุนัขล่าเนื้อ พอได้เนื้อมาให้เจ้านายแล้ว เจ้านายก็รับประทานอย่างเอร็ดอร่อย แต่เขาจะได้เพียง เนื้อที่ติดกระดูกไปแทะเท่านั้น แล้วเมื่อเขาแก่ชรา สุนัขล่าเนื้อเหล่านั้นก็ต้องการสวัสดิการ จากเจ้านายบ้าง ที่เขาขอมามีดังนี้ค่ะ การขอเบี้ยบํานาญให้กับทหารผ่านศึกรายละ ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อนาย ข้อ ๒ ขอคะแนนช่วยเหลือ ๕ เปอร์เซ็นต์ สําหรับบุตรธิดา ของทหารผ่านศึกที่สอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนทหารหรือโรงเรียนตํารวจ ข้อ ๓ การขอ สวัสดิการค่าทําศพจาก ๗,๐๐๐บาท เป็น ๑๐,๐๐๐ บาท ๗,๐๐๐ บาทนี้ ๒๐ กว่าปีมาแล้วค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ เรื่องที่ ๒ ทวงถามการก่อสร้างถนนลูกรังบึงคําอ้อ บ้านพันนา หมู่ที่ ๑๐ ตําบลพันนา อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ขอบพระคุณค่ะ
ขณะนี้มีสมาชิกเซ็นชื่อ เข้าประชุม ๒๔๐ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ กระผมขอดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระ นะครับ ส่วนท่านที่ค้างอยู่พรุ่งนี้ก็คงไม่มีเวลาหรอกครับ เพราะว่าพรุ่งนี้ก็ต่อ ๆ กันไปเรื่อย ๆ ปรึกษาหารือก็คงไม่มีนะครับ ขณะนี้ก็ครบองค์ประชุมแล้ว
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ จํานวน ๒ เรื่อง คือ
๒.๑ รับทราบเรื่องการถ่ายทอดการประชุมทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่ง ประเทศไทยและสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
ด้วยในการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในวันนี้ นอกจากมีการถ่ายทอด ทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภาตามปกติแล้ว ผมได้อนุญาตให้มีการถ่ายทอดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑ วรรคสอง จนเสร็จสิ้นการประชุมด้วย จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
๒.๒ รับทราบเรื่องการประชุมใหญ่สามัญประจําปีของหน่วยประจําชาติไทย ในสหภาพรัฐสภา ไอพียู (IPU) สหภาพรัฐสภาเอเชียและแปซิฟิก เอพีพียู (APPU) และสมัชชา รัฐสภาอาเซียน ไอป้า (AIPA) ประจําปี พ.ศ. ๒๕๕๓
ด้วยกระผมประธานรัฐสภาในฐานะประธานหน่วยประจําชาติไทยในสหภาพ รัฐสภาไอพียู สหภาพสมาชิกรัฐสภาเอเชียและแปซิฟิก เอพีพียู และสมัชชารัฐสภา อาเซียน ไอปา ได้เรียกประชุมใหญ่สามัญประจําปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ของหน่วยประจําชาติไทย ในวันจันทร์ที่ ๒๑ เดือนมีนาคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมรัฐสภา อาคาร รัฐสภา ๑ ก็แจ้งให้ท่านทราบนะครับ เพราะว่ามันครบกําหนดของการประชุมประจําปีในวันที่ ๒๑ พอดีครับ ก็ขอเชิญท่านสมาชิกทั้ง ๓ หน่วยนี้เข้ามาประชุมโดยพร้อมเพรียงกันในวันที่ ๒๑ ส่วนระเบียบวาระการประชุมก็ได้ส่งไปยังสมาชิกแล้วนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องรับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน
๑. ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ กับคณะ ความจริงตอนนี้ ๓ ท่านนั้นได้ยืนยันลายลักษณ์อักษรมาแล้ว ขอแก้ด้วย นะครับ ทั้ง ๑๒๒ คนเป็นผู้เสนอนะครับ เนื่องจากผู้เสนอได้ขอให้นําญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลรวมพิจารณาในคราวเดียวกัน คือคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ กับคณะ จํานวนทั้ง ๑๒๒ คนนะครับ ช่วยแก้ด้วย เป็นผู้เสนอตามระเบียบวาระ เรื่องด่วนที่ ๒ ผมจึงขอปรึกษาที่ประชุมว่าจะนําญัตติทั้ง ๒ ฉบับพิจารณารวมกัน จะมีผู้ใดขัดข้อง หรือไม่ ถ้าไม่มีผมถือว่าที่ประชุมเห็นชอบ ผมขอดําเนินการตามนี้นะครับ ก็คงไม่มีท่านผู้ใดขัดข้อง นะครับรวมกัน
ต่อไปก่อนที่ผมจะให้ผู้เสนอญัตติแถลงเหตุผล ผมขออนุญาตเพื่อทําความเข้าใจ กับท่านสมาชิก คือการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในครั้งนี้เป็นการเสนอตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๕๙ ซึ่งในมาตรา ๑๕๙ นั้นให้นํามาตรา ๑๕๘ วรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา ๑๕๘ วรรคสอง การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่มี พฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายจะเสนอโดยไม่มีการยื่นคําร้องตามมาตรา ๑๗๑ ยื่นถอดถอนก่อนมิได้ โดยในการ เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ผู้เสนอญัตติได้ยื่นคําร้องต่อ ประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้วุฒิสภามีมติถอดถอนนายกรัฐมนตรีแล้ว ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลครั้งนี้มีรัฐมนตรีที่ถูกขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจํานวน ๙ ท่าน โดยมีรัฐมนตรีถูกยื่นถอดถอนด้วย จํานวน ๘ ท่านคือ ๑. คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ๒. คุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ๓. คุณพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ๔. คุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี ๕. คุณจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ๖. คุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ๗. คุณโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ ๘. คุณศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนรัฐมนตรีที่ถูกขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยไม่มีการยื่น คําร้องเพื่อขอให้วุฒิสภามีมติถอดถอน คือ คุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ในการอภิปรายผมจะให้ผู้เสนอได้อภิปรายก่อน และการอภิปรายในลําดับ ต่อไป ไม่จําเป็นต้องเป็นการอภิปรายสลับกันระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุน ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๒ วรรคสอง และในการชี้แจงนั้นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเท่านั้นที่มีสิทธิอภิปรายชี้แจง ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๑ กระผมขอเรียนต่อที่ประชุมเพื่อความถูกต้องในการประชุมเพื่อไม่ให้ มีการประท้วงกัน กระผมก็ได้ตั้งคณะทํางานตรวจสอบเอกสารตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ นะครับ ถ้าท่านใดที่อภิปรายไม่เสนอรายการที่จะแสดงต่อสภาผ่านคณะกรรมการ ทางประธาน จะไม่อนุญาตให้ท่านนําเอกสารหลักฐานเหล่านั้นมาชี้แจงเป็นอันขาด ก็จึงเรียนให้ท่าน ทราบนะครับ ส่วนรายชื่อผู้ที่เป็นกรรมการตรวจสอบ คือเพื่อความยุติธรรมผมจะมอบให้ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ คน และฝ่ายรัฐบาลที่เขาเสนอมา และเจ้าหน้าที่ของสภา ร่วมกัน เดี๋ยวผมจะออกคําสั่งแจ้งให้ที่ประชุมทราบ เชิญครับคุณประยุทธ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดมหาสารคาม ประเด็นที่ท่านประธานได้หยิบยกขึ้นมาแจ้งให้ ที่ประชุมทราบตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ นั้น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่ากระผมเห็นด้วย ในบางส่วนที่ท่านประธานหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าประธานสภา ผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๔ มาตรา ๑๒๕ ซึ่งจะต้องทําหน้าที่เป็นกลางในการประชุม ในการที่ฝ่ายสํานัก ประชาสัมพันธ์ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั้นเสนอท่านประธานขึ้นมาเป็นลําดับ และ ท่านประธานก็ได้มีดําริว่าจะให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาประกอบด้วย ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ๓ คน ส.ส. ฝ่ายค้าน ๓ คน และเจ้าหน้าที่ตามที่ท่านเลขาธิการมอบหมายอีก ๓ คน ท่านประธานครับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจตาม มาตรา ๑๕๘ และมาตรา ๑๕๙ นั้นเป็นบทบัญญัติที่ให้อํานาจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่ตามปกติก็จะต้องเป็นหน้าที่ของ ฝ่ายค้านจะต้องทําหน้าที่ ในการอภิปรายนั้นจะต้องมีเอกสาร มีข้อมูล มีหลักฐานในการอ้างอิงใน การอภิปรายในการกล่าวหา ท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาที่ถูกอภิปรายพาดพิงก็ ย่อมมีสิทธิในการชี้แจงตอบโต้และยกเอกสารข้อมูลและวัตถุใด ๆ ขึ้นมาเป็นหลักฐานในการ ประกอบการอภิปรายตอบโต้เช่นกัน ท่านประธานครับ การที่ท่านประธานได้หยิบยกประเด็นนี้ ขึ้นมาโดยอ้างว่าจะต้องมี ส.ส. ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลจะต้องตรวจสอบก่อน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของ รัฐสภานั้นกระผมไม่เห็นด้วย ในกรณีนี้ทางฝ่ายค้านก็มีมติกันแล้วว่าจะไม่เสนอกรรมการเข้าร่วม ๓ ท่านดังที่ท่านประธานได้มีดําริตามที่ ผอ. สํานักประชาสัมพันธ์ได้พูดถึง ท่านประธานครับ ทางฝ่ายค้านมีเหตุผลครับท่านประธาน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ในข้อบังคับ ข้อ ๖๑ จริงอยู่ท่านประธานจะต้องไม่วนเวียน ไม่ซ้ําซาก ไม่เสียดสีผู้อื่น และไม่อ่านเอกสารโดย ไม่จําเป็น ถ้าในกรณีที่มีความจําเป็นจะต้องเสนอข้อมูลหลักฐานหรือวัตถุพยานใด ๆ ที่จะประกอบการอภิปรายนั้น ท่านประธานในที่ประชุมจะต้องเป็นคนอนุญาต เพราะในข้อบังคับ ข้อ ๖๑ นั้นอยู่ในหมวดของการอภิปราย เพราะฉะนั้นการที่ท่านประธานจะทําหน้าที่ตรงนี้ก่อน ท่านประธานจะต้องคํานึงถึงประสิทธิภาพของการทํางาน ท่านประธานครับ ท่านประธาน ได้อนุญาต ได้ดําริว่าท่านจะตั้งให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ ท่านทําหน้าที่ กระผม เห็นด้วย ท่านประธานอยากจะตั้งเลขาธิการ รองเลขาธิการ หรือเจ้าหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย กระผมเห็นด้วย แต่การที่ท่านประธานจะตั้งคณะกรรมการโดยที่เอา ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลไปพิจารณา ท่านประธานลองคิดดูสิครับว่าเหมือนเราจะต้องบอกข้อสอบท่านก่อน นําหลักฐาน นําพยานที่จะเป็นข้อเท็จจริงที่จะประกอบนั้นไปแจ้งก่อน ผมคิดว่าบอกข้อสอบท่านก่อนนั้น เป็นการเปิดเผยข้อมูลโดยที่ไม่จําเป็น ท่านประธานครับ โดยนัยของข้อบังคับของการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ถ้าในกรณีที่ผู้อภิปรายกล่าวพาดพิงถึงผู้อื่นให้เสียหาย เราก็มีข้อบังคับที่จะต้อง รับผิดชอบในการที่จะให้สมาชิกผู้นั้นรับผิดชอบอยู่แล้ว ท่านประธานดําเนินการได้อยู่แล้ว ในขณะเดียวกันถ้าพาดพิงไปถึงบุคคลอื่นทําให้เสียหาย ไม่ว่ากฎหมายทางแพ่งและทางอาญานั้น เขาก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่า กระผมไม่ได้เห็นด้วย กับท่านประธานในส่วนที่จะตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลเข้าไปตรวจสอบ เพราะเป็นการ กระทําไม่เป็นกลาง ทําให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลก่อนเวลาที่จําเป็นครับท่านประธาน
ผมเรียนที่ประชุมทราบ นะครับ ไม่ใช่เฉพาะคุณประยุทธ์ เมื่อปีที่แล้วผมก็ได้ตั้งไปดําเนินการกัน แล้วก็ปัญหาตอนท้าย ๆ ทางพรรคเพื่อไทยเองก็ไม่เข้าร่วม ก็ถอนตัวออกไปหลายท่าน เราก็ดําเนินการไปจนเรียบร้อย ในการประชุม เมื่อสักครู่ผมก็อนุมัติ เพราะเจ้าหน้าที่เขาตรวจสอบแล้ว อนุมัติให้คุณมิ่งขวัญ นําเอกสารมาชี้แจงในการอภิปรายครั้งนี้ ๑๑๙ ชุดด้วยกันครับ ผมก็อนุมัติเมื่อกี้นี่ครับ เพิ่งเห็น ท่านก็เพียงแต่ว่าก่อนจะอภิปราย การอภิปรายก็นําข้อมูลนั้นให้คณะกรรมาธิการพิจารณากันไป ไม่มีปัญหาครับ ผมต้องรับผิดชอบอยู่แล้วครับ ท่านไม่เสนอก็ไม่เป็นไรครับ แต่ที่ประชุมได้ตกลง กันไว้ระหว่างพวกผมนี่ครับ ประธาน เราจะไม่อนุมัติให้นําเอกสารนั้นมาชี้แจงต่อที่ประชุม ก็ได้เซ็น ไปแล้วครับ พอแล้วครับ ต่อไปเพื่อไม่ให้เสียเวลา เดี๋ยวจะไม่ได้ ๔๐ ชั่วโมงครับ ไม่พูดอีกแล้วครับ ขอให้อภิปรายต่อไปครับ ไม่หรอก คุณวรวัจน์พอแล้วครับ เดี๋ยวคุณก็จะได้อภิปราย ต่อความยาว สาวความยืดไปไม่มีประโยชน์ครับ เอาเนื้อ ๆ เข้ามาเพื่อไล่รัฐบาลชุดนี้ พวกคุณมีหลักฐานก็ไล่ไป เขาก็ต้องรู้ เขาชี้แจงได้ ถ้าเขาชี้แจงไม่ได้แสดงว่าเขาผิดนะครับ ไม่ต้องพูดแล้วครับ พอแล้วครับ ต่อไป เชิญท่านมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เชิญเลยครับ ผมไม่อนุญาตแล้วนะครับ เชิญท่านมิ่งขวัญครับ คือท่านไม่ติดใจใช่ไหม ท่านใช่ไหมครับ ก็แจ้งมาทางสภา สภาเขาก็เขียนอย่างนี้ครับ ท่านก็ ไม่บอกผมล่วงหน้าว่าท่านจะเป็นผู้นําในการอภิปรายครั้งแรกว่าเป็นวิป (Whip) ฝ่ายค้าน มันก็หมดปัญหา เชิญครับ เมื่อท่านได้รับผิดชอบแล้ว เชิญท่านวิทยา บุรณศิริ ครับ
ผมไม่ได้เป็นผู้กล่าวเปิดครับ ท่านประธาน แต่ผมจะเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้กล่าวถึงญัตติที่เราได้ยื่นไว้ครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะผู้ร่วมเสนอญัตติและ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก จํานวน ๙ ท่าน โดยกระผมได้รับมอบหมายจากผู้เข้าชื่อเสนอญัตติให้เป็นผู้นําเสนอญัตติดังกล่าว ต่อที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ แต่ก่อนที่กระผมจะได้กราบเรียนถึงเหตุผลและความ จําเป็นในการยื่นญัตติดังกล่าว กระผมขออนุญาตกล่าวถึงการดําเนินการอันนําไปสู่การยื่นญัตติ เป็นเบื้องต้นดังนี้
โดยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม และนายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีพฤติการณ์ ที่ส่อว่ากระทําการทุจริตต่อหน้าที่ กระผมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เข้าชื่อตาม มาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยื่นคําร้องต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้วุฒิสภาได้มีมติตาม มาตรา ๒๗๔ ถอดถอนบุคคลดังกล่าวออกจากตําแหน่งเมื่อวันที่ ๒๘ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๔ โดยได้แนบสําเนาคําร้องถอดถอนดังกล่าวมาพร้อมกับญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้วยแล้ว ในลําดับต่อไปนี้กระผมจะขออนุญาตนําเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก่อน หลังจากนั้นจะได้นําเสนอญัตติขอเปิด อภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในลําดับต่อไป ญัตติขอเปิดอภิปราย ทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
ด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้บริหาร ราชการแผ่นดินล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ยินยอมหรือรู้เห็น เป็นใจให้รัฐมนตรีในรัฐบาลและบุคคลแวดล้อมกระทําการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) แสวงหา ประโยชน์จากการบริหารราชการแผ่นดินอย่างกว้างขวาง บริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นไปตาม หลักนิติธรรมและขาดหลักธรรมาภิบาล ดําเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจล้มเหลว ขาดวินัยการเงิน การคลัง ละเว้นและปล่อยปละละเลย ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็วเป็นธรรมและทั่วถึง ในทางตรงข้ามกับบังคับใช้กฎหมาย โดยขาดความเสมอภาค เลือกปฏิบัติเป็น ๒ มาตรฐาน จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่เคารพหลัก ประชาธิปไตย ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ทําลาย ระบบราชการ ขยายความขัดแย้ง แตกแยกในสังคมให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ล้มเหลวในการ แก้ปัญหาความมั่นคงทั้งภายในประเทศและหาความสัมพันธ์และปัญหาความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ กระผมได้ยื่นญัตติกราบเรียนถึงพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยสังเขปเพื่อประกอบญัตตินี้
ข้อ ๑ ไม่ปฏิบัติตามแผนการบริหารราชการแผ่นดินและแผนการตรากฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา กําหนดนโยบายการบริหารประเทศโดยขาดองค์ความรู้ อ่อนด้อยด้วยประสบการณ์เป็นผลทําให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่ถูกต้อง ไร้ทิศทาง มิได้ คํานึงถึงความจําเป็น และมิได้มุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนอันแท้จริงของพี่น้องประชาชน ไร้หลักธรรมาภิบาล ประพฤติผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในลักษณะปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ โดยมีเจตนาพิเศษและเจตนาฉ้อฉลเพื่อเปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่าง ๆ อย่างกว้างขวางและรุนแรง ส่อไปในทางทุจริตต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ด้วยการมี มติคณะรัฐมนตรีที่เอื้อประโยชน์ให้แก่การทุจริตในหลายโครงการ ทําให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณ อันมาจากภาษีของพี่น้องประชาชนไปจากการทุจริตคอร์รัปชันดังกล่าวอย่างมหาศาล ทั้งทุจริต เชิงนโยบายและทุจริตแบบขายตรงจนเป็นที่กล่าวขานกันโดยทั่วไปว่ารัฐบาลภายใต้การนําของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีมีการทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุดกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา ไม่รักษา ผลประโยชน์ของรัฐที่ควรจะได้รับตามกฎหมาย ทําให้รัฐสูญเสียรายได้ โดยมีพฤติการณ์เข้าไป ก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือดําเนินงานในหน้าที่ประจําของข้าราชการในหลาย หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม มีเจตนาพิเศษไม่สุจริต เพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองอันมิใช่เป็นการกระทําตามอํานาจหน้าที่ ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา หรือตามกฎหมายบัญญัติ กรณีการจัดเก็บ ภาษีอากรทําให้รัฐสูญเสียรายได้หลายหมื่นล้านบาทและทําให้ผู้ต้องหาหลุดพ้นความผิด นอกจากนั้นยังไร้ซึ่งความรู้ความสามารถและสติปัญญาในการกําหนดนโยบายบริหารประเทศ โดยต้องอาศัยงบประมาณแผ่นดินจํานวนมากเพื่อจ้างวานบุคคลภายนอกมาจัดทํานโยบาย ขายฝันให้กับรัฐบาล ทั้งที่โครงการเหล่านั้นมิเกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เลยแม้แต่น้อย การเข้าสู่ตําแหน่งของนายกรัฐมนตรีไม่เป็นไปตามทํานองคลองธรรม ยังคง ความเป็นบุคคล ๒ สัญชาติ ดํารงสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไร้วุฒิภาวะความเป็นผู้นํา พูดจาไม่มีสัจจะ พูดในลักษณะเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่นอยู่ตลอดเวลา ให้คนใกล้ชิดใช้สื่อของรัฐ เป็นเครื่องมือเพื่อทําลายฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ส่งผลให้ความขัดแย้งในสังคมที่มีอยู่แล้วขยายวง กว้างออกไปอีก โดยไม่อยู่ในภาวะที่จะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดแก่สังคมได้
ข้อ ๒ จงใจใช้อํานาจหน้าที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่เคารพ หลักประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ใช้อํานาจละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิและ เสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง โดยสั่งการให้ทหารนําอาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชน จนเสียชีวิตและบาดเจ็บจํานวนมาก บิดเบือนการใช้อํานาจโดยมิให้มีการชันสูตรพลิกศพ ตามกฎหมาย ใช้สื่อของรัฐโฆษณาชวนเชื่อเพื่อใส่ร้ายป้ายสีประชาชนว่าเป็นผู้ก่อการร้าย และบิดเบือนการใช้อํานาจเพื่อปกปิดความผิดของตนเองและพวกพ้อง โดยการแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม ทําให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นไปโดยถูกต้องและเป็นธรรม เสมอภาค มีการเลือกปฏิบัติที่เป็น ๒ มาตรฐาน ส่งผลให้เกิดวิกฤติศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม อย่างรุนแรงแบบไม่เคยมีมาก่อน ไม่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจาก การล่วงละเมิดทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่น
ข้อ ๓ ทําลายระบบราชการโดยการแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการโดยมิได้ คํานึงถึงระบบคุณธรรมและความรู้ความสามารถ ปล่อยให้มีการแสวงหาประโยชน์จากการ ซื้อขายตําแหน่งของข้าราชการ ทําให้ข้าราชการที่ดีไม่มีเงินหมดโอกาสเจริญเติบโตในชีวิตราชการ
ข้อ ๔ ไม่ควบคุมให้มีการรักษาวินัยทางการเงิน การคลัง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยดําเนินนโยบายบริหารประเทศด้วยการก่อหนี้อย่างจํานวนมหาศาล โดยไม่ฟังเสียงทักท้วงของผู้เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดภาระหนี้สาธารณะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทําให้ ประชาชนต้องแบกรักภาระหนี้จํานวนมาก ซ้ําร้ายยังใช้เงินกู้ในโครงการต่าง ๆ อย่างสุรุ่ยสุร่าย และเกิดการทุจริตขึ้นอีกทั้งยังขาดความสามารถในการจัดหารายได้
ข้อ ๕ ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ดําเนินนโยบาย แปลกประหลาดเพื่อหวังแทรกแซงกลไกตลาด ปล่อยให้ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จําเป็น สูงขึ้นและขาดแคลน จนกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
ข้อ ๖ ดําเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาด ล้มแหลวอย่างสิ้นเชิง แทรกแซง กิจการภายในประเทศเพื่อนบ้าน ทําให้มิตรกลายเป็นศัตรู กระทบต่อความสัมพันธ์และการค้า ระหว่างประเทศอย่างรุนแรง นํามาซึ่งความไม่เข้าใจ ความไม่ไว้วางใจของมิตรประเทศ ส่งเสริม สนับสนุนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดําเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะ ก้าวร้าว รุนแรง บ่มเพาะศัตรู และชักศึกเข้าบ้านอยู่ตลอดเวลา
ข้อ ๗ ล้มเหลวในการปัญหาความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองชีวิตของพี่น้องประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ ทั้ง ๆ ที่ ทุ่มเททรัพยากรจํานวนมหาศาล แต่กลับเกิดเหตุรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดมา พฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่เต็มไปด้วย ปัญหาการทุจริตและประพฤติผิดหน้าที่ ส่อไปถึงทางทุจริตต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ อีกทั้ง ล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ ไร้ทิศทาง ผิดพลาด บกพร่อง ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและ กฎหมายจนประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างกว้างขวาง หากจําทนหรือทนปล่อยให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินต่อไป ย่อมส่งผลให้เกิดความ เสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน ยากที่จะแก้ไขและเยียวยา กระผม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้มีรายชื่อท้ายญัตตินี้จํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจํานวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๕๘ เสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ตามขั้นตอนและกระบวนการแห่งรัฐธรรมนูญ พร้อมกันนี้ กระผมผู้เสนอญัตติ ขอเสนอชื่อ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นผู้สมควรดํารงตําแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนต่อไป ส่วนข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ จะนําเสนอในที่ประชุมสภา ผู้แทนราษฎรต่อไป
อนึ่ง ก่อนเสนอญัตตินี้ กระผมได้ยืนคําร้องขอถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อประธานวุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แล้ว ปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาแนบท้ายญัตตินี้
ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
ด้วยรัฐมนตรีผู้มีรายนามในญัตตินี้ ได้บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ต่อ รัฐสภา และไม่เป็นไปตามแผนการบริหารราชการแผ่นดินและแผนการตรากฎหมาย ที่จัดทําไว้ กําหนดนโยบายในการบริหารราชการในกระทรวง ทบวง กรมไม่ถูกต้อง ไร้ทิศทาง ไม่ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เป็นธรรม ลุแก่อํานาจ มุ่งใช้ อํานาจตามกฎหมายพิเศษเกินกว่ากรณีแห่งความจําเป็นเพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในทุกด้าน และซ้ําร้ายยังมุ่งหาประโยชน์โดยทุจริตจากการบริหารราชการแผ่นดินที่อ้างว่าเป็นการ ใช้อํานาจหน้าที่ตามกฎหมายพิเศษในการปราบปรามประชาชนที่ชุมนุม ไม่ควบคุมให้มีการรักษา วินัยการเงิน การคลังเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทําให้เกิดการทุจริต และความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน นอกจากนั้นยังไม่กํากับให้มีการประกอบกิจการ ให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม แต่จงใจละเลยให้มีการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะ ผูกขาดตัดตอนกักตุนสินค้า ทําให้ประชาชนผู้บริโภคเสียหาย และเกิดผลกระทบต่อโครงสร้าง หรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภค อันจําเป็นต่อการดํารงชีวิตของพี่น้องประชาชน ทําให้มีการผูกขาดโดยเอกชนอันอาจก่อความเสียหายแก่รัฐในหลายโครงการ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและหลักธรรมาภิบาล ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ทําให้เกิด ผลประโยชน์ทับซ้อนในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม เห็นแก่ ประโยชน์ส่วนตน ไม่คุ้มครองและรักษาประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาดล้มเหลว ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เข้าแทรกแซงการรับรู้ ข้อมูลข่าวสารของพี่น้องประชาชน ทั้งยังหาประโยชน์จากองค์กรของรัฐ รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับ สื่อของรัฐ และเกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ไม่ยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไม่สามารถแก้ไข ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยปล่อยให้ประชาชนต้องจําทนกับความยากลําบากในการ ดํารงชีวิต สินค้า อุปโภค บริโภคที่จําเป็นมีราคาสูงขึ้น และขาดแคลนไม่ใส่ใจความทุกข์ยากของ พี่น้องประชาชน มุ่งเน้นการเล่นการเมืองเพียงแบ่งประโยชน์ระหว่างกัน ซึ่งการบริหารราชการ แผ่นดินดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่งต่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน การบริหาร ราชการแผ่นดินเกี่ยวกับนโยบายด้านการต่างประเทศล้มเหลว ไม่ส่งเสริมความสัมพันธ์ไมตรีและ ความร่วมมือกับนานาประเทศ ทําให้กระทบต่อการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว และกระทบต่อ ประโยชน์ของคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากปล่อยหรือยอมจําทน ให้บริหารราชการ แผ่นดินที่มีทั้งกรณีทุจริตและประพฤติผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ และการบริหารงานที่ล้มเหลว และไร้ประสิทธิภาพต่อไป จะทําให้เกิดผลกระทบต่อประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน และประชาชน ที่จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างที่จะทําให้ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนและประโยชน์ สําคัญของแผ่นดินกลับคืนมาดังเดิมมิได้
ข้าพเจ้ากระผมผู้มีรายชื่อท้ายญัตตินี้ ซึ่งมีจํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๖ ของจํานวน สมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๑๕๙ เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคลดังรายนามต่อไปนี้
๑. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
๒. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
๓. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
๔. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี
๕. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร
๖. นายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
๗. นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีกว่ากระทรวงคมนาคม
๘. นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยที่รัฐมนตรี ตามรายชื่อลําดับชื่อ ๑ ถึง ๘ มีพฤติการณ์ที่ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําความผิดบกพร่อง ต่อหน้าที่ราชการ จงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กระผมจึงได้แนบสําเนาคําร้องขอถอดถอน บุคคลดังกล่าวออกจากตําแหน่ง ได้ยื่นไว้ต่อประธานวุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาด้วยแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดบรรจุญัตติ ทั้ง ๒ นี้ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยด่วน และขอให้พิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนี้ รวมกับญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นญัตติที่ได้ยื่นไว้ในคราวเดียวกัน ส่วนข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ สมาชิกจะขอนําเสนอต่อ ที่ประชุมสภาแห่งนี้ต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน
ก็เกริ่นแล้ว ต่อไปก็เชิญ ท่านมิ่งขวัญ เชิญครับ ท่านได้ขออนุญาตเอกสารประกอบ ๑๙๙ แผ่น เกินนั้นไม่ได้นะครับ ได้ ๑๑๙ แผ่น
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผู้ ยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็น รายบุคคล และได้รับการเสนอชื่อตามบัญชีแนบท้ายให้เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ตามที่ท่านวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้านได้อ่านญัตตินําเสนอต่อท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไว้เรียบร้อย แล้ว กระผมจะขอเป็นผู้กล่าวเปิดอภิปรายเพื่อเข้าสู่การอภิปรายที่มีเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้
การอภิปรายทั้งหมดนับจากวันนี้เป็นต้นไปจะประกอบไปด้วยเนื้อหาสาระหลัก หลายประการดังนี้คือ การบริหารงานที่ล้มเหลวของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คณะรัฐมนตรีโดยภาพรวม ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อคนไทยและประเทศไทย การดูแลควบคุม และการบริหารจัดการอันก่อให้เกิดการทุจริตต่าง ๆ อย่างมากมาย ดังผมจะได้กล่าวให้ฟังพอ สังเขปในลําดับต่อไป
ความล้มเหลวดังกล่าวนอกจากจะก่อให้เกิดการทุจริต ความไม่มีประสิทธิภาพ ยังบังเกิดผลเสียต่อประชาชนคนไทยและประเทศไทยอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจระดับ จุลภาค ข้าวยากหมากแพง ปากท้องของประชาชนได้รับความเดือดร้อน ค่าครองชีพสูง ซึ่งแน่นอน ที่สุดจะเป็นผลกระทบต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
สําหรับเศรษฐกิจระดับมหภาคนั้นหรือระดับชาติมันก่อให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน ตัวกระผมได้อธิบายกราบเรียนให้ท่านประธานได้ทราบผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศมาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงอภิปรายงบกลางปี แต่เที่ยวนี้จะเป็นการ อภิปรายที่ชี้ให้เห็นชัดถึงสถานภาพการเงิน การคลัง ที่แท้จริงของคนไทย ผมขอเรียนว่า การอภิปรายจะเริ่มต้นจากปากท้องของประชาชนในเรื่องข้าวยากหมากแพง ประเด็นสําคัญที่สุด ซึ่งกระทบต่อการดํารงชีวิตประจําวันของคนไทยทั้งประเทศนั้นเป็นมาแบบไม่เคยเป็นมาก่อน นั่นคือเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศให้ความสนใจก็คือเรื่องของปาล์มน้ํามัน อันจะมีผลเกี่ยวโยงไปถึง การบริโภคน้ํามันปาล์มขวด อาหารต่าง ๆ แม้กระทั่งอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ หรือแม้แต่สบู่ถูตัว ซึ่งต้องใช้ปาล์มน้ํามันเป็นสาระหรือวัตถุดิบสําคัญ รวมถึงสินค้าอื่น ๆ ที่ขึ้นราคาขึ้นมาอย่างน่า สะพรึงกลัว ทั้งนี้การดําเนินกุสโลบายหรือดําเนินการบริหารจัดการของท่านนายกรัฐมนตรีและ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงซึ่งกลับลงไปดูแลเรื่องปาล์มน้ํามันยังไปก่อให้เกิดผลกระทบต่อ โครงสร้างของน้ํามันไบโอดีเซล (Bio-diesel) และเชื่อมโยงไปถึงกองทุนน้ํามันอันจะมีผลกระทบ โดยตรงกับคนไทยทั้งประเทศ ทั้งราคาน้ํามันดีเซล โครงการน้ํามันไบโอดีเซล และที่สําคัญที่สุดจะ กระทบต่อราคาน้ํามันทั้งระบบ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศท่านกําลังจะได้รับผลกระทบจาก การขึ้นราคาก๊าซ (Gas) หุงต้ม หรือก๊าซแอลพีจี (LPG) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชน ทางบ้านได้เห็นข้อเท็จจริง ได้เห็นความจริง และที่สําคัญที่สุดได้เห็นตัวเลข ผมหวังว่า ท่านนายกรัฐมนตรีคงจะตั้งอกตั้งใจและพิจารณารับฟังข้อมูลด้วยใจที่เป็นธรรม และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งประชาชนและสื่อมวลชนทางบ้านจะได้เห็นสถานภาพที่แท้จริงของน้ํามันปาล์มซึ่งเกี่ยวโยง ไปถึงน้ํามันดีเซลและกองทุนน้ํามัน กระผมขออนุญาตท่านประธานนําเสนอสไลด์ (Slide) เพื่อให้ ประชาชนที่ชมอยู่ทางบ้านได้เข้าใจง่ายต่อกรณีที่เกิดขึ้นกับน้ํามันปาล์ม กองทุนน้ํามันและราคา น้ํามันดังต่อไปนี้ครับ ขอสไลด์เซ็ทแรกเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
น้ํามันปาล์มปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า ไม่ว่าท่านจะเป็นคนไทยที่นับถือศาสนาใด น้ํามันปาล์มเป็นอาหารหลักในการทอดและปรุงอาหาร ครับ น้ํามันปาล์มก่อให้เกิดความเชื่อมโยงไปยังอาหารต่าง ๆ ก่อนผมจะเข้ามาประชุมวันนี้มีคนพูด ถึงราคาไข่เจียว หลายคนบอกวันนี้ฟองละ ๕ บาท ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ๗ บาท ๑๐ บาท ราคาข้าว แกงจาก ๒๕ บาทต่อจานเป็น ๓๐ บาท เป็น ๔๐ บาท สิ่งของทุกอย่างจะขึ้นมาตามน้ํามันปาล์ม ท่านลองไปดูสไลด์แผ่นแรกนะครับว่าน้ํามันปาล์มเป็นเช่นไร ผมขอชี้แจง การชี้แจงอันนี้ ผมต้องการจะเกริ่นนําเพื่อเข้าไปสู่การอภิปราย ซึ่งผมแน่นอนใจว่าหลังจากผมได้อภิปรายแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะลุกขึ้นมาตอบหรือไม่อันนี้เป็นดุลยพินิจของท่าน แต่ที่แน่นอนผมขอเตือน ไว้ก่อนว่าหลังจากนี้ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ จะมาเปิดโปงข้อมูลของโครงการน้ํามัน ปาล์มทั้งหมดว่าท่านบริหารล้มเหลว ผิดพลาดและมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการทุจริตเช่นใด
ข้อ ๑ สต็อกน้ํามันปาล์มถูกลดปริมาณต่ํากว่าระดับเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง สัญญาณนี้เห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๓ ผมต้องย้ําไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ นายกรัฐมนตรีท่านมีหน้าที่เป็นประธานในการดูแลเรื่องเกี่ยวกับกองทุนน้ํามัน แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับ พลังงานโดยตรง แต่เรื่องนี้มีจุดที่น่าแปลกน่าสนใจที่อยากชี้ให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ได้สังเกต ปรากฏว่าประธานในการนั่งประชุมเรื่องน้ํามันปาล์มแทนที่จะเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจคือดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี แต่กลับไปเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องความ มั่นคงคือท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ อันนี้ขอตั้งเครื่องหมายคําถามไว้ตัวโต ๆ ว่าท่านคิดอะไร ของท่านอยู่ สัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกันยายนปี ๒๕๕๓ นั่นแปลว่าเวลาผ่านมา หลายเดือนมากนะครับว่าอันตรายนี้กําลังจะเกิดขึ้น
ข้อ ๒ ครับ สต็อกน้ํามันปาล์มลดลงสู่จุดวิกฤติ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ สู่จุดวิกฤติ สูงสุดในเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ เรามาดูกันว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ดูแลปัญหาเรื่องนี้ อย่างไรกับปากคนไทยทั้งประเทศ
ข้อ ๓ ทําไมเพิ่งมาอนุมัติการนําเข้าเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๔ ท่านเห็นภาพ ไหมครับว่าประเทศเกษตรกรอย่างไทยเป็นผู้ส่งออกน้ํามันปาล์มรายใหญ่ แต่ปรากฏว่าคนไทย กลับไปทะเลาะทุบตีกันเพื่อแย่งกันซื้อน้ํามันปาล์ม ปัญหานี้การตัดสินใจของท่านผิดพลาดล้มเหลว แน่นอนครับ
ข้อ ๔ ผู้ปลูกปาล์มและส่งออกรายได้ประเทศไทยออกสู่ทั่วโลกรายใหญ่ ๆ ประเทศ มาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย รวมทั้งประเทศไทยด้วย เราเป็นผู้ปลูกปาล์มรายใหญ่เป็นผู้ส่งออก ปาล์มรายใหญ่เดี๋ยวท่านไปดูตัวเลขท่านจะรู้ว่ามันไม่น่าจะเกิดปัญหาอย่างนี้เลยถ้าท่านทํางานแล้ว บริหารจัดการที่เป็น ไปดูข้อต่อไปครับ
ข้อ ๕ ประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย ท่านฟังดี ๆ นะครับ ข้อนี้เป็นข้อที่ สําคัญที่สุด มีการกําหนดประเภทของน้ํามันปาล์มหลากหลายประเภท ถ้าตามตัวเลขข้อมูลซึ่งเดี๋ยว ท่านอนุดิษฐ์ นาครทรรพ จะมาชี้แจง ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศส่งออกปาล์มอาจจะเป็น อันดับ ๑ ของโลก ปรากฏว่ามีการจําแนกน้ํามันปาล์มไว้ถึง ๑๓ ประเภท มีราคาระบุมาตรฐาน อย่างชัดเจน
ข้อ ๖ ทําไมรัฐบาลไทยได้ตัดสินใจไปนําเข้าจากพ่อค้าคนกลางของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งประเทศสิงคโปร์ไม่ได้ปลูกน้ํามันปาล์มเลย และไม่ได้เป็นผู้กําหนดราคาน้ํามันปาล์มโลกด้วย เพราะฉะนั้นจึงมีข้อเคลือบแคลงสงสัยในความโปร่งใสและการทุจริต ตรงนี้ในข้อ ๖ อย่างเป็น นัยสําคัญครับ
ข้อ ๗ น้ํามันปาล์มขวด ตรงนี้จุดที่เจ็บปวดที่สุดที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ได้รับครับ น้ํามันปาล์มขวด เดิมกําหนดราคาอยู่ที่ ๓๘ บาท แปลว่าน้ํามันปาล์มขวด ๑ ขวด ที่ท่านจะซื้อไปทอดไปปรุงอาหารอยู่ที่ราคาขายได้ไม่เกิน ๓๘ บาท ราคาขายอยู่ที่ตามห้างใหญ่ ๆ เช่น ห้างแมคโคร (Macro) ห้างคาร์ฟูร์ (Carreefour) ห้างเทสโก้โลตัส (Tesco lotus) อันนี้ ผมไม่ได้โฆษณาให้เขาฟังฟรี อยู่ที่ ๓๖ บาทครับ นั่นแปลว่าอะไรครับ แปลว่าราคาต้นทุน ต้องต่ํากว่า ๓๖ บาทแน่นอน เกิดภาวะน้ํามันปาล์มขาดแคลน รัฐบาลอนุมัติให้นําเข้าปาล์ม ตรงนี้ ก็เป็นข้อสงสัยเงื่อนไข เดี๋ยวท่านไปดูตัวเลขส่งออกแล้วทําไมถึงต้องไปอนุมัตินําเข้า แล้วปาล์ม หายไปไหนโดยทันทีโดยไม่ปรากฏร่องรอย
ไปดูข้อต่อไปครับ ข้อต่อไปนะครับน้ํามันปาล์มมีการอนุมัติราคาใหม่ให้ขาย เมื่อสักครู่บอกว่า ๓๘ บาทต่อขวดครับ ปรากฏกลายเป็น ๔๗ บาทต่อขวด ส่วนต่างของราคาเก่า และราคาใหม่ท่านดูนะครับ ถ้าขายอยู่ที่ ๓๘ บาทแล้วมาขาย ๔๗ บาท ท่านมีส่วนต่างอยู่ที่ขวดละ ๙ บาท แต่ถ้า ๓๖ บาทราคาขายที่ห้างโมเดิร์นเทรด (Modern trade) ต่างกันอยู่ถึง ๑๑ บาท ต่อขวดครับ ประชาชนทําไมต้องมารับภาระค่าเฉลี่ยต่อขวดสูงขึ้นเกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ผมย้ํา อีกครั้งนะครับ คนไทยทั้งประเทศฝากผมบอกมาไม่ใช่ร้อยสายพันสายครับเป็นหมื่น ๆ คนที่รู้จักผม บอกว่ารัฐบาลนี้ทําเกินไปเสียแล้ว เพราะนี่คือการปล้นเกินกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์จากการบริหารงาน ที่อ่อนด้อยครับ
ไปดูข้อต่อไปครับ ผลผลิตปาล์มไทยจริง ๆ ตามมาตรฐานเท่าที่ควรจะเป็น ข้อ ๑ ย่อยครับ พอต่อการบริโภคและการส่งออกอย่างมหาศาล แต่ข้อ ๒ เรายังมีเหลือแบ่งไปทํา น้ํามันไบโอดีเซล ซึ่งทําให้ราคาน้ํามันถูกลงอีก ซึ่งแนวโน้มของโครงการในพระราชดําริการใช้ พลังงานทดแทนถือเป็นวาระสําคัญ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลนี้ทําให้เกิดการเสื่อมเสียอย่างแน่นอนครับ โครงการ บี ๕ (B 5) ถูกระงับยับยั้งไปแล้ว บี ๓ (B 3) ระงับยับยั้งไปแล้ว ตอนนี้มาเป็นบี ๒ (B 2) และในที่สุดท่านอาจจะเหลือเพียงบีเดียว อันนี้ผมเรียนเลยนะครับอันนี้เป็นความเศร้าโศกสลดที่สุด ที่คนไทยได้พึงได้รับ กระทบมาก่อน เดี๋ยวท่านไปดูข้อต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้นครับ
ข้อต่อไปครับ ประชาชนต้องแบกค่าใช้จ่ายราคาน้ํามันปาล์มขึ้นเกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ครับท่าน จากประชาชน เปรียบได้กับการทุจริตเรียกเงินครับ จากประชาชนกว่า ๖๐ ล้านคน ก่อให้เกิดความเสียหายแล้วมีผลกระทบกับค่าครองชีพทุกประเทศทุกประเภทในวงกว้าง ท่านลอง นั่งนึกดูนะครับ เดี๋ยวถ้าเราไปในหมวดของการทุจริต ผมจะชี้แจงให้ท่านประธานทราบว่า ประชาชน สื่อมวลชนและท่านนายกรัฐมนตรีได้รับทราบว่า วันนี้รัฐบาลนี้ได้ชื่อว่ามีการเรียกเก็บ เงินใต้โต๊ะ และมีการกล่าวหาและถูกวิจัยออกมาอย่างเป็นรูปธรรม แต่ปรากฏว่าพ่อค้าที่ไปรับ งบประมาณจากรัฐบาลสมยอมที่จะจ่ายให้ท่าน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คนไทยทั้งประเทศไม่สามารถที่จะปฏิเสธการเรียกรับ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี้จากท่านได้
ไปดูแผ่นต่อไปครับ การกระทบค่าครองชีพอย่างรุนแรงนี้กระทบกับโครงสร้างของ น้ํามันดีเซล ปาล์มน้ํามันจุกชมพูกับจุกสีฟ้า ผมตั้งคําถามนะครับเดี๋ยวจะมีคนมาอภิปรายดูเหมือน นะครับเมื่อเกิดปัญหาวิกฤติอย่างรุนแรง น้ํามันขึ้นขวดไป ๙ ถึง ๑๑ บาท ประชาชนเดือดร้อน ทุกหย่อมหญ้า ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อขวด อยู่ ๆ ก็ดูเหมือนมีเจตนาดี ผมอยากจะบอกนะครับ แต่เป็นเจตนาดีที่ซ่อนไว้ด้วยความประสงค์ร้าย เพราะอะไรครับ อยู่ ๆ หน่วยงานของรัฐฝ่ายหนึ่ง บอกออกจุกสีฟ้า มีรัฐมนตรีออกไปเดินตรวจดูอยู่ ๆ มีจุกสีชมพูออกมาอีก ตรงนี้นะครับขอตั้ง เครื่องหมายคําถามชัด ๆ นะครับเป็นเครื่องหมายคําถามซ้อน ๓ คําถาม ทําไมมาออกมาทําไม เพื่อผลประโยชน์ของใคร ขวดละ ๙ ถึง ๑๑ บาทไปเข้ากระเป๋าใคร แล้วการอนุมัติให้นําเข้า น้ํามันปาล์มดิบเกิดอะไรขึ้น ท่านไปดูต่อไปครับ ผลกระทบจากการจัดการบริหารเรื่องปาล์มท่านดู นะครับว่าเกิดอะไรขึ้น ๑. ประชาชนบริโภคน้ํามันปาล์มแพงขึ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ต่อขวด เกินกว่านะครับ ๒. ราคาโครงสร้างน้ํามันดีเซลผันผวนอย่างหนัก เดี๋ยวท่านไปดูนะครับ คนทั้ง ประเทศจะตาสว่างกันวันนี้ ท่านจะได้เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ดูต่อไปครับ ภาวะน้ํามันในตลาดโลกแน่นอนที่สุดแพงขึ้น น้ํามันแพงขึ้นแน่นอน วันนี้รัฐบาลใช้เงินเท่าไรครับ ไปดูต่อไปนะครับว่าสถานการณ์ของกองทุนน้ํามันหมดไป ท่านนายกรัฐมนตรีจะอธิบายอย่างไรก็แล้วแต่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะออกมาตอบ อย่างไรก็แล้วแต่ บอกว่าเหลือ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลือ ๓๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท เดี๋ยวท่านจะ ปฏิเสธความจริงนี้ไม่ได้ แล้วเลิกพูดกับผมว่ามาเล่นกับตัวเลขนะครับ เพราะฉะนั้นข้อ ๕ หนี้ก้อนใหญ่ที่กองทุนน้ํามันค้างอยู่นี้จะกระเทือนต่อสถานภาพของ ปตท. อย่างแน่นอนครับ และกองทุนอื่น ๆ ที่ท่านไปก่อให้เกิดภาระหนี้สินท่านจะไม่สามารถใช้ได้เลย แล้วเดี๋ยวไปดูสไลด์ ต่อไปท่านจะเห็นชัดเจน ต่อไปครับ
สไลด์มาครับ ผมต่อนะครับ ข้อ ๖ ท่านเอากองทุนน้ํามันมาใช้จนหมดแล้วไม่มีเงิน อุดหนุน ราคาก๊าซหุงต้มแอลพีจีซึ่งประชาชนใช้อยู่ ถ้าท่านปล่อยจะแพงขึ้นแบบก้าวกระโดด ๑๘ บาทกว่า เดี๋ยวจะกลายเป็นเท่าไรท่านจะตกใจครับ เพราะฉะนั้นการกระทบกับค่าครองชีพ ทุกครัวเรือนจะปฏิเสธและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าท่านแก้ปัญหาระยะสั้นท่านก็ไม่ยอมให้ขึ้นราคาน้ํามัน กับก๊าซไม่แพงขึ้น ท่านก็มีอย่างเดียวท่านต้องไปกู้เงิน ท่านต้องเป็นหนี้หรือเอาเงินที่ไหนก็ไม่รู้ โยกย้ายกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา แต่อันนี้เป็นวิธีการบริหารที่ผิดพลาดอย่างมโหฬารและ มหันตภัยที่สุดครับ
ไปดูแผ่นต่อไป ถ้าระยะยาวละครับ ในเมื่อท่านหยุดการชําระหนี้ ปตท. หยุดการชําระหนี้กองทุนต่าง ๆ ที่ท่านค้างเขาไว้ไม่รู้กี่หมื่นล้านบาท ระยะยาวท่านจะสร้างภาระ หนี้ผูกพันโดยไม่สามารถชําระหนี้ให้กองทุนต่าง ๆ ได้เลย ปตท. ได้รับผลกระทบแน่นอนครับ ท่านไปดูอีกแผ่นหนึ่งท่านถึงจะทราบครับ เดี๋ยวผมจะเล่าเรื่อง ปตท. ทีหลังนะครับ ประเทศไทย เป็นประเทศผู้ปลูกปาล์มเพื่อใช้บริโภคในประเทศ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่รายหนึ่งของโลกในปริมาณ ที่สูง ผมเป็นคนพูดตัวเลขชัดเจนครับ ท่านประธานครับ ผมจําเป็นต้องกล่าวให้เห็นดูปริมาณ การส่งออกปาล์ม นี่ตัวเลขแหล่งที่มาคือกรมศุลกากรและการส่งออก
ไปดูตัวเลขแผ่นต่อไปครับ ปี ๒๕๕๐ เราส่งออกปาล์มเหลือกินเหลือใช้ เหลือไปทําไบโอดีเซลถึง ๔๒๗,๙๐๐ กว่าตัน ปี ๒๕๕๑ เราส่งออกปาล์มถึง ๕๐๖,๐๐๐ กว่าตัน ปี ๒๕๕๒ ก็ส่งปาล์มออกอีกเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ปี ๒๕๕๓ ก็ส่งออกถึง ๒๒๓,๐๐๐ กว่าตัน แล้วเรามาเจอวิกฤติน้ํามันปาล์มที่รุนแรงขนาดนี้ได้อย่างไร คําตอบคําเดียวครับ การบริหาร ที่ขาดประสบการณ์ การลงไปดูแลเอาใจใส่ การรับรู้ถึงปัญหามหันตภัยที่เกิดขึ้นกับคนไทย ทั้งประเทศ แต่ท่านไม่ได้ตระหนักถึงเหมือนเช่นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ต่อไปครับ ตรงนี้เป็นคําตอบที่ชัดเจนนะครับ ผมชื่นชมรัฐบาล ชื่นชมที่ว่าโพล (Poll) หลายสํานักออกมาทีไรรัฐบาลจะดูดีหมด แต่โพลนี้เอแบคโพล (ABAC Poll) ออกมาสํารวจครับ คําเดียวสั้น ๆ ๗๒ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนเชื่อว่าปัญหาการขาดแคลน น้ํามันปาล์มมาจากการทุจริตในการบริหารจัดการของท่านนายกรัฐมนตรีและประธานในการ ประชุมเรื่องการแก้ไขปัญหาวิกฤติปาล์ม ผมย้ํามีครั้งหนึ่งนะครับ ไปถามคน ๑๐๐ คน ไม่ว่าจะรักชอบพรรคใครก็ตาม คําตอบคือ ๗๒ คนบอกว่านี่คือการขาดแคลนที่เกิดจากการทุจริต
ไปดูแผ่นต่อไปครับ อยู่ ๆ น้ํามันปาล์มหายไปไหนดื้อ ๆ มีข่าวลือต่าง ๆ นานา บอกว่า มีการนําเข้ามาก่อน มีการลักลอบนําน้ํามันปาล์มดิบเถื่อนเข้ามาก่อน น้ํามันปาล์มดิบจาก ประเทศมาเลเซียราคาถูกแอบเข้ามาก่อนโดยบริษัท ๓ บริษัท อันนี้ในรายละเอียด เดี๋ยวจะมีผู้มา อภิปราย มีการอนุมัติให้การนําเข้าน้ํามันปาล์ม ๓๐,๐๐๐ ตันถึง ๒ ครั้ง ท่านดูตัวเลขย้อนไป ๒-๓ ปี เราส่งออกตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตัน แล้วนี่เราต้องมานําเข้า ๓๐,๐๐๐ ตันถึง ๒ ครั้ง ข้อสังเกตท่านดูดี ๆ นะครับประชาชนที่รัก มีใจเป็นธรรมทั้งประเทศ เราควรจะผลิตน้ํามันปาล์ม ได้ถึง ๖๐ ล้านขวด จาก ๓๐,๐๐๐ กว่าตัน ๒ ครั้ง แต่กลับผลิตออกมาได้เพียง ๔๔ ล้านขวด มีคําถามครับ ถามว่า ๑๖ ล้านขวดมันหายไปไหน มันไปเข้ากระเป๋าอยู่ที่ใคร และใครได้ประโยชน์ ตรงนี้ และคนไทยทั้งประเทศทําไมต้องมายืนเศร้าเข้าคิวซื้อน้ํามันปาล์มอยู่ และต้องซื้อแพงขึ้น ขวดละถึง ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๙ ถึง ๑๑ บาทต่อขวด คําถามนี้ผมย้ําอีกครั้งนะครับ รัฐบาลต้อง ตอบให้ได้ครับ
แผ่นต่อไป เป็นคําถามง่าย ๆ ครับ ท่านขาดประสบการณ์ ท่านบริหารไม่เป็น หรือท่านกําลังปล้นประชาชน ท่านปล้นประชาชนใช่ไหมครับ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ วันนี้เป็นวัน อภิปรายและไม่ไว้วางใจ แล้วต้องจับทุจริตให้ได้ แล้วต้องยื่นถอดถอนท่าน เรื่องทั้งหมดจะถูกส่ง เรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมพูดภาษาไทยชัด ๆ ท่านบริหาร ไม่เป็น ท่านขาดประสบการณ์ หรือท่านกําลังปล้นประชาชนคนไทยทั้งประเทศอย่างถ้วนหน้า ไม่มี ยกเว้นแม้กระทั่งมหาเศรษฐีจดยาจกครับ
ข้อต่อไปที่เราจะต้องคุยกันนะครับ ผมอยากจะไปพูดอีกข้อหนึ่งที่จะต้องกราบเรียน ท่านว่า เรื่องตรงนี้กําลังจะไปเชื่อมโยงครับ จะไปเชื่อมโยงอะไร ในเมื่อท่านบริหารน้ํามันปาล์ม ไม่ได้ น้ํามันปาล์มมีปัญหาวิกฤติ ท่านจะไปเกี่ยวโยงเรื่องกองทุนน้ํามันกับราคาน้ํามันอย่างปฏิเสธ ไม่ได้ครับ เดี๋ยวท่านไปดูนะครับว่าน้ํามันที่ท่านใช้อยู่นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามคุมราคาน้ํามัน ดีเซลให้เหลืออยู่ ๒๙ บาทกว่า แน่นอน ผมเข้าใจครับ ท่านกําลังนําไปสู่การเลือกตั้ง เพราะท่าน ต้องการกดคะแนน ได้ราคา ได้สิ่งที่เป็นอยู่ แต่คําถามท่านทําได้จริงหรือเปล่า คนไทยจะได้ ตาสว่างกันทั้งประเทศนับตั้งแต่ข้อมูลที่เดี๋ยวสักครู่จะฉายให้ดูนะครับ ข้อมูลออกมาดูเหลื่อมล้ํา ครับ วันก่อนบอกว่ามีเงินในกองทุน ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีการใช้ ๆ ยังมีเหลืออยู่ อย่าเพิ่ง ตกใจ ราคาน้ํามันดีเซลจะอยู่ที่ไม่เกิน ๓๐ บาทต่อลิตร ต่อมาพอเกิดเรื่องวิกฤติน้ํามันปาล์ม ท่านดูสิครับ ในเมื่อบี ๕ เข้าไปผสมแทนไม่ได้ บี ๓ ก็ไม่ได้ บี ๒ ก็กําลังจะไม่ได้แล้ว เหลือบีเดียว ต้นทุนน้ํามันปาล์มเอาไปผสมกลายเป็นน้ํามันปาล์มแพงกว่าน้ํามันธรรมดา แล้วน้ํามันดิบเป็นอย่างไร แล้วเงินกองทุนท่านเอาไปอยู่ที่ไหน แล้วกองทุนอยู่ ๆ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่า ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไม่ต้อง เสียเวลาค้นตัวเลขนะครับเดี๋ยวผมจะบอกแหล่งที่มาของตัวเลขทั้งหมด และเป็นแหล่งที่มา ที่เปิดเผยต่อสาธารณชน ท่านตรวจสอบได้ทุกตัวเลข ขอดูสไลด์เรื่องเกี่ยวกับกองทุนน้ํามันและ ราคาน้ํามันด้วยครับ ประเด็นความล้มเหลวในการบริหารน้ํามันปาล์ม ท่านปฏิเสธไม่ได้ว่า มันไปเชื่อมโยงการบริหารกลไกน้ํามันและก๊าซของประเทศ
ไปดูสไลด์แผ่นต่อไป นายกรัฐมนตรีต้องการตรึงราคาน้ํามันดีเซลลิตรละ ๓๐ บาท โดยต้องใช้เงินอุดหนุนถึงลิตรละ ๕ บาท ผมเรียนพ่อแม่พี่น้องทั้งประเทศก่อนนะครับ วันนี้สมมุติว่าเราใช้น้ํามันกันอยู่ ๗ ส่วน ๒ ส่วนเป็นน้ํามันเบนซิน (Benzine) จะเป็น ๙๕ จะเป็น ๙๕ โซฮอล์ (Soholl) จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ๒ ส่วน แต่อีก ๕ ส่วนเป็นน้ํามันดีเซล เพราะฉะนั้น ถ้าน้ํามันดีเซลเกิดผลขึ้น ฐานคะแนนหรือความรู้สึกประชาชนต้องกระทบอย่างกว้างขวาง แต่ปรากฏว่าด้วยราคาน้ํามันดิบที่เป็นอยู่ ด้วยการบริหารน้ํามันปาล์มทําให้โครงการไบโอดีเซล ต้องเกือบจะระงับยับยั้งลง ท่านจึงต้องใช้เงินเข้าไปอุดหนุนถึงลิตรละ ๕ บาท วันนี้อยู่เฉย ๆ รัฐบาลควัก ๕ บาทเข้าไปหนุนเลย คราวนี้มาดูบูลเลท (Bullet) ต่อไปนะครับ วันนี้เงินในกองทุน น้ํามันเหลือจริงเท่าไรครับ พ่อ แม่ พี่ น้องครับ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับ ผ่านท่านประธานสภา ไปยังประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ถึงวันที่ ๑๔ คือเมื่อวานนี้ วันนี้วันที่ ๑๕ เดือนมีนาคม ท่านเหลือเงินอยู่ในกองทุนไม่ถึง ๔,๘๐๐ ล้านบาทครับ ใช้ได้ไม่ถึง ๒ สัปดาห์สิ้นเดือนมีนาคมนี้ เงินท่านจะหมดในกระเป๋าแล้ว ผมย้ํานะครับไม่มีอีกแล้ว ไม่มีแน่นอนครับ แล้วตัวเลขนี้ยืนยัน ไม่มีการซุกซ่อนตัวเลขใด ๆ ทั้งสิ้นครับ
ไปดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ อันนี้ผมขอเลื่อนนิดหนึ่งได้ไหมครับ อันนี้สําคัญจริง ๆ ท่านไปดูฐานะการเงินของกองทุนน้ํามันตัวเลขจริงนะครับ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ตัวเลข สถานภาพ ณ วันที่ ๑๔ เดือนมีนาคม ๒๕๕๔ คือเมื่อวานนี้ตอน ๖ โมงเย็นครับ เงินสดในบัญชี ท่านอ้างว่าท่านมีอยู่ ๓๒,๐๘๒ ล้านบาทครับ ปรากฏว่าท่านมีหนี้สินกองทุนต่าง ๆ ที่ท่านยังไม่ได้ ชําระแล้วท่านต๊ะเข้าไว้ก่อนนี่ ๑๔,๒๘๒ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติหากฐานะของกองทุน ทั้งหมดเบื้องต้นท่านจะเหลืออยู่ ๑๗,๘๐๐ ล้านบาทครับ แต่ภาระของกองทุนที่มีมติไปแล้วว่า ต้องชําระหนี้ แต่ยังไม่มีการเบิกจ่ายอยู่อีก ๑๓,๐๐๐ กว่าล้านครับ เพราะฉะนั้นสถานภาพของ กองทุนสุทธิจึงมีไม่ถึง ๔,๘๐๐ ล้านบาท อันนี้ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ เป็นตัวเลขที่แท้จริงปรากฏ เป็นหลักฐาน ท่านเข้าไปตรวจสอบได้ทั้งหมด แล้วผมขอยืนยันไม่มีบิดเบี้ยวหรือเปลี่ยนแปลงไป จากนี้แน่นอนครับ ๔,๘๐๐ ล้านบาท จะเกิดอะไรขึ้นครับ ภายในไม่เกิน ๑ สัปดาห์ต่อไปนี้ น้ํามันดีเซลท่านจะเผชิญสถานภาพนี้อย่างไรครับ นี่คือกองทุนน้ํามันที่อยู่
ไปดูแผ่นต่อไปครับ พ่อแม่พี่น้องทั้งประเทศครับ ท่านดูตัวเลขอันน่าสะพรึงกลัว ที่รัฐบาลกําลังทําอะไรไว้กับประชาชนครับ กองทุนน้ํามันสะท้อนการบริหารจัดการและฝีมือในการ บริหารจัดการประเทศของท่าน เงินไหลออกจากกองทุนน้ํามันดังตัวเลขต่อไปนี้นะครับ ๑ วัน ท่านจ่ายเงินออกจากกองทุน ๓๐๐ ล้านบาท ๑๐ วันท่านจ่ายออกจากกองทุน ๓,๐๐๐ ล้านบาท ครับ ๑ เดือนท่านจ่ายออกจากกองทุน ๙,๐๐๐ ล้านบาท แล้ววันนี้ท่านมีไม่ถึง ๔,๘๐๐ ล้านบาท ๒ อาทิตย์ที่ท่านบอกนั้นพูดมาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว เพราะฉะนั้นบอกเลยครับ น้ํามันดีเซลจะเข้าสู่ ภาวะวิกฤติแน่นอน ยกเว้นท่านจะไปกู้หนี้ยืมสินแบบมโหฬารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อีกครั้ง เอามาโปะราคาน้ํามันครับ ผมผ่านนะครับ ตัวเลขที่ผมย้ําว่าตัวเลขนี้ต้องการเตือนสติสําหรับ การแก้ไขปัญหา ถ้าท่านไม่พร้อมนะครับ เมื่อการโหวต (Vote) อภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจให้ดีครับว่าท่านต้องการผู้ใดขึ้นมาบริหารประเทศ แผ่นต่อไปครับ ถ้าเงินกองทุนถูกใช้ไปหมดจะเกิดอะไรขึ้นครับ ผมพยายามที่จะพูดภาษาพลังงาน ภาษาบริหาร จัดการให้ประชาชนฟังแบบง่าย ๆ นะครับ
ข้อ ๑ รัฐบาลจะเกิดสํานวนที่วัยรุนพูดกันคือ เกิดการชักดาบ หนี้ที่ก่อไว้กับกองทุน ต่าง ๆ กองทุนน้ํามันไม่มีสิทธิจะเอาไปใช้ได้แม้แต่บาทเดียวครับ เพราะว่าแค่ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านยังใช้ไม่ถึงสิ้นเดือนเลย
ข้อ ๒ ครับ ผมขออภัยถ้าผมพูดความจริงข้อนี้เปิดเผยออกมา แต่มันเป็นข้อมูล ที่เปิดเผยออกทั้งโลก เพียงแต่คนไทยได้ตระหนักหรือเปล่า ปตท. จะไม่ได้รับการชําระหนี้ ขอต๊ะหนี้ไว้ก่อนครับ
ข้อ ๓ ครับ บริษัท ปตท. ซึ่งเป็นพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยจะถูกสถาบัน และได้ถูกไปเรียบร้อยแล้วนะครับเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน สถาบันความน่าเชื่อถือระดับโลกชื่อ สถาบันมูดีส์ครับ ทุกคนรู้กันหมด ลดความน่าเชื่อถือทางการเงินลงอย่างเห็นได้ชัดครับ และนั่นคือ การสั้นสะเทือนสถานภาพของ ปตท. ไม่ว่าท่านจะไปบังคับให้รัฐมนตรีพลังงานไปบอกให้ ปตท. พูดอย่างไรก็แล้วแต่มูดี้ส์ได้ประกาศลดความน่าเชื่อถือของสถาบัน ปตท. ลงเรียบร้อยแล้ว ๑ ครั้ง และอาจจะต้องประกาศครั้งต่อไปเมื่อท่านประกาศไม่ชําระหนี้เป็นระยะยาวครับ
ข้อ ๔ เมื่อท่านไม่มีเงินกองทุนน้ํามัน ผลกระทบของโครงสร้างราคาพลังงานของ ประเทศจะมีผลต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างรุนแรงและไม่เคยปรากฏมาก่อนครับ ทางออกของ รัฐบาลช่วงใกล้เลือกตั้งเลยครับ ผมเดาใจท่านได้ ท่านประกาศว่าอีก ๖ สัปดาห์โดยประมาณ ไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมท่านบอกว่า จะยุบสภา คําว่า ไม่เกิน ไม่ได้แปลไปถึงนะครับ ผมหวังว่าท่านจะรักษาคําพูด คือสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมท่านจะยุบสภา แต่ท่านบอกว่า ไม่เกิน เพราะฉะนั้นท่านตัดสินใจได้ใน ๓-๔ วันนี้นะครับ นั่นก็คือทางออกของรัฐบาลช่วงใกล้ เลือกตั้ง
ประการแรก ผมว่าท่านคงไม่ยอมปล่อยให้ราคาเด้งผลึงไป ผมพูดให้ประชาชน ได้ยินชัด ๆ นะครับ ถ้า ๓๐ บาทหรือ ๒๙ บาทกว่า วันนี้ท่านปล่อยเป็นธรรมชาตินะครับ ขึ้นไป ๓๖ บาทบวกแน่นอนครับ ท่านว่าดีเซลเด้งไป ๓๖ บาท จะเกิดอะไรขึ้นครับ น้ํามันปาล์มก็มาเสริม ไม่ได้ น้ํามันปาล์มเกิดแพงกว่าอีก นั่นข้อแรก
ประการที่ ๒ ท่านไม่มีเงินเอาไปหนุนก๊าซแอลพีจี ก๊าซแอลพีจีจากลิตรละหรือ กิโลกรัมละ ๑๘ บาทกว่า ขึ้นเป็น ๓๐ กว่าบาทครับ แล้วคนหุงต้มอาหารทั้งประเทศจะอยู่กันได้ อย่างไรครับ อันนี้คือมหันตภัยอย่างรุนแรง ผมว่ารัฐบาลคงไม่ปล่อย รัฐบาลก็คงจะใช้ ๑. กู้เงิน มาเพิ่ม ๒. อัดเสริมสภาพคล่องเข้าไปอีกประมาณ ๒-๓ เดือน เอาให้อยู่ เป็นหนี้เป็นสินใครเท่าไร ฉิบหายวายป่วงอย่างไรไมว่า ข้อ ๓. เป็นหนี้อย่างมหาศาล ทิ้งไว้ให้รัฐบาลต่อไปที่จะมารับภาระครับ
ไปดูข้อต่อไปครับ ความล้มเหลวหรือความสามารถในการจัดกลไกน้ํามัน ทั้ง ๆ ที่ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์โชคดีครับ ลองลบภาพผมออกสิครับ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาล นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์โชคดีครับ มีเวลาทํางานในช่วงที่ราคาน้ํามันดิบไม่แพง ท่านอย่าหาว่าผมพูดเล่นนะครับ
ท่านลองไปดูสไลด์แผ่นต่อไปแล้วคนไทยโศกสลดกันทั้งประเทศ ท่านดูเลยครับ นี่ครับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ทํางานมา ๘๐๐ กว่าวัน ราคาน้ํามันดิบเป็นดอลลาร์ (Dollar) สหรัฐต่อ ๑ บาร์เรล (Barrel) พ่อแม่พี่น้องทางบ้านถามผมมาครั้งก่อนเมื่ออภิปราย บอกว่า บาร์เรลหนึ่ง น้ํามันดิบเท่ากับเท่าไร ๑ บาร์เรลเท่ากับ ๑๕๙ ลิตรครับ ๑ ดอลลาร์สหรัฐตอนนี้อยู่ที่ประมาณบวก ลบ ๓๐ บาทไทย ราคาน้ํามันดิบท่านดูนะ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อยู่ทั้งหมด ๘๐๐ กว่าวัน ท่านดู จํานวนวัน ช่องกลางนะครับ ช่วงแรกผมเคยบอกแล้วท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยังหัวเราะ ตอนท่านเข้ามาใหม่ ๆ น้ํามันดิบอยู่ที่ ๓๒ เหรียญต่อบาร์เรล ราคาน้ํามันสวิง (Swing) ขึ้น สวิงลง ๓๐ ถึง ๗๐ เหรียญต่อบาร์เรลถึง ๒๔๑ วันในวันทํางานของท่าน เท่ากับ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านได้ น้ํามันราคาโคตรถูกเลยครับ ถูกจนไม่รู้จะถูกอย่างไร ต่อมา ๗๐ ถึง ๙๐ เหรียญ ก็โคตรถูกอีก เหมือนกัน ๔๘๗ วัน ถึง ๖๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านดูดี ๆ สิครับ ๙๑ เปอร์เซ็นต์ ๙๑ เปอร์เซ็นต์ของวัน ทํางาน ท่านได้น้ํามันถูกแบบโชคดีไม่มีมาก่อน แล้วราคาขึ้น ๙๐ เหรียญไปถึงร้อยอยู่เพียง ๗๑ วัน เท่ากับ ๙ เปอร์เซ็นต์ ผมสรุปแผ่นนี้เพื่อจะไปบอกว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์โชคดี ๘๐๐ กว่าวัน ท่านได้น้ํามันราคาถูก แล้วคนไทยได้ความสุขอะไรบ้างจากที่ท่านทํางาน
ท่านไปดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ ท่านไปดูรัฐบาลท่านสมัครนะครับ ทํางานอยู่ ๒๔๑ วันทํางาน โผล่ขึ้นมาครับ ผมต้องขออภัย กราบวิญญาณท่านสมัครนะครับ ท่านซวยครับ ๓๐ ถึง ๗๐ เหรียญ ไม่มีแม้แต่เซนต์ (Cent) เดียว ไม่มีแม้แต่บาร์เรลเดียวครับ ไม่เคยได้ลิ้มรสราคา น้ํามันดิบราคาถูกขนาดนี้ มาถึงมาเจออะไรครับ ๗๐ ถึง ๙๐ เหรียญ ๒๘ วันทํางาน ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ความโชคร้ายของรัฐบาลสมัครนะครับ ๙๐ เหรียญขึ้นไปครับ ขึ้นไปถึง ๑๕๐ กว่าเหรียญ ๒๑๓ วันทํางาน หรือ ๘๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านดูว่าเราทุกข์ตรมขนาดไหนครับ แต่เราก็ประคองสถานการณ์ ผมอยากให้สไลด์นี้กับสไลด์ที่แล้วย้อน ๑ ครั้ง ผมทวนก่อน ท่านจํา ภาพดี ๆ รัฐบาลสมัครทํางาน ๒๔๑ วัน ๘๘ เปอร์เซ็นต์ของวันทํางาน ๒๑๓ วัน น้ํามันดิบราคาเกิน ๙๐ เหรียญถึง ๑๕๐ กว่าเหรียญ ท่านไปดูสไลด์ครับ สไลด์ที่แล้วครับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ทํางาน ๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่โดน ๙๐ เหรียญขึ้นไป นอกนั้นท่านมีความสุขอยู่ที่ ๗๐ ถึง ๙๐ เหรียญ ๖๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านมีความสุข ๓๐ ถึง ๗๐ เหรียญถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๑ เปอร์เซ็นต์ราคาต่ํากว่า ๙๐ เหรียญ/บาร์เรล แล้วท่านได้ความสุขอย่างนี้ท่านโชคดีอย่างนี้ ท่านคืนความสุขให้ประชาชน คนไทยหรือไม่ ไปดูผ่านอีก ๒ สไลด์ครับ อันนี้คือความจริง ผมไม่ตั้งใจจะมาประจานให้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสียหน้านะครับ ท่านดูฝีมือในการบริหารจัดการ ท่านพูดเก่ง หลายคน บอกว่า ดีแต่พูด ท่านดูนะครับประชาชนทั้งประเทศ อันนี้คือตัวเลขของจริงครับ ราคาน้ํามัน ตลาดกลางดูไบ ดอลลาร์ต่อ ๑ บาร์เรลครับ เมื่อวันที่ ๗ เดือนเมษายน ๒๕๕๑ นายกรัฐมนตรี ชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช รองนายกรัฐมนตรีชื่อ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ และเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ราคาน้ํามันดิบซื้อเข้ามา ๑๐๐ เหรียญต่อ ๑ บาร์เรล น้ํามัน ๙๕ ธรรมดา เราขายเท่าไรครับ เราขาย ๓๕ บาทต่อลิตร น้ํามันแก๊สโซฮอล์ ๙๕ เราขาย ๓๑ บาทต่อลิตร น้ํามันดีเซลเราขาย ๓๑ บาทต่อลิตร นั่นคือราคา ณ วันที่ ๗ เดือนเมษายน ๒๕๕๑ ท่านไปดู ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ทําอะไรกับคนไทยครับ วันที่ ๒๕ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เมื่อเดือน ที่แล้วนี้เองครับ ราคาน้ํามันขึ้นปีนขึ้นมาแตะ ๑๐๐ เหรียญเท่ากันนะครับ ท่านบริหารน้ํามันราคา อย่างไรครับ ผมซื้อ ๑๐๐ เหรียญ ผมขาย ๓๕ บาทให้คนไทย ท่านซื้อ ๑๐๐ เหรียญ ท่านขาย ๔๕ บาทให้คนไทยครับ ผมซื้อ ๑๐๐ เหรียญ ผมทําแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ราคา ๓๑ บาทให้คนไทย ท่านทํา ๓๖ บาทให้คนไทยครับ น้ํามันดีเซล ๓๑ บาท ท่านทํา ๓๐ บาท ๓๐ บาทคือ ๒๙ บาทกว่า แต่ท่านอย่าลืมท่านเอากองทุนไปหนุน ๖ บาทต่อลิตรครับ คราวนี้ท่านมาดูครับแผ่นนี้ผมอยากให้ เห็นครับ ราคาถึงเมื่อวานนี้ ๑๔ เดือนมีนาคม ๒๕๕๔ ท่านอภิสิทธิ์ครับท่านทําอะไรกับคนไทย ทั้งประเทศ ท่านซื้อน้ํามันดิบที่ราคาดูไบ ๑๐๘ เหรียญ ท่านขึ้นราคาน้ํามัน ๙๕ ราคา ๑๐๐ เหรียญ ๑๐๘ เหรียญท่านขึ้นมาลิตรละ ๔๘ บาท ๐๔ สตางค์ เผลอ ๆ เช้านี้ขึ้นอีกครับ นี่ครับความสุขที่รัฐบาลอภิสิทธิ์มอบให้กับคนไทยทั้งประเทศ ๔๘ บาท ๐๔ สตางค์ที่ราคาเพียง ๑๐๘ เหรียญ ผมเจอ ๑๕๐ กว่าเหรียญ ผมยังประคองอยู่ที่ ๓๕ บาทได้ อันนี้ผมสงสัยครับ ผมก็ท่านเรียนมาคนละสํานัก คิดตัวเลขต้องผิดแน่นอน แต่จะบอกว่าอะไรก็ตามคนไทย ต้องเติมน้ํามันอย่างนี้ ผมขอดูราคาแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ที่ ๑๐๘ เหรียญครับ ขออนุญาต ผู้แปลนิดเดียวครับ ดูสิครับว่าท่านเอาน้ํามันแก๊สโซฮอล์ ๙๕ มาขายเท่าไร ผมขาย ๓๑ บาท ท่านขาย ๓๗ บาท ๓๔ สตางค์ครับ และน้ํามันดีเซลท่านขาย ๒๙ บาท ๘๙ สตางค์ ผมย้ํานะครับ ท่านเอาภาษีมาบวกเข้าไปอีกเกือบ ๖ บาทครับ ตอนนี้ผมว่าแย่มากครับเรื่องนี้ ท่านบริหารเรื่องนี้ ท่านโชคดีได้น้ํามันถูก แต่น้ํามันดิบของท่านไม่เป็นน้ํามันใสที่ทําให้คนไทยมีความสุขเลยครับ
ดูสไลด์ต่อไปครับ ตรงนี้ครับเป็นสิ่งที่สถานะของกองทุนน้ํามันจะสะท้อนฝีมือบริหาร ของนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านดูนะครับ รัฐบาลสมัครราคาน้ํามันเฉลี่ยตลอด อายุขัยของการทํางานที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ ๑๑๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เราเคยสูงขึ้นไปถึง ๑๕๐ กว่าเหรียญครับ เราไม่เคยลิ้มรสน้ํามันต่ํากว่า ๓๐/๖๐ แต่ท่านอภิสิทธิ์เข้ามาตลอดอายุขัย การทํางาน ๘๐๐ กว่าวัน ท่านได้ราคาเพียง ๗๑ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่านคืนความสุขให้ประชาชน หรือเปล่าครับ เปล่า ประชาชนอาจจะไม่รู้ว่าความสุข แล้วอย่างไรก็ฉันเติมน้ํามันแพง น้ํามันมันคง แพงกระมั่ง เดี๋ยวก็ประกาศขึ้น ๆ ไปดูสิครับว่าท่านทําอะไรกับประชาชนเอาไว้แล้วท่านรักษา คําพูดจริงหรือไม่
ดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ นี่ครับ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนโดยตรงครับ ข้อ ๑ ขึ้นราคาน้ํามัน ท่านขึ้นราคาน้ํามันเบนซินเพื่อไปอุ้มดีเซล อันนี้จะพูดตรง ๆ ก็ไม่ชัดเจนอีก เพราะท่านไปทําให้เกิดการเสื่อมเสียเรื่องน้ํามันปาล์ม น้ํามันดีเซลจึงเดือดร้อน เมื่อน้ํามันดีเซลไม่มี น้ํามันไบโอดีเซลเข้าไปผสมแทน ท่านก็ต้องเอาเงินเขาไปผสมแทน เงินนั้นท่านจึงเอามาจาก กองทุนน้ํามัน ข้อ ๒ ท่านขึ้นดีเซลแบบก้าวกระโดดแน่นอน ลิตรละ ๓-๖ บาท พ่อแม่พี่น้อง จําเอาไว้ ยกเว้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและนายกรัฐมนตรีจะไปกู้เขามาครับ แล้วเอาเงินที่ไหนไม่รู้มาโปะ แล้วประเทศไทยก็เป็นหนี้ต่อไปครับ ผมย้ํานะครับราคาน้ํามันถ้าท่าน ไม่บิดเบือนมากกว่านี้ ท่านต้องก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมหาศาลกับประชาชน
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ตรงนี้สิครับ ตรงนี้จะเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้าครับ ราคาก๊าซ หุงต้มแอลพีจี เมื่อเงินอุดหนุนก๊าซแอลพีจีไม่มีจากราคากิโลกรัมละ ๑๘ บาท ๑๓ สตางค์ ในวันนี้ จะเด้งขึ้นไปถึง ๓๑ บาทขึ้นไปครับพ่อแม่พี่น้อง ท่านพร้อมที่จะรับหรือยัง ท่านพร้อมที่จะกิน ไข่เจียวจากฟองละ ๑๐ บาท ไปเป็น ๒๐ บาทหรือยัง ท่านพร้อมที่จะกินข้าวแกงจานละ ๓๐ บาท ๔๐ บาท ขึ้นไป ๑๐๐ บาทหรือยัง ตรงนี้คือสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในเมื่อท่านไม่มีเงินกองทุนเหลือจากการบริหารผิดพลาดตรงนี้ ราคาก๊าซ หุงต้มแอลพีจีซึ่งไม่มีเงินเข้าไปอุดหนุนจะต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นท่านต้องแก้ไขด่วน วิธีแก้ของ ท่านคือ ๑. กู้เงิน กู้เงินแล้วก็กู้เงิน ถามว่ามีวิธีที่ ๒ ไหม ไม่มีครับ เป็นหนี้ เป็นหนี้ แล้วก็เป็นหนี้ แน่นอนครับ ไปดูต่อไปครับ ข้อนี้สําคัญ แล้วผมต้องเตือนสติประชาชนที่จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ครั้งหน้าครับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้พลาดโอกาสทองในขณะที่ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกลดตัวลง อย่างมากครับ ท่านตัดสินใจแล้วบริหารอย่างด้อยประสบการณ์จริง ๆ ครับ แทนที่จะคืนความสุข ให้ประชาชน อย่างน้อยเขาต้องได้ความสุขในน้ํามันครับ ลิตรหนึ่งผมคํานวณแล้วถ้าผมอยู่เป็น รัฐบาลต่อนะครับ เขาไม่ตั้งให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี สมมุติว่าผมเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ ผม บอกเลยลิตรหนึ่งไม่เกิน ๑๕ บาทครับตอนนั้น แต่คนไทยได้ใช้น้ํามันอย่างนั้นไหมครับ เปล่าครับ ยังคงใช้ ๓๕ ถึง ๔๐ กว่าบาทอย่างเดิม เป็นเพราะอะไรครับแทนที่ท่านจะคืนความสุขให้ประชาชน โดยลดราคาน้ํามัน รัฐบาลกลับทําการที่สวนกระแสครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ นี่ครับ พ่อแม่พี่น้องจําสไลด์แผ่นนี้ให้ดี ๆ ก่อนจะไปกาคะแนน ลงบัตรครับ ก่อนที่จะเข้าคูหาเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์หาเสียงไว้กับประชาชนคนไทย ทั้งประเทศบอกว่า เมื่อผมได้เป็นรัฐบาล เมื่อผมเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ บอกว่าผมจะระงับการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน แต่นั่นปรากฏว่าเปล่าเลยครับ ๙๙ วันทําได้จริง ของท่านไม่ได้เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย ท่านยังคงตั้งหน้าตั้งตาเดินหน้าเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน อย่างต่อเนื่อง ท่านผิดคํามั่นสัญญาที่หาเสียงและเป็นสัญญาประชาคมกับประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ และที่สําคัญที่สุดครับ ท่านโชคดีที่ได้น้ํามันต่ําสุดถึง ๓๒ เหรียญ แต่ท่านไม่เคยคืน ความสุขนั้นให้ประชาชนแม้แต่น้อยครับ ท่านกลับไปทําในข้อ ๒ กลับไปขึ้นเพดานภาษีสรรพสามิต น้ํามันทั้งน้ํามันดีเซลและน้ํามันเบนซิน พ่อแม่พี่น้องหลายคนบอกว่าฉันเบื่อการเมือง ฉันไม่อยากฟัง หลายคนบอกว่าทนทุกข์ทรมานเหลือเกินที่จะฟังเรื่องการเมือง แต่เรื่องนี้การเมืองคือชีวิต ท่านดูนะครับว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ทําอะไร ๒ วัน ๒ คืนเรานั่งถกกันไม่ได้หลับ ไม่ได้นอนในห้องนี้ ทางพวกผมบอกว่าไหน ๆ น้ํามันก็ถูกลงแล้ว ท่านอย่าขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ํามัน แต่ปรากฏทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งท่านนายกรัฐมนตรีช่วยกันบอกว่า ขึ้น ผมจะขึ้น ผมจะเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น สู้กัน ๒ วัน ๒ คืน ท่านเอาพวกยกมือแล้วก็ผ่าน ท่านดูนะครับ
ไปดูสไลด์ต่อไปสิครับ ตรงนี้คือความจริงที่ท่านปฏิเสธไม่ได้ที่น้ํามันแพง แบบบ้าเลือด ทั้ง ๆ ที่น้ํามันโลกถูกลง อย่างโคตรกระหน่ํา ผมต้องใช้ภาษาง่าย ๆท่านดู รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ขึ้นภาษีสรรพสามิต เอาคนแปลออกดูให้นิดหนึ่งสิครับ ตรงนี้จะได้ เจ็บช้ําน้ําใจกันทั้งประเทศ ท่านขึ้นเพดานภาษีน้ํามันดีเซลจาก ๔ บาท สรรพสามิตจาก ๔ บาท ต่อลิตร เป็นราคาใหม่ที่เพดาน ๑๐ บาท ท่านขึ้นภาษีน้ํามันเบนซินจาก ๕ บาท เป็น ๑๐ บาท นี่คือความสุขของคนไทยที่หายไป นี่คือความสุขที่ท่านไม่ยอมคืนครับ นี่คือความสุขในการบริหาร จัดการที่ท่านไม่สามารถทําให้คนไทยทั้งประเทศมีความสุขได้ และนี่คือราคาน้ํามันซึ่งเป็นต้นทุน ชีวิตของคนไทยทุกคนต้องได้รับผลกระทบ
แผ่นต่อไปครับ รัฐบาลน่าจะถือโอกาสปล่อยให้ราคาก๊าซหุงต้มแอลพีจีเป็นไปตาม กลไกตลาดในช่วงที่ราคาน้ํามันถูก ๓๐ บาท เหรียญ ๔๐ เหรียญ ๕๐ เหรียญ แต่ท่านกลับไม่ทํา ประชาชนอาจจะไม่เข้าใจก๊าซหุงต้มแอลพีจีเป็นบาย โพรดักส์ (By product) หรือเป็นผลิตภัณฑ์ ที่เกิดจากการทําปิโตรเคมีและการกลั่นน้ํามัน ตอนนั้นในเมื่อซื้อน้ํามันดิบได้ถูกรัฐบาลน่าจะ ตัดสินใจทํา แต่ก็ไม่ทํา ท่านพลาดโอกาสในการบริหารจัดการด้วยการด้อยประสบการณ์ อย่างชัดเจน
ไปดูแผ่นต่อไป ตรงนี้รัฐบาลน่าจะสร้างความชัดเจนนโยบายว่าก๊าซหุงต้มนี้มันเป็น ก๊าซแอลพีจีนะพ่อแม่พี่น้อง และนโยบายการใช้เอ็นจีวี (NGV) เพื่อการขนส่ง ประชาชนทั้งประเทศ จะได้เข้าใจ ท่านรู้ไหมว่าปัญหาที่ท่านหมักหมมเอาไว้ท่านก่อให้เกิดอะไรขึ้น วันนี้น้ํามันแพง คนแห่ ไปติดตั้งเครื่องแอลพีจีอีก แล้วเดี๋ยวถ้าเกิดแอลพีจีจาก ๑๘ บาท เป็น ๓๐ กว่าบาทล่ะ ประชาชน เขาก็ตาย ตายไม่ใช่ตาย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตาย ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วไหนจะค่าติดตั้งอีก และ เอ็นจีวีนโยบายท่านทําไมไม่ชัดเจน อุตสาหกรรมมาเชื่อมโยงกับพลังงาน และท่านนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานเอง ตรงนี้ท่านผิดพลาดอย่างมหาศาล ท่านต้องบอกเลยว่าเอ็นจีวีคือก๊าซที่ใช้เพื่อ การขนส่ง แอลพีจีเป็นก๊าซที่ใช้เพื่อการหุงต้มบวกกับอุตสาหกรรมบางอย่าง ตรงนี้อธิบายชัดเจน และนโยบายตอนนี้พลังงานก็ไม่ชัดเจนว่า เอ้า แล้วตกลงไปติดตั้งเครื่องดัดแปลงนี้ ติดแอลพีจีเป็น อย่างไร ติดเอ็นจีวีอย่างไร นี่ยังไม่นับถึงหลายคนที่บอกว่าระเบิดย่อม ๆ วิ่งอยู่ตามถนนเต็มไปหมด และนี่ยังไม่นับว่าประชาชนจะต้องเจอราคา ๑๘ บาท เด้งขึ้นไปเท่าไร ถ้าท่านไม่หาเงินมาชดเชย ทัน ผมว่าครั้งที่แล้วที่ผมบอกงบของท่านนายกรัฐมนตรี งบกลาง ๒.๖ แสนล้านบาท เผลอ ๆ ท่านเอามาโปะลงตรงนี้ยังไม่เลยด้วยซ้ํา ผมว่าท่านแก้ปัญหานี้ไม่ได้หรอกครับ
แผ่นต่อไปครับ การบริหารงานผิดพลาดจนทําให้คนไทยไม่ได้รับความสุขจากราคา น้ํามันดิบที่ลดลง แถมยังทําให้กองทุนน้ํามันที่มีอยู่สูงถึง ๓๐,๐๐๐ หมื่นกว่าล้านบาท ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพลังงาน และโดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่ามีเหลือเฟือนี้ได้ลดลงมาและกําลังจะหมดสิ้นลงในเดือนมีนาคมนี้ อย่างแน่นอน ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่ง จากประสบการณ์ทํางานในภาคเอกชนที่ปีหนึ่ง ผมค้าขายได้ปีหนึ่ง ๕ ถึง ๗ แสนล้านบาทต่อปี ผมยืนยันบัญชีมี ๒ หน้า ตัวเลขรายรับ ตัวเลข รายจ่าย เมื่อบาลานซ์ ชีท (Balance sheet) ออกมาแล้วท่านต้องหมดสิ้นงบประมาณของกองทุน น้ํามันไม่เกินสิ้นเดือนมีนาคมแน่นอน ยกเว้นท่านจะไปหาทางสร้างกลเม็ดเด็ดพรายในการเอา ตัวเลขที่ไหนมาใส่ อันนี้ผมตอบท่านไม่ได้ครับ
แผ่นต่อไปครับ ปัญหาใหญ่ที่คนไทยทั้งประเทศจะต้องเผชิญ ราคาน้ํามันดีเซลท่าน จะเอาอย่างไร ท่านจะคุมให้มันอยู่ที่ ๒๙ บาทกว่าจนกว่าเลือกตั้งเสร็จหรือ แล้วราคาน้ํามันเบนซิน ล่ะ ท่านจะขึ้นมาอยู่อย่างไร แล้วก๊าซหุงต้มแอลพีจีล่ะ ทุกอย่างจะขึ้นราคาแบบมโหฬาร พันลึก อนาคตอันใกล้นี้ ผมบอกให้ท่านเลยนะครับ ทุกอย่างคือชีวิต ทุกอย่างคือต้นทุน และทุกอย่างคือผลกระทบจากฝีมือการบริหารจัดการของท่าน
ดูแผ่นต่อไปครับ รัฐบาลนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ครับ ท่านล้มเหลวในการ บริหารจัดการเรื่องพลังงานโดยสิ้นเชิง พลังงานสร้างความมั่งคั่ง สร้างความเป็นอยู่ สร้างชีวิต พลังงานเป็นต้นทุนของคนไทยทุกชีวิตครับ ท่านกินก๋วยเตี๋ยว ๑ ชาม ท่านนั่งรถแท็กซี่ (TAXI) มาทํางาน ท่านขับรถมาทํางาน ท่านเจียวไข่ ๑ ฟอง ท่านปรุงอาหาร ท่านเปิดไฟฟ้า ทุกอย่างพลังงานเป็นต้นทุนของชีวิตคนไทยทุกคนและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่เฉพาะ คนไทยเท่านั้นนะครับ เป็นต้นทุนชีวิตของคนทั้งโลกครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้รัฐบาลของท่าน ล้มเหลวในการบริหารจัดการพลังงานอย่างทั้งหมดทั้งมวลครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ คนไทยจึงต้องเผชิญกับภาวะข้าวยากหมากแพงอย่างสูงที่สุด ในประวัติศาสตร์ คนไทยกําลังจะต้องเผชิญ และจะเผชิญหนักขึ้นโดยลําดับ คําว่า ข้าวยากหมากแพง อาจจะเป็นคําโบราณซึ่งดูเปิ่น เชย ล้าสมัย แต่วันนี้ทุกคนจะต้องลิ้มรสแห่งความข้าวยากหมากแพง สูงสุดในประวัติศาสตร์อย่างทั่วหน้าครับ
ไปดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ ทําไมผมถึงต้องพูดถึงเรื่องน้ํามันปาล์ม ข้อสงสัย ในการทุจริตเรื่องน้ํามันปาล์ม แล้วมาโยงกับกองทุนน้ํามัน มาโยงกับชีวิตของคนไทยที่แขวนอยู่บน เส้นด้าย เรื่องราคาของพลังงาน ท่านดูนะครับ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็น ผู้ดูแลบริหารงานตามพระราชกําหนด แก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง ปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ ท่านต้องนั่งประชุมหัวโต๊ะและใช้ดุลยพินิจประสบการณ์ในการทํางานของ ท่านขึ้นมาตัดสินใจแก้ปัญหา มิใช่ปล่อยให้เกิดความหายนะอย่างนี้กับคนไทยทั้งประเทศครับ
ไปดูข้อต่อไป เพื่อยืนยันข้อมูลตรงนี้ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งไม่ต้องให้กองงานโฆษก ไม่ต้องให้รัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือตัวท่านออกมาแก้ใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านไม่ต้องมาแก้ไขด้วย คารมทางการเมือง ผมขอยืนยันว่าข้อมูลของสถานภาพกองทุนน้ํามันเป็นข้อมูลที่เปิดเผย ในสํานักงานนโยบายและแผนพลังงานของกระทรวงพลังงานชัดเจนอยู่ ณ บัดนี้ ขอประชาชน ทั้งประเทศได้โปรดทราบว่ามิได้มีการบิดเบือนหรือเล่นตัวเลขใด ๆ ทั้งสิ้นครับ
ท่านประธานครับ ผมได้อภิปรายมาหลายอย่างผมขอเปลี่ยนสไลด์แผ่นต่อไปครับ ผมคิดว่าท่านประธาน คนไทยทั้งประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านสื่อสารมวลชนและ ท่านผู้มีใจเป็นธรรมทุกท่านครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้พูดมามันเป็นจุดวิกฤติ มันเป็นจุดเสื่อมสลาย มันเป็นความอ่อนด้อยของประสบการณ์ในการทํางาน และแน่นอนที่สุดความหายนะกําลังมุ่ง เข้ามาเยือน ผมย้ําอีกครั้งนะครับ มองเผิน ๆ น้ํามันปาล์มขวดละ ๓๖ บาท ๓๘ บาท เป็น ๔๗ บาท มองเผิน ๆ ไม่มีอะไรครับ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกองทุนน้ํามันหมดครับ มองให้ลึกลงไปครับ การบริหารงานเรื่องพลังงานผิดพลาดครับ น้ํามันดีเซล น้ํามันเบนซิน ก๊าซแอลพีจี กองทุนน้ํามัน สภาพคล่อง การกู้ เป็นหนี้ เชื่อมโยงกันหมดครับ ทีนี้เราลองมาดูนะครับสิ่งหนึ่งที่ผมจะพูดและผม ต้องพูดครับ ผมดูข่าวโทรทัศน์ตลอด ๑-๒ สัปดาห์ครับ แล้วผมก็ดูข่าวโทรทัศน์ย้อนไปอีก วันที่ นายกรัฐมนตรีออกมายืนที่สนามหญ้าแล้วแถลงผลงานรัฐบาลนะครับ ภาพที่สะท้อนกลับในมุม ตรงกันข้ามท่านกําลังฉายสไลด์ ฉายมัลติวิชั่นสไลด์ (Multi Vision Slide) บอก โอ้ รัฐบาลของ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ประสบความสําเร็จเหลือเกินในการบริหารจัดการประเทศ ทุกอย่างดีหมด จีดีพี (GDP) เติบโต ทุกอย่างดี แต่ท่านเชื่อไหมครับ ๓ วันก่อนหน้านั้นชาวนาออกมา เอาข้าวเปลือกเทเต็มถนน ปิดถนนสายที่จะเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ไปเกิดอะไรขึ้นกับชาวนา ๒๒ จังหวัดหรือครับ ถ้าผมไม่พูดเรื่องข้าว ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ ๑ ของโลก สูงสุดเป็นอันดับ ๑ เราส่งออกข้าว ๙ ถึง ๑๑ ล้านตัน ต่อปี หรือเกวียนต่อปีครับท่าน เป็นข้าวสารล้วน ๆ ข้าวไทย ข้าวหอมมะลิสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก ฝรั่งเรียกเราว่า จัสมิน ไรซ์ (Jasmine Rice) วันนี้บางประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาต้องบอกว่า จะใช้คําว่าอิจฉาก็คงไม่ได้ จัสมิน ไรซ์ หรือข้าวหอมมะลิเราเป็นอันดับ ๑ ของโลก ปลูกได้จาก แหล่งผลิตในทุ่งกุลาร้องไห้ ๒ ล้านกว่าไร่ ท่านดูว่าเกิดอะไรขึ้นนะครับ อเมริกันกําลังทําข้าวออกมา ชื่อลอกเลียนแบบชื่อ แจสแมน ไรซ์ (Jazzman Rice) จัสมิน ไรซ์ กับ แจสแมน ไรซ์ ฟังดูแล้ว เหมือนตลกนะครับ แต่เป็นตลกที่เศร้า รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยังไม่ได้ตระหนัก ถึงเลยว่าการแย่งตลาดนี้กําลังจะเกิดอะไรขึ้นครับ เขาไปปรุงกลิ่นให้ข้าวแจสแมน ไรซ์ ของสหรัฐอเมริกามีกลิ่นใกล้เคียงข้าวจัสมิน ไรซ์ หรือข้าวหอมมะลิของไทย นั่นคือปัญหาข้อที่ ๑ ประเทศส่งออกทั้งโลกของข้าวมีอยู่ ๓ ประเทศครับ คือประเทศไทยเป็นอันดับ ๑ ทิ้งห่างคู่แข่ง อันดับ ๒ คือประเทศเวียดนามและประเทศอินเดีย ปกติทั้งโลกจะมีคนส่งออก ๓ เจ้าเท่านั้น บางปีเราส่งออกได้เป็นอันดับ ๑ ถึงเกินกว่า ๑๐ ล้านเกวียน ข้าวสารนะครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อ คนเกือบ ๒๐ ล้านคน หรือเกินกว่า ๒๐ ล้านคน วันนี้ตามสถิติประชากรไทยเรามีอยู่ที่ ๖๐ กว่าล้านคน ผมเคยเห็นรัฐบาลออกแคมเปญ (Campaign) ๖๓ ล้านความคิด ตัวเลขล่าสุด นะครับ สํานักงานสถิติแห่งชาติได้แจงจํานวนประชากรไทยอยู่ที่ประมาณ ๖๗ ล้านคนครับ เอาละ ตัวเลขจะอยู่ ๖๓ ๖๕ หรือ ๖๗ ล้านคนไม่ใช่สาระสําคัญ สาระสําคัญคือคนบวกลบ ๖๕ ล้านคน เป็นชาวนาถึง ๒๑ ล้านคนโดยประมาณ ท่านไปดูชีวิตของเขากําลังแขวนอยู่บน การทํางานของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอื่น ๆ อย่างไร
มาดูสไลด์เรื่องข้าว ผมมีความจําเป็นนะครับ วันนี้ท่านจะบอกว่าอะไรก็แล้วแต่ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ณ เวลานี้ชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ถูกนําเสนอตามบัญชีแนบรายชื่อ นายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งชื่อมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ครับ ผมจึงมีความจําเป็นต้องเปรียบเทียบ ระหว่างข้าวนายอภิสิทธิ์กับข้าวนายมิ่งขวัญครับ ท่านดูตัวเลขนะครับ ท่านเปลี่ยนระบบ เรื่องการประกันราคา เราใช้ระบบดั้งเดิมเรื่องการจํานําและรับซื้อ ท่านดูคําว่า มิ่งขวัญ กับ อภิสิทธิ์ นะครับ ราคาข้าวเปลือก ข้าวเจ้า ซึ่งเป็นตัวหลักของประเทศครับ สมัยผมอยู่ราคา ๑๔,๐๐๐ บาท ต่อเกวียน ข้าวเปลือกจากชาวนาที่ปลูกขายได้ ๑๔,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ราคาจํานําคืออะไรครับ รัฐบาลจ่ายเงินให้พ่อแม่พี่น้องไป ๑๔,๐๐๐ บาท ได้ข้าวเข้ามาอยู่ในสต็อก (Stock) ของรัฐมีข้าว ซึ่งถือว่าเป็นยุทธปัจจัยนะครับ เพราะประเทศไทยต้องมีข้าว ถ้าเกิดวิกฤติ เกิดภาวะภัยแล้ง เกิดปัญหาคําถามคนไทยจะเอาข้าวที่ไหนกิน เราคงอับอายขายหน้าไปทั่วโลกครับถ้าเกิดคนไทย ไม่มีข้าวจะกิน และต้องซื้อข้าวนําเข้าเหมือนเช่นที่รัฐบาลท่านกําลังบริหารให้เกิดต้องนําปาล์ม น้ํามันเข้ามาอย่างอับอายขายหน้าไปทั่วโลกวันนี้ครับ ท่านไปดูนะครับ ท่านอภิสิทธิ์ตั้งราคาบอกว่า ผมเปลี่ยนระบบ เปลี่ยนระบบเป็นรับประกันราคา ท่านประกันราคาที่ ๑๐,๐๐๐ บาท เอาง่าย ๆ นะครับ คิดด้วยวิธีง่าย ๆ ๑๐,๐๐๐ บาทของท่านคืออะไรครับ ชาวนาขายได้เท่าไร ไม่พอ ผมจ่ายเงินเพิ่มให้จ่ายเงินเพิ่มให้ ผมถามคําเดียว ประเทศจ่ายเงินออกไปแล้วได้ข้าวเข้ามาในสต็อก รัฐไหมครับ ไม่มี ศูนย์ แล้วท่านไปก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการทุจริตคดโกงอีกมหาศาล ซึ่งเดี๋ยว จะมีผู้อภิปรายให้ฟังต่อไปว่าท่านทําอย่างนี้ท่านเอาเงินประเทศไปเทลง เทลงโดยศูนย์หายไป ในระหว่างพ่อค้าคนกลางอย่างไร ต่อมานะครับ เมื่อวันอังคารสัปดาห์ที่แล้วท่านปรับราคาประกัน ขึ้นมาอีก ๑,๐๐๐ บาท เป็น ๑๑,๐๐๐ บาท เพราะอะไรชาวนา ๒๒ จังหวัดมาประท้วง บอกมิเช่นนั้น ๒๒ จังหวัด คนเป็น ๑๐ ล้านคนจะขึ้นมาประท้วงปิดถนนทุกสายเข้าสู่ กรุงเทพมหานคร แล้วท่านไปดูช่องล่างสิครับราคาซื้อขายจริงในตลาดครับ สมัยผมราคารับจํานํา โดยมติคณะรัฐมนตรีผมเป็นคนต่อสู้เรื่องนี้ครับได้มา ๑๔,๐๐๐ บาท ราคารับจํานําข้าวเปลือก ข้าวเจ้า ถามว่าขายได้จริงเท่าไรผมเรียนท่านเลยนะครับ ๑๔,๐๐๐ บาทต่อเกวียนขึ้นไปครับ คําว่า ขึ้นไป แปลว่า ไม่ใช่ ๑๔,๐๐๐ บาท เดี๋ยวท่านไปดูนะครับปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้น แล้วท่านไปดู นะครับไปดูนิดหนึ่ง ครับท่านประกันราคาอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท ราคาขายจริงได้เท่าไรครับ ๖,๐๐๐ ถึง ๗,๕๐๐ บาท ต่อเกวียน แต่ที่เขามาปิดเขามาปิดถนน ๓ วันก่อนท่านแถลง ผลงานรัฐบาลว่าราคาดีเด่น ชาวนาขายข้าวได้เพียง ๕,๗๐๐ บาทต่อเกวียนครับ คําถามถ้าเอา ๑๐,๐๐๐ ลบด้วย ๕,๗๐๐ บาท เงินอีก ๓,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐ บาท ต่อเกวียนท่านเอาเงินที่ไหน เงินของประชาชนแล้วท่านจ่ายไปที่ใครครับ แล้วถ้าเกิดพ่อค้าคนกลางไปทําซิกแซกกับชาวนา ผมบอกท่านเลยนะครับ ตรงนี้คือการก่อให้เกิดหนี้อย่างหายนะ แล้วผมจะฉายให้ท่านดูในตอนท้าย
ไปดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ นี่คือข้าวท่านอภิสิทธิ์ ๑. ราคาข้าวเปลือกเจ้าขายได้ ๖,๐๐๐ ถึง ๗,๐๐๐ บาทต่อเกวียน นี่คือราคาตลาดที่แท้จริง ๒. บางจังหวัดขายได้เพียง ๕,๗๐๐ บาทต่อเกวียนครับ อันนี้ผมย้ํานะครับผมอ้างได้เลยข่าวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ไทยรัฐหน้า ๑ ก็ขึ้นครับ ชาวนาเอาข้าวมากองเต็มถนนเพราะขายได้ ๕,๗๐๐ บาทต่อเกวียนแล้วปิดถนนใหญ่ ถ้าท่านบอกไม่มีจริงแสดงว่าท่านอ่านหนังสือไทยไม่ออก
แผ่นต่อไปครับ ชาวนาจึงเอาข้าวมาเทเต็มถนนก่อนรัฐบาลแถลงผลงานครบรอบ ๒ ปี เพียง ๓ วันเท่านั้น นี่คือของจริง ชาวนาจึงเอาข้าวมาเทเต็มถนนก่อนรัฐบาลแถลงผลงาน ครบรอบ ๒ ปีเพียง ๓ วัน นี่ขึ้นข่าวหน้า ๑ ทุกหนังสือพิมพ์ เพราะเขาขายได้เพียง ๕,๗๐๐ บาท ต่อเกวียน ไปดูแผ่นต่อไปครับ ในสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ ข้าวเปลือกชาวนามีราคา เพียง ๔,๐๐๐ ถึง ๖,๐๐๐ บาทต่อเกวียน รัฐบาลนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์จึงตัดสินใจกําหนดราคารับ จํานําที่ ๖,๐๐๐ บาทต่อเกวียน และนี่เป็นประกาศของคณะรัฐมนตรีในสํานักนายกรัฐมนตรีของ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ด้วย ไปดูข้อต่อไปครับ
นโยบายประกันราคามีจุดอ่อนทําให้ข้าวของชาวนาตกต่ําในราคาขายที่แท้จริง มันมีเครื่องหมายคําถามลึก ๆ พ่อค้าคนกลางกดราคาข้าวชาวนา รัฐบาลไม่ได้มีข้าวเข้ามาอยู่ใน สต็อกแต่ก็เกิดปาฏิหาริย์ครับ ท่านรัฐมนตรีพรทิวามีข้าวอยู่ในสต็อกรัฐสูงเกือบ ๖ ล้านตัน ผมยืนยันนะครับไม่ใช่ในสมัยผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แน่นอนท่านไม่ต้องมาโยน อะไรให้ผมทั้งสิ้น ตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผมมีข้าวในสต็อกรัฐที่รับช่วงมาจาก พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีเพียง ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน เอามาทําข้าวถุงเพื่อแก้ปัญหา การทุจริตข้าวถุง ๓ แสนถุงที่เหลือเก็บไว้เป็นความมั่นคงของรัฐ ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน สิ่งที่ผมไม่ทํา เด็ดขาดและนี่คือจรรยาบรรณและจริยธรรมของผมก็คือ ผมจะไม่มีวันเอาข้าวในสต็อกรัฐออกมา ถล่มราคาชาวนา ท่านทําอย่างนี้ผมตั้งคําถามไว้ ๒ ข้อนะครับ ๑. เกิดการทุจริตไม่โปร่งใส เอาข้าว ในสต็อกรัฐออกมาขายถึง ๔ ล้านกว่าตัน ข้าว ๖ ล้านตันเหมือนระเบิดเวลา ชาวนาปลูกข้าว ใช้เวลา ๔ เดือน พอข้าวเขาจะสุกผมไม่ทราบว่าเกิดเจตนารมณ์อะไรขึ้น คณะรัฐมนตรี ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการเอาข้าวในสต็อกรัฐมาประกาศขาย ข้าวชาวนาก็ตกลงไปสุด ขีด พอตกไปสุดขีดทําอย่างไรครับ พ่อค้าคนกลางก็เข้าไปซื้อ ตรงนี้มีคําถามเกิดขึ้นคือ ๑. ระบาย ข้าวในสต็อกของรัฐมีการทุจริตไม่โปร่งใสจริงหรือเปล่า ๔ ล้านกว่าตัน ขายออกมาทําไม ใครได้ประโยชน์เดี๋ยวมีผู้อภิปรายแน่นอนครับ ข้อ ๒ ท่านเอามาขายทําไมตอนข้าวชาวนากําลัง จะสุก ท่านทําไมไม่ปล่อยให้ชาวนาเขาขายข้าวสุกได้ราคาดีก่อน ข้อ ๓ ถ้าท่านแน่จริงท่านมีความรู้ เรื่องในการบริหารจัดการในทางธุรกิจท่านทําไมไม่ให้ข้าวราคา ๑๔,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท เหมือนสมัยผม เพราะฉะนั้นอันนี้ผมบอกเลยนะครับเรื่องนี้เป็นเรื่องความอัปยศในการค้าข้าว
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ข้าวถือเป็นความมั่นคงของแหล่งอาหารของชาติ ถามว่ารัฐต้อง มีสต็อกข้าวไหม จะเกิดอะไรขึ้นเหมือนน้ํามันปาล์ม ถ้าเกิดนายกรัฐมนตรีบอกว่า ผมประกันราคา ท่านประกันราคาแปลว่าอะไร ท่านไม่มีข้าวในสต็อกรัฐต่อไป ข้าวในสต็อกรัฐเท่ากับศูนย์ แล้วถ้า เกิดข้าวยากหมากแพง เกิดแมลงลง เกิดอาหารเกิดภัยวิกฤติหรือเกิดสินามิแบบญี่ปุ่น แล้วคนไทย จะเอาข้าวที่ไหนมากิน นโยบายที่ท่านคิดนี่ท่านรอบคอบดีหรือยัง นั่นคือข้อ ๑ นะครับ รัฐบาลต้อง เอาเงินภาษีของประชาชนไปสิ้นเปลืองอีกเท่าไร พอท่านประกันคือท่านจ่ายออกไปให้หมดเลย พอท่านจ่ายออกไปหมดนั่นคืออะไร ท่านไม่ได้ข้าวเข้ามาแม้แต่เม็ดเดียว แล้วที่ ๓ มันไม่เป็นไปตาม กลไกของตลาด ท่านเคยรู้จักหรือเปล่า เจ้าของโฉนดที่ดินอยู่ถนนเจริญกรุง อยู่ถนนสีลม เป็นมหาเศรษฐีมีที่ ๕๐๐ ไร่ ๘๐๐ ไร่ ๑,๐๐๐ ไร่ แล้วชาวนาเขาต้องไปแจ้งประกันราคากับท่าน ผลประโยชน์จะตกอยู่กับใคร ท่านเคยถามอย่างนี้หรือเปล่า การทุจริตตรงนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร อันนี้ ผมคิดว่าท่านยังต้องเรียนรู้อีกเยอะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านอาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ภูมิใจ ว่าหนุ่มที่สุด อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ท่านก็อ่อนด้อยประสบการณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกเช่นกันครับ
ไปดูข้อต่อไปครับ ผมมีความจําเป็นครับเพราะผมกําลังสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี แข่งกับท่าน ผมมีความจําเป็นที่จะต้องบอกข้าวมิ่งขวัญครับ ข้อ ๑ ผมถือว่าเป็นปีทองของชาวนา ไทยในปีที่ผมบริหาร ไม่ว่าท่านจะคิดอย่างไรก็ตาม ผมว่าชาวนาไทยรู้สึกได้อย่างนั้น ข้อ ๒ การออกนโยบายข้าว ผมมีการห้ามตกเขียวครับ อันนี้คือสาระสําคัญ ห้ามตกเขียวแปลว่าอะไรครับ แปลว่า เตือนให้ชาวนาว่าอย่าขายข้าวล่วงหน้าครับ ไม่มี สมัยปีก่อนผมขออภัยนะครับ ปีท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ ๔,๐๐๐ บาทถึง ๖,๐๐๐ บาทต่อเกวียนครับ ปีผมผมบอกชาวนาเลยครับ ผมตัดสินใจออกมาบอกชาวนาอย่างโปร่งใส ไม่มีปิดบังอําพรางว่าไม่มี ๔,๐๐๐ บาทถึง ๖,๐๐๐ บาทต่อเกวียนแน่นอน และที่สําคัญชาวนาอย่าไปหลงกลให้เขาตกเขียว ผมเตือนชาวนา อย่างชัดเจนล่วงหน้าว่าปีนี้ข้าวจะดีสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์และเป็นปีทองของชาวนาไทย พ่อค้า คนกลางฟังแล้วไม่พอใจแต่ท่านไปดูข้อต่อไปครับ
แผ่นต่อไปครับ ผมกําหนดราคารับจํานําข้าวเปลือกเจ้าไว้ที่ ๑๔,๐๐๐ บาท ต่อเกวียนขึ้นไปครับ ๑๔,๐๐๐ บาท ท่านคิดว่าผมกล้าหาญหรือเปล่าครับ แต่ก่อนที่จะเกิด ความกล้าหาญ แน่นอนที่สุดผมต้องศึกษาความเป็นไปได้และความถูกต้องครับว่าราคาตลาดโลก จะเป็นอย่างไรในเมื่อเราเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ ๑ ของโลก อันดับ ๒ อันดับ ๓ ทิ้งห่าง ปีนั้น เกิดภาวะวิกฤติเราต้องคํานวณอย่างนี้หมดแต่นี่ท่านไม่เคยดูสภาพแวดล้อมของโลก เพราะฉะนั้น ข้อ ๔ การกําหนดราคาขายข้าวเปลือกหอมมะลิผมจึงอยู่ที่ ๑๙,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ท่านไปถาม คนขายข้าวหอมมะลิในปีผมว่าเป็นปีทองหรือไม่ปีทอง ชาวบ้านเขาเรียกกิโลกรัมละ ๑๙ บาท เขาขายได้สูงถึง ๒๒ บาท ชาวนามีเงินเป็นฟ่อน ผมกําหนดราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ ๑๔ บาทต่อ กิโลกรัม ชาวนาขายได้มากกว่านั้น
ท่านไปดูข้อต่อไปครับ สไลด์แผ่นต่อไป ข้อ ๕ สําคัญ ผมบอกหลายคนแล้ว ว่าผมเป็นนักยุทธศาสตร์ ท่านก็บอกผมเป็นนักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ ท่านโฆษณา ท่านจะเรียกผมนักอะไรก็แล้วแต่ แต่ภายในการวางยุทธศาสตร์และแนวคิดล่วงหน้าราคา ข้าวสาร ผมกล้าลุกขึ้นมาประกาศว่าจะเกิน ๓๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน โดยให้เหตุผลว่า ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่ง และมีส่วนสําคัญปกป้องราคาและกําหนดราคาโลก วันที่ผมออกไปแถลงข่าวที่ตึกนารีสโมสรบอกว่าราคาข้าวสารส่งออก ๕ เปอร์เซ็นต์ จะเกิน ๓๐,๐๐๐ บาท หรือราคาข้าวหอมมะลิก็จะเกิน ๓๐,๐๐๐ บาท หลายคน หัวเราะเยาะใส่หน้าผมครับ แล้วก็บอกว่า เป็นไปไม่ได้ ด่าผมสารพัดว่า ปั่นราคา ฝันเฟื่อง ละเมอ จินตนาการ แต่ท่านดูวิสัยทัศน์เรื่องนี้ในหน้าต่อไปสิครับ จึงมีผลให้ราคาข้าวส่งออก ที่ท่าเรือกรุงเทพ หรือเอฟโอบี ไพร์ส (FOB Price) ฟรี ออน บอร์ด (Free on Board) ราคาโดยขน ไปส่งเพียงที่ท่าเรือกรุงเทพ ข้าวสารเจ้าขึ้นไปสูงสุดถึง ๓๓,๕๐๐ บาทต่อเกวียน เรื่องนี้เป็นราคา ที่พิสูจน์ได้ และเป็นความจริง ข้าวหอมมะลิราคาสูงถึง ๔๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน และนี่คือคําว่า ปีทองของชาวนา ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้องกลับมาถามตัวเอง แค่ราคาประกัน ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียนข้าวเปลือก ท่านยังทําไม่ได้เลย แล้วท่านจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรหรือ
ไปดูข้อต่อไปครับ ปรากฏการณ์ความสุขในปีทองของชาวนาไทยในปีที่ผมบริหาร จัดการ ท่านดูนะครับ ข้อ ๑ ชาวนาขายข้าวเปลือก ๑ เกวียน ซื้อทองได้น้ําหนักเกิน ๑ บาท หรือ ท่านว่าไม่จริง วันนี้ชาวนาขายข้าวเปลือก ๖,๐๐๐ ถึง ๗,๐๐๐ บาท ทองปาเข้าไปบาทละเท่าไร ท่านจะบอกว่าอะไรก็แล้วแต่ นี่คือความจริงที่เกิดในสมัยผม ข้อ ๒ ราคาข้าวเปลือกต่อเกวียนสูง ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย อันนี้ไม่มีคําใดมาลบได้จึงถึงวินาทีนี้ ถ้าท่านจะย้อนไปสมัย สุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ และอีก ๒๗ นายกรัฐมนตรีจนถึงสมัยท่าน ผมยืนยันว่าราคา ข้าวเปลือกต่อเกวียนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทยครับ ข้อ ๓ ลูกหลานชาวนากลับไปเยี่ยม บ้านตอนช่วงสงกรานต์ กลับเข้ามาเมืองหลวงพ่อแม่เป็นห่วงครับ ให้ข้าวสารลูกมากินด้วย อันนี้เป็นความสุข เป็นความปลื้มปิติ เป็นความห่วงใยของลูกหลานและครอบครัว ข้อ ๔ ตื่นมาตีสี่ ตีห้า พ่อค้าข้าวไม่เคยสนใจใยดี ชาวนามานั่งหน้าสลอนครับ ชาวนาบอกว่าไม่เคยเป็นอย่างนี้ มาก่อนในชีวิต บางคนตีสามมารอแล้ว พ่อค้ามาขอนั่งหน้าบันไดขอซื้อข้าวเปลือกถึงบันไดบ้าน ตื่นขึ้นมาลุงยังไม่ได้แปรงฟันเลย ข้อ ๕ ชาวนาบอกว่าเกิดมาเพิ่งเคยพบ ได้รับการลด แลก แจก แถม ยิ่งกว่าโคตรอภิมหาโปรโมชั่น (Promotion) ใด ๆ จากพ่อค้าคนกลาง ทุกทีชาวนาต้อง ไปกราบเขาว่าซื้อข้าวผมทีเถอะ ปรากฏพ่อค้าคนกลางมาบอกผมจะมารับซื้อข้าวลุง ผมแถม เกี่ยวข้าวให้ฟรี แล้วก็ขนส่งข้าวไปส่งโรงสีให้ฟรี ลุงก็ถามบอกว่าทําไมใจดีหนักหนาปีนี้ เพราะถ้าลุง ไม่ขายข้าวให้คนนี้อีกคนเขาก็จะแถมให้ นี่คือความสุขที่ชาวนาได้รับครับ
ไปดูข้อต่อไปครับ ชาวนามีเงินซ่อมบ้าน วัสดุ หลังคา กระเบื้อง ซ่อมบ้านกันน้ํารั่ว ซื้อมอเตอร์ไซค์ ซื้อรถปิกอัพ (Pickup) ข้อ ๗ สิครับสําคัญ ท่านต้องไปดู เป็นปรากฏการณ์ปีแรก ที่ชาวนาใช้หนี้ธนาคาร ธ.ก.ส. ได้ก่อนกําหนด แล้วบางคนเคลียร์หนี้เคลียร์สินที่ค้างมาหลายปี
ข้อต่อไปครับ ตรงนี้แปลกนะครับ แล้วผมว่ามันน่าจะมีในปีเดียวกระมัง ชาวนา ต้องดูแลข้าวจนได้เก็บเกี่ยว ยิ่งข้าวใกล้จะสุก เพราะข้าวมีค่าดั่งทอง จึงได้ไปถือปืนนอนเฝ้าคันนา กันข้าวหาย และนี่คือปรากฏการณ์ข้าวสมัยผมครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ผมติงราคาลําไยเพื่อฝากไปถึงการบริหารจัดการของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นะครับ เกษตรกรในภาคเหนือปลูกลําไย ๑๐ ถึง ๑๒ จังหวัดครับ ลําไย เป็นผลไม้ที่แตกต่าง จะออกฤดูกาลเพียงปีเดียวเป็นส่วนใหญ่ ท่านดูลําไยมิ่งขวัญกับลําไยอภิสิทธิ์ มาเทียบกันนะครับ และเดี๋ยวจะหาว่าผมไม่แฟร์ (Fair) กับท่าน ผลผลิตลําไยในปีที่ผมเป็น รองนายกรัฐมนตรีอยู่ อยู่ที่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าตันครับ ผลผลิตลําไยในปีก่อน ของท่านก็อยู่ ที่ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ถ้าผลผลิตมันน้อย อันนี้มันคือความต่างในด้านราคา แต่ท่านดูผมทําราคาให้ ชาวบ้านนะครับ ผมทําแมชชิ่ง มาร์เก็ต (Matching Market) ผมฝากท่านนายกรัฐมนตรีบอกไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย ประเทศที่กินลําไยเป็นล่ําเป็นสันคือประเทศจีน ประเทศ ไต้หวัน ประเทศฮ่องกง ประเทศสิงคโปร์ และอีกหลายประเทศ หลาย ๆ ประเทศเชื่อว่าลําไย เป็นยาโป๊ว ประเพณีกินน้ําชาของคนจีนคือเอาลําไยไปตบแล้วทําให้น้ําชาหอมขึ้น เพราะฉะนั้น ท่านต้องรู้จักว่าตลาดอยู่ที่ไหน ผมจึงได้จัดให้มีผู้ซื้อจากประเทศต่าง ๆ เข้ามา การสื่อสารระหว่าง สหกรณ์ลําไยในจังหวัดต่าง ๆ ภาคเหนือเขาพูดกันไม่รู้เรื่องจึงต้องเอาผู้แปลทั้งภาษาจีน ภาษา แมนดาริน ภาษาฮกเกี้ยน ภาษาไต้หวัน แล้วแต่ ท่านดูนะครับ ลําไยมิ่งขวัญตอนนั้น ๒๕ บาทต่อ กิโลกรัมที่ผลผลิตโดยประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ขายได้ ๗.๕๐ บาทต่อ กิโลกรัม ชาวสวนลําไยน่าจะรักท่านนะครับ คะแนนภาคเหนือท่านคงดี นําโด่งแน่นอนเที่ยวนี้ เมื่อดูสไลด์แผ่นนี้ แต่ปีนี้ขอโทษนะครับ ท่านอย่ามาเถียงผมข้าง ๆ คู ๆ เลย บอกว่าปีนี้ขายได้ ๒๕ ถึง ๒๗ บาท ขอโทษนะครับ ลําไยออกมาเพียง ๘๐,๐๐๐ กว่าตันเท่านั้นครับ ที่จริงถ้าคํานวณ อย่างนั้นท่านต้องขายได้ ๔๐ บาทขึ้นครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ เรื่องนี้ผมอยากจะบอกว่าการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในเรื่องโครงสร้างราคาสินค้าเกษตร ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหาร รายใหญ่และป้อนสู่ตลาดโลก ผมเน้นคํา ๆ นี้นะครับ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่และ ป้อนสู่ตลาดโลก
ท่านดูสไลด์แผ่นต่อไปนะครับ ทําให้มีผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรและ ค่าครองชีพคนไทยอย่างรุนแรง ผมย้ํานะครับ ประชากรในประเทศนี้ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ทํามา หากินเกี่ยวกับการเกษตร ๒๐ กว่าล้านคนปลูกข้าวครับ เพราะฉะนั้นปัญหาที่จะตามมาอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้คืออะไรครับ ราคาน้ําตาล ราคามะนาว ถ้าหูผมไม่เฝื่อนไปนะครับ น้ํามะนาวจะอยู่ที่ กิโลกรัมละ ๖๐ กว่าบาท ราคาไข่ชั่งกิโลครับ เกิดมาชีวิต ๕๐ กว่าปีผมเคยได้ยินครั้งแรกในวันนี้ ไข่ชั่งกิโลครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไปกินข้าวแกงหรือเปล่าครับ วันนี้ไข่ฟองละ ๓ บาททอด มีไหมครับ ไม่มีครับ ๗ บาทครับ ๑๐ บาทครับ ราคามะพร้าวละครับ ราคากะทิละครับ แล้วที่ สําคัญน้ํามันปาล์มที่ท่านบริหารผิดพลาดนี่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของสบู่ต้องใช้น้ํามันปาล์มครับ น้ํามัน ปาล์มกําลังจะขอขึ้นราคาอีกมหาศาล และสินค้าอื่น ๆ จะประดังประเดแล้วคนไทยจะอยู่ได้ อย่างไรครับจากการทํางานของท่าน
ไปดูแผ่นต่อไปครับ จึงสรุปได้ว่าการบริหารจัดการที่ล้มเหลวและขาดประสบการณ์ ได้นําชีวิตคนไทยทั้งประเทศและระบบเศรษฐกิจของประเทศเสียหายอย่างยับเยิน ย่อยยับมาก่อน
ไปดูแผ่นต่อไปนะครับ ผมจะมีเวลาอีกจํานวนหนึ่ง จึงสรุปได้ว่าเราเข้าสู่ ข้าวยาวกหมากแพง ค่าครองชีพฝืดเคือง หนี้สินของคนไทยและของประเทศล้นพ้นตัวแน่นอน ถ้าพูดถึงหนี้สิน ผมขอต่อสไลด์เลยครับ
สไลด์แผ่นต่อไปเลย การทุจริตเงินคอร์รัปชันเรียกสินบนหัวคิวใต้โต๊ะ ทําให้เกิด เงินภาษีอากรของประเทศรั่วไหลออกนอกระบบ ท่อนนี้ละครับเป็นท่อนที่จะเปิดอภิปราย ไม่ไว้วางใจแต่ละเรื่อง ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมเป็นผู้ยืนยันที่จะนํายื่นญัตติการอภิปราย ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและเที่ยวนี้เราพยายามทําอย่างเป็นระบบมากที่สุด ท่านฟังแล้วอาจจะ ตกใจนะครับ ท่านคิดว่าข้าราชการที่รักท่านอยู่นี่เขาทนไม่ได้ เพราะเขาถูกบังคับให้ร่วมมือทุจริต และคดโกง ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามนะครับ เอกสารการทุจริตหลั่งไหลเข้ามา เมื่อเราจะยื่นญัตติไม่ ไว้วางใจ ๕๐ กว่าเรื่องครับ เรามีการสกรีน เอ้าท์ (Screen out) หรือตัดออกไปเหลือ ๔๐ เรื่อง แล้วเราก็มาสั่งตัดอีกจนเหลือ ๒๐ กว่าเรื่องครับ และกําลังจะนําเข้าสู่การอภิปรายนี้ให้ต่ํากว่า ๒๐ เรื่อง ประชาชนทุกท่านครับ ๓ วัน ๔ วันนี้ท่านอาจจะดูว่าเป็นความเบื่อหน่ายพูดอะไรกันนัก กันหนา แต่ผมขอยืนยันทุกเรื่องถูกสรรหามาฟังแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร บนผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ แล้วผมยืนยันว่าไม่มีซ้ําเรื่อง ซ้ําราวขี้ม้าเลียบค่าย ฟันธงตรงประเด็น เปิดหลักฐานได้ เปิดทันทีครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่ดูแลเรื่องการทุจริต ท่านให้สัมภาษณ์ออกมาครับ ไปปาฐกถาที่หนังสือพิมพ์ ถ้าจําไม่ผิดคือไทยรัฐนะครับ หรือ หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง ท่านบอกว่าเงินที่ไหลออกนอกระบบเป็นเงินใต้ดินหรือใต้โต๊ะเกิดจาก คอร์รัปชันมากกว่าปีละ ๑ แสนล้านบาท นี่คือประธาน ป.ป.ช. เพิ่งกล่าวไปเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วครับ ภายใต้รัฐบาลการดูแลบริหารงานของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับ ท่านไปดูข้อต่อไปครับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทําวิจัยครับ เงินไหลออกไปสู่นอกระบบจากการคอร์รัปชันเกินกว่าปีละ ๒ แสนล้านบาทครับ ท่านว่าเยอะหรือไม่เยอะนะครับท่านถามตัวเอง ๒ แสนล้านบาท ท่านมาให้ เป็นเบี้ยคนชราเพียงไม่กี่หมื่นล้านบาท ท่านเอามาจ่ายอะไรออกมาไม่กี่หมื่นล้าน ๒ แสนล้านบาท นี่คือทุจริตที่ถูกวิจัยและจับได้นะครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ถ้าพูดถึงเรื่องการทุจริตต่าง ๆ นะครับ บุหรี่ผมจะเกริ่นนําไว้ให้ ท่านร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง เดี๋ยวท่านจะมาพูดลีลาของท่านดุเดือดเผ็ดมันแค่ไหน ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งไม่ติดแน่นอนครับ บุหรี่ทุจริตโกงภาษี ๖๘๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านไปดู เนื้อหาผมจะตั้งประเด็นไว้เฉย ๆ ว่าคําถามคืออะไรครับ
แผ่นต่อมาครับ ท่านดูคําถามง่าย ๆ ๑๐ ประเด็นโดยประมาณ บุหรี่มีผู้นําเข้ามา ในประเทศไทยนี่ ๔ บริษัทครับ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไทยแลนด์ ลิมิเต็ด (Phillip Morris (Thailand Limited) กับอีก ๓ บริษัทนําเข้ามา เอ่ยเลยนะครับ ไม่ได้โฆษณาให้สูบบุหรี่ บุหรี่ ที่นิยมสูบมากที่สุดคือบุหรี่มาร์ลโบโร (Marlboro) ครับ ต่อไปครับ นี่ครับ แค่ตรงนี้ท่านตอบเอาตัว ให้รอดนะครับ การสําแดงราคาเพื่อเสียภาษีครับ บริษัท บางกอก แอร์เวย์ (Bangkok Airway) นําเสนอเข้ามาในราคาต้นทุนซองละ ๓๐ บาท ๓๙ สตางค์ บริษัท คิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (King Power International) จํากัด นําเข้ามาซองละ ๒๗.๔๖ บาท ท่านดูราคาทีละตัวนะครับ ๔ บริษัทนําเข้า ต่อไปครับ บริษัทอลิส อินเตอร์ จํากัด (Alice International co.,ltd) นําเข้ามา ซองละ ๒๒ บาท๑๓ สตางค์ แต่บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไทยแลนด์ ลิมิเต็ด ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเทวดา หรือเปล่าครับ นําเข้ามาซองละ ๗ บาท ๗๖ สตางค์ครับ ท่านไม่รู้สึกอะไรหรือครับ ย้อนไปสไลด์ แผ่นหน้าอีกทีสิครับ เจ้าแรกเอาเข้ามา ๓๐ บาท ๓๙ สตางค์ เจ้าที่ ๒ เอาเข้ามา ๒๗.๕๖ บาท เจ้าที่ ๓ เอาเข้ามา ๒๒.๓๓ บาท เจ้าสุดท้าย ๗.๗๖ บาท นี่คือตัวของปัญหาครับ มันจะเป็นไปได้ อย่างไรบุหรี่ราคาต่างกัน ๓-๔ เท่าตัว เป็นไปไม่ได้ครับท่าน ท่านต้องตอบคําถามนี้ ท่านตอบไม่ได้ ท่านต้องลาออกกลางสภาครับ
แผ่นต่อไปครับ ๒. การคํานวณภาษีบุหรี่ฟิลลิป มอร์ริส ลิมิเต็ด สําแดงภาษีนะครับ ซึ่งแนวโน้มหน่วยงานของภาครัฐบอกว่ามีแนวโน้มต่ํากว่าข้อเท็จจริงครับ ทําให้รัฐสูญเสียรายได้ งานนี้ ๖๘,๘๐๐ กว่าล้านบาทครับ เงินตั้ง ๖๘,๘๐๐ กว่าล้านบาท กองทุนน้ํามันท่านยังเหลือ ๔,๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วภาษีนี่ท่านยกไปดื้อ ๆ ได้อย่างไร
ท่านไปดูข้อต่อไป บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ลิมิเต็ด นําบุหรี่เข้ามาจากประเทศไทย นํามาประเทศฟิลิปปินส์ครับ ท่านว่าแปลกหรือไม่แปลกท่านดูข้อนี้ดี ๆ นะครับ ตามมาให้ดี ๆ เลย นะครับ สําแดงราคาที่ประเทศไทยบอกว่าต้นทุนซองละ ๗.๗๖ บาท ผมถามนิดหนึ่งนะครับ วันนี้ คนที่สูบบุหรี่มาร์ลโบโรทั้งหลายจะด่าโคตรพ่อ โคตรแม่ใครไม่รู้นะครับ เพราะราคาไปถึงผู้บริโภค อยู่ที่ซองละประมาณ ๘๐ บาทครับ ท่านลองนั่งนึกดูนะครับ สําแดงราคาที่ประเทศไทยนําเข้ามา ๗ บาท ๗๖ สตางค์ ราคาถึงคนสูบบุหรี่ปุ๋ย ๆ ๘๐ บาทครับ มันเกิดอะไรขึ้นหรือครับกับประเทศนี้ ไปดูแผ่นต่อไปครับ แต่กลับสําแดงราคานะครับ บริษัท ฟิลิปส์ มอร์ริส ลิมิเต็ด ผลิตที่ประเทศ ฟิลิปปินส์ นําเข้าประเทศไทย ๗.๗๖ บาท แต่กลับสําแดงราคานี้ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตสูงกว่าประเทศไทยอยู่ที่ราคา ซองละ ๑๓ บาท ๙๐ สตางค์ ซึ่งแพงกว่า สําแดงต้นทุนภาษีต่างประเทศกับประเทศไทยถึง ๒ เท่าตัว ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คณะรัฐมนตรี ทั้งคณะ กรมศุลกากรไม่ตะหงิดใจหรือครับ ว่ามันต่างกันได้อย่างไร เขาผลิตที่โน้นเขายังสําแดงภาษีที่โน้นแพงกว่า ๒ เท่าตัว ตรงนี้ท่านผิดปกติ แน่นอน สมองท่านเพี้ยนแน่นอน เรื่องนี้ผมดูนะครับ ท่านตอบคําถามนี้ไม่ได้ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง ผมขอท้าท่านให้ลาออกกลางสภานี้ครับ
ข้อต่อไปครับ มีการตรวจพบเรื่องราวการเสียภาษีผิดปกติและดําเนินเรื่อง มาอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้ผมต้องเอามามัดท่านให้ดิ้นไม่ได้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ไม่มีการตัดสินใจใด ๆ คาราคาซังมาถึงปี ๒๕๔๙ เพราะอะไร เพราะต้องสืบสวนข้อเท็จจริง จับให้มั่นคั้นให้ตายครับ ปี ๒๕๔๙ ท่านมาดู เกิดอะไรขึ้น
แผ่นต่อไปครับ กรมสรรพสามิตได้เรียกให้ดีเอสไอ (DSI) นายกรัฐมนตรีทักษิณ ได้รับเรื่องและให้ดําเนินการทันที นี่คือความต่างครับ แต่เรื่องคาราคาซังมา ผมไล่ให้ท่าน ความจริง เดือนตรงนั้นนายกรัฐมนตรีทักษิณรับเรื่องไว้เพียงเดือนเดียวแล้วเกิดการปฏิวัติเรื่องจึงไม่ได้ดําเนิน ต่อไป เรื่องคาราคาซังข้ามมาจนอีก ๒ รัฐบาล มาจนถึงรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในเดือน กันยายน ปี ๒๕๕๒ อธิบดีดีเอสไอ ซึ่งผมจําเป็นต้องระบุชื่อให้ชัดเจน เพราะท่านได้ย้ายเขาออกไปแล้ว ชื่อนายทวี สอดส่อง ครับ ได้ไปตามเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและสั่งให้ดําเนินการเรื่องนี้ยื่นต่อ นายกรัฐมนตรี
ท่านไปดูข้อต่อไปครับ ในเดือนเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้รายงานกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์รับทราบและจัดการเรื่องนี้ โดยด่วน ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท
ไปดูแผ่นต่อไปครับ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มีบัญชาถึงหน่วยงานต่าง ๆ ผ่านบุคคล เป็นใคร เดี๋ยวท่านเฉลิมมาเปิดเผยเองครับ อัยการ ดีเอสไอ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร โดยให้บุคคลผู้ใกล้ชิดอ้างว่าหาข้อมูลเพิ่มเติม แล้วท่านดูข้อมูล เพิ่มเติมแล้วไปเกิดอะไรขึ้นในข้อหน้าครับ ผลของการประชุมก็คืออัยการสั่งไม่ฟ้อง ข้อนี้ท่านต้อง ตอบคําถามให้กับคนทั้งประเทศได้รู้ว่า ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านกล้าดีอย่างไรจึงไปแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม
ไปดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ จึงมีคําถามเกิดขึ้นมาว่า ๑. ไทยสูญเสียภาษีอากรจาก กรณีดังกล่าวถึง ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท เงินนี้เป็นสิ่งที่ควรจะได้เข้าประเทศไม่ใช่หรือครับ ข้อ ๒. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์แทรกแซงหน่วยงานของรัฐหรือเปล่า ทําให้อัยการสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ หรือเปล่า ถือว่าใช้อํานาจโดยไม่โปร่งใสและขาดจริยธรรมหรือไม่ มีเครื่องหมายคําถาม ทั้งประเทศแล้วครับ
ข้อต่อไปครับ ทําไมท่านนายกรัฐมนตรีจึงไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ยุติธรรม ในเมื่ออัยการเขาเสนอเรื่องมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าเขาจะยื่นฟ้อง ทําไมไม่ปล่อยเขายื่นฟ้อง แล้วศาลสถิตยุติธรรมของไทยได้พิจารณาคดีด้วยตนเอง ท่านไปตัดตอนให้มันจบออกก่อนทําไม ท่านไปจําหน่ายเรื่องนี้ออกไปได้อย่างไร คนทั้งประเทศเขาจะคิดได้อย่างไรว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น คนใกล้ชิดของท่านจะเกิดอะไรขึ้น เงินไม่ใช่น้อย ๆ นะครับ ผมย้ําอีกครั้ง นี่คือคําถามและข้อสงสัย ของคนไทยทั้งประเทศแน่นอนครับ
แผ่นต่อไปครับ การทุจริตอื่น ๆ ภาษีบุหรี่ น้ํามันปาล์ม การระบายสต็อกข้าว การซื้อที่ดินของการประปาส่วนภูมิภาค
ไปดูแผ่นต่อไปครับ รถเอ็นจีวีเขาว่ามีการซื้อรถแล้วแถวสัมปทาน ท่านรัฐมนตรีต้อง ออกมาตอบให้ได้มันเป็นไปได้อย่างไร ซื้อรถแล้วได้แถมสัมปทานเกิดมาก็เพิ่งเคยเจอ ผมทํา โปรโมชั่นมาตลอดชั่วชีวิตไม่เคยมีอย่างนี้ สลากกาชาดครับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมตอบได้เลยครับ ทําไมเอกสารโต้ตอบของราชการเขาเขียนไว้อย่างนั้นมันเกิดอะไรขึ้น หลายคนคิดว่าคงเป็นเรื่องอินไซเดอร์ (Insider) เรื่องหุ้น อาจจะไม่ใช่นะครับท่าน เรื่องนี้ จําเป็นต้องมาเปิดกลางสภาให้ได้รู้แจ้งเห็นจริงแล้วท่านต้องตอบคําถามได้ว่าโครงการ ในพระราชดําริต่าง ๆ เกิดอะไรขึ้นครับ โครงการการทุจริต ๓จี (๓G) ในหลากหลายรูปแบบ ท่านต้องตอบครับ โครงการรถไฟฟ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต้องออกมาตอบให้ได้ ครับ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลสั่งระงับให้ท่านดําเนินการแล้ว ท่านจะตอบว่าอย่างไร อันนี้ ออกมาเป็นคําพิพากษาของศาลเรียบร้อยด้วย ตอนเราทํายังไม่เสร็จตอนนี้คําพิพากษาศาลออกมา ชัดเจนแล้วครับท่าน
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ สถานภาพทางการเงินด้วยเวลาที่มี จํากัด ผมจะไล่ท่านไปอย่างเร็ว ๆ ถ้ามีความจําเป็นท่อนนี้ผมจะฉายแบบรวดเร็วเพื่อให้ทันก่อน ข่าวเที่ยง และผมจะนํามาย้ําให้คนไทยอีกทั้งประเทศได้ทราบอีกทีว่าบัดนี้เราจะถึงกาลอวสาน แล้วครับท่าน เราจะสิ้นชาติกันแล้ว สถานภาพทางการเงินและการบริหารที่ล้มเหลวก่อให้เกิด หนี้สินอย่างมหาศาลแก่คนไทยแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมอยากฉายสไลด์ ต่อไป ผมลองเปิดให้ท่านดูเป็นเบา ๆ ผมจะไล่ท่านรัน ทู (Run to) เร็ว ๆ นะครับ งบประมาณ ประจําปีสูงสุดในประวัติศาสตร์ครับ ๒. เป็นงบที่ขาดดุลสูงสุดในประวัติศาสตร์ ๔.๒ แสนล้านบาท ครับ ๓. ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นรายจ่ายประจํา ลงทุนมีแค่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ๓.๔ แสนล้านบาท ต่อไป ครับหนี้ที่เกิดจากการชดเชยการขาดดุลงบประมาณครับ
ท่านผู้อภิปรายครับ ตกลงไม่มีการตัดเข้าข่าวเที่ยงนะครับ อภิปรายได้
ท่านไม่ตัดใช่ไหมครับ ท่านไม่ตัดนะครับ
ไม่ตัด
ไม่ตัดผมจะได้มีเวลาหายใจ เป็นเฮือก ๆ ครับ ถ้าอย่างนั้นขอย้อนกลับไปดูแผ่นแรกอีกทีหนึ่งครับ ขอเริ่มต้นตรงสถานภาพ ทางการเงินครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณความใจกว้างของท่านนายกรัฐมนตรี ครับ ขอบพระคุณท่านสื่อสารมวลชนที่ตั้งอกตั้งใจฟัง เพราะเราจะไม่มีการตัดข่าว ผมจึงจะได้ อธิบายให้เห็นแจ้งเห็นจริงว่าคนไทยทั้งประเทศ ตื่นเถิด ลุกขึ้นมารับรู้ว่าชีวิตของท่านนั้น เป็นอย่างไร สถานภาพทางการเงินและการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ก่อให้เกิดหนี้สินมากมายมหาศาลแก่คนไทยทั้งประเทศดังต่อไปนี้ครับ
ไปดูสไลด์แผ่นแรกครับ ท่านอภิสิทธิ์ได้ตั้งงบประมาณประจําปีเป็นค่าใช้จ่าย ในประวัติศาสตร์ ๒.๐๗ ล้านล้านบาท ผมจําเป็นต้องเอามาอภิปรายตรงนี้ซ้ําให้เป็นชัดว่า ตอนงบกลางปีผมได้เกริ่นนําไป แต่หลายคนเนื่องจากการอภิปรายงบกลางปีเป็นงานวิชาการ เป็นตัวเลขการเงิน การคลัง หลายคนไม่ได้เข้าใจตรงนี้ครับ เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นการอภิปราย ในญัตติไม่ไว้วางใจ คนไทยทั้งประเทศต้องรู้ว่าเขากําลังเผชิญอะไรอยู่ เพราะฉะนั้นงบประมาณ ประจําปีสูงสุดในปี ๒๕๕๔ คือ ๒.๐๗ ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์
ไปดูแผ่นต่อไปครับ เป็นงบประมาณที่นายกรัฐมนตรีกล้าตัดสินใจให้ขาดดุลสูงที่สุด ในประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน ๔.๒ แสนล้านบาท นั่นแปลว่าอะไร มีเงิน ๑๐๐ บาทอยากใช้ ๑๔๒ บาท ต้องไปกู้เขามาหรือขาดทุนแน่นอน ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ อันนี้คือความใจกล้า ของท่าน
แล้วมาดูข้อต่อไปครับ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นรายงาน เป็นค่าใช้จ่ายประจํา ซึ่งผมย้ํา อีกครั้งหนึ่งถ้าท่านบริหารจัดการเป็น ค่าใช้จ่ายประจําท่านต้องแก้ไข จุดบกพร่องของท่าน ผมอภิปรายแล้วสร้างสรรค์กับท่านนะครับ ๑. ท่านไม่ทบทวนเรื่องค่าใช้จ่ายประจําเลยว่า สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย หลุดรอด ทุจริตคดโกง ท่านไม่ดูตรงนี้ ๒. ท่านยังไม่เคยกลับไปทบทวนอีกว่า จะทําการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพอย่างไร แต่ท่านมีงบลงทุนเพียง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ คือ ๓.๔ แสนล้านบาทเท่านั้น เพราะฉะนั้นบอกให้เลยนะครับงบการลงทุนนั้นท่านไม่สามารถทําให้ เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนแน่นอน ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมไม่ใช่อวดดี ผมค้าขาย ในภาคเอกชนอยู่ปีหนึ่ง ๗ ถึง ๘ แสนล้านบาทต่อปีเฉพาะประเทศไทย ผมค้าผมมีส่วนวาง ยุทธศาสตร์ระดับโลกอยู่ถึง ๓๕ เท่าของงบประมาณชาติ ผมดูตัวเลขบัญชีงบดุลตรงนี้ออกชัดเจน และท่านจะหาว่าผมสอนผมก็จําเป็นต้องสอนท่านนายกรัฐมนตรีในวันนี้ก่อนที่มันจะล่มสลายต่อไป
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ผมจะพูดถึงว่าท่านสร้างหนี้ ตรงนี้ต้องบอกให้ชัดเจนก่อน นะครับ ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถ้าสํานักงบประมาณเปิดขึ้นมา หนี้มีอยู่หลายประเภท ครับ แต่หนี้ที่ผมกําลังจะพูดเป็นเพียงตัวเดียวที่เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นมาจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาด ดุลงบประมาณครับ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ เป็นการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่ท่าน กล้าไปเอาเงินอนาคตมาใช้นะครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ สไลด์นี้เมื่อผมอภิปรายครั้งที่แล้วมันแยงตาท่านนายกรัฐมนตรี ท่านบอกผมซุกซนกับตัวเลข ผมยืนยันกับท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ พ่อแม่พี่น้องโปรดจําให้ดี ๆ นะครับ สไลด์นี้ยืนยันว่าไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่หน่วยเดียวล้านเดียวครับ ๒๖ นายกรัฐมนตรี ๗๖ ปี ในระบอบประชาธิปไตยเขาก่อหนี้ไว้ที่ ๘.๗ แสนล้านบาทครับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๗ ท่านมาบริหารราชการแผ่นดินเพียง ๒ ปีเศษ และคร่อมอยู่ ๓ ปีงบประมาณถ้าท่านได้อยู่เป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง ท่านก่อให้เกิดหนี้ขึ้นมาแล้ว อย่างสมบูรณ์แบบ ๑.๔๙ ล้านล้านบาทครับ ท่านบอกว่าผมตัวเลขผิด ผมไปเอา ๔ แสนล้านบาท มาบวกทําไม เดี๋ยวท่านฟังข้อเท็จจริงแล้วท่านตอบผมให้ได้ต่อหน้าคนไทยทั้งประเทศและ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินการคลังทั้งประเทศว่าผิดหรือถูกนะครับ เชิญครับ ผมถาม ท่านประธานอีกทีหนึ่งครับ เขาเขียนโน้ต (Note) มาบอกสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยได้ตัดไป ถ่ายทอดข่าวแล้ว นี่หมายถึงทีวีหรือวิทยุครับท่าน
ประธาน ได้รับแจ้งจากท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรงนะครับว่าจะไม่มีการตัดเข้าข่าว ก็ได้แจ้งให้ผู้อภิปราย ได้ทราบนะครับ ก็ต้องให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบกับท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบ เชิญครับ ท่านมิ่งขวัญกรุณาปิดไมโครโฟนท่านก่อนครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมขอกราบเรียนว่าทางผู้ที่รับผิดชอบได้แจ้งผมมาว่าเนื่องจาก เห็นว่าท่านมิ่งขวัญกําลังอภิปรายอยู่ ก็มีเนื้อหาสาระสําคัญหลายตอนนะครับ ก็แจ้งผมมาบอกว่า เขาจะไม่ตัดเข้าข่าวนะครับ ทางผมก็บอกว่าก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีนะครับ เพราะว่าผู้คนก็ได้จะได้ฟัง รายละเอียดนะครับ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวผมจะตรวจสอบว่าที่ท่านพูดน่าจะหมายถึงวิทยุหรือไม่ แต่ในส่วนของสถานีวิทยุโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ เข้าใจว่าน่าจะถ่ายทอดอยู่ตามปกตินะครับ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวผมจะลองไปสอบถามดูนะครับ
ผู้รับผิดชอบ ก็ยืนยันแล้วนะครับ เชิญท่านอภิปรายต่อเลยครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ผมหวังว่าข้อมูลวันนี้จะเป็นข้อมูลที่เที่ยงตรงให้ประโยชน์กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ และ ที่สําคัญที่สุดจะเป็นการตัดสินใจของคนไทยทั้งประเทศครั้งสําคัญครับ ผมขอต่อเข้าไป นะครับ นี่คือหนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับ ที่ผมบอกว่า ๑.๔๙ ล้านล้านบาท แล้วท่านเถียง บอกไม่จริง ท่านลองดูนะครับ ปี ๒๕๕๒ ครับ ท่านได้กู้จริงจ่ายจริงไปที่ ๔๔๑,๐๖๐ ล้านบาท ผมย้ํานะครับ ผมไม่ได้มีเจตนาท้าทายท่านไม่ต้องมาเถียงผมครับ ผมเป็นกรรมการบริหาร ในองค์กรหลายแสนล้านบาท ผมดูอย่างนี้ ตัวเลขนี้ผมยืนยันท่านอย่าเวลาไปตรวจสอบเท็จจริง อย่างไร ข้อที่ ๒ ปี ๒๕๕๓ ท่านก่อให้เกิดหนี้อีก ๒๓๕,๕๗๕ ล้านบาท กู้จริงครับ ถ้าเป็นหนัง เขาบอกว่า เล่นจริง เจ็บจริง ไมใช้สแตนด์ อิน (Stand in) งานนี้ท่านทําแน่นอน เรียบร้อยแล้วด้วย ข้อที่ ๓ ปี ๒๕๕๔ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ออกเป็นพระราชบัญญัติการเงินและงบประมาณ เรียบร้อยหมดแล้วครับ ท่านจะบอกว่าจริง ไม่จริง ท่านออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านสภานี้ ทั้งหมดแล้ว ข้อที่ ๔ ทําไมผมจึงเอา พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็ง ปี ๒๕๕๒ อีก ๔ แสนล้านบาท เข้ามาบวก นักการเงิน การคลังทั้งประเทศ สํานักงบประมาณ โปรดฟังให้ดีว่าทําไมผมจึงเอา ๔ แสนล้านบาทมาบวกเป็น ๑.๔๙ ล้านล้านบาท สมมุติ ผมต่อให้ท่านผมเอา พ.ร.ก. เงินกู้ ไทยเข้มแข็ง ๔ แสนล้านบาททิ้งออกไป ๔๔๑,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๒ ๒๓๒,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๓ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๔ แค่ผมเอา ๓ ปีบวกกันก็เกินกว่า ๑.๐๙ ล้าน ล้านบาทแล้ว ก็สูงที่สุด นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๗ ของประเทศไทยก่อหนี้สูงที่สุดนับตั้งแต่ มีนายกรัฐมนตรีรวมกันมา ๒๗ ท่าน อันนี้ผมย้ํานะครับ สมมุติว่าผมตัด ๔ แสนล้านบาท ไทยเข้มแข็งออก แต่ทําไมผมไม่ตัดครับ เพราะท่านได้กระทําบางอย่างซึ่งวันนี้ผมมีความจําเป็น จะต้องเปิดโปงหน้ากากของการคิดผิดปกติตรงนี้ของท่านออกให้คนไทยทั้งประเทศให้รับรู้ว่า ท่านคิดอะไร ท่านทําอะไรกับคนไทยทั้งประเทศ เพราะ พ.ร.ก. ปี ๒๕๕๒ นี้ท่านเอาโยนเข้ามา ท่านใส่ในปี ๒๕๕๒ ท่านกู้ไปแล้ว ๔ แสนล้านบาท ก่อนที่ผมจะลืม ครั้งที่แล้วนายกรัฐมนตรีบอกว่า งบปี ๒๕๕๒ นี้เป็นงบประมาณที่เกิดจากรัฐบาลนายกรัฐมนตรีชื่อสมัคร สุนทรเวช ซึ่งผมนั่งเป็น รองนายกรัฐมนตรีอยู่ แล้วต่อมาที่ท่านสมชาย อยู่ ๆ จะเอาหนี้ ๓ แสนล้านบาทมาโปะให้ท่าน อย่างไร เดี๋ยวผมจะเปิดความจริงให้คนไทยได้รับรู้ทั้งประเทศว่าท่านจะมาใช้วาทกรรม ทางการเมืองอย่างนี้กับผมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว วันนี้เป็นวันที่ผมเป็นตายอย่างไรผมไม่ยอมท่าน แน่นอน
ไปดูแผ่นต่อไปครับ หนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ปี ๒๕๕๒ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี งบประมาณพระราชบัญญัติการเงินประชาชนอาจจะฟังยาก แต่ผม จะเล่าให้คนไทยทั้งประเทศเข้าใจได้ด้วยภาษาง่าย ๆ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์เข้ามาเป็น นายกรัฐมนตรีโดยไปแถลงนโยบาย ตอนนั้นเป็นข่าวฮือฮามากที่กระทรวงการต่างประเทศ เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๑ การรับพระบรมราชโองการเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว เดือนธันวาคมท่านจึงมาแถลงนโยบาย ที่กระทรวงการต่างประเทศเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นท่านฟังดี ๆ นะครับ นายกรัฐมนตรีสามารถยับยั้งหรือแขวนงบประมาณที่รัฐบาลก่อนได้ทําไว้ เพื่อไม่เป็นงบไปใช้จ่าย ในกระทรวงต่าง ๆ ๓ แสนล้านบาทนั้นได้ แต่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กลับไม่ยับยั้งหรือแขวน งบประมาณนั้นเลย ท่านมีสิทธิแม้แต่กระทั่งบอกว่า ผมไม่เอา ผมแขวนงบ ผมจะใช้งบสมดุล ท่านพูดได้ แต่ท่านกลับยืนยัน นี่คือข้อผิดพลาดของท่านเบื้องต้นข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ นายอภิสิทธิ์ สามารถออกงบประมาณใหม่เป็นงบประมาณสมดุลได้ แต่ท่านไม่ทํา ท่านกลับบอกว่า ๓ แสนล้านบาทนี้ผมรับ ผมจะเอามาใช้ เท่ากับท่านเต็มใจ ภูมิใจ และยืนยันจะใช้เงินเกิน งบประมาณ ๓ แสนล้านบาทเป็นงบขาดดุล
ไปดูข้อ ๓ ครับ ข้อนี้สิครับ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยืนยันใช้งบประมาณ ขาดดุล ๓ แสนล้านบาท และบริหารงานที่ล้มเหลวไม่เป็นประสิทธิภาพจนทําให้เกิดภาวะเงินกู้สุทธิ ที่แท้จริง สูงถึง ๔๔๑,๐๖๐ ล้านบาท ท่านรับมา ๓ แสนล้านบาท แล้วท่านยังไปกู้อีกต่างหาก ท่านทําให้ประเทศนี้เป็นหนี้มากขึ้นกว่าที่งบขาดดุลที่ท่านรับมาอีก ผมบอกให้เลยนะครับตรงหนี้ ท่านอ่อนด้อยทางประสบการณ์อย่างชัดเจนที่สุดทางการเงิน การคลังครับ
ไปดูข้อต่อไปครับ ตรงนี้สิครับน่ากลัว แล้วผมจะไม่ให้อภัยท่านเด็ดขาด ข้อ ๔ ท่านบอกนอกจากนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังไปประกาศ ออก พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็ง ทําให้เกิดหนี้ขึ้นมาอีกและได้กู้เต็มวงเงินไปแล้ว ๔ แสนล้านบาท ไปอีกต่างหาก ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ ถ้าผมจะพูดกับท่านตรง ๆ ปีนั้นท่านล่อเข้าไป ๘ แสนกว่าล้านบาทครับ ๘ แสนกว่าล้านบาท พ่อแม่พี่น้องท่านจะหาเงินที่ไหนมา หาเงิน เข้าประเทศก็ไม่เป็น กู้หนี้ก็เก่ง ปล่อยให้ทุจริตอีกต่างหาก หนี้ก็บานจนหัวโต นี่ละครับคือความ หายนะของประเทศที่กําลังรออยู่ ๘ แสนกว่าล้านบาทครับท่าน แล้วย้ําอีกครั้งนะครับ พรก. เงินกู้ ถ้ายังปล่อยให้ท่านเป็นรัฐบาลต่อไป ถ้าประเทศนี้ยังเลือกท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเตรียมตัวไว้เลยนะครับหลักการที่ท่านเปิดประเด็นไว้จะกู้ไทยเข้มแข็งสูงถึง ๑.๔๓ ล้านล้านบาท นี่เพิ่งเอามาใช้ ๔ แสนล้านบาทนะครับ ถ้าผมปล่อยท่าน คนไทยปล่อยท่านให้ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก ๑.๔๓ ล้านล้านบาทจะตามมาแบบหลีกหนีไม่พ้น ท่านเกิดมาเพื่อจะกู้ หรือครับ ท่านเกิดมาเพื่อจะทําอย่างนี้กับคนไทยหรือครับ กลับไปดูสไลด์ครับ ตรงนี้ผมย้ําอีกครั้ง นะครับท่านอย่าได้ส่งโฆษก อย่าได้ส่งใครออกมาตอบโต้ผมเลย นี่คือความจริง ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ท่านต้องรับไปเต็ม ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมเจ็บปวดครับ ผมอภิปรายเที่ยวที่แล้วผมอาจจะ เป็นคนไม่มีปากมีเสียง ผมอาจจะดูประนีประนอม ผมหยิบยื่นไมตรีให้กับท่าน แต่ท่านไม่ได้ ตอบแทนไมตรีกับความจริงใจเลย ท่านเกิดใช้วาทกรรมอะไรไม่รู้แปลก ๆ ซุกซนกับตัวเลข เล่นกับ ตัวเลข มั่วตัวเลข ผมบอกให้ท่านเลยนะครับ นี่คือความจริงครับท่าน วันนี้ผมต้องคิดบัญชีแค้น กับท่านแน่นอนครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็ง ๔ แสนล้านบาท ท่านนําเข้ามา ในปี ๒๕๕๒ ครับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมให้เครดิตท่านเต็ม ๆ ๔ แสนล้านบาท ๒๕๕๒ เป็นของนายกรัฐมนตรีชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ เป็นการกู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายเหมือนปกติ อันเนื่องมาจากท่านรู้ตัวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็รู้ สํานักงบประมาณก็รู้ ทุกคนก็รู้ เป็นการกู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายเหมือนปกติครับ อันเนื่องมาจากท่านเกินวงเงินงบประมาณขาดดุล ตรงนี้ผมต้องอธิบายประชาชนก่อนนะครับ สมมุติท่านตั้งเอางบปีนี้ก็ได้ ๒.๐๗ ล้านล้านบาทเป็น งบประมาณประจําปี ตามกฎระเบียบวินัยการเงินการคลังท่านขาดดุลได้มีเกิน ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านใช้เต็มเพดานเลยครับ แล้วเดี๋ยวพอท่านถลุงยังไม่พอ ท่านก็ไปออกเป็นเงินกู้ไทย เข้มแข็งมาอีก ๔ แสนล้านบาท นี่หรือครับคือการที่ผมบอกว่าท่านทํานิติกรรมอําพราง ท่านเบี่ยงเบนประเด็นการใช้เงิน ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทําอย่างนี้มาก่อน วินัยการเงิน การคลัง ท่านติดลบโดยสิ้นเชิงครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ท่านทําอย่างนั้นแล้วท่านยังมีหน้ามาอ้างอีก นักการเมือง การเงินรุ่นใหม่จริยธรรม ความโปร่งใส อย่าทุจริตต่อวิชาชีพ ท่านมาดูนะครับ ตอนสมัย นายกรัฐมนตรีทักษิณ ๒๕๔๕ ทุกคนยอมรับว่าเกิดวิกฤติการเงินต้มยํากุ้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ท่านไปดูสิครับ พ.ร.ก. เงินกู้ นายกรัฐมนตรีทักษิณทําไว้ในปี ๒๕๔๕ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านดูที่มามันต่างกันไหมครับ เขากู้เงินมาทําอะไร เขากู้เงินมาเพื่อใช้หนี้วิกฤติการณ์ต้มยํากุ้ง ก่อนหน้านี้ เอาคนแปลออกนิดหนึ่งนะครับ และมาใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูทั้งหมด โดยไม่นําไปใช้จ่าย อื่น ๆ ใดทั้งสิ้นแม้แต่บาทเดียว ท่านเคยเรียนเลขประถมปีที่ ๑ มาไหมครับ เป็นหนี้เท่ากับ ๑ จ่าย คืนไปเท่ากับ ๑ ๑ ลบ ๑ จึงเท่ากับ ๐ เป็นหนี้ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันเกิดมาจากวิกฤติการณ์ ต้มยํากุ้ง จึงต้องกู้เงิน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาใช้กองทุนรวมฟื้นฟู ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หนี้กองทุนรวมฟื้นฟูจึงหายไป ตรงนี้คือความต่างระหว่าง พ.ร.ก. เงินกู้ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมไม่มานับเป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเหมือนท่าน เพราะท่าน อยู่ดี ๆ ไม่มีหนี้มีสิน เกิดอยากถลุงเงินขึ้นมา อยากเอาเงินมาคิดทําอะไรก็ไม่รู้ ตั้งชื่อว่า ไทยเข้มแข็ง ซึ่งสื่อมวลชนตั้งฉายาว่า ไทยเข้มแข็ง หรือใครเข้มแข็ง ท่านสร้างรายได้และท่าน จึงไปเอา ๔๐๐,๐๐๐ล้านบาทนั้นมา เพราะฉะนั้นผมไม่อนุโลมโดยทางการเงินให้ท่านเด็ดขาด แล้วท่านไปถามนักการเงินทั้งประเทศว่าท่านทําผิดหรือทําถูก นี่คือความต่างของ พ.ร.ก. เงินกู้ ๗๐๐,๐๐๐ล้านบาท ปี ๒๕๔๕ โดยนายกรัฐมนตรีทักษิณซึ่งเอามาใช้หนี้ทั้งหมด ๐ บาท ไม่มีกระเด็น แต่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของท่าน ท่านเอาออกมาใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย เดี๋ยวผม จะชี้ให้ท่านดูแล้วคนไทยทั้งประเทศจะเข้าใจครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ พ.ร.ก. เงินกู้ไทยแข้มแข็ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๒ ที่ท่านเอามาใช้ ท่านดูท่านเอาไปใช้อะไรครับ ท่านเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มในกระทรวง ต่าง ๆ ครับ เหมือนงบประมาณประจําปีปกติ จะใช้ได้ที่ไหน ก็ในเมื่อสํานักงบประมาณและ ระเบียบวินัยทางการเงิน การคลัง เขาบอกว่าปีนั้นท่านจ่ายได้ไม่เกินเท่าไร ท่านก็หาทางเอาไปทํา อย่างนี้หรือ อันนี้ผมบอกเลยท่านผิดเต็ม ๑๐๐ ประตูครับ
ข้อต่อไปครับ การทํางบประมาณขาดดุลจะมีกฎ ระเบียบ งบประมาณ ห้ามขาดดุลหรือกู้เกินวงเงินครับ ข้อ ๓ ครับ แต่เมื่อกู้เต็มวงเงินแล้ว ตรงนี้ครับสําคัญ ท่านก็ ไปออกเป็น พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็ง เป็นเสมือนหนี้นอกระบบเพิ่มเติม ซึ่งผมได้กล่าวบอกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปเล่นละครวนิดาทําไมตอนหนี้นอกระบบ เพราะท่านหาทาง กู้เงินนอกเหนือจากกฎ ระเบียบ วินัยการคลังอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วยังมีหน้าออกมาบอก ว่าจะแก้หนี้นอกระบบให้ประชาชน แต่ตัวเองเป็นคนไปสร้างหนี้นอกระบบงบประมาณเพิ่มเติม อีกถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมขอตําหนิข้อความและท่อนนี้ว่าท่านทําผิดวินัยการเงิน การคลัง อย่างร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ไปดูข้อ ๔ ครับ เนื่องจากเป็นเงินประเภทพิเศษ เป็น พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็ง จะนับเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณประจําปีปกติก็ไม่ได้ จึงเกิดอะไรครับ ฝ่ายนิติบัญญัติระบบการบริหารงานในระบอบประชาธิปไตย ๑. นิติบัญญัติ ๒. บริหาร ๓. ตุลาการ บริหารท่านคือนายกรัฐมนตรี คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือ ครม. ทั้งหมด นิติบัญญัติคือ สภาแห่งนี้มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงิน การทํางาน การออกกฎหมายกับท่านว่าท่านโปร่งใสทุจริตไหม ตุลาการเป็นอํานาจอิสระแยกต่างหาก แต่ปรากฏการณ์ถ่วงดุลนี้ได้เสียไปจากการกระทําการ ที่ผิดปกติของท่านคืออะไร ท่านเอา พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็งแยกออกไปเป็นงบประมาณ นอกระบบหรือหนี้นอกระบบจึงทําให้เกิดข้อ ๔ ครับ คณะกรรมการ ๓๕ คณะกลายเป็น หัวหลักหัวตอ ตรวจสอบการใช้เงินของท่านไม่ได้เลย แล้วท่านเอาไปทําอะไรกันบ้างมันถึงเกิด เรื่องราวทุจริตแบบมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ และนี่คือข้อ ๕ ครับ การทุจริตนี้แน่นอน ใครทําอะไรไว้ต้องได้รับผลอันนั้นไม่ว่าวันนี้หรือวันข้างหน้า ผมดูข่าวบางข่าวแล้ว ผมเรียนท่านเลยครับ ผมเสียวสุดขั้วใจแทนท่าน มีรองอธิบดีท่านหนึ่งเกษียณไปแล้วหลายปีถูกศาลพิพากษาจําคุก ๕ ปี ครับ แล้วเขาจะต้องเข้าสู่คุกในอนาคตอันใกล้ ข่าวนี้เพิ่งออกเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมเตือนท่านนายกรัฐมนตรีผ่านไปยังท่านประธานนะครับ คณะรัฐมนตรีทุกท่าน ท่านสนุกสนาน ท่านมีความสุขกับการใช้เงิน แต่ท่านต้องอย่าลืมนะครับ ในที่สุด ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปเท่าไร ท่านต้องรับผิดชอบกับเรื่องทุจริตที่เกิดขึ้นครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ พ.ร.ก. เงินกู้ ๔ แสนล้านบาท ที่แท้เป็นการเบี่ยงเบนครับ ขอใช้งบประมาณเพิ่มเติมโดยการกู้เงินเกินวงเงินงบประมาณประจําปี ซึ่งผิดวินัยการเงินและ ถือเป็นนิติกรรมอําพราง ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้ท่านได้พยายามอําพรางการเอาเงินมาใช้เกิน วงเงินครับ พ.ร.ก. เงินกู้ ๔ แสนล้านบาท ที่แท้เป็นการเบี่ยงเบนการใช้งบประมาณเพิ่มเติม โดยการกู้เงินเกินวงเงินซึ่งไม่เคยมีใครเขาทําอย่างนี้มาก่อน แล้วรัฐบาลนี้คิดอะไรแปลกแตกต่าง แต่แตกต่างในทางไม่ใช่สร้างสรรค์นะครับ ทําลาย งบประมาณประจําปีซึ่งผิดวินัย ทางการเงิน อย่างร้ายแรงถูกเตือนท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาถามว่าใคร เพราะครั้งที่แล้วผู้ว่าการธนาคาร แห่งชาติได้ออกมาสัมภาษณ์บอกว่าให้ระวัง เพราะฉะนั้นผมจึงถือว่าท่านทํานิติกรรมอําพราง แน่นอนครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนี้ครับท่าน มาดูต่อครับ พ.ร.ก. เงินกู้ไทย เข้มแข็ง ๗ แสนล้านบาท พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นหนี้เกิดจากต้มยํากุ้ง ผมทวนให้ท่านทราบอีกทีนะครับ ที่กองทุนรวมฟื้นฟูรับภาระอยู่ ข้อ ๒ ๗ แสนล้านบาท กู้มาเพื่อชดใช้กองทุนทั้งหมด เพราะฉะนั้น วัตถุประสงค์ ๗ แสนล้านบาท กับ ๔ แสนล้านบาท ทั้งสอง พ.ร.ก. ต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่าไปโทษ เขาครับต้องให้ความยุติธรรมกับทุกคน
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ไม่ได้นําเงินจํานวนดังกล่าวมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของรัฐบาลเหมือนงบประมาณประจําปีปกติทั้งสิ้นครับ นี่คือความต่างครับท่าน และนี่คือ ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ที่ท่านต้องรับผิดชอบครับ
แผ่นต่อไปครับ จึงไม่ถือว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๗ แสนล้านบาท เป็นหนี้ที่เกิดจาก การชดเชยงบประมาณขาดดุลเช่น พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ตรงนี้ การพูดในสภาแห่งนี้ต้องถูกบันทึกไว้ เป็นหลักฐาน และนี่คือข้อความจริงที่คนไทยทั้งประเทศต้องให้ความยุติธรรม นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทุกคน ไม่ว่าท่านจะเป็นคนที่เท่าไรของประเทศไทยก็ตาม
แผ่นต่อไปครับ ผมอยากจะย้ําขมวดปมนี้นะครับ ทุกรัฐบาลแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กลับสร้างงบประมาณนอกระบบ ซึ่งถือว่าเป็นหนี้นอกระบบเสียเอง จึงเกิดปัญหาการทุจริตครับ
แผ่นต่อไปครับ หนี้ดังกล่าวทําให้คนไทยต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงสุด ในประวัติศาสตร์ครับ พ่อแม่พี่น้อง ความจริงที่เจ็บปวด ความจริงที่คนไทยต้องได้รับ ความจริงที่คนไทยไม่มีวันปฏิเสธ และปกปิดได้ ท่านไปดูแผ่นต่อไปสิครับว่าดอกเบี้ยสูงสุด ในประวัติศาสตร์คืออะไร ผมได้ฉายสไลด์ นี้ตอนอภิปรายงบกลางปีเป็นที่น่าเสียดายที่ตอนนั้นมันดึกมาก และหลายคนไม่ได้สนใจ ผมฝากเรียนประชาชนคนไทยทั้งประเทศนะครับ เราจะเริ่มเฉลิมฉลองปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ ครับ คนไทยจะแบกภาระดอกเบี้ยโดยยังไม่รวมต้นเงินนะครับ ท่านจะต้องหาเงินมาใช้จ่ายดอกเบี้ย ๒ แสนกว่าล้านบาทครับ ผมย้ํานะครับ สมัยอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งย้อนไป ๒ สมัย ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเคยก่อให้เกิดภาระดอกเบี้ย ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สูงสุด ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ท่านอภิสิทธิ์เข้ามาท่านก้าวกระโดดครับ ผมไม่รู้ว่าท่านก้าวกระโดดค้ําถ่อมาจาก ไหนดอกเบี้ยทะลุ ๒ แสนล้านบาท ๒ แสนล้านบาทนี่ผมบอกเลยนะครับ เงิน อสม. เงินเบี้ยยังชีพคนชรา เงินอะไรทั้งหลายทั้งแหล่ทั้งปวงทั้งหมดท่านเอาไปใช้อะไรได้อีกตั้งเยอะถ้าท่านบริหารจัดการเป็น แต่จุดอ่อนของท่านคือท่านไม่เคยหาเงินเข้าประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมเลย ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง นะครับ การยื่นขอลงทุนบีโอไอ (BOI) ๔ แสนกว่าล้านบาทก็ต่ําสุดจนน่าใจหายครับ แล้วเดี๋ยวจะ เชื่อมโยงไปอีกนะ ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดเสียหมดแล้วครับวันนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านเกิดขึ้นการลงทุนจะไหลเข้าประเทศหรือเปล่า ท่านก็คิดดูเอาเองก็แล้วกันครับ
แล้วดูแผ่นต่อไปครับ ตรงนี้ครับ พ่อแม่พี่น้องเมื่อกี้เราบ่นกันครับ น้ํามันปาล์ม ขวดละ ๓๖ บาท ๓๘ บาท ขึ้นมาเป็น ๔๗ บาท ปวดหัวตัวร้อนกันเป็นแถว ไข่เจียวขึ้นมหาศาล คนไทยต้องแบกหนี้ทันทีต่ําสุดนะครับ ๖๔,๐๐๐ บาทต่อคน ผมย้ําทันทีที่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แล้วมันจะพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ เกิดมาปุ๊บ ๖๔,๐๐๐ บาทเยอะนะครับ เดี๋ยวท่านไปเทียบกับตัวเลข อีกตัวเลข ผมจะให้ท่านดูอะไร
ไปดูสไลด์แผ่นต่อไปสิครับ ท่านดูครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทําอะไรกับคนไทย ทั้งประเทศไว้ครับ ผมบอกท่านเตือนท่านตั้งหลายครั้งตั้งแต่วันที่มารับครั้งแรก ถ้าท่านสังเกตให้ดี นะครับ ๓ เดือนแรกท่านขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเป็น ๑ ในผู้ที่ไม่ลุกขึ้นยืนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่าน ตอนนั้นผมยังอโหสิกรรมให้อภัยท่านว่า ๓ เดือนแรกของการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ นี้ผมยังไม่ถือว่าท่านมีความผิดใดทั้งสิ้น ผมหวังว่าคนหนุ่มรุ่นใหม่จะมาสร้างอนาคตให้ประเทศ แต่ ๒ ปีผ่านไปท่านดูท่านมองข้ามอะไร อยู่ ๆ ความยากจน ประเทศไทยกําหนดมาตรฐาน ความยากจนว่าอะไรครับ ต้องมีรายได้ต่ํากว่า ๑,๖๐๐ บาทต่อเดือน มีรายได้ไม่ถึง ๕๓ บาทต่อวัน คนไทยที่มีรายได้ต่ํากว่า ๑,๖๐๐ บาทต่อเดือน ๕.๓ ล้านคนครับท่าน ท่านว่า ๕๓ บาท ข้าวแกง จานละ ๔๐ บาท ไข่เจียวฟองละ ๑๐ บาท เขากินข้าวได้ ๑ มื้อไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ทําอะไรกับเขาอยู่ ๕,๓๐๐,๐๐๐ คนท่านเหลียวแลเขาถึงขนาดไหน ท่านจะแก้หนี้นอกระบบ เขาหรือครับ
แล้วท่านไปดูนะอีกสไลด์หนึ่งท่านทําอะไรกับเขา ท่านไปดูสิครับ นี่ครับ เช็ค (Cheque) ช่วยชาติอย่างไรครับ ๒,๐๐๐ บาท อยู่ ๆ วันดีคืนดีขึ้นมาท่านบอกว่า เอาเงินมา แจก ๆ พ่อแม่พี่น้องมารับเช็คช่วยชาติเร็ว รัฐบาลนี้ใจดีแจก แล้วท่านแจกอะไรนี่ครับ ท่านแจกคน เงินเดือนต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วคนยากจน ๑,๖๐๐ บาทท่านแจกเขาหรือเปล่า เขาไม่ได้รับ นะครับ เกษตรกรได้รับหรือเปล่า ไม่ได้รับครับ วันนี้เกิดอะไรขึ้นครับ ปุ๋ยแพง ยาฆ่าแมลงแพง สินค้าเกษตรถูก ผมบอกเลยนะครับแค่กะอีงานสรรหาแจกเช็คช่วยชาติ ๒,๐๐๐ บาท ท่านก็ทําให้ ประเทศนี้เจ๊งไปไม่รู้กี่หมื่นล้านบาทแล้วครับท่านนายกรัฐมนตรี หมดเวลาของท่านแล้วครับท่าน
ไปดูแผ่นต่อไปครับ คิดจะใช้เงินเก่งท่านนายกรัฐมนตรีต้องหาเงินให้เป็นครับ ท่านเคยหาเงินเข้าประเทศหรือเปล่าครับ ท่านเคยทําธุรกิจอะไรมาไหมครับ ผมชื่นชมประวัติ อันสวยงามของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านได้เรียนหนังสือดี ท่านเป็นคนที่มีอนาคต แต่ตรงนี้การบริหาร ๒ ปีเศษท่านมีปัญหาแน่นอนครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ถ้าท่านใช้เงินอย่างนี้ต่อไป มือเติบอย่างนี้ครับความหายนะ ของคนไทยรออยู่ข้างหน้าครับ รออยู่แน่นอนครับ ด้วยเวลาเพียงไม่กี่วันข้างหน้าแค่ปัญหาน้ํามันปาล์ม กับน้ํามันกับกองทุนน้ํามันหายนะแน่นอนครับพ่อแม่พี่น้องอยู่ไม่ได้อีกต่อไปครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ท่านกู้ ท่านสร้างหนี้เอาคนแปลออกไปให้เห็นกันเต็มตาครับ มันจะได้สะใจคนทั้งประเทศครับ ท่านกู้ ท่านสร้างหนี้สมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์สูงที่สุด ในประวัติศาสตร์ครับ สูงที่สุดอย่างไร
ท่านไปดูสไลด์แผ่นต่อไปนะครับว่าผมพูดอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงหรือไม่ครับ นี่ครับ ท่านเคยแข่งกีฬาเหรียญทองไหมครับ เหรียญทองแดง เหรียญเงิน เหรียญทองคํา สีชมพู รางวัลที่ ๓ รับเหรียญทองแดง สีเขียวเป็นเหรียญเงิน สีเหลืองเป็นเหรียญทองคํา ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ขึ้นยืนแป้นรับเหรียญ ท่านดูความจริงที่เจ็บปวดที่สุดของคนไทยทั้งประเทศสิครับ หนี้เงินกู้ ท่านอ่านตามผมทีละบรรทัดนะครับประชาชนไทยทั้งประเทศ หนี้เงินกู้แต่ละปีสูงที่สุด ในประวัติศาสตร์ต่อปี นับตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีของไทยมาทั้งหมด ๒๗ คน และกําลังจะผ่านพ้นไป นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับ ในปี ๒๕๕๓ ท่านก่อหนี้สุทธิเอาไว้ ๒๓๒,๕๗๕ ล้านบาท อันนี้เป็นหนี้ จริง ของจริงครับ ในปี ๒๕๕๔ ออกมาเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณแล้ว ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเผลอ ๆ อาจจะเกินไปอีก หนี้สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งต่อปี นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อีกเช่นกันครับ ในปี ๒๕๕๒ ปีที่ท่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและบริหารหันรีหันขวางล้มลุกคลุกคลาน ปีที่ท่าน มาทําเรื่องเกี่ยวกับไทยเข้มแข็ง ปีที่ท่านลุกขึ้นมาแจกเงินกับคน ๒,๐๐๐ บาท ปีที่ท่านมาทําอะไร ต่อมิอะไร ๔๔๑,๐๖๐ ล้านบาท อันนี้ผมต่อให้ท่านยังไม่รวมหนี้จากไทยเข้มแข็งอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมขอแจ้งผ่านท่านประธานไปยัง นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และคนไทยทั้งประเทศนะครับ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่กู้หนี้ยืมสินแต่ละปี เรียงเป็นปี ๆ สูงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีขึ้นมาในประเทศไทยทั้งหมด ๒๗ ท่าน ไม่ว่าจะอันดับ ๓ อันดับ ๒ และอันดับ ๑ ท่านต้องรับไปเต็ม ๆ ครับ ผมขอย้อนสไลด์ ไปที่แผ่นนั้นอีกทีหนึ่งครับ แผ่นก่อนหน้านี้ดูให้เต็มตาครับ อ่านกันให้อิ่มเอมใจครับ นายกรัฐมนตรี ในดวงใจของคนไทยทั้งประเทศท่านกู้และก่อให้เกิดหนี้ในสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยครับ ผมเหลืออีก ๒ สไลด์ครับ เพื่อจะไม่ให้ท่านมาพูดอะไรกับผม แปลก ๆ อีก ไม่ต้องมาบอกผมซุกซนกับตัวเลข เลิกพูดคําพูดเด็ก ๆ อย่างนี้กับผมนะครับ ตอบไม่ได้แล้วอย่ามาแถครับ วันนี้ผมมีความจําเป็นต้องพูดแรงกับท่านนะครับ ตอบไม่ได้ ผมถาม เรื่องน้ํามันตอบไม่ได้ โอ๊ย ท่านซุกซนกับตัวเลข ผมพูดเรื่องหนี้เรื่องสิน ตอบไม่ได้ โอ๊ย ท่านซุกซน กับตัวเลข เลิกพูดอย่างนี้กับผมได้แล้วครับท่านนายกรัฐมนตรี เพราะข้อมูลทั้งหมดนี้ผมเอามาให้ ท่านดูเต็ม ๆ เลยนะครับ ๑. เป็นข้อมูลจากสํานักงบประมาณครับ ๒. เป็นข้อมูลจากสํานักงาน บริหารหนี้สาธารณะของกระทรวงการคลัง ๓. เป็นข้อมูลจากสํานักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๔. เป็นข้อมูลจากสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง และ ๕. เป็นข้อมูล จากธนาคารแห่งประเทศไทย หยุดนะครับ มีความเป็นผู้ใหญ่ครับท่าน ไม่มีอะไรที่จะต้องมานั่ง ปิดบัง ถ้าท่านเป็นคนที่ก่อให้เกิดปัญหาภาระการกู้และหนี้สินสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ จงก้มหน้าและรับมันต่อไป จงรับความจริงครับ การเป็นผู้นํา ๑ ในภาวะผู้นําที่ดีที่สุด ก็คือผู้นําที่กล้ารับความจริง นายกรัฐมนตรีหลายประเทศลุกขึ้นน้ําตาเล็ดน้ําตาร่วง โค้งให้ประชาชน แล้วบอก ขอลาออก ท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดเมื่อวันเป็นผู้นําฝ่ายค้าน จะหนึ่งเสียงหรือแสนเสียง ถ้าออกมาประท้วง ผมจะรับฟัง ท่านเชื่อไหม เสียงนั้นยังก้อง อยู่ในหูผมอยู่เลย ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องทบทวนอะไรหลายอย่าง ตรรกะ ความคิด การเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๗ ของท่าน ๒ ปีเศษท่านจะอยู่ต่อไปครับ เพราะท่านอยู่ต่อไปท่านก็ จะเอางบประมาณปี ๒๕๕๕ เข้ามาอีก ท่านก็จะกู้อีก จินตนาการบางอย่างนะครับ ถ้าเกินเลย ความจริง จินตนาการนั้นคือเพ้อฝันและเพ้อเจ้อ จินตนาการที่มีความเป็นไปได้ หรือฝรั่งเขาเรียก พอสซิบิลิตี้ (Possibility) นั่นคือวิสัยทัศน์ครับ ผู้นําที่เก่งฉกาจต้องมีประสบการณ์ ต้องเข้าใจ ทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ต้องมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ ผมเข้าใจว่าท่านเป็น นักการเมืองที่มีวาทกรรมทางการเมืองอันยอดเยี่ยม ท่านพูดได้ดี ท่านโน้มน้าวใจให้คนเห็น คล้อยตาม แต่วันนี้นี่คือความจริง
และที่สําคัญอีกประการหนึ่งนะครับ สิ่งที่ผมยังไม่ได้ไปแตะเลยก็คือเรื่องราวของ การอภิปรายต่อจากภาคที่แล้ว ถ้าเป็นหนังนะครับ ภาคที่ ๑ การสลายการชุมนุม จากการสั่งการ ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากการสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จากการดําเนินการทั้งหมดท่านสั่งให้ข้าราชการประจํา แม่ทัพนายกอง ท่านสั่งให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านสั่งให้ ผบ. เหล่าทัพต่าง ๆ ออกมาดูแลม็อบ (Mob) เช่นไร มีคนบาดเจ็บ ล้มตาย เสียหาย เกิดผลพวงอะไรขึ้นในประเทศ ใครทําอะไรไว้ สิ่งเหล่านั้น ต้องเปิดเผยและเป็นความจริง ทําไมผมถึงยอมให้มีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ครั้งหนึ่ง เหตุผลนะครับ เพราะครั้งที่แล้วยังคลุมเครือและไม่แน่ชัด ผมเตือนนะครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติ ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล และที่สําคัญ ผมขอเชิญชวนประชาชนคนไทย ทั้งประเทศนะครับ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเฉพาะถึงใครจะบอกว่าอภิปรายเรื่องการสลาย ผ่านไปแล้ว แต่ท่านต้องเปิดใจให้กว้างและรับรู้ว่าการสลายนั้นในเบื้องหน้า ในเบื้องหลัง ในข้อมูล ในข้อเท็จจริง ในภาพที่ปรากฏ ฝรั่งเขาเรียกว่า พิกเจอร์ เทล เดอะ สตอรี่ (Picture tell the story) ภาพจะบอกรูป เรื่องราว และผู้คน จริง ไม่จริง ผมอยากให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เปิดใจ กว้างที่จะรับฟังข้อมูลทั้ง ๒ ฝ่าย เปิดใจกว้างที่จะเห็นว่าฝ่ายกล่าวหาเขาบอกว่าอย่างนี้ ฝ่ายปฏิเสธ บอกไว้อย่างนี้ อย่าปิดบัง อย่าเซ็นเซอร์ (Censor) อย่ากดดันข้อมูลนะครับ เปิดใจให้กว้าง แล้วท่านจะรู้ว่าความจริงในภาค ๒ คืออะไร
สุดท้ายนะครับ ผมมีสไลด์มาฝากท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับ แผ่นสุดท้าย หมดเวลาก่อหนี้ หมดเวลาอยู่ต่อไป หมดเวลาของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงท่านอยากจะอยู่ใจจะขาด ผมไม่ต้องเป็นโพลสํานักไหน ถ้าประชาชนที่มีใจเป็นธรรมแล้วฟัง การอภิปรายที่เปิดกว้าง ครอบคลุม เปิดประเด็นไว้ให้ทุกประเด็น แล้วเขายังฟังการอภิปรายต่อไป อย่าง ๓ วันอย่างต่อเนื่องนะครับ เขาเห็นการทุจริตต่าง ๆ ที่จะเปิดออกมาเป็นรูปธรรม ผมย้ําอีก ครั้งหนึ่งนะครับ ผมเคยบอกว่าเที่ยวนี้เน้นเนื้อหนัก หลักฐาน จัดหนัก แน่นอนครับท่าน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ จัดหนักเพื่อให้คนทั้งประเทศตาสว่างแล้วก็ตัดสินใจได้ ไม่ว่า ท่านจะอยู่ตามคํามั่นสัญญาประชาคมจนถึงต้นเดือนพฤษภาคมหรือไม่ หมดเวลาของท่านแล้วครับ ผมหวังว่าท่านจะกลับไปนอนคิด ท่านมีเวลาคืนนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มะเรื่องนี้ จะฝันร้าย ฝันดี จิตท่านจะแข็ง จิตท่านจะอ่อน แต่ผมเชิญชวนอีกครั้งนะครับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศครับ ๔ วันนี้ เป็น ๔ วันที่มีความหมายอย่างยิ่ง เป็น ๔ วันที่ท่านจะใช้ในการครุ่นคิด จริงอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรนี้ อาจจะเกี่ยวยึดโยงด้วยสิ่งต่าง ๆ ซึ่งจะต้องพรรณนาให้เห็นใน ๔ วันว่ามีประโยชน์ มีการทุจริต มีการเคลือบแฝง มีทําอะไรที่มีใบเสร็จ ไม่มีใบเสร็จ หรือเพียงแค่กําหนดยุทธศาสตร์และนโยบาย ก็ส่อให้เห็นการทุจริตโดยไม่ต้องใช้ใบเสร็จ ผมหวังว่านะครับการอภิปรายของผมตั้งแต่ต้นจนจบ มานี้จะทําให้ท่านนายกรัฐมนตรีและสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนทั้งประเทศ ได้ตาสว่างและเข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้น และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดประธานวิปฝ่ายรัฐบาลได้ตกลง กับประธานวิปฝ่ายค้านว่าจะคืนไมโครโฟนให้ผมอีกเวลา ๓ ทุ่มของวันศุกร์ที่ ๑๘ เดือนมีนาคม วันนั้นผมจะนั่งฟังท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหา ถูกถอดถอนอย่างใจจดใจจ่อ แล้วเราจะได้มาพบกับท่านอีกทีหนึ่ง ผมกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผมจะขอใช้เวลาในช่วงแรกคงไม่ลงในรายละเอียด ทุกเรื่อง เพราะว่าท่านผู้อภิปรายท่านแรกไม่นับผู้ที่อ่านญัตติได้ใช้เวลากว่า ๒ ชั่วโมงนะครับ ในการ อภิปรายในเนื้อหาสาระสําคัญอยู่ ๕ เรื่องด้วยกัน และบางเรื่องผมทราบดีครับว่าจะมีเพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านที่จะมาอภิปรายเพิ่มเติมซึ่งก็ไม่ต้องการที่จะให้มีการซ้ําประเด็น แล้วก็มีปัญหาในเรื่องของ การประท้วงนะครับ แต่ผมมีความจําเป็นที่จะต้องชี้แจงในเบื้องต้นครับ ในสาระหลักที่ท่าน ส.ส. มิ่งขวัญ ประทานโทษเอ่ยนามท่านได้เพิ่งอภิปรายจบไป กระผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าผมเอง ก็แปลกใจครับ ไม่นึกเหมือนกันว่าท่านจะมีความแค้นกับผม เพราะว่าท่านบอกว่าท่านได้อภิปราย ด้วยไมตรี โดยข้อเท็จจริงแล้ววันนั้นผมก็ตอบท่านด้วยไมตรีครับ ไม่นึกว่าจะเป็นความแค้น ถ้ามี ความแค้นที่เกิดขึ้นก็คงต้องบอกว่าไม่ได้เกิดขึ้นจากผมหรอกครับ เกิดขึ้นแต่เพียงจากความจริง ที่ผมได้นําเสนอเท่านั้นเอง วันนี้ก็เช่นกันครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมไม่ใช่คําเดิมหรอกครับ แต่ผมต้องใช้ว่าข้อมูลของท่านก็ยังเป็นข้อมูลที่มีการตกแต่งหรือตัดตอน เพราะข้อเท็จจริงที่จะต้อง มีการดําเนินการต่อไปนี่คือการมาดูภาพรวมอย่างชัดเจน ท่านอภิปรายไว้ ๕ ประเด็น ประเด็น สุดท้ายท่านเน้นกลับไปในเรื่องเดิมซึ่งผมเคยชี้แจงแล้วในเรื่องของปัญหาการกู้และปัญหาหนี้สิน ตัวเลขท่านพูดถูกครับ บอกว่าเอามาจากหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ แต่วิธีการนําเสนอ การใช้ เหตุผลประกอบ หรือการชวนให้คนคิดไปสู่ข้อสรุปที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงต่างหากครับ คือปัญหา ที่จําเป็นจะต้องพูดกัน และผมดีใจครับ ผมดีใจว่าวันนี้ท่านพูดชัดเจนว่าท่านพูดในฐานะ ที่ท่านเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี เราก็จะได้เปรียบเทียบแนวคิด หลักการ วิสัยทัศน์ ในการ บริหารประเทศ ผมเองก็กราบเรียนว่าเรื่องที่ท่านพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่มีความสําคัญทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าท่านไม่ได้อภิปรายครอบคลุมไปถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติ มาแล้วก็เป็นเรื่องหลักในการถอดถอนผมก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ก็เข้าใจว่าคงจะมี สมาชิกท่านอื่นมาอภิปราย แต่ผมกราบเรียนนะครับว่าที่ท่านบอกว่าจําเป็นต้องมาอภิปรายซ้ํา ในปีนี้ผมก็ขอเรียนครับว่าในฐานะที่ท่านจะเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็ควรจะมีจุดยืนที่ ชัดเจนเช่นเดียวกันครับว่าท่านมีความคิดอย่างไรต่อการปลุกระดมให้เกิดการเผาบ้านเผาเมือง ท่านมีความคิดอย่างไรกับการที่มีความพยายามที่จะเอาข้อมูลมาสร้างความแตกแยกเพิ่มเติม ในสังคม เพราะผมเชื่อว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีที่จะมีความสําคัญมาก ในการบริหารประเทศต่อไป แต่ผมจะผ่านประเด็นนั้นไปก่อนครับเพราะว่าจะชี้แจงในช่วงที่มีการ อภิปรายในเรื่องนั้น
กลับมา ๕ เรื่องหลักที่ท่านพูดครับ เรื่องแรกเรื่องหนี้ ผมจะใช้วิธีย้อนกลับ ไปครับ เรื่องหนี้สินแล้วเรื่องการกู้เงินนี่ครับ ท่านก็พยายามพูดบอกว่า ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี กู้มากที่สุด เปรียบเทียบเป็นปีได้เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง แต่ไม่รู้จักวิธีการหาเงิน ทําไมท่านไม่เอาตัวเลขการหาเงินเข้าประเทศเรื่องการส่งออกกับการท่องเที่ยวมาให้พี่น้อง ประชาชนทราบละครับ ว่าปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมานี่ครับ การท่องเที่ยวมีตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้ามาจาก ต่างประเทศสู่ประเทศไทยสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ ทําไมท่านไม่พูดบ้างละครับว่าตัวเลขของ การส่งออกเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน แล้วพูดง่าย ๆ ก็คือว่าการหารายได้ เข้าประเทศถ้าดูจากบัญชีการส่งออกและการบริการก็เป็นการมีรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกัน ท่านเอาที่ไหนมากล่าวหาครับว่ารัฐบาลนี้ไม่หารายได้ แล้วท่านก็ต้องเข้าใจดีอยู่แล้ว ครับว่า ตัวเลขจะเป็นงบประมาณ จะเป็นรายได้ จะเป็นการส่งออก การท่องเที่ยว หนี้สิน มันเติบโตของมันโดยลําดับอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ถ้าลองท่านเอาเรื่องของการหารายได้มาบอก เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง ผมก็ได้หมดอีกละครับ แต่ท่านไม่พูด ท่านพูดให้เกิดความ เข้าใจว่ามันเป็นเฉพาะเรื่องหนี้สิน เป็นเรื่องของการกู้เงิน ไม่ใช่ครับ และตัวเลขที่ท่านพูดวันนี้ ก็สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต่างกันระหว่างท่านกับผมครับ ผมบริหารประเทศผมทราบดีว่าไม่เหมือน บริหารธุรกิจ ตัวเลขการขาดดุลรายได้ ตัวเลขการตัดสินใจการกู้ยืมเงินของรัฐบาลนี่ครับ มันคิด แบบธุรกิจไม่ได้ วิสัยทัศน์ซึ่งผมไม่ทราบว่าท่านจะโต้แย้งหรือไม่ก็คือว่า ยามใดที่เศรษฐกิจตกต่ํา ประชาชนยากลําบาก รัฐบาลต้องเข้าไปเป็นหนี้ครับ แล้วถ้าเราทําอย่างนี้แล้วเศรษฐกิจฟื้นเร็ว ในที่สุดหนี้ของรัฐบาลก็จะลดลงครับ ในทางตรงกันข้ามในยามที่ยากลําบากวันที่ฝ่ายท่านออกจาก ตําแหน่งไปแล้วเกิดวิกฤติเศรษฐกิจนี่ครับ ถ้าวันนั้นรัฐบาลไม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจกู้หนี้ยืมสินแล้ว พี่น้องประชาชนจะยากลําบากมาก คนจะตกงานอย่างที่ท่านเคยพูดไว้ละครับ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน เขาจะไม่มีรายได้แล้วในที่สุดรัฐบาลก็เป็นหนี้อยู่ดี เพราะเขาจะไม่มีภาษีจ่าย ให้กับรัฐบาล ถ้าพูดถึงเรื่องวิสัยทัศน์แนวคิดทางเศรษฐกิจต้องพูดกันอย่างนี้ครับ แล้วผมก็ยืนยัน ครับว่าจากการที่เรากอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ปลายปีมาจนถึงปัจจุบันนี่ครับ สถานะ การเงินของประเทศ การคลังของประเทศไม่ได้แย่ลงอย่างที่ท่านพูดครับ แล้วตัวเลขท่านนี่ครับวันนี้ ท่านก็มาแก้ตัว ๒ จุดที่พยายามจะเอาตัวเลขว่าของผมสูงกว่านายกรัฐมนตรีคนอื่น ๆ รวมกัน
ประการแรก ท่านบอกว่าที่ท่านนายกทักษิณกู้ ๗ แสนล้านบาทไม่ให้นับ ก็เป็น ความคิดของท่านนะครับ ผมเพียงแต่ถามว่ากู้มา ๗ แสนล้านบาท ความจริงกู้จริงก็ประมาณ ๖ แสนกว่าล้านบาทในวันนั้น เอามาใช้หนี้เพื่อช่วยภาคธนาคารเลยไม่ต้องนับใช่ไหมครับ แต่ผมกู้มาเพื่อสร้างงานให้ประชาชน ให้ประชาชนมีรายได้ ให้โรงเรียนมีการปรับปรุง โรงพยาบาลมีการ ปรับปรุงมีถนนไร่ฝุ่น มันผิดใช่ไหมครับ ทําแหล่งน้ําให้ประชาชน มันผิดใช่ไหมครับ ต้องกู้มาใช้หนี้ ให้นายธนาคารจึงจะไม่นับเป็นหนี้อย่างนั้นหรือครับ หนี้ก็ ๗ แสนล้านบาทที่ท่านบอกว่า ของท่านไม่นับออกไปดื้อ ๆ เลยครับ แต่ผมก็ยืนยันว่าหนี้ก็คือหนี้ เพียงแต่ว่าจะมาใช้อะไร เป็นคนละประเด็นกับเสถียรภาพว่ามีหนี้หรือไม่มีหนี้ ผมยืนยันครับว่าการที่เรากู้มาแล้วก็กระตุ้น เศรษฐกิจจนรายได้ฟื้น ณ ขณะนี้ ฐานะทางเงินคงคลังดีขึ้นและรัฐบาลก็ยืนยันในการเดินเข้าสู่ การมีงบสมดุลในอีก ๔-๕ ปีข้างหน้าเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการบริหารเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นท่านยังบอกอีกว่า ที่ท่านยกว่าหนี้ของปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ที่บอกว่ามีการกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่มานับรวมให้ยอดในการกู้ในช่วงรัฐบาลผมสูงนี้ครับ วันนั้นผมก็ชี้ให้เห็น ว่ามันไม่ค่อยเป็นธรรมครับ เพราะว่าเป็นงบประมาณที่รัฐบาลท่านเป็นคนผ่านออกมาเป็นกฎหมาย แล้วก็ขาดดุลไปแล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ท่านแสดงออกถึงภาวะ ความเป็นผู้นําของท่านครับ ท่านมาบอกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ถึงแม้ท่านเป็นคนวางแผน ผ่านออกมาเป็นกฎหมายเป็นงบประมาณไว้ ผมเข้ามามีสิทธิที่จะไม่ใช้ ท่านครับ แปลว่าตอนที่ท่าน จัดแล้วขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านจัดไว้อย่างนั้นใช่ไหมครับ ไม่ใช้ก็ได้ใช่ไหมครับ แล้วมี เจตนาอะไรครับที่จัดไว้ถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ขาดดุลนี่ครับถ้าคิดว่าไม่จําเป็นต้องใช้ เจตนา คืออะไรครับ ความรับผิดชอบอยู่ตรงไหน วุฒิภาวะคืออะไร ผมถึงบอกว่าตัวเลขท่านเอามาบวก แบบของท่านครับ แต่มันไม่ได้บ่งบอกอะไรเลย แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นหลักที่เราน่าจะต้องดู มากกว่า เป็นบรรทัดสุดท้ายในการประเมินว่าที่ทํามาทั้งหมดในที่สุดแล้วฐานะของบ้านเมืองของ ประเทศ และในเรื่องของความมั่นคงทางการเงินการคลังเป็นอย่างไร มันไม่ได้จะหายนะอย่างที่ ท่านพูดหรอกครับ หลักสําคัญที่สุดก็คือว่าหนี้สาธารณะคือการกู้เงินทั้งหมด การบริหารเงินทั้งหมด ของประเทศเขาดูกันว่าเทียบกับรายได้ของประเทศ ผลิตภัณฑ์มวลรวม ผลิตภัณฑ์ประชาชาติหรือ จีดีพีนี้ สัดส่วนมันเท่าไร วันที่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เพราะว่านั่นเป็นรัฐบาลที่ท่านชอบ เปรียบเทียบด้วยนะครับ ออกไปจากตําแหน่งสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีคือ ร้อยละ ๔๒.๗๕ วันนี้หรือเอาตัวเลขเดือนมกราคมปีนี้ที่พวกผมบริหารอยู่ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีคือ ร้อยละ ๔๑.๙๔ ครับ ฐานะประเทศมั่นคงกว่าเมื่อปี ๒๕๔๙ รัฐบาลที่ท่านบอกว่าบริหารการเงินการคลัง ได้วิเศษสุด มีเวลาบริหารอยู่ ๖ ปี ในภาวะซึ่งไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจ แต่พวกผมบริหารในภาวะซึ่งมี วิกฤติเศรษฐกิจและทั่วโลก พี่น้องประชาชนที่ดูข่าวต่างประเทศจะทราบว่ามีกี่ประเทศที่เข้าสู่วิกฤติ หนี้สาธารณะ แต่ผมรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อรายได้ของประเทศให้อยู่ในระดับที่ต่ํากว่าวันที่ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณที่ท่านบอกว่าบริหารได้ดีที่สุดออกไปจากตําแหน่ง ผมเคยกราบเรียน ท่านประธานในวันที่ท่านอภิปรายเรื่องนี้ในวันพิจารณางบประมาณกลางปีเช่นเดียวกันครับว่า นอกเหนือจากตรงนี้ที่ต้องดูอีกก็คือว่าถ้าบ้านเมืองนี้กําลังจะล่มสลาย คนที่เขาให้กู้เงินกับรัฐบาล เขาจะบอกว่าเราไม่น่าเชื่อถือ เราไม่ควรที่จะเป็นคนได้รับการกู้เงิน เขาจะจัดลําดับ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า เครดิต เรทติ้ง (Credit Rating) เราต่ําลงครับ แต่ที่ผมบริหารมาขณะนี้ เขาปรับเราดีขึ้นครับ แสดงว่าเขายอมรับว่าฐานะของประเทศไทยในขณะนี้มั่นคงขึ้น ผมเชื่อว่าท่าน ส.ส. มิ่งขวัญ ท่านเป็นคนติดตามข่าวสารในเรื่องนี้ท่านทราบดีครับ แต่ท่านเลือกที่จะไม่พูดที่จะนําเสนอ ตัวเลขที่มาตรฐานของสากลที่นักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการเขาใช้กันในการประเมินฐานะของ ประเทศเพื่อมาบอกความจริงให้แก่พี่น้องประชาชนทราบ ไม่หายนะหรอกครับ แล้วที่ท่าน บอกว่าเมื่อมีการกู้เงินบริหารกันมาอย่างนี้ ผมต้องก้มหน้ารับ ผมยืนยันครับ ผมจะรับผิดชอบ ตรงนี้ ถ้าท่านคิดว่าตัวเลขอย่างนี้บริหารแล้วหายนะ ท่านบอกประชาชนครับ ผมจะไปบอก ประชาชนในการเลือกตั้งว่าผมบริหารให้มั่นคงได้ต่อไปอย่างแน่นอน ผมยินดีที่จะรับผิดชอบ ตรงนี้ต่อไปครับ เพราะผมมั่นใจว่าขณะนี้แนวทางการแก้ปัญหาในเรื่องความมั่นคงของ เศรษฐกิจในภาพรวมนั้นเป็นเรื่องที่เราได้ดําเนินการมาเป็นที่ยอมรับและสามารถที่จะบริหาร จัดการต่อไปได้ แต่แน่นอนครับ ปัญหาในเรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เรื่องของแพง เรื่องรายได้ เป็นเรื่องที่เรายังต้องเผชิญอยู่ ซึ่งกระผมก็จะได้กราบเรียนต่อไป
แต่ประเด็นที่ท่านพูดเป็นประเด็นที่ ๕ นะครับ เรื่องหนี้เรื่องการกู้ ผมว่ามันชัดเจน แล้วครับ วาทกรรมมันเป็นเรื่องของการพยายามเอาคําพูดมาพูดซ้ําแล้วซ้ําเล่าให้คนเกิดความเข้าใจ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง การมาตอกย้ําเรื่องการกู้ของท่านนะครับคือวาทกรรมอย่างแท้จริง แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจต้องวัดกันด้วยมาตรฐานที่นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และคนที่เขาวิเคราะห์เศรษฐกิจเขาว่ากันครับ ผมไม่เอาวาทกรรมผมเอาของจริง ผมเอาตัวเลขสั้น ๆ เพราะว่าผมไม่มีโอกาสที่จะไปเตรียม ๑๑๙ รูปนะครับ ไปขอใบอนุญาต ท่านประธานไม่ทัน แต่บอกสั้น ๆ ว่าช่วงแรกที่ผมตอบผมยืนยันครับ ที่ท่านกล่าวมาทั้งหมด เรื่องการกู้ เรื่องหนี้ทําให้คนคิดว่าเกิดหายนะจากการบริหารการเงิน การคลัง ตรงกันข้ามครับ
ประเด็นที่ ๔ ที่ท่านอภิปรายเรื่องนี้ผมไม่พูดมากครับ เพราะว่าท่านบอกว่าจะมี เพื่อนสมาชิกมาอภิปรายในรายละเอียด คือปัญหาเรื่องของการเก็บภาษีบุหรี่จากบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) จํากัด นะครับ ผมเรียนสั้น ๆ ว่าที่ท่านเอาตัวเลขมาเปรียบเทียบเพื่อที่จะให้ ประชาชนเกิดความสงสัยว่ามีพิรุธก่อน ท่านเอาการนําเข้าของบริษัทที่ขายสินค้าปลอดอากร มาเปรียบเทียบกับการขายตามปกติ คนที่นําเข้ามาขายตามปกติ ซึ่งท่านทําธุรกิจมาก่อน ท่านน่าจะทราบนะครับ ว่ามาเปรียบเทียบกันอย่างนี้เฉย ๆ ไม่ได้ แต่ว่ารายละเอียดไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจะชี้แจง แล้วท่านก็ท้าผมบอกว่าถ้าผมตอบไม่ได้ผมลาออก เดี๋ยวผมจะตอบครับ แล้วก็ พี่น้องประชาชนก็จะต้องตัดสินว่าผมตอบได้หรือไม่ได้ แต่ที่ท่านกล่าวหาว่าผมไปแทรกแซง ไปสั่ง ข้าราชการ ไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่แน่นอนครับ แล้วก็สับสนมากครับ เพราะว่า ผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคดีที่ผมสั่งการให้มีการประชุมเป็นคนละเรื่องกัน คือเรื่องของ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ครับ ไม่ใช่เรื่องของคดีภายในประเทศ กรุณาอย่าหยิบตรงนั้นมาชนตรงนี้ จับแพะชนแกะ แล้วทําให้เกิดความไขว้เขว ความสับสนไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวจะต้องมีคําถามมาอีก ผมจะไปลงรายละเอียดตอนนั้น แต่ท่านบอกว่าถ้าผมตอบไม่ได้ให้ผมลาออก ถ้าผมตอบได้ล่ะครับ ผมไม่เรียกร้องให้ท่านลาออกหรอกครับ เอาว่าถ้าผมตอบได้ท่านอยู่ต่อไปเถอะครับเสนอตัว แข่งขันกับผมต่อไปในฐานะนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ผมจําเป็นต้องชี้แจงยาวเป็นพิเศษมี ๒ เรื่อง ที่เป็นเรื่องที่มีความหมาย แล้วก็มีความสําคัญต่อต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน นั่นก็คือเรื่องข้าวกับเรื่องของการบริหารจัดการในเรื่องน้ํามันกับพลังงาน ซึ่งผมก็แปลกใจ เหมือนกันว่าถ้ารัฐบาลบริหารกันเสียหายในเรื่องของพลังงานขนาดนี้ก็แปลกที่ท่านไม่อภิปรายท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเลย อ้างว่าผมรักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดียว ครับ กฎหมายฉบับที่ท่านพูด ปี ๒๕๑๖ คือดูแลไม่ให้น้ํามันขาดแคลนในประเทศ กองทุนน้ํามัน ผมไม่ได้เป็นกรรมการนะครับ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมดูแลนโยบาย ผมรับผิดชอบและผมจะอธิบาย และชี้ให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ แนวทางการบริหารจัดการมันต่างกันอย่างไร แต่เอาเรื่องข้าวก่อน ท่านผู้อภิปรายคุณมิ่งขวัญภาคภูมิใจมากเลยครับว่าท่านบริหารข้าวจนประสบความสําเร็จ เป็นปีทองของข้าว ที่จริงผมคิดว่าคนที่จะเป็นผู้นําประเทศควรจะทําความเข้าใจที่ถูกต้องกับ พี่น้องประชาชนก่อนว่า สินค้าหลายตัวโดยเฉพาะสินค้า อย่างเช่น สินค้าการเกษตร ภาวะของ ตลาดโลกมีความสําคัญมากต่อราคา ถ้าท่านคิดว่าปี ๒๕๕๑ ราคาข้าวที่นี่ดีเพราะฝีมือท่าน แปลว่าฝีมือท่านนี้ทําให้ราคาข้าวทั่วโลกเลยหรือครับสูงขึ้น ผมอ่านอย่างไรเขาก็วิเคราะห์กันว่า ย้อนกลับไปปี ๒๕๕๑ นี้ ที่ราคาข้าวมันสูงนี้เพราะเกิดปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ทําให้ผลผลิตในโลกนี้ ลดลงมาก ที่สําคัญที่สุดครับ ภาวะในเรื่องของการแคลนอาหารเข้าสู่วิกฤติถึงขั้นที่มีหลายประเทศ นี้มีมาตรการห้าวส่งออกข้าว ประเทศเวียดนาม ประเทศอินเดีย หลายประเทศ เขาห้ามส่งออกข้าว เพราะฉะนั้นที่มันเป็นปีทองนี้เหตุผลคือตรงนี้ครับ เพราะใครจะซื้อข้าวก็ต้องวิ่งมาซื้อจากเรา มากที่สุด เพราะหลายประเทศไม่ยอมส่งออก นี่คือลักษณะของความจริงที่เราควรจะให้พี่น้อง ประชาชนได้รับรู้รับทราบ นอกจากนั้นก็จะเห็นว่าท่านได้พูดว่าภาวะตอนนั้นดี และนโยบาย ที่ท่านทํานี้ถูก ผมก็เรียนยืนยันเลยว่าวันนี้ผมพร้อมครับ เข้าสู่สนามเลือกตั้งแล้วก็บอกกับพี่น้อง ประชาชนว่า เลือกพวกผมประกันรายได้เดินหน้าต่อ เลือกพวกท่านยกเลิกโครงการนี้ พร้อมสู้ครับ เพราะผมมั่นใจว่า แนวทางที่ทําอยู่ในขณะนี้เป็นแนวทางที่ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้ครอบคลุม ทั่วถึงและเป็นธรรมมากกว่า และตรงกันข้ามกับที่ท่านพูดครับ บิดเบือนกลไกตลาดน้อยกว่าท่าน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมไปจังหวัดตรังแต่ไปคุยกับพี่น้องชาวจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเวลาที่เขาว่างเว้น จากการทํานา เขาก็จะไปหางานที่ภาคใต้ เขาไปก่อสร้างครับ ผมจําได้ว่าทุกคนที่นั่งคุยกับผมที่บ้าน ทํานาหมด ก็คุยกันเรื่องนี้ ถามว่าประกันรายได้กับจํานํานี้เป็นอย่างไร ผมจําได้ผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อปู บอกว่าจํานําข้าวนี้ประกาศราคาสูง ๆ ดีทั้งนั้นแหละ แต่เขาไม่เคยได้ ไปไม่ทันครับ ไปจํานํา ไม่ได้ มีอีกคนหนึ่งบอกว่า ที่บ้านทํานาจริง ปลูกข้าวจริง ข้าวเหนียวแต่ว่าปลูกแล้วเก็บเอาไว้ รับประทานเอง บริโภคเอง กินเอง จะจํานําเท่าไรก็เท่านั้นละ แต่ว่าประกันรายได้ถ้าราคา ในตลาดต่ํากว่าราคาประกันเขาได้ เพราะฉะนั้นตัวเลขเวลาท่านพูดว่าเกษตรกรขายได้เท่านั้น เท่านี้ตามราคาที่ท่านประกาศว่าจํานํา มันไม่จริงครับ มันจริงเฉพาะเกษตรกรประมาณ ๑ ใน ๔ เท่านั้นเอง แล้วที่สําคัญครับ ข้าวจากการจํานําที่เก็บมาในสมัยท่าน แล้วเมื่อผมเข้ามาในช่วง รอยต่อจําเป็นต้องจํานําข้าวต่อและเก็บเป็นสต็อกของรัฐบาล ตัวนี้ละครับคือตัวที่บิดเบือน กลไกตลาดอย่างแท้จริง เพราะไปซื้อเขามาราคาสูง เก็บเอาไว้ในสต็อก เก็บไว้สักพักข้าว ก็เสื่อมสภาพ พ่อค้าทั่วโลกรู้ว่ารัฐบาลไทยมีข้าวในสต็อกเยอะ ๆ ไม่มีความจําเป็นเลยที่จะต้อง แย่งซื้อข้าว และทําให้ขาวราคาขยับขึ้นเพราะสต็อกมันทับอยู่ครับ รู้ว่าอย่างไรก็ต้องขาย ออกมาวันหนึ่ง เพราะว่าเก็บไว้ก็เสื่อมและหายไปเฉย ๆ ขายก็ขายยาก เพราะว่าเป็นรัฐบาล เข้ามานี้ ซื้อนี้ไปซื้อไว้แพง ๆ พอจะขายต้องขาดทุนก็มีปัญหาลังเลกันตลอดว่าขายแล้ว ขาดทุนนี้จะถูกต่อว่า จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจกันหรือเปล่า นี่คือระบบจํานําของท่านนะครับ แต่ประกันรายได้ทุกคนขึ้นทะเบียน ปลูกข้าว จะขาย จะรับประทานเอง จะน้ําท่วม ภัยแล้ง แมลงศัตรูพืชได้รับการชดเชยถ้าราคาตลาดต่ําว่าราคาประกัน นี่คือความแตกต่างครับ และโดย ข้อเท็จจริงครับ ท่านพูดนี่ท่านพูดแต่เฉพาะข้าวขาวครับ ท่านเทียบราคาตอนนี้ก็ได้ครับ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ พี่น้องยากจนที่สุดอยู่อีสานนะครับ ราคาข้าวในช่วงที่เราเข้ามารับผิดชอบ แม้ราคาตลาดโลกต่ํากว่ายุคของท่านที่เป็นยุคทองราคาใกล้เคียงกันมากครับ มีแต่ข้าวขาวเท่านั้น ที่เรากําลังบริหารจัดการอยู่ แต่เมื่อพี่น้องเดือดร้อนต้นทุนเพิ่มขึ้นเราก็เพิ่มราคาประกันให้ เพราะฉะนั้นผมก็ยืนยันนะครับว่ามันเป็นอย่างนี้ แต่ว่าไหน ๆ ท่านพูดแล้วว่ายุคของท่านเป็น ยุคทองของการบริหารจัดการ แล้วท่านบอกว่าผมอ่อนด้อยประสบการณ์ ไม่มีความสามารถ การบริหารจัดการ ผมก็จําเป็นต้องพูดว่า ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์บริหารข้าว อย่างไร ใช่ครับ ท่านเก็งตลาด ผมจําได้บอกหมดเลยครับ พี่น้องเกษตรกรชาวนาอย่าเพิ่งขายข้าว รอให้ถึง ๓๐,๐๐๐ บาทก่อน เชื่อท่านไปหลายคนนะครับ เสียหายไปเยอะเลย เพราะราคาข้าวตก ในที่สุดสมัยที่ท่านอยู่นะครับ แล้วท่านก็บริหารข้าวในสต็อกเสียหายมาก เพราะที่เก็บไว้ ๒ ล้านตันไม่ยอมขาย ไม่ยอมขายเวลาราคาดีนะครับ สุดท้ายรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน ชุดต่อมาต้องมาขายขาดทุนเพราะราคาตกไปแล้วครับ ผมจําได้การบริหารของท่านตอนนั้นละครับ ที่ท่านบอกว่าท่านเก่งกว่าผม มีประสบการณ์มากกว่าผมแล้วไปชักชวนชาวนา ชักชวนพ่อค้า ทุกคนว่าให้ทําอย่างนี้ สุดท้ายท่านเก็งตลาดผิด จําไม่ได้หรือครับ ข้าวตก แล้วช่วงนั้นก็ทะเลาะ ขัดแย้งกันมากในรัฐบาลของท่านเอง เอาข้าวมาทําข้าวถุง แล้วสุดท้ายคนที่ตัดสินท่าน ไม่ใช่พวกผมนะครับ แต่พรรคของท่านเองครับปรับท่านออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจผมจําได้ครับผมต้องทําหน้าที่พูดสรุป ผมสรุปประโยคเดียวเลยว่า คําอภิปรายไม่ไว้วางใจนายมิ่งขวัญในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่มีน้ําหนักมากที่สุด ต้องขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน ก็คือคําอภิปรายของท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ที่ตําหนิ ท่านชัดเจนครับ แล้วในสื่อมวลชนก็ลงเอาไว้ว่าเป็นอย่างไร นี่เรื่องข้าวครับ ผมเพียงแต่เตือน ความจําพี่น้องประชาชนจะได้รับทราบว่าท่านกําลังบอกว่าสมัยท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์เป็นยุคทอง แต่ความจริงคืออะไร แล้วเราก็จะได้มีการพิสูจน์กันครับ อย่าลืมนะครับเข้าสู่ เวทีหาเสียงกรุณาไปยืนยันว่าท่านจะยกเลิกโครงการประกันรายได้
ท่านประธานที่เคารพครับ ถัดมาคือเรื่องของการบริหาร เรื่องของการพลังงาน เรื่องน้ํามันไบโอดีเซล แล้วก็บอกว่าจะทําให้เดือดร้อนทั้งดีเซล ทั้งแอลพีจีทั้งอะไร เดี๋ยวพี่น้อง ประชาชนจะแตกตื่นเหมือนที่ท่านอภิปรายเรื่องหนี้ว่าจะนําไปสู่ความหายนะของประเทศ ประเด็น แรกที่ผมคิดว่าท่านคงลืมไปนะครับ ท่านบอกว่ารัฐบาลชุดนี้อ่อนประสบการณ์ ไม่มีวิสัยทัศน์ แล้วก็ กําลังจะทําให้กองทุนน้ํามันติดลบ ซึ่งหมายถึงไม่กู้ก็นี่ ก็จะต้องทําให้เกิดความเดือดร้อนมากมาย ปตท. จะมีปัญหา คนนั้นคนนี้จะอยู่ไม่ได้ท่านลืมไปแล้วหรือครับประวัติของกองทุนน้ํามัน ท่านทราบไหมครับว่ากองทุนน้ํามันเคยติดลบสูงสุดเท่าไร ทราบไหมครับ เกือบ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แล้วท่านทราบไหมครับใครเป็นคนบริหารให้กองทุนน้ํามันติดลบไป ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ครับ และ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นละครับ ก็บริหารกันจนในที่สุดรัฐบาลของพลเอก สุรยุทธ์ ต้องมาคอยใช้หนี้ที่กู้เงินไปเพื่อที่จะทําให้กองทุน น้ํามันกลับมาเป็นบวกได้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านว่าผมนะครับว่ากําลังจะทํากองทุนน้ํามันติดลบ ไม่ตําหนิท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณสักนิดเลยหรือครับ ว่าบริหารอย่างไรติดลบไปตั้ง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่หลักคิดที่ผมบริหารผมไม่ตั้งใจที่จะให้กองทุนน้ํามันติดลบ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท หรอกครับ ไม่หรอกครับ และผมจึงอธิบายแนวความคิดของผมชัดเจนครับ วันที่ราคาน้ํามันดิบ ในตลาดโลกมีราคาสูง หลักคิดของผมก็คือว่าเราจะเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน เราจะเก็บภาษี สรรพสามิต มันก็ยิ่งเพิ่มภาระให้แก่ประชาชน ช่วงเวลาที่น้ํามันดิบแพง ๆ เราจึงต้องยอมครับ ยอมในการลดภาระที่รัฐบาลเก็บจากประชาชน แต่เมื่อไรที่น้ํามันดิบราคาลดลงครับ เมื่อนั้น เราก็ต้องเก็บเงินไว้เหมือนกับเป็นคลังเพื่อที่เราจะใช้ในวันที่น้ํามันแพงครับ หลักคิดอย่างนี้ผมว่า คนส่วนใหญ่เห็นด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นช่วงหาเสียงที่ผมบอกว่าต้องลดการเก็บเงินเข้ากองทุน น้ํามันเพราะตอนนั้นราคาน้ํามันดิบสูงครับ แต่ช่วงที่ผมเข้ามาบริหารช่วงแรกราคาน้ํามันดิบต่ํา ผมถึงต้องพยายามเก็บเงินไว้ก่อน นี่คือหลักของการรักษาเสถียรภาพครับ แต่ถ้าเราบอกว่า ช่วงไหนแพงเราช่วย ช่วงไหนถูกเราก็หาเสียงกันต่อ นั่นละครับคือการบริหารที่ไม่มี ความรับผิดชอบ แล้วท่านก็บอกว่าคนเดือดร้อนกันทั้งประเทศเพราะว่าผมช่วยแต่เรื่องของดีเซล ท่านประธานครับ พวกท่านต่อว่าพวกผมมาตลอดว่าไม่ค่อยช่วยคนจน ผมถามว่าคนจน คนรวย ใครใช้ดีเซล ใครใช้เบนซินครับ ผมต้องยอมเสียคะแนนกับคนที่มีฐานะที่เก็บเงินเบนซินแพงหน่อย เพราะผมต้องการช่วยคนจนครับ เกษตรกรใช้ พี่น้องประชาชนที่พอเริ่มมีฐานะขึ้นมาใช้ครับ รถที่ใช้ในการเกษตร รถปิกอัพที่พี่น้องพอเริ่มมีฐานะลืมตาอ้าปากได้ ใช้ คนเหล่านี้ ผมช่วย และผมก็ต้องเก็บเงินจากคนซึ่งใช้เบนซินนะครับ ๙๕ ใครใช้ครับ ท่านบอกผมมาครับ คนจนคนไหนใช้เบนซิน ๙๕ หลักของการบริหารผมจึงชัดเจน ยามที่เราเผชิญกับเรื่องที่เป็นปัญหา ของแพงเราต้องลดภาระให้ประชาชน เมื่อใดก็ตามซึ่งภาวะธรรมชาติมันค่อนข้างที่จะต่ํา เอื้อ เราต้องเก็บเงินเข้ามา ถ้าต้องเลือกระหว่างจะช่วยก็ต้องช่วยคนที่ยากลําบากก็คือคนจนและอาจจะ ต้องเก็บจากคนรวยบ้าง ถ้าท่านไม่เห็นด้วยก็ไปหาเสียงเลยครับ ว่าเอาท่านจะเปลี่ยนก็ได้ครับ เก็บเงินจากคนใช้ดีเซลไปอุ้มคนใช้เบนซิน ให้มันแตกต่างชัดเจนกันไปเลยว่าสิ่งที่ผมทํามานี่มันผิด ผมกราบเรียนว่าการบริหารตรงนี้นะครับไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านว่า เริ่มต้นมานี่ความจริงถ้าเอาฐานะ ของกองทุนนี่เพิ่งลืมตาอ้าปากครับตอนที่ผมเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ผมอาศัยช่วงที่ท่านบอกว่า ผมโชคดี ประทานโทษนะครับ คําพูดของท่านบอกว่าน้ํามันโคตรถูกอะไรนั่นนะครับ ผมก็อาศัย ช่วงนั้นในการจัดระบบเก็บเงินเข้ากองทุน และในส่วนของภาษีสรรพสามิตซึ่งท่านยกเลิกการเก็บไป ดื้อ ๆ นี่ครับเอากลับเข้ามาสู่โครงสร้างเสียก่อน แล้วก็สะสมฐานะเงินตรงนี้ขึ้นมาจนกระทั่งขึ้นไป ถึงประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําไมไม่พูดล่ะครับ ข้อมูลที่เสนอใช่ครับ แต่ทําไมเสนอไม่หมด ความเที่ยงตรง ความเที่ยงธรรมต่อการเสนอข้อมูลอยู่ตรงนี้ต่างหาก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทพอเรามีปัญหาราคาน้ํามันตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นขณะนี้เราจึงเอามาช่วยครับ แล้วที่ท่านพูดสรุปเรื่องบี ๕ บี ๓ บี ๒ ท่านสับสนมากครับ ถ้ายังคงบี ๓ หรือบี ๕ เรายิ่งเงินไหล ออกจากกองทุนครับเพราะการชดเชยตรงนั้นสูงกว่า แต่ที่เราปรับบี ๕ ลงมาเป็นบี ๓ ลงมาเป็น บี ๒ นอกเหนือจากการที่จะทําให้มีน้ํามันปาล์มเข้าไปสู่ภาคอาหารแล้วยังเป็นการประหยัดภาระ ของเงินกองทุนน้ํามันด้วยครับไม่น่าผิดพลาดง่าย ๆ อย่างนี้เลยครับที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้นขณะนี้เราก็ดําเนินการในการที่จะใช้เงินกองทุนช่วยน้ํามันดีเซล ท่านบอกเงินเหลือแค่ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะหักภาระหลายอย่าง ท่านไม่บอกด้วยล่ะครับว่าภาระตรงนั้นรวมถึง การที่เราชดเชยเรื่องของก๊าซหุงต้มไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนะครับ ไม่ใช่ปัจจุบันนะครับ ชดเชย ไปจนถึงเดือนมิถุนายน ทําไมไม่อ่านด้วยล่ะครับว่าเงินตรงนี้อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเรากําลัง เปลี่ยนรถแอลพีจีไปเป็นเอ็นจีวี ที่ท่านบอกว่าไม่มีวิสัยทัศน์ในการที่จะไปบอกให้คนทําเลย ทําครับ แล้วก็ตัวเลขท่านก็มีอยู่ในมือถึงได้เสนอตัวเลขสรุปมาได้ทําไมไม่พูดล่ะครับโครงการที่มีการเปลี่ยน แท็กซี่จากแอลพีจีมาเป็นเอ็นจีวี ซึ่งทําให้มีหนี้ของกองทุนตรงนี้ แต่ไม่มีใครตอบได้หรอกครับว่า ราคาน้ํามันตลาดโลกจะขึ้นจะลงมากน้อยแค่ไหนอย่างไร แต่ผมยืนยันนะครับว่าถึงสิ้นเดือน เมษายนเรายังทําได้แน่นอนโดยอาศัยการบริหารในเรื่องของกองทุนเป็นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ที่สําคัญก็คือว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านพูดว่าผมใช้เงินกองทุนจนสนุกเพราะว่าจะหาเสียง ที่ผม มีมติและต้องประชุมกันในเร็ว ๆ นี้เพราะผมก็พูดเอาไว้ว่าเงินกองทุนมาแตะที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่าไรมาคุยกัน ถ้าผมไม่สนใจผมก็ปล่อยแบบสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ครับ ขาดทุนไปเกือบแสนล้านบาทแล้วก็ทิ้งให้รัฐบาลชุดต่อไปเข้ามา ใช้หนี้ผมไม่ทําหรอกครับ ผมมีความรับผิดชอบต่อประเทศทั้งในปัจจุบันและในอนาคต การดูแล น้ํามันดีเซลตรงนี้ผมจึงอยากจะกราบเรียนครับว่าถ้าในภาวะซึ่งเป็นไปตามอุปสงค์ อุปทาน ตามปกติผมคิดว่าเราอาจจะปรับแต่งในเรื่องของกองทุน ในเรื่องของระบบภาษีอยู่เล็กน้อยก็น่าจะ ตรึงได้ ท่านไม่สังเกตหรือครับ ท่านพยายามจะแสดงให้เห็นว่าน้ํามันเบนซินมันแพงอย่างไร แต่ผม ยันน้ํามันดีเซลได้ถูกกว่าท่าน แม้ในราคาน้ํามันดิบที่สูงกว่าแล้ว เพราะผมรู้ว่าถ้าดีเซลเกิน ๓๐ บาท มันไม่ใช่รัฐบาลเดือดร้อนหรอกครับ ประชาชนเดือดร้อน ค่าขนส่งจะขึ้นสินค้าทุกตัวจะอ้าง ค่าขนส่งเป็นการขึ้นราคาครับนี่คือเหตุผลที่ต้องตรึง ก๊าซหุงต้มผมเป็นรัฐบาลแรกนะครับที่ประกาศ ชัดเจนว่าผมถือว่าก๊าซหุงต้มที่เราใช้กันในครัวเรือนพี่น้องประชาชนควรจะซื้อได้ในราคาถูก เพราะปริมาณก๊าซที่ออกมาจากของเรากับปริมาณที่ใช้อยู่ในครัวมันไม่ได้ห่างกันมากหรอกครับ มันพอ ทําไมจะต้องให้พี่น้องประชาชนไปซื้อในราคาเดียวกับอุตสาหกรรมถึงกําลังจะปรับ โครงสร้างนี้ทั้งหมด แล้ววันที่ผมเข้ามารับตําแหน่งเขาคิดจะให้ผมขึ้นราคาก๊าซหุงต้มสําหรับพี่น้อง ประชาชน ผมตัดสินใจแน่นอนว่าไม่ขึ้นและวันนี้ก็ยังตัดสินใจว่าไม่ขึ้น ผมฟังท่านอภิปราย ผมไม่ทราบว่าตัวท่านไปทางไหนเพราะบางช่วงบอกว่าทําไมตอนนั้นไม่ปล่อยแอลพีจีลอยตัว แต่อีกทีหนึ่งก็มาบอกว่าเดี๋ยวปล่อยแอลพีจีลอยตัว ประชาชนจะเดือดร้อน ผมบริหารแบบของผม นี่แหละครับ ยามใดราคาสูงผมก็จะพยายามบริหารกองทุนน้ํามันในลักษณะที่จะช่วยประชาชน เมื่อไรลดต่ําผมก็จําเป็นในการที่จะต้องเก็บเงินเข้าแล้วก็จะรักษาระดับก๊าซสําหรับครัวเรือนหุงต้ม เอาไว้ เอาเลยครับเดือนพฤษภาคมยุบสภาปั๊บ ท่านไปหาเสียงท่านประกาศเลยสิครับ ท่านจะลอยตัวแอลพีจีที่ต่อว่าว่าผมไม่ทํา ผมก็จะหาเสียงว่าผมไม่ลอยตัวแอลพีจี ผมต้องการให้ พี่น้องประชาชนซื้อก๊าซหุงต้มในราคาเท่าเดิมและไม่เสียวินัยการเงิน การคลัง และผมจะ บริหารกองทุนน้ํามันกับระบบภาษีให้ได้ เพราะท่านพูดนี่เหมือนบอกว่าไม่มีทางแล้วเป็นอย่างนี้ ดีเซลต้องขึ้น ๖ บาท แอลพีจีต้องขึ้นกี่บาท ผมยืนยันละครับว่าผมจะบริหารตามแนวทางนี้ เครื่องมือยังมีแล้วก็จะบริหารจัดการต่อไป แล้วเราไปถามประชาชนกันครับว่าจะเอาแบบไหน นี่ก็เป็นเรื่องของการบริหารน้ํามันคร่าว ๆ นะครับ เพราะว่าผมไม่ต้องการจะใช้เวลามาก
ส่วนเรื่องปาล์มครับเดี๋ยวจะมีรายละเอียด ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าคงจะมีผู้ที่จะต้อง ชี้แจง ความจริงเรื่องนี้ก็เป็นการยื่นถอดถอนท่านรองนายกรัฐมนตรีไม่ได้ยื่นถอดถอน นายกรัฐมนตรีนะครับ แต่ว่าผมสะดุดอยู่คําหนึ่งครับ ท่านบอกว่าน้ํามันที่ขึ้นจาก ๓๘ บาทเป็น ๔๗ บาท บริหารไม่เป็นหรือปล้นประชาชน ผมไม่มีเวลาทําสไลด์เยอะ ๆ อย่างท่านหรอกครับ ขอสไลด์เดียวครับ ไม่ทราบท่านประธานจะอนุญาตไหมครับ
ก็อนุญาตครับ
ไม่รู้ว่าเพาเวอร์ พอยท์ (PowerPoint) ทําทันหรือเปล่านะครับ แต่เอาเร็ว ๆ ง่าย ๆ ครับ ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชาวสวนปาล์มได้ราคา ๕ บาท ๙๐ สตางค์ ผมเป็นนายกรัฐมนตรีชาวสวนได้ ๘ บาท ๖๓ สตางค์ นี่ต้นทุนนะครับ น้ํามันปาล์มดิบท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อยู่ที่ ๓๕ บาท ๙๘ สตางค์ สมัยผมขึ้นไป ๕๑ บาท ๔๘ สตางค์ ต้นทุนห่างกันเยอะมากนะครับ สมัยผมแพงกว่า เยอะมาก แต่สมัยผมนี่อนุญาตให้ขายน้ํามันปาล์ม น้ํามันพืช แก่พี่น้องประชาชนขวดละ ๔๗ บาท ของท่าน ๔๗ บาท ๕๐ สตางค์ บริหารไม่เป็นหรือใครปล้นครับ เพราะก่อนท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์น้ํามันพืชขวดก็ประมาณ ๔๐ บาท หลังท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ประมาณ ๔๐ บาท มีเฉพาะช่วงท่านเป็นครับ แพงที่สุดคือ ๔๗ บาท ๕๐ สตางค์ ในขณะที่ ชาวสวนปาล์มได้ ๕ บาท ๖ บาท ทั้ง ๆ ที่ยุคนี้ได้ ๘ บาท ๙ บาทในช่วงที่เกิดวิกฤติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งที่ท่าน ส.ส. มิ่งขวัญได้อภิปรายมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ บริหารพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้าว หรือแม้กระทั่งที่จะต้องมีการอภิปรายต่อไปเรื่องปาล์ม และเรื่องบุหรี่นั้นรัฐบาลพร้อมชี้แจงครับ ว่าได้ทําหน้าที่ในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของพี่น้อง ประชาชน และที่สําคัญครับผมยังยืนยันว่าการนําเสนอข้อมูลต่อสภาแห่งนี้ต้องให้พี่น้องประชาชน เข้าใจเรื่องตลาดโลก เรื่องต้นทุนที่แท้จริง เรื่องปัจจัยต่าง ๆ ครับ ไม่ใช่เรื่องของวาทกรรม อย่างแน่นอน ข้อมูลที่ท่านเสนอวันนี้ตัดต่อตัดตอนแต่งเติมครับ แต่ผมเอาความจริงมาหวังว่า จะไม่เพิ่มความแค้นให้ท่านครับ ขอขอบพระคุณครับ
ผู้อภิปรายท่านต่อไปครับ ท่านอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ท่านอนุดิษฐ์ได้ขออนุญาตที่จะมีอุปกรณ์ ประกอบการอภิปรายก็เป็นภาพเคลื่อนไหว รายการข่าวเรื่องเล่าเช้านี้กับวิกฤติน้ํามันปาล์ม แล้วก็แผ่นภาพจํานวน ๓๑ แผ่น แล้วก็มีน้ําปาล์ม ๒ ขวด กรรมการได้ตรวจสอบและอนุญาต ดําเนินการอภิปรายได้ครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตสายไหม ดอนเมือง บางเขน พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องประชาชนทั้งในเขตที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรอยู่ ทั้งในกรุงเทพมหานคร แล้วก็คนไทย ทั้งประเทศ ผมเชื่อว่าขณะนี้ทุกคนกําลังเฝ้าติดตามชมการถ่ายทอดสดครั้งนี้อย่างตั้งใจครับ จากผลสํารวจความเห็นของพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ เราพบว่าเรื่องของ การทุจริตน้ํามันปาล์มนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจครับ เป็นความสนใจของพี่น้องประชาชน ในลําดับต้น ๆ พี่น้องประชาชนจํานวนมากได้เรียกร้องให้ฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยนั้น ได้ดําเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาครับ เพื่อที่จะตรวจสอบว่าใครกันแน่ที่อยู่ใน เบื้องหลังการทุจริตครั้งนี้ ใครกันแน่ที่อยู่ในกระบวนการที่เขาเรียกว่ากระบวนการสวาปาม ใครกัน แน่ที่สวาปามเข้าไป เรียกว่าปากมันกินกันอย่างตะกละมูมมาม กินกันอย่างสนุกสนานละครับ วันนี้ คนไทยทั้งประเทศเขาเดือดร้อนครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะเริ่มต้นอภิปราย เพื่อจะได้ กระชากหน้ากากของกระบวนการนี้ คนที่มีนิสัยชอบสวาปาม คนที่มีนิสัยชอบตีท้ายครัวคนอื่น เข้าไปตีท้ายครัวจนกระทั่งน้ํามันปาล์มตอนนี้เขาหายไปจากครัวอย่างน่าสงสัยครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าผมได้รับมอบหมายให้อภิปรายในเรื่องนี้ เพราะการทุจริตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นการฉ้อราษฎร์โดยไม่ต้องบังหลวงครับ ไม่ต้องรอให้มีการเก็บภาษีมาก่อนแล้วค่อยโกง ท่านสามารถที่จะดูดเงินโดยตรงจากกระเป๋าของคนไทยทั้ง ๖๗ ล้านคนครับ ทุจริตในสมัยก่อนนั้น รอเก็บภาษีมาจากพี่น้องประชาชนเอามาทําโครงการแล้วจึงค่อยทุจริต แต่ทุจริตครั้งนี้ในสมัยที่ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีนี้ ใช้วิธีสวาปามครับ ตั้งแต่ท่านมาเป็นรัฐบาลนั้นคน ไทยเขาล้วงกระเป๋ากัน วันนี้เขารู้สึกทันทีว่าเขาจนลง ข้าราชการมากมายตอนนี้หลงดีใจจะได้รับ เงินเดือนขึ้น ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้พอล้วงกลับเข้าไปในกระเป๋า วันนี้ค่าครองชีพมันแซงขึ้นไปแล้ว ครับ เป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธานครับ การกระทําที่มันไม่ชอบครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการ ขาดแคลนน้ํามันปาล์มในการอุปโภค บริโภค น้ํามันปาล์มนั้นมีราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิด ขึ้นมาก่อน เป็นน้ํามันปาล์มที่พี่น้องประชาชนนั้นเขาจําเป็นต้องบริโภคทุกครัวเรือน เป็นน้ํามัน ปาล์มที่ถือเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าอื่น ๆ มากมาย หลายพันชนิดก็ใช้น้ํามันปาล์มเป็นวัตถุดิบ ทั้งสิ้น เป็นน้ํามันปาล์มที่ราคาแพงหาซื้อไม่ได้ เกิดจากคนกลุ่มน้อยเพียงไม่กี่คนเท่านั้นเองที่สมคบ คิดกัน แสวงประโยชน์เอารัดเอาเปรียบคนไทยทั้งชาติ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นี่ละครับมีส่วนรู้และร่วมกันสมคบคิดในการปล้นประชาชนในครั้งนี้อย่างแน่นอนครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเรื่องนี้ถ้าหากว่านายอภิสิทธิ์ต้องการจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ครั้งนี้ง่ายนิดเดียวครับ ด้วยอํานาจที่ท่านบอกว่าพี่น้องประชาชนมอบให้ท่าน วันนี้ท่านสามารถจ ะแก้ไขได้อย่างง่ายดาย แต่ท่านปล่อยปละละเลยครับ ปล่อยให้คนกลุ่มนี้เข้าไปตักตวงผลประโยชน์ ผมต้องบอกท่านประธานว่าอย่างไร้ยางอายครับ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ทราบเป็นอย่างดีครับว่าหากจะ ปล่อยให้การขาดแคลนนั้นเกิดขึ้นโดยไม่รู้จักแก้ไข พี่น้องทั้งหมดทั้งประเทศเดือดร้อนแน่นอน ท่านประธานครับ ผมเคยดํารงตําแหน่งเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมพลังงานทดแทน ผมมีความรู้เรื่องน้ํามันปาล์มเป็นอย่างดีครับ ทั้งกระบวนการต้นน้ํา ก็คือการผลิต กระบวนการ กลางน้ําที่เอาผลปาล์มสดมาแปรรูป ไปสกัด แล้วไปเข้าโรงกลั่นออกมาเป็นน้ํามันพืช หรือจะไปทํา สินค้าอย่างอื่น แล้วกระบวนการปลายน้ําที่หลังจากแปรรูปแล้ว จะเอาไปบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์ ต่าง ๆ ผมทราบเป็นอย่างดีครับ ดังนั้นพรรคเพื่อไทยมอบหมายให้ผมเข้าไปตรวจสอบในกรณีนี้ อย่างละเอียด สิ่งที่ผมได้ไปตรวจพบครับท่านประธาน เป็นความสกปรก เป็นความโสมม เป็นการ ฉ้อฉลที่น่ารังเกียจครับ และข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้นเป็นเหตุผลสําคัญครับ ทําให้ผมไม่สามารถ ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้ต่อไป เพราะในขณะที่ประเทศนี้ กําลังเดือดร้อนอย่างหนัก หลายคนผมไม่ทราบว่าจะทราบไหม ว่าเหตุการณ์ความเดือดร้อนนี้ มันมีหลายคนต้องขับรถตระเวนหาซื้อน้ํามัน ไปเข้าคิวกันซื้อ มีการแบ่งสันปันส่วน เหมือนประเทศนี้อยู่ในภาวะสงครามอย่างไรอย่างนั้นครับ แต่คนที่ทํางาน ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี มีตําแหน่งอยู่ในรัฐบาล แล้วก็พ่อค้ากลุ่มเล็ก ๆ อีกกลุ่มหนึ่งสมคบคิดกัน ได้สิทธิในการปล้นประชาชน ๖๗ ล้านคน ๒๐ ล้านครอบครัวจากการอนุญาตให้ปล้นของ นายอภิสิทธิ์ครับ และนี่คือการทุจริตที่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่โหดเหี้ยมที่สุดครับ เป็นความ โหดเหี้ยมที่เกิดจากการแสวงประโยชน์กับพี่น้องประชาชนทุกคน ไม่ว่าท่านจะยากดีมีจนครับ ท่านอยู่ในประเทศไทย ท่านโดนปล้นอย่างเท่าเทียมกันครับ แต่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า มีข้อดีอย่างหนึ่งครับ ท่ามกลางสภาวะที่มีความขัดแย้งทางด้านความคิดครับ มีสีเสื้อหลายสี ในสังคมของเรา แต่เฉพาะเรื่องนี้ครับ พี่น้องประชาชนจะชอบใส่เสื้อสีไหน สีเหลือง สีแดงก็แล้วแต่ เรื่องนี้ไม่มี ๒ มาตรฐานครับ นายอภิสิทธิ์จัดหนักให้ทุกคนเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นพฤติกรรม ที่นายอภิสิทธิ์และพวกร่วมกันกระทําในครั้งนี้ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง เป็นการ ทุจริตเชิงนโยบายอย่างแท้จริงครับ เป็นการทุจริตเชิงนโยบายที่นายกรัฐมนตรีท่านนี้เคยใช้คําพูด กล่าวหารัฐบาลอื่น ๆ ศัตรูทางการเมือง โดนกล่าวหาเรื่องนี้มาตลอดว่าใช้นโยบายเพื่อแสวง ประโยชน์กับพวกพ้อง แต่ในวันนี้ครับท่านประธาน นายกรัฐมนตรีประเทศนี้ ในฐานะหัวหน้า รัฐบาลกลับกระทําการสมคบคิดเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องเสียเองครับ การที่รัฐบาลอ้างว่าราคา ผลปาล์มพุ่งสูงขึ้นจากเดิมเกือบ ๓ เท่า ท่านอ้างเหตุผลว่าผลผลิตมีน้อย มีภัยแล้ง มีอุทกภัย จริงครับ สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อความขาดแคลนจริงครับ แต่ว่าหากลงไปตรวจสอบในข้อเท็จจริง แล้ว ลงไปลึก ๆ ถึงปัญหาเรื่องนี้ เหตุผลที่แท้จริงที่ทําให้ราคาปาล์มนั้นสูงขึ้นกลับมาจากการ ดําเนินนโยบายอย่างตั้งใจของนายอภิสิทธิ์และพวก ทําให้น้ํามันปาล์มที่มีอยู่ในตลาดนั้นขาดแคลน แล้วก็ไม่พอเพียงกับการบริโภค ความขาดแคลนน้ํามันปาล์มในครั้งนี้เกิดจากการบริหารผิดพลาด ที่ล้มเหลว ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านครับ ท่านประธาน ทราบกัน เป็นอย่างดีว่าการบริหารครั้งนี้อย่างไรก็ผิดพลาดแน่ ๆ ปัญหาจริงมันอยู่ตรงนี้ครับว่าการผิดพลาด ดังกล่าวนั้นเกิดจากการจงใจในการทําหรือว่าไร้เดียงสาในการบริหาร ตรงนี้ต้องเป็นเรื่องที่จะต้อง พิสูจน์จากการอภิปรายต่อไป แต่อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน สภาพข้อเท็จจริงที่ผมจะกล่าวต่อ จากนี้ครับ ไม่ว่านายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์หรือว่าจะเป็นคนอื่นลุกขึ้นมาอธิบายเรื่องราวนี้อย่างไร ไม่ว่าท่านจะชี้แจงด้วยเหตุผลอันสวยหรู ไม่ว่าท่านจะกล่าวอย่างไรให้มันน่าเคลิบเคลิ้มอย่างไร ใช้เหตุผลอย่างไรก็แล้วแต่ ทุกสิ่งที่ถูกกล่าวของท่านไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่โหดร้าย ที่เกิดขึ้นกับประเทศนี้ได้ ท่านจะไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ที่เขาเดือดร้อนมากว่า ๒ เดือนเศษได้ แล้วจะไม่สามารถลบล้างความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ ได้เลยเพราะมันเกิดขึ้นไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ก่อนที่เราจะเข้าไปสู่เนื้อหาสาระในการ อภิปรายว่าเขาโกงกันแบบไหน เขาโกงกันอย่างไร เขาสมคบคิดกันอย่างไรนั้น เพื่อให้ท่านประธาน และพี่น้องประชาชนได้เข้าใจภาพข้อเท็จจริงครับ ผมขออนุญาตอธิบายสั้น ๆ ไม่ยาวครับ เกี่ยวกับ เรื่องของกระบวนการของปาล์มทั้งระบบเพื่อให้พี่น้องประชาชนและท่านประธานได้ติดตาม และเข้าใจ ท่านประธานครับ ประเทศไทยนั้นถือเป็นประเทศผู้ผลิตน้ํามันปาล์มอันดับ ๓ ของโลก ผลผลิตในแต่ละปีนั้นถือว่ามีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคอย่างแน่นอนครับ ถ้าหากว่าประเทศนี้ เราบริหารอย่าง เขาเรียกว่าบริหารจัดการและดําเนินการอย่างถูกต้องไม่มีขาดแคลนหรอกครับ ผมยืนยันเช่นนั้น ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ท่านประธานและพี่น้องประชาชนทางบ้าน ได้ติดตามดูคลิปนี้เป็นการทบทวนว่า ๒ เดือนเศษมานี้เกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ ห้องโสตขอเชิญนํา คลิปที่ขออนุญาตแล้วฉายครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ ภาพที่แสดงนั้นมากมายเกินคําอธิบายมากมายครับ เป็นภาพที่ เกิดจากการแย่งชิงน้ํามันปาล์มกัน ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลที่นั่งอยู่ในกระบวนการการบริหารปาล์ม ท่านเห็นภาพนี้แล้วท่านรู้สึกกันอย่างไรครับ นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงครับ ท่านประธานที่เคารพ ครับ คนไทยครับ นี่คือข้อเท็จจริงใน ๒ เดือนเศษครับผมย้ําอีกครั้ง คนไทยไม่มีน้ํามันปาล์มบริโภค เกิดความขาดแคลนหาซื้อไม่ได้ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รับผลกระทบทั้งทางตรง ทางอ้อม เป็นเวลา ๒ เดือนเศษครับ พี่น้องประชาชนจํานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อยครับ มีผลกระทบด้านสุขภาพครับ ท่านประธาน ทราบไหมครับน้ํามันปาล์มจริง ๆ มีบริโภคครับ แต่ท่าน ต้องไปซื้อในตลาดมืดสูงถึงลิตรละ ๗๐ บาทครับ แต่ผู้มีรายได้น้อยไม่มีสิทธิเลือกครับ เขาทําได้ ๒ อย่าง เขาต้องกลับไปใช้น้ํามันหมูครับ ท่านประธานครับ ไขมันสัตว์นี่นะครับ ประเทศที่มีอาริยะ เขาไม่ใช่กันแล้ว แต่วันนี้คนไทยต้องกลับไปใช้ไขมันสัตว์ครับ ท่านประธานครับ มีลูกจ้างมีผู้มี รายได้น้อย ไม่มีทางเลือกครับต้องไปซื้อของไปใช้น้ํามันที่เรียกว่ารีไซเคิล (Recycle) ท่านที่นั่งอยู่ ข้างบนท่านไม่เคยทานหรอกครับ ท่านทราบไหมครับไอร้อนออกจากเตานี่มันเผาผลาญมันสูดเข้า ไปแล้วมันเป็นมะเร็งอย่างไร ไม่ทราบหรอกครับ แต่พี่น้องผู้มีรายได้น้อย พี่น้องประชาชนที่เขา ติดตามการถ่ายทอดนี่ละครับ เขาจะบอกว่าเขาเดือดร้อนอย่างไรครับ คนไทยต้องเข้าคิวซื้อน้ํามัน ครับ มีการจํากัดจํานวนการซื้อเหมือนอยู่ในสงครามอย่างไรอย่างนั้นครับ มีการทําร้ายกัน มีการ ตบตีแย่งชิงเพื่อแย่งชิงน้ําปาล์มกันครับ คนไทยครับ ต้องจ่ายค่าน้ํามันพืชขึ้น สูงขึ้นกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ราคาควบคุมใหม่อยู่ที่ ๔๗ บาทในขณะที่ราคาน้ํามันขวดในตลาดมืดนั้นสูงถึง ลิตรละ ๗๐ บาทครับ ท่านมองเห็นในแผ่นชาร์ทนี้สักนิดครับ ท่านควบคุมน้ํามันขวด ๔๗ บาท ราคาใหม่ ท่านไม่เคยควบคุมปีบครับ ใครไปซื้อน้ํามันปีบสําหรับคนที่เขาต้องค้าขาย ต้องเป็นพ่อ ค้าขายของทอด แม่ค้าขายของทอดปี๊บหนึ่ง ๑๘ ขวดครับ ลิตรละ ๗๐ บาท ท่านประธานครับ คนไทยต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าต่าง ๆ แพงขึ้นครับ แพงขึ้นกว่าเดิมกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์หลายรายการ ครับ ผมจําได้ครับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนเดียวกันนี่ละครับบอกว่าจะขึ้นราคาจาก ๓๘ บาท เป็น ๔๗ บาท และจะควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าอื่นขึ้นตามไปด้วย กรุณาตามมาดูแผ่นชาร์ทนี้ครับว่า สิ่งที่ท่านได้พูดไว้นั้นจริงหรือไม่ครับ บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปครับ ผู้มีรายได้น้อยบริโภคเป็นอาหารหลักค จาก ๕ บาทขึ้นเป็น ๖ บาท ราคาใหม่เรียบร้อยแล้วครับ นมผงเด็ก ๑,๐๗๐ บาท เป็น ๑,๔๐๐ บาท แป้งสาลี ๙๐ บาท เป็น ๒๐๐ บาท เกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน เอาละครับท่านประธานครับ ผมจะเข้าสู่เนื้อหาสาระ เมื่อท่านเห็นข้อเท็จจริงว่ามันเกิดขึ้น อะไรเกิดขึ้นกับประเทศนี้แล้วเราไปดู กันครับว่าปาล์มนั้นมีความสําคัญกับประเทศนี้อย่างไร ปาล์มเป็นพืชเศรษฐกิจครับ ท่านประธาน ปาล์มในประเทศของเรานั้นถือเป็นพืชที่สําคัญอย่างยิ่งครับให้ผลกําไร ต่อเกษตรกร ต่อไร่ ต่อปี สูงเป็นอันดับ ๒ ต่อจากยางพารา กระบวนการของปาล์มครับ ท่านผลิตออกมา ผลปาล์มสด เสร็จแล้วนี่ไปส่งโรงงานสกัดออกมาเป็นน้ํามันปาล์มดิบ น้ํามันปาล์มดิบท่านก็เอาเข้าสู่กระบวนการ เปลี่ยนเป็นเข้าโรงงานกลั่น แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นสินค้าต่าง ๆ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เกษตรกรของเรานี่ครับสามารถที่จะขายผลผลิตผลปาล์มสดนั้นเอาเทียบกับประเทศมาเลเซีย ประเทศมาเลเซียนั้นพี่น้องเกษตรกรไทยขายผลปาล์มถูกกว่าพี่น้องเกษตรกรมาเลเซียครับ แต่เวลา มันผลิตออกไปเป็นน้ํามันพืชปลายน้ํานี่นะครับ คนมาเลเซียซื้อน้ํามันพืชถูกกว่าคนไทยเสมอ เพราะฉะนั้นโดยอนุมานตอนนี้เราพอจะมองเห็นแล้วละว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่กระบวนการกลางน้ํา แต่อย่างไรก็ดีครับ ท่านประธานครับ เราต้องมารู้จักเครื่องมือของรัฐบาลครับ รัฐบาลมีเครื่องมือ ในการที่จะบริหารจัดการปาล์มนั้นให้เกิดความสมดุล วันนี้เราเห็นชัดเจนครับต้นน้ําเป็นเรื่องของ การผลิต เป็นเรื่องเกี่ยวกับเกษตรกร เรามีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ กลางน้ํานั้นเรามี โรงงานอุตสาหกรรม มันเกี่ยวกับการแปรรูป ปลายน้ําเป็นผลิตภัณฑ์กระทรวงพาณิชย์ก็ดูแลไป เพราะฉะนั้นทั้งหมดไม่มีเจ้าภาพ ดังนั้นรัฐบาลมีเครื่องมือครับ เราเรียกว่าคณะกรรมการนโยบาย ปาล์มน้ํามันแห่งชาติครับ เป็นเครื่องมือในการสร้างสมดุลให้เกิดในระบบของปาล์มทั้งระบบ เกษตรกรก็จะได้ขายผลผลิตของเขาให้มีราคาที่พอเหมาะพอสม ไม่แพงเกินไป ไม่สูงเกินไป เมื่อเกษตรกรขายได้ในราคาที่เหมาะสม ตรงกลางน้ํารับผลผลิตมาแปรรูป สุดท้ายปลายทางครับ พี่น้องประชาชนก็จะได้ราคาที่เหมาะสมในการบริโภค แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นครับ สิ่งที่เกิดขึ้นเรากลับ เห็นว่าสุดท้ายแล้ววันหนึ่งเกิดความขาดแคลนน้ํามันปาล์มหายไป จริง ๆ แล้วนะครับ คณะกรรมการนโยบายเดี๋ยวผมจะขออนุญาตเรียกชื่อสั้นครับ เขาเรียกกว่า กนป. กนป. มีหน้าที่ ในการใช้อาวุธที่จะทําให้น้ํามันปาล์มนั้นมันเกิดความสมดุล ในประเทศของเรานั้นเราใช้การบริหาร สต็อกครับ กนป. จะทราบแล้วสํารองสต็อกไว้ให้เพียงพอไม่ให้เกิดความขาดแคลน และถ้าเกิดว่า มันเกิดความขาดแคลนเกิดขึ้นเขาจะนําเข้าครับ นําเข้าในเวลาที่เหมาะสมเพื่อไม่ไปแทรกแซง ในกระบวนการต้นน้ํา ไม่ทําให้ผลผลิตของเกษตรกรตกต่ําลงจนเกินไป แต่ก็ไม่ให้ขายแพงมาก จนกระทั่งทําให้กลางน้ํานั้นต้องรับวัตถุดิบมาในราคาสูง แล้วก็สุดท้ายพี่น้องก็ต้องมาแบกภาระ พี่น้องประชาชนที่ต้องซื้อผลิตภัณฑ์ เพราะฉะนั้นวันนี้ดูสต็อกที่เกิดจากการบริหาร อันนี้เป็นสต็อก ล่าสุดที่เป็นข้อมูล ปี ๒๕๕๒ เราจะเห็นการบริหารสต็อกในช่วงท้ายในเดือนพฤศจิกายนและ เดือนธันวาคมที่ถือว่าผลผลิตปาล์มนั้นต่ํานะครับ เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๕๒ จะเห็นว่าการบริหาร สต็อกนั้นไม่ได้เกิดผลกระทบกระเทือนกับการบริโภคในประเทศ แต่อย่างใด ไม่ได้มีภาวะความขาดแคลน แต่ว่าในปี ๒๕๕๓ สัญญาณเตือนบอก กนป. มาตั้งแต่ต้นละครับ ตั้งแต่เดือนกันยายนนั้นสต็อก ตกลดต่ําจาก ๒๐๐,๐๐๐ นั้นเหลือเพียงเดือนตุลาคมเหลือเพียง ๑๓๐,๐๐๐ เท่านั้นเองนะครับ เดือนพฤศจิกายนนั้นเหลือเพียง ๙๐,๐๐๐ วันนั้นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงในฐานะที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เซ็นคําสั่งให้มารับผิดชอบนั่งเป็นประธานของ กนป. นะครับ ชี้แจงว่า ความขาดแคลนทั้งหมดนั้นเกิดจากภัยแล้งครับ ท่านประธานครับ ความขาดแคลนที่เกิดจาก ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครกําหนดได้ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงครับ แต่ที่นี่มันแปลก อย่างหนึ่งครับ ผมทราบว่าท่านที่นั่งอยู่ด้านบนบางท่านรู้เหนือกว่าธรรมชาติอีกครับ รู้ว่าเมื่อไรนั้น น้ํามันปาล์มจะขึ้น เมื่อไรน้ํามันปาล์มจะลด สามารถจะกําหนดให้น้ํามันปาล์มนั้นจะมีน้อย มีมาก จะทําให้ราคาสูง ราคาต่ํา ท่านทําได้หมดครับ เพราะฉะนั้นมาดูข้อเท็จจริงก่อนว่าผลผลิตมันลดลง จริงหรือเปล่า ปี ๒๕๕๒ ท่านประธานครับ เราไม่เกิดภาวะขาดแคลนนะครับ เรามีน้ํามันปาล์ม สําหรับการบริโภคเหลือเฟือ เขาผลิตผลปาล์มสดในปี ๒๕๕๒ ๘.๑ ล้านตัน ปี ๒๕๕๓ ที่เราต้องเกิด ภาวะวิกฤติเรามีผลผลิตถึง ๘.๒ ล้านตัน เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ครับเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้แล้วนะครับว่า ปริมาณน้ํามันปาล์มดิบที่ถูกผลิตขึ้นในปี ๒๕๕๓ นั้นจากจํานวนผลปาล์มสด ๘.๒ ล้านตันถูกเปลี่ยน มาเป็นน้ํามันปาล์มดิบจะได้ถึงประมาณ ๑.๓ ล้านตัน ๑.๔ ล้านตันรวมกับสต็อกต้นปีประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ เรามีน้ํามันดิบในประเทศนี้ถึง ๑.๕ ล้านตัน เพราะฉะนั้นน้ํามันปาล์มนั้นจึงได้ถูกพิสูจน์ชัดเจนแล้วครับว่ามันเพียงพอต่อการบริโภคแน่นอน แล้วมันหายไปไหน จากการที่ท่านบอกว่าผลผลิตตกต่ําจากน้ําท่วมทําให้ปาล์มปีนี้แพงมันจึง เป็นเรื่องที่อาจจะบิดเบือนข้อเท็จจริง วันนี้ต้องถามว่าการที่ท่านออกมาพูดในลักษณะดังกล่าวนั้น ท่านบอกว่าวันนี้ประเทศยังไม่เกิดวิกฤติ ผลปาล์มมีน้อยท่านพูดจากหลักฐานเอกสารแบบไหน อย่างไรครับ มันเป็นเรื่องแปลกปี ๒๕๕๒ มีการผลิตได้เพียง ๘.๑ แต่ปรากฏว่าเรามีน้ํามันเหลือเฟือ แต่วันนี้เราได้เอารองนายกรัฐมนตรีที่ผมต้องบอกว่าท่านเป็นผู้ชํานาญน้ํามันปาล์มแบบที่ศัพท์วัยรุ่น เขาเรียกว่า ขั้นเทพ เลือกเอาท่านมา ท่านอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านอยู่กับสวนปาล์มมาตลอด ชั่วชีวิตของท่าน วันนี้ท่านมาดูแลปาล์มข้ามมาจากรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงมาดูเรื่องนี้ โดยเฉพาะเลย แล้ววันนี้ท่านไม่ทราบเลยหรือครับว่าตั้งแต่เดือนกันยายนเมื่อสักครู่ที่ดูจากสต็อก น้ํามันมันลดต่ําลงแล้วท่านทําอะไรอยู่ ตรงนี้จึงเป็นปัญหาว่า กนป. ทราบหรือไม่ อย่างไรว่าน้ํามัน ปาล์มในประเทศนี้มันเริ่มล่องหนอันตรธานหายไปตั้งแต่เดือนกันยายนครับ ดังนั้นต้องมาดูครับว่า น้ํามันปาล์มนั้นหายไปไหนครับ ข้อที่ ๑ หายไปจากการส่งออก ดูตารางการส่งออกจะเห็นว่า ในช่วงว่าที่มีวิกฤติการขาดแคลนเรามีการส่งออกน้ํามันปาล์มอย่างต่อเนื่องครับ อีกเดือนกันยายน ๓๗,๐๐๐ ตัน เดือนตุลาคม ๑๗,๐๐๐ ตัน เดือนพฤศจิกายน ๗,๙๐๐ ตัน แล้วก็เดือนธันวาคม ๓,๖๐๐ ตัน ท่านประธานครับเมื่อสักครู่ที่ผมให้ดูสต็อกเดือนพฤศจิกายนนั้นเราเหลือสต็อกน้ํามัน ปาล์มในประเทศนี้ ๙๐,๐๐๐ ตันครับ เดือนธันวาคมไม่เหลือเลย ยังมีการส่งออก ดังนั้นต้องถามว่า การส่งออกทําได้หรือเปล่า ทําได้ ไม่ได้ผิดหรอกครับ ประเทศนี้ระบบปาล์มของเราเป็นกึ่งปิดครับ เวลานําเข้าท่านต้องถามต้องขออนุญาตจาก กนป. แต่เวลาที่ท่านส่งออกไม่ต้องครับ อย่างไรก็ดีคน ที่ทําอาชีพในการส่งออก ท่านประธานครับ ก็มีความสนิทสนมก็รู้จักกันดีกับท่านรองนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าเรื่องนี้ก็คงจะมีการพูดคุยกัน แต่ไม่เป็นไรครับ การส่งออกก็ไม่ได้ถือว่า ผิดหรอกครับ แต่ก็ต้องมาดูว่า กนป. ได้เคยพูดคุยกับผู้ที่เขามีธุรกิจส่งออกหรือไม่อย่างไร
อีกเรื่องหนึ่งครับ ก็คือเรื่องของการนําเอาน้ํามันปาล์มดิบไปทําเป็นน้ํามัน บี ๑๐๐ (B100) หรือว่าเอาไปทําเป็นไบโอดีเซลครับ ท่านประธานดูตัวเลขตรงนี้เราจะเห็นว่าน้ํามันปาล์ม นั้นหายไปไหนในอีกเส้นทางหนึ่ง เดือนธันวาคมที่เกิดวิกฤติของน้ํามันปาล์มนี้ที่สัมผัสพี่น้อง ประชาชนได้สัมผัสเป็นอย่างดี เราพบว่ามีการทําน้ํามันไบโอดีเซลถึง ๑.๙ ล้านลิตรต่อวัน ถ้าแปล ความออกมาเป็นตัวเลขของชาวบ้านง่าย ๆ เลยก็คือมีการใช้น้ํามันดิบในการเป็นวัตถุดิบไปผลิต ไบโอดีเซลถึง ๕๐,๐๐๐ ตัน เพราะฉะนั้น ๒ ตัวแล้วท่านส่งออกท่านเอาไปทําไบโอดีเซลแล้วน้ํามัน ที่เหลืออยู่ที่ไหนอีกครับ ผมกราบเรียนท่านประธานครับอยู่อีก ๒ ที่ครับ อยู่อีก ๒ ที่ก็คืออยู่ในคลัง น้ํามัน ผมอธิบายตรงนี้นิดหนึ่งครับ หลังจากเกษตรกรนั้นผลิตปาล์มสดออกมาส่งไปโรงหีบ เวลาที่เขามีผลผลิตออกมามาก ๆ โรงหีบนั้นจะผลิตน้ํามันปาล์มดิบออกมาจะมีผู้ที่ทําการจัดเก็บ น้ํามันปาล์มครับ เขาจะจัดเก็บน้ํามันปาล์มดังกล่าวเอาไว้เป็นสต็อก จะเอาออกมาขายอีกทีก็เมื่อ ของนั้นได้ราคาครับ ของตรงนี้ก็มีการตรวจสอบได้ว่ามีของอยู่ในสต็อกของใครอย่างไรครับ ท่านประธานครับ มาถึงตรงนี้ผมได้ชี้แจงแล้วว่าฝ่ายค้านเองนั้นเราก็ทราบครับว่าน้ํามันหายไปไหน หายไปจากการส่งออก หายไปจากการไปทําไบโอดีเซล ดังนั้นครับ คําถามก็ต้องถามว่า กนป. นั้นรู้หรือไม่ว่าน้ํามันหาย ท่านรู้หรือเปล่าว่าน้ํามันนั้นจะขาดแคลน และท่านตัดสินใจอย่างไรกับ เรื่องนี้ ท่านประธานครับ ท่านรู้อย่างแน่นอนครับว่าสต็อกของน้ํามันปาล์มเริ่มมีปัญหาตั้งแต่เดือน กันยายนครับ พอเดือนตุลาคมนั้น อีกทีนะครับ ตรงนี้ต้องบอกท่านว่าไฟเริ่มโชว์ (Show) แล้วครับ ถ้าหากว่าเป็นรถยนต์เดือนตุลาคมเหลือ ๑๓๓,๐๐๐ ตันเศษนั้นไฟเริ่มโชว์แล้วครับ ท่านประธาน ครับรัฐบาลชุดอื่น ๆ นะครับ เวลาที่น้ํามันปาล์มมันอยู่ในขั้นที่ยังพอจะแก้ไขได้ วิธีการในการแก้ไข คือเวลาน้ํามันหมดนะครับ รถวิ่งไปน้ํามันหมดไฟโชว์เราก็แวะ แล้วก็เติมน้ํามันครับ ปัญหาก็อยู่ที่ว่า เมื่อสต็อกมันตกในเดือนพฤศจิกายนเป็นขีดแดงแล้วล่ะครับ เขาเรียกว่าเกจ์ (Gauge) มันตกแล้ว ท่านทําอะไรอยู่ครับ ทําไมท่านไม่ได้สั่งนําเข้าเพื่อมาบริหารสต็อกตรงนี้ให้มันเกิดความพอเพียงกับ การบริโภคภายในประเทศครับ แล้วตอนที่วิกฤติจริง ๆ นะครับ ท่านประธานครับ ในเดือน ธันวาคมผมชี้แล้วครับว่าสต็อกนั้นตกลงไปจนกระทั่งเหลือศูนย์ แต่ในวันที่ ๑๖ ธันวาคมนั้น มีการ ประชุมของคณะกรรมการ ทําไมท่านสุเทพครับ ทําไมท่านยังยืนยันว่าขณะนั้นไม่มีปัญหา ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานราชการนะครับ กระทรวงพาณิชย์เองก็ดี หน่วยงานราชการอื่น ๆ เขาบอกหมดเลยว่า วันนี้น้ํามันปาล์มขาดแคลน มันกําลังจะเข้าสู่วิกฤติ ทําไมท่านบอกว่ายังไม่วิกฤติครับ ทําไม ท่านไม่ตัดสินใจนําเข้าตั้งแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม ทั้ง ๆ ที่ท่านรู้ว่าปัญหาขณะนั้นมันเกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ๑๖ ธันวาคม กนป. ยืนยันว่าภาวะขาดแคลนน้ํามันปาล์มของ ประเทศไทยนั้นยังสามารถรับได้ครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมก็ต้องกราบเรียน ท่านประธานชัดเจนครับว่าสิ่งที่ผมได้พิสูจน์มานะครับ ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา ใครดูแลรับผิดชอบ กนป. รับผิดชอบชัดเจนครับ แล้วก็ใช้อาวุธของรัฐบาลในการที่จะบริหารสต็อก ให้มันเกิดความพอเพียง ท่านประธานครับ อาวุธของ กนป. คือสต็อกครับ เวลาที่น้ํามันมันลด มันตกลงไม่เพียงต่อการบริโภค กนป. ก็จะดันเอาสต็อกเหล่านี้มาทําให้กลไกตลาดนั้นไม่ถูกพ่อค้า นั้นปั่นราคาในสภาวะที่ขาดแคลนได้ให้มันเกิดความเพียงพอ แต่ท่านไม่ได้ทําครับ ท่านปล่อยให้ ราคาของน้ํามันปาล์มนั้นสูงขึ้น ๆ แล้วท่านก็ไม่แก้ไขครับ อาวุธที่ท่านจะมีต่อสู้กับพ่อค้าคือสต็อก สต็อกหมด ท่านทําลายสต็อกของท่านไปเองนะครับ ท่านทําลายอาวุธของท่านเอง เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ วันนี้สาเหตุของความขาดแคลนนั้น ปัญหาที่บอกว่าเกิดจากการบริหารผิดพลาด ล้มเหลวหรือเปล่านั้นไม่ต้องพูดกันแล้วครับ ท่านบริหารผิดพลาดล้มเหลว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ว่าสิ่งที่เป็นปัญหาที่พี่น้องประชาชนเขาสงสัยครับ เขาสงสัยว่าวันนี้ท่านจงใจหรือไม่ หรือว่า รู้ไม่เท่าทันหรือว่าไปร่วมสมคบคิดกับใคร อย่างไร เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานครับว่าในวันนี้เราจะมารู้กันว่าการบริหารที่มันผิดพลาดล้มเหลวนั้นมันเกิดจาก ความจงใจหรือไม่ อย่างไรนะครับ ท่านประธานครับในขณะที่มีการปล่อยให้น้ํามันปาล์มขาดแคลน นั้นนะครับ รัฐบาลได้ควบคุมราคาเพียงน้ํามันขวดใสน้ํามันแบบนี้นะครับ ควบคุม แต่น้ํามันที่ใช้ใน ภาคอุตสาหกรรมก็ดีที่เอาไปทําไบโอดีเซลหรือว่าน้ํามันปี๊บมันไม่ได้มีการควบคุมราคาครับ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือน้ํามันปาล์มดิบที่เก็บเอาไว้ เมื่อสักครู่ท่านรู้แล้วนะครับว่าน้ํามันปาล์มดิบไปอยู่ ที่ไหน อย่างไรนะครับ พวกที่เขาเก็บอยู่ในคลังนั้น ดังนั้นแทนที่มันจะไหลออกไปสู่โรงกลั่นแล้วก็ผลิตออกมาเป็นน้ํามันให้กับพี่น้องประชาชน ได้บริโภคนี้ มันก็ไหลออกไปสู่ภาคอุตสาหกรรมหมด ก็ไหลลงปีบหมด ท่านไม่ได้ควบคุม ตรงนี้เลย แล้วใครได้ประโยชน์ครับ มีการได้ประโยชน์จากการที่ท่านนําเข้าสินค้าหรือน้ํามันปาล์มนี้ เชื่องช้า พ่อค้าที่เขาเก็บเอาน้ํามันปาล์มเอาไว้ในคลังนี้เขาสามารถระบายสินค้าได้อย่างสบายมาก ในขณะที่พี่น้องประชาชนไม่ได้มีน้ํามันบริโภค เพราะมันไม่ไหลเข้าที่โรงกลั่น ไม่ได้ถูกผลิตออกมา เป็นน้ํามันปาล์มขวดแบบนี้ให้พี่น้องประชาชนได้รับประทาน ผมขอยกตัวอย่างของผู้ประกอบการ รายหนึ่ง ผมใช้ชื่อว่า มิสเตอร์ พีเค ก็แล้วกัน เป็นเจ้าของกิจการ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเขามีคลัง สําหรับเก็บน้ํามันดิบนี้ถึง ๑๕๐,๐๐๐ ตัน ที่บางปะกงก็มีอีก ๑๕,๐๐๐ ตันยอดรวมครับ ๒ สต็อก ๒ คลังใหญ่ ๆ นี้เขามีสต็อกน้ํามันปาล์มอยู่ถึง ๑๖๕,๐๐๐ ตัน ซึ่งสต็อกน้ํามันที่อยู่ในความ ปลอดภัยของประเทศนี้ สามารถที่จะปล่อยออกมาแล้วแทรกแซงแล้วไม่ทําให้น้ํามันปาล์มแพงขึ้นนี้ ๑๕๐,๐๐๐ ตันเท่านั้นเอง ผมไม่ได้กล่าวว่านายพีเคคนนี้ทําผิดหรืออะไร เขาสามารถที่จะประกอบ ธุรกิจของเขาได้ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าในช่วงของเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม และเดือนมกราคมนี้ที่ท่านบอกว่าน้ํามันขาดแคลนแล้วท่านก็ยังไม่ได้สั่งน้ําเข้านี้ มีการเคลื่อนย้าย น้ํามันเอาไปทําประโยชน์ แน่นอนครับ มันไม่ได้ถูกเอาไปผลิต มันถูกเอาไปทําอย่างอื่น มันอาจจะ ถูกออกไปใส่ปีบเพื่อเอาไปขายในราคาสูงในตลาดมืด มันอาจจะถูกส่งเข้าไปเพื่อผลิตไบโอดีเซล ซึ่งเมื่อสักครู่เห็นตัวเลขแล้วเดือนธันวาคมทําไบโอดีเซล ๕๐,๐๐๐ ตัน เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ประโยชน์ ในห้วงดังกล่าวจากการที่ท่านไม่ยอมสั่งน้ํามันนําเข้ามานี้ทําให้คนเหล่านี้ อันนี้ยกตัวอย่างรายเดียว นะครับ อย่างนายพีเคส่งน้ํามันนี้ ๓ เดือน ๖๓,๐๐๐ ตัน ส่วนจะไปขายได้ราคาแบบไหน อย่างไรนี้ ท่านดูอีกหน้าหนึ่งครับ ท่านดูนะครับ ราคาน้ํามันปาล์มดิบที่คนเหล่านี้เก็บเอาไว้ตั้งแต่ในฤดูกาล เก็บเอาไว้ราคาถูก ๆ แหละครับ ๒๙ บาท ๓๐ บาท แต่เวลามาขาย ขายกันได้ตั้งแต่ต้นเดือน พฤศจิกายนนั้นอยู่ ๓๕ บาท แต่พอมีวิกฤติ ๓๐ เดือนธันวาคมนั้นน้ํามันปาล์มดิบพุ่งสูงราคา ๔๙ บาท ส่วนเดือนมกราคมผมสามารถตรวจสอบจากข้อมูลกรมการค้าภายในได้ถึงวันที่ ๒๐ เดือนมกราคมเท่านั้นเอง คือ ๖๓ บาท ๕๐ สตางค์ แต่ว่าท่านมาดู ๒๑ ถึง ๓๑ เดือนมกราคม และผมกราบเรียนท่านประธานท่านไปดูเดี๋ยวนี้ได้เลย พี่น้องประชาชนก็ตามไปดูไม่มีราคานี้ ถูกบันทึกไว้ในราคาของกรมการค้าภายในครับ นั่นแสดงว่าราคาตรงนี้ไม่อยากแสดงให้พี่น้อง ประชาชนทราบหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ที่แน่ ๆ เราไปตรวจสอบตรงนี้ราคา ๗๐ บาท เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับท่านลองดูเนื้อของน้ํามันนี้ที่ถูกขนถ่ายไป ถ้าหากท่านบอกว่าขาดแคลน คําถาม ที่ผมจะถามก็คือว่า แล้วน้ํามัน ๖๓,๐๐๐ ตันนี้รายเดียว ทําไมท่านไม่เอาให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ ส่งเข้าไปบรรจุขวดแล้วก็ขายให้กับพี่น้องประชาชน ท่านคุยนักคุยหนาสั่งเข้ามา ๓๐,๐๐๐ ตัน ๒ ลอต พี่น้องประชาชนมีกินมีใช้ แต่ท่านควบคุมคนที่เขาคุมสต็อกอยู่ตรงนี้หรือเปล่า คนคุมสต็อก ตรงนี้เป็นผู้เล่นรายใหญ่ คลังอยู่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมจะไม่บอกหรอกครับว่า คน ๆ นี้เวลาที่ท่าน กลับจังหวัดสุราษฎร์ธานีนี้เขาไปรับท่านหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมเชื่อว่าท่านรู้จักครับ ท่านเล่น แบบนี้เลย ท่านรู้ไหมครับพี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อนกันอย่างมาก อย่างแสนสาหัส ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชนจํานวนมากหลายคนที่เขาไปต่อคิว ๑ ขวด ไปขับรถตะเวนนี้ วันนี้เขาก็จะได้รู้กัน ครับว่า วันนี้ท่านเล่นกันแบบนี้เลยหรือ เพราะฉะนั้น ๖๓,๐๐๐ ตันเศษนี้เป็นกี่กิโลกรัมท่านคูณกัน เขาทํากําไรเป็นพัน ๆ ล้านบาท จากการที่ท่านดึงเวลาไม่ยอมนําเข้า ผมย้ํานะครับ ๑๖ เดือนธันวาคมท่านประชุม ก่อนหน้านี้เขาก็ หารือกันมาตลอดไม่มีบันทึกไว้เป็นหลักฐานหรอกครับ แต่ ๑๖ เดือนธันวาคม ไม่มีใครสักคนครับ บอกว่าประเทศนี้ไม่ประสบผล ไม่ประสบการขาดแคลน เขารู้อยู่แล้วครับว่าต้องขาดแคลนแน่นอน ท่านเฉยครับ ท่านไม่ทําอะไรเลยครับ ท่านประธานครับ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งนะครับ สักครู่นี้ผมชี้แจง ให้ท่านเห็นว่ามีคนแสวงประโยชน์จากการบริหารสต็อก ขนย้ายถ่ายเทกันออกไปแล้วไปขายกัน ในราคาแพง ๆ
อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดไม่ได้ครับ ก็คือเรื่องของการชดเชยราคาน้ํามัน ดีเซล นี่ละครับ ไบโอดีเซลที่บริษัทน้ํามันเขาสามารถไล่ซื้อไบโอดีเซล ให้ราคาไบโอดีเซลนั้นสูงขึ้นถึง ๗๐ บาทต่อลิตร ท่านประธาน กนป. ท่านประธาน กปช. ก็คือท่านนายกรัฐมนตรีท่านทราบ นะครับว่าราคาวันที่ ๗ เดือนกุมภาพันธ์ ไบโอดีเซลราคาถึง ๗๑ บาท ๓๖ สตางค์ เพราะฉะนั้นเมื่อ ท่านมีนโยบายในการคุมราคาชดเชยในราคาชดเชยของน้ํามัน เพราะฉะนั้นวัตถุดิบที่สําคัญคือ น้ํามันปาล์มดิบที่ใช้อยู่ในประเทศนี้ครับ ไหลออกไปภาคอุตสาหกรรม ไหลออกการผลิตไบโอดีเซล หมด ไม่เหลือมาให้พี่น้องประชาชนได้บริโภคเลย แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบของท่านทําไม ท่านไม่แก้ครับ ทําไมจึงปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก่อนที่จะไปพูดถึงคําพูด ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมขอสรุปว่าวันนี้เราเห็นชัดเจนครับ พี่น้องประชาชน ๖๗ ล้านคน ๒๐ ล้านครอบครัวเขาประสบกับความเดือดร้อนอันนี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ส่วนคนได้ประโยชน์ ก็เป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ได้ประโยชน์จากการไม่ดําเนินนโยบายในการแก้ไขปัญหาความขาดแคลน แล้วถ้าหากท่านจะเชื่อมโยงกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ทั้งกลุ่มที่ปั่นราคา กักตุน จัดเก็บ นําเข้า ส่งออก ก็เป็นคนใกล้ชิดกับผู้ทีกํากับนโยบายอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่อยู่ใกล้กับท่านประธาน กนป. คือกลุ่มจังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือจะกลุ่มฝั่งอันดามันก็แล้วแต่ ผมยกตัวอย่างนะครับ อย่างเรื่องของ บริษัทที่ทําไบโอดีเซล มิสเตอร์ พีเค ก็มีบริษัททําไบโอดีเซลเช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นมันก็ หมุนวนในการบริหารสต็อกในราคาที่สูงแบบนี้ แล้วใครเป็นคนจ่ายสตางค์ วันนี้มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่ฟังอยู่เขาใช้น้ํามันเบนซินครับ เวลาที่ชดเชย ชดเชยน้ํามันจากบริษัทที่เขากลั่นออกมาเป็นน้ํามัน ไบโอดีเซล เงินเวลาจ่ายกลับ สุดท้ายมันก็ไหลกลับไปที่คนที่ขายรายสุดท้าย ก็คือนายพีเคนี่ละครับ กลับไปที่โรงงานไบโอดีเซล ไบโอดีเซลกลับมาที่นายพีเค แล้วออกจากนายพีเคไปที่ไหน จะบอกได้ อย่างไรครับว่าไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นวันนี้คงต้องมาพูดกันว่าแล้ววันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวอะไรกับการทุจริตครั้งนี้ อย่าลืมนะครับท่านเป็นผู้แต่งตั้งนายสุเทพให้มา ดํารงตําแหน่งในการทําหน้าที่บริหารเรื่องนี้โดยตรง มาเป็นประธานกรรมการนโยบายปาล์มน้ํามัน แห่งชาติ น้ํามันขาด น้ํามันไม่พอ ไฟโชว์ ไฟแดง น้ํามันหมด ท่านไม่ทําอะไรเลยหรือครับ ปล่อยให้ พรรคพวกของท่านหรือเปล่าครับ ระบายน้ํามันกันอย่างสนุกสนาม ขายน้ํามันกันในตลาดมืดได้ผลกําไร ในขณะที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเขาเดือดร้อน ท่านส่งสัญญาณหรือเปล่าครับ ท่านอภิสิทธิ์ ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย ๒๖ เดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ท่านพูดอย่างนี้ครับ ราคาสินค้าเราก็จะไปดูต่อนะครับ ก็ให้ความเป็นธรรมว่าสินค้าบางตัวก็ถูกตรึงราคามานาน เหมือนกันอย่างตอนนี้ที่มีปัญหาแน่ ๆ คือน้ํามันพืช โดยเฉพาะปาล์มน้ํามัน หลังจากนั้นครับ สื่อมวลชนเอาคําพูด โควท (Quote) คําพูดตรงนี้ไปแปลงเป็นภาษาสื่อมวลชน เขารู้กันเลยครับ ท่านกําลังจะให้ขึ้นราคาน้ํามันปาล์ม ท่านทราบไหมครับหลังจากวันที่ ๒๖ เดือนธันวาคม ท่านพูด ในรายการของท่าน น้ํามันหายเลยครับ หลังจากสื่อมวลชนเสนอข่าวนี้ผมบอกเลย ถ้าผมเป็นพ่อค้า โชห่วย ผมมีน้ํามันอยู่ ๒๐ ขวด ผมเก็บครับ พ่อค้าเขาทําเขาต้องการกําไรครับ เขารู้ว่าอีกไม่กี่วัน แน่ ๆ ท่านส่งสัญญาณแบบนี้ สื่อมวลชนเขาบอกเขาเก็บน้ํามันครับ ส่วนที่เป็นแม่บ้านนะครับ เขาออกไปจ่ายตลาดวันนั้น เวลาเขาซื้อกลับบ้านเขาซื้อขวด ๒ ขวด วันนั้นเขาซื้อ ๒๐ ขวดครับ เพราะฉะนั้นจากสิ่งที่ท่านพูด จากการที่สื่อมวลชนไปนําเสนออย่างตรงไปตรงมา ท่านก็ไปช่วย ทําให้เกิดการกักตุน ทําให้เกิดความต้องการที่ไม่เป็นจริงในตลาด มันก็ทําให้ความขาดแคลนนั้น ยิ่งมากขึ้น ๆ นะครับ ส่วนเรื่องที่ท่านเป็นประธาน กพช. นโยบายพลังงานแห่งชาติ ผมก็ได้กราบ เรียนไปแล้วว่าท่านชดเชยราคาน้ํามันดีเซล มันมีผลไปยังวัตถุดิบที่เข้าสู่ตลาดในการไปผลิตเป็น น้ํามันไบโอดีเซล เพราะว่าเจ้าของโรงกลั่นเขาไม่สนใจหรอกครับ เขาซื้อวัตถุดิบกี่บาท เพราะเขา สามารถที่จะชดเชยจากกองทุนน้ํามันได้ทุกบาททุกสตางค์ครับ และมาดูครับว่าวันที่ ๑๖ เขาบอก ให้ท่านนําเข้าท่านยังไม่นําเข้า แล้วท่านก็มาตัดสินใจนําเข้าอีกครั้งหนึ่งก็คือในวันที่ ๖ เดือน มกราคม ๒๕๕๔ ๒๐ วันครับ ๒๐ วันตรงนี้ทําให้คนที่เขาบริหารสต็อกที่เขากําลังขายน้ํามันปาล์ม ดิบอย่างสนุกสนานเขามีความสุขมากเลยครับ เขาสามารถที่จะระบายน้ํามันอย่างที่ผมได้ทําตัวเลข ตรงนั้นคนเดียวนะครับ นายพีเคคนเดียวเท่านั้น ยังมีท่านอื่น ๆ อีก ๒๐ วันท่านไม่ทําอะไรเลย ท่านเพิ่งจะบอกว่าจะมานําเข้า ๖ เดือนมกราคม และหลังจากนั้นครับท่านก็มีมติในการที่จะให้ขึ้น ราคาจากราคาควบคุม ๓๘ บาทนะครับกลายไปเป็น ๔๗ บาท เป็นมติของท่าน เพราะฉะนั้นครับ เรื่องนี้ในช่วงแรกนี้นะครับผมขออนุญาตสรุปให้ท่านประธาน แล้วก็พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่า วันนี้คนได้ คนเสีย เราเห็นภาพชัดเจนครับ คนที่เสียคือพี่น้องประชาชน ๖๗ ล้านคน ๒๐ ล้านครอบครัวที่เขาจะต้องเสียให้กับน้ํามันที่เพิ่มขึ้น ท่านทราบเป็นอย่างดีนะครับก่อนที่ท่าน จะเริ่มในการที่จะขอขึ้นราคาว่าการขาดแคลนนั้นเป็นการขาดแคลนเพราะการบริหารจัดการ ที่ไม่ถูกต้อง และอีกไม่กี่เดือนครับ เดือนมีนาคมนี้ขณะที่ผมอภิปรายตอนนี้ผลปาล์มออกมา เรียบร้อยแล้ว ทําไมในช่วงนั้นทําไมท่านจึงขึ้นราคาน้ํามันไปเลย ทั้ง ๆ ที่ส่วนต่าง ๙ บาท ท่านไป ชดเชยอย่างอื่นได้ตั้งเยอะแยะ ทําไมท่านไม่ชดเชย แต่กลับให้ภาระทั้งหมดนั้นตกอยู่กับ พี่น้องประชาชนครับ เพราะฉะนั้นมันก็มีตัวเลขที่น่าสนใจอีกนะครับ ผมก็ไปตามตรวจสอบดู มันมีตัวเลขที่น่าสนใจก็คือว่าถ้าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเขาเสียเงินเพิ่ม ๗ บาท จากอัตรา การบริโภคน้ํามันพืชต่อเดือนนะครับ คนไทยต้องรับภาระถึง ๖๐๐ กว่าล้านบาทแต่ขณะที่ ผู้ประกอบการกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งนั้นทํากําไรกันเป็นพัน ๆ ล้านครับ ท่านประธานครับ อย่างไรก็ดี ท่านอนุมัติให้มีการนําเข้าน้ํามัน ๓๐,๐๐๐ ตัน หลังจากที่ท่านดึงเวลาเพื่อเอื้อประโยชน์ ให้เกิดความขาดแคลนจนกระทั่งความต้องการในตลาดสูง เอื้อให้ผู้ประกอบการจะสนิทชิดชอบกัน หรือไม่อย่างไร แต่ว่ามันคือข้อเท็จจริงครับ เขาสามารถระบายสต็อกน้ํามันของเขา ได้อย่างราบรื่นแล้ว การนําเข้าก็นํามาสู่การทุจริตที่มีใบเสร็จครับ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งครับเป็นการ ทุจริตที่มีใบเสร็จครับ หลังจากที่ตัดสินใจล่าช้ามาในที่สุดวันที่ ๖ ก็ได้เวลาในการนําเข้า ท่านประธานที่เคารพครับผมขออนุญาตขัดจังหวะนิดหนึ่ง มีโน้ตมาหลายที่ ผมต้องขออนุญาต ท่านประธานอ่านนิดหนึ่งครับไม่เกี่ยวกับการอภิปราย แต่บอกว่าตอนนี้หลายพื้นที่ในประเทศไทย รับสัญญาณรับวิทยุและโทรทัศน์ไม่ได้ครับ กราบเรียนท่านประธานฝากไปยังรัฐบาลผู้ที่กํากับดูแล ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ครับขอให้ช่วยดําเนินการถ่ายทอดสดให้พี่น้องประชาชนที่เขาอยู่ทางบ้านเขา ได้รับฟัง ไม่มีอะไรเสียหายครับถ้าท่านคิดว่าท่านชี้แจงได้ท่านก็ฟังผมอภิปรายให้พี่น้องประชาชน เขารับทราบรับรู้ด้วยนะครับ ก็ต้องกราบเรียนไปยังผู้เกี่ยวข้องครับ ท่านประธานครับวิธีดีที่สุด ในการที่จะนําเข้าน้ํามัน วันนั้นภาวะขาดแคลนผมได้ให้เห็นภาพแล้วว่าชาวบ้านเขาแย่งกัน เขาเข้าคิวกันแบบไหน อย่างไร ดีที่สุดคือท่านสั่งน้ํามันพืชมาครับ เอาน้ํามันพืชสําเร็จใส่ขวดมาเลย ก็ได้มาถึงแล้วท่านก็สามารถจําหน่ายจ่ายแจก เอาละครับแต่ถ้าท่านคิดว่ามันมีเรื่องอย่างอื่น มันมี ระเบียบอย่างอื่นท่านจะสั่งน้ํามันดิบแยกไขเข้ามาบรรจุท่านก็ควรจะนําเข้าหรือว่ากําหนดคุณภาพ ของน้ํามันให้มันเป็นมาตรฐานครับ แต่ปรากฏว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน การกําหนดสเปก (Spec) ที่นําเข้าน้ํามันในครั้งนี้มันมีเงื่อนงําครับ ผมขออนุญาตท่านประธานแนะนํามาตรฐานน้ํามัน ของโลก ประเทศมาเลเซียเขาถือเป็นเจ้าในเรื่องของน้ํามัน เวลาเขาผลิตน้ํามันขึ้นมาเขากําหนด มาตรฐานน้ํามันของเขาตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ตามส่วนผสมทางเคมีชัดเจนครับ มาตรฐาน น้ํามันที่ประเทศมาเลเซียใช้ ทั้งโลกนี้ใช้เขากําหนดสเปกไว้ ๑๓ ชนิด ๑๓ แบบของน้ํามัน เพราะฉะนั้นถ้าการนําเข้าในครั้งนี้ท่านทําอย่างตรงไปตรงมา ท่านนําเข้าน้ํามันแบบที่ท่านอยากได้ แล้วก็มีคุณสมบัติตามมาตรฐานของโลก ๑๓ แบบ ตรงนี้เขาเรียกโพแรม (Poll ram) เดี๋ยวหลังจากนี้ ผมไม่สามารถจะใช้เวลาจํากัดตรงนี้อธิบายเรื่องนี้ให้พี่น้องทางบ้านได้ทราบ แต่ผมจะไปอธิบายให้ สื่อมวลชนทราบหลังจากที่ผมอภิปรายเสร็จ แต่สาระสําคัญคือเมื่อมันมีมาตรฐานอยู่ ๑๓ แบบ แต่ปรากฏว่าท่านสุเทพไม่ทําเช่นนั้นครับ ท่านสั่งนําเข้าน้ํามันดิบแยกไขสเปกพิเศษเป็นมาตรฐาน ที่เขาเรียกว่ามาตรฐานแบบที่ ๑๔ ครับ มาตรฐานที่ไม่มีใครในโลกนี้เขาทําครับ แล้วเมื่อท่านสั่ง สเปกที่มันไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ประเทศมาเลเซียเขาใช้ท่านก็สั่งจากประเทศมาเลเซียไม่ได้ครับ ประเทศมาเลเซียเขาก็งงครับเพราะเขาไม่รู้ว่าจะเอาน้ํามันสเปกแบบไหนเขามีอยู่แค่ ๑๓ อย่าง แต่ท่านไปสั่งแบบที่ ๑๔ ดังนั้นการนําเข้าครั้งนี้ก็แปลกประหลาดมหัศจรรย์ครับ เราติดกับประเทศ มาเลเซีย ประเทศมาเลเซียเป็นผู้ผลิตแต่ท่านไปนําเข้าจากประเทศสิงคโปร์ ผมชี้เท่านี้นะครับ แต่ว่าสเปกที่ ๑๔ ที่มันมีผล ที่ผมกําลังจะบอกว่ามันมีการทุจริตอย่างไรหรือเปล่า ท่านออกมาพูด บอกว่าน้ํามัน ๓๐,๐๐๐ ตัน ที่ท่านนําเข้ามาจะสามารถผลิตเป็นน้ํามันขวดใสแบบนี้ ฝาสีนี้ละครับ สีฟ้าได้ ๒๒ ล้านขวดครับ ท่านคิดอย่างไรครับ ท่านประธานดูตรงนี้ครับ ๓๐,๐๐๐ ตันครับ ก็ประมาณ ๓๐ ล้านกิโลกรัม ท่านคิดอย่างนี้ครับว่าเมื่อนําน้ํามันดิบเข้ามาแล้ว แล้วมาสู่ กระบวนการกลั่นนี่นะครับแยกไขแยกอะไรเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว ท่านก็เหลือน้ํามันที่จะบรรจุ ใส่ขวดแล้วเอาไปบริโภคได้ ๒๒ ล้านขวดเศษนะครับ อันนี้คือสิ่งที่ท่านบอก แต่ในข้อเท็จจริง ครับสเปก ของน้ํามันที่เราได้ไปตรวจสอบน้ํามันที่ท่านนําเข้านั้นเป็นน้ํามันดิบที่แยกไขเรียบร้อย แล้ว เป็นน้ํามันดิบที่พูดง่าย ๆ ครับท่านไปสั่งน้ํามันสเปกที่ ๑๔ ผมพูดอย่างนี้เลยดีกว่า พี่น้องประชาชนจะได้เข้าใจได้ง่าย ท่านสั่งน้ํามันพืชสําเร็จนั่นละครับเข้ามา แล้วท่านก็หยดกรด ลงไป ๑ เปอร์เซ็นต์ครับทําให้มันกินไม่ได้ เอากันอย่างนี้เลยครับ ชัด ๆ ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่าน ผ่านกระบวนการในการเอากรดออกเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นละครับหรือว่าอาจจะกว่านิดหน่อย ไม่มาก เพราะฉะนั้นท่านจะเหลือน้ํามันในการไปบรรจุขวด บรรจุลิตรได้ ๓๐ กว่าล้านขวดครับ อย่างงครับ หลายคนมองหน้าผมเอาอะไรมาพูด ผมไม่ทราบท่านรู้หรือเปล่าครับเรื่องนี้ น้ํามัน ผมย้ํานะครับ ๓๐,๐๐๐ ตันที่ท่านนําเข้ามา สมาคมปาล์มน้ํามันเขาก็รู้ครับว่าท่านสั่งน้ํามันปาล์ม ดิบแยกไข ผมเอาตัวเลขโคลสให้ดูครับเขาเป็นคนบอกเองว่าสามารถแปรรูปได้ ๓๓ ขวด แต่ท่านบอก ๒๒ ล้านขวดครับ ๑๐ ล้านขวดหายไปไหนครับท่าน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ เดี๋ยวท่าน ชี้แจงแล้วผมจะนั่งฟังท่าน ผมอยากจะรู้ว่าสิ่งที่ผมไปตรวจสอบกับกรมวิทยาศาสตร์บริการนั้น เขาให้ข้อมูลผมไม่ผิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเป็นข้อเท็จจริงก็คือว่าน้ํามัน ๓๐,๐๐๐ ตันที่ท่านนําเข้ามาท่านประกาศแล้วเป็นตัวเลขทางราชการว่าบรรจุขวดได้เพียง ๒๒ ล้านขวดเศษ แล้วผมตั้งคําถามให้ท่าน ๑๐ ล้านขวดไปไหน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันจึงเป็นการ สมคบคิดกันหรือเปล่านะครับทั้งระบบ จริง ๆ ผมต้องบอกว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ผมเพิ่งเห็นท่านทําเรื่องนี้ละครับที่เป็นเรื่องที่ถูกต้องเรื่องแรกในความคิด ของผม สั่งดีเอสไอไปที่โรงงานประกอบการรายหนึ่ง แล้วก็อายัดน้ํามันทั้งสิ้น ๑,๔๐๐ ตัน ท่านประธานทราบไหมครับว่า (Quota) ของน้ํามันบริษัทนี้ได้ทั้งสิ้น ๕,๐๐๐ ตัน และแน่นอนครับ เมื่อท่านไปคิดให้เขาบอกว่าให้เขาไปบรรจุขวดได้ ๒๒ ขวด หรือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ครับ น้ํามันที่เหลือ ๑,๔๐๐ ตันนี่ละครับคือตัวปัญหา แล้วดีเอสไอเขารู้ครับเขาก็ไปอายัด แล้วก็มีรายงานกันต่อมา นะครับว่า สุดท้ายปลายทางครับท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังไปที่โรงงานผู้ประกอบการ แล้วก็มีหนังสือ จากกรมการค้าภายในครับมายืนยันผ่านไปทางดีเอสไอว่าการอายัดนั้นไม่ชอบ สิ่งที่โรงงานทํานั้น ก็คือการคืนยอดน้ํามัน ๑,๔๐๐ ตันที่ถูกยืมไปก่อนหน้านั้น ตรงนี้ก็ต้องเป็นคําถามครับว่า ถ้า ๑,๔๐๐ ตันที่ส่งให้ผู้ประกอบการแล้วนําเข้ามาเพื่อจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ทําไม ท่านไม่ควบคุมครับ ทําไมท่านไม่บังคับหรือจะทําอย่างไรก็แล้วแต่ให้ผู้ประกอบการเขาเอาน้ํามัน ทั้งหมดใส่ขวดไปให้พี่น้องบริโภคกัน หรือว่า ๑,๔๐๐ ตันนั้นมันเป็นส่วนที่หายไปอยู่ใน ๑๐ ล้านขวดที่ผมบอก เพราะฉะนั้นครับท่านประธานเรื่องนี้ผมเชื่อว่ามันเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ มันเป็นเรื่องที่ปรากฏหลักฐานชัดเจนนะครับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีการสมคบคิดและไม่ให้ตัวเลข ที่แท้จริงกับพี่น้องประชาชนครับ วันนี้เอาสักนิดนะครับ เกี่ยวกับการที่บอกว่าโรงงานเขาทําถูก ผมต้องถามว่าถ้าท่านจะไปขอยืมน้ํามัน ท่านใช้อํานาจตามกฎหมายแบบไหนอย่างไร แล้วการที่ ท่านอ้างว่าการนําเข้า ๓๐,๐๐๐ ตัน แบ่งโควตาแล้ว ๑,๔๐๐ ตันไปชดใช้ ไปคืนให้กับ ผู้ประกอบการ ตรงนี้มันถูกหรือไม่ ตรงนี้มันเห็นชัดเจนแล้วครับว่าความเสียหายที่มันเกิดขึ้นนี้ มันเกิดขึ้นแก่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศครับ เขารอน้ํามัน ท่านบอกว่ากําลังผลิต หลังจากน้ํามันเข้ามาแล้วได้ถึงวันละ ๒.๕ ล้านขวด เพราะฉะนั้น ๑๐ วัน ถ้าท่านเอาตัวเลข ๒๒ ล้านขวดเป็นที่ตั้ง มันจะต้องถูกผลิต แล้วก็นําไปวางบนเชลฟ์ (Shelf) แล้วก็ทําให้ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเขาสามารถที่จะซื้อน้ํามันได้อย่างเพียงพอ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเลย ครับ น้ํามันไปอยู่ที่โรงงาน โรงงานใช้เวลาเป็นเดือนในการจะผลิตของออกมาให้พี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นต้องถามว่าแล้วตกลงน้ํามันที่ถูกสั่งเข้ามานี้มันมีไหลไปเส้นทางอื่นด้วยหรือไม่ เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนจึงไม่มีจํานวนของน้ํามันในการบริโภคที่เพียงพอครับ แล้วก็ส่งปัญหา นี้ ให้เกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนกระทั่งมันกลับเข้าสู่สภาวะของมันเอง เดือนมีนาคมผลปาล์มสดมัน เยอะแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ๒ เรื่อง ผมทบทวนนะครับ กนป. เป็นเครื่องมือของ รัฐบาล ท่านต้องบริหารให้ไม่เกิดความขาดแคลน ความขาดแคลนเกิดขึ้นได้ วิธีแก้ไขง่ายนิดเดียว ครับ ท่านก็นําเข้า รัฐบาลอื่น ๆ เขาก็ทําแบบนี้ แต่ท่านไม่ทํา ท่านดึงเวลาวันที่ ๑๖ เดือนธันวาคม เขาแจ้งปัญหาให้ท่านทราบชัดเจนว่าวันนี้น้ํามันไม่เพียงพอ เกิดความขาดแคลนแน่นอนแล้ว ท่านไม่สนใจ ๖ มกราคม ท่านตัดสินใจนําเข้าล่าช้ากว่ากําหนดที่เขาชี้ว่าน้ํามันมันไฟแดง แล้วถึง ๒๐ วัน น้ํามันหยดแรก ๓๐,๐๐๐ ตันที่ท่านนําเข้านี้ มาถึงประเทศไทยวันที่ ๒๖ เดือนมกราคม ช้ากว่าวันแรกที่เขาชี้แล้วว่าไฟมันแดง ไฟมันตก น้ํามันมันหมดแล้ว รถมันต้องตายแล้ว ๔๐ วันครับท่าน แล้วน้ํามันที่มาถึงนี้อีก ๓๐,๐๐๐ ตันนี่ ท่านยังทําให้มัน ล่องหนอีก เอากันอย่างนี้เลยครับ ท่านปล้นประชาชนแบบนี้เลยหรือครับ ท่านมองหน้าผมได้ครับ ผมไม่เชื่อจริง ๆ แต่ ณ วันนี้สภาวะที่มันเกิดขึ้น ท่านเห็นใจพี่น้องประชาชนนิดเดียว ท่านตัดสินใจแก้ไขปัญหานี้ได้ไม่ยากครับ กนป. เป็นผู้ที่ต้องรักษาสมดุลของระบบนี้ ต้นน้ํา คือเกษตรกร ก็ต้องให้เขาได้ราคากําไรแต่พอสมควร กลางน้ําก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อผลิตภัณฑ์ ผลิตผลที่เอามาแปรรูปมันพอดี สุดท้ายปลายทางพี่น้อง ๖๗ ล้านคนเขาไม่ต้องลําบากแบบนี้ครับ แต่เมื่อท่านทําสัญญาหลาย ๆ อย่างที่มันเกิดขึ้น ทั้งไม่นําเข้า ไม่ยอมแทรกแซงตลาด สุดท้าย มันเกิดการกักตุน ซ้ําร้ายท่านนายกรัฐมนตรีก็ไปส่งสัญญาณให้เขาสร้างดีมาน (Demand) เทียม ความต้องการเทียมอีก มันช้ากันไปทั้งระบบอย่างนี้ ประชาชนเขาตายไปเรียบร้อยแล้วครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เดี๋ยวท่านชี้แจงครับ การบริหารจัดการผิดพลาดล้มเหลว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ท่านต้องชี้แจง วันนี้ท่านผิดแน่ ๆ แล้วครับ แต่ท่านจงใจหรือไม่ แต่ผมคิดว่าโดยเฉพาะกรณีที่ ๒ นี้ชัดเจนครับ เดี๋ยวเรามาคุยเรื่องนี้กันนะครับ เรื่องนี้
เรื่องสุดท้ายครับ เรื่องการกําหนดราคา ๔๗ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ การประกันราคาผลปาล์มดิบนะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพวันนี้ท่านอ้างว่าจะช่วยชาวสวน ผมดีใจนะครับ ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพเลยว่า ๗ บาทผมยินดีจะซื้อน้ํามัน ๔๗ บาท ถ้าเกษตรกรเขาได้ขายผลผลิตของเขาที่ราคา ๗ บาทครับ แต่วันนี้การชดเชยเรื่องของกระบวนการ ในการผลิตกลับไปอยู่ที่โรงกลั่น ผมกําลังตั้งคําถามว่าวันนี้ท่านกําลังร่วมมือกับโรงกลั่นทําร้าย ประชาชนหรือเปล่า หากําไรใส่ตัว แล้วก็ไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในโรงกลั่นหรือไม่ ท่านประธานทราบหรือเปล่า ผมยังไม่ทราบ แต่เดี๋ยวจะเอาตัวเลขให้ท่านดูว่า วันนี้เกษตรกรที่เขา ขายผลปาล์มสดอยู่นี้เขาไม่ได้ขายได้ในราคา ๗ บาท สูตรที่ท่านคิดราคา ๔๗ บาท ถ้าเกษตรกร ขายทลายปาล์มในราคา ๗ บาทต่อกิโลกรัมนั้น เมื่อโรงหีบเอาไปหีบทําเป็นน้ําปาล์มดิบแล้วก็จะ ขายให้กับโรงกลั่นในราคา ๔๔ บาท ๗๕ สตางค์ต่อกิโลกรัมครับ จากนั้นให้กําไรนะครับต่อยี่ปั๊ว ๓ บาท เขาจะขายให้กับยี่ปั๊วในราคา ๔๔ บาทต่อลิตรครับ ตัวเลขเดี๋ยวตรงนี้จะเป็นกิโลกรัมบ้าง เป็นลิตรบ้าง ไม่เป็นไรครับ ใกล้เคียงกัน แล้วก็จะไปสู่ราคาควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ที่ ๔๗ บาท ท่านประธานครับ อย่างที่ผมบอกนะครับ ผมยินดีช่วยชาติครับ ประชาชนทุกคนก็ยินดี ที่จะช่วยชาติ ยอมที่จะซื้อ ๔๗ บาท ถ้าเกษตรกรเขาสามารถจะขายทลายปาล์มได้ ๗ บาท แต่วันนี้ ครับ ราคาทลายปาล์มที่เราไปตรวจสอบในวันที่ ๑๔ ท่านให้ลูกน้องเอาข้อมูลให้เลยครับ เขาขาย กันอยู่ที่ ๕ บาท ๕๐ สตางค์ครับ เพราะฉะนั้นราคาซีพีโอ (CPO) ต่อลิตรหรือว่าราคาน้ํามันปาล์ม ดิบต่อลิตรเพียง ๓๑ บาทเศษ ๆ เท่านั้นเองครับ วิธีการคํานวณใช้สูตรเดียวกับท่านสุเทพครับ สรุปแล้วต้นทุนเมื่อผลิตน้ํามันปาล์ม ๑ ลิตร บรรจุขวดขณะนี้ คือ ๓๙ บาท ๖๔ สตางค์ ตีเสียว่า ๔๐ บาทต่อลิตรก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานต้องการที่จะชดเชยนะครับ วันนี้เราไป ชดเชยให้โรงกลั่น ๙ บาท ๕๐ สตางค์ต่อลิตร ผมคํานวณจากตัวเลขนี้เรียบร้อยแล้ว ไม่ได้เขียนไว้ ในชาร์ทนี่เราสามารถไปชดเชยให้กับเกษตรกรด้วยเงินจํานวนเท่ากันให้เขาได้ถึงกิโลกรัมละ ๑ บาท ๘๐ สตางค์ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าท่านไปเอาเงินส่วนที่ท่านจะชดเชยให้โรงกลั่นแล้วไป ชดเชยให้เกษตรกร แล้วให้เขาได้ราคา ๗ บาทจริง ๆ ผมยอมครับ แต่วันนี้ไม่ใช่ครับ ผลประโยชน์ มันไปป่องกลางอย่างที่ผมได้กล่าวแล้ว ประเทศนี้มันแปลกครับ เกษตรกรประเทศไทยขาย ผลปาล์มสดได้ถูกกว่าเกษตรกรของประเทศมาเลเซีย แต่ว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยซื้อน้ํามันพืช แพงกว่าชาวมาเลเซีย เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเห็นกระบวนการอยู่ชัดเจนแล้วว่ามันป่องอยู่ตรงกลาง ครับ แล้ววันนี้ท่านเลือกชดเชยให้กับโรงกลั่น เพราะฉะนั้นท่านต้องชี้แจงครับว่าท่านไม่มีการ เหยียบเท้ากัน เมื่อสักครู่ผมชี้แล้วครับ ท่านนําเข้า ๓๐,๐๐๐ ตัน ท่านก็ให้หายไปตรงโรงกลั่นนั้น ๑๐,๐๐๐ ตัน ๑๐ ล้านขวด นี่กลับมาชดเชยให้กับโรงกลั่น ท่านสุเทพครับ ท่านประธานครับ ขออภัยผ่านไปยังท่านสุเทพครับ มันเยอะไปไหมครับ ทวนนะครับท่าน เดี๋ยวจะได้ตอบกันได้ชัด ๆ วันที่ ๑๖ เดือนธันวาคมนี่น้ํามันตกแล้ว ไฟแดงโชว์แล้วครับ ขีดแดงแล้ว หมดแน่ ๆ น้ํามันนี่ทําไม ท่านไม่เติมครับ ทําไมไม่นําเข้าตั้งแต่วันนั้นครับ ล่าช้ามา ๒๐ วันค่อยมีมติ ๔๐ วันต่อมาน้ํามันหยดแรกนี่ มาถึงประเทศไทย แล้วนั่นเป็นคําตอบหรือเปล่าครับที่เราไปตรวจสอบคลังน้ํามันของนายพีเค วันที่ ๓๑ เดือนมกราคม น้ํามันของพีเคเหลือ ๐ ครับ ท่านเอาอย่างนี้เลยหรือครับ นําเข้าแล้วก็ไปมี ประโยชน์กับโรงกลั่นหรือเปล่า เดี๋ยวชี้แจงมาครับ ๒๒ ล้านขวด หรือ ๓๓ ล้านขวดเอากันให้ชัดครับ เดี๋ยวจะได้ไปแถลงข่าวหลังจากนี้ละครับว่าน้ํามันสเปกที่กําหนดโดยกรมการค้าภายใน โดยองค์การคลังสินค้าขออภัย มันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นน้ํามันปาล์มดิบแยกไข สมาคมปาล์มน้ํามัน เมื่อสักครู่เขาก็เขียนชัดเจนได้ ๓๓ ล้านขวด แต่ในหนังสือราชการท่านเขียนชัดเจนว่าได้ ๒๒ ล้านขวด ๑๐ ล้านขวดท่านตอบมานะครับหายไปไหน ถ้าจะแบบนี้ก็ชัด ๆ กันไปเลย ท่านประธาน กนป. นี่คือราคาปาล์มน้ํามันครับ ผมเอามาให้เฉพาะจังหวัดท่านนี่ละจังหวัดสุราษฎร์ ธานี ถึงวันที่ ๑๑ เดือนมกราคมมีไหมครับ ๗ บาทนี่ มีไหมครับ วันที่ ๑๑ ๕ บาท ๘๐ สตางค์ วันที่ ๑๔ ๕ บาท ๕๐ สตางค์ แล้วผมก็ต้องบอกฝากไปยังทางกระทรวงพาณิชย์นะครับ น้ํามันซีพี โอหรือน้ํามันปาล์มดิบนี่ที่ท่านต้องประกาศนี่สํานักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร กรมการค้าภายใน วันที่ ๗ วันที่ ๘ วันที่ ๙ วันที่ ๑๐ วันที่ ๑๑ ทําไมไม่ประกาศราคากลางของน้ํามันปาล์มดิบครับ หายไปไหนครับ หรือว่ากลัวมันจะไม่ถึง ๔๔ บาท ๗๕ สตางค์ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องกราบเรียนท่านอย่างนี้ครับ เกษตรกรที่เขาขายผลปาล์ม ผลปาล์มสดนี่ครับเอาไปเป็นราคา อ้างอิงสําหรับราคาน้ํามันพืช แต่ผมอยากจะบอกว่าคนที่อยู่ตรงกลางของเรื่องนี้จะเป็นโรงหีบก็ดี โรงหีบในประเทศนี้มี ๖๕ แห่งเท่านั้นครับ บวกลบนิดหน่อย โรงกลั่นก็มีอยู่ ๑๐ กว่าโรงเท่านั้น ก็มีกันอยู่แค่นั้นละครับ แต่ผมจะกราบเรียนว่าท่านอ้างอิงเอาจากตัวราคาของผลปาล์มสด อย่างเดียวไม่ได้ครับ โรงสกัดหรือโรงหีบน้ํามันนี่นะครับ หลังจากที่เขาหีบน้ํามันแล้วนี่เขาได้สิ่งที่มัน เหลือใช้ เหลือจากการหีบอีกครับ ๑ กิโลกรัมเขาใช้ปาล์มประมาณเกือบ ๖ กิโลกรัม จะเหลือ กากปาล์มมา ๕ กิโลกรัม เหลือกะลาปาล์มแล้วก็ยังไปบวกค่าจัดส่งให้กับผู้ที่เขาซื้อของ รวมแล้วอีก ๑๘ บาทครับ ท่านอย่าหาว่าผมสอนท่านนะครับ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะไปสอนท่าน แต่ผมอยากจะ บอกว่าวันนี้นี่ถ้าเกษตรกรเขาได้ ๗ บาทจริง พี่น้องประชาชนจะบริโภคน้ํามันพืชแพงไปอีกนิดหนึ่ง คือ ๔๗ บาทราคาที่ท่านประกาศ ผมว่าก็ยอมรับกันได้ แต่วันนี้มันปรากฏว่าพี่น้องเกษตรกรเขาก็ ไม่ได้ขายได้ในราคาผลผลิตที่ท่านได้ประกาศเอาไว้ แต่โรงหีบ โรงกลั่นก็ไปได้ราคาที่มันผมไม่อยาก บอกว่าไปสร้างกําไร สร้างความร่ํารวยกันแค่ไหน แบบไหน อย่างไร ท่านประธาน กนป. ท่านรู้ดีนะครับ รัฐบาลกี่ชุดๆ มานี่นะครับ เลือกคนมาทําหน้าที่ตรงนี้ บางคนไม่เคยรู้จักเลยครับปาล์มเป็นอย่างไร แต่เขาบริหารกันมากี่ปี ๆ ประเทศนี้ไม่เคย ขาดแคลนน้ํามันปาล์มครับ เอาคนที่มีความสามารถขั้นเทพครับ ท่านเกิด ท่านแก่ ท่านเจ็บ ท่านตายกันอยู่ตรงนี้แหละ รู้เรื่องนี้ดีที่สุดครับ ผมชี้ให้ท่านเห็นนะครับ คนได้ประโยชน์ ในประเทศ นี้จากกรณีของน้ํามันปาล์มมีกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มเดียวเท่านั้นเองครับ แต่คนที่เขาเสียหายทั้งประเทศ เขาไม่ได้เสียหายเฉพาะเงินที่เขาจ่ายแพงขึ้นนะครับ เขาเสียทั้งสภาพจิต บางคนหัวเราะนะครับ แต่ผมบอกว่าเรื่องนี้ชาวบ้านเขาร้องไห้ เวลาที่เขาไปเข้าคิวยาว เป็นชั่วโมงตั้งแต่เช้ามืดแล้วเขาหา แม้แต่น้ํามันขวดเดียวกลับไปทอดไปทําอาหารให้ลูกให้ผัวเขาไม่ได้ ท่านทําอย่างนี้พี่น้องประชาชน เขาไม่ได้สงสัยอีกแล้ว บริหารจัดการไม่ต้องพูดถึงละครับ ผิดพลาดอย่างอภัยให้กันไม่ได้อยู่แล้ว คนเสียท่านก็เห็นแล้วนะครับ ต้องจ่ายเงินออกมาอีกเท่าไร คนได้ท่านก็เห็นเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ เอื้อประโยชน์กันเห็น ๆ แบบนี้ ขนาดว่าแก้ไขปัญหานําเข้าก็ยังไปตอดไปหาเล็กหาน้อยตรงนั้นอีก ไม่เป็นอะไรครับ ท่านชี้แจงมาก็แล้วกัน
สุดท้ายครับ จะได้ไม่รบกวนเวลาท่านผู้อภิปรายท่านอื่น ๆ วันนี้ครับรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์บกพร่องไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนครับ ดําเนิน นโยบายแปลกประหลาดที่สุดในโลกครับ เพื่อหวังแทรกแซงกลไกตลาดปล่อยให้ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคที่จําเป็นสูงขึ้นแล้วก็ขาดแคลน แล้วก็กระทบถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนครับ รองนายกรัฐมนตรีท่านเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ํามันแห่งชาติ ท่านจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงครับในการปล่อยให้น้ํามันปาล์ม เพื่อการบริโภคนั้นขาดแคลน ขาดแคลนอย่างเดียวไม่พอครับ ทําให้ราคาสินค้านั้นสูงขึ้น เป็นการสมรู้ร่วมคิดในฐานะผู้สนับสนุน ให้มีการกระทําความผิดกฎหมาย ทําให้ผู้ประกอบธุรกิจได้กําไรจากราคาน้ํามันปาล์มเพื่อการ บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ๖๗ ล้านคน ๒๐ ล้านครอบครัวเป็น ผู้บริโภค ต้องซื้อหาน้ํามันในราคา ที่แพงและเดือดร้อนจากสภาพการขาดแคลน นอกจากนั้น ยังเชื่ออีกครับว่าท่านได้ร่วมมือกับผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ํามันปาล์ม เบียดบังน้ํามันปาล์ม ที่นําเข้าเพื่อแก้ปัญหา ความขาดแคลนน้ํามันปาล์มในประเทศ ก็เป็นความผิดในตําแหน่งหน้าที่ของ ท่าน ส่วนท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้นท่านปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ครับ ท่านทั้งมอบหมายให้นายสุเทพนั้นไปเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ํามันแห่งชาติ รับผิดชอบเรื่องนี้ชัด ๆ ครับ แล้วในฐานะประธานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทําการตัดสินใจ ในเรื่องของการอนุมัติต่าง ๆ ที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ํามันแห่งชาติ แล้วก็กระทรวงพาณิชย์ เขานําเสนอเข้าไปพิจารณาครับ อีกทั้งไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือท่านไม่ทราบ ท่านได้มีส่วนร่วมครับ ในการทําให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของน้ํามันปาล์มเพื่อการบริโภคอันเป็นการสนับสนุนให้เกิด การกระทําความผิด ก่อให้เกิดความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนแล้วก็ผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องใช้ น้ํามันปาล์มอย่างกว้างขวาง ถือเป็นความบกพร่องผิดพลาดอย่างร้ายแรงในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ทําให้ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตปาล์มน้ํามันอับดับ ๓ ของโลก และยังเป็นประเทศที่อยู่ติดกับ ผู้ผลิตอันดับ ๑ กับอันดับ ๒ ซึ่งทําให้การนําเข้าน้ํามันปาล์มในกรณีที่ขาดแคลนนั้น จริง ๆ ทําได้ โดยไม่ยากเลยครับ ท่านปล่อยปละละเลยครับ จะโดยเจตนา จะโดยไม่เจตนามันก็ทําให้มีการทุจริตโดยอาศัยเหตุแห่งความขาดแคลนเกิดขึ้นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นเคยถามหาสํานึกของนักการเมืองในสภา แห่งนี้ ซึ่งมีนัยว่านักการเมืองต้องมีสํานึกของนักการเมือง ไม่จําเป็นต้องเป็นการกระทําที่ผิด กฎหมาย แต่เพียงแค่บกพร่องหรือผิดพลาด นักการเมืองที่มีสํานึกต้องแสดงความรับผิดชอบ ทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีครับ เมื่อการบริหารราชการของตนเองบกพร่อง และผิดพลาดอย่างร้ายแรงก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า สํานึกของนักการเมืองที่ท่าน เคยกล่าวไว้ด้วยวาทะที่น่าเคลิบเคลิ้มวันนี้หายไปไหนครับ ผมถามหาสํานึกของการเป็น นักการเมืองของท่านครับ สุดท้ายผมทราบเป็นอย่างดีครับว่าวันนี้หลังจากการอภิปรายนี้แล้วจะมี การชี้แจง แต่ผมต้องกราบเรียนท่านอีกครั้งหนึ่งท่านประธานครับ ไม่ว่าจะมีการชี้แจงด้วยเหตุผล แบบไหน อย่างไรก็แล้วแต่ คําชี้แจงทั้งหมดจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ ในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมาในสภาพความขาดแคลน ในสภาพที่พี่น้องประชาชนต้องแบกรับ ค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ มันจะไม่สามารถลบล้างความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศนี้ได้ แล้วผม ขอฝากไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายรัฐบาลผมทราบครับ แต่วันนี้พี่น้องประชาชนเขาเลือกท่านครับ เขาเลือกท่านให้มาช่วยปกป้องผลประโยชน์ของเขา ผมทราบครับสุดท้ายท่านจะยกมือหรือไม่ยกมือผมก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรครับ แต่วันนี้ท่านก็ต้องถาม หาสํานึกของนักการเมืองอย่างที่นายกรัฐมนตรีได้พูดว่าท่านจะทําหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนหรือจะปกป้องผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่ง ขอบคุณครับท่านประธานครับ
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับกลุ่มสตรีจากเขตหนองจอก กรุงเทพมหานครครับ ขณะนี้กําลัง อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ และ มาตรา ๑๕๙ เชิญท่านรัฐมนตรีองอาจ คล้ามไพบูลย์ ครับ
ท่านประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เมื่อสักครู่นี้ขณะที่ท่านอนุดิษฐ์กําลังอภิปราย ท่านได้แจ้งให้ที่ประชุมนี้ทราบ กระผมเชื่อว่าท่านผู้ฟังทางบ้านก็คงจะได้ฟังว่าทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง ๑๑ ไม่ได้ถ่ายทอดในช่วงนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าต้องการที่จะปิด กั้นการอภิปรายของท่านซึ่งเป็นการอภิปรายที่มีความสําคัญที่มีคุณค่ามากในวันนี้ ผมขอกราบเรียนว่า ในส่วนของรัฐบาลหรือในส่วนที่ผมรับผิดชอบเราไม่มีความประสงค์ใด ๆ ที่จะไปปิดกั้นการทํา หน้าที่ของท่าน แต่เหตุการณ์ที่เกิดเมื่อสักครู่นี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นก็คือว่าทางบริษัทไทยคมนี้ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้ามาแล้วว่าจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ซัน เอาเทจ (Sun Outage) ในช่วงของเดือนมีนาคม แต่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ เมื่อสักครู่นี้ผมก็ สอบถามเจ้าหน้าที่เทคนิคเขา ปรากฏการณ์นี้ก็คือว่าการหมุนของดาวเทียมแล้วยิงสัญญาณขึ้นไป ปกติช่อง ๑๑ จะรับเกี่ยวสัญญาณจากสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐสภา เหตุผลที่เกี่ยวสัญญาณจาก วิทยุโทรทัศน์รัฐสภาก็เพราะว่าในอดีตเวลาถ่ายทอดเองบางครั้งพวกเราก็จะตําหนิผู้ที่ถ่ายทอดว่า ขณะที่กําลังพูดไม่ถ่ายบ้าง ไปถ่ายคนฟังบ้างอะไรบ้าง ตอนหลังพอมีโทรทัศน์รัฐสภาทางช่อง ๑๑ ก็จะถ่ายทอดเกี่ยวสัญญาณจากโทรทัศน์รัฐสภา ซึ่งทุกท่านก็จะเห็นบนจอนี้ด้วยไปพร้อม ๆ กันว่า เป็นอะไรอย่างไร คราวนี้ในช่วงเดือนนี้ก็จะเกิดปรากฏการณ์ ซึ่งทางไทยคมซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องสัญญาณดาวเทียมก็ได้แจ้งให้ทางเราทราบล่วงหน้า แต่เรา ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหน ก็คือว่าเมื่อดาวเทียมมันหมุนเวียนไปเจอกับในช่วงจังหวะ ที่พลังแม่เหล็กจากแสงอาทิตย์เข้ามาพอดีในช่วงเดือนนี้ เมื่อสักครู่ผมก็เลยสอบถามเจ้าหน้าที่ เขาเพิ่มเติม เมื่อสักครู่ที่ผมรับโทรศัพท์ว่าแล้วมันจะเกิดขึ้นอีกไหม เมื่อไร อย่างไรในวันนี้นะครับ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าวันนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่ผมก็บอกว่าอย่างนั้นคุณไปโทรศัพท์ถามไทยคมสิ บอกมาให้ชัดเจนผมจะได้มาบอกที่สภานี้ให้เขารู้ล่วงหน้าว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พวกเราจะได้ ไม่เกิดความสับสนหรือว่าไม่สบายใจ เดี๋ยวจะได้ไม่ต้องมากล่าวหาว่ารัฐบาลไปปิดกั้นการรับรู้ของ พี่น้องประชาชนหรือติดตั้งการทําหน้าที่ของท่าน ผมขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่าเราไม่มี ความประสงค์จะไปปิดกั้นการทําหน้าที่ของท่านอย่างแน่นอนนะครับ แล้วก็ขอเรียนให้ทราบ ล่วงหน้าว่าในช่วงค่ําก็จะมีการตัดการถ่ายทอดในช่วงข่าวพระราชสํานักอีกช่วงหนึ่งก็เลยบอกให้ ท่านทราบล่วงหน้านะครับท่านจะได้มีความเข้าใจตรงกัน และเดี๋ยวถ้าผมได้รับข้อมูลจากทางไทย คมนะครับ ชี้แจงมาว่าอย่างไรจะมาเรียนให้ท่านทราบ หรือผมอาจจะให้ทางไทยคมเขาชี้แจงให้ สาธารณชนได้รับทราบด้วยจะได้เป็นข้อมูลที่ตรงกันนะครับ เรียนยืนยันอีกครั้งนะครับว่าเราไม่มี ความประสงค์จะมาปิดกั้นการทําหน้าที่ของท่านแต่อย่างใด ขณะเดียวกันพร้อมจะส่งเสริมให้ท่าน ได้ทําหน้าที่อย่างเต็มที่ ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวท่านพิเชษฐ์จะขอใช้สิทธิอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ
พาดพิงเรื่องอะไรนะครับ
ท่านประธานครับ ผม พิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ เมื่อสักครู่ท่านผู้อภิปรายได้นําเสนอตัวเลข อ้างอิงถึงสมาคมปาล์มน้ํามัน กระผมเองเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมปาล์มน้ํามันและน้ํามันปาล์ม แห่งประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๓๐ และผมเป็นอุปนายกคนที่ ๑ ของสมาคมปาล์มน้ํามันเป็น เวลา ๑๐ กว่าปีก่อนผมจะมาอยู่ทางการเมือง เพราะฉะนั้นตัวเลขที่ผิดพลาดบางประการที่อ้างอิง สมาคมปาล์มน้ํามัน กระผมคิดว่าอาจจะเสียหายกระทบกับสมาคมปาล์มน้ํามัน แต่ว่าก็จะไม่เป็น การโต้แย้งโต้เถียงอะไรกันครับ แต่เพื่อจะเป็นข้อมูลที่เราจะพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความเข้าใจต่อไป กระผมขออนุญาตไม่มากครับ
ก็ขอเป็นหลังจากท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพก็แล้วกันนะครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ ครับ มีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ขอประท้วงท่านรัฐมนตรีองอาจที่กล่าวแก้ตัวที่มีลักษณะความจริงมีนัยสําคัญที่น้อยมาก แล้วขอ ความกรุณาเถอะครับ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นแล้วโดยรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีครับอย่าทําเลยครับ คราวก่อนอภิปราย ผมมักจะเจอเสมอ เจอจอดํา แล้วรัฐมนตรีของท่านก่อนท่านองอาจก็บอกว่าครั้งแรกก็อ้างข้าง ๆ คู ๆ จากราชการนี่ นะครับ บอกว่าสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ถูกไฟเผา ผมบอก เอ๊ะ ทําไมมันทั้งประเทศ ละครับ เผาทั้งประเทศ ก็กลับมาใหม่ว่าเป็นเพราะดาวเทียม ท่านครับ ขอเถอะครับ ตรงไปตรงมา ที่สุดวันนี้ฝ่ายค้านนั้นพยายามเสนอแต่เนื้อหา อย่าเล่นตุกติกอย่างนี้เลยครับ ขอความกรุณา คุณองอาจรักกันที่สุดแต่ไปขออะไรก็ เยส (Yes) ทุกครั้งแต่ไม่เคยได้สักที ขอบพระคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีองอาจ คล้ามไพบูลย์ ท่านพิเชษฐ์นั่งลงก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวให้ท่าน รองนายกรัฐมนตรีสุเทพต่อท่านองอาจครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจําสํานัก นายกรัฐมนตรี ก็ขอบคุณท่านสุนัยนะครับที่ลุกขึ้นมากล่าว ผมจะได้มีโอกาสยืนยันอีกครั้งหนึ่ง นะครับ ผมคิดว่าให้ไทยคมเขาแถลงดีกว่า เพราะเขาเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องสัญญาณดาวเทียม นะครับ ผมเรียนยืนยันว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านกล่าวหาแน่นอครับผมไม่ได้พูดถึงเรื่องเผาอะไรทั้งสิ้น นะครับ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงทางด้านเทคนิคนะครับ เมื่อผมได้รับทราบอย่างนี้แล้วก็พยายามที่จะ หาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ามันจะเป็นอีกไหม อย่างไร เพื่อที่จะมาบอกให้ท่านรู้ล่วงหน้า ถ้าเขา สามารถบอกได้นะครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านนะครับว่าผมไม่มีนิสัยที่จะไปทํา อย่างนั้นหรอกครับ ที่จะไม่ต้องการให้ท่านอภิปรายไม่ต้องการให้ประชาชนรู้นะครับ ผมคิดว่า ประชาชนรู้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะทางฝ่ายรัฐบาลก็พร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่าง ๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านทําความเข้าใจว่า ยืนยันนะครับว่าเราไม่เจตนาที่จะไป กลั่นแกล้งไม่ให้ประชาชนได้ยินได้ฟังในสิ่งที่ท่านจะพูดครับ แล้วรัฐบาลก็ไม่ประสงค์จะทําอย่างนั้นครับ เราไม่มีนิสัยอย่างนั้นแน่นอนครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
คุณเชิดชัยประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้บรรยากาศ ในการประชุมนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผมขอยืนยันว่าเมื่อเช้านี้ผมได้ยินจากเจ้าหน้าที่ ของกรมประชาสัมพันธ์เอง ได้ประกาศตามที่ท่านรัฐมนตรีกล่าว
คุณเชิดชัย ไม่ได้ประท้วงนะครับ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีองอาจได้ชี้แจงไปเรียบร้อยแล้ว ผมไม่ให้ท่านชี้แจงแล้วครับ เพราะว่าท่านไม่มีหน้าที่ในการชี้แจง เชิญนั่งลงครับ เชิญท่านรอง นายกรัฐมนตรีสุเทพครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี แล้วก็เป็น ส.ส. จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองที่เขาปลูกปาล์ม กันนี้ ผมได้ฟังท่านสมาชิก ๒ ท่านได้อภิปรายไม่ไว้วางใจผมเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ํามันของประเทศในช่วงที่ผ่านมา มีคําถามที่ผู้อภิปรายพยายาม ที่จะถามเพื่อที่จะจุดให้เป็นประเด็นที่จะให้คนสงสัยว่าทําไมว่าผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ถึงได้เข้ามายุ่งจุ้นจ้านวุ่นวายเรื่องการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ํามัน ทั้ง ๆ ที่มันควรจะ เป็นหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ คือท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี แค่ฟังคําถามนี้ก็ทําให้ คนสงสัยแล้วครับท่านประธาน ผมก็ต้องขออธิบายอย่างนี้ครับว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายของ ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่เมื่อท่านเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เป้าหมายของ ท่านก็คือว่าช่วยเหลือให้ราษฎรมีรายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะราษฎรที่เป็นเกษตรกรทั้งหลาย ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์เชื่อว่าถ้าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศคือเกษตรกรทั้งหลาย มีรายได้ดี ก็จะมีกําลังซื้อก็ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เดินหน้าไปได้ เพราะว่า ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามารับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลนั้น มีคนทํานายทายทักว่าท่านจะ ไปไม่รอด แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ เศรษฐกิจของประเทศไทยจะตกต่ํา ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ แบ่งหน้าที่ให้พวกเราทํา ชาวนานั้นเป็นเกษตรกรที่มีจํานวนมากที่สุดในประเทศไทย เป็นปัญหา ใหญ่ของประเทศ เป็นเกษตรกรกลุ่มใหญ่ ท่านนายกรัฐมนตรีก็รับหน้าที่แก้ไขปัญหาชาวนาเอง ท่านก็ทํานโยบายประกันรายได้ให้กับชาวนา ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้อธิบายกับ สภาแห่งนี้ไปแล้ว และผมเชื่อมั่นว่าพี่น้องเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศไทยที่ได้ฟังคําอภิปราย ในสภาวันนี้ก็ต้องยืนยันได้ว่า นโยบายประกันรายได้ที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ได้จัดดําเนินการนั้น ได้ผลดีกว่านโยบายรับจํานําที่รัฐบาลที่แล้วทํามา ถึงตัว ถึงครอบครัวของเกษตรกรมากกว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการเลือกตั้งกันที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อน ๆ ผมก็ไปหาเสียงเลือกตั้งที่นั่น และมีชาวนาที่จังหวัด ขอนแก่นฝากชมเชยรัฐบาลบอกว่าปลูกข้าวไว้ยังไม่ได้ขายเลย ได้เงินแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่า จะได้พิสูจน์กันต่อไปว่าเป็นอย่างไร ในส่วนของพืชเกษตรประเภทอ้อย มันสําปะหลัง ข้าวโพด ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ก็ได้มอบให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วก็เช่นเดียวกันครับ นโยบายที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาตามแนวทาง ที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ได้มอบไว้นี้ก็ทําให้ชาวไร่อ้อยและชาวไร่มัน ชาวไร่ข้าวโพดขาย ผลผลิตได้มีกําไร ไม่ต้องดูที่ไหนหรอกครับท่านประธาน ๒ ปีมานี้ไม่ปรากฏว่าชาวไร่อ้อยเดินขบวน ไม่ปรากฏว่าชาวไร่มัน ชาวไร่ข้าวโพดมาเดินขบวน ทุกคนขายผลผลิตได้กําไรสบายใจกันไปทั้งนั้น ส่วนผมนั้นท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มอบหมายว่า ให้ไปดูแลราคายางพารา ราคาปาล์มน้ํามัน แล้วก็ราคากุ้ง ซึ่งเป็นสินค้าที่เกษตรกรชาวภาคใต้เขา เป็นผู้ผลิต ผมก็รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลเรื่องยางพารา เรื่องปาล์มน้ํามันและกุ้ง ยังจะไม่พูดเรื่อง ยางพารา ยังไม่พูดเรื่องกุ้ง เพราะท่านกําลังอภิปรายเรื่องปาล์มน้ํามัน ผมจะกราบเรียน ท่านประธานว่ามรดกที่ผมรับมาจากรัฐบาลของท่านก็คือว่า ราคาปาล์มตกต่ําลงตามลําดับ หน้าที่ ของผมก็คือยกราคาผลปาล์มให้เกษตรกรสามารถที่จะขายผลปาล์มสดได้ในราคาในระดับเดียวกับ ที่เกษตรกรอื่น ๆ เขาได้กําไร เป้าหมายของผมในขณะนั้นที่เรียนกับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็คือ ว่า ผมจะทําให้ราคาผลปาล์มที่เกษตรกรจําหน่ายได้นั้นจาก ๓ บาทเศษ ๆ เป็น ๔ บาท ๕๐ สตางค์ หรือว่าถ้าได้ถึง ๕ บาท ก็ถือว่าเป็นความสําเร็จสูงสุดแล้ว แล้วก็ได้ประกาศให้พี่น้องเกษตรกร ชาวสวนปาล์มทั้งหลายได้ทราบว่านี่คือเป้าหมายที่รัฐบาลกําลังดําเนินการอยู่ เราก็ได้เพียรพยายาม ประคับประคองสถานการณ์นะครับท่านประธาน แล้วก็แก้ไขยกระดับราคาปาล์มสดจากกิโลกรัม ละ ๓ บาท ๖๔ สตางค์ เมื่อวันที่รัฐบาลเข้ามารับหน้าที่ จนกระทั่งในที่สุดก็ผ่านเส้นเป้าหมาย ๔ บาท ๕๐ สตางค์ขึ้นมาเป็น ๕ บาท และขายได้สูงสุดถึง ๑๐ บาท ในส่วนที่เป็น ๑๐ บาทนี้ นะครับคือส่วนที่กลายเป็นปัญหาต่อมาในภายหลัง ซึ่งผมจะได้กราบเรียนให้ท่านประธานทราบ แต่ผมอยากจะเรียนเบื้องต้นว่ามาตรการสําคัญที่เราใช้ในการยกระดับราคาปาล์มของเกษตรกรนั้น ก็คือการนําผลผลิตปาล์มน้ํามันไปผลิตเป็นไบโอดีเซล ท่านประธานครับ เรื่องนโยบายที่จะใช้พืช ของเราไปผลิตเป็นพลังงานพูดกันมาหลายรัฐบาล มีรัฐบาลนี้ละครับที่ตั้งหน้าตั้งตาที่จะทําอย่าง จริงจัง ส่งเสริมทั้งเรื่องของการผลิตเอทานอล ผลิตไบโอดีเซล ในส่วนของปาล์มน้ํามันสามารถที่จะ นําไปทําไบโอดีเซลได้ แล้วกระทรวงพลังงานก็ได้ประกาศสูตรส่วนผสมของน้ํามันไบโอดีเซลจาก บี ๒ เป็น บี ๓ บี ๒ ก็คือหมายความว่าในน้ํามัน ๑ ลิตร ก็มีน้ํามันปาล์มผสมอยู่ ๒ เปอร์เซ็นต์ บี ๓ ก็มีผสมอยู่ ๓ เปอร์เซ็นต์ การที่ยกระดับจาก บี ๒ ไป บี ๓ เพื่อที่จะดูดทรัพย์ผลผลิตของปาล์ม น้ํามันในส่วนที่เกินจากการบริโภค ที่คนกิน ที่คนใช้ ในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อเราสามารถที่จะรักษาสมดุลในเรื่องการใช้ภายในประเทศได้มันก็จะทําให้เรา สามารถควบคุมราคาที่เกษตรกรจะขายผลผลิตได้ และในขณะเดียวกันก็ดูแลผู้บริโภค ผู้ใช้น้ํามัน ด้วย แต่ว่าในช่วงที่ผ่านมาท่านประธานครับมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ผมก็ต้องยอมรับครับว่า เป็นความผิดพลาด แต่ว่าความผิดพลาดนั้นไม่ใช่เรื่องของเจตนา ไม่ใช่เรื่องของความจงใจหรือเรื่อง ของการทุจริต สิ่งที่เป็นความผิดพลาดคือเราคํานวณปริมาณผลผลิตปาล์มน้ํามันผิดครับ เป็นครั้งแรกที่เราผลิตกันอย่างรุนแรงมาก คือปี ๒๕๕๓ ตอนต้นปีเราก็คิดว่าปริมาณผลผลิตปาล์ม น้ํามันของปี ๒๕๕๓ น่าจะมากกว่าผลผลิตเมื่อปี ๒๕๕๒ แล้วก็ไปตามดูสต็อกมาตลอดครับ ตั้งแต่ เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์มาเรื่อย มาจากถึงเดือนสิงหาคมที่ท่านบอกว่ามีสัญญาณแล้ว สต็อกน้ํามันในประเทศไทยก็ยังอยู่ในระดับ ๒๒๐,๐๐๐ กว่าตัน คําว่า สต็อก หมายความว่า น้ํามันที่ผลิตได้เอาเข้าไปผลิตไบโอดีเซล เอาไปทําน้ํามันบริโภค เอาไปทําน้ํามันในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็ยังมี เลี้ยงสต็อกอยู่ในระดับนี้ หมายความว่าพอจะใช้ไม่ขาดแคลน เดือนกันยายนก็ยังอยู่ในระดับ ๑๙๔,๐๐๐ กว่าตัน เดือนตุลาคมก็เหลือ ๑๔๓,๐๐๐ กว่าตัน ตรงนี้ละครับท่านประธานครับ มันก็เกิดปัญหาขึ้นมา ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือเกิดปัญหาภัยธรรมชาติ ใครจะพยายามพูดบิดเบือนไปอย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าปีที่แล้วเกิดภาวะผันผวนทางอากาศ ที่รุนแรงมากเป็นพิเศษ ก่อนที่จะมาถึงเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคมนั้นเกิดภาวะที่เรียกว่า ฝนแล้งยาวนาน และแล้งมาก ผมบังเอิญเป็นชาวสวนปาล์มครับ ไม่ใช่สวนใหญ่สวนโตอะไร สวนขนาดเล็ก ๆ แต่ว่าก็เป็นอาชีพที่สุจริต ทําสวนปาล์มมากับมือ แต่เดาไม่ได้หรอกครับว่าฝนแล้ง ขนาดนี้ผลผลิตจะลดลงขนาดไหน ไม่มีเกษตรกรคนไหนในประเทศไทย เจ้าของสวนรายไหนที่จะ ทํานายได้ เพราะกว่าจะรู้ตัวว่าจะได้รับผลกระทบจากภูมิอากาศ จากดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิ ความแห้งแล้งที่เปลี่ยนแปลงไปต้องใช้เวลาตั้ง ๖-๗ เดือนครับ รอดูก่อนว่าผลผลิตจะเป็นอย่างไร นี่ก็เป็นเรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ ครับ น้ําท่วมครับ ปีที่แล้วน้ําท่วมทั่วประเทศ แต่ที่หนักที่สุดคือที่ภาคใต้ ผมกราบเรียนต่อท่านประธานว่าลูกชายผม ๒ คนทําสวนยาง คนหนึ่งทําสวนปาล์มน้ํามัน คนหนึ่ง ทํา ๕๐๐ ไร่ คนหนึ่งทํา ๖๐๐ ไร่ กําลังได้ผลอยู่ดี ๆ ตายหมดทันทีเลยครับ ถึงเดือนธันวาคมที่เคย เก็บผลผลิตได้อยู่ก็กลายเป็น ๐ ทันที อย่างนี้ใครจะคาดคิดได้ท่านประธาน ผมก็ต้องกราบเรียน กับท่านประธานว่านี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติที่มีความพลิกผัน อย่างรุนแรง และเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยครับ หลังที่มีเหตุนี้แล้วผมก็พยายาม ศึกษาดู ที่ประเทศมาเลเซีย ที่ประเทศอินโดนีเซียก็เกิดภาวะการคํานวณผลผลิตปาล์มน้ํามันที่ผลิต ได้ในปีนี้ผิดเหมือนกัน ทําให้เกิดผลอะไรครับ ท่านประธานครับ ทําให้เกิดผลว่าราคาปาล์ม ในตลาดโลกสูงขึ้น ของข้างนอกก็สูงครับ ของประเทศไทยก็สูง ของประเทศไทยนั้นราคาน้ํามัน ปาล์มดิบซึ่งเคยขายกันอยู่ในระดับ ๔๐ บาท ๔๔ บาท ขึ้นไปถึง ๕๐ กว่าบาทเกือบ ๖๐ บาท ต่างประเทศที่เคยขายอยู่ ๓๔ บาท ๓๕ บาทก็กลายเป็น ๓๘ บาท ๓๙ บาท เกือบ ๔๐ บาท เหมือนกัน คือราคาของโลกกับราคาของประเทศไทยตามปกติจะแตกต่างกันอยู่ประมาณกิโลกรัม ละ ๒ บาท ๒ บาทกว่า ๆ แต่คราวที่แล้วแตกต่างกันมากนะครับท่านประธานครับ
ทีนี้ข้อบกพร่องประการที่ ๒ ผิดพลาดที่ผมต้องยอมรับกับท่านประธานและเพื่อน สมาชิกที่นี่ก็ทราบดีว่าผมได้ลาออกจากตําแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ เดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ไปสมัครรับเลือกตั้ง กว่าจะกลับเข้ามาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ วันที่ ๑๒ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ ๑๙ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ กว่า จะเข้าได้ทํางานก็ปลายเดือนพฤศจิกายนเข้าไปแล้วครับ ช่วงนี้ละครับเป็นช่วงที่ผมขาดตอน ไม่ได้ มีโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้องในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ํามัน แต่ว่าเมื่อเข้ามา เดือนธันวาคมก็ประชุมกันทันทีครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ได้ทําหนังสือเข้ามายัง คณะกรรมการ บอกว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องปริมาณน้ํามันปาล์มที่จะใช้ในประเทศ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าในคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ํามันมีผู้แทนทุกภาคส่วนเลยครับ ทั้งภาครัฐ ทั้งภาคเอกชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาครัฐบาลก็มีทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน แล้วก็ผู้ประกอบการก็ทั้งโรงงานสกัด ทั้งโรงงาน กลั่นน้ํามัน ทั้งโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ใช้ อยู่กันครบทุกฝ่ายครับ วันที่ ๖ เดือนธันวาคม เราก็มานั่ง พิจารณากัน เกิดการโต้เถียงกันครับท่านประธานครับว่าตกลงสต็อกที่มีอยู่ในประเทศเท่าไรกันแน่ ตัวเลขที่พูดกันก็คือว่ายังมีอยู่ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ตัน นี่คือตัวเลขที่ทุกฝ่ายคาดคะเนว่ายังมีอยู่ ๑๒๐,๐๐๐ ตัน ปัญหาก็คือว่าแล้วผลผลิตที่จะออก ในเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เป็นอย่างไร ทุกคนก็คํานวณว่า เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม ผลผลิตของชาวสวนก็จะออกเร็ว ก็จะมีโอกาสเข้ามาทดแทนมาก ก็ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาว่าไปตรวจสอบกันดูสิว่าเราควรจะต้องเตรียมการรับสถานการณ์ ปาล์มน้ํามันกันอย่างไร ในวันนั้นก็คิดว่ามีความรอบคอบกันพอสมควรครับท่านประธาน แต่ถ้าเป็น ความผิดพลาดก็ต้องยอมรับว่าผิดพลาด เพราะพอสิ้นเดือนธันวาคมเราเริ่มตระหนักว่าเราเจอ ปัญหาครับ ปริมาณน้ํามันปาล์มที่มีอยู่ที่เราคิดว่ามีถึง ๑๒๐,๐๐๐ ตันนั้น เอาที่จริงทุกฝ่าย ตรวจสอบกันมาแล้วบอกว่ามีอยู่ประมาณ ๖๗,๗๐๐ กว่าตันเท่านั้น เรียกว่าประมาณ ๗๐,๐๐๐ ตัน มันเป็นระดับครั้งแรกที่ทําให้เรารู้สึกว่าเป็นอันตรายก็ปรึกษากันว่าจะทําอย่างไร กระทรวง พาณิชย์ก็เป็นคนเสนอครับว่า ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะนําเข้าน้ํามันปาล์มได้สัก ๓๐,๐๐๐ ตัน เพื่อเอามาผลิตเป็นน้ํามันบริโภคก็พอที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ไม่ทําให้เกิดปัญหา ที่ประชุมก็เลย อนุมัติให้นําเข้าน้ํามันปาล์มจากต่างประเทศ ๓๐,๐๐๐ ตันเป็นครั้งแรก การนําเข้าน้ํามันปาล์ม ท่านประธานครับ มันก็มีเป็นบางปีเป็นบางครั้งไม่ได้นําเข้าทุกปีตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ มาจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลา ๒๓ ปี มีการนําเข้าน้ํามันปาล์มอยู่ ๕ ครั้งเท่านั้นครับ ๕ ปีเท่านั้นเอง ปี ๒๕๓๑ นําเข้ามา ๕,๐๐๐ ตัน ปี ๒๕๓๕ นําเข้ามา ๙,๗๒๕ ตัน ปี ๒๕๓๘ นําเข้ามา ๑๕,๐๐๐ ตัน ปี ๒๕๔๑ นําเข้า มา ๘,๕๑๑ ตัน ปี ๒๕๕๑ ปีที่คุณมิ่งขวัญเป็นรัฐมนตรีนําเข้ามา ๒๘,๔๕๑ ตัน เรียกว่านําเข้ามา ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ตันในปีนั้น พูดถึงตรงนี้ก็เลยถือโอกาสชี้แจงสักนิดหน่อยครับ เมื่อสักครู่ มาตําหนิผมว่าเวลานําเข้าน้ํามันปาล์มมาทําไมไม่นําเข้าน้ํามันปาล์มที่บริสุทธิ์มาแล้วเป็นขวด เรียบร้อยแล้ว ทําไมไปนําเข้าน้ํามันปาล์มออยล์โอลีน ซึ่งเรียกว่าผิดสเปกขอโทษนะครับลืมเร็ว ไปหน่อย ปีที่คุณมิ่งขวัญเป็นรัฐมนตรีก็นําเข้าสเปกนี้ครับผมบอกเลยไปตรวจดูก็ได้ ถ้าจะด่าผม ก็คุณอนุดิษฐ์ก็ไปด่ากันเองกับคุณมิ่งขวัญก่อน สเปกคุณมิ่งขวัญก็ครูทปาล์มโอลีน (Crude Palm Olein) ให้ อคส. นําเข้าสเปกนี้เหมือนกัน ๒๘,๐๐๐ ตันเศษ หรือ ๓๐,๐๐๐ ตัน ผมไม่ได้ไปตําหนิ นะครับ ไม่ได้ไปตําหนิว่าคุณมิ่งขวัญนํามาผลิตแล้วก็ไม่ได้เอามาเป็นข้อแก้ตัวว่า ผมต้องเดิน ตามรอยคุณมิ่งขวัญตามไปด้วย ไม่ใช่ เพราะว่าประเทศผู้ที่เขาผลิตน้ํามันปาล์มจะเป็นประเทศ มาเลเซีย จะเป็นประเทศอินโดนีเซีย เขาไม่ยอมให้นําเข้าน้ํามันปาล์มดิบธรรมดา เขาต้องการเพิ่ม มูลค่าเพิ่มของเขา ต้องเป็นน้ํามันปาล์มดิบประเภทแยกไขมาแล้ว น้ํามันปาล์มดิบครูทปาล์มออยล์ โอลีนประเภทนี้เป็นน้ํามันที่ผ่านการแยกไขมาชั้นหนึ่งแล้วไม่ได้แยกโดยสิ้นเชิงครับ เรียกว่าคนขาย เขาเลี่ยงภาษี เลี่ยงบาลีเพื่อที่จะให้ได้สิทธิส่งออกได้ว่าได้ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมมา บ้างแล้ว แยกไขออกบางส่วน แล้วเราต้องมาเข้าโรงงานทําต่อในประเทศไทยของเรา ทําไมต้องทํา อย่างนี้ครับ เพราะทางฝ่ายคนไทยเห็นว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดและทําให้ต้นทุนถูกที่สุดที่จะดําเนินการ ได้ ท่านประธานครับ ผมต้องสารภาพกับท่านประธานนะครับที่คุณอนุดิษฐ์อุตสาห์ยกย่องว่าผมมี ความรู้เรื่องปาล์มน้ํามันขั้นเทพนี่ไม่จริงครับ ชื่อเทพแต่ว่าความรู้เรื่องปาล์มนี่เด็ก ความรู้ของผมคือ ปลูกปาล์ม ใส่ปุ๋ยแล้วให้ได้ผลแล้วก็ขายมีเท่านั้น ในชีวิตไม่เคยเข้าไปทําโรงงานสวนปาล์ม ไม่เคย เข้าไปเกี่ยว ไม่ได้ทําโรงงานปาล์มน้ํามัน ไม่ได้เกี่ยวกับโรงงานสกัดโรงกลั่นน้ํามันหรือว่า ทําไบโอดีเซลไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แล้วผมท้าพิสูจน์ได้ว่าที่คุณกล่าวหาว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้องทุจริตคอร์รัปชันหาประโยชน์ เศษเลยจากโรงงานสกัดก็ดี จากโรงกลั่นก็ดี บอกกันอย่างนี้เลยครับทั้งคุณอนุดิษฐ ทั้งคุณมิ่งขวัญถ้าอยากจะมีอนาคตทางการเมืองเดิมพันกันได้เลย ตั้งกรรมการทุกส่วนไปสอบเลย ครับ เอาทุกองค์กรไปสอบ ถ้าผมมีรายได้จากปาล์มน้ํามันในกรณีนี้แม้แต่บาทเดียวนะ ผมเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิตเลยครับ ถ้าคุณ ๒ คนพร้อมที่จะรับท้ากับผมละก็เริ่มลงมือได้ตั้งแต่ วันนี้ ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่การที่จะ กล่าวหาผู้คนเราจะต้องมีเหตุมีผลกันพอสมควร ผมเป็นผู้แทนราษฎรมา ๓๐ กว่าปี มีเพื่อนมีฝูง มีคนสนิทสนมมีคนรักใคร่มากมายพอสมควร เพราะชีวิตไม่เบียดเบียนใคร ไม่ข่มเหงใคร มีน้ําใจให้คนอื่น พี่น้องประชาชนที่ทําสวนปาล์มก็ดี คนที่อยู่ในวงการปาล์มน้ํามันก็ดี มีอะไรก็ปรึกษาหารือก็พูดคุยกัน แต่ไม่เคยเอาประโยชน์จากคนเหล่านี้ สมัครรับเลือกตั้งเป็น ผู้แทนราษฎรทุกครั้งไม่ต้องซื้อเสียง ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนพ่อค้ามาซื้อคะแนน ผมก็เป็น นักการเมืองที่หยิ่งทะนงยโสได้คนหนึ่ง เดินยืดอกได้ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีในภาคใต้คนยกมือไหว้ ทุกคน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องพูดอย่างนี้เพื่อที่จะบอกว่าคนที่คุณกล่าวถึงว่าบริษัท พีเคอะไรนะครับ แล้วบอกว่าบริษัทนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับผมเป็นคนกลุ่มน้อยที่สมคบการปล้น ประชาชนโดยนายอภิสิทธิ์มีส่วนรู้ส่วนเห็นนี่ เจตนาร้าย ผมยืนยันได้เลยครับว่าท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ไม่มีส่วนรู้ส่วนเห็นเรื่องนี้แต่ประการใด สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้มีบัญชาสั่งการมา กับผมก็คือว่า เกิดปัญหาความเดือดร้อนคนเขาหาซื้อน้ํามันปาล์มไม่ได้ น้ํามันปาล์มราคาสูงขึ้น ผมเป็นประธานกรรมการนโยบายปาล์มน้ํามันซึ่งตอนแรกนี่ผมก็มุ่งแต่เฉพาะยกระดับราคาให้คน ชาวสวนเขาขายปาล์มได้ราคาดี นายกรัฐมนตรีบอกว่าไปดูเรื่องที่คนบริโภคด้วย ผมก็ไปเข้าไป ทํางาน เมื่อเข้าไปทํางานผมก็เชิญคนทั้งหมดนี่แหละครับเข้ามาประชุมว่าเมื่อสถานการณ์เป็น อย่างนี้เราจะทํากันอย่างไร แล้วก็พูดจากันเปิดเผยในที่ประชุมมีสื่อมวลชนเข้าไปนั่งฟังด้วย การเอา ราคาต้นทุนทั้งหลายมาคิดกันมาแสดงกันมีคนรู้มีคนเห็น ๕๐-๖๐ คนทํากันอย่างเปิดเผย ผมก็เรียน ตรง ๆ ครับว่าความรู้ ต้นทุน กําไร โรงงานผมไม่มีหรอกครับ ในเมื่อเขาคิดให้ฟังผมก็ถามกรรมการ แต่ละท่านที่นั่งประชุมอยู่ด้วยเพราะเขาก็เป็นเจ้าของโรงงานเขาก็เป็นตัวแทนเกษตรกรที่สําคัญ ที่สุดครับในคณะกรรมการชุดนี้มีตัวแทนของโรงงานสกัดน้ํามันปาล์มของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวน ปาล์มน้ํามันกระบี่นั่งอยู่ด้วย อันนี้ก็เป็นนโยบายที่ดีของรัฐบาลก่อนโน้นครับไม่ใช่รัฐบาลท่านที่เห็น ว่าเราจะต้องให้ชาวสวนได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับเรื่องกิจการปาล์มน้ํามันครบวงจร เขาจึงให้ทุน สหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ํามันกระบี่สร้างโรงงานต้นแบบขึ้น เพื่อให้เกษตรกรได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการดําเนินธุรกิจครบวงจรแล้วก็ได้อาศัยรูปแบบ อาศัยโมเดล (Model) ในการตรวจสอบ ความถูกต้องของระบบซื้อขายปาล์มน้ํามันจากโรงงานแห่งนี้เป็นที่อ้างอิง ผมกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าทุกคนก็นั่งดูแลรักษาผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ตัวแทนเกษตรกรก็คอยดูแลว่า ถ้าจะตัดสินใจไปอย่างไรจะกระทบเกษตรกรอย่างไรบ้าง โรงงานสกัดน้ํามันซึ่งรับผลผลิตจาก เกษตรกรสกัดออกมาเป็นน้ํามันดิบเขาก็คอยดูแลอยู่ว่าเขาจะเสียประโยชน์ตรงไหนอย่างไร โรงงาน ที่กลั่นน้ํามันที่ซื้อน้ํามันดิบจากโรงงานสกัดเขาก็รักษาผลประโยชน์ของเขา ตัวแทนของสมาคม อุตสาหกรรมผู้ใช้น้ํามันทั้งหลาย ทั้งบะหมี่ยํายํา มาม่า ไก่ทอดทั้งหลายก็นั่งอยู่นั่งฟังกันอยู่ ข้าราชการ ๓-๔ กระทรวงก็เป็นกลาง เราก็ประชุมกันอย่างนี้ครับ ตัวเลขก็มาคิดมาเปิดเผย ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อได้ตัดสินใจอนุมัติให้มีการนําเข้าน้ํามันปาล์ม ล็อต (Lot) แรก ๓๐,๐๐๐ ตัน ในวันที่ ๖ เดือนมกราคม กรรมการก็ตกใจนะครับ เพราะเห็นว่า สต็อกมันเหลือ ๖๗,๗๐๐ กว่าตัน ก็บอกเลยครับว่าให้กระทรวงพาณิชย์ โดย อคส. เป็นคนนําเข้า แล้วรีบไปนําเข้ามาให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ ๓๑ เดือนมกราคม ไม่ได้นิ่งเฉยเลยครับ ก็รู้ร้อนรู้หนาว อยู่เหมือนกัน กระทรวงพาณิชย์เขาก็รับไปดําเนินการครับ ไปดําเนินการแล้วคณะกรรมการก็นัด ประชุมประเมินผลติดตามทันทีในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ไม่ทันถึงเดือนครับ เมื่อเห็นว่า สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จึงได้ตัดสินใจอนุมัติให้นําเข้าน้ํามันปาล์มอีกล็อตใหญ่ ๑๒๐,๐๐๐ ตัน โดยบอกว่าให้กระทรวงพาณิชย์นําเข้ามาในเดือนกุมภาพันธ์ ในเดือนมีนาคม ที่จริงคิดว่า ๑๐๐,๐๐๐ ตันก็พอครับ แต่เพราะเห็นว่าพี่น้องประชาชนเขาตระหนกตกใจกลัวน้ํามันขาด ก็เลย บอกว่าเผื่อไปอีก ๒๐๐,๐๐๐ ตัน เพื่อหวังผลในทางจิตวิทยา ประกาศไป ๑๒๐,๐๐๐ ตัน คนจะได้ ไม่ตกใจว่าน้ํามันมันขาดแคลน ท่านประธานครับ การที่นํา ๓๐,๐๐๐ ตัน ล็อตแรกเข้ามา กระทรวงพาณิชย์ก็มารายงานในที่ประชุมว่า เมื่อนําเข้ามาอย่างนี้ต้นทุนมันเพิ่ม โรงงานที่กลั่น น้ํามันออกมาเป็นน้ํามันพืชบริสุทธิ์นี้เขาคงกระทบกระเทือน ผู้ค้าผู้ขายทั้งหลายก็คงจะได้รับ ผลกระทบกันไปเป็นช่วง ๆ เพราะราคาควบคุมของปาล์มน้ํามันนั้นอยู่ที่ ๓๘ บาท กระทรวง พาณิชย์ไปคิดอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ว่าเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านก็คงจะมา ชี้แจงได้ ท่านก็มาขอรัฐบาลครับ ว่าขอปรับราคาควบคุมขึ้นไปเป็น ๔๗ บาท ๓๐,๐๐๐ ตันแรกนั้น ยังขายในราคา ๔๗ บาทอยู่ครับ กระทรวงพาณิชย์ก็กําหนดว่าราคาควบคุมลิตรละ ๔๗ บาทนั้น ให้ขายในรูปแบบของจุกสีฟ้าก็ผลิตออกไป แต่ว่าสถานการณ์ความแตกตื่นตกใจของพี่น้อง ประชาชนความขาดแคลนน้ํามันปาล์มนี้มันยังไม่สิ้นสุด ยังรุนแรงอยู่ ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีบัญชา ให้ผมรีบไปจัดการดําเนินการ ผมเรียกประชุมกรรมการนโยบายปาล์มน้ํามันวันที่ ๑ เดือนกุมภาพันธ์ ก็อนุมัติ ๑๒๐,๐๐๐ ตันอย่างที่ว่า แล้วก็กังวลใจครับ กลัวว่าถ้าทําไปอย่างนี้ มันอาจจะไม่เป็นที่เรียบร้อย ก็มาปรึกษากันว่าปัญหาที่กระทรวงพาณิชย์นําเข้ามา ๓๐,๐๐๐ ตันคราวที่แล้ว แล้วไปขาย ทําไมมันขลุกขลัก ทําไมมันเดินไปไม่สะดวก ก็พบความจริง ครับท่านประธาน ว่าต้นทุนที่โรงงานเขาทํามันเกิน ๔๗ บาท เพราะฉะนั้นเขาผลิตมากเท่าไร เขาเร่งรีบเท่าไรเขาก็ขาดทุนเท่านั้น เขาก็เป็นปัญหาอย่างนั้น ท่านทั้งหลายก็ไปกล่าวหาว่าโรงงาน เขาคงมีกําไรมหาศาล เที่ยวนี้รวยกันอู้ฟู่ เท่าที่เขาแสดงตัวเลขให้ผมดูมันไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าผม ถูกหลอกผมก็ต้องขอโทษท่านประธาน แต่ผมจะไปหามาให้อีกว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไร แล้ววัน ข้างหน้าก็จะได้เอามาเสนอกัน อย่างน้อยที่สุดผมก็จะแถลงเรียนกับสาธารณชนว่าที่ท่านกล่าวหา ทั้งหมดนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ผมก็ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ต้องพิสูจน์ได้ ไม่ใช่เรื่อง ที่ลึกลับซับซ้อนอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเรารู้อย่างนั้นเราก็พบความจริงว่านอกจาก โรงกลั่นน้ํามันเขาผลิตแล้วขายด้วยความจําใจ ด้วยความขมขื่นเพราะยิ่งขายยิ่งขาดทุน คนที่รับช่วงไปขายต่อก็ไม่ค่อยเต็มใจ ที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นมีการบิดเบือนตลาดครับ อันนี้ไม่ใช่ ความผิดของใคร แต่ว่าเป็นช่องว่าง เมื่อกระทรวงพาณิชย์ประกาศควบคุมราคาน้ํามันพืช ที่ใส่ขวดลิตรละ ๔๗ บาท แต่ว่าไม่ได้ควบคุมราคาน้ํามันปี๊บ ไม่ได้ควบคุมราคาน้ํามันถุง คนก็ซื้อ น้ํามันขวดไปเทใส่ปี๊บ ไปเทใส่ถุงแล้วก็ขายได้ราคาแพงกว่านั้น คือลิตรหนึ่งได้ ๕๖-๕๗ บาท อันนี้ คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็ต้องยอมรับกัน แต่ว่าเมื่อพวกเรารู้ เมื่อพวกเราทราบเราก็แก้ปัญหาครับ แล้วการแก้ปัญหาอย่างนี้ผมก็ไม่ได้ปิดบังอะไร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ได้ปิดบังอะไร เราก็ได้ประกาศให้พี่น้องประชาชนรู้ว่าเราพบความจริงเป็นอย่างนี้ ก็ชวนมาคุยกันครับว่า เพื่อที่จะ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เราควรจะร่วมมือกันดําเนินการอย่างไร อย่าปล่อยให้กระทรวงพาณิชย์ ต้องแบกรับภาระอย่างเดียว ทุกคนมาช่วยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ เราเห็นโดยทันทีเลยว่า ๑. ถ้ากระทรวงพลังงานถอยกลับลงไปนิดหนึ่ง แทนที่จะผลิตไบโอดีเซล บี ๓ ถอยให้กลับไปผลิต ไบโอดีเซล บี ๒ ในเดือนนั้นทันทีจะมีน้ํามันเหลืออยู่ในระบบ ๑๐,๐๐๐ ตัน แล้วมีสต็อกของบริษัท หรือว่าของเครือที่จะผลิตน้ํามันไบโอดีเซลที่อยู่กับกระทรวงพลังงานอาจจะให้ยืมได้ ๕,๐๐๐ ตัน เราก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นรีบเอาน้ํามันส่วนนี้มากลั่นให้กับพี่น้องประชาชนก่อน แล้วก็สั่งน้ํามัน เพิ่มมาทันทีจากต่างประเทศ ๓๐,๐๐๐ ตัน น้ํามันที่จะสั่งมาจากต่างประเทศ ท่านประธานครับ โดยธรรมชาติสั่งวันนี้ก็ต้องใช้เวลา ๑๕-๑๖ วัน กว่าจะขนลงเรือมาได้ กว่าจะดูดขึ้นจากเรือ กว่าจะ เอาไปโรงงาน อันนี้เป็นขั้นตอนปกติ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาถ่วงเวลาตามที่ท่านกล่าวหา เป็นเรื่อง ของการทํางานปกติของธุรกิจ แต่เรารู้แล้วว่ากว่าน้ํามันที่จะเอามาจากต่างประเทศมาถึงนี่ เราเอา น้ํามันในประเทศที่ได้จากการลดปริมาณที่จะผลิตไบโอดีเซลมากลั่นเป็นน้ํามันบริโภคให้ประชาชน แทน และเราคํานวณครับว่าถ้าใช้ ๔๕,๐๐๐ ตันนี้แล้วน่าจะเพียงพอ ถ้าไม่พอเราเพิ่มอีก กรรมการนโยบายปาล์มน้ํามันที่เคยประชุมกันทุกเดือนเปลี่ยนเป็นประชุมเดือนละ ๒ หนถี่เข้า ติดตามสถานการณ์ด้วยกันอย่างใกล้ชิด นี่ทําให้เรารู้ได้ว่าเราจะเอาน้ํามันมาทดแทนผลิตผลที่ลดลง เพราะภัยธรรมชาติของเราได้ด้วยเหตุอย่างนี้
ต่อไปก็เป็นเรื่องของราคาครับ ก็มาคํานวณต้นทุนราคากัน ตั้งสมมุติฐานว่า ต้องไม่ให้พี่น้องประชาชนผู้บริโภคต้องได้รับความเดือดร้อนไปมากกว่านี้อีกแล้ว ที่ขึ้นราคาจาก ๓๘ บาท มาเป็น ๔๗ บาท พี่น้องก็ไม่ค่อยชอบใจอยู่แล้ว ทั้ง ๆ ที่สมัยคุณมิ่งขวัญ ๔๗ บาท ๕๐ สตางค์นะครับ เมื่อกี้ไม่พูด สมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๔๗ บาท ถูกกว่าอย่างน้อย ๕๐ สตางค์ แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ มีน้ํามันดิบมาสําหรับกลั่นได้เพียงพอ แต่ถ้าเขาขายจริง ต้องเกือบ ๆ ๖๐ บาทนะครับ เราก็มาบอก กันว่าถ้าอย่างนั้นทุกคนต้องช่วยกันเสียสละคนละเล็กละน้อยในช่วงที่บ้านเมืองกําลังมีวิกฤติ เพื่อให้ผู้บริโภคเขาไม่ต้องเดือดร้อนไปมากกว่านี้ ยืนยันเลยว่าให้ผู้บริโภคยังซื้อน้ํามันได้เหมือนเดิม ลิตรละ ๔๗ บาท ส่วนที่เหลือมาช่วยเฉลี่ยความรับผิดชอบ โรงกลั่นน้ํามันก็ต้องยอมที่จะไม่เอา กําไรในส่วนนี้ แต่ว่าจะให้เขาขาดทุนทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ พบกันครึ่งทาง รัฐบาลช่วยครึ่ง เขาลด กําไรของเขาลงมาครึ่ง ให้คือ ๆ กับทุนที่เขาต้องใช้ แต่ต้องเจียดกําไรไว้ให้กับผู้ค้าปลีก ทั้งโมเดิร์น เทรด ทั้งยี่ปั๊ว ซาปั๊วทั้งหลาย แล้วตกลงกันว่าต่อไปนี้จะไม่คุมเฉพาะน้ํามันขวดครับ คุมน้ํามันปีบ น้ํามันถุงด้วยเพื่อไม่ให้มีการบิดเบือนในตลาด ทุกคนจะซื้อปีบ จะซื้อถุง จะซื้อขวด ลิตรละ ๔๗ บาทเหมือนกันหมด ก็คิดสูตรต้นทุนกันมาเสร็จก็ตกลงกันครับว่า สําหรับน้ํามันที่เอามาจาก ในประเทศรัฐบาลจะชดเชยให้ลิตรละ ๙ บาท ๕๐ สตางค์ ถ้าทําอย่างนี้ก็แปลว่าโรงสกัดน้ํามัน ที่เอาผลปาล์มมาสกัดเป็นน้ํามันดิบแล้วก็ส่งให้กับโรงงานกลั่นน้ํามันพืชนั้นต้องขายน้ํามันสกัด ในราคา ๔๔ บาท๗๕ สตางค์ เมื่อถามว่าถ้าโรงงานสกัดขายน้ํามันดิบให้กับโรงกลั่นในราคากิโลกรัมละ ๔๔ บาท ๗๕ สตางค์นี้ชาวสวนจะขายผลผลิตได้เท่าไร ที่ประชุมตัวแทนของเกษตรชาวสวน ที่นั่งอยู่ด้วยบอกว่าขายได้ประมาณ ๗ บาท หรือ ๖ บาท ๘๐ สตางค์ ตรงนี้ต้องเรียนกับท่านประธานครับ มีคนที่ชอบพูดชอบคุยว่า ชาวสวนเกษตรกรที่ประเทศ มาเลเซียนี่ขายผลผลิตปาล์มสดได้ราคาดีกว่าเกษตรกรในประเทศไทย ผมเรียนว่าเรื่องจริงครับ ท่านประธาน ที่จริงมันเป็นอย่างนี้ครับ มันขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์น้ํามันของเมล็ดปาล์ม เปอร์เซ็นต์ ของน้ํามันที่อยู่ในเมล็ดปาล์มนี้ขึ้นอยู่กับความสุกหรือความดิบของผลปาล์ม ถ้าเราเก็บผลปาล์ม ที่ยังสุกไม่จัด เวลาเอาเข้าไปโรงงานสกัดก็จะมีเปอร์เซ็นต์น้ํามันอยู่แค่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๖ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ถ้าผลปาล์มมันสุกดีได้ที่คืออยู่นานบนต้น มันก็ได้เป็น ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ กิจการสวนปาล์มที่ประเทศมาเลเซีย ที่ประเทศ อินโดนีเซียนี่เป็นเกษตรกรขนาดใหญ่ ๆ ครับ เขาไม่เร่งรีบ เขาทําตามหลักวิชา เขาก็ขายปาล์ม น้ํามันที่ได้ผลผลิต ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ บ้านเราคงยากครับ มี ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ ๒๐ ไร่ ๑๐๐ ไร่ ที่มีเป็นหมื่น ๆ ไร่นี่มีไม่กี่รายในประเทศไทย ประเภทอย่างผมนี่เขาเรียกว่า คนกระจอก ชาวสวนปาล์มของจริงมันต้อง ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ไร่ ๕๐,๐๐๐ ไร่ขึ้นไป ซึ่งในประเทศไทยนี่นับ จํากัด ประเภท ๑๐๐ ไร่ ๑,๐๐๐ ไร่นี่ถือว่าเล็กน้อย แต่ผมเรียนว่าที่ประเทศมาเลเซียนั้นเขาคุม เรื่องเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าขายที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของน้ํามันก็จะต้องได้ราคาดีกว่าที่เปอร์เซ็นต์ น้ํามัน ๑๖ เปอร์เซ็นต์เป็นธรรมดา ในมาตรการคราวนี้ครับเราได้ประชุมกัน ตกลงกันบอกกับ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนว่าท่านต้องขายปาล์มให้ช้ากว่านี้หน่อย ต้องให้ปาล์มมันสุกกว่านี้ ต้องให้ได้ เปอร์เซ็นต์น้ํามันสูง อย่างน้อยขอสัก ๑๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วเราก็รณรงค์พร้อมกันครับ โรงงานที่จะ ซื้อปาล์มน้ํามันก็ต้องขึ้นป้ายว่ารับซื้อปาล์มน้ํามัน ๑๗ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่ง เกษตรอําเภอ เกษตรตําบลออกไปประชาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน ผู้แทนเกษตรกรเองก็ไปบอก กับสมาคมกับชุมนุมสหกรณ์ นี่เราก็ทําครับ ท่านประธานครับ เราก็คิดว่าในส่วนที่เป็นน้ํามันจาก ภายในประเทศก็พอไปได้ ส่วนน้ํามันที่มาจากต่างประเทศครับ เราก็ตกลงกันครับว่าจะชดเชยให้ใน ราคาลิตรละ ๕ บาท เพราะต้นทุนน้ํามันดิบสูตรเมื่อสักครู่นั่นละครับ ครูทปาล์มโอลีน เราซื้อมานี่ คิดว่าเมื่อเข้ามาถึงประเทศไทยแล้วนี่ราคาต่ํากว่าน้ํามันดิบที่ผลิตได้ในประเทศ คณะกรรมการถาม ทันทีครับ วันนี้ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกเป็นอย่างไร น้ํามันปาล์มดิบในตลาดโลก น้ํามันแยกไขนี่ เขาก็ตอบว่าตันละ ๑,๓๑๐ เหรียญสหรัฐอเมริกา เราก็ให้เขาคํานวณกันตรงนั้นเลยครับ ทุกฝ่าย คํานวณกันบอกว่า ถ้าอย่างนั้นรัฐบาลชดเชย ๕ บาทตกลงใช้ได้ ถ้าซื้อแพงกว่านี้ชดเชยมากกว่านี้ ถ้าซื้อถูกกว่านี้ชดเชยน้อยกว่านี้ แล้วก็มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์โดยองค์การคลังสินค้าเป็นผู้ ประมูลซื้อ โดยให้พ่อค้าเจ้าของโรงกลั่นน้ํามันพืชทั้งหลายไปนั่งร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะว่า เวลาจ่ายเงินจริงโรงกลั่นเป็นคนจ่าย ทุกฝ่ายก็รักษาผลประโยชน์ของตัวเอง เท่านั้นไม่พอครับ ผมยังส่งผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอไปนั่งเฝ้าการประมูลอีกครับ แล้วปรากฏว่า เขาประมูลได้ถูกกว่าที่เราเคยตั้งราคากําหนดเอาไว้ครับ แทนที่เขาจะซื้อเข้ามาในราคาตันละ ๑,๓๑๐ เหรียญ เขากลับซื้อได้ราคาตันละ ๑,๒๕๘ เหรียญครับ ถูกลงไปตันหนึ่งเกือบ ๘๐๐ เหรียญ ถ้าท่านจะกล่าวหาผมว่าได้ประโยชน์หรือเปล่า หาพวกเราว่าได้ประโยชน์ เราควรจะ ซื้อของแพงมากกว่าราคากลางที่กําหนดไว้ถูกไหมครับ แต่นี่ไปซื้อถูกกว่า แล้วมีผลอย่างไรครับ แทนที่รัฐจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินชดเชยลิตรละ ๕ บาท ตกลงรัฐจ่ายชดเชยลิตรละ ๓ บาท ๒๐ สตางค์เท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนกับท่านประธานนะครับ ในขณะที่ทํางาน เรื่องนี้ทําอย่างตรงไปตรงมา ทําอย่างเปิดเผย ผมคิดด้วยความภาคภูมิใจว่าเราได้เข้ามาแก้ไขปัญหา วิกฤติของบ้านเมือง มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ไม่คิดว่าจะต้องกลับมาเป็นผู้ต้องหาให้ท่านสงสัยอยู่วันนี้ แต่ผมพร้อมพิสูจน์ ตัวเลขทั้งหลาย ทั้งปวงเหล่านี้พร้อมที่จะพิสูจน์ครับท่านประธาน แล้วตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาก็ได้ในสภา นี้หรือจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษก็ได้ ผมทุจริตได้เงินเข้ากระเป๋าแม้แต่บาทเดียวไม่เป็น นักการเมืองอีกเลย ผมเรียนให้ท่านทราบ เอาอนาคตมาวัดกันได้ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วที่ ท่านกล่าวหาบริษัท พีเค อะไรที่ว่านี่ ผมก็ได้ไปขอเอกสารทั้งหมดนี้ครับเป็นเอกสารรายงาน ที่คณะกรรมการที่ผมให้ไปตรวจสอบ มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ มีกระทรวงอุตสาหกรรม มีกระทรวงพาณิชย์ ไปตรวจสอบโรงงานคลังเก็บน้ํามันทุกแห่งในประเทศไทยในช่วงระหว่างที่เกิด วิกฤติเพื่อหาว่าใครทําความผิดมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง เขายังไม่พบ ผมไม่บอกว่าเขาไม่มี ผมบอก ว่าผมดูตามรายงานนี้เขายังไม่พบ แล้วถ้าวันหน้ามีพบก็ต้องดําเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นพีเค พีอาร์ พีอะไรก็แล้วแต่ก็ต้องถูกดําเนินคดีทั้งนั้น แต่ที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานคือผม ไม่รู้เรื่องทําธุรกิจของบริษัทเหล่านี้ แต่เมื่อสักครู่ได้ให้คนไปตรวจสอบ ท่านตั้งข้อกล่าวหาเขาว่า เขาซื้อน้ํามันมาสต็อกไว้ ๑๕๐,๐๐๐ ตัน ผมก็ให้คนลองคิดดูตามราคาที่ผมเห็นนี่ครับ ถ้าเขาจะ สต็อกน้ํามัน ๑๕๐,๐๐๐ ตันมาเพื่อเก็งกําไรนั้นเขาจะต้องใช้เงินประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ครับ ซึ่งแหมผมว่าไม่หมูเท่าไรละครับ ลงทุน ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วที่สําคัญที่สุดครับ ท่านประธาน ผมให้เลขานุการผมโทรศัพท์ไปถามว่าบริษัทนี้ทั้งหมดเคยเก็บน้ํามันไว้ถึง ๑๕๐,๐๐๐ ตันอย่างที่ว่าหรือไม่ เขาบอกว่าโกดังเขาหมดทุกโกดังเลยทุกแห่งเลยเก็บน้ํามันได้ ๘๐,๐๐๐ ตัน เท่านั้นนะครับ ที่ท่านบวกให้เขาไปอีกเท่าตัวนั้นเขาไม่เคยมี เพราะเขาไม่มีความสามารถเก็บได้ ขนาดนั้น ผมก็บอกว่าดีแล้วคําตอบอย่างนี้ให้เตรียมตัวผมจะเอาข้อมูลนี้ส่งให้ดีเอสไอแล้วเขาไป ตรวจสอบย้อนหลัง ผมกราบเรียนต่อท่านประธานครับว่าเราก็ไม่ได้ทําผิดคิดร้ายอะไร เวลาคน มันจะกล่าวหาก็กล่าวหาง่าย แต่ว่าเรื่องมันไม่ได้จบแค่คุณกล่าวหาวันนี้ผมชี้แจงวันนี้ พรุ่งนี้มะรืนนี้ เราก็ตามไปพิสูจน์กันได้ แล้วผมยินดีให้พิสูจน์ครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานได้ทราบ เบื้องต้นเท่านี้ครับ ที่เหลือเป็นของกระทรวงพาณิชย์ครับ ขอบคุณครับ
รัฐมนตรีองอาจครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจําสํานัก นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตขัดจังหวะเรื่องน้ํามันปาล์มกําลังน่าสนใจนะครับ คือเมื่อสักครู่นี้มีท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติก็พยายามกล่าวหารัฐบาล กล่าวหาผม กล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีว่าพยายาม อ้างเรื่องไม่อยากให้ประชาชนได้ฟังข้อเท็จจริงที่ท่านอภิปราย ผมพยายามชี้แจงท่านก็ยังพยายาม บอกอีกนะครับ ผมขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมก็เลยให้เจ้าหน้าที่บอก คุณต้องไปเอาหลักฐานมา ที่ไทยคมแจ้งคุณแจ้งด้วยวาจาหรือแจ้งเป็นเอกสาร ปรากฏว่าไทยคมทําหนังสือแจ้งเป็นเอกสารมา เมื่อวันที่ ๒ เดือนมีนาคม ๒๕๕๔ เรื่อง ขอแจ้งการเกิดปรากฏการณ์ ซัน เอาท์เทจ ประจําปี พุทธศักราช ๒๕๕๔ เรียน ชื่อบุคคลในกรมประชาสัมพันธ์นะครับ ข้อความอย่างนี้ครับ ผมคิดว่า นี่เป็นความรู้ใหม่ของพวกเราหลายท่านรวมทั้งท่านผู้ฟังทางบ้านเราจะได้เข้าใจร่วมกันนะครับ รวมทั้งท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติด้วย หนังสือจากไทยคมบอกมาอย่างนี้ครับว่า บอกเมื่อวันที่ ๒ เดือนมีนาคม ไม่ใช่บอกวันนี้ เนื่องจากจะมีการเกิดปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ที่เรียกว่า ซัน เอาท์เทจ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการใช้งานสื่อสารผ่านดาวเทียมในระบบของท่าน ระยะหนึ่ง โดยเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นปีละ ๒ ช่วงของทุก ๆ ปี คือช่วงเดือนมีนาคมและช่วงปลาย เดือนกันยายนและต้นเดือนตุลาคม ทางบริษัท ไทยคม จํากัด (มหาชน) ได้จัดทําโปรแกรม เพื่อคํานวณเวลาที่เกิดขึ้นของซัน เอาท์เทจ โดยท่านสามารถตรวจสอบการทํานายการเกิด ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ได้จากทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งท่านสามารถเรียกดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ ทีซีเอ็นเอส ดอท ไทยคม ดอท เน็ต/ซันเอาท์เทจ Website.tcns.thaicom.net/sunoutage) ทั้งนี้บริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโปรแกรมทํานายผล การเกิดซัน เอาท์เทจ นี้จะเอื้ออํานวยความสะดวกให้กับท่านได้ดีขึ้นและหากท่านมีปัญหาหรือข้อ สงสัยเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมก็สามารถสอบถามได้ที่ฝ่ายบริการลูกค้าและเครือข่ายหมายเลข โทรศัพท์ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ผมกราบเรียนท่านทั้งหลายครับ ผมก็เข้าไปในโปรแกรมที่เขา บอกให้เข้าไปทางอินเทอร์เน็ต ท่านทั้งหลายก็เข้าไปได้นะครับที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ ในนี้ก็จะมี ตัวอย่างนี้ครับ เขียนว่า ซัน เอาท์เทจ พรีดิคชัน รีซัลท์ส (Sun Outage Prediction Results) บอกหมดว่ากราวด์ สเตชัน อินฟอร์เมชัน ลองติจูด ละติจูด เอสซิมูธ อีเลเวชัน แอนเทนนา ฟรีเควนซี (Ground Station Information Longitude Lattitude Azimuth Elevation Antenna Frequency) อะไรต่าง ๆ แล้วก็บอกด้วยว่าปีที่เกิดเหตุ เยียร์ ๒๐๒๑ ซีซัน วัน ซัมเมอร์ ทู ฟอล (Year ๒๐๑๑ Season (๑=summer,๒=fall)) ในนี้เขาบอกขณะที่เรากําลังพูดนี้คือ วัน แซทเทลไลท์ ไทยคอม ๕ (๑ : Satellite: Thaicom-๕) ซัน เอาท์เทจ อีเวนท์ส (Sun Outage Events) ในนี้เขาจะเขียนไว้บอกว่า ในช่วงเดือนมีนาคมจะเกิดวันที่ ๑๒ ในนี้มีหมดครับ ๑๒ ๓ ๒๐๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ คือเกิดตั้งแต่วันที่ ๑๒ เวลาที่เกิด สตาร์ท ไทม์ จีเอ็มที (Start Time GMT) ชั่วโมงที่ ๗ นาที ๕ วินาทีที่ ๒๐ อันนี้จีเอ็มทีถ้าบอกเวลาประเทศไทยก็ต้องบวกไปอีก ๗ บวกไปอีก ๗ ก็จะเท่ากับเวลาประมาณบ่ายสองโมงห้านาทียี่สิบวินาที เฉพาะวันนี้วันที่ ๑๕ นะครับ ตามรายละเอียดที่ผมกล่าวนี้ การพรีดิคชัน รีซัลท์ ก็จะเกิดถึงเวลาสิบสี่นาฬิกาสิบสี่นาที ยี่สิบวินาทีจะเกิดเวลาประมาณ ๘ นาที วันพรุ่งนี้ผมขออนุญาตแจ้งให้ทราบล่วงหน้า การพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าท่านจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาที่จะต้องมาบอกว่ารัฐบาลปิดกั้นการชี้แจง การอภิปรายของท่าน วันพรุ่งนี้จะเกิดเวลาบ่ายสองโมงห้านาทีสี่สิบสามวินาที วันที่ ๑๗ จะเกิด เวลาบ่ายสองโมงเจ็ดนาทีสามวินาที ถ้าท่านประสงค์ไม่ให้มีการรบกวนนี้ท่านขอความกรุณา อภิปรายวันที่ ๑๘ ไปเลย เพราะวันที่ ๑๘ จะไม่มีเกิดอย่างนี้ขึ้นมาก็เรียนให้พวกเราได้รับทราบ นะครับ
ท่านรัฐมนตรีครับมีผู้ประท้วงครับ คุณสุนัยประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับผมคิดว่าผมขออนุญาต ประท้วงท่านรัฐมนตรีองอาจครับ คือวันนี้เวลามันน้อยผมก็เห็นใจท่านที่ได้ให้เกียรติผม เมื่อผมตําหนิ ท่านท่านก็ไปดู แต่ว่าเอาสักพอประมาณพอไม่ต้องยาวขนาดนี้
แต่อีกประการหนึ่งท่านครับ ไม่ต้องตอบโต้ผม แล้วกลับไปหาข้อมูลใหม่ ผมจะบอก ว่าท่านกําลังโกหกหรือไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่ก็โกหกท่าน เพราะตอนที่ท่านตอบผมครั้งแรกมีคน โทรศัพท์เข้ามาทันทีว่าดาวเทียมที่ท่านว่านี้ ซัน เอาท์เทจ นี้ ขอประทานโทษครับ แล้วทําไมเวลา เดียวกัน สปริง นิวส์ (Spring news) โทรทัศน์เขาถ่ายทอดได้ครับ เอาง่าย ๆ อย่างนี้ท่านประธาน จึงขอความกรุณาว่าวันนี้ห้าโมงเย็นอย่าเกิดซัน เอาท์เทจ กับผมนะครับ และขอความกรุณาว่า ทําไมมันต้องมาซัน เอาท์เทจ เอาเฉพาะอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันที่ ๑๘ เวลาบ่ายสามโมง ท่านเฉลิม อยู่บํารุง อย่าซัน เอาท์เทจ นะครับ ขอบพระคุณครับ
ผมต้องเรียนคุณสุนัยอย่างนี้นะครับ เมื่อคุณสุนัยได้ถามแล้วพาดพิงอันอาจจะทําให้ท่านรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรีเสียหาย ผมก็ต้องเปิดให้ท่านชี้แจงอย่างเต็มที่ แล้วการชี้แจง ก็จะต้องหักเวลาของรัฐบาลตามที่เราได้ตกลงกันครับ เชิญท่านองอาจครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี ท่านสุนัยก็คงต้องไปสอบถามสปริง นิวส์ ว่าใช้ดาวเทียมดวงเดียวกันหรือเปล่า อย่างไรก็ดีผมเรียนว่าวันที่ ๑๘ นี่ไม่มีในรายละเอียดในนี้ครับ ก็ขอความกรุณาท่านเฉลิมสบายใจได้ ช่วงเวลาที่ท่านพูดนี้ไม่มีปัญหาเรื่องซัน เอาท์เทจ ผมขออนุญาตให้ข้อมูลนิดหนึ่งแล้วกันนะครับ พวกเราจะได้เข้าใจ พอแล้วนะครับ ท่านสุนัยไปเปิดดูในเว็บไซต์ถ้าท่านต้องการรายละเอียด เพิ่มเติมครับ ขอบพระคุณมากครับ
ของท่านพิเชษฐ์เมื่อสักครู่นี้ขอพาดพิงคงไม่ต้องก็แล้วกันนะครับ จะได้ประหยัดเวลาครับ เพราะว่า การพาดพิงต้องเป็นการพาดพิงให้ผู้ถูกพาดพิงเสียหาย เมื่อสักครู่นี้ท่านพูดว่าท่านจะบอกเรื่อง ข้อมูลก็ขอให้ท่านให้ข้อมูลไปให้กับท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ หรือไม่ก็รัฐมนตรีพรทิวา เป็นผู้ตอบจะดีกว่านะครับ ผมต้องขออนุญาตไม่อนุญาตให้ท่านอภิปรายนะครับ เพราะว่าเป็นการพาดพิงที่ผู้ถูกพาดพิงไม่ได้ เสียหาย ขอเชิญนั่งลงครับ ฝากข้อมูลไว้ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพก็แล้วกันนะครับ ต่อไปเชิญ คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ครับ ขอท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านพรทิวา นาคาศัย ก่อนครับ
ขอบคุณ ท่านประธานค่ะ ก็ขอเสริมในส่วนที่เมื่อสักครู่ท่านผู้อภิปราย ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ได้พูดถึงปริมาณของน้ํามันที่ว่านําเข้ามา ๒ ครั้ง แล้วก็ผลิตได้น่าจะได้ถึง ๖๐ ล้านขวด แต่ว่ามันหายไปไหนนะคะ ก็อยากจะขออนุญาตชี้แจงในส่วนนี้ แล้วก็อยากจะขออนุญาต ท่านประธานนําอุปกรณ์นําเสนอนิดหนึ่งนะคะ ในส่วนของน้ํามันที่เมื่อสักครู่ท่านพูดถึงว่ามีการ นําเข้ามา แล้วก็มันหายไปไหนนะคะ ก็อยากจะขอชี้แจงเพิ่มเติมว่าน้ํามันที่นําเข้ามาจากประเทศ มาเลเซียมันจะเป็นน้ํามันปาล์มดิบแยกไขบางส่วน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือที่ทางประเทศ มาเลเซียเขาบริโภคอันนี้ ก็คือเป็นน้ํามันปาล์มดิบแยกไขบางส่วน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ และ ในส่วนนี้ก็คือจะเป็นกรดไขมันปาล์ม ๒ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือจะเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งเขาเอามาใช้ ในการทําพวกสบู่ ตรงนี้ก็เรียกว่า การกลั่น อันนี้นัมเบอร์ ๑ (Number 1) นัมเบอร์ ๒ (Number 2) พอนัมเบอร์ ๓ (Number 3) ก็จะเป็นน้ํามันปาล์มข้นฟอกสีกําจัดกลิ่น แล้วก็แยกไขมันบางส่วน ๙๗ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นตัวนี้ ตรงนี้จริง ๆ แล้วในประเทศมาเลเซียเขาก็บริโภคกันอย่างนี้ แต่บ้านเราไม่ได้นะคะ เราไม่บริโภคแบบนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องกลั่นเป็นอีกรอบหนึ่งก็จะได้เป็น แบบนี้ ก็คือเป็นใสกลั่น ๒ รอบ ก็จะเป็นน้ํามันปาล์มโอลีนผ่านกรรมวิธีนะคะ ซึ่งตรงนี้ก็ ๗๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะได้เป็นไขน้ํามันปาล์มสเตอรีน (Stearin) ๒๘ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้ที่เขาเอามา ทําครีม มาทําของหอม สบู่ เพราะฉะนั้นก็จะได้เข้าใจว่ามันไม่ได้หายไปไหน แต่มันเป็นแบบนี้คือ กลั่นออกมาแล้วมันจะเป็นน้ํามันใส ๆ ที่เราบริโภคเหลือเท่านี้ เพราะฉะนั้น ๒๒,๖๐๐,๐๐๐ ลิตร ก็จะถือว่าเป็นส่วนที่ชัดเจนว่า ๒๒.๖ ล้านลิตร ตรงนี้มันมีการประชุมของแนวทางการแก้ไขปัญหา น้ํามันพืชปาล์ม เมื่อวันที่ ๒๑ เดือนมกราคม ซึ่งกรมการค้าภายในได้ประชุมร่วมกับนายกสมาคม โรงกลั่นน้ํามันปาล์ม แล้วก็สมาชิกโรงกลั่นน้ํามันปาล์ม พร้อมเจ้าหน้าที่ได้มีการประชุมกันเรื่องนี้ แล้วก็ได้มีเรื่องของการคํานวณอัตราส่วนเฉลี่ยในการเป็นน้ํามันพืชปาล์มที่ ๓๐,๐๐๐ ตันว่าจะผลิต ออกมาเป็นน้ํามันพืชปาล์มบริสุทธิ์ได้กี่ลิตร ก็ออกมาคือ ๒๒.๖ ล้านลิตร แล้วก็ยืนยันว่าตรงนี้ ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ซึ่งตรงนี้ได้มีการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์คุณสมบัติของน้ํามัน ปาล์มดิบแยกไขจากประเทศมาเลเซียว่าสามารถจะผลิตได้เป็นปริมาณจํานวนเท่าใด ซึ่งตรงนี้ ในส่วนกรมการค้าภายในก็ได้นําตัวอย่างให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตรวจพิสูจน์ แล้วก็ในช่วงที่รอผลนี้สมาคมโรงกลั่นน้ํามันปาล์มก็จะใช้ปริมาณน้ํามันปาล์มบริสุทธิ์ที่ผลิตได้ ๒๒.๖ ล้านลิตรว่าถ้าหากมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ว่าสามารถผลิตน้ํามันปาล์มบริสุทธิ์ ได้มากกว่าที่สมาคมโรงกลั่นน้ํามันปาล์ม ก็ยินดีที่จะเพิ่มให้ ตรงนี้มีการพิสูจน์มาแล้ว แต่ส่วนที่ว่า ได้ ๒๒.๖ ล้านลิตรนี้ก็มาจากพวกสมาคมได้มีการเข้ามาประชุมกัน แต่ว่าทางกรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ก็มีการพิสูจน์ ซึ่งก็คงต้องใช้เวลารอนิดหนึ่งตรงนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็น จากการที่กรมการค้าภายในได้ทําหนังสือถึง ก็จะมีสูตรทางวิทยาศาสตร์กําหนดคุณภาพอะไร ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็อยากชี้แจงว่ามันเป็นแบบนี้ ไม่ได้หายไปไหน ดิฉันขอยืนยันแล้วก็รับรองว่า ไม่มีการทุจริตในส่วนที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ท่านอนุดิษฐ์ นาครทรรพ นี้พูดถึงว่าในเรื่อง ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งถึงอยู่ปลายน้ํา แต่ว่ารับบทหนัก จริง ๆ ตรงที่ว่าของนี้เราจะทําอย่างไร ที่จะให้ประชาชนผู้บริโภคนี้มีบริโภคและเพียงพอ ไม่เป็นภาพอย่างที่เราเห็นกันในวีดิทัศน์ที่เมื่อ สักครู่ท่านได้นํามาโชว์ รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ท่านนายกรัฐมนตรีก็สั่งการให้ท่าน รองนายกรัฐมนตรีนี้มาช่วย เพราะลําพังนี้กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องยอมรับว่าบางทีในเรื่องของ การเป็นปลายน้ํานี้มันก็อาจจะลําบากในการทํางาน ท่านก็เมตตาได้เข้ามาดูแลในส่วนตรงนี้ เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะเรียนว่าอันนี้คือเรื่องของปริมาณ ส่วนเรื่องของราคาว่าจากที่ ๓๘ บาท ทําไมถึงเป็น ๔๗ บาท เราก็ต้องยอมรับว่ากระทรวงพาณิชย์เราดูแลกรอบของราคาสินค้า ให้เป็นธรรม เราต้องดูในเรื่องของปริมาณต้องเพียงพอ ไม่ขาดแคลน แล้วเรามีกลุ่มที่ดูแลนี้ ๓ กลุ่ม ก็คือประชาชนผู้บริโภคมีเกษตรกร แล้วผู้ประกอบการทําอย่างไรให้ ๓ กลุ่มนี้สมดุล มีความเป็นธรรมทั้ง ๓ กลุ่ม เพราะฉะนั้นท่านก็จะเห็นว่าเราจะดูฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ อย่างน้ํามัน ปาล์มนี้ก็จะมองว่าผู้บริโภคนี้เดือดร้อน ๔๗ บาท ดิฉันก็เป็นผู้บริโภค ดิฉันก็เข้าใจว่าของมันแพงขึ้น แต่ว่าเราก็ต้องดูเกษตรกรด้วย ดูผู้ประกอบการด้วยไปพร้อม ๆ กัน อันนี้ก็คือการทํางานของ กระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องดูแลให้มีความสมดุลเป็นธรรมทั้ง ๓ ฝ่าย ซึ่งตรงนี้ก็อยากจะชี้แจงอีก นิดหนึ่งว่าราคานี้จาก ๓๘ บาท ทําไมเป็น ๔๗ บาท ก็เพราะว่าข้อเท็จจริงก็คือวันที่เราให้นําเข้ามา นี้ทางกรมการค้าภายในได้คํานวณราคาจากน้ํามันปาล์มดิบที่จะนําเข้ามาที่ราคา ๓๖ บาท ๕๑ สตางค์ แล้วขายที่ ๔๗ บาท แต่ว่ากว่าจะสั่งได้นี้ราคาเมื่อมีการเสนออันสุดท้ายมันอยู่ที่ ๓๙ บาท๕๗ สตางค์ อันนี้ชัดเจน คือผู้ประกอบการขาดทุนแล้ว ๓ บาท เพราะฉะนั้นต้นทุน เขาเพิ่มขึ้นก็เป็นเงิน ๙๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้เป็นเงินของผู้ประกอบการโดยตรงในจุกสีฟ้านี้ ก็คือเป็นส่วนที่ภาคเอกชนจ่ายเงินเอง ไม่มีเงินชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น ก็อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายว่าบางทีความล่าช้า คนทําแล้วขาดทุน ก็อาจจะมีปัญหาบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นดิฉันก็ยังต้อง ขอบคุณว่าภาคเอกชน โดยผู้ประกอบการนี้เขาก็ช่วยเหลือกระทรวงพาณิชย์ดี สิ่งที่ทํามานี้เขาก็ เหมือนน้ําพึ่งเรือเสือพึ่งป่า คือขอความร่วมมือ ขอแรงก็พึ่งกันไปพึ่งกันมา แต่ว่าขอยืนยันว่าไม่มี เรื่องของทุจริต แล้วก็ชัดเจนว่าเรื่องราคานี้ก็มีการหารือกันและถกกัน แล้วก็ต่อรองกันจริง ๆ แล้ว ถ้าราคาต้นทุน ๓๙ บาทกว่านี้เขาต้องขายถึงเกือบ ๖๐ บาท แต่ว่าก็ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน แล้วก็ให้ช่วยกันในส่วนที่ผู้บริโภคจะไม่เดือดร้อนด้วย ผู้ประกอบการเขาก็ให้ใจแล้วก็ช่วยเหลือ เต็มที่ ก็อยากจะกราบเรียนว่าราคานี้ผู้บริโภคก็อาจจะต้องแบกรับบ้าง เกษตรกรก็ถือว่าได้พวกเรา ก็ดีใจว่าสินค้าเกษตรได้ราคาดี ผู้ประกอบการก็ต้องอยู่ได้ อันนี้ก็อยากจะฝากท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติผ่านท่านประธานได้โปรดเข้าใจด้วยว่าไม่มีเรื่องของทุจริต แล้วก็ที่สําคัญก็ต้องขอบคุณ ผู้ประกอบการจริง ๆ แล้วก็ในส่วนของกรมการค้าภายในเขาทํางานกันอย่างเต็มที่จริง ๆ ก็ต้อง ขอชี้แจงเพียงเท่านี้ก่อน ขอบคุณมากค่ะ
นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตสายไหม ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง นะครับ เพราะผมเชื่อว่าการชี้แจงจะให้เกิดความยุติธรรมนั้นผมต้องขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นที่ผม ได้ใช้สําหรับการอภิปรายในครั้งนี้ เริ่มจากการที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจง เมื่อสักครู่นะครับ ผมมี ๒ ประเด็นครับ เพื่อจะให้พี่น้องประชาชนไม่สับสนแล้วก็เข้าใจตรงกัน แล้ว ผมคิดว่าการอภิปรายของผมนั้นชัดเจนครับ จากสเปกที่กรมการค้าภายใน อคส. ใช้นําเข้านั้น นะครับ จริง ๆ ตัวชื่อของมันก็บอกชื่อของมันในตัวอยู่แล้วครับ ท่านไม่ได้นําเข้าน้ํามันปาล์มดิบ หรือว่า ครูท ปาล์ม ออยส์ (Crude Palm Oil) ท่านเอาน้ํามันปาล์มดิบที่แยกขายแล้วก็คือ ครูท ปาล์ม โอเลอีน (Crude Palm Olein) นั่นเอง เพราะฉะนั้นในวงการปาล์มเอาแค่ว่าไม่ต้อง เป็นผู้ที่มีความชํานาญแล้วก็ไม่รู้อะไรเลยก็ได้ครับ เอาแค่ชื่อมันชัดเจนอยู่แล้วครับ น้ํามันปาล์มดิบ นะครับจะมีส่วนผสมของน้ํามันที่เป็นน้ํามันโอเลอีนหรือน้ํามันพืชอยู่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ จะมีสเตียรีน (Stearin) หรือว่าขวดขุ่น ๆ ที่อยู่ด้านขวาสุดของท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ ตรงนั้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะเป็นกรดปาล์มอีก ๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านไม่ได้นําเข้าตัวน้ํามัน ปาล์มดิบ แต่ครูทปาล์มโอเลอีนที่มีคุณสมบัติและมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ แล้วมันชื่อบอก อยู่แล้วครับว่าแยกไขมาแล้ว คําถามจึงอยู่ที่ว่า ๓๐,๐๐๐ ตันที่นําเข้ามาได้ทําเป็นน้ํามันพืชขวดใส อย่างที่บอกว่าไปกลั่น ไปทําสี ไปฟอกสี ผมทราบเหมือนท่านเลยครับ นั่นล่ะครับจึงเป็นปัญหา ที่เราต้องมาถาม และแน่นอนครับวันนี้อีกเช่นเคยครับท่านชี้แจงอย่างหนึ่ง ผมเชื่ออย่างหนึ่ง เราไม่ได้คําตอบครับ แต่ถ้าท่านยืนยันนะครับจากคําพูดเมื่อสักครู่เราไปเจอกันที่กรมวิทยาศาสตร์ บริการครับ ไปดูสิสเปกครูทปาล์มโอเลอีนกับสเปกที่ท่านได้นําเข้าตรวจสอบสเปคกันเรียบร้อยแล้ว นั้นมันจะมีไขถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์จริงหรือไม่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ท่านจะผลิตได้ ๒๒.๖ ล้านขวดจริงไหม ครับ แต่ถ้าหากว่ามันเป็นน้ํามันในสเปกของท่านที่ไม่ได้เป็นน้ํามันปาล์มดิบแล้วมันแยกไขมาแล้ว แล้วมันจะหายไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้ไม่ถูกต้องแน่นอนครับ แต่ไม่ได้เป็นไรครับผมไม่ได้ชี้ว่า ท่านผิดหรือผมผิด แต่ในเมื่อท่านได้เปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์ดีมากครับ แล้วเราไปพิสูจน์กัน บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตรงนี้ชัดเจนครับ อีก ๒ เรื่องครับ เป็นเรื่องที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพได้ชี้แจงเรื่องสเปกครับ ท่านอ้างว่าสเปกในการนําเข้าทั้ง ๒ ครั้งนั้นเป็นสเปคเหมือนกัน ผมต้องกราบเรียนนะครับว่าเราไม่ได้ชี้ว่าการนําเข้าจะสเปกใดก็แล้วแต่มันผิดนะครับ สมัยรัฐบาล พรรคพลังประชาชน สมัยท่านมิ่งขวัญเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั้นจะนําเข้าสเปก อย่างไรตรงนั้นไม่ใช่สําคัญครับ สําคัญอยู่ตรงที่ว่าสเปกดังกล่าวนั้นเมื่อนําเข้ามา ๓๐,๐๐๐ ตัน ผลิต เป็นน้ํามันพืชขวดได้กี่ขวดครับ ตรงนี้ครับที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น
เรื่องที่ ๒ ท่านบอกว่ามีการนําเข้าในราคา ๔๗ บาท ในสมัยรัฐบาลท่าน แล้วก็เป็น ราคา ๔๗ บาท ๕๐ สตางค์ สมัยรัฐบาลที่มีท่านมิ่งขวัญเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมไม่ได้เถียงครับ ข้อมูลท่านก็ชัดเจนครับ แต่ผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนไม่เข้าใจผิดก็คือว่า ๔๗ บาทสมัยของท่านซื้อได้ขวดเดียว แล้วเป็นขวดเดียวที่บางครั้งไปเข้าแถวแล้วซื้อไม่ได้ครับ แล้วก็เป็น ๔๗ บาทที่ต้องตระเวนไปเดินหาตามห้างสรรพสินค้า ไปมองหาตามเชลฟ์อย่างน้อย ๑๐ ที่ครับ แล้วก็เป็น ๔๗ บาทที่ท่านไม่มีทางซื้อได้จริง ๆ ครับ ถ้าท่านไปเดินดินกินข้าวแกง อย่างพวกเรานี่นะครับ ๔๗ บาท ๕๐ สตางค์ สมัยนั้นแพงครับ แพงกว่า ๕๐ สตางค์ครับ แต่ท่าน ไปซื้อเถอะครับเขาขายครับ ไม่ได้จํากัดจํานวน ไม่ได้ต้องมาแบ่งสรรบปันส่วนกันเหมือนเรากําลัง อยู่ในสงครามแต่อย่างใดครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตให้พี่น้องประชาชนได้รับฟังตรงนี้ และผมต้องกราบเรียนท่านนะครับ มันไม่ได้มีหลักฐานตรงนี้ แต่ฝากท่านประธานไปยัง พี่น้องประชาชนครับว่าในช่วงสภาวะวิกฤติน้ํามันขาดแคลน ท่านเคยซื้อน้ํามันขวดละ ๔๗ บาท จริงหรือไม่ครับ เพราะฉะนั้นท่านอย่าพูดว่า ๔๗ บาทเลยครับ พี่น้องประชาชนเขาลําบากเขารู้ครับ เขาซื้อกัน ๖๕ บาท เขาซื้อกัน ๗๐ บาท แล้วก็มีจํานวนจํากัดครับ นี่เป็นเพียงที่ผมอยากจะอธิบาย และลุกขึ้นมาใช้สิทธิตรงนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันครับ
และสุดท้ายครับ ผมเชื่อครับที่ท่านได้พูดในบางเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้ ยอมรับว่าท่านบริหารผิดพลาด แล้วท่านอาจจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของการรับ ผลประโยชน์แต่อย่างใด และท่านก็ท้าท้ายรวมถึงท่านได้พูดในสภาตรงนี้แบบนี้ล่ะครับว่าถ้าจริง ๆ ท่านเดิมพันเลย ท่านจะลาออกหรืออะไรก็สุดแล้วแต่ ผมเพียงให้ท่านนึกถึงวันที่ ๑๒ เดือนเมษายน ๒๕๕๒ ครับ ท่านเคยพูดในสภาแห่งนี้ครับ ถ้าท่านจําได้นะครับท่านพูดเรื่องว่าวันนั้นไม่มีการใช้ กระสุนจริง ถ้ามีการใช้จริงท่านจะลาออก เท่านั้นล่ะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประเด็นนี้มีการพาดพิงถึงผม ๒-๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกบอกว่า ผมต้องรับผิดชอบเพราะว่ามอบท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงดูแล ก็ขอกราบเรียนว่าจริง ๆ ท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพได้ชี้แจงไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องเพิ่งมาเกิด เพิ่งมามอบกันนะครับ เป็นการแบ่งงานมาตั้งแต่ต้น ซึ่งขณะนั้นเป็นการแบ่งงานระหว่างผม ท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ กับท่านรอง นายกรัฐมนตรีสุเทพ โดยกรณีของข้าวผมก็จะรับผิดชอบเป็นเบื้องต้นนะครับ เพราะว่าจะมี ท่านรองนายกรัฐมนตรีเข้าประชุม กขช. อยู่ด้วย เนื่องจากว่าเป็นพืชผลซึ่งมีพี่น้องประชาชนคือ ชาวนาที่เกี่ยวข้องเยอะมากที่สุด แล้วก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของนโยบายประกันรายได้ที่ผมต้องการ จะผลักดัน ส่วนกรณีของข้าวโพดกับมันสําปะหลังก็ได้มีการมอบให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ในขณะนั้น และต่อมาท่านรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ก็จะมารับผิดชอบสานต่อในส่วนนี้ ส่วนพืชผลทางการเกษตรที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวข้องกับภาคใต้คือยางพารากับปาล์มน้ํามันนั้น ก็ได้มอบให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพอย่างที่ท่านได้ชี้แจงไปแล้ว แล้วก็โจทย์ที่รับมาตอนนั้น ก็คือปัญหาคือยางราคาแค่ ๓๐ บาท ปาล์มก็ตกต่ํานะครับ ก็มาแก้ไขกัน
ประเด็นที่ ๒ ที่พาดพิงถึงผมก็คือว่ารับผิดชอบในเรื่องของพลังงาน ก็ขอกราบเรียน ว่าจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการขาดแคลนในส่วนนี้ นโยบายของไบโอดีเซลก็มีการปรับมาโดยตลอด นะครับ บี ๕ มาเป็นบี ๓ บี ๓ มาเป็นบี ๒ โดยข้อเท็จจริงแล้วผมยังสอบถามด้วยซ้ําครับว่าจะลด มาเป็นบี ๑ หรือจะเลิกไปเลยหรือไม่อย่างไร แต่ว่ากระทรวงพลังงานก็ให้ความคิดเห็นซึ่งผมเห็นว่า เป็นความคิดเห็นที่มีน้ําหนัก ก็คือว่าเราเองนั้นไม่ต้องการจะทิ้งเรื่องของพลังงานทดแทน และแม้ว่า วันนี้เราอยู่ในภาวะซึ่งอาจจะมีความต้องการในเรื่องของน้ํามันพืชที่จะมาใช้ในบริโภคทางด้าน การอาหาร แต่ว่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดถ้าเราจะยกเลิกไปเลยนะครับ แต่ว่าถ้าเราใช้วิธีลดลง มาถึงบี ๒ ซึ่งเป็นเกรดที่ส่วนผสมที่ถือว่าต่ําสุด นับตั้งแต่มีการใช้นโยบายนี้มา ผมก็เห็นว่า สมเหตุสมผล และขณะนี้เราก็ยืดสถานการณ์นี้ออกไปนะครับว่าที่ลดลงมาเหลือบี ๒ เดิมตั้งใจว่าถึง สิ้นเดือนมีนาคมก็จะยืดไปอีกระยะหนึ่งจนเรามั่นใจว่าผลปาล์มไม่ขาดแคลน
ประการที่ ๓ ที่พาดพิงถึงผมบอกว่าผมไปสมคบรู้เห็นถึงไปส่งสัญญาณ ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยว่าจะมีการขึ้นราคา ที่จริงท่านต้องติดตามข่าวสารในช่วงนั้น ให้ครบนะครับ ประเด็นก็คือว่าในช่วงนั้นเรามีมาตรการในเรื่องของความพยายามที่จะลดต้นทุน ทางด้านสินค้าควบคู่ไปกับขณะนั้นเป็นที่ชัดเจนครับว่าภาวะในเรื่องของต้นทุน เรื่องของราคา น้ํามัน เรื่องของเงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้น มีสินค้าบางตัวครับที่ถูกตรึงราคามาเป็นเวลานานบนพื้นฐาน ของต้นทุนซึ่งต่ํากว่าในปัจจุบันค่อนข้างมาก แล้วก็จะมีการไปขอทางกระทรวงพาณิชย์ที่จะ ขึ้นราคา ซึ่งเราก็มีการประชุมกันใน ครม. เศรษฐกิจ ประชุมกันใน กรอ. นะครับ แล้วก็พูดกันว่า จริงอยู่ครับเราต้องพยายามถึงที่สุดที่จะช่วยพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนเป็นผู้บริโภค แต่ขณะเดียวกันถ้าเราไปฝืนตลาดมากจนเกินไป ความหมายก็คือไปบังคับให้คนเขาขายขาดทุนนี่ มันเป็นเรื่องยากมากที่จะไปบังคับให้ผู้ประกอบการเขาขายขาดทุน ของก็จะมีปัญหานะครับ และสุดท้ายระบบของกลไกตลาดก็จะเสียหาย เพราะฉะนั้นเวลาที่ผมรายงานต่อพี่น้องประชาชน ทุกสัปดาห์ ผมก็พูดตรงไปตรงมาครับไม่มีอะไรที่ไปแฝงเร้นหรือจะไปส่งสัญญาณอะไรเลย แล้วก็ที่พูดก็คือว่าท่านบอกว่าทําให้พี่น้องประชาชนไปซื้อกันมากในราคา ๓๘ บาท ซึ่งถ้าเขา ทําอย่างนั้นเขาก็เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากการที่สามารถที่จะมีน้ํามันใช้ในราคา ๓๘ บาทไปก่อน แต่อย่างไรก็ตามอย่างที่ผมกราบเรียนว่ารัฐบาลตระหนักดีว่าเรื่องที่ผ่านมานี้ประชาชนเดือดร้อน แล้วก็ไม่เคยปฏิเสธข้อเท็จจริง แต่ผมคิดว่าการที่พยายามจะมาวาดภาพว่าเป็นกระบวนการ จงใจ และตอนแรกท่านบอกว่าเป็นการทุจริตที่มีใบเสร็จ แต่ตอนนี้ท่านบอกว่าไม่มีหลักฐาน ผมก็ไม่ทราบว่าแปลว่าอะไร ผมยืนยันนะครับผมเองก็เป็นทุกข์ใจแล้วก็เดือดเนื้อร้อนใจมาก แล้วก็ที่ตัดสินใจพูดคุยกับทางกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ขึ้นไป ๔๗ บาท ก็กราบเรียน นะครับว่าจริง ๆ ปัญหาอาจจะน้อยกว่านี้ครับผมยอมรับ ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจขึ้นไปถึง ๕๐ บาท ๖๐ บาท แต่ปัญหาก็คือว่าถ้าขึ้นไป ๕๐ บาท ๖๐ บาทนะครับ ๑. ประชาชนก็รับยาก ๒. ขึ้นไปแล้ว เวลาจะเอาลงอีกทีครับไม่ง่าย ท่านเองท่านก็บอกว่าถึงปลายเดือนมีนาคมนี้ต่อเนื่องเดือนเมษายน สถานการณ์ก็มีแนวโน้มที่จะคลี่คลาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมกราบเรียนครับว่าเราไม่ปฏิเสธว่า พี่น้องประชาชนเดือดร้อน เราไม่ปฏิเสธว่าการคาดคะเนอย่างเช่นผลผลิตต่าง ๆ ที่ออกมา มีความคลาดเคลื่อนหรือไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดการณ์ไว้ แต่เราได้พยายามแก้ไข
ส่วนประเด็นที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นะครับที่ผมมาเปรียบเทียบว่า ๔๗ บาท ๔๗ บาท ๕๐ สตางค์ ใช่ครับ เพราะภาวะที่เราเผชิญอยู่ ๔๗ บาท พยายามจะยัน เป็นภาวะซึ่งปาล์มขึ้นไปถึง เกือบ ๙ บาท ๑๐ บาท ครับ มันจึงบริหารยากครับ แล้วผมก็ยอมรับว่ามีช่องว่างเพราะมันบริหาร ยาก แต่ท่านก็ต้องตอบให้ได้เหมือนกันนะครับว่าเมื่อท่านมาตําหนิพวกผมว่าไปปล้นประชาชน หรือไม่ ปาล์มไม่ถึง ๗ บาท แต่มาให้ขาย ๔๗ บาท ท่านต้องย้อนกลับไปดูว่าสมัยที่คุณมิ่งขวัญเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาล์มไม่ถึง ๖ บาท ทําไมถึงยอมให้ขาย ๔๗ บาท ๕๐ สตางค์ นี่คือคําถามที่ถามกลับไปแค่นั้นเองครับ
นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ครับ ต้องขอรวบรัดนะครับ รอบนี้รอบที่ ๓ แล้วนะครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ ต่อกรณีเรื่องของทุจริตที่ผมบอกว่ามีใบเสร็จแล้วผมก็อภิปราย ผมรับผิดชอบคําพูดของผมครับ เพียงแต่เมื่อสักครู่นั้นผมให้เกียรติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เท่านั้นเอง ในเมื่อท่านก็มีเหตุผล ท่านก็มีข้อมูลของท่าน เพราะฉะนั้นผมมีเหตุผล ผมมีใบเสร็จ ของผม ผมได้แสดงต่อสภาแห่งนี้เรียบร้อยแล้วเท่านั้นเองครับ ดังนั้นผมจึงต้องกราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีว่าการที่ท่านพูดว่า ทุจริตไม่มีใบเสร็จ เดี๋ยวมีใบเสร็จ เดี๋ยวพี่น้องประชาชน เข้าใจผิดครับ หลังจากออกจากห้องแห่งนี้ไปไม่รบกวนสภาครับผมจะขึ้นไปที่ห้องแถลงข่าวครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คือความหมายเวลาท่านพูดว่าทุจริตมีใบเสร็จ กระผมนึกว่า ท่านจะบอกว่าคนนั้นคนนี้เกี่ยวข้องกับการทุจริต ผมก็กราบเรียนนะครับว่าที่เรายืนชี้แจงตรงนี้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงครับ ถ้าหากว่าถ้าสมมุติท่านพิสูจน์ได้ว่าน้ํามันมันหายไปจริง นะครับไม่ต้องห่วงหรอกครับเพราะว่าเราได้มอบหมายดีเอสไอ มอบหมายทุกหน่วยงานให้ไป ติดตามอยู่ แล้วเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าคนตรงนี้ผมนั่งอยู่ตรงนี้ผมไม่ได้มีผลประโยชน์อะไร แต่ว่าท่านพูดกํากวมให้เกิดความเข้าใจว่าตรงนี้ไปวางแผนสมคบนะครับ ท่านใช้คํานี้นะครับว่า ผมไปสมคบทําให้เกิดการทุจริต ทําให้เกิดปัญหาขึ้นผมก็ชี้แจงว่ามันไม่ใช่ แต่ถ้ากระบวนการ ตรงไหนไม่ถูกต้องรัฐบาลแสดงจุดยืนชัดเจนอยู่แล้วที่จะมีการดําเนินการสอบสวนดําเนินคดีต่อไป ครับ
คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครจากพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับก่อนที่ ผมจะเข้าเนื้อหาขออนุญาตนะครับว่าผมได้ขอใช้เอกสารพร้อมทั้งมีส่วนของซีดี (CD) ที่จะเป็น ส่วนประกอบในการอภิปราย ท่านประธานครับผมขออนุญาตย้อนกลับไปนิดหนึ่งเหมือนกรอเทป (Tape) กลับไป สักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้ลุกขึ้นมาตอบหลังจากท่านมิ่งขวัญเองนั้น ได้อภิปราย ท่านบอกกล่าวไปถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านทักษิณ ชินวัตร ท่านบอกเหมือนกับว่าในขณะนั้นฐานะการเงินมั่นคงกว่าสมัยท่านทักษิณที่เป็นนายกรัฐมนตรี คือหนี้สาธารณะ ท่านบอกว่าหนี้สาธารณะของท่านทักษิณประมาณ ๔๒ บาท ๗๕ สตางค์ ส่วนของท่านเองนั้นขณะที่กู้เงิน ๔๑ บาท ๙๔ สตางค์ ประเด็นตรงนี้ผมว่าท่านเอาตัวเลขมาจากไหน นี่ท่านจะพูดโกหกในสภาหรือเปล่า ผมเมื่อกี้นี้ทางไกลโทรมาครับบอกให้ช่วยตอบสักทีหนึ่ง ผมจะตอบครับ ข้อเท็จจริง ๓๑ เดือนธันวาคม ๒๕๔๙ หนี้สาธารณะสมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ๔๐ บาท ๔๘ สตางค์ของจีดีพี ส่วนของท่าน ๓๑ เดือนธันวาคม ๒๕๕๓ หนี้สาธารณะ ๔๒ บาท ๔๙ สตางค์ของจีดีพี ข้อมูลอันนี้นะครับเป็นข้อมูลซึ่งได้มาจากศูนย์เศรษฐกิจของการคลัง ซึ่งผมบอกได้เลยครับว่าคงไม่ผิดหรอกครับ ส่วนเงินที่กู้ไป ๗ แสนล้านบาทผมย้ํานะครับเป็นเงินที่กู้ ในขณะปี ๒๕๔๙ ตอนนั้นเอาไปใช้หนี้กองทุนฟื้นฟู ซึ่งเป็นหนี้ซึ่งเอาไปคืนตามกฎหมายต้องออก พ.ร.ก. เพราะสมัยอดีตท่านนายกรัฐมนตรีชวนเป็นคนกู้เงินนี้ไว้ตอนสมัยพรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนครับว่าตรงนี้ท่านไปดูตัวเลขให้ชัดก่อนนะครับถ้าไม่ชัดท่านตอบในสภาเขาบันทึกไว้ให้ดี นะครับคนที่อยู่เป็นบุคคลที่ ๓ ไม่ได้อยู่ในสภาท่านนายกรัฐมนตรีพยายามพาดพิงไปถึง รอบรรยากาศดี ๆ ก่อนครับ ประเทศไทยให้มีความปรองดองสมานฉันท์รวมถึงกฎหมายต่าง ๆ เข้ารูปเข้าร่างก่อน แล้วคนที่อยู่ทางไกลอาจจะมาเป็นคนที่จะต้องมาลงแข่งขันนะครับในอนาคต เพราะท่านเองทุกครั้งที่มีการแข่งขันผมดูเสมือนว่าพรรคประชาธิปัตย์เองแพ้ทุกครั้งครับ เพราะฉะนั้นอย่าพยายามกล่าวย้ําไปถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตต่อเลย นะครับท่านประธาน
ท่านนายกรัฐมนตรีขอใช้สิทธิประท้วงใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เนื่องจากว่าผู้อภิปรายใช้คําว่า ผมโกหกนะครับ ขอกราบเรียนว่าตัวเลขที่ผมใช้คือเดือนมกราคม ๒๕๕๔ ครับ ท่านไปเอาเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ มันจึงไม่ตรงกัน แต่ประเด็นหลักท่านต้องฟังนะครับ ประเด็นหลักก็คือว่า ท่าน ส.ส. มิ่งขวัญ อภิปรายเสมือนกับว่าฐานะของประเทศขณะนี้กําลังจะหายนะ เทียบการก่อหนี้กู้ยืมกับ ๒๖ นายกรัฐมนตรี ผมเพียงแต่บอกว่า ถ้าจะประเมินฐานะความเข้มแข็ง ความมั่นคงเสถียรภาพให้ดู หนี้สาธารณะต่อจีดีพี ถ้าเป็นอย่างคนของท่านพูดนี่มันต้องต่างกันฟ้ากับดินเลยครับ แต่ประเด็น ก็คือว่าตัวเลขของผมนะครับผมไม่แน่ใจเพราะท่านใช้ตัวเลขเดือนธันวาคมนะครับเขาอาจจะใช้ เดือนกันยายนหรือเดือนตุลาคมก็ได้ปี ๒๕๔๙ อยู่ที่ ๔๒ บาท ๗๕ สตางค์ตอนนี้ ๔๑ บาท ๙๔ สตางค์ไม่ได้ต่างกันเท่าไรหรอกครับ แล้วตัวเลขของท่านที่บอกมาก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไร เพียงแต่ บอกว่า ถ้าตัวเลขต่างกันเพียงเท่านี้ที่อภิปรายมาทั้งหมดเมื่อเช้าอย่างไรครับที่บอกว่ารัฐบาลนี้กําลัง พาประเทศสู่หายนะ นั่นละครับคือไม่จริง นั่นละครับคือเท็จ ประเด็นอยู่ตรงนี้ ส่วนถามว่าผมไป เอ่ยถึงท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณทําไม ผมจะไม่เอ่ยเลยครับถ้าคนของท่านไม่มาเปรียบเทียบ ก่อนว่าสมัยนั้นเป็นอย่างไร เมื่อท่านพูดขึ้นมาผมก็ชี้แจงเท่านั้นเองครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ
ผมต้องขออย่างนี้นะครับ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีใช้สิทธิประท้วงนะครับ ผมพอฟังแล้ว มันก็ไม่ได้ประท้วงอะไรขออนุญาตให้อภิปรายจบแล้วเดี๋ยวท่านตอบนะครับ เชิญคุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ต่อครับ คุณสมบูรณ์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ครับขออนุญาตประท้วงเนื่องจากผู้อภิปรายได้กล่าวคําไม่ถูกต้องหรือกล่าวเท็จในสภา การกู้ ไอเอ็มเอฟ (IMF) เป็นการกู้ในสมัยรัฐบาลของท่านชวลิต ยงใจยุทธนะครับไม่ใช่รัฐบาลท่านชวน หลีกภัย ครับท่านประธานครับ
สรุปแล้วท่านประท้วงให้ถอนคําพูดหรือให้ผู้อภิปรายทําอะไรครับ
อยากให้ทางผู้อภิปรายได้มีข้อมูล ที่ชัดเจน แล้วชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้ภาพว่า จริง ๆ แล้วประเทศไทยกู้ครั้งแรกในสมัยรัฐบาล ท่าน พลเอก เปรม ๓๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผมถามท่านสมบูรณ์ว่าท่านสมบูรณ์จะให้ผู้อภิปรายถอนคําพูดหรืออะไรครับ ประท้วง เพื่ออะไรครับ
ไม่ต้องถอนครับ ขอให้ท่านได้รู้ข้อมูล ที่ชัดเจน แล้วก็อภิปรายด้วยข้อเท็จจริงนะครับว่าในการกู้ไอเอ็มเอฟนั้นเป็นการกู้ในสมัยรัฐบาล ของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ครับ ไม่ใช่ท่านชวน หลีกภัยครับ
คือสรุปแล้วประท้วงโดยไม่มีจุดประสงค์อะไรนะครับ ก็ขอให้อภิปรายตามข้อเท็จจริง เท่านั้นเองครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย คงไม่เป็นไรหรอก ครับ เพราะว่าที่ท่านแจ้งมานี้ชาวบ้านก็คงจะทราบเหมือนกันละครับ เพราะทุกอย่างประชาชนเอง ที่ฟังอยู่ทางบ้าน ข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องเก่าแล้วครับ แต่ที่ผมเรียนชี้แจงนี้เป็นเรื่องใหม่ เพื่อท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ตอบประเด็นต่าง ๆ นะครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนะครับ ว่าวันนี้ผมได้รับมอบหมายจากทางฝ่ายค้านในการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๕๙ เสนอขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล ซึ่งก็คงขออนุญาตนะครับว่าผมได้รับมอบหมายให้อภิปรายท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ คุณพรทิวา นาคาศัย ซึ่งผมได้กล่าวตามข้อที่ทางฝ่ายค้านได้ยื่นไว้ว่าบริหาร ราชการแผ่นดินตามที่ได้แถลงไว้นะครับ ทําให้เกิดการทุจริตและความล้มเหลวในการบริหาร ราชการแผ่นดิน นอกจากนั้นยังไม่กํากับให้มีการประกอบกิจการให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็น ธรรม การจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะผูกขาด ตัดตอน กักตุนสินค้า ทําให้ประชาชนผู้บริโภคเสียหาย ไม่คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร ในการผลิตและการตลาดท่านไม่สามารถแก้ไข ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยปล่อยให้ประชาชนต้องจําทนกับความยากลําบากในการ ดํารงชีวิตจากกรณีสินค้าอุปโภค บริโภคที่จําเป็นมีราคาสูงขึ้นและขาดแคลน ไม่ใส่ใจความทุกข์ยาก ของประชาชน มุ่งเน้นเล่นการเมืองเพื่อแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน โดยปกติแล้วตัวกระผมเองกับ ท่านรัฐมนตรีนั้นก็รู้จักกัน แล้วก็ด้วยความเคารพครับ ท่านเองก็เป็นคนมีอัธยาศัยที่ดี โดยเฉพาะ สามีของท่านเองส่วนตัวก็รู้จักกัน เพราะฉะนั้นผมเองไม่มีความบาดหมางซึ่งกันและกัน แต่ด้วยหน้าที่ครับ เพราะตัวท่านเองนั้นบริหารราชการที่ได้กล่าวมามีความผิดพลาด แล้วก็รวมถึง ประชาชนเองเดือดร้อน จึงเป็นเหตุให้ประชาชนเรียกร้องครับ ท่านอยู่อันดับ ๔ จากโพล ว่าน่าจะ เป็นคนหนึ่งที่เข้าข่ายในการที่จะถูกอภิปรายในครั้งนี้ ท่านประธานครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ต้อง ยอมรับครับว่าของขาด สินค้าแพง เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ประเทศไทยนี้ จัดว่าอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก แล้วก็ส่งสินค้าออกเป็นจํานวนมากในปี ๆ หนึ่ง แล้วสินค้า เกษตรนี้ของเราขึ้นชื่อครับ เพราะมีคุณภาพมาตรฐานต่าง ๆ แล้วก็เป็นสินค้าซึ่งมีความต้องการ จากต่างประเทศ เป็นเรื่องแปลกครับทุกยุคทุกสมัยกระทรวงพาณิชย์เองเป็นกระทรวงซึ่งเป็น กระทรวงหลัก แล้วก็เป็นกระทรวงที่มีความจําเป็นแล้วก็สําคัญอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดําเนินการ ในเรื่องของสมดุลระหว่างฝ่ายผู้ประกอบการคือฝ่ายผู้ผลิต คือพี่น้องประชาชน พวกชาวไร่ ชาวนา ภาคเกษตร แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือการที่จะดําเนินการในภาคธุรกิจไปสู่ดําเนินการภาคอุตสาหกรรม และนําส่งออก และบริโภคใช้ภายในประเทศ ท่านประธานครับ ยุคนี้ทุกคนเองแม้แต่สื่อมวลชน เขาตั้งชื่อว่ายุคข้าวยากหมากแพง ผมไปเปิดในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนะครับ ปี ๒๕๔๒ เขาให้คําจํากัดความว่า ภาวะขาดแคลนอาหารเป็นทุภิกขภัย ซึ่งไปดูแล้วมันเป็นเรื่อง ตลกครับ เพราะว่าคําว่า ขาดแคลนอาหาร ขาดแคลนข้าว จนถึงเกิดความทุกข์ต่อคิวซื้อข้าว ซื้อของมันน่าจะเกิดในยามสงคราม เหมือนกับประเทศต่าง ๆ ที่เขาสู้รบกันในลิเบียอย่างนี้ แต่ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ทุกอย่างครับ การบริหารงานในส่วนนี้ของรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ ผิดพลาดล้มเหลวอย่างมาก ทําให้ราคาของขึ้นสูง ขาดด้วย บางอย่างก็เกินครับ เมื่อ ๒ วันก่อน ชาวนาก็ออกมาประท้วง แต่ของถูกคือการซื้อข้าวเปลือก แต่ข้าวสารกลับแพงครับท่านประธาน ราคาไม่สมดุลกันเลย ผมจึงแปลกใจครับว่าการบริหารจัดการซึ่งทําให้องค์กรของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเกิดขึ้นมานานครับ เขาบอกอย่างนี้ครับ บอกว่า ผลการบริหารงานที่ล้มเหลวที่ของกระทรวง พาณิชย์ทําให้ดัชนีราคาสินค้าเดือนมกราคม ๒๕๕๓ สูงขึ้นเป็น ๑๐๖.๒๙ ซึ่งเป็นการปรับตัวเลขที่ สูงที่สุดในรอบ ๖๐ ปี เห็นไหมครับ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นครับ คนที่กําลังเดือดร้อนก็คือภาค ประชาชน ไม่ใช่ใครละครับ ทุกคนครับ แม้กระทั่งคนที่นั่งอยู่ในนี้ ผมจึงขออนุญาตครับว่าผมได้ ดําเนินการประเมินดูในรายละเอียดต่าง ๆ แล้วเห็นชัดครับว่าของต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นราคาเพราะว่า การบริหารงานในส่วนของท่านรัฐมนตรีเองผิดพลาด ท่านทราบไหมครับท่านประธาน ในส่วนของ หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์และในส่วนราชการที่ท่านดูแลในสังกัดของกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ อะไรครับ มีหน้าที่ดูแลราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร ดูแลผู้บริโภคภายในกรอบกฎหมาย ของกระทรวงพาณิชย์ ส่งเสริมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งการค้า สินค้า ธุรกิจบริการ รวมถึงธุรกิจ ประกัน คุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา ด้านต่างประเทศก็มีหน้าที่อีกครับ เจรจาการค้าระหว่าง ประเทศซึ่งประกอบด้วยการเจรจาภายใต้กรอบดับเบิ้ลยูทีโอ เอฟทีเอ (FTA) อนุภูมิภาค ในส่วนของภูมิภาค แล้วก็จัดระเบียบการบริหารการนําเข้า ส่งออก รวมถึงการขายข้าวรัฐต่อรัฐ การค้ามันสําปะหลังและสินค้าตามตกลง และยังมีข้ออื่นอีกครับท่านประธาน นี่คืออํานาจหน้าที่ ที่ท่านมีอยู่ แต่พอผมลงมาดูแล้วประเมินว่าของที่มันแพงนี้ท่านประธานเชื่อไหมครับ ถ้าวันนี้ผมพูด บอกว่าวันนี้ของแพง ชาวบ้านก็รู้ครับ บอกว่าข้าวราคาแพง เนื้อหมูราคาขึ้น ไข่ราคาสูงขึ้น น้ํามัน ปาล์มขาดตลาดราคาสูงขึ้นทุกคนก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องไปพูดหรอกครับในสภา ผมมานั่ง ขบคิดครับบอกว่า ที่ราคาสูงขึ้นนี้เพราะอะไร ขออนุญาตนะครับ ผมจะชี้เป็นประเด็น ต้นเหตุของ ราคาสินค้าแพง ท่านประธานครับ ยุครัฐบาลข้าวยากหมากแพงนี่ อันแรก เดี๋ยวผมขออนุญาตใช้ ตัวช่วยนะครับ ท่าน ส.ส. สมคิดนะครับ ใช้จีที ๒๐๐ (GT200) ชี้สักหน่อยครับ เพราะจะได้ตรวจดู ว่าสินค้ามันแพงจริงหรือเปล่า ๑. ผมกล่าวหาว่ารัฐมนตรีขาดความรู้ความเข้าใจและวิสัยทัศน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานครับ ที่ผมกล่าวหาท่านรัฐมนตรีนี่เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าในวันที่ ๒๔ เดือนธันวาคม ๒๕๕๑ ท่านรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายไว้ว่า ขอโอกาส ๓ เดือนโดยนโยบายที่ต้องเร่ง ผลักดันคือการแก้ไขปากท้อง สินค้าเกษตรตกต่ํา การส่งออก โดยท่านรัฐมนตรีท่านได้แต่งตั้ง ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิเข้ามาทํางานทําหน้าที่ในการบริหารกระทรวงพาณิชย์ ๑๘ คน ซึ่งมี นักวิชาการ นักธุรกิจ อาจารย์ผู้เคยสอนในระดับปริญญาโทช่วยงานอีก ๔ ด้านของท่านซึ่งถือว่า เป็นการแต่งตั้งที่ปรึกษามากที่สุดตั้งแต่กระทรวงนี้เคยตั้งมา และห้องทํางานชั้น ๑๑ เต็มไปหมด ครับ ไม่พอครับ ขยายลงไปถึงชั้น ๑๐ ดังนั้นผมในใจยังคิดว่ากระทรวงพาณิชย์นี่ได้รัฐมนตรีที่ดี เกษตรกร ประเทศชาติคงดีนะครับ ส่งออกทุกอย่างดีหมด แต่ท้ายที่สุดนี่มันกลับเปลี่ยนแปลงครับ เขาบอกว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ผมเห็นใจรัฐมนตรีนะครับเดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีบอก เดี๋ยวคนโน้นบอกคนนี้สั่ง เพราะกลัวว่ารัฐมนตรีทํางานเป็นหรือเปล่า บังเอิญนี่เขาบอกว่า ท่านอาจจะเป็นตัวแทนในขณะนั้นเลยต้องถูกเรียกมานั่งตําแหน่งนี้ ท่านเองพูดเองนะครับ จากการ ให้สัมภาษณ์มติชนเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า จริง ๆ แล้วสามีของท่าน ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ขออนุญาต เอ่ยนามนะครับว่าน่าจะเป็นคนที่มาช่วยดูแลตรงนี้ แต่ปรากฏว่าในส่วนประเด็นตรงนี้เป็นที่ปรึกษา ท่านอีกส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้ดูครับ ท่านไปกล่าวถึงแต่ท้ายที่สุดนี่คนที่ท่านเอ่ยถึงนี่กลับเป็น ท่านรองนายกรัฐมนตรีสนั่น ซึ่งท่านรู้เรื่องมาก ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ในบทสัมภาษณ์ ที่เขียนไว้นะครับ ทีนี้ที่ผมบอกว่าผมว่าท่านเองนั้นน่าจะนั่งกระทรวงอื่นจะดีกว่า ก็เหมือนกับ ท่านรัฐมนตรีบอกว่าถ้าเลือกนั่งได้ ในกระทรวงนี้มันยุ่งยาก ปัญหาเยอะแยะไปหมดเลย มันเหนื่อย ครับ เวลาที่จะอยู่กับบ้านพักผ่อนนี่ก็น้อย ผมก็เห็นใจท่านอีกละครับ เพราะท่านปรารภอยู่ใน คําสัมภาษณ์ แต่สิ่งหนึ่งนี่เมื่อท่านมานั่งแล้วนี่ท่านเองขาดความรู้วิสัยทัศน์หรือเปล่า เพราะท่านเอง ไม่ได้ถนัดงานอย่างนี้ ก็เลยทําให้สิ่งที่ขาดองค์กรหรือองค์ประกอบในเรื่องของความรู้ต่าง ๆ นี่ทําให้
คุณวิชาญครับ มีผู้ประท้วงครับ คุณเชิดชัยประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตประท้วงผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ครับ ถ้าไม่ประท้วงเดี๋ยวจะเกิดความเสียหาย ท่านรัฐมนตรีครับ สามีท่านไม่ได้ชื่อสมศักดิ์ เทพสุทิน นะครับ ชื่ออนุชาครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ เมื่อสักครู่นี้ผู้อภิปรายก็คงอาจจะเผลอไปครับบอกว่าสามีรัฐมนตรี ก็ไม่ต้อง ถอนหรอกครับ เพราะว่าคงเผลอไปครับ
ผมบอกว่าที่ปรึกษาคือท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน นะครับ ถ้าผมพูดผิดนะครับขออนุญาตนะครับท่านอนุชานะครับซึ่งเป็นสามี ของท่านเองซึ่งตอนนั้นบอกว่าจะมาช่วยดูแลในส่วนต่าง ๆ ก็ดีใจครับ เพราะเป็นที่ปรึกษา ทีนี้ปรากฏว่ามันอาจจะมีเหตุว่าท่านเองไปทําเรื่องของฟุตบอลไปดูแลเรื่องอื่น ด้านนี้ก็เลยขาด ในเรื่องของการให้การดูแล ในเรื่องของการดําเนินการในเรื่องของกระทรวง ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานครับ ถ้าพูดผิดก็ขออนุญาตเพราะเวลาน้อยครับ ต้องเร็วสักหน่อยหนึ่ง สิ่งหนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้นะครับปัญหาต่าง ๆ ก็เลยเกิดขึ้นว่าคนที่จะเข้ามาดูแลผมเห็นใจนะครับ ท่านอาจจะเป็นรัฐมนตรีที่ถูกเชิดให้ทําเรื่องโน้นเรื่องนี้ ให้ดูแลเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วบางสิ่งบางอย่าง ท่านเองไม่ถนัดเอง ผมก็เข้าใจครับ ถึงบางครั้งท่านไปตั้งที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวง นายวีระศักดิ์ จินารัตน์ ซึ่งท้ายที่สุด ก็ไปพัวพันอย่างไรไม่ทราบนะครับกับเรื่องกรณีการซื้อข้าว และเข้าไปยุ่งในเรื่องของกองทุนกู้ยืมเงิน ต่าง ๆ สุดท้ายก็โดนปรับออกโดยท่านนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนนั้นตัวท่านเองก็ไปดําเนินการในเรื่อง ของการตั้งปลัดกระทรวงมาตรวจสอบ แม้กระทั่งการตั้งปลัดกระทรวงกว่าจะตั้งได้ยากเย็นมาก ครับท่านประธาน ๓ ครั้ง ตั้งไปตั้งมานายกรัฐมนตรีเองก็ต้องมาสอบถาม ไม่เป็นไรครับ เพราะตัวท่าน เอง ผมเองเข้าใจว่าการทํางานในระบบของพรรคการเมืองมันคงจะยุ่งนะครับ ดังนั้นผมจึงกล่าวหาว่า ท่านเองขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้จนทําให้การบริหารในกระทรวงดังกล่าว เสียหาย
ประการต่อมาเป็นในเรื่องของรัฐมนตรีเอง ขาดการประสานงานและบูรณาการ ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงทําให้เกิดการล้มเหลว ท่านประธานครับ ผมเรียนแล้วนะครับว่า กระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่สําคัญ ท่านเองจะต้องลงไปติดต่อประสานงานนอกจากภายในกระทรวง แล้ว ท่านเองคงจะต้องไปติดต่อประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นกระทรวง ซึ่งผลิตวัตถุดิบต่าง ๆ แล้วต้องทราบสต็อก ทราบจํานวนความต้องการว่าปีนี้ผลิตเท่าไร ประชากร จะต้องบริโภคเท่าไร ถึงจะไปสู่การอุตสาหกรรม ไปโรงสี ไปโรงงานต่าง ๆ เช่น โรงงานตอนนี้จาก น้ํามันปาล์มที่ผลิตแล้วมีตัวเลขเท่าไร ขาดเท่าไร เราส่งน้ํามันปาล์มติดอันดับนะครับ เป็นอันดับ ๑๔ ของโลก แต่ตอนนี้อันดับ ๑๔ หายไปแล้ว เพราะอันดับ ๑๔ มันต้องพอบริโภคภายในประเทศ ดังนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกหรอกครับ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับการประสานงานจนทําให้ความวิตกกังวล ของหอการค้าต่าง ๆ ออกมาพูดครับว่าชักจะไม่แน่ใจเกี่ยวกับการบริหารงานจัดการแล้ว การไป ประมูลของ ประมูลข้าว มีข่าวออกมาว่ามีการดําเนินการล่วงหน้า แล้วก็ส่อไปในเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ในการประมูล เดี๋ยวผมคงจะมีเพื่อนสมาชิกไปชี้ให้เห็นถึงการทํางานตรงนั้นในเรื่องของข้าว ในเรื่อง ของข้าวโพด หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกลไกที่ท่านบริหารแล้วมีปัญหา ท่านประธานครับ แสดงว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นเกาเหลากันหรือเปล่า กระทรวงแต่ละกระทรวงไม่ได้พูดคุยกันก็เลยเกิดปัญหา ในการจัดการ ของก็เลยขาด ของก็เลยเกิน ของก็เลยล้น แล้วไม่ได้ตรวจเช็กหรือครับว่า ความต้องการของประชาชนภายในประเทศต้องการเท่าไร ส่งออกเสียหมดหรือเปล่า นี่คือปัญหา กระทรวงพลังงานอีกกระทรวงหนึ่ง ท่านเองตรวจเช็กหรือเปล่า เอาน้ํามันปาล์มไปผลิตไบโอดีเซล วันนี้สิ่งที่ขาดเยอะครับ วันนี้น้ํามันถั่วเหลืองนี่ก็หายไปแล้ว ข้าวโพดก็หาย เป็นเรื่องแปลกครับ ประสานงานอย่างไรไม่ทราบครับ ดูเหมือนจะบูรณาการแล้วล้มเหลว
เรื่องที่ ๓ รัฐมนตรีละเลยในการติดตาม ตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น นี่ละครับ หลังจากที่รัฐบาลชุดนี้โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มาบริหารจะเห็นว่ามีการขาดแคลน ของขาดปุ๊บก็ไม่บอก มีสัญญาณบ่งบอกว่าประชาชนเดือดร้อนก็ไม่ดําเนินการ ตั้งแต่เนื้อหมู เริ่มขาด ตั้งแต่ข้าว ตั้งแต่ไข่ ไข่นี่ครับขาด เดี๋ยวจะขาดอีกแล้วครับ ตอนนั้นบอกว่าอากาศเย็น แม่ไก่ไม่ไข่ พออากาศร้อนบอกว่าแม่ไก่เครียด ผมก็เลยไม่รู้ไก่มันต้องไปอยู่อุณหภูมิเท่าไรนะครับ แล้วทุกอย่างครับทําไมไม่ดู ไม่ตรวจสอบทุกอย่าง แล้วติดตามหรือเปล่า ราคาสินค้ามันขึ้นมา ตั้งนานแล้วท่านประธาน แต่พอไปดูแล้วปรากฏว่าราคาสินค้าที่เขาวางขายในท้องตลาดรัฐบาลรู้ ทีหลังทุกทีครับ ไปขอมติ ครม. ออก ๔๑ ชนิดประกันราคาไว้กันไม่ให้ของมันขึ้น แต่ของมันขึ้นไป หมดแล้วครับ เมื่อของมันขึ้นไปหมดแล้วท่านค่อยมาขอบอกว่าประกันให้มันลงมาหน่อย กําไร ตรงนั้นมันโผล่ไปหมดแล้วครับ หรือเป็นมาตรการแบบใหม่ครับในการเก็บภาษี ภาษีที่มันงอกขึ้น ท่านประธานรู้ไหมครับได้จากเงินที่เป็นของขึ้นอยู่ในคราบน้ําตาของประชาชนเกิดจากการเก็งกําไร ของพ่อค้าคนกลาง โดยไม่มีการตรวจสอบดูแล ท่านมีกลไกครับในกระทรวงเยอะแยะ ไม่ว่าอยู่ใน กรมการค้าภายใน ซึ่งจะต้องดูแลราคาสินค้า การกําหนดราคาที่เป็นมาตรฐาน หรือแม้กระทั่ง ที่ท่านสามารถประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องของตัวเลขการผลิต หรือกรมส่งออก ว่าปีนี้ความต้องการต่างประเทศเขาต้องการเท่าไร ท่านลืมดูหรือเปล่าครับการตรวจสอบจึงทําให้ ของทุกอย่างมันไม่เป็นไปตามกลไกของภาครัฐ แล้วก็ไม่เป็นไปตามกลไกของการค้าขาย ในภาคเอกชน เรื่องแปลกจริง ๆ ครับ แต่อันนี้เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกบอกไปแล้วว่าการตรวจสอบ ของเรา เราตั้งราคาแล้วตรวจสอบออกไปดูถึงวันนี้ ท่านรัฐมนตรีออกมาบอกครับบอกว่ามันจะมี การเดินพาเหรดของสินค้าเนื่องจากการปรับราคาค่าแรง การขึ้นของเชื้อเพลิง หรืออะไรต่าง ๆ อีก ๒๐๐ ชนิดนี้มันเรียงคิวครับ เข้าแถวพาเหรด พาเหรดเดินสวนสนามขึ้นไปเพื่อที่จะให้กระทรวง พาณิชย์มาเคาะราคา ๆ จนบางสิ่งบางอย่างเขาบอกว่าเหลือจะอั้นแล้วครับ บอกให้ราคามันคงไว้ อย่างอาหาร บอกให้เหลือจานละ ๒๕ บาท ที่บอกได้ ธงฟ้า ๒๕ บาท แต่ของก็ลดลง ปริมาณลดลง ครับ รับประทานไม่อิ่ม ของบางอย่างคุณภาพต่าง ๆ ก็ลดตามราคา เพราะว่าต้องคงไว้ แต่สิ่งที่ ไม่สามารถที่จะดูแลตรวจสอบได้มันขึ้นไปหมดครับ จานหนึ่ง ๓๐-๔๐ บาท ยิ่งในห้างยิ่งสูงมาก ในสภาเมื่อสักครู่นี้ผมไปถามจานละ ๕๐ บาท ที่เขามาขาย เห็นไหมครับ หรือแม้กระทั่งลงไป ข้างล่างในสภามีไหมครับ เดี๋ยวนี้ราคา ๒๕ บาทซื้อที่ไหนรับประทานได้ ค่าเช่า ค่าของขึ้นหมด ท่านประธานครับ การตรวจสอบติดตามปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้ดูเลยครับ เมื่อสักครู่นี้ก็บอกบอกว่า ปัญหาเรื่องฝนตก ภัยแล้ง ตอนนี้ภัยจะแล้งอีกแล้ว วันก่อนฝนตกน้ําท่วม พืชผลทางการเกษตร เสียหาย วันนี้ภัยแล้งอีกแล้วครับ ไม่รู้ว่าท่านรัฐมนตรีมีตัวเลขหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าท่านคงหา ตัวเลขได้ แต่เมื่อหาตัวเลขได้แล้วท่านจะดําเนินการในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือเปล่า นี่อีก เรื่องหนึ่ง แต่ผมก็ยังเชื่อว่าต้องไปใช้เวลา ท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๔ คือรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ทําลาย ผู้ประกอบการรายย่อย ส่งผลให้พฤติการณ์การบริโภคเปลี่ยนแปลง อันนี้ชัดเจนครับ เมื่อสินค้า ราคามันต่าง โดยเฉพาะซาปั๊ว ต้นทุนการผลิตต่าง ๆ อยู่ที่โรงงาน แต่คนที่รับมาเอาของมากระจาย คือ ยี่ปั๊ว ซาปั๊วก็คือคนที่ขายอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ เวลาเขาไปซื้อเขาต้องไปซื้อที่ยี่ปั๊ว เพราะของ มันจํานวนมากเวลาเขาส่งเขาก็คงจะต้องเสียค่าบรรทุกค่าของเขาต้องผ่าน แต่ผมถามว่าเมื่อเป็น อย่างนี้ อย่างน้ํามันปาล์มเขาบอกว่าซื้อตรงทําไมไม่ให้เขาไปซื้อครับ ๔๔ บาท เห็นชัดครับส่งเข้า ขายในร้านที่เป็นห้างใหญ่ ๆ เท่านั้น เล็ก ๆ ไม่มีขายครับ วันก่อนผมไปเดินปรากฏชัดครับเขาบอกว่า ไม่มีของขาย แล้วก็ถ้าจะไปซื้อจริง ๆ คนที่ลําบากก็คือชาวบ้านต้องไปขึ้นรถไปซื้อน้ํามัน สักขวด ๒ ขวด แพงกว่า ๔๗ บาทอีก ท่านต้องคิดต้นทุนด้วยการเดินทาง จึงทําให้ร้านค้าที่เขา ค้าขายไม่มีของขาย พอไม่มีของขายต้องไปซื้อน้ํามันขวดหนึ่งเขาก็ซื้อ อย่างอื่นกลับมาครับ ก็เลยทําให้ร้านห้างต่าง ๆ ที่เป็นห้างใหญ่ ๆ ห้างข้ามชาติทั้งหลาย เขาซื้อของเป็นวอลลุม (Volume) ใหญ่ ๆ ต้นทุนเขาลดต่ําลงมาครับท่านประธาน ร้านเล็ก ๆ ตายหมดแล้ว แล้วกระทรวงพาณิชย์ทําอะไรครับ คุณไปขึ้นทะเบียนจะให้เขาเป็นร้านค้า เขาไม่มี ของขาย เจ๊งหมดครับ กว่าจะได้แต่ละบาทแต่ละสตางค์ นี่เผลอ ๆ น้ําตาลจะขึ้นราคาอีกหรือเปล่า ไม่ทราบนะครับ เพราะวันก่อนผมไปถามนี่น้ําตาลเริ่มจะขาดอีกแล้ว ท่านประธานครับ สิ่งนี้ถ้าไม่ เรียกเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทห้างร้านใหญ่ ๆ แล้วจะเรียกอะไรครับ เพราะของตอนนี้ไปกระจุก อยู่ในร้านใหญ่ คนที่มีวิถีชีวิตอยู่กับพื้นเพเสร็จหมดครับ ผมจึงบอกได้เลยว่าท่านบริหารงาน ผิดพลาดและเอื้อประโยชน์ให้กับร้านใหญ่ ๆ เอาของไปลงสต็อกเยอะ ๆ ทุกคนไปตรวจหมดเลย ครับ แม้กระทั่งตัวท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีเองเวลาไปตรวจไปเดินตรวจห้างทั้งนั้นละครับ ห้างใหญ่ ๆ แต่ไม่ได้ลงไปดูในตลาดเลย พอผมมาดูตรงนี้ ก็ไปดูครับว่า ที่รัฐบาลบอกว่าอยู่รอดแน่ โดยการประกาศขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ปรับฐาน ๘ เปอร์เซ็นต์ ให้เงินขั้นต่ํา ๒๑๙ บาท จาก ๒๐๖ บาท แต่โทษทีครับ ท่านลืมอัตราเงินเฟ้อครับ ๒๑๙ บาท อัตราเงินเฟ้อ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๑๒ บาท เท่ากับว่าคุณมีเงิน ๒๑๙ บาท คุณซื้อของได้แค่ ๒๑๒ บาท อันนี้ยังไม่ว่าครับ ผมจะชี้ให้เห็นครับว่า ส่วนรายได้ของประชาชน ผมแบ่งเป็น ๔ กลุ่ม ๐ ถึง ๕,๐๐๐ บาท รายได้ ตอนนี้นะครับ ไปตรวจเช็กมีอยู่ในจํานวน ๖๔ ล้านคนนะครับ ฉายที่จอนิดหนึ่งครับ มีอยู่ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเปิดคลิปที่ ๒ เลยครับ ไล่ตามเลยครับ ช่วยเปิดคลิปที่ ๒ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ ส่วน ๕,๐๐๐ ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท มีอยู่ ๔๓ เปอร์เซ็นต์ ลงมา ๓๐,๐๐๐ ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท มีอยู่ ๒.๙๐ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป มีอยู่ ๐.๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ นี่ที่มาจากสํานักงานสถิติแห่งชาติ แล้วเปิดต่อไปครับ กลุ่มแรงงานที่มีรายได้น้อย เมื่อสักครู่ผมบอกไปแล้วนะครับ คือกลุ่มไหนครับ กลุ่มภาคเกษตรกรรม มีตัวเลขอยู่ ๑๔,๕๔๖,๘๐๐ ราย รายได้เฉลี่ย ๔,๒๔๕ บาท ภาคเกษตรกรรมนะครับ จํานวน ๒๓,๔๘๙,๐๖๔ ราย มีรายได้เฉลี่ยประมาณ ๑๐,๐๖๙ บาท นี่ก็มาจากที่เดียวกันครับ สํานักงานสถิติแห่งชาติ เปิดต่อไปครับ รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน ท่านประธานครับ ตอนนี้รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน ประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาทรายได้ในครัวเรือนเฉลี่ยประมาณ ๑๗,๐๐๐ บาท โทษนะครับ รายจ่าย ครัวเรือนเฉลี่ยทั้งประเทศ ๑๗,๐๐๐ บาท รายได้ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่หนี้สินครัวเรือนต่อครัวเรือน ประมาณ ๑๓๕,๐๐๐ บาท ถ้าคิดเป็นรายหัวเป็นหนี้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ บาทต่อหัวต่อคน ที่มาจาก สํานักงานสถิติแห่งชาติ จึงทําให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจากเดือนมกราคม เดือนมกราคม ๘๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ลดลงมาในเดือนกุมภาพันธ์เหลือ ๘๐.๙ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่น ในอนาคตลดลง อันนี้เป็นศูนย์พยากรณ์จากหอการค้า แสดงว่าคนนี้เริ่มไม่เชื่อถือแล้วก็เริ่มไม่ใช้จ่ายเงินครับ ไปเร็วนิดหนึ่งครับ ถ้ามาเปรียบเทียบแล้ว ของจากตารางที่ผมใส่มานี้ ๑๓ ตาราง ตั้งแต่ข้าวเหนียวราคาเมื่อคิดเทียบจากเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ ราคาจาก ๑๓๗ บาท มาเป็น ๑๙๐ บาท ขึ้น ๓๘.๖๙ เปอร์เซ็นต์ เนื้อสุกร ขึ้นประมาณ ๓.๖๗ เปอร์เซ็นต์ ตัดผมนี้จาก ๕๐ บาท เป็น ๖๐ บาท นี้ขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไข่ไก่ เบอร์ ๒ จาก ๒.๙๖ บาท เป็น ๓.๒๔ บาท ขึ้น ๙.๔๖ เปอร์เซ็นต์ เรียกว่ามันทยอยขึ้นมาหมดครับ เนื้อวัวนี้ก็ขึ้น ๑๒.๗ เปอร์เซ็นต์ สิ่งต่าง ๆ ที่เห็นน้ํามันปาล์มขึ้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ บะหมี่สําเร็จรูปขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมจึงบอกได้เลยว่าราคาที่ท่านควบคุมไว้ ๔๑ รายการ และกําลังจะขึ้นอีก ๒๐๐ รายการ มันขึ้นแน่นอนครับ เพราะรัฐบาลบอกว่าแบงก์ชาติกลัวภาวะเงินเฟ้อมากให้ขึ้น ดอกเบี้ยไป ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑ เปอร์เซ็นต์นี้เป็นตัวที่ทําให้การบริโภคลดถอยลงไปประมาณ ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ เห็นไหมครับท่านประธาน ผมเอาตารางมาเปรียบเทียบว่าคนที่มีรายได้จริง ๆ เขามีรายจ่ายอย่างไร ผมตั้งที่รายได้ของคนโสดที่มีรายได้ประกันขั้นต่ํา ๒๑๙ บาท กับนักศึกษาที่จบมาใหม่ก็ประมาณสัก ๘,๕๐๐ บาท มีค่าผ่อนบ้านหรือเช่าบ้านนี้ ๒.๕๐๐ บาท ค่าเดินทางประมาณ ๒,๐๐๐ บาท ค่าอาหาร ๓,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่าย ๘๐ บาท นี่ต่อเดือน ค่าน้ํา ค่าไฟประมาณ ๕๐๐ บาท ค่าโทรศัพท์จิปาถะ เน็ท (Net) ๙๐๐ บาท ค่านุ่งห่ม ๗๐๐ บาท ลงมาแล้วถ้ามีเงินอยู่ประมาณ ๘,๕๐๐ บาท เขาจะใช้จ่ายเดือนหนึ่งประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท กับอีก ๔๐๐ บาท หักแล้วติดลบประมาณ ๑,๙๐๐ บาท ส่วนถ้ามีครอบครัวให้ ๒ คนทํางาน ๒๐,๐๐๐ บาท เหมือนกันครับ ค่าเช่าบ้าน ๒,๐๐๐ บาท นี่ลดลงมานะครับ ค่าเดินทาง ๔,๐๐๐ บาท ถ้ามีผ่อนรถหรืออะไรนี้ ค่าอาหาร ๕,๐๐๐ บาท รวมเบ็ดเตล็ดแล้ว ๒๒,๗๐๐ บาท ก็เกินอีกครับ ติดลบอยู่ประมาณ ๒,๗๐๐ บาท แต่มีตัวเลขพิเศษพวกนี้เริ่มมีบัตรเครดิตแล้วครับ เป็นหนี้ล่วงหน้าอีก ๓,๐๐๐ บาท ลงมาผัวเมียแต่งงานกันมีลูก อันนี้มีลูก เมื่อกี้ก็มีลูก นะครับ ลูกก็ใช้จ่าย ๒,๐๐๐ บาท กับ ๑,๐๐๐ บาท ไม่รู้อยู่หรือเปล่า ขึ้นอยู่กับการดูตัวเลข เพราะผมเรียกมาสอบถาม พอมา ๖๐,๐๐๐ บาท ท่านดูสิครับ ลงมาเบ็ดเสร็จ ๒ คน รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ติดลบอยู่ประมาณ ๑๘,๕๐๐ บาท สรุปว่าค่าใช้จ่ายนี้ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขที่คิดต่อครัวเรือน ถ้าของมันขึ้นขนาดนี้ ท่านประธานครับ ตัวเลขขนาดนี้ส่งผลกระทบอะไรครับ เป็นเรื่องแปลกครับ ผมขออนุญาตฉายคลิปนิดหนึ่งครับ ฉายคลิปแผ่นแรกครับ เดี๋ยวดูว่าประชาชนเขาพูดอย่างไรครับ ผมไปอัดมา ขอแผ่นแรกครับ ไม่ใช่ครับ แผ่นที่ ๒ ครับ มันมีแผ่น ๑ กับแผ่น ๒ เอาแผ่นแรกครับ อย่างนี้ต้องทดเวลาให้ผมครับท่านประธาน
ท่านมีอยู่แล้ว ๔๐ ชั่วโมงครับ
ก็ข้างบนช้าครับท่านประธาน ไม่ใช่ ครับมันมี ๒ แผ่นนะครับ ท่านไปดูนะครับ ผมอธิบายต่อนะครับระหว่างที่หาแผ่นอีกแผ่นหนึ่ง มันมี ๒ แผ่น นี่ครับอาหารประจําชาติไทย ผมไปญี่ปุ่น การบินไทยเขาไปขายชามละ ๒๕๐ บาท นี่ครับ วันนี้ส่วนผสมของข้าวผัด มีข้าวสวย เนื้อหมู แล้วแต่นะครับเนื้อไก่ก็ได้ ไข่ไก่ ผักชี ต้นหอม แตงกวา น้ํามันพืช ซอสปรุงรส ชูรส น้ําปลา น้ําตาล มะนาว รวมเบ็ดเสร็จข้าวผัดจานนี้เท่าไรครับ ท่านประธาน ต้นทุนอยู่ ๒๒ บาท ไปถามมาแล้ว ถ้ามีไข่ดาวสักใบเขาคิด ๗-๘ บาท หรือถึง ๑๐ บาท ถามว่าเขาขายได้ไหมครับ นี่ยังไม่ได้รวมค่าเช่า ค่าแก๊ส ค่าอะไร วันหนึ่งถ้าขาย ๕๐ จาน เขาเหลือเท่าไรครับ ถ้าเขาตั้งไว้ที่ ๒๕ บาท ที่ผมไปถามเขา เขาขาย ๒๕ บาทนะครับท่านประธาน ที่มีนบุรี เขาขายสูงกว่านี้ไม่ได้ครับ เพราะในส่วนของอุตสาหกรรมบางชันเขาขายสูงกว่านั่นไม่ได้ ขายสูงกว่านั่นคือไม่กิน เพราะฉะนั้นขาย ๒๕ บาท เหลือ ๓ บาทไปทําอะไรท่านประธาน ยังไม่รวม ค่าตัว เขาบอกว่าจะเลิกขายแล้ว เพราะขายไปก็ขาดทุนยังไม่ได้ค่าตัวเลยปิดเสียดีกว่า เปิดต่อไปครับ เช่เดียวกันครับก๋วยเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวทุกคนต้องรับประทาน กลางวันก๋วยเตี๋ยว ส่วนผสม เส้นก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้น เป็นเนื้อหมู เนื้ออะไรก็ได้ครับ ถั่วงอก ต้นหอม กระเทียมเจียว น้ําซุป ชูรส น้ําปลา น้ําตาล มะนาว ต้นทุนอยู่ประมาณ ๒๐ บาท นี่ยังไม่ได้รวมอะไรนะครับต้นทุน อยู่ที่ ๒๐ บาท ผมถามว่า ๒๐ บาทตรงนี้ถ้าเขาขายแล้วราคามันสูงขึ้น ยิ่งตอนนี้เนื้อกิโลกรัม ประมาณ ๑๓๐ กว่าบาท ๑๔๐ บาท ขึ้นอีก ๒๐ บาท ถ้าเขาต้องการบริโภคอย่างเก่า นั่นหมายถึง อะไรครับ เขาบอกว่าข้าวผัดจานหนึ่งที่ผมบอกว่า ๒๒ บาท ถ้าสั่ง ๕ จานเขาบอกลดไข่ลงไปหน่อย ตีเจียว ๆ แทนที่จะใส่ไข่ ๕ ฟอง เขาบอกว่าลดไปได้ฟองหนึ่ง นี่เอาแม่ค้ามาพูดเองนะครับ แต่ต้อง เห็นใจเขาครับเพราะเขา ๒๕ บาท ทีนี้ท่านประธานครับเมื่อเป็นอย่างนี้มันเจ๊งหมดทั้งระบบครับ ของที่ท่านบอกว่าขึ้นแล้วอยู่ได้ ร้านขนมเค้กเป็นตัวอย่างครับ หายไปเลยครับท่านประธาน แป้ง เนย ทุกอย่างขึ้นหมด เนย ๗๐๐ กว่าบาท ขึ้นเป็น ๙๐๐ กว่าบาท ส่วนผสม แป้ง ไข่ไก่ นมข้น นมจืด เนยสด น้ําตาลทราย ผงฟู เนยขาว สตอร์เบอรี่ ต่าง ๆ นะครับ เข่าบอกว่าต้นทุนจริง ๆ ๑ ปอนด์ เขาขายอยู่สมัยก่อนของขึ้น ๑๕๐ บาท ต้นทุนเขาบอกกล่องอยู่ ๘๘ บาท เขากําไร ๖๒ บาทมาวันนี้ต้องขาย ๑๕๐ บาทต่อ ๑ ปอนด์อย่างเก่า ต้นทุน ๑๓๒ บาท ขายกําไร ๑๘ บาท คนกินน้อยลงด้วยท่านประธาน ต้องปิดร้านครับ นี่อาศัยเครื่องไม้เครื่องมือมีก่อน นี่ผมพูดภาษา ชาวบ้านง่าย ๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตอบเถอะครับว่ามันเจ๊งจริงหรือเปล่าทั้งระบบ ธงฟ้าท่านโบกสะบัดก็จะหลุดอีกแล้วครับ ดังนั้นสิ่งที่ผทได้นําเสนอเขาสะท้อนอย่างนี้ครับ เจอคลิป (Clip) หรือยังครับ เปิดให้ดูหน่อยครับ เขาสะท้อนให้บอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้รัฐบาลจะช่วยหรือเปล่า แม่ค้า คนขายของขายไมได้ปิดธุรกิจ ปิดกิจการ ตกงาน ว่างงาน คนจบใหม่ตกงาน ว่างงาน แล้วใครรับผิดชอบ ภาษีคุณเก็บได้หรือเปล่า ที่กู้มาเยอะ ๆ คุณจะทําอย่างไร อย่างหวังนะครับ ที่ญี่ปุ่นเจอสึนามิแล้วเราจะส่งออกไปช่วยทดแทน แต่ภายในประเทศจะแย่ แล้วพฤติกรรม การบริโภคก็จะเสียครับท่านประธาน ถ้าเขาขึ้น ๓๐ บาท บอกแล้วอย่างไรครับ คนก็ไม่กิน เมื่อเขาไม่กินพอเขาติดลบอยู่ ที่ผมบอก เขาก็ต้องหาของไปทําอย่างไร ครั้นไปเข้าห้างก็ของแพง สิ่งที่เกิดขึ้นจะทําให้คนตกงาน ว่างงานแล้วเกิดปัญหาครับว่า แล้วคนเหล่านี้จะไปทําอาชีพอะไร เป็นภาระของสังคม เพราะตัวเลขต่าง ๆ ที่ท่านคิดคํานวณนี่มันไม่ชัดเจน การไม่ตรวจสอบ การไม่ดําเนินการในเรื่องของการทํางานของกระทรวงพาณิชย์ ท่านล้มเหลว ท่านดําเนินการ ไม่เป็นไปตามหลักการแห่งความเป็นจริง ดีใจครับ ข้าราชการดีใจปรับฐานขึ้น ๘ เปอร์เซ็นต์ ประชาชนแรงงานขั้นต่ําดีใจครับ แต่บางคนที่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านประธาน เขาไม่ให้ครับ เพราะโรงงานเขาอยู่ไม่ได้ เขาบอกว่า ๑๐,๐๐๐ บาท คุณเกินแล้ว อัตราเงินเดือนขั้นต่ําเขา ๒๑๙ บาท ไม่ขึ้นครับ พวกนี้นั่งออฟฟิศ (Office) เยอะมาก พวกนี้ขาดทุนครับ วินมอเตอร์ไซค์ ก็เจ๊งครับ ตอนนี้ก็เดินจะขึ้น น้ํามันขึ้นจะไปขึ้นค่าวินก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะเจอครับตามที่เขาบอก ยุคข้าวยากหมากแพง เจอหรือยังครับ
ขออนุญาตนะครับท่านประธาน เล่นตรวจแล้วก็ไม่ให้เปิด มีไหม ขออนุญาตครับ สิ่งที่เห็นผมเองคงไม่ได้บอกกล่าวครับว่ารัฐบาลชุดนี้โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ดําเนินการอะไรที่เป็น ประโยชน์กับประเทศหรือเปล่า เพราะการบริหารงานทั้ง ๔ ด้านที่กล่าวถึงมันล้มเหลว และมัน สะท้อนภาพให้เห็นว่าของทุกอย่างมันขึ้นราคา สิ่งที่เกิดในวันนี้เป็นสิ่งที่ผมเองไม่ได้คาดคิดครับว่า มันจะเกิดขึ้นในประเทศไทย คนต่อแถวซื้อน้ํามันปาล์มถึงกับชกต่อยกัน ชาวนาออกมาประท้วง ข้าวราคาถูก เพราะการประกันราคาข้าวหรือเปล่า ไม่สะท้อนความเป็นจริง ราคาก็สูงกว่า การจํานําราคาข้าวไม่เกิด ผมจึงขออนุญาตเรียนว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ละครับท่านประธานเป็นสิ่งที่ ไม่คาดคิดแล้วก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่มันเกิดขึ้นแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะรับผิดชอบอย่างไร รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร ผมต่อมานิดหนึ่งก็ได้ครับ รัฐบาลมักจะบอกครับว่าประชาชนต้องมา ก่อน ท่านประธานครับ วันนี้ภาพต่อคิวคือประชาชนต้องมาก่อน นี่ครับต่อคิวยาวเลยครับ ประชาชนมาก่อนแล้วครับ ต่อคิวซื้อน้ํามัน เห็นไหมครับ ต่อคิวซื้อน้ํามันทุกอย่าง แล้วก็บอกกล่าว ครับบอกว่า ประชาชนเองต้องมาก่อน ผมก็เชื่อว่าประชาชนต้องมาก่อน เพราะว่าเห็นจากภาพแล้ว แต่สิ่งที่ตามมานี่ครับในรูปต่อมา รัฐบาลมาทีหลังครับ รัฐบาลตั้งระดมเงินครับ โต๊ะจีนโต๊ะละ ๒ ล้านบาท เห็นไหมครับ อาหารเมนูต่าง ๆ วี.ไอ.พี. หมดครับ จะเป็นหอยเชอร์รี่เสิร์ฟกับ หน่อไม้ฝรั่ง หอยเชอร์รี่ซอส หรือเป็ดตุ๋นอบ สลัดมะเขือเทศ สลัดต่าง ๆ นะครับ เหล้า ไวน์ต่าง ๆ เห็นไหมครับนั่งทานกันยกแก้ว เขาบอกว่าใครว่าของแพงล่ะ มื้อละ ๒ ล้านบาทเรายังกินได้ ผมก็ว่า ดีครับ และประชาชนจะกินอะไรครับตอนนี้เดือดร้อนทั้งประเทศ ดังนั้นผมจึงคิดว่าการบริหารงาน จัดการของกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องของการทํางาน ในเรื่องของการดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเป็นหน้าที่ของภาคเกษตรกรซึ่งเดือดร้อนแล้วก็ไม่มีเงิน ไม่มีงาน เพราะเขาทําเกษตร ตอนนี้เป็นหนี้สินมากมายรวมถึงคนบริโภค เดือดร้อนไปหมดครับ ถามว่าถ้าเป็นอย่างนี้ผมจะทนให้ ท่านรัฐมนตรีพรทิวา นาคาศัย บริหารงานในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้อย่างไร ผมจึงไม่สามารถ ที่จะไว้วางใจท่านได้ แล้วก็คงจะต้องขออนุญาตบอกกล่าวไปยังพี่น้องประชาชนครับว่า ผมได้ทํา หน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการนําเสนอและอภิปรายถึงความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนและสะท้อนภาพให้เห็นครับ นี่ยังไม่ได้รวมในเรื่องคลิปนะครับท่านเปิดนิดหนึ่งเถอะครับ คลิปอันนั้นจะเป็นคลิปแค่สัมภาษณ์เองครับ ร้านเสริมสวยครับท่านประธาน ร้านเสริมสวย เขาบอกว่าลดจํานวนลง ๓๐ ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เคยตัดผม ๑ เดือน ๑ ครั้ง เป็น ๑ เดือนครึ่ง เขาก็ต้องปิดอีกครับ เหลือแต่คนอื่นที่เขาจะทํางาน แต่ถ้าเมื่ออาชีพต่าง ๆ มันล้ม มันหายไปเรื่อย ๆ ผมคิดว่าประเทศอยู่ไม่ได้ รัฐบาลลาออกก่อนดีกว่าครับหรือไม่อย่างนั้นท่านบอกว่าจะยุบสภา ในเดือนพฤษภาคมต้นเดือน ท่านรีบยุบไปก่อนเถอะครับก่อนที่จะมีปัญหา เพราะ ๕ บาทท่าน ประธานคูณดูครับว่า ๕ บาทต่อคน ๖๔ ล้านคนเอาแค่ข้าวอย่างเดียวนะครับ คูณกับจํานวนวันที่ บริโภค ๓๖๕ วัน คูณกับวันเวลาที่รัฐบาลจะอยู่ถึงสิ้นเดือนธันวาคมตกประมาณ ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แค่ ๕ บาทนะครับ แค่ค่าข้าวอย่างเดียวนะครับมื้อละ ๕ บาทที่เพิ่มขึ้น ผมจึงขออนุญาต ไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านพรทิวา นาคาศัย ให้บริหารงานในกระทรวง พาณิชย์ต่อไปไม่ได้ครับ ตกลงคลิปเปิดให้ไหมครับ เปิดหรือเปล่าครับ
คณะกรรมการอนุญาตให้เฉพาะ แผ่นที่ ๑ เท่านั้น
หรือครับ คลิปนี่ไม่มีอะไรเลยครับ เพียงแต่ว่า
ไม่ทราบครับเห็นคณะกรรมการ เขาเสนอมา แต่ท่านอธิบายได้ดีแล้วครับ
โอ.เค.ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานชมผมคนเดียวก็พอแล้วครับ ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานเห็นกับผมด้วย ใช่ไหมครับ เดี๋ยวอย่างไรพรรคภูมิใจไทยก็ช่วยยกมือให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ครับ ก็ยกมือสนับสนุนรัฐบาลครับ ต่อไปเชิญคุณสุนัย จุลพงศธร ครับ
ท่านประธานครับ ขอประกาศให้ผู้ที่จะ อภิปรายคุณพรทิวาต่อจากผมให้เข้ามาในห้องได้แล้วเพราะว่าจะเป็นมหกรรมสําคัญครับ ท่านประธานครับ
ช่วยกรุณาส่งรายชื่อมาก่อนได้ไหมครับ เป็นลับก็ได้ครับใส่ซองมาที่ต่อมากี่คนกี่คน
ผมได้ขออนุญาตท่านประธานเรียบร้อย แล้วครับ
คือทางนี้จะได้เขียนไว้ครับ
มีเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) เรียบร้อย แล้วนะครับ ก่อนที่จะได้เริ่มอภิปรายนะครับท่านประธาน ผมขออนุญาตเรียนสักนิดหนึ่งว่า ฝ่ายยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยพยายามกําชับกําชาที่สุดครับว่าอย่ากล่าวถึงท่านนายกรัฐมนตรี ที่ชื่ออภิสิทธิ์เพราะไม่อย่างนั้นมันจะใช้เวลากันเยอะมาก กระผมเองจึงขอท่านประธานนิดหนึ่งครับ ว่าถ้าเป็นไปได้อยากจะกราบเรียนผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าตัวท่านเองเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านต้องดูแลทั้งหมดอยู่แล้ว ถ้าท่านใช้สิทธิว่าอะไรที่เกี่ยวกับท่าน ท่านตอบหมดเห็นท่านจะตอบ เสียคนเดียว เพราะว่าการพูดถึงเรื่องข้าวก็ดี พูดถึงเรื่องการทุจริตในกระทรวงพาณิชย์ก็ดีนั้น มันก็ต้องอยู่ในความรับผิดชอบของท่านนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ผมก็เลยต้องขอประทานโทษจริง ๆ ครับ แล้วก็ขอความกรุณาครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอยู่หรือเปล่า ไม่ทราบแต่ท่านฟังผม สักนิดหนึ่ง ไม่ขึ้นมาก็ไม่ว่ากันครับก็เป็นเรื่องดีท่านจะได้ไม่ต้องมาตอบช่วยเหลือคุณพรทิวา ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีตอบกลับคุณมิ่งขวัญนั้นพูดถึงเรื่องนโยบายข้าว ผมเองก็อยากจะ กราบเรียนท่านว่าท่านมิ่งขวัญก็ไม่อยากตอบโต้ทันที ผมเองก็อยากจะเห็นภาพลักษณ์ของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่เป็นภาพของผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่ไม่ใช่มีลักษณะเถียงคําไม่ตกฟาก การโต้แย้งเป็นเรื่องธรรมดาครับท่านประธาน แต่ว่าการโต้แย้งด้วยการไปเหน็บให้ผู้อภิปรายเขา เสียหาย ไปกล่าวให้ร้ายเขาอย่างนั้นอย่างนี้ ขอเถอะครับภาพลักษณ์อย่างนี้สําหรับนายกรัฐมนตรี มันไม่เหมาะสม ดังนั้นถ้าผมจะกล่าวเกี่ยวกับเรื่องข้าวนะครับมันก็โยงถึงนโยบายของท่าน เช่น ท่านบอกว่าท่านใช้ระบบประกันราคาข้าวแต่ผมจะใช้ระบบจํานําข้าวอย่างนี้ ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตอบก็แล้ว นี่ขอตกลงกับท่านประธานก่อนนะครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ท่านก็คงจะทราบนะครับ ท่านเคยให้เกียรติผมว่าเป็นดอกเตอร์จากอังกฤษ ผมเองอยากจะขอเริ่มภาพแรกนะครับ ขอเพาเวอร์พอยท์ฉายด้วยนะครับ ที่จอนะครับ ถ้าเป็น ไปได้ขอให้โคลส (Close) ที่จอมากกว่าตัวผม ถ้าจะมีผมนิดหน่อยก็แล้วกันครับ ท่านประธานครับ เลสเตอร์ อาร์บราวน์ เป็นนักเขียนหนังสือที่ผมอยากจะเริ่มต้นที่ตรงนี้ เขาเขียนหนังสือ เรื่องโตล้นโลก หนังสือนี้ชื่อ เอาท์ โกอิ้ง เดอะ เอิร์ธ (Out going the earth) กําลังพูดถึงเรื่องของ วิกฤติอาหารโลกจะนําไปสู่การปฏิวัติมวลชน เพราะปัจจุบันประชาชนมันล้นโลก การผลิตอาหารนี่ มันไม่พอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนหลังมีการปลูกพืชทดแทนพลังงาน เช่น ปลูกปาล์มมาทดแทน น้ํามันดีเซลเป็นไบโอดีเซล ใช้มันสําปะหลังมาทําแก๊สโซฮอล์อย่างนี้เป็นต้น ที่ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานในเบื้องต้นเพื่อจะให้เห็นเป็นเรื่องเป็นราวว่า การอภิปรายวันนี้เราจะเน้นเรื่องเนื้อหา ว่าอะไรเป็นอะไร ดังนั้นเขามองว่าถ้าเรายังอยู่กันอย่างนี้จะเกิดวิกฤติเกิดการปฏิวัติมวลชนขึ้น ข้อมูลนี้ก็ยืนยันด้วยองค์การอาหารโลก เอฟเอโอ (FAO) ครับ องค์การอาหารโลกของ สหประชาชาตินะครับท่านประธาน แจ้งราคาอาหารในตลาดโลกสูงที่สุดในรอบ ๒๐ ปี ติดต่อกัน มาแล้ว ๘ เดือนครับ ตัวเลขอันนี้อยู่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ย้อนหลังไปนะครับ ๘ เดือน แต่แปลกใจ ไหมครับท่านประธาน ทําไมราคาสินค้าพืชไร่ของไทยมันถึงตกต่ําที่สุดละครับ ในเมื่อราคาของ อาหารโลกมันสูงขึ้นหมดครับ แต่ทําไมราคาสินค้าพืชไร่ของไทยตกต่ําที่สุดภายใต้การบริหารของ รัฐบาลนี้ครับ เชิญภาพต่อไปครับ ท่านครับองค์การอาหารโลกสหประชาชาติแจ้งว่าราคาอาหาร โลกในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมากลับขึ้นสูงสุดในรอบ ๒๐ ปีโดยแพงขึ้นติดต่อกันมาเป็นเดือนที่ ๘ แล้ว ขณะนี้ราคาสินค้าอาหารทุกชนิดล้วนแพงขึ้นแต่ยังแต่น้ําตาล แสดงว่าน้ําตาลไทยก็เตรียมแล้ว นะครับท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ครับ ขณะนี้ราคาสินค้าอาหารทุกชนิดล้วนแพงขึ้นยังแต่น้ําตาล ทั้งนี้ เนื่องจากอุปสงค์ต่ออาหารสูงขึ้นแต่อุปทานด้านเมล็ดพันธุ์ธัญพืชกลับลดลงอีกทั้งสภาพอากาศ เลวร้ายได้บั่นทอนการผลิตพืชผลในบางประเทศผลิตอาหารลง ผลผลิตอาหารลดลงส่งผลให้ราคาส่งข้าวสาลีและธัญพืชหลักอื่น ๆ ได้แพงขึ้นไปแล้ว ๗๐ เปอร์เซ็นต์นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ก่อนเป็นต้นมาขออนุญาตถ่ายโพรเจ็คเตอร์ (Projector) สักนิดเถอะครับ ที่ให้ไว้นะครับ ให้ดูกราฟ (Graph) สักนิดเถอะครับ เจ้าหน้าที่ครับ อย่าโคลส แต่ตรงนี้ครับ อันนี้เป็นดัชนีอาหารประเภทข้าว ท่านจะเห็นนะครับ ดัชนีอาหารประเภทข้าวนี้ ตัวเลขจะสูงหมดนะครับ ข้าวสาลี ข้าวบาเล่ย์ รวมทั้งข้าวของไทย แต่ปรากฏว่าข้อมูลจากเอฟเอโอ กําลังจะบอกอะไรกับเราครับ ลองมาดูข้อต่อไปนะครับ แผ่นต่อไปครับ ปรากฏว่าพอข้อมูลของ เวิลด์ แบงก์ (World bank) ครับ ขอภาพต่อไปครับ ข้อมูลของเวิล์ด แบงก์ ท่านเห็นนะครับ ตัวสายข้างล่างยาว ๆ นั้นเป็นข้าวสาลีของประเทศแคนาดา ข้าวของประเทศอเมริกา แต่ตัวบนสุด สีแดงนะ ท่านประธานครับ ข้าวของประเทศไทยครับ จากเวิล์ด แบงก์ ครับ ราคาในเดือนเมษายน ๒๕๕๓ เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม เดือนกันยายน ตกลงครับ ตัวเลขอย่างนี้ไม่ต้องไปเถียงเลย ครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี มันตกลงเพราะอะไรครับ ผมจะบอกท่าน เชิญครับ ที่ตกลง เพราะว่าต้นเหตุพืชไร่ของไทยที่ตกต่ําที่สุด สวนกระแสโลก โดยเฉพาะข้าวนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอย่ามาโต้ผม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่ามาโต้เรื่องข้าวเหนียว นะครับ เพราะอะไรครับ เพราะข้าวเหนียวนี่มันปลูกน้อย และตอนนี้ตอนที่รัฐบาลของท่านทักษิณ ทําเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศจีน วันนี้ประเทศจีนบริโภคเหล้ามาก เขาซื้อข้าวเหนียวไป วันนี้ข้าว เหนียวอีสานอาจจะโอเค แต่ว่าโดยภาพรวมของข้าวนี้ตกหมด เพราะอะไรครับ ๑. นโยบายประกัน ราคาข้าวของรัฐบาลผิดพลาด เปลี่ยนนโยบายจากจํานําเป็นประกันราคาข้าว ตรงนี้เองครับ ท่านประธาน ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีท่านไม่ต้องมาตอบโต้ผมหรอกครับ ท่านเก็บข้อมูลไป เมื่อกี้ท่านตอบโต้ท่านมิ่งขวัญไปแล้ว ท่านเองอาจจะอยู่ในฐานะที่เป็น นายกรัฐมนตรีดูภาพรวม แต่ท่านไม่ได้อยู่จังหวัดนครสวรรค์แบบผม ท่านครับ วันนี้ผมฟังท่านแล้ว ผมก็มีความรู้สึกลึก ๆ ว่าที่มีคนไปยกป้ายว่า ท่านดีแต่พูด มันเรื่องจริงครับ เพราะว่าอะไรครับ เพราะการประกันราคาข้าวของท่านที่ท่านพูดบางส่วน ผมใช้คําพูดท่านบ้างนะ ท่านพูดบางส่วน บอกว่า ราคาเท่าไร รัฐบาลตั้งราคาประกันไว้ ชาวนาก็จะได้เท่านั้น ไม่จริงครับ สมมุติว่าราคา ตลาด ๖,๐๐๐ บาท รัฐบาลตั้ง ๑๐,๐๐๐ บาท ไม่ได้หมายความว่าชาวนาได้ ๑๐,๐๐๐ บาท โดยรัฐบาลชดใช้ ๔,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วรัฐบาลจะตั้งราคาเฉลี่ย ยกตัวอย่าง ตอนนี้ครับ เมื่อวันก่อนมีท่าน ส.ส. คนหนึ่งบอกว่า ขอให้มีการตั้งราคาเฉลี่ยกลางขึ้น ให้สูงขึ้น อีกหน่อย เพราะอะไรครับ เพราะว่าท่านไปตั้งราคาเฉลี่ยไว้ ๙,๐๐๐ บาท แล้วท่านประกันราคาไว้ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็จ่ายแค่ ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง ท่านรู้หรือเปล่าครับท่านประธานว่า ชาวนา ตอนนี้เจ็บปวดที่สุด ในขณะที่บอกประกันราคาข้าว ฝนแล้งก็ได้ น้ําท่วมก็ได้นั้นปรากฏว่าประกันไว้ ว่า ใน ๑ ไร่นั้นต้องได้ ๕๐ ถังเท่านั้น แต่ความจริงวันนี้ไม่ใช่ครับ ท่านครับ ข้าวนาปรังตั้งแต่พ้น จังหวัดปทุมธานีไปจนถึงจังหวัดนครสวรรค์ไปถึงจังหวัดพิจิตรนั้นเขาทําข้าวนาปรังได้ไร่หนึ่ง ประมาณ ๘๐ ถังครับ แต่ว่ากติกาที่ท่านวางไว้นั้นเหลือแค่ ๕๐ ถังเท่านั้น ชาวนาขนาดจน และขนาดกลางแย่มากครับ คนหนึ่งมีนา ๑๐ ไร่ รัฐบาลขีดเส้นไว้ว่าได้แค่ ๕๐ ถัง ๑๐ ไร่ ก็ได้ ๕๐๐ ถัง ได้ ๕ เกวียนเท่านั้นเอง พอได้ ๕ เกวียนก็ได้ประกันราคา สมมุติ ๑,๐๐๐ บาท ก็ได้ ๕,๐๐๐ บาทเท่านั้น ดังนั้นมันไม่ได้ครับ วันนี้เอาเถอะครับ ก็ดีแล้วที่ท่านบอกว่าจะยืนที่ นโยบายประกันราคาข้าว แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าถ้าเราเป็นรัฐบาลเราจะกลับมาเป็นจํานําข้าว และจะประกัน บอกไว้ ตรงนี้เลยว่า ๑๕,๐๐๐ บาทสําหรับข้าวนาปรัง ข้าวพื้นฐานทั่วไป และจะมีวิธีการจัดทําโครงสร้างใหม่ ที่ไม่ต้องไปใช้งบประมาณอย่างนี้ด้วย จะให้ชาวนาทุกคนเริ่มต้นที่ข้าว ๑๕,๐๐๐ บาทหมดครับ ดังนั้นเรื่องนโยบายราคาข้าวนี้เป็นเรื่องที่ชัดเจน ไปไม่ไหวแล้วครับ แล้ววันนี้ท่านบอกว่าประกัน ราคาข้าวไม่ดี ๆ แต่ปรากฏว่าพอชาวนาประท้วงมากเข้า ๆ ท่านก็ไปตั้งโต๊ะรับซื้อข้าว รับซื้อข้าวนี่ ไม่ใช่จํานําข้าวแบบนั้นหรือครับ ดังนั้นเรื่องประกันราคาข้าวที่ท่านว่านี้มันได้ก่อให้เกิดปัญหาในเชิง การตลาด ขาดเสถียรภาพทางการตลาดเพราะอะไรครับ เพราะไม่มีใครซื้อข้าวแข่งกับพ่อค้า สมัยก่อนนั้นจํานําราคาข้าวหมายความว่าถ้าพ่อค้าซื้อถูก รัฐบาลซื้อแพง แต่ที่ใช้จํานําเพื่อจะ หลีกเลี่ยงปัญหาเรื่ององค์การค้าโลก ก็เกิดการแข่งขันทางการตลาด แต่วันนี้ไม่มีการแข่งขัน การตลาดเลย รัฐบาลตั้งไว้ ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วก็บอกว่าตั้งราคาอัตราเฉลี่ยอยู่ ๙,๐๐๐ บาท ๘,๗๐๐ บาทบ้าง อะไรบ้าง ในที่สุดพ่อค้าก็ไม่แข่งขันซื้อ อย่าเพิ่งง่วงนอน ท่านประธานครับ ผมอุตส่าห์ใส่เรื่องให้ละเอียดครับท่าน ปรากฏว่าราคาตลาดจริง ๆ มันจึงตกมาเหลือ ๖,๐๐๐ บาท เท่านั้น นี่คือความเจ็บปวดที่สุดและสะท้อนให้ถึงนโยบายและฝีมือของรัฐบาลนี้ จําได้ไหมครับ ท่านประธาน เมื่อครั้งเป็นพรรคไทยรักไทย ท่านประธานก็อยู่กับเรา ปรากฏว่าสมัยท่านทักษิณ ข้าว ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นครับ ๑๒,๐๐๐-๑๓,๐๐๐ บาท สมัยท่านสมัครก็ ๑๒,๐๐๐-๑๓,๐๐๐ บาท และตอนนั้นค่าเงินยังแข็ง ทอง ๑ บาท ซื้อได้ด้วยราคา ๘,๐๐๐ บาท ชาวนาขายได้ ๑๒,๐๐๐- ๑๓,๐๐๐ บาท ขาย ๑ เกวียนซื้อทองคําได้ ๖ สลึง แต่พอมาถึงตอนนี้ราคาตลาดจริง ๆ มันตก ลงเหลือ ๖,๐๐๐ กว่าบาท วันนี้ชาวนาขายข้าว ๓ เกวียนยังซื้อทองคําไม่ได้บาทหนึ่งเลยครับ เพราะ ๑ บาท ๒๐,๐๐๐ กว่าบาทเข้าไปแล้วท่านประธาน ดังนั้นความยากจนจึงมาถมครับ ปัญหา นี้ละครับ ผมจึงต้องกราบเรียนว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ เพราะว่าทันทีที่ชาวนาจนลงอย่างทุกวันนี้ ตลาดต้องเงียบครับ เพราะชาวนาก็จะเข้ามาตลาดน้อยลง พอตลาดเงียบชาวบ้านไม่กินก๋วยเตี๋ยว ยิ่งข้าวของแพงใหญ่โรงงานทําก๋วยเตี๋ยวเส้น ทําหมี่ จากกรุงเทพมหานคร จากจังหวัด สมุทรปราการเงียบไปด้วย จึงเกิดวิกฤติตรงนี้ ผมจึงบอกกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ท่านครับ อย่ามาโกธรผมเลยที่ผมจะพูดต่อไปนี้ เพราะนี่คือปัญหาของประเทศชาติที่เกิดจาก น้ํามือของท่าน ท่านส่งคนมาติดต่อผม ขอให้ผมเบา ๆ อย่าพูดได้ไหม ให้เขารู้สิครับ ผมเล่น การเมืองมา ๒๐ กว่าปีแล้วครับ เริ่มตั้งแต่เป็นประธานสภาเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เทศบาลที่นี่ ถ้าเป็นหน้าที่แล้วท่านอย่ามาเจรจากับผมเลย ไปหาผู้ใหญ่ให้มาติดต่อผม อย่าเลยครับ ผมเอาท่านเต็ม ๆ เต็ม ๆ คืออะไรครับ ปัญหาต้นเหตุของราคาพืชไร่ตกต่ําที่สุด สวนกระแสโลก โดยเฉพาะข้าว ๑. ปัญหานโยบาย ๒. โกง ทุจริตในกระทรวงพาณิชย์ ปัญหาที่ ๓ ผลจากการทุจริต นี่เองครับท่านประธาน ทําให้เกิดกระบวนการค้าข้าวย้อนศร ปกตินั้นชาวนาขายข้าวให้โรงสี โรงสี ขายข้าวให้ผู้ส่งออก ผู้ส่งออกขายออกไป แต่ปรากฏวันนี้ผู้ส่งออกเป็นพวกรัฐมนตรีครับ แล้วก็ซื้อ ข้าวกับท่านแบบถูก ๆ ถูกกว่าราคาตลาด พอถูกกว่าราคาตลาด ผู้ส่งออกก็เลยเอาข้าวที่เก็บไว้ใน โกดังของหลวงมาขายให้โรงสีครับ เลยวนกันอยู่อย่างนี้ละครับ มันถึงเหลือ ๖,๐๐๐ กว่าบาทครับ ท่านประธาน ไม่พูดไม่ได้ครับเรื่องอย่างนี้ โกงอย่างไร ดูต่อนะครับ ท่านครับ เดี๋ยวจะมีข้อมูล การโกงให้เห็นชัด ๆ ท่านรัฐมนตรีรู้จักไหม บริษัท เอ็มที (MT) บางคนเขาเรียก เอทีเอ็ม (ATM) กดเงินได้ตลอด เป็นบริษัทที่มีญาติพี่น้องของคนที่อยู่ ข้างหลังท่านเป็นคนดําเนินการ โกงกระทั่งมันสําปะหลัง โกงกระทั่งข้าว ข้าวนี้ในรายละเอียด เดี๋ยว ส.ส. ไพโรจน์จากกรุงเทพมหานครจะพูด มันสําปะหลังก็จะมีต่อ แต่เฉพาะผมกับท่านเจอ ข้าวโพดครับ แล้วท่านไม่ต้องดิ้นไปไหนเลยครับ แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพได้พูดทํานองว่า ถ้าผมทุจริตแม้แต่บาทเดียวผมจะเลิกเล่นการเมือง ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์อย่าพูดคํานี้นะ ถ้าพูดปั๊บพรุ่งนี้ท่านต้องลาออกเลยครับ ต้องเลิกเล่นการเมือง เพราะหลักฐานชัดเจน ผมจะบอกให้ท่านสักนิดหนึ่งเป็นแซมเปิล (Sample) ท่านเข้ามาใหม่ ๆ มีการประมูลข้าว ข้าวมันเหลืออยู่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตัน บริษัทเอ็มทีของท่านก็เข้ามาเล่นเลย ปรากฏว่าคิดว่าเขาไม่รู้ก็ตี ในขณะนี้ตลาดตอนนั้นราคา ๑๔,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาท ท่านทําสัญญา ท่านทําข้อตกลงกันลับ ๆ ทําการเปิดประมูลกับกลุ่มบริษัทของท่าน บริษัทเอ็มทีนี่เป็นบริษัทหนึ่ง ๑๒,๐๐๐ บาทครับ ปรากฏว่าอีกกลุ่มบริษัทหนึ่งสิงห์โตทองไรซ์เขารู้ว่า ๑๒,๐๐๐ บาทมีการจ่าย ใต้โต๊ะอีก ๒,๐๐๐ บาทเป็น ๑๔,๐๐๐ บาท เขาไม่ได้จ่ายใต้โต๊ะเขาเลยแกล้งเขียนประมูลเป็น ๑๔,๐๐๐ บาทเลยครับ พอเปิดซองมาหงายท้องเลย พวกของรัฐมนตรีไม่ได้ แต่ปรากฏว่าที่ให้ ๑๔,๐๐๐ บาท สิงห์โตทองไรซ์ก็ไม่ได้ครับ รัฐมนตรีไปใช้วิธีการเจรจาลับ ๆ กับกลุ่มบริษัทของ พวกท่าน บอกเขาให้มา ๑๔,๐๐๐ บาทมึงให้ ๑๒,๐๐๐ บาท เพิ่มราคาหน่อยไหม แล้วมาใส่กัน มาเรียกต่อรองอ้างโน้นอ้างนี้เป็น ๑๔,๕๐๐ บาท ในนั้นเขาว่ากินกันอีก ๕๐๐ บาท พอเข้า ครม. ปรากฏว่าถูกตีโต้กลับไป ไม่ได้ ทีแรกเราก็คิดว่าแหมพรรคท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ของพรรคประชาธิปัตย์ท่านนายกรัฐมนตรีนี่ดูแลละเอียดเชียวนะ มารู้ทีหลัง เปล่าครับ ยังตกลง ผลประโยชน์กันไม่ได้ครับ พิสูจน์อย่างไรครับ แล้วหลังจากนั้นพอตกลงผลประโยชน์กันได้แล้วข้าว ก็มาเหลือแค่ ๑๒,๐๐๐ บาทก็ขายกัน รายละเอียดเดี๋ยวท่าน ส.ส. ไพโรจน์จะจัดการ การทุจริต การขายพืชผลในกระทรวงพาณิชย์ เป็นภาวการณ์ที่ไม่อาจจะควบคุมได้ของรัฐบาลนี้ครับ ทําไม ควบคุมไม่ได้ครับ ๑. ปัญหาอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี ต้องยอมรับความเป็นจริงนะครับท่านประธาน ครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนี้มาเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ชอบนะครับ ผมฟังพันธมิตรเขาพูดทุกวัน เขาบอกนายกรัฐมนตรีวิ่งราวทรัพย์อํานาจครับ เพราะร่วมกับพันธมิตรยึดสนามบิน ยึดทําเนียบ เสร็จแล้ววิ่งราวทรัพย์แล้วไม่ให้อะไรเขาเลย ท่านอย่าได้พูดเลยครับว่าแหม ผมมาโดยชอบ ผมก็โหวตกันในสภา ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ครับท่านประธาน เส้นทางที่เดินมานั้นมันไม่ใช่ ด้วยเหตุนี้ เองครับท่านจึงต้องพึ่งเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคที่แปรพักตร์มา ถ้าท่านจะตอบผมก็ขอ ความกรุณาครับ อย่าได้ใส่ไคร้ว่าผมโกรธแค้น ไม่ใช่ครับ ผมกําลังบอกถึงเหตุผลว่ามันเป็นมา อย่างไร สําหรับผมไม่มีโกรธหรอกครับ เพราะเล่นการเมืองมา ๑๐ ปี ๒๐ ปี เกิดมาเพื่อเป็น ผู้แทนราษฎรครับ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อเป็นรัฐมนตรี ใครเขาตั้งรัฐบาลผมก็ไม่ได้ทั้งนั้น ผมก็เป็น ส.ส. อย่างนี้ละครับ ได้ทําหน้าที่ของผม ปัญหาอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี
อีกปัญหาหนึ่งอยู่ที่ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คุณพรทิวา นาคาศัย อยู่ที่ ตัวท่านอย่างไรครับ ผมบอกมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าคุณพรทิวานี่ครับ ถ้าพูดถึงวุฒิภาวะทางการเมืองนี่ ยังไม่เหมาะหรอกครับที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ถ้าจะให้เป็นก็ไปเป็นกระทรวงอื่นเถิดจําได้ไหมครับ เมื่อครั้งตอนเปิดสภาใหม่ ๆ ผมก็พูด เพราะกระทรวงพาณิชย์นี่มันซับซ้อนมากและมันมีปัญหามาก และที่สําคัญท่านมาเป็นรัฐมนตรีเพราะใครครับ ท่านวิชาญก็พูดชื่อสามีถูกบ้างไม่ถูกบ้าง สามีก็คือคุณอนุชา เขาเป็นเลขานุการคนใกล้ชิด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แล้วคุณสมศักดิ์นี่ละครับเป็นผู้ที่มีพลังอํานาจอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นสิ่งที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้ พรรคการเมืองของคุณพรทิวานั้นมีผู้มีอํานาจอยู่ข้างหลังแล้วใช้คุณพรทิวาเชิดทํางานแทน ครับ อย่าพึ่งไป คนที่เชิดคุณพรทิวาและคุณพรทิวาก็ต้องรู้ตัวดี ไม่ต้องโทรศัพท์หาใคร คือนักการเมืองใหญ่นอกสภา จากจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดบุรีรัมย์ท่านประธาน ท่านรู้จักไหม นักการเมืองใหญ่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ผมไม่ได้หมายถึงท่านนะ ตอนนี้อยู่นอกสภาครับ
ไม่ต้องประท้วงหรอก เดี๋ยวก็จบแล้ว พอแล้ว ไม่ต้องประท้วงหรอก
นักการเมืองใหญ่กลุ่มนี้ เดี๋ยวท่าน อย่ามาโต้แย้งนะว่าพวกนี้ก็เคยอยู่กับคุณสุนัย ผมไม่เอากับพวกนี้มานานแล้วนะท่านประธาน รู้หรือเปล่า อยู่พรรคเดียวกัน ผมก็ไม่ได้เอาด้วยนะ เพราะไอ้พวกนี้เป็นสัมภเวสีทางการเมืองครับ ท่านประธาน เป็นผีจรจัดทางการเมืองที่หาประโยชน์ ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็คล้าย ๆ ผีกระสือ ครับ ไปอยู่กับเขาแล้วก็รุมกินที่นั่น
เชิญประท้วงอะไร
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม รังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายครับ ซึ่งผมก็นั่งฟังผู้อภิปรายด้วยความสนใจอยู่ แต่ท่านได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ พาดพิงถึงบุคคลภายนอก นอกจากกล่าวพาดพิงบุคคลภายนอกโดยไม่จําเป็นแล้วยังใช้คําที่ไม่สุภาพตามข้อบังคับข้อ ๖๑ และข้อ ๖๓ ฉะนั้น ผมขออนุญาตให้ผู้อภิปรายนั้นได้อยู่ในกรอบของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในเนื้อหาของกระทรวงพาณิชย์ที่ท่านกําลังอภิปรายอยู่ ในขณะเดียวกัน หลายครั้งที่กล่าวถึง บุคคลภายนอกและผมก็ไม่ได้ประท้วงให้เสียเวลา แต่ท่านก็ได้พูดหลายครั้งแล้วก็ไม่มีวี่แววว่า จะหยุดในการที่จะพูดต่อไป ฉะนั้น ผมขออนุญาตใช้สิทธิในการประท้วง ให้ผู้อภิปรายนั้นได้ถอน คําพูดถึงบุคคลภายนอกและกล่าววาจาไม่สุภาพ เช่น กลุ่มบุคคลที่เป็นกลุ่มสัมภเวสี หรืออะไรก็ตาม หลายคําที่ไม่สุภาพ ซึ่งในสภาผู้แทนราษฎรตรงนี้นั้นท่านไม่ควรที่จะมากล่าว ขอให้ท่านประธาน ได้โปรดวินิจฉัยและให้เขาถอนคําพูดด้วยครับ ขอบคุณครับ
คุณสุนัยถอนคําว่า สัมภเวสี อะไรนี่ เขาแปลว่าอะไร
คนประท้วงรู้จักไหมว่าแปลว่าอะไร มีความรู้หรือเปล่า ท่านประธานครับ อย่าให้เสียเวลาเลยครับ ผมกําลังมาทําหน้าที่ของผมว่าข้าว ปลาอาหารมันตกต่ํา ข้าวชาวนานี่ ยิ่งประท้วงยิ่งเสียคะแนนนะครับ ใครมาประท้วงเวลาผมพูด เรื่องราคาข้าวตกต่ํา มาประท้วงนี่สอบตกทั้งนั้น ผมบอกให้นะ
เดี๋ยวคุณสุนัยครับ ให้ผู้ประท้วง เขาประท้วงให้จบ แล้วเขาก็บอกว่าให้ถอน คุณสุนัยจะถอนได้ไหม
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตครับ ผมจะมีความรู้หรือไม่นั้นอยู่ที่ตัวผมเอง แต่วุฒิภาวะของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในการกล่าวในสภาผู้แทนราษฎรนั้นความเหมาะสม ความรู้อยู่ที่ตัวท่าน ที่ท่านกล่าวเหมาะสม แล้วหรือยัง ผมขออนุญาตที่จะประท้วง แล้วก็ไม่ได้ขอให้ท่านนั้นต้องถอนคําพูดเกี่ยวกับตัวกระผม แต่ผมได้ขอให้ท่านถอนคําพูดเกี่ยวกับท่านได้กล่าวคําไม่เหมาะสมในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครับ
มีประท้วงอีก เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนที่เคารพ ผม นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายข้อ ๖๑ ซึ่งได้ห้ามผู้อภิปรายแสดงกริยาหรือ ใช้วาจาอันใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้อภิปรายได้กล่าวว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวสู่ตําแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยการวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งไม่จริงนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยมติเสียงส่วนใหญ่ของสภาแห่งนี้ไม่เคยวิ่งราวทรัพย์ และไม่เคยถูกยึดทรัพย์ ผมขอให้ผู้อภิปรายถอนคําพูดครับ
ท่านสุนัยถอนก็ถอนไป เพราะว่า กลอนพาไปยาวแล้วนะครับ ก็ถอนสักหน่อยครับเราผู้หลักผู้ใหญ่
ท่านประธานครับ แต่ข้อเท็จจริงมี วันที่ ๒๗ เดือนสิงหาคม คุณกรณ์ รองนายกรัฐมนตรีอยู่ในทําเนียบกับเขาด้วย หลักฐานหนังสือพิมพ์มีครับ ผมว่าเดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดไปก็แล้วกันว่าท่านไม่ได้เกี่ยวอะไรก็ว่าไป โอเคนะท่านนะจะได้ ต่อ ท่านประธานครับเรื่องสัมภเวสีนี้เดี๋ยวผมจะพูดให้ท่านเห็นว่าผมไม่ได้ว่าใครเลย ไม่ได้เอ่ยชื่อ เนวินหรือใครเลย ไม่ได้เอ่ยชื่อสมศักดิ์เลยเป็นสัมภเวสีทําไมต้องเดือดร้อน
คือเขายังประท้วงอยู่ครับคุณสุนัยครับ คุณสุนัยความจริงพูดดีแสนดีครับ แต่ว่าโดยมากเลยเถิด ขอความกรุณาผู้ประท้วง ประท้วงอะไรอีก เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเห็นแก่ บรรยากาศและเห็นกับท่านประธาน ไม่ต้องถอนก็ไม่เป็นไรครับ แต่ขอร้องว่าขออภิปรายได้เป็น ผู้เป็นคนมากกว่านี้ครับ
คุณรังสิกรเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายรังสิกร ทิมาตฤกะ ผมขออนุญาตยืนยันที่จะประท้วงเพื่อให้ท่านประธานวินิจฉัย กรุณาให้ท่านได้ ถอนคําพูดครับ เรื่องท่านกล่าวไม่สุภาพในสภาแห่งนี้อย่างรุนแรงและหลายประโยค ส่วนความหมายจะเป็นอย่างไรนั้น คนฟังเขาเป็นผู้รู้ครับว่าท่านได้เหน็บแนมหรือพาดพิง ถึงใครบ้าง และหลายครั้งท่านก็ได้ออกรายชื่อบุคคลภายนอกโดยที่เขาไม่มีสิทธิที่จะมา แก้ต่างในสภาแห่งนี้ และตัวกระผมเองที่ท่านพาดพิงบอกว่าใครก็ตามที่ประท้วงท่านสุนัยนั้น จะต้องสอบตก ผมลง ส.ส. เขตครับ ขออนุญาตตอบ ผมไม่กลัวสอบตกครับ แต่ว่าท่านลงแข่ง กับผมได้ไหมครับ
ไม่ต้องแข่งกันหรอก จังหวัดนครสวรรค์ กับจังหวัดบุรีรัมย์มันห่างกันมาก
ท่านครับเอาอย่างนี้ก็ได้ครับ ท่านอยาก ให้ผมถอนอยากให้ท่านฟังจนจบท่านประธานครับ ถ้าไปพาดพิงใครที่ท่านเคารพแล้วผมเสียหาย ผมจะถอนให้ ยังเก็บประเด็นนี้ไว้ท่านประธานครับจะได้ต่อเลยนะครับ
คือถอนคําว่า อเวจี อะไรนั่น
ท่านครับ อเวจี ขอถอนครับ ท่านประธานครับ อเวจี ถอนแล้วครับ
เดี๋ยว ๆ ครับ มีอะไร
ผมขอความชัดเจนท่านประธานครับ ผมขอความชัดเจนตอนที่ท่านสุนัยพูดนั้นพูดพรรคร่วมรัฐบาลและมีกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังของ พรรคร่วมรัฐบาลประมาณนั้น แล้วใช้คําว่า เป็นกลุ่มพวกสัมภเวสี ซึ่งตรงนี้ไม่มีความเหมาะสม และน่าเกลียดน่าชังในการพูดในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผมขออนุญาตยืนยันว่าขอให้ถอนประโยค นี้ครับผม
ก็ช่วยถอนไปเราพูดจริง
ท่านประธานไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร ท่านประธานครับ เพื่อให้ท่านประธานสบายใจก็ถอนคําว่า สัมภเวสี
คือเขาบอกว่าพูดถึงกลุ่มพรรคร่วม ที่ท่านพูด ท่านถอนทั้งหมดไป
โอเคท่านประธานผมถอนแล้วนะครับ สัมภเวสีถอนแล้ว ผมกําลังบอกว่าเป้าหมายของนักการเมืองอภิมหาขี้โกงนอกสภาจากจังหวัด สุโขทัยกับจังหวัดบุรีรัมย์ ต้องการอะไรครับ ๑. ต้องการเงินครับ เงินเพื่อสร้างจํานวน ส.ส. เพื่อสืบ ต่ออํานาจร่วมกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ สุเทพต่อไป อันนี้เป็นเรื่องใหญ่
ท่านสุนัยครับ ผู้ประท้วงเขายัง ไม่พอใจอยู่นั่นแหละครับ มีอะไรอีก
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับประท้วง เรื่องใหม่ครับ กระผม นายรังสิกร ทิมาตฤกะ ท่านผู้อภิปรายนั้นได้กล่าวว่า ผู้ที่ขี้โกงนั้นอยู่ที่จังหวัด สุโขทัยและจังหวัดบุรีรัมย์ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงในฐานะที่ผมนั้นเป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์ครับ ตรงนั้นถ้าท่านมีหลักฐานอะไรก็เอาหลักฐานขึ้นมาก่อน ไม่ต้องมาพูดว่าอยู่ตรงไหน อะไร อย่างไร ซึ่งมันไม่ถูกต้อง และพี่น้องประชาชนจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดสุโขทัย และอีกหลายจังหวัดที่ท่าน อาจจะพูดถึงนั้นแต่ละจังหวัดมีคนเป็นล้านคนครับ มันเสียหายครับ ไม่ตลกหรอกครับ ท่านก็ว่า ไม่ตลก แต่ผมไม่ตลกด้วยหรอกครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตครับ ขอประท้วงผู้อภิปรายและ ประท้วงท่านประธานด้วยครับ ขอให้เขาไม่ต้องพูดแบบนี้ต่อไปอีกครับ โปรดวินิจฉัยด้วยครับ
ครับ ผมจะควบคุม ถ้าพูดคํานี้ ต่อไปผมจะไม่ให้พูด เชิญพูดต่อไปครับ
๑. เขาต้องการเงินครับท่านครับ ๒. เขารับงาน มาแล้ว ช่วงชิงพื้นที่ทางการเมือง และตัดกําลังพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานและภาคเหนือ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ เชิญต่อไปนะครับ ด้วยเหตุนี้เองครับท่านประธานครับ ๒ ปีที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ข่าวทุจริตกระทรวงพาณิชย์มันรึ่มไปหมด ท่านก็เห็นเอง แต่ท่านทําอะไร เขาไม่ได้ เพราะท่านต้องพึ่งเสียงเขา ไม่อย่างนั้นท่านไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี นี่ครับ อภิสิทธิ์ ถกไตรรงค์ระบายข้าวฉาว อย่างนี้ต้องประท้วงไหมท่านประธาน หนังสือพิมพ์มติชนครับ นี่วันที่ ๕ หนังสือพิมพ์มติชน วันอังคารที่ ๑๒ พาดหัว จี้รัฐบาลยกเลิกระบายข้าวให้เอ็มทีเสร็จเรียบร้อย มติชนอีกวันหนึ่ง ๑๕ แล้วก็ให้โอกาสเอ็มทีทําสัญญาใหม่อีกครับ มันอะไรนักหนาเล่า เลิกสัญญาแล้วก็มาทําสัญญาใหม่ได้อีก ท่านรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งนั่งอยู่นี่ ผมจําไม่ได้ใครครับ ท่านครับ เกิดมาไม่เคยเห็นที ถึงขนาดครับท่าน กระทําการพ่น นี่ข้าวพ่นพิษเด้งผู้ช่วยรัฐมนตรี พาณิชย์ครับ นายวีระศักดิ์ จินารัตน์ กินข้าวกันได้อย่างไรท่านครับ ปรากฏว่าเอ็มทีทําการประมูล เสร็จเรียบร้อยไม่มีสตางค์วางประกัน ไปเอาเงิน กยศ. กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษามาค้ําประกัน ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ทําอย่างนี้มันไม่หยาบคายแย่หรือ ท่านอย่าบอกว่าไม่ใช่ ใบเสร็จนะครับ ใบเสร็จที่ผมพูดนี่เดี๋ยวผมจะโชว์ให้ท่าน แต่เป็นใบเสร็จทางการเมืองครับ มาร์คจี้ เร่งสอบประมูลมันเส้น เอาอีกแล้วครับ มันเส้นครับ บังเอิญผมเก็บหนังสือพิมพ์เก่า ๆ นี่ครับ ลองถ่ายมาดูนี่ก็ได้นะครับ ระบายมันเส้นส่อทุจริตอีก เดี๋ยวมีคนพูดเรื่องมันเส้นครับ เอาตรงนี้ หน่อยไหมครับ โคลสตรงนี้ใกล้ ๆ หน่อย หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ คุณพรทิวาแขนขาดหรือเปล่า เขาบอกพาดหัวว่า ฟันมือขวาเจ๊วา แล้ว ไล่ออกแล้วครับ ไปสอบสวน แล้วท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ก็ถูกร้องที่ ป.ป.ช. เขากําลังสอบท่านด้วยนะครับ กรณีอย่างนี้ท่านจะปกป้องอะไรกันอีก ถ้าท่านไม่มีอะไรเลยจริง ๆ ไปหวงอะไรละครับ กับคุณพรทิวา ก็ให้ออกไปเสีย แต่บังเอิญเขาเป็น เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ท่านก็เลยเล่นไม่ได้ เลยต้องเอาแค่เอาลูกน้องออกเท่านั้นเอง เห็นไหม ครับ ผมว่าวันนี้มันชัดเจนแล้วครับท่านประธานครับ เดี๋ยวจะเอาให้ชัดไปอีกครับ มาดูตรงนี้ไหม ครับ เกิดการขโมยข้าว ขโมยพืชไร่กันยกใหญ่ เดี๋ยวผมจะบอกว่าอะไรขึ้น เรื่องนี้คุณมานะอยู่ไหน ละ อยู่นี่ ท่านรองประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ครับ ไปตรวจสอบจําได้ไหมครับ ท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี มีการขโมยพืชไร่ที่เก็บไว้ของรัฐเต็มไปหมดครับ ปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขาดหายไปตามโกดังต่าง ๆ โครงการแทรกแซงข้าวโพด ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ที่จังหวัดแพร่ครับ หจก. โรงสีข้าวอรรถพล หลังที่ ๑ ทําไมมันชื่อคล้าย ๆ กับ ส.ส. ในนี้ หจก. โรงสีข้าวอรรถพล นี่ครับหายไป ๓,๐๐๐ กว่าตันครับ ที่จังหวัดน่านไม่ต้องเอ่ยชื่อเขาดีกว่า นะครับ หายไป ๑,๖๑๖ ตัน ที่จังหวัดตากหายไป เฉพาะที่จังหวัดตากนี้สําคัญมากครับ ที่มีการฆ่ากันตาย หลักฐานมีเลยนะครับ คลังร้านพะวอพืชผล หายไป ๒,๘๗๒ ตัน หจก. จินดาเกษตร และไซโล หายไป ๔,๓๔๘ ตัน หจก. ชัยอนันต์การเกษตร หลังที่ ๑ หายไป ๔,๖๗๘ ตัน หจก. นี้ ละครับท่านครับที่มีการฆ่าเจ้าหน้าที่ อคส. ท่านนายกรัฐมนตรีครับ กินกันจนถึงขนาดนี้ จนเจ้าหน้าที่ต้องรับบาปตายไปแล้ว เดี๋ยวผมจะบอกรายละเอียดท่าน โดยเฉพาะเรื่องข้าวโพด นะครับ จังหวัดลําพูน บริษัทจํากัด ส. เจริญกิจเกษตรที่ ๗ อีก ๒,๒๔๕ ตัน รวมก่อนหรือ คุณมานะนี่ละเอียดเฉพาะข้าวโพดนี้หายไป ๑๘,๘๑๕ ตัน เป็นเงิน ๑๕๙,๙๔๒,๐๐๐ บาท มันเส้น ไหมครับ มันเส้นโครงการแทรกแซงตลาด ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ หายอีกครับ จังหวัดอุทัยธานี บริษัท จํากัด เอส ดับเบิ้ลยู ขอโทษนี่แป้งมันหายไป ๗,๐๐๐ กว่าตัน จังหวัดกําแพงเพชร มันเส้น กิจมงคลพืชผล ๒,๕๐๐ ตัน หายไป ๑,๒๘๗ ตัน กิจมงคลพืชผล หลังที่ ๒ หายไป ๑,๒๐๐ ตัน คลังทิพย์ธันวา นายกิตติพงษ์ หายไป ๔๔๙ ตัน คลังพงษ์พานิช นางวาวรรณ หายไป ๑,๖๙๓ ตัน ที่จังหวัดนครสวรรค์ โอ้โฮ ท่านครับ บ้านผมเอง โกดังอยู่แถวหนองบัว นายวีระศักดิ์ โรจน์รัตนชัย หายไป ๓๐,๑๔๘ ตัน ขโมยกันอย่างไร ท่านประธานครับ ปรากฏว่าขโมยกันเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ เดือนพฤษภาคมเกิดเหตุยิง เสธ. แดง พอดี ข่าวเลยไม่ออก ๓๐,๐๐๐ กว่าตัน รถสิบล้อคันหนึ่ง ขนได้แค่ ๒๐ ตัน ๓๐,๐๐๐ กว่าตัน หารคร่าว ๆ ต้องใช้รถถึง ๑,๕๐๐ คัน หรือ ๑,๕๐๐ เที่ยวครับ ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับท่านนายกรัฐมนตรี อย่างนี้ใบเสร็จไหมครับ คณะกรรมาธิการเขาสอบกัน เรื่องนี้ จังหวัดจันทบุรีก็หายครับ บริษัทจํากัด สอยดาว ไม่ใช่เขาสอยดาวนะครับ นี่แป้งมันหายไป ๗,๕๗๐ ตัน จังหวัดสระแก้ว หจก. ป. แสงพืชผล หายไปอีก ๓,๕๑๖ ตัน มันเส้นครับ บริษัทจํากัด ซัน เอ็นเตอร์ไพรส์ หายไปอีก ๘,๙๓๒ ตัน จังหวัดชัยภูมิ บริษัทจํากัด ชัยภูมิโชคอนันต์ หายไป ๑๔,๙๙๙ ตัน จังหวัดนครราชสีมา บจก. เอ็น อี อินดัสทรี หลังที่ ๑ กัลป์ บจก. บริษัท เอ็นอี อินดัสทรี หลังที่ ๒ แป้งมันครับ ๑๓,๐๐๐ กว่าตัน และอีก ๑,๒๑๓ ตัน จังหวัดศรีสะเกษมันเส้น หายอีกครับ ๒,๐๒๖ ตัน รวมทั้งหมดเป็นเงินเป็นจํานวน ๖๔,๒๕๐ ตัน สําหรับมันเส้น ๓๕๙,๓๓๒,๐๐๐ บาท แป้งมันหายไป ๒๙ ตัน ๒๙,๔๔๒ ตัน เป็นเงิน ๓๗๙,๔๖๑,๐๐๐ บาท เป็นเงินรวมจริง ๆ พันกว่าล้านบาทครับ เดี๋ยวจะบอกท่านประธานให้เห็นชัดว่าการขโมยอันนี้ครับ ไม่รู้คนประมูลมันขโมยหรือเปล่า เพราะมันเกิดปัญหา จับใครไม่ได้กลายเป็นว่ารัฐไมมีของส่งมอบ ให้ผู้ประมูล ผู้ประมูลมันเอาเองหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ ดังนั้นผู้ประมูลก็กลายเป็นผู้ไม่ผิดสัญญา เสียแล้ว เพราะรัฐไม่มีขอให้ แต่เกิดการขโมยอย่างนี้ ท่านครับ นี่คือที่คณะกรรมาธิการการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา ท่าน ส.ส. พฤฒิชัย นี่ท่านประธาน นี่ท่านรองประธาน คุณมานะ เดี๋ยวจะ หาว่าคณะกรรมาธิการเขาไปทําอะไรต่าง ๆ นั้น เนื่องจากเป็นฝ่ายค้าน ไม่ใช่ครับท่านนายกรัฐมนตรีครับ หนังสือพิมพ์ลงข่าวใหญ่เลยครับ ผงะ แป้งมันหาย ๗,๐๐๐ ตัน ๑๓๐ ล้านบาท คณะกรรมาธิการตรวจสอบโรงงานเตรียมฟัน ไม่เลี้ยง แต่คณะกรรมาธิการไม่ได้มีอํานาจอะไร เรียกรัฐมนตรีมาหลายรอบก็ไม่มา ท่านครับ ในที่สุดไปดูเองด้วยครับ นี่รูป ส.ส. มานะ จากจังหวัดชัยภูมิ แต่เป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ จริง ๆ เรื่องนี้ผมไม่อยากพูดเลยเพราะมันเกี่ยวโยงกับจังหวัดนครสวรรค์ ผมถือหลักมานานแล้วว่า ถ้าเป็นเรื่องจังหวัดนครสวรรค์ใครโกงอะไรไม่ยาก แต่คราวนี้พรรคบอกสุนัยต้องพูดเห็นแก่ ประชาชน เลยต้องพูดเต็มที่ ท่านประธานครับนี่คือรูปของ ส.ส. มานะ ซึ่งเกิดที่จังหวัดนครสวรรค์ มีพรรคมีพวกอยู่ที่นั่น แต่ไปโตอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิเก็บข้อมูลมาให้อย่างดีหมด ต้องกราบ ขอบพระคุณเสียสละให้ผมได้พูดแทนท่านนะครับ ยังไม่จบหมดยกตรงนี้ก่อน เจอที่หนักว่านี้ต่อไป นะครับ พฤติกรรมการทุจริต คราวนี้ผมไม่บอกล่ะว่าจังหวัดสุโขทัย จังหวัดบุรีรัมย์ ผมไม่พูดแล้ว แต่หัวหน้าแก๊งค์เขาเรียกกันในตลาด แก๊งค์ไอ้หูบี้ครับ ท่านประธานครับ ไอ้หูบี้ เขาว่าอยู่แถว ๆ จังหวัดสุโขทัย ทําอย่างไรครับ วิธีการประมูลครับ ท่านดูนะครับวิธีการประกอบอาชญากรรม เรื่องข้าว มันเส้น น้ําตาล ข้าวโพด จะทําเหมือนกันหมด คือใช้คนใกล้ชิดของหัวหน้าแก๊งค์เป็น คนวิ่งประสานครับ ผ่านผู้ช่วยรัฐมนตรี ผ่านที่ปรึกษา เลขานุการรัฐมนตรี คนอยู่รอบ ๆ คุณพรทิวา เป็นคนเดินเรื่อง และบางคนเอาเองด้วยครับ คนหนึ่งในนั้นที่ติดต่อเฉพาะกับจังหวัดนครสวรรค์ ไอ้หมอนี่วิ่งหลายที่ ชื่อตุ้ยครับ เป็นผู้ชายเขาชื่อว่า ไอ้ตุ้ย ท่านประธานครับ ตกลงปล้นหมดเลยนะ ปล้นมันสําปะหลัง ปล้นข้าวโพด เอ๊ะ รัฐบาลนี้ปล้นปืนด้วยนะครับ ปล้นอํานาจด้วย หรือว่า มันชะลอจะเป็นเรื่องปล้นกันอย่างนี้เลยปล้นกันแหลกลาญ ทํากันขนาดนี้ได้อย่างไรครับ ผมจะเข้า เรื่องข้าวโพดแล้วนะครับ นายตุ้ยคนนี้เรียกเก็บต๋งข้าวโพด ต๋งข้าว ส่วนใหญ่เรียก ๑,๐๐๐ บาท ต่อตันหมดครับ การทุจริตผมเข้าเรื่องข้าวโพดนะครับ ผมจะแบ่งซอยเป็นเรื่อง ๆ ตอนนี้ เรื่องการทุจริตข้าวโพดของแก๊งค์หูบี้ นายตุ้ยคนนี้รู้จักกับนายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย เจ้าของ ตัวจริงของ หจก. นครสวรรค์เบญจศิริกิจ ท่านครับคนคนนี้เรียนท่านนะครับได้ประโยชน์ไป ไปเช็กได้เลยครับท่านประธาน ลูกพรรคท่านประธานครับ เป็นสมาชิกพรรคท่านประธาน และเตรียมลง ส.ส. จังหวัดนครสวรรค์แล้ว ผมไปรังเกียจอะไรเขา เปล่าครับ แต่ว่ามันเป็นเงื่อนไข การต่อรองที่ให้ซื้อข้าวโพดได้เต็มที่เลยครับ เอาข้าวโพดไปหมดเลย ไม่มีเงินก็ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวท่านดูนะครับ แต่ต้องมาช่วยพรรคนี้นะ เอากันอย่างนี้นะครับท่านนายกรัฐมนตรีครับ นายทรงศักดิ์คนนี้รู้จักกันครับ คนจังหวัดนครสวรรค์ก็รู้จักผมทั้งนั้น ผมก็ดีกับผมทุกคน แต่คราวนี้ต้องขอโทษจริง ๆ แล้วเดี๋ยวก็จะพูดให้ท่านด้วยว่าจริง ๆ มันเรื่องอะไรกันแน่ คนนี้ ส่วนใหญ่เขาเรียก นายแป๊ะยิ้ม เป็นพ่อค้าพืชไร่จังหวัดนครสวรรค์เป็นอดีต สจ. หลายสมัย คราวที่แล้วสมัคร ส.ส. พรรคชาติไทย แต่คราวนี้นัยก็คือไปซื้อตัวนั่นเอง เพราะให้คุณประมูล ข้าวโพด ชอบกันครับ บอกน้องไม่มาลงพรรคเรารึ โอ้โฮ พี่เขาให้ผมมาเต็มที่แล้วผมไปไม่ได้ ท่านครับ ในเวลานั้นข้าวโพดราคาเท่าไรครับ ท่านดูนะครับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ เดือนธันวาคม ๒๕๕๒ ก่อนรัฐทําสัญญาขาย ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ ๗ บาทเศษครับ บางที่ขายถึง ๘ บาทก็มี ๘ บาท เกือบ ๙ บาทก็มีครับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ช่วงเราเวลานั้น ผมเอาหลักฐานจากสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรนะครับราคาเฉลี่ยปี ๒๕๕๒ ท่านดูเถอะครับ ๗.๘๕ ต่อกิโลกรัม จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นจังหวัดที่มีผลิตข้าวโพดมาก ๗.๙๘ บาทครับ ไซโล (Silo) ผู้ส่งออกรับซื้อที่ตลาดกรุงเทพมหานคร ราคา ๘ บาท ๓๗ สตางค์ โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อ ที่ตลาด กทม. ๘ บาท๘๖ สตางค์ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ ๗ บาท ๐๒ สตางค์ อันนี้คือราคาเฉลี่ย ปรากฏว่าโดยราคาขณะนั้นถึงตันละ ๗,๐๐๐ บาท แต่ปรากฏว่าทําสัญญาขายให้ ท่านเอา เหตุผลอะไร ท่านรัฐมนตรีครับ ขายข้าวโพดให้เขาแค่เพียงกิโลกรัมละ ๔ .๕๐ บาท ถึง ๕ บาท เท่านั้น และขายไปทั้งหมด ๓ แสนกว่าตันครับ เป็นเงินเกือบ ๑,๕๐๐ ล้านบาท เป็นเงินเกือบ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ท่านครับ ดูสัญญาสิครับ สัญญาที่ อคส. ขอประทานโทษนะครับท่านรัฐมนตรี เรื่องของท่านนี่มันอื้อฉาวไปหมด ท่านก็ตอบอะไรไม่ได้ ท่านเคยตอบในทางสาธารณะแล้ว ท่านเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ท่านบอกอย่างไร รู้ไหมครับ เขาถามท่านเรื่องนี้ ท่านบอกว่าตัวรัฐมนตรีไม่สามารถรู้ได้หรอก เพราะไม่ได้ลงไป ในรายละเอียด ตกลงนี่ท่านไม่รู้เลยนะครับว่าที่ปรึกษาของท่าน ผู้ช่วยรัฐมนตรีของท่านทําสัญญา ซื้อข้าวเข้าไปยุ่งด้วยนี่ตกลงท่านไม่ต้องรู้หรือ มันใกล้ขนาดนี้ยังไม่ต้องรู้หรือครับท่านประธาน แล้วทําไมครับ ปรากฏว่าบริษัทกาญจนาภัณฑ์ฟาร์มก็ซื้อมันเส้นไป ใครล่ะครับ เป็นบริษัทของ คุณบุญยิ่ง นิติกาญจนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อย่างนี้ไม่รู้หรือครับ แล้วอย่าง อาจารย์ที่ผมบอกไปแล้วไปเอาเงิน กยศ. เงินการศึกษามาค้ําประกันข้าว มันเคยมีที่ไหน ท่านนายกรัฐมนตรี หยาบขนาดนี้ท่านยังยอมอยู่อีกหรือครับ นี่ครับ สัญญาที่ท่านทํานะครับ สัญญาเลขที่ คชก. ชพ. ชช. ๐๙/๒๕๕๑/๕๒ อยู่ในมือเราหมดแล้วครับ หลักฐานอยู่ในมือหมดแล้ว ใบเสร็จพร้อมหมดครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอย่าได้ใช้วิธีการบิดเบือนว่า คุณสุนัย ใบเสร็จ ไม่เห็นบอกรายละเอียดชัดเจน อันนี้มันยิ่งกว่าชัด ทําสัญญากัน ๒๒ เดือนธันวาคมครับ ขายเขา ๔ บาท ๔๐ สตางค์ ถึง ๕ บาทเท่านั้นเอง ดูนะครับดูสัญญานะครับ เงื่อนไขสัญญาก็ดี เรียบร้อย ครับ ถ้าไม่จ่ายเงินจะต้องอย่างนั้นจะต้องอย่างนี้ แต่ปรากฏว่าวางเงินจริง ๆ ท่านครับ บริษัทนี้ วางเงินจริง ๆ วางเป็นเช็คครับ ๓ ใบ กับแคชเชียร์เช็คใบเดียว เช็กนั้นยังเด้งอยู่หรือเปล่าผมไม่รู้นะ และสุดท้ายเดี๋ยวท่านจะดู ถ้าท่านบอกว่าเป็นการซื้อขายสุจริต ท่านช่วยตอบคําถามผมต่อไปนี้ หน่อยว่าทําไมมันยืดยาด ปีกว่าแล้วไม่จบสักทีครับ ทั้ง ๆ ที่สัญญาบอกว่าต้องเสร็จสิ้นภายใน วันที่ ๒๒ เดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ครับ วันนี้ยืดให้จนถึงเดี๋ยวนี้ครับ เปิดเลยครับ ท่านมีอยู่แล้วในมือ นะครับ ผมก็ให้ท่านเห็นชัดเจนว่าผมไม่ได้มั่ว ผมเอาข้อมูลมาให้ชัด ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีครับรุณา อย่าตอบแทนคุณพรทิวานะงานนี้ ขอร้องเถอะ ให้เสียเป็นคนคนไป นายกรัฐมนตรีอย่ามาเสียกับเขาเลย รายละเอียดข้าวโพดเก็บในโกดัง ทั่วประเทศท่านครับ ข้าวโพดทั้งหมดเก็บอยู่ใน ๑๐ จังหวัดหายไปอย่างที่ผมบอกไปแล้ว ๔๔ โกดัง เก็บที่จังหวัดตากมากที่สุดครับ เก็บอยู่ ๓๑๕,๑๖๘ ตันเศษครับ เก็บไว้ที่นั่นมากที่สุด นี่คือจํานวน ข้าวโพดที่ขายให้แก่บริษัทนครสวรรค์ที่ว่าเมื่อกี้นี้นะครับรวมเป็นเงิน ๑,๔๕๔ ล้านบาทครับ ไม่น้อยนะครับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมทําหน้าที่อย่างนี้มานานแล้วครับ เป็นผู้แทนราษฎร ถ้าเป็นฝ่ายค้านผมก็ต้องทําหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเต็มที่อย่ามาเจรจาขออะไรกันผมก็ทํางานของ ผมอย่างนี้ นี่ครับเอกสารแนบท้ายสัญญาอยู่ที่จังหวัดตากมากที่สุด เปิดอีกใบหนึ่งเห็นชัดเจนตีตรา หจก. เรียบร้อย อย่ามาบอกว่า หจก. นี้ไม่ใช่ของคนที่ผมกล่าวหรอกเดี๋ยวท่านจะหาว่าไม่ใช่ของ คุณทรงศักดิ์ ใช่หรือเปล่าท่านดูนะครับ หจก. นี้กรรมการผู้จัดการชื่อนายวีระ บํารุงศรี คุณวีระศักดิ์ มีภรรยาคนหนึ่งชื่อบุญลือ บํารุงศรี เป็นภรรยาของคุณทรงศักดิ์ครับ คนที่ท่านหมายมั่นปั้นมือไว้ ที่จะให้ลงที่จังหวัดนครสวรรค์ ไม่เป็นไรหรอกครับให้ลงเถอะครับผมไม่ได้มาขัดขวางเขา แต่ว่าการ กระทําทุจริตอย่างนี้มันส่อถึงเรื่องใช้เงินหลวงเงินราชการนี่แหล่ะครับไปเอาประโยชน์กัน คุณวีระนี้ มี ๒ คนนะครับชื่อคล้ายกันมาก อีกคนหนึ่งวิภาค บํารุงศรี หนังสือพิมพ์ยังหลงมาเลยบอกเป็น นักร้องวงบาซิเลียนไม่ใช่ครับ คนนี้เป็นเลขานายก อบจ. นครสวรรค์ครับ อีกคนหนึ่งนางสาวทัศนีย์ ส่งเสริมอุดมชัย ทําไมนามสกุลเหมือนคุณทรงศักดิ์เลยครับ ดูหลักฐานต่อไปครับเป็นน้องสาวครับ นี่ครับ หจก. นครสวรรค์เบญจศิริกิจใกล้ชิดกับรัฐมนตรีพรทิวา นาคาศัย อย่างไร นางสาวทัศนีย์นี้ ก็คือเป็นน้องสาวคุณทรงศักด์ที่เป็นลูกพรรคท่านประธานนั่นแหละแล้วก็ขึ้นชื่อแล้ว ขึ้นป้ายแล้ว เตรียมสมัครผู้แทน ผมไม่ได้ว่าหรอก เชิญเถอะครับ แต่ว่าอย่าเล่นกันอย่างนี้สิครับนี่ให้สิทธิพิเศษ เลยครับให้ข้าวโพดประมูลไปเลยถูก ๆ ด้วย สตางค์ก็จ่ายนิดเดียว แล้วหลังจากนั้นก็โอละพ่อเลยครับ เละตุ้มเป๊ะมาปีกว่า
คุณสุนัยมีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทยครับ ท่านประธาน ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายนะครับ กระแทกแดกดันเสียดสีเหลือเกินครับ คําสองคําก็ผู้สมัคร พรรคท่านประธานนั่นแหล่ะ เขาสมัครแล้วหรือยังล่ะครับมาลงเลือกตั้งแล้วหรือยัง ท่านเป็น นักการเมืองอาวุโสนะครับ ปากพูดดี ๆ หน่อยครับฝนกําลังจะตกเดี๋ยวฟ้าผ่าหัวนะครับ
ก็พยายามอยู่ในกรอบหน่อย คุณสุนัยไม่ต้องเสียดสี ไม่ต้องกระแนะกระแหนผิดข้อบังคับข้อ ๖๑ ครับ
นี่ครับสมัครเป็นสมาชิกพรรคท่านครับ เลขสมาชิก ๑๐๓๐๐๐๐๑๗ ครับ โคลสมาใกล้ ๆ เลยครับ สมัครเมื่อวันที่ ๘ เดือนเมษายน ๒๕๕๒
สมัครผู้แทนหรือว่าสมาชิกพรรคครับ
เป็นสมาชิกพรรคและเตรียมลง ส.ส. พรรคท่านแล้ว
ก็พูดให้ชัดสิ เชิญประท้วง อีกหรือ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เชิดชัย วิเชียรวรรณ จังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ผมยืนยันครับว่าผมยังประท้วงผู้อภิปรายเสียดสี อยู่เหมือนเดิม วันนี้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยมันเป็นล้านคนแล้วครับ วันนี้พรรคยังไม่ได้ตัดสินใจ ให้ใครลงสมัคร ส.ส. ครับอย่าเลอะเทอะครับลูกพี่
ไม่เป็นไรหรอกครับ นั่งลงเถอะค คือกลองจะดังก็ต้องมีคนตีครับ เชิญคุณสุนัยต่อ
ไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้าขึ้นป้ายเมื่อไร ก็เอาหัวไปมุดดินตายก็แล้วกัน ขอเชิญภาพต่อไปครับเพาเวอร์พอยท์ครับ เครือข่ายความสัมพันธ์ ภาพต่อไปครับ ภาพโปรเจ๊กเตอร์ครับ เชิญภาพต่อไป มีอย่างนี้ด้วยหรือครับ สภาครับ ให้หมดแล้ว ไม่ส่งต่อหรือครับท่าน
เขากําลังตรวจสอบอยู่กระมัง เวลาคุณสุนัยพูดก็ใส่ ใส่ ใส่ ทุกอันไป
อย่าฟังผมเพลินนะ ช่วยกดด้วยครับ
คือเขามีประท้วงมีอะไรก็ต้องให้
ท่านครับ เครือข่าย นายตุ้ยที่ผมพูดถึงนี้ คุณพรทิวารู้จักไหมว่าใคร ถ้าไม่รู้จักให้ไปถามนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีท่าน อย่าบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้วนะ เมื่อก่อนน่ะใช่แน่ เจ้าของบริษัทกาญจนพันธุ์ฟาร์มที่ซื้อ มันเส้นลอตใหญ่ด้วย แล้วท่านก็ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าดิฉันไม่รู้เลย ทําไมรัฐมนตรี ต้องลงลึกขนาดนั้น อันนี้มันตื้นที่สุดแล้วท่าน ตื้นที่สุดแล้ว คุณพรทิวาอยู่ตรงกลางเลย เห็นไหมครับ นายตุ้ยซ้าย คุณบุญยิ่งขวา ลงมาก็เรื่องข้าวโพดนี้ก็คุณทรงศักดิ์ เห็นไหมครับ แล้วก็ มาถึง หจก. นครสวรรค์ สุดท้ายทําอย่างไรครับ ทําสัญญาซื้อขายเสร็จเรียบร้อยแล้วปรากฏว่า ไม่ไปเอาข้าวโพดออกสักทีครับ เอาหน่อยหนึ่งออก เพราะอะไรครับ เพราะว่า หจก. นี้จดทะเบียนแค่ ๕ ล้านบาทแต่ประมูลงานไปตั้งเกือบ ๑,๕๐๐ ล้านบาท วางมัดจํานิดเดียวครับ พอวางมัดจําก็ไม่มี สตางค์ออก พอไม่มีสตางค์ออกทําอย่างไรครับ ก็ไม่รู้เหมือนกันเกิดข้าวโพดหาย หายในหลายโกดัง พอหายเสร็จก็เกิดปัญหาสิครับ จะเป็นเพราะอะไรก็ไม่ทราบแล้วเดี๋ยวก็มาเอาออกอีกหน่อยหนึ่ง เอามาออกอีกหน่อยหนึ่ง แล้วสุดท้ายก็โต้แย้งกันว่าเป็นเพราะ อคส. ส่งมอบข้าวโพดไม่ได้ ไม่มี ในโกดัง แล้วใครมันขโมย ท่านรัฐมนตรีเกิดปัญหาข้อกฎหมายขึ้นทันทีเป็นเสมือนว่าไม่มีใครผิดเลย เออ แปลกดีนะครับประเทศนี้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้นครับ เรื่องข้าวโพดหายก็ไม่ต้อง รับผิดชอบ มันก็ไม่ต้องรับผิดชอบ โกงก็ไม่ต้องรับผิดชอบกัน คนตาย ๙๑ ศพ บาดเจ็บ ๒,๐๐๐ กว่าก็ไม่ต้องรับผิดชอบ นี่รัฐบาลอย่างนี้ อยู่อย่างนี้หรือท่าน ท่านครับปรากฏหลักฐาน ภาพต่อไปครับ ขอโปรเจ็กเตอร์ด้วยครับ เกิดการฆาตกรรมครับ ส่งเจ้าหน้าที่ อคส. ไปดูที่โกดัง ที่จังหวัดตาก ไปเห็นเหตุการณ์แล้วครับว่ามันหายจริงและไม่ได้หายโกดังเดียว หายกัน เกือบทั่วประเทศ สงสัยว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่ง ใครมันอยู่เบื้องหลังกันแน่ปล่อยให้เขาขโมย กันแล้วสัญญาก็คาราคาซังกันอยู่อย่างนี้ครับ ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๒ จนสิ้นปี ๒๕๕๓ ไปแล้วยังจบ ไม่ลงอย่างนี้ใช่หลักฐานใบเสร็จไหมท่านนายกรัฐมนตรี เอื้ออาทรกันอย่างนี้ใช่ไหม หนังสือพิมพ์มติชน ลงข่าวชัดเจนครับ พบพิรุธประมูลข้าวโพด ๑,๐๐๐ ล้านบาท ขอโทษนะครับคนมัชฌิมานี่ พรรคเก่าท่านนะครับ วันนี้ถ้าให้ตรงนะครับ คนภูมิใจไทยครับ ชนะด้วยทุนแค่ ๕ ล้านบาท แล้วก็มีการข่าวลงแล้ว ท่านครับ มีการฆ่าเจ้าหน้าที่ อคส. ตายครับ น่าเสียใจมากนะครับ เรื่องนี้หลักฐานเขาก็ลงชัดเจนว่า คนของท่านประมูลไปได้ แล้วปัญหาก็เห็นชัดเจน เมื่อไม่มีสตางค์มันก็ยุ่งสิครับ ขอภาพต่อไปครับ สิ่งบอกเหตุ การทุจริตที่ ๑ ท่านครับ คณะยุทธศาสตร์บอกทําไมไปบอกสิ่งบอกเหตุละสุนัย ทําไม ไม่เขียนเลยว่าใบเสร็จ ผมกลัวท่านจะมาโต้ผมว่า ใบเสร็จต้องเป็นเอกสารสิ อ้ายนี่ก็เป็นใบเสร็จ ทางการเมืองครับ นั่นก็คือสิ่งบอกเหตุประการที่ ๑ เปิดโอกาสให้เกิดการจับเสือมือเปล่าครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ อย่าได้มาเบี่ยงเบนว่าถ้าเกิดจับเสือมือเปล่าได้ก็เก่งสิ คนเดียวจับเสือได้อย่างไร แปลว่าเปิดให้มีการประมูลทั้ง ๆ ที่มันไม่มีสตางค์พอ รู้ทั้งรู้ อย่ามาบอก ว่าจะให้รัฐมนตรีลงลึกขนาดนั้นหรือว่าคนมาประมูลเป็นใคร ก็เป็นสมาชิกพรรคท่านเอง คนใกล้ชิด คุณตุ้ย ถาม ที่ผมบอกไปแล้วนะครับ ปรากฏว่า หจก. นครสวรรค์เบญจศิริกิจ จดทะเบียนเงินทุน ประมาณ ๕ ล้านบาท แต่กลับซื้อข้าวโพดเกือบ ๑,๕๐๐ ล้านบาท จริง ๆ ก็ไม่ว่าหรอกครับ เขาอาจจะมีเงินที่อื่นอีก แต่สัญญาณอันนี้มันบ่งบอกให้เห็นหลังจากที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้นะครับ ว่าทุนไม่พอและได้สิทธิพิเศษโดยมีการจ่ายใต้โต๊ะกันตันละ ๑,๐๐๐ บาท และผลประโยชน์ ทางการเมืองคุณมาสมัครพรรคผมและลงพรรคผมนะ ไม่ใช่เรื่องข้าวโพดเรื่องเดียวนะครับท่าน โครงการไทยเข้มแข็งท่านที่ใช้อยู่นี้ทํากันทั้งระบบเลยครับ นายก อบจ. ไหนถ้าจะอยู่ พรรคพวกท่านเอางบไป เอางบไปใช้กัน พาแม่บ้านรําวงรึ่มไปหมด แต่ฝ่ายค้านไม่ได้เลยครับ ไปเอาคะแนนกันรึ่มหมด พาไปเที่ยว ก็ขอบอกพี่น้องประชาชนด้วยว่าใครไปเที่ยวถ้านึกบุญคุณเขา ก็ให้เขาไป แต่คนที่ไม่ได้เที่ยวอย่าลงคะแนนให้พวกนี้ครับ เพราะคนไม่ได้ไปเที่ยวมันมากกว่า คนเที่ยวครับ มันจึงเกิดโอละพ่ออย่างไรครับ ขอภาพเมื่อสักครู่อีกทีนะครับ สิ่งบอกเหตุประการที่ ๑ การทุจริตที่ ๑ บอกแล้ว สิ่งบอกเหตุ การทุจริตที่ ๒ ขอภาพที่ ๒ ครับ ราคาตลาดขณะทําสัญญานั้น เฉลี่ย ๗ บาทกว่า แต่ขายแค่กิโลกรัมละ ๔ บาท ๔๐ สตางค์ ถึง ๕ บาทเท่านั้น อย่าบอกว่า ซื้อจํานวนมากนะครับ จริง ๆ มีคนอื่นพร้อมจะซื้อแต่ท่านก็ไม่ให้เขาครับ สิ่งบอกเหตุ การทุจริต ที่ ๒ นี้ท่านประธานครับ มันชัดเจนแล้วนะครับ ขอภาพต่อไป สิ่งบอกเหตุ การทุจริตที่ ๓ พอเริ่มต้นก็ผิดสัญญาชําระเงินเลยครับ เป็นอย่างไรท่านประธาน สัญญาข้อที่ ๖ เขียนไว้ชัดเจน ที่สุดครับท่านประธาน ผมขออนุญาตที่จะอ่านให้ท่านนะครับ สัญญาข้อที่ ๖ ผู้ซื้อต้องส่งออก ข้าวโพดไปต่างประเทศให้เสร็จภายใน ๖๐ วันนับตั้งแต่วันที่ ๒๒ นับแต่วันครบกําหนดการรับมอบ ตามสัญญาคือต้องเสร็จภายในวันที่ ๒๒ เดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ให้สัมภาษณ์อยู่เรื่อย ส่งออกสูงสุด อย่างนั้นใครมาซื้อต้องเอาออก ความจริงเปล่าครับ ไหลอยู่แถวนี้ครับ ก็ซื้อถูกขนาดนี้พ่อค้าที่ไหน จะต้องดันทุรังไปส่งออกล่ะครับ ก็ในเมื่อตลาดมันก็ ๗ บาทกว่า ๘ บาทกว่าอยู่แล้ว ก็ซื้อไปสิครับ ๔ บาทกว่า แต่ปรากฏว่าเงินก็ไม่มีไปอีก ท่านครับ ด้วยเหตุนี้เองครับจึงเกิดปัญหาเรื่องพืชไร่ที่ผม จั่วหัวตั้งแต่แรกครับ ว่าทําไมราคาพืชผลของโลกมันสูงหมด แต่ทําไมบ้านเรามันสวนกระแสโลก ก็เล่นกันอย่างนี้ สิ่งบอกเหตุ การทุจริตที่ ๓ ที่ว่านี้ชัดเจนนะครับ ต้องนําส่งออกให้เสร็จเสียภายในวันที่ ๒๒ เดือนมีนาคม วันนี้เกือบปีแล้วยังไม่จบเลยครับ ผมถามท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าถึงไหนแล้ว เขาบอกยังไม่จบเลย เป็นไปได้อย่างไรครับ ภาพต่อไปครับ วันแรกก็เริ่มผิดสัญญาแล้ว หนังสือของราชการครับ หนังสือทวงเงิน ตามหนังสือ อคส ๑๐๙๑/๑๓๐ ลงวันที่ ๑๘ เดือนมกราคม ๒๕๕๓ ทวงเงินแล้วครับ เริ่มต้นก็ไม่จ่าย เอ๊ะ ก็ไม่ว่าอะไร ภาพต่อไปครับ สิ่งบอกเหตุ การทุจริตที่ ๔ ครับ รัฐบาลท่านใจดีเหลือเกิน ผู้ซื้อผิดสัญญาแล้วผิดสัญญาอีกก็ไม่เป็นอะไรครับ ไม่ใช่มีฉบับทวงเงินฉบับเดียวนะครับ หลายฉบับผมเก็บมาได้ส่วนหนึ่ง เป็นกรอบที่หลุดลุ่ยอาจจะมีบ้าง ท่านครับ ดูสัญญาข้อ ๒ หน่อยสิครับ ผู้ซื้อต้องรับมอบและขนย้ายข้าวโพดให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันทําสัญญา โดยต้องขนให้เสร็จภายในวันที่ ๒๑ เดือนมกราคม ๒๕๕๓ แต่จนถึงวันนี้ผู้ซื้อยังขนไม่หมด และรัฐ ก็ต้องใช้เงินภาษีจ่ายเป็นค่าโกดัง อุ้มผู้ซื้อมาตลอดเลย เอาเถอะ ผมอาจจะคลาดเคลื่อนบ้าง ในรายละเอียด จ่ายสตางค์ ท่านจ่ายค่าเช่าเท่าไร ตรงไหนปรับกันบ้าง ผมอาจจะไม่รู้รายละเอียด แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรครับ หจก. นครสวรรค์เบญจศิริกิจ ทําผิดสัญญาในข้อสําคัญ แต่รัฐกลับผ่อนปรนตลอดเวลา รัฐเสียค่าเช่าโกดังโดยเฉลี่ยนะครับ เป็นที่รู้กันว่าจะเป็นข้าวก็ดี ข้าวโพดก็ดี กระสอบละ ๒ บาทต่อเดือนครับ ตันหนึ่งก็ ๒๐ บาทต่อเดือน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าตันก็อยู่ ประมาณเดือนละ ๖ ล้านกว่าบาท ปีหนึ่งก็ ๗๐ กว่าล้านบาท นี่ผมคิดอย่างราคาถูกนะครับ กระสอบละ ๒ บาท จริง ๆ จะต้องมีค่าฉีดยา ค่าพลิกกอง ค่าอะไรอีกมากกว่านี่ นี่ต้องจ่ายเอง ทั้งนั้นครับ ผมถึงบอกอย่างไรครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านพูดบอกว่าท่านกู้เงินมาเพื่อจะได้มา ช่วยเหลือประชาชน อันนี้ฟังดูดี แต่เท่าที่รู้นี่ รู้สึกกู้มาโกงกัน กู้มากินกัน อย่างนี้เอาเงินใครจ่ายล่ะ สิ่งบอกเหตุ การทุจริตที่ ๕ ครับ ขอภาพต่อไปครับ ครบสัญญาชําระเงินแล้วก็ไม่ชําระให้เสร็จ ครบสัญญาส่งออกก็ไม่ส่งออกให้เสร็จตามสัญญา หลักฐานอยู่ที่ไหนละคุณสุนัย ภาพต่อไปครับ หลักฐานหนังสือเร่งรัดของราชการ ที่ อคส ๑๐๙๑/๙๘๙ ลงวันที่ ๓๑ เดือนมีนาคมครับ เตือนอีก แล้ว ทําไมใจดีครับท่านประธาน นายกรัฐมนตรีทําไมใจดี ท่านมองท่านนายกรัฐมนตรีไว้นะ ตาเริ่ม กรอกแล้ว ไปไหวหรือเปล่าละสุนัย จะไปไหวหรือเปล่าละพรทิวา ท่านครับ ไปไม่ได้หรอกครับ มันไม่ใช่เรื่องเดียวมันหลายเรื่อง หนังสือฉบับนี้ก็เตือนอีก หนังสือ อคส. มีอีกครับ เร่งรัดแล้วเร่งรัดอีก ภาพต่อไปครับ หนังสือ อคส. เร่งรัดแล้วเร่งรัดอีกจนล่วงเลยกว่าครึ่งปี รัฐมนตรีก็ยังไม่ดําเนินการ อะไรเลย แล้วก็ยังมีหนังสือเตือนอีก ลงวันที่ ๑๔ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ เตือนอีก เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม ๑๖ เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๓ แล้วก็เตือนอีก วันที่ ๗ เดือนกันยายน ๒๕๕๓ ครับ เชิญภาพต่อไปครับ ให้เห็นหนังสือเลยครับ พอวันที่ ๑๔ เดือนมิถุนายน ภาพต่อไป ครับวันที่ ๑๖ เดือนกรกฎาคมครับ ภาพต่อไปครับ วันที่ ๗ เดือนกันยายนครับ เห็นไหมครับ และจากการที่หาย ข้าวโพดหาย มันเส้นหาย หลายอย่างที่หายที่ผมเคยอภิปราย ในสภาวันงบประมาณเข้าสภาบอกท่านไปเช็กสต็อกด้วย ก็เห็นแน่ละครับว่าฝ่ายค้านที่ท่านบอก ทํางานไม่เป็น นี่เราติดตามงานถี่ยิบนะครับ เพียงแต่ไม่ค่อยชอบเป็นเท่าไรฝ่ายค้าน ดังนั้นเราจึงมี พฤติกรรมเป็นนักบริหาร แต่ว่าฝ่ายรัฐบาลนี่รู้สึกว่าเป็นแบบฝ่ายค้านเก่ง น่าจะมาเป็นฝ่ายค้าน แต่เราก็ทํา สิ่งบอกเหตุการทุจริตที่ ๖ ถึงจุดสําคัญแล้วครับ เงินไม่จ่ายตามสัญญา แต่มีการขโมย ข้าวโพดขายก่อนครับ จะเอาเงินมาหมุนจ่ายให้รัฐหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ ๆ เกิดข้อโต้แย้ง ทางสัญญา ฝ่ายผู้ซื้อคุณทรงศักดิ์ก็มีความชอบธรรมที่จะอ้างได้ว่าก็รัฐส่งข้าวโพดไม่ได้นี่ แล้วใคร ขโมย คุณพรทิวาตอบได้ไหม ใครขโมย แม้จะตอบได้ แต่การที่ท่านย่อหย่อนจนขนาดนี้มันบอก ในตัวมันเองว่าท่านมีเอี่ยวแน่นอน ท่านครับผมเคยบอกท่านแล้วนี่ครับว่าดอกกุหลาบสวย ๆ นั้น อย่าไปปักในสิ่งที่โสโครกของชามสังคโลกสุโขทัย ท่านไม่ฟังผม ผมรักท่านนะ ชอบกับสามีท่านอยู่ ก็เตือนตั้งแต่ต้น แต่เมื่อทํากันอย่างนี้ไม่ได้หรอกครับ ชามสังคโลกสุโขทัยที่ใส่โคลนตมสกปรกนั้น ถามรัฐมนตรีข้าง ๆ ก็ได้เป็นใครรู้จัก ผู้หญิงนั่น ปรากฏว่า
มีผู้หญิงประท้วงข้างหลัง คุณวรศุลีประท้วง
เกี่ยวอะไรด้วยไม่ทราบ ผมยังงง ช่วยกรุณา ให้ท่านบอกด้วยครับ
ท่านประธานค่ะ ขอประท้วงมาตรา ๖๓ ค่ะ คือดิฉันฐานะเป็นผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนของประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหาร อยากทราบว่า คณะรัฐมนตรีที่ท่านไม่ไว้วางใจนั้นท่านทําอะไร ตอนนี้ท่านก็เล่าไปเยอะแล้วนะคะ แต่การตัดสิน หรือการวินิจฉัยนั้นมันอยู่ที่ประชาชน และอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่าท่านจะต้องมาพูดว่า ผู้หญิงที่สวย ๆ ปักอยู่แจกันโสโครกอะไรนั้นท่านไม่จําเป็นที่จะต้องพูดในสภาผู้แทนราษฎรนี้เลย ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ดิฉันนั่งฟังตั้งแต่เช้าอยากรู้ว่ารัฐมนตรีที่ทําให้กับประชาชนนั้น ใช้เงินภาษีราษฎรนั้นไปที่ไหน ๆ บ้าง ดิฉันอยากจะรู้ค่ะ แล้วก็จะเป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่งว่าจะ ลงมติให้หรือไม่ ขอท่านประธานว่าให้ท่านผู้อภิปรายนั้นให้อภิปรายในสิ่งที่จะทําให้ประชาชน ตัดสินใจว่าจะให้รัฐบาลชุดไหนมาบริหารประเทศค่ะ ขอขอบคุณท่านประธานค่ะ ขอให้ท่านย่อ ๆ หน่อยค่ะ เวลามันมากแล้วค่ะ
เขาเบื่อฟังแล้ว ฉะนั้น ก็ย่อ ๆ หน่อย
คุณพรทิวายังไม่เบื่อเลย ยังนั่งยิ้ม ฟังอยู่ ต้องขอบพระคุณครับ ท่าน ส.ส. ที่ประท้วงนั่งฟังตั้งพักใหญ่ไม่รู้เรื่องก็บอกวุฒิภาวะทาง สมองแล้วครับ ผมบอกจนชัดหมดแล้วว่าขโมยข้าวกัน มีการไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็ไม่ทําอะไร มีสัญญาคืนแล้วคืนอีก
ประท้วงอีกแล้วครับ เดี๋ยวครับ เอาประท้วงว่าอย่างไร
วรศุลี วุฒิการศึกษาแม้จะไม่เท่า ๆ กับ ท่านผู้อภิปราย ท่านสุนัย จุลพงศธร ท่านสุนัยจํานามสกุลไม่ได้ เพราะไม่อยากจะจํา ดิฉัน มีวุฒิภาวะในการที่ประชาชนเลือกเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรเพื่อต้องการที่จะรักษาไว้ซึ่งทรัพย์สิน ของประชาชนคือภาษีแผ่นดิน ตอนนี้ท่านจะเอาวุฒิการศึกษามาพูดถึงผู้ประท้วงนั้นท่านต้องถอน คําพูดนี้แล้วละค่ะ ท่านต้องถอนนะคะ ถ้าไม่ถอนดิฉันก็จะปรามาสเลยว่าคนที่อภิปรายนี้ไม่ใช่ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร และไม่ใช่เป็นคนที่ประชาชนเลือกเข้ามา ขอถอน
ไปโกรธไปแค้นอะไรเล่าน้องเอ๊ย
ขอถอนคําว่า วุฒิภาวะ
จะย้ายไปอยู่กับพรรคเขาใช่ไหม จะย้าย ไปอยู่พรรคภูมิใจไทยหรืออย่างไรไปเดือดร้อนกับเขา
ไปกันใหญ่แล้ว
นี่ละค่ะวุฒิภาวะของการเป็น ผู้แทนราษฎรหรือวุฒิของการเป็นผู้อภิปรายในสภาอันทรงเกียรตินี้ การจะย้าย การจะอยู่สังกัด พรรคไหน ๆ มันไม่ใช่สิทธิของท่านที่จะต้องมาว่ากล่าวสิทธิของวรศุลี วรศุลีเกิดเป็นคนจังหวัดมุกดาหาร ประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหารเลือกเข้ามาเป็นตัวแทนของ การเป็นผู้แทนราษฎร ไม่คิดว่าจะเป็นคนสังกัดพรรคไหน ๆ ท่านคะ ท่านประธานต้องสั่งให้ ท่านสุนัยถอนคําว่า จะย้ายไปอยู่พรรคไหน หรือวุฒิภาวะของคนที่ประท้วง ท่านต้องถอนคํานี้ ถ้าท่านไม่ถอนคํานี้ ถ้าท่านไม่ถอนดิฉันก็จะขอ ยังไม่ขอเพราะท่านยังไม่ได้ถอน
ท่านประธานครับ เพื่อให้คลายเครียด
ก็ถอน ๆ ไป
ท่านครับ เราซึ่งอยู่การเมืองมานาน อยู่ใน สภานี้ เราไม่ได้ถือเป็นศัตรูกัน เราทําหน้าที่ของเรา น้องวรศุลีนั้นนั่งฟังตั้งนานแล้วไม่รู้เรื่อง ผมก็ ไม่รู้จะพูดอย่างไร ก็ผมพูดจนชัดหมด แต่ว่าเมื่อขอให้ถอน นี่รักกัน เราเป็นผู้แทนราษฎร ไม่ได้ไป ฆ่าแกงอะไรกันหรอกครับ ถอนเลย
คุณวรศุลี เขาถอนหมดแล้ว พอเถอะ ถอนแล้ว นั่งลง เพื่อจะได้จบ ๆ เกือบจะจบแล้ว
ท่านประธานคะ เมื่อกี้ท่านถอนแล้ว แต่ท่านเพิ่มเติมคํานี้ ซึ่งเป็นการสบประมาทวรศุลี ดิฉันเป็น ส.ส. รู้เรื่องค่ะ รู้เรื่องการเมือง ถ้าไม่รู้ เรื่องการเมือง ไม่รู้เรื่องว่าท่านอภิปรายอะไรนั้น ดิฉันไม่ใช่ ส.ส. แต่วันนี้ดิฉันรู้เรื่อง รู้เรื่องว่า ท่านชอบว่ากล่าวและใส่ร้ายคนอื่นโดยใช่เหตุ ท่านไม่ใช่ศาล ท่านเป็นแค่ ส.ส. คนหนึ่ง และเป็น ส.ส. สัดส่วนด้วย ไม่ใช่ประชาชนเลือกเข้ามาด้วย
นั่งลง พอแล้ว ๆ อย่าทะเลาะ กับผู้หญิงเลย คุณสุนัยทะเลาะกับผมดีกว่า เชิญอภิปรายต่อ
ท่านประธานครับ ขอภาพนะครับ สิ่งบอกเหตุ การทุจริตที่ ๖ ครับ ย้อนอีกนิดหนึ่งนะครับ ภาพต่อไปครับ ให้ชาวบ้านได้เห็น มีการฆ่าเจ้าหน้าที่ อคส. ตายครับ จากการไปตรวจสอบไซโลที่จังหวัดตาก ถูกตํารวจจับได้ด้วยครับ เป็นน้องชายของเสี่ยไซโลข้าว แสดงว่าหลักฐานการหายนี่จริงแน่นอน แล้วก็มีผลประโยชน์ผูกพันกัน ชนิดที่ใครไปรู้ก็ตาย ท่านครับ สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีปล่อยกันย่อหย่อนอย่างนี้ จนลูกน้อง เจ้าหน้าที่ ของท่านเสียชีวิตนี่ท่านรู้สึกอะไรบ้างหรือเปล่า ภาพต่อไปครับ หลักฐานของตํารวจ แจ้งคดีไปแล้ว นะครับ หลักฐานของตํารวจ ที่ ๐๐๒๑.๑๒๑/๕๔๒๙ รายงาน ภาพต่อไปครับ ชัดเจนที่สุดนะครับ ภาพนี้สวยมาก คุณพรทิวา นาคาศัย ตอบโจทย์ทุจริต ขี้โกง เอื้อพวกพ้อง ชัดเจนที่สุด ท่านไปตอบ อะไรต่าง ๆ นี่บทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ของท่าน ผมฟังคําตอบในหนังสือพิมพ์ที่ท่าน ให้สัมภาษณ์นี่มันไปไม่ได้เลยครับ พอเขาถามว่าคนใกล้ชิดท่านประมูลมันเส้น คนใกล้ชิดท่านที่เป็น อธิการบดีไปเอาเงิน กยศ. ส่อในทางทุจริต ท่านก็บอกว่า โอโฮ ฉันเป็นรัฐมนตรีจะให้ลงลึกขนาดนั้น เชียวหรือ อย่างนี้คือความรับผิดชอบของท่านแล้วนะครับ ผมถึงบอกวุฒิภาวะท่านไม่ได้เลยเรื่องนี้ ถ้าท่านเชื่อผมตั้งแต่ต้น ท่านไม่อยู่กระทรวงนี้ท่านปลอดภัย พอท่านมาอยู่กระทรวงนี้ผลประโยชน์ มันเยอะ อย่ามาบอกว่าผลประโยชน์มันเยอะท่านเลยลําบาก ไม่ใช่ เพราะคนข้างหลังท่านใช้ท่าน เขาจึงใช้ท่าน เชิดท่าน แล้วท่านจะติดตารางเรื่องนี้ ท่านรู้หรือเปล่า พี่เตือนน้องตั้งแต่แล้วนะ ภาพต่อไปครับ คุณพรทิวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กระทํา การทุจริตตามหลักฐานชัดแจ้ง นี่หรือพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่อวดอ้างว่าเป็นพรรค ที่จงรักภักดีและปกป้องสถาบัน ทําอย่างนี้หรือครับ
มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ กําลัง จะจบแล้วละครับ ประท้วงเชิญ
ขออนุญาตท่านประธานที่เคารพครับ กระผม รังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ท่านผู้อภิปรายกําลัง อภิปรายเกี่ยวกับการทุจริตของรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับรัฐบาล ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศคอยฟังอยู่ แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เลี้ยววกวนกันหลายรอบเพื่อจะแตะต้อง พรรคการเมืองหลาย ๆ พรรคซึ่งยังไม่มีสิ่งใดที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพัน หรือพิสูจน์ชัดเจนในเรื่องใด ก็ตาม แต่ล่าสุดที่ท่านพูดนั้นเกี่ยวพันกับพรรคการเมือง เกี่ยวกับตําแหน่งหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งท่านยังไม่มีโอกาสได้ตอบได้ชี้แจงเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่ผู้อภิปรายพูดนั้น คืออะไร แต่ท่านถูกให้ร้ายฝ่ายเดียวมาตลอด เพราะฉะนั้นผมก็ถือว่าท่านรัฐมนตรีนั้นยังไม่มี ความผิด เพราะท่านยังไม่ได้ตอบเลย แต่ในขณะเดียวกันความเสียหายมันเกิดขึ้นกับพรรคการเมือง ที่ท่านได้พาดพิงถึง เพราะตําแหน่งของรัฐมนตรีนั้นเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และหลาย ประโยคที่ท่านพาดพิงถึงพรรคนั้นต้องการเกี่ยวผลประโยชน์ทางการเมืองเพื่อให้พี่น้องประชาชน คนที่ดูนั้นเข้าใจผิด ตรงนี้ผมขออนุญาตนอกจากประท้วงผู้อภิปรายแล้ว ขออนุญาตประท้วง ท่านประธานด้วยว่าไม่ให้เขาพูดวกวนในสิ่งที่มากินเปล่ากับพรรคการเมืองหรือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์อีกต่อไปครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ
มีอะไรประท้วงอีกรายหนึ่ง ประท้วงเลยให้พอ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ประโยคหลัง ท่านผู้อภิปรายค่อนข้างจะเล่นของหนักครับ โดยบอกว่า คุณพรทิวา นาคาสัย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจท่านออก แล้วก็พูดประโยคต่อไปว่าซึ่งเป็นพรรคที่อวดอ้าง ว่าจงรักภักดีและปกป้องสถาบัน ท่านครับผมถือว่าการนําสถาบันเข้ามาอวดอ้าง ใช้ครับ พรรคภูมิใจไทยปกป้องสถาบัน ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ในสถานที่นี้ในเรื่องการ พูดถึงสถาบันนั้นควรจะงดเว้นครับ ขอให้ท่านอภิปรายได้ถอนคําพูดที่บอกถึงสถาบันครับ
คุณสุนัยผู้พูดว่าอย่างไร
ผมจะจบแล้วครับท่านประธาน
ทราบแล้วครับ ผมดูสคริป (Scrip) ของท่านหมดตรงนี้
อีกสักคําสองคําจบแล้ว
เขาให้ถอนก็ถอนให้เขาไป หน่อยเถอะ
การปกป้องสถาบันนั้นทุกพรรคการเมืองต้อง ร่วมกัน และการปกป้องสถาบันที่ดีที่สุดเมื่อไปเป็นรัฐมนตรีนั้นต้องสุจริตครับ ต้องไม่โกงกิน บ้านเมืองครับ ผมพูดอย่างนี้ท่านมีสิทธิโต้ หรือท่านมาตอบว่ามันไม่ใช่อย่างไรก็ว่าไป ไม่ใช่เลยครับ ไม่ใช่เป็นการกล่าวในทางที่เสียหาย แต่เป็นการเทิดทูนว่าใครที่เป็นรัฐมนตรีทุกคนจําเป็นจะต้อง บริหารราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต นั่นคือการเทิดทูนสถาบันครับ แล้วมันชัดเจนแล้วนี่ครับ ถ้าท่านบอกว่าท่านบริหารสุจริตเดี๋ยวท่านก็แก้สิครับ ทําไมท่านประธานต้องมาแสดงตัวอย่างนี้ ผมขอเถอะครับท่านจบแล้ว
เขายังติดใจอยู่นะครับ ติดใจอะไรอีก
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ เมื่อสักครู่นี้ผมพูดชัดเจนครับว่าท่านผู้อภิปรายนั้นอภิปรายไม่เหมาะสมตาม ข้อ ๖๑ ห้ามผู้อภิปรายแสดงกริยาใช้วาจาอันไม่สุภาพ ซึ่งตั้งแต่ท่านอภิปรายมาไม่สามารถ ทําได้เลยครับ เสียดสี ส่อเสียดตลอดเวลา และที่รุนแรงมากที่สุดคือการห้ามกล่าวถึง พระมหากษัตริย์หรือออกชื่อสมาชิก บุคคลใดโดยไม่จําเป็น ในคําว่า สถาบันที่ท่านเอ่ย ท่านเอ่ยถึง เดี๋ยวนี้บอกว่าพรรคภูมิใจไทยอวดอ้างในการจงรักภักดีสถาบัน คนทั้งประเทศรู้ว่าท่านพูดหมายถึง สถาบันใด ผมต้องขอให้ท่านถอนคําพูดครับท่านประธานที่เคารพครับ
คุณประยุทธ์ประท้วงอะไรอีกครับ ประท้วงกันไปไม่ต้องอภิปราย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมต้องกราบเรียน กระผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ประท้วงท่านประธาน ในกรณีที่มีคนประท้วงท่านประธานจะต้องใช้ดุลยพินิจในการที่จะ ตัดสินสั่งการว่าอย่างไร คุณสุนัย จุลพงศธร ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทยกําลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ คุณพรทิวา นาคาศัย รัฐมนนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เขากล่าวหานี่ครับ อภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีก็จะมีสิทธิตอบตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๑ ว่ากล่าวถึงบุคคลภายนอกก็มีสิทธิที่จะต้อง ดําเนินการตามข้อบังคับ ข้อ ๓๒ ถึงข้อ ๓๕ เพราะฉะนั้นให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจสิครับ ไม่ใช่ ประท้วงซ้ําซากในลักษณะของอ้างข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เขากล่าวว่า ไม่ให้พูดถึงโดยไม่จําเป็น แต่นี่มันจําเป็นนี่ครับ ท่านประธานต้องชี้สิครับ
ครับ ผมวินิจฉัยครับ มียังประท้วงอีก ก็กําลังจะวินิจฉัย
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม บอกแล้วว่าสิ่งที่ท่านผู้อภิปรายพูดนั้นพี่น้องประชาชนที่รับฟังทางบ้านเข้าใจ ข้อความต่อเนื่อง อีกครั้งหนึ่งครับ คุณพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่อวดอ้างว่าปกป้องสถาบัน ท่านใช้คําพูดนี้ครับ กรอกลับมา ถอดเทปมาฟัง ใหม่ได้ จริงครับ เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้อวดอ้างครับ เราปกป้องจริง ๆ เพราะฉะนั้น ผมถือว่าการไปพูดถึงสถาบันในขณะที่อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระทําผิด ท่านอภิปรายรัฐมนตรีพาณิชย์ สถาบันไม่เกี่ยวครับ ท่านต้องถอนคําว่า สถาบัน ออกครับ
ผมจะวินิจฉัยนะครับ เชิญนั่งลงครับ ก็เพื่อความเรียบร้อยของที่ประชุมนะครับ คุณสุนัยถอนคําท้ายนิดหน่อยนะครับ คําว่า ปกป้อง สถาบัน นิดหน่อยเท่านั้นละครับ
ท่านประธานครับ เขาก็บอกว่าเขาก็ปกป้อง สถาบัน เราก็ปกป้องสถาบัน ทุกคนปกป้องสถาบันหมด แต่ผมบอกว่าแล้วกระทําการทุจริตอย่างนี้ มันเหมาะสมไหม มันก็ชัดเจน แล้วผมไม่ได้กล่าวบุคคลภายนอกด้วย ถ้ากล่าวก็มาฟ้องผมได้ ผมบอกไอ้แก๊งค์หูบี้ ไม่รู้ใครครับ
ก็เลยไปกันใหญ่ครับ มีประท้วง อีกแล้วครับ พรรคภูมิใจไทยเขาก็ต่อว่าเขา ก็ถูกประท้วงเรื่อยละครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เชิดชัย วิเชียรวรรณ จังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทยครับ ผมไม่อยากให้เห็นบรรยากาศอย่างนี้ โดยเฉพาะ ท่านผู้อภิปรายเป็นนักการเมืองอาวุโส ผมขออนุญาตท่านประธานได้เปิดข้อความที่เขาฉายบนจอ อีกครั้งหนึ่งสิครับ ขออนุญาตครับ ต้องเปิด แล้วเวลาพูดนี่เน้นเสียงด้วยนะครับ เป็นการจงใจตีกิน พรรคการเมืองพรรคการเมืองอื่น คุณว่ารัฐมนตรีผิดหรือคุณก็ไปว่าที่รัฐมนตรีครับ อย่าไปตีคนอื่น ด้วยสิครับ แล้วคุณดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องทําไม
เป็นเลขาธิการพรรค คุณหรือเปล่าเล่า
คุณพูดดี ๆ นะครับคุณสุนัย
คุณพรทิวาน่ะใช่เลขาธิการพรรคคุณไหม
ไม่ต้องเถียงทะเลาะกันครับ พูดทีละคนนะครับ
ผมขออนุญาตท่านประธานเปิดอีกครั้งครับ เพื่อความสบายใจทุกฝ่ายว่าสิ่งที่พวกผมประท้วงนั้นถูกต้องหรือไม่ ข้อความผิดเพี้ยนหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ เปิดเลยครับ
เจ้าหน้าที่เปิดเลยครับ
คือข้อความเขาเขียนคําว่า ปกป้อง สถาบัน เขาเขียน
ท่านประธานที่เคารพครับ อยู่ในข้อบังคับ ชัดเจนนะครับ คําพูดนั้นเป็นการพูดใส่ร้ายหาว่าพวกผมนี่อวดอ้างนะครับ พรรคภูมิใจไทยอวดอ้าง ปกป้องสถาบัน เปิดดูสิครับ คุณถอนตั้งแต่คําว่า อวดอ้างปกป้องสถาบัน ออกมา อย่างนั้นคุณยืน อย่างนั้นไม่ต้องนั่งลง ผมเป็น ส.ส. นะครับ ไม่ได้เป็นประธานหรอกครับ เพราะคุณพูดใส่ร้าย พวกผมครับ
ครับ นั่งลง ๆ ผมวินิจฉัยครับ นั่งลงก่อนเถอะครับ คือเรื่องมันจะจบอยู่แล้วนะครับ ผมอยากจะขอความกรุณาเพราะว่าคุณสุนัย ก็ได้เอาเต็มที่อยู่แล้วกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นะครับ ตั้งแต่ต้นมาเราฟัง ประชาชนก็คง ฟังออกครับ ฉะนั้นผมว่าถ้าคําว่า อวดอ้างปกป้องสถาบัน ถ้าท่านพูดก็ถอนเสียครับ แค่นั้นอวดอ้าง ปกป้องสถาบัน นิดเดียวครับ ให้มันหมด ๆ ไป ถ้าอย่างนั้นไม่จบหรอกครับ
ผมเห็นกับท่านประธานนะครับ เพราะท่านประธานก็อยู่พรรคภูมิใจไทย ผมจะขอถอนคํานี้ก็ได้ ไม่เป็นไรหรอกครับท่านประธาน
ถอนแล้วก็จบไป
แต่พฤติกรรมของคุณพรทิวานี้ในฐานะ เลขาธิการพรรค แล้วจะทําอะไรก็แล้วแต่ จะอวดไม่อวดอะไรก็แล้วแต่นี้มันเหมาะสมไหมละครับ ซึ่งผมก็เปิดช่องทางแล้วว่าคุณพรทิวามาแก้ได้ แต่ช่วยแก้หลักฐานที่ผมบอกหน่อยสิว่าทําไมถึงเป็น อย่างนี้
เดี๋ยวรัฐมนตรีเขาคงตอบ ท่านครับ
อีกต่อไปครับท่าน ภาพต่อไปครับ โอเคครับ ท่านประธาน
ก็จบภาพสุดท้ายแล้วเมื่อสักครู่
มีคน ๆ หนึ่งบอกว่าคณะรัฐมนตรีของท่านนี้ โกงมากที่สุด เป็นเสียงของคนพรรคประชาธิปัตย์เองครับ ภาพต่อไปครับ คนที่พูดคือใครครับ เปิดโอกาสให้เลยครับ คุณวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ
คุณสุนัยมีผู้ประท้วงครับ
(นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญครับ ประท้วงอะไรครับ
ประท้วงคุณวิลาศสิครับ
ให้ผู้ประท้วงเขาพูดก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม อภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วไม่ต้อง ให้ผมพูดหรอกครับ ประธานสามารถวินิจฉัยได้เลยครับว่าห้ามปรามผู้อภิปรายใส่ร้าย พรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แล้วใช้คําว่า เสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็คือหนึ่งเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ฉะนั้นการใส่ร้ายแบบนี้ ข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ชัดเจนนะครับท่านประธาน และคุณสุนัยเป็นอย่างนี้มาตลอดเลยครับ เป็นผู้อภิปรายคนเดียวของพรรคเพื่อไทยเลยที่อภิปรายกล่าวร้ายเสียดสีมาตลอด ถ้าจะให้พูด หยาบ ๆ นะครับ ไม่สมควรชื่อสุนัยหรอกครับ สุนัข ดีกว่าครับ ขอบคุณครับ
มันจะแรงเกินไปกระมังครับ
ไม่เป็นไรท่าน ไม่ต้องประท้วงหรอก คนบ้า ๆ อย่างนี้อย่าไปยุ่งกับแกเลย ตามันพอง ไม่เห็นอาการมันหรือ อาการเหมือนหมาบ้าอย่าไป พูดกับมันเลย
พอแล้วครับ พอสมน้ําสมเนื้อครับ
คุณหมอครับ ขอโทษเถอะคุณหมอ คนจิต ไม่ปกติปล่อยไปเถอะครับ
เดี๋ยวครับ เป็นคน ๆ ไป เดี๋ยวเอา ให้หมอประสิทธิ์ก่อน นั่งลงครับ เดี๋ยวผมจะให้พูดครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ผมก็ฟังท่านสุนัยพูด มานี่ก็เป็นข้อความที่ท่านรัฐมนตรีต้องชี้แจง แล้วอยู่ดี ๆ ก็มีคนขึ้นพูดมานี้ ในนี้มีแต่คนครับ ในนี้เหมือนมนุษย์กันทุกคน ไม่มีใครที่เป็นอย่างที่ท่านพูดสักคน ให้ท่านถอนคําพูดสิครับ ถ้าไม่อย่างนั้นเดี๋ยวประชาชนก็กล่าวหาว่าพวกเราเป็นเหมือนที่ท่านพูด ท่านต้องถอนคําพูดนี้ครับ เพราะประธานก็ฟังเข้าใจ เข้าใจภาษาเดียวกัน อย่างนั้นในนี้ก็เป็นเหมือนกันหมดสิ ท่านประธานครับ ต้องถอนคําพูด
เชิญ
ท่านประธานครับ ผม อภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ตัวท่านสุนัยยังมีความเข้าใจได้เลยครับ เขายังไม่เห็นขอให้ถอนเลยครับ แล้วคนอื่นขอให้ถอนจะรับเป็นสุนัขหรือครับ แล้วท่านสุนัย มากล่าวว่าผมบ้า ๆ บอ ๆ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมา ๓ สมัยแล้วครับ แต่คุณสุนัยนั้นสอบตกตลอดเลยครับต้องอาศัยบารมีเกาะแข้งเกาะขา อาศัย สัดส่วนครับ กราบขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยว่าคุณอภิชาติเอง ก็หนักหน่อย คุณสุนัยก็ไม่เบา กระผมว่าพอสมน้ําสมเนื้อแล้วผ่านได้นะครับ
ขอบพระคุณครับ ใกล้จะจบแล้วครับ ท่านประธาน
ผ่านได้ทั้งคู่นะครับ จะได้จบ ๆ ครับ
คือขอให้ดูข้อมูลนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ
คุณไพจิต ให้จบ ๆเถอะครับ คุณไพจิต
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมขอประท้วงท่านประธานนะครับ ที่วินิจฉัยว่า การพูดคําว่า สุนัข เหมือนคุณสุนัยเป็นสุนัข แล้วท่านประธานก็เห็นว่าเหมาะสม
ผมไม่ได้ว่าเหมาะสม คือหมายความว่าอีกฝ่ายหนึ่งพูดว่าบ้า บ้า อีกฝ่ายหนึ่งว่า สุนัขก็พอกัน
ก็เป็นถ้อยคําที่ไม่สุภาพครับ ท่านประธานครับ ฟังแล้วไม่ควรจะมีในสภาผู้แทนราษฎรครับ
มันไม่สุภาพทั้งหมดครับ ผมก็ อยากจะให้ถอนแล้วลบคํา ๒ คําให้ออกเสียด้วย
ขอความกรุณานั่งเถอะครับ ผมไม่ต้องถอน หรอกครับ ไม่ต้องถอนเลยครับ หมานี่นะครับเป็นธงสัญลักษณ์ของรัฐจอร์เจีย เขาจอร์เจียบูลด็อก ที่อยู่ในธงนะครับ ฝรั่งเขารักมาก ผมเพียงแต่วิตกกังวลว่าเดี๋ยวมันจะไม่จบสักทีท่านครับ คนตาพอง ๆ นี้อาการมันบอกอยู่ ท่านประธานครับ ให้ผมพูดสักคําสิครับ ภาพต่อไปครับ ท่านจะ ได้รู้ว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นผมกําลังอ้างคุณวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ท่านให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์มติชน หน้า ๑๑ เมื่อวันที่ ๑๒ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ ตอนที่อภิปรายไม่ไว้วางใจคราวที่แล้ว ท่านพูดตรงนี้ ครับ ที่ผมยกมือไว้วางใจให้พวกเขา เพราะพรรคมีมติอย่างนั้น ผมก็ไม่อยากมีปัญหา แต่การแสดง ความเห็นครั้งนี้เป็นเรื่องส่วนตัว เพราะเท่าที่ผมทํางานด้านตรวจสอบด้านการทุจริตมาไม่เคยพบ เห็นครั้งไหนจะโกงมากขนาดนี้ สมัยก่อนเอากัน ๒๐ ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สมัยนี้มันเอากัน ๕๐ ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในหนังสือพิมพ์ครับ ก็จบ ท่านประธานครับ ภาพต่อไป จบสุดท้าย ครับ จะพายเรือให้โจรนั่งหรือจะร่วมปล้นกับโจรครับ ท่านเพื่อน ส.ส. ทุกพรรคนะครับ ท่านจะ ร่วมกันลงคะแนนรับรองคุณพรทิวา หลังจากที่ผมอธิบายข้อมูลให้เห็นขนาดนี้แล้ว ก็เป็นสิทธิของ ท่าน แต่ประชาชนจะจับจ้องมองท่านเอง กราบขอบพระคุณครับ
จบแล้วสําหรับคุณสุนัยครับ ต่อไป คุณไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ นี่ก็กระทรวงพาณิชย์ยังไม่จบ ให้จบแล้วตอบทีเดียวดีไหม หรือจะตอบ ก่อน เชิญครับ สิทธิของรัฐมนตรีตอบได้ครับ
มันเยอะขอตอบก่อน กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทวงพาณิชย์ ก็ขอชี้แจงในสิ่งที่ท่านผู้อาวุโสทางการเมือง ที่ได้พูดถึงตัวดิฉันเอง รวมถึงสามี ที่ท่านพูดว่ารักใคร่ชอบพอกัน นี่ขนาดรักนะคะนี่ ขออนุญาตท่านประธานนะคะ ขออนุญาตเอาชาร์ท (Chart) ขึ้นมาให้ได้เห็น ที่ท่านพูดถึงคือฟังแล้วเพื่อนก็พูดรวม ๆ ไปเยอะ นะคะ แต่หลัก ๆ ท่านก็โยงประเด็น ดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องการเมืองเสียส่วนใหญ่ แล้วก็เอา เรื่องการเมืองท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นฐานเสียงของท่านกับคุณอะไรที่คุณพูดถึง บริษัท นครสวรรค์ เบญจศิริกิจ เพราะฉะนั้นตรงนี้ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ท่านพูด ด้วยความเคารพนะคะ ท่านก็เอาแต่ข่าวจาก หนังสือพิมพ์มาตัดแปะ เอาคําสัมภาษณ์มาพูด สัมภาษณ์เขาก็สัมภาษณ์เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งไม่ได้ มีเรื่องของการซ่อนเร้น หรือเรื่องของการที่จะ คือการพูดของท่านมันเหมือนว่าเอาอันหนึ่งมาพูด อันนิดหน่อยมาพูด ตรงนี้หน่อยมาพูด มันไม่ต่อเนื่องมันไม่ใช่นะคะ เหมือนเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ก็เช่นกัน ดิฉันคิดว่าการเอาข่าวจากหนังสือพิมพ์มาพูดในเรื่องการดําเนินการของกระทรวงพาณิชย์ แทบจะทุกเรื่องเลยนะคะ ดิฉันว่าตรงนี้ท่านตรวจสอบได้หมดแล้วดิฉันจะชี้แจงให้ฟังว่าสิ่งที่ท่านพูด นี่มันเท็จ มันไม่ใช่เป็นความจริงอย่างนั้น การเอาเรื่องอย่างที่บอกเอาการเมืองท้องถิ่นมาเชื่อมโยงดิฉันคิดว่ามันไม่เหมาะสม วันนี้ดิฉันมองว่า การอภิปรายเราน่าจะสร้างสรรค์ ดิฉันก็มองว่าท่านอภิปรายพูดไปก็ฟังดี แต่ว่าตัวเองก็ไม่อยากจะ ให้มีการประท้วงอะไรหรอกค่ะ แต่ว่าถ้าตราบใดท่านเอาเรื่องของการเมืองเอาเรื่องของพรรคมา มันน้ําเน่ามันไม่เหมาะสมดิฉันว่านะคะ ท่านเอาเนื้อ ๆ เลยเอาเรื่องงานเรื่องที่ท่านมองว่ามันทุจริต อย่างไร แล้วก็อย่าไปโยงการเมืองท่านจะแข่งกันในพื้นที่อย่างไรก็เรื่องของท่านดิฉันก็ไม่ได้เกี่ยว เพราะถือว่าอันนั้นก็เป็นการแข่งขันกันไป เขาจะเป็นผู้สมัครหรือจะเป็นใคร ผู้สมัครมีเป็นล้าน นะคะท่านต้องเข้าใจนะคะ เพราะฉะนั้นอย่าเอาประเด็นเรื่องการเมืองมาเกี่ยวดิฉันว่ามันไม่เหมาะ
แล้วก็ในเรื่องของการประมูลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ท่านพูดถึงของปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ของบริษัทนครสวรรค์เบญจศิริกิจ ข้อเท็จจริงเขาประมูลได้ ๓๑๕,๑๖๙ ตันแล้วก็เขารับมอบไปแล้ว ๒๓๖,๑๖๙ ตัน ที่ท่านบอกเขาจดทะเบียนเท่าไรนะ ๕ ล้านบาทแต่เขาจ่ายเงินแล้ว ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท อย่างนี้เสือมือเปล่าหรือเปล่าคะดิฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะคะ แต่ยังมี คงเหลือ นี่เรื่องจริงท่านพูดถูกคงเหลืออยู่อีก ๗๙,๐๐๐ ตันอยู่ที่อําเภออุ้มผาง อยู่ที่อําเภอแม่สอด ประมาณ ๖๙,๐๐๐ ตันแล้วก็อยู่ที่จังหวัดตาก ๑๐,๐๐๐ ตันตรงนี้ข้อเท็จจริงเลยก็คือบริษัท หจก. นครสวรรค์เบญจศิริกิจ เขามีปัญหาขัดแย้งกับเจ้าของคลังทั้ง ๒ แห่ง ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่าง เอกชนจึงไม่ได้รับมอบข้าวโพดส่วนที่เหลือ เพราะอะไรท่านทราบไหมคะทําไมถึงมีข้อพิพาท เพราะว่าเกิดจากกรณี อคส. ไม่ได้จ่ายค่าปรับ ค่าใช้จ่าย ค่าเรียกร้องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากผู้ซื้อตาม สัญญาที่กําหนด ตรงนี้ไม่ได้มีการเอื้อประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ตรงนี้ความล่าช้าเกิดจากผู้รับฝากสินค้า ซึ่งเป็นคู่สัญญาของ อคส. หน่วงเหนี่ยวไม่จ่ายสินค้าให้กับผู้ซื้อก็สาเหตุอย่างที่บอกว่ารัฐยังไม่ได้ จ่ายเงินคือค้างค่าเช่าเขาพูดง่าย ๆ เขาก็เลยไม่ให้ของเขาก็เก็บของเอาไว้เป็นประกัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้มันก็ทําให้ส่งผลกระทบให้ อคส. นั้นไม่สามารถจะส่งมอบสินค้าให้กับผู้ซื้อได้ และตรงนี้ ปัจจุบัน อคส. ก็อยู่ระหว่างดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้คดีถึงที่สุด เรื่องเหล่านี้ดิฉัน ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจอยากจะเรียนว่า อคส. เป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การกํากับดูแล อคส. เขาจะมีบอร์ด (Board) ท่านต้องเข้าใจท่านเคยอยู่กระทรวงพาณิชย์ท่านเป็นเลขานุการมาท่านรู้ดี เรื่องประมูล ข้าวเรื่องอะไรท่านรู้ดี เขาก็ไม่ได้ละเลยนะคะ เขาก็ติดตามมาตลอดแล้วก็ยกเลิกสัญญาเขาก็มี การยกเลิกสัญญากับ หจก. นครสวรรค์เบญจศิริกิจ นี่คือล่าสุด ข่าวของท่านมันไม่ล่าสุด ล่าสุดคือ อคส. ยกเลิกสัญญากับ หจก. นครสวรรค์เบญจศิริกิจ ไปแล้ว แล้วก็อยู่ระหว่างดําเนินคดีกัน เนื่องจากนี่ละคะเพราะว่ามันติดเอาของออกไม่ได้ก็เลยมีปัญหากัน
ส่วนเรื่องของการระบายข้าวโพดจริง ๆ อยากจะเรียนให้ท่านทราบว่า การดําเนินการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ของหลาย ๆ บริษัทนะคะ ไม่ใช่ เฉพาะบริษัทนี้แต่วันนี้ท่านพูดถึงบริษัทนี้ ดิฉันก็อยากจะเรียนว่ามันมีกรอบยุทธศาสตร์ซึ่งรัฐบาล ครม. ก็ได้อนุมัติกรอบยุทธศาสตร์นี้ท่านจะเห็นว่ากรอบยุทธศาสตร์เขาจะต้องมีคุณสมบัติของ ผู้ที่ประมูลต้องครบตามหลักเกณฑ์วันนี้ต้องถามว่าบริษัทนี้ดิฉันก็ไม่อยากมาแก้ต่างหรอกนะคะ แต่ว่าเราก็ต้องให้ความเป็นธรรม ในขณะที่เขาเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในสภาโต้ตอบไม่ได้ ดิฉันก็พูดตาม ข้อเท็จจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นเขาเป็นบริษัทนิติบุคคลที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วก็ มีประวัติการจดทะเบียนเป็นผู้ทําการค้าขาออก ซึ่งสินค้ามาตรฐานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต่อสํานักงาน มาตรฐานสินค้า กรมการค้าต่างประเทศ คือในตัวคุณสมบัติเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร แล้วก็เขาก็ต้อง จดทะเบียนเป็นผู้ทําการค้าขาออกมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ เดือน ที่สําคัญต้องไม่มีประวัติละทิ้ง การเสนอราคาซื้อ และละทิ้งสัญญาซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับทางราชการ แล้วก็ไม่เป็นผู้ทิ้งงาน ทั้งนี้ที่ผ่านมาเขาก็มีคุณสมบัติ แล้วก็อยากจะเรียนว่าที่ท่านพูดถึงเรื่อง ทุนจดทะเบียน จริง ๆ แล้ว มันก็เป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการไม่ว่ารายเล็ก รายใหญ่เขาจะได้เข้าร่วมประมูลได้ ก็จะได้ไม่โดน กล่าวหาอีกว่าเป็นการฮั้วให้แต่รายใหญ่ ๆ อ้างแต่รู้จักดิฉันรู้จักคนเยอะแยะไปหมด แม้กระทั่ง ส.ส. ในสภาก็ทําธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับกระทรวงพาณิชย์ก็เยอะแยะ อย่างนี้ก็ไม่ต้องทําการค้ากันเลยสิคะ ประธานของท่านหรือใครก็ตามก็เยอะแยะ แต่ว่าถือว่าเป็นการค้าปกติดิฉันก็ไม่ได้เห็นว่ามันจะผิด อะไร แล้วเขาก็เข้ามาตามปกติก็ไม่ได้ว่ามีเรื่องที่ว่าทุจริต ถ้าดิฉันไปเอื้อเองสิคะ อย่างนี้ท่านก็ว่า กัน นี่มันไม่เกี่ยวเลย เพราะว่าใครก็เข้ามาค้าขาย ที่สําคัญก็คือเรื่องนี้มันเป็นการประมูล คุณสมบัติต้องได้ ที่สําคัญราคาก็ต้องได้ ประมูลรายคลัง คนที่ท่านบอกว่าประมูลไม่ได้ให้ราคาสูงกว่า ก็คลังนั้นมันอาจจะคนอื่นเขาประมูลได้สูงกว่าเขาก็เลยไม่ได้ นี่คือหลักของการประมูลสินค้าเกษตร ที่ต้องถือว่าเป็นความรอบคอบของรัฐบาลชุดนี้โดยท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็ ครม. ก็จะต้องมีมติ ขั้นกระบวนการ เดี๋ยวดิฉันจะชี้แจงให้ฟังนะคะว่ามีคณะกรรมการกี่ชุดกว่าจะผ่านขึ้นไป แล้วเข้า ครม. ถ้าราคาไม่ได้ คุณสมบัติไม่ได้จะผ่านได้อย่างไรคะ ครม. ไม่มีใครร่วมรับผิดชอบ นะคะ แต่ทุกอย่างถูกต้องเขาก็อนุมัติออกมา อันนี้คือสิ่งที่จะบอกว่าสิ่งที่ท่านพูดมันไม่ใช่ความจริง ท่านพูดไม่หมด อย่างนี้คณะทํางานเขาก็จะมีประธาน คณะอนุกรรมการด้านการตลาดข้าวโพด เลี้ยงสัตว์พิจารณาระบาย ตรงนี้ก็จะมีการพิจารณาอนุมัติผลการเจรจาต่อรองตามที่คณะทํางาน เสนอขึ้นมา และคณะกรรมการมีอีกชุดหนึ่งนะคะ ชุดที่ ๒ คณะกรรมการนโยบายข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ อันนี้ก็โดยรองประธานก็คือรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งสมัยนั้นก็คือท่านรองกอร์ปศักดิ์ ท่านก็เป็นผู้ที่พิจารณาให้ความเห็นชอบ ข้าวโพดนี่ขายไปหมดไปตั้งแต่ยุคนั้นแล้วนะคะ คณะรัฐมนตรีก็จะพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติ ตรงนี้ท่านก็เห็นนะคะบางครั้งก็ตีกลับ บางครั้งก็ได้ ราคาก็อยู่ที่ ครม. จะเห็นชอบ การทํางานเราก็แจ้ง อคส. พออนุมัติเสร็จ อคส. ก็จะไป ครม. ทําสัญญาซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับผู้เสนอซื้อที่ได้รับการอนุมัติ อันนี้คือขั้นตอนและทํางาน ต่าง ๆ ซึ่งมันไม่ง่ายหรอกค่ะท่านที่ว่าจะขายรู้กันหรืออะไร คณะทํางานนี่มากมาย ที่สําคัญสุดท้าย ไปผ่าน ครม. ราคาไม่ได้ คุณสมบัติไม่ได้มันก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะชี้แจงให้ประชาชนที่ฟัง หรือแม้กระทั่งท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้เข้าใจนะคะว่ามันมีกระบวนการมันไม่ได้ว่า อยากขายให้เพราะว่าอยู่พรรคการเมืองเดียวกันมันไม่ใช่ ขอให้ท่านเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องด้วย ส่วนบริษัท เบญจศิริกิจ เขาก็ซื้อข้าวโพดเขาจ่ายเงินอย่างที่บอกไปแล้ว ๑,๐๖๓ ล้านบาท เขาค้าง ชําระแต่ว่าก็ยกเลิกไปอย่างที่บอกนะคะ เพราะว่าตรงนี้เรื่องข้าวโพดหายหรืออะไรก็ตามดิฉันต้อง ขอเรียน แม้กระทั่งชื่อที่ให้ดิฉันว่านางฟ้าสต็อกลม ดิฉันเรียนตามตรงนะคะว่าเป็นนางฟ้าได้ค่ะ แต่สต็อกลมไม่รับเพราะว่าอะไร เพราะว่าสต็อกนี่นะคะ ทางท่านรองนายกรัฐมนตรีนะคะท่านก็มี ชุดทีมงามเป็น ๗ อรหันต์ ๙ อรหันต์ของท่านนี่นะคะส่งมาตรวจสอบอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้น ด้วยความรอบคอบของท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็คณะรัฐมนตรีนะคะว่า ประเด็นที่อาจจะเป็น ข้อครหาก็ยังอย่างที่ท่านพูดนี่นะคะ กล่าวหาว่ามีทุจริตทางรัฐบาลก็คิดเหมือนกันถึงได้มีการตั้ง คณะทํางานขึ้นมาชุดต่าง ๆ กว่าจะอนุมัติ กว่าจะขายนี่มันผ่านหลายคณะมากมันไม่ใช่ง่ายนะคะ เพราะฉะนั้นถ้ามันไม่ถูกต้องมันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากจะเรียนว่าทางสต็อก นี่นะคะที่ว่าท่านพูดหมดเลยทั้งข้าวทั้งมันทั้งสารพัดว่าเป็นลมจริง ๆ ต้องเรียนว่าเขามีการ ตรวจสอบนะคะ โดยบริษัทเอฟจีเอฟ (FGF) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ เป็นบริษัท ที่เป็นเซอร์เวเยอร์ (Surveyor) ที่ตรวจสอบแล้วก็ในการนั้นถ้าจําไม่ผิดท่านรองท่านตั้งท่านอํานวย ปะติเส ไปตรวจสอบแล้วก็ผลออกมาคือมันไม่มีสต็อกลมนะคะมันมีของแต่ว่าของมันอาจจะหดมัน น้อยลงไป เพราะว่าอะไร เพราะว่าระยะเวลาที่มันเก็บมันนานมันก็เสื่อมคุณภาพไปตามสภาพ เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ท่านพูดนี่ก็ต้องขอชี้แจงนะคะว่า มันมีของเพียงแต่ว่าปริมาณมันอาจจะ ลดน้อยลงไป เพราะฉะนั้นในทางวิชาการนะคะ ทางกรมการค้าภายในก็บอกว่าในแนวทางนี้ ถ้ามันต่ํากว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ถือว่ารับได้เพราะเนื่องจากระยะเวลาที่มันเก็บรักษานานมันก็เสื่อม คุณภาพไป แล้วแม้กระทั่งในเรื่องของราคาอีกเช่นกัน อย่างที่ท่านบอกของใหม่กับของเก่านะคะ ท่าน แล้วก็ของใหม่ราคาที่ท่านพูดกับของที่มันอยู่ในสต็อกมันเป็นธรรมชาติใคร ๆ ก็พูดได้ แต่ว่า ถ้าข้อเท็จจริง ไม่มีใครซื้อของในสต็อกของเก่าที่เป็นราคาใหม่หรอกนะมันเป็นไปไม่ได้สู้เขาซื้อ ของใหม่ไม่ดีหรือคะ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากจะให้เข้าใจนะคะว่าประเด็นนี้เรื่องราคามันก็มีเหตุมีผล แล้วยิ่งพูดถึงคนใกล้ชิด อย่างที่เมื่อกี้ท่านพูดไม่ว่าจะใครก็ตามคือพูดไปก็ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นดิฉัน คิดว่าไม่พูดดีกว่าแต่ว่าอยากจะบอกว่ามันไม่ว่าใครดิฉันอยู่กระทรวงนี้รู้จักเยอะแยะไปหมด ผู้ประกอบการมากมายที่เราต้องคุยกับเขา ดําเนินธุรกิจอย่างไร มีปัญหาอะไรเราต้องคุยเราต้อง รู้จัก เพราะฉะนั้นตรงนี้เมื่อมีการค้าเกิดขึ้นแบบปกติเราก็ไปว่าใครไม่ได้อย่างที่ดิฉันเรียนนะคะ แม้กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็มีเยอะแยะที่ทําการค้ากับกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่เห็นจะแปลก เลย เพราะถือว่าเราก็ไม่ได้มีการเอื้อประโยชน์กัน เพราะฉะนั้นถือว่าก็เป็นการค้าปกติไปว่ากันไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องค้าขายกันเลยสิคะต้องยกเลิกกันไปหมดมันก็ไม่ใช่นะคะ ดิฉันอยากจะขอเรียน ชี้แจงท่านนะคะว่า เรื่องของเจ้าหน้าที่ อคส. เหมือนกันที่ว่า ตาย ทางกระทรวงเราก็ดูแลตามสิ่งที่ เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ดิฉันพูดเหมือน ดิฉันไม่เข้าใจนะคะแต่ฟังดูแล้วเหมือนมันเกี่ยวโยงกันมีการไปฆ่าแกงกัน ดิฉันยังไม่ รู้จักเลย ดิฉันไม่ได้ทําธุรกิจเหล่านี้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านพูดมันฟังดูเหมือนจะเป็น อย่างนั้นก็อยากจะชี้แจงให้เข้าใจนะคะว่ามันเป็นในส่วนที่ถ้าจําไม่ผิดน่าจะเป็นจังหวัดตาก ซึ่งตรงนั้นเขาก็ไปปฏิบัติหน้าที่ ส่วนความขัดแย้งในพื้นที่ดิฉันก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น เขาก็ปฏิบัติหน้าที่ตามสํานึกข้าราชการที่ดี โดยเฉพาะข้าราชการของ อคส. ของกรมการค้าภายใน เขาก็ทํางานตั้งใจกันอย่างเต็มที่นะคะ ในส่วนนี้ทางกระทรวงเราก็ดูแลเขาตามที่ควรจะได้รับ การดูแล ตรงนี้ก็อยากจะเรียนว่าที่ท่านพูดนี่นะคะว่าดิฉันไม่ดําเนินการอะไรเลย ดิฉันก็ถึงได้ชี้แจงว่า อคส. นี่เขามีบอร์ดบริหารจัดการเขาเป็นคนทําเป็นคนบริหารจัดการ ตัวดิฉันเองให้นโยบายตั้งแต่ วันแรกที่บอร์ดเข้ามาทํางานว่าทุกอย่างขอให้ดูประโยชน์ของรัฐสูงสุดอย่าให้มีอะไรที่ไม่ถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่เราให้นโยบายกันไป ส่วนการบริหารเขาจะอย่างไรมันก็เป็นในส่วนนั้นแล้วมีบอร์ด บริหารจัดการ ดิฉันก็คงไม่ไปก้าวก่ายนะคะ ในตัวนี้ก็อยากจะชี้แจงเรื่องของข้าวโพดที่ท่านพูดถึง ส่วนเรื่องข้าวหรืออะไรเดี๋ยวค่อยรอบอีกรอบหนึ่งนะคะ เรื่องราคาสินค้าเดี๋ยวดิฉันพูดทีเดียวเลย กราบขอบพระคุณนะคะที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสุนัยด้วยความเคารพท่าน ที่ท่านเมตตาตลอดมา ต้องกราบขอบพระคุณที่ชี้แนะในทุก ๆ เรื่องค่ะ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี ตอบครับ เขาไม่ได้พาดพิงถึงท่าน เขาไม่อยากให้ท่านตอบ ท่านก็ไม่ต้องตอบหรอกครับ ไหนว่า จบแล้วอย่างไร
สิทธิพาดพิงครับท่านประธาน คือเพื่อให้เห็นชัดเจนครับ ท่านประธานครับ ว่าเป็นแบบอย่างของการอภิปราย ท่านพูดไปผมก็ ไม่ค้าน นั่นเป็นสิทธิของรัฐมนตรีตอบ แต่ว่าท่านป้ายมาทางผมให้มันเสียหายประเด็นเดียวครับ ที่ท่านบอกว่าผมไปขัดแย้งอะไรเขา มันไม่ใช่หรอกครับ เป็นเรื่องที่ผมกราบเรียนท่าน ท่านบอกว่า ใครก็ค้าขายได้ ผมไม่ได้ไปบอกว่า ส.ส. ค้าขายไม่ได้ แต่ว่าคุณบุญยิ่งนี่เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ท่าน ประมูลเองอย่างนี้มันเหมาะไหมละครับ คุณวีระศักดิ์เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีท่าน ทําอย่างนี้ มันเหมาะไหมละครับ มันใกล้จนขนาดไหน แล้วที่ท่านบอกว่าจบหมดแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ตามได้เลยนะครับ ทําไมผิดสัญญาตั้งแต่ต้นครับ ปล่อยมาตั้งแต่ต้นเลยครับ แล้วสุดท้ายวันนี้ ของก็หายจริง ท่านไปเช็กดูสิครับ ผมชี้หมดเลยว่าโกดังไหนเท่าไร ไม่ใช่เรื่องมันมันยุบ ไม่ใช่เรื่อง ข้าวโพดมันยุบ ยุบมันไม่กี่กิโลกรัม นี่หายเป็นหมื่น ๆ ตันครับ มันสะท้อนออกเองว่าท่านรู้อยู่แก่ใจ ว่าเขาทําอะไรกัน ท่านครับ และที่ท่านบอกเขาก็มาซื้อ ๆ เขาเอาโกดังของหลวงเป็นของเขา เลยครับ เวลาข้าวโพดราคาตกทิ้งไว้ พอราคาขึ้นกูขนออกไปขาย อย่างนี้ก็สบายสิครับ ท่านครับ ผิดสัญญาอย่างนี้แล้วผมถามท่านหน่อยเถอะครับ ตกลงจะเลิกกันอย่างนี้แล้วต่างคนต่างแยกไป ไม่ยึดหนังสือค้ําประกันเขาหรือ ไม่ปรับเขาหรือ มันถึงบอกอย่างไรครับที่เขาสมัครพรรคท่าน ผมจั่วหัวตั้งแต่ต้นแล้วว่าทําไมสินค้าเกษตรเราจึงตกต่ํา ทั้ง ๆ ที่ราคาของโลกมันสูงขึ้น เพราะการทุจริตอย่างไร แล้วท่านครับกรณีที่ว่านี้ท่านก็ดําเนินการผ่อนปรนไม่ดําเนินการใด ๆ แล้วสุดท้ายก็จะปล่อยไปเฉย ๆ แล้วก็บอกว่าฉันไม่รู้เขาก็ทําอย่างนี้ ท่านรัฐมนตรีครับท่านไป แบบน้ําขุ่น ๆ ก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งเหล่านี้เป็นผลประโยชน์ของประชาชน ใครออกค่าเช่าโกดังตลอดมา ตั้งหลายร้อยล้านบาท เสร็จเรียบร้อยแล้วของหายท่านก็ไม่ตาม ผิดสัญญาตั้งแต่ต้นก็ไม่ว่ากัน ยึดหนังสือค้ําประกันเขาหรือเปล่า ซูเอี๋ยใช่ไหมครับ เท่านี้ละครับ ท่านประธาน ไปทําหน้าที่ ของท่านเถอะครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญครับ
ขออนุญาต ท่านประธานค่ะ กราบขอบพระคุณท่านประธานสภา ท่านผู้ทรงเกียรตินะคะ คือเรื่องของการ ไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมายนี้ดิฉันพร้อมสนับสนุนในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้เท่าที่ดิฉันได้รับ รายงาน อคส. เขาดําเนินคดีอยู่นะคะ ไม่ใช่ไม่ได้ทําอะไร แล้วก็ทางกระทรวงพาณิชย์เราก็จะ ดําเนินการให้ถึงที่สุดเช่นกัน ต้องกราบขอบพระคุณท่านนะคะ ไม่ใช่ท่านคนเดียวที่เป็นห่วง ดิฉัน ก็เป็นห่วงเช่นกันในกรณีที่ท่านพูดถึงคนใกล้ชิดหรือผู้ที่ท่านเอ่ยถึงหลาย ๆ ท่าน ดิฉันคิดว่าตรงนี้ ก็ถือว่าถ้าในการที่ท่านเอ่ยถึงนี้ การที่เขาเข้ามาในแนวทางที่เรื่องของการประมูลหรือเรื่องอะไรนี้ ถ้าเขาไม่ได้ผิดกฎหมาย ดิฉันก็ไม่รู้จะตอบท่านอย่างไร แต่ว่าเรายึดหลักว่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับรัฐ แล้วก็ไม่ผิดกฎหมายนะคะ ที่ท่านพูดมามันเป็นในเชิงปฏิบัติมากกว่านโยบาย อันนี้ คือนโยบายที่ให้ไป ส่วนสิ่งที่ท่านพูด ดิฉันก็คงจะได้ให้ทาง อคส. เร่งรัดแล้วก็ดู คําชี้แนะของท่าน เราก็พร้อมจะนําไปดูแล้วก็แก้ไข ถ้ามันเป็นอย่างที่ท่านว่าก็ต้องดําเนินคดีตามกฎหมายเช่นกันค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปคุณไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๖ กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมจะต้องทําหน้าที่ผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยนั้น การตรวจสอบ ในระบบรัฐสภาถือว่าเป็นสิ่งที่ให้คุณประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมือง กับพี่น้องประชาชน ในฐานะเป็นเจ้าของเงินภาษี หากไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแล้วการทุจริตที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ผมก็ไม่อาจที่จะมาตรวจสอบแทนพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้เสียภาษี วันนี้ผมขอกล่าวหา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ที่ทุจริตต่อหน้าที่ ใช้ตําแหน่งหน้าที่แสวงหา ประโยชน์ เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องตัวเอง แล้วก็ล้มเหลวในนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ มาโดยตลอด ก่อนที่จะเริ่มเรื่องนี้ผมจะต้องเล่าถึงความเป็นมาว่าประเทศไทยเรานั้นที่เรามีสต็อก ข้าวมันมาจากอะไร คือแต่ละปีนั้นประเทศไทยเราผลิตข้าวได้อยู่ที่ประมาณ ๓๐ ถึง ๓๒ ล้านตัน แต่เมื่อเราแปรสภาพเป็นข้าวสารแล้วก็จะอยู่ที่ ๒๐ ล้านตัน ๑๐ ล้านตันอันนี้ส่งออกนะครับ อีก ๑๐ ล้านตันเราบริโภคภายในประเทศ จากที่เราส่งออก ๑๐ ล้านตัน มันเป็นปัญหาต่อเนื่อง มาโดยตลอด ดังนั้นรัฐบาลในอดีตตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นต้นมาก็จึงมีการริเริ่มในเรื่องโครงการ รับจํานําผลิตผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทยที่เราเป็นผู้ส่งออก อันดับ ๑ ของโลกที่มีการผลิตอยู่ต่อเนื่อง มูลค่าของสินค้าจะดีหรือไม่ดี จะตกต่ําหรือจะราคาแพง ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารจัดการในส่วนที่เราจะต้องส่งออกไป เป็นปัญหามาต่อเนื่อง สินค้า เกษตรออกมาทีเดียว ฤดูการผลิตใกล้เคียงกันครับ ในรอบของมัน ๓-๔ เดือน แล้วก็ประดังกัน ออกมา ก็เกิดภาวะสินค้าล้นตลาด ลักษณะนี้เองจึงเป็นที่มาของโครงการรับจํานําสินค้าเกษตรเพื่อ จะได้รองรับในสินค้าที่ล้นตลาด ส่วนหนึ่งก็จะต้องนําไปสู่โกดังของรัฐที่เราได้รับจํานํา หากบางปี สินค้าตลาดทั่วไปสูงกว่า รัฐบาลในยุคนั้น สมัยนั้นก็ไม่ต้องไปรับจํานํา ก็คือเกษตรกรชาวไร่ ชาวนา ขายโดยตรงตามท้องตลาด จะเห็นว่าทุกยุคทุกสมัยถ้าเรามีการบริหารการจัดการที่ดี สร้างบรรยากาศที่ดี หมายถึงว่าเวลาข้าวกําลังจะออกพยายามอย่าไปสร้างบรรยากาศให้ราคาลง เช่น พอข้าวชาวนาออกบอกว่าจะระบายข้าว ๕.๖ ล้านตัน เป็นต้น พอบอกมาเท่านั้นละครับ ท่านจะรับหรือจะเปิดเผยไม่ทราบ แต่มันรู้ไปทั่วโลก แล้วเราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ท่านประธาน ครับ กระทบไหมครับรายใหญ่เขาบอกเขาจะระบายทีเดียว ๕.๖ ล้านตันมันเกิดปัญหาขึ้นมา เกิดปัญหาอะไรครับ ต่างประเทศเขารู้ข่าวเขาก็กดราคา เนื่องจากว่าเรามีสินค้าที่ทะลักออกมา ล้นตลาด แล้วก็สินค้าในสต็อกของเราในโครงการรับจํานํา ๑๐ โครงการที่ทางผู้จัดการธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้ออกมาแถลงแล้วว่าในช่วง ๑๐ กว่าปีมานี้เราใช้จ่ายไป ทั้งสิ้น ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐ กว่าปีนะครับ แต่ในจํานวนนี้เรายังมีเหลือสินค้าก็คือ สต็อกข้าวที่ว่ากัน ๕.๖ ล้านตันนี้ขายออกไปเท่าไรเอาเงินกลับเข้ามา เขาตีตัวเลขกันประมาณ คร่าว ๆ ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท สรุปแล้วตลอดเวลาที่เราเริ่มโครงการรับจํานําสินค้าเกษตร เราใช้จ่ายไปเพียง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตกปีหนึ่งประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ตัวเลข นะครับ การที่ประกันรายได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ เดือนที่แล้วนะครับ ตัวเลขที่เราได้มาคือ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่รวมตลอดทั้งปีนะครับ ถ้าถึงตลอดทั้งปีก็นับเป็นแสนล้านบาท ใช้เงินแค่ ๒ ปีนี้นะครับ เราใช้จ่ายเงินภาษีพี่น้องประชาชนเท่ากับโครงการรับจํานําเป็น ๑๐ ปี ผมจําเป็นจะต้องชี้ให้เห็นภาพก่อนว่าแท้จริงแล้วการแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่มาเดินขบวนเรียกร้อง ใช่ว่าเขาเหล่านั้นจะมาโดยที่ไม่มีเหตุปัจจัย ก็เป็นเหตุที่ว่าข้าวของแพงทุกอย่าง แต่ข้าวถูกก็เกิด ปัญหา ผมจะต้องอธิบายไปถึงเรื่องสินค้าในสต็อก ของรัฐบาลที่พูดกันนักกันหนาว่าจําเป็นจะต้อง ระบายเพราะมันเสื่อมสภาพ ผมบอกเลยนะครับ ถ้าเสื่อมจริงนี่ไม่มีหรอกครับที่พ่อค้าเขาจะมา ยื้อแย่งกันจนคนที่ได้น้อยกว่านี่มาฟ้องมาร้องเรียน ป.ป.ช. จนเป็นเหตุให้ ป.ป.ช. ได้มีมติไปที่จะ สอบสวนเอาผิด สินค้าเหล่านั้นมันเป็นสินค้าข้าวเก่า ข้าวเก่านี่หมายถึงอย่างไรครับ หมายถึงข้าว ที่พวกเราบริโภคนี่ละครับ ตามห้างสรรพสินค้า ๕ กิโลกรัมนี่ ๑๐๐ กว่าบาท กิโลกรัมหนึ่งปาเข้าไป ๒๐ กว่าบาท แล้วเป็นชนิดเดียวกันกับที่เราแบ่งเค้กข้าวในสต็อกนี้ให้กับพ่อค้าไปนี่ที่ว่าขายกันแค่ ๑๒ บาท ท่านไปคิดสิครับ ๕ กิโลกรัม ถ้า ๑๒ บาทนี่เพิ่งจะถุงละ ๖๐ บาท ข้าวเก่านะครับ แต่ทําไมพวกเราต้องไปกินข้าวแพง นี่ละครับที่เป็นเรื่องที่ข้าวสารแพง ข้าวเปลือกถูก ก็เพราะกลไก ในการบริหารการจัดการที่พยายามอยากจะชี้ช่องต่าง ๆ ชี้โพรงให้กระรอกว่าสินค้ามันเสื่อมสภาพ เอาไว้จะเสียค่าฝากเก็บ ผมบอกให้เลยนะครับที่หมดสัญญาขนท่านไปเรียกเขาบ้างหรือเปล่า ค่าฝากเก็บโกดังนี่หมดสัญญาเมื่อเดือนมกราคมนี้เยอะแยะ หมดสัญญาแล้วต้องริบมัดจําด้วย นะครับ ผิดสัญญาผู้ซื้อนี่ต้องริบเงินประกันด้วย แล้วก็ยกเลิกทําหรือเปล่าครับ ข้าวสารที่เรามากิน ตามห้างสรรพสินค้านี่ผมจะยกตัวอย่างให้ที่พี่น้องประชาชนมักจะเรียกว่าข้าวกา ก็คือข้าวที่เขามี ยี่ห้อนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นข้าวสารโชควารีของอําเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือข้าวตราลําไย ของจังหวัดพิจิตร ข้าวเหล่านั้นทําไมเขามีลูกค้าเขาติดอกติดใจ ก็เพราะเขาเอาข้าวเก่าล้วน ๆ เขาไม่ได้เอาข้าวใหม่ไปปน ของเหล่านั้นที่ติดอกติดใจผู้บริโภคได้มาจากไหนครับ ก็นี่อย่างไรครับ ที่เขายื้อแย่งกันนี่ละครับ แย่งจะเอาไปทําข้าวถุงทําข้าวกา เกิดปัญหานะครับ แล้วที่เราไปชี้ช่อง อีกเรื่องหนึ่งในเรื่องที่ว่า ใครก็ตามที่จะมาประมูลข้าวหลวงนี่จะมาแบ่งข้าวนี่จะต้องมีออเดอร์ (Order) น่าขํามากนะครับ ออเดอร์ส่งออกนี้การที่ว่าแค่ตัวหนังสือเทเล็กซ์ (Telex) จาก ต่างประเทศว่าจะมาสั่งซื้อสินค้านี่มันมีความน่าเชื่อถือขนาดไหน ผมมีเพื่อนค้าขายกันอยู่นี่ ผมจะให้เขาเทเล็กซ์มาก็ได้ จะสั่งเท่าไร และก็เอาใบคําสั่งซื้ออย่างนั้นจะมาแบ่งไป ถึงบอกว่า รายละเอียดต่าง ๆ มันไม่ได้แค่นั้นนะครับ มันต้องพิสูจน์กันอีกหลายประการ และที่บอกว่า เพราะข้าวมันลง เพราะสต็อกมันเยอะ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตันทําให้ทั่วโลกเห็นว่าข้าวไทยมีเยอะ ก็ส่งผลให้ข้าวมันลง อันนี้ก็ไม่จริงนะครับ ถ้าท่านลองประกาศสิครับว่าเราไม่ขาย เราจะขายตลาด เกษตรล่วงหน้าแล้วก็ขายคราวละไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ ตันแต่ละเดือนค่อย ๆ ระบายไปนี่มันจะลง ไหมครับ มันก็ไม่ลง รัฐบาลก็ได้เงินจํานวนมาก เพราะประมูลตลาดเกษตรล่วงหน้าทุกครั้งนี่ละครับ ราคามันจะสูงกว่าที่เราประมูลล็อตใหญ่ ๆ พอล็อตใหญ่ ๆ ก็ซูเอี๋ยกัน คนไหนที่ใกล้ชิดนักการเมือง นักการเมืองก็ให้พรายกระซิบบอกว่าเตรียมไว้นะไปหาออเดอร์ไว้ ผมว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ถึงแม้ว่าท่านจะเอาตัวเลขนั้นจริง ๆ นี่ก็ยิ่งทําให้ข้าวลงราคากันใหญ่ส่งออกอย่างเดียว เพราะอะไร พ่อค้าเหล่านั้นก็ต้องไปเร่งรีบเพื่อไปขายถูกไหมครับ ขายเพื่อจะเอาออเดอร์นี่มาแบ่งเค้ก ผมถามว่า ต่างคนต่างแย่งกันขายไปทุ่มตลาดอะไรจะเกิดขึ้น นี่เขาเรียกว่าความรู้ความเข้าใจของรัฐบาล ผมก็ไม่เข้าใจว่าคนที่มาทําหน้าที่ตรงนี้ เคยศึกษาอดีตมาบ้างหรือเปล่า เพราะเป็นวิชาชีพ ที่ผมจะต้องมาเกริ่นนําเรื่องนี้ก่อน ก่อนเข้าสู่การทุจริต เพราะกลัวว่าพี่น้องทางบ้านจะไม่เข้าใจว่า สินค้าข้าวในสต็อกมันของมีค่า อย่าไปเห็นว่าเป็นของที่มันเสื่อมสภาพ มันมีประโยชน์ที่จะมาทํา ประโยชน์ได้มากมาย กลไก ทุกครั้งที่รัฐได้ให้ผู้ประมูล ๆ ไป เคยไหม คํานึงถึงชนิดของข้าว อย่างเช่น บริษัท ก เคยส่งแต่ข้าว ๕ เปอร์เซ็นต์ ไปแถว ๆ ตะวันออกกลาง แต่ว่ามาประมูลข้าวหอมปทุมธานี ไปหมดเลยครับที่จังหวัดสุพรรณบุรี เคยไปดูไหมว่านี่ไม่เคยค้าเลยข้าวแบบนี้ แต่ดันผ่าได้ของที่ จังหวัดสุพรรณบุรีไปเกลี้ยงเลย ข้าวหอมปทุมธานี ผมได้ไปถามนะครับ เป็นนักสืบไปถามคนรถว่า ทุบจากโกดังนี้ไปที่ไหนหรือ เขาบอกไปท่าเรือ ไอ้ผมก็นึกว่าท่าเรือน้ําลึกแหลมฉบัง ที่ไหนได้ละครับ ไปอําเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นไซโลที่เขาทําข้าวถุงมาขายนี่ละครับ เป็นต้น หลายที่ นะครับ บางคันก็บอกว่ามาขนไป ไปอําเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็มี ผมสอบถาม หมด บางคันก็บอกว่าไปแถว ๆ อําเภอลาดหลุมแก้ว โกดังเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นพ่อค้าที่เขาส่ง ห้างสรรพสินค้า ผมไม่อยากเอ่ยบุคคลที่ ๓ โดยไม่จําเป็น จึงไม่เอ่ยนะครับ การที่ไปให้เอกชนมา ดําเนินการ แล้วก็เรียกว่าเอาออร์เดอร์ (Order) มานี่นะครับ แล้วคนก็มาเทค โอเวอร์ (Take over) ไป ส่วนใหญ่ท่านประธานรู้ไหมครับว่าใครได้ข้าวส่วนนี้ไป ก็โรงสีแถวนั้นละครับ ใกล้ ๆ เคียง หรือไม่ก็เจ้าของโกดังที่รับฝาก เป็นคลังที่ว่าให้รัฐไปเช่าโกดัง ซื้อต่อเลยนะครับ ข้าวสารนี้ประมูล มาขายต่อ แล้วเขาก็มาขายเอา เหยียบหัวคิวกันไป อย่างนี้ละครับ ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ ๖๐ เป็นแบบนี้ทั้งนั้น
หันมาสู่เรื่องพฤติกรรมที่ดําเนินการที่ส่อไปในทางทุจริต ผมจะชี้ให้เห็น นะครับว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะที่ท่านเป็นรองประธาน กขช. เป็นคนที่ ชงเรื่องทุกอย่างเพื่อไปเสนอประธานแล้วก็ดําเนินการ มันมีความฉ้อฉล มีความลึกลับ ซ่อนเงื่อน แล้วก็เร่งรัด ส่อไปในทางทุจริตอะไรบ้าง ผมจะให้ดูชาร์ท (Chart) อย่างนี้ครับ คือว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อคราวที่ส่งมอบข้าวที่สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน โดยท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หลังจากที่เราถูกยุบพรรคไป เสร็จแล้วก็มีการรักษาการ เสร็จแล้ว รัฐบาลปัจจุบันก็มาเริ่มบริหาร เอาเข้าจริง ๆ ก็ประมาณเดือนมกราคม มีตัวเลขตามบัญชี ข้าวใน สต็อกในขณะนั้น ๓ ล้านตันมีเศษหน่อย ๆ นะครับ แต่ที่ปรากฏตามการประมูลนี้ อคส. ตามหนังสือเชิญชวน ที่ อคส. ๑๐๙/ว ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ปี ๒๕๕๒ แล้วก็มีการเปิดซอง วันที่ ๖ เดือนพฤษภาคม อันนี้เป็นข้าวใหม่นะครับ เป็นข้าวใหม่ปี ๒๕๕๑/๒๕๕๒ จํานวนที่นํา ออกมาประมูล ๒.๖ ล้านตัน นี่ละครับเป็นที่มาที่ผมได้ติดตามมาตั้งแต่ต้นนะครับว่ามันมีความ ไม่บริสุทธิ์ โดยที่ในครั้งแรกใครที่จะไปได้ข้าวตรงนี้เสียงเขามาตั้งแต่ประมาณสักเดือนเมษายน กลาง ๆ เดือน เขามาบอกกับพ่อค้าพวก ๕ เสือที่ส่งออกรายใหญ่นี่นะครับ พวกนี้มันรู้ก่อนนะครับ ว่าเขาจะมีอย่างไร นโยบายรัฐบาลอย่างไร ไม่รู้ว่ามีเส้นสายเชื่อมโยงอะไร แต่เขารู้ก่อนนะครับ ว่ารัฐบาลจะมีการระบายข้าว ๒.๖ ล้านตัน แล้วเป็นข้าวใหม่ด้วย เป็นของสด ๆ ร้อน ๆ แล้วก็ ติดต่อว่าสนใจไหม อันนี้คือเป็นเรื่องที่เขาลือกันในตอนนั้นว่าถ้าสนใจเขาเอาตันละ ๒,๐๐๐ บาท ถ้าจ่าย ๒,๐๐๐ บาท รับรองว่าจะได้ข้าวตรงนี้ไป เสร็จแล้วครับก็มามีบริษัท สิงโตทองไรซ์เขาก็ เสนอเข้าไปการประมูลครั้งนี้ แต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องใต้โต๊ะหรือไม่ใต้โต๊ะ เขาก็ยื่นซอง วันนั้นยื่นซอง วันที่ ๖ เดือนพฤษภาคม ที่ยื่นส่วนใหญ่นี่นะครับก็มีตั้งแต่ ๑๑,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาท แต่ บริษัทสิงห์โตทองไรซ์ยื่นครั้งแรก ๑๔,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นบริษัททื่ยื่นสูงสุดในตอนนั้น แต่แล้วเป็น อย่างไรครับ เวลาเปิดซองแล้วเวลาเรียกมาต่อรองกลับโดนเขี่ยตกไป ไม่ได้สิทธิที่จะมาต่อรองใน ส่วนนี้ แปลกไหมครับ ตอนนั้นผมได้ติดตาม ผมมีแถลงข่าวที่สภาแห่งนี้นะครับว่าให้รัฐบาลช่วยดู หน่อย บอกถ้าปล่อยไปอย่างนี้มันเริ่มฮั้วประมูลกันแล้ว จากวันที่ ๖ ต่อรอง เสร็จแล้วก็มีการเร่งรัด เข้ามาต่อรองในวันหยุด วันที่ ๖ เปิดซอง วันที่ ๘ เป็นวันวิสาขบูชา แล้ววันที่ ๙ วันที่ ๑๐ เป็นวัน เสาร์ วันอาทิตย์ วันที่ ๑๑ เป็นวันหยุดราชการ วันพืชมงคล เชื่อไหมครับท่านประธาน กระทรวง พาณิชย์ได้ต่อรองในวันหยุด เสร็จแล้วนัดให้ผู้ที่ชนะการประมูล ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ยื่นสูงตั้งแต่ทีแรกเข้า มาต่อรอง แล้วก็มาเซ็นสัญญาวันที่ ๑๒ เดือนพฤษภาคม แปลกไหมครับ นี่เป็นสิ่งที่ผมเห็นแล้วว่า มันมีการเร่งรัด เร่งรีบ แล้วในวันที่ตามเอกสารทางราชการที่ผมได้ติดตามว่าเขาขออนุญาต ครม. อย่างไรบ้าง การที่จะส่งดําเนินการ ในครั้งนั้นมีท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ได้บอกว่าสินค้า เกษตรถ้าเกิดต่ํากว่าท้องตลาด จะต้องมาขออนุมัติโดย ครม. กระทรวงพาณิชย์อํานาจท่านไม่มี สิทธิที่จะไปให้ใครโดยตามอําเภอใจ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่แล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ครับ ราคา ในตอนนั้น ปี ๒๕๕๒ เดือนเมษายน กระสอบหนึ่งเท่าไรครับ ๑,๖๕๖ บาท ผู้ประมูลยื่นเท่าไรครับ ๑,๔๐๐ บาท เป็นต้น อันนี้ก็เห็นแล้วว่าราคาท้องตลาด แล้วยังมีบางตัวอย่างข้าวหอมปทุมธานี ราคาท้องตลาด ๒๔,๐๐๐ บาท ถึง ๒๕,๐๐๐ บาทต่อตัน แต่ว่าผู้ประมูลที่ได้ไป ๑๖,๓๐๐ บาท เจ็บปวดไหมครับ คนที่ไม่รู้เล่ห์กลใน ไม่เข้าใจนะครับว่าเงินภาษีพี่น้องประชาชนในโครงการรับ จํานํามันถูกปู้ยี่ปู้ยําโดยวิธีอย่างนี้ สร้างความเสียหาย ในครั้งนั้น ผมถึงบอกว่าถ้ารัฐบาล ไม่ดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดผมคิดว่าผิด แต่ก็ยังโชคดีนะครับที่ว่าต่อมาก็มีการยกเลิกสัญญา ที่ลงนามวันที่ ๑๒ เดือนพฤษภาคม อันนี้ชี้ให้เห็นนะครับว่าเอกสารที่ทางคณะรัฐมนตรีทํามาถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เรื่องที่อ้างถึงก็คือวันที่ ๖ เดือนพฤษภาคม ที่ว่ากระทรวงพาณิชย์ จะระบายข้าวอะไรนะครับ เสร็จแล้วเขาบอกให้ไปทํารายละเอียดมา วันที่ ๑๕ รัฐบาลตอบมา ตอบลักษณะนี้หมายความว่าอย่างไรครับ คือหมายความว่าคุณจะต้องดําเนินการที่ไม่ขัดว่าด้วย ราคาท้องตลาด ถ้าถูกกว่านี้คุณต้องมาขอ ครม. อนุมัติเสียก่อน เมื่อรัฐบาลเห็นแล้วว่ากระทรวงพาณิชย์เป็นสายล่อฟ้า ใคร ๆ ก็จ้องว่าการประมูลครั้งนี้มันไม่ชอบ ก็จึงยกเลิกการประมูลกับผู้ที่ชนะการประมูลจํานวน ๑๗ ราย หลังจาก ครม. ยกเลิกไป ๑๗ รายแล้ว ก็นึกว่าจะไม่มีอะไร แต่เป็นอย่างไรครับเมื่อวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๘ เดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๒ คือผม ได้รับข่าวมาตั้งแต่วันที่ ๔ แล้วว่าที่ได้ติดตาม บัดนี้ที่โกดังเบญจรุ่งเรือง บ้านหนองพันกง อําเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีการขนข้าวหอมปทุมธานีที่เขาไม่ให้ขาย ขนออกไปจนเกลี้ยงโกดัง ผมไปขณะนั้น ประมาณสักบ่าย ๓ โมงกว่า ๆ ได้นะครับ ไปติดตามหวงแหนเงินภาษีของประชาชน ไปถูกเขาเอาเปรียบ มันขนของหลวงไป ราคาท้องตลาดกระสอบหนึ่งเท่าไร ๒,๕๐๐ บาท มันซื้อไป ๑,๖๐๐ บาทอย่างนี้ กระสอบหนึ่งกําไรเข้าเท่าไรครับ ๗๐๐-๘๐๐ บาท ผมไปถามเลย นะครับว่า หัวหน้าที่เขาคุมคลังในขณะนั้นชื่อว่า นายประเสริฐ เหมไพบูลย์ เขาดูแล เป็นหัวหน้าคลัง อตก. เขาบอกกับผมอย่างนี้ครับ เขาบอกว่าเรื่องนี้ทางผู้อํานวยการ อตก. เป็นคนสั่งว่าให้ปล่อยสินค้าได้ ผมถามว่าผู้อํานวยการคลังคนเดียวกล้าหรือครับ ถ้ารัฐมนตรีไม่เอา ด้วย คือรัฐมนตรีดูแลอยู่แล้วสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์ ถ้าไม่มีรัฐมนตรีสั่ง ผู้อํานวยการคลัง จะให้ปล่อยไหมครับ ขนไปจนเกลี้ยงโกดัง เราได้พยายามไปขอห้ามปรามเขา เขาก็ไม่เชื่อฟัง ในครั้งนั้น ในการยกเลิกครั้งนั้นมันมีรายละเอียดว่าให้องค์การคลังสินค้าและองค์การตลาดเพื่อ การเกษตรยกเลิกสัญญาซื้อขายข้าวเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรอันเนื่องมาจากการอนุมัติระบาย จําหน่ายข้าวสารเมื่อ ๑๒ เดือนพฤษภาคม ๒๕๒ ข้อ ๒ ครับ ให้ อคส. อตก. ระงับการอนุญาตให้ เอกชนที่ชําระเงินค่าข้าวสารตามสัญญาซื้อขายข้าวสารทําการย้ายข้าวสารออกจากคลังต่าง ๆ นี่คือห้ามอย่างเด็ดขาดว่าไมให้ย้าย แต่แล้วมันขนไปนี่ ขนกลางวัน ขนกลางคืน รถนี่จอดยาว เป็นกิโลเมตร ๆ ก็ด้วยเหตุนี่ละครับ ส่วนต่างมันเยอะอย่างนี้ละครับ ผมได้ร้องเรียนไปที่ ป.ป.ช. หยุดยั้งไม่ได้ก็ไปยื่นเอกสารที่ ป.ป.ช. เลขรับที่ ๑๖๕๒๑ วันที่ ๘ มิถุนายน หลังจากที่เขาขนไปแล้ว ซึ่งขณะนี้อนุเขาสอบเสร็จแล้ว ส่งไปคณะใหญ่แล้ว นี่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการเขาบอกว่า แฉพิรุธ ประมูลข้าวเสียหาย ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท โพสต์ทูเดย์ ศึกระบายสต็อกข้าวของรัฐถอยเพื่อรอแตกหัก นี่ครับ คือเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรี ห้ามไม่ให้ขาย แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ถอยเพื่อรอ แตกหัก นี่ละครับเป็นสิ่งที่ผมชี้ให้เห็นว่าใบเสร็จที่เห็นว่ามันไม่สุจริตมันไม่ถูกต้องโดยนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดําเนินการในฐานะประธาน กขช. ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วที่ยกเลิกในครั้งนั้น ต่อมา ก็ยังมีการชงเรื่องเพื่อที่อยากจะระบายสินค้าข้าวอีก เพราะว่ามีพ่อค้าไปเสนอหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่วงการภายในเขาบอกว่ามาจากพ่อค้าไปชงเข้าไปหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อยากจะให้ ประมูล แล้วก็อยากจะให้ปิดเงียบ ผมบอกว่าการดําเนินการอย่างนั้นที่ท่านทํานี้ผมว่ามติ ครม. ที่ว่า วันที่ ๓ เดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๓ ดูเหมือนว่ามันจะไม่ค่อยชอบด้วยกฎหมาย ในเรื่องดังกล่าว ในเรื่องที่เอามติ ครม. ว่าต่อไปนี้ให้ประมูลทางลับ เพื่อกลัวว่าต่างประเทศนี้เขาจะรู้ข่าว เดี๋ยวข้าว จะลง เขารู้อยู่แล้วครับ เมื่อสินค้าออกมานี้ความลับไม่มีในโลก สินค้าออกมานี้พ่อค้าหัวไวที่สุด ที่ไหนซิกมันออกรู้กันหมด คือผมบอกตั้งข้อสังเกต อันนี้ไม่ใช่ ป.ป.ช. นะครับ ผมบอกเลยว่า เรื่องมติในทางลับนี้ผมบอกว่ารัฐบาลนี้มีหน้าที่แค่ดูแลผลประโยชน์ของชาติ ท่านไม่ใช่เจ้าของ นะครับ เจ้าของคือประชาชน เรามาทําหน้าที่กันฝ่ายการเมืองนี้ท่านดูแลให้เสียหายไม่ได้ ท่านจะต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด แต่ท่านไม่ทําท่านไปเอามติในทางลับนี้ แล้วก็ชง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มันผิดอะไรครับ ผิดระเบียบเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร ทางราชการ ผิดระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง หรือเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐในระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี ก็เป็นสิ่งที่ผมเข้าใจนะครับว่าไม่น่าจะทําได้ เมื่อก่อนนี้เรามีการประมูลข้าว หลังมีมติทางลับนี้เหมือนกับกลายเป็นว่าแอบตกลงขายข้าวกับพ่อค้า ทําได้ไหมครับ อันนี้ก็เป็นสิ่ง ที่เป็นการประจานในเรื่องการประพฤติมิชอบ ต่อมาครับ ป.ป.ช. ก็ตั้งอนุสอบสวนรัฐมนตรีพรทิวา ในเรื่องการดําเนินการโดยที่ในครั้งนั้นหลายคน วันที่ ๓๐ เดือนพฤศจิกายน มีตั้งอนุกรรมการ ไต่สวน มีนายกล้าณรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน โดยกล่าวหา ๑. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะประธาน กขช. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ในฐานะรองประธาน นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว นี่ละครับ คนที่ชงทุกสิ่งทุกอย่างนี้อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้า ต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการดําเนินงานระบายข้าว ข้อหาอะไรครับ ปฏิบัติหน้าที่ มิชอบในการระบายข้าว เป็นสิ่งที่เราเห็นแล้วว่าเรื่องนี้ถ้าเรามองผ่าน ๆ ไปก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลนี้ ทําได้เอาไปแบ่งคนโน้นคนนี้แล้วก็เอาออเดอร์นี้มาแสดง แล้วก็ดําเนินการกันไป ครั้งนั้นมันปิด เส้นทางที่เราจะได้ประโยชน์มากมาย พ่อค้าอื่น ๆ เยอะแยะเขาอยากได้แต่เขาเส้นไม่ดี เข้าไม่ถึง ก็ไม่รู้เส้นภายในก็ไม่สามารถจะได้แบ่งข้าวไป เป็นสิ่งที่พ่อค้าเหล่านั้นมาร้องเรียนที่ผมว่าเรื่องนี้ อยากจะให้ผมในฐานะผู้แทนราษฎรนี้ยับยั้งได้ไหม เพราะว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้ข้าวจะลง จะทําให้ ชาวนาเดือดร้อน เพราะของที่ออกมานี้มันมากเหลือเกิน ในสต็อกนี้ ๕.๖ ล้านตัน ถ้าออกมานี้ เดือดร้อนแน่ ผมก็พยายามทําทุกวิถีทางเรื่องดังกล่าว ร้องไปยัง ป.ป.ช. ก็ยังดีว่าเขามีการตั้งการ สอบไปแล้ว หนักไปกว่านั้นครับ มีบริษัท เอ็ม.ที. เซ็นเตอร์เทรด (M.T. center trade) นี้ ที่ในเสียง ลือกันในตอนนั้นว่าไปได้ส่วนแบ่งข้าวถึง ๑.๙ ล้านตัน ที่เขาสงสัยกันนี้ ผู้ค้าข้าวในตอนนั้นเขาสงสัย ว่าบริษัทนี้ไม่ได้เคยค้าข้าวรายใหญ่ แล้วก็ไม่มีใครรู้จักว่า เอ็ม.ที. มันส่งออกเยอะแยะ ไม่มีหรอกครับ แต่มาได้ส่วนแบ่งไปถึง ๑.๙ ล้านตัน แล้วต่อมามีการเรียกที่จะเอามาให้ทําสัญญา ปรากฏว่า อย่างไรครับ ไม่สามารถจะหาเงินที่จะมาค้ํา ๑.๙ ล้านตัน เงินค้ําประกันได้ จนที่สุดนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ก็สั่งให้ตรวจสอบ แล้วในครั้งนั้นผมมีอภิปรายงบประมาณด้วย ผมก็เล่าเรื่องนี้ด้วยนะครับ กระทู้ถามสดผมก็มาถามเรื่องว่าเอ็มทีมันมาจากไหนนะครับ ถึงจะให้แบ่งไปเยอะแยะเหลือเกิน เอ็มทีเซ็นเตอร์เทรดตามที่ผมได้ไปตรวจสอบมานะครับ เอารูปนี้เลย บริษัทที่จดทะเบียนไว้แล้วก็ไป อยู่แถว ๆ ถนนรัชดา มันไม่ได้บ่งบอกว่าบริษัทอย่างนี้มันจะทําการค้าข้าว ผมกราบเรียนท่าน ประธานนะครับว่าร้านค้าข้าวส่วนใหญ่แล้วเขาจะต้องมีตัวอย่างข้าว แล้วก็จะมีรถมอเตอร์ไซค์ที่เขา วิ่งเอาตัวอย่างไปให้โกดังโน้นดูโกดังนี้ดู แถวนั้นมีแต่อะไรครับ อาบอบนวด อาบอบนวดทั้งนั้น ร้านอาหารจีน มันไม่ใช่บ่งบอกเลยว่าบริษัทอย่างนี้มันจะไปค้าขายเรื่องข้าว ผมก็สืบมาอีกว่าการที่ ยกเลิกไปแล้ว แล้วก็มีบริษัทเอ็มทีที่มาเชื่อมโยงกับคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็คือมีกรรมการบริษัท มีนางสุพรรณี เฉิ่น กับนางสาวภาวินี จารุมนต์ ที่เรารู้จักกันดีว่าเกี่ยวข้องกับเพื่อนนายสมศักดิ์ ก็คือ คุณสุนทร จารุมนต์ เฮียฮง เจ้าของโฮ คิทเช่น ก็เป็นเพื่อนสนิทกับคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน นางสาวภา วินี จารุมนต์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๑๐ เดือนกันยายน ๒๕๕๒ แล้วก็ในเรื่องการเป็นคนที่ส่งออกข้าว ผมไปดูสถิติการขายข้าวออกนอกประเทศ ที่กรมศุลกากร สิ้นสุดเมื่อปี ๒๕๕๓ ๓๐ อันดับแรก ปรากฏว่าไม่มีเลยว่ามีบริษัทชื่อเอ็มทีเซ็นเตอร์เทรด ว่าส่งข้าวไปกี่หมื่นตัน ไม่มี กลับมาได้แบ่งไป มากมายก่ายกอง การยกเลิกครั้งนั้นที่ว่าไม่มีเงินมาวาง ต่อมาก็ลดจํานวนลงเหลือแค่ ๔๕๐,๐๐๐ ตัน มันก็มีเรื่องพิลึกพิลั่นอีกนะครับ ว่าบริษัทนี้เส้นดีจริง ๆ นะครับ ยกเลิกไปแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าครั้ง แรกมีการวางค้ําประกันหรือเปล่า ถ้าวางค้ําประกันต้องยึดค้ําประกันนะครับ ผิดสัญญาไม่สามารถ นําเงินมาวางต้องยึดเลยนะครับ เสร็จแล้วก็มาทําสัญญาใหม่ ในครั้งนี้มีเรื่องที่พิรุธอีกเยอะนะครับ ในครั้งแรกตอนที่ยังไม่ยกเลิก มีคนไปเสนอให้กําไร บอกว่าถ้ามาแล้วมาให้เขาจะแบ่งนะครับ เขาคิดคํานวณคร่าว ๆ ฟันกําไร ๓,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีผู้ช่วยรัฐมนตรีพรทิวา คือคุณวีระศักดิ์ จินารัตน์ ที่ไปร่วมในการวางเงินค้ําประกันด้วยที่บริษัทเอ็มทีเขาได้ไปนะครับ จนเป็นเหตุให้ นายกรัฐมนตรีได้ปลดผู้ช่วยรัฐมนตรีพรทิวาในเรื่องข้าวฉาวนี้ โดยอะไรครับ เอาเงินจากบัญชีกู้ยืม เพื่อการศึกษามาค้ําประกัน จนกระทั่ง กยศ. ตั้งทีมสอบทุจริตแล้วก็ไปแจ้งความที่จังหวัด อุบลราชธานีในข้อหายักยอกทรัพย์ การค้ําประกันครั้งนั้นนะครับ ก็เป็นการค้ําประกัน มีแคชเชียร์ เช็ค (Cashier Cheque) ทั้งหมด ๖ ฉบับ ฉบับที่มีเสียงลือกันนะครับในเรื่องของบัญชี กู้ยืมเพื่อการศึกษา คือของธนาคารกรุงไทย จํานวน ๒๕ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นการไปถอนเงินจากบัญชีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษานะครับมาซื้อ ดราฟท์ (Draft) นี่ครับ ๒๕ ล้านบาทตรงนี้ครับที่นายวีระศักดิ์ จินารัตน์ ในฐานะหมวก อีกใบหนึ่งจากเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีแล้วนะครับ หมวกอีกใบหนึ่งก็คือเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย เอเชีย จังหวัดอุบลราชธานี มีอํานาจลงนามสั่งจ่ายเงินในบัญชีให้ถอนออกมาได้ ได้เอาเงินจาก กองทุนกู้ยืม ๒๕ ล้านบาท มาซื้อแคชเชียร์ เช็ค เมื่อสักครู่นะครับผมได้บอกแล้วว่านามสกุล จารุมนต์ มันเกี่ยวข้องอย่างไรกับคุณสมศักดิ์ อันนี้ก็เป็นบริษัทที่เขาหุ้นส่วนกัน บริษัท เมก้า แลนด์ ซึ่งมีนายเทิดไท เทพสุทิน ลูกชายนายสมศักดิ์ เป็นกรรมการ แล้วก็มีภเชศ จารุมนต์ ที่เป็นเจ้าของ เช็คด้วยนะครับ นี่ครับ อันนี้อีกบริษัทหนึ่งนะครับ เมก้า แลนด์ นี่ล่ะครับเป็นสิ่งที่มันลึกลับซ่อน เงื่อนแล้วก็ทําให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกระทรวงพาณิชย์จนเป็นเหตุให้ พี่น้องประชาชน ในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยที่ให้ผมมาดูแลเรื่องข้าว เนื่องจากผม จับมาตั้งแต่ต้น พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างนี้เองนะครับผมถึงบอกว่าเป็นการที่รัฐมนตรีพยายาม นะครับ จงใจที่จะหาประโยชน์ ตรงไหนที่มันจะทําให้เกิดประโยชน์นี่ไม่เอา กระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่ค้าขายเพื่อนําเงินรายได้เข้าประเทศ วันนี้มีสักเรื่องไหมครับที่ทางรัฐมนตรีทําแล้วเกิดให้มี กําไรขึ้นมา ผมเห็นขาดทุนทุกอย่าง ขายข้าวก็เจ๊ง ทําทุกสิ่งทุกอย่างอย่างนี้ ก็เป็นสิ่งที่ผมเอง ในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร จึงมีความเห็นว่าไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ขอบคุณครับ
เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชี้แจง
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต่อข้อกล่าวหาที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านไพโรจน์ได้พูดถึงเรื่องของการระบายข้าว ในแง่มุมต่าง ๆ ที่ท่านได้พูดมานะคะ ดิฉันขอเริ่มในเรื่องที่ท่านพูดเรื่องของ ป.ป.ช. นะคะ ที่ท่านไป ร้องหรือทําบัตรสนเท่ห์อะไรหรือเปล่า ไม่แน่ใจนะคะ เพราะว่าได้ทราบว่าเป็นบัตรสนเท่ห์ไป แล้ว ป.ป.ช. ก็ดําเนินการ เพราะว่าตรงนี้ดิฉันขอเรียนว่าการตั้ง มันเป็นการตั้งอนุไต่สวน ป.ป.ช. นะคะ เป็นการดําเนินการตั้งอนุเพื่อไต่สวนว่าข้อกล่าวหามีมูลหรือไม่ ไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยนะคะ ว่ามันผิดหรือมันถูก เพียงแต่ ป.ป.ช. ก็ต้องทําตามหน้าที่ที่มีการร้องเรียนเข้าไปนะคะ ซึ่งถ้ามีคน ร้องเขาก็จะตั้งคณะอนุไต่สวนขึ้นมาแล้วก็สรุป แล้วก็จะเข้า ป.ป.ช. ชุดใหญ่นะคะ แล้วก็จะชี้มูล ความผิดในส่วนนี้ ทางบ้านพี่น้องประชาชนจะได้เข้าใจนะคะ ไม่ใช่ว่าเกิดเหตุการณ์อย่างที่ท่านว่า เพราะว่ายังไม่ได้มีเรื่องอย่างที่ท่านได้พูดถึง ท่านประธาน ขออนุญาตใช้ชาร์ท (Chart) นะคะ ดิฉันอยากจะขอชี้ให้เห็นนะคะจาก ป.ป.ช. ได้มีข้อเสนอแนะที่เข้า ครม. เมื่อวันที่ ๑๕ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ ถึงท่านนายกรัฐมนตรี ในเรื่องของข้อเสนอแนะเพื่อป้องกัน การทุจริตในตลาดข้าวของรัฐบาล อันนี้คือเข้า ครม. แล้วก็เป็นข้อเสนอแนะ ซึ่งใจความที่สําคัญคือ รัฐบาลควรออกคําสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและหน่วยงาน ที่รับผิดชอบดําเนินโครงการรับจํานําจัดทํารายการการเงินและปิดบัญชีโครงการรับจํานํา ข้าวเปลือกทุกโครงการเป็นรายโครงการให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี แล้วเมื่อวันที่ ๑๐ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ก็ปรากฏว่ารัฐมีปริมาณข้าวสารในโครงการรับจํานําคงเหลือในโกดังทั้งสิ้น ๕,๖๐๐,๐๐๐ ตัน ซึ่งจํานวนข้าวมีมาก ข้อเสนอแนะก็คือโดยข้าวสารที่เก็บอยู่ในโกดังกลางของ รัฐบาลข้างต้น จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บประมาณเดือนละ ๘๑๐ ล้านบาท และคุณภาพข้าวก็อยู่ในสภาพที่เสื่อมคุณภาพทางกายภาพ อันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาประเด็นปัญหาทั้ง ๒ กรณีในข้างต้นแล้วมีความเห็นว่าการที่รัฐบาลไม่ให้ความสําคัญ ที่จะดําเนินการใด ๆ กับข้าวที่ค้างอยู่ในโกดังกลางของรัฐบาลซึ่งมีผลสืบเนื่องมาจากโครงการ รับจํานําข้าวเปลือกที่ผ่านมาจนก่อให้เกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ก็ดี การเสื่อมสภาพของข้าวที่ค้างอยู่ในโกดังกลางของรัฐบาลก็ดี สีส้มนี้นะคะจะชี้ให้เห็นว่า ทําไมถึงต้องมีการระบาย อาจพิจารณาได้ว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอาจก่อให้เกิด ความเสียหายแก่ประเทศชาติได้ อันนี้นะคะเป็นข้อศึกษาแนะนํามาจาก ป.ป.ช. นะคะ แล้วดิฉัน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านก็ทราบว่าก็ต้องดูแลเรื่องสินค้าเกษตร สต็อกรัฐบาล ที่มีอยู่ก็มาจากรัฐบาลในการจํานําชุดของท่านนี่แหละค่ะส่งภาระมาให้ชุดดิฉันมารับผิดชอบ ข้าวในยุคนั้นอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึง ราคาดีทําไมท่านไม่ขาย ให้ดิฉันมาแบกภาระทําไม เพราะฉะนั้นในสิ่งนี้ดิฉันคิดว่ามันเป็นข้อเสนอแนะที่เราต่างทราบกันดีว่ามันเป็นภาระของรัฐบาล แล้วยิ่งนโยบายประกันรายได้ที่รัฐบาลชุดนี้โดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ท่านอยากให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นข้าวในสต็อกรัฐบาลก็ต้องเร่งระบายออกให้หมด เพื่ออะไร เพื่อโครงการประกันรายได้ จะได้ครบสูตรตามที่โครงการมีวัตถุประสงค์ไว้ ไม่ทําให้ข้าวราคาตกด้วยนะคะในประเทศในการ ระบายครั้งนี้จะมีข้อชื่นชมมาจากต่างประเทศซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้ดิฉันดูว่าเขาชื่นชม เราในการระบายข้าวครั้งนี้ว่าระบายไม่กระทบราคาตลาดภายในและภายนอกและด้วยความ รวดเร็ว เขาชื่นชมมานะคะไม่ใช่ว่าโดนต่อว่า แล้ววิธีนี้เป็นการระบายต้องเรียกว่าขอใช้ คําในยุคสมัย ขออนุญาตต้องเอ่ยนามนะคะ ท่านสุนัยเป็นเลขานุการในสมัยนั้น ท่านรัฐมนตรีอดิศัย ท่านได้พูดไว้นะคะว่ามันเป็นมิติใหม่ในการระบายข้าวแบบไม่เปิดประมูล ซึ่งจริง ๆ แล้วหลายท่าน เข้าใจว่าจะต้องเป็นการเปิดประมูลเป็นระเบียบพัสดุ แต่จริง ๆ แล้วการระบายแบบนั้นจะเห็นได้ นะคะว่าการระบายข้าว วงเขียว ๆ นี่คือปกติที่เคยทํากัน เปิดประมูลก่อนและหลัง ท่านจะเห็นเลย ราคาข้าวร่วง เพราะอะไร มีกระบวนการทุบราคาข้าว ทั้งจากภายนอก ภายในนี่ละกระหน่ํา กันใหญ่ ทุบราคา ปล่อยข่าวให้ราคาร่วง นี่ช่วงนั้นที่มีข่าวว่ารัฐจะระบายข้าว ไปใส่กันใหญ่เลยว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ซึ่งก็ไม่ได้พูดด้วยว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ก็ปล่อยข้อมูล ปล่อยข่าวกันออกมา ราคาข้าวตกทีเดียวเลย ในเดือนพฤษภาคมแค่ ๒-๓ วันลงไป ๒,๐๐๐- ๓,๐๐๐ บาท นี่ละค่ะมันคือ วิธีการแบบที่ท่าน ๆ อาจจะชิน ท่านก็อยู่โรงสีมาท่านก็เป็นเจ้าของโรงสีท่านก็น่าจะรู้นะคะว่า เรื่องนี้มันเป็นการทุบราคาข้าวให้ตกเพื่ออะไร เพื่อจะได้เข้าไปซื้อราคาถูก ๆ อย่างไรคะ เพราะฉะนั้นเราถึงไม่ทําอย่างไรคะ วิธีการเรามีหลายหลากวิธีการนะคะ การระบายข้าว ซึ่งหนึ่งใน วิธีการก็คือการระบายแบบให้ผู้ส่งออกมีออเดอร์มีคําสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามาเสนอซื้อ ซึ่งจริง ๆ อย่างที่ท่านว่าวงการนี้มันปิดกันไม่มิดหรอก ถึงจะบอกลับ ๆ อย่างไรเขาก็รู้หมดละค่ะ แต่ว่าไม่ได้ว่าเลือกว่าใคร แต่เลือกว่าใครให้ราคาสูงสุด ให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดไม่มีการเอื้อ ประโยชน์ ดิฉันก็มารู้จักพวกนี้ทีหลังเหมือนกันไม่ได้รู้จักกันมาก่อนเลย ก็มารู้จักที่นี่ มาเป็นรัฐมนตรี ก็ต้องพาไปโรดโชว์ (Road show) ก็เลยรู้จัก แต่ที่ชัดเจนคือไม่ได้มีประโยชน์ซึ่งกันและกันเลย ตรงนี้ท่านจะเห็นนะคะว่าข่าวออกมาช่วงนั้น วงเขียวนี่คือราคาตก หลังจากที่เราระบายข้าว ในรูปแบบที่มีมติ ครม. นะคะ ยุทธศาสตร์ออกมา ท่านเห็นไหมคะราคาข้าวขึ้นนะคะไม่ใช่ราคาตก อย่างที่ท่านพูดในสภามันเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่ถูกต้องนะคะว่าช่วงที่ระบาย และหลังระบายเป็นอย่างไร ท่านดู นี่ช่วงระบาย หลังระบายเป็นอย่างไรคะ นี่คือสิ่งที่ดิฉันอยากจะ ให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าการระบายข้าวครั้งนี้ไม่ได้มีปัญหานะคะว่าทําให้ข้าวในประเทศ ราคาตก ซึ่งในสิ่งที่ท่านพูด ๑๖ สัญญาดิฉันขอชี้แจงอย่างนี้นะคะ ๑๖ สัญญาที่ท่านพูดถึง หลักเกณฑ์ในการระบาย กรณี ๑๖ สัญญา ปี ๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๑๒ เดือนพฤษภาคม กขช. ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน คณะอนุกรรมการก็มอบหมาย อคส. เปิดประมูลจําหน่ายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล อคส. นําเสนอ ผลการเจรจาเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ ซึ่ง อคส. ก็ได้ทําสัญญาซื้อขายกับผู้ซื้อที่ได้รับอนุมัติเมื่อ วันที่ ๑๓ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ ผู้ซื้อได้ทําสัญญาและชําระเงินแล้ว กรรมสิทธิ์ข้าวสารเป็นของผู้ซื้อแล้วตามสัญญา ครม. มีมติ ให้การระบายสินค้าเกษตรต้องเสนอ ครม. ก่อนดําเนินการ เมื่อ ๑๓ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ นั่นหมายถึงว่าเขาซื้อไปก่อนแล้ว มติ ครม. นี้มาทีหลัง เพราะฉะนั้น ๑๖ สัญญาที่ท่านพูดนี้มันไม่ได้ผิด การที่เขาขนข้าวเขาก็ขนไป ไม่ได้ผิด เพราะว่ากรรมสิทธิ์ข้าวเขาจ่ายเงินแล้ว เป็นของเขา เพียงแต่ว่า เมื่อหลายฝ่ายทักท้วง เดี๋ยวดิฉันต่อตรงนี้ให้หมด แล้วก็แจ้ง อคส. อ.ต.ก. ระงับการซื้อขายข้าว ตรงนี้ในช่วงนั้นที่ท่านพูดเมื่อกี้นี้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าระงับไว้ก่อนก็ตามแนวทาง คือสิ่งที่ เกิดขึ้นนี้ดิฉันอยากจะชี้แจงว่าสัญญานี้ไม่ได้ผิด เขาซื้อขายจ่ายเงินแล้ว พอดีว่าคุยกันให้ทาง กรมการค้าต่างประเทศคุยกัน ทาง อ.ต.ก. อคส. ก็คือเขาก็ไม่ได้ฟ้องร้องทางรัฐ เพราะว่าเขาค้าขาย ไม่มีเรื่องของการค้าความ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตัวนี้จะชี้แจงให้เห็นว่าหลักเกณฑ์ ระบายข้าวใน ๑๖ สัญญาที่ท่านพูดนี่มันไม่ได้ผิดอะไรเลย เพราะมันเป็นก่อนที่จะมีมติ ซึ่งแนวทางนี้ ในฐานะที่ดิฉันได้เข้ามารับตําแหน่งนี้ เราก็ดําเนินการตามมติ ครม. ชุดที่ท่านเป็นรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่เมื่อด้วยความรอบคอบอย่างที่บอกในเรื่องของสินค้าเกษตรทุกประเภท สมัยนั้นเป็นท่าน รองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์แล้วก็ทาง ครม. ก็มีมติคือในวันที่ ๑๓ นี้ ให้เอาเข้า ครม. ทั้งหมด แต่อันนี้มันเกิดขึ้นก่อนนะคะ การระบายสินค้าเกษตรของรัฐบาลในชุดปัจจุบันด้วยความรอบคอบ แล้วก็ตรงตามหลักเกณฑ์ ระบายตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่ ครม. กําหนดไว้ มีคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทํางาน รวม ๓ คณะ ทําการตรวจสอบแล้วก็กลั่นกรอง ทุกขั้นตอน แล้วตรงนี้เขาก็ระบายตามกรอบยุทธศาสตร์ ครม. ได้เห็นชอบไว้แล้ว เรื่องนี้ผ่าน ครม. หมดแล้ว เพราะฉะนั้นการระบายในแต่ละครั้งก็เป็นมติ เป็นยุทธศาสตร์ ไม่ให้มีผลกระทบต่อราคา ข้าวภายในประเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาข้าว อย่างที่ดิฉันให้เห็นชาร์ทเมื่อกี้นะคะว่าราคา ไม่ให้ตก เห็นชัดได้เลย ไม่ตก ให้ราชการได้รับประโยชน์สูงสุด เช่น จําหน่ายในราคาสูงกว่าราคา เกณฑ์ และในราคาที่ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นไม่ผ่านหรอกค่ะ เพราะว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีท่านต้องดูอยู่แล้ว ท่านไม่ยอมเสียชื่อหรอกค่ะ ดิฉันเชื่อ เพราะฉะนั้นท่านเชื่อถือได้เลยนะคะ ถ้าท่านไม่เชื่อดิฉัน ท่านเชื่อท่านไตรรงค์กับ ท่านนายกรัฐมนตรี ดิฉันคิดว่าตรงนี้มันเป็นเกณฑ์ แล้วก็ราคามันดีที่สุด ทุกคนคิดเหมือนกันหมด เป็นภาระ เป็นภาษีของประชาชน ท่านคิด ดิฉันก็คิดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นแนวทางต่าง ๆ ดิฉัน ได้รับมอบนโยบายมา ดิฉันก็ทําตามแนวทาง ไม่ได้ว่าสามารถที่จะอนุมัติได้เอง ต้องเรียนชี้แจง ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าเกษตร เช่น ค่าเช่าโกดัง ดอกเบี้ยอย่างที่บอก ค่าข้าวนี้ เดือนละ ๘๑๐ ล้านบาท ปีหนึ่ง ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็การระบาย ข้าวสารตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๙ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ ท่านดูดี ๆ นะคะ ให้ยกเว้นการปฏิบัติ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๓ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ ท่านดูดี ๆ นะคะ ที่ให้การระบายสินค้า เกษตรต้องเสนอ ครม. ก่อนดําเนินการ อันนี้ข้าวนะคะ ระบายข้าวสารตามหลักเกณฑ์ในกรอบยุทธศาสตร์และปริมาณการจําหน่ายด้วยความระมัดระวัง คํานึงถึงผลกระทบต่อราคาตลาด อันนี้คือชัดเจน คือสิ่งที่ทํานี้ราคา การระบายแต่ละช่วงเราไม่ให้ กระทบราคาตลาด มันถึงเป็นที่มาว่าทําไมถึงไม่เปิดประมูลแบบที่ท่านคิดว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้น นั่นคือทําให้ราคามันไม่กระทบกับราคาตลาด แล้วก็ให้คณะทํางานระบายข้าวสารนําเสนอประธาน คณะอนุกรรมการพิจารณาการระบายข้าวสารพิจารณาอนุมัติ เสร็จแล้วก็ไปเสนอประธาน กขช. หรือรองประธาน กขช. ท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ต้องให้ความเห็นชอบก่อนที่จะลงนามในสัญญา ไม่ขายก็มีนะคะ ไม่ใช่ว่าส่งไปเท่าไรท่านเซ็น เห็นชอบหมด ราคาไม่ได้ ท่านบอกราคาไม่ดี ท่านก็ยกเลิก ก็มีเยอะแยะ แต่มันไม่ได้ออกมาเป็น ข่าวเท่านั้นเอง ต้องขอเรียนชี้แจง เอ็มทีก็เหมือนกัน ไม่ได้ก็มี ไม่ใช่เขาได้ทุกครั้งนะคะ ดิฉัน ก็อยากจะเปรียบเทียบให้เห็นว่าราคาอย่างไรที่ว่าไม่กระทบแล้วก็ได้ราคาที่ขายแล้วไม่ขาดทุนมาก รัฐบาลในอดีต ปี ๒๕๕๑ ราคาขายเฉลี่ย ๗,๕๐๐ บาทถึง ๑๙,๗๐๐ บาทต่อตัน รัฐบาลชุดนี้ ชุดปัจจุบันนี้ค่ะ ราคาขายเฉลี่ย ๑๑,๖๐๐ บาทถึง ๒๒,๐๐๐ บาทต่อตัน ส่วนต่างของราคา ส่วนต่างราคาเฉลี่ยนะคะ ขายขาดทุน ๑,๘๗๙ บาทต่อตัน ในขณะที่รัฐบาลอดีต ปี ๒๕๕๑ ส่วนต่างราคาเฉลี่ยต่อตัน ๕,๑๑๑ บาท ท่านดู เกือบ ๓ เท่า เพราะฉะนั้นให้เห็นได้ชัดว่าราคา ที่ขายมันไม่ได้กระทบตลาด แล้วก็ไม่ได้ทําให้รัฐเสียประโยชน์มากไปกว่าปี ๒๕๕๑ เลย ท่านทํา ธุรกิจโรงสี ท่านฟังเรื่องอธิบายง่าย ๆ ยังไม่เข้าใจดิฉันก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร พยายามอธิบายง่าย ๆ แล้ว นี่คือราคาที่เรียกว่าส่วนต่างนะคะ เปรียบเทียบส่วนต่างราคาตลาดกับราคาจําหน่ายข้าวสาร สีส้มคือรัฐบาลในอดีต สีม่วงคือรัฐบาลชุดปัจจุบัน เห็นถึงราคาได้ชัดเลยว่าต่างกันมากน้อยแค่ไหน ท่านดูนะคะ ที่บอกว่าระบายแล้วข้าววนอยู่ในประเทศ นี่คือยืนยันได้ว่ามันไม่จริง เรามีตัวเลข ส่งออก ๒ เดือน เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์นี้นะคะ ๒ เดือน ๑,๙๐๐,๐๐๐ ตันท่านคิดดู ส่งออกเดือนละเท่าไร เกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ปกติมันไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ๗๐๐,๐๐๐- ๘๐๐,๐๐๐ ตันก็เยอะแล้ว นี่อย่างไรคะ ท่านดูก่อนระบาย หลังระบาย ราคาข้าวเป็นอย่างไร ไม่ได้ ตกนะคะ ราคาขึ้นนะคะ เพราะนั้นที่ท่านพูดว่าราคาตก ข้าววนในประเทศเป็นการกล่าวคําเท็จ มันไม่ใช่ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ อันนี้คือสิ่งที่อยากจะชี้แจงประชาชน สังคมจะได้เข้าใจว่าเราทํา การระบายด้วยความระมัดระวังเป็นที่สุด ไม่มีใครอยากทําเสียชื่อ ชื่อเสีย มากกว่าชื่อเสียงนะคะ ส่วนการระบายข้าวให้ บจก. เอ็มที เซ็นเตอร์ เทรด นี้ ท่านบอกว่าเอื้อประโยชน์ให้คนใกล้ชิด อย่างที่บอกไปเมื่อสักครู่ อย่างที่เมื่อสักครู่ได้พูดไป ท่านประธานคะ การระบายข้าวสารให้ บจก. เอ็มที เรามีคณะทํางานระบายข้าวก็จะต้องยึดหลักเกณฑ์ตามกรอบยุทธศาสตร์การระบายข้าวสาร หลักนะคะ คือทําทุกอย่างถูกต้องหมด กําหนดคุณสมบัติของผู้ซื้อต้องเป็นผู้ส่งออกข้าวที่ขึ้น ทะเบียนกับกรมการค้าต่างประเทศและแสดงคําสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศ คณะทํางานจะต้อง ตรวจสอบคุณสมบัติของบริษัทซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด บริษัทไม่ได้รับอนุมัติ บริษัท เอ็มที เขาไม่ได้รับอนุมัติในการซื้อข้าวจากรัฐบาลในครั้งแรก เดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ เนื่องจากว่าเสนอราคาซื้อนี่ไม่ผ่านเกณฑ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ ไม่อนุมัติ ไม่ได้อนุมัติ กระทรวงพาณิชย์เราก็ยกเลิกการขายข้าวให้แก่บริษัท ๑.๘ ล้าน เนื่องจาก เกินกรอบระยะเวลาที่กําหนดโดยบริษัทไม่สามารถจัดหาหลักประกันตามสัญญาได้ อันนี้ท่านพูดถูก เขาขอขยายเวลาเนื่องจากเขาไปประมูลขอซื้อข้าวมันเยอะ ขนไม่ทัน แบงก์ (Bank) ก็ไม่ออก ใบประกันให้ เพราะฉะนั้นเราก็ยกเลิก ส่วนคุณจะมาซื้อใหม่คุณต้องว่าไปตามระเบียบ ราคาได้ รัฐก็ไม่ได้หวง ขายได้ ส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาข้าวลดลงนี่ อย่างที่ท่านพูดถึงมันไม่ได้เป็นปัจจัย จากการระบายข้าวแล้วได้รับผลกระทบ เราต้องเข้าใจว่าผลผลิตข้าวประเทศเวียดนามนี่ออกสู่ ตลาดประมาณ ๑๒ ล้านตันในเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน แล้วประเทศผู้ซื้อและพ่อค้านี่รอซื้อ ข้าวราคาต่ําจากประเทศเวียดนาม วันนี้ผู้ส่งออกเราหรือแม้กระทั่งจีทูจี ที่เราขายนี่ไปตกลงเจรจา กัน ยกเลิกก็มี เพราะอะไร เพราะว่าเขารอข้าวประเทศเวียดนามซึ่งถูกกว่านะคะ ไม่ใช่ว่าปัจจัย ข้าวตกเพราะเราระบายข้าว อันนี้คือปัจจัยของภาวะเศรษฐกิจโลก ปัญหาการเมืองในตะวันออก กลางและประเทศแอฟฟาริกากระทบต่อการนําเข้าข้าว พวกนี้เป็นตลาดใหญ่ของเรานะคะ ข้าวนึ่งเขากินข้าวนึ่ง เราก็ขายข้าวนึ่ง ก็มีผล รัฐบาลประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซียจะซื้อ ข้าวจากเราก็ชะลอหมด ยกเลิกเพราะว่ารอข้าวจากประเทศเวียดนาม ฉะนั้นราคาข้าวมันก็จะ ลดลงในระยะสั้น แล้วมันก็จะปรับเพิ่มขึ้นเองในเดือนพฤษภาคม ท่านอยู่วงการนี้ท่านต้องทราบดี เพราะฉะนั้นดิฉันก็ขอชี้แจงในส่วนเรื่องของข้าวนี่ว่ามันไม่ได้มีการเวียนเทียน แล้วก็การส่งออกนี่ ๒ เดือน ๑.๙ ล้านเป็นข้อมูลจากกรมศุลกากรไม่ใช่ยกเมฆลอย ๆ มาพูดนะคะ ในส่วนนี้ก็อยากจะ เรียนว่าสิ่งที่ดิฉันได้อธิบายมาก็อยากจะชี้แจงว่าเราดําเนินการระบายข้าวด้วยความระมัดระวัง แล้วก็รอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐ แล้วก็ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ยุทธศาสตร์โดยมี คณะทํางานต่าง ๆ ก็ขอกราบขอบคุณท่าน ส.ส. ที่ได้ตั้งใจฟังนะคะ ดิฉันก็ได้ชี้แจงไปในสิ่งที่เราได้ ทําด้วยความรอบคอบค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านไพโรจน์มีอะไรเพิ่มเติม
ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิ พาดพิงนะครับ แล้วก็จะต้องขอเวลาฝ่ายพวกผมนี่นะครับหักไปได้นะครับ
ไม่เป็นไร เพราะว่าแต่ละฝ่ายก็มีเวลาบริหารจัดการกันเอง
ผมจะขออย่างนี้นะครับว่า ที่ท่านว่าส่งออกอย่างเดียวนี่วิธีคิดเลขง่าย ๆ เลยนะครับ ให้ผู้ชมทางบ้านได้ดูไปพร้อม ๆ กัน ท่านระบายนี่ ๕.๖ ล้านตัน แล้วที่บอกว่าส่งออกอย่างเดียวนี่ท่านต้องดูเกณฑ์ปกติก่อน มันเท่าไรที่ท่านว่า ๗-๘ แสนตันอะไรช่วง ๒ เดือนนี่ ท่านต้องเอาว่า ณ เมื่อเราได้สิ้นสุดสัญญานี่ที่ เขาจะต้องขนออกไป มันต้องไปบวกเป็นยอดส่งออกเพิ่มไปอีก ๕.๖ ล้านตันนั่นนะถึงจะถูกต้องเอา ตัวเลขให้เข้าใจกันตรง ๆ ไปเลย ระบาย ๕.๖ ล้านตันก็ต้องไปงอกที่เมืองนอก ๕.๖ ล้านตันเป็นข้าว ไทย กรมศุลกากรก็ต้องมีบัญชีใช่ไหมครับ แล้วในส่วนที่ท่านพูดทีแรกเลยว่าผมไปร้อง ป.ป.ช. นี่บัตรสนเท่ห์หรือเปล่า ผมจะให้ดูครับ กล้องซูม (Zoom) มาเลยนะครับว่าผมมีเลขรับทุกรายการ นะครับ ป.ป.ช. เลขรับที่ ๑๖๕๒๔ ลงวันที่ ๘ เดือนมิถุนายน แล้วก็เลขรับที่ ๑๘๓๓๙ วันที่ ๒๓ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ นี่ผมได้ดําเนินการไปทุกขั้นตอนนะครับ ๒๓ นี่คือไปให้เพิ่มเติมว่าในส่วนนี้ ผมมีอะไรเพิ่มเติมก็ไปส่งมอบ และผู้ตรวจการแผ่นดิน ๘ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ เลขรับที่ ๖๒๙ ลงวันที่ ๒๓ เดือนมิถุนายน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ เลขรับที่ ๓๐๔๔ ลงวันที่ ๘ เดือนมิถุนายน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ที่ สปช ๘๐๖ ลงวันที่ ๙ เดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๒ ดังนั้น ผมไม่ได้บัตรสนเท่ห์หรอกครับ และถ้าไม่มีหลักฐาน ไม่มีข้อมูลนี่ผมจะไม่ดําเนินการนะครับ ในส่วน ที่ท่านบอกว่ายกเลิกจํานวน ๑๗ รายนี่นะครับว่าเขาไม่ได้ให้ท่านยกเลิก แล้วท่านสั่งนี่ หนังสือสั่ง วันที่ ๑๗ เดือนมิถุนายนไปที่ปลัดกระทรวง บอกให้ทั้ง อคส. อ.ต.ก. ว่าไม่ให้เคลื่อนย้ายนี่ ถึงจ่ายเงินแล้วก็ไม่ได้ จ่ายเงินแล้วก็ยกเลิก แล้วก็ห้ามเคลื่อนย้ายด้วย และนี่ใครลงนามครับ ก็ตัวท่านเอง นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แล้วสั่งทําไมละครับ เมื่อไม่ยกเลิกก็ไม่ต้องไปสั่ง นี่ก็เพราะว่าท่านประธาน กขช. ไม่ให้ขาย เขาถึงมาสั่งท่าน ท่านถึงมาสั่งปลัดกระทรวง ถึงบอกว่าวันนี้เราต้องพูดกันนะครับว่าสิ่งที่ท่านทําลงไป ที่บอกว่าทําถูกต้อง ผมกล่าวหาว่าท่านขัดมติ ครม. เขาไม่ให้ขาย แล้วก็ไปฝ่าฝืน แล้วท่านก็ยอมรับ มาแล้วว่าการที่ย้ายขนไปได้นี่ บอกชื่อบริษัทก็ได้ไม่น่าเกลียดหรอกเพราะเอาไปแล้วจริง ๆ บริษัท เอเชีย โกลเด้นท์ ไรซ์ เขาให้ประโยชน์อะไรท่านใช่ไหม กระสอบเท่าไรครับ ขณะนั้นกระสอบหนึ่ง ๒,๕๐๐ บาท ยังหาไม่มีของเลยครับบอกให้ ข้าวเก่าหอมปทุมธานี ไปขายเขากระสอบละ ๑,๖๓๐ บาท ผมเจ็บปวดนะครับ ถ้าไม่รู้เรื่องเสียดีกว่า รู้เรื่องแล้วมันนอนไม่หลับ ว่าเงินภาษีเรา เรามีหน้าที่จะปกป้อง แต่แล้ววันนี้เราหยุดยั้งทุกอย่าง หนังสือก็ส่งทั้งนายกรัฐมนตรี ทั้งดีเอสไอ ผมได้เรียกร้องตามกระบวนการไปถึงที่สุดแล้วมันยังเกิดขึ้น ผมถึงบอกว่าวันนี้สิ่งที่ท่านได้ทําลงไป บอกว่าจะระบายทีไรชาวนาเดือดร้อนทุกที ที่บอกว่าตอนนี้ข้าวไม่ลง ทําไมละเต็มถนนไปหมด ชาวนานี่ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ลงเขาจะมาปิดถนน ทําไม เขาขายได้ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท ส่วนต่างที่อ้างอิง ๘,๙๐๐ บาท เขาโอน ๑,๑๐๐ บาท แล้วเดี๋ยวนี้อีก ๑,๐๐๐ บาท เป็น ๒,๑๐๐ บาท ก็ไม่พอกับที่เขาลงทุน นี่คือความเดือดร้อนของ ชาวไร่ชาวนาที่เขาไม่รู้จะทําอย่างไร เขาไม่มีทีวีมาโฆษณา เขาต้องใช้ถนนนี่นะครับ เออ ผมวันนี้ ต้องทําหน้าที่เพื่อพิทักษ์กระดูกสันหลังของชาติซึ่งเขาไม่มีหนทางอื่นเขาก็มาร้องผม ผมก็ต้องทํา หน้าที่ไป ผมกับท่านไม่ได้เกลียดชัง ไม่มีเรื่องส่วนตัว ไม่รู้จักกับท่านมาก่อน ผมได้ดําเนินการ ตามกฎหมาย ผมมีหน้าที่ตรวจสอบ ผมไม่อยากจะให้มาเห็นว่าผมจงใจที่จะต้องจับผิดท่าน มาโดยตลอด ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านทําดี ผมสรรเสริญ เอาละตลาดเกษตรล่วงหน้าอย่างไรละ ทุกครั้ง เลยแพงกว่าท้องตลาด ไม่เอา โบรกเกอร์ (Broker) ตั้ง ๑๐ กว่าราย วันนี้เลิกหมด เหลือไม่กี่ราย หรอกครับ เหลือนิดเดียว เพราะอะไรละ เขาเสนอมาคุณไม่เคาะให้เขา อันนี้เป็นปัญหาที่ว่าตลาด ล่วงหน้ามันมี อย่าไปคํานึงเลยครับว่าส่งออกอย่างเดียว ส่งออกอย่างเดียวนี่มันลวงโลกมันไม่จริง เคยตามไปเหมือนผมบ้างไหม ขนจากโกดังไปไหนนี่ ผมบอกเลยไม่มี ส.ส. คนไหนบ้าเท่าผมหรอก ผมตามหมด เงินภาษีประชาชนนี่ ในเมื่อเรารู้อยู่แก่ใจว่ามันโกงแล้วจะปล่อยให้มันโกงได้อย่างไร ผมต้องตามนะครับ กลางค่ํากลางคืนเสี่ยงภัยทุกอย่างเพื่ออะไรครับ เพื่อให้รู้ข้อเท็จจริงว่ามันขนไปไหน ถ้าปล่อยไปอย่างนี้นะครับผมบอกว่า ถ้าท่านไม่ยกเลิก ท่านยัง ดันทุรังดําเนินการต่อไป วันนี้เท่าไรครับข้าว ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑,๓๓๐ บาท ให้รู้ไว้ด้วย เพราะอะไรล่ะ เพราะข้าวมันล้น ยุ้งต่าง ๆ วันนี้ซื้อโรงหมด โรงสีเขาไม่มีหนทางหรอกครับ เขาไม่ได้ไปส่งออก เขา ก็สีไปขายผู้ส่งออก วันนี้ผู้ส่งออกมันมีหมูกิน มันหมูกิโลกรัมละ ๑๒ บาท กระสอบละ ๑,๒๐๐ บาท เกิดความเสียหายนะครับว่าวันนี้แทนที่ท่านจะช่วยชาวนาไปแย่งเขาขายข้าว มันถึงเต็มท้องถนน ผมก็ไม่มีวิถีทางไหนนะครับนอกจากว่าอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อจะได้สะท้อนไปบ้าง เสียงอย่างไร ฝ่ายค้านก็สู้รัฐบาลไม่ได้ แต่เราจําเป็นต้องใช้กลไกของรัฐสภาเพื่อให้รู้ถึงข้อเท็จจริง ต้องขอกราบ ขอบคุณหลายฝ่ายที่ให้เวลาผม จริง ๆ แล้วจะมีท่านดวงแข อรรณนพพร บังเอิญบิดาเสียชีวิต ก็มอบเวลามา ท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่ได้สละเวลาให้ผม ขอกราบขอบพระคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีจะตอบเองหรือครับ
กราบขอบพระคุณค่ะ ก็ไม่มีอะไรนะคะ อย่างที่ท่านพูดว่าท่านคิดถึงชาวนา พวกเราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ก็คิดเหมือนท่านนะคะ ไม่ใช่ว่าท่านคนเดียวนะคะ ทุกคนที่เป็น ส.ส. แล้วยิ่งเรามารับตําแหน่งนี้ เราก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ เราดูภาพรวม ดูหลาย ๆ กลุ่มไม่ใช่ว่าเฉพาะกลุ่มเดียว เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็อยากจะกราบเรียน แต่สิ่งที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ท่านต้องรับผิดชอบคําพูดท่านนะคะ เพราะท่าน พูดว่าดิฉันทุจริต โกง เมื่อสักครู่นี้นะคะ ท่านรับผิดชอบด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
เชิญผู้อภิปรายท่านต่อไปนะครับ ท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย สักครู่ใหญ่ ๆ ท่านสุนัย จุลพงศธร บอกว่า เจ้ากระทรวงพาณิชย์ ท่านพรทิวา นาคาศัย นั้น บอกว่างดงามเหมือนดอกกุหลาบ ท่านประธานที่ เคารพคะ ดิฉันบอกว่างดงามกว่านั้นอีกค่ะ ท่านเป็นนางหงส์ผู้สง่างามเลยทีเดียวสําหรับดิฉัน แต่ว่า ท่านไปปนอยู่ในหมู่กาแค่นั้นเองค่ะ แม้ว่าจะปนอยู่ในหมู่กานะคะท่านก็ยังเป็นนางหงส์ที่สง่างาม ยังมีขนสีขาวสง่างามอยู่เหมือนเดิมค่ะท่านประธานค่ะ แต่ว่าไม่ทราบว่าใจของท่านนั้นดําเป็นอีกา หรือยังคะ ท่านประธานที่เคารพคงได้รับฟังข้อมูลในการบริหารบ้านเมืองของเจ้ากระทรวงพาณิชย์ มามากต่อมากแล้วแต่ว่าในเรื่องที่ดิฉันจะอภิปรายต่อไปนี้ก็เช่นเดียวกันนะคะว่าจะมีการนําเสนอ ในข้อมูลที่เป็นจริงมากที่สุด แต่ว่าการนําเสนอของดิฉันนั้น ท่านประธานที่เคารพคะ เป็นมูลค่าที่ คิดเป็นเงินตราแล้วเล็กน้อย จิ๊บ ๆ แค่นั้นเอง เล็กน้อยมาก แต่ว่าถ้าคิดเป็นมูลค่าทางจิตใจแล้ว ต้องบอกว่ามหาศาลเลยทีเดียวเรื่องนี้นั้น ซึ่งเรื่องนี้นั้นมันเป็นขบวนรถไฟ ต้องบอกว่าเป็นขบวนรถไฟนะคะ เช่นว่า หัวจักรรถไฟขับเคลื่อนโดยเจ้ากระทรวง เสนาบดีหญิงท่านนี้ค่ะ แล้วต่อไปก็จะเป็น กขช. โบกี้ต่อไป โบกี้ต่อไปก็จะเป็น อคส. โบกี้ต่อไปองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก โบกี้ต่อไป เอกชนค่ะ แล้วสุดท้ายผู้รับผลประโยชน์จากตรงนี้ก็คือพี่น้องประชาชน คน ๖๐ ล้านคน ของดิฉัน ๖๐ ล้านถุง ๖๐ ล้านดวงใจ ข้าวไทยเฉลิมพระเกียรติ ยิ่งปีนี้เป็นปีเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ ๘๔ พรรษาขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งคนไทยทั่วหล้าร่วมปิติยินดี แล้วเรื่องแบบนี้ใยต้องเกิดขึ้นด้วย ประเทศไทยเป็นแผ่นดินเกษตรกรรมค่ะท่านประธาน ถึงแม้ว่า ตัวแปรของโลกมากมายเลยทีเดียวที่มาเป็นตัวแปร จะผลักดันให้เจริญไปตามวัตถุนิยมบ้าง ก็ตาม แต่พื้นฐานแท้ ๆ ต้องบอกว่าการศึกษาชีวิตให้อยู่รอดก็คือดิน น้ํา ลม ไฟ อากาศ และวิญญาณ กําหนดสถานการณ์ชีวิตผู้คนเป็นส่วนใหญ่ อย่าลืมว่าเรามีกระดูกสันหลังของชาตินั้น กว่า ๔๐ ล้านคนเลยทีเดียว ทีนี้วัตรปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้าล้นกระหม่อมของพสกนิกรไทยทั่วหล้า ทําให้ประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ที่สุด ของโลกแห่งหนึ่ง ท่านประธานทราบก็ทราบดีว่าเราผลิตข้าวได้มากเป็นอันดับ ๑๐ ของโลก บางปี ก็ได้มากกว่านั้น การจัดอันดับแต่ละปีไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าเราจะผลิตได้มากได้น้อย แต่ว่าที่จัด อันดับอยู่ในปัจจุบันคือเราผลิตข้าวได้เป็นอันดับ ๑๐ ของโลก ก็ไม่ใช่เพราะกระดูกสันหลังของชาติ นี่หรือคะที่รับความยากจนข้นแค้นอย่างแสนสาหัสอยู่ในปัจจุบันนี้ แล้วทีนี้นั้นในวันที่ ๑๒ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ กขช. ได้มีมติอนุมัติจําหน่ายข้าวสาร ๕ เปอร์เซ็นต์ โครงการรับจํานําข้าวเปลือกนาปรังปี ๒๕๕๒ จํานวน ๖๐,๐๐๐ ตัน เป็นเงินค่า การจัดการ ไม่ใช่ขายนะคะ อันนี้ข้าวของ กขช. จํานวน ๖๐,๐๐๐ ตัน แต่ว่าทีนี้นั้นมีการจัดการ ในการบรรจุถุงหรืออะไรก็ตาม ซึ่งดิฉันจะอภิปรายแล้วก็สะท้อนปัญหาให้ฟังเป็นข้อ ๆ ต่อไป ๒,๒๘๕ ล้านบาท อันนี้เป็นเลขกลม ๆ นะคะ มีปลายมานิดหน่อย เพื่อบรรจุเป็นขนาด ๑ กิโลกรัม รวมจํานวน ๖๐ ล้านถุง เพื่อนําไปแจกจ่ายให้กับประชาชนเนื่องในงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคล บรมราชาภิเษก ปีที่ ๖๐ และเฉลิม พระชนมพรรษา โดยให้กระทรวงพาณิชย์ประสานกระทรวงมหาดไทยเพื่อดําเนินการแจกจ่ายข้าวถุง ต่อจากนั้นกระทรวงพาณิชย์จึงมีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ ทีนี้ท่านประธานที่เคารพคะ เห็นข้าว ถุงนี้ไหมคะ ซึ่งเริ่มโครงการตั้งแต่ ๑๒ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ อีกไม่กี่เดือนก็ชนปี แล้วก็แจกจ่าย กันมากที่สุดในเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว อันนั้นคร่าว ๆ ทีนี้นั้นยังสมบูรณ์แบบอยู่ อันนี้ดิฉันนํามาจากอําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ดิฉันแค่บอกไปว่าอยากได้ข้าวถุงเฉลิม พระเกียรติมาเยอะมากเลย หลายร้อยถุงเลยทีเดียวค่ะท่านประธาน เพราอะไรคะ เพราะชื่อนี่สิคะ แล้วดิฉันถามว่าแจกมาตั้งหลายเดือนแล้วพี่น้องประชาชนยังไม่หุงข้าวกินอีกหรือ พี่น้องประชาชน บอกว่าพอเห็นชื่อแล้วเห็นถุงแล้วก็ทราบว่านั่นคือองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็เลยเอาไว้ บนหิ้งบูชาบ้าง เอาไว้ในตู้โชว์เก่า ๆ ผุ ๆ บ้าง แล้วก็คอยเช็ดถูไม่ให้ฝุ่นจับ น่าสงสารพี่น้อง ๖๐ ล้านคนไหมคะ ดิฉันจะอ่านให้ท่านประธานฟังค่ะ ข้าวขาวชนิด ๕ เปอร์เซ็นต์ สําหรับแจกจ่าย ประชาชนเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลราชาภิเษก ปีที่ ๖๐ และเฉลิมพระชนม์พรรษา นี่นะคะ ด้วยตัวหนังสือสีแดง คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและประธาน กขช. น้ําหนักสุทธิ ๑ กิโลกรัม นี่ค่ะ ข้างหลังมีอีกนะคะ ข้างหลังมีอีกค่ะ ดําเนินการโดย แล้วก็ตรากระทรวงพาณิชย์อันเบ้อเร่อเลย กระทรวงพาณิชย์ข้าวขาว ๕ เปอร์เซ็นต์ รับรองมาตรฐานโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ดิฉันได้มาเยอะเลยทีเดียว ท่านประธานที่เคารพคะ ท่านเสนาบดีที่เคารพรัก ท่านได้นําเอา โครงการพระราชดําริเศรษฐกิจพอเพียงที่อยู่ในกํากับดูแลมาทําการมิชอบ บริหารราชการแผ่นดิน แบบนี้ ดิฉันและพี่น้องประชาชนที่ได้รับข้าวเฉลิมพระเกียรติไม่ไว้วางใจให้ท่านบริหารราชการ แผ่นดินต่อไปได้ เพราะมีการปล่อยปละละเลย ไม่กํากับดูแลภาษีของราษฎร และสมคบกับ พวกบางคนกระทําการมิบังควรโดยใช้คําว่า ข้าวเฉลิมพระเกียรติ ท่านทราบหรือไม่ว่า ข้าวเฉลิมพระเกียรติสิ่งนี้คือจิตวิญญาณของเราเผ่าชนไทย ทําไมดิฉันจึงกล่าวอย่างรุนแรง ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กระทําการอันมิบังควรเยี่ยงนี้ ดิฉันมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ค่ะ การจัดการข้าวตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ปรับปรุงคุณภาพข้าว ตั้งแต่ซื้อถุงมาบรรจุข้าว ตั้งแต่ซื้อกระสอบปุ๋ย ลักษณะเหมือนกระสอบปุ๋ยมาบรรจุข้าวขนส่ง นั่นคือรายละเอียดที่ท่านบอกว่าอนุมัติเงิน ๒๘๕ ล้านบาท แล้วทีนี้ขบวนรถไฟมีหัวจักรรถไฟ หัวไม่ส่ายหางไม่กระดิกแน่นอน ทีนี้มันตรงไหน ตามดิฉันมาค่ะท่านประธานที่เคารพคะ และพี่น้องประชาชนที่ดูอยู่ที่บ้านะคะ ทีนี้ข้าวที่อยู่ในนี้ค่ะ เอามาแล้วต้องปรับปรุงคุณภาพข้าวเอากากออกไป ขัดสีให้ขาวได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ทําอะไร ก็ได้ที่เขาเรียกว่าปรับปรุงคุณภาพข้าว เอาฝุ่นละอองออก เอาแมลงที่ด้นไชอยู่ในนี้ ค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว ๘๐ สตางค์ต่อกิโลกรัม แพงค่ะ แพงค่ะท่านประธานที่เคารพ ปกติแล้ว ราคาตลาดจะ ๔๐ สตางค์ต่อกิโลกรัม อย่าลืมว่า ๖๐ ล้านกิโลกรัมตรงนี้ ทีนี้แพงไปค่ะ ท่านกํากับ ดูแลอย่างไร แล้วบังอาจอย่างไรใช้ชื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วจะต้องไปปรับปรุง คุณภาพข้าวถึง ๘๐ สตางค์ ถ้า ๘๐ สตางค์นี้คิดเป็น คิดเป็นเงิน ๔๘ ล้านบาทเลยทีเดียว แค่ค่าปรับปรุงข้าวเก็บกากออกนี้นะคะ ตอนนั้นถ้าไม่มีคนเก็บกากน่าจะจ้างดิฉัน ต่อไปค่ะ ค่าบรรจุถุง ข้าว ๑ กิโลกรัม ค่าถุงค่ะ ไม่ใช่ค่าบรรจุถุง ค่าถุงที่บรรจุถุงลงไปให้ได้ ๑ กิโลกรัมนี้ ท่านซื้อถุง ๘ เฉดสีนี้ถุงนี้ที่เห็นอยู่นี้ เขาบอกว่าใบละ ๒.๒๗ บาท ในท้องตลาดเท่าไรคะ ในท้องตลาดทั่วไปมีใบเสนอราคามาที่คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ท่านประธานก็นั่งอยู่ตรงนี้ด้วย ท่านพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ นั่งอยู่ตรงนี้ เขาเสนอมาแค่ ๑ บาท ๒๕ สตางค์ ยายเสนาบดีหญิงหงส์ขาวผู้งามสง่าของดิฉันไม่ดูแล เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ของท่าน แล้วตรงนี้มีส่วนต่างอยู่ที่ ๑ บาท ๐๗ สตางค์ คิดเป็นเงินแล้ว ๖๐ ล้านกิโลกรัม อยู่ที่ ๖๔,๒๐๐,๐๐๐บาท เงินไม่มากหรอกค่ะ เงินแค่จิ๊บ ๆ นะคะ แต่ว่ามันเป็นเรื่องของความรู้สึกของคน ๖๐ ล้านคน ถ้าได้ตามที่ ท่านนําไปแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน ทีนี้มีรายละเอียดข้อที่ ๓ ค่ะ ค่าถุง บ้านดิฉันเรียกถุงปุ๋ย นะคะ ภาษาภาคกลางจะเรียกถุง ดิฉันพูดไม่ผิดค่ะ ถุงปุ๋ยนี้บรรจุได้ ๕๐ กิโลกรัม ท่านรับในราคา ๙ บาท ๐๙ สตางค์ ราคาในท้องตลาดซึ่งมานําเสนอโดยทั่วไปแล้ว มีใบเสนอราคานี้นะคะ ๖ บาท ๖๐ สตางค์ มีเสียง ส.ส. ว่าที่บ้านขา ๓ บาท ว่าอย่างนั้นนะคะ ถุงพาดไว้จะได้เห็นได้เด่นชัดนะคะ มีค่าส่วนต่างอยู่ที่ ๒ บาท ๔๙ สตางค์ แล้วเป็นเงินทั้งหมด ๒,๙๘๘,๐๐๐ บาท เพราะว่าซื้อทั้งหมด ๑,๒๐๐,๐๐๐ ถุง รายละเอียดในข้อที่ ๔ ท่านประธานที่เคารพ รายละเอียดในข้อที่ ๔ ค่าขนส่ง ที่รับกัน ๑ บาท ๑๐ สตางค์ แต่โดยทั่วไปแล้วอยู่ที่ ๖๙ สตางค์ ตรงนี้ส่วนต่างอยู่ที่ประมาณ ๔๐ กว่าล้านบาท แล้วก็บวกกันมาทั้งหมดแล้วได้ ๑๓๑,๑๘๘,๐๐๐ บาท นี่คือส่วนต่างนะคะ ท่านประธานที่เคารพ ส่วนต่าง แล้วทีนี้เมื่อแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนอย่างนี้แล้วข้าวนี้ เป็นของขวัญ เป็นขวัญข้าว จะไปดํารงชีวิตอยู่ได้อย่างไร ตรงนี้มันเป็นข้าวที่เป็นของขวัญ เป็นขวัญข้าวที่ให้กับปวงชนชาวไทยบอกว่าในความรู้สึกของพี่น้องประชาชนของดิฉัน ท่านประธานคะ บอกว่าเอาไว้เป็นขวัญข้าว หมายความว่าข้าวนี้จะต้องอยู่กับประเทศไทยไปตราบ นานเท่านาน จะไปแก้ปัญหาใดได้คะ ได้คนละ ๑ ถุง อย่างดิฉันกิน แค่ ๒ วันก็หมดแล้ว
มีผู้ประท้วงนะครับ ผู้ประท้วงประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ข้าวที่ ท่านผู้อภิปรายกําลังอภิปรายนั้นเป็นข้าวที่รัฐบาลทําขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เทิดพระเกียรติ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๖๐ ล้านถุง ในวโรกาสที่ครองราชย์ครบ ๖๐ ปี ผมว่าในโอกาส ที่เราจะได้ช่วยกันเทิดพระเกียรติต่อพระองค์ท่าน อะไรเป็นสิ่งที่ดีก็ทําไปเถอะครับ การอภิปราย มีเรื่องอื่นเยอะแยะ ในเรื่องที่เกี่ยวพัน
อันนี้ไม่เข้าประเด็นประท้วงแล้ว ท่านประท้วงเพราะผิดข้อบังคับข้อไหนละครับ
ข้อ ๖๑ ครับ ผมไม่อยากให้เอาโครงการที่ เกี่ยวกับการเทิดพระเกียรติเอามาเล่นเป็นเกม (Game) การเมือง ก็ขอให้ได้ใช้ดุลพินิจด้วยครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าผมพูดมา ที่บ้านผมท่านครับ คนที่เขาได้เขาถือว่าเป็นขวัญ เขาไม่เอาไปกิน บางทีเขาเอาไปเก็บไว้ใส่ในข้าว
เอาละครับ ไม่ใช่ประท้วงแล้วครับ ท่านศิริโชคมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตครับท่านประธาน เพราะว่าผมได้รับมอบหมายจากท่านประธานให้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบวัตถุนะครับ แล้วก็เอกสารต่าง ๆ ปรากฏว่ากรณีของท่านผู้ทรงเกียรติ ณ ที่นี้ไม่ได้นําวัตถุต่าง ๆ ให้คณะกรรมการตรวจสอบ ผมเกรงว่ามันจะเป็นการทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ นะครับ เพราะว่า ที่ผ่านมาก็ได้มีการตรวจสอบทุกครั้งแล้วก็มีการเซ็นนะครับ ก็เลยอยากจะให้ท่านประธาน ช่วยกําชับนะครับว่าคราวหน้าก็ควรจะให้คณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบด้วยครับ
ประธานได้พิจารณาแล้วนะครับว่าอุปกรณ์ที่นํามาประกอบก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ก็ตรงไปตรงมา เพียงแต่ว่าเขามีคณะกรรมการตรวจสอบ เผอิญก็ไม่ได้นําเรื่องนี้เข้าผ่านการตรวจสอบ แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นวัตถุที่มีแพร่หลายอยู่ทั่วไป แล้วก็ไม่ได้เกิดความเสียหาย อะไร เพียงแต่นํามา ประกอบการอภิปรายเท่านั้นเองนะครับ
(นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านกุ่ยประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้อภิปรายไม่ได้นําวัตถุอะไรมาเลยนะครับ เป็นถุงข้าว เฉลิมพระเกียรติ ไม่ต้องให้คณะกรรมการตรวจสอบก็ได้ ทุกคนรู้ว่าข้าวนี้มีอยู่ทุกหลังคาบ้าน เป็นข้าวที่ได้รับจาก
เอาละครับ ประธานได้วินิจฉัยไปแล้วครับ คืออย่างนี้นะครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ผู้อภิปราย ก็กําลังอภิปรายญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็กําลังจะกล่าวหาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งก็มีส่วนอยู่ในการผลิตข้าวดังกล่าวนี้ครับ ก็กําลังแจกแจงว่าไม่ไว้วางใจเรื่องการดําเนินการ โครงการนี้อย่างไร ซึ่งเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็จะได้มีโอกาสชี้แจงหลังจากที่ ผู้อภิปรายได้อภิปรายแล้ว เชิญผู้อภิปรายต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันไม่ค่อย ถือสาหรอกค่ะ เพราะว่าก็ทราบกันดีอยู่แล้วที่การเป็นองครักษ์พิทักษ์เจ้านายนี่นะคะมันทําให้ ประเทศชาติไม่เจริญ
ขอร้องเถอะครับอภิปรายเดินหน้าเลยครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะประท้วงกันอีกครับ เชิญ
ดิฉันจะเดินหน้าเลยนะคะที่บอกว่า ที่มีการแบบนี้
มีผู้ประท้วงครับ ประท้วงอะไร เดี๋ยวนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ คําว่า เป็นองครักษ์พิทักษ์เจ้านาย ผมไม่เถียงหรอกครับ ถ้าหากว่าท่านอภิปรายอยู่ในหลักในเกณฑ์ก็ไม่ได้ ว่าอะไร เมื่อท่านอภิปรายแล้วพยายามพาดพิงถึงโครงการที่เทิดพระเกียรติ ผมก็ทักท้วงตามสิทธิ นะครับ ผมจะพิทักษ์เจ้านายก็เป็นเรื่องของผม ท่านจะพิทักษ์ใครก็เป็นเรื่องของท่านครับ ไม่ควร มาก้าวล่วงกันครับ
เชิญนั่ง ท่านพิเชษฐ์พอแล้วครับจะได้อภิปรายต่อ เชิญอภิปรายครับ
ดิฉันพูดถึงเรื่องโครงการนี้ค่ะ โครงการ เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นสิ่งที่ดีและน่าจะทํา และข้าวนี้ดิฉันก็พูด เหมือนกับผู้ประท้วงพูดนะคะ อภิปรายว่า ท่านประธานก็ได้ยิน บอกว่า บ้านของดิฉันเอาไว้บนหิ้งบูชา แล้วก็ในตู้โชว์ ดิฉันมานี่จับมาไม่มีฝุ่นสักนิด เพราะว่าเขาเช็ดถูอยู่เป็นประจํา เพราะว่าไม่ด้วย ความจงรักภักดีหรอกหรือ ท่านนี่ฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับไปกระเดียด นี่ละเขาเรียกว่า พวกสอพลอปอปั้น
เอาอีกแล้วครับ คืออยากจะให้ท่านอภิปรายเข้าไปในเรื่องที่กําลังจะอภิปราย จะกล่าวหาว่าอย่างไร ก็ว่าไปนะครับ ถ้าท่านไปตอบโต้กันแบบนี้มันก็เป็นประเด็น เดี๋ยวจะอภิปรายต่อไม่ได้ พอแล้วครับ เชิญนั่งเถอะครับ เชิญนั่งครับ นั่งเถอะครับ อภิปรายต่อครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันกําลังพูดถึงว่าโครงการ ที่อยู่ในหัวใจของคน ๖๐ ล้านคน ทําไมท่านไม่ดูการจัดการให้ละเอียดลออในคําสั่งนี้นะคะ โดยคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญามีเป็นปึก ๆ เลยค่ะท่านประธานคะ แล้วก็มีคําสั่งด้วยบอกว่า การดูข้าวจะต้องนําข้าวที่บริสุทธิ์ใสสะอาดให้กับพี่น้องประชาชน ใครก็รู้ว่า ดํารงชีวิตอยู่ได้สักกี่วัน ตรงนี้ก็ต้องเอาไว้เป็นขวัญข้าว เป็นขวัญชีวิตสิคะเรื่องนี้ ใช่ไหมคะ นี่ละค่ะ ดิฉันบอกว่าแล้วตรงนี้ทําไมเจ้ากระทรวงทําไมไม่ดูแลก็ตรงนี้ นี่คือการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ เมื่อดิฉันเห็นว่าเจ้ากระทรวงไม่สามารถทําหน้าที่ตรงนี้ให้ดีได้ก็ต้องบอกว่า นี่คือรายละเอียดปลีกย่อยที่ดิฉันเห็นนะคะ ได้ ๔ ข้อแล้ว เหลือข้อสุดท้ายแค่นั้นเองและหลาย ๆ ท่านก็ใจร้อน ข้อสุดท้าย ดิฉันรวมเงินแล้วนะคะ ส่วนต่างที่เกิดขึ้นถ้าทําโดยการจัดการที่ดี จะเหลือส่วนต่างอยู่ ๑๓๐ กว่าล้านบาทเลยทีเดียว แล้วตรงนี้มีแม่สายบัวแต่งตัวเก้อ รอเก้อด้วยค่ะ ก็คือองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เพราะว่ากําไรส่วนต่างจากตรงนี้จะไปให้กับองค์การ สงเคราะห์ทหารผ่านศึก แล้วถ้าการจัดการดีจะเหลือ ๑๓๑ ล้านบาท แต่ว่าองค์การสงเคราะห์ ทหารผ่านศึก ท่านประธานทราบไหมคะได้กําไรส่วนต่างไป ๖,๔๐๐,๐๐๐ บาท แล้วจะไม่ให้ดิฉัน สงสัยในพฤติกรรม พฤติการณ์ได้อย่างไรตรงนี้มากกว่าค่ะแล้วท่านก็ไม่ฟังให้มันจบ นี่ละค่ะ นี่คือ การจัดการมันทุจริตไหม หรือว่าเป็นความงดงาม พี่น้องประชาชนตัดสินนะคะ นี่ค่ะ ๖,๔๐๐,๐๐๐ บาท เพราะว่ามีแม่สายบัวแต่งตัวเก้อทหารผ่านศึกนั้นที่พิกลพิการ สวัสดิการทหารผ่านศึก แร้นแค้น เงินไม่พอแล้วก็ผู้ที่มาชี้แจงก็บอกว่าเงินไม่พอตรงนี้เหมือนว่าทําบุญแต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เมื่อมีแม่สายบัวแต่งตัวเก้อแล้วก็ต้องมีแม่บัวบังบุญด้วยสิอย่างนั้นน่ะ ถามว่าเงิน ๑๓๐ กว่าล้านบาทอยู่ในกระเป๋าของใคร ถ้าไม่อยู่ในกระเป๋าของใครการจัดการ ต้องบอกว่า การบริหารงานของเจ้ากระทรวงจะมองไม่เห็นเลยหรืออย่างไร ท่านประธานคะที่เกิดเหตุการณ์ แบบนี้ขึ้น เหลือข้อสุดท้ายแล้วค่ะท่านประธาน ให้ไม่ครบทุกจังหวัด ในคําสั่งนี้มีเลยนะคะ ไม่ต้อง แจกจ่ายในเฉพาะกรุงเทพมหานครเท่านั้น ต่างจังหวัด ๗๕ จังหวัดต้องครบ คนตั้ง ๖๐ ล้านคน จะต้องได้คนละถุง ๆ นะคะ แต่จริง ๆ แล้วไม่เป็นอย่างนั้น มีผู้สมัครพรรคการเมืองการเมืองหนึ่ง นําไปแจกจ่ายแล้วก็ระรี้ระริกเริงร่าว่าตัวเองมีอํานาจวาสนาตรงนั้นมากกว่า แล้วตรงนี้ทําเพื่อ พรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่งหรือไม่ ยังไม่จบนะคะท่านประธาน ทั้งหมดที่ดิฉันนําเสนอ รายละเอียดอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านอย่างไร ก็คงจะพอทราบอยู่นะคะว่าดิฉันไม่ไว้วางใจ ท่านตรงไหนบ้าง ดิฉันจึงบอกว่า ละ เลิกการเอารัดเอาเปรียบพี่น้องประชาชนด้วยเถอะค่ะ ดิฉันไม่ไว้วางใจท่านให้บริหารประเทศชาติต่อไป ลาออกเถอะค่ะเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ อย่าสร้างความแร้นแค้นแสนเข็ญให้กับประชาชนอีกต่อไปเลย เพราะถ้าท่านอยู่ต่อไปก็รังจะมีแต่ คําว่า ทําไม ทําไม ทําไม ทําไมฆ่าหัวใจคนไทยด้วยขวัญข้าว ท่านก็เชื้อชาวไทยมิใช่หรือ ไทยคือข้าว ข้าวคือไทยใยระบือ เป็นกระสือโกงกินข้าวไทยเราเอง ขอบพระคุณค่ะ
ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงเลยไหมครับหรือจะรอผู้อภิปราย เพราะรู้สึกจะเกี่ยวข้องกับกระทรวง พาณิชย์อีกนะครับ เดี๋ยวค่อยอภิปรายทีเดียว ต่อไปครับ เชิญท่านนิยม ช่างพินิจ ครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นิยม ช่างพินิจ ไม่ใช่ช่างพานิชครับท่านประธาน ต้องขอขอบพระคุณครับในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดพิษณุโลก วันนี้เองถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีเลยนะครับ ที่ผมจะได้มีโอกาสได้มาอภิปราย ได้นํามาเสนอในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะในเรื่องของนโยบาย จากนโยบายและฟัง หลาย ๆ ท่านที่พูดมานะครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นการระบายข้าว การทุจริต การคอร์รัปชัน มากมายเหลือเกินครับท่านประธาน สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนสาเหตุก็มาจากบอกว่าการทุจริต สืบเนื่องมาจากโครงการรับจํานํา มีการระบายข้าว มีการเอาข้าวมาประมูลกันอะไรกัน แล้วท่านนายกรัฐมนตรีตอบว่านโยบายประกันรายได้ดีที่สุด เพื่อนสมาชิกก็บอกครับ โดยเฉพาะ พรรคของฝ่ายรัฐบาลบอกที่ดีที่สุดในโลก ผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านทราบเลยนะครับ ท่านประธาน คําว่า ดีที่สุดในโลก นี้เอาอะไรมาเป็นตัวชี้วัด เอาอะไรมาเป็นตัวเปรียบเทียบ ๑. การใช้เม็ดเงินใช่ไหมครับท่านประธาน ๒. วัดความพึงพอใจของพี่น้องประชาชนไม่ใช่เฉพาะ ภาคเกษตรหรอกครับท่านประธาน มันต้องวัดพี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค ข้าว เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์นี่นะครับที่เสียภาษีก็นํามาใช้กับนโยบายประกันรายได้ เมื่อนโยบายปี ๒๕๕๒ มีการเปลี่ยนแปลง ผมเองได้ยื่นกระทู้สด ผมถามท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าเปลี่ยนแปลงได้ก็เปลี่ยนแปลงเสีย ไม่หรอกครับ แล้ววันนี้ความจริงเริ่มปรากฏ เริ่มชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวเลขแล้วก็จริงอย่างที่ผมคาดไว้นะครับ ไม่มีผิดหรอกครับท่านประธาน ใช้เม็ดเงินไปเท่าไรรู้ไหมครับสําหรับโครงการประกันรายได้ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพียงแค่กลาง ปี ๒๕๕๒ แล้วมาปี ๒๕๕๓ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับท่านประธาน แล้ววันนี้เองก็มาบอก นะครับ ผมเองนี่อยากจะบอกให้พี่น้องคนไทยทั้งประเทศได้รับรู้ว่าเงิน ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันมาจากที่ไหนครับ โอเคครับท่านประธาน วันนี้เองรัฐบาลเอาข้าวเอาไปขายให้ทําเอ็มโอยูกับ ต่างประเทศ หรือถึงแม้ว่าจะระบายข้าวหรือว่าจะทําให้กลไกตลาดและขายข้าวในราคาดีขึ้น มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ เพราะฉะนั้นเองผมจึงบอกเลยว่าเงิน ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เขาเอาเงินจากภาษีพี่น้องประชาชน เมื่อไม่พอก็กู้มาอีกแล้วเอามาใส่เข้าไป แล้ววันนี้ปัญหา เป็นอย่างไรครับ ม็อบ (Mob) เต็มถนนเดี๋ยวผมจะพูดต่อไปเรื่อย ๆ โครงการจํานํานะท่านประธาน มีข้อมูลนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จนถึงปี ๒๕๕๒ เฉลี่ยแล้ว ๑๐ ปี ใช้เม็ดเงินไป ๑๔๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาท ๑๐ ปีนะครับท่านประธาน ท่านต้องคิดตามนะครับแล้ววันนี้ข้าวก็ยังเหลืออีก ๕ ล้านตัน ๖ ล้านตันจากโครงการต่อเนื่องการรับการจํานํา ระบายอย่างน้อยก็อาจจะเสียไปอีก ถ้าประมูลอย่างนี้นะครับ อย่างน้อยนะครับก็ต้องได้เม็ดเงินกลับมาสัก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉลี่ย แล้วก็ใช้เงินประมาณปีละ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอง ที่ผมพูดอย่างนี้ผมอยากให้รู้อย่างไรครับ ผมอยากให้เจ้าของบ้านนี้เมืองนี้ โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศได้รับรู้ สิ่งที่ผม พูดผมต่อสู้มาตลอดนะครับ นโยบายตัวนี้มันช่วยใครใช่ไหมครับท่านประธาน พ่อค้าผู้ส่งออกครับ ๕ เสือยักษ์ใหญ่ครับ วันนี้เคยไปถามไหมครับ พ่อค้าผู้ส่งออกข้าวมันได้กําไรตันละเท่าไร ตอบผม ได้ไหมครับ แล้วถามสิครับ พี่น้องเกษตรกรขายข้าวได้กําไรเท่าไร ท่านไม่ต้องมาตอบหรอกครับ ข้าวมันจะยุบสต็อกไว้ มันยุบ มันฝ่อ มันแห้ง พี่น้องเขาทํานาเขารู้ครับ เขาเก็บไว้กี่ปี กี่อะไร ข้าวมันจะยุบไปเท่าไร ผมอยากจะเรียนถาม เพราะฉะนั้นการทุจริตอย่างนี้มันทุจริตแบบมหภาค ครับ แบบอภิมหาทุจริตนโยบายนี้นะครับ คนได้มีอยู่ ๕ เสือนะครับ เจ็บปวดนะครับ ๕ เสือยักษ์ใหญ่ได้เท่านั้นเอง ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไรครับ ๕ เสือยักษ์ใหญ่นี่ไม่ซื้อข้าว ในเมื่อไม่ซื้อข้าวโรงสีก็ไม่ซื้อ พ่อค้ารายย่อยก็ไม่ซื้อ รัฐบาลทําอย่างไรครับ มาตั้งเอาเงินไปชดเชย ทําไมละ ผมพูดตั้งหลายครั้งแล้วว่าทําไมไม่เอาไปดูละครับ พ่อค้าผู้ส่งออกได้กําไรเท่าไร ทุจริตแบบนี้โอเคครับ ถึงเวลาเลือกตั้ง ๕ เสือยักษ์ใหญ่ก็เอาเงินมาสนับสนุนพรรคการเมือง ของท่าน ทําได้เนียนมาก ทุจริตแบบอํามหิตครับ สิ่งที่ผมพูดคําว่า ทุจริตแบบอํามหิต เพราะอะไร พี่น้องเกษตรกรขายข้าวเกวียนละ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท ถ้าตีเป็นข้าวเปลือก ก็กิโลกรัมละ ๖-๗ บาท ถ้าคิดเป็นข้าวสาร ท่านประธาน ๑๓-๑๔ บาท แค่บริหารภายในประเทศ ยังทําไม่ได้เลย รู้ไหมพี่น้องเกษตรกร พี่น้องคนทั้งประเทศที่กินข้าว ซื้อข้าวกิโลกรัมละ ๒๕ บาท ๓๐ กว่าบาท แค่นี้แค่ภายในประเทศ ผมไม่ต้องไปพูดถึงต่างประเทศหรอก แล้วคนที่ดีตรงไหนรู้ ไหมครับท่านประธาน คนต่างประเทศ ต้องการให้พ่อค้าผู้ส่งออกไปแข่งขันตลาดโลก พอไปแข่งขันตลาดโลกก็ซื้อข้าวได้ถูก ๆ ก็เอาเงินภาษีพี่น้องประชาชนใส่เข้าไปที่ชดเชย ตันละ ๑,๐๐๐ กว่าบาท ๒,๐๐๐ กว่าบาท ที่ท่านเอาใส่เข้าไป มันเจ็บปวดไหม นโยบายตรงนี้ ผมถึงบอกว่าทุจริตคนทั้งประเทศ ทุจริตได้แบบอํามหิต พูดนะครับ เขาบอกให้ผมมาพูดเรื่องข้าว โดยเฉพาะนโยบายนี้เขาบอกว่า ส.ส. นิยมพูดไม่ได้หรอก เพราะท่านนายกรัฐมนตรี พูดเก่งครับ เขาพูดแก้วกลมนี้เขาพูดให้พี่น้องประชาชนเชื่อได้ว่าเป็นแก้วแบน วันนี้เอง ข้อมูลอีกเยอะครับ ผมอยากจะรู้นะครับข้อมูลผมนี้เปรียบเสมือนปากกา ท่านลองพูดสิครับ ปากกานี้ลองพูดให้พี่น้องประชาชนเชื่อสิครับว่าเป็นไม้จิ้มฟัน เอาเถอะครับ สิ่งที่ผมพูดอย่างนี้ แล้วต่อไปนี้ท่านจะต้องออกมาตอบนะครับ คนที่ได้ผลประโยชน์จากโครงการประกันรายได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน โครงการรับจํานําใช้เงิน ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เฉลี่ยผู้ใช้สิทธิ ประโยชน์ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ ถ้าคนเขาไม่เจ็บป่วยเขาไม่เข้า โรงพยาบาลหรอกครับ คําว่า ประกันรายได้ นี้ มันไปลดกันลิมิท (Limit) ของพี่น้องเกษตรกรไว้ ยกตัวอย่างเช่น บอกว่าประกันรายได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็อย่างที่ผมพูดหลายครั้งแล้ว ผมว่า คนเอาข้าวไปขายนี้ ถามว่าพ่อค้าถ้าซื้อเกิน ๑๐,๐๐๐ บาทไหมครับ ซื้อไม่เกินหรอกครับ ซึ่งแตกต่างกับโครงการรับจํานํา แตกต่างอย่างไรรู้ไหมครับท่านประธาน โครงการรับจํานํานี้ ถ้าจํานําไว้ ๑๓,๐๐๐-๑๔,๐๐๐ บาท ท่านรัฐมนตรีมิ่งขวัญ ถ้าขายต่ํากว่านั้นคนเขาก็ไม่ร่วม โครงการ แต่ถ้าขายสูงกว่าเขาไม่มาร่วมหรอกครับ แค่นี้ละครับ หลักคิดมันง่าย ๆ แค่นี้เอง คําว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนนี้ ผมว่าไม่จําเป็นที่จะต้องเอามาพูด นี่ผมถึงบอกว่า ทุจริตคนได้ทั้งประเทศ เจ็บปวด คนซื้อข้าวกินก็แพง พี่น้องเกษตรกรเดี๋ยวนี้เขาทํานาก็จริง แต่ส่วนใหญ่เขาไม่ได้เก็บข้าวไว้กินหรอก เขากลับมาซื้อ ผมก็พยายามพูดสะท้อนให้เขารู้ ท่านขาย ข้าวไปกิโลกรัม ๖ บาท ถ้าคิดเป็นข้าวสาร ๑๓-๑๔ บาท อย่างที่ผมพูดไป แต่มาซื้อกิน ๒๐ กว่าบาท แล้วไม่ใช่เฉพาะชาวนาหรอก คนทั้งประเทศ และภาษีเอามาจากที่ไหนละ ท่านประธาน ต่อไปนี้นโยบายตรงนี้เดี๋ยวมันจะมีครับ ตอนนี้มะม่วงราคาตกต่ํากิโลกรัมละ ๓ บาท พี่น้องที่อําเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ร้องเรียนมา เดี๋ยวท่านจะต้องคิดอีกครับ ใครที่เป็นผู้ส่งออก ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง ลําไย ผู้ส่งออกท่านก็มาหานายกรัฐมนตรีเลยว่าช่วยประกัน ให้หน่อยสิ ราคา ๓ บาท ลําไย ประกันให้หน่อยสิ นี่อย่างไรมันคล้าย ๆ กันหมด เดี๋ยวต่อไปต้องมี แน่นอนครับ ทีละอาชีพ ๆ ต้องมีแน่นอน แล้วท่านก็ต้องไปรับซื้อประกัน ๓ บาท ท่านไปซื้อ ๒ บาท เดี๋ยวรัฐบาลเอาเงินไปชดเชยให้ เนียนไหมครับ เดี๋ยวลําไยอีกครับ ต่อไปใครเป็นพ่อค้า ผู้ส่งออกรายใหญ่ ๆ ของประเทศก็ไปหานายกรัฐมนตรี ท่านก็กําหนดนโยบายให้ วันนี้ผมอยากพูด ให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ เจ็บปวดนะครับ เอาละครับท่านประธาน ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรนะครับ สิ่งที่ทุกท่านพูดเอามาแก้ต่างกัน ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรี ข้าว โครงการ ควันหลงจากโครงการรับจํานําที่ผ่านมาเป็นอย่างไรครับ ผมยื่นกระทู้สดถามข้าวราคาตกต่ํา บอกว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์บอกว่าจะระบายข้าวแบบน้ําซึมบ่อทราย ผมฟังแล้วก็ดูดี นะครับ แต่ไม่ใช่หรอกครับท่านประธาน ประมูลข้าวทีละน้อย ๆ ปิดข่าวหมดเลย ไม่รู้เลย นี่หรือครับ ถ้าทุจริตแบบน้ําซึมบ่อทรายผมรับได้ นี่ทุจริตแบบเนียนมาก และมีการนะครับ กลไกตลาดมีการปล่อยข่าวก่อนนะครับ ปล่อยข่าวบอกว่าข้าวจะมีการระบายบ้าง อะไรบ้าง ราคาท้องตลาดก็ต่ํา พอราคาท้องตลาดต่ํา ท่านรัฐมนตรีก็น่าจะเข้าใจนะครับ ปี ๒๕๕๒ พอราคา ข้าวท้องตลาดต่ําปุ๊บ เอาข้าวออกมาระบายเลย แล้วท่านยังจะได้ตอบสังคมได้ บอกว่าวันนี้ระบาย ไปเท่านี้ ระบายไป ๑๒,๐๐๐ บาท ทั้ง ๆ ที่ราคาท้องตลาดต่ํา ดูสิครับ ทําได้อย่างไร นี่ครับ เทคนิคครับ กลไกตลาดท่านทําได้เนียนมากครับ พี่น้องสื่อมวลชนตามไม่ทันครับ เอาราคาข้าวท้องตลาดมันต่ํา แล้วก็ตอบพี่น้องว่าราคาท้องตลาดมันต่ําถึงประมูลราคาถูก ๆ เจ็บปวด ราคาท้องตลาดนะครับ ๑๔,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาท ท่านประมูลเป็นราคาเท่าไรครับ ๑๒,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาท ท่านแบ่งกันอย่างไรครับ ส่วนต่างกําไรนี้ท่านแบ่งกันอย่างไรครับ ๑๒,๐๐๐บาท ๑๒,๐๐๐ บาท ทั้งนั้น ช่วยอธิบายหน่อยครับ มันเนียนมากเลยนะครับ ข้าว ๔ ล้านตัน ๕ ล้านตันท่านระบาย ๑๒,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาท เอาเถอะครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตนะครับ เขาบอกว่า ทีวีจอดําแถวแจ้งวัฒนะรับไม่ได้ ท่านประธานก็คงจะแก้อะไรไม่ได้หรอกครับเพราะไม่ได้ เป็นรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง จะบอกให้รู้ครับ ถ้าคนมีจิตวิญญาณนะครับ ถ้าคิดจะรักพี่น้องประชาชน คนทั้งประเทศ ข้าวที่มี ๔ ล้านตัน ๕ ล้านตันผมไม่มาระบายหรอก ผมมาทําข้าวถุงขาย ขายกิโลกรัมละ ๑๕-๑๖ บาท ก็ท่านระบายไป ๑๒,๐๐๐ บาท ขายได้ ๔๕ บาทก็กําไรแล้ว หลักการคิด แล้วรู้ไหมครับ ทําอย่างไรครับ เก่งนะครับ สร้างโครงสร้างใหม่ได้ โครงสร้าง ตามหลักเกษตรกร เอาข้าวขายให้กับพ่อค้า ขายให้กับโรงสี โรงสีนี้ครับขายให้กับพ่อค้า ผู้ส่งออกผู้ส่งออกก็ออกไปต่างประเทศ นี่เปล่าครับ ที่ท่านประมูลท่านทําอย่างไรครับ ท่านประมูลแบบย้อนศรครับ ท่านเปิดประมูล ผู้ส่งออกได้ข้าวปุ๊บ ผู้ส่งออกได้ข้าวเอามาให้โรงสี ครับ โรงสีบรรจุถุงครับ แล้วเอาไปขายให้พี่น้องเกษตรกร พี่น้องประชาชนทั้งประเทศทุจริตกัน ภายในประเทศเลย เนียนจริง ๆ ครับ เจ็บปวดจริง ๆ ครับ ๑๒,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาทนี่ ท่านรู้ ไหมครับวันนี้เอง ท่านประธาน ท่านมองประเด็นท่านมองว่าเข้าใจถึงปัญหานะครับ ท่านไม่เข้าใจ ต้นทุนการผลิตของพี่น้องเกษตรกรที่แท้จริง แล้วท่านก็แก้ปัญหาผิด ๆ แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มันเจ็บปวดนะครับท่านประธาน สิ่งที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไร พี่น้องเดือดร้อนมาชุมนุม มาเรียกร้องราคาข้าว ท่านก็บอกว่านักการเมือง มันเป็นการเมืองหนุนหลัง คือมีการเดินขบวน ที่จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกําแพงเพชร จังหวัด สุโขทัย หมดละ ในเมื่อท่านคิดว่านักการเมืองหนุนหลังแล้วท่านไปเพิ่มให้ทําไมครับ ๑๑,๐๐๐ บาท นั่นก็เพราะท่านไม่เข้าใจโครงสร้าง ไม่เข้าใจต้นทุน ท่านไปเพิ่มให้ทําไม และผมคาดว่าจะต้องเพิ่ม มากกว่านี้ด้วยถ้ามีการเลือกตั้ง เพื่อจะได้เอาเงินมาชดเชยให้เยอะ ๆ เกวียนละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท แล้วนี่ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทยังไม่พออีกหรือ เอาเถอะ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านผมอยากจะให้เข้าใจ ต้นทุนนะครับ ท่านประธาน ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ กว่าบาท เก่งนะครับ รัฐบาลนี้นโยบายนี้ดีอย่างไรรู้ ไหมครับ ทําให้ราคาค่าเช่าที่ดินสูงขึ้นครับ ขึ้นมา ๑,๐๐๐ กว่าบาท นาจะมีน้ํา ไม่มีน้ํา นาลุ่ม นาดอน ค่าเช่านี้เพิ่มหมดครับ ตามหลักเขาก็ให้กันเช่า ให้ฟรีบ้าง หรือได้ข้าวมากก็เอามาให้ เดี๋ยวนี้หมดแล้วครับ รู้ไหมอย่างไรครับ ๑,๐๐๐ กว่าบาท เพราะเขามั่นใจครับเจ้าของนาต้องได้ แน่นอนส่วนต่าง และวันนี้พี่น้องประชาชนคนที่เป็นเจ้าของนาก็ยังไม่เข้าใจอีกนะครับว่าส่วนต่างที่ ท่านได้ได้มาจากไหน ได้มาจากราคาข้าวที่ท่านชดเชย แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วครับตอนนี้ไปดูนะครับ เก่งนะครับ ปั่นราคาเช่า แล้วที่คนทํากินจริง ๆ ผมอยากจะทราบท่านประธานคนจนที่ไปทํานานี่ ต้องไปเสียค่าเช่า ๑,๐๐๐ กว่าบาทก็เพราะส่วนต่างประกันรายได้ไม่ใช่หรือ ต้นทุน ๕,๐๐๐ กว่าบาท ๖,๐๐๐ กว่าบาท ปุ๋ยราคาเท่าไรครับตอนนี้ ยาไม่ว่าจะยาฆ่าแมลงแพงไปหมด แม้กระทั่ง น้ํามันต้นทุนก็มาจากนี้หมดครับ ผมคิดนะครับถ้าต้นทุน ๖,๐๐๐ บาท ถ้าเขาขายข้าววันนี้ ๖,๐๐๐ บาท โอเค ครับถ้าได้ไร่ละ ๒ เกวียน นี่ไม่แปลกเลยครับ นี่เขาได้ไร่เท่าไร คิดให้เขาเท่าไร ครับ ๗๐๐ ถัง ๗ คูณ ๕ เท่ากับ ๓๕ ๗ คูณ ๖ เท่ากับ ๔๒ ต่อไร่เขาได้ ๔,๒๐๐ บาทเลย คุ้มไหม คิดในใจก็ได้ครับ ไม่ต้องไปถามนักวิชาการ ไม่ต้องไปถามข้าราชการหรอก ๔,๒๐๐ บาทต่อไร่ พอได้ ๔,๒๐๐ บาทเอาได้ชดเชยมาอีกผมตีให้ ๒,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ๖,๒๐๐ บาท แล้วมันได้ กําไรอย่างนั้น แล้วท่านก็ไปขึ้นป้ายหนังสือพิมพ์ลงเขียนข่าวบอก วันนี้โครงการประกันรายได้ พี่น้องได้กําไรบวกจากต้นทุน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เอาอะไรมาคิดครับ ผมฝากพี่น้องสื่อมวลชนด้วย ผมดูหนังสือพิมพ์แล้วผมเศร้าใจครับ บอกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้นทุนผมบอกแล้ว ๕,๐๐๐ - ๖,๐๐๐ บาท ผมตีให้สูงนะครับ ๗๐ ถัง ไม่เคยรู้เลย ว่ากันต่อไป เจ็บปวด เคยคิดไหมครับรัฐบาลนี่ เคยคิดว่าจะแก้ปัญหา เอาราคาข้าวไปผูกกับราคาน้ํามันตลาดโลกได้ไหม ราคาน้ํามันตลาดโลก สูงขึ้น ราคาข้าวก็สูงขึ้นเคยคิดไหม ไม่เคยคิดหรอก แล้วทําอย่างไรครับท่านประธาน มีการชุมนุม ผมบอกแก้ปัญหาปลายเหตุ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเอา พ.ร.บ. ชุมนุมเข้าสภา แล้วผ่านด้วยครับ พรรค ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยนี่ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย ไม่ได้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมด้วย นี่อย่างไร ต่อไปนี่ ถ้าจะชุมนุมต้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐอนุญาต เนียนมาก เอาเถอะครับพี่น้องเกษตรกร ทําไมไม่คิด ใน พ.ร.บ. คิดสิ ถ้าพี่น้องประชาชนเดือดร้อนลงชื่อ ๑๐ คน ๒๐ คนนี่ รัฐมนตรีต้องลงไปรับเรื่อง ทําไมไม่คิด คิดแค่นี้ก็คิดไม่ออกหรือ แต่ว่าต้องอนุญาต แล้วใครเขาจะอนุญาต แล้วท่านบอก นะครับ ท่านประธานเอ่ยถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วยบอกว่า เอาเลยท้ากันเลยโครงการรับจํานํากับ โครงการประกันรายได้หาเสียงเที่ยวหน้าแข่งกันเลย สู้ท่านไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวเถอะครับพี่น้อง ชาวนาบอกผมว่าอย่างไร
มีผู้ประท้วงครับ คุณหมอวรงค์ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ด้วยความเกรงใจผู้อภิปรายว่าไม่จําเป็น ก็ไม่อยากประท้วง แต่เนื่องจากว่ามันเป็นความเสียหายต่อพวกผม ในฐานะ ส.ส. ที่ยกมือให้ พ.ร.บ. ชุมนุมในที่สาธารณะได้อนุมัติออกไป ต้องย้ําว่าการชุมนุมไม่จําเป็นต้องมาขออนุญาต เพียงแจ้ง ให้ทราบเฉย ๆ ครับ ในข้อเท็จจริงของสาระ พ.ร.บ. ฉบับนี้ การชุมนุมไม่ได้ขออนุญาตเพียงแจ้ง ให้ทราบก่อน ๗๒ ชั่วโมงเพื่อจะได้อํานวยความสะดวก นั่นคือสาระของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ ขอบคุณครับ
อภิปรายต่อครับ พอแล้วคุณพิเชษฐ์ครับให้อภิปรายต่อไม่มีอะไร ท่านพิเชษฐ์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ครับ มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ที่ลุกขึ้นมาประท้วง แล้วประท้วงก็ไม่ได้บอกว่าประท้วงเรื่องอะไร ข้อไหน ข้อบังคับข้อไหน ขอให้ท่านประธานช่วยดูหน่อยครับว่าขณะที่ผู้อภิปรายกําลังอภิปรายเข้า ด้ายเข้าเข็มนี่ละครับ ขออย่าได้มาขัดขวาง ขอบคุณท่านประธานครับ
นั่งเลยเชิญอภิปรายต่อครับท่านนิยม
ครับท่านประธาน เขาบอกว่านโยบายนี่ ให้ท่ากันเลยประกันรายได้กับจํานํา ลองเอาเม็ดเงินเอามาคิดสิครับ แล้ววัดความพึงพอใจของ พี่น้องประชาชน แต่ผมเชื่อได้ครับพี่น้องเกษตรกรบอกผมว่าอย่างไร อยากให้ยุบสภา ช่วงข้าวมันออกจังเลยถ้ายุบสภาตอนฤดูข้าวที่ชาวนาออก แน่นอนเดี๋ยวราคาประกันสูงขึ้น ชดเชยให้มากขึ้น กระทําราคาอ้างอิงให้ต่ําลง ท่านบอกว่าจํานํานี่เป็นการแทรกแซงราคากลไก ตลาด แล้วคุณไปตั้งโต๊ะทําไม ผมอยากจะถามนะครับตั้งโต๊ะทําไม เดินไปถามโรงสีสิครับ ผมถามว่า โรงสี คําว่า ตั้งโต๊ะ หมายถึงอะไร กับ จํานํา มันต่างกันอย่างไร ไม่ได้ต่างกันหรอก มันต่างกันที่ว่า เขียนไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง เจ็บปวดครับ จํานํา กับ ตั้งโต๊ะ เขียนไม่เหมือนกันท่านประธาน ทําไมล่ะ เอาละครับ ทีนี้มั่วไปหมดแล้วครับ จํานําก็จํานํา ประกันก็ประกัน แล้วเอาเงิน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวต่อไปเป็นแสนล้านบาทเอาไปซื้อเสียงล่วงหน้าเลย แจกให้ครอบครัวละ ๔๐,๐๐๐- ๕๐,๐๐๐ บาท ผมไม่ใช่ว่าเสียใจนะครับ ผมดีใจครับที่เกษตรกรจะได้เงินอย่างนี้ แต่สิ่งที่ผมอยาก ให้มันถูกต้องครับ ผมอยากให้พี่น้องเกษตรกรเขารู้ว่าเงินนั้นมาจากไหน แล้วพี่น้องทั้งประเทศ ที่เสียภาษีได้กินข้าว ให้รู้ว่าเงินที่เอาไปจ่ายไปจ่ายที่ไหน ท่านไปบอกว่าเกษตรกรทํานาแล้วมีกําไร ทําไปทีละอาชีพ ๆ ถ้าเกษตรกรมีกําไรเขาไม่มาเดินขบวนหรอกครับ ผมอยากให้รู้อย่างไร เดี๋ยวคอยดูเถอะใกล้เลือกตั้งชาวนาเขาบอกผม แต่เขาจะรอไหวหรือเปล่า ข้าวกําลังออก วันนี้นะครับท่านประธาน ยังวิ่งเอารถเร่ขายข้าวกันอยู่แถวจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย ๖,๐๐๐ บาทยังมีคนซื้อเลย แล้วมีกําไรตรงไหนหรือ คนที่ขึ้นป้ายอย่างนี้ คนที่เขาทําอาชีพชาวนามีกําไร ได้ประกันขั้นต่ําตั้ง ๑๐,๐๐๐ บาท แต่เขาไม่รู้หรอกว่าขายข้าว ๖,๐๐๐ บาทได้ชดเชย ๑,๐๐๐ กว่าบาท ๗,๐๐๐ กว่าบาทเขาก็ได้ชดเชยเท่านี้ ผมคงจะไม่ต้องไปเจาะลึกหรอกครับ เอาไว้โอกาส ข้างหน้า ผมจะได้บอกให้พี่น้องประชาชนเรื่อย ๆ วันนี้บอกปุ๊บปั๊บเขาคงปรับตัวไม่ทันหรอกครับ แต่ต้องใช้เวลาครับ สิ่งที่ท่านตั้งโต๊ะซื้อมันก็ไม่ได้แตกต่างกับจํานําหรอกครับ เข้าเรื่องเลย ผมบอกเลย นะครับท่านประธานประเด็นการทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องข้าวผมคงไม่พูดหรอกครับ ทางพรรค มอบหมายให้ผมมาพูดเรื่องมันสําปะหลัง มันเส้น แต่สาเหตุที่พูดได้เพราะอะไรครับ มันก็ไม่ต่างกัน มันทุจริตแบบเนียนมาก แยบยลมาก ถ้าผมจะพูดต่อไปถ้าท่านรัฐมนตรีจะส่งเอกสารให้ผม ผมก็จะ ไม่พูดหรอกครับ เอกสารที่คณะกรรมาธิการขอแล้วยังไม่ได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ มันสําปะหลัง มันคล้าย ๆ ข้าวละครับ แต่ข้าวมันไม่เนียนอย่างนี้ เกิดการสูญหาย อย่าไปบอกว่ายุบนะครับ พี่น้องเขาทํามัน เขาทํานาเขารู้ครับ ปี ๒ ปีมันไม่ยุบหายไปไม่กี่กิโลกรัมหรอกต่อตัน แก้ปัญหา อย่างไรหายไปนะครับ คิดเป็นเม็ดเงินเท่าไรรู้ไหมท่านประธาน ๘๙๐ กว่าล้านบาทแต่ตรงนี้ ผมไม่ได้ปรักปรําว่าเอาตัวเลขมายืนยันว่า ๘๐๐ กว่าล้านบาทว่าเงินมันจะสูญหายไม่ใช่สูญนะครับ เดี๋ยวท่านจะบอกมาปรักปรําได้อย่างไร นี่คิดเป็นมูลค่าจากโครงการรับจํานําไว้ปี ๒๕๕๑ ต่อปี ๒๕๕๒ จํานําไว้ ๘๙๐ กว่าล้านบาท หายไปนะครับ วิธีแก้อย่างไร มาเปิดประมูลครับ ประมูล กระดาษเปล่า เขาเรียกประมูลลมอย่างไร สมรู้ร่วมคิดกับพ่อค้า ข้าราชการ รู้ว่ามันหายไปเท่าไรมา ประมูลลม ประมูลลมนี่ก็ยังระบาดนะท่านประธาน ถ้าบอกว่าประมูลมันโกดังนี้ ๑๐,๐๐๐ ตัน ยกตัวอย่าง ก็จะมีพ่อค้ามาแย่งกันประมูล เพราะราคามันมันดีตอนนั้น ปี ๒๕๕๓ ราคาดีมาก ๖,๐๐๐ กว่าบาทมันเส้น แป้งมัน ๑๗,๐๐๐ บาท ราคาดีมาก ท่านหนีอย่างไรครับ กลัวพ่อค้าจะมา ประมูลแล้วกลัวจะฮั้วกันไม่ติด เคลียร์กันไม่ได้ แก้อย่างไรครับ ทําจีทูจีครับ จีทูจีก็หมายถึงบอกให้ พี่น้องประชาชนก็คือรัฐต่อรัฐซื้อขายกันเอง ๒. บริษัท ๓. บริษัท รู้สึกว่าเป็นประเทศจีนทั้งนั้น ละครับ แก้ปัญหาแบบเอาง่าย ๆ สิ่งที่ผมถามอย่างนี้แล้วผมบอกว่ามันทุจริตอย่างไรรู้ไหมครับ มันก็คล้าย ๆ ข้าวละครับ ประมูลกันมันเส้น ๕,๕๐๐ บาทต่อตัน ราคาท้องตลาดที่ตกลงจีทูจีนี่ ๖,๐๐๐ กว่าบาท แล้วพ่อค้า ไหน ๆ ไม่มีสิทธิประมูล เขาบอกจีทูทีตกลงกัน เดี๋ยวตามมาเรื่อย ๆ ๒ บริษัทนะครับเฉพาะมันเส้น เสียหายไป ถ้าคิดตามราคา ๕๐๐ กว่าล้านบาท เฉพาะมันเส้น นะครับท่านประธาน มันเหมือนกันครับเดี๋ยวผมจะไปสรุปตอนท้าย เหมือนกัน พอมามันแป้ง ประมูลไปเท่าไรรู้ไหมครับท่านประธาน ๑๖,๑๖๐ บาท ราคาท้องตลาด ๑๗,๐๐๐ บาท เจ็บปวด ไหมละ เจ็บปวดไหมครับ นี่ขายนะครับ ขายจีทูจีเหมือนกันหมดเลย ขอโทษนะครับอาจจะพูดผิด คําว่า ประมูล จีทูจีตกลงกันหมดเลย พ่อค้าที่ส่งออกมันในประเทศไม่มีสิทธิหรอกครับ มันมีได้ อยู่คนเดียว เดี๋ยวค่อย ๆ ตามไปก็แล้วกัน แล้วค่อย ๆ แก้ต่างผมแล้วกัน เอกสารผมเยอะนะครับ ผมจะสรุปให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ ตกลงซื้อขายกันไปนะครับ ตันละ ๖,๖๖๐ บาท เนียนมาก จีทูจี เจ็บปวดนะครับท่านประธาน เจ็บปวด เอาละครับท่านประธานติดตามมานะครับ ผมจะเข้า เรื่องเลยครับ รัฐเสียหายไป ๙๐๐ กว่าล้านบาทเฉพาะแป้งมัน ท่านประธานตอบผมด้วยนะครับ ทําไมละครับ มติ ครม. เขาบอกว่าราคานี้นะครับท่านประธาน ถ้าราคากลางท้องตลาด ๑๐๐ บาท เขาไม่ให้ต่ํากว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือประมูลต่ํากว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ท่านไปแก้มติ ครม. อีก นะครับ ไปยกเลิก มันถึงมาประมูลได้อย่างไร จากราคา ๑๕,๐๐๐ บาท ๑๗,๐๐๐ บาท มาประมูล ที่ ๖,๐๐๐ กว่าบาท ก็ไปยกเลิกตัวนี้ได้อย่างไร เจ็บปวดไหมครับท่านประธานยกเลิกมติ ครม. ได้ครับ ตัวเลขผมอาจจะเพี้ยนบ้างนะครับท่านประธาน เพราะมันหลายเรื่องเหลือเกิน เอาละครับ ท่านประธานทีนี้เข้าเรื่องเลยนะครับที่มันเจ็บนะครับ ท่านประธานถ้าท่านประธาน คําว่า จีทีจี ก็คือรัฐต่อรัฐใช่ไหมท่านประธาน ถ้าวันนี้ท่านประธานจะซื้อทองไปแต่งงานกับสาว ๆ ไปหมั้น ท่านเอาทองเก๊ไปเจ็บปวดไหมครับ เจ็บปวดไหมครับ นี่มันเป็นจีทูจีเก๊ครับท่านประธาน
ประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทยค่ะท่านประธาน ดิฉัน ประท้วงท่านประธานนั่นละค่ะ ดิฉันอยากให้ท่านประธานควบคุมตามข้อ ๘ นะคะ อยากให้ ในที่ประชุมนั้นสงบบ้าง ถ้าใครอยากจะหัวเราะดัง ๆ ก็เชิญออกไปข้างนอกค่ะ ดิฉันอยากจะ กราบเรียนท่านประธานควบคุมด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านสมาชิกครับอดกลั้นหน่อยนะครับ จะได้เงียบ ๆ หน่อย เชิญฟังผู้อภิปรายต่อ
ท่านประธานครับ คําว่า จีทูจี นี่ก็คือ รัฐต่อรัฐที่ตกลงซื้อขายกัน ถ้าดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เขาบอกว่าเป็นการซื้อขายกันเป็น นัยสําคัญ ต้องเอาเข้ามาสู่รัฐสภา ผมถามเพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่นี่นะครับ ถ้าวันนี้ถ้าเรา เอามาเข้าสภา ถ้าราคามัน ๑๗,๐๐๐ บาท ท่านมาเข้าสภาขอมติสภาสัก ๑๕,๐๐๐ บาท ผมว่าคงไม่มีใครปฏิเสธหรอก แต่ท่านไม่หรอกครับ ท่านทําหนังสือถึงกฤษฎีกา ให้กฤษฎีกาวินิจฉัย ก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ท่านที่กฤษฎีกาวินิจฉัยเขาว่าอย่างไรรู้ไหมครับท่าน เขาบอกให้เจ้าหน้าที่ของ รัฐที่ได้มอบอํานาจมาจากประเทศจีนที่จะมาซื้อขาย มาจากประเทศจีน มาซื้อขาย แต่เปล่าเลย ครับท่านประธาน ผมมาดูมึนตึ๊บ นี่เขาบอกว่าอย่างไรก็ดีในคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะพิเศษเห็น ว่าเนื่องจากเป็นสัญญาซื้อขายระหว่างรัฐต่อรัฐ ผู้ลงนามในสัญญาจึงต้องเป็นผู้ได้มอบอํานาจจากรัฐ มาลงนามแทน นี่เอาตัวอย่างง่าย ๆ นะ เอาตัวอย่างเดียวดีกว่า ตัวอย่างง่าย ๆ ท่านประธาน เคสนี้ มันหนัก ที่ผมพูดไปมติ ครม. ที่มีการยกเลิก ให้ตัดคําว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์เอาออก ไปดูหนังสือเมื่อ วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๒ มติ ครม. เห็นชอบ ทีนี้คําว่า มอบอํานาจ ท่านประธาน ไชนา มารีน ชิปปิ้ง เอเจนซี เรือยุกกัง มาจากประเทศจีน คนที่ได้รับมอบอํานาจรู้ไหมครับเป็นใครท่านประธาน นางศิริวรรณ ทรัพย์ส่งแสง ชื่อน่าจะเป็นคนจีนแต่ผมอ่านแล้วเป็นคนไทย เพราะอะไรครับ แล้วรู้ไหมครับ สืบดูนะครับ ดูต่อไปนะครับ นางศิริวรรณนี่นะครับ เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอเชีย ฟรุคโตส จํากัด ในประเทศไทย ดูข้อมูลจากคณะกรรมาธิการ บริษัทนี้เคยฟ้อง อคส. ว่า มีการประมูลสินค้าได้แล้ว แล้วไม่มีสินค้าให้เขา เขาก็มาฟ้อง อคส. ตอนนั้นก็ต้องไปหาซื้อมัน ในท้องตลาดราคา ๑๕,๐๐๐ บาทเอาไปขาย เพราะไปทําสัญญากับประเทศจีนไว้บริษัทนี้ แล้วอยู่ ๆ คนนี้ได้รับมอบอํานาจมาจากประเทศจีน มันหมายถึงอะไร ถ้ามันไม่ทุจริตอย่างไร ๙๐๐ กว่าล้านบาทนะครับเคสนี้ ๒ เคสนั่น ๕๐๐ กว่าล้านบาท มันเส้นนี่ครับ เอกสารมีหมดครับ แล้ววันนี้เองครับคณะกรรมาธิการทําหนังสือท้วงติงไป ท่านประธานพฤฒิชัยนั่งอยู่ตรงนี้บอกว่า ราคาท่านขายไม่ได้นะ ให้ปรับราคาเป็น ๑๕,๐๐๐ บาททําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ถึงรัฐมนตรี ด้วย รีบปุ๊บ ๆ ขายไปเลย แล้วรู้ไหมครับบริษัท ไชนา มารีน ชิปปิ้ง เอเจนซี่ จํากัด ทุนจดทะเบียน ทําหนังสือไปถึงประเทศจีน ทุนจดทะเบียนเท่าไรรู้ไหมครับ ๓ ล้านหยวน ก็ประมาณ ๑๓-๑๔ ล้านบาท แต่ประมูลของไป ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่มันมาผิดตรงนี้นะครับ ศิริวรรณนี่เป็นใคร แล้ววันนี้ คณะกรรมาธิการทําหนังสือขอดูสัญญาการซื้อขายไม่มีให้ ไม่ส่งให้ แล้วผมบอกว่ามันเป็นจีทูจีเก๊ มันใช่ไหมครับท่านประธาน ถ้าไม่ใช่ลองตอบผมสิครับ เอาละครับ ผมคงจะไม่ต้องพูดมาก วันนี้ ถ้าท่านประธานบอกว่าเอาสัญญามาดูด้วยครับ ผมจะถอดให้หมดเลย แล้วท่านต้องไปสอบต่อ นะครับว่าจีทูจีมันเก๊หรือมันเทียม ถ้าวันนี้ถ้าท่านเอาทองไปหมั้นผู้หญิงสักคนเขาก็แค่เจ็บปวดแค่ ครอบครัว แต่นี่จีทูจี มันระดับประเทศ คนทั้งประเทศเขาเจ็บปวด หลอกคนทั้งประเทศได้ เอาแค่นี้ ละครับ ก็ขอฝากไว้ เพื่อนสมาชิกพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ยุคนี้สมัยนี้มันเป็นอย่างไรท่านเสียภาษีท่านซื้อของเป็นอย่างไร ราคาเป็นอย่างไร มันไม่มีอะไรมาก ไปกว่านี้หรอก แล้วลองดูจากการประมูล การระบายสินค้าของท่าน เอาแค่นี้ แล้วท่านก็ต้องตอบ ด้วย จีทูจีเก๊หรือปลอม ท่านตอบได้ ๒ ประด็นนะครับ ๑. ตอบว่าไม่รู้ เพราะว่าหนังสือมอบอํานาจ ก็เป็นมอบอํานาจเป็นระยะ ๆ บอกว่าไม่รู้ ๒. สมรู้ร่วมคิด ๒ ประเด็นนี้ท่านมีสิทธิตอบท่านั้น ท่านเลือกตอบเอา แต่ถ้ารับสารภาพ ศาลเขาพิจารณาเองครับ คือพี่น้องประชาชนครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
ต่อไปเชิญท่านเจริญ จรรย์โกมล ครับ ท่านเจริญ จรรย์โกมล ได้ขออนุญาตใช้เอกสารประกอบ ซึ่งกรรมการได้อนุญาตนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมได้รับมอบหมายจากพรรคให้มา อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนอื่นนั้นโดยส่วนตัวเราไม่มีอะไรกัน แล้วก็พบปะพูดคุยกันเป็นเรื่องปกติ แต่ด้วยการมอบหมายของพรรคให้มาอภิปราย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นบทบาทภาระหน้าที่ของฝ่ายค้านจะต้องชี้ให้ ท่านประธานแล้วก็พี่น้องประชาชนที่รับชม ได้รับฟังการถ่ายทอดทางด้าน ทีวี และวิทยุได้ทราบว่า การบริหารราชการแผ่นดินของท่านนั้นเป็นอย่างไร ก่อนอื่นตั้งแต่เช้ามาจนถึงขณะนี้เวลา ๓ ทุ่ม ๑๕ นาที ท่านเองก็ถูกข้อกล่าวหาอย่างมากมาย ผมเองก็จะกล่าวหาท่านเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ผมเองขอกล่าวหาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านพรทิวา นาคาศัย ว่าข้อที่ ๑ ท่านไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อการปฏิบัติหน้าที่ ข้อที่ ๒ ท่านไร้ความสามารถ ขาดวิสัยทัศน์ ในการบริหารราชการแผ่นดินตามหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ข้อที่ ๓ ท่านจงใจ บิดเบือนกลไกการตลาดเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตนเอง ข้อที่ ๔ ท่านทําให้ประชาชน ทั่วทั้งแผ่นดินได้รับความเสียหายเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจากการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ผิดพลาด บกพร่องของท่าน ข้อที่ ๕ ท่านทําให้ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ของความเป็นมนุษย์ ข้อที่ ๖ ท่านสมคบกับพรรคพวกและบริวารของตนเองเพื่อแสวงหาประโยชน์ บนความทุกข์ยากเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อันนี้คือข้อกล่าวหาของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ที่ผมได้กล่าวหา ท่านประธานครับ ผมจําเป็นต้องใช้เอกสารแล้วก็แผ่นชาร์ทที่จะ อธิบายสั้น ๆ ผมเองจะขออภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของท่านก็คือ ใน เรื่องน้ําตาล ท่านประธานและพี่น้องประชาชนโปรดติดตาม ผมจะได้กล่าวหาว่าอย่างไร แล้วก็จะ ลําดับความให้ท่านฟัง แล้วก็พี่น้องประชาชนจะได้เห็นว่าน้ําตาลใครได้ใครเสียในครั้งนี้ ผมจึง จะกล่าวว่าอย่างนี้ครับ วันนี้ประชาชนกินน้ําตาลแพง วางแผนโกงอย่างไร ใครได้ประโยชน์แท้จริง ตามผมมาผมจะอธิบายให้ฟัง ท่านประธานครับ ก่อนอื่นนั้นเพื่อทําความเข้าใจและซักซ้อมให้มี ความเข้าใจอย่างเดียวกันก่อนในสภาแห่งนี้ เพราะเรื่องอ้อยและน้ําตาลทรายนั้นเป็นเรื่องพิเศษ มีกฎหมายบังคับใช้ ฉะนั้นก่อนอื่นผมจะต้องอธิบายถึงเค้าโครงและโครงสร้างของอ้อยและน้ําตาล ทราย โดยจะอธิบายถึงภาพให้ท่านเห็นก่อนว่าโครงสร้างนี้มันเป็นมาอย่างไร แล้วกระทรวงพาณิชย์ มาเกี่ยวข้องอย่างไร ท่านพรทิวา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านมีหน้าที่มาเกี่ยวข้อง อย่างไร ขอให้แผ่นที่ ๑ ขึ้นจอ ท่านประธานครับเริ่มต้นเพื่อที่จะซักซ้อมทําความเข้าใจให้เป็น รูปแบบเดียวกันก่อน กระบวนการอ้อยและน้ําตาลทรายเริ่มต้นตั้งแต่นี้นะครับ ชาวไร่อ้อย ที่ปลูกอ้อยก่อนนะครับ และเมื่อชาวไร่อ้อยปลูกอ้อยเสร็จนี้จะต้องนําอ้อยนี้เข้ามาหีบที่โรงงานน้ําตาล โรงงานน้ําตาลในขณะนี้มีอยู่ ๔๗ แห่งทั้งประเทศ เมื่อโรงงานน้ําตาลหีบอ้อยเสร็จว่าจะผลิต เป็นน้ําตาล และกากน้ําตาลซึ่งเราเรียกว่าโมลาส (Molasses) เมื่อผลิตน้ําตาลออกมาได้เท่าไร อย่างไร ผู้ที่จะควบคุมในการผลิตก็คือศูนย์บริหารควบคุมการผลิต ในศูนย์ควบคุมการผลิตจะมี รายย่อยอยู่ประจําแต่ละโรงงาน โรงงาน โรงงาน โดยจะมีตัวแทนของชาวไร่อ้อย โรงงาน และ ราชการ หลังจากโรงงานได้หนีบเสร็จเรียบร้อยก็มีการจัดสรรน้ําตาล เขาเรียกว่าน้ําตาลอยู่ ก้อนหนึ่ง แบ่งออกเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกเขาเรียกว่า โควตา ก ซึ่งมาผลิตและจําหน่วยขายภายในประเทศ ในปี ๒๕๕๒/๒๕๕๓ ในปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือว่าในโควตา ก จะผลิตได้ที่มีการจําหน่ายคือจํานวน ๒๑ ล้านกระสอบ ที่จะจําหน่าย ในประเทศ อันนี้บังคับไว้ และกระทรวงพาณิชย์ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นี้ละครับ ขอเพิ่มโควตา ก ภายในประเทศอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ คือ ๑๐๐ ล้านกิโลกรัม นี่ครับคือที่มาของท่านที่ผมจะอภิปรายในประเด็นในเรื่องของ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ อันนี้ละครับ ใน ก. นี้ แล้วพอมาถึงโควตา ข นั้นก็คือ ๘,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบเป็นน้ําตาลดิบ ซึ่งจะต้องส่งไปต่างประเทศอย่างเดียว พอมาถึง ค. เป็นโควตาซึ่งจะต้องขายไปต่างประเทศอีก จํานวน ๓,๖๐๐,๐๐๐ กระสอบ อันนี้บังคับไว้อย่างเดียวก็คือต้องส่งไปต่างประเทศ สรุปแล้ว นะครับ น้ําตาลทั้งหมดที่มี ๓ โควตา ก ข ค นี้ รวมกันแล้วประมาณเกือบ ๖๐ ล้านกระสอบ ฉะนั้น วันนี้ถามประเด็นก่อนขึ้นมาว่าน้ําตาลทรายขาดไหม ไม่มีทางหรอกครับ เราส่งออกไปขาย ต่างประเทศเป็นอันดับ ๒ ของโลกในขณะนี้ และวันนี้ก็ยังหีบกันไม่เสร็จเลย และต่อมาครับ ท่านประธาน เพื่อที่จะให้ท่านประธานและพี่น้องประชาชนได้เห็น ในโควตา ก. ซึ่งท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ขอในสัดส่วนนี้ เดิมทีนะครับ ในการควบคุมในการนําน้ําตาล ออกมานะครับ จากโรงงานน้ําตาลนั้นจะต้องเป็นศูนย์ควบคุมการผลิตในการที่จะออกหลักฐาน ในการเคลื่อนย้าย ซึ่งเราเรียกว่า ตั๋วน้ําตาล ถ้าไม่มีหลักฐานนี้นะครับ ไม่สามารถที่จะนําน้ําตาล ออกจากโรงงานน้ําตาลได้ แต่ท่านขอเพิ่ม ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ วันนี้ใครเป็นผู้บริหารและ การจัดการ ก็คือกระทรวงพาณิชย์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านนี้ครับ ๑๐๐ ล้านกิโลกรัม ในโควตา ข ผู้บริหารในการจัดการทั้งหมดก็คือบริษัทอ้อยและน้ําตาลไทย อันนี้ เป็นส่วนของราชการ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของโรงงาน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และชาวไร่อีก ๓๓ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ต่างหากไม่เกี่ยวกัน พอมาถึงโควตา ค นั้นเป็นเรื่องของโรงงานเขาจะขายไปต่างประเทศเอง แล้วก็เอารายได้ทั้ง ๓ รายการนี้มารวมกันแล้วก็หักค่าใช้จ่าย แล้วก็แบ่งปันกันระหว่างชาวไร่ กับโรงงาน ๗๐ : ๓๐ ที่ผมบอกว่าท่านสร้างความเสียหายอย่างแสนสาหัสคืออะไร เดี๋ยวผม จะลําดับความอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมจะอธิบายเฉพาะในเรื่อง ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ ที่กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ขอมาดําเนินการในการบริหารการจัดการในครั้งนี้ก่อนที่จะเข้าทั้งหมด ท่านประธานเชื่อไหมครับ ผมขอกล่าวหาเลยนะครับว่าคนที่คิดวิธีการนําโควตา ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ หรือ ๑๐๐ ล้านกิโลกรัมมาบริหารนี้ ผมยอมรับเลยนะครับว่าคนที่อยู่ใกล้ท่านรัฐมนตรี เป็นคนเก่งในการคิดวิธีโกงอย่างไรด้วยซ้ําไป ผมเองอยู่ในวงการอ้อยและน้ําตาลทรายมา ๑๕ ปี ยังคิดไม่ถึงเลยว่าคิดได้อย่างไรคิดอย่างนี้ วิธีคิดอย่างนี้คิดอย่างไรท่านตามมานะครับ ทั้งหมดเขาจะนําโควตา ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบหรือ ๑๐๐ ล้านกิโลกรัมนี้ มาหาผลประโยชน์ ให้กับกลุ่มพรรคพวก พวกพ้องของตนเอง โดยในการบริหารในเรื่องของโควตา โดยไม่ได้คิดถึง ความทุกข์ยากลําบากเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่จะต้องอ้างความทุกข์ยากเดือดร้อน ของประชาชนเป็นหลักในการที่จะได้จากการอนุมัติน้ําตาลในก้อนนี้ออกมาดําเนินการ ฉะนั้นรูปแบบและวิธีการ ท่านประธานครับ เขาจะทํากันอย่างไร คนคิดคิดให้เรียบร้อยเลย จะต้องมีตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งให้ท่านรัฐมนตรีสั่งการมาตั้งกรรมการเสร็จสรรพเรียบร้อยหา บริษัทต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเสร็จ แล้วใครอยากจะได้ก็ต้องมาจ่ายเงินค่าหัวคิวซึ่งเขาเรียกว่า ใต้โต๊ะ นี่คือสิ่งซึ่งเขาวางแผนในการที่จะหาเงินในครั้งนี้ แต่เมื่อหาเงินไปแล้วจะเข้าใครอย่างไร จะไปบริหารกันอย่างไรเดี๋ยวท่านติดตามมา ท่านประธานที่เคารพ ผมขอนําเสนอให้ท่านประธาน ได้เห็นว่าวิธีการของเขาเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีจะลุกขึ้นมาตอบหรอกว่าได้รับอนุมัติถูกต้องอะไรถูกต้อง ทั้งนั้นละครับ แต่วิธีการของท่านท่านทําอย่างนี้ครับ เมื่อวันที่ ๑๕ อันนี้เป็นเอกสารของท่านเอง นะครับ เมื่อวันที่ ๑๕ เดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ท่านบอกว่าเรื่องการตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ําตาลทราย ของกระทรวงพาณิชย์ เรียนท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ ด้วยคณะกรรมการอ้อยน้ําตาลทราย มีมติวันที่ ๑๑ เดือนมีนาคม ๒๕๕๓ ให้กระทรวงพาณิชย์รับน้ําตาลทรายโควตา ก ซึ่งผมพูด เมื่อสักครู่นี้คือโควตาหนึ่งนี่ละครับโควตา ก ส่วนที่ได้รับเพิ่มเป็นจํานวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ ไปบริหารจัดการกระจายไปยังผู้บริโภคและผู้ใช้ในอุตสาหกรรมรายย่อยให้อย่างทั่วถึง เพื่อให้เกิดความมั่นคงในด้านปริมาณที่ขาดแคลนและรักษาระดับในประเทศนั้น เพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารการจัดการน้ําตาลในโควตาดังกล่าวจึงให้ตั้งศูนย์บริหาร การจัดการน้ําตาลของกระทรวงพาณิชย์ขึ้นมาเพื่อทําหน้าที่บริหารการจัดการน้ําตาลให้เป็นไป ตามนโยบาย เห็นไหมครับวิธีการเริ่มแล้วครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการได้มีหนังสือถึง ท่านปลัดกระทรวงเมื่อวันที่ ๑๕ ต่อมาในวันที่ ๑๖ ท่านปลัดกระทรวงได้รับหนังสือมีการแต่งตั้ง ขึ้นมา มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งตามคําสั่งที่ ๑๒๖/๒๕๕๓ ให้คณะกรรมการชุดนี้ ประกอบไปด้วย ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ มี ๑. นายมนัส เป็นผู้ตรวจราชการ ๒. นายวิชัย เป็นนักวิชาการ เป็นประธานในการกระจายน้ําตาลในครั้งนี้ แล้วก็มีอํานาจหน้าที่ ๑-๖ ใน ๓.๕ ท่านบอกว่า สรุปรายงานการดําเนินงานของศูนย์ให้กระทรวงได้ทราบเป็นระยะ ในการนําน้ําตาล ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ หรือ ๑๐๐ ล้านกิโลกรัมมาจําหน่ายนั้น วัตถุประสงค์ของท่านต้องการเพื่อที่จะไม่ให้ น้ําตาลในตลาดของประเทศไทยตรึงตัวก็หมายความว่าไม่ให้น้ําตาลขาดตลาด แล้วก็ไม่ให้ พี่น้องประชาชนซื้อน้ําตาลแพงนี่ได้เห็นก่อนนะครับท่านประธาน ปรากฏว่าประธานในชุดนี้ เมื่อวันที่ ๑๗ ได้รับการแต่งตั้งก็ได้ออกหลักเกณฑ์เลยนะครับ วิธีการเริ่มต้นก็คือพอแต่งตั้งเสร็จ แล้วก็จะเริ่มออกหลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์ในการจัดสรรน้ําตาล ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ ข้อที่ ๑ ปริมาณน้ําตาลโควตา ก ที่สํานักงาน กน. อนุมัติให้กระทรวงพาณิชย์บริหารจํานวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ หรือ ๑๐๐,๐๐๐ ตัน
หลักเกณฑ์ในการกระจายข้อที่ ๒.๑ ผู้ค้าส่งรายใหญ่ที่เป็นผู้ค้าประจําโรงงาน น้ําตาลจะต้องจัดสรรให้กับผู้ค้ารายใหญ่ซึ่งเป็นผู้ค้ากับโรงงานและมีความสามารถในการกระจาย น้ําตาลไปยังผู้ค้าปลีกเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ถึงมือผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศไทย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๗๐๐,๐๐๐ กระสอบ ๗๐ ล้านกิโลกรัม ๒. หลักเกณฑ์ของท่านบอกว่าให้กับผู้ดําเนินการในภาคอุตสาหกรรมรายย่อยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ โควตา ค อีก ๑๕๐,๐๐๐ กระสอบ ก็คือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ในรายการที่ ๓ เอาไปให้กระทรวง พาณิชย์ของท่านกรมการค้าภายในธงฟ้าอีก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๕๐,๐๐๐ กระสอบ นี่คือแนวทาง และวิธีการที่ท่านดําเนินการอยู่ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ เมื่อท่านได้ออกหลักเกณฑ์นี้แล้ว ท่านประธานครับ สังเกตไหมครับกระทรวงพาณิชย์มีความตั้งใจเข้มแข็งและแข็งแรง พอมาถึงวันที่ ๒๒ ทันทีเลย นี่คือการวางแผนกันไว้หลังจากวันที่ ๑๗ ออกหลักเกณฑ์ วันที่ ๒๒ ผู้อํานวยการศูนย์บริหาร การจัดการน้ําตาลของกระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการจัดสรรแต่ผมไม่รู้เลยวิธีการ แบบไหน แต่จะไปแอบในการเจรจาแบบข้าวหรือเปล่าไม่รู้แต่ได้รับการจัดสรรทั้งหมด ๑ ล้านกระสอบ ตามเอกสารแผ่นที่ ๓ นะครับ ไม่เกิน ๕ วันท่านก็ไปจัดสรรให้ แต่ด้วยความที่ ไม่ระมัดระวังในการบริหารการจัดการ ไม่เป็นไร ผมก็มาดูนะครับ บุคคลที่ได้รับ การจัดสรรในครั้งนี้ผมก็จะยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ ก็คือ มันมีห้างหุ้นส่วนหนึ่ง ชื่อห้างหุ้นส่วน โฮม ออโตเมชั่น โปรดักส์ อยู่ที่จังหวัดอุดรธานี สถานที่ตั้งก็คือตําบลหมากแข้ง อําเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี ทุนจดทะเบียน ๓ ล้านบาท ประกอบอาชีพหลักคือค้าประตูเหล็กดัด มุ้งลวดและ อัลลอยด์ ไม่ใช่ผมกล่าวหานะครับอันนี้ผมไปถอดมาจากเว็บไซต์ แล้วก็ขอเอกสารเพื่อประกอบ ในการอภิปรายเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ เอาข้อมูลมาจากคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และ ทรัพย์สินทางปัญญาด้วย และที่สําคัญบริษัทนี้นะครับจนถึงปัจจุบันประกอบกิจการขาดทุน ๒๒ ล้านบาท ผมเองมีโอกาสได้ไปที่จังหวัดอุดรธานีเพื่อได้ไปถ่ายภาพที่ห้างหุ้นส่วนโฮม ออโตเมชั่น โปรดักส์ ที่ได้รับจัดสรร เป็นตึกแถว ๒ ชั้นครึ่ง ห้องเดี่ยว ช่วยซูมให้พี่น้องประชาชนต่างจังหวัดได้ เห็นด้วย ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนนี้ได้รับจัดสรรไป ๒๕๙,๖๗๕ กระสอบ ท่านว่าเป็นเงินกี่ล้านบาท ทั้งที่ขาดทุนอยู่ประมาณ ๒๒ ล้านบาท อันนี้กลุ่มหนึ่งนะครับ ในกลุ่มที่ ๒ ผมก็มีความสงสัยว่า บริษัทกลุ่มที่เข้ามา ๑๑ บริษัทนี้เขาไปเกี่ยวข้องอะไรกับการค้าน้ําตาล เพราะผมอยู่วงการน้ําตาล มา ๑๕ ปี ผมรู้ว่าวิธีการบริหารน้ําตาลมันจะบริหารกันอย่างไร ท่านประธานครับ บริษัท ต. ชัยพัฒนาอยู่ที่เขตจอมทอง กทม. ก็ได้รับการจัดสรรครั้งนี้เช่นเดียวกัน ท่านทราบไหมครับว่า บริษัทนี้เขาขายอะไร เขาขายผักดอง ผลไม้ดอง ไม่มีน้ําตาล บริษัท ทีเอซี คอนซูเมอร์ จํากัด อยู่ที่วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร อันนี้ส่งออกเครื่องดื่มประเภทไม่มีแอลกอฮอล์ อีกบริษัทหนึ่ง บริษัท วีพีเอสไอ จํากัด อยู่ที่ป้อมปราบศัตรูพ่าย ขายอะไรครับ ขายปลีกวิทยุและโทรทัศน์ อันนี้ เพียง ๓ แห่งนะครับ แต่อันนี้ไม่เป็นไร นี่คือรูปแบบในการที่จะบริหารในโควตาที่ผมเล่ามาให้ฟัง ทั้งหมดนี้ ท่านก็ไปคัดเลือกมา ๑๑ แห่ง ก็รีบส่งเรื่องรายงานเสร็จสรรพเรียบร้อย แบ่งสันปันส่วน ให้เรียบร้อยเลยครับท่านประธาน ใครได้จํานวนเท่าไร ๆ ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการของสภาเอง มีข้อสงสัยเลยเรียกเรื่องนี้มาตรวจสอบ ปรากฏว่าภายหลังได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ตัดออกในบางกลุ่มก็เป็นกรรมการผู้จัดการกลุ่มเดียวกันก็ไปตัดออกแล้วเพิ่มมาใหม่เป็น ๑๖ ราย ใน ๑๖ รายนี้ที่เขาจัดสรรให้ ประเด็นปัญหาว่ามันเป็นไปตามนโยบายที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ได้ให้ไว้หรือเปล่า บอกว่าต้องกระจายน้ําตาลไปทั่วประเทศ จริง ๆ ไม่ใช่หรอกครับ มีอยู่ไม่กี่แห่ง มีกรุงเทพมหานคร มีจังหวัดสุพรรณบุรี มีจังหวัดร้อยเอ็ด มีจังหวัดนนทบุรีของ ท่านประธาน จังหวัดสมุทรสาคร เท่านั้นเอง ไหนบอกว่ากระจายไปทั้งประเทศมันไม่ใช่
ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นปัญหาต่อมาคืออย่างนี้ครับ วิธีการในการดําเนินงาน ของคณะนี้ผู้บริหารในการจัดการในครั้งนี้ได้โควตาไป ๑ ล้านกระสอบ ถามจริง ๆ เถอะว่า มีวัตถุประสงค์ต้องการเป็นแบบนั้นหรือไม่อย่างไร เขาไม่ได้คิดหรอก เพียงแต่ทําให้มันถูกต้อง ตามขั้นตอน หลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอนคืออะไร ก็มีการตั้งกรรมการ กรรมการก็วางหลักเกณฑ์ กันขึ้นมาแล้วคัดสรรให้บุคคลที่จะเข้ามารับจัดสรรในโควตาน้ําตาลครั้งนี้นําไปดําเนินงาน แต่ปรากฏว่าบริษัทเหล่านี้มันไม่ได้เป็นผู้ค้าน้ําตาลเลย ผิดหลักเกณฑ์ตั้งแต่ต้น แล้วถ้าถามว่า ผิดหลักเกณฑ์แล้วเขามีความวิตกกังวลไหม ไม่มีหรอกครับ แม้แต่ข้าวที่มีการอภิปรายไป มันสําปะหลังหายไปแล้วยังมีการมาดําเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ถามว่ามันผิดหลักเกณฑ์ไหม ผิด ถึงผิดหลักเกณฑ์อย่างไร ก็ฉันจะเอาอย่างเดียว เพราะในการจัดการวางแผนทั้งหมดนี้ เขาไม่ได้วางแผนในการขายน้ําตาล เขาจะเอาโควตา ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ หรือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ ในครั้งนี้ไปขายให้กับบุคคลที่มีความต้องการ แล้วคุณก็เอาโควตานี้ แหละครับไปขายต่อ ฉะนั้นใน ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบนี้วิธีการที่จะให้มันแนบเนียนซึ่งผมได้เรียน ท่านประธานก็คือจะต้องอุปโลกน์พวกนี้ขึ้นมาก่อน เพื่อที่จะให้พวกนี้เป็นหุ่นเชิดเหมือนกับที่ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสุนัยได้อภิปราย ท่านรัฐมนตรีไว้แล้วท่านเป็นคนถูกเขา เชิดขึ้นมา ในกลุ่มนี้ต่าง ๆ ท่านประธานจะได้เห็นว่าไม่ได้เกี่ยวข้องเลยแล้วก็ผิดหลักเกณฑ์แต่ทําไม เขากล้าทํา ก็เขามองว่าในการบริหารการจัดการอย่างนี้เขาไม่ได้บอกว่าต้องเอาน้ําตาลไปจําหน่าย หรอก เขาต้องการขายโควตา ท่านประธานเคยเห็นสํานักงานสลากกินรัฐบาลแบ่งไหม คู่หนึ่งนี่ออก จากสํานักงานสลากกินแบ่ง ๗๒ บาท ๗๐ สตางค์ แต่พอเราไปซื้อจริง ๆ คู่ละ ๑๐๐ บาท นี่คือ ความสามารถของที่ปรึกษาท่านรัฐมนตรีท่านนี้ มีความเก่ง ซึ่งความสามารถของคนกลุ่มนี้ เขาเรียกว่าอะไรครับ แก๊งค์ไอ้หูบี้ มีสํานักงานสาขาอยู่ตรงกันข้ามกับสํานักงาน ป.ป.ช. ชุดใหม่ ที่ตั้งใหม่ที่สนามบินน้ําท่านประธาน ใกล้บ้านท่านประธาน ท่านไม่รู้หรือเรื่องนี้อยู่ติดกับกระทรวง พาณิชย์ วางแผนกันเสร็จสรรพเรียบร้อยใครอยากจะได้โควตาน้ําตาลในครั้งนี้ก็มาเจรจากับฉันสิ ฉันในที่นี้ไม่ใช่ท่านรัฐมนตรีนะ ผมไม่ได้กล่าวหาท่านนะ ผมกล่าวหาท่านอีกอย่างหนึ่งนะ ฉะนั้น บุคคลใดก็ตามที่อยากจะได้การจัดสรรน้ําตาลในครั้งนี้นะครับ เขาก็จัดสรรให้ ๗๐๐,๐๐๐ กระสอบ ทีนี้ทุกคนก็เห็นว่าน้ําตาลมันขาดตลาดวัตถุประสงค์ของท่านบอกว่ากระจายน้ําตาลเพื่อไม่ให้ตรึงตัว ใครอยากจะได้ก็ไปติดต่อขอจากท่านคณะกรรมการกระจายน้ําตาลในครั้งนี้ ท่านคิดว่าท่านได้ไหม ท่านประธาน ไม่มีทาง ผมเองเป็นคณะกรรมการควบคุมการผลิต ควบคุมโรงงานฝ่ายชาวไร่ด้วยซ้ํา ไป ทําไมผมไม่รู้วิธีการกระจายน้ําตาลแล้วระบายน้ําตาลออกจากโรงหีบเขาทําอย่างไร ผมจึง ไม่แปลกใจว่า เอ๊ะ ทําไมมันมีรายงานของคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา บอกว่าในการบริหารการจัดการน้ําตาลในรอบนี้จะต้องจ่ายค่าใต้โต๊ะเกือบ ๓๐๐ ถึง ๔๐๐ ล้านบาท อันนี้คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาของท่านพฤฒิชัยนะท่านประธาน ท่านต้องอธิบายด้วยท่านถือว่าถูกพาดพิง แต่ในส่วนของผมนี่กําลังอภิปรายให้เห็นว่าการนําโควตา มาครั้งนี้อยู่ ๆ ผมนี่นะครับไปขอแต่ไม่มีทางได้หรอกครับเขามีข้อตกลงกันใครอยากได้ต้องจ่าย ๓ บาทนะกิโลกรัมหนึ่ง กิโลกรัมละ ๓ บาท ๑๐๐ ล้านกิโลกรัม ๓๐๐ ล้านบาทอย่างที่ คณะกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาเขาพูด ผมก็บอกว่า เอ๊ะ ทําไมท่าน ส.ส. เจริญ มากล่าวหาฉันอย่างนี้ล่ะ ก็ผมอยู่คณะควบคุมโรงงาน ผมก็เห็นว่าน้ําตาลชุดนี้ที่ออกไปผมก็ถามคน ไปเอาเหมือนกันว่าในโควตาชุดพิเศษชุดนี้ผมต้องเซ็นด้วยนะท่านประธาน ก่อนจะออกจากโรงหีบได้ ผมต้องเป็นคนเซ็นด้วย ผมก็ถามว่าไปซื้อกันมาเท่าไร จริง ๆ ในโควตาชุดนี้อย่าให้บอกเลย เอ้าไม่บอกได้อย่างไร เวลา ใบเสร็จของคุณมาอ้าง แต่ในความเป็นจริงมันเท่าไร มันหลายชั้น หลายชั้นคืออะไร กว่าฉันจะได้ ซื้อมาฉันจะต้องซื้อจากยี่ปั๊ว ซาปั๊วอีก พวกยี่ปั๊วก็ต้องไปจ่ายให้เขาอีก กว่าจะได้ตั๋วมานี้จะต้องจ่าย โควตาพิเศษไปอีก ๓ บาทก่อน โควตาพิเศษได้มาเสร็จต้องไปขายให้ยี่ปั๊วอีก ๑ บาทต่อกิโลกรัม ยี่ปั๊วก็ขายให้ซาปั๊วอีกกิโลกรัมละ ๑ บาท รวมสุดท้ายมือสุดท้ายจริง ๆ ก็เหมือนลอตเตอรี่ ท่านประธาน กว่าจะได้น้ําตาลตกกิโลกรัมละเกือบ ๒๗-๒๘ บาท เสร็จแล้วพอมาขายในท้องตลาด วันนี้เป็นอย่างไรครับท่านประธาน ท่านประธานอยู่จังหวัดนนทบุรีท่านไปสิครับ ร้านสะดวกซื้อ ใหญ่ ๆ เทสโก้ โลตัส ท่านไปตอนนี้ไม่มีนะครับ ท่านต้องไปเช้า ๆ ท่านจะได้ ๒๓ บาท ๕๐ สตางค์ แต่ตอนนี้ไม่มี จังหวัดขอนแก่นก็ไม่มี เทสโก้ โลตัสเดี๋ยวนี้ท่านโทรศัพท์ไปเช็คดูสิครับ ไม่มี มีตอนเช้า ๆ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่ามันเพราะอะไร ฉะนั้นคนที่จะได้โควตา คนกลุ่มนี้จะต้องมีการจ่ายใต้โต๊ะอีก กิโลกรัมละ ๓ บาท พอคนที่ได้โควตาเสร็จ ก็ไปขายโควตานี้ต่ออีก หักไปอีก ๑ บาท ก็เป็น ๔ บาท ขายไปอีกเป็นทอด ๆ จนมือสุดท้ายจะต้องไปขอออกตั๋วน้ําตาลในครั้งนี้ การออกตั๋วน้ําตาลนี้ กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้แจ้งให้กับโรงงานน้ําตาล แต่ในระบบโรงงานน้ําตาลต้องแจ้งให้ศูนย์ควบคุม การผลิตเขาออกให้ แต่ครั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ต้องแจ้งว่าคุณออกน้ําตาลให้กับ นาย ก นาย ก ก็เอาเงินไปวางที่โรงงานน้ําตาล โรงงานน้ําตาลก็แจ้งไปที่ศูนย์ควบคุมการผลิต เพื่อให้ ออกตั๋วให้กับบุคคลพวกนี้มาออกน้ําตาลเพื่อส่งไปจําหน่าย ตอนที่ผ่านโรงงานน้ําตาลผมเป็นคนเซ็น ด้วย ผมจึงถามเขาอย่างไร ผมถามว่าแล้วคุณซื้อน้ําตาลมามือสุดท้ายตั้ง ๒๕-๒๖ บาท คุณซื้อมา อย่างไร เขาก็อธิบายอย่างที่ผมอธิบายให้ท่านประธานฟัง ซื้อสิทธิ ซื้อโควตาต้องจ่ายใต้โต๊ะ เขาบอกว่าคนที่ ๑ ก็ต้องจ่าย ๓ บาท คนที่ ๒ เท่านี้ คนที่ ๓ คนที่ ๔ เท่านี้ นี่คือขั้นตอนทั้งหมด ปรากฏว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน มือสุดท้ายที่ออกมา เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีก็ต้องชี้แจงผมบอกว่า ไม่ใช่หรอก จริง ๆ เขาจ่ายไม่ถึงอย่างที่ว่าหรอก เดี๋ยวค่อยว่ากัน ผมจะหยุดไว้เท่านี้ก่อน ท่านประธาน ท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชมทางทีวี ทีนี้ผมจะกลับมาว่าน้ําตาลที่ท่านเอาไป ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ หรือ ๑๐๐ ล้านกิโลกรัมนี้ มันมีน้ําตาลเขาเรียกว่าทรายขาวธรรมดาและทรายขาวบริสุทธิ์ ๑ ,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ ผู้ที่จะจัดจําหน่ายให้ในการดําเนินการทั้งหมด เขาจะจัดสรรให้แต่ละ โรงงาน โรงงานเป็นผู้จําหน่าย ราคาที่ถูกควบคุมไว้ก็คือว่าถ้าเป็นทรายขาวธรรมดากิโลกรัมละ ๑๙ บาท ทรายขาวบริสุทธิ์ ๒๐ บาท ท่านประธานได้เห็นก่อนนะครับ ออกจากหน้าโรงหีบ หน้าโรงงานน้ําตาล ๑๙ บาทเท่านั้นเอง ยังไม่บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่กระบวนการในการซื้อมันจะ เป็นขั้นตอนขายโควตา ขายโควตา ขายโควตา ท่านประธานครับ ไม่แตกต่างกับลอตเตอรี่หรอก พอรู้ว่ามีโควตาเสร็จพรรคพวกก็วิ่งเข้ามาเลยครับ จ่าย ๆ รวบรวมเงินได้เสร็จสรรพเรียบร้อย อย่างที่คณะกรรมาธิการเขารายงานนั่นแหละ อันนี้ผมไม่ได้พูดนะครับ เป็นรายงาน ผมไม่ได้ติดตาม เรื่องนี้ นี่คือน้ําตาลที่ออกจากโรงงานน้ําตาลจริง ๆ ๑๙ บาท ทีนี้ท่านรัฐมนตรีบอก ไม่ใช่หรอก เวลาเขาไปซื้อน้ําตาลมันจะต้องมีบิล (Bill) มีใบเสร็จ เขาบวกภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเลย อย่าง ๑๙ บาทนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ๗ เปอร์เซ็นต์ ตกแล้วก็ประมาณ ๒๐ บาท ๓๓ สตางค์ นี่หลักฐานท่านจะเอามาแฉอย่างนี้ ผมนี่เป็นฝ่ายควบคุม ผมเป็นคนเซ็นเอง ทําไมผมไม่รู้ อันนั้น หลักฐานนั้นต้องนําเสนอเพราะเป็นกระบวนการเพื่อทําให้มันถูกต้อง แต่ในอีกบิลหนึ่งซึ่งเป็นบิล ข้อเท็จจริงนั้นไม่ใช่ ท่านไม่สังเกตหรือครับ วันนี้ในเขตนนทบุรีของท่าน ในเขตจังหวัดขอนแก่น พี่น้องจังหวัดขอนแก่นชมอยู่ไปซื้อสิครับ เทสโก้ โลตัสวันนี้มีไหม ไม่มี แล้วท่านก็มาออกหลักเกณฑ์ บอกว่าในการขายที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑลใกล้เคียงให้เป็นไปตามราคาควบคุม ให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ควบคุมในราคานี้ ราคานี้คืออะไร ๒๓ บาท ๕๐ สตางค์ ซื้อที่ไหนได้ครับ ผมถามซื้อที่ไหนได้ วันนี้ไม่มีหรือมีก็ที่เทสโก้ โลตัส ตอนเช้า ๆ นะ ตอนนี้หมดแล้ว มันก็รู้ ๆ กันอยู่ ในรายการนี้ ทั้งหมดนะครับเป็นการบริหารการจัดการโควตาทั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับน้ําตาลเลย แล้วทําไมผมกล้า พูดอย่างนั้น ท่านประธานครับ ก็คนคิดเขาคิดเก่ง ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติอ้อย น้ําตาลทราย มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ผมอยู่วงการน้ําตาลทรายมา ๑๕ ปีผมยังคิดไม่ได้เลยว่า โอ้โฮ ท่านได้ที่ปรึกษาเก่ง หรือคนรอบข้างของท่านเก่งอย่างนี้ คิดเอาโควตามาหาเงิน พอได้โควตามาหาเงินมันก็มีการขาย เป็นทอด ๆ ไปจนถึงมือสุดท้ายวันนี้น้ําตาลในท้องตลาดราคาแพง เห็นไหมครับ เจ็บปวดไหมครับ ท่านประธาน ใครละครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไง ท่านจะบอกว่าไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบไม่ได้ เพราะว่าผมอ่านแล้วบอกว่าในข้อ ๕.๓ ต้องรายงานท่านตลอด ทีนี้เวลามาบริหาร ท่านประธานเชื่อไหม ขณะที่บริหารอยู่นี้นะครับ ก็ใครอยากจะได้ต้องมาจ่าย ๆ แล้วก็ออกไป ๆ ปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ท่านขอมานี้ในเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ในวัตถุประสงค์ของท่าน ท่านต้องการกระจายน้ําตาล ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบให้กับประชาชนไม่ให้มันขาด ฉะนั้นท่านต้อง รีบกระจายให้มันเร็ว ท่านประธานเชื่อหรือเปล่า นับแต่วันนั้นถึงวันนี้ ๑ ปีแล้วนะครับท่านยัง กระจายไม่หมดเลย เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าทําไมกระจายไม่หมด จนถึงวันนั้น วันนี้ท่านยังกระจาย ไม่หมด เหลืออยู่ในกระดานในขณะนี้ ๕๗,๐๐๐ กระสอบ ผมเป็นนายกสมาคมชาวไร่อ้อย ผมกําลัง จะทวงถามความเสียหายที่ชาวไร่อ้อยทั่วประเทศเสียหายจากการดําเนินงานของท่านนี่ละ แทนที่ จะได้เงินค่าอ้อยเบื้องสุดท้ายกลับต้องไม่ได้ในขณะนี้เพราะกระทรวงพาณิชย์ทําให้เสียหาย พอครบปี เขาก็ต้องมาหักบวกลบกันนะครับ ที่แบ่งผลประโยชน์กัน ๗๐ : ๓๐ ระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงาน เขาต้องมีน้ําตาลค้างกระดานอยู่ ซึ่งขณะนี้ กอน. เขาเอาน้ําตาลงวดที่ ๕๑ และ ๕๒ ให้กับท่าน ไปบริหาร มันหมดเวลาแล้ว แต่เงินนี้แทนที่ชาวไร่อ้อยเขาจะได้ ๗๐ : ๓๐ แบ่ง เขาไม่ได้เลย ท่านประธาน อันนี้เป็นตอนที่ ๑ มองให้เห็นก่อนนะครับว่านอกจากไม่คิดถึงประชาชนชาวไร่อ้อย แล้วยังมีปัญหาในเรื่องของการมาหาผลประโยชน์ในเรื่องเหล่านี้ ทีนี้มันก็เกิดคําถามถามต่อไป ก็ กอน. เขาให้น้ําตาลท่านไปแล้ว ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบท่านทําไมระบายไม่หมด ถ้าระบายหมด ท่านประธานท่านได้ยินไหม ธงฟ้านั่นน่ะ ธงฟ้าวันนี้ออกไปประกาศถ้าใครซื้อ ๖,๐๐๐ กระสอบ จะให้ทอง ๓ บาทว่าอย่างนั้น แสดงว่าท่านบริหารมีปัญหาเลยขณะนี้ ไหนบอกว่าน้ําตาลขาดตลาด แต่บอกใครซื้อ ๖,๐๐๐ กระสอบจะแถมทองให้ ๓ บาท นี่กระทรวงพาณิชย์นะครับ เพราะฉะนั้น มันมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ปัญหามันเกิดขึ้นอย่างนี้ครับท่านประธาน หลังจากที่ท่านได้โควตา ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบไปแล้วฟ้ายังมีตาครับท่านประธาน มันมีหน่วยงานหนึ่งซึ่งเป็นหน่วยงาน ซึ่งดูแลผลประโยชน์ของชาวไร่อ้อย ซึ่งเรียกว่ากองทุนอ้อยและน้ําตาลทราย เขาเห็นแล้วมันมี ปัญหาแน่นอนขณะที่ให้กระทรวงพาณิชย์เอาไป ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ ท่านยังบริหารงาน ให้น้ําตาลยังตรึงตัวอยู่ คือน้ําตาลยังขาดตลาดแล้วราคาแพง กองทุนอ้อยและน้ําตาลทราย ซึ่งเป็นของชาวไร่แท้ ๆ ในขณะนี้ได้ไปซื้อน้ําตาลในโควตา ค ซึ่งผมเรียกว่า ต่างประเทศ อีก ๗๐๐,๐๐๐ กระสอบ ซื้อน้ําตาลจากโควตา ค ต่างประเทศนะครับ เพื่ออะไรครับท่านประธาน เอามาจําหน่ายภายในประเทศเพื่อที่จะไม่ให้น้ําตาลขาดในช่วงระยะเวลาเดียวกันซื้อเท่าไร ท่านประธาน ถ้าซื้อต้องซื้อเป็นเงินต่างประเทศคือ ๗๐๐ เหรียญต่อตัน แต่เอาง่าย ๆ ซื้อเท่าไรครับ ท่านประธาน ซื้อมากิโลกรัมละ ๒๒ บาท กองทุนอ้อยและน้ําตาลทราย ซึ่งเป็นของชาวไร่อ้อย ต้องเอาเงินไปซื้อมา ๗๐๐,๐๐๐ กระสอบ กิโลกรัมหนึ่ง ๗๐๐,๐๐๐ กระสอบคือ ๗๔๐,๐๐๐ ตัน คือ ๗๔ ล้านกิโลกรัม ซื้อมากิโลกรัมละ ๒๒ บาท มาทําอะไรครับ เอามาจําหน่ายในประเทศ แข่งกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นี่นะครับ เขาบริหารภายใน ๓ เดือนขายหมดครับ ท่านประธาน ขายอย่างไรครับ ขายในน้ําตาลทรายขาวบริสุทธิ์กิโลกรัมละ ๑๙ บาท น้ําตาล ทรายขาวบริสุทธิ์ ๒๐ บาท น้ําตาลทรายขาวธรรมดา ๑๙ บาท เขาบอกเขาโปร่งใส ตรวจสอบได้ ผมซื้อมา ๒๒ บาท แล้วผมขาย ๑๙ บาท ๒๐ บาท ให้กับพี่น้องประชาชน เขากระจายไป ทั่วประเทศ กองทุนอ้อยและน้ําตาลทรายขาดทุน ๑๔๘ ล้านบาท เพื่อที่จะมากระจายน้ําตาล เพื่อลดความตึงของจํานวนน้ําตาลให้มันเพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน เขายอม ขาดทุนนะครับ รวมเบ็ดเสร็จทั้งหมดเขาขาดทุน ๑๔๘ ล้านบาท เขาบริหารงาน ๓ เดือนด้วยความ โปร่งใส ซื้อมา ๒๒ บาท ขาย ๑๙ บาท ๒๐ บาท เขาก็มองเห็นว่าท่านนี่ไม่สามารถดําเนินการได้ แทนที่ท่านจะซื้อในราคาเท่ากันด้วยความโปร่งใส ท่านทําไมไม่รีบกระจายน้ําตาล จนถึงวันนี้ น้ําตาลค้างกระดานอยู่ ๕๗,๐๐๐ กระสอบ มีผลกระทบต่อการคิดราคาอ้อยเบื้องสุดท้ายของชาวไร่ อ้อยในขณะนี้ นี่ที่ท่านบริหารงาน ท่านมองเห็นแต่พรรคพวกของตนเอง
ท่านประธานที่เคารพ คําถามถามต่อมา กระทรวงพาณิชย์เองมีหน้าที่ในการ ควบคุม กํากับ ในเรื่องของราคาสินค้าน้ําตาลเป็นสินค้าที่อยู่ในการควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ ท่านประธานก็ถามผมว่า เอ๊ะ ก็เขาบอกแล้วนี่ เขาบอกแล้ว บอกในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ราคา ๒๓ บาท ๕๐ สตางค์ในราคาควบคุม ขณะนี้ราคาตั้ง ๒๖-๒๗ บาท เราก็ถามอยู่เหมือนกัน ทําไมกระทรวงพาณิชย์ไม่ไปควบคุมให้เป็นไปตามอย่างที่ท่านพูด แล้วกองทุนอ้อยและน้ําตาล ทรายเขาก็ทวงถามมาว่า เอ๊ะ ทําไมควบคุมแต่เขาละ เวลาเขาเข้ามานี่ควบคุมเขาในราคา ๑๙-๒๐ บาท ผมก็สงสัยเหมือนกันว่า เอ๊ะ ทําไมกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ในการควบคุมให้เป็นไป ตามราคาที่ท่านกําหนดแล้วท่านทําไมไม่ดําเนินการ ถึงบางอ้อท่านประธานครับ พี่น้องประชาชน ฟังไว้นะครับ ถึงบางอ้ออย่างไร ผมไม่ได้ถามกระทรวงพาณิชย์ ผมไปถามข้าราชการอยู่ต่างจังหวัด แต่อย่าให้บอกจังหวัดไหนเดี๋ยวก็ไปย้ายเขาอีก ผมถามว่า อย่างที่อําเภอหนองบัวแดง ของท่าน ส.ส. มานะ โลหะวณิชย์ ทําไมราคา ๒๙ บาท อย่างที่อําเภอภูเขียวของผมนี่ห่างจากโรงหีบแท้ ๆ ๑๐ กิโลเมตร ๓๑ บาท ซื้อในหมู่บ้าน แล้วทําไมคุณไม่ไปจับเขาล่ะ ผมถามว่าทําไมไม่ไปจับ กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ในการควบคุมเพื่อให้เป็นไปตามราคา ข้าราชการเขาว่าอย่างไร ท่านประธานรู้หรือเปล่าครับ เขามากระซิบบอกผม ท่านครับ อย่าให้พูดเลย เอ้า มันเป็นอะไร ก็ถ้าผมไปตรวจสอบจริง ๆ มันจะเจอน้ําตาลของกระทรวงพาณิชย์นั่นแหละ เขาให้ขายแค่ ๑๙-๒๐ บาท แต่น้ําตาลของท่านไปขายในท้องตลาด ๒๙ บาท ๓๐ บาท ถ้าไปตรวจก็เจอของ ตัวเอง อย่างนี้เขาถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเปล่าครับ นี่ละครับ ที่ท่านกระจายน้ําตาลแล้วท่านไม่ได้กระจายจริง ท่านเพียงแต่คิดบริหารการจัดสรร โควตาให้กับคนนั้น คนนี้ ๆ เพื่อหาเงิน ซึ่งเขาเรียกว่าเงินใต้โต๊ะนี่ครับ ผมเองก็ให้ความเป็นธรรมว่า ไม่ใช่กล่าวหากันลอย ๆ หรอกครับ เพราะผมเองก็อยู่ในวงการนี้อยู่ ผมก็ถามอยู่เหมือนกันว่า เอ๊ะ ถ้าผมอยากได้โควตาพิเศษ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบนี้ผมต้องติดต่อใคร ที่ไหน อย่างไร เขาบอกว่า มี ต้องจ่ายสดนะ ถ้าไม่จ่ายสดเขาไม่ให้นะเริ่มต้น ๓ บาทก่อน กิโลกรัมละ ๓ บาท แล้วก็คุณจะมา ขายโควตาของคุณเป็นช่วง ๆ เหมือนล็อตเตอรี่นั่นได้ ติดต่อใคร ผมนี้ไม่บอกชื่อหรอกครับ ท่านประธาน เพราะเราอภิปรายไม่ไว้วางใจ เขาเป็นบุคคลภายนอก แล้วไปกระทบเขามันจะ เสียหาย แต่อักษรย่อ ว ผมก็ให้คนไปถามเหมือนกันนั่นแหละ ผมก็อยากได้น้ําตาลชุดนี้เหมือนกัน เพราะว่าพี่น้องประชาชนผมขาดเหมือนกัน ผมว่ามันขาด เพราะว่าผมควบคุมกํากับอยู่ที่โรงงาน น้ําตาลภูเขียว ทําไมไม่รู้ขั้นตอนกระบวนการ ท่านก็บอกว่าเวลาการซื้อขายจะต้องมีใบเสร็จ ใบเสร็จมันก็ใบเสร็จในการซื้อขายตามราคานี้ และใบเสร็จอีกราคา และใบเสร็จที่จะบอกว่า เกินราคาเขาไม่ออกให้หรอกครับท่านประธาน นี่คือสิ่งซึ่งผมได้เรียนต่อท่านประธานว่าจริง ๆ ที่น้ําตาลขาดแล้วราคาแพง ท่านบริหารมา ๑ ปีท่านยังเหลือน้ําตาลค้างกระดานหรือค้างอยู่ขณะนี้ ๕๗,๐๐๐ กระสอบ แต่ในเวลาเดียวกันพี่น้องประชาชนที่จะซื้อในราคา ๒๓.๕๐ บาทต้องเข้าคิวซื้อ แล้วก็ลงชื่อด้วยคนละ ๒ กิโลกรัม อะไรกัน น้ํามันปาล์มท่านยังไม่พอใช่ไหม ข้าวท่านก็ยังไม่พอ ใช่ไหม มันก็ยังไม่พอ ข้าวโพดก็ยังไม่พอ น้ําตาล ในกระบวนการนี้ทําให้พี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เห็นปัญหาทั้งหมดว่าจริง ๆ กระทรวงพาณิชย์ ท่านรัฐมนตรีท่านมีคนหรือ ท่านวางแผนเองทั้งหมด การจะเอาน้ําตาล ๑ ล้านกิโลกรัมท่านไม่ได้มีวัตถุประสงค์จริง ๆ ในเจตนารมณ์ของท่านกระจายหรอก ท่านอยากได้โควตา ทั้ง ๆ ที่ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติอ้อย และน้ําตาลทรายมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ไม่เคยมีเลยครับท่านประธานที่กระทรวงพาณิชย์จะเอาน้ําตาล มาบริหารเอง เขาจะให้เป็นไปตามระบบ เขารู้ ทําไมไม่รู้ น้ําตาลทรายที่ผลิตในโควตา ก ๒๑ ล้านกระสอบ เขาก็บริหารงานว่าปีหนึ่งมี ๓๖๕ วัน ๕๒ สัปดาห์ เขาก็มีการกระจายน้ําตาล ทุกสัปดาห์ เขาไม่ให้ต้องการขาดหรอก มันไม่มีขาดหรอกครับ ถ้ามีขาดเขาก็สามารถเพิ่มเติมได้ ทุกครั้งนั่นแหละ แต่นี่เป็นวิธีคิดที่แยบยลในการหาเงิน หาประโยชน์ เขาเรียกว่า วางแผนโกง อย่างไร เริ่มต้นอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานมาให้เห็นว่ารายการนี้ทั้งหมดเบ็ดเสร็จก็มีการ จ่ายใต้โต๊ะกันกิโลกรัมละ ๓ บาท ๑ ล้านกระสอบ กว่าจะได้น้ําตาลมาขายให้กับพี่น้องประชาชนถึง มือสุดท้ายจริง ๆ ๒๘ บาท ๒๙ บาท ๓๐ บาท และ ๓๑ บาท กองทุนอ้อยและน้ําตาลทราย จึงลงทุนไปซื้อน้ําตาลโควตา ค จากต่างประเทศมาขายในราคาถูก ท่านมีหน้าที่คอยควบคุม ท่านควบคุมแต่กองทุน แต่ท่านไม่ควบคุมของท่าน ถ้าบอกว่าควบคุมของท่านท่านต้องไปตรวจไป จับไปอะไร มันก็ปรากฏอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าไปเจอน้ําตาลของตัวเองแล้วจะจับได้ อย่างไร นี่คือความเสียหายนะครับ ที่ผมกล่าวหาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่ต้นมา ว่าตามข้อกล่าวหาของผมนะครับ ว่าท่านนอกจากไม่ซื่อสัตย์และสุจริตแล้วท่านยังบิดเบือนกลไก การตลาด ท่านอย่าคิดว่าจบเท่านี้นะ ไม่ใช่ครับ ท่านยังสร้างความเสียหายอย่างหายนะให้กับ พี่น้องคนไทยทั้งประเทศอีกคืออะไรครับ ท่านประธานขออนุญาตเอาอันนี้ออกก่อนนะครับ อันนี้เบื้องต้นที่ผมเรียน เพราะท่านอาจจะคิดถึงหรือคิดไม่ถึงไม่รู้ แต่เรื่องนี้มันเกิดขึ้นแล้ว มีการทะเลาะกัน ระหว่างคนวางแผนกับคนได้ประโยชน์ วันนี้ทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์ ถามว่า ผลประโยชน์ตัวไหนที่ผมบอกว่าเงินใต้โต๊ะ ๓ บาทใช่ไหม ไม่ใช่ หนักยิ่งกว่านั้นท่านประธาน พี่น้องประชาชนจะได้เห็นว่าที่เราอภิปรายมาตรงนั้น ๑๐๐ ล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท อันนี้หนักยิ่งกว่านั้นอีกครับท่านประธาน ในโควตาน้ําตาลทรายที่ผมบอกว่า ก ที่เห็นนะครับ ท่านประธาน ๒๑ ล้านกระสอบที่เขาจัดสรรให้ซึ่งจะให้ศูนย์ควบคุมการผลิตในการกระจายน้ําตาลทรายขึ้น งวดที่ผมบอกว่า ๕๒ สัปดาห์ ๕๒ งวดให้หมดภายในปี ๒๕๕๒/๒๕๕๓ ๒๑ ล้านกระสอบ ท่านสร้างความเสียหายให้กับประชาชนอย่างแสนสาหัส ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคใดสมัยใดเหมือนยุคนี้เลย เสียหายอย่างไรท่านประธาน ใน ๒๑ ล้านกระสอบนี้คือ ๒,๑๐๐ ล้านกิโลกรัม ผู้บริหารโรงงาน น้ําตาลทราย ลูกน้องโรงงานน้ําตาลทรายกับผมก็ต้องพบปะหารือกันระหว่างชาวไร่กับโรงงาน เป็นเรื่องปกติ เขาบอกว่า ต่อหน้าคนอื่นเขาบอกเขากลุ้มใจ แต่ลับหลังเขาบอกว่าดีใจมากเลย ผมถามว่าดีใจเรื่องอะไร ตั้งแต่มีโรงงานมาจะขึ้นราคาน้ําตาลทรายแต่ละครั้ง ยากเย็นแสนเข็ญ แล้วก็ไม่ได้หรอก ไม่เคยได้เลย มารอบนี้ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกเมื่อมีการเก็บเงินใต้โต๊ะ ๓ บาท แล้วไม่มีการตรวจจับในครั้งนี้ทําให้โรงงานน้ําตาลทราย ท่านประธาน ๒,๑๐๐ ล้านกิโลกรัม ขอพ่วงโดยสารของท่านไปด้วยในรายการนี้เป็นเงินเท่าไร ท่านประธานรู้ไหม ๖,๓๐๐ ล้านบาท คิดได้อย่างไร ไม่เคยมีความเสียหายยิ่งใหญ่เท่านี้เลย ตลอดทั้งปีประชาชนทั่วประเทศไทยต้องกินน้ําตาลทรายแพงเพราะโรงงานเขาขึ้นพ่วงกับท่าน ไปอย่างไรครับ เพราะท่านไม่ได้ไปจับเขา ถ้าไปจับมันก็ต้องเจอของท่านด้วย นี่คือสิ่งซึ่งมันปรากฏ ให้เห็น ขาดความสํานึกไหมละครับท่านประธาน น้ําตาลทราย ๒๑ ล้านกระสอบ ๒,๑๐๐ ล้านกิโลกรัม เขาก็ขอพ่วงไปเลยเพราะท่านไม่ได้ดําเนินการ บวก ลบ คูณ หาร ๖,๓๐๐ ล้านบาท แล้วก็ขายต่อ ให้ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว สี่ปั๊ว ห้าปั๊ว น้ําตาลทรายมันจึงขาด ท่านประธาน มันขายไม่ได้ในราคาที่ท่านพูด ไม่มีทาง มันจะต้องไปลงกันไว้ ๖,๓๐๐ ล้านบาทนี่ละครับที่มันไปทะเลาะกันอยู่ว่าแผนชั้นที่ ๒ ที่วางไว้ที่จะต้องมีกระบวนการนี้ขึ้นมา เมื่อตกลงกันแล้วนับแต่การบริหารตั้งแต่งวดที่ ๑ ถึง ๕๒ พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศต้องกินน้ําตาลทรายแพงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลย เห็นไหมครับ และวันนี้ผมบอกพี่น้องทั้งประเทศด้วย แล้วบอกท่านประธานด้วย ขนาดแพงอย่างนี้นะครับ มันมีเค้าโครงมาแล้วว่าน้ําตาลทรายมันจะขาดอีก ทั้งที่น้ําตาลทรายเรามีเหลือแต่จะขาดอย่างไร ก็ผมอยู่ในวงการทําไมผมไม่รู้ วันนี้เริ่มมาแล้วครับ เริ่มมาแล้ว โรงงานเริ่มทําเรื่องขอมาที่ กระทรวงพาณิชย์แล้วจะขอปรับขึ้น ถุงที่ท่าน ส.ส. จากจังหวัดสกลนครที่เล่าให้ฟัง ขอขึ้นอีก ๗๐ สตางค์ ค่าถุงบรรจุ ๑ กิโลกรัม ท่านประธาน ไม่ให้เขาหลอก เราอยู่มานานเราก็รู้อยู่ ท่านคอยดู เมื่อไม่ให้อะไรเกิดขึ้นน้ําตาลทรายที่ท่านจะไปซื้อเทสโก้โลตัสมันจะหายอีก แล้วที่สําคัญ คณะกรรมการกลุ่มชาวไร่ทั้งหลายเขาประชุมกันเมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา ท่านประธานรู้เรื่องไหมครับ เมื่อบริหารได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบ เอาโควตาไปแจกไปจ่ายกันเสร็จสรรพเรียบร้อย ท่านประธานเชื่อไหมคิดง่าย ๆ งานอย่างนี้บริหารง่ายไม่ต้องไปลงทุนอะไรเลยได้เงินตั้งเยอะแยะ เงินใต้โต๊ะตั้งเยอะ เดี๋ยวนี้จะขออีก ๕ ,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบนะครับท่านประธาน เดี๋ยวนี้ชาวไร่อ้อย เขาประชุมกันแล้วเขาจะไม่ให้ เขารู้ทัน เขาจะมาบริหารเอง ดูสิอย่างนี้ก็มี ได้มายังไม่พอใจยังจะ เอาของเขาอีก เดี๋ยวนี้เขาประชุมดักกันไว้แล้วบอกว่ามีมติจะไม่ให้อีกแล้ว เพราะท่านเอาไป ๑,๐๐๐,๐๐๐ กระสอบท่านบริหารไม่จบ แล้วก็ท่านบริหารไม่เสร็จสิ้น ยังค้างกระดานอีก ๕๗,๐๐๐ กระสอบ แล้วตอนคิดราคาอ้อยงวดสุดท้าย ชาวไร่เขาไม่ได้ ดีนะเขาไม่ฟ้องเอานั่นน่ะ ท่านประธานลองคิดดูสิครับ รอบแรกที่บริหารเข้าไปจะบริหารโควตา พอบริหารโควตาเสร็จ พอน้ําตาลแพงเสร็จท่านก็ไม่ไปตรวจจับ พอไม่ตรวจจับกลุ่มผู้ค้าทั้งหลายเขาก็ได้ได้จังหวะได้โอกาส เมื่อคุณไม่ตรวจจับฉันก็ขอพ่วง ๓ บาทกับท่านไปด้วยเลย วันนี้ท่านเห็นไหมครับ พวกผมไม่มี โอกาสหรอก ผมอยู่ในพื้นที่แท้ ๆ จะไปซื้อโรงงานเขาไม่ให้หรอกครับ ในราคา ๑๙-๒๐ บาท ไม่มีทาง เห็นไหมครับ นี่คือการทําให้พี่น้องประชาชนกินน้ําตาลแพงทั้งประเทศ และนอกจากทั้ง ประเทศแล้วตลอดทั้งปี ท่านคิดได้อย่างไร คนที่คิดให้อย่างนี้นี่นะครับ เก่งจริง ๆ เก่งในทางโกง เก่งในการทํามาหากิน แล้วพี่น้องทั่วประเทศจะต้องซื้อแพง ต้องเข้าคิวซื้อ มาลงชื่อซื้อ อะไรมัน เกิดขึ้นสําหรับประเทศนี้ ทั้ง ๆ ที่เราผลิต ส่งออกไปต่างประเทศเป็นลําดับ ๒ ของโลกนะครับ ท่านประธาน ไม่แตกต่างกับปาล์มน้ํามันเลย อะไรมันเกิดขึ้น นี่นะครับ ผมจึงไม่แปลกใจที่ท่านสุนัย ท่านได้พูดบอก จะเอาเงินนี้ไปเกี่ยวข้องกับทางการเมือง ผมก็บอก ไม่ได้ ถามว่าทําไมไปเกี่ยวข้อง กับทางการเมือง ก็มันทะเลาะกันอยู่ว่าแผน ๒ ที่วางแผนไว้ ๖,๓๐๐ ล้านบาท เมื่อสําเร็จแล้วทําไม ไม่ตกลงตามที่ตกลง ที่ผมเรียนต่อท่านประธานแรก ๆ ไป ๓๐๐ ล้านบาท อันนั้น จิ๊บ ๆ นะครับ เล็กน้อย แต่แผน ๒ ของเขาคือกระบวนการนี้เกิดขึ้น โอ้โฮ นี่อย่างไรครับสร้างความเดือดร้อน อย่างแสนสาหัส หากินบนความทุกข์ยากเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แล้วท่าน บิดเบือนกลไกการตลาดไม่ให้เป็นไปตามระบบของเขา ท่านกลับเอามาบริหารเอง นี้คือสิ่งซึ่งท่าน ทําลายระบบ แล้วก็หาผลประโยชน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ท่านประธานครับ ในเรื่องของอ้อยและ ในเรื่องของน้ําตาลนับแต่วันนี้ต่อไป ท่านประธานคอยดู กระบวนการนี้จะเริ่มเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ การขอขึ้นถุงบรรจุนี้ละครับ ถ้าไม่ให้เมื่อไรท่านประธานคอยดูนะครับ จะไม่แตกต่างกับปาล์ม น้ํามัน ทั้ง ๆ ที่เรามีน้ําตาลล้นเหลือในประเทศเรา แต่ประชาชนคนไทยต้องเข้าคิวซื้อน้ําตาล เราผลิตเอง ทําเอง แต่เราต้องมาซื้อแพง ต้องเข้าคิวซื้อ ท่านเองบริหารราชการในกรณีนี้นะครับ ผมไม่รู้ว่ามีการวางแผนกัน แต่ผมชมเชยด้วยว่าคนคิดนี้มันคิดเก่ง ผมอยู่วงการนี้มายังคิดไม่ถึงเลยว่า จะเอาน้ําตาลมาบริหารโควตา ไม่ได้บริหารการขายน้ําตาล แต่ท่านกําลังอ้างเหตุผลว่า เอาน้ําตาลนี้มาบริหารเพื่อให้พี่น้องประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ เห็นไหมครับมันเหลือ อันนี้ผมเลยเรียน ต่อท่านประธานให้เห็นว่า นี่คือกระบวนการวางแผนโกงน้ําตาล โกงนะครับ เพื่อที่จะหา ผลประโยชน์ เป็นระบบ เป็นขั้นตอน แล้วถูกต้องด้วยนะ ถูกต้อง ผมไม่ตําหนิหรอกครับ อันนี้ คือการบริหารการจัดการให้เห็นว่าทั้งหมด นอกจากเห็นแล้วว่าเอาโควตามาบริหารแล้ว พวกที่ ได้จากโควตาบริหารนี้อีก ๒๑ ล้านกระสอบ ๒,๑๐๐ ล้านกิโลกรัม พ่วงโดยสารนี้ขึ้นไปอีก ๓ บาท เป็นเงินทั้งสิ้น ๖,๓๐๐ ล้านบาท แต่พี่น้องยังกินน้ําตาลแพงแล้วไม่มีด้วยในราคา ๒๓ บาท ๕๐ สตางค์ อันที่ ๑ ให้ประธานได้เห็นว่า ที่ผมกล่าวหาท่านท่านจะตอบมาอย่างไรก็ตอบมาเถอะ แต่ข้อเท็จจริงมันปรากฏแล้ว ฟังยุติแล้วในขณะนี้ว่าพี่น้องประชาชนต้องเข้าคิวซื้อน้ําตาลแพง ท่านจะปฏิเสธอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่านเถอะ แต่ผมเรียนท่านประธานและพี่น้องประชาชนว่า นี่คือขบวนการที่มันเกิดขึ้นจากการหาผลประโยชน์ ไม่เคยเกิดขึ้นครั้งใดเท่าครั้งนี้ แล้วพี่น้องประชาชน ทั้ง ๆ ที่มีน้ําตาลมากมายอย่างนี้ไม่สามารถหาซื้อได้อย่างที่ท่านได้กล่าว
ประการต่อมาครับท่านประธาน ผมยังมีอีกประเด็นหนึ่งนอกจากเรื่องน้ําตาลแล้ว เมื่อสักครู่ยังมีท่านสมาชิกสภาผู้แทนท่านได้กล่าวถึง เรื่องโครงการข้าวถุงเฉลิมพระเกียรติ ถามว่า โครงการเฉลิมพระเกียรตินั้นพวกเราน้อมรับ พวกเราเคารพ แต่คนประพฤติปฏิบัติอย่างนี้มันไม่ สมควร และสมควรจะต้องลงโทษอีก ๙ ชั่วโคตรเสียด้วยซ้ําไปในการดําเนินการอย่างนี้ ในการ วางแผนหาผลประโยชน์จากโครงการอย่างนี้ ท่านประธานครับ ในการปรับปรุงคุณภาพข้าวนี้ผมก็ ไม่อยากพูดหรอกครับ เมื่อกี้ผมสรุปว่าอย่างนี้ในการปรับปรุงคุณภาพข้าวนี้ ถุงหนึ่ง ๑ กิโลกรัม ค่าปรับปรุง ๘๐ สตางค์ แต่จริง ๆ ๔๐ สตางค์ แต่ในการปรับปรุงนี้ผมก็ไปถามอยู่เหมือนกันว่า ท่านเอาไปทําอะไร ท่านประธานต้องเห็นนะครับ ทําไมเม็ดมันจึงใส ๆ ขาว ๆ ใช้น้ําสเปรย์ (Spray) ในการทําความให้ใสให้มันขาว ให้มันดูดีขึ้น อันนั้นเป็นวิธีการของเขา แต่ราคาจริง ๆ มัน ๔๐ สตางค์ ทําให้เสียหายถึง ๒๔ ล้านบาท การบรรจุเอาถุงมาบรรจุอย่างที่ท่านได้ดูให้นี้ อย่างที่ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้โชว์ต่อท่านประธานนี้ ลงทุนถึง ๒ บาท ๒๗ สตางค์ แต่ต้นทุน จริง ๆ เมื่อมีการนําเสนอกันจริง ๆ นี้ถึงบาท ๒๐ สตางค์นี้ ๖๐ ล้านถุง เสียหายถึง ๖๔ ล้านบาท จ่ายเกินกว่าเป็นจริง ถุงใหญ่ ๑,๒๐๐,๐๐๐ ถุง ท่านตั้งไว้ ๙ บาท ๐๙ สตางค์ แต่ราคาทั่วไป ๖ บาท ๖๐ สตางค์ เสียหายอีกเกือบ ๓ ล้านบาท ค่าขนส่งก็แพงกว่าความเป็นจริง ทั้งหมดที่ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวหาท่านรัฐมนตรีไปนี้ก็คือว่า แทนที่จะมีการประกวดราคา มีการประมูลราคาในการทํา ท่านก็ไม่ทําหรอกครับ ท่านไปเอาหน่วยงานหนึ่งซึ่งเรียกว่าองค์การ ทหารผ่านศึกมารับในการดําเนินงาน เพื่อไม่ต้องมีการประมูลในครั้งนี้ เอาชื่อมาเหมือนกับน้ําตาลเลย เอาชื่อมาใส่ เสร็จแล้วผมก็ไม่ทราบไปดูบัญชีได้มีการจัดการให้องค์การทหารผ่านศึกไปเท่าไรไม่รู้ แต่ในรายการนี้มีการทํามาหากินโดยเอาองค์การทหารผ่านศึกเป็นบุคคลเชื่อม เพื่อที่จะไม่ให้มี การประกวดราคาในครั้งนี้เกิดขึ้น รัฐเสียหายไปถึง ๑๓๐ ล้านบาท น้ําตาลไม่พอยังข้าวถุง เฉลิมพระเกียรติอีก
ประการต่อมา ท่านประธานครับ ที่เจ็บปวดไปมากกว่านั้น ข้าวเหลืออยู่ ๕.๖ ล้านตัน มีการดําเนินการในการจัดการบริหารเรื่องข้าวแบบทางลับ ผมก็เข้าใจว่าทางลับ คือ ไม่เปิดเผย แต่ไม่ได้บอกว่าประมูลลับนะครับ แอบเจรจาในทางลับ แต่ไม่เป็นไร สิ่งหนึ่งซึ่งผม จะได้บอกกับท่านประธานก็คือว่า บริษัท เอ็ม.ที. เซ็นเตอร์ เทรด จํากัด ที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรได้อภิปรายไป ในครั้งแรกท่านประธานมีการระบายข้าวครั้งนี้ประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ตัน บริษัทที่ว่านี้ได้ไป ๑,๑๐๐,๐๐๐ ตัน แล้วก็บริษัทใหญ่ ๆ ในประเทศเอาไป ๔ แสนตัน ที่สําคัญ ที่ผมต้องหยิบยกขึ้นมาให้เห็นว่า เอ็ม.ที. เซ็นเตอร์นี้ไปเกี่ยวข้องอะไร และมีความสําคัญอะไร ก็ปรากฏว่าเมื่อท่านได้ไปแล้วนี้แทนที่จะรีบระบายในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีกํากับดูแลจะต้องรีบ ระบายไปให้ปฏิบัติตามสัญญา ท่านจะได้มาวิธีไหนก็สุดแล้วแต่ท่านเถอะ เพราะท่านพูดไปแล้ว แต่ผมจะชี้ให้ท่านประธานได้เห็นอย่างนี้ เมื่อบริษัทนี้ได้ลงนามทําสัญญาเสร็จเรียบร้อย ก็ได้แจ้งมา ที่รัฐบาล แจ้งมาที่ท่านนั่นแหละ ขอขยายเวลาจากเวลาหนึ่งไปอีกเวลาหนึ่งประมาณ ๔๕๐ วัน จาก ๑๘๐ วัน ไป ๔๕๐ วัน ไม่สามารถที่จะขนข้าวได้ ปรากฏว่าแทนที่ท่านรับผิดชอบ ท่านก็ต้อง บอกว่าให้บริษัทนี้คุณจะต้องทําตามสัญญา คุณต้องระบายข้าวขนข้าวออกให้ได้ตามที่คุณมาตกลง กับ อตก. ไปแล้ว คุณต้องรีบระบายข้าวออกให้ได้ ก็ปรากฏว่าไม่สามารถจะดําเนินการได้ จึงขอ ขยายเวลา เมื่อคนรับผิดชอบก็ต้องบอกว่าเมื่อคุณไม่สบายระบายข้าวออกไปได้ ก็ต้องถือว่า คุณผิดสัญญา เมื่อผิดสัญญาต้องริบประกันและก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายด้วย นอกจากไม่ทําแล้ว ท่านประธานครับ ยังยกเลิกสัญญา แล้วบริษัทนี้ได้มาอีก ๕๐๐,๐๐๐ ตันในล็อตหลัง หมายความว่า อย่างนี้ครับ ท่านเอาไป ๑.๕ ล้านตัน ท่านทําไม่ได้ แต่ทําอย่างไรที่จะไม่ให้บริษัทพรรคพวก ของตนเองนะครับ ซึ่งอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีชื่อว่านายวีระศักดิ์ที่ต้องเอาเงิน กยศ. ๒๕ ล้านบาทมา ทําอย่างไรที่จะไม่ให้บริษัทนี้ที่ไม่สามารถส่งได้นี้ จะต้องถูกฟ้องร้องและดําเนินคดี ก็เลยไปใช้ วิธีการแจ้งไปที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านนี้ บอกว่าบริษัทนี้ได้แจ้งเข้าไปว่า ไม่สามารถที่จะขนข้าวได้ตามระยะเวลา จึงขอขยายเวลา แล้วถ้าไม่สามารถดําเนินการได้ขอให้ ยกเลิกสัญญา ใครอ่านก็รู้ว่าคุณไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ ท่านรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ ท่านนี้มีความเห็นว่าให้ยกเลิกสัญญา คิดได้อย่างไรท่านประธาน ท่านประธานเข้าใจไหม คําว่า ยกเลิกสัญญา มันต้องบอกว่าบริษัทนี้มันผิดสัญญา แล้วก็ต้องยึดหลักประกันฟ้องเรียกค่าเสียหายด้วย แต่ท่านนี้บอกว่าให้ยกเลิกสัญญา จึงปรากฏว่าบริษัทนี้หลุดพ้นจากความเสียหายที่ก่อให้เกิดจาก ทางรัฐและประชาชน นอกจากไม่สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้แล้ว ๑.๑ ล้านตัน ท่านไป ยกเลิก พอยกเลิกเสร็จยังไม่พอ มันต้องขึ้นบัญชีดําไว้ว่าบริษัทนี้ไม่สมควรที่จะดําเนินการต่อไปเลย แต่ท่านยังมาเจรจาในทางลับ ให้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ตัน ๕๐๐,๐๐๐ ตันท่านจะทําอย่างไรไม่มีเงิน ค้ําประกัน ก็นายวีรศักดิ์คนนี้กลับไปนําเอาเงินกองทุน กยศ. ๒๕ ล้านบาทมาวางมัดจํา ทําได้ อย่างไร ผมถึงบอกว่ารายการนี้นายเจริญ จรรย์โกมล มาพูดลอย ๆ ไม่มีหลักฐานบอกว่าฉันยกเลิก ผมมีหลักฐานแต่ผมไม่ให้ประธาน ถ้าประธานท่านอยากได้บอกผม ผมจะนําไปให้ที่ห้อง เพราะหนังสือนี้เป็นหนังสือลับจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไปถึง อตก. ตีลับด้วย ลับคือไม่เปิดเผยอย่างไรครับ เพราะท่านชอบทําแต่แบบลับ ๆ ท่านประธานเอาไหมครับหนังสือนี้ ผมจึงไม่มาโชว์ในนี้อย่างไรครับ เพราะว่าถ้าโชว์ไปแล้ว เดี๋ยวท่านตรวจสอบเดี๋ยวท่านไปบอก อย่างนี้เห็นใจท่านอยู่เหมือนกัน อย่างนี้ส่งไป ป.ป.ช. เรียกผมไป ป.ป.ช. ฟังอยู่เรียกผมไป ผมก็ต้อง ส่งให้ ป.ป.ช. เป็นไปได้อย่างไรท่านประธาน อันนี้แค่ข้าวนะครับ น้ําตาล ข้าว ดูสิ ผมไม่เคยเห็นเลย บริหารได้อย่างไรคิดได้อย่างไร ท่านเป็นผู้บริหารชั้นผู้ใหญ่ พี่น้องประชาชนฟังผมพูดเข้าใจไหมครับ เมื่อคนที่ทําสัญญากับรัฐไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้โดยขอขยายเวลาในการนําข้าว ออกจากโกดัง ตอนแรกคุณก็ตกลงกันเรียบร้อยแล้วบอกว่า ภายในระยะเวลาเท่านี้เสร็จคุณขอ ขยายเวลาอีกเป็น ๕๔๐ วัน แทนที่รัฐมนตรีท่านจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนท่านกลับให้ยกเลิกสัญญา ผลการยกเลิกสัญญาทําให้รัฐไม่สามารถฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายได้ ริบประกันก็ไม่ได้ นี่อย่างไร มันจึงนํามาสู่ในเรื่องของอดีตท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีนี่ครับปะติดปะต่อ ประดิดประดอยให้ท่านได้เห็นว่า กระบวนการนี้ทํามาหากินกันอย่างไร ช่วยเหลือกันอย่างไร แล้วข้าวหลังจากที่ยกเลิกไปแล้ว ท่านได้ไป ๕๐๐,๐๐๐ ตัน แล้วอีก ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตันละ อีก ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านบอกว่า ลับอย่างไรครับ ท่านบอกว่าประกวดราคาก็ไม่ได้มันต้องลับ ลับในที่นี้ไม่ใช่ว่าประกวดราคาลับไป ลับเจรจากันเห็นไหมอย่างที่น้ําตาลเขาไปเจรจากันอย่างที่ว่า ก็ปรากฏว่าไปเจรจากันในทางลับ ตกลงซื้อขายกันตันละ ๑๒,๐๐๐ บาท โดยเฉลี่ย แต่ราคาในท้องตลาดขณะนั้น ๑๔,๐๐๐ ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท รัฐเสียหาย ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่อย่างไรครับขนาดยกเลิกสัญญายังยกเลิกได้ แล้วทําไมจะทําให้รัฐเสียหายอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเสียหายไปมันจะเป็นอะไรไป ทําได้ ทุกอย่าง แล้วก็ไม่มีทางหรอกครับที่จะไปดําเนินการได้เพราะหลายเรื่องแล้วผมเห็น ยังไม่เห็นดําเนินการอะไรเลย นี่คือข้าว เจ็บปวด นอกจากบริหารแล้วไม่รักษาผลประโยชน์ ของประเทศชาติ ประชาชน ยังไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ ยังสนับสนุนรู้เห็นเป็นใจ ให้ความช่วยเหลือในการดําเนินการอย่างนี้ด้วยซ้ําไป นี่ครับท่านประธาน แต่ผมไม่เปิดเผย นะครับ จะให้ท่านประธานคนเดียวนะครับ เอกสารนี่เพราะว่าเดี๋ยวผมได้มาอย่างไร เดี๋ยวมาถามกันอีกในสภา คนให้มาเขาไม่กล้า ลงชื่อ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสาร วันที่พร้อม คิดได้อย่างไร ไม่เคยเห็น ทําได้อย่างไร เพียงเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มของตัวเองเท่านั้น นี่ครับ นี่อย่างไร แล้วผมจะเก็บไว้เดี๋ยวฝากท่าน ส.ส. ไชยาเอาไว้อย่าเพิ่งให้ใคร การขายข้าวแบบลับ ๆ ท่านประธาน ท่านไม่ได้แก้ไขปัญหาเสถียรภาพของราคาข้าวแต่อย่างใดเลย แต่เป็นข้ออ้าง เพื่อนําไปสู่การทุจริตเท่านั้นเอง เห็นไหมครับ อันนี้เรื่องข้าว
มาถึงเรื่องมันสําปะหลังครับท่านประธาน อันนี้ก็เจ็บปวดเหลือเกิน ถามว่าเจ็บปวด อย่างไรในฐานะเป็นคนไทย พี่น้องประชาชนคนไทยฟังนะครับ คือที่ผมเรียนต่อท่านประธาน ผมชมเชยคนคิด ที่มันจะโกงคิดเก่งจริง ๆ แก๊งหูบี้นี่ละ ก็ปรากฏว่า
คุณเจริญครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม รังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับข้อที่ ๘ และประท้วงผู้ที่อภิปรายตามข้อบังคับข้อ ๖๑ นะครับ เนื่องจากผมต้องการให้ท่านประธานนั้นได้โปรดวินิจฉัยว่าจริง ๆ แล้วตอนนี้กําลังอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และท่านรัฐมนตรียังไม่มีโอกาสที่จะได้ตอบข้อกล่าวหา ใดทั้งสิ้น ก็ยังถือว่ารัฐมนตรีนั้นมีสิทธิที่จะแสดงหรือตอบข้อซักถามหรือข้อกล่าวหาใด ๆ ในขณะเดียวกันผู้อภิปรายนั้นได้กล่าวพาดไปถึงด้วยคําว่า แก๊ง ซึ่งกระผมเองคิดว่าไม่เหมาะสม ในสภาแห่งนี้ และเป็นการที่ไม่เป็นธรรมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ฉะนั้นขออนุญาตให้ ท่านประธานได้โปรดควบคุมการประชุม ได้ขอร้องให้ผู้อภิปรายนั้นให้ใช้วาจาที่ไม่สุภาพและเสียดสี ขอท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ
ก็ขอคุณเจริญพูดให้สุภาพกว่านี้สักนิดนะครับ ความจริงคําว่า แก๊ง ก็ไม่ได้เป็นคําไม่สุภาพ อะไรนะครับ เชิญต่อครับ
กลุ่มก็แล้วกันนะครับเพื่อความสุภาพในคําพูด นะครับ เป็นกลุ่มหูบี้ ไอ้ ตัดออกนะครับ เมื่อกี้ก่อนท่านสุนัยก็พูดแล้วท่านก็ไม่ประท้วงผมก็ถือว่า มันผ่านไปแล้วผมก็ใช้คํานี้มา ถ้าไม่สุภาพผมก็ขอประทานโทษท่านประธานด้วยและพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศด้วยจะได้มองเห็น
ประการต่อมามันเส้นกับแป้งมัน ท่านประธานที่เคารพ คนเหนือคนเท่านั้น จึงคิดได้วิธีการอย่างนี้ แต่คนเหนือคนจึงมาอยู่ในกลุ่มหูบี้ ก็ปรากฏว่าผมไม่ได้พูดลอย ๆ ผมมี หลักฐานฟังเป็นข้อยุติว่า มันเส้นก็ดี แป้งมันก็ดี มันมีการหายไปจากโกดัง โกดังเก็บไว้แล้วหายไป ครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาโดยท่าน ส.ส. มานะ ท่านรองประธาน คณะกรรมาธิการผู้แทนราษฎรจากจังหวัดชัยภูมินั่งอยู่นี่ ท่านไปตรวจสอบแล้วท่านสุนัย ก็ได้โชว์ให้เห็นแล้วปรากฏว่าแป้งก็หาย มันก็หาย พอแป้งหาย มันหายวิธีการคิดอย่างไร ท่านประธานรู้ไหม เหมือนกับน้ําตาลก็คิดได้ว่าจะทําอย่างไรเพื่อที่จะกลบเกลื่อนเรื่องนี้เพื่อที่ไม่ให้ เรื่องนี้มันไปบานปลายมากกว่านี้ ก็เลยตั้งวิธีคิดขึ้นมาว่าทําอย่างไรจะมีการประมูลแป้งมันกับ มันเส้นในรอบนี้ เขาบอกว่าถ้าจะประมูลกันมันก็ดูท่าจะลําบากหน่อย ก็ดําเนินการโดยตั้งวิธีคิด ขึ้นมาในการบริหารเรียกว่า จีทูจี ระหว่างรัฐกับรัฐ แต่ในข้อเท็จจริงมันปรากฏอย่างที่ท่าน ส.ส. ได้พูดไปก่อนหน้าผม ผมสรุปอย่างนี้มันไม่ใช่ จีทูจี มัน จีทูเก๊ มันจะต้องได้รับมอบจากรัฐบาลต่อ รัฐบาลมาเจรจากัน ตกลงกัน แต่อันนี้เป็นวิธีการเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งโควตาในการประมูลครั้งนี้ เห็นไหมครับ มันก็เลยเกิดการเจรจากัน ตกลงในการที่จะขอซื้อแป้งมันและมันเส้นในรอบนี้ ในทาง เป็นจริงมันไม่มีหรอกมันหายไปหมดแล้ว พวกนี้ก็ได้สิทธิและได้โควตาในกลุ่มนี้แต่ปรากฏว่าก่อนจะได้ มันไม่ใช่เอาราคานี้นะต้องพูดกันให้เข้าใจก่อน เอาราคาไหนล่ะ แป้งมันประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ตัน ราคาตลาดในขณะนั้น ๑๗,๐๐๐ บาท แต่เอาล่ะเราในฐานะรัฐต่อรัฐเจรจากันเพราะเราจะต้องมี อะไรเกื้อกูลช่วยเหลือดูแลกันไปเอาสัก ๑๐,๖๖๐ บาทก็แล้วกันนะ เห็นไหมท่านประธานครับ ส่วนต่างมันมีนะครับแต่ถ้าประมูลมันน่าจะอยู่ในราคา ๑๗,๐๐๐ บาท แต่อันนี้ถือว่ารัฐต่อรัฐเขาจึง สงสัยว่ารัฐต่อรัฐจริงหรือเปล่าเพราะรัฐไม่มาเจรจามีแต่บริษัทอื่นเข้ามาเจรจา เอาตัวแทนของ คนไทยเข้ามาเจรจากับคนไทย มันจึง จีทูเก๊ ก็ได้แป้งมันไปรอบนี้ในราคา ๑๐,๖๖๐ บาทต่อตัน ขณะที่ราคาในท้องตลาด ๑๗,๐๐๐ บาท ทําให้รัฐเสียหายประมาณ ๙๐๐ ล้านบาท ส่วนต่างเห็น ไหมครับ นี่คือการวางแผนในการดําเนินงาน จัดการเอาทีละอย่างสองอย่าง มันเส้น ๗ แสนตัน ราคาที่ตกลงกัน ๕,๕๐๐ บาทต่อตัน ขณะที่ราคาในท้องตลาด ๖,๒๕๐ บาทต่อตัน ยังบอกว่ารัฐต่อรัฐ เพื่อส่งเสริม เพื่อสร้างความสัมพันธไมตรีผูกพันกันเอาไป ถึงแม้ว่าราคาในตลาดนี่นะครับ ๖,๒๕๐ บาทต่อตันเอาไป ๕,๕๐๐ บาท ถ้าท่านประมูลตามปกติรัฐเสียหายในครั้งนี้ ๕๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว ๑,๔๐๐ ล้านบาท ที่พูดมาเสียหาย เสียหาย เสียหาย ก็เรื่องจริงมันเป็นอย่างนั้น ท่านประธานครับ แล้วท่านรัฐมนตรีท่านนี้ยังทําให้พี่น้องประชาชนไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรีของ ความเป็นมนุษย์ ท่านมีหน้าที่ควบคุม
มีผู้ประท้วงแล้ว คุณเชิดชัยประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ นะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วผมเกรงใจท่านผู้กําลังอภิปราย ประเด็นที่ท่านผู้อภิปรายอภิปรายมันซ้ํากับผู้อภิปรายมาหลายคนตั้งแต่เช้าแล้วครับ แล้วท่านรัฐมนตรีเองก็ได้มีการชี้แจงไปหลายรอบแล้ว ขณะเดียวกันผมให้ความตั้งใจสนใจ ในประเด็นของท่านเจริญ ขอประทานอภัยด้วย ที่พูดเรื่องน้ําตาล ผมให้ความสนใจจริง ๆ แต่เรื่อง ข้าว เรื่องมันสําปะหลังอะไรต่าง ๆ เหล่านั้นท่านรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงหลายครั้งแล้วครับ ขอท่านประธานช่วยกรุณาวินิจฉัย
คือสรุปเรื่องซ้ําประเด็นแต่เข้าใจว่าเนื่องจากคุณเจริญเป็นคนสุดท้ายที่จะอภิปราย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เข้าใจว่าคงจะกําลังสรุปใช่ไหมครับ เชิญต่อครับ
ที่ผมกล่าวหาท่านบอกว่าท่านทําลาย เกียรติศักดิ์ศรีของพี่น้องประชน ท่านมีหน้าที่ควบคุมกํากับสินค้าการเกษตรโดยเฉพาะปาล์มน้ํามัน ท่านกลับปล่อยให้พี่น้องประชาชน ท่านเคยเห็นไหมท่านประธานครับ ที่มีการฉายภาพนี่ ยังไม่เท่าไร แต่ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์จะต้องให้พี่น้องประชาชนเข้าแถวนะครับท่านประธาน ต้องปั๊มที่แขนเหมือนเราไปดูหนังที่จะออกมา ปั๊ม คุณซื้อไปแล้วคุณเอามาเวียนเทียนอีกไม่ได้นะ ยังปั๊มกันอีก ทั้ง ๆ ที่ปาล์มน้ํามันของเรามีพอ แต่เรื่องการบริหารเป็นเรื่องของท่าน แต่ในสิ่งเหล่านี้ ไม่น่าเกิดขึ้นสําหรับประเทศไทยและพี่น้องคนไทยทั้ง ๆ ที่เราเป็นผู้ผลิต เราไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี ถึงขนาดนั้นเลยหรือ การจะซื้อขายสินค้าที่เราผลิตเองแล้วผลิตได้เองแล้วมีเหลือเฟือด้วยจะต้องถึง ขั้นเข้าคิวถึงกัน แล้วต้องปั๊มอย่างนี้เลยหรือ น้ําตาลทรายท่านยังทําไม่พอหรือครับท่านจะต้องให้ ลงชื่อคนละ ๒ กิโลกรัม ท่านปล่อยให้สินค้าอุปโภค บริโภค มีการขึ้นราคากันอย่างไม่มียุคใด สมัยใดเป็นอย่างนี้ เพราะการบริหารงานของท่านที่ผิดพลาด บกพร่อง เสียหาย หลังจากนี้อภิปราย เสร็จไข่นกกระทาก็จะขึ้น ปีกไก่จากกิโลกรัม ๗๐ บาทก็จะเป็น ๙๐ บาท พริกขี้หนูจาก ๙๐ บาท จะเป็น ๑๘๐ บาท อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตภายภาคหน้า เห็นไหมครับ ผมจึงบอกว่าพฤติกรรม การกระทํา การบริหารราชการแผ่นดินของท่านรัฐมนตรี ที่ผมกล่าวหามาทั้งหมดสร้างความ เสียหายอย่างแสนสาหัส ไม่เคยเกิดขึ้นในครั้งใด จากพฤติกรรมและการกระทําของท่าน ในการบริหารราชการแผ่นดินตามที่ท่านถวายสัตย์ปฎิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ในวันที่ ๒๒ เดือนธันวาคม ๒๕๕๑ ว่าท่านจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ท่านไม่เคยมีความซื่อสัตย์และสุจริตเลยครับ และนอกจากไม่ซื่อสัตย์ สุจริตแล้วท่านยังไม่มีผลงาน ท่านไร้ความสามารถ ไร้ประสิทธิภาพ ขาดวิสัยทัศน์ ขาดคุณธรรม ขาดความสํานึกด้านจริยธรรม ท่านกลับเห็นแก่ตัวมักได้ มุ่งทํามาหากิน แสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ปล่อยให้พวกพ้องและบริวารใช้ตําแหน่งและสถานภาพแสวงหาผลประโยชน์ ท่านและ พวกพ้องต่างมีผลประโยชน์ทับซ้อน แสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากและเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน ท่านบิดเบือนกลไกการตลาดเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่พวกพ้องของท่าน ท่านทําให้พี่น้องประชาชนทั้งแผ่นดินไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ท่านสร้างปัญหาและ ความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างแสนสาหัสครับท่านประธาน และหากให้บริหารราชการ แผ่นดินต่อไปจะสร้างความหายนะให้แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลย กระผม และฝ่ายค้านไม่สามารถให้ท่านบริหารราชการแผ่นดินต่อไป จึงไม่ไว้วางใจครับท่านประธาน ขอขอบคุณครับ
เป็นอันจบการอภิปรายในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นะครับ ขอเชิญ ท่านรัฐมนตรีพรทิวา นาคาศัย ครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เมื่อสักครู่ ก็ฟังนิยาย ตอนนี้ก็ดูหนัง สิ่งที่ท่านเล่ามาเป็นเรื่องเป็นราวก็อย่างที่ท่านพูดนะคะ จริง ๆ เราไม่มี อะไรกัน ก็ว่าไปตามสิ่งที่ท่านพูด ส่วนที่ท่านพูดถึงเรื่องของน้ําตาลนี่นะคะ ท่านบอกว่ามีการเรียก เก็บเงิน ๓ บาท ดิฉันขอเรียนว่า เรื่องนี้ไม่มีนะคะ ฉะนั้นหนังที่ท่านสร้างดิฉันคิดว่าท่านโกหกตั้งแต่ต้น คือถ้าระบบแล้วก็กลไกปกติมันดี ทําไมถึงต้องมีการจ่ายใต้โต๊ะ ก็แสดงว่าของมันขาดใช่ไหมคะ กระทรวงพาณิชย์เราเข้ามาแทรกแซงในส่วนที่กระจายไปสู่พี่น้องประชาชนผู้บริโภค โดยผ่านไป ช่องทางของกรมการค้าภายใน แล้วก็ค่อย ๆ ออกกระจายไป เวลาตรงไหนตรึงตัวก็ไปช่วยในงาน ของธงฟ้า
ส่วนที่ท่านว่าไปรับน้ําตาลมา ดิฉันไม่พูดยาวนะคะเรื่องนี้ เพราะว่าฟังแล้วมันวนไป วนมาแล้วเดี๋ยวประชาชนจะไม่เข้าใจ ดิฉันว่าเอาสั้น ๆ ก็ตามที่ท่านบอกว่า ท่านไปรับน้ําตาลมา ๒๗ บาท แล้วมาขายราคา ๒๓ บาท ๕๐ สตางค์ มันเป็นไปได้อย่างไรคะ คุณพูดเท็จเลยนะคะ อันนี้ ใครมันจะซื้อ ซื้อแพงมาขายถูก มันไม่มีหรอกค่ะ ดิฉันคิดว่าอันนี้ก็คงเป็นเรื่องที่ท่านก็พูดไป ในเชิงการเมืองก็เข้าใจได้นะคะ คงไม่พูดอะไรมากนะคะ แต่ในส่วนของกระทรวงเราก็เข้ามา ในเรื่องของการกระจายไปสู่พี่น้องประชาชน และที่ท่านแนะนําไว้นะคะ ดิฉันคิดว่าก็น่าจะเป็นประโยชน์ ดิฉันคิดว่าน่าจะเอาไปศึกษาแล้วก็นําไปใช้ได้นะคะ ก็ในส่วนของการควบคุมราคาหน้าโรงงาน น่าศึกษาค่ะ ต้องกราบขอบพระคุณท่านเรื่องของน้ําตาลนะคะ
เรื่องมันสั้นนะคะ สั้น ๆ เพราะว่าท่านพูดซ้ําไปซ้ํามานะคะ ก็อธิบายสั้น ๆ ก็พอ เอาเข้าใจ เพราะดิฉันไม่มีน้ําเยอะนะคะ ไม่ต้องเอาโวหาร ไม่เอาอะไร เอาเนื้อพอ แล้วก็จบ เรื่องของราคาส่งออกที่พูดถึงเรื่องของการระบายมันสําปะหลังที่ให้ระบบจีทูจีแก่รัฐวิสาหกิจ ในส่วนนี้รัฐบาลจําหน่ายแป้งมันสําปะหลังในราคาต่ํา ที่ว่าเป็นเหตุให้รัฐเสียประโยชน์ จริง ๆ ครม. เขาได้พิจารณาในรายละเอียดข้อเสนอของไชน่า มารีนแล้ว แล้วก็มีมติให้จําหน่าย แป้งมันสําปะหลังให้ปริมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ตัน ที่ราคา ๑๖,๖๖๐ บาท ซึ่งตรงนี้กับตัวเลขที่ท่านพูด มันคนละโจทย์เลย อันนี้คือหน้าคลัง ๑๐,๖๖๐ บาทต่อตัน ซึ่งเป็นราคาขายหน้าคลัง สินค้าไม่ต้อง ขนส่ง แป้งมันสําปะหลังที่จําหน่ายให้บริษัทนี้ก็เป็นแป้งมันสําปะหลังเก่า เก็บรักษามานานกว่า ๑๘ เดือน ค่าความเหนียวและสีก็ต่ํากว่ามาตรฐานแล้วก็ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพก่อนส่งออกให้ ถูกต้องตามมาตรฐาน ซึ่งตรงนี้ผู้ซื้อก็มีภาระที่จะต้องปรับปรุงแป้งก่อนที่จะส่งออกให้ถูกต้อง ตามมาตรฐานที่กําหนดไว้ แล้วตรงนี้มีค่าใช้จ่ายในการส่งออก ค่าขนส่งรวม ๔,๐๐๐ บาทต่อตัน เมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงคุณภาพสินค้าก่อนที่จะส่งออกนะคะ ค่าขนส่งจากคลังไปท่าเรือ ค่าใช้จ่ายในการดําเนินการส่งออกขั้นต้นนี้นะคะ ราคาที่จําหน่ายให้กับบริษัทก็จะมีราคาใกล้เคียง กับที่เฉลี่ยที่ส่งออก คือ เอฟโอบี เอฟโอบีก็คือส่งไปที่ท่าเรือ ที่เกาะสีชัง ตก ๑๔,๖๘๐ บาทต่อตัน ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาได้พูดถึงว่ามันควรจะขายได้ ๑๔,๖๘๐ บาท จริง ๆ แล้วเอามาหักอันนี้ดิฉันขายได้มากกว่าราคาที่ท่านว่าอีกนะคะ ที่ท่านพูดนี้ คือมันใหม่ อันนี้ท่านต้องเข้าใจว่า ๑๘ เดือนแล้ว ดิฉันมีตัวอย่างมาด้วย ถ้าท่านจะดู สีมันก็ต่างกัน แล้ว มันใหม่กับมันเก่า อันนี้ก็อยากจะเรียนชี้แจงว่าการดําเนินการของกระทรวงพาณิชย์อย่างที่ เรียนไว้ตั้งแต่แรกเลย ตั้งแต่ข้าว มันสําปะหลังการระบายทุกอย่างเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ระเบียบ แล้วก็ขั้นตอนตามที่คณะรัฐมนตรีได้กําหนด อันนี้ก็คือผลการตรวจสอบทางเคมีก็สามารถที่จะชี้แจง ได้ว่าแป้งมันสําปะหลังเขามีการตรวจสอบทางกายภาพเบื้องต้น มีการตรวจสอบทางเคมี ผลการ ตรวจสอบทางเคมีจะพบว่าสินค้ามันไม่เป็นไปตามข้อกําหนด เพราะว่าความเหนียวมันต่ํากว่า เกณฑ์ที่กําหนดเล็กน้อย เนื่องจากระยะเวลาเก็บรักษาเป็นเวลานานเกินกว่า ๑ ปี ค่าสีก็ต่ํากว่า เกณฑ์ที่กําหนดเนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีของแป้งมันสําปะหลังจะเปลี่ยนแปลงไปตาม ระยะเวลาในการจัดเก็บก็จะทําให้สีเปลี่ยนไปได้ การแก้ไขปรับปรุงคุณภาพดังกล่าวข้างต้น ก็สามารถทําได้โดยนําเข้ามาในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพอีกครั้งโดยวิธีการผสมส่วนที่มี คุณภาพสูงกว่า อันนี้คือผลการตรวจสอบจากแป้งมันสําปะหลัง เดี๋ยวท่านเอาไปดูได้นะคะ ว่ามีความแตกต่าง เพราะฉะนั้นราคาทุกอย่างที่พิจารณาแล้วมันสําปะหลังไม่ต่ําหรอกค่ะ ถ้าต่ําอย่างที่บอกคณะกรรมการเยอะแยะมันไม่ผ่านหรอกค่ะ อันนี้ขอชี้แจงในเรื่องของ มันสําปะหลัง
คือโครงการข้าวเฉลิมพระเกียรตินี่นะคะ ดิฉันอยากจะเรียนชี้แจงนะคะว่าอะไร ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบัน ไม่ทราบว่าทําไมถึงจะต้องทําเป็นประเด็นการเมืองตลอด ไม่เข้าใจ ทําเป็นการเมืองไปเลย ดิฉันว่าเรื่องนี้เราน่าจะมีความรู้สึกร่วมกันในการที่จะเทิดพระเกียรติ แล้วก็ การจัดทําเรื่องนี้ไม่มีการคิดหากินหรอกค่ะท่าน ท่านอาจจะเล่านิทานให้พวกเราฟัง แล้วก็ดิฉัน ยืนยันว่าเรื่องนี้สุจริต โปร่งใสในการดําเนินการ คณะกรรมการในการจัดทําก็มีการตรวจสอบผ่าน กขช. ทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ อยู่ในคณะกรรมการมีการพิจารณาเรื่องของราคาตรวจสอบผ่านสํานัก งบประมาณ การต่อรองแม้กระทั่งเรื่องของถุงที่ท่านพูดนี่เขาก็ต่อรองกันอยู่ในคณะกรรมการ ไม่มีการผ่านไปง่าย ๆ หรอกค่ะ แล้วถุงที่พูดนี่ท่านอาจจะไม่ทราบรายละเอียด จริง ๆ แล้วมันเป็น ถุงลามิเนทที่มีลักษณะเฉพาะนะคะ แล้วก็พิมพ์หลายสี ตรงนี้ราคามันก็เลยเป็นอย่างที่ท่านว่า แล้วในกระบวนการนี้อยู่ใน กขช. มีการเจรจาต่อรองกันนะคะ ไม่ใช่ว่าบอกเท่าไรก็ไปตามนั้น สํานักงบประมาณก็พิจารณามาเห็นชอบแล้ว ทุกอย่างนี่ผ่านคณะกรรมการหมด ไม่ได้มีการทํา อย่างที่ท่านว่าเลยนะคะ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ท่านกล่าวหาว่าทุจริต ดิฉันสงสัยว่าพอดําเนินการ เกี่ยวกับสถาบันอย่างที่บอกต้องนํามาเป็นประเด็นการเมืองทุกที เราดําเนินการเรื่องนี้เราขออนุมัติ เพื่อเทิดพระเกียรติ แล้วก็เงินนี่เราก็ไม่ได้ใช้ เราก็ใช้ข้าวไปเป็นค่าดําเนินการ แล้วก็ในส่วนที่ ท่านพูดถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการนี่ท่านก็ได้ตรวจสอบเยอะมากเลยนะคะ ในส่วนของ กระทรวงพาณิชย์ ปีที่แล้วท่านเรียกถึง ๓๐๐ ครั้ง เพราะฉะนั้นทุกเรื่องมันผ่านกระบวนการ ตรวจสอบละเอียดถี่ถ้วนมาก เพราะฉะนั้นดิฉันว่าไม่มีใครกล้าทุจริตหรอกนะคะ เรื่องของข้าว เฉลิมพระเกียรติก็จะเป็นในแนวทางอย่างนี้นะคะว่ามันเป็นเรื่องที่เราควรจะร่วมใจ มีเจตนาร่วมกัน ที่จะถวายเป็นมหามงคล ซึ่งตรงนี้ก็ได้ผ่านการวิเคราะห์มาหมดแล้ว ใน กขช. ก็อนุมัติมาแล้ว ก็อยากจะเรียนว่าหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้พิจารณาร่วมกันแล้วก็เห็นชอบว่าการทํา โครงการนี้เราทําด้วยหัวใจเพื่อร่วมถวายเฉลิมพระเกียรติ ไม่มีผู้ใดทําสิ่งมิบังควรหรอกนะคะ และดิฉันก็เน้นย้ําโครงการนี้ ออกตรวจแม้กระทั่งโรงงานเอง เน้นเรื่องคุณภาพ คณะกรรมการ มีมากเลยในการตรวจสอบโรงงาน ข้าวที่บรรจุ รวมถึงเวลาส่งมอบก็ต้องมีคณะกรรมการรับมอบ ไปถึงจังหวัดก็ต้องมีคณะกรรมการอีก โดยถ้าจะว่าแล้วนี่กระทรวงพาณิชย์ก็อาจจะกําลังไม่พอ เราก็ต้องให้กระทรวงมหาดไทยในพื้นที่ช่วยโดยกระจายไปแล้วแต่นโยบายของแต่ละจังหวัด แต่สิ่ง ที่เราเน้นย้ําก็คือให้ทั่วถึงกับพี่น้องประชาชน บางจังหวัดก็อาจจะให้ครอบครัวแล้วแต่พื้นที่ อันนี้ ก็อยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องของการเฉลิมพระเกียรติ ไม่ได้หาเสียงนะคะ ในส่วนที่ใครจะเอาไปเป็น เรื่องของการหาเสียงนี่อันนั้นก็ต้องว่ากันไป แต่ว่าไม่ได้เป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ และ กขช. นะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะเรียนชี้แจงในเรื่องข้าวเฉลิมพระเกียรตินะคะ ขอเถอะค่ะ สิ่งที่ดี ๆ นี่เราอย่าเอามาเป็นประเด็นการเมืองเลยนะคะ ขอให้พวกเราช่วยกัน สนับสนุนดีกว่าค่ะ
แล้วก็มีเรื่องของที่ยังไม่ได้ตอบอีกเรื่องหนึ่งก็จะเป็นเรื่องของราคาสินค้า ขอย้อนไป น้ําตาลนิดหนึ่งนะคะว่าเราคุมราคาที่เหลือนี่เอาไปไหน เราก็เอาไว้แทรกแซงนะคะ อยากจะเรียน อย่างนั้น เราก็เข้ามาส่วนหนึ่งมาเสริมกระทรวงอุตสาหกรรม ส่วนเรื่องของที่อยากจะพูดคือ เรื่องของราคาสินค้า ก็อย่างที่ท่านทราบ เดี๋ยวขออนุญาตนําชาร์ทโชว์นิดหนึ่ง คือราคาสินค้า อย่างที่ท่านก็พูดเอง เดี๋ยวเมื่อสักครู่ท่านก็ดักไว้แล้ว ท่านบอกพูดแต่เรื่องส่งออกก็ส่งออกนี่ละค่ะ เพราะว่ากระทรวงพาณิชย์เราดูจริง ๆ ก็มีหลัก ๆ ก็คือดูภายนอกกับภายใน เรื่องส่งออกนี่ท่านจะ เห็นได้ว่าปีนี้ เห็นชัดเลยว่าตัวเลขนี่มันเพิ่มขึ้น แล้วก็ในปีที่ผ่านมาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ ภาคการส่งออก ที่เมื่อเช้านี้ขออนุญาตที่จะต้องเอ่ยนาม ท่านมิ่งขวัญท่านพูดว่าท่านนายกรัฐมนตรี หาเงินไม่เป็น ใครบอกว่าท่านหาเงินไม่เป็นคะ นี่อย่างไรคะ ยอดส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์ ใครว่า ท่านหาเงินไม่เป็น นี่คือเงินที่เข้ามาจากเรื่องของการส่งออก นํามาพัฒนาประเทศนี่ละค่ะ ก็ได้จาก ส่งออกนี่ละค่ะ แล้วก็ท่องเที่ยว ก็หลาย ๆ ภาคส่วน และอันนี้คือเห็นได้ชัดเลยนะคะ ตั้งแต่ ปี ๑๙๘๙ ไล่มาเลยจะเห็นได้ว่าปีที่เราเข้ามาเป็นรัฐบาล วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั่วโลก แต่สิ่งที่ บริหารจัดการขึ้นมาใคร ๆ ก็มองว่าส่งออกจะติดลบ ๓๐ ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าด้วยฝีมือของ ภาคเอกชน ภาครัฐเราก็เป็นส่วนสนับสนุนแล้วก็ผลักดันในนโยบายต่าง ๆ ที่เสริมให้ ลบจาก ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่คาดการณ์โดยหลาย ๆ สํานักมันก็เป็นลบ ๑๓ ซึ่งถือว่าดีมาก ๆ เกือบ ๑๔ แล้วก็กระโดดขึ้นมาสูงสุดเลย ๒๘.๔ ดิฉันถือว่าสิ่งที่ท่านบอกว่าไม่มีฝีมือ ไร้ฝีมือ ดิฉันว่าอาจจะพูด ผิดนะคะ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้ระบบของการค้าขายมันก็ไปได้ จีดีพีเราจะเห็นว่าถ้าเทียบกับ ของประเทศไทยและต่างประเทศ ของไทยเรา ๗.๘ เทียบกับประเทศสิงคโปร์เราอาจจะด้อย แต่ในอาเซียนก็ถือว่าเราดีมากนะคะ ในส่วนของซีพีไอ (CPI) ดัชนีผู้บริโภคของไทยและต่างประเทศ ของไทยเรา ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราเป็นรองประเทศสิงคโปร์ก็ถือว่าดีแล้วนะคะ สัดส่วนจริง ๆ แล้ว น้ําหนักค่าใช้จ่ายดัชนีผู้บริโภคปี ๒๕๕๐ ผู้บริโภคทั่วไปซีพีไอ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จํานวนสินค้า ๔๑๗ รายการ ปี ๒๕๕๓ ตก ๓.๒๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดัชนีผู้บริโภคพื้นฐานจํานวน ๓๐๐ รายการ อันนี้ จริง ๆ แล้วมันแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น พื้นฐานไม่ใช่ทั่วไปนะคะ อันนี้ทั่วไปจะตก ๓.๒๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้มันมีปัจจัยว่าที่นอกเหนือการคุม ซึ่งมันอยู่นอกเหนือการควบคุมของ กระทรวงพาณิชย์ มันก็จะเป็นเรื่องของกลุ่มอาหารสดแล้วก็พลังงานนี้ตก ๒๔.๕๔ เปอร์เซ็นต์ จํานวนถึง ๑๑๗ รายการนะคะ ที่ชี้ให้เห็นอยากจะให้เห็นว่าราคาสินค้ามันมีปัจจัยว่าเนื่องจาก เศรษฐกิจโลกมันฟื้น แล้วก็การขยายตัวตรงนี้เรื่องของราคาสินค้ามันก็อาจจะทําให้พี่น้องประชาชน บอกว่า โดยเฉพาะจริง ๆ แล้วพวกเราอาจจะพูดกันเยอะ ประโคมกันไป ข้าวยากหมากแพง แต่มันเป็นกลไกจริง ๆ นะคะว่า เรื่องของภาวะโลกร้อนเอย การขาดแคลนน้ํา เรื่องของ องค์ประกอบที่มันเกิดขึ้นมันทําให้ราคาสินค้ามันปรับตัว แล้วก็ในส่วนนี้เราก็ได้ดูเรื่องของสินค้า ในภูมิภาคอาเซียน อยากจะชี้ให้เห็นว่าราคาจําหน่าย ไม่ว่าจะไข่อย่างนี้ ของเราก็ถือว่าในภูมิภาค ก็ถือว่าเกือบถูกที่สุด แล้วรัฐบาลเราก็มีทางเลือกที่ถูกขึ้นมาอีก มันก็ไม่เห็นจะเป็นแนวทางอะไรที่ จะไปทําให้ประชาชนเสียประโยชน์อย่างไรเลย เนื้อหมูในภูมิภาคอาเซียเราก็ถือว่าถูกที่สุด จึงอยากจะให้ท่านเห็นนะคะ ไม่ใช่ท่านพูดแต่ว่าของแพง ของแพง สิ่งที่มันเกิดขึ้นไม่ใช่ว่ามันแพง อย่างที่ท่านว่า เดี๋ยวดิฉันจะให้ดูด้วยว่าเทียบกับปี ๒๕๕๑ สินค้าที่ว่านี้มันแพงจริงหรือไม่แพงจริง ในส่วนของไก่ ๗๕ บาท ในส่วนของน้ําตาลเราก็บริโภคถูกมาก ๆ ๒๓ บาท ๕๐ สตางค์ เราอาจจะ บริโภคแพงกว่าประเทศมาเลเซียหน่อย แต่ก็ถือว่าในภูมิภาคอาเซียนก็ถือว่าดี น้ํามันพืชปาล์ม ๔๗ บาท ท่านดูประเทศมาเลเซียเขาอาจจะถูกกว่าเราเพราะเขามีชดเชย ในส่วนของประเทศ อินโดนีเซียซึ่งถือว่าปลูกปาล์มมากยังบริโภค ๕๔ บาทเลยนะคะ ตัวถั่วเหลืองก็เหมือนกัน เราก็ถือว่าถูกที่สุด ในการดูแลสินค้าของกระทรวงพาณิชย์เราก็ดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรม ไม่ขาด แคลน ปริมาณเพียงพอ ประชาชนผู้บริโภคกลุ่มที่เราดูแล อย่างที่เรียนไปแล้วว่าเรามี ๓ กลุ่ม มีประชาชนผู้บริโภค มีเกษตรกร มีผู้ประกอบการ ซึ่งทั้ง ๓ กลุ่มนี้กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องดูอย่างไร ให้มีความสมดุล เพราะว่าเราไม่สามารถจะดูกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ อย่างเวลาสินค้าเกษตรขึ้น พวกเราก็ดีใจว่าราคาสินค้าสินค้าเกษตรขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ต้องรับภาระ เพราะอะไร เป็นต้นทุนที่มันแพงขึ้น เพราะฉะนั้นทําอย่างไรที่กระทรวงพาณิชย์จะดูให้มันสมดุล ตรงนี้ ก็อยากจะให้เข้าใจ คือบางทีท่านมองมุมเดียว ของแพงประชาชนเดือดร้อนใช่ ประชาชนเดือดร้อน แล้วถ้าลดลงไปเกษตรกรล่ะ ผลผลิตก็ต่ําลงไปอีก แล้วผู้ประกอบการทําขาดทุนอยู่ได้ไหม ก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไรให้ ๓ กลุ่มนี้อยู่กันได้แบบสมดุล ซึ่งมีพูดกันมากมายนะคะ ว่ามีการปรับราคาสินค้าเดือนเมษายนจะขึ้นมาแล้ว ขึ้นยกแผง พรทิวาไฟเขียว ไม่ใช่นะคะ สินค้าที่ ขอปรับราคเข้ามามีแค่ ๔ ประเภท เท่านั้นนะคะ มีนม มีปุ๋ยยูเรีย ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับน้ํามันเลย น้ํามันขึ้นหรือลงก็อยู่ที่ราคาว่ามันจะแพงหรือไม่แพง มีนม มีปุ๋ยยูเรีย น้ํามันถั่วเหลือง มี ๔ ประเภทนะคะเดี๋ยวดิฉันหาอีกตัวหนึ่ง การปรับราคาจําหน่ายราคาสินค้าปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๔ จะชี้ให้เห็นนะคะ ท่านพูดแต่ว่าของแพง ของแพงปรับราคา ปี ๒๕๕๒ เราปรับขึ้นราคาสินค้าแค่ ๑ สินค้าเท่านั้นเอง ก็คือสายไฟฟ้า ตรงนี้วัตถุดิบนําเข้า อันนี้ก็ต้องยอมเขา เขาแบกรับไม่ไหวนะคะ แล้วสินค้าประเภทอื่น ๆ ที่มีเราตรึงราคาไว้หมด แล้วก็ปรับลด ๑ รายการ ก็คือเรื่องของผลิตภัณฑ์ นม ในปี ๒๕๕๓ การปรับขึ้นราคาสินค้าไม่มีเลยนะคะ ที่ท่านพูดกันว่ามาม่าขึ้น สบู่ ยาสีฟัน ไม่ได้ขึ้นนะคะ ดิฉันคุยกับผู้ประกอบการเองทุกคนให้ความร่วมมือตามนโยบายของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผู้ประกอบการเขาให้ความร่วมมือเขามองเห็นว่ามันเป็นภาระของ ประชาชนแล้วมีการแข่งขันสูง เพราะฉะนั้นการที่จะช่วยดึงราคาถ้าเขาแบกรับไหว อันนี้เป็นการ ขอความร่วมมือกับเขาก็ช่วยนะคะ อันนี้ก็ต้องขอบคุณผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างบริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด (มหาชน) เขาก็บอกเองเขาไม่ขึ้น สบู่ ยาสีฟัน มาม่าอะไรนี่ เขาแบกรับได้ เพราะฉะนั้นท่านก็อย่าประโคมข่าวกัน มันเป็นการเมืองไปแล้วนะคะว่าสินค้าแพงทุกอย่างจะ พาเหรดขึ้น มันไม่ใช่ มันมีแค่บางตัวนะคะ อยากจะขอชี้แจง แล้วในปี ๒๕๕๓ การปรับขึ้นราคา สินค้าไม่มี แล้วก็เราก็ตรึงราคาสินค้าที่ขอปรับไว้ ๑๒ รายการ ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ เหล็ก น้ํามัน ยางรถยนต์อะไรพวกนี้ ซีอิ๊ว ผลไม้กระป๋อง อันนี้คือ ๑๒ รายการนี้เราก็ขอให้เขาตรึงราคาไว้ เขาก็โอเค เขาก็ยอมรับ แล้วก็ปรับลดราคา ๓ สินค้า ก็จะมียาป้องกันกําจัดศัตรูพืช แล้วก็มี อาหารสัตว์ ในปี ๒๕๕๔ นี้ ที่มีปรับขึ้นราคาแล้วพวกท่านทราบดีก็คือน้ํามันพืชปาล์มที่ท่านทราบ อยู่นี้ ไม่ปรับก็ไม่ได้ เท่าที่ทราบ ก็คือของเขาขาดทุน เขาแบกรับไม่ไหว สินค้ามันก็หายไปจาก ท้องตลาด อันนี้มันเป็นข้อเท็จจริงที่อยากให้หลาย ๆ ฝ่ายได้เข้าใจ ไม่ใช่พูดแต่ว่าไปเข้าคิว ดูแล้ว อเนจอนาถเหลือเกินมันก็มีส่วน แต่ว่าอันนั้นเป็นช่องทางหนึ่งที่ทางกระทรวงพาณิชย์ช่วยกระจาย สินค้าไปสู่พี่น้องประชาชน จริง ๆ ช่องทางเราก็มีทั้งโมเดิร์น เทรด แล้วก็มีตลาดสด ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เขาก็ได้รับเหมือนกัน ท่านพูดนิดเดียว ท่านต้องพูดให้หมด แล้วเราก็ตรึงราคาสินค้า ๘ สินค้า ก็จะมีนม มีถั่วเหลือง มีปุ๋ย มีเหล็ก แล้วก็มีสายไฟ ยางรถยนต์ สบู่ เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ได้ขึ้นราคา นะคะ สบู่ที่ท่านว่าก็ไม่ได้ขึ้น ส่วนการปรับลดราคานี้ยังไม่มีของปีนี้ คงต้องดูถ้าน้ํามันพืชปาล์ม ผลผลิตออกเยอะ ต้นทุนต่ําลง เราบอกอยู่แล้วสินค้าทุกประเภทขึ้นได้ก็ต้องลงได้ นี่คือนโยบาย ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ให้ไว้ ทุกอย่างไม่ใช่ตายตัวนะคะ วันนี้ไม่ใช่ช่วยกันประโคมข่าว ต้องขอฝากเลยนะคะ ประชาชนก็จะตกใจ ก็ไปซื้อสินค้ามาตุนกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วอย่าทําเป็น ประเด็นการเมือง จริง ๆ แล้วดิฉันเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ท่านก็เห็นด้วยว่าการขายของราคาถูก ดิฉันก็ได้ ทราบมาว่าทางพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะทางท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกก็ยังจัดขายสินค้าราคาถูก นั่นก็แสดงว่าท่านก็มีส่วนช่วยเหลือรัฐบาล ของกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องเรียนตามตรงว่า ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ท่านมิ่งขวัญท่านก็พูดบอกว่า ธงฟ้าท่านไม่ชอบเลยสมัยที่ท่านเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ ท่านก็บอกอะไรก็ธงฟ้า คิดไม่ออก แต่ในระยะสั้นการที่เรามีงานธงฟ้าก็ต้องถือว่าเป็นการช่วยเหลือ ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนได้ส่วนหนึ่งในการซื้อของราคาพิเศษ ซึ่งถูกกว่าท้องตลาด ก็ถือว่าเป็นการแบ่งเบาภาระให้พี่น้องประชาชน ส่วนระยะยาวดิฉันก็ไม่ใช่ว่าคิดระยะสั้น เราก็มี อย่างที่ท่านว่า วิสัยทัศน์ไม่มี จริง ๆ นโยบายเราก็มีในสิ่งที่ทําเพื่อแก้ไขอย่างยั่งยืน ก็คือการบูรณาการกัน ในการที่จะร่วมกันหลาย ๆ หน่วยงานในการที่จะดูแลเรื่องของปัญหาราคาสินค้า ของไม่มี ซึ่งตรงนี้ ไม่ว่ากระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาตร์เทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ต้อง ร่วมมือช่วยเหลือกัน กระทรวงพลังงาน ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัย เพราะว่าลําพังสินค้าบางประเภท ต้องเรียนตามตรงว่าเขามี มันอยู่นอกเหนือการควบคุมของพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ดูได้จริง ๆ ถ้าจําไม่ผิด ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือมันมีปัจจัยอื่น เพราะมีคณะกรรมการชุด ไม่ว่าจะเป็นเอกบอร์ด (Egg board) คือชุดคณะกรรมการไข่อย่างนี้ ชุดพิกบอร์ด (Pig board) ก็หมู คือมีคณะกรรมการ หรือแม้กระทั่งนโยบายปาล์มน้ํามันอะไรเหล่านี้ ก็อยกจะบอกว่าทุกอย่างมันมีนอกเหนือจากสิ่งที่ กระทรวงพาณิชย์ที่จะดู เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีความร่วมมือกันหลาย ๆ หน่วยงาน ซึ่งในส่วนของ ราคาสินค้าก็อยากจะให้ดูปุ๋ยด้วยในปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๔ สีฟ้านี่คือปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ คือสีส้ม สีเขียวก็คือปี ๒๕๕๓ สีม่วงก็คือปี ๒๕๕๔ จะเห็นได้ชัดว่าปี ๒๕๕๑ ปุ๋ยเคมีเป็นอย่างไร โดดเลย แล้วจะบอกว่ารัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ของแพงได้อย่างไร ท่านดู นี่คือข้อเท็จจริงนะคะ ไม่ใช่ ของลอย ๆ มั่ว ๆ นี่คือของจริง อันนี้ก็อยากจะชี้แจงว่าไม่ใช่ว่าทุกอย่างท่านก็ประโคมกันไปว่า ของแพง ๆ มันไม่ใช่นะคะ ขอให้พูดตามข้อเท็จจริง ไม่อย่างนั้นประชาชนก็ตื่นตระหนกหมด ก็อยากจะฝากทุก ๆ ท่าน ถ้าหวังดีกับประเทศชาติก็ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือวันนี้ ราคาน้ํามัน เราก็จะเห็นว่าปี ๒๕๕๑ ๔๒ บาท ๓๙ สตางค์ น้ํามันดีเซลไทย ปี ๒๕๕๔ ๒๙ บาท ๙๙ สตางค์ น้ํามันดิบดูไบ ปี ๒๕๕๑ เดือนกรกฎาคม ๑๓๑ เหรียญ ๔๘ เซนต์ เดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๔ ๑๑๐ เหรียญ ๕๘ เซนต์ ค่าแรงงานขั้นต่ําในกรุงเทพมหานคร เดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๑ ถึง ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๑ ๒๐๓ บาท ค่าแรงเพิ่มขึ้น ๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ๒๐๓ บาท ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ๒๐๖ บาท ขึ้นมา ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เดือนเมษายน ๒๕๕๓ ๒๐๖ บาท เดือนมกราคม ๒๕๕๔ ๒๑๕ บาท เท่ากับ ๔.๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือค่าแรง อันนี้จะเป็นตัวสินค้าที่อยากจะชี้ให้เห็นที่ ท่านว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ของแพง ดิฉันให้ดู ปี ๒๕๕๑ เหล็กแท่งยาว ๔๒,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๔ ๒๒,๐๐๐ บาท แล้วมันจะแพงกว่าได้อย่างไร อันนี้คือเรื่องเหล็กเลย สีแดง ก็คือราคาจําหน่ายหน้าโรงงานนะคะ นี่ค่ะ ให้ท่านดูว่าปี ๒๕๕๑ มันจะโดดทุกอย่าง ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ มันก็ค่อย ๆ ลงมา ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ก็คือปีที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เข้ามา บริหารงาน ก็อยากจะชี้ให้เห็น นะคะ ผงซักฟอก ปี ๒๕๕๑ ๙๑ บาท๑๓ สตางค์ ปี ๒๕๕๔ ๕๖ บาท อันนี้คือวัตถุดิบ แต่จําหน่ายปลีก ปี ๒๕๕๑ ๕๓ บาท ๗๕ สตางค์ ปี ๒๕๕๔ อาจจะแพง นิดหนึ่ง คือ ๕๕ บาท แต่ก็ความต่างก็ไม่มาก เพราะว่าตัววัตถุดิบของปีนี้จะสูง สินค้า ยาสีฟัน ปี ๒๕๕๑ จําหน่ายปลีก ๔๕ บาท ปีนี้อาจจะสูงกว่าบาทหนึ่ง แต่ว่าไม่ใช่โอเวอร์ (Over) จนท่านว่า ไปเลยนะคะ ปูนในขณะที่ราคาจําหน่ายปลีก อันนี้คือจําหน่ายปลีก ปี ๒๕๕๑ ๒,๗๕๐ บาท เดือนมีนาคม ๒,๖๐๐ บาท ไม่ได้แพงกว่าเลยหลายประเภท แบตเตอรี่ ปี ๒๕๕๑ ๒,๙๐๐ บาท ปี ๒๕๕๔ ๒,๔๐๐ บาท อันนี้ก็คือเป็นหลาย ๆ ตัวอย่างที่อยากจะให้เห็นว่าราคาสินค้าไม่ได้แพง กว่า ปี ๒๕๕๑ เลย บางประเภทก็ถูกกว่า อย่างนมสดจําหน่ายปลีกปี ๒๕๕๑ ๕๘ บาท แต่ปี ๒๕๕๔ นี้ปี ๕๕ บาท ๗๕ สตางค์ ยารักษาโรค จําหน่ายปลีก ๓๕ บาท แต่ปี ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๒๙ บาท อันนี้คือชี้ให้เห็นว่าราคาสินค้าไม่ได้ขึ้นโอเวอร์อย่างที่ท่านว่า เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอชี้แจงว่าราคาสินค้านี้
ท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงครับ คุณสุนัยประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่าน รัฐมนตรีนิดเดียว เพื่อให้บรรยากาศนี้ไม่ซบเซามากขนาดนี้ คนฟังเขาจะหลับกันหมดแล้ว คือตอบไอ้ที่เขาถาม มาพูดว่าท่านทุจริตตรงนั้นตรงนี้ก็ตอบ นี่ท่านไปพูดในสิ่งที่ไม่ได้มีการพูดถึงกันเลย มันจะเสียคะแนนของท่านรัฐมนตรีเองนะครับ ช่วยตอบตามที่เขาถามอย่างนี้ดีกว่าไหมครับ ผมคิดว่าจะได้กระชับดีไหมครับ เพราะว่าบรรยากาศมันก็ดึกแล้ว รัฐมนตรีต่างประเทศท่านก็คอย ถูกเชือดแล้ว
ขอบคุณค่ะ
ผมวินิจฉัยอย่างนี้ครับ เป็นสิทธิของท่านรัฐมนตรีครับ ว่าจะตอบอย่างไรนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรี ต่อครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ คือสิ่งที่ดิฉันตอบไปแล้วว่าทุจริตอย่างไร ที่ท่านพูดมานั้นดิฉันตอบหมดแล้ว แต่ตอนนี้ดิฉันไปตอบในส่วนที่ตอนแรกดิฉันยังไม่ได้พูดเรื่องราคาสินค้าก็จะอธิบายให้ฟัง ที่ท่านพูดกันว่า สินค้าในยุคท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ แพง แพง ดิฉันชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ดูแล้ว ก็ควบคุมอยู่นี้ก็คือให้ดูราคาสินค้าที่ว่าปีที่ให้เทียบปี ๒๕๕๑ กับปี ๒๕๕๔ มันไม่ได้โดดไปอย่างที่ หลายคนที่พูด ก็เลยอยากจะชี้แจงในตัวนี้ แต่อันนี้ไม่ได้ว่าเป็นเรื่องทุจริต แต่ท่านพูดถึงว่า ไม่มีวิสัยทัศน์ บริหารจัดการไม่เป็น นี่คือสิ่งที่ดิฉันมาชี้แจงให้ฟัง แล้วที่สําคัญเรื่องนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็มีนโยบายชัดเจนในการที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชน นโยบายต่าง ๆ เราก็พยายามที่จะดูแลให้ดีที่สุด ขออภัยที่ต้องเอ่ยถึงท่านอีก ท่านมิ่งขวัญ เมื่อปี ๒๕๕๑ ที่ท่านโดนอภิปราย ท่านก็พูดว่าการที่จะดูแลกลุ่ม ๓ กลุ่ม ที่เป็นประชาชนผู้บริโภค เกษตรกร ผู้ประกอบการให้มีความสมดุลนี้มันยากมาก มันไม่ใช่ง่าย เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เราก็ พยายามทํา แล้วก็กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายในเขาก็พยายามดูแลราคาสินค้าให้อยู่ใน สภาวะที่เหมาะสมนะคะ ก็เลยอยากจะเรียนท่าน ส.ส. สมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่านว่าเรื่องนี้มัน ไม่ใช่ว่าประโคมกันไปแล้วก็บอกว่าบริหารไม่เป็น มันไม่ใช่นะคะ ขอให้ท่านดูข้อเท็จจริงด้วย
ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่ท่านได้พูดถึง ดิฉันก็ว่าดิฉันอธิบายไปหลายเรื่องนะคะ น่าจะ เพียงพอ แต่ว่ามีประเด็นหนึ่งที่ว่าเรื่องน้ําตาล ๒๑ ล้านกระสอบที่อยู่ในระบบมีปัญหา และเราขอ มา ๑ ล้านกระสอบ เข้ามาแทรกแซงตลาดเพื่อที่จะควบคุมราคาไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แล้วก็ ไม่ให้ของมันขาดตลาดนะคะ ซึ่งถ้าน้ําตาลขาดตลาดก็แสดงว่า ๒๑ ล้านกระสอบ มันมีปัญหา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะเรียนชี้แจงว่าสิ่งที่เราทํานี้เราก็พยายามทําเพื่อพี่น้องประชาชน ก็เช่นเดียวกับท่านนะคะ ว่าการที่กระทรวงพาณิชย์เข้ามาดูในเรื่องนี้ก็ถือว่ามาช่วยกันแบ่งเบา ภาระนะคะ แล้วก็นํามาแทรกแซงในส่วนที่ตรงไหนที่ขาด ก็อยากจะเรียนชี้แจงให้พี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้าน แล้วก็ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่านได้ทราบ
และอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะโดดไปโดดมานิดหนึ่งนะคะ พอดีเรื่องของมันเมื่อสักครู่ ที่พูดไปในเรื่องของราคานะคะ แล้วก็มีที่ท่านพูดถึงว่ามันน่าจะเข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ แต่จริง ๆ แล้วสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือลงวันที่ ๑๐ เดือนกรกฎาคม เรื่องของ การดําเนินโครงการแทรกแซงตลาดมันสําปะหลัง ก็ได้แจ้งผลการพิจารณาร่างสัญญาซื้อขาย มันสําปะหลังแบบรัฐต่อรัฐว่า มันเป็นร่างสัญญาที่ไม่เข้าข่าย เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องดําเนินการ ตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากร่างสัญญาไม่ได้มีบทบาทในการ เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตนะคะ ซึ่งประเทศไทยก็ถือว่ามีอธิปไตยหรือ มีขอบเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออก พระราชบัญญัติเพื่อเป็นไปตามร่างสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนและงบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็อยากจะเรียนว่าไม่เข้าข่ายเลยนะคะ ก็จริง ๆ ในเรื่องของราคา สินค้าก็อยากจะฝากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่านนะคะว่าวันนี้ตัวนี้มันอาจจะดูว่า เป็นวิกฤติ ก็อยากจะให้พวกเราช่วยกันดีกว่านะคะ เพราะว่าราคาสินค้ามันก็อาจจะดูเหมือน แพงขึ้น แต่มันก็หมายถึงว่าเรื่องของเศรษฐกิจมันมีการเจริญเติบโต มันมีการพัฒนานะคะ บางอย่างมันก็ขึ้น แต่บางอย่างมันก็ไม่ขึ้น ก็อยากจะชี้แจงว่าอย่าเอาเป็นประเด็นการเมือง เลยค่ะ ต้องขอฝากไว้เพียงเท่านี้นะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ
คุณพิเชษฐ์ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทยท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านรัฐมนตรีนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ท่านรัฐมนตรีได้พูดเสียดสี ใส่ร้ายการทําหน้าที่ของฝ่ายค้าน ท่านบอกว่าฝ่ายค้านนั้นได้เล่านิยายฉายหนังในสภาผู้แทนราษฎร อันทรงเกียรติแห่งนี้ เราทําหน้าที่ครับท่านประธานครับ เราทําหน้าที่นะครับ เขากล่าวหาว่า ท่านทุจริต ท่านก็ยังไม่สํานึกในความผิดพลาด ผมขอให้ท่านถอนเถอะครับ ถอนคําว่า ฝ่ายค้าน เล่านิยายฉายหนัง ขอท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ
ความจริงก็ไม่ใช่เป็นการเสียดสีอะไรมากมายนะครับ แต่อย่างไรก็ตามขอให้ท่านรัฐมนตรีถอนด้วย ก็แล้วกันครับ เปลี่ยนไปใช้คําพูดอื่นก็แล้วกันครับ
คืออย่างนี้นะคะ ดิฉัน ก็ขออนุญาตนิดหนึ่ง เมื่อกี้ที่ว่าเป็นนิทาน นิยาย ก็เพราะเห็นบอกดิฉันเป็นหงส์เป็นกาเป็นอะไร มันก็เหมือนนิยายเหมือนกัน เป็นนิทานที่พูดถึง เพราะฉะนั้นก็เลยพูดไปตามนั้น แต่ว่าอย่างไร ก็ตามดิฉันพร้อมจะถอนค่ะ เพราะดิฉันถือว่าดิฉันก็ไม่อยากให้มีปัญหาอะไร พร้อมถอนค่ะ กราบขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ มีผู้ยกมือหลายคนแล้วครับ เอาคุณเจริญก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพท่านประธาน ท่านรัฐมนตรี บอกว่าผมพูดเท็จ เป็นไปไม่ได้ว่าซื้อแพงแล้วมาขายถูก อันนี้จะด้วยความไม่รู้ของท่านหรือ กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้แจ้งท่าน ผมไม่ทราบ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่ากองทุนอ้อยและน้ําตาลทราย เขาเอาเงินของกองทุนไปซื้อน้ําตาลจากโควตา ค ต่างประเทศราคากิโลกรัมละ ๒๒ บาท แล้วมา ขายในประเทศกิโลกรัมละ ๑๙ บาทและ ๒๐ บาท ทําให้กองทุนขาดทุนไป ๑๔๘ ล้านบาท ผมเป็น ชาวไร่อ้อย เงินส่วนนี้เป็นเงินของชาวไร่อ้อยด้วย ฉะนั้นสิ่งซึ่งท่านบอกว่าผมพูดเท็จนี้ท่านอาจจะ ไม่เข้าใจหรือเจ้าหน้าที่ไม่แจ้งท่านหรือไม่รายงานท่านก็สุดแล้วแต่ท่าน แต่นี่คือข้อเท็จจริง ขอบคุณครับ
คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงคล้ายกับว่าพวกผมเองดึงประเด็นไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของการทําหน้าที่ แต่ไปพูดเรื่องการเมืองเสียมากกว่า ผมขออนุญาตเรียนว่าสิ่งที่ท่านชี้แจงนี่นะครับพวกเรามี ประเด็นข้อสงสัย และตัวผมเองเป็นคนอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องอัตราค่าจ้างและเงินเดือน ซึ่งมีผลกระทบเมื่อขึ้นอันตราเงินเดือนแล้วไปกระทบต่อราคาสินค้าเพราะมันเป็นต้นทุน ทีนี้ที่บอก นั้นผมเทียบเคียงให้ดูครับว่าปัจจัยของที่มันขึ้นมันสูงกว่าค่าแรงที่ปรับกับเงินเดือนที่รัฐบาลปรับ ให้กับส่วนราชการ ข้าราชการ ๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็สูงกว่าในส่วนของเงินเดือนขั้นต่ํา ผมเทียบเคียง ให้ดูครับ และพร้อมทั้งได้กล่าวหาท่านว่าท่านเองไม่ได้มีการดูแลในเรื่องของการตรวจสอบสินค้า หลายชนิด ซึ่งท่านเองก็กล่าวอ้างว่ามีกลไกในการดูแล แต่จริง ๆ แล้วมันขึ้นทุกครั้งที่มีการพูดว่า จะขึ้นเงินเดือน แล้วก็ขึ้นจริง ๆ ครับสินค้านี่ขึ้นก่อน ในหนังสือที่ท่านให้สัมภาษณ์ หลายส่วนท่านก็ บอกว่ามีการขึ้นราคาสินค้าจริงในหนังสือพิมพ์ กําลังให้ตรวจสอบ แต่ที่ขึ้นไปแล้วนี้มีจํานวนมาก จนกระทั่งรัฐบาลเองต้องมาประกาศ ๔๑ ชนิดเป็นราคาสินค้าที่ควบคุม ดังนั้นถ้ามองว่าการที่ตัว ท่านรัฐมนตรีเองได้ทํางานในส่วนของการควบคุมดูแลสินค้าแต่ไม่ได้ดําเนินการแต่อย่างไร จนทําให้ ราคาสินค้าขึ้นและกระทบต่อพี่น้องประชาชนนั้นเป็นเรื่องความเดือดร้อนเสียหายมากกว่าที่ ท่านจะมาบอกว่าไม่ใช่ แล้วก็รวมถึงท่านไปเอาราคาของต่างประเทศซึ่งมาเทียบเคียง ผมว่า ไม่ใช่หรอกครับ พื้นฐานของเงินเดือน ค่าครองชีพที่ต่างกันท่านต้องไม่เทียบกับต่างประเทศครับ ของเราไปเทียบกับต่างประเทศนี่เราต้องเทียบกับเงินเดือนอัตราขั้นต่ําที่ผมเขียนไว้ว่า กลุ่มประชากร ๕๔ เปอร์เซ็นต์คือกลุ่มชาวนา และถัดขึ้นมาคือกลุ่มอุตสาหกรรม มีอยู่ ๓๐ กว่า เปอร์เซ็นต์นี่ ผมถามว่ากลุ่มเหล่านี้ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นี้ที่มีค่าครองชีพที่ต่ํามาก ในส่วนนี้ครับ ต่ํากว่ารายได้ที่รัฐบาลบอกว่าพอใช้ แต่ตัวเลขที่ออกมานี้ดูเหมือนว่าท่านก็พึงพอใจ ผมจึงสงสัยว่า สิ่งที่ท่านตอบผมมานี้มันก็ไม่ตรงกับความเป็นจริง ผมไม่ได้ว่าหรอกครับท่านตอบได้เท่าไรก็ตอบ เถอะครับ แต่ที่ผมลุกขึ้นมานี้ดูเหมือนว่าท่านจะโยงไปว่าพวกผมเองกําลังทําหน้าที่ แต่ท่านบอกว่า อย่าไปโยงในเรื่องของประเด็นต่าง ๆ ไปสู่การเมือง ซึ่งประชาชนเองจะมองว่าพวกเราทําหน้าที่ ในการตรวจสอบและบอกกล่าวตั้งแต่แรกว่าของมันมีราคาเปลี่ยนและขึ้น มีการกักตุน มีการตรวจสอบโควตาหรือสต็อกของต่าง ๆ หรือเปล่า ท่านเองก็ไม่ได้บอกกล่าวเพียงแต่บอกว่า มีการตรวจสอบเท่านั้นเองและสิ่งต่าง ๆ ที่เราสะท้อนภาพกลายเป็นว่าพวกเราเองมาเล่นการเมือง ดังนั้นผมขอเรียนว่าท่านเองจะตอบอย่างไรพวกเราเองนะครับ ก็ต้องรับฟัง แต่ประชาชนจะเป็นคน ตัดสินเองครับ ขอบคุณครับ
คุณพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยนะครับ กระผมต้องขอใช้สิทธิพาดพิงในฐานะประธาคณะกรรมาธิการ การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญานะครับ
ประเด็นที่ ๑ กรณีที่ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ท่านได้กรุณาแจ้งว่าราคา ๑๔,๖๐๐ บาทเศษ เป็นราคาที่คณะกรรมาธิการการพาณิชย์อยากให้ขายนะครับ ผมอยากจะเรียนว่ามันเป็น ข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนอย่างนี้นะครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาสอบสวนเรื่องการขาย แป้งมันสําปะหลังให้กับบริษัท ไชน่า มารีน ชิปปิ้ง เอเจนซี่ (China marine shopping agency) ทางคณะกรรมาธิการได้มีหนังสือกราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ๒ ครั้ง ๔ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ กับ ๒๒ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ นะครับ ในประเด็นที่ว่า เนื่องจากขณะนั้นกรมการค้าต่างประเทศเพิ่งได้ลงนามในเอ็มโอเอ็ม (MOM) คือบันทึกการประชุมเท่านั้นยังไม่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย คณะกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่า การขายที่ราคา ๑๐,๖๖๐ บาทต่อตันถูกเกินไปจึงเสนอให้ปรับราคาขึ้นเป็น ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน หรือยกเลิก เพราะว่าแนวโน้มขณะนั้นหัวมันสําปะหลังไม่มีเลยแล้วราคาก็จะสูงขึ้นอีก ซึ่งเมื่อ คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือ ๒๒ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ ถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แล้วก็มีการเร่งรีบเซ็นสัญญาลงนามระหว่างกรมการค้า ต่างประเทศกับบริษัท ไชน่า มารีน ชิปปิ้ง เอเจนซี่ ในต้นเดือนกรกฎาคม ถ้ากระผมจําไม่ผิดน่าจะ เป็นวันที่ ๘ เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๓ ซึ่งอันนี้คือประเด็นที่ ๑
ส่วนประเด็นเรื่องที่ว่าสินค้าเก็บไว้ แป้งมัน ๑๘ เกวียนแล้วจะมีปัญหาเสียหาย ผมอยากจะกราบเรียนว่า แป้งมันสําปะหลังเป็นสินค้าอุตสาหกรรมไม่ใช่สินค้าเกษตรกรรม อย่างข้าวหรือข้าวโพดหรือมันเส้น เพราะฉะนั้นการที่เก็บไว้ปีครึ่ง ผมอยากจะเรียนว่าการเสื่อม คุณภาพอาจจะมีบ้างแต่จะเป็นปริมาณเล็กน้อยเท่านั้นนะครับ ไม่มีความจําเป็นหรือเหตุสําคัญ อะไรที่จะต้องไปขายถูกถึง ๔,๐๐๐ บาทต่อตันเป็นค่าปรับปรุงนะครับผมว่าอันนี้น่าจะเป็นข้อมูล ที่คลาดเคลื่อนเพราะแป้งมันสําปะหลังจริง ๆ แล้วเก็บไว้ ๒ ปีก็ยังสามารถอยู่ในสภาพที่นําไปใช้งานได้
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านรัฐมนตรีกล่าวก็คือว่าถุงที่เป็นถุงลามิเนต (Laminate) ถุงข้าวเฉลิมพระเกียรตินะครับ จากที่คณะกรรมาธิการได้ตัวอย่างจากทางองค์การคลังสินค้าและได้ ให้บริษัทเอกชนเสนอราคามา ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ใช้ตัวอย่างขององค์การคลังสินค้าซึ่งเป็น ถุงพิมพ์หลายสีและถุงลามิเนตอย่างเดียวกันและได้ราคามาที่ ๑ บาท ๒๐ ตางค์ต่อใบนะครับ ไม่ใช่ ๒ บาท ๒๗ สตางค์ อย่างที่ท่านจัดซื้อซึ่งกรรมาธิการจึงได้มีบันทึกกันอยู่แล้วว่าเป็นการ จัดซื้อจัดจ้างที่แพงเกินไปนะครับ
ส่วนประเด็นเรื่องการมอบอํานาจ คณะกรรมการกฤษฎีกา หรือมาตรา ๑๙๐ ก็เป็น สิ่งที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ กล่าวคือในหนังสือที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์นําเรียนท่านคณะรัฐมนตรีหรือท่านนายกรัฐมนตรีผมไม่แน่ใจนะครับ มีการตอบอ้างว่า ได้รับคําตอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาใน ๒ ประเด็น
คือประเด็นแรกคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่าการซื้อขายจีทูจี (G to G) ไม่จําเป็นจะต้องผ่านมาตรา ๑๙๐ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นคณะกรรมาธิการก็ได้เคยทําหนังสือ กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแล้วว่ามาตรา ๑๙๐ เรื่องเกี่ยวกับประเด็นจะต้องเข้ารัฐสภาหรือ เปล่าอยู่ในวรรคสองซึ่งมันจะมีมาตรา ๑๙๐ วรรคห้าบอกว่า หากมีประเด็นข้อสงสัยหรือปัญหา ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด เพราะฉะนั้นหากประเด็นนี้ไม่นําเข้าให้ รัฐสภาเห็นชอบก็ต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญนะครับไม่ใช่ให้กฤษฎีกาชี้ขาดนะครับนี่คือประเด็นหนึ่ง
ส่วนประเด็นหลักสําหรับที่เป็นปัญหาสําหรับจีทูจี ทั้งมันเส้นและแป้งมันตอนนี้ คือประเด็นที่แม้แต่ในหนังสือของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เองที่กฤษฎีกาตอบมาว่า ในข้อความข้างต้นเมื่อกี้นี้มันมีวรรคสุดท้ายขมวดว่า แต่คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า เมื่อเป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐคนลงนามแต่ละข้างจะต้องได้รับมอบหมายจากรัฐบาลแต่ละฝ่าย ซึ่งในฝ่ายเรากรมการค้าต่างประเทศถูกต้องแล้ว คือมีมติคณะรัฐมนตรีให้เป็นผู้ลงนาม ในฐานะผู้ขาย แต่ผู้ซื้อจากประเทศจีนทั้ง ๓ บริษัท คือไชน่า มารีน ชิปปิ้ง เอเจนซี่ ซื้อแป้งมัน และอีก ๒ บริษัท คือถ้าผมจําไม่ผิดคือเวลบริงกับเจียงจุไรซ์ อินดัสเตรียลที่ซื้อมันเส้นรวมกัน ๗๐๐,๐๐๐ ตัน ไม่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีนเลยนะครับ ไม่มีหนังสือมอบหมายเลย เพราะฉะนั้นเป็นประเด็นที่ผมอยากจะเรียนว่าแม้แต่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ได้รับ หนังสือตอบจากกฤษฎีกาอยู่แล้วว่าคนซื้อจะต้องรับมอบหมายจากรัฐบาลจีนแต่กลับไม่ดําเนินการ อย่างนั้น ผมว่าก็เป็นประเด็นที่ต้องตั้งข้อสงสัยกันอีกว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า เป็นประเด็นการซื้อ จีทูจีที่ถูกต้องหรือเปล่า
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ท่านรัฐมนตรีพาดพิงว่าคณะกรรมาธิการได้เรียกกระทรวง พาณิชย์ไปชี้แจงถึง ๓๐๐ ครั้ง ผมอยากจะเรียนว่าประเด็นที่มันเกิดเรื่องขึ้นเพราะว่า ขออนุญาต นะครับ เฉพาะที่เรียนเชิญ ฯพณฯ รัฐมนตรีพาณิชย์ท่านเดียวก็หลายสิบครั้ง แต่ท่านไม่ได้ให้เกียรติ ไปเลยจนกระทั่งมีหนังสือกราบเรียนให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีช่วยกําชับให้ท่านเข้าประชุมชี้แจง จึงได้มีโอกาสต้อนรับท่านในที่ประชุมครั้งเดียวจากการที่มีหนังสือเชิญหลายสิบครั้ง
ส่วนประเด็นของข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ก็มีปัญหามาก คือคณะกรรมาธิการ บางครั้งเชิญก็ได้รับหนังสือเลื่อนตอบอยู่เนือง ๆ และขอเอกสารไม่เคยได้รับความร่วมมือเลย โดยเฉพาะประเด็นที่เรากําลังตรวจสอบเรื่องสัญญาซื้อขายแป้งมันสําปะหลังและมันเส้นแบบจีทูจี ไม่เคยได้รับความร่วมมือในการส่งเอกสารเลย ซึ่งผมก็ได้ทําหนังสือกราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่าให้ท่านช่วยกําชับให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ปฏิบัติหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ ซึ่งจนปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีคําตอบเช่นเดียวกัน
ส่วนประเด็นพาดพิงสุดท้าย ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่าน ส.ส. เจริญ จรรย์โกมล ได้กรุณาพาดพิงถึงผมว่า ที่คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาตรวจสอบ เรื่องน้ําตาลแล้วบอกว่ามีผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น ๓๐๐ ถึง ๔๐๐ ล้านบาท ผมอยากจะเรียนชี้แจงว่า ในส่วนของคณะกรรมาธิการไม่มีใครมีส่วนได้ส่วนเสียในเงินส่วนนั้น แต่ข้อมูลที่ได้ก็ไปปรากฏ ในบันทึกการประชุมเกิดขึ้นเนื่องจากมีการเชิญผู้แทนจากสมาคมค้าปลีกและส่งเข้ามาร่วมประชุม ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้สอบถามว่าน้ําตาลกระทรวงพาณิชย์ ร้านโชห่วย หรือร้านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว จะสามารถซื้อได้ไหม ในราคาเท่าไร ซึ่งผู้แทนก็บอกว่าซื้อได้ แต่ไม่ใช่ราคากําหนดของกระทรวง พาณิชย์ ๑๙ บาท ต้องซื้อแพงกว่านั้นอีก ๓๐ บาท โดยเปิดบิล (Bill) เปิด ๑๙ บาท แต่ต้องมีการจ่ายเงินข้างนอก ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่นําไปสู่การที่ทางคณะกรรมาธิการก็ได้มี หนังสือประทานกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีแล้วว่ามันน่าจะมีความไม่ชอบมาพากลในการ จัดสรรนี้ แล้วก็หนังสือที่กราบเรียนให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบก็คือหนังสือ ที่ลงไปเมื่อวันที่ ๑๗ เดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ซึ่งก็กําลังรอคําตอบจากท่านอยู่ หากยังไม่มีทาง คณะกรรมาธิการก็อาจจะต้องดําเนินการในประเด็นอื่นต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ครับ
เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ กระผม ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เผอิญท่าน ผู้ทรงเกียรติได้กรุณาพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องน้ําตาลทราย ซึ่งเป็นส่วนที่กระทรวงอุตสาหกรรม รับผิดชอบในการดูแลของการผลิต การสต็อก และการรักษาการตาม พ.ร.บ. อ้อยและน้ําตาลทราย ปี ๒๕๒๗ ผมห่วงว่าถ้าท่านผู้ชมทางบ้านได้รับทราบข้อมูลแล้วเข้าใจไม่ถูกต้อง ห่วงว่าจะตื่น ตระหนกเกี่ยวกับเรื่อง ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก เรื่องปริมาณน้ําตาลทรายห่วงว่าจะขาดตลาด ผมขอเรียนยืนยันครับ ว่าอย่างที่ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ ท่านเจริญ จรรย์โกมล ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้พูดถึงว่า เมื่อปีที่แล้วมีโควตา ก ซึ่งไว้สําหรับจําหน่ายภายในประเทศ มีทั้งหมด ๒๒ ล้านกระสอบนั้น ปีนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสํานักงานอ้อยและน้ําตาลทรายได้ดูแลให้ กนอ. จัดสรรโควตา ก น้ําตาลที่ใช้ภายในประเทศเพิ่มจาก ๒๒ เป็นปีนี้ ๒๕ ล้านกระสอบ เพิ่มขึ้นมา ๑๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วด้วยความที่เป็นห่วงจากหลายฝ่ายว่าจะขาดตลาดอีก แล้วรวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านเราขาย น้ําตาลแพงกว่าเราเยอะ เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมเองได้มอบนโยบายให้กองทุนอ้อยและน้ําตาลทราย ในการที่จะจัดสรรรอบใหม่เพิ่มเติมให้อีก ๓ ล้านกระสอบ สํารองไว้ในกองทุนอ้อยและน้ําตาลทราย อย่างที่ท่าน ส.ส. เจริญได้พูดนั้นถูกต้องครับ ไว้เป็นปริมาณสํารองเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศ มั่นใจว่าปริมาณน้ําตาลทรายภายในประเทศปีนี้จะเพิ่มจากปีที่แล้ว ๒๒ เป็น ๒๘ ล้านกระสอบ เพิ่มขึ้น ๒๗ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้มั่นใจว่าในฐานะกระทรวงอุตสาหกรรมรับผิดชอบในการผลิต เราสามารถมีปริมาณน้ําตาลสํารองที่จะขายได้พอเพียงภายในประเทศแน่นอน เนื่องจากปีนี้ ปริมาณการผลิตน้ําตาลทรายจากอ้อยได้ดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ จาก ๖๖ ล้านกระสอบ เพิ่มเป็น ๗๖ ล้านกระสอบ เพิ่มมา ๑๐ ล้านกระสอบ เพราะฉะนั้นต้องเรียนยืนยันเพื่อให้พี่น้องประชาชน ทางบ้านที่ได้รับฟังจะได้มีความมั่นใจและไม่ห่วงกังวล
และอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องของราคาอ้อยขั้นต้นที่ท่านผู้ทรงเกียรติ เมื่อสักครู่ได้กรุณาห่วงว่า เมื่อปีที่ผ่านมานั้นจะทําให้ราคาอ้อยขั้นต้นของพี่น้องชาวไร่นั้นเสียหาย เรื่องนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งดูแลในส่วนนี้เราก็เป็นกังวลครับ ว่าจากการคํานวณนั้นราคา อ้อยขั้นต้นตามสูตรและกฎหมายกําหนดนั้นจะได้ตันละ ๙๔๕ บาท ผมเองจึงได้มอบหมายให้ กองทุนอ้อยและน้ําตาลทราย ในการที่ประชุมปรึกษาหารือและขออนุมัติ และผมขออนุมัติ คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีอนุมัติในการที่จะให้กองทุนอ้อยและน้ําตาลทรายกู้มาเพิ่มเติมให้กับ ชาวไร่อ้อยทั่วประเทศอีกตันละ ๑๐๕ บาท เป็น ๑,๐๕๐ บาท เพื่อที่จะให้ชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ ได้รับค่าอ้อยในราคาที่เหมาะสมครับ ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมครับ ขอบคุณครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จริงคงไม่ประสงค์จะใช้เวลาชี้แจงนะครับ ท่าน ส.ส. สุนัย ก็ขอว่าไม่ให้ผมชี้แจง แต่จะกราบเรียนว่าเนื่องจากการอภิปรายนี่พาดพิงถึงผมหลายประเด็น แต่ผมไม่แน่ใจเนื่องจากว่ายังมีการอภิปรายอีก ๓ วัน ผมจะขอเพียงแต่กราบเรียนท่านประธานว่า ในช่วงท้ายที่ผมจะชี้แจงคงจะต้องชี้แจงครอบคลุมถึงประเด็นนโยบายหรือการกํากับดูแลในอํานาจ หน้าที่ของผมที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงต่าง ๆ ที่ถูกอภิปราย จะเก็บไว้ช่วงท้ายครับ ขอบพระคุณครับ
คือในช่วงท้ายท่านนายกรัฐมนตรีสามารถอภิปรายในเรื่องได้ทุกเรื่องนะครับ ท่านรัฐมนตรี พรทิวาครับ
กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก คือในส่วนของเรื่องของราคาสินค้าที่ต้องขออภัยที่เอ่ยนามนะคะ ท่าน ส.ส. วิชาญ มีนชัยนันท์ คือก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะพูดไปในเชิงว่าทําให้เกิดเรื่องของ ความไม่เข้าใจแบบที่ท่านพูดนะคะ แต่ว่าดิฉันอยากจะเรียนชี้แจงนะคะว่า เรื่องของราคาสินค้า มันมีปัจจัยหลายอย่างที่ทําให้มันต้องมีการปรับตัวบ้าง ซึ่งตรงนี้ดิฉันก็อยากเรียนว่ามันเป็น ธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจนะคะว่า ราคาสินค้านี่มันสะท้อนในเรื่องการเจริญเติบโต คือถ้าราคา สินค้านี่มันหยุดนิ่งก็แสดงว่าเศรษฐกิจมันไม่โตเลย ประชาชนไม่มีกําลังซื้อ ซึ่งในส่วนนี้กระทรวง พาณิชย์เราก็ดูในเรื่องของทําอย่างไรไม่ให้สินค้านี่ราคามันมากเกินไป เพราะเราต้องดูเรื่องเงินเฟ้อ ด้วย เพราะฉะนั้นในสิ่งนี้ในฐานะที่ดิฉันต้องเรียนว่าดิฉันก็เป็นแม่บ้านคนหนึ่ง ดิฉันก็ไม่ได้อยากจะ ซื้อสินค้าแพงหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นในส่วนที่ความรับผิดชอบแล้วก็เป็นนโยบายของรัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นี่ก็ไม่ได้อยากให้ราคาสินค้ามันปรับสูงขึ้น แต่ประเภทไหนที่มันมี ความจําเป็นที่เราจะต้องดูนะคะว่า มันมีเรื่องของพลังงาน มีเรื่องของน้ํามันเข้ามาก็ต้องถือว่า มันมีผลต่อราคาสินค้ามาก ซึ่งตรงนี้จะเรียนว่าในบางประเภทในกระทรวงพาณิชย์เราไม่ได้มีอํานาจ ดูเต็มที่ รับผิดชอบอย่างที่กราบเรียนไปแล้วนะคะ เราก็มาคุมได้นิดหนึ่งตอนปลาย อย่างเช่น เรื่องของบอร์ดทั้งหลายอย่างที่ได้กราบเรียนไปเบื้องต้นนะคะ เพราะฉะนั้นในประเทศนี่ตัวเราเอง ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เราเน้นเรื่องของเสถียรภาพ แล้วก็เรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ของประเทศ โดยเราก็อยากจะให้พื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งในเรื่องของเกษตรกร เรื่องของค้าปลีกค้าส่ง ซึ่งตรงนี้สิ่งที่จะทําให้แข็งแกร่งโดยเป็นนโยบายนี่นะคะ คือท่านนายกรัฐมนตรี ก็ให้นโยบายอยู่แล้วเรื่องของราคาสินค้าเกษตรก็ให้มีราคาดีนะคะ เรื่องเงินเฟ้ออย่างที่เรียนไปแล้ว เราก็ต้องดูให้เหมาะสมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แล้วก็ไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด ซึ่งตรงนี้ เราก็ถือว่าคนไม่มีเงินก็ไม่อยากซื้อของ เศรษฐกิจในประเทศมันก็เดินไปไม่ได้นะคะ อันนี้ ก็คือสิ่งที่อยากจะบอกนะคะว่าในฐานะเป็นแม่บ้าน อย่างที่เรียนว่าก็ไม่ได้อยากให้สินค้าราคาแพง แล้วก็ในฐานะที่มาตําแหน่งดูแลเรื่องของกระทรวงพาณิชย์เราก็พยายามทําอย่างเต็มที่ โดยให้กลุ่ม ๓ กลุ่มอย่างที่บอกนะคะ ประชาชน ผู้ประกอบการ แล้วก็เกษตรกรอยู่ร่วมกันได้โดยมีความสมดุล ก็อยากจะกราบเรียนชี้แจงนะคะ
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ก็ได้ชี้แจงไปพอสมควร แต่มีเรื่องหนึ่งที่เมื่อกี้มียังไม่ตอบ ท่านพฤฒิชัยคือเรื่องของบริษัทไชน่า มารีน ชิปปิ้ง เอเจนซี ที่ท่านว่า ว่ามันมีหนังสือจากสถานทูตจีน ว่ามีหนังสือรับรองว่าเป็นรัฐวิสาหกิจจริง อันนี้ก็อยากจะชี้แจงว่าเป็นเรื่องจริง ส่วนเรื่องของน้ําตาล ดิฉันก็คงพูดไม่ละเอียดเท่าท่านเจริญนะคะ แต่ก็อยากจะชี้แจงว่าเราเข้ามาเป็นบางส่วนในการที่จะ ดูให้น้ําตาลไปถึงมือพี่น้องประชาชนโดยเข้ามาแทรกแซงในส่วนของกรมการค้าภายใน แล้วก็ช่วย กระจายไปสู่พี่น้องประชาชนในส่วนที่มันเป็นพื้นที่ที่มีความเดือดร้อน หาซื้อน้ําตาลยาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะเรียนว่าบริษัทยี่ปั๊วที่ได้รับจัดสรรในสัดส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ๑ ล้านกระสอบมี ๑๐ รายนะคะ แล้วก็แต่ละรายนี้เป็นรายใหม่ ทําไมต้องใหม่ เพราะว่ายี่ปั๊วเดิม ถูกบีบจากโรงงานน้ําตาล เนื่องจากไม่อยากให้ยี่ปั๊วรายเดิมสนับสนุน ซึ่งตรงนี้ ๑๐บริษัท ก็มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งบริษัท อย่างที่ท่านพูดว่าบริษัทจัดตั้งมามันไม่เกี่ยว จริง ๆ แล้วการจด ทะเบียน วัตถุประสงค์การค้าก็มีหลายวัตถุประสงค์เป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป การจัดสรรเราก็จัดสรร ไปตามพื้นที่ที่มีความขาดแคลนแล้วก็มีการโก่งราคา ในเรื่องของการจัดสรรแล้วก็บริการของ น้ําตาลของกระทรวงพาณิชย์เรามีการจัดตั้งอย่างที่ท่านพูดนะคะ ในรูปของคณะกรรมการ แล้วก็ เป็นเครื่องมือการจัดสรรเราก็ถือว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแทรกแซงตลาดตามที่พี่น้องประชาชน เดือดร้อนนะคะ ก็คือเราก็เอาไปเข้างานธงฟ้าอย่างที่บอก จ่ายในพื้นที่ที่ขาดแคลน แต่มันมี อุปสรรคอย่างหนึ่ง คือโรงงานนี้ก็ไม่ยอมจ่ายน้ําตาลเมื่อไปขึ้นกระดาน จริง ๆ ก็ยังคงเหลือ แต่จริง ๆ ได้รายงานมาว่า ในส่วนนี้ก็คงจะขึ้นมาแล้ว แล้วก็ได้ไปช่วยเหลือประชาชนในส่วนที่เหลือ โควตาที่เหลือ ๕๗,๐๐๐ กระสอบก็อยากจะเรียนว่าโควตานี้ก็คงจะรีบนํามากระจายไปสู่ พี่น้องประชาชนธงฟ้า ก็คงจะขอกราบเรียนเพียงแค่นี้
ในส่วนของท่านประธานคณะกรรมาธิการ ประเด็นที่ท่านพูดท่านนายกรัฐมนตรี ก็กําชับให้ไปคณะกรรมาธิการ ซึ่งท่านก็บอกว่ามาครั้งหนึ่งก็ได้ จริง ๆ ก็ต้องกราบเรียนว่าอยากไป เพียงแต่ว่าบางครั้งภารกิจมันเยอะ ก็ต้องเข้าใจ ท่านก็บอกว่ามาครั้งหนึ่ง ที่เหลือให้อธิบดีหรือ ผู้แทนมาก็ได้ อันนี้ก็อยากจะชี้แจงนะคะ แล้วก็ประเด็นเหล่านี้ดิฉันต้องบอกว่า ก็คือไม่ได้มี ความรู้สึกอะไรที่ไม่ดีต่อท่านนะคะ แต่ก็ไม่อยากให้มองว่าสิ่งที่ท่านมีภาระอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ นี่ ไม่อยากให้เอาประเด็นนั้นมาเป็นตัวที่ทําให้ข้าราชการเขาตกอกตกใจ ต้องเรียนตามตรงเลย เพราะว่าบางทีไปนี่ก็ได้รับรายงานมา ดิฉันก็อยากจะเรียนท่านว่าต้องขอชี้แจงนะคะว่าส่วนนี้ อยากจะให้ท่านเข้าใจด้วยว่าข้าราชการเขาก็ทํางานกันเต็มที่ พยายามที่จะตอบข้อซักถามของ ท่านในทุก ๆ ครั้ง แต่ในบางครั้งถ้าเขาอาจจะต้องติดประชุมหรือติดการทํางานก็อยากจะให้ ท่านเข้าใจว่าพวกเรา โดยเฉพาะในส่วนที่ดิฉันมอบหมายเขาก็ตั้งใจเต็มที่ที่จะไปให้คําชี้แจงกับท่าน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็กําชับว่าต้องไปชี้แจงในส่วนที่ถ้ามีโอกาสและเวลา โดยส่วนตัวก็ไม่มี อะไรกับทุก ๆ ท่านนะคะ ก็ขอขอบคุณในสิ่งที่ท่านได้แนะนํานะคะ ในส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ ทํางานเราก็จะพยายามทําให้เต็มที่ พูดถึงสิ่งที่เรารับผิดชอบเราก็จะดูแลพี่น้องประชาชนให้ดีที่สุด ก็กราบขอบคุณค่ะ
คุณพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ขอรวบรัดด้วยนะครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ กระผม นายพฤติชัย วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยนะครับ คือประเด็นพาดพิง ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก อยากกราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่าตอนนี้ประเด็นที่ท่านถูกกล่าวหาว่า จีทูจี ไม่ถูกต้องนี่คือผู้ซื้อทั้ง ๓ ราย ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ไชนา มารีน ชิปปิ้ง เอเจนซี่ จํากัด หรือ บริษัท เวลบริ้ง จํากัด หรือว่าบริษัท เจียงสุ ไรซ์ อินดัสเตรียล นี่ไม่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ประเทศจีนเป็นลายลักษณ์อักษรให้มาลงนามในสัญญารัฐต่อรัฐนะครับ ไม่ใช่ประเด็นว่าเขาเป็น รัฐวิสาหกิจหรือเปล่า เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านช่วยเช็ก ตรงนี้ เพราะอันนี้เป็นประเด็นที่แม้แต่ กฤษฎีกาเองยังย้ําท่านในหนังสือว่า การซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐนี่ผู้ซื้อแต่ละข้างจะต้องได้รับ มอบหมายจากรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น กรมการค้าต่างประเทศเองเป็นหน่วยงานของราชการ แต่ก็ จะต้องรับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีมีมติถึงจะเป็นตัวแทนรัฐได้ เพราะฉะนั้นบริษัททั้ง ๓ บริษัท นั้นจากที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษามาไม่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลกลางของประเทศจีน ให้มีการลงนามซื้อสินค้าแป้งมันและมันสําปะหลังนะครับ ไม่ใช่ประเด็นที่เขาเป็นรัฐวิสาหกิจหรือ เปล่า อยากให้ท่านทําความเข้าใจจุดนี้ แล้วก็อันนี้แหละจะเป็นประเด็นที่จะไปเกี่ยวเนื่องถึงทุจริต ที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านอื่นกล่าวหาท่านนะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะฝาก ท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านรัฐมนตรีก็ไปดู ถ้ามันไม่ได้รับมอบหมายจริงอันนั้นก็คือไม่ใช่จีทูจี ของจริง ก็เป็นจีทูเก๊อย่างที่ท่านเจริญหรือใครบอกไป
ส่วนประเด็นเรื่องที่ว่าการชี้แจงของข้าราชการกระทรวงพาณิชย์นี่ ผมอยากจะ เรียนว่าหากท่านลองไปถามดูนะครับ ผมไม่อยากเอ่ยนามถึงข้าราชการบางท่าน การชี้แจงของ ข้าราชการบางครั้งนี่ผมอยากจะเรียนว่าในคณะกรรมาธิการกลับต้องให้ความเกรงใจกับข้าราชการ บางท่านมากกว่านะครับ ไม่ใช่ว่าคณะกรรมาธิการจะไปข่มขู่หรือไปอะไรข้าราชการนะครับ ผมอยากจะให้ท่านดูบางครั้งข้าราชการที่มาจะมีบุคลิกหรือลักษณะอะไรที่ผมว่าจะค่อนข้างวาง กล้ามมากกว่านะครับ ไม่ใช่ว่าคณะกรรมาธิการจะไปข่มขู่ ท่านขอดูจากเทปบันทึกหรือชวเลข ที่จดประชุมได้เลยนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือบิดเบือนได้ ขอบพระคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีมีอะไรไหมครับ ไม่มีนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีพรทิวาครับ
ก็จะรับสิ่งที่ท่านให้ คําแนะนําไปตรวจสอบดูนะคะ แต่เท่าที่ผ่านมาจริง ๆ กระบวนการเขาก็ตรวจสอบมาชัดเจนแล้ว นะคะ ก็ขอชี้แจงเพียงเท่านี้ แต่อย่างไรก็ตามสรุปโดยประเด็นทั้งหมดดิฉันขอยืนยันนะคะ สิ่งต่าง ๆ ที่ท่านกล่าวหาในเรื่องว่ามีการทุจริต ดิฉันก็ขอเรียนว่าดิฉันมีนโยบายชัดเจนนะคะว่าเรื่องของ การทุจริต ไม่โปร่งใส คือไม่ให้เกิดขึ้นในกระทรวง ต้องขอเรียนตามตรงนะคะ
พอดีเขามีโน้ตมานิดหนึ่ง เดี๋ยวท่านพฤฒิชัยอาจจะได้ฟังนิดหนึ่ง รัฐวิสากิจจีนเป็น หน่วยงานของรัฐบาลจีน แต่ละมณฑลมีกฎหมายของตนเอง ซึ่งเขาได้ชี้แจงมา แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะลองไปดูอีกทีนะคะ แต่อย่างที่บอกว่ามีการตรวจสอบมาอย่างดีแล้ว อย่างไรก็ตาม ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่านที่กรุณาให้คําแนะนําแล้วก็ชี้แนะในสิ่งที่ อาจจะเป็นประโยชน์กับภาพรวมนะคะ แต่อะไรที่มันไม่จริงดิฉันก็ขอยืนยันว่าเรื่องที่ไม่จริง ดิฉันก็ขอไม่รับ แล้วก็ขอเรียนชี้แจงว่าเรื่องของการทุจริตไม่มีค่ะ ขอบคุณค่ะ
ต่อไปเป็นการอภิปรายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนะครับ ท่านรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ มีผู้อภิปราย ๔ ท่านนะครับ คือ คุณต่อพงษ์ ไชยสาส์น คุณธเนศ เครือรัตน์ คุณสรวงศ์ เทียนทอง คุณวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ขอเชิญคุณต่อพงษ์ ไชยสาส์น ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ต่อพงษ์ ไชยสาส์น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทยครับ การอภิปราย ไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ผมก็ได้รับมอบหมายจาก พรรคฝ่ายค้านที่ให้มาดําเนินการอภิปรายตัวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่าการดําเนินการอภิปรายมาตั้งแต่เช้าผมกลัวว่าท่านรัฐมนตรีจะลืมข้อกล่าวหา ของฝ่ายค้านในขณะนี้นะครับ ก็ต้องดําเนินการในส่วนตรงนี้ว่าข้อกล่าวหาของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศมีดังนี้นะครับ ดําเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาด ล้มเหลว อย่างสิ้นเชิง แทรกแซงกิจการภายในประเทศเพื่อนบ้านทําให้มิตรประเทศกลายเป็นศัตรู กระทบต่อความสัมพันธ์และการค้าระหว่างประเทศอย่างรุนแรง นํามาซึ่งความไม่เข้าใจและ ความไม่ไว้วางใจของมิตรประเทศ ส่งเสริม สนับสนุนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดําเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะก้าวร้าวรุนแรง บ่มเพาะศัตรูและชักศึกเข้าบ้าน อยู่ตลอดเวลา ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขอนําเรียนนะครับว่า นโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของกรณีแนวนโยบายด้านการต่างประเทศในเรื่องของ ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาคต่าง ๆ ตรงนั้นก็พูดถึง ในเรื่องของการที่จะสานสัมพันธ์แล้วก็ส่งเสริมในเรื่องของมิตรภาพร่วมกันอยู่ตลอดเวลา เราจะเห็นว่า พฤติกรรมของท่านรัฐมนตรีท่านนี้มันไปส่อในเรื่องของการที่จะชวนเพื่อนบ้านทะเลาะวิวาทอยู่ ตลอดเวลา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขอนําเรียนนะครับว่าที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของ ประเทศไทยเรานั้นไม่เคยเสื่อมเสียและเสื่อมทรามลงในถึงขนาดนี้ ต้องบอกว่าโพลที่ออกมาที่ให้กับ ตัวท่านรัฐมนตรีหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมานั้น ท่านจะมาติดอันดับสุดท้ายอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งเอแบคโพลในวันที่ ๘ เดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๓ ที่มีทําโพลถึงท่านนั้น คนส่วนใหญ่เห็น ให้ท่านออกจากตําแหน่งประมาณ ๖๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ให้ออกทันที ๔๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ให้ออกหลัง การประชุมอาเซียน ๕๔.๑ เปอร์เซ็นต์ ตรงนั้นท่านนายกรัฐมนตรีต้องรับฟังว่าในส่วนตรงนี้มันเป็น การผิดพลาดและประชาชนเขาผิดหวังกับการบริหารแนวนโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐบาล ท่านโดยที่มีรัฐมนตรีมีข้อกล่าวหาในเรื่องของผู้ร้ายสากล ตรงนี้ต้องขอนําเรียนจริง ๆ ว่า หลังเหตุการณ์ไนน์วันวัน (Nine One One) หรือเหตุการณ์การถล่มตึกเวิร์ลเทรด (Worldtrade) ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ประเทศสหรัฐอเมริกาเขามองนะครับว่าประเทศไหนนั้นเป็นผู้บ่มเพาะ หรือส่งเสริมให้มีผู้ร้ายข้ามชาติหรือข้ามแดนหรือสากลนะครับ แต่มันไปตรงกรณีของเสนาบดี ของท่านที่ถูกกล่าวหาแล้วศาลก็ได้รับข้อกล่าวหาในส่วนตรงนั้นแล้ว แม้กระทั่งตัวรัฐมนตรีเอง ยังได้รับข้อกล่าวหาในส่วนตรงนั้นเลย ในส่วนตรงนี้ผมต้องนําเรียนนะครับว่าการดําเนินนโยบาย ด้านการต่างประเทศของท่านจะทําให้ยุ่งยาก เพราะว่าตัวอุปสรรคที่ผมบอกนะครับว่าคนนั้น มีปัญหา มันจึงสะท้อนออกมาในเรื่องของผลงานด้านการต่างประเทศที่เห็นได้ชัดว่าที่ผ่าน ๆ มา เรามีทั้งลองถูกและลองผิด ต้องขอนําเรียนครับในสมัยท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ชื่อสุรินทร์ พิศสุวรรณ ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ท่านก็ลองถูกลองผิดนะครับ บางครั้งท่านก็ไปวิพากษ์วิจารณ์ประเทศเพื่อนบ้านอยู่พอสมควร เขา เรียกว่าเป็นแนวนโยบายที่กําหนดอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเฟสซีเบิล เอ็นเกจเมนท์ (Faceable Engagement) จะเป็นเสรีภาพในการเข้าถึงหรือการวิพากษ์วิจารณ์สิ่งนั้น ตรงนั้น รัฐมนตรีกําหนดชัดเจน สุดท้ายมันไปไม่ไหวครับ เพราะกลุ่มอาเซียนเขาบอกว่าเราพยายามที่จะ ไม่วิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มอาเซียนกันนะครับ จึงต้องมาเปลี่ยนไปในเรื่องของเอนฮานซ์ เอนเกจ เม้นท์ (Enhance Engagement) ก็คือใช้ความร่วมมือร่วมใจกันในการพัฒนาภูมิภาคนี้ แต่มันกลับกันครับกับแนวนโยบายของตัวท่านรัฐมนตรีเอง เขียนไว้สวยหรู แต่แนวปฏิบัตินั้น ผมบอกได้เลยครับว่าเชื่อไม่ได้ แล้วก็เป็นที่ประชาชนนั้นห่วงใยว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทยนั้น จะเสื่อมทรามลง ขอนําเรียนในข้อกล่าวหาของพรรคฝ่ายค้านนั้นก็คํานึงถึงในเรื่องของข้อผิดพลาด และล้มเหลวของตัวท่านรัฐมนตรีท่านนี้จริง ๆ ไปดูแนวนโยบายด้านการต่างประเทศที่รัฐธรรมนูญ เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าในมาตรา ๘๒ รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับ นานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตาม สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้งตามพันธกรณียกิจได้กระทําไว้กับ นานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ รัฐต้องส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับ นานาประเทศ ตลอดจนให้ความคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ ในส่วนตรงนี้ผมขอเริ่มเลยนะครับว่าในส่วนของความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศ ไม่ต้องมองไกล ครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ ก็คือในเรื่องของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาครับ วันนี้เราจะเห็นนะครับ ว่าการก่อตัวในเรื่องของการที่ขึ้นทะเบียนของปราสาทพระวิหารในส่วนของกัมพูชานั้นเราจะเห็น ข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชนั้นเกิดขึ้นมาโดยตลอด เราต้องยอมรับนะครับว่าเป็นความต้องการของ ฝ่ายกัมพูชา แต่ความพยายามในเรื่องของการคัดค้านนั้นก็ต้องอยู่ในเรื่องของรูปแบบ และยุทธศาสตร์ที่กําหนดไว้อย่างชัดเจนนะครับ เราเข้าใจครับว่าการตอบโต้และการคัดค้านนั้น ต้องเป็นบทบาทของฝ่ายรัฐบาล แต่การดําเนินการนั้นบางครั้งเราเอาการเมืองในส่วนประเทศไปดึง การเมืองระหว่างประเทศเข้ามาในส่วนตรงนี้ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นข้อผิดพลาดอย่างชัดเจน อย่างเช่น กรณีที่รัฐมนตรีท่านนี้สั่งให้เลขานุการเอก สอท. จะสั่งหรือไม่สั่ง แต่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ก็คือ นายคํารบ ไปขอเที่ยวบินหรือข้อมูลการบินของอดีตนายกรัฐมนตรี พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่จะบินไปประชุมในประเทศกัมพูชาในขณะนั้น จึงเป็นที่มาข้อพิพาทหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง จึงเป็นที่มาที่คนไทย ก็คือวิศวกรไทย นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ถูกดําเนินคดีในข้อหาโจรกรรม ในส่วนตรงนั้นก็เดชะบุญครับก็มีการพระราชทานอภัยโทษ แต่มีการตัดสินนะครับว่าเป็นการ โจรกรรม ทําให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยต้องเสื่อมเสีย วันนี้ นายคํารบ ปาลวัฒน์วิไชย ก็ถูกเนรเทศออกจากประเทศกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้ก็ไปกบดานรับตําแหน่งในส่วนของ ประเทศฝรั่งเศส ไม่รู้ ไปไกลจะได้ไม่พูดถึง แต่วันนี้การดําเนินการในส่วนตรงนี้ผมก็ต้องถาม รัฐมนตรีนะครับ มีการลงโทษหรือมีการกล่าวโทษอย่างไร เพราะว่าเป็นข้อกล่าวหา เพราะว่า ข้าราชการถูกเนรเทศออกนอกประเทศตรงนี้มันเสื่อมเสียนะครับ หลังจากนั้นเราจะเห็นนะครับ มาตรการของท่านรัฐมนตรีท่านนี้ยังทําเอกสารลับไปถึงนายกรัฐมนตรี ๑๙ หน่วยงานด้วยกัน เราก็คงไม่ลงรายละเอียดในส่วนตรงนี้ แต่มันเป็นข้อกล่าวหาที่บางคนนําเสนอต่อสาธารณะ อย่างชัดเจน แต่เห็นแล้วท่าทีของผู้นํากัมพูชาก็คงไม่ชอบใจถ้าเห็นเอกสารลับในส่วนตรงนั้น ผมว่าในส่วนตรงนี้มันเป็นที่มาในเรื่องของข้อบาดหมาง แล้วก็ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจของ ผู้นําประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นกรณีนี้ในเรื่องของกัมพูชา ในส่วนตรงนี้เราจะเห็นนะครับว่า การดําเนินบทบาทการตอบโต้ของไทย เราได้เชิญเอกอัครทูตไทยกลับประเทศไทย ทางประเทศ กัมพูชาก็ตอบโต้เช่นเดียวกัน เราตอบโต้อย่างไรเขาก็ตอบโต้อย่างนั้นกลับมา เราจะเห็นนะครับว่า การตอบโต้โดยคําแนะนําของรัฐมนตรีท่านนี้ไปถึงคณะรัฐมนตรีในกรณีการยกเลิกเอ็มโอยู (MOU) ปี ๒๕๔๔ ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เราจะเห็นนะครับในวันที่ ๑๐ เดือนพฤศจิกายน ท่านก็ตอบโต้ ทันที ตรงนี้มันทําให้ท่าทีที่จะมีการเจรจาในเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่มันไม่มีความชัดเจนขึ้นมาทันที ตรงนี้ย้อนกลับไปดูนะครับท่านประธาน มันผิดกับ รัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้หรือเปล่าในปี ๒๕๕๐ นั้น ในเรื่องของประเทศไทย ถ้ามันมีพันธะกรณี ในเรื่องของการกระทําไว้กับนานาประเทศ ตรงนั้นต้องรักษาไว้นะครับ ผมจะตั้งคําถามในส่วนตรง นี้ว่ามันเป็นมติ ครม. ออกไปแล้วให้ยุติเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ วันนี้ท่านรายงานต่อรัฐสภาหรือยังครับ ยังไม่มีนะครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก่อนมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจผมยังไปถามท่านประธานชัยเลย ครับว่าวันนี้คณะรัฐมนตรียังไม่บรรจุระเบียบวาระในเรื่องของยุติการใช้เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ ในตรงนี้ มันเกี่ยวข้องในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ด้วยนะครับ ถึงแม้จะแก้ไขในส่วนของรายละเอียดบางตอน ในมาตรา ๑๙๐ แต่ท่านต้องรายงานต่อรัฐสภาให้ทราบ ตรงนี้ท่านปล่อยปละละเลยในฐานะที่เป็น เสนาบดีดูแลในเรื่องของด้านการต่างประเทศ และเป็นผู้แนะนําให้คณะรัฐมนตรีเป็นคนกระทําใน เรื่องของของการยุติในเรื่องของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ มันเป็นกรณีในเรื่องของการไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน เป็นการตอบโต้อย่างเห็นได้ชัดที่ผ่านมา
อีกกรณีหนึ่งในกรณีของคนไทยทั้ง ๗ คน ก็คงจะมีท่าน ส.ส. ที่อภิปราย ในรายละเอียดตรงนี้ วันนี้เราเห็นนะครับว่าการช่วยเหลือมันช่วยเหลือเฉพาะ ๕ คน แต่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ในอีก ๒ ท่านนั้นท่านจะดําเนินการอย่างไร เราจะไม่เห็นแนวทางชัดเจน แล้วก็ไม่เห็นการเคลื่อนไหวของผู้เป็นมารดาของคุณวีระนะครับ แล้วก็ของคุณราตรียังไม่มี ความชัดเจนว่าจะมีการช่วยอย่างไรในส่วนตรงนี้ส่งท่านรัฐมนตรีผู้นี้ไปเจรจาก็ไม่ได้ผลอะไร ผมยัง ไม่เห็นความสัมฤทธิ์ที่ท่านรัฐมนตรีท่านนี้ไปเจรจาในส่วนของเจซี (JC) หลังจากนั้นก็มีการปะทะกัน ท่านก็เดินทางเข้ากรุงพนมเปญไปพบปะและเยี่ยมเยียนท่านวีระ สมความคิด และท่านราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ นะครับ ในส่วนตรงนี้ผมยังไม่เห็นความคืบหน้าอะไรที่เกิดเป็นมรรคเป็นผล จากการเจรจาของท่านรัฐมนตรีท่านนี้
กรณีขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทพระวิหารต้องแตะนิดหนึ่งว่าความล่าช้า และการเตรียมการที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้ท้วงติงไปว่าให้ตั้ง ยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน วันนี้ตัวท่านรัฐมนตรีท่านนี้ก็ไม่ได้รับไว้วางใจจากคณะกรรมการมรดกโลก ไทย ซึ่งในส่วนตรงนี้กลับไปไว้วางใจให้ท่านสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นคนดําเนินการ จริง ๆ แล้วมันน่าจะ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ผมไม่รู้นะครับว่าทําไมคณะตรงนั้นไม่ไว้วางใจท่านให้เป็นหัวหน้าเจรจา ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะเป็นบทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศเสียมากกว่านะครับ
ในส่วนตรงนี้อีกส่วนหนึ่งกรณีข้อพิพาทที่ผมย้ํานักย้ําหนาในเรื่องของการเจรจา ในกรอบทวิภาคี วันนี้วันก่อนหน้านี้ผมได้อภิปรายและให้กําลังใจตัวนายกรัฐมนตรีว่าควรจะเก็บ ในกรอบการเจรจาทวิภาคี แต่วันนี้มันกลายเป็นพหุภาคีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราตั้งมันมี อ็อบเซอเวอร์ (Observer) มันมีคนเจรจา คนกลางที่เป็นประธานอาเซียนอย่างเห็นได้ชัด เข้ามา เป็นคนตั้งโต๊ะเจรจาให้กับทั้ง ๒ ประเทศ ตรงนี้ท่านจะดําเนินการอย่างไร มันเกี่ยวข้องในเรื่องของ บทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศผู้นี้เช่นกัน การต่อว่าการพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องของ เด็กเกเร ตรงนี้ท่านต้องรับผิดชอบนะครับ ท่านไปกล่าวหาประเทศเพื่อนบ้านอย่างนี้ไม่ได้นะครับ ผมคิดว่าท่านควรทบทวนแล้วก็พิจารณาตัวเองท่านได้แล้วนะครับ
ในกรณีไทย-พม่าครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีไทย-พม่านั้น เราจะเห็น นะครับ ข้อพิพาทนั้นมีมากพอสมควร สืบเนื่องจากกรณีที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ในขณะนั้น มีการจับประชาชนสหรัฐอเมริกาในประเทศพม่าก็คือประเทศเพื่อนบ้านในกรณีที่ ว่ายน้ําไปถึงบ้านนางอองซาน ซูจี แล้วมีการพิพากษาลงโทษให้จําคุกนางอองซาน ซูจี ต่อถึง ๕ ปี ในกรณีนี้ เราจะเห็นนะครับว่า ผมไม่ติดใจในเรื่องของประธานอาเซียนจะให้คําแนะนํา หรือให้คําปรึกษาอย่างไร แต่กรณีนั้นเราจะเห็นนะครับว่า หลังจากนั้นท่านรัฐมนตรีท่านนี้ก็ไป ประชุมต่อที่ฮานอย แล้วท่านก็ให้สัมภาษณ์เกี่ยวข้องแล้วก็เกี่ยวพันในเรื่องของบทบาทของรัฐบาล พม่ามีต่อกรณีของนางอองซาน ซูจี อย่างถึงพริกถึงขิง ตรงนั้นจึงเป็นที่มาในเรื่องของการตอบโต้ ฝ่ายพม่าอย่างเห็นได้ชัดว่ากรณีนี้คณะกรรมาธิการการต่างประเทศก็ศึกษา การงดการส่ง แก๊สธรรมชาติเป็นเวลา ๗ วันมันทําให้ประเทศไทยเสียหายนะครับ มันทําให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ต้องสั่งขับเคลื่อนพลังน้ําเพื่อผลิตไฟฟ้าเพื่อจุนเจือให้มีการใช้ไฟฟ้าได้อย่างไม่บกพร่อง แต่ตรงนั้น มันส่งผลในเรื่องของความเสียหายในกรณีที่พี่น้องประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรีต้องรับสภาพ ในเรื่องของน้ําท่วมหลังจากการปล่อยน้ําเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในส่วนตรงนี้ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ มิหนําซ้ํากรณีที่รัฐบาลสนับสนุนให้มีการสร้างตลิ่งแม่น้ําเมยในอําเภอแม่สอด มันจึงเป็นที่มาในเรื่องของการปิดด่านหรือเปล่า เพราะตัวคณะกรรมาธิการการต่างประเทศนั้น เราก็ลงไปตรวจสอบครับ ชื่นชมนะครับว่าวันนี้แม่สอดกําลังจะพัฒนาเป็นเทศบาลนครแม่สอด ตามมติ ครม. ผมชื่นชมนะครับ มันจะมีในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ เขตเศรษฐกิจการค้า ที่รองรับการเจริญเติบโต แต่วันนี้เป็นที่น่าน้อยเนื้อต่ําใจว่าคนในจังหวัดแม่สอดก็ให้ข้อมูลกับเรา นะครับว่าวันนี้การค้าของเขาโดยปกติแล้วถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ในปี ๒๕๕๓ ปลายปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ โพรเจคชั่น (Projection) ได้เลยประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนั้นมันต้องถดถอยลงไป จากการประเมินการที่เราไปในเดือนตุลาคม ก่อนท่านนายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนประเทศพม่าอย่างเป็นทางการในวันที่ ๑๑ เดือนพฤศจิกายน คณะกรรมาธิการ การต่างประเทศก็ไปศึกษาดูงานในพื้นที่ ในอําเภอแม่สอด แต่การรายงานของหอการค้า สภาอุตสาหกรรมและพี่น้องประชาชนในส่วนตรงนั้นที่ได้รับผลกระทบในการปิดด่าน ไม่ใช่เฉพาะ มีการปะทะในส่วนของเมียวดีแล้วมีผู้อพยพกลับคืนมาในส่วนตรงนั้น แต่ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนในอําเภอแม่สอดให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี แล้วภาครัฐให้การสนับสนุน ช่วยเหลือเป็นอย่างดี แต่ตัวเลขในเรื่องของเศรษฐกิจนั้นมันกระทบอย่างจริงจัง มันส่งผลให้ในเรื่อง ของการทําธุรกิจใต้ดินนั้นเกิดขึ้น แทนที่แต่ก่อนนั้นมันอยู่บนดินแต่วันนี้มันอยู่ใต้ดินเป็นที่เรียบร้อย แล้วครับ ทําให้รายได้ของรัฐนั้นเสื่อมเสียลงไปอย่างเห็นได้ชัดนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ในส่วนตรงลักษณะของตัวท่านรัฐมนตรีนั้นต้องบอกได้เลยครับว่ามันเป็นในลักษณะของ การก้าวร้าวและรุนแรง และมันไม่เหมาะสมต่อตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อย่างชัดเจน ผมไม่ว่าหรอกครับ ท่านเป็นอดีตข้าราชการใหญ่ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ มาก่อน แต่วันนี้เราเห็นแนวประพฤติปฏิบัติของท่านนั้นเป็นที่ยอมรับไม่ได้จริง ๆ ต้องนําเรียนครับ ท่านประธานที่เคารพ ฝากไปถึงหัวหน้ารัฐบาลด้วย เมื่อกี้ท่านรัฐมนตรีพรทิวา นาคาศัยยังกล่าวถึง ว่าการที่ให้รัฐมนตรีดูแลในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องบอกนะครับ เดี๋ยวท่านธเนศก็ต้องพูดถึงว่า รัฐมนตรีท่านนี้ปฏิเสธให้การร่วมมือกับคณะกรรมาธิการมาโดยตลอด ท่านตักเตือนเขาบ้างหรือ เปล่าครับ ตรงนี้ผมต้องบอกนะครับว่า บางครั้งในซีกของคณะกรรมาธิการมีทั้งฝ่ายค้านและ ฝ่ายรัฐบาลอยู่ร่วมกัน แต่บางครั้งนี้ในหลาย ๆ ครั้งข้าราชการประจํามาเป็นตัวแทนของท่าน เขาตอบการเมืองไม่ได้ครับ เขาตอบการเมืองแทนท่านไม่ได้ครับ เพราะท่านเป็นนักการเมือง วันนี้ท่านไม่ได้เป็นข้าราชการประจําเหมือนเดิม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ วันนี้ท่านเป็นนักการเมืองอย่างเต็มตัว ท่านต้องรับผิดชอบแนวนโยบาย วันนี้ในสิ่งที่ท่านกระทํามัน ผิดต่อนโยบาย เราก็ต้องท้วงติงและสอบถาม หลายเรื่องหลายอย่างมันเป็นแนวนโยบายที่ต้อง ดําเนินในด้านการต่างประเทศ ท่านก็ปฏิเสธในการที่จะมาตอบ เพราะว่าตัวแทนของท่านบางครั้ง ก็บอกว่าตอบไม่ได้ เพราะว่าไม่ใช่หน้าที่ของเขา เพราะเขาไม่ได้กระทํา เพราะตัวรัฐมนตรีเป็นคน กระทํา ในส่วนตรงนั้นเราจึงไม่ได้คําตอบ เราจึงไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐมนตรีท่านนี้ที่ชื่อ กษิต ภิรมย์ ท่านประธานที่เคารพครับ จึงเป็นที่มาในเรื่องของการวิวาทะ หรือการที่จะพูดถึง ประเทศมหาอํานาจจากกรณีที่ท่านไปชี้แจงใน ยูเอ็นเอสซี (UNSC) นะครับ ผมไม่รู้ด้วยเหตุผล กรณีกลใดที่ท่านต้องไปพาดพิงประเทศมหาอํานาจซึ่งเป็นคณะกรรมการความมั่นคง ในสหประชาชาติในส่วนตรงนั้น ท่านพูดถึงประเทศรัสเซีย ท่านบอกว่าเขาจะขายอาวุธให้เราแล้ว เราไม่ซื้อเขาจึงเกิดการตอบโต้ในส่วนตรงนี้ ในกรณีของประเทศอินเดียก็เช่นกัน ท่านก็ไปตอบโต้ เขา ประเทศฝรั่งเศส ประเทศจีน ถ้าเขาตอบโต้เรากลับคืนมาละครับ ในกรณีเช่นนี้ท่านจะทํา อย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนการบริหารจัดการของรัฐมนตรีท่านนี้ ในส่วนของ กระทรวง มีส่วนหนึ่งที่จะพูดไม่ได้เลยนะครับ ต้องขอตําหนิตัวท่านรัฐมนตรีว่าในกรณีที่ท่านดูแล ส่วนราชการบกพร่อง ท่านไม่ได้ตรวจสอบและท่านไม่ได้คํานึงถึง หรือท่านปล่อยปละละเลย หรือท่านอาจจะไม่สนใจเลยก็ได้ในกรณีของการที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมายของกระทรวง การต่างประเทศนั้นใช้งบประมาณ ๗.๑ ล้านบาท แต่โดยรวมนั้นประมาณ ๑๐ กว่าล้านบาท รวมค่าเดินทางด้วย ทําหนังสือในเรื่องการจัดทําชุดหนังสือโครงการเขตแดนของเรา เพื่อนบ้านของ อาเซียนของเรา ในส่วนตรงนี้ผมถามข้าราชการที่มาตอบแทนท่าน เขาก็บอกว่าเขาก็ลืมไปในส่วน ตรงนี้ จริง ๆ จับโกหกได้ เขาไม่ได้ชี้แจง เขามาบอกว่าเราเพียงแค่จะทําหนังสือปกขาว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ในคําถามของคณะกรรมาธิการเราถามในหนังสือชุดนี้ มันส่งผลกระทบในเรื่องของการ วิจัยที่อาจารย์ชาญวิทย์เป็นหัวหน้าคณะ แต่มันมีข้อบิดเบือนเป็นการหยิบยกสารานิพนธ์ หรือวิทยานิพนธ์ขึ้นมารีไรท์ (Rewrite) ตบตาท่าน แล้วท่านไม่ตรวจสอบ มันส่งผลกระทบในเรื่อง ของการสูญเสียท่าทีของรัฐบาลไทยอย่างชัดเจนในกรณีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ในส่วนหนึ่งวันนี้ ต้องบอกได้เลยครับว่าท่านรัฐมนตรีปล่อยปละละเลยงานราชการในกระทรวงมากพอสมควร มิฉะนั้นท่านคงไม่พูดถึงว่ากระทรวงนี้เป็นกระทรวงแดนสนธยา ท่านเป็นเจ้ากระทรวงเองท่านยัง วิพากษ์วิจารณ์กระทรวงของท่านเองว่ามันเป็นแดนสนธยา ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่นะครับ ท่านรัฐมนตรี อีกกรณีหนึ่งที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศตรวจสอบ และอยากฝากให้ผู้นํา รัฐบาลได้ตรวจสอบเพิ่มเติมในกรณีโครงการประมูลอีพาสปอต (e–Passport) ที่จะเกิดขึ้น เป็นมูลค่า ๕,๘๐๐ ล้านบาท คนที่ยื่นญัตติในส่วนตรงนี้เข้ามาสู่ในกระบวนการการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการการต่างประเทศไม่ใช่ใครครับ เป็น ส.ส. ฝ่ายซีกรัฐบาลครับ เขาตั้งประเด็นและ ข้อสงสัยได้อย่างชัดเจนครับว่ากลัวจะมีการทุจริต เพราะอะไรครับ มันมีการเปลี่ยนแปลงทีโออาร์ (TOR) อย่างชัดเจน ผมไม่รู้ว่ารัฐมนตรีท่านนี้จะสนใจหรือจะใส่ใจในงานราชการในส่วนของ กระทรวงของกระทรวงของท่านหรือเปล่า เพราะมันมีมูลค่าค่อนข้างจะเยอะนะครับ ๕,๘๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่น้อยนะครับ ถ้ามันมีการทุจริตและเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทรายใดรายหนึ่งนั้น ความสูญเสีย และความเสียหายมันจะตกกับกระทรวงของท่าน และมันจะหลีกเลี่ยงหลีกพ้นไม่ได้ว่าท่านมีส่วน เกี่ยวข้องหรือเปล่า ท่านประธานที่เคารพครับ
ในส่วนของกรณีสุดท้ายครับ กรณีของวิคเตอร์ บูท เป็นการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ในส่วนตรงนี้ ผมต้องบอกนะครับว่ารัฐบาลมีท่าทีเร่งรัดส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท เร็วผิดปกติครับ ทําให้ประเทศรัสเซียมองเราไม่ดี มันทําให้กระบวนการยุติธรรมของเรามีการเอื้ออะไรบางอย่าง หรือเปล่า รัฐบาลสามารถมีบทบาทเหนือฝ่ายตุลาการหรือเปล่า ตรงนั้นต้องตั้งประเด็นคําถาม นะครับ แต่กรณีปัจจุบันนี้ท่านประธานฝากไปทางท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ วันนี้ศาลขั้นต้น ได้พิจารณาว่าในกรณีของนายวิคเตอร์ บูท นั้นไม่ใช่เป็นกรณีการเมือง แต่คําพากษาของ ศาลอุทธรณ์นั้นพิจารณาว่าไม่ใช่เป็นกรณีการเมือง จึงมีมติ หลังจากนั้นท่านก็ตัดสินใจให้มีมติของ ครม. ส่งนายวิคเตอร์ บูท ไปดําเนินคดีในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ในขณะนี้มันมีปัญหาครับท่าน มันมีปัญหาคืออะไรครับว่าทนายของนายวิคเตอร์ บูท นั้นเขาจะใช้ พ.ร.บ. นายลักษณ์นะครับ เขาจะใช้ พ.ร.บ. ในเรื่องของยกคําพิพากษามาไต่สวนขึ้นมาใหม่นะครับ ในส่วนตรงนี้ผมกลัวว่า รัฐบาลจะเพลี้ยงพล้ําในกรณีส่งนายวิคเตอร์ บูท ผมไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรกับ นายวิคเตอร์ บูท นะครับ แต่ผมอยากให้ประเทศไทยนั้นเป็นภาพลักษณ์และในสายตาที่ดี ของชาวโลกในส่วนตรงนี้ ผมคิดว่าในลักษณะการดําเนินงานด้านการต่างประเทศของ ตัวท่านรัฐมนตรีท่านนี้นะครับ ทําให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยนั้นเสื่อมเสียและเสื่อมทรามลง จึงเป็นที่มาในเรื่องของที่จะให้อภิปรายไม่ไว้วางใจวันนี้เกิดขึ้น และในส่วนตัวของผมคงไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีท่านนี้ที่ชื่อ กษิต ภิรมย์ ขอขอบคุณครับท่านประธาน
คุณธเนศ เครือรัตน์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ธเนศ เครือรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคเพื่อไทย ผมต้อง ขอขอบพระคุณท่านประธานนะครับ ที่ได้ให้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๕๙ ขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ต่างประเทศ ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกฝ่ายค้านที่ได้ให้โอกาสและเวลาผมในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ท่านประธานครับ ผมได้ขออนุญาตท่านประธานใช้คลิปวิดีโอ (Clip Video) สั้น ๆ นะครับท่านประธานประมาณ ๒๐ วินาที และมีสไลด์ จํานวน ๒๓ แผ่น ใช้เวลาประมาณ ๑ นาทีเศษ และรูปภาพประกอบอีก ๓ รูป ซึ่งก็ได้ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการเป็นที่ เรียบร้อยแล้ว ท่านประธานครับ ท่านประธานอนุญาตนะครับ
ผมอนุญาตไปแล้ว เพราะคณะกรรมการ ๖ ท่านเซ็นรับรองมา
ท่านประธานครับ ผมได้เคยอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐบาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ ไว้เมื่อครั้งวันที่ ๒๐ เดือนมีนาคม ๒๕๕๒ แล้วก็เคยยื่นญัตติเกี่ยวกับเรื่องให้รัฐบาลพิจารณา แก้ไขปัญหาผลกระทบจากการปะทะกันระหว่างกองกําลังไทยและกองกําลังกัมพูชาไปแล้ว เมื่อวันที่ ๙ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เมื่อประมาณเดือนเศษ ๆ นี้ท่านประธาน แต่ทั้ง ๒ ครั้ง ที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นก็ไม่ได้เห็นมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการปรับปรุงหรือแก้ไขในแนวนโยบายของ กระทรวงการต่างประเทศ หรือพฤติกรรมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแต่ประการใด ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าผมไม่เคยรู้จักท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศท่านนี้มาก่อน ท่านเป็นใครมาจากไหนผมไม่ทราบ เป็นการส่วนตัวก็ไม่รู้จัก แต่ก็เคยอ่านประวัติบ้างจากหนังสือหรือจากเอกสารต่าง ๆ ในเว็บไซต์ ฉะนั้นแล้วผมไม่มี ความเกลียดชังท่าน แต่ผมต้องทําหน้าที่ของผม เพราะผมไม่เห็นด้วยกับการดําเนินการนโยบาย ทางการต่างประเทศของท่านทั้งหมดนะครับ ท่านประธานครับ กระผมไม่มีความเกลียดชังกับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศเช่นกัน นะครับ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง หรือท่านเอกอัครราชทูตต่าง ๆ หรือกระทั่ง ข้าราชการระดับล่าง แต่จําเป็นต้องอภิปรายในครั้งนี้ และไม่มีความเกลียดชังในทหารหาญที่ปฏิบัติ หน้าที่อยู่บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา กลับยกย่องและสนับสนุนส่งเสริมพวกท่านเหล่านั้น ด้วยซ้ําไปนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการอภิปรายในครั้งนี้กระผมไม่ได้อภิปรายเพื่อจะ ให้การสนับสนุนนโยบายของต่างประเทศของประเทศกัมพูชา หรือไม่ได้เห็นด้วยกับนโยบาย การรุกรานเพื่อนบ้านของประเทศไทย หรือไม่ได้เห็นด้วยกับการแทรกแซงนโยบายต่างประเทศของ นานาอารยประเทศนะครับ เหตุผลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกษิต ภิรมย์ ในครั้งนี้มีด้วยกัน ประมาณ ๓-๔ ประการ
ประการแรก นายกษิต ภิรมย์ บกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดิน นอกจาก นายกษิต ภิรมย์ จะแก้ไขปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้แล้ว แต่นายกษิต ภิรมย์ ยังสร้างปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน จะด้วยจากวาจาของท่านเองตั้งแต่ก่อนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ด้วยซ้ําไป มีแต่ทําให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เคยสร้างข้อเท็จจริงให้ปรากฏแก่สังคม ประชาชน ชาวไทย
ประการที่ ๒ นายกษิต ภิรมย์ ขาดคุณสมบัติและภาวะการเป็นผู้นํา ไร้ประสิทธิภาพ ขาดความน่าเชื่อถือกับนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาค อาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านของไทย ขาดคุณสมบัติการเป็นนักการทูตที่ดี ทั้ง ๆ ที่เกือบตลอด ทั้งชีวิตของนายกษิต ภิรมย์ รับราชการในกระทรวงการต่างประเทศมาเป็นเวลานาน เป็นเอกอัครราชทูตหลายประเทศมาก่อน จนสุดท้ายมาเป็นเอกอัครราชทูตประจําประเทศ สหรัฐอเมริกา ไม่สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับต่างประเทศได้ และยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นรัฐมนตรีที่มีคดีติดตัว ผมไม่พูดไม่ได้หรอกครับเพราะว่าเรื่องนี้เขาทราบกันทั้งโลก ไม่ใช่ว่า แต่พวกเราทราบนะครับ ประเทศอื่น ๆ เขาก็ทราบเหมือนกันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศของไทยนั้นมีคดีผู้ก่อการร้ายเป็นชนักติดหลังอยู่ในข้อหายึดสนามบิน อันนี้ก็เป็น สิ่งที่ทําให้ท่านไม่สามารถที่จะยืนอยู่ในสังคมเวทีของชาวโลกได้นะครับ
ประการที่ ๓ นะครับ อันนี้เป็นเรื่องข้อเท็จจริง การสร้างศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้าน ผมได้เคยกราบเรียนท่านไปแล้วว่าท่านได้เปลี่ยนสนามการค้ามาเป็นสนามรบเรียบร้อยแล้วนะครับ ในการอภิปรายตอนยื่นญัตติเรื่องไทย-กัมพูชา ในครั้งนั้น ท่านก้าวก่ายวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการ ยุติธรรมของประเทศต่าง ๆ ท่านก้าวก่ายนโยบายของมหาอํานาจในโลกนี้ เช่นประเทศจีน ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศได้กล่าวไปแล้ว ประเทศอินเดีย หรือกระทั่ง ประเทศรัสเซียก็แล้วแต่นะครับ และในที่สุดท่านก็นําประเทศไทยเข้าสู่สภาวะสงคราม หลายท่าน ในรัฐบาลบอกว่าการต่อสู้ระหว่างไทย-กัมพูชานั้นไม่ใช่สงคราม พวกท่านไม่ได้อยู่แถวนั้นท่านไม่รู้ หรอกครับ ให้ท่านไปอยู่สิครับว่ารบกัน ๔ วันนั้น ที่ยิงลูกระเบิดนับเป็นพัน ๆ นัด ท่านบอกว่า ไม่ใช่ภาวะสงครามได้อย่างไร บางท่านบอกว่าเป็นการปะทะกันตามแนวชายแดน ผมจําได้คํานี้ และบางท่านก็บอกว่ามีการปะทะกันอยู่สม่ําเสมอ ท่านประธานครับ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้อยู่ ชายแดนใกล้ชิดกับชายแดนไทย–กัมพูชาก็จริงนะครับ แต่จากสถิตินะครับก็ไม่ได้มีการรบกันขนาด นี้ มีการปะทะกันอยู่เนือง ๆ ในปี ๒๕๕๒ ก็มีการปะทะกัน ๒–๓ ครั้ง มีทหารเสียชีวิต ๑ คน หรือ ๒ คน ส่วนใหญ่ก็จะเนื่องจากไปปะทะกัน เนื่องจากการไปตัดไม้บ้าง การไปเหยียบกับระเบิดบ้าง แล้วก็มีการไปพบกันโดยบังเอิญในเขตพื้นที่ทับซ้อนบ้าง ก็เลยให้มีการยิงกันแล้วก็พอจะคุยกันได้ ทุกครั้งไป แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ธรรมดา รัฐมนตรีไม่เคยไปไม่รู้หรอกครับตั้งแต่รบกันจนปัจจุบันนี้ ก็ไม่เคยเห็นรัฐมนตรีไปเยี่ยมพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดศรีสะเกษเลยแม้แต่ครั้งเดียวทั้ง ๆ ที่ท่าน เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ผมได้มีโอกาสเห็นท่านรัฐมนตรีองอาจ คล้ามไพบูลย์ ไปในพื้นที่ อําเภอกันทรลักษ์ ๒-๓ ครั้ง ผมก็คิดว่ายังดีนะครับที่ท่านยังได้ให้โอกาสไปมอบอะไรต่าง ๆ และท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย แต่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านนี้เป็นคนที่ เกี่ยวข้องเรื่องนี้โดยเฉพาะอย่างเดียว ประเด็นในการอภิปรายของผมนั้นส่วนใหญ่จะเป็นประเด็น เรื่องของเขาพระวิหารและประเด็นสู้รบตามชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นส่วนใหญ่ ก็อาจจะมี การพูดไปถึงเรื่องประเด็นที่เคยอภิปรายไว้แล้วบ้างนะครับ ผมคิดว่าคนไทยทุกคนทราบดีนะครับ ว่าท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยคนปัจจุบัน มีท่าทีที่เป็น ปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลกัมพูชามาโดยตลอด ท่านเคยขึ้นเวที อันนี้ผมไม่อยากจะพูดนะครับแต่ก็ต้อง ขออนุญาตพูดขึ้นมานิดหนึ่งว่าท่านไปขึ้นเวทีพันธมิตร มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับกลุ่มพันธมิตร ด่าสมเด็จฮุนเซนว่าเป็นกุ๊ย ด่านายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชาว่าเป็นกุ๊ย แล้วท่านยังได้มาออก ตัวด้วยนะครับ เมื่อวานนี้ได้มีการแถลงข่าวบอกว่าการที่ฝ่ายค้านจะมาอภิปรายคงไม่มีอะไร คงจะมีเรื่อง ๓ เรื่องซึ่งเป็นแผลเก่าของท่าน ท่านบอกว่าอย่างนั้นนะครับ เรื่องที่ ๑ ท่านก็บอกว่า คงจะมาพูดว่าไปว่าเขาว่าเป็นกุ๊ย ผมพูดไปแล้วนะครับแล้วจะไม่พูดอีก เรื่องที่ ๒ ท่านบอกว่า ฝ่ายค้านไปแปลคําว่าหัวใจนักเลงผิด ไปแปลว่าท่านไปว่าฮุนเซนว่าใจนักเลงหรือเป็นคนนักเลง ไม่ใช่หรอกครับ ท่านพูดแค่นี้ท่านยังพูดผิดเลย ท่านบอกว่าสมเด็จฮุนเซนนั้นเป็นกุ๊ยในเวทีพันธมิตร แล้วท่านก็รู้สึกผิด ท่านก็ไปทําหนังสือขอโทษเขา ไปชี้แจงครับว่าคําว่า กุ๊ย แปลว่า หัวใจนักเลง หรือแปลภาษาอังกฤษนะครับ ขออนุญาตท่านประธานนะครับ คือไลออน ฮาร์ท (Lion heart) นี่ละครับที่มาของไลออน ฮาร์ท ที่ท่านเฉลิม อยู่บํารุง ท่านได้พูดถึงในประเด็นนี้ ท่านพยายามทํา ความเข้าใจกับสมเด็จฮุนเซน แต่เขาไม่เข้าใจหรอกครับเพราะเขาเข้าใจภาษาไทย ฝ่ายค้านก็คงจะ เอาเรื่องที่ท่านไปชกต่อยกันที่ประเทศรัสเซียมาพูด ผมไม่พูดครับผมถือว่าเป็นเรื่องมันผ่านมานาน แล้วมันค่อนข้างจะไร้สาระและไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยในปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีคลิปวิดีโอที่จะต้องเปิด ก็ให้ทางห้องโสตได้เตรียมนะครับอย่าเพิ่งฉายนะครับ ผมได้กราบเรียน ไปแล้วว่าท่านได้เริ่มด่าวิพากษ์วิจารณ์ประเทศกัมพูชามาตั้งแต่สมัยที่ยังร่วมก่อการกับ กลุ่มพันธมิตรมาจนถึงปัจจุบัน และปัจจุบันท่านก็ยังว่าเขาอีกนะครับ เดี๋ยวผมให้ท่านฟังคลิปสั้น ๆ แต่ผมมีปัญหาเรื่องการไปเอาข้อมูลมาพอสมควรนะครับไม่ได้รับความร่วมมือจากทางสมาชิก วุฒิสภาเท่าไรนัก แต่ก็พอจะมีบ้างเพียงแค่ ๒๐ นาที ขอคลิปวิดีโอของทางห้องโสตด้วยครับ คลิปที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ เสียงอาจจะไม่ค่อยชัดนะครับ สรุปก็คือไปว่าเขาอีกละครับ เพราะว่าเขาเป็นเด็กเกเรข้างบ้าน แล้วก็ยังได้ไปวิพากษ์วิจารณ์ท่านเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจํา ประเทศไทย ว่ามีความไม่เหมาะสมในการไปพูดปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นี่ละครับคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยในปัจจุบัน ผมไม่ทราบว่ามาได้อย่างไร ตอนแรกคิดว่ามาในสายพันธมิตร ปรากฏว่าเช็กไปเช็กมาไม่ใช่ครับ ผมเข้าใจแล้วครับว่าท่านมา สายไหน ท่านอาจจะมาทางสายรองนายกรัฐมนตรีก็ได้ ถ้าผมจําไม่ผิดนะครับเพราะท่านมีน้องชาย ที่มีความสนิทชิดเชื้อกับรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลในปัจจุบันนี้พอสมควร การเป็นผู้นําของ ประเทศโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมคิดว่าต้องมีความสุขุมรอบคอบมากกว่านี้ ในการพูดจาอะไรอะไรก็แล้วแต่ ตอนที่เคยไปวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชานั้น ท่านบอกว่าท่านยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ท่านก็ไม่รู้ว่าท่านจะเป็น ท่านบอกอย่างนี้ แต่ตอนนี้ท่านเป็น แล้วครับ ท่านไปว่าเขาเป็นเด็กเกเรข้างบ้านได้อย่างไร ถึงแม้อย่างไรก็แล้วแต่ผมไม่ได้เข้าข้าง ประเทศกัมพูชา แต่ว่านายกรัฐมนตรีกัมพูชา ท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบดีว่ามีอาวุโสสูงสุดในกลุ่ม ประเทศอาเซียน ในฐานะที่ว่าเป็นรัฐมนตรีมานานกว่าเพื่อน ท่านเพิ่งเป็นเมื่อกี่วันนี้เองครับ ท่านไปว่าเขาเสีย ๆ หาย ๆ มาโดยตลอด แล้วเมื่อไรเหตุชายแดนไทย-กัมพูชามันจะสงบละครับ นี่ละครับเมื่อสักครู่ เป็นการไปสัมมนาในหัวข้อเรื่อง ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เหตุการณ์ ปกติจริงหรือ จัดโดย คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ท่านทราบไหมครับว่าวันที่ ๑๔ วันที่จัดสัมมนาเป็นวันที่ ๙ เดือนกุมภาพันธ์ วันที่ ๑๔ ท่านจะต้องไปชี้แจงกับยูเอ็นเอสซีหรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ท่านก็ยังไปว่าประเทศจีนเขา ประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็น คณะมนตรีถาวรอยู่ในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติหรือยูเอ็นเอสซี แล้วท่านจะไป ชี้แจงเขาได้อย่างไร ก่อนไปชี้แจง ๓-๔ วัน ท่านก็ไปว่าเขาปาว ๆ สื่อต่างชาติเขามาบันทึกไป แล้วก็ นําเสนอต่อประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ท่านบอกว่าอย่างไรทราบไหมครับ เมื่อสักครู่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านได้พูดไปแล้ว แต่ผมขอขยายความนิดหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศได้ตอบว่า อาวุธของประเทศจีน ประเทศกัมพูชาได้รับมาฟรี ท่านทราบได้อย่างไร ครับ แล้วท่านทําไมต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ประเทศจีนเขาด้วยครับ ถึงแม้เขาจะให้มาฟรีหรือไม่ฟรี มันก็เป็นเรื่องของเขา ทางประเทศกัมพูชาได้ใช้จรวดเรียกว่า จรวดบีเอ็ม ๒๑ (BM21) ยิงเข้ามาที่ ประเทศไทย ผมจําไม่ได้ว่าอาจจะทําที่ประเทศจีน หรือประเทศรัสเซียท่านก็เลยไปว่าเขา แล้วท่าน ยังบอกอีกนะครับว่าส่วนทางประเทศรัสเซียกําลังตรวจสอบ แต่ยอมรับเป็นเรื่องยาก เพราะความสัมพันธ์ประเทศไทยกับประเทศรัสเซียไม่ราบรื่น อันนี้เป็นคําพูดของท่านนะครับ เพราะเขาต้องการขายอาวุธให้เรา แต่ประเทศไทยไม่เคยซื้อ ประเทศรัสเซียจึงเข้าไปทางประเทศ กัมพูชาแทน เป็นอย่างไรครับท่านประธานครับ นี่ก็ไปว่าเขาอีก นี่อีกประโยคหนึ่ง แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังบอกอีกว่า อันนี้เป็นคําพูดเลยนะครับว่ายอมรับว่า ประเทศรัสเซียมีความเห็นแก่ตัวมาก เมื่อเขาขายอาวุธให้กับเราไม่ได้ เขาก็ไม่ตอบสนองเรา คําว่า ให้ทาน ไม่อยู่ในจิตใจ ทั้งที่เขาเป็นประเทศใหญ่แต่ไม่ยอมให้อะไรเลย การเป็นผู้นําโดยเฉพาะ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ การที่ไปพูดจาวิพากษ์วิจารณ์มหาอํานาจอย่างนี้ เมื่อสักครู่ ก็ทราบอยู่แล้วว่ากรณีของวิคเตอร์ บูท ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทําให้ประเทศรัสเซียไม่พอใจ แล้วก็ยัง ไปพูดอีก ไม่พอเท่านั้น ยังไปบอกว่า อันนี้พูดถึงประเทศกัมพูชาอีกนะครับ ในวันที่ ๙ นั้นเอง ก็ผ่านมาประมาณเดือนเศษ ๆ นี่เอง บอกว่าหากจะสู้รบกันก็ได้ แต่ที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อย่ามาต่อกรกับกองทัพไทย เพราะหากยังเกเรจะมีแต่เจ็บลูกเดียว วาจาท่านมีแต่ปลุกกระแส รักชาติ โดยไม่คํานึงถึงความสามารถในการบริหารประเทศชาติ บริหารราชการแผ่นดิน ได้แค่ พูดปลุกกระแสไปวัน ๆ เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตย้อนกลับไปถึงเรื่องการ อภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งที่ผ่านมา ซึ่ง นายกษิต ภิรมย์ ได้ถูกอภิปรายในปี ๒๕๕๒ เรื่องเกี่ยวกับ การทําถนนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยทางกัมพูชานี้ได้ทําถนนคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นมา ในบริเวณชายแดนไทย ๒ สาย ผมต้องขออนุญาตพูดซ้ํา เพราะว่าประเด็นนี้มันจะไปเกี่ยวข้องกับ สาเหตุของการต่อสู้กันในภายหลังครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ขออนุญาตอ่านนะครับ ทางประเทศกัมพูชาได้ทําการปรับปรุงและก่อสร้างถนนสายจากบ้านโกมุย อําเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ประมาณ ๕ กิโลเมตร ถ้าดูตามแผนที่จะเห็นว่ารุกล้ําเข้ามาในเขตแดนไทย ประมาณ ๒๕๐ เมตร พิกัดวีเอ ๖๕๒๙๑๒ (VA652912) ทางทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหาร อันนี้ต้องบอกพิกัดนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวท่านจะทราบว่าการที่เราเข้าไปทําถนแล้วเกิดการปะทะกัน มันอยู่พิกัดใกล้ ๆ กัน แล้วต่อมาท่านก็ยังได้ไปทําถนนอีกเส้นหนึ่งทางประเทศกัมพูชาโดยปรับปรุง ถนนเดิมขึ้นเป็นถนนใหม่ ให้เป็น คสล. ให้เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กเข้าสู่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ตามพิกัดวีเอ (VA) ๖๕๑๙๑๓ ในเขตประเทศไทยและยังมีการเตรียมวัสดุก่อสร้างในการสร้างวัด มาด้วย อันนั้นในช่วงที่ผ่านมานะครับ ผมจะให้ท่านประธานได้ดูภาพในก่อนที่จะมีถนนคอนกรีต เสริมเหล็ก ครับ นี่เป็นถนน ขอให้กล้องได้โคลสเข้ามาหน่อยนะครับ เพราะว่าคราวที่แล้วผมไม่ได้ นําเสนอภาพนี้ เป็นภาพที่ถนนเดิมที่เป็นอย่างนี้ครับ ภาษาบ้านผมเรียกว่าเป็นทางเกวียนเก่า นะครับ แต่ในตอนสุดท้าย ตอนหลังมาก็มีการปรับปรุง ท่านจะเห็นว่ามีรถเครื่องจักรเข้าไปทําการ เทปูน ไปมีการทําถนนให้ลักษณะถาวรขึ้น และสุดท้ายอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ สําเร็จ เรียบร้อยเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก แล้วก็ถนนนี้เป็นถนนที่บ้านโกมุยอยู่ข้างล่างนี่ครับ ทําถนน ลัดเลาะตามแนวชายเขาขึ้นมาสู่วัดแก้ว และอีกด้านหนึ่งก็อ้อมไปด้านหลังเข้าสู่ตัวปราสาท พระวิหาร นี่ละครับ ท่านประธานครับ ซึ่งมันเป็นการละเมิดเอ็มโอยูที่ตกลงกันไว้ในปี ๒๕๔๓ อยู่แล้ว และขออนุญาตนะครับว่า ขออนุญาตอ่านหนังสือทักท้วง มีหนังสือทักท้วงจากหน่วยงาน ประสานงานชายแดนประจําพื้นที่ ๑ สํานักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ทักท้วงไปยัง หัวหน้าหน่วยประสานงานชายแดนกัมพูชา-ไทย ประจําพี้นที่เขาพระวิหาร ลงวันที่ ๒๐ เดือนธันวาคม ๒๕๕๑ และ ๓๑ เดือนธันวาคม ๒๕๕๑ มันนานมาแล้วนะครับ แต่ว่าการประท้วง ก็มีเป็นระยะ ๆ แต่ผมยกตัวอย่าง ๒-๓ ฉบับเท่านั้นเองเพราะเกรงว่าจะใช้เวลาของสภา นานจนเกินไป มีหนังสือจากกองบัญชาการกองกําลังสุรนารีที่ กห ๐๔๘๒.๒๐๓๓/๑๑๙๑ ถึงอธิบดี กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นการส่งข้อมูลการละเมิด ข้อตกลงเอ็มโอยูและส่งผลกระทบต่อเขตแดน และยังมีหนังสือจาก มทพ. ๒/ผอ.ศปก. ทพ. ๒ ถึงผู้ปฏิบัติ ผบ.ทบ. ผ่าน ผขว.ศปก.ทบ. ที่ กห ๐๔๘๒/๗๓ ลงวันที่ ๙ เดือนมกราคม ๒๕๕๒ แจ้งข่าวมาให้กองทัพทราบว่ามีการละเมิดบันทึกเอ็มโอยู แต่ท่านก็กําลังจะเถียงผมนะครับว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศก็มีหนังสือแย้งไปเป็นระยะ ๆ นะครับ ผมก็ยอมรับนะครับ กระทรวง การต่างประเทศก็มีหนังสือทักท้วงไป อย่างครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๕ เดือนมีนาคม ๒๕๕๒ แต่ถนนนี้ เสร็จเมื่อปี ๒๕๕๒ ฉะนั้นการทักท้วงที่ท่านทักท้วงไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ผมจําได้ว่าเคยเชิญท่านมา ที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ท่านไม่มาหรอกครับ ท่านให้ข้าราชการระดับสูงมาแทน ข้าราชการระดับสูงเขาบอกว่าเราก็จะประท้วงไปเรื่อย ๆ ผมเลยถามว่า แล้วเราจะประท้วงไป เรื่อย ๆ ได้อย่างไร แล้วเมื่อไรมันจะจบสิ้นสักที สุดท้ายถนนก็มาเป็นแบบนี้ครับ ท่านประธานครับ การละเมิดเอ็มโอยูในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ ถ้าท่านบอกว่าสิ่งที่ผมพูดไปนั้นมันเป็นเรื่องเก่า เอาเรื่องใหม่ ครับ เรื่องปัจจุบันนี้ ท่านคงจะได้ยินนะครับ คําว่า ภูมะเขือ ตอนนี้ทางกัมพูชาก็ละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ อีกแล้วนะครับ
ประการที่ ๑ ทางกัมพูชาสร้างกระเช้าไม่ต่ํากว่า ๒ กระเช้าขึ้นที่บริเวณภูมะเขือ
ประการที่ ๒ ขณะนี้ทางกัมพูชาได้ทําบันไดอย่างน้อย ๓ จุดขึ้นมาบริเวณพื้นที่ ชายแดนภูมะเขือเช่นกัน ติดตั้งเครื่องกําเนิดไฟฟ้า ติดตั้งเสาทวนสัญญาณโทรศัพท์ และสุดท้าย นะครับ ได้ทําบันไดขึ้นมาบริเวณที่เขาเรียกว่า เป้ยตาดี ท่านที่ไม่เข้าใจหรือที่ไม่เคยไปเขาพระวิหาร อาจจะไม่ทราบนะครับว่า เป้ยตาดีก็คือ โคปุระหลังที่ ๑ ซึ่งเป็นหลังสุดท้ายที่อยู่บริเวณหน้าผา สมัยผมเป็นเด็ก ๆ นี่ผมไปเรื่อยครับ เราไม่สามารถที่จะเดินลงไปได้ เพราะมันสูงมาก มีท่านเคย อภิปรายในสภาไว้ว่าประมาณตึกเอ็มไพร์สเตต แต่ในขณะนี้ก็มีบันไดเป็นคั่น ๆ ลงไป ทําให้ทาง กัมพูชานี้สามารถขึ้นมาที่ปราสาทพระวิหารไม่ว่าจะเป็นด้านหลังหรือด้านหน้าก็ได้ ถ้าด้านหน้าก็มา ทางด้านถนนที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว ถ้าด้านข้างก็มาทางด้านของวัดแก้วสิขาคีรีสวาระ ถ้าด้านหลัง ก็เดินขึ้นมาทางเป้ยตาดี กระทรวงการต่างประเทศก็ยังไม่มีการชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ เหมือนที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ไม่เคยทําความจริงให้กระจ่างกับประชาชนชาวไทย ไม่เคยชี้แจงและไม่เคยทําหนังสือคัดค้านไปให้กับประเทศกัมพูชา ท่านประธานครับ นายกษิต ภิรมย์ นอกจากจะปล่อยให้ทางประเทศกัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู แล้วก็ยังมีท่าทีที่แข็งกร้าว ดําเนิน นโยบายแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในที่สุดทางรัฐบาลจึงสั่งการให้ทางกองทัพนํากําลังไปสร้างถนน ที่บริเวณพิกัดที่ผมได้เอ่ยไปแล้ว ซึ่งเป็นถนนที่มีการนํารถแทรกเตอร์ (Tractor) และอุปกรณ์ไป สร้างถนนจากบริเวณผามออีแดง หรือภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าบริเวณฐาน ตชด. เก่า จากสระตราว มุ่งหน้าสู่ปราสาทเขาพระวิหาร เพราะเป็นการตอบโต้ทางประเทศกัมพูชาว่าเพราะประเทศกัมพูชา เขาทําถนนเข้ามา แต่เราคิดช้าไปนิดหนึ่งครับ เราเพิ่งจะไปทํา ภาษาท้องถิ่นเรียกบริเวณนั้น เขาเรียกว่า ซอมบ่อขมุม ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าแปลว่าอะไร ก็เห็นทางชาวบ้านเขาพูดมาอย่างนั้น จึงมี คําสั่งให้ทหารช่างพร้อมรถแทรกเตอร์และอุปกรณ์เข้าไปก่อสร้างเส้นทางส่งกําลังบํารุงที่ผามออี แดงจากสระตราวมุ่งหน้าสู่ปราสาทเขาพระวิหาร ท่านประธานครับ คงไม่มีใครเถียงนะครับว่า สาเหตุของสงครามที่ผ่านมา ๔ วันก็มาจากตรงนี้ครับ มาจากเรื่องถนนนี้เอง พอเราเอา รถแทรกเตอร์เข้าไป ทางฝ่ายประเทศกัมพูชายิงเข้ามา เรียนตรง ๆ นะครับ เขาไม่ได้ยิงเพื่อจะหวัง ผลทางชีวิตและทรัพย์สินเท่าไรนัก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการยิง ยิงทั้งลูกกระสุนปืนและจรวดเข้ามา ในบริเวณชายแดนไทย แล้วผมก็เห็นด้วยนะครับกับทหารที่ประจําอยู่ในบริเวณนั้นที่ยิงตอบโต้ไป แต่ในการตอบโต้ไปก็สร้างซึ่งความสูญเสียซึ่งร่างกาย ทรัพย์สิน และชีวิต การยิงปืนเข้ามาใน ประเทศไทยและการตอบโต้ไปก็สาสมแก่เหตุ เราไม่ได้ต่อว่าในส่วนของทหารนะครับ ที่ได้ทําการตอบโต้ทางประเทศกัมพูชาไป แต่นี่คือจุดชนวนของสงครามไทย-กัมพูชา วันที่ ๔-๗ ไม่ใช่วันที่ ๔-๖ นะครับ เพราะวันที่ ๗ ยังมีการยิงกันอยู่ เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ นาฬิกาของวันที่ ๔ ท่านประธานถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิครับว่าอยู่ที่ไหน ท่านนั่งโต๊ะเจรจาเจซี อยู่ที่ประเทศกัมพูชาครับ ผมไม่ค่อยมีความรู้ด้านการต่างประเทศ แต่เขาไม่ทํากันหรอกครับ อย่างนั้น ถ้าเกิดเขาไว้เนื้อเชื่อใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเรา อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเกรงใจกันบ้างนะครับ ท่านนั่งโต๊ะเจรจาอยู่ และกําลังจะไปที่คุก ไปเยี่ยมคนไทยอีก ๒ คน หรือท่านอาจจะไปถึงแล้วผมไม่ทราบได้นะครับ แต่ว่าในขณะนั้นท่านประชุมคณะกรรมาธิการ ร่วมมือทวิภาคี หรือเขาเรียกว่าเจซีอยู่ วันที่ ๓ กับวันที่ ๔ ท่านอยู่ประเทศกัมพูชาพอรบกันแล้ว เป็นอย่างไรครับ พอรบกันแล้วก็สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนชาวจังหวัดศรีสะเกษ ชาวอําเภอกันทรลักษ์ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดศรีสะเกษจังหวัดเดียวนะครับ บริเวณชายแดนทั้งหมด ตั้งแต่จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี ยันจังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมคาดว่าจะมีคนมาอภิปราย ในโอกาสต่อไป สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน ตลอดจนการค้าชายแดน เฉพาะที่บริเวณจังหวัด ศรีสะเกษก็สูญเสียหลายร้อยล้านบาท เดี๋ยวผมจะขออนุญาตท่านประธานอ่านความสูญเสียนะครับ ซึ่งผมมั่นใจว่าหลาย ๆ ท่านอาจจะทราบแล้ว แต่ก็ยังมั่นใจอยู่ครับ พ่อแม่พี่น้องประชาชนทางบ้าน หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ มีประชาชนเสียชีวิตและทหารเสียชีวิตรวม ๓ นาย บาดเจ็บ ๓๖ คน ราษฎร ๔ คน ทหาร ๓๒ คน บ้านเรือนเสียหาย ๓๗ หลัง อาคารเรียนเสียหายบางส่วน ๒ หลัง ที่ทําการ อบต. เสียหาย วัดเสียหาย สวนยางพาราเสียหาย ประชาชนแตกตื่นอพยพ ๑๖,๐๐๐ กว่าคน เดี๋ยวผมจะให้ท่านประธานได้ดูสไลด์นะครับ สักครู่นะครับ เดี๋ยวขอสไลด์มาดูว่า ขอสไลด์จํานวน ๒๗ แผ่น ใช้เวลาประมาณ ๑ นาทีเศษ ๆ จะได้บอกท่านประธานว่าการต่อสู้ ในครั้งนั้นไม่ใช่การปะทะตามแนวชายแดน เป็นการต่อสู้หรือภาวะสงครามจริง ๆ ประชาชน เดินทางแตกตื่นออกจากอําเภอกันทลักษ์ทั้งหมด ท่านที่อยู่อําเภอกันทรลักษ์จะสามารถมองเห็น แสงไฟหรือได้ยินเสียงลูกระเบิดจากตัวอําเภอกันทรลักษ์ด้วยซ้ําไป บางท่านได้แตกตื่นหนีเข้าไปอยู่ ในเมือง และรูปบางรูปก็จะเป็นรูปที่เขามาอาศัยอยู่ในเมือง ขอสไลด์ด้วยครับ จํานวน ๒๗ แผ่น
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
อันนี้อยู่ที่อําเภอกันทรลักษ์ อันนี้เป็นคืนวันที่ ๖ เป็นคืนที่มีการต่อสู้กันรุนแรงที่สุดนะครับ ประชาชนทั้งหมดเดินทางออกจากอําเภอ เรียกได้ว่า อําเภอกันทรลักษ์เป็นอําเภอร้างก็ว่าได้นะครับ อันนี้อพยพมาอยู่ในเมืองนะครับ อันนี้กําลังเดินทาง ท่านจะเห็นรถวิ่ง เสียดายที่ผมไม่สามารถนําภาพเคลื่อนไหวมาให้ท่านดูได้ เป็นภาพที่น่าสลดใจ ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่และเด็กได้เดินทางกันกระจัดกระจายทั่วไปในเขตจังหวัด ศรีสะเกษ อันนี้เป็นสภาพความเสียหายของบ้าน ของประชาชนที่อยู่บ้านภูมิซรอล อันนี้เป็น โรงเรียนที่ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีท่านได้ไปเยี่ยมมาแล้ว อันนี้เป็นสภาพวัด ก่อนที่จะถูกทําลาย อันนี้เป็นป้ายที่โดนทําลายในระหว่างนั้น อันนี้คือวัดที่เราเรียกว่าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ก็คงจะลุกขึ้นชี้แจงนะครับว่าทางประเทศกัมพูชาเป็นฝ่ายยิงฝ่ายไทยก่อน อันนั้น ข้อเท็จจริง และฝ่ายไทยก็ได้ตอบโต้ไปอย่างสาสม ผมก็เห็นด้วย แต่ถ้าเกิดว่าเรามีการหลีกเลี่ยง ไม่ให้มีการปะทะกันเกิดขึ้นได้ผมคิดว่าน่าจะเป็นการดีกว่านะครับ นายกษิต ภิรมย์ ยังมีส่วน อย่างยิ่งในการกระตุ้นให้เกิดสงครามในครั้งนี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่ามีอะไรบ้าง การเรียก เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กลับประเทศไทย การทบทวนพันธกรณีต่าง ๆ กับประเทศ กัมพูชา การทบทวนความร่วมมือต่าง ๆ รวมไปถึงเรื่องของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ รวมไปถึง การทบทวนพันธกรณีและความร่วมมือที่จะนําไปสู่การยกเลิกบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยูว่าด้วย พื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อน ที่ทําขึ้น เมื่อวันที่ ๑๘ เดือนมิถุนายน ๒๕๔๔ ท่านก็ทราบดีนะครับ กว่าจะทําเอ็มโอยูฉบับนี้สําเร็จใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปี แต่ท่านก็ยืนยันว่าจะยกเลิก ท่านไปแก้ไขปัญหา กรณี ๗ คนไทยที่ถูกประเทศกัมพูชาจับที่บริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว การแทรกแซง กระบวนการยุติธรรมของประเทศกัมพูชา ตลอดจนถึงการทุบทําลายป้ายหิน การนําธงชาติลง ท่านก็เลือกที่จะทําวิธีแบบนั้นมากกว่าวิธีที่จะเจรจา ท่านโหนกระแสรักชาติ ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสนองตอบต่อเวทีพันธมิตร ต่อกลุ่มพันธมิตรที่เรียกร้องอยู่ที่บริเวณถนนราชดําเนิน ท่านประสบความล้มเหลวในการประชุมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมไทย-กัมพูชา หรือเรียกย่อ ๆ ว่าเจบีซี (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไปหรือจีบีซี คณะกรรมการประสานงานชายแดนระดับภูมิภาค อาร์บีซี (RBC) และคณะกรรมาธิการร่วม ความร่วมมือทวิภาคี เจซี ก็เจซีนี่ละครับที่ท่านไปนั่งคุยแล้วเขายิงท่าน เขายิงคนไทยก็เหมือนกับ ยิงท่านนั่นละ ไม่ประสบความสําเร็จแม้แต่นิดเดียว การเจรจาก็ยังไม่ทราบว่าเจรจาได้เมื่อไร ท่านตอบผมได้ไหมครับว่าเจบีซีเขาจะประชุมอีกเมื่อไร และตอบได้ไหมครับว่าการประชุมเจบีซีนี้ จะเป็นการประชุมแบบทวิภาคีโดยที่ไม่มีประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซง เพราะปกติแล้วเราจะประชุม กันระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาเท่านั้น ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วมีเรื่องเยอะ แต่เนื่องจากมีเวลาจํากัด ความบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดินของ นายกษิต ภิรมย์ มีอีก มากมายที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย เช่น ประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือ ประชาชนคนไทยในประเทศอียิปต์หรือประเทศลิเบีย ท่านไม่สามารถให้ความช่วยเหลือ ได้ทันท่วงทีในเหตุการณ์จลาจลใน ๒ ประเทศที่เกิดขึ้นมา ในปัจจุบันก็ยังมีคนไทยตกค้างอยู่เป็น จํานวนมาก ทางคณะกรรมาธิการเรียกไปชี้แจงก็ไม่ไป ส่งเจ้าหน้าที่ไปเขาก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ กรณีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน นายวิคเตอร์ บูท ให้กับประเทศสหรัฐอเมริกา อันนี้ผมจะขออนุญาต ไม่ลงรายละเอียดเพราะมีท่านสมาชิกท่านอื่นจะอภิปรายเรื่องนี้อยู่ กรณีจับเครื่องบินบรรทุกอาวุธ สงครามร้ายแรง และสุดท้ายเป็นอย่างไรครับ สุดท้ายท่านก็ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหา ทั้ง ๕ คนทั้งหมด ปัญหาการใช้งบประมาณของท่านเป็นอย่างไรครับ ๓๒๕ ล้านบาท งบประมาณ สร้างภาพลักษณ์ของประเทศ ปัญหาหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศก็คือมีงบประมาณ ไม่เพียงพอ แต่ท่านเอางบสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไปให้สํานักนายกรัฐมนตรีเป็นจํานวนมาก ผมไม่ได้ใช้เวลาเพราะมันเป็นตัวเลขจะใช้เวลานาน บังเอิญว่าผมเป็นคณะกรรมาธิการงบประมาณ ด้วยนะครับในปีงบประมาณที่ผ่านมา จนถึงไตรมาสสุดท้ายท่านใช้งบ ๓๒๕ ล้านบาทไปแค่ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แล้วท่านจะมาบอกว่าท่านใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพได้ อย่างไร ท่านไม่เคยให้ความสําคัญกับสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานคณะกรรมาธิการการ ต่างประเทศท่านได้กล่าวไปแล้วว่าท่านไม่เคยไปชี้แจงที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศเลย ผมเอาสถิติมาดูนะครับว่ามีการเชิญมาประชุมครั้งแรกในวันที่ ๒๙ เดือนเมษายน ๒๕๕๒ เรื่องเจเทปปา (JTEPPA) ที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ จนครั้งสุดท้ายก็คือวันที่ ๘ เดือน กันยายน ๒๕๕๓ กรณีเรื่องประเทศซาอุดีอาระเบีย รวมทั้งสิ้น ๑๓ ครั้ง ไม่เคยมาเลยครับ มีครั้งหนึ่งครับดูเหมือนว่าจะมา เพราะผมเห็นหน่วยล่วงหน้าของท่านมาตรวจวัตถุระเบิดตรวจ อะไรในห้องประชุม มันไม่มีหรอกครับอยู่ในสภา แต่สุดท้ายก็ไม่มานะครับ ไม่รู้ท่านกลัวอะไร ก็ฝากผู้บริหารของประเทศด้วยนะครับว่าให้ความสําคัญกับคณะกรรมาธิการบ้างนะครับ ถ้าท่านมาชี้แจงเราก็ไม่มาพูดกันถึงขนาดนี้หรอกครับ เราก็สามารถจะทําความเข้าใจได้ แต่บางอย่างปัญหาบางอย่างนั้นเป็นปัญหาเรื่องการเมือง ผมเห็นใจข้าราชการที่เขามาชี้แจง ไม่ว่า จะเป็นท่านอธิบดีหรือท่านเอกอัครราชทูตบางท่าน ท่านก็ตอบแทนรัฐมนตรีไม่ได้นะครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ทั้งหมดทั้งปวงครับเป็นเหตุผลประกอบกันหลาย เรื่องที่ทําให้ผมไม่สามารถที่จะให้ความไว้วางใจนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศท่านนี้ได้ แล้วก็ขอฝากเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่านว่าก่อนที่ท่านจะลงมติจะไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจก็แล้วแต่ ให้ท่านได้พิจารณาให้รอบคอบนะครับว่าการที่จะไว้วางใจนายกษิต ภิรมย์ จะเป็นผลเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างไรบ้าง ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปคุณสรวงศ์ เทียนทอง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว พรรคประชาราช ต้องขอกราบเรียน กับท่านสมาชิกทุกท่านด้วยนะครับว่าผมเองเป็นหนึ่งในจํานวนพรรคการเมืองนอกเหนือจาก พรรคเพื่อไทยที่ร่วมยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ตลอดจนรัฐมนตรีอีก ๙ ท่าน ผมได้รับมอบหมายแล้วก็แจ้งความประสงค์ไปว่าอยากจะอภิปรายในเรื่องของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกนะครับว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ลําบากมาก เพราะว่าเราจะไม่มีข้อมูลที่เป็นตัวเลขเหมือนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอื่น ๆ จะสังเกตได้ว่า ท่านเป็นคนเดียวในรัฐมนตรีที่ไม่ถูกถอดถอน เพราะว่าท่านไม่ได้โกง ท่านไม่ได้มีการทุจริต แต่ที่ท่านต้องถูกหยิบยื่นชื่อของท่านเป็นครั้งที่ ๓ ที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วก็มีชื่อของท่าน ติดโผตลอดเวลา ผมเองก็กราบเรียนตรง ๆ ว่าเคยที่จะเตร็ดเตร่ ๆ แล้วก็ทํางานร่วมกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คือท่านดอกเตอร์สุรเกียรติ์ เสถียรไทย มาตั้งแต่สมัยแรก ที่เป็น ส.ส. ได้มีโอกาสแวะเวียน แล้วก็ได้มีโอกาสที่จะทํางานร่วมกับข้าราชการกระทรวงการ ต่างประเทศหลาย ๆ ท่าน หลาย ๆ ท่านก็เกษียณไปแล้ว หลาย ๆ ท่านก็ไปอยู่ต่างประเทศแล้ว ต้องขอกราบเรียนตรงนี้ว่ากระผมนั้นชื่นชมแล้วก็แอบ ๆ ให้กําลังใจข้าราชการกระทรวง การต่างประเทศอยู่สม่ําเสมอ เพราะเห็นถึงความเหนื่อยยากและความยากลําบากในการทํางาน ต้องเจอภาษาที่แตกต่าง วัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่นะครับท่านประธาน เรื่องใหญ่ ก็คือการที่มีเจ้ากระทรวงเป็นรัฐมนตรีท่านนี้ ซึ่งกระผมเองก็ได้ให้โอกาสรัฐบาลชุดนี้ในการ ที่จะเปลี่ยน ในการที่จะแก้ไขผู้นําในกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งผมเองและผมเชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนคนไทยก็เห็นเหมือนผมว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคือหน้าตาของ ประเทศไทย สิ่งต่าง ๆ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านนี้ได้กระทํา ได้พูด ท่านไม่ได้ ทําอะไรเยอะหรอกครับ ท่านพูดอย่างเดียวก็พังกันเกือบหมดแล้ว ต้องไม่ปฏิเสธนะครับว่าโลกสมัยนี้ มันแบนมันไม่กลม ท่านทําอะไรตรงนี้ไม่กี่วินาทีคนทั้งโลก ถ้าเขาติดตามสนใจอยู่เขาก็จะรู้ทันที ต้องยอมรับนะครับว่าทุกครั้งที่มีการประชุมต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมใหญ่หรือเล็ก ก็แล้วแต่ที่มีตัวแทนของประเทศไทยไป เราจะเห็นภาพรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือไม่ก็ผู้นําของนานาชาติมาจับมือกัน มาร่วมสังสรรค์กัน แล้วก็มาร่วมพูดคุยกัน ผมเองก็สังเกต นะครับ แล้วผมเชื่อมั่นจากที่ได้เคยไปต่างประเทศกับท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็คือ ท่านอภิวันท์มาแล้ว ต่างประเทศเขามีข้อคลุมเครือมากกับเรื่องประชาธิปไตยของคนไทย ท่านอาจจะมองว่าเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ แต่ผมมั่นใจเลยนะครับเขาทราบว่ารัฐบาล ท่านมาแบบไหน เขาทราบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านนี้มาอย่างไร เคยพูดอะไรไว้บ้าง ทั้งก่อนและหลัง ผมเองก็ยังเคยชื่นชมนะครับว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ใช้คนที่ตรงกับ สายงานมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งท่านกษิตเองก็เคยดํารงตําแหน่งเป็น เอกอัครราชทูตมาหลายประเทศ ก็เป็นประเทศที่ใหญ่ ๆ โต ๆ ทั้งนั้นนะครับ เราจะเห็นได้ว่าเหตุที่ เกิดขึ้นกับพี่น้องชาวญี่ปุ่นที่ผ่านมารัฐมนตรีท่านนี้ก็รู้สึกว่าจะแอคชั่น (Action) เพิ่งจะเคยเห็น รัฐมนตรีท่านนี้แอคชั่นมากขนาดนี้นะครับ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีก็ขอชื่นชม แต่ว่าระยะเวลา ๒ ปีกว่า ๆ ที่ผ่านมาเราจะเห็นรัฐมนตรีท่านนี้อยู่หลังฉากตลอด ผมเองยังเคยบอกกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ว่าผมสงสัย เหลือเกินว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเราชื่อชวนนท์หรือเปล่า ผมเองรู้จัก พี่ออฟ ผมเรียกพี่ออฟ ท่านชวนนท์เป็นการส่วนตัว เพราะเป็นรุ่นพี่ผมที่โรงเรียน ชื่นชมในการ ทํางานของท่านจริง ๆ แล้ว พูดตรง ๆ ก็คือเหมาะสมกว่ารัฐมนตรีท่านนี้อีกไม่รู้กี่เท่าถ้าไม่นับอาวุโส นะครับ การทํางานของท่านชวนนท์ผมยอมรับเลยว่าสุดยอดจริง ๆ การสัมภาษณ์สื่อ การอะไร กับสื่อ เพราะว่าเป็นพฤติกรรมที่คนไทยพึงปฏิบัติ คนไทยซึ่งรับหน้าเสื่อว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ที่ผมเรียกว่าหน้าตาของประเทศไทยควรจะปฏิบัติ แต่รัฐมนตรีท่านนี้ ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียวนะครับที่จะปฏิบัติให้เหมาะสมกับที่เรียกว่าเป็นคนไทย จากที่ท่าน ส.ส. ธเนศได้ยกตัวอย่างมาในหลายสปีค (Speech) หลาย ๆ ครั้งที่รัฐมนตรีท่านนี้ไปพูดในที่ต่าง ๆ ก็เห็นนะครับว่าท่านไม่เคยเลยที่จะระมัดระวังคําพูดของท่านในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ท่านไม่ใช่นายกษิต ภิรมย์ ที่เป็น นายกษิต ภิรมย์ ท่านเป็น นายกษิต ภิรมย์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย เพราะฉะนั้นไม่ว่าท่านจะ พูดอะไรกับใครระหว่างที่ท่านดํารงตําแหน่ง นั่นคือประเทศไทยพูด ท่านได้ไปโจมตีเพื่อนบ้าน ท่านได้ไปโจมตีประเทศมหาอํานาจหลาย ๆ ประเทศซึ่งท่านธเนศก็ได้พูดไปแล้ว ผมจริง ๆ แล้วก็ไม่ อยากพูดซ้ํา แต่ว่าคําพูดหลาย ๆ ครั้ง ที่ไปดูหมิ่นดูแคลนผู้นําของประเทศเพื่อนบ้าน การไปดู แคลนประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน ดูว่าเขาเป็นคนจน ดูว่าเขาเป็นคนที่ต่ําต้อยกว่าเรา ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ ๔ เดือนกุมภาพันธ์ที่มีการปะทะกันที่เกิดขึ้น มันไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสระแก้วที่ผมรับผิดชอบอยู่โดยตรง แต่ต้องกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่ามันเป็นที่เดือดเนื้อร้อนใจของคนจังหวัดสระแก้ว โดยเฉพาะ คนโคกสูง คนโนนหมากมุ่น ที่เขาถูกมองว่าการออกมาต่อต้านกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไปเรียกร้องให้ ปล่อยตัวคนไทยว่าเขาเป็นตัวไทยใจกัมพูชา ผมต้องออกมาตอบโต้แทนพวกเขา เพราะเขา ไม่มีสิทธิที่จะมาพูดในที่แห่งนี้ แล้วก็พูดให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้ฟัง ผมได้เคยอภิปราย ไปแล้วตอนที่ท่านธเนศได้ยื่นญัตติปากเปล่าเรื่องของการปะทะไทย-กัมพูชาได้มีการพาดพิง ได้มีการพูดถึงท่าน ส.ส.พนิช ผมไม่อยากจะพูดนะครับ ไม่อยากจะพูดอีกแล้ว เพราะว่าประเด็นนั้น ก็เคยถูกพูดไปแล้ว แล้วหลาย ๆ ท่านในที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นท่านต่อพงษ์ ไชยสาส์น หรือว่าท่านธเนศ ก็ดี ก็ได้เคยพูดประเด็นพวกนี้ไปแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบจากท่านรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ได้ตอบแบบ ที่พวกผมถามนะครับ บางทีพวกผมอาจจะถามไม่ตรงคําตอบของท่าน ท่านตอบมาว่ากําหนดการ ของท่านคือมีประชุมที่ไหน อะไรต่อไปอย่างไร แต่การแก้ปัญหามันไม่ใช่แค่นั้นครับ เราอย่าไปมอง ถึงแค่ว่าพี่น้องประชาชนคนไทยที่อยู่ตามชายแดนจะอยู่อย่างไรเลยครับ เขาลําบากอยู่แล้ว ผมได้ กราบเรียนให้ท่านทราบแล้วว่า ๗๐๐ กว่ากิโลเมตรที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านของคนไทย บ้านของพี่น้องชาวไทย อยู่ติดชายแดนกัมพูชาเป็นอย่างมากเลยครับ บ้านท่านประธานก็เยอะ บ้านผมก็เยอะ อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกนะครับว่า เขายิงมาเขายิงมาที่บ้านเรือนของ ประเทศไทย ของคนไทย แล้วผมก็ได้กราบเรียนไปแล้วว่าเขาหลับตายิงขึ้นฟ้าอย่างไรก็โดนหลังคา บ้านคนไทย ต้องกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าความล้มเหลวในการที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศเพื่อนบ้านของรัฐมนตรีท่านนี้ไม่มี ต้องเข้าใจนะครับว่าคนที่จะมาเที่ยวประเทศกัมพูชา จุดมุ่งหมายของเขาอาจจะเป็นประเทศกัมพูชา อาจจะเป็นนครวัด อาจจะเป็นที่ไหนก็แล้วแต่ อย่างไรเขาก็ต้องผ่านประเทศไทย แต่สิ่งที่ท่านทําขณะนี้ มันทําให้การเดินทางของพวกเขานั้น ลําบาก การที่เขาจะมุ่งสู่เมืองไทยแล้วไปประเทศเพื่อนบ้าน เขาก็ต้องมองการที่จะเดินทางไป ประเทศเพื่อนบ้านโดยตรงโดยไม่ผ่านประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเสมอนะครับ ว่าเงินงบประมาณของแผ่นดินเราได้มากขึ้นเยอะจากการท่องเที่ยว แต่มันจะไม่ดีกว่าหรือครับ จะไม่ได้เพิ่มมากกว่านี้หรือครับ ถ้าความสัมพันธ์ของคนไทยและประเทศเพื่อนบ้านทั้งประเทศ กัมพูชา ทั้งประเทศพม่า ทั้งประเทศลาวนี้มันแน่นแฟ้น สิ่งที่กระผมต้องยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ท่านรัฐมนตรีท่านนี้ เพราะว่ามีการฝากถึงประเด็นของคนไทยที่ไปลงทุนในประเทศกัมพูชา รายใหญ่ ๆ ทั้งนั้นครับ บริษัทปูนซีเมนต์ไทยเอสซีจี (SCG) ได้สัมปทานปูนซีเมนต์ที่นั่น ไม่รู้ กี่พันล้านบาท บริษัททิฟฟี่ที่เรารู้จักกันดี ยาทิฟฟี่แก้ปวดเขาทําธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ที่นั่น โรงแรม สนามกอล์ฟ ผลิตภัณฑ์ เสียมเรียบที่คนไทยเป็นเจ้าของ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ ผู้ประกอบการเหล่านี้ นี่แค่เป็นตัวอย่างรายใหญ่ ๆ ที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมาต้องเสียหาย ต้องขาดทุน หลังจากที่เขาลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเราเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ประเทศกัมพูชารู้เราหมด ดูละครเหมือนเรา ดูหนังเหมือนเรา ขณะที่เราอภิปรายอยู่เขาก็อาจจะดู อยู่ แต่เราไม่เคยรู้อะไรเขาเลยนะครับ เขาฟังภาษาไทยออก เราฟังภาษากัมพูชาไม่ออก ยกเว้น ท่านประธาน ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้จริง ๆ นะครับว่า อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เหตุการณ์เพิ่งผ่านมาไม่กี่ปีนี้เอง ละครเราอาจจะไปกระทบกระทั่งด้วยความเข้าใจผิด เราเสีย สถานทูตไปเลยนะครับ และคนไทยอีกไม่รู้กี่คนที่จะต้องบอบช้ํากับความเข้าใจผิดนั้น ผมต้อง กราบเรียนกับท่านประธานว่าสิ่งที่พวกผมได้ยื่นไปนี้มันมีเหตุผล และอยากอย่างยิ่งถ้ามีเวลา ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไม่รีบยุบสภาก่อน เปลี่ยนเถอะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็นอยู่ทุกวันนี้ ก็คือก็เรื่องพี่น้องประชาชนที่ออกมาชุมนุม ข้างทําเนียบ ก็คือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้พูด ได้เอ่ย ได้ด่า ได้พาดพิงถึงบุคคล สําคัญหลาย ๆ คน ถ้าเขาด่าท่านนายกรัฐมนตรีหน้าหล่อ หรือว่ารัฐมนตรีกษิต หรือว่ารัฐบาลชุดนี้ หรือว่านักการเมือง ผมจะไม่ว่าเลย เพราะเป็นสิทธิของพี่น้องประชาชนที่เขาจะออกสิทธิออกเสียง แต่นี่ลามไปถึงผู้นําต่างประเทศ ซึ่งตรงนี้ผมอยากจะยกประเด็นตรงนี้ขึ้นมาว่า ท่านนายกรัฐมนตรี เองหรือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเองไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือครับ หรือไม่คิด ว่าจะทําอะไรบ้างเลยหรือครับ การที่พี่น้องประชาชนที่ออกมาประท้วงรัฐบาลไทย แต่ไปกล่าวหา ไปด่าหยาบ ๆ คาย ๆ กับผู้นําต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้นําเพื่อนบ้านเรา ท่านนิ่งอยู่ได้อย่างไร ท่านไม่มีอุปสรรคอะไรเลยหรือในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ หรือว่าอันนี้จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๗ หรือเปล่า ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าผมให้กําลังใจกับทุก ๆ ท่าน ตลอดในการทํางาน ผมเคยพูดเสมอว่าข้าราชการเป็นข้าราชการในองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ใช่ของผม ไม่ใช่ของรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ข้างบน ไม่ใช่ของใครทั้งนั้นพวกเราในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วก็ไป ข้าราชการที่เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนคนไทยต้องยืนหยัดครับ อะไรก็แล้วแต่ที่เจ้ากระทรวงปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ท่านต้องยับยั้ง ท่านต้องช่วยครับ ไม่ใช่เป็น คลื่นตามกับผู้นําไป มันไม่ถูกครับ จนถึงตรงนี้ผมก็ยังยอมรับนะครับ แล้วก็ยังที่จะเน้นว่าผมยัง มั่นใจว่าข้าราชการหรือว่านักการเมืองที่มีเนื้อดีมีเยอะครับ แต่ที่มันเป็นเนื้อเลว เนื้อชั่วมันก็ไม่น้อย ผมกราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้นะครับว่างบประมาณทุกเม็ดทุกบาททุกสตางค์ที่พี่น้อง ประชาชนคนไทยได้เสียให้กับประเทศนี้ ผมอยากจะเห็นที่จะนําเม็ดเงินงบประมาณตรงนี้มาใช้ ประโยชน์อย่างดีที่สุด แล้วก็เป็นประโยชน์ทุกบาททุกสตางค์ ผมเสียดายเงินครับ เสียดายแทนพี่ น้องประชาชนที่เขาลําบาก ที่จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศนี้ โดยเฉพาะการบริหารงานที่ผิดพลาด แทนที่เราจะได้เงินงบประมาณเข้ามาในประเทศนี้เยอะกว่านี้ กลับเสียไปโดยปากคน ผม เปรียบเทียบนะครับ ถ้าเปรียบเทียบกับนกที่มันใช้ปาก ใช้น้ําลายในการสร้างรังสร้างบ้านของมัน รัฐมนตรีท่านนี้ไม่มีอะไรไปเทียบกับนกเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านมีแต่ใช้ปาก ใช้น้ําลายท่านในการ ทําลายบ้าน ทําลายประเทศชาติ โดยไม่ต้องทําอะไรเลยครับ พูดอย่างเดียว ผมกราบเรียนอย่างนี้ นะครับว่าผมยังเน้นในการที่จะให้มีการแก้ปัญหา รัฐบาลชุดนี้เหลือเวลาอยู่เท่าไรผมไม่ทราบ ถ้าเป็นอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดก็เหลือเวลาอีกไม่เยอะ แต่มันยังทันครับ มันยังทันที่ท่าน สามารถที่จะทําอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อจะให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ตามเขตชายแดนได้กลับไปใช้ชีวิต เหมือนเดิมครับ ทุกวันนี้ทั้งอ้อย ทั้งมัน ทั้งข้าว ไม่มีใครเกี่ยวครับ ไม่มีใครตัดครับ ต้องเข้าใจ นะครับว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนต้องใช้แรงงานต่างด้าวครับ ทุกวันนี้บ้านเรา ถ้าจ้างคนไทยวันหนึ่งไม่ต่ํากว่า ๓๐๐ บาท แต่ประเทศกัมพูชาทุกวันนี้ค่าแรงเขาก็ยังถูกกว่า บ้านเราเป็นครึ่งนะครับ นี่คือการลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างเห็นได้ชัด รัฐบาลชุดนี้ ต้องทํานะครับ ถึงจะเหลือเวลาอีกไม่เยอะ ยังให้กําลังใจยังเป็นแรงใจให้ แต่ผมต้องขอโทษจริง ๆ ที่ผมไม่สามารถที่จะไว้วางใจรัฐมนตรีท่านนี้ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เพราะผมให้โอกาสมา ๓ ครั้งแล้ว ในการที่จะปรับรัฐมนตรีท่านนี้ ส่วนตัวผมไม่มีอะไรที่ไม่ถูกกับท่านนะครับ ผมเองเป็น ส.ส. ต่างจังหวัด ส.ส. ชายแดน ซึ่งได้รับคําติฉินนินทา ได้รับคําต่อว่าผ่านทางผู้แทนราษฎรมาถึงตัว กระผม กระผมก็เป็นเหมือนโทรโข่งมาประกาศให้ท่านรู้ มาประกาศให้พี่น้องประชาชนที่ไม่ได้อยู่ ในพื้นที่ชายแดนทราบว่าความทุกข์ร้อนตอนนี้มันเป็นอย่างไร ผมไม่ได้หวังจะให้รัฐมนตรีท่านนี้ ตอบอะไร แต่หวังอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดนี้จะมองเห็นถึงข้อมูลแล้วก็ประเด็นที่ ส.ส. ๔ ท่าน เดี๋ยวน้องสาวผมก็จะอภิปรายอีกคนหนึ่งคนสุดท้าย ได้เห็นนะครับ ผมได้เคยคุยกับเพื่อน ๆ ที่เป็น สมาชิกฝ่ายรัฐบาลบางท่านก็พูดตรง ๆ ก็ไม่เห็นด้วยในการตั้งท่านขึ้นมา แล้วท่านเองก็ไม่พูดอีก นะครับ อย่างที่ท่านต่อพงษ์เคยพูดในสภาผู้แทนราษฎรนี้ละครับ ตอบคําถามท่านคํานูณ ท่าน ส.ว. ทั้ง ๆ ที่ท่านกษิตบอกว่าตนไม่คิดจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอยู่แล้ว อยู่บนเวทีพันธมิตรสนุกสนานดีอยู่แล้ว ท่านพูดสิ่งนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ผมก็เลยอยากจะฝาก ตรงนี้นะครับว่าสนองคําขอของท่านรัฐมนตรีท่านนี้หน่อยนะครับท่านนายกรัฐมนตรี
สุดท้ายนะครับ ผมก็ยังยืนยันว่าการแก้ปัญหาตรงนี้สําคัญมาก แล้วคนหนึ่ง ที่จะทําได้ผมต้องกราบบอกท่านประธานอีกทีว่าท่านประธานสามารถทําได้จริง ๆ นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีร้องขอก็ได้ครับ ผมว่าท่านประธานพร้อมเลย ท่านประธานพร้อมที่จะทําหน้าที่ เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวไทย ซึ่งผมก็มั่นใจว่าท่านประธานก็เต็มใจที่จะทํา เพราะว่าการสื่อสาร การพูดจา มันไม่เป็นอะไรที่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนล (International) นะครับ ภาษาอังกฤษไปเป็น ภาษากัมพูชานี่ อย่างไรมันก็ไม่ตรง กุ๊ยก็ยังเป็นไลอ้อน ฮาร์ทได้ อย่างนั้นถ้าผมเรียกว่า อย่างนั้น ถ้าผมเรียกว่าท่านรัฐมนตรีกุ๊ยก็คงจะไม่ผิด เพราะว่าไลอ้อน ฮาร์ท ถ้าแปลอีกอย่างก็เป็นหัวใจสัตว์ นะครับ ก็ยังไปเปรียบเทียบเขาอีกว่าเป็นหัวใจสัตว์อีก ไม่ใช่หัวใจมนุษย์ ผมก็รู้ภาษาอังฤษ นิด ๆ หน่อย ๆ นะครับ ก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับเรื่องจิตใจ แต่ว่าผมมั่นใจ อย่างยิ่งว่าการแก้ปัญหาจะต้องรีบทํา และต้องทําโดยเร็ว ไม่ว่ารัฐบาลนี้จะอยู่นานแค่ไหน จะเป็น รัฐบาลไหนต่อ ต้องติดตามแล้วก็ต้องแก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุด เพราะท่านอย่าลืมว่าเราอยู่ได้ เขาก็อยู่ได้ เขาอยู่ได้ เราก็อยู่ได้ ถ้าเราอยู่ไม่ได้ เขาก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน มันไม่มีทางยกไป ไหนได้ครับ ประเทศติดต่อกันขนาดนี้ มีวิธีหลายวิธีมาก ต้องขอกราบขอบคุณท่านสมาชิก พรรคเพื่อไทยทุกท่านนะครับที่ให้โอกาสผม ในฐานะที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกันใช้เวลาในการ อภิปรายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมไม่สามารถที่จะเห็นชอบ แล้วก็ไว้วางใจ ในการที่จะให้รัฐมนตรีท่านนี้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพราะว่าประเทศไทยมีขีดจํากัดในการที่จะสูญเสีย ผมไม่อยากให้ประเทศไทยสูญเสียไปมากกว่านี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
คุณวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธาน คะวันนี้เราก็เดินทางกันมาถึงตีหนึ่งกว่า ๆ แล้วนะคะ แต่ต้องยอมรับค่ะว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยเรามา กันอย่างเต็มร้อย เราพกข้อมูลกันอย่างเต็มที่ ถ้าไม่แน่จริงหรือไม่แน่ใจเราไม่มาค่ะ เรามาเพื่อจะ น๊อก เอาท์ (Knock out) รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันนี้ค่ะสภาแห่งนี้ได้อภิปรายกันไป เยอะแยะแล้วนะคะ มีเนื้อหาสาระมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชันของกระทรวง พาณิชย์ ไล่ไปตั้งแต่เรื่องน้ํามันปาล์มจนไปถึงการประมูลข้าว แต่ในส่วนของความล้มเหลวของ กระทรวงการต่างประเทศนั่นน่ะหรือคะ ท่านประธานลองดูสิคะปัจจุบันมีสื่อต่างประเทศหลายแห่ง เลยได้ลงบทความ เขียนข้อความเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยว่าอย่างไร ส่วนใหญ่ค่ะเนื้อหาหรือ ข้อความที่นักข่าวต่างประเทศได้เขียนลงไปนั้นจะเน้นไปที่ความไม่น่าเชื่อคือของรัฐบาลชุดนี้ ภาพลักษณ์ที่ประเทศไทยได้สร้างมาดีก็ต้องจบสิ้น จริงค่ะว่าเรื่องนี้หน่วยงานต่าง ๆ ก็ควรจะต้อง ช่วยกันออกมาแก้ไข ช่วยกันลงมือทํา แต่ว่ากระทรวงการต่างประเทศเองค่ะเป็นเรียกว่า ด่านหน้า เป็นด่านหน้า ๆ ที่จะต้องมาแก้ไขภาพพจน์ให้กับประเทศไทยเรา กระทรวงการต่างประเทศ เปรียบเสมือนภาพลักษณ์ เปรียบเสมือนหน้าต่างของประเทศไทยที่จะสร้างให้คนต่างประเทศได้ เชื่อมั่นแล้วก็ไว้วางใจ แล้วก็มีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย เพราะกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้วกระทรวงการ ต่างประเทศค่ะได้ทํางานได้เสียสละมาเพื่อนําพาให้ประเทศเราหลุดพ้นจากการเสียเอกราช หลุดพ้นจากการแพ้สงครามด้วยหลักการเดียว นั่นก็คือยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติและ แนวปฏิบัติทางการทูตอันชาญฉลาด อย่างไรก็ตามค่ะเมื่อวันที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้เข้ามาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสายตาของประชาคมโลกต่อประเทศไทยก็ต่ําลงทุกวัน ตัวดิฉันเองวันนี้ก่อนจะขึ้นมาอภิปรายก็มีคนมาทักเหมือนกันว่าเราจะอภิปรายกระทรวง การต่างประเทศอีกทําไมในเมื่อทางสังคมก็ได้ตัดสินไปแล้ว และถ้าเปรียบท่านรัฐมนตรีกษิตเอง ทางการเมืองก็เปรียบเหมือนคนที่ตายไปแล้วค่ะ เขาบอกว่าจะเอาปืนมายิงคนที่ตายไปแล้ว หรือเอามายิงศพทําไมทําไปมันก็ไม่มีประโยชน์ แต่ว่าถ้าเปรียบเหมือนปลานะคะ ปลาที่มันเน่ามัน ตายแล้วมันก็ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปหมด ดังนั้นเราก็ควรจะต้องกําจัดปลาตัวนั้นออกไปใช่ไหมคะ ดิฉันเลยคิดว่าก็ควรจะอภิปรายให้ใครสักคนดําเนินการจัดการเอาปลาตัวนี้ไปทิ้งค่ะ ก็อย่างที่บอก ค่ะว่าถ้าจะให้พูดถึงกระทรวงการต่างประเทศทางสังคมก็ได้ตัดสินไปแล้วว่าท่านรัฐมนตรีไม่ได้ มีความเหมาะสมเลยตั้งแต่เริ่มต้นที่จะมาดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของไทยเมื่อ ๒ ปีที่แล้วดิฉันก็ได้อภิปรายไปแล้วนะคะแต่ดูเหมือนว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะ ไม่ได้ฟังเลยยังคงให้ตําแหน่งหน้าที่สําคัญอันนี้ต่อท่านกษิต ภิรมย์ นําพาความเสื่อมเสียให้แก่ ประเทศไทย ภาพลักษณ์ของไทย ชื่อเสียงของประเทศไทยมันย่ําแย่มากกว่าที่เคยเป็นมาก่อน ในประวัติศาสตร์ แต่ถ้าจะให้เอาออกวันนี้คงจะไม่ทันแล้วค่ะต้องเก็บไว้เลยนะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีคะจะให้เอาท่านกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีออกวันนี้อย่าเลยดีกว่าค่ะ มันไม่ทันแล้ว เพราะว่าประเทศชาติเราได้เสียหายไปแล้ว เห็นท่านบอกว่าจะมีการยุบสภาอีกเดือนสองเดือน ข้างหน้าก็ขอให้ยุบจริงนะคะแล้วท่านก็เอาไปป่าวประกาศในการเลือกตั้งหาเสียงได้เลยค่ะ ว่าถ้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์แล้วจะเก็บเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการการต่างประเทศให้ ท่านกษิต ภิรมย์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ลองดูนะคะว่าท่านจะได้เสียงมากขึ้นหรือเปล่า ท่านประธานคะ ดิฉันไม่สามารถไว้วางใจรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ ได้
ข้อ ๑ นั่นก็คือความล้มเหลวในการทํางานในด้านความสัมพันธ์กับประเทศ ในภูมิภาคอย่างที่ท่าน ส.ส. สรวงศ์ เทียนทอง ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับ การช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน หรือว่าช่วยเหลือ ๗ คนไทยที่อยู่ในประเทศเขมร ซึ่ง ๒ คนตอนนี้ ยังติดค้างอยู่ ถามว่าท่านมัวไปทําอะไรถึงมีการปฏิบัติการได้ล่าช้า ต้องบอกว่าท่านละเลยแล้วก็ ล้มเหลวกับการทํางานครั้งนี้ รัฐบาลทําไมไม่ส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปเจรจา ไปพูดคุยล่ะคะ ความสัมพันธ์ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาทําไมจะต้องให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพหรือว่าให้ท่านรัฐมนตรีองอาจไปแก้ปัญหาแทนเพราะอะไรท่านไม่รู้สึกคลางแคลงใจบ้าง หรือคะที่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ส่งท่านไปเจรจา และมาดูในกรณีเขาพระวิหารที่ท่าน ส.ส. ธเนศ เครือรัตน์ ได้พูดไป ความล้มเหลวครั้งนี้ทางการทูตเขาบอกว่าคือต้นเหตุที่เสียงปืนใหญ่เกิดขึ้นที่ ชายแดน วันนี้มีคนสู้รบบาดเจ็บล้มตายประชาชนหลายหมื่นคนต้องหนี ต้องอพยพ แต่ถามว่า ท่านรัฐมนตรีเคยไปเยี่ยมเขาบ้างสักครั้งไหม ไม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว ประเทศไทยเราเคยเป็น ประเทศที่สงบสุขแทบทุกครั้งหลายเชื้อชาติต้องหนีสงคราม หนีร้อนมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อยู่ทุกครั้งไป แต่เดี๋ยวนี้ต้องมาเห็นคนไทยหนีตายเป็นภาพที่ดิฉัน คิดว่าชีวิตนี้คงจะไม่มีโอกาสได้เห็นหรือคงจะไม่เห็นกันแล้วแต่ก็ได้มาเห็นในยุคที่ท่านกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนหนึ่งนั่นก็คือเวลาท่านพูดท่านอาจจะใช้อารมณ์ นําท่านไม่คิดก่อนพูด นั่นก็คือไม่ใช่ลักษณะที่ดีเลยของนักการทูต การจะสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศนะคะคือเรา ๒ ประเทศต้องร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความสงบสุขและสันติ ซึ่งความสงบสุขการที่จะสร้างสภาพแวดล้อมให้มีความสงบสุขและสันติได้นั้นก็ต้องสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้มีความสัมพันธ์ที่ดีโดยการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามจะผูกมิตร ไมตรีกับอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ว่าครั้งนี้ประเทศกัมพูชาเขาไม่เอาด้วยค่ะ เขาไม่รับ เขาไม่อยากแม้แต่จะผูกมิตร เพราะอะไรคะ เพราะคําพูดที่ท่านได้เคยพูดไว้สร้างศัตรู แล้วที่สําคัญท่านยังหลอกลวงประชาชนให้ เข้าใจผิด ระหว่างเรื่องทวิภาคีหรือพหุภาคี ท่านพยายามจะหลอกลวงประชาชน ปิดบังประชาชน ชาวไทยว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นการเจรจากแค่ ๒ ฝ่าย ระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น ท่านพยายาม จะจํากัดวงความขัดแย้งให้อยู่แค่ไทยกับกัมพูชา ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านต้องบอกค่ะว่า ปัจจุบันเรื่องนี้ ได้ก้าวข้ามความเป็นทวิภาคี เป็นพหุภาคีไปแล้ว วันนี้เรามีประเทศที่ ๓ ซึ่งเป็นประเทศอินโดนีเซีย เข้ามาในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย แล้วก็ผู้สังเกตการณ์ในพื้นที่ ไทยเราเคยเป็นผู้นําในภาคเอเชียแต่วันนี้ ต้องมาเป็นภาระของทั้งอาเซียน โดยการที่ให้ทางอินโดนีเซียเข้ามาไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทระหว่าง ไทยกับกัมพูชา วันนี้ถามว่าเพื่อนที่สนับสนุนไทยเราในเวทีโลกเราลดน้อยไปแค่ไหนตั้งแต่ท่านก้าว เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ในเมื่อทางการทูตพัง การศึกก็สวมรอย ถามว่าใครเป็นเหยื่อคะ พี่น้องประชาชนชาวบ้านนี่แหละค่ะที่ตกเป็นเหยื่อของความล้มเหลวของท่าน
ข้อที่ ๒ นั่นก็คือความล้มเหลวในการทํางานในด้านความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ ในโลก ถามว่าการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ท่านไปทะเลาะกับเพื่อนบ้านไว้ไปทั่ว และมิสําคัญท่านก็ยังไปทะเลาะไปสร้าง ปัญหากับประเทศอื่น ๆ ในโลก เช่น ประเทศมหาอํานาจ ท่านไปสร้างศัตรู สร้างความสัมพันธ์ อันเลวร้าย ยกตัวอย่าง ความสัมพันธ์อันเลวร้ายระหว่างไทยกับรัสเซียที่ท่าน ส.ส. ต่อพงษ์ ไชยสาส์น ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ กรณีของวิคเตอร์ บูท ซึ่งดิฉันคงจะไม่ลงไปหาต้นตอของปัญหา เพราะว่าทางสังคมก็ได้รับทราบอยู่แล้ว แต่การตัดสินใจในคดีของวิคเตอร์ บูท ของรัฐบาลท่านรู้ ไหมคะว่ามันส่งผลกระทบในวงกว้างมาก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศ รัสเซีย หรือว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศที่เป็นพันธมิตรหรือใกล้ชิดกับ ประเทศรัสเซีย ตามมติ ครม. ของท่าน ท่านไม่รอเลย ท่านไม่รอที่จะให้ตุลาการหรือว่าศาลได้ ตัดสินให้ถึงที่สุดก่อน ถ้าท่านรอให้ทางตุลาการแล้วก็ศาลได้ตัดสินให้ถึงที่สุด คําตัดสินนั้นก็จะเป็นที่ ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไทย ฝ่ายรัสเซียหรือว่าประเทศอเมริกาเองก็ตาม แต่ท่านใช้ อํานาจฝ่ายบริหารผ่านทางมติ ครม. ตัดสินใจส่งตัววิคเตอร์ บูท ให้กับประเทศอเมริกา ท่านรู้ไหม คะว่าตอนนี้ท่านกําลังเอาประเทศไทยเข้าไปเสี่ยงกับอะไร ท่านรู้ไหมคะว่าปัจจุบันนี้ท่านเอา ประเทศไทยไปวางไว้ตรงกลางระหว่างเขาควายที่มันกําลังจะขวิดกัน ระหว่างประเทศอํานาจ ๒ ประเทศ ทั้งประเทศรัสเซียและประเทศอเมริกา ดิฉันเข้าใจดีค่ะว่าประเทศไทยเป็นพันธมิตรกับ ทางประเทศอเมริกามานาน เรามีความสัมพันธ์ระดับสูง แล้วเรามีการค้าขายกับทางประเทศ อเมริกา แต่ถ้าท่านเล่นการระดับประเทศแบบเลือกข้างแบบนี้ ท่านจะทราบถึงผลกระทบจาก ประเทศรัสเซียหรือไม่ ท่านประธานคะ ดิฉันขออ่านคําแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ ของสหพันธรัฐรัสเซียเป็นภาษาอังกฤษ แต่ว่าขออนุญาตแปลเป็นภาษาไทยให้ทุกท่านได้ฟังกัน ข้อความอาจจะยาวหน่อยนะคะ
แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซียเขียนไว้ว่า ทางการไทย ได้รายงานว่าได้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน นายวิคเตอร์ บูท ซึ่งเป็นพลเมืองรัสเซียไปยังประเทศ สหรัฐอเมริกา ตามข้อกล่าวหาของทางการประเทศสหรัฐอเมริกาว่าได้ส่งอาวุธผิดกฎหมายให้กับ กลุ่มผู้ก่อการร้าย ถึงแม้ว่าศาลอาญาไทยจะได้ตัดสินถึง ๒ ครั้งว่าความผิดของพลเมืองรัสเซียนี้ ไม่สามารถพิสูจน์ในความรับผิดได้ แต่ก็ได้ถูกส่งตัวไปยังเจ้าหน้าที่ของประเทศสหรัฐอเมริกา การกระทําครั้งนี้เป็นไปตามการอนุญาตของรัฐบาลไทย จากมุมมองทางกฎหมาย หมายถึง กฎหมายระหว่างประเทศ การส่งตัวในครั้งนี้อาจไม่สามารถหาคําอธิบายที่มีเหตุผลได้ ไม่ต้องสงสัย ว่าการส่งตัวที่ผิดกฎหมายครั้งนี้เป็นผลมาจากความกดดันทางการเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อรัฐบาลไทยและการพิจารณาคดีในประเทศไทย ทุกสิ่งนี้สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการแทรกแซง กระบวนการยุติธรรมและก่อให้เกิดคําถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของระบบศาลและการตัดสินใจ ของทางการไทย เป็นที่น่าเศร้าเสียใจอย่างยิ่งที่ทางการไทยพ่ายแพ้ต่อความกดดันทางการเมืองจากภายนอก และการดําเนินการส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท อย่างผิดกฎหมายในครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ของสหพันธรัฐรัสเซียจะดําเนินการทุกประการที่จําเป็นในการปกป้องสิทธิของนายวิคเตอร์ บูท ในฐานะพลเมืองของสหพันธรัฐรัสเซีย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐและตามประเพณี ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ตอนนี้ประเทศไทยเราอยู่ในภาวะที่ สั่นคลอนกับประเทศรัสเซียถามว่า ท่านจะรับผิดชอบอย่างไรคะ
เรื่องที่ ๓ คือการบริหารงานในกระทรวงต่างประเทศท่านก็ทําล้มเหลว เมื่อวันที่ ๙ ที่ผ่านมาที่คณะกรรมาธิการต่างประเทศที่วุฒิสภาได้จัด ได้เชิญท่านเข้าไปชี้แจงค่ะ และในตอนท้ายท่านยังได้ตอบคําถามของท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งว่า ตนก็เพิ่งทราบว่า กระทรวงต่างประเทศต้องจ่ายเงินให้นักวิชาการ ๒ กลุ่ม เป็นเงินกว่า ๑๐ ล้านบาท ต้องยอมรับว่า ในกระทรวงการต่างประเทศยังมีอะไรเป็นแดนสนธยาอยู่ มีข้าราชการ มีนักการเมืองหลายคน เดินสายไปพบผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อกดดันตน และไม่คิดว่าตนจะอยู่ได้นานถึง ๒ ปี และการที่ตนเข้ามา โดยไม่ได้ตั้งใจก็ทําให้เกิดผลกระทบกับคนในกระทรวงการต่างประเทศเยอะ ทั้งที่ตนไม่คิดจะมา อยู่บนเวทีพันธมิตรก็สนุกสนานดีอยู่แล้ว ขนาดเป็นรัฐมนตรีท่านยังไม่ทราบเรื่องอะไรที่เกิดขึ้น ในกระทรวงท่านเลย เนื่องจากท่านไม่เคยอยู่ในประเทศเกินกว่า ๑๐ วัน หาเหตุบินไปต่างประเทศ ไม่หยุดไม่หย่อน อย่างนี้ก็คงมีเป็นอีก ๑๐ เรื่อง เป็นอีก ๑๐๐ เรื่องในกระทรวงการต่างประเทศ ที่ท่านไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะว่าท่านบินออกนอกประเทศอยู่ตลอดเวลา เป็นเพราะท่านเชื่อ เรื่องหมอดูขนาดหนักใช่หรือไม่ การใช้อํานาจอีกค่ะ ท่านประธานคะ ท่านรัฐมนตรีผู้นี้ใช้อํานาจ โยกย้ายข้าราชการอย่างเล่นพรรคเล่นพวก คือเอาพวกตนเข้ามา ข้าราชการท่านนี้เป็นข้าราชการ ที่มีความอาวุโสน้อย แต่ว่าเป็นพวกของตนและมีความคิดปฏิปักษ์ต่อศัตรูทางการเมืองของตน เข้าไปเป็นทูตวอชิงตัน ซึ่งตามประเพณีกระทรวงการต่างประเทศเขาจะต้องใช้คนที่มีประสบการณ์ แล้วก็มีความอาวุโสสูงมาก แต่ว่าท่านกลับทําลายประเพณีนี้ลง คงจะไม่ต้องบอกชื่อนะคะว่า ชื่ออะไร
ประเด็นสุดท้ายค่ะ เป็นประเด็นที่สําคัญที่สุด คือเรื่องที่มีผู้ใหญ่ หรือว่าผู้อาวุโส ของประเทศไทย ๓ ท่านไปสนทนากับนายอิริค จี จอห์น อดีตเอกอัครราชทูตของประเทศ สหรัฐอเมริกาคนก่อน ดิฉันเองคงจะไม่ลงถึงรายละเอียดนะคะ เพราะข้อความนี่มันหมิ่น ประมาทและประทุษร้ายต่อองค์รัชทายาทอย่างชัดเจน แต่หน้าที่ของกระทรวง การต่างประเทศคืออะไรคะ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เมื่อมีบทความ ข้อความหรือบทพูด ที่เป็นทางลบ หน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศคือต้องไปแก้ข่าวค่ะ ต้องไปช่วยดู ไปหยุด การกระจาย ไปหยุดการเผยแพร่ของข่าว แต่ครั้งนี้ดิฉันไม่รู้ว่าท่านเกรงใจใครถึงไม่ทํา อะไรเลย จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ของต่างประเทศหลายฉบับ ยกตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ การ์เดี้ยน (Guadian) ของประเทศอังกฤษเองได้นําเอาเนื้อหาตรงนี้ลงไปเขียนในหนังสือพิมพ์ และมีหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับได้โค้ต (Quote) คําพูดตรงนี้เอาไปลงกระจายให้คนอื่นได้ฟังอีก
คุณวิสาระดี มีผู้ท้วง เชิญคุณบุญ ยอดประท้วงอะไร
ท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานครครับ ประเด็นที่ ส.ส. ท่านนี้กําลังพูดอยู่นี่นะครับ เป็นประเด็นที่เคยถกเถียงกันมาแล้วในสภาแห่งนี้โดย ส.ส. ท่านอื่น นั่นก็คือเรื่องที่จะหมิ่นเหม่ ต่อการนําเอาเรื่องของสถาบันมาพูดในสภาแห่งนี้โดยไม่เหมาะสม แล้วก็ถือว่าเป็นการขยาย ความด้วยครับ ผมเองก็ฟังอย่างอดทนที่ ส.ส. ท่านนี้ได้อภิปรายมานะครับ ไม่ได้ลุกขึ้นประท้วงว่า ซ้ําซาก ไม่ได้ลุกขึ้นประท้วงว่าอ่านโพยอย่างที่เคยทํามา แต่ว่าเรื่องนี้ยอมไม่ได้จริง ๆ นะครับ ผมขอให้ท่านใช้วิจารณญาณนะครับว่าต้องตัดสินให้ วินิจฉัยให้นะครับว่า เรื่องนี้ไม่ควรพูดต่อครับ
ครับ ผมวินิจฉัยก็อาจจะอ่าน เกี่ยวกับหนังสือภาษาอังกฤษจากอังกฤษอะไรนะครับ ผมก็ไม่รู้ภาษาอังกฤษเพราะไม่เคยไปเรียน เหมือนคุณวิสาระดี ก็อย่าพูดถึงสถาบันก็แล้วกันครับ เลิกพูดได้แล้ว
(นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณประยุทธ์ประท้วงอะไร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ในข้อบังคับ ข้อ ๖๑ วรรคสุดท้าย ท่านประธาน กับผมก็คงอ่านเข้าใจดีว่า ห้ามเอ่ยถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่จําเป็น ท่านประธานครับ ที่กระผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ประท้วงท่านประธาน ผมจะชี้ให้ท่านประธานดูว่าจําเป็นหรือไม่ ในมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญบอกว่าพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ในมาตรา ๗๐ ของรัฐธรรมนูญ บอกว่า หน้าที่ของปวงชนชาวไทยจะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข มาตรา ๗๗ ครับท่านประธาน รัฐบาลจะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญอยู่เช่นกัน
ผมว่าสรุปสั้น ๆ
ท่านประธานครับ แล้วก็จากนั้นยังมี มาตรา ๑๑๒ ของ พ.ร.บ. กฎหมายอาญา
ผมว่าจะอ่านมากไป ตอนนี้ ท่านประท้วงผมผิดข้อบังคับข้อไหน
ผมกําลังจะประท้วงให้ ท่านประธานเห็นว่าการที่ท่านจะใช้ดุลยพินิจในข้อบังคับ และน้ําหนักกับประมวลกฎหมายอาญา น้ําหนักที่เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญนั้นท่านประธานจะเลือกเอาอะไร ถ้าหากคุณวิสาระดีก็ตาม หรือผมก็ตาม ถ้าวันนี้มันจะตายคาที่เพื่อรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ ผมก็ยอมครับ ท่านประธาน การที่จะมาปิดปากในลักษณะเช่นนี้ผมว่ามันไม่ถูก ท่านประธานจะต้องใช้ดุลยพินิจ เพื่อถ่วงน้ําหนักระหว่างข้อบังคับกับรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธาน ในข้อนี้ครับ
ผมก็คิดว่าผมไม่ผิดรัฐธรรมนูญ และไม่ผิดข้อบังคับ เมื่อสักครู่นี้คุณบุญยอดท่านท้วงติงเรื่องที่คุณวิสาระดีพูดถึงสถาบันที่ว่า ท่านรัฐมนตรีไม่ได้คิดถึงประเด็นปัญหาจนหนังสือพิมพ์ต่างประเทศลงข่าวเรื่องสถาบัน ผมฟังมา ในรูปอย่างนั้นนะครับ แล้วไม่ค่อยจํา จําไม่ค่อยได้เพราะมันดึกแล้ว ก็อยากจะขอร้องว่าต่อไปอย่า พูดถึงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมพูดอย่างนี้นะครับ มีอะไรอีกหรือครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม การที่จะละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะ กระทําไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา
ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องละเมิดอะไรเลย เพียงแต่ลองขอท่านผู้อภิปรายเท่านั้นเองครับ ถ้าท่านรับผิดชอบท่านก็อภิปรายไป ผมไม่ได้ว่าอะไร ไม่ผิดข้อบังคับอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าข้อ ๖๑ วรรคท้ายเขียนไว้ชัด
ท่านประธานครับ ต้องรับผิดชอบสิครับ ผมจะชี้ให้เห็นท่านประธานเห็น ผมประท้วงท่านประธานต้องให้ผมประท้วงก่อน
ท่านประท้วง ๒-๓ ครั้งแล้ว ผมรู้ ว่าท่านนักกฎหมาย
นี่ครั้งที่ ๒ ครั้งครับที่ผมทนไม่ได้ ที่ผม ยอมไม่ได้ ท่านประธานบอกว่าเอ่ยถึงพระมหากษัตริย์ไม่ได้ ถ้าเอ่ยถึงในทางละเมิด ในทางเสื่อมเสีย กระผมรู้ ผมเรียนกฎหมายมานี่ครับ จากสถาบันเดียวกันกับท่านประธาน แต่ถ้าเอ่ยถึงเพื่อเป็น การปกป้องสถาบันทําไมจะเอ่ยถึงไม่ได้ครับ มันจําเป็นนี่ครับท่านประธาน
ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้าท่านจะเอ่ย ท่านรับผิดชอบ แต่ผมเพียงแต่ทํานองขอร้องว่าถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็จะเป็นการดีนะครับ เพราะว่า คุณวิสาระดีก็จะไปข้างหน้า ผู้หญิงที่พูดเก่งที่สุดในสภาก็มีคุณเท่านั้นแหละที่จบจากนอกจากนามา ก็เก่ง แล้วก็ได้แฟนดีด้วย เก่งเหมือนกันทั้งคู่ เชิญอภิปรายต่อครับ
ท่านประธานคะ ก็ต้องขอขอบคุณ นะคะ จริง ๆ แล้วดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่รักในสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วก็เทิดทูนท่านไม่แพ้ กว่าใคร ๆ ในประเทศไทยแน่นอน แล้ววันนี้ดิฉันมาพูดถึงเนื้อหา ไม่ได้มาพูดถึงเนื้อหา แต่มาพูดถึง การทํางานของรัฐมนตรีต่างหาก เอาละค่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาเข้าในข้อที่ ๔ กับการที่ดิฉันทําไมถึง ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนนี้ ขอสไลด์ด้วยนะคะ
ข้อที่ ๔ ค่ะ คือความไม่เหมาะสมกับการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ เขาบอกว่าการเป็นนักการทูตที่ดีต้องมีปากเป็นเอกนะคะ คุณสมบัติการเป็น นักการทูตที่ดีจะต้องสามารถสร้างลักษณะเป็นภาพพจน์ให้กับประเทศเราได้ แต่รัฐมนตรีคนนี้ ทําสิ่งตรงกันข้ามค่ะ การทํางาน ๒ ปีที่ผ่านมาต้องถือว่าติดลบนะคะ ไม่มีผลงานที่ชัดเจน มีแต่ คําพูดที่บั่นทอนจิตใจแล้วก็ทําให้เสื่อมเสียต่อประเทศไทยเรา คําพูดนี่สร้างศัตรูค่ะ ยกตัวอย่างเช่น วันที่ ๙ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ คํากล่าวสะท้านโลก ท่านพูดถึงว่าประเทศกัมพูชาเป็นเด็กเกเร พร้อมทั้งมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับมิตรต่าง ๆ ในประเทศมหาอํานาจ ซึ่งที่จริงแล้วเป็นการแสดงถึง ความเป็นเด็กเกเรของทางการทูตของรัฐมนตรีคนนี้เท่านั้นเอง
ต่อไปวันที่ ๙ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ วันเดียวกัน ในคณะกรรมาธิการ การต่างประเทศ วุฒิสภา ที่ท่านได้เข้าไปชี้แจง ท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ไม่ดูแคลนประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ก็ยังมีท่าทีเปลี่ยนไปเป็นนายกษิตบนเวทีพันธมิตรคนเดิม ท่านได้เรียกท่านสมเด็จฮุนเซนว่า กุ๊ย แต่วันนี้เบาลงมาหน่อยท่านมาเรียกเขาว่าเด็กเกเรข้างบ้าน ข้อความนะคะ ท่านได้พูดว่า แม้เขมรจะแสดงให้เห็นภาพว่าผู้ถูกกระทําขอความเห็นอกเห็นใจผ่าน การสู้รบมาตลอดเพื่อให้ได้สิทธิเสรีภาพ แต่ความเห็นใจเหล่านี้ไม่อนุญาตให้สมเด็จฮุนเซนเป็นเด็ก เกเรกับประเทศไทย ต้องมาชี้แจงว่าตอนนี้มีเด็กเกเรตอแยอยู่ข้างบ้าน แต่เราเป็นผู้ใหญ่ที่มีมิตรจิต มิตรใจกับชาวกัมพูชาที่ยากจนทุกคน นี่คือคําพูดของท่านค่ะ ท่านบอกว่าประเทศกัมพูชาคือเด็ก ส่วนประเทศไทยเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดี ถามว่าแค่นี้มันยังไม่พอนะคะ ท่านยังประกาศว่าท่านจะถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศกัมพูชา ท่านฮอนัมฮง ท่านจะถามว่าหรือ สู้รบฟาดฟันกันตลอดแนวชายแดนก็ได้ แต่ที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอย่ามาต่อกรกับไทย เพราะหากยังเกเรอยู่นี่ก็จะมีแต่เจ็บลูกเดียว อันนี้ท่านพูด ยังไม่จบค่ะ การพูดถึงประเทศจีน ประเทศอินเดีย และประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ ๔ เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็เช่นเดียวกัน ท่านได้พูดไว้ว่า ที่ประเทศกัมพูชาทําสําเร็จโดยอาจจะมีประเทศอื่นสนับสนุน เช่น ประเทศรัสเซีย ประเทศอินเดีย หรือประเทศจีน แล้วจึงฟ้องคณะมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติ เป็นการกล่าวหาโดยไม่มี หลักฐาน เป็นการสร้างศัตรูเพิ่มขึ้นด้วยซ้ําไป คือท่านไปกล่าวหา เพราะว่าทางประเทศรัสเซีย ไม่ช่วยซื้ออาวุธ ท่านก็เลยบอกว่าประเทศรัสเซียตอนนี้มันไม่ใช่เป็นประเทศมหาอํานาจเหมือนเดิม แล้ว แต่ว่าเป็นแค่ประเทศระดับกลางแค่นั้นเอง คําพูดที่ท่านเอาไปพูดตอนนั้นถามว่า ไปต่อว่าประเทศรัสเซีย วันนี้มันไม่ใช่แค่นั้น วันนี้นอกจากนั้นแล้วท่านยังเปิดไพ่อย่างชัดเจนด้วยซ้ําว่า ประเทศเราเป็นพันธมิตรกับทางประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านพูดว่า ผมจะทวงสัญญากับประเทศ สหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นพันธมิตรกันและมีสัญญาระหว่างกันมากมายเพื่อช่วยปัญหาประเทศ ไทยกับประเทศกัมพูชาด้วย ถามว่าวันนี้การแก้ไขปัญหาระหว่างเพื่อนบ้าน ดิฉันคิดว่ารัฐมนตรีควร จะมีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่พอในการตอบคําถาม ไม่ควรใช้อารมณ์ตอบโต้ ต้องใช้วิจารณญาณและสติ ให้มากที่สุดค่ะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนี่ไม่ใช่ดีแต่ใช้ปาก รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศที่ดีควรที่จะใช้ปากแก้ปัญหา ไม่ใช่ดีแต่เอาปากไปสร้างปัญหา ยกตัวอย่างกรณีทุกอย่างที่ดิฉันได้พูดมาหมดแล้ว วันนี้ยังมีคอมเมนท์ (Comment) เหมือนกัน จากท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านบรรหาร ศิลปอาชา ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านนะคะ ท่านได้ให้ คําสัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๐ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ท่านได้พูดว่า ตนไม่เข้าใจว่าทําไมนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจึงไปพูดว่าหลายประเทศให้การหนุนหลังการรบ แก่ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องไม่สมควรพูด ไปพูดได้อย่างไรว่า ประเทศรัสเซีย ประเทศจีน และประเทศอินเดีย ให้การหนุน พูดได้อย่างไรในเมื่อไม่มีหลักฐาน ถ้าพูดอย่างนี้มีปัญหาแน่ ๆ เห็นไหมคะ แม้แต่อดีตท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเราก็ออกมาให้คอมเมนท์เหมือนกัน ท้ายที่สุดและเลวร้ายที่สุด อันนี้นะคะท่านประธาน ดิฉันจําเป็นที่จะต้องพูด เพราะเป็นการทํางาน การที่ท่านรัฐมนตรีคนนี้ไปให้สัมภาษณ์ไว้ ท่านไปให้สัมภาษณ์อะไรไว้ที่กรุงวอชิงตันคะ ไปกล่าว ไปนําเสนอในความคิดที่ไม่ควรจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ หรือแม้กระทั่ง เป็นประชาชนคนไทยได้ รบกวนขอสไลด์ที่ ๑ ด้วยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตอ่าน เป็นภาษาอังกฤษให้ฟังก่อน แล้วก็จะแปลเป็นภาษาไทยให้ฟังอีกทีหนึ่ง ท่านกษิตได้พูดไว้ ในที่ประชุมนะคะว่า อิท อีส อะ โพรเซส แดธ วี แฮพ ทู โก ธรูจ แอนด์ ไอ ธิงค์ วี ชูด บี เบรฟ อิ นาฝ ทู โก ธรูจ ออล ออฟ ดีส ทู ทอลค อะเบาท์ อีฝเวน เดอะ ทาบู ซับเจคท์ ออฟ เดอะ อินสทิทิวชัน ออฟ เดอะ โมนาคี (It’s is a process that we have to go through and I think we should be brave enough to go through all of this to talk about even the taboo subject of the institution of the monarchy) ถ้าสมมุติให้แปลนะคะ เขาได้พูดว่า ให้ถือว่า นี่คือกระบวนการที่เราต้องประสบ และผมคิดว่าเราควรมีความกล้าพอที่จะผ่านพ้นทั้งหมด และพูดคุยในเรื่องที่ถือกันว่าเป็นเรื่องต้องห้าม นั่นก็คือเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ เขากล่าว เช่นนี้ค่ะ ในงานสัมมนาเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนเมษายน ๒๕๕๓ สไลด์ต่อไปค่ะ เป็นสไลด์ที่ ๓ นะคะ เขียนไว้ว่า เอเวอรีธิง อีส นาว อิน เดอะ โอเพน เลท แฮพ อะ ดิสคัซซัน วอท ไทพ์ ออฟ ดีมอคเคติก โซไซตี วูด วี ไลค์ ทู บี (Everything is now in the open. Let’have a discussion what type of democratic society would we like to be.) คําแปลนะคะ ก็คือว่าตอนนี้ ทุกอย่างถูกนํามาพูดกันอย่างเปิดเผยแล้ว เรามาถกแถลงหารือกันดีกว่าอยากให้สังคม ประชาธิปไตยแบบไหนดี ท่านคะ แต่ว่าก่อนที่จะพูดถึงสไลด์นี้ ท่านประธานหรือว่าท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะสงสัยว่าทําไมดิฉันข้ามจากสไลด์ที่ ๑ มาสไลด์ที่ ๓ จริง ๆ แล้วมันมี สไลด์ที่ ๒ ค่ะ แต่ว่าสไลด์ที่ ๒ ดิฉันเองได้เอาขึ้นไว้แล้วละ แต่มีผู้ใหญ่หลายคนท่านทักไว้ แม้แต่ ดิฉันตอนนี้เองยังไม่กล้าเอาคําพูดของท่านในพาร์ท (Part) ที่ ๒ ขึ้นมาวางบนสไลด์ เพราะว่าอะไรคะ เพราะว่าท่านได้ไปพูดเกี่ยวกับแนวคิดของท่านว่าสถาบันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลก
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
จะประท้วงในเรื่องเดิม หรือเปล่าคะ เพราะว่าดิฉันก็พูดตามคําพูดที่ท่านกษิตได้พูดไว้นะคะ พยายามที่จะปกป้องสถาบันค่ะ
ประท้วงอะไร
บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานครครับ ต้องเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ท่าน ส.ส. เองก็รู้นะครับ ว่าหมิ่นเหม่ เพราะฉะนั้นไม่มีใครรู้ครับว่าจริงหรือไม่จริงอย่างไร พวกผมก็ไม่ทราบนะครับว่าสิ่งที่ ท่านยกมาจริงหรือไม่จริงอย่างไร ขอความกรุณาเถอะครับใช้วิจารณญาณของท่านเองว่าถ้าเป็น เรื่องที่จะไปกระทบสถาบันนี่ ถ้าท่านไม่พูดได้ ผมว่ามันก็จะดีกับทุกฝ่าย
กําลังจะจบแล้วครับ
ท่านต้องเตือนครับ ท่านประธานครับ
ครับ กําลังจะจบแล้วครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันยินดีรับผิดชอบ ทุกคําพูดค่ะ
คุณสุชาติมีอะไรครับ ประท้วง อะไรอีกจะจบอยู่แล้ว
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี ผมประท้วงท่านประธานกับประท้วงผู้ประท้วงเมื่อสักครู่นี้ เมื่อสักครู่คุณวิสาระดี ท่านประธานฟังเหมือนผมใช่ไหมครับ คุณวิสาระดีออกมาปกป้องสถาบัน ครับ แต่คนข้างล่างประท้วงไม่ให้พูดท่านครับ แต่คนพูดไม่ได้ตอบ คนอื่นดันมาตอบแทน ท่านประธานครับ ผมว่าเรื่องนี้ท่านประธานต้องวินิจฉัยครับ
ก็วินิจฉัยให้พูดต่อไป จะจบแล้วครับ เชิญครับ
ดิฉันก็อยากจะทราบ ความจริงจากปากท่านรัฐมนตรีเหมือนกันว่าท่านไปพูดเรื่องนี้เอาไว้จริงหรือเปล่าแล้วก็เมื่อไร อย่างสไลด์ที่ ๓ ที่บอกว่าอยากให้สังคมประชาธิปไตยไทยเป็นแบบไหนดี อันนี้ต้องขีดเส้นใต้ไว้ หลาย ๆ รอบเลยนะคะว่าท่านอยากให้สังคมประเทศไทยเป็นอย่างไร ประชาธิปไตยของ ประเทศไทยเป็นอย่างไร ของไทยเราค่ะ ไม่ว่าจะเป็นของตัวดิฉันเองหรือว่าของเพื่อนสมาชิกทุก ท่านตรงนี้ที่อยู่ตรงนี้และอยู่ที่บ้านของประชาชนคนไทยเองก็ตาม มีแบบเดียวค่ะคือการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันคงจะไม่ลงลึก กับเรื่องนี้มากนะคะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลามีการประท้วงกัน ต่างคนก็ต่างเหนื่อยแล้วแล้วก็ต่างง่วงแล้ว วันนี้ขอเอาข้อมูลที่จริง ๆ เอามาเผยแพร่ และอยากจะฟังคําตอบจากท่านรัฐมนตรีค่ะ
สุดท้ายนี้ดิฉันจะขอสรุปนะคะว่าท่านรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ ท่านนี้เป็นคนที่พูดเลอะ เลือนเกี่ยวกับสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของคนไทยค่ะ ท่านเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ เปรียบเสมือนรองจากท่านนายกรัฐมนตรีเลยเปรียบเสมือนเบอร์ ๒ หรือเบอร์ ๓ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาให้ความสําคัญด้วยซ้ํา แต่ทําไมท่านจึงไม่ได้ช่วยเหลือประเทศไทยเรา เลยล่ะคะ ได้แต่สร้างความแตกแยกทุกครั้งที่ท่านได้ไปให้สัมภาษณ์ ไว้แต่ละที่ ตั้งแต่เข้ามา ๒ ปี แล้วท่านไม่มีผลงานอะไรเลย มีแต่สร้างศัตรูไว้กับประเทศเพื่อนบ้านหรือว่าประเทศอื่น ๆ ในโลก โดยเฉพาะประเทศที่เป็นประเทศมหาอํานาจ มิตรมีไว้รักษาไม่ได้ เก่งได้เฉพาะแต่สร้างศัตรู วันนี้นะคะท่านยังผิดวิสัยนักการทูตเก่าที่ต้องยึดหลักแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วย ใช้วิธีการพูดจาแบบภาษาดอกไม้ ภาษาเพราะ ๆ นะคะ ไม่ใช่ว่าเอะอะก็ท้าตีท้าต่อยไปเรื่อย ๆ จะจบแล้วค่ะ
กําลังจะจบแล้วคุณบุญยอดครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร เมื่อสักครู่ก็อยากจะผ่านไปนะครับ แต่ว่าเมื่อมีสไลด์ขึ้นมา แล้วคําพูดมันแรงมากนะครับ ท่านดูสิครับพูดเลอะเลือนเกี่ยวกับสถาบัน อันเป็นที่รักของคนไทย ท่านกล่าวหาว่าเขาขนาดนี้เลยหรือครับ
นี่คืออภิปรายไม่ไว้วางใจ
ท่านประธานครับสถาบัน ผมไม่อยากพูดต่อแล้วนะครับท่านประธานครับ
พอแล้วครับ
พิจารณาดี ๆ ครับว่าพูดกล่าวหาถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่าไม่รักสถาบันนะครับ กล่าวหาอย่างนี้ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ
เขาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต่อไป ก็ท่านรัฐมนตรีเป็นคนตอบ ไม่ใช่ท่านตอบนะครับ เชิญนั่งลงเถอะครับคุณบุญยอด
ต้องขอขอบคุณท่านประธานนะคะ ท่านวินิจฉัยได้เยี่ยมมาก เพราะว่าครั้งนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการตั้งข้อกล่าวหากับ ท่านรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีมีสิทธิที่จะตอบค่ะ และดิฉันก็จะรับฟังในคําตอบของท่านแน่นอนค่ะ
สุดท้ายนี้นะคะขอสรุปเลยค่ะกับการที่ ส.ส. ทั้ง ๔ ท่านได้อภิปราย ในรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไป ไม่ว่าจะเป็นท่าน ส.ส. ต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ท่าน ส.ส. ธเนศ เครือรัตน์ หรือว่า ส.ส. สรวงศ์ เทียนทอง และตัวดิฉันเองก็ได้สรุปมาเลย ในความล้มเหลวของท่านรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ท่านนี้ คือ
ข้อ ๑ ในด้านการบริหารงานในกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายข้าราชการ อย่างไม่เป็นธรรม
ข้อ ๒ ความล้มเหลวทางด้านความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาค การช่วยเหลือ คนไทย ๗ คนในต่างแดน หรือว่าการสู้รบกับประเทศกัมพูชา
ข้อ ๓ ความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ ในทั่วโลก ยกกรณีประเทศไทยกับประเทศ รัสเซียเป็นตัวอย่าง
ข้อสุดท้าย ความไม่เหมาะสม ความประพฤติที่ไม่ควรจะดํารงตําแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ทั้งหมดนี้ดิฉันและเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านจึงไม่สามารถ ไว้วางใจให้ท่านรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ ดํารงตําแหน่งนี้ต่อไปได้อีกค่ะ ขอบคุณคะท่านประธาน
เชิญ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศตอบให้เต็มที่เลยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานครับสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ก่อนที่ผมจะชี้แจงในรายละเอียดต่าง ๆ นั้นผมขอกราบเรียนว่าตลอดชีวิตมา ผมเป็นผู้ที่รักประเทศชาติ รักสถาบันแล้วก็ส่งเสริมเทิดทูนแล้วก็ปกป้องมาตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ นะครับ ขออย่าได้มีความสงสัยใด ๆ ส่วนในการที่ผมได้ไปพูดที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอะไรต่าง ๆ นั้นมันก็ต้องขอเป็นอีกรอบหนึ่ง เพราะมันก็จะนํามาซึ่งความอ่อนไหว ความเข้าใจผิดต่าง ๆ เหล่านี้ ขออย่าได้มีความเข้าใจผิดใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับที่เอามาแสดงนั้นไม่ได้มีเจตนาไปเป็นอย่างอื่น นอกจากเหนือจากปกป้องแล้วก็รักษาสถาบัน ไม่มีความหยิ่งหย่อนใด ๆ ทั้งที่ท่านผู้ได้กล่าวถึง กระผมขอชี้แจงประเด็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในส่วนที่เกี่ยวกับ การต่างประเทศซึ่งฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติไว้ ซึ่งผมสรุปว่าคงจะมี ๕ ประเด็นดังนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๑ ที่ว่าดําเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาดล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ผมขอปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ครับ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลมีผลงานด้านการต่างประเทศมากมายและ เป็นรูปธรรม แม้ในขณะที่รัฐบาลกําลังเผชิญสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง รัฐบาลก็ยัง สามารถทําหน้าที่เป็นประธานอาเซียในปี ๒๕๕๒ ได้และลุล่วงไปด้วยดี รวมถึงการผลักดัน เรื่องการเชื่อมโยงภายในอาเซียน หรือ อาเซียน คอนเน็คทิวิตี้ (Asian Connectivity) ให้มี ความคืบหน้าไปอย่างมากและเป็นรูปธรรม ซึ่งที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ ๑๗ ที่กรุงฮานอย ได้ให้การรับรองแผนแม่บทว่าด้วยการเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน โดยแผนแม่บทดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความเป็นประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๘ นอกจากนี้กระผมได้เชิญชวนรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ๒ ครั้งด้วยกันไปสํารวจเส้นทาง อาร์ ๙ (R9) แล้วก็อาร์ ๓๖ (R36) เพื่อให้เพื่อน ๆ อาเซียนได้เห็นด้วยตาตนเองว่าสิ่งที่เราร่วมกัน คิดร่วมกันทํา เริ่มเห็นผลเป็นจริงจังจับต้องได้ แล้วต่อไปประเทศไทยก็จะกลายเป็นศูนย์กลาง การเชื่อมโยงในภูมิคภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลยังให้ความสําคัญกับ การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ชาวไทยในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศให้การคุ้มครองดูแลคนไทยที่พํานักอยู่ ในต่างประเทศมากกว่า ๑ ล้านคน ซึ่งเป็นทั้งแรงงาน ลูกเรือประมง พ่อครัว แม่ครัวที่ไปทําเงิน ต่างประเทศเข้าบ้าน นักเรียนไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยวไทยอีกปีละ ๒ ล้าน คน และในเร็ว ๆ นี้ ก็จะเป็นที่น่ายินดีว่าคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศนั้นสามารถที่จะมาที่สถานกงสุล สถานทูตเพื่อจะ กรอกใบคําร้องเพื่อจะต่ออายุบัตรประชาชน หรือว่าจะทําใหม่ได้ อันนี้ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี จากกระทรวงมหาดไทยในการที่จะโอนอํานาจอันนี้มาให้ที่กระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็ ตัวอย่างล่าสุดที่กระผมขอเรียนผ่านท่านประธานไปสู่พี่น้องประชาชนคือรัฐบาลไทยได้ให้ ความช่วยเหลือคนไทย แรงงานไทยและนักเรียนไทยในประเทศอียิปต์และประเทศลิเบียจํานวน กว่า ๑๓,๐๐๐ คนได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีใครเสียชีวิต กลับสู่ประเทศไทยอย่างปลอดภัย ถ้าเผื่อจะ เหลือก็ไม่ถึง ๑๐๐ คน โดยประมาณ เพราะว่าอาจจะเป็นความประสงค์ที่ยังอยากจะอยู่ต่อ แต่เราก็พยายามจะเชิญชวนไม่ให้มีคนไทยเหลืออยู่ในประเทศลิเบียอีกต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับประเด็นที่ ๒ เรื่องการแทรกแซงกิจการภายใน ของประเทศเพื่อนบ้านทําให้มิตรกลายเป็นศัตรู รัฐบาลนี้โดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยมีนโยบายแทรกแซงกิจการภายในของประเทศใด ๆ เราดําเนินนโยบายต่างประเทศ อย่างอารยะประเทศที่พึงปฏิบัติกัน โดยยึดมั่นในหลักการ เคารพกฎเกณฑ์และพันธกรณีระหว่าง ประเทศ ซึ่งการไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นหลักสากลที่นานาประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างประเทศโดยตลอดมา ข้อกล่าวหาที่ว่าทํามิตรให้เป็นศัตรูของชี้แจงว่ารัฐบาลนี้ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาที่ตกทอดมาแต่อดีต และขณะนี้เราพยายามที่จะแก้ไข ทําทุกอย่างให้ถูกต้องโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และเพื่อความมั่งมีมั่งคั่งร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านและอื่น ๆ
สําหรับประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องการดําเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาดจนกระทบ ต่อความสัมพันธ์และการค้าระหว่างประเทศอย่างรุนแรง คํากล่าวหาดังกล่าวขอเรียนชี้แจงดังนี้ หากเป็นเช่นนั้นจริงท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมจี ๒๐ (G20) ๒ ครั้ง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีไปประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก หรือเวิลร์ด อีคอโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum) ซึ่งมีผู้นําประเทศต่าง ๆ และซีอีโอ (CEO) ของประเทศใหญ่ ระดับโลกเข้าร่วมถึง ๓ ครั้งด้วยกัน ในช่วงกว่า ๒ ปีที่ผ่านมา และดับเบิ้ลยูอีเอฟ (WEF) ยังได้ ไว้วางใจให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เวิลร์ด อีคอโนมิค ฟอรัม ออน อีสท์ เอเชีย (World Economic Forum on East Asia) หรือดับเบิ้ลยูอีเอฟ ทางด้านเอเชียตะวันออกในเดือนมิถุนายน ปีหน้าครับ กระผมขอกราบเรียนด้วยว่าในช่วง ๒ ปีที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน มีผู้นําระดับสูงจากต่างประเทศเยือนประเทศไทยมากกว่า ๓๓ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้นําของประเทศ เพื่อนบ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งคณะกรรมาธิการ สหภาพยุโรปและเลขาธิการสหประชาชาติ กระผมเองได้เพิ่มพูนความสัมพันธ์และส่งเสริมบทบาท ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ อย่างสม่ําเสมอ โดยได้เดินทางเยือนประเทศต่าง ๆ และเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศมากถึง ๘๗ ครั้งในช่วงที่ผ่านมา และในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ทําความตกลงกับประเทศต่าง ๆ ถึง ๑๘ ประเทศ ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทยและต้องการที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นด้านการค้า การลงทุน การศึกษาและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดีเป็นที่นาเสียดายว่าประเทศ ไทยพลาดโอกาสในการเป็นเจ้าภาพที่ดีสําหรับการประชุมระหว่างประเทศ เพราะมีความไม่สงบ ทางการเมืองเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๒ และการชุมนุมประท้วงที่นําไปสู่การเผาบ้านเผาเมือง เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว สิ่งเหล่านี้คงจะต้องถามว่าใครที่ทําให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเสียหาย ใครที่ทําความยุ่งเหยิงให้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยการหนุนหลังบุคคลที่ไม่หวังดีต่อประเทศไทย ส่งผลให้รัฐบาลกระผมและประชาชนไทยทั้งประเทศต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศกลับคืนมา ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ส่งเสริมสัมพันธไมตรี กับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านในทุกมิติ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง มีการจัดประชุมหารือในระดับต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ คณะกรรมาธิการร่วม หรือจอยท์ คอมมิชชั่น (Joint Commission) คณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป หรือเจนเนอรัล บอร์เดอร์ คอมมิทตี (General Border Committee) ซึ่งมิได้จํากัดเฉพาะเรื่องการเมืองและความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมในเรื่องเศรษฐกิจการค้า โดยตัวเลขสถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยืนยันถึงข้อเท็จจริง ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน อาทิ มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น กัมพูชาเพิ่มขึ้น ๕๔ เปอร์เซ็นต์ จากเกือบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท เราเพิ่มขึ้น ๓๗ เปอร์เซ็นต์ครับ
ท่านรัฐมนตรีครับ คุณสรวงศ์ประท้วงเรื่องอะไร ให้จบไปก่อน
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระแก้ว พรรคประชาราช ขอประท้วง ท่านรัฐมนตรีนะครับ ไม่อายบ้างหรือครับ อ่านอย่างเดียวเลย ตอบเหมือนท่านนายกรัฐมนตรี ตอบสิครับ ตอบแบบตัวเองมีความรู้บ้างครับ ตอบแบบท่านนายกรัฐมนตรีตอบก็ได้ครับ อย่าก้มหน้าก้มตาอ่านพวกผมนั่งฟังอยู่ครับ
ท่านรัฐมนตรีครับ เขาประท้วงว่าอ่านเอกสาร ก็ฟังท่านไปก่อน อดใจสักหน่อยไม่ได้หรือ เชิญต่อครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ส่งเสริมสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะ กับประเทศเพื่อนบ้านในทุกมิติ มีการแลกเปลี่ยนระดับสูงตามที่ผมได้กราบเรียนมาแล้ว ผมขอมาที่ ตรงสถิติกับประเทศพม่า การค้าก็เพิ่มขึ้น ๑๒.๙ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้น ๑๙.๔ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตัวเลขการลงทุนของประเทศไทยในประเทศเพื่อนบ้านก็มีปริมาณสะสม เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เช่นการลงทุนในประเทศลาวตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ถึงปี ๒๕๕๓ คิดเป็นมูลค่า กว่า ๒,๖๐๐ ล้านบาท และในประเทศเวียดนามมีมูลค่าสูงถึง ๕,๘๐๐ ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผลมาจากการดําเนินนโยบายต่างประเทศที่สร้างสรรค์ และมีส่วนสําคัญในการส่งเสริม ความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างกัน แล้วก็โดยเฉพาะกับประเทศกัมพูชา กระผมได้ ไปเยือนเมื่อวันที่ ๒-๕–๒๖ เดือนมกราคม ๒๕๕๒ นอกจากนั้นได้เข้าร่วมประชุม แอคเมคส์ ซัมมิท (ACMECS Summit) ที่ ๔ การประชุมสุดยอดของกลุ่มประเทศแอคเมคส์ที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ ๑๖–๑๗ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ และผมได้ไปเข้าร่วมเลี้ยงฉลองครบรอบ ๖๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-กัมพูชาที่กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ ๑๙-๒๐ เดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาก็ได้มาร่วมด้วย นอกจากนั้นผมก็ได้ เดินทางไปเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือ คุณวีระ และคนไทยอีก ๖ คนที่กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ ๓๐ เดือนธันวาคม ๒๕๕๓ หลังจากนั้น ผมก็ได้เดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย–กัมพูชา ครั้งที่ ๗ ณ จังหวัดเสียมราฐ เมื่อวันที่ ๓-๔ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ จากนั้นโดยตลอดมาก็ได้พบปะข้องแวะกับรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา จะเป็นที่ประเทศอินโดนีเซีย หรือว่าที่ประเทศนิวยอร์ก ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ทีนี้ผมขอกราบเรียนเพิ่มเติมนะครับ ประเด็นที่ ๔ ก็คือการนํามาซึ่งความไม่เข้าใจ และความไม่ไว้วางใจของมิตรประเทศ กระผมขอเรียนว่าความไม่เข้าใจและความไม่ไว้วางใจ ระหว่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ ไม่จํากัดเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น เพราะข้อมูลข่าวสารกระจายอย่างรวดเร็ว มีความสลับซับซ้อน อย่างไรก็ตามประเทศที่มี พรมแดนติดต่อกัน มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดมีผลประโยชน์ร่วมกันมากก็อาจจะเกิดความไม่เข้าใจ ความไม่ไว้วางใจกันได้ ถ้ามีผลประโยชน์อย่างอื่นแอบแฝงที่นอกเหนือจากผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ แต่รัฐบาลก็ยึดมั่นในการเจรจาหารืออย่างสันติวิธี ตามกรอบและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ กับประเทศต่าง ๆ โดยดําเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนแต่อย่างใด จากกรณีที่เพิ่งเกิดเหตุการณ์ความไม่เข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้าน คณะมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติ
ท่านรัฐมนตรีมีผู้ประท้วงอีก แล้วครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายน้ําเงิน พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานไปถึงผู้ที่กําลังตอบอยู่ครับ ผมนั่งฟังอยู่ ๔ คนถามครับ เขาไม่ได้พูดเรื่องนโยบายว่าท่านไปกินข้าวกับใคร ท่านไปเที่ยวกับใคร ๔ คน กล่าวหาท่านว่าท่านปากไม่ดีเท่านั้นเองท่านประธานครับ ท่านไปทะเลาะกับต่างประเทศทั่วโลก แล้วท่านมาเอาเอกสารอ่านเดี๋ยวเอานิ้วชี้ระวังเลยนะครับ เดี๋ยวอ่านผิดตอนครับท่านประธาน เกรงว่าประชาชนดูอยู่ที่บ้านจะไปดูรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทํางานแบบเขียน คําตอบไว้ก่อนแล้วเอามาตอบนะครับท่านประธาน ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ผมวินิจฉัยก็ขอความกรุณา ท่านตอบสั้น ๆ ก็พอครับ ยืนตอบเหมือนกับท่านนายกรัฐมนตรีตอบที่เขาต้องการอย่างนั้น เพราะท่านเบอร์ ๒ อยู่แล้ว เชิญยืนตอบอย่างเปิดเผย
ก็เพียรพยายาม ครับท่านประธาน ผมก็ไม่ค่อยเก่งเหมือนท่านนายกรัฐมนตรี ผมก็ไม่ใช่นักการเมืองมานมนาน หรอกนะครับ ก็ขอเวลาให้ผมได้พัฒนาตัวอีกสักครั้งหนึ่งก็แล้วกันนะครับ
เห็นใจท่านเถอะ
ขอความเห็นใจครับ
เชิญต่อครับ
ขอกลับมา นะครับ ที่ประเทศกัมพูชาได้เอาเรื่องไปที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติก็ต้องขอเรียน ว่าเขาก็ไม่ได้ประสบความสําเร็จนะครับ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติไม่ได้รับเรื่อง แต่ว่า ได้บ่งบอกมาที่ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาว่าให้ไปเจรจากัน ๒ ฝ่าย ผมขอย้ํานะครับ ๒ ฝ่าย โดยขอให้อาเซียน ผ่านทางประธานอาเซียนเป็นพี่เลี้ยง แล้วก็การเจรจาเจบีซี จีบีซี (GBC) นั้นจะมี ขึ้นในวันที่ ๗ ถึง ๘ เดือนเมษายนครับ ที่จริงควรจะมีขึ้นในวันที่ ๒๔-๒๕ เดือนมีนาคมอีกไม่กี่วันนี้ แต่ว่าทางฝ่ายประเทศกัมพูชาเองเป็นคนที่ขอเลื่อนนะครับ เพราะว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของเขามี ความจําเป็นที่จะต้องเดินทางไปที่ประเทศลาตินอเมริกาครับ ที่ประเทศอเมริกาใต้ ก็ขอแจ้งให้ ทราบและผมขอยืนยันว่าจะเป็นการเจรจา ๒ ฝ่ายเท่านั้นเอง โดยทางประเทศอินโดนีเซียเขาจะ อํานวยความสะดวกให้นะครับ ในขณะเดียวกันนั้นประเด็นปัญหาเกี่ยวกับคณะผู้สังเกตการณ์ ทางทหารของประเทศอินโดนีเซียก็ได้มีการเจรจาไปมากันแล้ว แล้วก็ล่าสุดทางฝ่ายประเทศกัมพูชา เขาก็ได้เสนอว่าจะให้วางกําลังผู้สังเกตการณ์ของประเทศอินโดนีเซียที่ไหน แล้วเขาก็จะขอให้ ฝ่ายประเทศไทยได้พิจารณา ก็ขณะนี้ฝ่ายกองทัพทั้ง ๒ ก็กําลังปรึกษาหารือกันอยู่ ก็หวังว่า จะแล้วเสร็จก่อนที่จะมีการประชุมอย่างเป็นทางการในกรอบของจีบีซีนะครับ
ส่วนผมมาที่ประเด็นสุดท้าย การดําเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะก้าวร้าว รุนแรงบ่มเพาะศัตรูและชักศึกเข้าบ้านอยู่ตลอดเวลา ผมไม่เคยใช้ความก้าวร้าวรุนแรงในการดําเนิน นโยบายต่างประเทศแต่อย่างใด และที่ผ่านมามีแต่ความมุ่งมั่นในการพูดจริงทําจริงแล้ว ตรงไปตรงมา แต่การวิพากษ์วิจารณ์ก็อาจจะมีบ้าง ถ้าเผื่อบางคนบางประเทศเขาอาจจะ วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีของประเทศไทย ซึ่งในการดําเนินการนั้นถ้าเผื่อเขาทําดี ผมก็ชม มิได้มีประเด็นปัญหาอย่างไรทั้งสิ้น แต่ว่าความเจ็บปวดก็ได้เกิดขึ้นครับ เมื่อวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๗ เดือนกุมภาพันธ์ เพราะว่ามีชาวไทยทหารไทยเสียชีวิตแล้วก็ตาย แล้วก็ชาวไทยต้องอพยพเป็น ผู้อพยพในประเทศของตนเอง ๑๐,๐๐๐ กว่าคนครับ จะให้ผมนิ่งเฉยและไม่แสดงความรู้สึกเสียเลย ก็กระไรอยู่ ในฐานะเป็นคนไทยที่มีความรักหวงแหนความปลอดภัยของพี่น้องชาวไทยที่จังหวัด สุรินทร์ที่จังหวัดศรีสะเกษนะครับ ก็อาจจะพูดมาบ้างเพื่อจะบ่งบอกให้เห็นว่าประเทศอื่น ๆ นั้น ไม่ควรที่จะมารังแกพี่น้องชาวไทยตลอดแนวชายแดนไทยครับ และผมก็ขอวิงวอนเพื่อน ๆ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรช่วยกันใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ท่านมีต่าง ๆ เหล่านี้ โน้มน้าวให้ทางผู้นําของ ประเทศกัมพูชานั้นมาร่วมกันเสริมสร้างความมั่งมีมั่งคั่ง ช่วยกันพัฒนาให้ประเทศทั้งสอง มีความเจริญก้าวหน้า แล้วก็เป็นสมาชิกของสหประชาชาติแล้วก็ของประชาคมอาเซียนกันด้วยดี แล้วให้พัฒนากันด้วยไปอย่างเต็มที่
อีกประเด็นหนึ่งคือหากกระผมก้าวร้าว กระผมคงไม่สามารถร่วมประชุม ในเวทีระหว่างประเทศทั้งระดับทวิภาคี อนุภูมิภาค และพหุภาคี ได้มากกว่า ๒๕๐ ครั้ง นะครับ และในเวทีเหล่านี้กระผมประสบความสําเร็จในการผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์กับ ประเทศไทย เช่น การต่อต้านโจรสลัด การเชื่อมโยงในภูมิภาค การเข้าร่วมในภารกิจรักษา สันติภาพของสหประชาชาติ การฟื้นฟูบูรณะประเทศที่ประสบภัยพิบัติโดยเอกชนไทยในกรณีของ ประเทศพม่าและประเทศศรีลังกา เป็นต้น การดําเนินนโยบายต่างประเทศของกระผมไม่ได้บ่ม เพาะศัตรูและชักศึกเข้าบ้าน ในทางตรงกันข้าม มิตรประเทศจํานวนมากของประเทศไทยกลับมี ความใกล้ชิดกับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น จากการดําเนินนโยบายเชิงสร้างสรรค์ การเป็นประเทศ ผู้ให้ความช่วยเหลือ ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับประเทศที่ ประสบภัยพิบัติกว่า ๒๐ ประเทศ เช่น ประเทศเฮติ ประเทศปากีสถาน ประเทศศรีลังกา ประเทศ นิวซีแลนด์ และล่าสุดในกรณีของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ระหว่างปี ๒๕๕๒ ถึง ๒๕๕๔ รัฐบาล ประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศพม่า ประเทศเวียดนาม มากกว่า ๕๐๐ ล้านบาท เพื่อนําไปสู่การพัฒนาร่วมกันในภูมิภาค แล้วการเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ สําหรับกรณี ที่กระผมได้รับเชิญไปบรรยายให้กับคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ซึ่งผมเข้าใจตั้งแต่แรก ว่าเป็นการประชุมภายในแล้วก็เป็นการประชุมลับ กระผมได้ตอบคําถามเกี่ยวกับท่าทีของ บางประเทศต่อเรื่องประเด็นปัญหาของประเทศไทยและประเทศกัมพูชา กระผมเพียงแต่บรรยาย อธิบายภูมิหลังเพื่อแสดงภาพรวมของปัญหาที่เกิดขึ้น อาทิ มีคําถามว่าอาวุธที่ประเทศกัมพูชามีนั้น มาจากประเทศจีนหรือเปล่า ซึ่งผมก็ได้สอบถามประเทศจีน ฝ่ายประเทศจีนเขาก็ปฏิเสธต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย แล้วถ้าผมไปพูดอะไรที่เกี่ยวกับประเทศรัสเซีย กับประเทศอินเดีย กับประเทศจีนไม่ดี ผมก็ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมก็เพิ่งได้รับเชิญจากรัฐบาลประเทศอินเดีย และผมก็ไปพบปะกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศอินเดีย และผมเป็น ผู้บรรยายหลักในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอินเดียกับอาเซียน แล้วก็อีกไม่กี่วันนี้ ผมก็จะมีโอกาสได้ติดตามท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือนประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการ ในวันที่ ๔-๕ เดือนเมษายน และผมก็มีกําหนดการที่จะไปเยือนประเทศจีนในกลางเดือนเมษายน และโดยตลอดมาก็พบปะข้องแวะกับผู้นําจีนอยู่ตลอดเวลา และส่วนประเทศรัสเซียนั้น ในเดือนมิถุนายนก็จะมีการเดินทางไปประชุมคณะกรรมาธิการร่วมครับ เพราะฉะนั้นประเด็น ปัญหาที่ได้มีคนเอาคําพูดคําชี้แจงเพื่อจะเสริมสร้างให้ท่าน ส.ว. ได้เข้าใจนั้นเอาออกไปบางประโยค แล้วก็เอาไปพูดกับสื่อ แล้วมันก็เป็นที่กล่าวหาว่าผมไปหาเรื่อง ไปก้าวร้าว ผมไม่ได้มีเจตนา ดังเช่นนั้น เป็นการพูดกันเพื่อจะเสริมสร้างความเข้าใจของท่าน ส.ว. ทั้งหลายว่าท่าทีมุมมองของ ประเทศต่าง ๆ อย่างไร มิได้มีจุดประสงค์ใด ๆ ที่จะไปก้าวร้าวนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้น และผมก็ได้กล่าวขอโทษทูตประเทศอินเดียไปแล้วถ้าเกิดสื่อไปลงผิดต่าง ๆ เหล่านี้ เราก็ได้พูดกับ ทางสถานทูตประเทศรัสเซีย เราได้พูดกับสถานทูตประเทศจีนต่าง ๆ เหล่านี้หมดแล้วนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่าในทางการเมืองกระผมอาจจะถูกด่าทอ ถูกก้าวร้าวมาบ้าง นาน ๆ ที ผมก็ขอใช้สิทธิตอบโต้บ้าง อาจจะขึงขัง จริงจังไปหน่อย แต่ไม่เคยหยาบคาย ไม่เคยข่มขู่ครับ ผมต้องมีความเด็ดขาดเพื่อแก้ปัญหาที่รัฐบาลหรือว่าที่มันได้เกิดขึ้นในอดีตต้องเปลี่ยนแปลง การดําเนินนโยบายต่างประเทศไปบ้าง ซึ่งก็เต็มไปด้วยวาระต่าง ๆ ที่มันอาจจะไม่เป็นผลประโยชน์ ของประเทศไทย แต่ผมจะทําทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชน ชาวไทยเป็นหลักด้วยครับ แล้วถ้าเผื่อจะถูกกล่าวหาเพราะมีความเข้าใจผิดผมก็ขอน้อมรับ แต่ว่าขอยืนยันกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติผ่านท่านประธานสภาว่าทําทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความ บริสุทธิ์ใจ แล้วก็ด้วยความตั้งใจครับ ส่วนประเด็นที่ท่านผู้แทน ๔ ท่านได้มีการตั้งคําถามหรือว่า วิพากษ์วิจารณ์ผมจะพยายามตอบเป็นบางประเด็นที่สําคัญดังนี้นะครับ
กรณีวิกิลีกส์ (Wikileaks) ที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถาบัน เอกอัครราชทูต ของเราที่กรุงลอนดอนได้ทําหนังสือชี้แจงไปที่หนังสือพิมพ์ เดอะ ไทม์ส (The time) และที่ เดอะ การ์เดียนแล้วนะครับ ส่วนการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตไทยที่กรุงวอร์ชิงตัน ดีซี นั้นผมส่ง เบอร์ ๑ ของกระทรวงการต่างประเทศไปประจําการที่นั่น แล้วก็อยากจะให้อยู่ที่นั่น ๔-๕ ปีครับ เพราะว่าที่ผ่านมาในช่วงเกือบ ๑๐ ปีนี้เรามีการเปลี่ยนแปลงเอกอัครราชทูตที่กรุงวอชิงตัน แทบจะปีละคนนะครับ มันก็ทําให้การดําเนินนโยบาย การรู้จักมักจี่ของทูตเรานั้นมันไม่ต่อเนื่อง ผมส่งเบอร์ ๑ ไปนะครับ ที่จริงก็ไม่อยากจะให้ไปเพราะอยากจะให้เขาอยู่ติดตัวเพื่อจะช่วยกันคิด ช่วยกันอ่านในการดําเนินนโยบาย เพราะท่านทูตกิตติพงษ์เป็นนักคิด เป็นนักบริหารที่ดี เป็นคนที่มี ฝีมือที่สุดคนหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศในยุคสมัยนี้ครับ ไม่มีการลงโทษใด ๆ ไม่มี การเนรเทศไปที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นอันขาดครับ
ส่วนประเด็นที่ว่าวิคเตอร์ บูท นะครับ ต้องขอกราบเรียนว่ากระบวนการยุติธรรม มันได้แล้วเสร็จแล้ว แล้วเราก็มีทางที่จะเลือกว่าจะส่งไปที่ประเทศรัสเซียหรือไปที่ประเทศ สหรัฐอเมริกา เราก็มีข้อตกลงแลกเปลี่ยนในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วเรา ก็ได้ตัดสินใจส่งไป ไม่ใช่เขาไปถูกฆ่าตายนะครับ คุณวิคเตอร์ บูท เข้าไปอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ของประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็ทางฝ่ายประเทศรัสเซียก็สามารถที่จะไปให้ความช่วยเหลือดูแล คุณวิคเตอร์ บูท ได้ แต่ว่าการที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าถ้าเกิดส่งไปให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว แล้วก็ถ้าถูกประเทศสหรัฐอเมริกาบีบ แล้วก็ประเทศรัสเซียจะโกรธ ก็ในแง่กลับถ้าเผื่อเราตัดสินใจ ส่งไปให้ประเทศรัสเซีย ประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะบีบ แล้วท่านก็จะบอกกล่าวหาว่าผมไปยอม ประเทศรัสเซีย มันคงจะไม่ใช่เช่นนั้นนะครับ เราได้พินิจพิจารณาอย่างดีแล้ว ชั่งดีแล้ว ตัดสินใจ ดีแล้ว และเรื่องนี้ก็ยุติแล้วนะครับระหว่างเรากับประเทศรัสเซีย เรามีเรื่องที่จะต้องทําแล้วก็ร่วมมือ กันต่อ ๆ ไปอีกมากมายกับประเทศรัสเซียครับ ไม่ใช่แค่เฉพาะกับประเทศสหรัฐอเมริกา
ส่วนการดําเนินการเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกควรจะเป็นหน้าที่ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมิใช่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ผมคิดว่าเราทํางานกันเป็นทีมครับแล้วก็แบ่งหน้าที่กัน แล้วก็เขตของประสาท พระวิหารมันอยู่ในเขตของอุทยานขึ้นกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วก็ ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ ท่านก็พูดภาษาอังกฤษดี มีขีดความสามารถ แล้วก็การกําหนดนโยบาย การดําเนินการต่าง ๆ เราก็มีกรอบของคณะกรรมการมรดกโลกแห่งชาติของประเทศไทยอยู่นะครับ มีการประสานงาน มีการปรึกษาหารือแบ่งกันทํา หรือแม้กระทั่งการที่ว่าได้มีการสู้รบเมื่อวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๗ แล้ว ท่านก็กล่าวหาว่าผมไม่มีน้ําจิตน้ําใจในการที่จะไปเยี่ยมเยียน แต่ว่าท่าน นายกรัฐมนตรีได้สั่ง ๓-๔ รัฐมนตรีไปช่วยเหลือประชาชนทันที แล้วผมก็ได้มอบให้เลขานุการ รัฐมนตรีคุณชวนนท์ไปเยี่ยมเยียนด้วยนะครับ ส่วนการทํางานของคุณชวนนท์ผมก็ปลื้มปิติยินดี แล้วก็พรรคประชาธิปัตย์ก็ปลื้มปิติยินดีครับ แต่ว่าคุณชวนนท์ทํางานในฐานะโฆษกฝ่ายการเมือง ของกระทรวงการต่างประเทศตามนโยบาย แล้วก็แน่นอนครับ ตามคําแนะนําแล้วก็คําสั่ง ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ขอให้ท่านช่วยชมผมด้วยถ้าเผื่อผลงานของ คุณชวนนท์ดี ผมก็จะได้หน้าได้ตาด้วยเหมือนกันนะครับ ขอขอบคุณครับ
ส่วนประเด็นที่ว่าการดําเนินโครงการใช้เงินไป ๗.๑ ล้านบาท ที่ว่าจ้างดอกเตอร์ ชาญวิทย์ ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับ ว่าเป็นการจ้างให้คณะวิชาการที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ทางด้านประวัติศาสตร์นั้นรวบรวมประมวลข้อตกลงการเจรจาในเรื่องเขตแดนในเชิงเปรียบเทียบ ประเทศมาเลเซียกับประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซียกับประเทศมาเลเซีย ประเทศไทยกับ ประเทศกัมพูชา แล้วก็ย้อนไปดูสนธิสัญญาระหว่างประเทศตั้งแต่สมัยยุคที่ฝรั่งล่าอาณานิคมต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างให้ประชาชนได้เข้าใจได้มีเอกสารที่จะเปรียบเทียบประเด็นปัญหาระหว่าง ไทยกับกัมพูชากับประเทศอื่น ๆ นะครับ เป็นการเสริมสร้างความรู้ เป็นการเข้าถึงตอบสนอง ความต้องการของประชาชน เป็นการดําเนินนโยบายการทูตเพื่อประชาชน ส่วนผลงานของ ท่านอาจารย์ชาญวิทย์และคณะนี้ไม่ใช่เป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ไม่ได้ไปบังคับครับ เป็นความเห็นทางด้านวิชาการของคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพในแวดวงวิชาการของไทย แล้วก็ขั้นตอนในการว่าจ้างก็เป็นไปตามขั้นตอนตามระเบียบของสํานักนายกรัฐมนตรีครับ สามารถที่จะตรวจสอบได้ ขอขอบพระคุณครับ
ส่วนการยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๔ จะต้องผ่านการดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ แน่นอนครับ แต่ว่าตอนนี้เป็นแค่มติ ครม. ที่จะยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๔ ส่วนจะนํามาสู่รัฐสภาหรือไม่ เพื่อให้มีการยกเลิกอย่างแน่นอนนั้นก็ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐบาลแล้วถ้าเผื่อจะ ยกเลิกแล้วก็จะต้องเสนอกรอบการเจรจาว่าด้วยพื้นที่ทะเลทับซ้อนใหม่ครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่อง ที่จะต้องมาทบทวน เพราะว่าแผนผังที่ได้ตรากันไว้ยังไม่ใช่เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศนะครับ เป็นเรื่องของการทําแผนผังมาเพื่อจะปรึกษาหารือของรัฐบาลชุดก่อน ๆ ในการที่จะแบ่ง ผลประโยชน์ว่าจะเป็นสูตร ๕๐ ต่อ ๕๐ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่รัฐบาลนี้คิดว่ามันน่าจะเจรจา เรื่องเขตแดนทางทะเลให้แล้วเสร็จแล้วถึงจะมาว่าเรื่องการแบ่งผลประโยชน์กันทีหลังไม่ใช่ แบ่งผลประโยชน์ก่อนแล้วก็ค่อยมาทําเขตแดนกันทางทะเลนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ และในการ ดําเนินการของเรานั้นก็เต็มไปด้วยความรอบคอบ เราได้จ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายระหว่าง ประเทศไว้ที่ยุโรปนะครับ แล้วก็เมื่อ ๒ เดือนที่แล้วเราก็ได้เชิญเขามาดูพื้นที่ได้พาเขาไปที่ เกาะกูดด้วย แล้วเราก็ได้มีการค้นคว้าวิจัยต่าง ๆ เพื่อจะกําหนดท่าทีของเรา แล้วเราก็อยู่ใน ระหว่างการที่จะว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านแผนที่ทางภูมิศาสตร์ทางทะเลมือหนึ่งของโลกด้วย เพื่อที่จะมาช่วยเราในการที่จะกําหนดท่าทีเพื่อจะเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาในโอกาสต่อไป
จบกระมังครับ
ก็คิดว่าคงจะ เพียงพอนะครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ
เชิญคุณธเนศ
ท่านประธานครับนิดเดียวครับ เพราะปกติ ก็จะพยายามรักษามารยาทนะครับไม่อยากจะขัดใจหรือขัดจังหวะผู้ที่กําลังอภิปรายนะครับ จริง ๆ ก็ทนฟัง ทนท่านอ่านมานาน ท่านประธานครับ ผมฟังดูวรรคแรกผมฟังไม่ค่อยทันนะ เพราะท่านอ่านหนังสือคล่องเหลือเกิน
เดี๋ยวค่อยอ่านในรายงาน การประชุมก็แล้วกัน
ครับ ท่านบอกว่าท่านส่งเสริมความสัมพันธ์กับ ประเทศเพื่อนบ้าน ท่านก็รู้ดีนะครับว่าที่ผมอภิปรายตั้งนานมันเรื่องอะไรแล้วผมก็เรียนท่านตรง ๆ ว่าผมไม่เคยอยากอภิปรายเลย เพราะผมรู้ว่าผมอภิปรายไปนี่คําถามผมไม่เคยตรงกับคําตอบของ ท่านเลยนะครับ ท่านบังคับให้คนไปนอนอยู่ในหลุมท่านยังไม่รู้สึกตัวอีก ผมถามว่าท่านสร้าง ความสัมพันธ์แล้วท่านมาไล่กิจกรรมทั้งหมดที่ท่านไปมา ไปประเทศนั้นประเทศนี้ ไปอะไรมา พวกผมไม่ได้อยากรู้ครับ พวกผมอยากรู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร คนบ้านผมที่นอนอยู่ในหลุมเมื่อไร จะได้ขึ้นมานอนข้างบนแค่นั้นเอง คนแถวบ้านท่านประธานเหมือนกันครับ ท่านประธานครับ ก็ที่เยือนประเทศกัมพูชานี่ละครับ วันที่ ๔ ที่เขายิงเรา ยังไม่รู้สึกสํานึกตัวเอง ยังมาอ้างสรรพคุณว่า การไปไปด้วยความภาคภูมิใจ ผมถามว่าการเปิดถนนอาร์ ๖๗ (R67) ทําไมไม่ไปละครับ ไม่กล้าไป มากกว่า ต้องตอบคําถาม ต้องตอบในข้อเท็จจริง ไม่ใช่ว่าเอาที่เขาเขียนมาให้ หรือว่านั่งเขียนเอง แล้วมาตอบ จะตอบอย่างไรก็ได้ มันไม่ถูกต้อง ท่านประธาน ขอฝากไว้ด้วยครับ เพราะผมไม่แปลก ใจครับท่านประธาน เป็นรัฐมนตรีมา ๒ ปี โดนอภิปรายไม่วางใจ ๓ ครั้ง ก็ถือว่าเป็นผลงาน อย่างหนึ่งของท่านเหมือนกันครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
คือท่านสมาชิกที่เคารพครับ ท่านเหนื่อยมาพอสมควรแล้ว ผมขอพักการประชุม แล้วก็ขอเชิญมาประชุมต่อเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาวันนี้ครับ ขอพักการประชุมนะครับ
พักประชุมเวลา ๐๒.๑๑ นาฬิกา
ของวันพุธที่ ๑๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา
ของวันพุธที่ ๑๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ การพิจารณาเรื่องด่วน คือญัตติขออภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล ซึ่งคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ กับคณะ จํานวน ๑๒๒ คน เป็นผู้เสนอ ก็ได้มี การพิจารณาอภิปรายกันมาตั้งแต่เมื่อวานนี้มาจนถึงเมื่อเช้านี้ ตอน ๐๒.๑๑ นาฬิกา ท่านประธานชัย ชิดชอบ ท่านได้สั่งพักการประชุม และให้มาดําเนินการพิจารณากันต่อ ในเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ดังนั้นผมก็ขอดําเนินการต่อเลย แต่ก่อนจะเชิญท่านผู้อภิปราย ก็อยากจะสรุปเวลาที่เราได้ใช้กันไปในการอภิปรายนะครับ ได้ใช้เวลากันไปทั้งสิ้นรวมแล้ว ๑๔ ชั่วโมง กับ ๔๓ นาที จําแนกดังนี้ ฝ่ายค้านอภิปรายไปแล้ว ๑๓ ท่าน ใช้เวลา ๑๑ ชั่วโมง ๕ นาที คณะรัฐมนตรีได้อภิปรายชี้แจง รวม ๔ ท่าน ใช้เวลาไป ๓ ชั่วโมง ๓๘ นาที ประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหารือหรือประท้วง ใช้สิทธิพาดพิง และกรณีอื่น ๆ ก็ใช้เวลาไป ๑ ชั่วโมง กับ ๔๐ นาที ต่อไปก็จะดําเนินการให้ท่านสมาชิก ได้อภิปราย ขอเชิญท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสนะครับ ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ว่าการอภิปรายในวันนี้ ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ท่านมานั่งคนแรก แต่ผมจะอภิปรายถึงกระทรวงการคลัง ท่านรัฐมนตรีกรณ์ จาติกวณิช วันนี้อาจจะประชุมเช้า ไปหน่อย ท่านอาจจะยังเข้ามาไม่ถึง แต่ผมเชื่อว่าท่านคงฟังทางสถานีวิทยุกระจายเสียง เราไม่ว่ากันนะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ในเบื้องต้นเลยผมได้รับ มอบหมายในเรื่องการอภิปรายเกี่ยวกับความล้มเหลวในนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ชุดปัจจุบันซึ่งนําโดยท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมกลับไป นอนคิดที่บ้านอยู่ ๒ คืน ประเด็นต่าง ๆ มันเยอะไปหมดในเรื่องของความผิดพลาด ในเรื่องของความล้มเหลวในการนําพาเศรษฐกิจ แต่จับประเด็นใหญ่ไม่ได้สักที สิ่งที่เกิดขึ้น นี่ไปถามพรรคพวกเพื่อนฝูงที่อยู่ในวงข้าราชการ ในภาคเอกชนต่าง ๆ คําตอบที่ได้รับก็คือ ทุกคนไม่รู้ว่าทิศทางของเศรษฐกิจ แนวนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันคืออะไร วิสัยทัศน์ในการที่จะนําพาประเทศ ในการที่จะนําพาปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ แก้ไขให้ลุล่วง มันจะไปทางไหน ในที่สุดพี่น้องประชาชนจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จะร่ํารวย มันไม่เห็น จะมีบ้านก็เป็นนโยบายในลักษณะของการที่แจก ไปตัดรายจ่ายกับการกู้ ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพอย่างนี้ครับ รัฐบาลในอดีตถ้าเรานึกชื่อไปแต่ละรัฐบาล ท่านชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี นึก ก็จะออกมาเป็นเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ท่านทักษิณ ชินวัตร ก็ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เป็นผู้นําในอาเซียน เป็นผู้นํา ทางเศรษฐกิจในภูมิภาค รัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ยังมีเศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลปัจจุบัน ท่านต้องการให้พี่น้องประชาชนจําท่านอย่างไรครับ กู้ กู้ กู้ โกง อภิปรายเรื่องโกงกันมาวันเต็ม ๆ แล้วยังไม่จบ ๔ วัน ๔ คืนยังไม่รู้จะพอหรือเปล่า มีบ้างครับอย่างที่ได้กล่าว บางนโยบาย เป็นนโยบายที่เป็นประชานิยมแบบแปลงรูปแบบเล็กน้อย ก็กลายเป็นกู้ ๆ แล้วก็ก็อปปี้ (Copy) แล้วโกงอีก นี่คือสิ่งที่ผมไม่เชื่อว่าท่านอยากจะให้เขาจําท่านไปตลอดชีวิตตลอดกาล ว่ารัฐบาลนี้ได้ฝากอะไรไว้ ภาระหนี้หรือ ได้ฝากเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันแบบใหม่หรือ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีมาหลายท่านนะครับ ยกชื่อมา เด่น ๆ นี่ ท่านดอกเตอร์ทนง พิทยะ ท่านดอกเตอร์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นึกชื่อมานะครับ ผมไม่ได้อวดอ้างหรือบอกว่าใครดีหรือไม่ดี แม้แต่รัฐบาลในอดีตของพรรคประชาธิปัตย์เอง ท่านธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ไม่ได้ชี้ชัด ว่าใครทําผิดทําถูก แก้ไขสําเร็จ แก้ไขล้มเหลว พาทิศทางประเทศไปทางไหน แต่ในส่วนของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้นมีส่วนหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือความเป็นผู้นํา การเป็นแม่ทัพ ในการนําพาเอาเศรษฐกิจของชาติให้มันเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่ง ซึ่งในยุคปัจจุบันเราไม่เห็นจากการทํางานของท่านรัฐมนตรีกรณ์ลย หลายคนพูดว่ามาจาก ในส่วนของภาคราชการเองนะครับเสียงสะท้อนนี้ ท่านทํางานเหมือนเป็นปลัดกระทรวงคนหนึ่ง ปล่อยให้ฝ่ายราชการนี่วางแผน ออกนโยบาย เดินไปเรื่อย ๆ เรื่องไหนน่าสนก็คว้ามากิน คว้ามาใช้ ออกสื่อโฆษณา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นแนวในการปฏิบัติของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ดีนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ไม่ใช่แค่บริหารจัดการภายในกระทรวงการคลังด้วยซ้ํา แต่จะต้อง นําพาเอากระทรวงเศรษฐกิจทั้งหลาย ท่านอยู่ในฐานะของหัวเรือเป็นแม่ทัพนะครับ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงแรงงานและ สวัสดิการสังคม ต้องชี้ครับ ต้องบอก ต้องส่งสัญญาณ ต้องนําเขาไปว่าเรากําลังจะพา เศรษฐกิจของประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร นี่คือหน้าที่และภาระที่สําคัญยิ่ง ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่จากความไร้วิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการวางแนวทาง เศรษฐกิจนี่นะครับ มันมีผลทําให้เรามองไม่เห็นว่าท่านจะทําอย่างไรให้ประเทศไทยมีรายได้ เพิ่มมากขึ้น ผมไม่ได้หมายถึง การเพิ่มรายได้นี่ ผมไม่ได้หมายถึงท่านไปขึ้นเงินเดือน ข้าราชการอย่างที่ทํามาปีกว่า ๆ ๒ ปีนี่นะครับ ไม่ได้พูดถึงเรื่องของการที่ภาครัฐ รัฐบาล เก็บภาษีได้เกินเป้า เอามายินดีปรีดา ตั้งงบกลางปี ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องเงิน ของพี่น้องประชาชนในกระเป๋าทุกคนที่เขาจะรวยขึ้น ที่เขาจะรู้สึกว่าเขามีสถานะ ความเป็นอยู่ที่มันมั่นคงกว่าเดิมที่เป็นอยู่ วันนี้นโยบาย แจกเงินแจกเช็ค ๒,๐๐๐ บาทบ้าง เอาเงินอุดหนุนโดยตรงกับกลุ่มต่าง ๆ บ้าง เหล่านี้มันไม่เกิดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ท่านซื้อปลามาแจกกินมื้อเดียวหมดครับ ท่านต้องคิดที่จะซื้อเบ็ดให้ครับ เอาเบ็ดให้เขา ไปครับ ไปตกปลากิน มันจะยั่งยืน นั่นคือการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ผมต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับ วันนี้ภาคเอกชนร้องระงมเลยครับ แบกภาระกันหลังอาน เพราะภาวะ ทางเศรษฐกิจที่มันพอจะประคองตัวไปได้อยู่บ้าง ส่วนใหญ่ภาระมันตกอยู่กับภาคเอกชน ซึ่งเขามองไม่เห็นว่าทางภาครัฐเองได้มีการสนับสนุนช่วยเหลือไปอุดหนุน ไปลดภาระความเหนื่อย ของเขาอย่างไรบ้าง เขามองภาพไม่เห็น เขามองไม่เห็นว่าท่านช่วยอะไรเขา ไม่มีเลยครับ ที่ท่านจะสร้างงาน สร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึง พี่น้องที่ทําธุรกิจ วันนี้ผมต้องกราบเรียนว่าผมจะฉีกความล้มเหลวของท่านออกมาเป็นข้อ ๆ ครับ ผมจะเอาหัวข้อให้ท่านก่อน ท่านจะได้เตรียมรับฟังว่าวันนี้ท่านจะพบอะไรบ้าง ท่านจะเห็น อะไรบ้างจากความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนํา ของท่านนะครับ
ข้อแรก ท่านไม่มีแนวทางในระยะยาวในการหารายได้มาชดใช้หนี้ ปล่อยภาระหนี้ ที่ท่านก่อให้กับคนรุ่นหลัง ตั้งนโยบายขาดดุล กู้มามากที่สุดในประวัติการณ์ ใช้จ่ายไม่ตรงจุด และมีการทุจริตคอร์รัปชัน ข้อ ๑ ยาวหน่อยนะครับ
ข้อที่ ๒ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับที่ลดต่ําลง ที่สําคัญ เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าการขายของเราที่สําคัญที่สุด
ข้อที่ ๓ ความล้มเหลวของท่านในการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท แล้วก็เงินเฟ้อ จนกระทั่งมันตกเป็นภาระกับพี่น้องประชาชน ธุรกิจการส่งออกตาย พี่น้องภาคการเกษตร พี่น้องยากจน ซื้อข้าวของแพง
ข้อที่ ๔ ปัญหาเรื่องของ อินคัม แก๊ป (Income Gap) คือการกระจาย ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ อ้ายรวยก็รวย จนก็จน รวยกระจุก จนกระจาย
ข้อที่ ๕ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งท่านดูจะจับ ความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ทัน
ข้อที่ ๖ การบริหารราคาน้ํามันที่ล้มเหลว ท่านมิ่งขวัญพูดไปบ้างเมื่อวาน เดี๋ยวผมจะมาต่อให้
ข้อที่ ๗ การตั้งงบประมาณที่ไม่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ไปเน้นทาง เสถียรภาพ และไม่ใช่เสถียรภาพของเศรษฐกิจ แต่เป็นเสถียรภาพของรัฐบาลเอง
ข้อสุดท้าย ท่านปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เกิดความเสียหายกับพี่น้องประชาชนเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท หลาย ๆ ข้อหาหนักนะครับท่าน ผมจะอธิบายให้ท่านฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในข้อแรกนั้นเกี่ยวกับความสามารถของท่าน ที่ไม่สามารถที่จะหารายได้มาชดใช้ภาระหนี้ที่ท่านก่อเองได้ จากการอภิปรายของท่าน มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เมื่อวานท่านประธานมันไม่ต้องถกเถียงอีกต่อไปครับ วันนี้รัฐบาล ชุดนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณ์ จาติกวณิช ก่อหนี้ให้กับประเทศไทยมากที่สุด เป็นประวัติการณ์ ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ใน ๒ ปีเศษ ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นไป ปีหน้านะครับ ประเทศไทยจะต้องตั้งงบประมาณในการจ่ายชดเชยดอกเบี้ยอย่างเดียว ดอกเบี้ยเงินกู้ ทั้งหมดปีละ ๒ แสนล้านบาท ไม่รวมเงินต้นนะครับ โครงสร้างงบประมาณแผ่นดิน ในปัจจุบัน ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นงบประจํา งบประมาณปีปัจจุบันอยู่ที่ ๒ ล้านล้านบาท โดยประมาณ ปีหน้า ปีต่อไป ปีไหน ๆ ก็ไม่หนีครับ มันก็เกาะอยู่ประมาณนี้ อาจจะค่อย ๆ ทยอยขึ้น แต่เราตีตัวเลขว่า ๒ ล้านล้านบาท นี่มันไม่หนี ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๒ ล้านล้านบาท คือ ๑.๖ ล้านล้านบาท เป็นไปแล้วครับ รายจ่ายประจํา ค่าแรง ค่าเงินเดือนสวัสดิการ ข้าราชการอะไรต่าง ๆ ค่าน้ํามัน ค่ารถ หมดไปแล้ว ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๑,๖๐๐,๐๐๐ แสนล้านบาท เหลือเท่าไรครับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไว้สําหรับ ๑. การลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน ๒.ชําระเงินต้นและดอกเบี้ย ปรากฏว่าดอกเบี้ยของท่านมันกินไปแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในมือท่านจะเหลือประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้นเองครับ ถามว่า ๒ แสนล้านบาทนี้เอาไปใช้ทําอะไรได้บ้าง ๑. หนีไม่พ้นครับ จะไม่จ่ายเงินต้นเลยหรือ มันก็ต้องจ่ายบ้าง ที่เหลือเศษ ๆ เอาไปพัฒนา ถ้าไม่กู้ใหม่ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ผมมองไม่เห็นทางออกของประเทศไทยเลย ผมไม่หวังจะเห็นเลยตอนนี้ว่าการพัฒนา ในอนาคตของไทยในรอบ ๒-๓ ปีข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร เพราะเราจะต้องไปมัวสาละวน อยู่กับการตั้งงบประมาณไปชดใช้เอากับเงินภาระหนี้สินที่เราได้ก่อขึ้นมาในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจ่ายไปก่อน เงินต้นทยอยจ่าย ทยอยจ่าย เมื่อไรจะหมดไป ว่ากันข้างหน้า แต่เงินที่จะเหลือมาเป็นเงินลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค ไม่ต้องหวัง แทบไม่เหลือครับ นี่คือความเป็นจริงที่มันกําลังจะเกิดขึ้น แล้ววันนี้ไม่ต้องมาอ้าง อย่าลุกขึ้นมาตอบนะครับ ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ภาระหนี้ สาธารณะไม่ใช่ปัญหาของพี่น้องประชาชน เป็นปัญหาของรัฐบาล รัฐบาลกู้มา รัฐบาลเป็นคน ใช้หนี้สาธารณะคนละ ๖๔,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ว่าพี่น้องประชาชนต้องควักกระเป๋าสตางค์จ่าย รัฐบาลจ่ายให้ อย่าพูดทํานองนี้นะครับ เพราะชาวบ้านเขาไม่เชื่อ เงินภาษีทั้งนั้นครับ ที่มาจ่าย ในที่สุดเราก็ต้องไปเก็บภาษี ไปรีดเงินจากพี่น้องประชาชนเพื่อเอามาจ่ายกับภาระหนี้ ที่มันก่อขึ้นมากับการพัฒนาต่าง ๆ ที่เราต้องการจะเห็น มันไม่มีทางหรอกครับที่รัฐบาลจะไป เสกเงินที่ไหน หรือท่านจะควักเงินจากกระเป๋าเงินตัวเองผมไม่ทราบได้ แต่ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้ ในข้อที่ ๒ นั้น ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่า อ้อ ยังไม่จบนะครับ ในเรื่องแรกอีกยาว พอสมควร ขอประทานโทษ
ในเรื่องของการหารายได้มาชดใช้ อย่างที่ได้บอก หนี้มันท่วมหัว ในขณะที่ รายได้ของรัฐบาลก็ขาดดุลมาโดยตลอด ปีนี้ขาดดุลถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขาดดุล งบประมาณคือต้องไปกู้มาชดใช้ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ไปสร้างหนี้ขนาดนี้แล้วจะหาเงิน จากไหน ทิศทางการเก็บภาษีหลัก ๆ มันมีอยู่ ๓ ตัวเท่านั้นครับกรมการจัดเก็บ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร กรมศุลกากร หนีไม่พ้นนะครับ รัฐบาลก็ต้องหาเงินจาก ๓ ส่วนนี้ ในส่วนของ กรมสรรพสามิตนั้น เหล้าบ้าง บุหรี่บ้าง ตัวหลัก ๆ คืออะไรครับ ภาษีจากน้ํามัน สรรพสามิตน้ํามัน ที่ท่านเก็บดีเซล ๕ บาท เก็บแก๊สโซฮอล์ ๗ บาท ผมจําตัวเลขลอย ๆ ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ท่านเก็บ จากพี่น้องประชาชน ณ วันนี้ ภาระของพี่น้องประชาชนทุกคน เดี๋ยวผมจะไปลงรายละเอียด ในเรื่องของน้ํามันว่าท่านจะทําอะไรกับภาษีตัวนี้ แต่ในที่สุดแนวโน้มในอนาคตเพื่อลด ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเราก็ต้องลดภาษีในส่วนสรรพสามิตน้ํามัน ท่านจะหนี ไม่พ้นเลยครับ รัฐบาลหน้าก็คงจะหนีไม่พ้น
ในส่วนที่ ๒ เป็นภาษีสรรพากร ตัวหลักคือภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่พี่น้องประชาชน เขาทํางานเป็นห้างร้านนี่ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพอย่างนี้ครับ ท่านมีแนวคิดในการ ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นสิ่งดีครับ ผมก็คิดครับ พวกผมก็คิด อยากจะลดเหมือนกัน แต่การคิดกับการทํามันต่างกัน วิธีการจะลดภาษีตัวนี้ต้องทําให้เศรษฐกิจมันเฟื่องฟู และที่สําคัญเพื่อไม่ให้กระทบกับรายได้ของรัฐ ต้องขยายฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อน วันนี้คนแค่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แบกหลังอานเลย คือภาระภาษีเงินได้นิติบุคคล ของคนทั้งประเทศ เขาจ่ายแทนคนทั้งประเทศในภาษีตัวนี้ เพราะหลายคนไม่มีเงินได้เพียงพอ ที่จะต้องมาจ่าย หลายบริษัท หลายห้างร้าน จํานวนไม่ได้ครับ บางคนก็ขาดทุน บางคนก็เจ๊ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แนวความคิดในการจะลดภาษีตัวนี้ ถ้าไม่มีแนวความคิด ไม่มีกรอบ ความคิดที่จะขยายฐานภาษี เพื่อที่ในอนาคตมันจะมีเงินจากส่วนอื่นไหลเข้ามารองรับเงิน ที่จะลดไปจากการที่ท่านลดภาษีตัวนี้ รัฐบาลในอนาคต รัฐบาลใด ๆ ก็อยู่ไม่ได้ ฐานภาษี มันไม่ขยายครับท่านประธาน คนมันไม่ได้รวยขึ้น อยากจะมีฐานภาษีตัวนี้มากขึ้นก็ทําให้ คนมันรวยขึ้นเรื่อย ๆ นั่นละว่าง่าย ๆ มีคนรวยใหม่ ๆ มันไม่มี นี่คือปัจจุบัน สภาพความเป็นจริง
ในส่วนของภาษีศุลกากรรังแต่จะลดความสําคัญไปเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้ ท่านประธานครับ กรมศุลกากรจะเก็บภาษีจากไหน ท่านไปรอดูที่สนามบินสุวรรณภูมิ บินเข้ามาก็เก็บเอากับพวกคนช็อปปิ้ง (Shopping) นั้น รัฐมนตรีคนไหนบินไปช็อปปิ้ง กลับมาก็เสียภาษีด้วยแล้วกัน นี่คืองานในอนาคตของศุลกากรแน่ ๆ ครับ เพราะอะไร เพราะวันนี้มันเป็นทิศทางของโลกครับ ในเรื่องของเขตการค้าเสรี หนีไม่พ้น หลบไม่ได้ เลี่ยงไม่ออกเด็ดขาด ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าเอฟทีเอ (FTA) ไทย-จีน เกือบ ๐ แล้ว ไทย-อาเซียน ๐ มานานแล้ว ประเทศไทย-ประเทศเกาหลี เกือบ ๐ ประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศอินเดีย ไม่เกิน ๕ ปี จะเป็น ๐ ครับ แล้วในอนาคตท่านคิดว่าภาษีศุลกากรซึ่งกลายมาเป็น ขาที่ง่อยเปลี้ยของการเก็บรายได้ ท่านจะหาเงินที่ไหนมาชดใช้ ในอนาคตที่คงไม่สามารถ ที่ตั้งงบประมาณ ๒ ล้านล้านบาท แล้วขาดดุลอยู่แค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือเก็บเงินได้ ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท ผมว่าเป็นไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เมื่อภาระในเรื่องของหนี้สินมันเยอะ กําลังในการจัดเก็บเป็นข้อกังขา รายได้ในอนาคตมองไม่เห็นชัดเจน ผมกราบเรียนเลยครับ ท่านประธาน ผมมองไม่เห็นทางออกของการที่ประเทศไทยจะชดใช้หนี้สินที่ท่านก่อมา ในช่วงนี้ได้ แทบไม่มีโอกาส หรือว่าท่านจะปล่อยครับ ปล่อยคนรุ่นลูกรุ่นหลานเขามาแก้ไข ปัญหากันไป ใครจะเข้ามาในอนาคตก็ว่ากันไป ใกล้เลือกตั้งแล้ว เดี๋ยวรัฐบาลใหม่เขามาแก้ให้ อย่างนั้นหรือครับ ผมว่านั่นไม่ใช่ทางออกของประเทศไทยเด็ดขาด วันนี้การทุจริตคอร์รัปชัน ก็เต็มไปหมด ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ๔ วัน ๔ คืน พูดยังไม่จบ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน วันนี้รัฐบาลปลุกผี ปลุกผีคอมมิวนิสต์ (Communist) กลัวกันจังเลย ม็อบนั้นก็ใช่ ม็อบนี้ก็ใช่ คอมมิวนิสต์ เดี๋ยวนี้เขาไม่กลัวคอมมิวนิสต์ เขากลัวคอมมิชชัน (Commission) คอมมิชชัน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันนี่ละที่เขากลัวกัน เพราะภาคธุรกิจเขาไปไม่ได้ครับ มาถึงเจอ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เข้าไป ต้องเอาไปถวาย ต้องเอาไปส่ง แล้วจะเอาที่ไหนไปทํางาน ทํางานเสร็จออกมาก็เป็นงานชุ่ย ๆ จนกระทั่งในที่สุดหน่วยงาน ต่าง ๆ ไปตรวจสอบก็บอกว่างานไม่ผ่าน งานไม่ผ่าน โครงการก็ล้มเหลว ไทยเข้มแข็ง ก็ล้มเหลว อะไรก็ล้มเหลว นี่หรือสิ่งที่เป็นอยู่ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ในส่วนของความสามารถในการแข่งขันเป็นหัวข้อที่ ๒ ผมกราบเรียน อย่างนี้ครับ การลงทุนทั้งในประเทศแล้วก็ต่างประเทศ รัฐบาลชุดนี้ดูจะไม่ค่อยให้ ความสําคัญ ไม่ค่อยได้พูดถึงมากนัก โครงการพัฒนาพื้นฐานก็ไม่มี พูด พูด พูด ยังไม่เห็น ออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ถนนไร้ฝุ่น ถนนลูกรัง ถมถนน ถนนเก่าดีแล้วทุบใหม่ ทํารีไซกลิ้งทําใหม่ นี่คือโครงการในปัจจุบันซึ่งมันไม่เห็นรูปธรรมว่าเราจะพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคตอย่างไร นโยบายของท่านทําให้วันนี้ความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ นี่ลดลงมากครับ เพื่อนบ้านนี้ ในภูมิภาคอาเซียนของเรา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลของดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist) ปี ๒๕๕๓ ประเทศสิงคโปร์โต ๑๔.๘ เปอร์เซ็นต์ เทียบประเทศสิงคโปร์มันอาจจะไม่ยุติธรรม กับท่านมันคงแข่งกันยาก เอาแค่ประเทศอินโดนีเซียกับประเทศลาว ในรอบ ๒ ปีที่ผ่านมา เทียบอัตราการเติบโตเฉลี่ยเราสู้เขาไม่ได้นะครับ ท่านอาจจะตอบว่าปีนี้โต ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่มันเป็น ๗.๕ เปอร์เซ็นต์บนฐานที่ลดลงจากปีก่อน ก็ของเก่ามันลด ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ปีนี้ขึ้นมาหน่อยหนึ่ง โดยเฉลี่ยมันก็อยู่แค่ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง คือมันเป็นการโตจากฐาน ที่มันได้ลดลงไปแล้วมันไม่ไปไหนเลยครับ มันเหมือนย้ําอยู่กับที่ แล้วท่านดูเงินเฟ้อสิครับ อัตราเงินเฟ้อมันก็เท่านี้ แล้วถามว่าคนมันรวยขึ้นหรือ ใครมันรวยขึ้นบ้าง ผมต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับ การลงทุนจากต่างประเทศเดี๋ยวนี้ หนีหาย เมื่อก่อนเราทําเรื่องของบีโอไอ เขาก็อยากมาลงทุน มาถึงมาเจรจาต่อรองได้สิทธิพิเศษไป ไม่ต้องเสียภาษี เราให้เขามาลงทุน ๕ ปี ๘ ปีผ่านมาสิทธิประโยชน์หมดเขาก็มาขอต่ออายุ เราบอก ไม่ได้ ไม่ได้เป็นอย่างไรครับ เขาก็ย้ายฐานการผลิตไป นี่ประเทศเราไม่ได้พัฒนาอะไรให้จูงใจเขาเข้ามาอยู่โดยถาวร เลยหรือ เราทําอะไรบ้าง ท่านทําอะไรบ้าง ทําไมล่ะครับ เขามาแค่เรื่องภาษีเพราะว่า มันไม่เสียภาษีหรือ แล้วอย่างนี้บีโอไอมีไว้ทําไม ผมไม่ได้อภิปรายกระทรวงอุตสาหกรรม นะครับ แต่ผมอภิปรายในเรื่องของแนวคิดท่านในฐานะของผู้นําทางเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ แล้วเราจะมีเขาไปทําไม มาถึงมาก็ได้การจ้างงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เงินเดือนของแรงงาน ได้เงินเดือน ขั้นต่ํา แล้วถึงเวลาภาษีเข้ารัฐก็ไม่ได้สักบาท เทคโนโลยีท่านมีแนวคิดไหมที่จะให้เขาถ่ายโอน มาให้เรา ไม่มีครับ เขาไปถึงเราก็ทําอะไรไม่เป็นครับ เพราะเราเอาไว้ประกอบอย่างเดียว เขาก็สั่งนําเข้าเครื่องมาประกอบ ๆ ส่งออก ทําอะไรไม่เป็นขันน็อตอย่างเดียว อย่างนี้ หรือครับแนวทิศทางการนําพาเศรษฐกิจของไทย มันไม่ใช่ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ปัญหาต่าง ๆ มันเกิดมากมายหลายจุด
ผมเข้าสู่ประเด็นต่อไปเลย เวลาล่วงเลยปัญหาค่าเงินบาทแข็ง แล้วก็เงินเฟ้อ ซึ่งท่านไม่มีทางแก้ได้เลยในภาวะปัจจุบัน ผมจะชี้ประเด็นให้เห็นว่าในที่สุด ไม่รู้ท่านจงใจ หรือเปล่า จงใจจะให้เงินบาทมันแข็งหรือเปล่า จงใจจะให้เงินมันเฟ้อหรือเปล่า มันเป็น คําสงสัย มันเป็นข้อกล่าวหาที่ผมจะต้องมองไปที่ท่านด้วยความไม่เชื่อถือ วันนี้เศรษฐกิจไทย พึ่งการส่งออกเป็นหลัก ปรากฏว่าค่าเงินบาททยอยแข็งตัวขึ้นเรื่อย ๆ ท่านก็ละทิ้งภาคการส่งออก ไม่มีแนวนโยบายที่ชัดเจนใด ๆ ในการที่จะเข้าไปแก้ไข ตอนท่านเข้ามามันวิ่งอยู่แถว ๓๕ บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ วันนี้แนวต้านอยู่ที่ ๓๐ บาท ๒๐ สตางค์ครับ เงินทะลักเข้ามาอีก ระลอกหนึ่ง แนวต้านนี้แตกแน่ ไปมองกันเลยครับ ๒๙ บาท แล้วถามว่าท่านทําอะไรบ้าง มาตรการหลัก ๆ ของท่านครับ ผมจับได้อันเดียวจริง ๆ เรื่องแคปปิตอล เกน แท็กซ์ (Capital Gain Tax) ที่บอกว่าถ้าเป็นเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาจะต้องเสียภาษี ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ ปรากฏมาตรการนี้เหลว เพราะอะไร มันไม่บังคับใช้กับประเทศสิงคโปร์ ประเทศฮ่องกง เงินตัวนี้แถวประเทศใกล้ ๆ นี่ละครับ ที่มันเข้ามาถล่มเราจนเละตุ้มเปะไม่เป็นชิ้นดี ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ท่านให้นโยบายเหมือนให้ยาแก้ปวดหัวกับคนไข้ที่มันเป็น มะเร็ง มันก็รังแต่จะทรุดลงไปเรื่อย ๆ วันนี้ภาคการส่งออกร้องจ๊ากกันเป็นแถว แล้วผมถาม ท่านประธานว่าเราในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมันอยู่อย่างมีความสุขหรือ คนที่เขาจ้างงานในภาคการส่งออกก็คือพี่น้องประชาชนที่เป็นแรงงานที่อยู่ในบ้านเรานั้น ต่างจังหวัดมันก็พวกนี้ทั้งนั้นนะครับ แล้วเราปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น นโยบายที่ท่าน ออกมาต่าง ๆ ในการแก้ไขเรื่องปัญหาค่าเงินบาทนี้ ภาคเอกชนวิชาการเขาออกมาบอกแล้ว ว่ามันแก้ไม่ตรงจุด มันเกาไม่ตรงที่คัน คนที่เดือดร้อนในที่สุดก็คือภาคการส่งออกและภาค การเกษตรครับท่านประธาน ไม่ใช่แค่เรื่องส่งออกนะครับ ทําไมครับ ก็ข้าวเมื่อก่อนมันขายได้ ๓๕ บาท ขายได้ ๑ ดอลลาร์สหรัฐมันได้ ๓๕ บาท เดี๋ยวนี้ขายได้ ๑ ดอลลาร์สหรัฐเท่าเดิม เหลือ ๓๐ บาท นี่ละครับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนของพี่น้องภาคการเกษตรด้วย เงินที่มันได้มันน้อยลง แล้วท่านดูผลที่เกิดขึ้นคืออะไร วันนี้ประเทศไทยเสียตลาดการค้าข้าว ซึ่งประเทศไทยเคยครองเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอดให้กับประเทศเวียดนาม เราสู้เขาไม่ได้ แล้วครับ แล้วท่านรู้ไหมว่าประเทศเวียดนามเขาทําอะไร ท่านประธานที่เคารพ เงินด่อง ของประเทศเวียดนามเขาลดค่าเงินไป ๔-๕ ครั้งแล้ว เราไม่ทําอะไรเลย ปล่อยมันแข็ง แข็ง แข็ง ส่งออกตาย ตาย ตาย มันเกิดอะไรขึ้น หน้าที่ของท่านนะครับ ส่งสัญญาณครับว่าปัญหา ค่าเงินบาทแข็งเป็นปัญหาสําคัญของชาติ ต้องส่งสัญญาณออกไป ๒. ออกนโยบายเชิงรุก ที่ไม่ใช่นโยบายหน่อมแน้มอย่างแคปปิตอล เกน แท็กซ์ นี่ไม่มีใครเขากลัวเลย ช่องทางหลบเลี่ยง ก็มีเยอะ ในที่สุดก็มีแต่จะต้องผ่อนปรน ๆ เพราะมันไม่เอาจริงเอาจัง แล้วท่านทําอะไรครับ ท่านบอกว่าปล่อยภาระเป็นภาระของธนาคารแห่งประเทศไทย เอาละ รัฐบาลไม่มีสิทธิ ก้าวก่ายธนาคารแห่งประเทศไทยว่ากันไป แต่ท่านปล่อยภาระอย่างนี้ไปให้มือเขานี่ ธนาคาร แห่งประเทศไทยเห็นสัญญาณที่ท่านส่งแล้วมันอ่อนเหลือเกิน ในที่สุดไม่ขยับตัวครับ ไม่มีการใช้ กลไกอัตราดอกเบี้ยมาช่วยเหลือเรื่องค่าเงินในช่วงนั้นมันก็แข็งเอา ๆ วันนี้กลายเป็นเรื่องของ เงินเฟ้อ เงินเฟ้อก็คือข้าวของมันแพง แพง แพง เมื่อวานพูดกันทั้งวันเรื่องของกระทรวง พาณิชย์ มันแพงทุกตัว มันแพงทุกตัว กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นตัวนําในการแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจ จะบอกผมไม่รู้เรื่องเงินเฟ้อ ผมไม่สนใจไม่ได้ครับ ท่านมีหน้าที่โดยตรง ในการกํากับแล้วก็แก้ไขปัญหาภาวะเศรษฐกิจของประเทศ นี่คือเรื่องของกระทรวงการคลัง ไม่ใช่เก็บเงินเรื่องของเงินคงคลังอย่างเดียว ไม่ใช่ เบิกจ่ายอย่างเดียวก็ไม่ใช่ครับ น้ํามันปาล์ม น้ํามัน อาหารการกิน น้ําตาลทราย กะปิ น้ําปลา ไม่ต้องถาม ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีบอก ยังอยู่ในระดับควบคุมได้ เงินเฟ้อพื้นฐานไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ชาวบ้านร้านตลาดฟังแล้ว เงินเฟ้อ ๓ เปอร์เซ็นต์ ยังดีอยู่ ยังดีอยู่ ไม่ใช่ครับ ท่านบอกความจริงกับพี่น้องประชาชนสิครับว่า ไทยนี้ใช้ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นหลัก เงินเฟ้อพื้นฐานแปลว่าอะไรครับ เงินเฟ้อพื้นฐาน คือเงินเฟ้อราคาสินค้าที่ไม่รวมหมวดพลังงานและอาหาร เราใช้ตัวเลขอย่างนี้มาตลอดครับ ท่านอาจจะมาอ้างครับ สมัยก่อนกี่รัฐบาล กี่รัฐบาลต่ออย่างนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน เงินเฟ้อพื้นฐาน คือไม่รวมพลังงานและหมวดอาหาร ที่แพง ๆ ปัจจุบันนี้อาหารกับพลังงานนี้ไม่รวม แต่วันนี้ สถานการณ์มันเปลี่ยนไปมันแพงจนกระทั่งหยุดไม่อยู่แล้ว มันไม่มีแนวนโยบายใด ๆ ออกมาแก้ไข เพื่อที่จะหยุดเรื่องปัญหาของเงินเฟ้อเลย เราควรจะทําอย่างไร ท่านต้องส่งสัญญาณเอาไว้ว่าวันนี้ มันแพงแล้วนะครับ สถานการณ์เรื่องของสินค้าอุปโภคบริโภคนี้มันแพงมาก จะหามาตรการ แก้ไขที่รัดกุมส่งสัญญาณให้ชัดครับ นี่คือหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมวันนี้เงินเฟ้อแท้จริงเอาแบบรวมอาหารและพลังงานมันเท่าไรแล้ว ท่านตอบให้พี่น้องประชาชน ฟังให้ชื่นใจหน่อยเถอะ พุ่งไปขนาดไหนแล้ว คราวนี้เข้ารูปเดิมครับท่านประธาน ลอยตัวกัน ทั้งรัฐบาล เรื่องปัญหาเงินเฟ้อ ผลักภาระไปลงที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย งงเป็นไก่ตาแตก จะทําอย่างไรกับเงินเฟ้อครั้งนี้ดี แล้วถามว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีอาวุธอะไร ในมือ เขาถืออยู่อย่างเดียวครับ คืออัตราดอกเบี้ย นี่คือสิ่งเดียวที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมี ครับ อัตราดอกเบี้ย อาทิตย์ที่แล้ววันที่ ๙ มีนาคม ธนาคารแห่งประเทศไทยหลังจากรับ สัญญาณจากนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าการแก้ไขปัญหา เงินเฟ้อเป็นเรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย พูดชัดเจน ธนาคารแห่งประเทศไทยทําการ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน ๑ สลึง ๒๕ สตางค์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วท่านทราบไหม ผลกระทบคืออะไร อัตราดอกเบี้ยแข็ง ค่าเงินไหลเข้า ทะลักเข้ามาอีก ค่าเงินบาทแข็งไปอีก แนวต้าน ๓๐ บาท ๒๐ สตางค์ท่านทะลุแน่ ๆ ทะลุแน่ ๆ ภาคการส่งออกเดือดร้อน ภาคการเกษตรขายไม่ได้ราคา นี่ละครับ คือแนวการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของท่าน ผมต้อง กราบเรียนท่านว่าท่านไม่รู้เลยหรืออันนี้อาจจออกวิชาการหน่อย ๆ ท่านไม่รู้เลยหรือว่าปัญหา เงินเฟ้อครั้งนี้เขาเรียกว่ามันเป็นคอร์ส พุช (Cost Push) ไม่ใช่ดีมานด์ พูล (Demand Pull) คือมันไม่ได้เกิดจากคอร์ส พุช ก็คือการผลักมันเกิดจากต้นทุนราคาที่มันสูงขึ้น ต้นทุนมันสูง ปุ๋ย ยา ราคาแพง อาหารสัตว์ก็แพง น้ํามันก็แพง น้ํามันพืชก็แพง น้ําตาลก็แพง อะไรก็แพง ต้นทุนมันก็เลยสูงครับ มันมาก ด้านซับพลาย (Supply) มันไม่ใช่ดีมานด์ พูล ก็คือเรื่องของ ความต้องการบริโภคมากขึ้น คนไทยอยากกินน้ํามันปาล์มมากขึ้นหรือ คนไทยอยากกิน น้ําตาลทรายมากขึ้นหรือ ไม่ใช่ครับ ไม่มีครับ ความต้องการมันเท่าเดิมแต่ต้นทุนมันสูง ท่านก็ปล่อยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้กลไกดอกเบี้ยไปกดอัตราเงินเฟ้อ เกาไม่ตรงที่คัน อีกแล้ว ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นนอกจากจะก่อปัญหากับภาระค่าเงินบาทแข็งมากขึ้น กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น รัฐบาลมัวหลงไหลได้ปลื้มไปกับเรื่องของเงินเฟ้อต่ําที่เป็นเงิน เฟ้อพื้นฐาน วันนี้คงถึงเวลาแล้วครับที่จะหยุดปิดบังพี่น้องประชาชน บอกความจริงกับเขาไป เสียว่าท่านควบคุมปัญหาเรื่องของของแพงไม่ได้ มั่วไปกว่านั้นท่านนายกรัฐมนตรีไปให้ สัมภาษณ์ ผมประทานโทษนะครับอาจจะพาดพิงตรงไปหน่อย แต่ท่านพูดจริง ๆ นักข่าวถาม เรื่องของเงินเฟ้อจะแก้ไขปัญหาอย่างไร บอกแพงบ้าง ผมไม่อ่านจากตัวหนังสือพิมพ์ ไม่อ่าน จากข่าว ถ้าท่านอยากเห็นเดี๋ยวมาขอกับผม อาจจะแพงบ้างของแพง แก้ไขอย่างไร เดี๋ยวจะไปพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นค่าแรง ไปกันใหญ่ครับ โอละพ่อ ปรับขึ้นค่าแรงนี่ ใครเขาอยากทําครับ ผมไม่รู้ว่าท่านมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อการหาเสียงที่ใกล้เลือกตั้งหรือไม่ ผมก็ปรับค่าแรงให้พี่น้องประชาชนที่เป็นแรงงานครับ แต่ท่านประธานครับ มาปรับค่าแรง ตอนนี้ในภาวะเงินเฟ้อลักษณะนี้ที่เป็นเรื่องของต้นทุนการผลิตที่มันสูงขึ้น ท่านพาประเทศ ไทยปีนบันไดลิงแน่นอนครับ ทําไมผมใช้คําว่า ปีนบันไดลิง ไล่อย่างไรก็ไล่ไม่จน ต้นทุนแพง ของแพงขึ้นมาทําอย่างไรดี คิดไม่ออก ปรับค่าแรงขั้นต่ํา ปรับค่าแรงขั้นต่ํามันก็ไปเสริม เอาต้นทุนแพงอีกรอบหนึ่ง ต้นทุนแพงของก็แพงอีก คราวนี้เอาอย่างไรครับ กลับไปที่เก่า ปรับค่าแรงขั้นต่ําจะวนอย่างนี้หรือครับ จะปีนบันไดลิงขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างนี้หรือครับ เศรษฐกิจถึงกาลล้มเหลวแน่นอน นี่เราพูดกันอย่างวิชาการ แนวคิดแบบนี้ไม่รู้ไปเอามาได้ อย่างไร มันต้องแก้ให้ตรงจุดครับ ไปแก้ไขเรื่องของต้นทุนการผลิตของพี่น้องประชาชนครับ ทําไมปุ๋ยยาเขาแพงจะทําการเกษตร ทําไมน้ํามันมันแพง ทําไมเรื่องของอาหารการกิน น้ํามันพืช น้ํามันปาล์มมันแพงละ ไปแก้ตรงนั้นสิครับ นั่นคือแนวทางการแก้ไขภาวะ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยที่ควรจะเป็น
ในเรื่องที่ ๔ เรื่องความเหลื่อมล้ําในเรื่องรายได้ ขณะที่ความเติบโต ทางเศรษฐกิจที่เราเห็นอยู่บ้างนี่นะครับ มันเห็นได้ แต่มันสัมผัสไม่ได้ ทําไมถึงใช้คํานี้ เพราะมันยังรวยกระจุก จนกระจาย คนจนมีอยู่ทั่วไปหมด คนรวยก็มีอยู่หยิบมือเท่าเดิม จํานวนเดิม มีรวยอยู่บ้างก็ไม่รู้นะครับ ถ้ารวยขึ้นอาจจะเป็นพวกที่เข้าร่วมกับการทุจริต คอร์รัปชันในบางส่วน อันนี้ว่ากันไปเราไม่รู้ มี แต่ไม่ใช่พี่น้องประชาชนโดยรวมที่ได้ ผลประโยชน์ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพอย่างนี้ครับ ตัวชี้วัดทางเรื่องของปัญหา ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจมันมีครับ เขาเรียกว่า จีนี่ โค-เอฟฟิเชี่ยน (Genie Co-Efficient) ท่านทราบอยู่แล้ว ผมทราบดี ข้อมูลนี้ก็มาจากหน่วยงานของรัฐเองครับ บอกว่ามันเป็นตัวเลข ๐ ถึง ๑ เลข ๐ แปลว่าเท่าเทียมกันมากเลย ทุกคนรวยเท่ากันหมด เลข ๑ คือแย่ที่สุด มีคนเดียวได้เงินทั้งหมดรวยมาก ที่เหลือจนหมดไม่มีสตางค์เลย นี่คือ จีนี่ โค-เอฟฟิเชี่ยน วันนี้ตัวเลขล่าสุดของไทยสิ้นปี ๒๕๕๒ อยู่ที่ ๐.๔๘๕ ผมไม่ได้บอกว่า ตัวเลข ๐.๔๘๕ นี่มันดีหรือมันเลว การจะบอกว่ามันดีมันเลวมันต้องเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งมันไม่เป็นธรรมกับการที่จะเอารัฐบาลของเราไปเทียบกับใคร เพราะสภาวการณ์ ทางเศรษฐกิจองค์ประกอบอะไรต่าง ๆ ปัจจัยอะไรต่าง ๆ มันต่างกันถ้าเทียบอย่างนั้นดูจะ ไม่ยุติธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตัวเลขแถว ๆ ต่ํากว่า ๐.๕ นิดหน่อย มันไม่เคยไปไหนเลย ในช่วงรัฐบาลของท่าน มันไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสําคัญเลย ดูอีกตัวหนึ่งสัดส่วนของรายได้ ประชากรแบ่งตามระดับชั้นต่าง ๆ คือเขาจะแบ่งประชากรออกเป็น ๕ กลุ่ม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แรก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่สอง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่สาม ๒๐ เปอร์เซ็นต์สุดท้ายที่จนที่สุดและรวย ที่สุด แล้วก็บอกว่าแต่ละกลุ่มมีรายได้เทียบกับสัดส่วนรายได้ทั้งประเทศเท่าไร ผมกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าประเทศไทยมีรายได้ ๑๐๐ บาท วันนี้คน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ที่รวยที่สุด ถือครองรายได้ ๑๐๐ บาทนี้ถึง ๕๔ บาท ๑๙ สตางค์ คน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่รวย ที่สุดคือ ๒ กลุ่มบนรวมกัน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถือครองรายได้นี้อยู่ถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ คนจน ที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์สุดท้ายที่จนที่สุดถือครองรายได้อยู่ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ รวยก็รวยไปสิ จนก็จนดักดานอย่างนั้น เอาละท่านไม่ต้องมาตอบว่าตัวเลขนี้ มันก็อย่างนี้ มันเป็นมาโดยตลอด รัฐบาลไหนก็แก้ไม่ได้ เพราะนี่คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลท่าน เวลาตอบกรุณาอย่าตอบว่าท่านก็ทําไม่ได้ คนนั้นก็ทําไม่ได้ อย่าชี้นิ้ว นั่นไม่ใช่ วิสัยที่ดี แต่วันนี้ท่านทําอะไรในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจบ้าง นี่คือคําถาม ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่ามันไม่มีให้เห็นเลย รัฐบาล ในอดีตท่านเคยได้ยินไหมครับ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส รัฐบาลในอดีตนะครับ ท่านประธาน รัฐบาลท่านละ ลดรายจ่ายมีบ้างครับ แจกเช็คบ้าง เอาเงินอุดหนุนโดยตรงกับ กลุ่มต่าง ๆ บ้าง เพิ่มรายได้ มองไม่เห็นเลย ไม่ชัดเจน ขยายโอกาส โอกาสของพี่น้อง ประชาชนไม่ต้องหาเลยตอนนี้ มันอยู่ตรงไหน ท่านขยายโอกาสอย่างไร มันไม่มีอะไรที่เป็น รูปธรรม วันนั้นผมฟังท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดในการเลี้ยงโต๊ะจีน ที่พรรคประชาธิปัตย์ จัดโต๊ะละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทนั้น ท่านพูดมาเลยจะทําอย่างโน้นอย่างนี้ จะลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ผมเห็นมันอยู่ในปากท่านนะครับ ขยายโอกาส นี่ท่านเกือบเหมือนเป๊ะ เลยนะ เกือบเหมือนอดีตนายกรัฐมนตรีเป๊ะเลย ติดขยายโอกาสไม่มาเท่านั้นเอง นี่ครับคือ สิ่งที่พี่น้องประชาชนเขาถวิลหาว่าในอดีตมันได้แล้ววันนี้มันหายไปไหน ท่านประธานครับ ทําไมค่าเงินบาทแข็ง เงินนอกมันไหลเข้าครับ อย่าตอบอย่างนี้ไม่ดี แน่นอนเงินนอกมันไหล เข้าค่าเงินบาทมันแข็ง แต่มันเป็นความจงใจหรือไม่ในการที่ไม่ดําเนินการใด ๆ ในการแก้ไขปัญหา เรื่องค่าเงินบาทแข็งเป็นความจงใจหรือเปล่า เขาว่าท่านเป็นพ่อมดการเงิน ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เคยทํางานในบริษัทไฟแนนซ์ชื่อดัง ไม่เอ่ยชื่อ เขาบอกว่า เงินนอกไหลเข้า ค่าเงินบาทแข็งมันไหลเข้ามาที่ตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้เป็นจํานวนมาก เงินเข้ามาก การซื้อ-ขายก็สูงราคาสวิง (Swing) สวิงขึ้น-ลงอย่างนี้ตลาดหุ้น บางทีบางครั้งคนในรัฐบาลเอง รวมถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ไปพูดในลักษณะชี้นําตลาด ไทยคม ล็อกซเล่ย์ หลายสิ่งหลายอย่าง ราคาขึ้น เทขาย ราคาลง ซื้อเข้ามา กําไรไปอยู่ที่ใคร ใครเดือดร้อน นี่คือเรื่องของการปั่นหุ้นหรือเปล่า ผมไม่ลงรายละเอียดครับ ท่านรอฟัง ท่านผู้อภิปรายท่านต่อไปมารอเชือดท่านอยู่แล้ว ท่านประเกียรติ นาสิมมา จะมาอธิบายให้ฟังว่า มันเกิดอะไรขึ้น มันเป็นความจงใจหรือไม่ ที่ค่าเงินบาทมันแข็งแล้วเงินมันไหลเข้ามา ที่ตลาดหลักทรัพย์เยอะจนเป็นประวัติการณ์ ตอนรับตําแหน่งใหม่ ๆ ก็ฮือฮาอีก อันนี้ยังอยู่ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมนะครับ ท่านแก้ปัญหาเรื่อง การกระจายรายได้ไม่ได้ รับตําแหน่งใหม่ ๆ ฮือฮามาก ปลุกผีภาษีมรดกกับภาษีทรัพย์สิน ขึ้นมาครับ บอกว่ามีภาษี ๒ ตัวนี้จะทําให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ภาษีมรดกเก็บแพง ๆ คนรวยโดนเยอะ ๆ ภาษีทรัพย์สินใครเป็นเศรษฐีที่ดินไม่ใช้ประโยชน์ โดนเก็บกันหมด นี่คือสิ่งที่ท่านพูด สิ่งที่ท่านคิด สิ่งที่ท่านเตรียมจะทําในวันนั้น ผมจะบอก ความจริงกับพี่น้องประชาชนให้ก็ได้ครับ ภาษีทรัพย์สินนี่ท่านเอามาปัดฝุ่นครับ มันคิดตั้งแต่ สมัยท่านทักษิณ ชินวัตร ผมยืนยันให้ก็ได้ ผมยืนยันให้ท่านไปถามดีกว่า ไปถามท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ดู ผมอ้างชื่อตรง ๆ เลย เพราะท่านเป็นคนนั่งประชุมอยู่กับท่านทักษิณอยู่ในห้องที่ ทําเนียบรัฐบาล เรื่องภาษีทรัพย์สิน ถามว่าจะเก็บได้ไหมภาษีตัวนี้ เพราะก็รู้ว่านายกรัฐมนตรี วันนั้นก็ทรัพย์สินพอควร ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีบอกว่าเก็บได้ครับ เก็บเลยผมไม่มีปัญหา นี่คือคําบอกเล่าที่เล่ากันมานะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ปรากฏเกิดการปฏิวัติเสียก่อน ก็คาอยู่ ท่านก็ปัดฝุ่น ปัดฝุ่น ปัดฝุ่น เอามาขึ้นหิ้งขายอีก ไม่เป็นอะไร ไม่เป็นอะไร ไม่ว่ากัน แต่ปรากฏว่าเอาขึ้นหิ้งมาแล้วปัดฝุ่นแล้ววางบนหิ้ง ดองอยู่บนหิ้งฝุ่นเกาะอีกแล้ว หายไปไหนครับ ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดกเมื่อไรจะคลอดครับ ไม่มีวี่แวว ท่านปฏิเสธสิว่ามันไม่ใช่ มีพวกที่ปรึกษาแถว ๆ ท่านเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับชั้นกฤษฎีกา ไปยุ่งกับเรื่องของตัวภาษี ทรัพย์สินจนมันวุ่นไปหมด ไปรักษาผลประโยชน์ตัวเอง ในที่สุดคลอดไม่ได้ หลังจากนั้นวันนั้น เป็นต้นมาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่เคยพูดถึงเรื่องของภาษี ๒ ตัวนี้อีกเลย ไม่มีอีกเลย แล้วเศรษฐกิจเวลามันโต มันโตที่ไหน มันก็โตกระจุกอยู่กับคนรวยเจ้าเก่า ๆ เจ้าเดิม ๆ รวยแล้วก็รวยซ้ําซาก เป็นโรครวยซ้ําซากจริง ๆ พวกนี้ เจริญอยู่ไม่กี่เจ้าหรอกครับ ที่มันร่ํารวยอยู่แล้วมันก็ไปเรื่อย ๆ นี่ละครับคือการกระจุกตัวในขณะที่ท่านเองแทนที่จะ คิดถึงพี่น้องประชาชนที่เขาเดือดร้อน ยกตัวอย่างให้ท่านฟังง่าย ๆ เรื่องเดียวนะครับ ดูอย่าง เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ํามันปาล์ม มันแพง ๆ ท่านก็บอกจะจัดโควตาฝาเขียว ฝาชมพูอะไร เต็มไปหมด เอาไปขายที่ไหนครับ ท่านเอาไปขายโมเดิร์น เทรด (Modern Tread) แม็คโคร เทสโก้ โลตัส ใหญ่ ๆ พี่น้องโชห่วยไม่ได้ขายเลยสักคนหนึ่ง โชห่วยบ้านผม ไม่ได้ขายเลยครับ แต่ทําอย่างไร มันไม่มีทางเลือก ท่านทราบไหมครับ ทั้ง ๒ ท่าน ส.ส. กรุงเทพมหานคร ทั้งนั้นเลยนั่งบนบัลลังก์ตอนนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านกรณ์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร ไม่เคยเห็นครับ บ้านผมไม่มีนะครับ แม็คโคร เทสโก้ โลตัส ต่างจังหวัดมันไม่มีครับ มีเซเว่น-อีเลฟเว่น (7-Eleven) นี่ก็บุญโขแล้วครับ มันอําเภอเล็ก ๆ ครับ บางที่ไม่มีเลย ในที่สุดไม่มีช่องทางในการจัดจําหน่ายไปให้เขา โชห่วยทําอย่างไรไปซื้อจากห้างใหญ่ครับ บางทีขนกันไปหลาย ๆ คน เพราะให้ซื้อได้ขวดเดียวก็ต้องไปต่อคิวซื้อ ซื้อ ซื้อ ซื้อ มาเอามาตั้งขายร้านโชห่วย กําไรไป ๒ บาท ๓ บาท โดนจับ ไปเลย ขายเกิน ๒ บาทโดนจับ ทั้ง ๆ ที่พี่น้องประชาชนเขาต้องการ เพราะเขาไม่มีช่องทาง ท่านจะให้เขาขับรถ ๘๐ กิโลเมตร ๑๐๐ กิโลเมตรไปเทสโก้ โลตัสในเมืองเพื่อที่จะไปซื้อน้ํามันพืชขวดเดียว ของท่านหรือ ทําไมท่านไม่ใช้ช่องทางของโชห่วยเล็ก ๆ ที่เขามีอยู่แล้วในการช่วยเหลือ ละครับ เขาจะได้มีรายได้ด้วย พี่น้องประชาชนจะได้รับการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึงอีก นี่ตัวอย่างเดียวนะครับที่ท่านผิดพลาด ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ การอุดหนุนกับธุรกิจ ขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงโอทอป (OTOP) นี่ ก็ดูจะไม่มีเลย เอสเอ็มอี (SME) ธุรกิจ ขนาดกลางและขนาดเล็กมีบ้างครับ ถ้าผมจําไม่ผิดจะเคยมีการตั้งงบประมาณอุดหนุน ธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แต่นั่นไม่ใช่การส่งสัญญาณหรือทิศทาง ที่ชัดเจนในการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้มันไปข้างหน้า วันนี้ไปถามสิครับธุรกิจเอสเอ็มอี ไม่ต้องพูดถึงธนาคารเอกชนใหญ่ ๆ นะครับ ธนาคารใหญ่ ๆ อย่าเอ่ยชื่อดีกว่า พูดถึง ธนาคารเอสเอ็มอี แบงก์ ชื่อก็เอสเอ็มอีแล้วเอสเอ็มอีไปขอ จะไปขอเงินกู้ทีหนึ่ง แทบจะต้องกราบกราน ต้องไปกราบขอมันยากเหลือเกิน เงินมันมีจํากัด ในที่สุดบางที ก็ต้องมีใต้โต๊ะ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงท่านอย่าปฏิเสธ มันปฏิเสธไม่ได้ มันเกิดขึ้นจริงครับ นี่คือการดูแลเอสเอ็มอีหรือโอทอป เขาเคยทํากันมาดี ๆ อู้ฟู่ทั้งเมือง เมื่อก่อนเอามาขาย เมืองทองใหญ่โตมโหฬารมีทุกจังหวัดทั่วประเทศ ใครไม่มีบ้าง มีทุกพื้นที่ ทุกพื้นที่มีหมดครับ โอทอป วันนี้เหงาหงอย ปี ๒๕๕๒ รัฐบาลท่านตั้งงบประมาณอุดหนุนเรื่องของโอทอป เป็นเงินถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไว้ประชุมกรรมการทั้งปีเท่านั้นเองครับท่านประธาน เอาไว้นั่งประชุมกันอยู่กรุงเทพฯ นี่ไปไหนก็ไม่ได้เปลืองค่าน้ํามัน ปี ๒๕๕๓ ดีขึ้นมาหน่อย ผมจําตัวเลขไม่ได้มีการปรับเพิ่ม ผมเป็นกรรมาธิการอยู่ มีการปรับเพิ่มวงเงินให้เรื่องของโอทอป น่าจะหลัก ๑๐๐ ล้านบาท ๑๐๐-๒๐๐ ล้านบาท แต่จากการละเลยของท่านในปี ๒๕๕๒ โอทอปจํานวนมากที่กําลังตั้งไข่ตายไปแล้วครับ ไม่ทันแล้วครับ เดี้ยงไปเรียบร้อยช่วยไม่ทัน ปีปัจจุบัน ๒๕๕๓ ตั้งงบมา ๓๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ใช่ว่าจะเพียงพอสําหรับการที่จะไปช่วยเหลือ ไปพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของกลุ่มพี่น้องประชาชนเหล่านี้ นี่คือปัญหาที่มันเกิดขึ้น ในเรื่องของการกระจายรายได้ที่ท่านแก้ไม่สําเร็จ
การจับกระแสโลกไม่ทัน ประเด็นถัดมา ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับท่าน ไม่เข้าใจเลยว่าโลกกําลังเปลี่ยนไปทางไหน วันนี้กระแสโลกมันกําลังขยับตัวมาจากตลาด ยุโรป อเมริกา ซึ่งเคยมีความสําคัญอย่างยิ่งยวดมาเป็นเอเชีย แล้วก็ประเทศตะวันออกกลาง ในอดีต ๓๐ ปีก่อน โครงสร้างของจีดีพี (GDP) ๒ กลุ่มนี้ อียู (EU) กับอเมริกา จะมีประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เอเชียกับตะวันออกกลางจะมีประมาณแค่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นี่คือจีดีพี วันนี้มันกลับกันครับ ตัวเลขสัดส่วนนี้มันเหลือ ๔๕ เปอร์เซ็นต์และ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตามลําดับ แล้วเขาบอกกันว่าไม่เกิน ๒๐ ปี เอเชียตะวันออกกลางจะขยายตัวใหญ่กว่าตลาด ของอียูและอเมริกา สิ่งที่ท่านควรจะทําในฐานะของผู้นําเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ท่านรัฐมนตรีกรณ์ คือเข้าไปร่วมสร้างความร่วมมือในอาเซียนแล้วก็ในเอเชียอย่างแข็งแกร่ง ผมใช้คําว่า ร่วม เพราะจากการปฏิบัติภารกิจของท่านเราเป็นผู้นําไม่ไหวแล้วครับ ไม่ต้องไป นําเขา เอาแค่เข้าไปจอยท์ (Joint) กับเขาได้เขาไม่ไล่มาก็บุญแล้ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ใช้กลไกของภูมิภาคสิครับ อาเซียนบวกสาม (ASEAN+3) อิระวดี เอ็มแอคเมค (M ACMECS) ต่าง ๆ นี้มีเยอะแยะไปหมดเลย ใช้มันเพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ท่านทําครับสร้างความขัดแย้งในภูมิภาคผ่านทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ เมื่อคืนเพิ่งอภิปรายกันไป รบกับเขาไปแล้ว ประเทศกัมพูชานี่ละครับ ที่บอกว่าท่านตามกระแสโลกไม่ทัน ท่านไม่ให้ความสําคัญกับภูมิภาคของเรา สร้างความ เข้มแข็งของกลุ่มเพื่อไปต่อรอง นอกจากนั้นโอกาสที่มาถึงจากโลกนะครับ โอกาสจากโลก ที่เขาเอื้อมมาถึงเรา เราก็ไม่คว้าไว้ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพอย่างนี้ ปี ๒๕๕๒ เดือนสิงหาคมมีการเซ็นสัญญาระหว่างชาติ ระหว่างประเทศอาเซียนรวมไทยด้วยนะครับ กับประเทศจีน มีข้อตกลงอยู่ ๑๑ ข้อ ข้อ ๑ นั้นคือข้อที่ ๑๑ บอกว่าจะมีการตั้งกองทุน ไชน่า-อาเซียน ฟันด์ (China-Asean Fund) ไชน่า-อาเซียน ฟันด์นี้มูลค่าถึง ๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทยประมาณ ๗๕๐,๐๐๐ล้านบาท เกือบครึ่งของงบประมาณแผ่นดิน ของไทย นี่คือกองทุนที่เขาตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยประเทศชาติในอาเซียน นี่จะครบ ๒ ปี แล้วครับ ถามว่าประเทศไทยได้อะไร ยังไม่ได้อะไรสักอย่าง เพราะอะไรครับ ประเทศจีน พร้อมจะช่วยนะครับ เขาจะมาช่วยเรื่องรถไฟ เราก็ขอรถไฟ เขาจะมาช่วยรถไฟ ความเร็วสูง ปรากฏว่าเจอวังวนแห่งการเมืองไทย ประเทศจีนก็ประเทศจีนเถอะ ไปไม่เป็นเหมือนกัน ไม่รู้จะคุยอะไรกับใคร เดี๋ยวก็รองนายกรัฐมนตรี เดี๋ยวก็เป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคมนาคม เดี๋ยวก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เอาแน่ ๆ ไม่ได้สักราย ทุกคนกลัวตกรถไฟคอมมิชชันหมด ไปจอยท์ ไปร่วม ไปวนกับเขา แย่งกัน แย่งซีน (Scene) กันไป แย่งซีนกันมา ประเทศจีนบอกพอก่อน พอก่อน คุณไปหาตัวตนของตัวเอง ให้เจอก่อน คนไทยวันนี้ยังไม่ได้ครับ แล้วท่านรู้ไหมครับ ประเทศลาวเพื่อนบ้านเรานี้ เอาไปกินแล้ว ๗,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เอาไปทํารถไฟประเทศลาว ๗,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศไทย ๐ ไม่ใช่ผลบอลนะครับ แต่เป็นตัวเงินที่เราไม่ได้มา ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศ ที่มีความสําคัญต่อโลกยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ยุทธศาสตร์ของประเทศจีนในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ บอกไว้ชัดเจนครับ แปลเป็นไทยว่า ทิศเหนือเข้มแข็ง ตกวุ่นวาย ออกดุร้าย ใต้สันติ เหนือเข้มแข็งเขาบอกถึงประเทศรัสเซีย ตกวุ่นวาย คือพวกลงท้ายด้วยสถาน ประเทศต่าง ๆ ออกดุร้ายคือประเทศญี่ปุ่น เพราะว่าดุร้ายทางเศรษฐกิจ เพราะเข้มแข็งเหมือนกัน ใต้สันติ นี่คือ เป้าของเขา เขาอยากลงมาหาเราที่อยู่ทางใต้ของประเทศจีน แต่เรารบกันให้มั่ว วันนี้ยิงกับ ประเทศกัมพูชา รัฐบาลของท่าน ต้องเปลี่ยนครับ เหนือเข้มแข็ง ตกวุ่นวาย ออกดุร้าย ใต้ก็รบกัน เมืองจีนเขาจะมาลงทุนทําไมเมืองจีน นี่คือการปรับตัวไม่ทัน เพราะว่า ท่านพลาดไปหมดในการที่จะจับเอาโอกาสต่าง ๆ ที่มันลอยอยู่ในบริบทของโลก ท่านไม่สามารถที่จะดึงมันมาเป็นประโยชน์กับประเทศไทยได้เลย แล้วผมยังกล่าวหาท่าน อีกในข้อที่ ๖ ว่าการบริหารราคาน้ํามันของท่านนี้ล้มเหลวแน่นอน เรื่องน้ํามันท่านมิ่งขวัญ พูดไปบ้างแล้วเมื่อวาน วันนี้ไม่ต้องเถียงกันแล้ว ชัดเจน กองทุนน้ํามันถังแตกแน่นอน เอาเร็ว ๆ นะครับ เพราะว่ามีพูดไปแล้วเมื่อวาน เงินสดมี ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท หนี้สิน ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ภาระตามที่มติที่ออกไปแล้วอีก ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท เหลือสุทธิ ที่ใช้ได้จริง ๔,๘๐๐ ล้านบาท เงินที่ใช้ได้จริง ๔,๘๐๐ ล้านบาท การพยุงราคาน้ํามันในระดับ ปัจจุบันต้องใช้เงินถึงเดือนละ ๙,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ได้ ๒ อาทิตย์กว่า ๆ เรียบร้อยหมด แต่ผมจะพูดถึงวิธีการบริหารว่าท่านมีทางออกอย่างไรบ้าง ท่านมี ๓ ทางเลือกครับ ๑. การปล่อยลอยตัว ยกเลิกการอุดหนุนน้ํามันโดยเฉพาะดีเซล ยกเลิกเสีย ๕ บาท ที่อุดหนุนเขาอยู่ เราก็จะเห็น ๓๕ บาททันทีครับ เพราะว่าอุดหนุนอยู่ ๕ บาท ก็เห็น ๓๕ บาทแน่นอน รัฐบาลไม่กล้าทําหรอก ผมรับประกัน ใกล้เลือกตั้งเดี๋ยวเสียคะแนน อันนี้ทํายาก
๒. ลดภาษีสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิตนี่เก็บกันมันส์มากครับ แก๊สโซฮอล์ เก็บอยู่ ๖.๓๐ บาท ดีเซลเก็บอยู่ ๓๕.๓๐ บาท เอาแค่หลัก ๆ นะครับ ไม่เก็บภาษีเอากับ พี่น้องประชาชนผู้บริโภคน้ํามัน แล้วเมื่อวานท่านตอบท่านมิ่งขวัญบอกว่า ดีเซลคนใช้เป็นคนจน ต้องช่วย แล้วนี่ช่วยอย่างไรครับท่านประธาน ท่านบอกเอากองทุนน้ํามันไปโปะให้เขา ๕ บาท แล้วท่านเก็บภาษีเขาคืนไป ๕.๓๐ บาท นี่ยังเก็บเขาอยู่ ๓๐ สตางค์ มากกว่าที่ช่วย ถูกไหมครับ นี่คือปัญหาหรือเปล่าครับ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ เอาละทางเลือกที่ ๒ ภาษีสรรพสามิตทําได้ไหม ทําได้ครับ จําได้ว่าตอนที่ท่านเริ่มเก็บภาษีน้ํามันจากรัฐบาล ก่อนที่เขาไม่เก็บ เขาเก็บเป็นเกือบ ๐ ท่านเริ่มเก็บภาษีน้ํามัน ท่านบอกว่าตอนนั้นรัฐบาล ต้องการเงินมาใช้พัฒนาประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ วันนี้รวยแล้วยังเก็บอยู่ทําไม ผมทวงคําถามก่อน วันนี้รวยแล้วยังเก็บอยู่ทําไม ทําไมไม่เลิกเก็บภาษีสรรพสามิตน้ํามัน ทางเลือกที่ ๒ ลดภาษี สรรพสามิต ทํายากครับ เพราะตอนท่านเก็บเงินได้เกินกว่าเป้า หนึ่งในนั้นก็คือภาษี สรรพสามิตน้ํามัน ก็เอาไปแบ่งเค้ก (Cake) เป็นงบกลางปี ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหมดแล้ว ลองยกเลิกภาษีสรรพสามิตจะเอาที่ไหนไปคืนพวก ปันให้เขาไปหมดแล้ว จะเอาที่ไหนไปคืน เขาถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นการยกเลิกภาษีสรรพสามิตของท่านทํายากครับ แต่ทําได้นะครับ ทําได้นะครับ แต่ยากหน่อย ท่านจะทําอย่างไร ท่านจะหาที่ไหนไปคืนเขาก็ดูดี ๆ
สุดท้ายทางถนัด กู้มาโปะกองทุนน้ํามันตรง ๆ เลยนะครับ ผมต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับ ทางนี้ทางถนัดท่านเลย แต่มันไม่เหมาะไม่ควร ท่านตอบท่านมิ่งขวัญ เหมือนเช่นว่า ทําไมท่านจะทําไม่ได้ ก็ทีตอนท่านทักษิณยังกู้ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทเลย จริงครับ ตอนนั้นกู้ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มันพิสูจน์แล้วว่านั่นคือทางเลือกที่ถูกต้องในวันนั้น ก็กู้มา ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อมาพยุงราคาเสถียรภาพราคาในวันนั้น ในที่สุดปีหนึ่ง ปีกว่า ๆ ก็ชดใช้หมด ใครชดใช้ครับ สมัยท่านปิยะสวัสดิ์ รัฐบาลสุรยุทธ์เป็นคนชดใช้ ก็เพราะ มันปฏิวัติก่อน ถ้าทักษิณยังอยู่ทักษิณก็ใช้ ก็ต้องเอาเงินมาโปะกองทุนน้ํามันคืนเพื่อพยุง กองทุนน้ํามันให้ไปหน้าต่อไปได้ นั่นละครับคือทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว แต่วันนี้ท่านบอก ถ้าท่านจะกู้มาโปะกองทุนน้ํามัน ผมกราบเรียนเลยว่านั่นคือทางเลือกที่ผิดในวันนี้ เพราะอะไรครับ ปัญหาในตะวันออกกลาง สงครามเขากําลังรบกันอยู่ ใครจะเดาได้ครับ ว่ามันจะหยุดเมื่อไร ดีไม่ดีเกิดพลิกผันขึ้นมากลายเป็นสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ํามัน ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น กู้มาโปะวันนี้ เกิดมันทะยานไปอยู่แถว ๑๔๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ๑๕๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างตอนรัฐบาลก่อน ๆ ขึ้นมา เจ๊งเลยครับ เพราะฉะนั้น ท่านต้องเลือกทางเลือกอย่างชาญฉลาด ผมจะแนะให้ ถ้าท่านผ่านอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันรุ่งขึ้นยุบสภาเลยครับ ไปให้รัฐบาลหน้าเขาคิดดีกว่า ออกยากจริง ๆ สําหรับรัฐบาลท่าน ในรูปนี้ นี่ละครับเรื่องของปัญหาของน้ํามัน
เรื่องก่อนสุดท้าย เรื่องที่ ๗ ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้ตั้งงบประมาณ ขึ้นมาเพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้เน้นถึงเรื่องปากท้องของประชาชน เน้นถึงปากท้องของคนในรัฐบาล เรื่องของงบประจําปี ตั้งมาก็ไปหนักกับกระทรวงกลาโหม ทหาร เพราะอุ้มสมกันมา งบประมาณในส่วนของงบกลางปีก็เอามาแบ่งเค้ก และที่สําคัญลงในหน่วยงานที่วันนี้พิสูจน์ แล้วว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันเต็มไปหมด ให้แต่พรรคร่วม ให้แต่อะไรต่าง ๆ นานา ทุจริต คอร์รัปชันในหน่วยงานก็มาก ในส่วนของงบไทยเข้มแข็งกู้มา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นความผิดพลาด เพราะ ๑. ไม่ดูกําลังของภาครัฐ ภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะภาครัฐนี่ ท่านไปลงทุนได้อย่างไร ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ กําลังในการทํางานของภาครัฐมันมีจํากัด พอถึงเวลามันก็ทําไม่สําเร็จ มันต้องมีความพอดีครับ ไม่ใช่กู้มาถม กู้มาถม ไม่ใช่ครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความหละหลวมของโครงการเบิกจ่ายก็ล่าช้า ๑ ปี ๖ เดือน เบิกจ่ายได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ สภาพัฒน์ก็สรุปออกมาว่าสภาพัฒน์ไปศึกษา ๕ โครงการ ล้มเหลว ๕ โครงการครับ ไทยเข้มแข็งก็เลยกลายเป็น ใครเข้มแข็ง ใครครับ เพราะมันเต็มไปด้วย การทุจริตคอร์รัปชัน เป็นการทํางบที่ผิดวินัยทางการเงินการคลังอย่างยิ่งยวด ผมไม่อยากเชื่อ เลยว่าท่านจะกล้าทํางบประมาณในเรื่องของไทยเข้มแข็งออกมาเป็นแบบนี้ เป็นการดึงอํานาจ จากสภา ซึ่งท่านบอกว่าให้ความสําคัญกับสภาผู้แทนราษฎร กับฝ่ายนิติบัญญัติ ดึงไปอยู่ในมือ ของฝ่ายบริหาร นี่ละครับคือโฉมหน้าที่แท้จริงของไทยเข้มแข็ง การกระจายอํานาจสู่ภูมิภาค จากการตั้งงบประมาณ ก็ไปโกงท้องถิ่นอีก ผมใช้คําว่า โกง เลยนะครับ โกงท้องถิ่น อยากจะกระจายอํานาจให้มันเจริญเท่าเทียมกันนี่ ตาม พ.ร.บ. นี่ เขาบอกว่าต้องกระจาย งบประมาณให้ท้องถิ่น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นหนี้เขาอยู่ ๒๕ บาท เขามาทวงถามขอคืน ๒๕ บาท เอาเงิน ๒๕ บาทยื่นให้เขา แล้วแนบบิลไปด้วย บอกช่วยไปจ่ายค่าน้ํา ค่าไฟที่บ้านผมหน่อย อีก ๑๐ บาท อย่างนี้หรือครับ เพราะ ๒๕ บาทที่ท่านให้เขาไป ท่านแอบซุกเอาเรื่องของ งบประมาณเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แล้วก็ อสม. ไม่ได้ว่าโครงการนะครับ โครงการช่วยเหลือกลุ่มนี้ ดีครับ ผมยินดีผมชื่นชมนะ แต่วิธีการมันไม่ใช่ ท่านเอาไปซุกท้องถิ่นแล้วท้องถิ่นจะเอาที่ไหนกิน จะเอาที่ไหนมาพัฒนา เขาร้องกันอยู่วันนี้ ท่านก็มาตอบว่าอีก ๓ ปี ๕ ปีเดี๋ยวจะปรับแก้ให้ อ้าว จะเอาถอนออกมาคืนจะเอามาอยู่ที่ตัวผมแล้ว จะเอามาอยู่ที่รัฐบาลกลางแล้ว ท้องถิ่น จะได้มีเงินพัฒนาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น แสดงว่าท่านก็รู้ปัญหา แต่ขอโทษ พวกผมพูดมาตั้งแต่ท่านตั้งงบประมาณครั้งแรกว่ามันไม่ถูกต้อง เอาไปซุกไว้ที่ ท้องถิ่นมันไม่ถูกต้อง แต่ปัญหาคืออะไร เรื่องแรก ผมไม่รู้ว่า ๓ ปี ๕ ปีข้างหน้าท่านจะได้เป็น รัฐบาลหรือเปล่ามาตั้งงบประมาณอย่างนั้น เรื่องที่ ๒ ต่อให้ท่านได้อยู่เป็น ๓ ปี ๕ ปีข้างหน้า ท่านตั้งงบประมาณแบบนั้นนี่ก็ดีครับตอนนั้นไม่ไปเบียดบังท้องถิ่นแล้วหนี้เก่าละครับ นี่ท่านขโมยเขามา ๓ ปีแล้วนะครับเงินส่วนนี้ จะคืนเขาอย่างไรครับท้องถิ่น หรือจะไม่คืนแล้ว นี่คือการตั้งงบประมาณของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มันมีการเบียดบังของท้องถิ่น มีการตั้งงบ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นหลักมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ พี่น้องประชาชน
ประเด็นสุดท้าย เป็นประเด็นเรื่องความผิดพลาดในการกํากับดูแลกองสลาก ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อย่าปฏิเสธนะครับว่ามอบหมายแล้ว อะไรแล้ว เรื่องที่ผมพูดมันเป็นเรื่องนโยบาย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการไม่ได้มอบหมายใคร เป็นเรื่องนโยบาย เป็นการทุจริตในโครงการของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เป็นการทุจริตจนกระทั่งพี่น้องประชาชน เดือดร้อน ต้องซื้อลอตเตอรี่ (Lottery) แพง เงินในระบบของพี่น้องประชาชนหายไป เป็นปีละหมื่น ๆ ล้านบาท นี่ละครับความเดือดร้อนโครงการนี้ คือโครงการออกสลากการ กุศล จํานวน ๑๐๐,๐๐๐ เล่ม หรือ ๑๐ ล้านฉบับ จําหน่ายตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ถึงวันที่ ๑๖ มกราคม ๓๔ งวด ๔๐๐ ล้านบาท/งวด รวมแล้ว ๑๓,๖๐๐ ล้านบาท ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๓ เป็นสลากการกุศล ต้องขออนุญาต ครม. เป็นกรณีพิเศษ ๕,๐๐๐ ล้านบาท จากกําไรนี่นะครับ ๕,๐๐๐ ล้านบาทจะเอาไปพัฒนาศิริราชมูลนิธิ ๑,๐๗๕,๒๐๐,๐๐๐ บาท จะเอาไปอุดหนุนให้กับมูลนิธิมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ ที่เหลืออีก ๑,๐๕๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นของมูลนิธิรามาธิบดี ในส่วนของโครงการต่าง ๆ ทั้ง ๓ โครงการนี้นะครับ วัตถุประสงค์ ของโครงการเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งยวด และเป็นโครงการในพระราชดําริ พัฒนาศิริราช เอาไปทําโรงพยาบาล ไปสร้างตึก ไปทําอะไรต่าง ๆ ๕,๐๐๐ ล้านบาท โครงการมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ ต้องการเอาไปช่วยเหลือพี่น้องผู้พิการในการมีอาชีพขายสลาก แล้วจะเอาเงินไปทําโครงการ ที่เกิดประโยชน์ต่าง ๆ อีกมากมาย โรงพยาบาลรามาธิบดีเช่นเดียวกัน เป็นประโยชน์ครับ โครงการเหล่านี้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาที่เกิดขึ้น โครงการมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ได้ ขอคําขอมา ๑,๐๐๐ ล้านบาท ในคําขอชัดเจนว่าทางมูลนิธิประสงค์ที่จะเป็นผู้จัดจําหน่าย สลากเอง มติ ครม. ออกมาไม่เป็นไปตามนั้น คือสั่งให้กองสลากเป็นคนพิมพ์ จําหน่าย ออกรางวัล ไม่ว่าครับ เพราะอะไรครับ กองสลากไม่เคยมีประเพณีปฏิบัติในการให้ใครไป ดําเนินการ ถึงแม้จะอนุญาตได้ตามกฎหมายก็ตาม อันนี้เราไม่ว่ากัน ปรากฏว่าโครงการทาง มูลนิธิได้มีหนังสือยืนยันความประสงค์มาอีกครั้งในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ผมไม่เอ่ยความ ในจดหมาย ผมว่าท่านทราบ ความในจดหมายนี่ชัดเจนว่ามีความประสงค์จะให้ทางมูลนิธิ เป็นผู้ดําเนินการเพื่อประโยชน์กับผู้พิการต่าง ๆ เป็นความประสงค์จากเบื้องสูงนะครับ ซึ่งเป็นสิ่งดีครับ ผมว่าท่านทราบนะ ปรากฏว่า ๔ วันให้หลัง กองสลากออกผลการจัดสรร เรียบร้อย ปิดบัญชีไม่ทัน ไม่เป็นไรครับ อันนี้อาจจะมีคําตอบได้
โครงการต่อมา เป็นมูลนิธิของทางศิริราชมูลนิธิ วันที่ ๕ กรกฎาคม ก่อนการ ออกสลาก ๒ เดือน คือวันที่ ๑ กันยายนนะครับออกสลาก มีหนังสือแปลก ๆ ไปยังกองสลาก จากทางศิริราชมูลนิธิ ซึ่งต่อมาได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นหนังสือปลอม โดยทางมูลนิธิได้ยืนยันว่า มีหนังสือปลอมวิ่งวนอยู่ในกองสลาก วัตถุประสงค์เพื่ออะไรไม่รู้ มูลนิธิศิริราชนั้นเป็นมูลนิธิ ในองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นที่เคารพรักของพี่น้องประชาชน คนไทย ท่านร้องเรียนมาหลายครั้งหลายหน ในที่สุดแล้ววันที่ ๓๑ สิงหาคม มูลนิธิส่งหนังสือ กลับมาอีกฉบับหนึ่ง ท่านไปอ่านแล้วท่านชื่นใจไหมครับ ความสั้น ๆ ว่า ที่มาของเงิน ของมูลนิธิต้องเป็นเงินบริสุทธิ์ ไม่ใช่ฟอกเงินหรือการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็กล่าวด้วยว่า มีการร้องเรียนจนกระทั่งอยู่ไม่ได้ ว่ามีการฮั้วประมูลและปลอมลายมือ ขอให้ทางกองสลาก ช่วยดําเนินการ อย่าให้มีความเสื่อมเสียชื่อเสียงมายังมูลนิธิ นี่ละครับคือความไม่สบายใจ ของกระผม วันนี้มันเกิดความระคายไปยังมูลนิธิของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินของประเทศเรา ท่านรัฐมนตรีว่าการทําอะไร ท่านในฐานะที่กํากับดูแลเรื่องของนโยบายท่านเป็นคนเซ็น หนังสือเข้า ครม. เอง จะบอกว่าไม่รู้เรื่องพวกนี้คงไม่ได้ หนังสือขออนุมัติเข้า ครม. ท่านเป็นคนเซ็น หนังสือแจ้ง ครม. ถึงเรื่องการขอสลากการกุศลงวดพิเศษ ปฏิเสธยากจริง ๆ มันเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว ผมคงไม่ลงรายละเอียดมากในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน จะเอ่ยอ้างสั้น ๆ ก็พอ ทําไมเขาถึงว่ามีการทุจริต ฮั้ว กองสลากออกเป็นประกาศสํานักงาน เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน เกณฑ์การคัดสรรสลากจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ เล่ม ๑๐ ล้านฉบับนี้ ๑๐๐,๐๐๐ เล่มนี้ ๖๐,๐๐๐ เล่มจัดสรรให้นิติบุคคล ๓ ราย รายละ ๒๐,๐๐๐ เล่ม ไม่รู้ใหญ่ กันมาจากไหนได้ถึงขนาดนี้ เยอะมากเลย ในประวัติกองสลากไม่เคยหรอกครับมีการให้สลาก กับกลุ่มบุคคลใดเกินว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ฉบับ คือ ๑๐,๐๐๐ เล่มนี้ก็เต็มแล้วเต็มแม็ก (MAX) แล้ว วันนี้แหวกม่านประเพณีถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ฉบับ แล้วก็มีคําครหาอีกว่าเป็นญาติพี่น้องกัน บ้าง รู้จักกันบ้าง เป็นญาติพี่น้องกัน เป็นเจ้าเก่า ๆ นั่นละครับแถวนั้นในที่สุด แถวคอกวัวนี่ แล้วเกณฑ์การจัดคัดสรรนิติบุคคลในกลุ่มที่ ๑ นี้ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ มีคะแนนอยู่ ๑๐๐ คะแนน ๓๐ คะแนนแรกบอกว่า ข้อพิจารณาคือแผนการจําหน่ายสลากอย่างละเอียด ข้อที่ ๒ ประสบการณ์ความน่าเชื่อถืออีก ๓๐ คะแนน ข้อที่ ๓ การควบคุมไม่ให้มีการขาย สลากเกินราคา ๒๐ คะแนน ขายสลากเกินราคานี้แสดงว่าตกทุกคนครับ เพราะตอนนี้สลาก มันแพงเหลือเกิน ผมว่าตกทุกเจ้า ข้อที่ ๔ มีความสัมพันธ์อันดีกับสํานักงาน เช่น ไม่มีคดีความ ต่อกันมาก่อน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านใช้เกณฑ์แบบนี้หรือครับ ความสัมพันธ์อันดีกับสํานักงาน อย่างนั้นหรือครับ มาเป็นเกณฑ์ชี้วัดว่าใครมีความเหมาะสม ผมดูแล้วผมไม่ค่อยสบายใจ ในส่วนอีก ๓ กลุ่มที่เหลือก็คือ รายขนาดกลางและรายขนาดย่อยว่ากันไปตรงนั้น ตรงนั้น ผมไม่ติดใจ นี่ครับคือปัญหา วันนี้มันเกิดขึ้นมาแล้วและที่สําคัญผมต้องกราบเรียนกับ ท่านประธานอย่างนี้ครับ จากปัญหาที่มันเกิดขึ้น มีเรื่องโควตามีเรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่เคยเลยครับ ที่สลากกินแบ่งรัฐบาลในสมัยใดจะแพงเท่ากับสมัยนี้ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ข้าวปลาอาหาร น้ํามันปาล์มมันแพงหมด จะซื้อลอตเตอรี่ยังแพง ผมยุติธรรมกับท่านนะครับ ผมเคยซื้อสลาก ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีกรณ์อาจจะไม่รู้ เพราะเขาบอกคนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น ท่านเล่นหุ้น ผมซื้อหวยครับ ไปพื้นที่ก็ซื้อหวย ไปไหนก็ซื้อ ชอบซื้อครับ ผมเคยซื้อถึง ๑๒๐ บาท แต่ ๑๒๐ บาท อาจจะไม่ยุติธรรมกับท่าน ผมซื้อหน้าสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเช้า ๑๖ ใบ รวยลุ้นแจ็กพอต (Jackpot) ๗๘ ล้านบาท ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการนะครับ กราบประทานอภัย คณะกรรมการด้วยมันก็สลากธรรมดาไม่มีอะไร พอดีซื้อมา ๙๐๐ บาท ตกใบละ ๕๖.๒๕ บาท หน้าสลากเขาขายใบละไม่เกิน ๔๐ บาทครับ เอาแบบยุติธรรมเลยนะครับ แต่ผมไม่ได้บอก เดี๋ยวปรากฏท่านออกไปไล่จับเขา นี่ไม่ได้นะครับ ตายเลย ไม่ใช่นะครับ ผมไม่ได้ทําอย่างนั้น ผมหมายความว่าวันนี้ระบบโครงสร้างของราคาสลากท่านไม่กํากับดูแล จนเกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพ แค่ ๕๖.๒๕ บาท มันเกินจาก ๔๐ บาท ไปอยู่ ๑๖.๒๕ บาท สลากทั้งหมดในระบบตอนนี้มีประมาณ ๖๐ ล้านฉบับ เอา ๖๐ เข้าไปคูณ ๑๖.๒๕ บาท ปีหนึ่งออกสลาก ๒๔ งวด เพราะเดือนละ ๒ ครั้ง คูณเข้าไปอีก เป็นเงิน ๒๓,๔๐๐ ล้านบาท อยู่ในกระเป๋าใครครับ เงินของชาวบ้านทั้งนั้น อยู่ในกระเป๋าใคร ท่านได้เคยดําเนินการใด ๆ บ้าง ในการที่จะควบคุมกําหนดราคา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นครับ วันนี้มันเป็นความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนผู้บริโภค ข้าวของก็แพง เงินก็เฟ้อ สลากก็แพงอีก ไม่รู้ราคาสลากรวมในเงินเฟ้อพื้นฐานท่านหรือเปล่าผมก็รู้ เอาละครับ จากความไร้วิสัยทัศน์ ในการบริหารจัดการใด ๆ ก็ตามของท่าน ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมเอง ในฐานะที่เป็นตัวแทนของพรรคฝ่ายค้านได้มาพูดถึงแนวนโยบายของท่าน ท่านอาจจะยก ตัวเลขมาตอบโต้ มาพูดคุย เราพูดคุยกันได้ครับ แต่ความเป็นจริงที่ชี้ชัดอยู่ในสังคมไทยนั้น คือวันนี้พี่น้องประชาชนยังรู้สึงถึงความเดือดร้อนในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจอยู่ ไม่ได้รู้สึกดี ขึ้นเลยจาก ๒ ปีที่ท่านเข้ามาบริหารงานราชการแผ่นดิน ไม่ได้มีความรู้สึกเลยว่าวันนี้มันมี เงินรายได้เข้ามาในกระเป๋า นี่คือความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดินในด้านของ เศรษฐกิจของรัฐบาลท่าน จากข้อกล่าวหาทั้งหมดที่ผมได้บอกไป การไร้ความสามารถ ในการหารายได้ในเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยที่ลดต่ําลง เรื่องของการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทกับเงินเฟ้อที่ล้มเหลว เรื่องของปัญหาการกระจายรายได้ อย่างไม่เป็นธรรมที่วันนี้มันยังไม่มีความยุติธรรมอยู่เลย เรื่องของการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงของกระแสโลกไม่ทัน ปัญหาการบริหารราคาน้ํามันที่ล้มเหลว การบริหาร งบประมาณที่ไม่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เน้นอยู่กับเรื่องของความมีเสถียรภาพ ของรัฐบาลและพรรคพวก และสุดท้ายมีการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการของกองสลาก กระผมและเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านไม่สามารถที่จะไว้วางใจให้ท่านดํารงตําแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็นําพาเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีครับ ตามสิทธิในข้อบังคับ ท่านสามารถจะชี้แจงได้จากคําอภิปรายของแต่ละท่าน โดยจะรวมก็ได้นะครับ ท่านชี้แจงนะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านประธานครับก่อนที่ผมจะขออนุญาตใช้สิทธิในการชี้แจงการอภิปรายของท่านสมาชิก ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ผมจะขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับ พอดีครั้งนี้ ก็เป็นครั้งที่ ๓ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ทางฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจผม และในครั้งแรกก็ได้มีการยื่นถอดถอน โดยอ้างว่าผมได้ทําการทุจริต ในเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งข้อความเอสเอ็มเอส (SMS) โดยท่านนายกรัฐมนตรี ณ วันที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามารับตําแหน่งเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ผมกังวลว่า ในส่วนของพี่น้องประชาชนที่คอยติดตามฟังการอภิปรายก็มักจะได้ยินในเรื่องของการอ้าง ต่าง ๆ นานา ในส่วนของการกระทําที่ส่อเค้าว่าอาจจะทุจริตต่อการปฏิบัติหน้าที่ สุดท้าย พี่น้องประชาชนก็อาจจะสับสนว่าหลังจากการอภิปรายแล้วมันเกิดอะไรขึ้น มีการยื่นให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดําเนินการอย่างไร หรือไม่ ซึ่งในกรณีที่มีการยื่นญัตติถอดถอนนั้น เรื่องที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติก็ต้องนําเสนอให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า ป.ป.ช. เป็นผู้ไปสืบสวนสอบสวนต่อไป แต่ประเด็นปัญหาของพวกเราที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตก็คือ ฝ่ายค้านก็จะยื่นญัตติอ้าง ว่าเราทุจริต นําเรื่องไปยื่น ป.ป.ช. สุดท้ายผลในการพิจารณาของ ป.ป.ช. ออกมาอย่างไร ฝ่ายค้านมักจะไม่นํากลับมาเสนอให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ ผมต้องขออนุญาต แป๊บเดียวครับ ที่จะขออนุญาตเรียนว่าในส่วนของ ป.ป.ช. ในเรื่องที่ ฝ่ายค้านเคยยื่นถอดถอนผมไว้ ก็ได้มีผลสรุปการประชุมลงมติไว้วันที่ ๒๓ เดือนธันวาคม ที่เพิ่งผ่านไป ปี ๒๕๕๓ ต่อคําถามว่า ในส่วนของการส่งข้อความเอสเอ็มเอสนั้น เป็นการเอื้อ ต่อบริษัทเอกชนหรือไม่ สั้น ๆ ผมขออนุญาตอ่าน ก็คือทาง ป.ป.ช. ได้มีมติว่าเป็นการ ดําเนินการในลักษณะของการขอความร่วมมือจากภาครัฐ ไม่มีข้อตกลงในเรื่องผลประโยชน์ ตอบแทน หรือการยกเว้นภาษีให้แก่บริษัท
เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วง ประท้วงอะไรครับท่านจุลพันธ์
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ผมเข้าใจว่า ท่านรัฐมนตรีกําลังตอบนอกจากประเด็นที่มีการอภิปราย ผมยังสงสัยว่าผมพูดเป็นคนแรก ในเรื่องของกระทรวงการคลัง ไม่ได้มีการพูดถึงประเด็นที่ท่านลุกขึ้นมาตอบเลย ผมจึงกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีว่าเรื่องเวลานี้มันเป็นสิ่งสําคัญ ช่วงนี้ไม่ทันกันแล้ว ผมอยากจะให้ท่านตอบ ตรงประเด็นและประหยัดเวลา เอสเอ็มเอสนี้ของเก่าแล้วนะครับ เราจะได้เดินหน้ากันต่อได้ เอาเรื่องใหม่ดีกว่า ขอบคุณครับ
ก็อย่างนี้นะครับ ผมวินิจฉัย คือเราแบ่งเวลากัน บริหารเวลากัน คณะรัฐมนตรีเขาก็บริหาร จัดการของเขาก็เป็นสิทธิที่รัฐมนตรีจะนําเอาข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องพาดพิงนี้มาประกอบ การอภิปรายของท่านได้ เชิญท่านรัฐมนตรีต่อครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ คือประเด็นทัศนะอย่างนี้ครับที่เป็นปัญหา ท่านมองว่าเรื่องที่ท่านเคย กล่าวหาทุกคนไว้เป็นเรื่องเก่าไม่ต้องรับผิดชอบ ว่ากล่าวหาไปแล้ว สร้างความเสียหายแล้ว ใครจะต้องมารับผิดชอบต่อไป ผลกระทบที่มีต่อชื่อเสียงและความเป็นจริง ผมจึงถือโอกาสนี้ ในการรายงานความเป็นจริง ขออนุญาตอ่านต่อนะครับ แป๊บเดียวครับ ก็คือทาง ป.ป.ช. ก็ได้สรุปว่าเป็นการขอความร่วมมือจากภาครัฐ ไม่มีข้อตกลงในเรื่องผลประโยชน์ตอบแทน หรือการยกเว้นภาษีให้แก่บริษัทที่ดําเนินการจัดส่งข้อความเอสเอ็มเอสดังกล่าวแต่อย่างใด
ต่อคําถามหรือข้อกล่าวหาว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ส่วนตัวให้กับผมและ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ในส่วนของทาง ป.ป.ช. ก็ได้สรุปว่าเรื่องนี้เป็นการดําเนินการ ในลักษณะของการขอความร่วมมือจากภาครัฐ อันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน มิใช่เพื่อประโยชน์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช โดยส่วนตัว
ส่วนต่อข้อกล่าวหาสุดท้ายนะครับว่า เรื่องนี้เป็นการไปกระทบต่อสิทธิ ความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นหรือไม่ ทาง ป.ป.ช. ก็สรุปว่าไม่ได้อยู่ในอํานาจของ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ โดยสรุปทาง ป.ป.ช. ได้มีรายงานไว้ว่า ไม่ปรากฏว่าการกระทําดังกล่าวเป็นการใช้อํานาจโดยมิชอบ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แล้วก็ส่งรายงานไปยังประธานวุฒิสภา ตามมาตรา ๕๔ แห่งร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริตปี ๒๕๔๒ ต่อไป นั่นก็คือเรื่องที่ท่านเคยกล่าวหาผมกับท่านนายกรัฐมนตรีไว้ ก็เพื่อความชัดเจน ต้องขอขอบคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาสให้ผมชี้แจงให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกัน
ทีนี้เข้าสู่เรื่องของการอภิปรายของท่านในวันนี้ ต่อการทํางานของกระผม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องขออนุญาตเรียนก่อนว่าผมฟังแล้วดูเหมือนว่า ท่านยังอยู่ในวังวนความคิดแบบเดิม ๆ ที่มีความเชื่อ อาจจะเรียนมาในวิชาทฤษฎี เศรษฐศาสตร์ว่า ถ้าเรามีนโยบายโดยเฉพาะในโครงสร้างประเทศ อย่างของเราที่ยังมี คนยากคนจนอีกมากมาย ก็ยังมีความเชื่อว่าถ้าเรามีนโยบายที่จะทําให้นายทุนมั่งคั่งร่ํารวย สุดท้ายจะส่งผลต่อการกระจายความมั่งคั่งหรือร่ํารวยนั้นสู่ประชาชนชาวรากหญ้าต่อไป ซึ่งเท่าที่ผมดูจากการทํางานทั้งในภาคเอกชนและในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมว่าในกรณีของประเทศของเรานั้นทฤษฎีเก่า ๆ ของท่านนั้น ใช้ไม่ได้ครับ ผมขออนุญาตเรียนว่าสถิติพิสูจน์ชัดเจนว่าในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาการฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจ ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของนายทุน ชัดเจนว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติต้มยํากุ้ง ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการขยายตัว ทางเศรษฐกิจคือผู้ประกอบการและเจ้าของผู้ถือหุ้นในผู้ประกอบการเหล่านั้น บริษัทที่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์มีอัตราการขยายตัวในส่วนของกําไรมากกว่า ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ในช่วง ระยะเวลานั้น ในขณะที่ถ้าเราไปดูในส่วนของค่าแรงขั้นต่ําซึ่งท่านได้พูดไว้ในเรื่องนี้ เดี๋ยวผมจะวกกลับมาในประเด็นนี้ กลับกลายเป็นว่าผู้ใช้แรงงานขั้นต่ําซึ่งถือว่าเป็นกลุ่ม ผู้ที่ยากจนที่สุดในประเทศของเรา กลับไม่ได้รับผลตอบแทนหรือส่วนแบ่งของผลตอบแทน การขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาเลย ถ้าวัดค่าแรงขั้นต่ําแล้วในช่วง ระยะเวลานั้น ในขณะที่นายทุนกําไรเพิ่มขึ้นกว่า ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผู้ใช้แรงงานขั้นต่ํามีอัตรา ค่าแรงที่อยู่ในระดับเท่าเดิม ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเลย และถ้าหักผลของเงินเฟ้อจะพบว่า เงินหรือรายได้ของเขานั้นปรับลดลงด้วยซ้ําไป นี่คือสาเหตุในส่วนของรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงได้ปรับแนวความคิดในเชิงทฤษฎีนําไปสู่ การนําเสนอนโยบายที่อาจจะแตกต่างกับที่ท่านเรียนมาหรือคุ้นเคย ในส่วนของ กระทรวงการคลังในยุค ๒ ปีที่ผ่านมา ผมขออนุญาตเรียนว่าเราให้ความสําคัญกับ ๓ เรื่อง
เรื่องแรก ก็คือภาระหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการรักษาเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในที่นี่เสถียรภาพเขาวัดด้วยอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็ส่วนหนึ่ง วัดด้วยอัตราแลกเปลี่ยนก็ส่วนหนึ่ง วัดด้วยทุนสํารองระหว่างประเทศก็ส่วนหนึ่ง อัตราเงินเฟ้อส่วนหนึ่ง วัดด้วยหลาย ๆ ดัชนี ซึ่งเกือบ ๆ ทุกดัชนีตอนนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของเรามีความมั่นคงเพียงใด ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดให้พวกเรา ฟังแล้วว่าหน่วยงานที่เขามีหน้าที่ในการจัดลําดับความน่าเชื่อถือของประเทศก็ได้ปรับระดับ ความน่าเชื่อถือของเราเพิ่มขึ้นในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนของเราก็มีเสถียรภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในโครงสร้างเศรษฐกิจของเรา โดยนักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
ส่วนภารกิจที่ ๒ ของกระทรวงการคลังในยุคปัจจุบันนอกเหนือจากการดูแล เรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ก็คือการแก้ไขปัญหาความยากจน เรื่องนี้อาจจะมองว่า เป็นเรื่องใหม่นะครับ สําหรับกระทรวงการคลัง ความจริงหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่โดยตรง ในการที่จะแก้ไขปัญหาความยากจน หรือความเหลื่อมล้ํานั้นไม่มีด้วยซ้ําไป ผมต้องมาตั้งเอา ต้องมาตั้งสํานักงานใหม่ที่ สศค. หรือสํานักงานเศรษฐกิจการคลังเพื่อจะได้มีหน่วยงาน ราชการที่จะคอยติดตามและรองรับงานทางนโยบายที่รัฐบาลของเราได้นําเสนอ ที่มีเป้าหมายวัตถุประสงค์เดียวก็คือการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ํา
ในส่วนของบทบาทของกระทรวงการคลังในการแก้ไขปัญหาความยากจน ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมามีมากมาย ซึ่งเดี๋ยวผมตอบคําถามของท่าน ๘ ข้อ ผมก็คงจะมีโอกาส ได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ก็จะรวมถึงเรื่องของการปรับโครงสร้างภาษีในการนําเสนอ ภาษีทรัพย์สินและที่ดิน เรื่องของการจัดตั้งหรือออกพระราชบัญญัติที่พวกเราในสภาแห่งนี้ ได้ร่วมกันพิจารณา ก็คือการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ เป็นโอกาสครั้งแรกของผู้ที่ ไม่เคยมีโอกาสได้เป็นผู้ประกันตน มีบําเหน็จบํานาญ ไม่ได้เป็นข้าราชการ ไม่ได้เป็นลูกจ้าง บริษัทที่จะออมเงิน โดยมีรัฐบาลสมทบการออมให้กับเขาได้ นี่ก็คือนโยบายของทาง กระทรวงการคลัง รวมไปถึงโครงการในกระบวนการประชาวิวัฒน์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นโครงการที่เพิ่มโอกาสให้กับคนยากคนจนและคนมีอาชีพอิสระ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นนโยบาย ที่กระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับทางกระทรวงอื่น ๆ ในการนําเสนอเพื่อแก้ไขปัญหา ความยากจนและความเหลื่อมล้ํา ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่สําคัญภารกิจที่ ๒ ของ กระทรวงการคลังในยุคปัจจุบัน
ส่วนภารกิจที่ ๓ ที่มีความสําคัญ ก็คือการใช้ทรัพยากรของประเทศ โดยเฉพาะทรัพยากรของประเทศที่อยู่ภายใต้การกํากับดูของกระทรวงการคลังให้มี ผลตอบแทนต่อสังคมที่คุ้มค่า ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือนโยบายของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านมั่น ที่ได้รวบรวมที่ราชพัสดุเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เพื่อมาจัดสรรให้กับพี่น้องเกษตรกร ที่ไม่มีที่ทํามาหากินของตนเอง สามารถที่จะเช่าใช้ได้จากกระทรวงการคลังในอัตราเพียง ไร่ละ ๒๐ บาท/ปี โครงการนี้ก็เป็นโครงการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรของ กระทรวงการคลังที่ดูแลอยู่ให้คุ้มค่า แต่นอกจากนั้นก็หมายถึงการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ต่าง ๆ นอกจากมีประสิทธิภาพในการให้บริการต่อพี่น้องประชาชนในระดับที่สูงขึ้นแล้ว ยังส่งผลตอบแทนที่สูงขึ้นให้กับกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นด้วย ท่านไปดูได้เลยครับ ทุก ๆ รัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชนหรือไม่ก็แล้วแต่ล้วนแล้ว แต่มีผลประกอบการที่ดีขึ้น ตอนที่ผมเข้ามารับตําแหน่งเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว คําถามแรก ๆ ที่ได้รับจากผู้สื่อข่าวก็คือคําถามเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจและความมั่นคงทางการเงินของ รัฐวิสาหกิจถามอยู่ทุกวันครับ การบินไทยจะเจ๊งไหม พวกเรานั่งอยู่วันนี้อาจจะนึกภาพไม่ออก แต่เมื่อ ๒ ปีที่แล้วราคาหุ้นการบินไทยอยู่ที่ ๗ บาท วงเงินสินเชื่อแทบไม่มีต้องวิ่งหมุนเงิน อยู่ทุก ๆ วัน จนกระทั่งวันนี้หลังจากที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังจับมือกัน เอาจริงกับการปรับปรุงแนววิธีการบริหารจัดการที่การบินไทยทําให้ผลตอบแทนต่อรัฐสูงขึ้น กว่า ๑,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ ราคาหุ้นขึ้นไปสูงกว่า ๖๐ บาท ซึ่งก็เป็นผลกําไรให้กับพี่น้องประชาชน คนไทยทุกคนที่ร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้นการบินไทย และในลักษณะเดียวกันผลประกอบการของ รัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ก็ดีขึ้นหมด ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินหรืออื่น ๆ นี่ก็คือตามยุทธศาสตร์ การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่สําคัญที่ ๓ ของทางกระทรวงการคลัง
คราวนี้ผมจะขออนุญาตท่านประธานครับ ที่จะเข้าเรื่องเพื่อที่จะตอบ ความกังวลหรือข้อสังเกตคําอภิปรายของท่านสมาชิกที่รวมอยู่ทั้งหมด ๘ ข้อ เพื่อความชัดเจน ผมจะขออนุญาตทบทวนให้กับท่านสมาชิก แล้วก็พี่น้องประชาชนที่ติดตามฟังการอภิปรายอยู่ ว่า ๘ ข้อของท่านนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง
เรื่องแรก ก็คือเรื่องของปัญหาหนี้สาธารณะในสายตาของท่าน
เรื่องที่สอง ก็คือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
เรื่องที่สาม ก็คือเรื่องประเด็นเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทและเงินเฟ้อ
เรื่องที่สี่ ก็คือเรื่องของการแก้ไขปัญหาความยากจน
เรื่องที่ห้า ก็คือเรื่องของการปรับยุทธศาสตร์ของประเทศเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง ของโลก
เรื่องที่หก ก็คือการบริหารราคาน้ํามัน
เรื่องที่เจ็ด ก็คือนโยบายการตั้งงบประมาณที่ท่านอ้างว่าเป็นการรักษา เสถียรภาพรัฐบาลเป็นหลัก
เรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับสลากการกุศล
ในส่วนของเรื่องแรก เรื่องของหนี้สาธารณะก็ได้มีการอภิปรายกันมาก พอสมควรนะครับ ในหลาย ๆ เวที ในห้องนี้ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา เมื่อวานนี้เองท่าน นายกรัฐมนตรีก็ได้มีโอกาสได้ตอบการอภิปราย ชี้แจงในส่วนของท่านมิ่งขวัญ ก็ได้ชี้ให้เห็น ชัดแล้วว่าอันดับแรก ตัวเลขที่ท่านเองก็ยังใช้อยู่ในวันนี้เป็นตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง ท่านอ้างว่า รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วง ๒ ปี ได้กู้เงินเป็นวงเงินโดยรวม ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนอีกครั้งว่า ๑.๔๙ ล้านล้านบาทนั้น รวมถึงการกู้เพื่อชดใช้การขาดดุลงบประมาณที่รัฐบาลของท่านได้จัดทํามา ก็คืองบปี ๒๕๕๒ แต่เอาละครับ ไม่ติดใจ เพราะว่าในส่วนของตัวกระผมเองนั้น ผมไม่ได้มองว่าปริมาณหนี้ ที่มีเป็นปัญหาต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจของประเทศ ที่สําคัญก็คือการที่ท่านหยิบยก ประเด็นนี้มาอภิปรายครั้งแล้วครั้งเล่า ทําให้ผมได้เข้าใจว่าระดับความเข้าใจของท่านในแง่ของ การกําหนดนโยบายอันควรทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นมีน้อยมาก ขออนุญาตนะครับ เปรียบเทียบเพื่อให้มีความชัดเจนตอนที่เราเข้ามารับภาระหน้าที่นั้น อยู่ในช่วงวิกฤติ ทางเศรษฐกิจ เป็นวิกฤติระดับโลก ซึ่งมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องเพิ่มบทบาท ของตนเองในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากกําลังซื้อของภาคเอกชนนั้นหดหายไป กําลังซื้อ ของประเทศคู่ค้าของเราหายไป ช่วงนั้นทําให้พี่น้องคนไทยกันเองกําลังเริ่มตกงานในจํานวน ที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง ณ เวลานั้นเราคาดว่าอาจจะมีการตกงานสูงถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน หรือแม้แต่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีคนถูกปลดออกจาก ตําแหน่งประมาณเดือนละ ๕๐,๐๐๐ คน ในช่วง ๒-๓ เดือนแรกของการเป็นรัฐบาลของเรา ถ้าเปรียบเทียบให้ชัดนะครับ ขอให้นึกถึงวิกฤติที่ประเทศญี่ปุ่น ณ วันนี้ หลังจากเกิด แผ่นดินไหว หลังจากมีคลื่นยักษ์สึนามิที่พวกเราได้เห็นภาพที่น่าสลดใจในจอโทรทัศน์ของเรา ได้อ่านข่าวตามสื่อต่าง ๆ แล้วก็พวกเรานอกจากส่งกําลังใจไปให้กับพี่น้องเพื่อน ๆ ชาวญี่ปุ่น ที่สนิทสนมใกล้ชิด แล้วก็ช่วยเหลือเราในทุก ๆ ครั้งที่เรามีวิกฤติมาโดยตลอดแล้วเราก็ยัง พอนึกภาพได้ว่าในส่วนของรัฐบาลญี่ปุ่นจากวันนี้ไปเขาจะต้องทําอะไรบ้าง เพื่อฟื้นฟูความเสียหาย ที่เกิดขึ้น ของเราที่เพิ่งตั้งงบประมาณกลางปีไปจัดสรรเม็ดเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดจากอุทกภัยในประเทศของเราเองเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วนั้น เปรียบเทียบกันไม่ได้ครับ ในแง่ของปริมาณเม็ดเงินที่ประเทศญี่ปุ่นจะต้องใช้ในการฟื้นฟู ความเสียหายในประเทศของเขา มีการประมาณการว่าต้องใช้สูงถึง ๑๘๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้ถามว่ารัฐบาลญี่ปุ่นสมควรหรือไม่ ที่จะต้องจัดหาเพื่อแก้ปัญหาฟื้นฟู ประเทศของเขาให้กลับเข้ามาอยู่ในสภาพเดิม ๆ ผมต้องขออนุญาตเรียนมันเป็นภารกิจ ภาระหน้าที่ของทางรัฐบาลที่เขาปฏิเสธไม่ได้แน่นอน และถามว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะหาเงินจากไหน ๑๘๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐนี้ เพื่อที่จะฟื้นฟูประเทศของเขา ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ชาวญี่ปุ่นที่เดือดร้อน ผมขอตอบด้วยคําสั้น ๆ ที่พวกท่านชอบหยิบยกขึ้นมาเป็นคําสกปรกครับ รัฐบาลญี่ปุ่นต้องกู้ ไม่มีทางอื่นครับ ถามว่าการกู้เงินโดยรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนของเขาในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ผิดไหม ถ้าท่านเป็น ส.ส. ฝ่ายค้านในสภา ของประเทศญี่ปุ่น ท่านอภิปรายบอกว่า นี่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องไม่ควรที่ต้องกู้เงิน ขาดวินัยทางการคลัง แต่ท่านไม่เข้าใจสถานการณ์และความจําเป็นต่อสถานการณ์นั้น ๆ ในการกําหนดนโยบาย เพราะฉะนั้นผมมองย้อนกลับไปนะครับเมื่อ ๒ ปีที่แล้วเรามีวิกฤติ เราเองก็มีความจําเป็นที่จะต้องกู้เงินมาแก้วิกฤติ ทีนี้ผลต่อเสถียรภาพ ท่านว่าที่นายกรัฐมนตรี ของท่านนะครับ ได้ใช้คําว่า อาจจะทําให้เศรษฐกิจถึงขั้นหายนะ ผมขออนุญาตเรียนนะครับ วิธีการเปรียบเทียบว่าระดับหนี้สาธารณะนั้นจะส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจหรือไม่นั้น มีอยู่ ๒ วิธีหลัก ๆ วิธีแรกท่านนายกรัฐมนตรีก็ชี้ให้ท่านเห็นแล้วเมื่อวานนี้ ท่านไม่บอกว่า ระดับหนี้สาธารณะ เมื่อเทียบกับรายได้ของประเทศโดยรวมคือจีดีพีนั้นอยู่ในระดับที่ ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด ซ้ําแล้วอยู่ในระดับที่ต่ํากว่าระดับต่ําสุดของรัฐบาลในอดีต ของท่านด้วยซ้ําไป และ ณ ปัจจุบันผมขอเรียนให้ท่านได้รับทราบว่าทุก ๆ เดือน ตั้งแต่ ประมาณเดือนกันยายนของปีที่แล้ว ระดับหนี้สาธารณะปรับลดลงเกือบทุกเดือน ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ระดับประมาณ ๔๑ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ เทียบกับรายได้โดยรวมของประเทศ แต่อีกวิธีหนึ่ง ที่จะดูว่าเราแบกรับภาระหนี้สินนี้ได้หรือไม่ ก็คือดูภาระหนี้ต่องบประมาณ ก็คือดูว่า เรามีความจําเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อที่จะมาดูแลเรื่องของการชดใช้คืนหนี้ หรือการชําระดอกเบี้ยในแต่ละปีนั้นเป็นสัดส่วนเท่ากับกี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวม ผมขออนุญาตเรียนว่าในส่วนของปี ๒๕๕๓ นั้นเป็นปีหลังจากการกู้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ของประเทศ ภาระต่องบประมาณในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของเราอยู่ที่ ๑๑.๖๔ เปอร์เซ็นต์ ส่วนในปีงบประมาณปีปัจจุบันปี ๒๕๕๔ ปรับลดลงมาเหลือ ๙.๑๔ เปอร์เซ็นต์ และในกรอบงบประมาณปี ๒๕๕๕ ที่คณะรัฐมนตรีของเราได้อนุมัติไปแล้ว ระดับสัดส่วนงบประมาณที่ต้องจัดสรรให้กับการบริหารหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับเพียงแค่ ๘.๖๘ เปอร์เซ็นต์ ลดลงทุกปีครับ ถ้าท่านอยากทราบว่าแล้วในอดีตสมัยรัฐบาลของท่าน สัดส่วนการจัดสรรงบประมาณเพื่อการบริหารหนี้สาธารณะอยู่ในระดับเท่าใดนั้น ก็อยู่ในระดับ สูงกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เกือบทุกปีครับ ตอนนี้ของเราบริหารให้ลงมาต่ํากว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว อยู่ที่ ๙.๑๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วปีหน้าจะลดลงไปอีกที่ ๘.๖๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในแง่ของ ผลต่อเศรษฐกิจเราสามารถที่จะรับภาระหนี้สาธารณะนี้ได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ต่อเสถียรภาพ และผมก็กล้าที่จะพูดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลด้วยที่จะต้องรับภาระนี้ แทนประชาชน ท่านพูดบอกว่า สุดท้ายประชาชนก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ จริง ๆ แล้ว ผมขออนุญาตเรียนครับ สามัญสํานึก ไปถามชาวบ้านได้เลยครับว่าเขานี่อยากที่จะเป็นหนี้ ด้วยตัวเขาเองหรือเขาอยากจะให้รัฐบาลเป็นหนี้แทนเขา ไม่ต้องคิดมากครับ มันชัดเจน รัฐบาลเข้มแข็ง แข็งแรง เราแบกรับภาระหนี้สินแทนประชาชนได้ ทําไมเราไม่ทําละครับ หรือท่านอยากจะบอกว่ารัฐบาลไม่ต้องกู้ไม่ต้องไปทําโน่นทํานี่ ไม่ต้องมีนโยบายประกันรายได้ ไม่ต้องมีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ปล่อยให้ประชาชนดิ้นรนต่อสู้เอาเอง ถ้าประชาชนตกงานก็ไปกู้เอาเอง เพราะตอนนั้นก็จะไม่มีรายได้แล้ว รัฐบาลผมไม่ทําอย่างนั้นครับ เรามองว่ารัฐบาลของเรา แบกรับภาระหนี้นี้ได้แทนพี่น้องประชาชน และเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทําเช่นนั้น โดยไม่มีผลกระทบต่อศักยภาพและความมั่นคงในระยะยาวของเศรษฐกิจของประเทศของเรา นั่นก็คือประเด็นแรกของท่านนะครับในเรื่องของหนี้
ในเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนว่า หลังจากที่เราได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก็คือปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ แล้วเราก็ได้จัด นโยบายในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ําการแก้ไขปัญหาความยากจนแล้ว สิ่งที่เราได้หันมา ให้ความสําคัญก็คือการยกระดับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ท่านเอง ได้กล่าวถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เราจะเชื่อมประเทศจีนผ่านประเทศไทยลงไปสู่ ประเทศมาเลเซีย เรื่องนี้ก็อยู่ในช่วงของการดําเนินการ จะเป็นการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลจีน แล้วขั้นต่อไปหลังจากที่ทางสภาได้อนุมัติให้ทางรัฐบาลไปเจรจาเอ็มโอยู (MOU) ก็คือไปเจรจาเอ็มโอยู เพื่อนํากลับมาเสนอให้รัฐสภาได้มีโอกาสพิจารณาก่อนที่จะ มีการลงนาม
เรื่องของแผนการพัฒนาระบบน้ํา รัฐบาลนี้ก็ได้ทําเสร็จแล้ว ครม. ได้มีโอกาส พิจารณามูลค่าโครงการโดยรวม ๑.๗ ล้านล้านบาท ซึ่งภาระหน้าที่ต่อไปของผมในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็คือมีส่วนในการที่จะวางแผนการจัดสรรเม็ดเงิน งบประมาณเพื่อที่พี่น้องเกษตรกรชาวไทยจะได้มีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึงแหล่งน้ํา เพื่อเพิ่มรายได้จากการทําเกษตรกรรม เหล่านี้ก็เป็นโครงการที่มีความชัดเจนและเป็นความตั้งใจ ของรัฐบาลที่จะดําเนินการต่อไป แม้แต่ระบบโทรคมนาคมซึ่งมีปัญหามากมายจนถึงทุกวันนี้ พวกผมก็ยังพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคของท่านในการแก้สัญญาสัมปทานโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมายอยู่เลย และเมื่อเราให้กับพี่น้องประชาชนที่ทันสมัย ในช่วงที่ผ่านมามีประเด็น ปัญหาทางกฎหมายในการประมูลคลื่นความถี่เพื่อนํามาซึ่งการใช้บริการ ๓ จี (3G) เราก็ได้ ดําเนินการเพื่อที่จะเสนอกฎหมายใหม่ให้ผ่านสภาโดยเร็ว และนอกจากนั้นก็ได้จัดสรร เม็ดเงินงบประมาณให้กับรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องสามารถที่จะให้บริการพี่น้องประชาชน สามารถใช้บริการ ๓ จีได้
ในส่วนของบทบาทของรัฐวิสาหกิจก็มีความชัดเจน เดิมทีรัฐบาลของท่าน บอกว่าอยากให้รัฐวิสาหกิจเป็นคนไปซื้อบริษัทของเอกชนมา เราคิดต่างครับ ในส่วนของ รัฐบาลของเรา ย้อนกลับไปที่ประเด็นที่ผมเอ่ยเมื่อสักครู่เรื่องของการบริหารทรัพยากร ให้คุ้มค่าที่สุด เรามองว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เอกชนให้บริการได้พร้อมลงทุน เราขอให้เอกชน เป็นผู้ทํา ไม่จําเป็นต้องใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนไปลงทุนเอง รู้ก็รู้กันอยู่ว่าเอกชน เขาลงทุน เขามีประสิทธิภาพมากกว่า ดังนั้นในกรณีของการให้บริการ ๓ จีของทาง กสท. จึงกลับกลายเป็นเอกชนเป็นผู้ใช้เม็ดเงินลงทุนแทนรัฐบาล ซึ่งเหล่านี้ก็จะนํามา ซึ่งการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากนั้นขีดความสามารถ ในการแข่งขันไม่ได้อยู่ในโครงการใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่อยู่ในความสามารถในการแข่งขันของ ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้นไม่เคยได้มีโอกาส โดยเฉพาะโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงิน เมื่อสักครู่ท่านอภิปรายนะครับ บอกว่าเอสเอ็มอี แทบจะต้องกราบขอวงเงินสินเชื่อ แต่ประเด็นในอดีตนี่นะครับ เอสเอ็มอีในสมัยรัฐบาล ของท่านเวลากราบขอ เขากราบขอใครครับ ก็กราบขอนักการเมือง นี่คือประเด็นปัญหา ของธนาคารเอสเอ็มอีที่ผมและท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการท่านประดิษฐ์ต้องมาสะสาง แก้ไขปัญหากันต่อ ณ วันที่เรารับเอสเอ็มอีมาจากท่าน สัดส่วนหนี้เสียสูงกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของสินเชื่อทั้งหมด เป็นเพราะอะไรครับ เป็นเพราะสินเชื่อให้กับพรรคให้กับพวก ใครไม่มีเส้นสายไม่เคยมีโอกาสได้เข้าถึงวงเงินสินเชื่อเหล่านี้ เรามีความจําเป็นต้องเพิ่มทุน โดยใช้งบไทยเข้มแข็งให้กับสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อสถาบันการเงินของรัฐทุกสถาบัน สามารถที่จะเป็นที่พึ่งเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก และขนาดกลางได้ และยุทธศาสตร์นี้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสําคัญที่ทําให้เราสามารถช่วยนําพา เศรษฐกิจของเราให้ฝ่าด่านวิกฤติเศรษฐกิจของโลกในช่วงปี ๒๕๕๒ ได้ เพราะปีนั้น ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นของเอกชนเขาไม่ปล่อยวงเงินสินเชื่อ ตอนนั้นวิกฤตการณ์ทําให้ เขากลัวต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหาย นโยบายของกระทรวงการคลังในปีนั้นก็คือ สนับสนุนให้กับสถาบันการเงินของรัฐเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน และโดยเฉพาะให้เน้น การปล่อยวงเงินสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ปีนั้นเดิมที เขามีเป้าหมายว่าจะขยายวงเงินสินเชื่อ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมจําได้ สุดท้ายแล้ว เราสามารถที่จะขยายวงเงินสินเชื่อของสถาบันของรัฐในปีวิกฤติได้สูงถึง ๑.๓ ล้านล้านบาท นี่คือนโยบายทางการเงินที่เราได้ใช้ในการที่จะหล่อเลี้ยงและส่งเสริมขีดความสามารถ ในการแข่งขันของผู้ประกอบการ
ในส่วนของประเด็นที่ ๓ ที่ท่านได้พูดถึงเรื่องของเงินเฟ้อ และเรื่องของ อัตราแลกเปลี่ยน ผมขออนุญาตเรียนนะครับ อันดับแรกเวลาท่านบอกว่า อัตราแลกเปลี่ยน เป็นปัญหา ผมไม่แน่ใจว่าจริง ๆ ท่านหมายความว่าอย่างไร แต่หลังจากฟังการอภิปราย ของท่านไปสักพักหนึ่ง ผมเข้าใจว่าที่ท่านมองว่าเป็นปัญหานี้คือเงินบาทมันมีมูลค่าสูงเกินไป ตรงนี้ผมแนะนําว่าท่านควรจะไปคิดใหม่นะครับ ท่านควรจะคิดใหม่ เพราะในขณะเดียวกัน ท่านก็อภิปรายว่าท่านเป็นห่วงเรื่องของเงินเฟ้อ ท่านทราบใช่ไหมว่าเงินบาทยิ่งอ่อนค่าเท่าใด เงินเฟ้อก็จะยิ่งสูงขึ้น เงินบาทยิ่งมีค่าน้อยเท่าไร ราคาสินค้าที่เป็นราคาสินค้าทุนจาก ต่างประเทศที่ยังต้องซื้ออยู่ น้ํามันครับชัดเจน ก็ต้องใช้เงินบาทมากขึ้น ราคาเมื่อคิดเป็น เงินบาทก็จะสูงขึ้น พี่น้องประชาชนเดือดร้อนแน่นอน เพราะฉะนั้นเสถียรภาพในแง่ของ อัตราแลกเปลี่ยนที่มีระดับ ที่มีความพอดี จะเป็นตัวที่ทําให้ผู้ส่งออกของเราสามารถแข่งขันได้ แล้ววันนี้ตัวเลขก็ชัดเจนนะครับ เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกของเราเลย อัตราการส่งออก เพิ่มขึ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวานก็ยืนยัน ว่าท่านก็เชื่อมั่นว่าปีนี้ท่านติดต่อพูดคุยกับผู้ส่งออกเกือบหมดทุกอุตสาหกรรมแล้วได้รับ การยืนยันว่าการส่งออกก็จะมีการขยายตัวต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นในระดับนี้เขาอยู่ได้ ที่สําคัญก็คือ เงินที่มีค่ามากขึ้นในกระเป๋าของคนไทยทุกคน ทําให้กําลังซื้อของเราสูงขึ้น ทําให้ราคาน้ํามัน ไม่ปรับขึ้นไปสูงกว่าที่ปรับขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาท่านวิเคราะห์ปัญหา ผมคิดว่ามันง่าย แล้วก็เข้าใจว่าเป็นหน้าที่ของท่านในฐานะฝ่ายค้านที่จะต้องมองว่าทุกอย่างเป็นปัญหาหมด แต่ท่านกําลังบอกว่าเงินบาทอ่อน ในขณะเดียวกันเงินเฟ้อก็สูง จริง ๆ แล้วมันขัดกันครับ ท่านต้องเลือกเอาทางใดทางหนึ่ง ที่เราเลือกก็คือ เลือกเอาระดับที่มีความสมดุล ท่านพูดถึงนโยบายของทางกระทรวงการคลัง ที่ความจริงท่านเข้าใจผิด ท่านบอกว่า เป็นการเก็บแคปปิตอล เกน แท็กซ์ จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ จริง ๆ ก็คือในส่วนของเกณฑ์ที่เรา ปรับเปลี่ยนนี้ เราปรับเปลี่ยนนิดเดียวจริง ๆ คือแต่เดิมอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ถือ โดยนักลงทุนที่เป็นนักลงทุนต่างชาติ ได้รับการยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่าย เราก็ยกเลิก ตรงนี้เสีย เพราะอันดับแรกเรามองว่ามันลักลั่นกับสิทธิของนักลงทุนที่เป็นคนไทยที่ต้อง ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ในส่วนนี้ เรายกเลิกเพราะอะไร เพราะเราอยากส่งสัญญาณครับ ส่งสัญญาณให้โลกภายนอกว่า ถ้าคุณมาเก็งกําไรกับเรา มาปั่นราคาอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทของเรา เราจะไม่ลังเล ในการที่จะใช้มาตรการในการที่จะควบคุม แต่การบริหารจัดการในเรื่องนี้ผมต้องขออนุญาต เรียนว่ามันเป็นศิลปะ ถ้าเราไปใช้มาตรการ ใช้ยาแรงเหมือนที่ใช้กันในช่วงปี ๒๕๕๐ ดูสิครับ เกิดอะไรขึ้น ประเทศชาติเสียหายมากมาย ผมทราบดีว่าท่านก็เห็นด้วยกับผมในประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นการดูแลทางด้านจิตวิทยาให้เขากลัวเรา ในขณะเดียวกันไม่ต้องใช้ยาแรง จนถึงกระทั่งทําให้เราต้องเสียหายด้วย เป็นศิลปะในการบริหารจัดการ และผมต้อง ขออนุญาตเรียนตั้งแต่วันที่เราออกนโยบายนี้ เงินบาทนิ่งเลยครับ ไม่ได้มีการปรับขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นผมถือว่าการบริหารโดยใช้นโยบายนั้น ในจังหวะเวลานั้น ด้วยการร่วมมือ อย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย ประสบความสําเร็จ แล้วก็เป็นที่ยอมรับในสากลโลกว่าเรามีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ไม่ได้ขัดขวางต่อต้าน เรื่องของการลงทุนในต่างประเทศแต่อย่างใด แต่ขณะเดียวกันเขาเกรงใจเรา เขากลัวเรา เนื่องจากเราส่งสัญญาณนี้ออกไปให้กับเขา ส่วนท่านเปรียบเทียบหลายครั้ง แล้วตรงนี้ เป็นประเด็นที่ผมเป็นห่วงจริง ๆ ท่านบอกดูประเทศเวียดนามสิ ทําไมไม่ทําแบบ ประเทศเวียดนาม ปรับลดค่าเงินของเขา ๔-๕ หนแล้วในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา ท่านครับ ท่านทราบไหมว่าประเทศเวียดนามเขาไม่ได้เลือกที่จะปรับนะครับ เขาถูกบังคับให้ปรับ เหมือนกับเราเมื่อปี ๒๕๔๐ รัฐลบาลที่ตอนนั้นท่านทะนงเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ต้องปรับลดเงินบาท ไมใช่เป็นผลสําเร็จนะครับ หรือว่าท่านมองต่าง สาเหตุที่ประเทศเวียดนามเขาต้องปรับลดค่าเงิน เพราะเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเขาไม่มี ท่านทราบไหมครับว่าเวลาปรับลดค่าเงินมันเกิดผลอย่างไรต่อประชาชนชาวเวียดนาม เมื่อประมาณเดือนที่แล้วผมยกตัวอย่างให้ชัด ๆ เลย ณ วันที่คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุม ครม. ประจําอาทิตย์ที่บ้านเรานี้ครับ คณะรัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรี และมีมติว่า เราจะมีนโยบายให้พี่น้องประชาชนที่ยากจนใช้ไฟฟ้าน้อย ต่ํากว่า ๙๐ หน่วย/เดือน สามารถ ที่จะใช้ไฟฟรีได้อย่างถาวร วันเดียวกันเลยนะครับ ที่ประเทศเวียดนามรัฐบาลเขาประกาศ ปรับค่าไฟของเขาขึ้นให้กับประชาชนทุกคน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรครับ เพราะค่าเงิน เขาอ่อน เพราะเศรษฐกิจเขาขาดเสถียรภาพ ดุลการค้าเขาติดลบ ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ และตอนนี้ทุนสํารองระหว่างประเทศเกือบจะไม่เหลือ ท่านทราบไหมว่าประเทศเวียดนาม ที่ท่านชื่นชมนี่ อีกไม่นานอาจจะต้องไปกู้ยืมเงินจากไอเอ็มเอฟ ผมคิดว่าท่านอาจต้องไปคิดใหม่ ในหลาย ๆ เรื่อง คือเข้าใจว่าอยากที่จะอภิปราย อยากที่จะตําหนิ แต่ในหลักความคิดนั้น ผมกังวลครับว่าถ้านี่เป็นนโยบายความคิดทางเศรษฐกิจของพรรคของท่านประเทศชาติ มีปัญหาแน่ถ้าสมมุติท่านเกิดชนะเลือกตั้งขึ้นมาในไม่กี่อาทิตย์ที่กําลังจะถึงนี้
ส่วนประเด็นที่สําคัญที่ท่านพูดถึงในเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อ ท่านพูดถึง เรื่องของค่าแรงขั้นต่ํา ตรงนี้ตอนแรกผมไม่แน่ใจว่าผมฟังท่านถูกหรือเปล่านะครับ แต่ท่าน พูดชัดครับว่านี่คือการปีนบันไดลิง นี่คือคําพูดของท่านว่า นโยบายนี้ของรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรี ในการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ําให้กับพี่น้องประชาชนที่ยากจน เป็นนโยบายที่ท่านเรียกว่า เป็นนโยบายปีนบันไดลิง และท่านพูดผมจดไว้เลยว่า แนวคิดนี้ ไม่รู้ไปเอามาได้อย่างไร ผมขอถามสั้น ๆ ว่า พรรคเพื่อไทยมองว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ํา ระดับปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมแล้วหรืออย่างไรครับ ท่านพูดให้ชัดเลยว่าพรรคเพื่อไทย ไม่มีนโยบายที่จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ําให้กับพี่น้องประชาชน เพราะพรรคประชาธิปัตย์พูดไว้ชัด ว่าเราจะเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ําให้กับพี่น้องประชาชน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ใน ๒ ปี และผมคิดว่า การเพิ่มนี้ก็จะไม่มีผลกระทบต่อการลดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ พูดคุยกับผู้ประกอบการมาทุกภาคอุตสาหกรรม เขาก็เห็นและเข้าใจในประเด็นความจําเป็น ในแง่ของความอยู่รอดของพี่น้องประชาชนที่ควรจะได้รับการปรับค่าแรงขั้นต่ําเพิ่มขึ้น ความจําเป็นในส่วนของผู้ประกอบการก็คือ เขาต้องยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ทางด้านอื่น ๆ เพื่อมาชดเชย และนี่ก็คือการพัฒนาตามเส้นทางที่ถูกต้องของประเทศที่มี การพัฒนามาแล้วหลายสิบปี เพราะฉะนั้นนโยบายค่าแรงขั้นต่ําอาจจะเป็นนโยบายของ พรรคเพื่อไทย แต่ยืนยันว่าไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลนี้ครับ
ในส่วนของปัญหาที่ ๔ ที่ท่านพูดถึงก็คือ ท่านบอกว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ให้ ความสนใจ ไม่มีนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนหรือแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําเลย ผมก็ไม่ทราบว่าท่านติดตามข่าวสารบ้านเมืองผ่านสื่ออะไร แต่ต้องขออนุญาตเรียนว่าภารกิจ ที่สําคัญที่ผมได้แจ้งให้ท่านทราบในส่วนของทางกระทรวงการคลังนั้น ภารกิจหนึ่งก็คือ การแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ํา และรัฐบาลนี้ได้ผลักดันนโยบายตั้งแต่ วันแรกของการเข้ามาเป็นรัฐบาล เป้าหมายวัตถุประสงค์หลักก็คือ การแก้ไขปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ํา สิ่งแรกที่เราได้ทําให้กับพี่น้องประชาชนที่ด้อยโอกาสทันทีภายใน ๙๙ วันแรกของการเป็นรัฐบาล ก็คือการจัดให้ผู้สูงอายุที่ไม่มีสิทธิได้รับบําเหน็จบํานาญ ในระบบประกันสังคมต่าง ๆ สามารถที่จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเท่ากันทุกคนทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตระหนักอีกว่าค่าใช้จ่ายที่สําคัญส่วนหนึ่งของ พี่น้องประชาชนที่ยากจนก็คือค่าเรียนของลูกหลาน จึงได้จัดนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี ก็เป็นสิ่งที่ทําใน ๙๙ วันแรกของการเป็นรัฐบาล นอกจากนั้นไม่ใช่เพียงแค่การลดค่าใช้จ่าย แต่ก็เป็นข้อครหาต่อสังคมไทยมายาวนานว่าเป็นไปได้อย่างไรที่พี่น้องเกษตรกรโดยรวม กว่าครึ่งหนึ่งของประเทศกลับต้องเป็นกลุ่มอาชีพที่ยากจนที่สุด พ่อค้าคนกลางนายทุนร่ํารวย เกินไป แต่ชาวไร่ชาวนากี่ยุคกี่สมัยก็ยังยากจน นี่ก็คือสาเหตุที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้ตั้งใจไว้แต่แรกสมัยที่พวกเรายังเป็นฝ่ายค้านอยู่ว่าวันใดวันหนึ่งที่เรามีโอกาสเราจะต้อง ยืนหยัดประกันรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรให้เขามีความมั่นใจได้ว่าในอาชีพของเขาที่เขา เลือกนี้เป็นอาชีพที่นอกจากจะสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติและพี่น้องประชาชน จํานวนมากแล้ว ต้องเป็นอาชีพที่มีผลตอบแทนต่อน้ําพักน้ําแรงของเขาที่เป็นธรรม และนี่คือ นโยบายการประกันรายได้นะครับ ที่ทําให้รายได้ของพี่น้องเกษตรกรนั้นปรับเพิ่มสูงขึ้น ท่านอาจจะคิดว่าเพิ่มสูงขึ้นจริงหรือ ผมขออนุญาตเรียนว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถิติที่ล่าสุดเลยครับ ตัวชี้วัดทุกตัวทางเศรษฐกิจที่ทางข้าราชการกระทรวงการคลังได้มอบ ให้กับผม ชี้ให้เห็นว่าพี่น้องเกษตรกรตามชนบทล้วนแล้วแต่มีรายได้ที่สูงขึ้นทั้งสิ้น ยอดขาย มอเตอร์ไซค์ที่เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนถึงกําลังซื้อของพี่น้องประชาชนปรับเพิ่มขึ้นเกือบ ๑๖ เปอร์เซ็นต์เทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นในลักษณะนี้มาทุก ๆ เดือน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ของกระทรวงการคลังที่จัดเก็บได้ในช่วงที่ผ่านมาในพื้นที่ชนบทเพิ่มขึ้นทุกจังหวัด สะท้อนให้เห็น ถึงกําลังซื้อของพี่น้องประชาชนที่เพิ่มขึ้น แต่ที่สําคัญครับ ไม่ใช่เพียงแค่การจับจ่ายใช้สอย เท่านั้นที่เพิ่มขึ้น ผมเองเป็นประธาน ธ.ก.ส. ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมก็ได้รับรายงานจาก ธ.ก.ส. ว่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ไม่ถึง ๑๐ ปีหรอกครับ ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๙ จํานวนบัญชีเงินฝากที่ ธ.ก.ส. ที่เป็นธนาคารที่ให้บริการแก่พี่น้องเกษตรกรโดยตรง ได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ ๑๐ ล้านบัญชีมาเป็น ๒๑ ล้านบัญชีในวันนี้ และเงินฝากโดยเฉลี่ย ต่อบัญชี ไม่ใช่จํานวนบัญชีเพิ่มขึ้นอย่างเดียว แต่เงินฝากโดยเฉลี่ยต่อบัญชีเพิ่มขึ้น ภายในเพียงแค่ ๒ ปีที่ผ่านมา จาก ๒๗,๐๐๐ บาทต่อบัญชี เป็น ๓๓,๐๐๐ ต่อบัญชี นี่คือตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่านโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ําเริ่มส่งผลให้กับ พี่น้องประชาชน ผมเน้นคําว่า เริ่มส่งผล เพราะว่าเราตระหนักดีว่าภารกิจ ภาระหน้าที่ ของเราทางด้านนี้ยังไม่จบสิ้น แต่นอกเหนือจากนโยบายที่ผมได้กล่าวไปแล้วนะครับ ในส่วนของรัฐบาลเราตระหนักว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างถาวรก็คือการแก้ไข ปัญหาทางด้านโอกาสและทางด้านเศรษฐกิจนั้น โอกาสที่มีความเหลื่อมล้ํามาโดยตลอด และรัฐบาลนี้มีผลงานที่ชัดเจนในการแก้ประเด็นปัญหา ก็คือโอกาสการเข้าถึงแหล่ง ที่ทํามาหากินและโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงิน ในส่วนของแหล่งที่ทํากินก็มีนโยบาย โฉนดชุมชนที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปเปิดโครงการนําร่องมาแล้ว ผมก็ได้กล่าวถึงนโยบาย ในส่วนของกระทรวงการคลังที่ได้รับความร่วมมือจากทุกกระทรวงในการรวบรวมที่ราชการ เกือบ ๑,๐๐,๐๐๐ ไร่ ที่ราชการรับไปแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และเราประเมินว่ามี ความเหมาะสมสามารถมาปรับแต่งเป็นที่ทําการเกษตรได้ ทางกระทรวงการคลังเดินหน้า ในการมอบสัญญาการเช่าที่เหล่านี้จํานวนอย่างน้อยปีละ ๕๐,๐๐๐ ไร่ทุก ๆ ปี นี่ก็คือ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่ทํากิน
ในส่วนของการเข้าถึงแหล่งเงิน รัฐบาลนี้ก็เป็นรัฐบาลแรกนะครับที่เราได้ ตระหนักและเข้าใจถึงปัญหาการกู้หนี้ยืมสินของพี่น้องประชาชน และเราเห็นใจ พี่น้องประชาชนที่ไม่เคยมีโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ทําให้เขาต้องไปกู้ยืม จากนายทุนในอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม ร้อยละ ๕ ร้อยละ ๑๐ ร้อยละ ๒๐ ต่อเดือนนะครับ มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ รัฐบาลเราจึงได้จัดโครงการการแก้หนี้นอกระบบ ไม่ได้เป็นการยกหนี้ให้ครับ เพราะในขณะเดียวกันเราก็ต้องการส่งเสริมวัฒนธรรมการมีวินัย ทางการเงินการคลัง แม้แต่ในระดับครัวเรือน เราออกนโยบายเป็นการโอนหนี้นอกระบบ เพราะเขาไม่สามารถกู้ยืมจากในระบบได้ เข้ามาสู่ระบบการกู้ยืมจากธนาคารในสังกัด ของกระทรวงการคลัง จากที่เคยเสียดอกเบี้ยอยู่ร้อยละ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มาเสียดอกเบี้ย เพียงแค่ร้อยละ ๑ เปอร์เซ็นต์ ให้ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และอื่น ๆ ตรงนี้สามารถประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยที่เขาต้องชําระให้นายทุนในอดีตได้ถึงประมาณเดือนละ ๔,๐๐๐ ล้านบาทให้กับพี่น้องประชาชนเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คน รัฐบาลอื่น ๆ ก่อน ๆ หน้านี้ เคยมีครับ ความพยายามที่จะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แต่ไม่เคยมีใครทําได้ถึงขนาดนี้ แต่มันก็ยังไม่จบครับ พี่น้องประชาชนที่ยังต้องพึ่งพาการกู้ยืมจากนายทุนยังมีอีกจํานวนมาก หลาย ๆ คนก็ติดต่อมาโดยตลอดว่าเมื่อไรเราจะเปิดขึ้นทะเบียนรอบ ๒ เราเปิดแน่ครับ แต่จากนอกจากแก้ไขปัญหาที่ปลายทาง คือการแก้ผู้ที่เป็นหนี้แล้ว เราตระหนักว่าสิ่งที่เรา ต้องทําก็คือ แก้ที่ต้นเหตุ ต้นทาง ส่วนหนึ่งก็คือการเพิ่มภูมิความรู้เป็นภูมิคุ้มกันให้กับ พี่น้องประชาชน นี่คือโครงการหมอหนี้ ที่เราได้จัดการฝึกอบรมอาสาสมัครจากทุกหมู่บ้าน ทั่วประเทศ เพื่อให้อาสาสมัครหมอหนี้สามารถที่จะไปเผยแพร่ความรู้ที่ได้รับในการที่จะสอน ให้เพื่อนบ้านจัดทําบัญชีครัวเรือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการมีวินัยทางการคลังระดับครัวเรือน นอกจากนั้นเราก็ได้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ โดยให้ธนาคารออมสินกับ ธ.ก.ส. จัดวงเงิน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท หมู่บ้านละประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นวงเงินเพื่อที่จะให้ ผู้ที่เข้าโครงการหมอหนี้แล้วสามารถที่จะกู้ยืมได้ผ่านโครงสร้างคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ในกรณีที่เขามีความจําเป็นต้องเข้าถึงเงิน แล้วนี่ก็คือภูมิคุ้มกันที่ดีในกรณีที่ชาวบ้าน มีความจําเป็นต้องใช้เงิน ไม่จําเป็นที่จะต้องไปกู้ยืมจากนายทุนอย่างเช่นในอดีต นอกจากนั้น เราก็ร่วมกับทางรัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีในการที่จะเพิ่มบทบาทของไปรษณีย์ไทยให้มีโอกาส ในการให้บริการทางการเงินให้กับพี่น้องประชาชนชาวรากหญ้าด้วย ซึ่งเรากําหนดนโยบาย ไว้ชัดเจนว่าวงเงินสินเชื่อเบื้องต้นจะอยู่ระดับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท/คน คือพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม ผู้ยากจนที่ในอดีตไม่เคยมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินในระบบอย่างเป็นทางการ เพราะฉะนั้น ผมไม่ทราบว่าท่านไปอยู่ที่ไหนมาครับ ถ้าท่านไม่ทราบถึงความตั้งใจและนโยบายเหล่านี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนโยบายที่รัฐบาลนี้ได้จัดทําเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ํา ท่านได้พูดถึงและทวงถามถึงพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่าหายไปไหน ผมต้อง ขออนุญาตเรียนว่าผมก็ได้มีการชี้แจงในเรื่องนี้เป็นช่วง ๆ ขั้นตอนการพิจารณากฎหมายก็คือ ต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หลังจากนั้นส่งไปที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตรวจสอบ ทบทวนร่าง และสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็จะมีข้อเสนอแนะ ในแง่ของประเด็นที่อาจจะเสนอแก้ไขกลับมาให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนที่ คณะรัฐมนตรีจะส่งเข้ามาบรรจุเป็นวาระในสภา ในส่วนของกฎหมายฉบับนี้ก็ต้องยอมรับว่า มีความสลับซับซ้อน แต่ผมเองได้เข้าไปชี้แจงให้กับคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อประเด็นคําถาม ในเชิงนโยบายที่ยังเหลืออยู่เมื่อประมาณ ๓ อาทิตย์ที่แล้ว และทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็คาดว่าน่าที่จะสามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จส่งกลับมาให้ ครม. ได้ภายในประมาณ อีกไม่เกิน ๒ อาทิตย์ หลังจากนั้นพวกเราในสภานี้ก็จะมีโอกาสที่จะร่วมกันพิจารณา และผมหวังอย่างยิ่งว่าผมเองก็จะได้รับการสนับสนุนจากทางฝ่ายค้านต่อพระราชบัญญัติ ที่มีความสําคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําก็คือ พ.ร.บ. ภาษีทรัพย์สินและที่ดิน อันนี้ก็คือเบื้องต้นในส่วนของนโยบายของรัฐบาลและความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาความยากจนประเด็นที่ ๔ ที่ท่านได้อภิปราย
ส่วนประเด็นที่ ๕ ท่านพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของโลก แล้วก็ท่าทีบทบาท ของเรา ท่านบอกว่าประเทศต่าง ๆ ไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับเรา ต่าง ๆ นานาแล้วบทบาท ของเรานั้นมีน้อย ต้องขออนุญาตเรียนว่าไม่เป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าปัญหาในส่วนของบทบาท ของเราที่มีมากที่สุด อันนี้เรียนตามตรงเลยครับ ไม่ได้ต้องการที่จะเปิดแผลเก่าแต่อย่างใด แต่ถามว่าปัญหาในเวทีระดับชาติที่เรามีในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากอะไร ก็เกิดขึ้น จากเหตุการณ์ตอนที่เราเป็นประธานประชุมอาเซียนที่พัทยานั่นละครับ ไม่มีเหตุการณ์นั้น ระดับความเชื่อในประเทศของเราและบทบาทของเราในเวทีต่างประเทศสูงกว่านี้แน่นอน อันนี้ผมเอาความจริงมาพูด แต่ไม่เป็นอะไรครับนั่นคืออดีต แต่อย่างไรก็แล้วแต่ถึงแม้ มีปัญหานั้นเราก็ประสบความสําเร็จในเวที กองทุนริเริ่มเชียงใหม่ที่เริ่มต้นที่ประเทศ ของเราเองเมืองของท่านคือเมืองเชียงใหม่ ได้มีการยกระดับพัฒนาเป็นข้อสัญญาระดับโลก ที่ตอนนี้แม้แต่เครือประเทศในกลุ่มยุโรปยังมาศึกษาเพื่อที่จะพิจารณาจัดตั้งกองทุนลักษณะ เดียวกันให้กับสหพันธ์ยุโรป กองทุนนี้ก็ประสบความสําเร็จในช่วงของการเป็นประธานอาเซียน ของเรา แล้วก็ได้เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว ตอนนี้สํานักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์และอยู่ ในช่วงของการคัดเลขาธิการคนแรกของกองทุน อันนี้ก็ถือว่าเป็นกองทุนและเป็นความร่วมมือ ที่เราเป็นผู้นํา สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเราในเวทีระดับโลก ส่วนโครงการอื่น ๆ ที่เป็น การเชื่อมโยงประเทศของเรากับประเทศเพื่อนบ้านก็มีความชัดเจนเช่นเดียวกัน บทบาทของ เราในการร่วมลงทุนในท่าเรือน้ําลึกที่ทวาย เรื่องของการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟที่ผม ได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่ก็ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของเราในการปรับเข้าสู่ ความเปลี่ยนแปลงโลก และความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสําคัญมากที่สุดของประเทศของเรานี้ ก็คือความสําคัญของภูมิภาคเอเชียในการเป็นตัวศูนย์กลางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลก และประเทศไทยเราโอกาสเรามากที่สุดประเทศหนึ่งครับ เราอยู่ระหว่างมหาอํานาจ ทางเศรษฐกิจในศตวรรษข้างหน้า ก็คือประเทศอินเดียกับประเทศจีน เราอยู่ท่ามกลาง กลุ่มประเทศอาเซียนที่จะรวมตัวเป็นตลาดเดียวภายใน ๔ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นบทบาท หน้าที่โอกาสของเรามีมากมาย รัฐบาลนี้พร้อมที่จะนําพาพี่น้องประชาชนคนไทยไปสู่อนาคต การเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสําคัญมากที่สุดในภูมิภาคนี้
ประเด็นที่ ๖ เรื่องของปัญหาน้ํามัน ท่านก็ใช้คําว่า รัฐบาลนี้ถังแตกแน่นอน ผมก็ไม่ทราบว่าทําไมท่านเปิดประเด็นนี้อีก เมื่อวานนี้ท่านมิ่งขวัญก็เปิดประเด็นนี้ ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านนายกรัฐมนตรีก็ชี้แจงแล้วว่ากองทุนน้ํามันที่ถังแตกนั้น ถังแตกในยุคสมัยไหน ท่านอ้างว่าหนี้สาธารณะท่านไม่ได้สูงมากถึงขนาดนั้น สมัยนั้นท่านเอาหนี้สาธารณะไปซุกไว้ ในที่ต่าง ๆ ที่กองทุนน้ํามันก็ที่หนึ่ง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยู่ ธ.ก.ส. ผมเพิ่งปิดบัญชีที่ ธ.ก.ส. ไป โครงการจํานําข้าว หนี้ของรัฐบาลไปซุกไว้ที่นั่นอีก ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ซึ่งใน ๕ ปีข้างหน้าเราต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อมาชดเชยหนี้นี้ให้กับ ธ.ก.ส. ตามข้อตกลง ระหว่าง ธ.ก.ส. กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นในส่วนของการบริหารเรื่องของราคาน้ํามัน ตรรกะ ของเราก็ชัดเจน เรามองว่าการรักษาระดับราคาน้ํามัน โดยเฉพาะน้ํามันดีเซลไว้ที่ ๓๐ บาทนั้น มีความจําเป็นและมีความสําคัญต่อการรักษาระดับราคาสินค้าทั่วไป เพราะราคาน้ํามันดีเซล เป็นตัวชี้วัดราคาค่าขนส่งของบริษัทขนส่งที่มีหน้าที่ในการขนส่งสินค้าไปทั่วประเทศ ถ้าค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ณ ปัจจุบันค่าขนส่งก็เท่ากับประมาณ ๑๙-๒๐ เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน ก็จะส่งผลโดยตรงให้กับผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน เรานี่เตรียมการไว้ตั้งแต่แรกครับ ตอนที่เรามาเป็นรัฐบาล กองทุนน้ํามันติดลบอยู่ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านนายกรัฐมนตรี เราบริหารจัดการสะสมเม็ดเงินในกองทุนน้ํามัน ทําให้มีเม็ดเงินสุทธิสูงถึงประมาณ ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อรองรับสถานการณ์น้ํามันแพง ที่เราคาดว่ามาถึงแน่ และเมื่อมาถึงก็เป็นเหตุอันควรที่จะนําเม็ดเงินส่วนนี้ ในกองทุนน้ํามันนี้ มาใช้ในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ท่านเองอ้างว่าหนี้ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เคยอยู่ ในกองทุนสมัยท่านนายกทักษิณมาชดเชยน้ํามันดีเซลนั้น ผู้ที่มาใช้หนี้คือรัฐบาลขิงแก่ ก็คือ ท่านดอกเตอร์ปิยสวัสดิ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ในฐานะอดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่หรอกครับ ผู้ที่มาใช้หนี้ของท่านคือประชาชน เพราะหนี้ของกองทุนน้ํามันก็ใช้ โดยรายรับจากกองทุนน้ํามัน ซึ่งท่านก็เก็บจากพี่น้องประชาชนนั่นเอง เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ เราก็จะบริหารจัดการตามความเหมาะสม ท่านได้เสนอทางเลือกที่ท่านมองได้ ๓ ทางนะครับ ก็คือการลอยตัวน้ํามันดีเซล การลดภาษีสรรพสามิต หรือการกู้มาชดเชย ในส่วนที่ ผมรับผิดชอบโดยตรงก็คือภาษีสรรพสามิต ก็ขออนุญาตเรียนว่าผมพูดมาในทุกเวทีว่า ถ้ามีความจําเป็น ภาษีสรรพสามิตขึ้นแล้วก็ลงได้ แต่ในแง่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมก็มีหน้าที่ที่จะต้องชี้แจงระดับความเหมาะสมของภาษีตามโครงสร้างปัจจุบัน ซึ่งต้อง ขออนุญาตเรียนว่าตามโครงสร้างปัจจุบันภาษีสรรพสามิตนั้น คํานวณเทียบกับราคาขาย ของน้ํามัน มีสัดส่วนเพียงแค่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าต่ํามากความจริง ในอดีตสมัยท่าน หรือสมัยอื่น ๆ ไม่เกี่ยงกัน สัดส่วนภาษีสรรพสามิตเทียบกับราคาน้ํามันที่พี่น้องประชาชน ต้องจ่ายที่ปั้มน้ํามันนั้น สูงถึงประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของรัฐบาลนี้ ณ ปัจจุบันสูงเพียง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ และประเด็นข้อเท็จจริงเลยก็คือ ถ้าเราปรับลดภาษีน้ํามันดีเซลลงไป ความแตกต่างระหว่างภาษีเบนซินกับภาษีดีเซลก็จะห่างกันมากขึ้น ซึ่งอาจจะสร้าง ความบิดเบือนในแง่ของการใช้น้ํามันในอนาคตหรือในระยะยาว เราก็ต้องคิดให้รอบคอบ คิดให้ครบถ้วน การแก้ไขปัญหาน้ํามันนี้ไม่มีใครกล้าพูดหรอกว่าเป็นเรื่องง่าย เราเพียงแต่มอง ว่าเราสะสมเม็ดเงินในกองทุนนี้มา ตราบใดที่มีเงินในกองทุนนี้หน้าที่คือเราต้องใช้เพื่อลดภาระ ของพี่น้องประชาชน แต่ผมพูดทุกครั้งทุกเวทีว่า น้ํามันเป็นสินค้าทุนที่เราแทบไม่มีเอง เราต้องซื้อจากต่างประเทศ และตอนนี้ประเด็นปัญหาทางการเมืองในภาคตะวันออกกลาง ก็ทําให้ราคาน้ํามันในตลาดโลกสูงขึ้นก็ทําให้ภาระของเรามากขึ้น หน้าที่ของคนไทยทุกคน ตอนนี้คือการประหยัดการใช้น้ํามัน ส่วนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนครับ ภาระนี้ก็เป็นภาระที่ ต้องแบกรับในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จะส่งให้ประชาชนรับ จะให้รัฐบาลรับโดยการกู้ยืมเงินมา หรือจะแบ่งกันรับภาระ ทางเลือกมันไม่ค่อยมีท่านพูดถูก แต่ว่าในขณะที่เราช่วยได้หน้าที่เรา คือต้องช่วย
ในส่วนของประเด็นที่ ๗ ท่านพูดเรื่องของการตั้งงบประมาณ ซึ่งผม ขออนุญาตที่จะไม่อภิปรายมากนักในเรื่องนี้ เพราะว่าเราก็ได้มีโอกาสชี้แจงกันไปหลายครั้ง ล่าสุดก็ในช่วงของการจัดสรรงบประมาณกลางปี ซึ่งประเด็นที่ท่านหยิบยกขึ้นมาในวันนี้ก็คือ การจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น ท่านบอกว่า การที่เราจัดนโยบายของรัฐ อย่างเช่น เรื่องของเบี้ยผู้สูงอายุให้เป็นภาระหน้าที่ส่วนหนึ่งของท้องถิ่นต้องรับผิดชอบนั้น ถือเป็นการ โกงท้องถิ่นในการกระจายงบประมาณ ผมขออนุญาตเรียนว่าท้องถิ่นมีหน้าที่ในการดูแล พี่น้องประชาชน นโยบายนี้เป็นนโยบายที่กําหนดโดยรัฐบาลก็จริง แต่ก็เป็นนโยบายที่เป็น ที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นนโยบายที่ทุก ๆ คน ควรที่จะร่วมมือกันในการที่จะดูแล พี่น้องประชาชน ในช่วงที่งบประมาณในส่วนของรับเราไม่เพียงพอ ท้องถิ่นเขาก็ยินดีในการ ที่จะเข้ามาช่วยเหลืออุดหนุน แต่ในประเด็นที่สําคัญที่ผมอยากจะเรียนก็คือ ถ้าท่านกลับไปดู กรอบงบประมาณปี ๒๕๕๕ ที่คณะรัฐมนตรีนี้ได้อนุมัติไปและรอการพิจารณาในสภาแห่งนี้ ท่านจะเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้คําบัญชาต่อสํานักงบประมาณในการที่จะโอนภาระ ของงบประมาณในส่วนของนโยบายที่เป็นนโยบายของรัฐ ที่แบกรับโดยท้องถิ่นเข้ามา สู่งบประมาณของรัฐบาลกลาง ท่านนายกรัฐมนตรีได้โอนเม็ดเงินประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๕ ปีเดียว ที่ในช่วงที่ผ่านมาเป็นภาระของท้องถิ่น เข้ามาเป็นภาระของรัฐบาล โดยตรง เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๕๕ ถ้าสภาแห่งนี้เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณที่ทาง คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไป ท่านก็จะได้เห็นว่าท้องถิ่นนั้นจะมีเงินสดที่สามารถที่จะจัดสรร ให้กับโครงการพัฒนาท้องถิ่นที่ตัวเขาเองเป็นคนคิด ได้เพิ่มขึ้นถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือความตั้งใจของท่านนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะ และเป็นความตั้งใจของทางรัฐบาลของเรา และนอกจากนั้นในส่วนของกระทรวงการคลังเองก็ได้ประกาศชัดว่าเรามีแผนที่จะเดินไปสู่ การมีงบที่เป็นงบสมดุลภายใน ๕ ปี แล้วเราก็ได้ก้าวไปสู่จุดนั้นด้วยความมั่นใจ ในกรอบ งบประมาณปี ๒๕๕๕ ที่ ครม. นี้ได้อนุมัติไปนะครับ มีวงเงินที่เป็นวงเงินชดเชยการขาดดุล งบประมาณ ปรับลดลงจาก ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๔ เหลือเพียง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๕ อันนี้คือหลังจากที่ในปี ๒๕๕๒ เราได้จัดสรรให้งบประมาณเป็นงบสมดุลไปแล้ว ครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นท่านประธานสภาที่เคารพครับ ๗ คําถามแรกก็ได้ชี้แจงไปครบถ้วน
ส่วนประเด็นที่ ๘ เป็นประเด็นที่ท่านอ้างว่ามีการทุจริต แต่ผมฟังท่าน อภิปราย ผมก็ไม่ได้เห็นประเด็นว่าท่านได้กล่าวหาว่าผมได้ทุจริตอย่างไร ในประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับสลากการกุศล ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปสู่ท่านสมาชิกว่า บทบาทหน้าที่ของรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการหรือท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็มีในส่วนของการกํากับดูแลโดยทั่วไปตามมาตรา ๑๐ ของ พ.ร.บ. สลากกินแบ่งรัฐบาล ในที่นี้ก็คือดูแลทางด้านนโยบาย ความหมายในส่วนของการดูแลทางด้านนโยบายในทีนี้ก็คือ ผมเป็นผู้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีว่าคณะรัฐมนตรีควรที่จะพิจารณาเห็นชอบการออกสลาก การกุศลชุดใดให้กับมูลนิธิใด อย่างไรหรือไม่ หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้ว เป็นการมอบอํานาจโดยตรงไปที่สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยกําหนดให้คณะกรรมการ มีหน้าที่ คณะกรรมการของทางกองสลากมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลกิจการและวางนโยบาย ของสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผมก็ปฏิบัติหน้าที่ตามนั้น มีมูลนิธิมากมายที่เสนอขอ เม็ดเงินมาโดยตรงที่กองสลาก หรือเสนอมาผ่านสํานักรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลัง ทางคณะกรรมการเขาก็มีเกณฑ์ในการพิจารณาว่ามูลนิธิใดควรที่จะได้รับการพิจารณา ซึ่งในระยะหลังส่วนใหญ่พูดตามตรงก็คือ ล้วนแล้วแต่จะเป็นกรณีการช่วยเหลือคนพิการ การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และที่สําคัญก็คือการสร้างโรงพยาบาล ซึ่งก็ต้องขออนุญาตเรียน ในที่นี้ว่าแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับโครงการการกุศล หรือโครงการออกสลากเพื่อการกุศล ในยุครัฐบาลของท่าน ที่สุดท้ายต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไข เพราะมันนําไปสู่ข้อครหาในเรื่อง การทุจริตคอร์รัปชันมากมาย ประเด็นที่ชัดเจนในแง่ของความแตกต่างอธิบายง่าย ๆ ก็คือ ใน รัฐบาลของเราจะออกสลากการกุศลต้องเสนอโครงการ คณะรัฐมนตรีจะพิจารณา พิจารณาดูว่า มูลนิธินี้ต้องการเงินเท่าไร ไปสนับสนุนหรืออุดหนุนโครงการใด สร้างโรงพยาบาลโดยมูลนิธิศิริราช เป็นต้น ก็ชัดเจนว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไรในการสร้างอาคาร แต่ในอดีตตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ การออกมูลนิธิ การออกสลากการกุศลเป็นการออกลอย ๆ เหมือนกับการจัดสรรงบประมาณ ในอดีตที่มักจะเน้นการจัดงบกลางให้กับท่านนายกรัฐมนตรีไว้ลอย ๆ ก็มีข่าวในช่วงนั้นว่า นายกรัฐมนตรีเดินไปที่ไหน ก็จะมีผู้ที่รับผิดชอบการจัดสรรเม็ดเงินกองสลากเดินตามไปด้วย ชี้ให้จ่ายเงินไปทางโน้นก็จ่าย ชี้ให้จ่ายเงินไปทางนี้ก็จ่าย ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ด้วยความโปร่งใสว่าเม็ดเงินนั้นควรที่จะใช้ในการสนับสนุนการกุศลใด แล้วก็ได้มี การออกสลากการกุศลในลักษณะนี้ ปี ๒๕๔๔ รอบหนึ่ง ปี ๒๕๔๖ อีกรอบหนึ่ง ปี ๒๕๔๘ อีกรอบหนึ่ง เงินหามาเท่าไรก็ใช้ไม่พอ มีข้อครหาเป็นข่าวอื้อฉาวมากมายเลย ผมคงไม่มา อภิปรายในที่นี้ เกี่ยวข้องกับ กกต. ในยุคนั้นก็มี การจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณให้กับสมาคม ที่มีเลขานุการอดีตท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วสุดท้ายก็มีการกล่าวหาว่า มีการยักยอกถ่ายโอนออกไปจากมูลนิธิก็มี นี่คือสาเหตุที่เราจึงได้เพิ่มกฎเกณฑ์กติกา ในการพิจารณาการออกสลาก อันดับแรกก็คือสลากใดควรที่จะได้รับสิทธิ อันดับ ๒ เมื่อมติ ครม. ออกมาแล้ว คณะกรรมการควรที่จะบริหารสิทธินั้นอย่างไร สิ่งที่คณะกรรมการไปทํา ต่อไปก็คือการกําหนดตารางการใช้เงินของแต่ละมูลนิธิ หลังจากนั้นก็ไปกําหนดจํานวนงวด ปริมาณ สลากที่ควรที่จะขายในแต่ละงวด ที่สําคัญท่านได้เอ่ยถึงการจัดสรรสิทธิในการขาย หรือที่เรียกกันว่า โควตาให้กับนิติบุคคล โดยรวมเราจัดให้กับ ๑๓ นิติบุคคลขนาดกลาง ขนาดใหญ่ โดยที่ในส่วนของกลุ่มนิติบุคคลขนาดใหญ่ที่ได้รับสิทธิไปนั้น ใน ๕ โครงการที่เป็น สลากการกุศลของรัฐบาลนี้ มีผู้ได้รับสิทธิไป ๓ บริษัทด้วยกัน ถามว่าทําไมถึงเป็น ๓ บริษัทนี้ และ ๓ บริษัทนี้เป็นใคร ก็คือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในการจัดสรรสลาก ให้กับรัฐบาลมาโดยตลอดในทุกยุคทุกสมัย ชื่อเดิม ๆ ครับ แต่คราวนี้ถามว่าสัดส่วนการจัด ทําไมจัดให้กับนิติบุคคลขนาดใหญ่มากกว่าปกติ คําตอบชัดเจนครับ และไม่มีประเด็นใด ที่จะต้องทําให้ท่านเป็นกังวล คําตอบในส่วนของคณะกรรมการกองสลาก ก็คือมันมีความ จําเป็นที่จะต้องมีความแน่นอนในส่วนของเม็ดเงินและระยะเวลาการโอนเงินรางวัลให้กับ มูลนิธิ เพื่องานของเขาจะได้ไม่สะดุด ดังนั้นเงื่อนไขสําคัญในการคัดผู้ที่จะมารับสิทธิ การจําหน่ายสลากนี้ก็คือการวางเงินมัดจํา เพราะฉะนั้นในส่วนของผู้ที่ได้รับสิทธิขนาดใหญ่ ต้องวางเงินมัดจําเป็นหลักหลายร้อยบาท เท่ากับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เขาจะต้องโอน ทั้งหมดให้กับมูลนิธิที่ได้รับสิทธิการออกสลาก นี่ก็คือสาเหตุที่ทําให้มีความจําเป็นต้องจัดสรร สลากให้กับนิติบุคคลขนาดใหญ่มากกว่ากรณีปกติ แล้วเราก็เป็นที่ทราบกันว่าในส่วนของ รายย่อยที่จัดสรรไป ไม่ว่าจะเป็นสลากปกติ หรือจะเป็นสลากการกุศลก็แล้วแต่ ปัญหา ที่เกิดขึ้นก็คือรายย่อยหลายส่วนไม่นําไปขายเอง สุดท้ายก็นํากลับมาให้กับรายใหญ่แล้วก็ ขอกินส่วนต่างเพียงเท่านั้น นี่คือประเด็นปัญหา แล้วในอดีตก็เคยมีกรณีที่พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้ที่อ้างว่าจะมารับสิทธิ สุดท้ายแล้วเบี้ยวไม่มารับ ซึ่งก็จะสร้างปัญหาให้กับกองสลากในการ ที่จะจัดสรรเม็ดเงินให้กับมูลนิธิตามข้อตกลง ตามมติ ครม. ที่มี ผมต้องขออนุญาต ท่านสมาชิกนิดหนึ่งว่าในรายละเอียดผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลในเรื่องของกองสลาก คือท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านกรุณามานั่งเป็นเพื่อนกระผมในที่นี้ และถ้าท่านอยากที่จะทราบ ในรายละเอียดว่าแนวนโยบายการนําไปสู่การปฏิบัติในช่วงที่มา เพราะการบริหารมูลนิธิ บางส่วนคาบเกี่ยวหลายรัฐบาล และรัฐมนตรีช่วยประดิษฐ์ก็ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ ในสมัยที่ท่านเป็นรัฐบาลให้ดูแลกองสลากมาอย่างต่อเนื่อง ผมขออนุญาตที่จะเรียน ในประเด็นเดียว ก็คือประเด็นเรื่องของสลากแพง เพราะประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่ได้รับการ ร้องเรียนมาโดยตลอดในหลายยุคหลายสมัย แล้วก็ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาสลากก็ยังแพงอยู่ หนึ่งในสาเหตุที่รัฐบาลนี้ได้อนุมัติการออกสลากการกุศล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราต้องการที่จะ สนับสนุนโครงการที่เราคิดว่าเป็นสาธารณะประโยชน์ของมูลนิธิที่เสนอโครงการขอเรามา และไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะเราต้องการที่จะเพิ่มปริมาณ สลากเพื่อที่จะดูว่าการเพิ่มปริมาณสลากนั้นจะลดราคาสลากให้กับพี่น้องประชาชนได้หรือไม่ ก็จะได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงที่สุด ต้องขออนุญาตเรียนว่าปัญหาสลากแพงเกิดขึ้น เพราะมีการขายขาดในระบบการขายโดยกองสลาก ความหมายก็คือกองสลากจะกําหนด จํานวนสลากในแต่ละงวดไว้ตายตัว หลังจากนั้นเมื่อขายไปแล้วไม่รับซื้อคืน ถ้าผู้รับไป ขายได้ไม่หมดก็ต้องรับภาระความเสียหายหรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดความเสียหาย จากการขายไม่หมดไว้ด้วยตนเอง โดยสถิติทุก ๆ งวด ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของสลาก ทั้งหมดจะไม่สามารถขายได้ ท่านก็เข้าใจนะครับ ท่านเองไปซื้อสลากมาหน้าสภาเมื่อเช้านี้ ผมเชื่อว่าผมก็ไม่แน่ใจ ไม่อยากจะพูดว่าเชื่อ แต่ว่าตอนที่ซื้อสลาก ประชาชนส่วนใหญ่ เขาก็จะเลือกเบอร์นะครับ แล้วแต่ว่าคืนก่อนฝันอะไรมา แล้วแต่ว่าออกรถ ทะเบียนรถ เป็นอย่างไร แล้วแต่ว่าผู้ที่เคารพนับถือใครเสียชีวิตไปอายุเท่าไร ก็แล้วแต่ความเชื่อ แต่เกือบทุกกรณีก็จะมีเลขเด็ด จะมีเลขในฝัน เลขในใจ ส่วนตัวเลขที่คนไม่นิยมก็จะขาย ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงก็คือประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของสลาก ทุก ๆ งวดขาย ไม่ได้ และกองสลากไม่รับผิดชอบส่วนนี้ ไม่รับซื้อคืน เพราะฉะนั้นผู้ที่เขารับ ไปขาย ตามหลักการค้าทั่วไป เขาก็ต้องขายเผื่อหนี้เสียครับพูดง่าย ๆ หรือเผื่อการขาดทุนสลาก ที่เขาซื้อมาจากกองสลากแล้วไม่สามารถที่จะจําหน่ายได้ ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทําให้ราคา สลากนั้นแพงกว่าราคาที่รัฐบาลกําหนดไว้ วิธีเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ ก็คือการเปิดโอกาส ให้กับประชาชนสามารถที่จะซื้อสลากได้โดยตรงจากรัฐบาล ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และวิธีเดียวที่จะซื้อโดยตรงจากรัฐบาลได้นี่ต้องซื้อผ่านระบบอีเล็กทรอนิกส์ (Electronics) แต่ความจําเป็นถ้าเราจะเดินไปสู่ระบบการขายระบบนั้น ก็คือมีความจําเป็น อาจจะต้องแก้กฎหมายในบางประเด็น เพื่อที่จะให้ระดับรางวัลที่ประชาชนได้รับนั้น มีความยืดหยุ่นตามจํานวนสลากที่ขายจริง ก็คือพูดง่าย ๆ ขายได้เท่าไรเงินมากองไว้ตรงนั้น สัดส่วนสมมุติจะเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิมที่จะแบ่งเป็นรางวัลก็แบ่งไป เพียงแต่ว่า ตัวยอดเงินนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าจํานวนประชาชนที่มาซื้อสลากผ่านระบบนี้มีมากน้อยเพียงใด เรื่องนี้ความจริงเดิมทีได้นําเข้าสู่การพิจารณาในกระบวนการประชาวิวัฒน์ แต่เนื่องจาก ยังติดประเด็นปัญหาทางกฎหมายในเรื่องของสัญญาที่มีไว้กับผู้บริการตู้หวย หวยตู้ครับ ที่เป็นสัญญาที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ลงนามไว้ยังไม่มีการพิจารณาแล้วเสร็จในช่วงระยะเวลานั้น จึงได้พักการพิจารณา แต่นโยบายของผมชัดเจน และหน้าที่ของผมในฐานะว่าการก็คือ การกําหนดนโยบายให้กับกองสลาก นโยบายที่ผมได้ฝากให้กับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการนําไป ปฏิบัติที่ชัดเจนก็คือผมต้องการพัฒนาระบบการขายสลากเพื่อประชาชนสามารถที่จะซื้อ สลากได้โดยตรงจากรัฐบาลในราคาฉบับละ ๔๐ บาท ซึ่งเป็นราคาเป็นทางการของทาง รัฐบาลครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านสมาชิกคิดว่าเป็นประโยชน์ ในเรื่องสลากก็อยากที่จะให้ท่านรัฐมนตรีได้มีโอกาสได้ชี้แจงเพิ่มเติม แต่ในส่วนของผม ผมก็เข้าใจว่าเดี๋ยวจะมีการอภิปรายโดยสมาชิกท่านอื่นในเรื่องอื่น ๆ เรื่องที่ท่านจุลพันธ์ ก็ได้กล่าวถึงเล็กน้อยนะครับ ก็คือเรื่องการซื้อขายหุ้น เรื่องไทยคม ซึ่งก็หวังว่าท่านสมาชิก ที่อภิปรายจะอภิปรายเรื่องนี้ ผมจะได้ชี้แจงนะครับ แต่ในส่วนของเรื่องของการบริหารจัดการ ทั้ง ๘ ข้อ ที่ท่านสมาชิกจุลพันธุ์ ขออนุญาตเอ่ยนามอีกครั้ง ได้กรุณาอภิปรายไว้นั้น ผมคิดว่า ผมได้ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้ว แล้วก็สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของทางรัฐบาล แนวคิดในการ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาความยากจนของพี่น้องประชาชนที่มีความแตกต่าง อย่างชัดเจนกับนโยบายของพรรคของท่านครับ ขอบคุณครับ
ผมจะให้สิทธิท่านรัฐมนตรีประดิษฐ์ ใช้สิทธิพาดพิงนะครับ แต่ต้องขอรวบรัดด้วยนะครับ เอาเฉพาะส่วนที่พาดพิงที่ทําให้ท่านอาจจะเสียหายได้ เชิญท่านรัฐมนตรีประดิษฐ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ นิดเดียว เพราะว่า ท่านรัฐมนตรีกรณ์ก็ตอบในรายละเอียดเกือบทุกประเด็นแล้วเรื่องสลาก แต่ว่าถ้าผมไม่ชี้แจง ประชาชนที่ฟังทางบ้านจะเข้าใจผิด โดยเฉพาะกรณีการออกสลากการกุศลของสถาบัน ฉะนั้นผมคิดว่าอยากจะเรียนว่ากรณีการออกสลากการกุศลของมูลนิธิมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ ต้องเข้าใจว่าทางมูลนิธิมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ ออกสลากการกุศลเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งแรก เป็นวงเงิน ๖๐๐ ล้านบาท สมัยเมื่อปี ๒๕๕๑ สมัยท่านสมัคร และก็จบไปแล้ว ผมกับท่าน นายกรัฐมนตรีสมชาย ช่วงนั้นเป็นช่วงต่อ ก็นําทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งเรื่องนี้จบ ที่เป็นงวดใหม่ งวดใหม่ก็เช่นกันนะครับ ทางมูลนิธิให้มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิการสังคมไทยเป็นผู้ขอคณะรัฐมนตรี โดยรายได้จะให้มูลนิธิมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ แต่ทางมูลนิธิส่งเสริมสวัสดิการสังคมไทยขอมาว่า จะจัดจําหน่ายเอง เมื่อผมนําเข้า ครม. จะมีโครงการสลากการกุศลพิเศษ ๓ โครงการคือ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดีและมูลนิธิมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ และของมูลนิธิ ส่งเสริมสวัสดิการสังคม สรุปว่าทั้ง ๒ แห่งของโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดี ให้กองสลากจัดจําหน่าย แต่ของมูลนิธิส่งเสริมสวัสดิการสังคมไทยจะจัดจําหน่ายเอง คณะรัฐมนตรีก็เห็นว่าควรจะให้เหมือนกัน ทั้งหมดจึงมีมติให้กองสลากเป็นผู้จัดจําหน่าย ทั้ง ๓ โครงการ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วทางมูลนิธิส่งเสริมสวัสดิการสังคมก็ยังพยายามที่จะ เปลี่ยนมติคณะรัฐมนตรีโดยการที่จะไปขอออกสลากเอง แต่ทางมูลนิธิมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ บอกว่าไม่ต้องการที่จะออกสลากเอง ไม่ต้องการที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ฉะนั้น ขอให้กองสลากเป็นผู้จัดจําหน่าย ซึ่งผมว่าเรื่องนี้เราไม่บังควรที่จะมาพูดกัน ในรายละเอียด แต่ผมขอยืนยันผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่า ทุกอย่างทางมูลนิธิ มิราเคิล ออฟ ไลฟ์ พอใจกับการจัดระบบ การจัดจําหน่ายโดยกองสลากเป็นผู้จัดจําหน่าย ผมขอยืนยัน ไม่ได้ไปขัดหรือไม่กระทําตามที่ประสงค์แต่อย่างใด ถ้ามีการกระทําอะไร ที่ไม่ถูกต้องผมยินดีรับผิดชอบ ฉะนั้นขอชี้แจงให้กระจ่างในเรื่องนี้ ในเรื่องของ โรงพยาบาลศิริราชก็มีการนําเอกสารปลอมมาถึงกองสลาก เพื่อที่จะไปจัดจําหน่ายเอง เหมือนกัน ทางกองสลากก็ถามไปกับทางโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งยืนยันว่าเอกสารนั้น เป็นเอกสารปลอม เราก็นําเรื่องนี้ให้ดีเอสไอไปดําเนินการ ฉะนั้นขั้นตอน ณ วันนี้ก็อยู่ที่ดีเอสไอ กําลังดําเนินการอยู่ก็กราบเรียนท่านประธานชี้แจงสั้น ๆ เพื่อเข้าใจ ถ้าจะต้องการ ข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับสลากการกุศลของทั้ง ๓ กองสลาก ผมยินดีที่จะทําเอกสารรายงาน ชี้แจงกับผู้ข้องใจครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เมื่อกี้เห็นยกมือใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากพรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ ผมกราบขอบพระคุณผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ทั้ง ๒ ท่าน ที่ได้ให้เกียรติลุกขึ้นมาตอบในคําอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงแม้ว่าโดยความรู้สึก ผมจะรู้สึกว่าท่านรัฐมนตรีกรณ์จะลุกขึ้นมาแถลงนโยบายอีกครั้งหนึ่ง มากกว่าการตอบ ในประเด็นคําถาม แต่ไม่เป็นอะไรครับ นั่นก็ถือว่าเป็นวิธีการเป็นลีลา ผมเองต้องกราบเรียน ว่าผมคงไม่ยกตัวเลขมาเป็นต่อสู้กับท่าน เพราะว่ามันไม่มีที่สิ้นสุด ท่านยกตัวเลขซ้าย ผมยกตัวเลขขวาเอามาดูกันมันก็จะหักล้างกันไปหักล้างกันมาเป็นการเสียเวลาของสภาครับ เพราะเพื่อนเรารออภิปรายอยู่ในหลายประเด็น แต่อย่างไรก็ตามผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ สิ่งที่จะชี้วัดได้ถึงความสําเร็จของนโยบายเศรษฐกิจของท่าน ง่ายที่สุดกําลังจะมาถึงครับ คือการยุบสภาและการเลือกตั้ง เพราะพี่น้องประชาชนจะเป็นคนตัดสินครับ ถ้าเขารู้สึกว่า สิ่งที่ผมได้พูดมา เงินมันแข็งจนกระทั่งผู้ส่งออกลําบาก เรื่องของเงินเฟ้อจนกระทั่งข้าวของ มันแพง เรื่องของความเหลื่อมล้ําในรายได้เขายังจนอยู่อย่างเดิม ถ้ามันเป็นจริงถึงเวลา เขาก็ไม่เลือกท่าน แต่ถ้าท่านดําเนินกิจกรรมมาได้ด้วยดีทําได้ดี ผมก็คงต้องแสดงความยินดี กับท่าน ถึงเวลาเขาก็คงจะไปสนับสนุนท่านให้กลับมาปฏิบัติภารกิจในฐานะรัฐบาล อีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานมันมีบางประเด็นที่ไม่ชี้แจงไม่ได้ ผมเองไม่รู้ว่า ผมเป็นคนที่อภิปรายแล้วพูดผิดหรือท่านฟังไม่ถูก ผมก็ไม่กล้าที่จะตอบ หรือท่านพยายาม ที่จะสรุปความในบางส่วนว่าแนวความคิดของพรรคฝ่ายค้านเป็นอย่างนี้ใช่ไหม ลักษณะนั้น ผมได้พยายามเตือนตั้งแต่ตอนอภิปรายในครั้งแรกว่า ในการที่จะเป็นเสนาบดี ในการที่จะ เป็นผู้นําองค์กรใด ๆ ผมมองว่ามันไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมที่ท่านจะมาตอบโต้กันด้วยวาจา แล้วทีคุณล่ะผมทําแล้ว ทีคุณล่ะมันไม่ใช่สิ่งซึ่งนักบริหารที่ดีควรจะเป็น ผมกราบเรียนด้วย ความเคารพไว้ก่อน สิ่งที่ท่านได้กราบเรียนมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเด็นหนี้สาธารณะ ผมประทานโทษก็ได้มันเป็นงบประมาณที่พรรคพลังประชาชนตั้งไว้อยู่ส่วนหนึ่ง แต่ท่าน เป็นผู้ใช้ หักลดให้ ท่านก็ยังก่อหนี้มากที่สุดในประวัติการณ์ถึง ๑ ล้านกว่าล้านบาท ก็ยังอยู่ ครับ นี่ครับคือประเด็น แล้วประเด็นที่ผมชี้ลงไปจริง ๆ ในเรื่องของหนี้สาธารณะนั้น คือเรามองไม่เห็นเลยว่าด้วยภาระหนี้ระดับปัจจุบันนี้รัฐบาลไทยจะประคองจะหาเงิน ที่ไหนในอนาคตมาใช้ ต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะหมด แค่ให้ใช้หนี้สินปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับดอกเบี้ยปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ต้องลงทุนเลย ผมว่าก็เกือบ ๑๐๐ ปีแล้ว กระมังครับ นี่ครับคือภาระหนี้สินในปัจจุบันที่เราจะต้องไปชดใช้ในอนาคต เรื่องของ ประเด็นอื่น ๆ ผมฟังคําตอบแล้วผมก็รู้สึกว่ามันล่องลอย ท่านก็บอกว่าอันนี้ก็ดําเนินการอยู่ เรื่องของกฎหมายทรัพย์สินและมรดกก็ดําเนินการ รถไฟกําลังเจรจา ๓ จีก็กําลังคาราคาซัง กําลังดําเนินการ บอกคนโน้นทํามาก่อนคนนี้ทํามาก่อน ไม่ใช่คําตอบที่ดีครับท่าน แล้วที่สําคัญท่านใช้เวลามา ๒ ปีกว่าแล้วนะครับมันยังไม่คืบหน้า มันยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม ตรงนี้ผมยังยืนยันเลย
ในประเด็นถัดไป เรื่องของการรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะ เงินเฟ้อ ผมต้องเปลี่ยนชื่อนะครับ ครั้งแรกผมอาจจะใช้คําว่า ท่านแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อ กับค่าเงินแข็งตัวไม่ได้ ผมว่าเอาอย่างนี้ดีกว่าท่านรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนไม่ได้ มันแข็งตัวอย่างต่อเนื่องอันนี้ต้องยอมรับความจริง แน่นอนครับ คนที่นําเข้าอาจจะมีความสุข แต่คนส่งออก พี่น้องเกษตรกรที่เขาต้องขายข้าว ในที่สุดเขาขายข้าวให้ผู้ส่งออก ผู้ส่งออกก็ไปขาย เมืองนอกได้เงินกลับมาน้อยลง เงินมันก็กลับไปในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนน้อยลง นั่นเองครับ อันนี้ครับคือประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่าน แต่สิ่งที่ผมบอกนี่นะครับ เรื่องของการไต่บันไดลิง ประเด็นของผมนะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ ผมได้ชี้ชัดไว้ ในการอภิปรายในช่วงแรกอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่ใช่ว่าพรรคฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยไม่อยากปรับ ค่าแรงขั้นต่ํานะครับ ท่านจะได้เห็นแล้วจะตกใจนโยบายของพรรคเพื่อไทย การปรับค่าแรงขั้นต่ํา เรามีตัวเลขให้แล้วครับ แต่ผมยังไม่มีหน้าที่จะต้องมาชี้แจงท่านในเวทีนี้ เพราะเวทีนี้ คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของท่าน แต่ผมกราบเรียนเลยว่าเรามี แนวความคิดในการปรับค่าแรงขั้นต่ําเช่นกัน แต่วิธีการมันต่าง ถ้าไปเริ่มจากจุดคิดที่ว่าเงินเฟ้อ ก็เลยต้องเพิ่มค่าแรง ทั้งที่เงินเฟ้อครั้งนี้มันเกิดจากการที่ต้นทุนสินค้ามันแพงขึ้น ถึงเวลา มันก็จะผลักดันให้มันเป็นวงจรที่มันไม่มีที่สิ้นสุดของการเกิดภาวะเงินเฟ้อ ขึ้นค่าแรง ต้นทุนขึ้น เงินเฟ้อ ขึ้นค่าแรง ต้นทุนขึ้นอีก มันไม่จบไม่สิ้น วิธีการนี้ท่านจะต้องหาวิธีการในการรักษา เสถียรภาพก่อนในเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อ แล้วค่าแรงไปขึ้นนี่ใครก็อยากขึ้น ถามบอกท่านพูด หาเสียงหรือเปล่า ผมถึงถามอย่างไรครับ เพราะผมเชื่อว่าท่านทราบว่าอยู่ดี ๆ พรวดพราด โดดโยนค่าแรงเพิ่มขึ้นไปตูมนี่ โครงสร้างทางเศรษฐกิจมันรับไม่ได้ ในเรื่องของปัญหาต่าง ๆ ที่มันรุมเร้าอยู่นี้มันอาจจะรับไม่ได้ นี่มันเป็นความเสี่ยง ผมก็เชื่อว่าท่านรู้ เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนเลย ผมเชื่อว่าท่านหาเสียงล่วงหน้าเท่านั้นเอง ในเรื่องของการปรับขึ้นค่าแรง ผมจะรอดูว่าท่านจะทําเมื่อไร จะทําทันยุบสภาหรือเปล่า ผมก็จะรอดูว่าท่านจะทิ้งไพ่ใบนี้ อย่างไร
ในส่วนสุดท้ายผมยังยืนยันครับ การตั้งงบประมาณมันเป็นเรื่องที่เรามีการ เบียดบังกับพี่น้องท้องถิ่นจริง ๆ ผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด เพราะอะไรครับท่านประธาน ท่านรอวัน ๒ วัน เดี๋ยวจะมีท่านประธานวิปฝ่ายค้านของผม ท่านวิทยา บุรณศิริ จะมาชี้แจง แถลงไขให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงพี่น้องท้องถิ่นทั่วประเทศ ๘,๐๐๐ กว่าองค์กร เขาได้รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับเงินของเขา รัฐบาลนี้ทําอะไรกับเงินของเขา โดนโกงจริงหรือเปล่า ไปฟังกัน วันนั้นดีกว่า
ในส่วนของเรื่องสลากการกุศล ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ไม่ว่าจะตอบ อย่างไรก็ตาม มันมีข้อสงสัยในเรื่องของความโปร่งใสในการจัดสรรโควตา ซึ่งเรื่องนี้ทาง พรรคฝ่ายค้านก็ได้ดําเนินการในเรื่องของ ป.ป.ช. การถอดถอนท่านรัฐมนตรีกรณ์ไปแล้ว ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทาง ป.ป.ช. เขาดําเนินการไป ผลออกมาอย่างไรทุกฝ่ายยอมรับได้ครับ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ แต่อย่างไรก็ตามนี่นะครับฟังจากที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจง เมื่อสักครู่นี้ ท่านก็เห็นดีเห็นงามกับการที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่รายเข้าไปผูกขาดตลาด การผูกขาดตลาดสลากนี้มันเกิดขึ้นมานาน ในสมัยรัฐบาลปัจจุบันก็เกิดขึ้นอีก แล้วผลก็คือ ผมซื้อสลากเมื่อเช้าอย่างที่บอก ใบหนึ่งต่อใบนะครับ คู่ละ ๑๑๐ กว่าบาท ๑๑๒ บาท นี่ครับ สิ่งที่เกิดขึ้น แล้วท่านไม่สังเกตหรือครับ ผมอุตส่าห์ให้คําใบ้ท่านนะครับ ท่านเห็นไหมครับ มันมาเย็บเล่มรวมกันนี้ขายอยู่เต็มตลาด มันเกิดจากอะไร ถ้าไม่ใช่มีการล็อก (Lock) โควตา สลากทุก ๆ ประเภท มีการขายข้ามไหมครับ เมื่อก่อนเขามีการทําแถบป้องกันการขายข้ามเขต เดี๋ยวนี้หายไปไหน นี่ละครับคือปัญหา ผมถือว่าท่านรัฐมนตรีกรณ์ได้ยอมรับกลางสภาว่า ท่านปล่อยปละละเลยในการทําหน้าที่ จนกระทั่งลอตเตอรี่สลากกินแบ่งรัฐบาลนี้มันขายเกิน ราคากว่าที่กฎหมายกําหนด ตาม พ.ร.บ. สํานักสลากกินแบ่งรัฐบาล เขากําหนด ๔๐ บาท ขายอยู่ ๕๐ กว่าบาท ๖๐ บาท ท่านยังโอเคกับมันอยู่ ท่านละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุ ให้เงินของพี่น้องประชาชน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ต้องสูญไปกับระบบการจัดสรรโควตา กับระบบการขายสลากเกินราคา ผมต้องกราบเรียนว่าด้วยประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ก็ให้เพื่อน สมาชิกได้รับฟังไว้ แต่คนที่จะตัดสินจริง ๆ คือพี่น้องประชาชนในวันเลือกตั้งครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีกรณ์ จาติกวณิช ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอใช้เวลาสั้น ๆ ครับ ที่จะชี้แจงเพิ่มเติมให้กับท่านสมาชิกนะครับ เมื่อสักครู่ความจริง ท่านสมาชิกได้บอกว่าไม่อยากที่จะนําตัวเลขมาต่อสู้กัน แต่ว่าท่านก็ได้พูดถึงความสามารถ ในการชําระหนี้ของทางรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมจึงมีความจําเป็นจริง ๆ ที่ต้องเอาข้อเท็จจริง ที่เดิมทีก็คิดว่าจะไม่ต้องมาใช้ในการที่จะชี้แจงเพื่อให้ท่านกระจ่างในส่วนของบทบาทหน้าที่ ที่ผ่านมาของทางรัฐบาลนี้ ต้องขออนุญาตเรียนว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มีการใช้หนี้มากที่สุด แล้วก็มีการใช้หนี้คืนอย่างต่อเนื่องในจํานวนที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ตั้งแต่เรามารับหน้าที่ ในปี ๒๕๕๑ ก็คือก่อนที่เราจะมาเป็นรัฐบาล มีการใช้คืนเงินต้นในงบประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๒ ๖๖,๗๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๓ ซึ่งเป็น พ.ร.บ. งบประมาณฉบับแรกที่เราทํา ในฐานะเป็นรัฐบาล มีการใช้เงินต้นสูงถึง ๗๐,๖๘๐ ล้านบาท และนี่ยังไม่รวมการใช้หนี้ ก่อนกําหนดอีก ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๓ ด้วย ซึ่งจะทําให้ยอดการชําระหนี้ สาธารณะของรัฐบาลนี้ในปีนั้นปีเดียวสูงถึง ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เคยมีรัฐบาลในช่วง ระยะเวลาที่ผ่านมา ที่ใช้หนี้สาธารณะในงบประมาณในจํานวนเท่านี้ นั่นคือข้อเท็จจริง อันดับแรก
ประเด็นที่ ๒ ผมต้องขออนุญาตยืนยันนะครับ เนื่องจากเป็นนโยบายที่สําคัญ ของรัฐบาลนี้ ก็คือเรื่องของ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่าเราเอาจริงกับเรื่องนี้ ท่านพูดว่า ๒ ปีที่ผ่านมาไม่คืบหน้า ท่านอ้างว่ารัฐบาลสมัยคุณทักษิณก็เอาจริงกับเรื่องนี้ ผมก็เห็นรัฐบาลนั้นอยู่ตั้ง ๕ ปี ก็ไม่เห็นมีความคืบหน้าแม้แต่นิดเดียว แต่ในส่วนของ ร่างพระราชบัญญัตินี้โดยรัฐบาลนี้ ตอนนี้อยู่ในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็จะกลับมาสู่ ครม. ในเร็ววันนี้ แล้วก็ทางรัฐบาล เมื่อร่างกลับมาที่คณะรัฐมนตรีก็จะส่งบรรจุเป็นวาระประชุม ในสภาทันที ส่วนประเด็นเรื่องภาษีมรดกก็ต้องขออนุญาตเรียนเพื่อความชัดเจนว่า ผมพูดไว้แต่แรกว่าขอที่จะผลักดันเรื่องของภาษีทรัพย์สินและที่ดินก่อน แล้วค่อยมาพิจารณา อีกทีหนึ่งว่าภาษีมรดกในรูปแบบใดจะมีความเหมาะสมในการนําเสนอที่สําคัญอีกประเด็น หนึ่ง แล้วก็ต้องขออนุญาตจริง ๆ ท่านสมาชิกบอกว่าผมไม่ควรที่จะไปอ้างว่าคนโน้นเคยทํา อย่างนี้ เราจะทําอย่างโน้น ซึ่งผมก็เห็นด้วย แต่ว่าเพื่อความชัดเจนต่อพี่น้องประชาชน ไม่ให้สับสนต่อการอภิปรายของท่าน ผมก็มีความจําเป็นในบางกรณีที่จะต้องเปรียบเทียบ แล้วก็อย่างเช่นในส่วนของภาษีทรัพย์สินและที่ดิน ท่านบอกว่าเป็นเรื่องที่ความจริง รัฐบาลคุณทักษิณเป็นคนทํามา แล้วเราก็เอามาปัดฝุ่น ข้อเท็จจริงเลยนะครับ ถ้าท่านไปศึกษาประวัติของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านจะพบว่าจุดเริ่มต้น คือปี ๒๕๓๗ รัฐบาลของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านชวน หลีกภัย ท่านมีความคิดริเริ่ม ในการที่จะรวมภาษีบํารุงท้องที่ และภาษีโรงเรือนมาเป็นภาษีเดียวกัน ซึ่งยังเป็นแนวคิด ที่เราใช้เป็นหลักในการร่างพระราชบัญญัติภาษีทรัพย์สินและที่ดินชุดที่เรากําลัง พิจารณาอยู่ อันนี้ก็เพื่อความชัดเจนนะครับ และในส่วนของรัฐบาลชวนในปี ๒๕๔๑ ก็คือรัฐบาลชวน ๒ ก็เป็นผู้ที่มีมติคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกที่ได้เสนอ พ.ร.บ. ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็รัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ อันนี้ก็จะผลักดันเรื่องนี้ต่อไป
ในส่วนสุดท้ายที่ผมจะขออนุญาตเรียน ท่านบอกว่า นโยบายการปรับ เรื่องของค่าแรงของทางรัฐบาล เหมือนจะเป็นการปรับเพื่อหนีเรื่องของเงินเฟ้อ ก็คือ ของแพงขึ้นก็ปรับขึ้น เหมือนกับไม่มียุทธศาสตร์ แต่ผมขอเรียนนะครับว่าไม่เป็นเช่นนั้น รัฐบาลนี้ได้ปรับค่าแรงขั้นต่ํามาแล้วให้กับพี่น้องประชาชนผู้ยากจน โดยที่ในเที่ยวที่แล้ว เราได้ปรับโดยเฉลี่ยประมาณ ๑๑ บาท แล้วก็เป็นการปรับภายใต้หลักความคิดว่าเราต้องการ ที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําระหว่างผลตอบแทนในส่วนของนายทุน ซึ่งตอนนี้ต้องบอก มีกําไรในระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมกันไม่เคยมีกําไรมากเท่าปีนี้ แล้วก็ตัวชี้วัด คือตัวดัชนีหลักทรัพย์ทะลุ ๑,๐๐๐ จุด ไม่ได้เป็นเพราะการปลุกปั่นหรือปั่นหุ้นหรืออย่างไร แต่สะท้อนถึงระดับกําไรของบริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อผู้ประกอบการมีกําไร ในระดับที่สูงเช่นนั้น ความเป็นธรรมในสังคมในแง่มุมของรัฐบาลนี้ ก็คือเราควรที่จะต้องปรับ ค่าแรงให้กับผู้ใช้แรงงานด้วย อันนี้คือสาเหตุที่เราใช้ในการปรับค่าแรงที่ผ่านมา แล้วเราก็ยืนยัน ว่าเราจะปรับโดยตรรกะเดิมนี้ให้กับผู้ใช้แรงงานอีกต่อไปอีก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ใน ๒ ปีข้างหน้า
ส่วนประเด็นสุดท้ายครับ เรื่องของประเด็นสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ท่านบอกว่า เอาละ ก็เอาให้เป็นหน้าที่ของทาง ป.ป.ช. ก็แล้วกันว่าจะพิจารณาว่ามีการทุจริตหรือไม่ คือมันพูดง่ายครับ แต่ท่านยื่นญัตติถอดถอนผมเรื่องนี้ ผมไม่เห็นท่านเสนอหลักฐาน แม้แต่ชิ้นเดียวว่าผมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทุจริตอย่างใดเกี่ยวกับการออกสลากการกุศล โดยรัฐบาล ท่านจะเสนอญัตติสุดท้ายแล้วก็ส่งต่อไปให้ ป.ป.ช. เขาพิจารณาอย่างนั้น ผมคิดว่ามันไม่เป็นการรับผิดชอบที่เพียงพอโดยฝ่ายค้าน ผมก็ขออนุญาตที่จะตําหนิท่าน ในประเด็นนี้ ส่วนการที่ท่านบอกว่าผมยอมรับอย่างโน้นอย่างนี้ว่ามีประเด็นปัญหาในการขาย สลากในช่วงที่ผ่านมาราคาสลากสูงเกินควร ผมก็เพียงแต่บอกว่าเช่นเดียวกับทุก ๆ ท่าน ผมเห็นปัญหาว่าสลากแพงเกินราคา ผมก็ได้เสนอให้ท่านได้ฟังแล้วเมื่อสักครู่ว่าแนวคิดในทาง นโยบายต่อการแก้ปัญหานั้นเป็นเช่นใด แล้วก็หวังว่าจะมีโอกาสที่จะผลักดันมาตรการ เพื่อที่จะแก้ปัญหาเรื่องสลากแพงให้กับพี่น้องประชาชนต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ฝ่ายค้านยกมือหลายท่านนะครับ ผมจะเรียกตามที่วิปเสนอรายชื่อมานะครับ ท่านสุวโรช ก็ยกมือ ใช้สิทธิพาดพิงหรือครับ ทีนี้พาดพิงก็ต้องเป็นเรื่องพาดพิงที่ทําให้ท่านเสียหาย เพราะว่าท่านสุวโรชก็จะยกมือเหมือนกัน เมื่อวานผมไม่ได้อนุญาตให้ท่านพิเชษฐ์ใช้สิทธิ พาดพิงนะครับ เพราะว่าพาดพิงแล้วไม่ได้เสียหาย การพาดพิงถ้าพาดพิงต้องเป็นการพาดพิง แล้วเสียหายนะครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะให้ใช้สิทธิพาดพิง ๒ ท่าน เอานายแพทย์ประสิทธิ์ก่อน แล้วก็จะเป็นคุณสุวโรช พะลัง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ผมนั่งฟังท่าน รัฐมนตรีกรณ์ท่านพูดทําให้พรรคเพื่อไทยนี่เสียหาย ท่านพูดในทํานองว่าพรรคเพื่อไทยก็ออก นโยบายว่าไม่เพิ่มค่าแรงขั้นต่ํา ผมก็ตกใจครับ นโยบายพรรคเพื่อไทยไม่เคยครับที่ค่าแรงขั้น ต่ําเขาปรับของเขาเป็นประจําปี ท่านก็ไม่เคยไปช่วยอะไรเขาเท่าไร แต่นโยบายพรรคเพื่อไทย ใหม่ท่านทราบไหมครับ ค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาทต่อวัน ท่านถามผม ผมไม่ตอบท่านหรอกครับ แต่ผมเชื่อว่าประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดเขาเชื่อครับว่าพรรคเพื่อไทย ถ้าเป็นรัฐบาลค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาททําได้แน่นอน อยู่ที่การเลือกตั้งครั้งหน้าครับ ท่านอย่าไปกล่าวหาว่าพวกผม จะไม่เพิ่มค่าแรงขั้นต่ํา สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเพิ่มค่าแรงขั้นต่ําขึ้นมาเรื่อย ๆ ครับ ทุกรัฐบาลก็เพิ่ม แต่ไม่ทราบว่าท่านไปเห็นนโยบาย ๓๐๐ บาท ค่าแรง ๓๐๐ บาท ท่านเลยปรับ ตามหรือเปล่าผมก็ไม่ทราบ จริง ๆ ผมถึงอยากเรียนว่านี่ทําให้พรรคเสียหาย ท่านกล่าวหาว่า พรรคจะไม่เพิ่มค่าแรง ๓๐๐ บาทต่อวันครับ ท่านถามผม ผมไม่ตอบครับ แต่ผมจะไปพูดกับ ประชาชนถ้าประชาชนเชื่อประชาชนก็เลือกพรรคเพื่อไทย ขอบคุณครับ
คุณสุวโรช ขอท่านรัฐมนตรีกรณ์สักนิดนะครับ ต่อเนื่องครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั้น ๆ ครับท่านประธาน ผมขออนุญาต เรียนกับเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านว่าอย่าตื่นตระหนกต่อการอภิปรายแล้วก็การชี้แจง ผมก็ชี้แจงไปตามที่ท่านสมาชิกพรรคของท่านพูดครับ ผมขอยืนยันคําพูดอีกครั้งว่านโยบาย ในส่วนของค่าแรงขั้นต่ํา ในแง่ของการปรับเพิ่มของทางรัฐบาลนั้นเป็นนโยบายปีนบันไดลิง แล้วก็ได้ตั้งคําถามด้วยซ้ําไปว่าแนวคิดนี้ ไม่รู้ไปเอามาได้อย่างไร ผมก็พูดตามที่ท่านอภิปราย ผมก็ชี้แจงตามหน้าที่ ส่วนถ้าคําอภิปรายแนวคิดทางนโยบายของสมาชิกพรรค ของท่านสร้างความกังวลให้กับท่าน ก็ขอให้ไปเคลียร์กันเองครับ ขอบคุณครับ
คุณสุวโรช พะลัง ครับ แล้วเดี๋ยวถึงจะเป็นคุณคุณจุลพันธ์นะครับ เพราะเมื่อสักครู่นี้ ผมเรียกชื่อไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วนะครับ คุณสุวโรชครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุวโรช พะลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ได้ขอ ใช้สิทธิในฐานะที่เป็นผู้ประท้วงครับท่านประธาน แต่ขออนุญาตที่จะหารือตามบทบัญญัติ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่นํามาซึ่งการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในวันนี้ อาศัยตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๘ มาตรา ๑๖๙ ท่านประธานครับ ถ้าดูทั้ง ๒ มาตราแล้วนี่จะเห็นได้ว่ามาตรา ๑๖๘ วรรคสอง เรื่องเกี่ยวกับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจในวรรคสองบอกว่าจะต้องเป็นเรื่องที่จะต้องแสดงพฤติกรรมของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่กระทําผิดตามที่ได้มีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในเรื่องตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๖๙ ครับ ท่านประธานสภาจะต้อง พิจารณาในเรื่องดังกล่าวโดยมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งทั้ง ๒ ข้อนี้ซึ่งเป็นข้อบังคับ ผมไม่ทราบว่าในเรื่องนี้หลังจากที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านก็ได้ยื่นต่อท่านประธานสภาแล้วนี่ครับ ท่านประธานได้ตรวจสอบตามข้อบังคับนี้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นกรณีเมื่อสักครู่นี้ เรื่องของ สลากบํารุงการกุศล ท่านประธานเห็นไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นที่ปรากฏในญัตติก็ตาม หรือไม่ว่า จะเป็นการกล่าวหาของสมาชิกฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นผู้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ก็ดี คําซักถาม คําตอบของรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการก็ดี เห็นได้ชัดว่าในเรื่องดังกล่าว ผู้รับผิดชอบ ผู้กํากับดูแลเรื่องนี้คือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่กํากับดูแล สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ไปยื่นถอดถอนกล่าวหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าทุจริต แต่ระหว่างที่มีการนําเสนอก็ดีหรือมีการปรากฏในข้อความในข้อเท็จจริงของญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจก็ดี ไม่มีเรื่องดังกล่าวที่ปรากฏเป็นพฤติกรรมในการทุจริตเลย ผมก็ไม่ทราบ ว่าท่านประธาน ซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติได้ตรวจสอบในเรื่องนี้แค่ไหน เพียงไร นั่นก็คือ ในเรื่องที่ ๑
ในเรื่องที่ ๒ ผมสังเกตตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ เราเสียเวลากับการโต้กันไป โต้กันมาเป็นการโต้วาทีกันเสียมากกว่า ความจริงสมาชิกฝ่ายค้านเขามีหน้าที่กล่าวหา เมื่อกล่าวหาแล้วฝ่ายรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบ มันน่าจะจบครับ แต่ท่านประธานสังเกตไหมครับ อภิปรายไปอภิปรายมากลายเป็นเรื่องนโยบายของพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่จะใช้ในการ หาเสียงครั้งต่อไป ซึ่งผมเห็นว่าในเรื่องดังกล่าวทั้งหมดมันไม่เกี่ยวข้องกับญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจที่เรากําลังพิจารณาอยู่เลย ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งที่จะต้องใช้สิทธิ หลังจากเสร็จการอภิปรายแล้วว่าจะลงมติรับ ให้ความเห็นชอบรัฐมนตรีที่จะบริหารราชการ แผ่นดินต่อไปหรือไม่ ให้ความเห็นชอบท่านนายกรัฐมนตรีว่าจะบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่นี้ครับ ผมก็สับสน ที่สับสนก็สับสนเพราะทั้ง ๒ ญัตติ ก็คือในเรื่องของพฤติกรรมเป็นเหตุแห่งการกระทําตามข้อกล่าวหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ของท่านนายกรัฐมนตรี ของรัฐมนตรีนี่ครับ ไม่มีปรากฏเลย แล้วการอภิปรายก็ไม่ได้ปรากฏเลย แล้วจะให้ผมนั่งฟังโดยการเสียเวลาตรงนี้ เสียเวลาของสภาไปได้อย่างไร ก็อยากจะ กราบเรียนหารือกับท่านประธานว่า ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ได้โปรดพิจารณาในเรื่องดังกล่าว แล้วก็ตัดประเด็นไปเลยถ้าหากไม่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหา แล้วก็ให้กระชับในประเด็น ถ้าหากว่าฝ่ายค้านเขาอภิปรายเสร็จแล้ว รัฐบาลตอบเสร็จแล้วก็น่าจะจบ ผมก็จะได้ฟัง ทั้งฝ่ายกล่าวหา ผมก็ได้ฟังทั้งรัฐมนตรีที่ตอบ เพื่อจะใช้ประกอบในการใช้ดุลยพินิจในการที่จะ ลงมติหลังจากเสร็จการอภิปรายของสมาชิกที่ได้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีครับ ขอกราบเรียนต่อ ท่านประธานเพื่อขอความกระจ่างชัดในการทําหน้าที่ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยอย่างดี ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ผมมั่นใจว่าท่านประธานชัย ชิดชอบ คงได้ตรวจเอกสาร หลักฐานแล้วก็ประเด็นครบถ้วนแล้วนะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๒ เรื่องการตอบโต้กันไปมานั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ครับ อาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ข้อมูลตัวเลขของฝ่ายค้านก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ของฝ่ายรัฐบาล ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง บางครั้งจึงมีการตอบโต้กันไปมา แต่ก็อยู่ในย่านที่ประธานสมควรให้ ตอบโต้ได้ เพราะฉะนั้นผมก็จะไม่ตัด ยกเว้นว่าพูดออกนอกเรื่องนอกประเด็นจริง ๆ แต่อย่างไรก็ตามมันก็จะต้องใช้เวลาของฝ่ายค้านเองซึ่งจะต้องตกลงกันตามที่กําหนดกันไว้ ๔๐ ชั่วโมงนะครับ คุณจุลพันธุ์ อมรวัฒน์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ต้องขออนุญาต ท่านประธานลุกขึ้นมาใช้สิทธิในการพาดพิง เพราะว่าท่านรัฐมนตรีได้ตอบชี้แจงในประเด็น เรื่องของค่าแรง แล้วก็โยนกลับมาเป็นเรื่องของผู้อภิปรายซึ่งเป็นผมเอง ผมเองต้อง กราบเรียนอย่างที่ได้เกริ่นไปแล้ว ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีคงฟังผิด ผมไม่ได้พูดถึง เรื่องค่าแรงว่าการขึ้นค่าแรงนั้นเป็นความคิดแปลก ๆ ไม่ทราบว่าใช้คําอะไร แต่ผม หมายถึงการขึ้นค่าแรง เพราะเห็นว่าเงินเฟ้อมันเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง อยากจะทราบ ไหมครับว่าผมเอาแนวความคิดนี้มาจากไหน ใครเป็นคนพูด ผมขอให้ท่านประธานไปเปิดดู หนังสือพิมพ์เอเอสทีวี ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ ๒๔ กุมภาพัน ๒๕๕๔ เขาเขียนว่า อภิสิทธิ์ เล็งปรับค่าแรงหากราคาสินค้าพุ่ง เงินเฟ้อสูง นี่ละครับที่มา คิดอย่างนี้ได้อย่างไร ท่านกรณ์เองก็บอกว่านี่ไม่ใช่แนวคิดที่ถูกต้อง ก็ตอบมาชัดเจน ก็ถูกครับ เพราะฉะนั้น ท่าน ๒ ท่านที่นั่งข้างบนไปทําความเข้าใจกันเองดีกว่านะครับ
มีผู้ประท้วงครับคุณจุลพันธ์ นายแพทย์สุกิจประท้วงอะไรครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานครับ ที่ให้สิทธิผู้อภิปรายท่านนี้ลุกขึ้นตั้งหลายครั้ง ท่านเป็นผู้ กล่าวหาท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีท่านก็ตอบแล้ว ท่านก็ให้เกียรติตอบเป็นเรื่องแรกด้วย แล้วท่านก็ยังยืดเยื้อ ไม่จบไม่สิ้นอยู่ ผมคิดว่าท่านใช้สิทธิมากเกินไปแล้วครับ ท่านประธาน ได้โปรดพิจารณาด้วย
ผมวินิจฉัยนะครับ คุณหมอสุกิจครับ ผู้อภิปรายสักถาม เมื่อซักถามแล้วผู้ตอบตอบแล้ว ผู้ซักถามยังไม่เข้าใจก็ยังมีสิทธิถามได้ แต่ก็ต้องอยู่ในระยะเวลาที่ตกลงกัน เพราะว่าผู้ตอบ ตอบในสิ่งที่ผู้ถามคิดว่ามันคนละอย่างกับที่ท่านคิด ท่านก็มีสิทธิถามได้ เชิญนั่งลงเถอะครับ ประท้วงอะไรครับ
นี่เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครับท่านประธาน ไม่ใช่การซักถามกระทู้ที่จะใช้สิทธิถามไปถามมาได้ ท่านอภิปรายให้หมดเลยสิครับ ท่านมีข้อมูล อะไรอภิปรายให้หมด พอท่านรัฐมนตรีเห็นสมควรแล้วท่านก็ลุกขึ้นตอบ นี่ดีครับที่ท่านตอบ ให้ทันที ถ้าท่านเว้นระยะไว้ตอบก็เป็นสิทธิของท่าน ผมเชื่อว่าท่านใช้สิทธิมากเกินไปแล้ว ถ้าท่านประธานปล่อยให้โต้กันไปโต้กันมาอย่างนี้ ท่านอื่นก็ไม่ได้พูดหรอกครับ ท่านประธานครับ ผมว่าสมควรให้เขายุติแล้วครับ ผมขอประท้วงท่านประธานครับ
ผมวินิจฉัยไปแล้ว เป็นสิทธิของผู้ถาม ในขณะเดียวกันก็เป็นสิทธิของผู้ตอบเช่นเดียวกันครับ ผมก็วินิจฉัยไปตั้งแต่เมื่อวาน ถ้าหากว่ามีการพาดพิง ถึงแม้ว่าเมื่อครู่นี้ท่านรัฐมนตรีประดิษฐ์ ท่านไม่ได้ถูกอภิปราย แต่เป็นการพาดพิง ซึ่งประธานพิจารณาแล้วอาจจะทําให้เกิดการเสียหาย ผมก็จะอนุญาตให้ท่านผู้นั้นตอบ อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ แต่ก็ต้องขอรวบรัดด้วยนะครับ เพราะว่าใช้สิทธิมาหลายครั้ง รวบรัดด้วยครับ
กราบขอบคุณท่านประธานครับ ในส่วนของผมก็คงได้ชี้แจงไปตามที่ได้กล่าวแล้ว เรื่องของที่มาต้นตอของสิ่งที่ผมได้อภิปราย ก็คือคําสัมภาษณ์ของท่านเอง ท่านชี้แจง ผมจะไม่ต่ออีกแล้วครับ ผมขอเรียนให้ท่านประธาน ทราบอย่างนี้ คงจะเป็นครั้งสุดท้ายของผม แต่อย่างไรก็ตามต้องกราบเรียนผ่านท่านประธาน ว่าวันนี้ผมยังเชื่อมันว่าทิศทางการบริหารนโยบายเศรษฐกิจยังไม่ถูกต้อง รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ ในอดีตพรรคไทยรักไทยได้เคยเข้ามาแก้ไขปัญหาหนี้สินจากรัฐบาลชุดก่อน ๆ เข้ามาแล้วก็ทํา งบสมดุล ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังผู้ฟังทางบ้านด้วย พรรคเพื่อไทยพร้อมจะ กลับมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็จะทํางบประมาณสมดุล จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้สิน ที่มันเกิดขึ้นทั้งหมดครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ความจริงแล้วที่เกริ่นไว้เมื่อคืนนี้ ก็คือผมนึกว่า จะชี้แจงประเด็นที่มีการพาดพิงถึงผม เพราะว่าดูเหมือนว่าอภิปรายรัฐมนตรีทุกท่านก็จะมี พาดพิงมาถึงกระผม แต่บังเอิญท่านสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายก็พาดพิงซ้ําอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากจะ กราบเรียนในเรื่องของปัญหาค่าแรงอย่างนี้ครับ แนวคิดเรื่องค่าแรงที่ผมได้นําเสนอ ความจริงผมนําเสนอมาก่อนหน้านี้นานแล้ว เป็นประเด็นซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ชี้แจงไปบอกว่า
ประการแรก ต้องยอมรับว่าในโครงสร้างเศรษฐกิจของเรา รายได้สําหรับ พี่น้องประชาชนที่ได้จากค่าจ้างถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่ต่ํา ซึ่งก็เป็นโครงสร้างที่นํามาสู่ ความไม่เป็นธรรมสําหรับพี่น้องประชาชนจํานวนมาก
ประการที่สอง เหตุผลที่เศรษฐกิจไทยพัฒนามาโดยพึ่งพิงเศรษฐกิจโลก ค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเศรษฐกิจภายในประเทศครับ ปัญหาเรื่องของค่าจ้าง ค่าแรงถูกกดเอาไว้ แล้วผมคิดว่าถึงยุคปัจจุบันเราต้องการที่จะเห็นสัดส่วนของเศรษฐกิจ ภายในประเทศเข้มแข็งขึ้น เพราะฉะนั้นผมพูดเรื่องนี้มาหลายปีครับ แล้วก็มีการปรับขึ้นมา โดยลําดับ ทีนี้เมื่อสักครู่ท่านก็บอกว่าแล้วผมให้สัมภาษณ์ว่าที่จะขึ้นค่าแรงเพราะของแพง ผมก็ตอบเลยว่า ใช่ครับ เพราะผมเห็นว่าเวลาที่เศรษฐกิจขยายตัวและของแพงขึ้นหรือเงินเฟ้อ สูงขึ้นโดยธรรมชาติ เราไม่ค่อยให้ความเป็นธรรมกับคนที่มีรายได้จากค่าจ้างจากเงินเดือน คนอื่นรายได้เพิ่มขึ้นไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์อะไรครับ แต่เมื่อไรจะขึ้นเงินเดือนเมื่อไรจะขึ้น ค่าแรง ก็ไปอ้างว่าพอจะทําสิ่งเหล่านี้ของจะแพงขึ้น ถ้าเป็นอย่างนี้คนเหล่านี้ก็ตายลูกเดียวครับ เพราะว่าของแพงขึ้นไปแล้ว บอกว่าจะขึ้นรายได้ขึ้นค่าจ้างให้เขาไม่ได้ เพราะเดี๋ยวของแพง ขึ้นอีก เขาก็จะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา ที่จริงของที่จะแพงขึ้นหรือไม่มันไม่ได้อยู่ที่ ตรงนี้เท่านั้นครับ เพราะต้นทุนที่เป็นค่าแรงสัดส่วนมันไม่ได้สูงขนาดนั้น แต่ถ้ามีการฉวย โอกาสเอารัดเอาเปรียบขึ้น นั่นก็เป็นภาระหน้าที่ของหน่วยงานที่จะต้องไปดูว่ามันไม่เกิดขึ้น และมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าโครงสร้างในเศรษฐกิจมีการแข่งขันที่ดีครับ ผมจึงอยาก จะกราบเรียนชี้แจงว่าเป็นอย่างนี้ ทีนี้เมื่อท่านบอกว่าถ้าเงินเฟ้อของแพงอยู่จะขึ้นค่าแรง จะเป็นบันไดลิง มันก็เป็นความชอบธรรมที่พวกผมจะถามว่าแล้วที่ท่านเพิ่งอ้างเมื่อสักครู่ว่า ท่านจะขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาทอะไรของท่าน ท่านจะขึ้นเมื่อไร ก็ได้ครับ นโยบายก็แตกต่างกัน ของผม ๒๕ เปอร์เซ็นต์ภายใน ๒ ปีทําเลยครับ ของท่าน ๓๐๐บาท แต่ต้องรอไม่ให้มี เงินเฟ้อก่อน
คุณประชาครับ
ท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ ขออนุญาตขัดจังหวะท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติสั้น ๆ นิดเดียว ผม ประชา ประสพดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ต้องขอหารือ ท่านประธานเป็นเรื่องสําคัญและเป็นเรื่องด่วน กระผมเป็นท่านหนึ่งที่อาจจะต้องทําหน้าที่ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ผมได้นําเอกสารพร้อมสื่อ ก่อนที่จะกล่าวถึงตรงนั้นมันมี คําสั่งในเรื่องการตั้งคณะกรรมการตรวจข้อมูลเอกสาร สื่อต่าง ๆ ที่ห้อง ๓๒๐๑ มีเจ้าหน้าที่ ของรัฐสภาที่เป็นข้าราชการประจําอยู่จํานวน ๕ คน แขวนบัตรประจําตัวข้าราชการรัฐสภา ผมได้นําสื่อเอกสารไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจในห้อง เป็นห้องที่มีความมิดชิด ทีนี้มันอย่างนี้ ท่านประธานเป็นข้อสังเกต พรรคฝ่ายค้านก็ไม่ได้ส่งกรรมการ เพราะเราไม่ยอมรับในเงื่อนไข กติกาสิ่งเหล่านี้ที่จะต้องเอาข้อมูลทั้งหลายไปให้คนอื่นเขาดูการบ้านก่อน แต่ผมเชื่อ โดยสุจริตใจว่ากรรมการทั้ง ๓ ท่าน ผมต้องขอเอ่ยนาม ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ท่านศิริโชค โสภา และท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ท่านคงไม่ได้มีส่วนรู้เห็น แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น ท่านประธาน ต้องไปตั้งกรรมการสอบ แล้วออกคําสั่งอย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก มีบุคคลภายนอกที่ เป็นผู้ช่วย ส.ส. แขวนบัตรผู้ช่วย ส.ส. จับได้ไล่ทันจํานนต่อหลักฐาน ปรากฏว่าคุณเป็นใคร คุณเข้ามานั่งดูข้อมูลผมได้อย่างไร คุณกดคอมพิวเตอร์ (Computer) โน้ตบุ๊ค (Notebook) อยู่บนโต๊ะ แล้วคุณเอาตามองเอาหูได้ยิน แต่ผมก็เชื่อว่าคุณอาจจะสุจริตใจ เป็นสุภาพสตรีครับท่านประธาน อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เจ้าหน้าที่ข้าราชการรัฐสภาทั้ง ๕ ท่านสงบเสงี่ยมให้ความเคารพอย่างดี เขาอาจจะไม่ได้สนใจ แต่ปล่อยให้สุภาพสตรี คนนี้ไปนั่ง ผมอธิบายไปเอกสารหน้านั้นเปิดดูหน้านี้ตลอด เป็นผู้ช่วย ส.ส. ครับ แล้วอย่างนี้ความโปร่งใสมันเกิดความเคลือบแคลงนะครับ ไม่น่าที่จะเกิดเหตุการณ์ อย่างนี้เกิดขึ้นได้ แล้วเอกสารของผมนี้มันไม่มีอะไรเป็นความลับหรอก มันเป็นเอกสาร ข้อเท็จจริงทั้งหมด ผมเกรงว่าที่ผ่านมาผมเห็นท่านรัฐมนตรีบางท่านเก่งจริง ๆ ท่านสมาชิก อภิปรายเสร็จปุ๊บหยิบชาร์ท (Chart) ขึ้นโชว์ (Show) หยิบชาร์ทขึ้นโชว์อย่างนี้ แล้วท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ ที่กําลังจะไปส่งเอกสารให้ตรวจนี้ ผมนี่ไม่ได้ยอมรับเงื่อนไขนี้ ท่านประธาน เพราะเอาข้อมูลผมไปดู แต่บังเอิญของผมนี้เป็นข้อมูลที่เป็นเอกสารของ ส่วนราชการ ก็ไม่ว่ากัน เพราะฉะนั้นจึงฝากข้อสังเกตว่าท่านประธานต้องรีบดําเนินการเรื่องนี้ ท่านต้องตั้งกรรมการสอบเจ้าหน้าที่รัฐสภาที่ยินยอมปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิ และให้บุคคล ภายนอกซึ่งเป็นผู้ช่วย ส.ส. ไม่ได้มีหน้าที่ ไม่ได้อยู่ในคําสั่งที่จะได้ยิน รับรู้รับเห็นด้วยประการใด ๆ เขาอาจจะสุจริตก็ได้ แต่เขาเข้าไปอยู่ในที่นั้น มันไม่มีความเหมาะสม มันก่อให้เกิดความสงสัยว่า เอ๊ะ เขาเข้ามาจารกรรมข้อมูลหรือเข้ามาทําอะไรหรือไม่ อันนั้นคือข้อสังเกตข้อที่ ๑ ท่านประธาน ต้องรีบกําชับเรื่องนี้ แล้วจัดห้องที่จะเอาเอกสารไปตรวจให้มันรัดกุมกว่านี้ ใครอยากดูอยาก เห็นต้องขอออนุญาตผมก่อน ผมยอมให้ดูครับ แต่นี่ไม่ได้ขออนุญาตผม ไปนั่งพิมพ์อยู่ แล้วบอกว่ามาปริ้นท์ (Print) งานอย่างนี้ มันปริ้นท์ได้อย่างไรครับ ที่พักคอยผู้ช่วย ส.ส. ในสภานี้ มีเยอะแยะ และบังเอิญเป็นผู้ช่วย ส.ส. ของคณะกรรมการในการตรวจรับด้วย ในการตรวจเอกสารด้วยครับท่านประธาน แต่ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็คงไม่ได้มีส่วน เพราะสิ่งที่ผมจะอภิปรายก็ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็เชื่อโดยสุจริตใจว่าเขาก็คงไม่ทราบ อย่างไรท่านประธานต้องรีบดําเนินการเรื่องนี้ให้เกิดความกระจ่างโดยเร็วที่สุดนะครับ ขอขอบคุณครับ
ท่านเชาวรินธร์ เรื่องเดียวกันหรือเปล่าครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ปัญหาที่ท่าน ส.ส. ประชา ประสพดี หารือท่านประธานนี่เป็นเรื่องใหญ่ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ ไม่เคยมีประเพณีปฏิบัติอย่างนี้ ประธานสั่งให้ผู้อภิปรายทุกคนเอาเอกสารหลักฐานข้อมูล ต่าง ๆ ไป เสร็จแล้วก็รั่ว ยกตัวอย่างเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ สั่งให้ผม เอาเอกสาร แล้วก็ไปแจ้งต่อคณะกรรมการว่าผมจะพูดเรื่องอะไร พอผมพูดจบปั๊บ รัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรีก็เอารูปมาโชว์เลยว่ารูปนี้เป็นภาพถ่ายที่ไม่มีเอฟเฟคท์ (Effect) อย่างนี้ผมว่ามันไม่ยุติธรรม มันเอาเปรียบกันเกินไปท่านประธานครับ และศักดิ์ศรีของ สภาผู้แทนราษฎรศักดิ์ศรีของฝ่ายนิติบัญญัติไปอยู่ที่ไหน ตรวจสอบการทํางานของ ฝ่ายบริหาร แต่ฝ่ายบริหารนี้ก็เอาเปรียบฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวผู้เป็นประธานนี้ กลับเป็นเครื่องมือ เป็นมือเป็นตีนให้แก่ฝ่ายบริหาร บังคับให้ผู้แทนราษฎรส่งเอกสาร ส่งหลักฐาน ส่งข้อมูล เสร็จแล้วก็ไปบอกกล่าวกัน พอผมพูดจบปั๊บก็ชี้แจงได้ปุ๊บเลย เหมือนรู้ ข้อสอบล่วงหน้า ท่านประธานครับ นี่วันนี้ก็เช่นกัน เดี๋ยวก็คงจะต้องไปบอกว่าผมจะพูด เรื่องอะไรบ้าง แต่เอาเถอะ ทีมึง มึงทําไป แต่ทีกูมึงอย่าโวย ทีเอ็งข้าไม่ว่า
ต้องขออนุญาตใช้คําพูดที่เหมาะสมกว่านี้สักนิดหนึ่งนะครับ พอดีจบแล้วครับ คุณอรรถวิชช์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์ ผมอยู่ในหนึ่งในคณะกรรมการตรวจคลิปด้วย แล้วก็ในนี้มีท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ท่านรองประธานนั่งอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ การตรวจคลิปนี้ เป็นบรรทัดฐานตั้งแต่คราวที่แล้วที่ท่านประธานชัยท่านวางเอาไว้ แล้วกฎกติกาชัดเจนครับ ว่าท่านจะต้องส่งเอกสารนี้ให้คณะกรรมการก่อนล่วงหน้า ๓ ชั่วโมง แต่ท่านประธานครับ พวกผมทํางานกันเมื่อวาน ๑๐ โมง เลิกตีสองครึ่ง แล้ววันนี้ก็จะเป็นอย่างนี้อีกครับ เจ้าหน้าที่ ที่มีอยู่ ผู้ช่วยที่มีอยู่ ผู้ช่วยผมเองครับท่านประธาน อย่าบิดเบือนไปเรื่องอื่นเลยครับ เขาไม่เคยดู ในคลิป ผมไม่เคยสั่งให้ดูเลย เขาทําหน้าที่อย่างเดียวคือโทรศัพท์ตามครับ ผมทํา ๑๐ โมงถึง ตีสองครึ่งนะครับ ท่านอภิปรายเสร็จท่านอาจจะกลับบ้านได้ ผมต้องรอครับ แล้วที่ผม ไม่ขึ้นมาโวยวายครับ คลิปที่ส่งขึ้นมา เอกสารที่ส่งขึ้นมา ส่งช้ากว่ากําหนด ๓ ชั่วโมง ตามกติกามันออกไม่ได้ครับ แต่เราไม่อยากให้เกิดครับ ท่านใช้เทคนิคในการส่งล่วงหน้า แค่ชั่วโมงเดียว ครึ่งชั่วโมงก็ตรวจครับ ผมไปนั่งอยู่ที่ไหน วันนี้ผมประชุมคณะกรรมาธิการ อยู่อีกที่หนึ่ง ผมก็ต้องมาตรวจให้ครับ ไม่มีหรอกครับ ท่านประธานครับ แล้วไม่มีใครทําส่ง การบ้านขนาดนั้น ที่ได้กล่าวหานะครับ ผมเรียนด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าการทํางานวันนี้ ในสภาผมก็อยากจะให้มันราบรื่น ท่านประธานก็เห็นว่าวันหนึ่งที่ผ่านมา ไม่มีการประท้วงกัน แบบที่เรียกว่าทุกคราวที่ผ่านมา พูดด้วยความบริสุทธิ์ใจครับ ไม่มีใครตรวจคลิปของท่าน หรอกครับ นอกจากพวกผมตรวจเองครับ แล้วไม่มีการแจ้งการบ้านล่วงหน้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ เป็นพยานได้ ท่านเองท่านก็นั่งอยู่ในห้องนั้นท่านก็รู้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ผมจะวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ คุณประชามีอะไรครับ
ท่านประธานครับขออนุญาต นิดเดียวครับ ท่านสมาชิกอรรถวิชช์กล่าวนั้นผมอยู่ในห้องนั้นนะครับ ถือเอกสารไป จะไปกี่นาที จะไปช้า ไปเร็วก็สุดแท้แต่ มันต้องเป็นไปตามจริยธรรม ในห้องนั้นมันต้องมีคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็คือเจ้าหน้าที่ของสภา แต่ผู้ช่วย ส.ส. มันมีหน้าที่ตรงไหน มีคําสั่งไหนละครับ ที่ให้อํานาจหน้าที่ศักดิ์และสิทธิเข้าไปนั่งอยู่ในห้อง ถ้านั่งอยู่นอกห้องไม่ว่า นี่นั่งอยู่ในห้อง ระยะห่างกันแค่เมตรเดียว เขาก็ได้ยิน เขาก็รู้เขาก็เห็น เขาไม่ได้มีหน้าที่ตรวจ ถูกต้องแล้วครับ คณะกรรมการทั้ง ๓ ท่าน ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติเป็นผู้ดู แต่นั่นมันผู้ช่วย ส.ส. คุณมีหน้าที่อะไรครับ ในรัฐธรรมนูญตรงไหนครับ ที่ผู้ช่วย ส.ส. เข้าไปดูในตรงนี้ ตรงไหนละครับ เอกสารนี้มันเป็นสิทธิที่ผมจะต้องนํามาใช้ในการอภิปราย มันมองได้ ๒ ทาง ประหนึ่งทางที่ ๑ มองว่าอาจจะสุจริต มองเห็น ได้ยินก็ไม่ได้สนใจ แต่อีกทางหนึ่งอาจจะมองประหนึ่งได้ว่า รู้ เห็น ได้ยิน อาจจะนําพา นําสื่อ อะไรละครับเป็นตัวยืนยัน แล้วจริยธรรมมันอยู่ตรงไหน คุณเป็นผู้ช่วย ส.ส. หน้าที่คุณอยู่ตรงไหนครับ คุณเข้าไปนั่งอยู่ในห้องที่ระยะห่างกันแค่ เมตรเดียว แล้วเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คนั่งพิมพ์ นั่งปริ้นท์งาน แล้วนั่งฟัง นั่งดู เอกสารก็เปิด ถ้าผมไปคุยในเรื่องอื่นไม่ว่า แต่นี่เป็นการนําพาเอกสารไปแสดง ส่วนการตรวจก่อน ๒ ชั่วโมงส่งก่อน ส่งหลัง อันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง คนละเรื่องกันนะครับ ท่านต้องทําความเข้า ผมพูดถึงว่าความชอบธรรม ความโปร่งใส จริยธรรมอย่างนี้ วันนี้มันเกิดความไม่ชอบธรรม ผมก็ถูกบังคับใจอยู่แล้ว ต้องเอาเอกสารไปให้ดู แล้วมาเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ผมก็หวังใจ เป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เตือนเพื่อนสมาชิกท่านอื่นก่อนที่ท่านจะนําเอกสารไป ช่วยตรวจตรา ในห้องเจ้าหน้าที่ของสภาควรจะต้องดูว่าเขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องควรจะต้องเชิญ ออกจากนอกห้อง ถ้าห้อง ๒๐ เมตร ผมไม่ว่า นี่พื้นที่อยู่แค่ประมาณ ๔ คูณ ๔ เมตร เท่านั้นเองครับท่านประธาน มันคนละประเด็นครับ ไม่ใช่ว่าการนําเอกสารไปแล้ว ต้องตรวจ ใช่ คุณจะตรวจอะไรก็ตรวจ คุณจะถ่ายรูปผมก็ยอม คุณจะทําอะไรก็ได้ แต่คุณต้องเป็นกรรมการเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ช่วย ส.ส. ครับท่านประธาน แล้วถ้าเกิดผมจับไม่ได้ ว่าอย่างไร อันนี้เป็นการที่เราจับได้ เขาไม่ได้แสดงตนก่อน แต่ผมไล่ทีละคนว่าเป็นใคร เป็นใคร เขามาจนมุมตรงที่ยอมรับว่าเขาเป็นผู้ช่วย ส.ส. ถามเป็นผู้ช่วย ส.ส. ใคร นี่ละครับ ท่านประธาน ถ้าจับไม่ได้แล้วว่าอย่างไร จะนั่งต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงตีสามเลยใช่ไหมครับ
ต่อไป คุณอรรถวิชช์ พาดพิงครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ท่านคงจําอดีตไม่ได้ครับ คราวที่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการแบบนี้เช่นเดียวกัน ของท่านเข้าไปทั้งทีมเลยครับ ทั้งทีมเลยครับ แล้วไม่ได้รับคําสั่งในการแต่งตั้งแต่ประการใด เข้าไปได้ทั้งทีมและเข้าไปตรวจคลิปด้วยครับ ของผมนี้ไม่ได้ตรวจคลิปเลยครับ ท่านประชาท่านเข้าไปท่านก็ทราบดี เมื่อสักครู่นี้ท่านก็พูด ยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้มีการตรวจคลิป แต่วันนี้ผมเพื่อความชัดเจนครับท่านประธาน ผมก็สั่ง ว่าอย่างนั้นไม่ต้องเข้าไป ผมชัดเจนนะครับ ไม่มีครับท่านประธาน แล้วผมย้ําอีกครั้งนะครับ ขอท่านให้ความกรุณาด้วย ผู้ที่จะอภิปรายต่อไป รวมถึงท่านรัฐมนตรีด้วยครับ คณะกรรมการ ตรวจคลิปกําหนดเกณฑ์ชัดเจนก่อนล่วงหน้า ท่านประธานชัยยืนตั้งแต่คราวที่แล้ว ต้อง ๓ ชั่วโมงล่วงหน้า ตอนนี้ท่านใช้วิธีการไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ไม่ถึง ๑ ชั่วโมง พวกผมอยู่ตั้งแต่ ๑๐ โมงถึงตีสองครึ่ง แล้วท่านสว่างผมต้องสว่างกับท่านครับ กลับไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้น ขอให้ความชัดเจนอีกครั้งว่า ท่านไม่ต้องห่วงครับ สุภาพบุรุษเพียงพอครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
สําหรับเรื่องนี้คงพอแล้วนะครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยเลยครับ ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นเรื่อง ที่โต้กันไปโต้กันมานะครับ ขอสั้น ๆ นะครับคุณประชาครับ
ท่านประธานครับ ผม ประชา ประสบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เรื่องเก่าที่ผ่าน ๆ มานั้น ทําไมท่าน ไม่ใช้สิทธิประท้วง หรือทําการตรวจ อันนี้เขาไม่ได้แสดงตน ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ เขาก็ยอมรับว่าเป็นคนของเขา เขาอนุญาตให้ไปนั่งนับแทนเขา คุณจะตีสาม ตีสี่ คุณก็ต้อง เข้าไปตรวจ แต่นี่ผมพูดถึงว่าเขาเป็นบุคคลภายนอกใช่ไหมครับ แล้วเป็นผู้ช่วย ส.ส. ที่มีส่วน ได้เสียที่ดูเอกสาร แต่ผมบอกว่าผมเชื่อในสมาชิกท่านผู้ทรงเกียรติเขาคงไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่นี่มันผู้ช่วย ส.ส. เข้าไปนั่งอยู่ แล้วผมเป็นคนตรวจเช็ค
มีผู้ประท้วงครับ คุณธนิตพล ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ วิปรัฐบาลครับ เรียนด้วยความเคารพ ผมรู้สึกว่าขณะนี้ท่านประธาน ปล่อยให้คุณประชาอภิปรายเยอะแล้วครับ ท่านประธานดําเนินการต่อเถอะครับ เพราะว่า เสียเวลาสภาครับ ไม่ได้เป็นเรื่องอะไรเลยครับ ซ้ําไปซ้ํามา
โกงอย่างนี้ละครับ
ต้องอย่างนี้ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยนะครับ ผมให้คุณประชาพูดอีกโดยรวบรัดนะครับ เพราะว่า ทั้ง ๒ ฝ่ายพาดพิง คุณธนิตพลประท้วงว่าอย่างไรนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้ที่หลุดปากออกมาว่า โกงอย่างนี้ ถอนด้วย ปากเสียอย่างนี้ที่ทําให้สภาวุ่นวายครับ
ผมต้องขออย่างนี้นะครับ ตอบโต้กันไปมา คุณธนิตพลไปบอกให้เขาถอนนะครับ ในขณะเดียวกันคุณธนิตพลก็ไปบอกปากเสียอย่างนี้ เดี๋ยวมันก็ต้องถอนกันใหญ่นะครับ ผมต้องขอร้องทุกท่านครับ ขอให้มีความใจเย็น รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างได้ ทั้ง ๒ ฝ่าย คุณประชาขอรวบรัดด้วยนะครับ เพราะว่าผมกําลังจะวินิจฉัยแล้ว แล้วก็จะไม่ให้ ท่านผู้ใดพูดในเรื่องนี้อีกต่อไปนะครับ
ต้องขอบคุณท่านประธานครับ เรื่องอย่างนี้ละครับ ที่เรามองเป็นเรื่องเล็ก เป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องสําคัญหรือครับ เรื่องนี้ มันสําคัญสิครับท่านประธาน มันก็เหมือนกับการกดบัตรแทนกันครับ มันต้องมีความสุจริต แล้วจะมาบอกว่าปากเสีย ปากเสียก็ยังดีกว่าปากหมา
ผมต้องขออย่างนี้นะครับ ไม่อย่างนั้นก็ประท้วง ทุกท่านนั่งครับ ผมไม่อนุญาตให้ประท้วงแล้ว ผมวินิจฉัยเรื่องนี้อย่างนี้เลยนะครับ ท่านประธานท่านได้ออกคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ ไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีท่านประธานสามารถเป็นประธานกรรมการ มีผมเป็นรองประธาน แต่ผมเห็นว่าเนื่องจากมีรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอยู่ในพรรคเดียวกันถึง ๒ ท่าน อยู่ในคณะกรรมการ ผมเห็นว่าไม่เหมาะสมนะครับ ผมก็เลยลาออกจึงเหลือรองประธาน สภาผู้แทนราษฎรอยู่ในคณะกรรมการคณะนี้จากพรรคเดียวท่านเดียว แล้วก็ต้องขอวินิจฉัย อย่างนี้ว่าเมื่อท่านประธานท่านได้กําหนดมาอย่างนี้ พวกเราก็ต้องรับกติกาและทําตาม ในเรื่องนี้คิดว่าคุณอรรถวิชช์ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ผู้ช่วย ส.ส. เข้าไปแอบดูหรืออะไร อย่างไร แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ก็ต้องขอให้คุณอรรถวิชช์หรือใครก็ตาม ที่เป็นคณะกรรมการต้องไม่ให้คนนอกเข้าไปอยู่ในห้อง ซึ่งผมจะกราบเรียนท่านประธาน สามารถ คือท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสามารถให้ท่านช่วยกํากับดูแล อีกครั้งหนึ่ง แค่นี้ละครับ และคิดว่าหลังจากนี้ต่อไปก็จะคงไม่มีท่านใดที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปอยู่ ในห้องนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ต้องหารือต่อแล้ว เชิญคุณธนิตพลนั่งลงเถอะครับ ประท้วงใช่ไหมครับ เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ธนิตพล ไชยนันทน์ ถ้าท่านประธานเห็นว่าคําที่ผมบอกว่า ปากเสีย มันเป็นคําที่ไม่สุภาพ ผมถอนครับ แต่ว่ากราบเรียนท่านประธานว่าในสภาแห่งนี้การพูดจาไม่สุภาพ อย่างเช่นเมื่อสักครู่นี้ ที่ท่านสมาชิกที่ได้พูดถึงเรื่องของปากหมา ผมก็อยากให้ท่านประธานควบคุมด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
ต้องขออย่างนี้นะครับ ขอบคุณครับ ก่อนอื่นขอบคุณที่ถอนคําพูดนะครับ เพราะฉะนั้น คุณประชาก็ต้องถอนด้วย ปรากฏว่าคุณประชาไม่อยู่ในห้องแล้ว อยู่ในห้องไหมครับคุณประชา ต้องขอให้ถอนคําว่า ปากหมา แล้วก็คําว่า โกง ออกด้วยนะครับ ที่ผมไม่ได้ต้องการให้ คุณธนิตพลถอน เพราะว่าจะขอร้องพวกเราว่าเราต้องอดทนฟังความคิดเห็นที่แตกต่างได้ ขอเชิญคุณประชาถอนนะครับ
ท่านประธานครับ ผม ประชา ประสพดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ อันนี้เป็นข้อสังเกต เผื่อโอกาส ข้างหน้าจะได้มีโอกาสร่วมสภากันต่อ ถ้าหยุด ถ้าไม่ขึ้นมาว่า ปากเสีย นี่มันคงไม่เกิดปัญหานี้ เกิดขึ้นแน่นอน เราเอาข้อเท็จจริง ในเมื่อท่านสมาชิกเขาถอนคําว่า ปากเสีย เพราะในความเป็นจริง ผมก็ไม่ได้ปากเสียนะครับ ผมปากดีอยู่แล้วละครับ เพราะฉะนั้น ปากหมา โกง แต่โกง ผม
ผมวินิจฉัยให้คุณประชาถอนนะครับ เชิญถอนคําพูดครับ
ให้ผมถอนคําว่าอะไรครับท่านประธาน
คําว่า โกง กับ ปากหมา ครับ
เอาแค่ ปากหมา ก็แล้วกันครับ ผมถอนคําว่า ปากหมา แล้วกัน เรื่องโกงเดี๋ยวไปพิสูจน์กันครับ
ก็ต้องถอนคําว่า โกง ด้วยครับ เชิญครับ
ก็ผมบอกว่าไอ้โกงอย่างนี้ เอกสาร ที่เอาไปตรวจเป็นเอกสารการทุจริต ผมไม่ได้หมายความว่า เขาโกง วันนี้เอกสารที่ไปตรวจ มันโกงอย่างนี้
ผมได้วินิจฉัยให้คุณประชาถอนคําพูดแล้วนะครับ เชิญครับ
ถอนก็แล้วกันนะครับท่านประธานครับ
ผมไม่เปิดโอกาสให้ท่านประท้วงต่อในเรื่องนี้ครับ ก็คงไม่หารือแล้ว เรามีเวลาจํากัดนะครับ ท่านประท้วงหรือท่านใช้สิทธิหารืออะไรครับ เรื่องนี้ผมได้วินิจฉัยจบไปแล้วนะครับ เพราะว่า ท่านประธานได้ตั้งคณะกรรมการแล้ว ผมไม่อนุญาตให้ท่านพูดหรอกครับ เชิญนั่งเถอะครับ
(นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ผมไม่อนุญาตให้พูดเรื่องนี้แล้วนะครับ คุณสุรพงษ์ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมต้องพูดเรื่องนี้เล็กน้อยครับ คือผมประท้วงคําสั่งท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นท่านประธานชัยหรือท่านประธานอภิวันท์
คือประท้วงคําสั่งท่านประธานในห้องประชุมขณะนี้ไม่ได้นะครับ ถ้าท่านประท้วง ท่านต้อง ประท้วงว่าผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับอะไรนะครับ
ท่านฟังเหตุผลนิดเดียวครับ ท่านประธาน การตรวจคลิปที่เกิดขึ้น เนื่องจากในการอภิปรายที่ผ่านมามีคลิปที่มีการฆ่ากัน เป็นที่อุจาดบาดตาก็เลยต้องมีการตรวจกัน แต่วันนี้พวกผมนําเสนอข้อมูลหลักฐานที่ไม่มีการ ฆ่ากันเลยแต่เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด กลับต้องนําไปเสนอให้ตรวจสอบ มันไม่เคยปฏิบัติ ท่านประธาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าคําวินิจฉัยของท่านประธานชัยมันผิดมาโดยตลอด วันนี้ท่านนั่งทําหน้าที่ประธานอยู่ ท่านสามารถที่จะแก้คําสั่งนี้ได้ครับ มันไม่เคยมีครับ ถ้าเป็นคลิปที่ฆ่ากันมันอุจาดบาดตาเราไม่ต้องนําเสนอได้ แต่ในข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ การทุจริตที่รัฐบาลชุดนี้ที่รัฐมนตรีทํา มันไม่เปิดเผยไม่ได้ท่านประธาน ขออนุญาตท่านประธาน มันน่าเกลียดครับทําอย่างนี้มันไม่ถูกครับ ขอบคุณครับ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่วิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านต้องไปพิจารณาตกลงกัน แล้วก็เรียนท่านประธาน ให้ท่านพิจารณา เพราะว่าท่านประธานท่านได้ออกคําสั่งไปเรียบร้อยแล้ว ผมไปออกคําสั่ง เป็นอื่น ทําไม่ได้อยู่แล้วครับ ต่อไปเชิญคุณประเกียรติ นาสิมมา ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมขอกราบเรียน เพื่อทําความเข้าใจก่อนที่จะเริ่มอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล คือญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ก่อนที่จะยื่นเข้ามา ได้มีการยื่นคําร้อง ขอถอดถอน ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพราะฉะนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการกล่าวหา นี่ผมทําความเข้าใจนะครับ คือการกล่าวหา ผู้ที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจคือผู้กล่าวหา ผู้ตอบคือผู้แก้ตัวในข้อกล่าวหา เท่าที่ผมฟังมาตั้งแต่เมื่อคืน ตั้งแต่เมื่อวานนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ แม้กระทั่งที่ผ่านมาเมื่อ กี้นี้มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอให้อยู่ในกรอบของเรื่องการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นเหมือนภาษามวย เขาเรียกว่า ออกทะเล ไม่อยากให้เป็น อย่างนั้น อยากจะให้อยู่ในซอยแคบ ๆ ที่เรากําลังคุยกัน ท่านประธานที่เคารพ ท่านมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้นําคณะสมาชิกฝ่ายค้าน ได้ยื่นญัตติมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้อภิปราย ได้เสนอพยานหลักฐานเกี่ยวกับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจท่าน โดยตั้งข้อกล่าวหาว่า ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงว่ารัฐมนตรี หมายถึง ท่านกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทาง ทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่าการกระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อํานาจ หน้าที่โดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ถูกกล่าวหาอย่างนี้ด้วย เช่นกัน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะลงรายละเอียดไปสักเล็กน้อยว่าการกล่าวหาครั้งนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องการทุจริตและทําผิดกฎหมาย ในสิ่งที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติ ที่ถูกกล่าวหาว่า ส่อว่าจะกระทําความผิดนั้น ท่านได้แถลงต่อรัฐสภาก่อนที่จะเข้ารับตําแหน่ง ว่าท่านจะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ มันมีเรื่องอีกเรื่องหนึ่งครับ ซึ่งผม อยากจะพูดสั้น ๆ แต่มันเป็นความผิดที่ค่อนข้างชัดเจน ในกรณีที่ละเว้นปล่อยปละละเลย ไม่เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกัน และการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑ คือเรียกย่อ ๆ ว่า ป.ป.ท. ล่วงเลยมาป่านนี้ กฎหมายเขาบอกต้องทําให้เสร็จ ล่วงเลยมานานแล้ว ท่านก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะทําให้เสร็จ มันเป็นการจงใจละเว้นในการจะปฏิบัติหน้าที่ในกรณีนี้
อันที่ ๒ ในกรณีละเว้นปล่อยปละละเลยไม่แต่งตั้งคณะกรรมการตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ เช่นเดียวกัน นี่ไม่ได้แต่งตั้งทั้งคณะกรรมการและไม่ได้แต่งตั้งทั้งเลขาธิการทั้งสองพระราชบัญญัติ เป็นการจงใจครับ ที่จะไม่ให้มีคณะกรรมการหรือเลขาธิการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นการ เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีหน้าที่ทางราชการเข้าไปทําการทุจริตงบประมาณของประเทศอย่างกว้างขวาง อย่างที่เราได้ทราบจากสื่อและมีข้อเท็จจริงที่จะปรากฏในการเสนอไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ทั้ง ๒ ประการนี้ ผมเห็นว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นการกระทํา ความผิดต่อกฎหมาย ท่านจะแก้ตัวอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่าน แต่อันนี้คือข้อกล่าวหาที่ไปขอถอดถอน ท่านออกจากนายกรัฐมนตรี และหากมีประเด็นที่จะต้องว่ากันถึงศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของนักการเมืองก็คงจะไปถึงนั่น ท่านจะแก้ตัวอย่างไรก็เชิญครับ เพราะเรามีพยานหลักฐาน เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนอย่างนั้น
ทีนี้เรื่องต่อมา อันที่จริงก็ไม่อยากจะมาพูดหรอกนะครับ เพราะเรื่อง มันอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินะครับ เรื่องนั้นก็คือ เรื่องท่านอภิปรายไป เมื่อจุลพันธ์ได้พูดถึงว่าผมจะขึ้นมาพูดเรื่องการปั่นหุ้น ที่จริงผมไม่อยาก พูดเรื่องการปั่น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพาดพิงในลักษณะนี้ ผมก็อยากจะขอกราบเรียน ข้อเท็จจริงสักเล็กน้อยพอที่จะให้ทําความเข้าใจ ตลาดหุ้นหรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทยเป็นที่ทําการขายหลักทรัพย์ที่มี บริษัท ธนาคาร จํากัด (มหาชน) ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ ตลาดหลักทรัพย์ มีสิทธิที่จะเอาหุ้นของตน ของบริษัทมหาชนเหล่านั้น หรือธนาคารมหาชน เหล่านั้นเข้าไปขายในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งที่ขายนั้นเรียก หลักทรัพย์ แต่ภาษาที่เราพูดกัน เรียกว่า หุ้น เพราะฉะนั้นพูดง่าย ๆ ก็คือตลาดหุ้น ก็เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่ามีนักลงทุนก็เข้าไป แสวงหากําไรจากการซื้อขายแบบระยะสั้น และบางรายก็ซื้อไว้เพื่อเก็งกําไรในระยะยาว ก็เป็นการลงทุน เพราะฉะนั้นเมื่อตลาดหลักทรัพย์มีความละเอียดอ่อนในหลายด้านจึงได้มี กฎหมาย มีพระราชบัญญัติกํากับตลาดหลักทรัพย์เอาไว้ค่อนข้างจะชัดเจน เมื่อก่อนนั้น กฎหมายยังไม่เข้มงวดถึงขนาดที่จะต้องเอาใครไปเข้าคุกในเรื่องตลาดหลักทรัพย์ของประเทศ ไทย จนในที่สุดตลาดหลักทรัพย์ล้มลงไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑-๒๕๒๒ ผมจํา พ.ศ. ไม่ได้แน่ชัด จึงได้มีการปรับปรุงและพัฒนาใหม่ แล้วก็มีการพัฒนากฎหมายให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ขณะนี้เราอยู่กับพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๕๓ มันมีอยู่มาตรา หนึ่งครับ ซึ่งกําหนดไว้ค่อนข้างจะเข้มข้น คือมาตรา ๒๔๐ บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดแพร่ข่าว อันเป็นความเท็จให้เลื่องลือจนอาจทําให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือ ลดลง อันนี้มีโทษครับ มีโทษจําคุกด้วย ถ้าใครไปให้ข่าวเช่นนั้น ทีนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ คือวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ มี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกรณ์ จาติกวณิช และท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาให้ข่าวว่าจะซื้อดาวเทียมไทยคม ที่จริงดาวเทียมไทยคมนี้ผู้ที่เป็น เจ้าของก็คือ บริษัท ไทยคม จํากัด (มหาชน) และบริษัทนี้ก็จดทะเบียนอยู่กับตลาดหลักทรัพย์ เพื่อที่จะขายหุ้นของตนเองในตลาดหลักทรัพย์ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ปรากฏว่าเรื่องนี้จะจริง หรือจะเท็จ ขณะนั้นยังไม่มีใครทราบ แต่ผมเข้าใจว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรัฐมนตรีต้องทราบว่าดาวเทียมไทยคมนี้เป็นดาวเทียมของประเทศไทย เป็นดาวเทียม ของคนไทย เพราะโดยสัญญาจ้างเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าท่านจะต้องรู้ เพราะท่านก็ต้องอยู่ใน คณะรัฐบาล มีการตรวจสอบว่าสัญญาเกี่ยวกับเรื่องดาวเทียมไทยคมนี้เป็นอย่างไร แม้ผมยังรู้เลยว่าดาวเทียมไทยคมนี้คือของประเทศไทย ของคนไทย ของบริษัทของคนไทย ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเป็นของคนอื่น หรือคนชาติอื่น เพราะฉะนั้นการที่ท่านออกมาให้ข่าว ในลักษณะนี้ จึงกลายเป็นว่าเป็นความไม่จริง เป็นความเท็จ และข่าวเช่นนี้ก็เผยแพร่ ออกไปสู่สาธารณะ จนทําให้หุ้นที่เกิดขึ้น ที่มีการซื้อขายขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ ณ วันที่ท่าน ให้ข่าวนั้น จากอันดับที่พุ่งขึ้นไปอย่างมโหฬารสามารถที่จะคํานวณตัวเลขได้ ที่จริงผมมี ตารางที่จะแสดงให้ท่านประธานได้ชม ได้ขออนุญาตแล้วนะครับ และอีกอย่างหนึ่งก่อนที่ ตัวตั้งจะมา ผมกราบเรียนว่า คําสั่งที่ท่านประธานจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้แสดง เอกสารหรือหลักฐานใดนั้น เป็นอํานาจของประธาน ท่านประธานชอบที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการ มาตรวจสอบก่อนได้ แต่อย่างไรก็ตามพยานหลักฐานที่จะเสนอ ไม่ว่าจะอุจาดหรือไม่อุจาด จะต้องเป็นพยานหลักฐานในคดี นี่คือเรื่องที่เรากําลังกล่าวหา ท่านจะต้องรับทุกเรื่อง แต่จะให้เปิดเผยหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนการไปตรวจสอบ ผมอยากจะขอกราบเรียน เพื่อนสมาชิกด้วยกันทุกท่าน เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ โยงไปที่ มาตรา ๑๓๐ ว่า การใช้สิทธิในการอภิปรายนี้จะได้รับความคุ้มครองก็ต่อเมื่อท่านประธานอนุญาต เพราะฉะนั้นอนุญาตไปเถอะครับ อย่าไปโต้เถียงกันเลยเรื่องพวกนี้ ผมอยากจะกราบเรียน อย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่จะถึงเดือนมิถุนายน คือเดือนเมษายน เดือนมีนาคม หุ้นของไทยคมจะอยู่ในอัตราที่ประมาณ ๕ บาท ๖๐ สตางค์ ๕ บาท ๔๕ สตางค์ หรือ ๔ บาท ๙๐ กว่าสตางค์ อยู่แถวนี้ ซึ่งถือว่าต่ําและมีวอลุม (volume) การซื้อขายอยู่ไม่มาก วันหนึ่ง ๆ ก็นี่ เห็นว่าปริมาณซื้อขายอยู่ประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น ๔,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น เงินที่เกี่ยวข้องอยู่ประมาณ ๒๐ กว่าล้านบาท แต่พอท่านให้ข่าว ทันทีที่ให้ข่าวปรากฏว่าหุ้นขึ้นเป็น ๗ บาท ๙๕ สตางค์ ณ วันที่ ๑๔-๑๕ วันที่ ๑๔ วันให้ข่าวขึ้น มากที่สุด จาก ๕ บาท ๖๕ สตางค์ สูงสุดเป็น ๗ บาท อัตราเปลี่ยนแปลงคือ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ จากราคาเดิม วอลุม ปริมาณหุ้นที่ขายมีทั้งหมด ๑,๒๓๐,๔๐๐ หุ้น นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น มูลค่าหุ้นก็มากขึ้น พอมาวันที่ ๑๖ ตอนนี้ยังไม่มีข่าวอะไรเกิดขึ้น ก็ยังติดตามข่าวว่า จะซื้อดาวเทียมไทยคมอยู่ หุ้นก็ขึ้นไปอีก ครั้นต่อมาวันนั้นได้มีพรรคฝ่ายค้าน คือพรรคเพื่อไทย ได้ไปแถลงว่า ตามที่มีการออกข่าวว่าจะมีการซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคมขอให้แมงเม่าทั้งหลาย โปรดระวังด้วยนะ เพราะอันนี้เป็นข่าวที่จะต้องตรวจสอบเสียก่อนว่าเป็นความจริงหรือไม่ หลังจากนั้นหุ้นก็ตก ทีนี้หลังจากหุ้นตกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา หุ้นนี้ก็ยังนิ่งอยู่ในระดับที่ต่ํา ประมาณ ๔ บาท ๕ บาท เหมือนเดิม ข่าวที่จะซื้อดาวเทียมไทยคม หรือหุ้นไทยคมอะไรนี่ ป่านนี้ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ตรงนี้ถ้าจะบอกว่า ผมจึงกล่าวหาว่าท่านกระทําความผิด ตามมาตรา ๒๔๐ ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แค่นี้นะครับ ยังไม่พอ เรื่องนี้บังเอิญอยู่ที่ ป.ป.ช. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ยื่นขอให้ถอดถอนท่านออก จากตําแหน่งทั้ง ๒ ท่านนะครับ แล้วก็ท่านประธานวุฒิสภาได้รับเรื่องและส่งไปยัง ป.ป.ช. แล้ว มีอยู่วันหนึ่งผมก็ตกใจครับ ตกใจเรื่องอะไรครับ เลขาธิการ ป.ป.ช. ท่านกล้าณรงค์ จันทิก ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน เพราะท่านเซ็นหนังสือแล้วก็ส่งมาถึงผมให้ไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ตกใจนึกว่าเรื่องอะไร เปิดดูรายละเอียด ปรากฏว่าเขารับเรื่องครับ ป.ป.ช. รับเรื่องไว้ วินิจฉัยในกรณีที่กล่าวเท็จต่อสาธารณะ ทําให้ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ขึ้น-ลงอย่างมี นัยผิดปกติ ผมไปดําเนินการแล้วครับ แต่ผมไปเงียบ ๆ ไม่มีข่าวหรอกครับ แต่ผมก็อยากจะ กราบเรียนว่านี่คือข้อกล่าวหาข้อหนึ่งที่จะถอดถอนท่านออกจากนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นี่คือเรื่องหนึ่งที่เป็นข้อกล่าวหา ผมอยากจะฟันธงสั้น ๆ อย่างนี้
ส่วนเรื่องต่อไป ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะนะครับ ตอนนี้เรื่องของนายกรัฐมนตรีคงหมดไปแล้ว มาถึงเรื่องท่านโดยตรง ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังที่จริงท่านมีหน้าที่ที่จะบริหารเอาเงินคงคลังของประเทศให้มีเสถียรภาพ และให้มีความมั่นคง เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศให้มีความมั่งคั่งและยั่งยืนอันจะเป็น ผลดีต่อประชาราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่เชื่อไหมครับท่านประธานที่เคารพครับ ท่านไม่เคย สนใจที่จะไปดูรายรับของประเทศให้เกิดความชัดเจน รายรับที่เป็นรายรับขนาดใหญ่หรือ รายรับขนาดเล็ก ท่านปล่อยปละละเลยไม่ยอมไปตรวจสอบอะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง นอกจากนั้นรายจ่ายของประเทศ ท่านก็ยังไม่ได้ไปควบคุมดูแลให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ แต่เป็นการจ่ายที่ไม่ได้หวังผลหวังเป้า เพื่อที่จะพัฒนาให้ประเทศได้ประโยชน์เจริญเติบโต เกิดความมั่งคั่ง นอกจากนั้นหนี้สาธารณะ ท่านก็ยังไม่สนใจใยดีที่จะไปดู ผมได้ตรวจสอบตัวเลขคร่าว ๆ ท่านมีหนี้สาธารณะตอนนี้ ณ เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๓ ถึง ๔,๒๗๙,๙๐๓.๖๕ ล้านล้านบาท ซึ่งตรงนี้มันเป็นภาระ งบประมาณต่อจีดีพีถึง ๒๘.๓ เปอร์เซ็นต์ เมื่อสิ้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ มีหนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นอีก ๑๑๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทําให้ภาระงบประมาณต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นถึง ๓๑.๓ เปอร์เซ็นต์ นี่มันเริ่มต้นเมื่อเดือนธันวาคมนะครับ แน่นอนละอาจจะถึงเดือนกันยายนที่ท่านจะต้องทํา งบประมาณต่อไปนี่ ปัญหาก็คือว่าท่านจะลดหนี้อย่างไร ในเมื่อประเทศเราไม่มีรายได้เกิดขึ้น บ้างเลย ผมอยากจะกราบเรียนว่าแหล่งรายได้ที่จะเกิดขึ้นนั้นเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจของ ประเทศทั้งหมด ๔ แหล่ง ๑. การส่งออก เดี๋ยวนี้ก็ลําบากมากขึ้นแล้วครับ ประเทศไทย ขาดความเชื่อถือ ที่ท่านบอกว่าประเทศไทยได้รับความเชื่อถือจากองค์กรประเมิน ความเชื่อถือนั้น เขาไม่ได้ประกาศมาชัดเจนว่ามูดี้ส์บอกว่าอย่างไร หรือสถาบันอื่นบอกว่า อย่างของประเทศไทย แต่ฟังว่า ปตท. ถูกลดเกรดลงไป ถูกลดความเชื่อถือลงไป มันก็เท่ากับ กระทบผลงานของรัฐบาลเหมือนกัน เท่ากับกระทบประเทศเหมือนกัน เพราะว่า ปตท. นี่เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่มากของประเทศไทย การท่องเที่ยวก็ไม่มีใครมา เงินจาก การท่องเที่ยวก็ไม่ได้ การลงทุนจากต่างประเทศ แก้ปัญหามาบตาพุด ไม่รู้เสร็จหรือยังป่านนี้ ก็มีเงินภาครัฐที่จะไปลงทุน ที่จะไปใช้จ่ายของภาครัฐ แต่ก็เป็นเงินกู้เสียส่วนใหญ่ กู้มา ก็ลงทุนไปได้ไม่เท่าไร การคอร์รัปชัน การทุจริตประพฤติมิชอบมากมาย เพราะฉะนั้นผมจึง เป็นห่วงว่าเมื่อจะถึงทํางบประมาณหน้า ท่านจะทําอย่างไรถึงจะไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติ บริหารหนี้สาธารณะ มาตรา ๒๑ (๑) คือไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ภาระงบประมาณต่อจีดีพี นี่คือความเป็นห่วง แต่อันนี้ก็ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าท่านกําลังบริหารผิดพลาด
มีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นแหล่งที่หารายได้ของกระทรวงของประเทศที่อยู่ ในความรับผิดชอบของท่าน คือโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ยาสูบ บุหรี่ ตรงนี้ ไม่เกี่ยวกับบุหรี่ที่ฟิลลิปมอร์ริสนะครับ ไม่เกี่ยวกับบุหรี่มาร์โบโร แต่เป็นบุหรี่ภายในประเทศ ผลิตโดยโรงงานยาสูบของกระทรวงการคลัง โดยหลักเกณฑ์ของโรงงานยาสูบกระทรวงการคลังนั้น โรงงานยาสูบของกระทรวงการคลังมีระเบียบว่าด้วยการตลาดค่อนข้างจะรัดกุมและชัดเจน จะมีการแต่งตั้งตัวแทนของโรงงานยาสูบ ตัวแทนของโรงงานยาสูบจะมีตามจังหวัดต่าง ๆ และในจังหวัดก็จะมีตัวแทนย่อยลงไปอีก ตัวแทนนี่ก็เรียก ป ๑ ถ้าตัวแทนย่อยลงไปก็ ป ๒ ขายปลีกก็ ป ๓ ว่าลงไปตามลําดับ ทีนี้ยาสูบนี่มีข้อกําหนดเลยนะครับ มีระเบียบเลยว่า เมื่อรับจากโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลังแล้วไปขายในเขตไหน จังหวัดไหนจะข้ามเขตไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อว่าการคํานวณภาษีสรรพสามิตในท้องที่ตรงนั้นจะได้ชัดเจนถูกต้องตาม ปริมาณบุหรี่ที่เอาลงไปขายในเขตจังหวัดนั้น ๆ และต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๒ ได้มีท้องถิ่นตาม พระราชบัญญัติการกระจายอํานาจ ท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. จะมีรายได้ องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดจะมีรายได้จากการขายบุหรี่ โดยที่กําหนดเป็นภาษีบาป มวนละ ๙.๓ บาท ทีนี้วิธีการก็คือว่าตัวแทนจําหน่าย เมื่อเวลาไปเบิกบุหรี่ออกมาตามโควตาของตัวเองที่จะไปขาย ในเขตของตัวเองนั้นจะต้องจ่ายเงินจํานวนนี้ไว้ด้วย คือเบิกมาหีบหนึ่ง หีบหนึ่งมี ๑๐,๐๐๐ มวน จะต้องจ่ายเงินไว้ ๙๓๐ บาทเป็นค่าภาษีบาปตัวนี้ไว้กับโรงงานยาสูบ เมื่อถึงสิ้นเดือน โรงงานยาสูบนี้จะจ่ายเงินภาษีตรงนี้ตรงไปที่จังหวัด ที่เบิกบุหรี่นั้นไปจําหน่ายคือ ๙๓๐ บาท แต่ปริมาณไม่ใช่อย่างนี้เป็นล้าน ๆ เป็นแสน ๆ แต่ผมพูดถึงตัวอย่างว่า หีบหนึ่งมี ๑๐,๐๐๐ มวน ๑๐,๐๐๐ มวนนี้ก็หารเข้าไปว่ามีกี่ซอง ซองหนึ่งก็ ๒๐ มวน นั่นละ ก็จะเอาเงินก้อนนี้ ส่งตรงไป โดยโรงงานยาสูบกระทรวงการคลังจะเขียนเช็คเป็นแอคเคาท์ เปยี ออนลี (Account Payee only) และขีดฆ่าผู้ถือออกด้วย ระบุ อบจ. เขาเรียกว่า ภาษี อบจ. ระบุ อบจ. ที่รับแล้วก็จํานวนเงินส่งตรงไปยังสํานักงาน อบจ. เมื่อส่งไปแล้วก็จะมีการออกใบเสร็จ กลับคืนมา อันนี้คือวิธีปฏิบัติ ทีนี้เงินที่เกี่ยวข้องกับภาษีตรงนี้ปีหนึ่ง ๆ จะมีหลายพันล้านบาท หลายพันล้านบาท ที่ อบจ. แต่ละจังหวัดทั่วประเทศ เว้นกรุงเทพมหานคร มี ๗๕ จังหวัด จะได้รับเงินภาษีตรงนี้ไปใช้จ่ายในการบริหารท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความเจริญ ท่านก็ตอบ คําถามท่านจุลพันธ์ไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่นว่าจะพึ่งตัวเองได้ เงินพวกนี้คือเงินที่ อบจ. จะไปพึ่งตัวเอง แต่มันมีปัญหาครับ ผมอยากจะขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฟังข้อกล่าวหาของผมให้ชัดเจนจะได้ตอบให้ถูก คือมันเริ่มจากเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๔๓ ก่อนที่รัฐบาลไทยรักไทยจะเข้ามาด้วย มันมีบริษัทหนึ่ง ไม่ใช่บริษัท เป็นห้าง ชื่อสหสามิตร เป็นผู้ที่จะขอเข้าทําสัญญาเป็นตัวแทนจําหน่ายบุหรี่ในเขตกรุงเทพมหานคร ขอไปโดยตรงที่โรงงานยาสูบ คณะกรรมการก็ได้ทําสัญญากับคนนี้ ห้างสหสามิตรที่ว่านี้นะครับ เป็นสัญญาฉบับ เลขที่ ๑๑๖/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขสัญญาอยู่ระยะหนึ่ง แต่ขอสรุปว่าในเบื้องต้นนั้นสัญญานี้มีอายุ ๕ ปีนะครับ แล้วก็มี ค่าตอบแทนว่าเป็นการเช่าโกดังและเช่าลานจอดรถ รวมแล้วปีหนึ่ง ๆ โรงงานยาสูบจะได้รับ จากห้างสหสามิตร ๑๔๐,๐๐๐ บาทต่อปี แล้วก็มีเงินตอบแทนต่างหากอีก ๑๖,๘๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี ครั้นต่อมาไม่นานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้นเอง ปีถัดมา นั่นคือทําเดือนตุลาคม มีการแก้ไข สัญญาหลายครั้งก่อนที่ครบอายุ ๕ ปี ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ได้มีการเปลี่ยนครับ เปลี่ยนสัญญานี้เงื่อนไขว่าอายุ ๕ ปีนี้หมดไป ไม่คิด ให้ตลอดกาลคือสัญญาไม่มีอายุแล้ว แล้วเงิน ๑๖,๘๐๐,๐๐๐ บาท หาย ไม่มี ค่าเช่าลดลง ลดลงเหลือเท่าไรครับ เหลือค่าเช่า เดือนละ ๘๓,๐๐๐ บาท เนื้อที่เท่าเก่าโกดังก็ยังถูกเช่า รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ๕,๘๑๐ บาท คิดแล้วปีหนึ่ง ๆ จะได้ค่าเช่าเพียง ๑,๐๖๕,๗๒๐ บาทรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต่ํากว่าที่ตกลง กันไว้ครั้งแรก จึงกลายเป็นคําถามว่าเงิน ๑๖,๘๐๐,๐๐๐ บาท หายไปไหน ค่าเช่าทําไมลดลง อันนี้ท่านเคยสนใจไหมครับที่จะไปตรวจสอบ นี่คือความสูญเสียของรายได้ของรัฐ ผมจึงตั้ง ข้อกล่าวหาท่านว่า นี่คือท่านละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เท่านั้นยังไม่พอ ห้างสหสามิตร ต่อมาได้เบิกบุหรี่ไปขาย แต่ไม่ได้ขายเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ มีการขายส่งไปยังจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งเจ้าไปรุกล้ําเขตการค้าของตัวแทนรายอื่น ๆ ที่ประจําอยู่ ในจังหวัดต่าง ๆ เหล่านั้นเกือบทุกจังหวัดที่มีโมเดิร์น เทรด โมเดิร์น สโตร์ (Modern Store) มีห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส ที่เรารู้กัน รวมทั้งมีเซเว่น อิเลฟเว่น หรือร้านค้าต่าง ๆ พวกนี้ ห้างนี้จะส่งเข้าไปขาย แต่ต่อมาก็มีข้อบังคับมีระเบียบขึ้นมาว่าให้ไปขายได้ มีข้อจํากัดว่า จะต้องป้องกัน ไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้บุหรี่ต่างประเทศเข้ามาเป็นคู่แข่งของบุหรี่ ในประเทศอย่างไม่เป็นธรรม อันนี้สําคัญ นี่คือข้อหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ปัญหา มันเกิดครับ ปัญหามันเกิดก็คือว่ามันมีบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาแข่งขันอยู่ในโมเดิร์น เทรด โมเดิร์น สโตร์ แล้วก็เซเว่น อิเลฟเว่น ทั่วไปนะครับ ท่านเคยไหม ตารางเปรียบเทียบ เดี๋ยวผมจะ เปรียบเทียบให้ฟัง ท่านก็ไม่เคยไปดูแลว่าไม่เคยสงวนรักษาผลประโยชน์ของชาติปล่อยให้บุหรี่ ต่างชาติเข้ามามีส่วนแบ่งในการตลาดอย่างไม่เป็นธรรม เดี๋ยวไม่เป็นธรรมอย่างไร เดี๋ยวผมจะ กราบเรียนต่อไป เอาตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ก็แล้วกันมาถึงปี ๒๕๕๐ เดิมทีเดียวมี ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ บุหรี่ในประเทศ ๙๙.๓๘ เปอร์เซ็นต์ แต่มา ณ ปัจจุบันปี ๒๕๕๔ ส่วนแบ่งการตลาดของบุหรี่ ต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น ๒๕.๘๓ เปอร์เซ็นต์ บุหรี่ในประเทศลดลง นี่คือความสูญเสียของ รายได้ของรัฐในด้านภาษีสรรพสามิต ในด้านภาษีบาปที่จะเอาไปบํารุง อบจ. องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดทั่วไป เป็นอย่างไรครับ บุหรี่ในประเทศต้องเสียภาษีบาปมวนละ ๙.๓ สตางค์ อย่างที่ผมกราบเรียนเป็นเงินหลายพันล้านบาทต่อปี แต่บุหรี่ต่างประเทศไม่ปรากฏว่า มีการเสียภาษีหรือไม่ ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีการเสียภาษีลักษณะนั้น เพราะมีการศึกษา ของคณะกรรมาธิการ ๒ คณะด้วยกัน คณะกรรมาธิการชุดแรกคือคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคาร สถาบันการเงิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีรายงานออกมาชัดเจนคณะกรรมาธิการ ชุดที่ ๒ คือ คณะกรรมาธิการวุฒิสภาเหมือนกัน คณะกรรมาธิการการเงินการคลังวุฒิสภา ปัจจุบันได้ศึกษาไว้เช่นเดียวกัน ว่ามีการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ มีการเสียภาษี ถูกต้องกันหรือไม่ ปรากฏว่าได้รับรายงานว่ามีการเสียภาษีอย่างไม่ถูกต้อง ผมทราบว่าเรื่องนี้ มีการส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปแล้ว ป.ป.ช. ไปแล้ว แต่ว่าผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้รับทราบ ท่านอาจจะ ไม่ได้รับทราบ เพราะท่านไม่สนใจที่จะดูแล ก็ปรากฏว่าการแข่งขันลักษณะนี้คนหนึ่งเสียภาษี อีกคนหนึ่งไม่เสียภาษี ท่านคิดว่าเป็นธรรมต่อกันหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะชี้ว่า ท่านไม่ได้ไปดูแลให้เกิดความเป็นธรรม ถ้าไม่ต้องเสียภาษี ก็ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนกัน แต่นี่ บุหรี่ไทยเสียภาษี แต่ว่าบุหรี่ที่นําเข้ามาแข่งขันไม่เสียภาษี ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ เป็นสํานึกธรรมดาว่าคนไทยเสียประโยชน์แน่ ๆ เพราะต้องเสียภาษี แข่งขันไม่เป็นธรรม ตรงนี้ท่านเคยได้ไปตรวจสอบไหม ผมเชื่อว่าท่านยังไม่เคยไปตรวจสอบ เพราะไม่ปรากฏ ในรายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ไปตรวจสอบ นี่ผมก็จึงอยากจะตั้งข้อกล่าวหา ต่อไปว่าท่านละเลยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ความเป็นธรรมกับบุหรี่ที่เป็นผลประโยชน์ ของประเทศ อันต่อมาครับ มันมีประเด็นที่ว่าเมื่อได้รับเงินแล้ว อบจ. ต่าง ๆ ได้รับเงิน ค่าภาษี มีส่วนหนึ่งที่จ่ายไปยัง คือโรงงานยาสูบกระทรวงการคลังต้องจ่ายให้สรรพสามิต ในเขตพื้นที่ด้วย มันมีรายงานครับ รายงานที่เอาไปขายในสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ในจังหวัดนั้น ๆ แล้วก็สรรพสามิตได้ออกใบเสร็จรับเงิน มีออกใบเสร็จรับเงิน ผมขอยกตัวอย่างสักจังหวัดหนึ่ง เป็นตัวอย่างนะครับ มีใบเสร็จรับเงินค่อนข้างจะชัดเจนจากการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ผมจะยก ๒ จังหวัด อันนี้คือใบเสร็จรับเงิน ฉบับลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๐ พื้นที่ สสพ. ขอนแก่น ก็แสดงว่าสรรพสามิตขอนแก่นเดือนปีภาษี คือ ๑๒ แล้วก็ ๒๕๕๐ ได้รับเงินจาก สหสามิตร ก็คือได้รับเงินจากห้างนี้ ทําไมห้างนี้จึงได้รับใบเสร็จรับเงินเรื่องนี้ เดี๋ยวผมจะ กราบเรียนต่อไป และรายการเขียนว่าอย่างนี้นะครับ อบจ. ยาสูบต่างประเทศ เป็นเช็ค ก็แสดงว่าได้รับเงินภาษี อบจ. นี้คือบุหรี่ต่างประเทศ นี่ใบเสร็จรับเงิน ผมให้ดูได้ครับ ท่านประธาน เป็นใบเสร็จรับเงินที่คณะกรรมาธิการได้รับรองแล้ว ผมจึงเอามาแสดงให้ท่าน ทีนี้มีจังหวัดตรัง จังหวัดตรังก็มีนะครับ จังหวัดตรังก็จะเป็นเหมือนกัน ก็จะเป็น ใบเสร็จรับเงินบอกว่าได้รับเงิน อบจ. บุหรี่ต่างประเทศ ปัญหาเกิดขึ้นครับ เกิดขึ้น อย่างไรครับ เกิดขึ้นก็คือเนื่องจากถ้าหากว่าห้างสหสามิตรนี้เอาบุหรี่ต่างประเทศ ไปขายนี้ผิดเงื่อนไขทันที ผิดเงื่อนไขระเบียบโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลังทันทีถึงกับต้อง เลิกสัญญาจากการเป็นตัวแทนทันที รายได้ที่เคยขายปีละเป็นหมื่นล้านบาท จะสูญเสียทันที ยาสูบนี่อย่าลืมนะครับ ยาสูบที่ผลิตจากโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ทํารายได้ปีหนึ่ง ๆ ไม่น้อยกว่า ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และรายได้สุทธิของกระทรวงการคลัง เมื่อปี ๒๕๕๒ เท่าไรครับ ๕,๕๓๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ ครึ่งปีได้ ๒,๗๐๐ ล้านบาทแล้ว นี่คือรายได้สุทธิที่รัฐได้จากโรงงานยาสูบกระทรวงการคลัง แต่การกระทําที่สนับสนุนหรือนํา บุหรี่ต่างประเทศเข้ามาขายแข่งกับบุหรี่ของไทย โดยตัวแทนของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เกิดอะไรขึ้นครับ ก็เกิดปัญหาว่ามีการสั่งให้แก้ไขครับ สั่งให้แก้ไข ใบเสร็จรับเงินกันจ้าละหวั่น บางพื้นที่ท่านตรวจสอบหรือเปล่า ไปตรวจสอบเสียนะครับ บางพื้นที่ยอมที่จะแก้ไขว่ารายการนี้คือเสียภาษี อบจ. บางพื้นที่บอกว่าได้ออกใบเสร็จ ถูกต้องแล้ว แสดงว่ามีสหสามิตรขายบุหรี่จริง ขายบุหรี่ต่างประเทศจริงในห้างโมเดิร์น เทรด ทั้งหลาย นี่คือการส่งเสริมหรือทําแข่ง ขัดระเบียบของโรงงานชัดเจน ท่านมีหน้าที่ที่จะ ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติ แต่ท่านไม่ได้ทํา นี่คือข้อกล่าวหาอีกข้อหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงเป็นการละเลยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะต้องบริหารเงินคงคลังของประเทศให้มีประโยชน์สูงสุด กับปล่อยปละละเลยไม่สนใจ ที่จะนําพา
นอกจากนั้นผมมีรายการหนึ่ง ขออีกแผ่นหนึ่ง ก่อนที่จะนําบุหรี่ออกจาก โรงงานยาสูบ ผู้แทนจําหน่ายนี่ จะต้องจ่ายเงินหีบละ ๙๓๐ บาท เป็นค่าภาษีบาป คือให้ อบจ. ภาษาง่าย ๆ เรียกภาษี อบจ. ไว้ที่โรงงานยาสูบนะครับ แต่ทีนี้ห้างนี้ทําอย่างไร ห้างสหสามิตร ไปเป็นตัวแทนรับมอบอํานาจจากโมเดิร์น เทรด ทั่วไป ไม่ทราบว่ารวมเซเว่นอีเลฟเว่นหรือเปล่า แต่ผมเห็นเอกสารที่ปรากฏในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการนี้ว่ามีการแต่งตั้งให้ ห้างสหสามิตรเป็นผู้จัดแจงเสียภาษี รับภาษี เคลียร์ภาษี อบจ. นี้ให้ทั้งหมด ทีนี้วิธีการของ กระทรวงการคลังทําอย่างไรครับ ถ้าของโรงงานยาสูบ นี่เป็นกรณีหนึ่งที่ผมจะกล่าวหาท่าน โรงงานยาสูบสิ้นเดือนมาจ่ายเงินภาษีไปที่ไหนรู้ไหมครับ โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง จ่ายเงิน ภาษีให้ อบจ. แต่ละ อบจ. แทนที่จะแอคเคาท์ เปยี ออนลี ถึง อบจ.นั้นโดยตรง กลายเป็น จ่ายมาที่สหสามิตร ในนามของผู้จัดการสหสามิตร นี่คือภาษีของรัฐนะครับ จ่ายตรงมาที่นี่ ถามต่อไปว่า เงินภาษีที่คนนี้ คนที่ได้รับเช็คไปเข้าบัญชีแล้ว จ่ายไปยัง อบจ.หรือไม่ ก็ปรากฏ ว่าคณะกรรมการศึกษาไปสุ่มตัวอย่างที่จังหวัดปทุมธานี ก็ปรากฏว่าตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนธันวาคม เดี๋ยว ปี ๒๕๕๐ หรือปีอะไร เดี๋ยวผมขอดูนิดหนึ่ง ของปี ๒๕๔๘ ครับ ท่านจะปฏิเสธว่าไม่ใช่ปีที่ท่านเป็นรัฐมนตรี อย่าปฏิเสธนะครับ เพราะทุกวันนี้ก็ทําอย่างนี้ เหมือนกัน นี่เป็นแต่เพียงสุ่มจากการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ทั้งปีรวมเป็นเงิน ๑๔ ล้านบาท ๑๔,๑๒๘,๘๘๓.๑๖ บาท ข้างนี้จ่ายไปที่ อบต. อบจ. เพียง ๖,๓๖๑,๗๒๒.๘๓ บาทเท่านั้น มีส่วนต่าง ๗,๗๖๗,๑๖๐.๓๒ บาท และเงินส่วนต่างเหล่านี้ไปไหนครับ ท่านเคยตรวจสอบไหมครับ ทุกวันนี้ยังมีส่วนต่างแบบนี้อยู่นะ ท่านละเลยไม่เคยติดตามเอาเงินภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความจริงต้องเป็นเงินของ อบต. อบจ. แต่กลายเป็นว่ามันตกหล่นไม่ไปถึง อบจ. การทํางาน ในลักษณะนี้มันหละหลวมมาก เงินของกระทรวงการคลัง เงินของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เป็นเงินภาษี แต่จ่ายไปยังบุคคลธรรมดา เพื่อเอาไปจ่ายหน่วยงานของรัฐอีกต่อไป มันทําไม ถึงเป็นอย่างนี้ ทําไมสลับซับซ้อนอย่างนี้ ความจริงขุดรากลึกมากกว่านี้ก็มีพยานหลักฐาน แต่คงจะต้องไปพูดในที่ ป.ป.ช. แต่กรณีนี้ ณ วันนี้ขอแจ้งข้อกล่าวหาให้กับท่านกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าท่านไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังที่พวกเราเชื่อถือความสามารถของท่าน ไว้อกไว้ใจท่าน ผมทราบว่า จากท่านจุลพันธ์ได้พูดได้กล่าวไว้นะ บอกว่า ผมไม่ใช้แล้วนะครับ เอาลงได้ คือผมเปรียบเทียบ บางส่วนให้ฟังเท่านั้นเอง คือในส่วนของท่านจุลพันธ์บอกว่าคนจนซื้อหาย คนรวยซื้อหุ้น ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านนะ มีคนเขากล่าวว่ากินรวบทั้งสอง ข้างบน ข้างล่างหรือเปล่า อันนี้ ผมอยากให้ท่านทบทวนในการบริหารประเทศ ผมจึงอยากจะขอสรุปในข้อกล่าวหาตามที่ได้ กราบเรียนท่านประธานไปว่า ท่านกรณ์ จาติกวนิช ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังและนายกรัฐมนตรีตามลําดับ มีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ตลอดจนละเลยเพิกเฉยต่อหน้าที่ความ รับผิดชอบ กลับไปเอื้อประโยชน์ เปิดโอกาสให้พรรคพวกมีโอกาสในการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นเหตุให้กระผมและคณะยื่นญัตติขอถอดถอนท่านทั้งสอง และไม่ไว้วางใจท่านที่จะให้เป็น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกต่อไป ขอขอบพระคุณครับ
ขอต้อนรับก่อนนะครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับผู้นําชุมชนและผู้นําสตรีจากอําเภอจอมพระ และอําเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ ด้วยความยินดี ขณะนี้กําลังอภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ขอให้ท่านเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพครับ เชิญท่านรัฐมนตรี กรณ์ จาติกวนิช ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อการ อภิปรายของท่านประเกียรติ นาสิมมา เมื่อสักครู่ก็มีอยู่ ๒ ประเด็นที่ท่านได้กล่าวหาผมว่า ปฏิบัติโดยไม่ชอบ ละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่และอื่น ๆ นะครับ
เรื่องแรก ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับศัพท์ที่ใช้กันโดยทั่วไปว่าการปั่นหุ้นหรือการใช้ ข้อมูลภายในซึ่งผมคงจะต้องอธิบายชี้แจงถึงนิยามความหมายของคําว่า การปั่นหุ้น หรือการ ใช้ข้อมูลภายใน ให้ท่านสมาชิกผ่านท่านประธานและให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจก่อนที่จะ ชี้แจงว่า ผมไม่เคยมีพฤติกรรมเช่นนั้น และโดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทไทยคม ที่ท่านสมาชิกได้หยิบยกขึ้นมากล่าวหาว่าผมได้สร้างราคาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่มี ข้อเท็จจริง และผมก็ได้เคยไปชี้แจงในรายละเอียดให้กับคณะอนุกรรมาธิการการเงิน การคลัง และการธนาคาร ไปเรียบร้อยแล้ว ในการชี้แจงครั้งนั้นท่านประเกียรติก็อยู่ด้วย และความจริงก็ได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงครบถ้วนแล้ว อย่างไรก็แล้วแต่เมื่อท่านยังเอา เรื่องเก่ามากล่าวหาผม ผมก็ต้องขออนุญาตที่จะใช้สิทธิในการชี้แจง
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการจําหน่ายยาสูบในประเทศและภาษี ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมก็จะขออนุญาตชี้แจงในประเด็นนั้นเช่นเดียวกัน ก่อนอื่นนะครับ ท่านประธานผมต้องถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ผมจะมีโอกาสได้ชี้แจงเรื่องหุ้น เพราะในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือสืบเนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจของทางรัฐบาล และสืบเนื่อง มาจากผลประกอบการของบริษัทที่เป็นบริษัทเอกชน แล้วก็เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ใน ตลาดหลักทรัพย์ มีผลประกอบการในที่นี้หมายถึงผลกําไรที่ดีขึ้นอย่างมาก ทําให้ผลกําไรของ ทางบริษัทนั้นส่งผลสะท้อนกับราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ท่านประธานครับ ตอนที่รัฐบาลเราเข้ามารับผิดชอบบริหารราชการเมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๑ ณ วันนั้น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ในระดับเพียงแค่ประมาณ ๔๐๐ จุด หลังจากนั้นเราก็ได้บริหารจัดการทําให้เศรษฐกิจฟื้นตัว แล้วก็ตามที่ผมได้นําเรียนเมื่อสักครู่ ในการชี้แจงต่อท่านสมาชิก ท่านจุลพันธ์ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยรวม ในตลาดหลักทรัพย์ ณ ปีนี้ มีผลกําไรรวมกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แน่นอนที่สุดครับ เมื่อผลกําไรของบริษัทดีขึ้น ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านั้นก็ต้องดีขึ้นด้วย นี่ก็คือสาเหตุที่ดัชนี ตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับขึ้นมาสูงกว่าระดับ ๑,๐๐๐ จุดเป็นครั้งแรกตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจช่วง ปี ๒๕๔๐ ประเด็นนี้ก็จึงเป็นประเด็นที่ทําให้มีการกล่าวหาตลอดช่วงการทํางานของผม ๒ ปี ที่ผ่านมาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการค้าขายในตลาดหลักทรัพย์หรือมีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างไรกับการปั่นให้ราคาตลาดหลักทรัพย์ปรับขึ้นอยู่ในระดับนี้หรือไม่ ก็ต้องขออนุญาตเรียน ว่าตั้งแต่ที่ผมเคยอยู่ในวงการนี้แล้วก็อาจจะเป็นสาเหตุทําให้เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านเข้าใจว่า ใครก็ตามที่อยู่ในวงการค้าหลักทรัพย์ต้องรู้ดี วิธีการการปั่นหุ้นและต้องมีส่วนร่วมในการปั่นหุ้น ซึ่งผมขออนุญาตเรียนว่าเป็นการดูถูกผู้ที่อยู่ในอาชีพที่ผมเคยอยู่ แล้วก็เป็นการสะท้อนถึง มุมมองหรือแนวความคิดของท่านที่อาจจะเกิดจากพฤติกรรมที่ท่านเองคุ้นเคยในกลุ่มพวกของท่าน ซึ่งในประเด็นนี้ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าใครก็แล้วแต่ที่จะเป็นนายหน้าค้าหลักทรัพย์ จะทํางานในธุรกิจหลักทรัพย์ จะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการกํากับดูแลที่ใกล้ชิดและเข้มข้นมากที่สุด ทั้งโดยตลาดหลักทรัพย์และสํานักงาน กลต. มีความเข้มข้นในแง่ของกฎระเบียบ การค้าขายหุ้น ในบัญชีของตัวเอง โดยส่วนใหญ่พวกโบรกเกอร์เขาจะไม่ค่อยเล่นหุ้นด้วยตัวเองหรอกครับ ส่วนใหญ่รางวัลและรายได้ของเขาก็จะมาจากการให้คําแนะนําให้กับลูกค้าของเขาได้มีโอกาส ค้าขายหุ้น แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าในอดีตที่ผ่านมาการซื้อขายหุ้นในบัญชีของตัวเอง แม้แต่รวมไปถึง กรณีที่อาจจะส่อให้เห็นว่ามีการเข้าไปใช้ข้อมูลภายในหรือการปั่นหุ้นก็เป็นกรณี ๆ มีให้กับ ตลาดหลักทรัพย์และ กลต. เข้าไปตรวจสอบโดยเรื่อยมา ผมอยู่ในวงการนี้มา ๑๙ ปีครับ ก่อนที่จะลาออกมาสมัครเป็นผู้แทนราษฎรในปี ๒๕๔๗ต้องขออนุญาตเรียนว่า ไม่เคยแม้แต่ ครั้งเดียวที่มีข้อกล่าวหาให้กับผม มีการเสนอเรื่องที่ส่อไปถึงการค้าขายหุ้นที่ขัดต่อกฎหมาย ให้กับ กลต. หรือตลาดหลักทรัพย์ต้องมาเสียเวลาในการที่จะตรวจสอบตัวกระผมเอง เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ก็ยืนยันโดยประวัติ แต่ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ข้อเท็จจริงของเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนมากกว่าก็คือดูตามข้อเท็จจริงในเรื่องที่ เกิดขึ้น ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทไทยคม คือบริษัทไทยคมก็คือเป็นเจ้าของดาวเทียมที่ใช้ ในการสื่อภาพของรายการโทรทัศน์อยู่หลายรายการที่อาศัยการสื่อสารผ่านดาวเทียม และประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นในช่วงของการชุมนุมเสื้อแดงเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว สุดท้าย ได้มีการออกพระราชกําหนดฉุกเฉินโดยรัฐบาล ซึ่งทําให้การกระจายภาพของสถานีโทรทัศน์ ณ เวลานั้น ที่เป็นการกระจายภาพที่มีลักษณะการปลุกระดม และมีการเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ จึงขัดต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และสร้างความกังวลให้กับทางรัฐบาลว่า อาจจะทําให้สถานการณ์ เลวร้ายกว่าที่ควรจะเป็น ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้กระผมติดต่อไปกับผู้ที่มี อํานาจสูงสุดในการกํากับดูแลบริษัทไทยคม ในที่นี้บริษัทไทยคมนั้นเป็นบริษัทลูกของกลุ่ม บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) แต่ผมคิดว่าท่านประธานรวมไปถึงเพื่อนสมาชิก ก็คงพอเข้าใจได้ว่า บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) เองก็อันดับแรกไม่ใช่ผู้กํากับสูงสุด เพราะก็ยังมีผู้ถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจึงเป็นเหตุให้ผมได้เดินทางไป ประเทศสิงคโปร์เพื่อที่จะไปพบปะกับผู้ถือหุ้นใหญ่ของทางกลุ่ม บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ก็คือ บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นกองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ นั่นคือสุดท้าย ได้เดินทางไปในวันที่ ๑๗ เดือนเมษายน โดยที่ผมได้ขอให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านศิริโชค โสภา ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้เดินทางร่วมไปกับผมด้วย เพราะผมมีความกังวล ว่าความรู้ในแง่เทคนิคเกี่ยวกับกรรมวิธีการถ่ายทอดภาพสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนั้น ของผมเองอาจจะมีจํากัด และอาจจะต้องอาศัยความรู้ของท่าน ส.ส. ท่านศิริโชคที่มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านนี้ให้คําแนะนํากับกระผมได้ เรา ๒ คนจึงเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ในวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๓ ถามว่าเราไปประเทศสิงคโปร์เราไปพูดคุยเรื่องอะไร อันดับแรกในส่วนของผม ผมก็ไปพูดถึงความกังวลต่อการปฏิบัติที่ขัดต่อ พรก. ฉุกเฉิน แจ้งให้ผู้ถือหุ้นเขาได้ทราบว่า บริษัทที่เขาถือหุ้นอยู่นั้น อาจจะมีแนวทางการปฏิบัติที่ขัดต่อกฎหมายของประเทศของเรา ผู้ถือหุ้น เขาก็รับทราบในประเด็นนี้ แล้วก็ได้ให้คํามั่นว่าจะไปสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป นอกจากนั้น ผมก็ได้มีการพูดคุยกันในหลักการถึงความต้องการการเป็นเจ้าของบริษัทดาวเทียมนี้ต่อไปโดย บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์สาเหตุที่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาก็เพราะผมทราบครับ เพราะทาง บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์เองได้เคยแถลงข่าวไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๔๙ ช่วงที่ทาง บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์มาซื้อหุ้นของคุณทักษิณ ชินวัตร ก็คือหุ้นชินคอร์ป นอกจากที่จะได้หุ้น ในบริษัทโทรศัพท์มือถือเอไอเอสไปแล้ว สิ่งที่ติดพ่วงไปด้วยมีอีก ๒ บริษัท ก็คือไอทีวีและบริษัทไทยคม เขาก็ได้ให้ข่าวไว้แล้วก็ได้แจ้งกับทาง กลต. ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่เสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อย เพราะเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะมาครอบงําบริษัทไทยคม ที่เขาซื้อบริษัทชินคอร์ป จริง ๆ แล้วที่ เขาต้องการคือเอไอเอส ดังนั้นเมื่อมีความชัดเจนว่าในเชิงยุทธศาสตร์เขาอาจจะไม่ได้มีเจตนา ต้องการที่จะถือหุ้นบริษัทไทยคม แน่นอนครับก็เป็น หนึ่งในเรื่องที่ผมก็ได้ตั้งคําถามของเขา ว่าแนวคิดนี้ของเขายังคงอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ยังไม่ได้พูดกันนะครับว่าจะซื้อจะขาย ไม่มี การเจรจาราคา มีข้อสังเกตร่วมกันว่ามีประเด็นความไม่ชัดเจนทางกฎหมายมากมาย ที่จะต้องสะสางกว่าที่เราจะถึงจุดนั้นได้ แต่ประเด็นหลักที่ไปพบกับทางบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ก็คือเพื่อที่จะขอความร่วมมือให้เขาดูแลความประพฤติของผู้บริหารในบริษัทลูก ของเขาไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดต่อกฎหมายของประเทศไทยของเรา ซึ่งหลังจากนั้น ผมกับท่านศิริโชคก็เดินทางกลับ นั่นคือวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๓หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากว่าทางบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ก็ดูเหมือนว่าได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีก็ได้พูดคุย กับทางผู้บริหาร ทางบริษัทไทยคมเองก็ยุติการปฏิบัติหรือแนวทางที่ขัดต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก็ทําให้ไม่มีสาเหตุใด ๆ ที่ผมจําเป็นที่จะต้องติดต่อพูดคุยกับบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ต่อไป และแน่นอนที่สุดไม่มีข้อมูลหรือสาเหตุใด ๆ ทั้งสิ้นที่ผมจะต้องแจ้งต่อสาธารณชน เพราะว่า ล้วนแล้วแต่เป็นการพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว จนกระทั่งเกือบ ๆ ๒ เดือนต่อมา วันที่ ๑๓ มิถุนายน ก็ปรากฏเป็นข่าวในสื่อต่างประเทศ เครือข่ายบลูมเบิร์กพูดถึงแหล่งข่าวที่หลัง จากนั้น ผมขออนุญาตเรียนเบื้องต้น ได้มีการสอบสวนโดยทาง กลต. กับทางผู้สื่อข่าว ก็ได้พบว่ามีแหล่งข่าวที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของรัฐบาลแต่อย่างใด ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร และไม่ได้เป็นสมาชิกหรือตัวแทนของรัฐบาลแต่อย่างใด ออกมาให้ข่าวว่าได้มีการ พูดคุยกันระหว่างกระผม คุณศิริโชคและทางบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ ทางหนังสือพิมพ์ รายวันของไทยเอง คือหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ก็ได้โทรมาถามผมว่าข่าวที่ปรากฏใน บลูมเบิร์กว่าผมได้มีการพูดคุยกับทางบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ ได้เปิดประเด็นเรื่องที่เกี่ยวกับ แนวโน้มการถือหุ้นของบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ แนวโน้มการซื้อหุ้นของ บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ โดยรัฐบาลไทยนั้นเป็นจริงหรือไม่ แน่นอนที่สุดครับผมไม่ได้อยู่ในสถานะ ที่จะกล่าวความเท็จได้ ผมก็ตอบไปว่าผมไปจริง คือถ้าท่านนึกภาพ ณ วันนั้นถ้าผม ปฏิเสธข้อเท็จจริงก็เท่ากับเป็นการพูดเท็จ แล้วก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร ท้ายแล้วอาจจะ เป็นภัยต่อผมในระยะเวลาที่ตามมา และเนื่องจากการที่ผมไปพูดคุยกับ บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้มีอะไรผิดหลัก ผิดเกณฑ์ ผิดกฎหมายแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุผล ที่ผมจําเป็นที่จะต้องบิดบังประเด็นนั้น ไม่ได้เอามาโฆษณา ไม่ได้เอามาป่าวประกาศ เพียงแต่ ตอบคําถามที่มีกับผมจากทางสื่อมวลชน นั่นคือวันที่ ๑๓ มิถุนายน หลังจากนั้นเมื่อสักครู่ ท่านประเกียรติก็ได้อภิปรายถูกต้องนะครับ ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไป ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติครับ ประเด็นที่สําคัญในการที่จะตอบว่ามีการใช้ข้อมูลนี้ลักษณะของการปั่นหุ้นเพื่อทํากําไรหรือไม่ ต้องไปพิสูจน์ก่อนว่าก่อนที่จะเป็นข่าวนั้น ผมและพวกได้ไปดักซื้อหุ้นล่วงหน้าหรือไม่ หลังจากนั้นมาปล่อยข่าวเพื่อให้ราคาหุ้นขึ้นเพื่อหวังผลในการขายทํากําไร ข้อเท็จจริงก็คือ ผมไม่ได้เคยเข้าไปซื้อหุ้นไทยคมในช่วงนั้นเลย แล้วความจริงในชีวิตนี้ผมไม่เคยซื้อหุ้นไทยคม เลยด้วยซ้ําไป ไปดูว่ามีคนอื่นซื้อไหม ที่อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับผมและรัฐบาลก็ไม่พบ นะครับ เพราะว่าทางตลาดหลักทรัพย์ กลต. เขาก็ไปตรวจสอบมาแล้วว่ามีการกระทํา ในลักษณะนั้น ไม่ปรากฏว่ามีใครได้กําไรในลักษณะของการปั่นหุ้นในช่วงระยะเวลานั้นในส่วนของ หุ้นไทยคมแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นการปรับขึ้นของราคานั้นก็ปรับจากข่าวที่ปรากฏพร้อมกัน ให้กับทุกคนได้รับทราบในวันที่ ๑๓ มิถุนายนว่ามีการพูดคุยกันในหลักการต่อกรณีการซื้อขาย หุ้นไทยคมระหว่างรัฐบาลไทยกับทางบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ เป็นเรื่องปกติธรรมชาติมากว่าเมื่อมีข่าวนี้ หุ้นก็จะต้องขึ้น แต่หลักการในการประเมินว่านี่เป็นการปั่นหุ้นหรือไม่ ก็คืออย่างที่ผมเรียน ๑. ดูว่ามีใครเข้าไปซื้อก่อนหรือไม่ แล้วก็ ๒. ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชน พร้อมกันหรือเปล่า และลักษณะคําพูดของผู้พูด นี่พูดในแนวที่หมิ่นเหม่หรือทําให้ประชาชน อาจจะเข้าใจผิดเป็นการกล่าวเท็จหรือไม่ ตามข้อกล่าวหาของคุณประเกียรติ คุณประเกียรติ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านได้เคยตั้งข้อกล่าวหาไว้กับผมในอนุกรรมาธิการครั้งนั้น แล้วว่าไทยคมนี่เป็นของคนไทยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลบอกว่าจะไปขอซื้อจาก บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์นั้นเป็นการกล่าวเท็จ ท่านครับ ไทยคมนี้เป็นเจ้าของสัมปทาน ตัวดาวเทียมเองสุดท้ายแล้วก็คือเป็นทรัพย์สินของรัฐบาล แต่ว่าสิทธิในการเก็บรายได้จาก ดาวเทียมนั้นเป็นสิทธิของบริษัท เพราะฉะนั้นเวลาเขาพูดคุยกันเรื่องของการซื้อขายนี้ เขาหมายถึงการซื้อขายหุ้นในบริษัทก็คือการได้สิทธิในการแสวงหารายได้จากทรัพย์สินนั้น ก็คือดาวเทียม เพราะฉะนั้นไม่ใช่ผิดหรอกครับ เวลาเราพูดถึงการซื้อขายหุ้นไทยคมก็เป็นสิ่ง ที่คนเขาซื้อขายกันอยู่ทุกวัน ก็ตามที่ท่านบอกว่าจริง ๆ เป็นของรัฐอยู่แล้ว ไม่มีสิทธิอยู่แล้ว ในการซื้อกลับคืนมา แล้วทําไมถึงมีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ มันขัดกันครับ ท่านพูด ต้องขออนุญาตเรียนในประเด็นนี้ว่าไม่มีเหตุไม่มีผล ทีนี้แทนที่ผมจะมาเพื่อการยืนยันกับท่าน ว่าผมไม่ได้มีการซื้อหุ้นในบริษัทนี้ก็เท่ากับอาจจะเป็นเพียงการแก้ตัวของผม ในสายตาของท่านดีที่สุด ก็คือเราไปดูผลการตรวจสอบของสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. ในเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะท่านก็ได้ยื่นเรื่องนี้ไปที่ ป.ป.ช.ท่านยื่นเรื่องนี้ไปที่ กลต. ผู้ที่มีอํานาจ หน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายนี้ก็คือ กลต. เขาไปตรวจสอบแล้ว และมีรายงานกลับมาโดยท่านรอง เลขาธิการ กลต. ท่านวสันต์ เทียนหอม ขออนุญาตเอ่ยนาม เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม นี้เอง ในเรี่องกรณีบริษัทไทยคม มีการกล่าวหาว่า ผมได้กระทําผิดตามที่ท่านได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ ตามมาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๓๙ และมาตรา ๒๔๐ ใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ในเรื่องของการปล่อยข่าว ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ ข้อสรุปของ กลต. เขียนชัดว่า ไม่พบข้อบ่งชี้ว่า การเผยแพร่ข่าวของบางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ ๑๓ และ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ เป็นการกระทํา เพื่อมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ไทยคม โดยพบว่าการนําเสนอข่าวของ บางกอกโพสต์มีมูลความจริง และผู้สื่อข่าวบางกอกโพสต์ยืนยันว่าผู้ให้ข่าวนั้นมิใช่บุคคล ในคณะรัฐบาลหรือผู้มีชื่อถูกพาดพิงในข่าว ส่วนการให้สัมภาษณ์ของบุคคลในคณะรัฐบาล หลังปรากฏข่าวในบางกอกโพสต์ก็มีลักษณะเป็นการตอบข้อซักถามมิใช่การแพร่ข่าวเท็จ ชัดเจนนะครับ ผู้ที่มีอํานาจหน้าที่ในการตรวจสอบข้อกล่าวหาของท่านได้ฟันธงออกมา ชัดเจนแล้วว่าที่ดําเนินการไปทั้งหมดนั้น ไม่ใช่การแพร่ข่าวเท็จและไม่ได้มีการผิดตามมาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๓๙ และมาตรา ๒๔๐ อย่างที่ท่านได้กล่าวหากระผม ส่วนข้อกล่าวหาว่าได้มีการ เข้าไปดักซื้อหุ้นเพื่อทํากําไรก่อนที่จะมีข่าวในเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งก็จะเป็นการทําผิดในกรณี มาตรา ๒๔๑ พ.ร.บ. หลักทรัพย์เช่นเดียวกัน ทาง กลต. ก็ได้ไปพิสูจน์ว่าในส่วนของผมเองนั้น หรือนายศิริโชคนั้น หรือบุคลากรกระทรวงการคลังที่อาจจะเกี่ยวข้องท่านอื่น เพราะผมเสนอชื่อ ให้หมดนะครับว่ามีใครรับทราบการเดินทางและการเจรจากับบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ ของผมบ้าง ทาง กลต. ไม่พบการซื้อขายหลักทรัพย์ไทยคมในช่วงของการตรวจสอบ ผมขออนุญาตเรียนท่านว่ามีอยู่ผู้เดียวตลอดช่วงระยะเวลานั้นที่ทาง กลต. และตลาดหลักทรัพย์ พบว่ามีการซื้อขายหุ้นนี้จํานวนมาก ผู้นั้นเป็นอดีตพนักงานของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) เองครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านต้องการจะตรวจสอบผมขอแนะนําให้ท่านไปตรวจคนอื่น แต่ผมขออนุญาตให้คําตอบแทนท่านเลยนะครับ ท่านอย่าเสียเวลาเลย เพราะว่าทาง กลต. ก็ได้ไปตรวจสอบบุคคลคนนี้ที่เข้าไปซื้อหุ้นแล้ว ถึงแม้ว่ามีพฤติกรรมการซื้อที่ค่อนข้างประหลาด เพราะซื้อจํานวนมากภายในระยะเวลาช่วงก่อนที่จะปรากฏมีข่าวว่าผมได้เดินทางไปพูดคุยกับ บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ ทาง กลต. ก็มีข้อสรุปว่า ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะคิดว่าผู้นี้ได้ใช้ข้อมูล ภายใน สาเหตุก็เพียงเพราะว่าเขาได้เริ่มซื้อหุ้นก่อนที่ผมจะเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ เพราะฉะนั้นไม่น่าที่จะสามารถทราบล่วงหน้าได้ว่าผมจะเดินทางไป แต่ประเด็นผู้นี้ก็คือเป็น พนักงานของบริษัทไทยคมเองในเครือของกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน)
ส่วนประเด็นสุดท้ายว่า มีการกระทําที่ผิดมาตรา ๒๔๓ อย่างไรหรือไม่ ก็คือ สร้างราคา นี่คือการปั่นหุ้น ก็ได้มีข้อสรุปว่า ไม่พบการซื้อขายที่มีลักษณะเป็นการสร้างราคา กล่าวคือ ไม่พบการซื้อขายแบบกระจุกตัว โดยการซื้อขายของนักลงทุนรายใหญ่ แล้วก็อื่น ๆ ในรายละเอียด และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ไทยคมอย่างมีสาระสําคัญ คือพูดง่าย ๆ ในทุกข้อกล่าวหาที่ท่านมีเพื่อนสมาชิกในพรรคของท่านมีกับผมในเรื่องนี้ ทาง กลต. ก็ตรวจสอบหมดแล้วครับ แล้วก็มีข้อสรุปชัดเจนว่าข้อกล่าวหาทุกข้อทุกประเด็นไม่มีมูล ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้มีความมั่นใจว่าในส่วนตัวของผมเองนั้น ผมตระหนักว่าเรื่องนี้มันละเอียดอ่อน และผมพูดมาหลายครั้งว่ากระทรวงการคลัง เป็นศูนย์รวมข้อมูลที่ล้วนแล้วแต่มีโอกาสที่จะมีผลทางใดทางหนึ่งกับราคาหุ้น ดังนั้นเป็นการ ส่วนตัว ผมได้ยุติบทบาทการซื้อขายหุ้นของตัวผมเองตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๑ ผมท้าท่านเลยครับ ผมนี่มีบัญชีค้าขายหลักทรัพย์อยู่ ๒ บัญชี บัญชีหนึ่งอยู่ที่บริษัท หลักทรัพย์ภัทร อีกบัญชีหนึ่งอยู่ที่บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง ท่านไปตรวจได้นะครับว่า ผมและภรรยา สุดท้ายได้เคยมีการซื้อขายหุ้นเมื่อใด ผมบอกได้เลยว่านอกจากการเพิ่มทุน ตามสิทธิในบริษัทหนึ่งที่ผมถือหุ้นอยู่ แล้วก็ได้รายงานในบัญชีทรัพย์สินของผมที่บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวงเมื่อปีที่แล้ว ผมและภรรยาไม่ได้เข้าไปซื้อขายหุ้นแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่ ผมเข้ามาเป็นรัฐมนตรี อันนี้ก็เพื่อความสบายใจของทุก ๆ ท่าน
ส่วนการปั่นหุ้น การทําราคาหุ้นเพื่อหวังประโยชน์นั้นก็เป็นเรื่องที่ทาง กลต. ทางตลาดหลักทรัพย์พยายามที่จะออกมาตรการในการควบคุมดูแลมาโดยตลอด ความจริง เรื่องที่เกี่ยวกับการปั่นหุ้น ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลก็เคยมีในอดีต ท่านทราบดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ได้ใช้เวทีนี้ที่จะกล่าวถึง เพราะรัฐมนตรีท่านนั้นก็เป็นรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลของท่าน เพราะฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าท่านอาจจะคิดว่าในเมื่อรัฐมนตรีในรัฐบาล ของท่านเขาถูก กลต. สั่งตรวจสอบปั่นหุ้นได้ ก็อาจจะเป็นการกระทําตามปกติของรัฐมนตรี ในทุกรัฐบาล ขอยืนยันว่าไม่ใช่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ส่วนประเด็นในเรื่องของบุหรี่ก็ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ อันดับแรกว่าผมในฐานะ รัฐมนตรีว่าการ ท่านพูดถูกครับ ผมมีหน้าที่ในการดูแลเรื่องนโยบาย ส่วนในเรื่องที่เกี่ยวกับ บุหรี่ในประเทศ โดยเฉพาะนี่ก็มีอยู่ ๒ มิติ มิติแรก ก็คือมิติของบทบาททางกรมสรรพสามิต ซึ่งผมก็ได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านมั่นเป็นผู้กํากับดูแล ส่วนมิติที่เกี่ยวกับ บทบาทของโรงงานยาสูบนะครับ ก็มีท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการท่านประดิษฐ์เป็นผู้กํากับดูแล โรงงานยาสูบ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ผมก็ขออนุญาตชี้แจงตามความกังวลของท่านเกี่ยวกับ เรื่องของการจัดเก็บภาษี แต่ผมจะใช้เวลาไม่มากเลยครับ เพราะว่าเรื่องมันก็ค่อนข้าง ตรงไปตรงมา ก็คือในส่วนของภาษีท้องถิ่นที่จะต้องมีการจัดเก็บนั้น มวนละ ๙.๓ บาท ซึ่งเป็นหน้าที่ของตัวแทนที่จะต้องจ่ายภาษีท้องถิ่นให้กับโรงงานยาสูบ และเมื่อจังหวัดมีการ เบิกบุหรี่ไปจําหน่ายก็ต้องมาขอภาษีนี้จากทางโรงงานยาสูบ แต่สั้น ๆ เลยครับ ต่อคําถาม ที่ท่านมีว่ามันมีการชําระภาษีท้องถิ่นครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีการขายบุหรี่ ผ่านบริษัทที่เรียกว่า โมเดิร์น เทรด คําตอบก็คือเราเองมีความกังวลในประเด็นนี้เช่นเดียวกัน กับท่านว่าการชําระภาษีท้องถิ่นอาจจะยังไม่ครบถ้วน แต่ประเด็นในส่วนของกรมสรรพสามิต ผมต้องขออนุญาตเรียนนะครับ เราเป็นเพียงแค่ตัวกลาง เราไม่ได้มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ในการที่จะไปติดตามการจัดเก็บภาษี หน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของ อบจ. นี่คือภาษีท้องถิ่นครับ แล้วก็เป็นความกังวลของทางกระทรวงการคลังในทุก ๆ กรณีที่เกี่ยวกับภาษีท้องถิ่นว่า ประสิทธิภาพในการจัดเก็บ โดย อบจ. นั้นอาจจะยังมีมาตรฐานสูงไม่เท่ากับประสิทธิภาพ การจัดเก็บโดยกระทรวงการคลังในส่วนกลาง แต่เมื่อกฎหมายเป็นเช่นนั้นภาระหน้าที่ในการ ตามจัดเก็บภาษีท้องถิ่นในส่วนของบุหรี่และอื่น ๆ เป็นภาระหน้าที่ขององค์กรบริหารส่วนจังหวัด ในกรณีนี้
ต่อคําถามว่า ในส่วนของบริษัทที่ได้รับมีสัญญาหรือรับสัมปทานในการ ขายบุหรี่คือสหสามิตรได้ไปขายบุหรี่ต่างประเทศด้วยหรือไม่ ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่า ตามสัญญานั้นเขาไม่มีสิทธิที่จะขาย แต่สิ่งที่เขาทําก็คือเขารับเป็นผู้ชําระภาษีท้องถิ่น แทนบริษัทบางบริษัทที่ได้ขายบุหรี่ อย่างเช่น บริษัท ห้าง ร้าน ตามสถานีบริการน้ํามันเป็นต้น อาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญหรืออยากที่จะให้ผู้อื่นมารับผิดชอบในการชําระภาษีท้องถิ่นก็ได้ จ้างบริษัทสหสามิตรมาปฏิบัติหน้าที่แทน แต่ในการขายบุหรี่ด้วยตนเองที่เป็นบุหรี่นําเข้าจาก ต่างประเทศนั้นไม่ได้อยู่ในสัญญาที่จะให้สหสมิตรดําเนินการ อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่ความจริงผมได้ให้นโยบายไปทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการไปสู่ทาง กรมสรรพสามิตแล้วว่าควรที่มีการทบทวน เพราะว่าสมัยที่มีการทําสัญญากับสหสามิตร ข้อเท็จจริงก็คือการขายบุหรี่ผ่านโมเดิร์น เทรดนั้นยังมีจํานวนค่อนข้างน้อย แล้วท่านถามว่า ที่โมเดิร์น เทรดนั้นไม่ว่าจะเป็นโลตัสหรืออื่น ๆ นอกจากขายบุหรี่ไทยแล้วก็ขายบุหรี่นอกด้วย แต่ประเด็นนั้นคงเป็นประเด็นทางพาณิชย์ ข้อตกลงระหว่างโมเดิร์น เทรดกับผู้นําเข้าบุหรี่นอกเอง ไม่ใช่เป็นนโยบายของรัฐบาล แล้วก็ไม่ได้เป็นหน้าที่ที่มอบให้กับสหสามิตรทํา อย่างไรก็แล้วแต่ ในกรณีนี้ ณ ปัจจุบันจํานวนบุหรี่ที่ขายผ่านโมเดิร์น เทรดจํานวนค่อนข้างมาก ดังนั้น การควบคุมดูแลในเรื่องของการเก็บจากภาษีท้องถิ่นดําเนินการด้วยความยาก โดยผู้บริหาร ส่วนท้องถิ่นเอง ดังนั้นก็ได้รับรายงานว่าวันที่ ๒๙ มีนาคมนี้เองก็จะมีการประชุมครั้งใหญ่ ที่กรมสรรพสามิตเพื่อที่จะพิจารณาทบทวน แล้วก็จะนําข้อเสนอและข้อสังเกตความกังวล ของท่าน ในการอภิปรายของท่านในเรื่องนี้ในวันนี้ไปให้เขาได้มีโอกาสพิจารณาเพิ่มเติมด้วย เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ผมคิดว่าผมชี้แจงครบถ้วนต่อทั้ง ๒ ประเด็น ซึ่งท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายก็ต้องขออนุญาตนําเรียนว่าในส่วนของบทบาทหน้าที่ในการกํากับดูแล ผมและท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง ๒ ท่านก็ปฏิบัติหน้าที่สุดความสามารถ แล้วก็ยังมี ข้อบกพร่องในบางส่วน ในบางหน่วยราชการก็ต้องดําเนินการแก้ไขต่อไป แต่เราไม่ได้มีการละเว้น แล้วเราก็จะดูแลประโยชน์ของประเทศชาติในแง่นั้น ส่วนในการปฏิบัติส่วนตัวในเรื่องที่ เกี่ยวกับหุ้น ผมก็ได้มีโอกาสได้ชี้แจงไปแล้ว ก็ขอยืนยันอีกครั้งต่อเพื่อนสมาชิกและพี่น้อง ประชาชนที่ฟังการอภิปรายอยู่ว่าไม่มีการดําเนินการในลักษณะการทํากําไรโดยผิดกฎหมาย ผ่านตลาดหลักทรัพย์โดยสมาชิกของรัฐบาลนี้แต่อย่างใด และแน่นอนที่สุดโดยส่วนตัว ของกระผมเอง ถึงแม้ว่าผมเคยอยู่ในวงการนี้มีความเชี่ยวชาญในวงการนี้ ยิ่งเป็นสาเหตุทําให้ ผมเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาลและแนววิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องครับ ขอบคุณครับ
คุณประเกียรติ นาสิมมา ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ก็ขอขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีด้วย แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมคิดว่าสิ่งที่ผมกล่าวหาท่าน แล้วก็เป็นสิทธิโดยชอบที่ท่านจะแก้ข้อกล่าวหาของท่าน ส่วนจะครบถ้วนหรือไม่นั้นก็แล้วแต่วิจารณญาณของท่าน ถ้าหากไม่ครบถ้วนตรงไหน ก็จะเป็นอันตรายต่อท่านนะครับ แต่ถ้าครบถ้วน แล้วมีเหตุผลน่ารับฟัง ผมก็ขอแสดงความ ยินดีด้วย แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ท่านชี้แจงเรื่องดาวเทียมไทยคม ที่จริงดาวเทียมไทยคม เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐบาลไทย ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของบริษัทไทยคม แต่ไทยคมเป็นบริษัทที่ บริหารถูกต้องบริหารผลประโยชน์ ทีนี้ข่าวที่ออกไปมันไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่อย่างที่ท่านชี้แจง มันมีการสัมภาษณ์และมีให้ความคิดเห็นต่อเนื่องออกมาว่าประเทศเรากําลังคิดว่าจะซื้อ ดาวเทียมกลับคืนมาเป็นของเรา นี่คือคําพูดในข่าว ส่วนเนื้อข่าวนั้นมี ๒ ท่านครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะพูดมากหน่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ทีนี้เหตุที่จะซื้อท่านอ้างว่าเพื่อความ มั่นคงของชาติ ผมก็มีเอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งเมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายนปีที่ผ่านมาที่รัฐสภามีการ ประชุมคณะกรรมการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเจะอามิง โตะตาหยง นี่ นะครับ ท่านเป็นประธาน เป็น ส.ส. ในสภานิติบัญญัติของเรานี่ละครับ เป็นประธานใน การศึกษาได้เชิญ นายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ ซึ่งเป็นผู้อํานวยการกิจการอวกาศ กระทรวงไอซีทีมายืนยันว่าดาวเทียมเป็นของไทย เป็นของรัฐบาลไทยแล้วก็ไม่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะกราบเรียนให้ท่านประธานให้ทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าข่าวสารที่แพร่กระจายออกไปนั้นมันไม่เป็นความจริงอย่างที่ได้กล่าวหาท่าน ไว้ว่าท่านได้เอาความเท็จออกแพร่จนทําให้มีการสวิงขึ้นของราคาหุ้น และหลังจากที่ ประชาชนทราบความกระจ่างแล้วหุ้นนั้นก็ตกลงมาอยู่ในเส้นเดิม อันนี้คือปัญหาเท่านั้น ผมไม่ได้บอกว่าปั่นหุ้นหรือไม่ปั่นหุ้น แต่เมื่อเอาความเท็จมาบอกสาธารณะแล้วหุ้นมันขึ้น เพราะมันเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้เท่านั้นเองก็ขอกราบเรียน ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวท่านพิเชษฐ์ต่อนะครับ ขอท่านกรณ์กับท่านรัฐมนตรีก่อนก็แล้วกันครับ เพราะว่า ท่านพิเชษฐ์จะใช้สิทธิพาดพิงใช่ไหมครับ ท่านกรณ์ จาติกวณิช ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือทั้งหมดที่ท่านประเกียรติ ได้นําเสนอเมื่อสักครู่ก็ไม่ติดใจแล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องตอบโต้แต่อย่างใด แต่เมื่อท่านกล่าวหา ว่าผมพูดเท็จก็เป็นเหตุที่ทําให้ผมต้องลุกขึ้นเพื่อที่จะชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าถามว่า ณ วันที่ ๑๖ มิถุนายน ที่ผมพูดเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ด้วยสาเหตุที่ปรากฏเป็นข่าวแล้ว โดยแหล่งข่าวอื่นแล้วสื่อมวลชนก็มาถามผมว่าที่ไปประเทศสิงคโปร์นั้นจริงหรือเปล่า ผมก็พูด ไปตามข้อเท็จจริงครับ แล้วข้อเท็จจริงก็ตามที่ผมได้นําเรียนเมื่อสักครู่นี้ก็คือผมได้เดินทาง ไปประเทศสิงคโปร์จริง ผมได้ไปกับท่านศิริโชคจริง แล้วก็ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์จริง แล้วผมก็ได้พูดคุยกันใน ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือความกังวลในส่วนของรัฐบาลที่มีต่อนโยบายของทางบริษัทลูก ของบริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้งส์ ในที่นี้คือไทยคมที่ขัดต่อ พ.ร.บ. ฉุกเฉินของบ้านเรา
ประเด็นที่สอง ก็คือนโยบายการถือหุ้นในบริษัทไทยคม โดยบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ว่าเขาพูดตามตรง ก็คือสนใจจะขายไหม เขาก็ถามเราเหมือนกันว่าเราสนใจ จะซื้อไหม เราก็บอกว่าเงื่อนไขมันอีกมากมาย ความไม่ชัดเจนทางกฎหมายมีอีกเยอะ ซึ่งก็เพิ่ง ปรากฏความชัดเจนเมื่อเร็ววันนี้เอง ซึ่งมีการตั้งคณะกรรมการ มาตรา ๒๒ เพื่อไปพิจารณาว่า ในอดีตในช่วงที่ผ่านของรัฐบาลก่อนหน้านี้ การแก้สัญญาสัมปทานหรือการไปลงทุนในดาวเทียมต่าง ๆ โดยไทยคมนั้นชอบด้วยกฎหมาย พ.ร.บ. ร่วมทุนหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการตาม พ.ร.บ. มาตรา ๒๒ ก็มีข้อสรุปว่า ไม่ชอบ ทําให้ดาวเทียมบางดวงหมดสิทธิของการเป็นของไทยคม ต่อไปด้วยซ้ําไป ก็คือ ไอพี สตาร์ (IP Star) เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้เป็นประเด็นที่ชัดเจน ณ เวลานั้นว่ายังมีความไม่ชัดเจน และวันที่ผมพูดเรื่องนี้กับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกผมก็พูด ด้วยว่าเรื่องนี้ผมไม่อยากที่จะพูดมาก เพราะมันมีโอกาสที่จะมีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ ต่อราคาหลักทรัพย์ ประโยคของผมนี้เป็นประโยคที่ปรากฏตามข่าว ณ วันนั้น แล้วก็เป็น ข้อเท็จจริงที่ กลต. ก็ได้เข้ามาตรวจสอบทั้งหมดทุกประเด็น แล้วก็มีข้อสรุปในทุกข้อกล่าวหา ของท่านว่าไม่มีมูลความจริง เพราะฉะนั้นนี่ละครับความจริง ผมไม่ได้เคยกล่าวเท็จในเรื่องนี้ แต่อย่างใด ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีพีระพันธ์จะใช้สิทธิพาดพิงใช่ไหมครับ เชิญครับ
ขออนุญาตนิดเดียวจะไม่รบกวนเวลามากครับ ขออนุญาตท่านประธานและสมาชิกครับ ผม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมครับ เผอิญเมื่อสักครู่นี้ ท่านสมาชิกได้กล่าวพาดพิงไปถึงสํานักงานหน่วยงานในกํากับดูแลของกระทรวงยุติธรรม ของผม โดยโยงไปว่าท่านนายกรัฐมนตรีปล่อยปละละเลย ไม่ได้ไปแต่งตั้งคณะกรรมการ หรือว่าเลขาธิการของสํานักงาน ป.ป.ท. กับสํานักงาน ป.ป.ง. แล้วก็เหมือนประหนึ่งว่า ท่านมีเจตนาปล่อยให้มีการทุจริต ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงประเด็นนี้ได้ไหมครับ ก็ขอเรียนว่า ความจริงแล้ว ถ้าหากว่าท่านติดตามข่าวสารข้อมูลคงจะทราบว่าเอาในส่วนสํานักงาน ป.ป.ท. ก่อน สํานักงานคณะกรรมการ ป.ป.ท. ตอนนี้มีการแต่งตั้งเลขาธิการเรียบร้อยไปแล้ว คณะรัฐมนตรี แต่งตั้งอยู่ระหว่างขั้นตอนโปรดเกล้าฯ ส่วนคณะกรรมากร ป.ป.ท. ท่านประธานและท่านสมาชิก คงทราบดีว่ามันมีปัญหาที่ทําให้เกิดข้อขัดข้อง ซึ่งขณะนี้เราก็ดําเนินการ เข้าใจว่าในสัปดาห์หน้า จะเอารายชื่อส่งคณะรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นก็เรียนให้ทราบ ส่วนสํานักงาน ป.ป.ง. ครับ ส่วนสํานักงาน ป.ป.ง. ครับ สํานักงานคณะกรรมการ ป.ป.ง. ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ เบ็ดเสร็จเรียบร้อย ส่วนเรื่องของเลขาธิการ มีข้อขัดข้องกันอยู่ระหว่างสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกากับสํานักงาน ป.ป.ช. ซึ่งอยู่ระหว่างที่ดําเนินการประสานงานแก้ไขในประเด็นต่าง ๆ เหล่านั้น แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ ผมขอเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นในเรื่องกล่าว พาดพิงถึงนะครับ แม้ที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นรัฐบาลชุดนี้ ท่านก็ได้ประสานให้ทั้ง ป.ป.ท. และ ป.ป.ง. ทํางานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือแม้แต่ กับท่านกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้เคยอภิปรายตั้งในประเด็น ตั้งกระทู้ถามว่า ได้รับความร่วมมือจาก ป.ป.ท. ในการตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบ แล้วหลายเรื่องที่มีการอภิปรายกันหรือมาสอบถามในกระทู้ถามต่าง ๆ ก็มาจากการทํางาน ของหน่วยงานหลักทั้ง ๒ หน่วยนี้ แล้วจากการทํางานในช่วงที่ผ่านมา ทาง ป.ป.ง. เอง ก็ได้ทํางานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วก็ทาง ป.ป.ส. ในการตรวจสอบการค้ายาเสพ ติดหรือการกระทําความผิดทุจริตในหลายรูปแบบ รวมทั้ง ป.ป.ท. ด้วย เพราะฉะนั้นใน ประเด็นนี้ จึงไม่เกี่ยวข้องท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้กํากับดูแล ทั้ง ๒ หน่วยขึ้นตรงกับผมครับ ขอบคุณครับ
ท่านพิเชษฐ์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ ผมขออนุญาตใช้สิทธิในการที่ถูกพาดพิง และทําให้เสียหาย ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่มีการอภิปรายถึงกรณีที่จะทําให้
ท่านพิเชษฐ์ครับ ผมขอ ความกรุณานิดได้ไหมครับ แป๊บเดียวครับ สภายินดีต้อนรับคณะผู้บริหารสมาชิกสภาเทศบาล พนักงานเทศบาล และกรรมการชุมชนเทศบาล ตําบลเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยความยินดี ขณะนี้สภากําลังพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ แล้วเดี๋ยวถ้าท่าน นั่งตรงนี้นาน ๆ เดี๋ยวจะได้ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ท่านจะได้ตอบข้อซักถาม แก่สมาชิก ก็จะอนุญาตให้อยู่ได้นะครับ สักชั่วโมง ๒ ชั่วโมงไม่เป็นอะไร เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ
ท่านประธานครับ ที่พาดพิงและทําให้ เสียหายก็คือเรื่องของห้างสหสามิตร เรื่องการเก็บภาษี อบจ. เรื่องที่กล่าวหาว่าบุหรี่ ต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษี เรื่องที่บอกว่ามีการสําแดงบุหรี่ผิดจากที่เป็นจริง ทั้งหมดนี้ กระผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างปลายปี ๒๕๔๐ ถึงต้นปี ๒๕๔๔ เป็นผู้กํากับดูแลโรงงานยาสูบโดยตรงและเกี่ยวข้องโดยตรงครับ ท่านประธานครับ ตั้งแต่ รัฐบาลชวน หลีกภัย ๒ มีนโยบายชัดเจนที่สุดเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องการกระจายอํานาจ ขณะนั้น ได้ตั้งท่านรองนายกรัฐมนตรีพิชัย รัตตกุล เป็นประธานกรรมการในการกระจายอํานาจ ได้มีการมอบหมายท่านรัฐมนตรีชํานิ ศักดิเศรษฐ์ เป็นผู้รับผิดชอบการกระจายอํานาจ การปกครอง เรื่อง อบต. เรื่อง อบจ. เรื่องเทศบาล ส่วนผมเป็นประธานในเรื่องการกระจายรายได้ กระจายอํานาจการคลังไปสู่ท้องถิ่น สิ่งที่ได้มีการพิจารณา ณ ขณะนั้นในการที่จะกระจาย ไปสู่ท้องถิ่นนั้น นอกจากจากเรื่องภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน นอกจากภาษีปิโตรเลียม ภาษีต่าง ๆ ภาษีโรงแรม ตัวสําคัญอันหนึ่งที่ผมคิดว่าจําเป็นจะต้องกระจายให้ไปสู่ท้องถิ่นก็คือภาษีบุหรี่ เพราะกระแสในการต่อต้านการสูบบุหรี่และมลภาวะกับบุหรี่ที่เกิดขึ้นกับท้องถิ่นมีค่อนข้างจะสูง เพราะฉะนั้นตามแผนและขั้นตอนในการกระจายอํานาจ เมื่อออกมาปี ๒๕๑๒ ก็มีการระบุถึง ภาษีบุหรี่ ภาษียาสูบ ที่จะต้องแบ่งให้กับท้องถิ่นตั้งแต่เดิม มวนละ ๑ สตางค์ จนบัดนี้ประมาณ มวนละ ๙ สตางค์เศษ ๆ ๙ สตางค์เศษ ๆ ก็เท่ากับซองละประมาณ ๑ บาท ๘๐ สตางค์ แต่กฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจที่ออกมา มีการระบุท้องถิ่นเพียงว่าองค์การ บริหารส่วนจังหวัดที่ขาดไป ก็คือกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา เมื่อกฎหมายออกใช้ มันก็เกิดกลายเป็นว่าบุหรี่ที่ขายในกรุงเทพมหานครไม่ต้องเสียภาษีท้องถิ่น บุหรี่ที่ขายไปยัง เมืองพัทยาก็ไม่ต้องเสียภาษีท้องถิ่น ก็เกิดปรากฏการณ์ว่าบุหรี่ในกรุงเทพมหานครหลั่งไหล ออกมาจากจังหวัดด้วยการเล็ดลอด เพราะในกรุงเทพมหานครถูกกว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ แก่โรงงานยาสูบ ณ ขณะนั้นว่าเมื่อพื้นที่ต่าง ๆ ส่วนหนึ่งต้องเสียภาษีบุหรี่ ส่วนหนึ่งไม่ต้องเสีย การหลั่งไหลเคลื่อนย้ายของบุหรี่ของกรุงเทพมหานครไปอยู่ต่างจังหวัดก็เกิดขึ้นสูง ห้างหุ้นส่วน ผมไม่แน่ใจว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจํากัดหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสหสามิตรเป็นผู้รับ สัมปทานโควตาบุหรี่ทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร มีมาตั้งแต่ก่อนรัฐบาลประชาธิปัตย์ ตั้งแต่สมัย พลเอก องอาจ ชัมพูนทะ เป็นผู้อํานวยการโรงงานยาสูบ ในฐานะที่บุหรี่ในกรุงเทพมหานคร หลั่งไหลออกไปต่างจังหวัดมาก โรงงานยาสูบก็จําเป็นต้องคุยกับห้างสหสามิตร ก็เลยให้ ห้างสหสามิตรเป็นผู้ดําเนินการควบคุมดูแลรับผิดชอบในส่วนที่ภาษีบุหรี่ที่จะไปถึงต่างจังหวัด ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ผมขอชี้แจงในส่วนที่มีการอภิปรายเมื่อกี้นี้สัก ๒-๓ ประการ
ประการแรก ก็คือเรื่องที่ว่าบุหรี่ไทยต้องเสียภาษี แต่บุหรี่นอกไม่เสียภาษี ไม่เป็นความจริงครับ เพราะปัญหาใหญ่ ณ ขณะที่ผมรับผิดชอบขณะนั้น โรงงานยาสูบ มีปัญหาก็คือ บุหรี่นอกแทรกซึมเข้ามาทุกรูปแบบในตลาดการขาย จนแย่งตลาดบุหรี่ไทย ไปแล้วประมาณ ๗-๑๐ เปอร์เซ็นต์ ครองตลาด ๗-๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ตัวเลขปัจจุบันนี้ ที่พูดกันถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไร แค่ไหนกันครับ เพราะฉะนั้นการที่จะยกเว้นให้บุหรี่นอกไม่ต้องเสียภาษีเป็นไปไม่ได้เรียนยืนยัน และผม ก็ตรวจสอบไปยังโรงงานยาสูบแล้วว่าปัจจุบันนี้และตั้งแต่เดิมไม่ว่าบุหรี่นอก คือบุหรี่ ต่างประเทศหรือบุหรี่ไทยต้องเสียภาษีท้องถิ่นเหมือนกันครับ เหมือนกัน การที่เอา ห้างหุ้นส่วนสหสามิตรมารับผิดชอบในเรื่องเกี่ยวกับว่าภาษีบุหรี่ที่จ่ายไปยัง อบจ. ที่บอกว่า โรงงานยาสูบจ่ายเช็คให้กับสหสามิตร สหสามิตรเบิกเงินไปจ่ายให้ อบจ. ตรงกันข้ามครับ เรากําหนดหน้าที่ให้สหสามิตเป็นผู้ควบคุมบุหรี่ที่ขายอยู่ต่างจังหวัดทั้งหมด และสหสามิตร จะต้องสํารองจ่ายให้กับ อบจ. ไปก่อน เมื่อจ่ายไปก่อนทั้งหมดเท่าไร ก็รวบรวมรายการมาเบิก จากโรงงายาสูบ การเบิกเงินที่จ่ายไปจริงกับงวดแต่ละงวดเบิกมันจะมีการคาบเกี่ยวกัน เพราะฉะนั้น ยอดเงินแต่ละครั้งไม่ตรงกันพอดีหรอกครับ เพราะฉะนั้นที่กล่าวหาว่าสรรพสามิตรจ่ายเงิน ให้เป็นเช็คไปยัง อบจ. แต่ว่าผ่านสหสามิตรหรือจ่ายให้สหสามิตรเพื่อไปยัง อบจ. นี้ตรงกันข้าม จริง ๆ สหสามิตรต้องสํารองจ่ายเรื่องนี้แล้วก็กลับมาคิดกับกรมสรรพสามิต เรื่องโมเดิร์น เทรดครับ เรื่องโมเดิร์น เทรดนี้ไม่ได้เป็นเอเจนท์ (Agent) โดยตรงกับโรงงานยาสูบ และโมเดิร์น เทรด ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดสมัครใจที่จะซื้อบุหรี่จากกรุงเทพมหานครออกไป แต่กรุงเทพมหานคร เป็นแหล่งที่ไม่ต้องเสียภาษี
ท่านพิเชษฐ์ครับ มีผู้ประท้วงครับ ประท้วงอะไรท่านสมคิด
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงคนกําลัง อภิปรายอยู่ คุณไม่ใช่รัฐมนตรีคุณมาอภิปรายทําไม คุณเป็นอดีตรัฐมนตรีนะครับ
คุณอย่าชี้หน้าผมครับ
ก็ชี้สิครับ
ถ้าพูด พูดมา คุณอย่าแสดงนิสัยคุณ เที่ยวไปชี้หน้าคน จะว่าอย่างไรก็พูดมาอย่าชี้หน้า
เดี๋ยวครับ แต่ละฝ่ายครับ ขอความกรุณาครับ คุณสมคิดครับ เมื่อกี้ผมรับช่วงงานจากท่านอภิวันท์ บอกว่าคุณพิเชษฐ์ ถูกพาดพิงนะครับ ก็ให้อภิปราย ผมก็ฟังแล้วผมว่าสรุป ๆ หน่อยก็ได้ครับ ท่านครับ
ท่านประธานครับ ผมจะพยายามให้ เฉพาะเรื่องที่พาดพิงจริง ๆ เพราะถ้ารัฐบาลชวน หลีกภัย ๒ ในสมัยที่ผมกํากับดูแลปล่อยให้มี เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ไปอนุญาตบุหรี่ไทยต้องเสียภาษีท้องถิ่น บุหรี่ต่างประเทศไม่ต้องเสีย คนฟังแล้วผมเสียหาย มันจะเป็นการพาดพิงที่เสียหาย ถ้าบอกว่ารัฐบาลขณะนั้นปล่อยให้ สหสามิตรเป็นผู้รับเงินจากโรงงานยาสูบจากกรมสรรพสามิตและไปจ่าย อบจ. และจ่ายไม่ครบ ก็เสียหาย แน่นอนว่าตัวเลขต่างกันทั้งปี ตั้ง ๖ ล้านบาท อะไรต่าง ๆ ที่ว่า ผมถึงเรียนว่า ที่อภิปรายทั้งหมดนี้ตรงกันข้ามกัน มันสวนทางกัน ก็ยังเป็นสิทธิผมโดยตรงที่จะชี้แจง ในฐานะที่พาดพิงท่านประธานครับ นโยบายในเรื่องที่ว่าปัจจุบันนี้บุหรี่ในกรุงเทพมหานคร ไม่ต้องเสียภาษีท้องถิ่น ทําให้ กทม. กระทบกระเทือน เพราะ กทม. จะขาดรายได้ไป จํานวนหนึ่ง ผมพยายามให้ กทม. ตั้งแต่สมัยท่านผู้ว่าราชการอภิรักษ์ได้พยายามที่จะ รื้อฟื้นเรื่องนี้ แต่มันก็ต้องแก้ไขกฎหมาย ปัญหาเกิดขึ้นก็คือบุหรี่ที่เมืองพัทยาไม่ต้องเสียภาษี แต่บุหรี่ที่แจ้งว่าไปยังเมืองพัทยาไม่ต้องเสียภาษี สุดท้ายมันหลั่งไหลไปที่อื่น ไปยังจังหวัด ต่าง ๆ สหสามิตรเป็นหน่วยงานที่ใน กทม. เป็นเอเย่นต์อยู่ดั้งเดิม ผู้ที่จะต้องรับภาระ และหน้าที่ในการควบคุมอย่าให้ปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้น จริง ๆ โรงงานยาสูบจึงได้มอบหมาย ให้กับสหสามิตรไปเรียนยืนยันสุดท้ายว่า ที่บอกว่าบุหรี่ต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษี บุหรี่ไทย ต้องเสียภาษี ไม่จริงหรอกครับ ไม่ถูกต้อง เรียนยืนยันว่าที่ปล่อยให้จ่ายเงินให้กับสหสามิตร ไปจ่ายกับ อบจ. แล้วจ่ายต่ํากว่าที่เป็นจริง ก็ไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง กระผมเห็นว่าขณะนั้น ความพยายามที่จะต่อสู้กับบุหรี่ต่างประเทศกระผมทําอย่างรุนแรง ผมคุมบุหรี่ต่างประเทศ ให้ครองตลาดได้เพียงแค่ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตัวเลขบัดนี้มันไปค่อนข้างจะสูง แม้กระทั่งการลดต้นทุนการให้ซื้อใบยาบางแห่งจากแหล่งเดียวกันในราคาทุน ในราคาสูง ให้ลงมาต่ําทั้งหมด รัฐบาลชวน หลีกภัย ๒ ในสมัยที่ผมกํากับดูแล ดูแลอย่างรอบคอบ ทุกด้านละครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ คุณประเสริฐ จันทรรวงทอง ครับ
(นายประเกียรติ นาสิมมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ผมนึกว่าท่านหมดแล้ว มีอะไรติดพันอยู่หรือครับ
เมื่อกี้ผมไม่ได้กล่าวพาดพิง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และไม่ได้กล่าวพาดพิงท่านพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล เลยนะครับ ที่ท่านทั้งสองได้แถลงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ บังเอิญ มันคลาดเคลื่อนต่อสิ่งที่ผมพูดไป ผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านได้รับฟังอีกครั้งหนึ่ง ผ่านท่านประธาน ขออนุญาตครับ คือเรื่องการแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ท. และเลขานุการ ป.ป.ท. นั้นอีกเรื่องหนึ่ง การแต่งตั้งกรรมการ เลขานุการ ป.ป.ง. นั้นอีกเรื่องหนึ่ง ทีนี้ปัญหา ถ้าเป็นของกระทรวงยุติธรรมจริง แต่กระทรวงยุติธรรมก็ไม่ได้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และไม่ได้ถูกถอดถอนท่าน เพราะฉะนั้นผมจึงไม่อยากจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง แต่ผมกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีว่าไม่ได้เอาใจใส่ และอีกอย่างหนึ่ง คณะรัฐมนตรีได้มาถอน เรื่องของ ป.ป.ท. ออกจากวุฒิสภา เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายด้วยซ้ํา เราก็ไม่อยากจะพูดถึงตรงนั้น ส่วนท่านได้ชี้แจงไปก็ขอขอบคุณ แต่ว่ามันไม่เกี่ยวกับตัวท่าน เพราะมันไม่ได้อภิปรายในนี้ ส่วนท่านพิเชษฐ์นั้น ผมกราบเรียนว่า เงินภาษีบุหรี่ต่างประเทศ กับบุหรี่ไทย บุหรี่ไทยเสียภาษีบาปคือ ๙.๓ สตางค์ต่อมวน แต่บุหรี่ต่างประเทศเสียภาษี เหมือนกัน แต่ภาษีอื่นไม่ได้เสียภาษีบาป นี่คือสิ่งที่ผมไม่ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการเขาศึกษา มาทั้ง ๒ คณะ ไม่เจอ และอีกอันหนึ่ง การเสียภาษี เมื่อไปเบิกบุหรี่ ตัวแทนไปเบิกบุหรี่ เช่น ห้างสหสามิตร ไม่ใช่ห้างหุ้นส่วนจํากัด หรือไม่อะไรทั้งนั้น เป็นบุคคลธรรมดานี่ละ แต่จดทะเบียนการค้าว่า ห้างสหสามิตร แล้วก็ไปเบิก สมมุติว่าไปเบิกบุหรี่หีบหนึ่ง คือ ๑๐,๐๐๐ ม้วน ก็ต้องเสีย ๙๓๐ บาทไว้ที่โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง แล้วหลังจากนั้น โรงงานยาสูบก็จะจ่ายเงินนี้ตรงไปที่ อบจ. เป็นเงินภาษีบํารุงท้องถิ่น เป็นภาษีบาป เป็นภาษี ที่จะต้องจ่ายไป ส่วนกรุงเทพมหานครไม่มีเรียกเก็บตรงนี้ พัทยาไม่มีเรียกเก็บตรงนี้ ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่าทําไมโรงงานยาสูบมาจ่ายเงินให้สหสามิตรเพื่อเอาไปจ่าย อบต. มันก็เกิด ปัญหารั่วไหลของเงินภาษีอย่างที่ผมได้กราบเรียนว่าเกินครึ่งที่รั่วไหลออกไป ไม่ถึงครึ่งถูกจ่าย กลับไปที่ อบจ. นี่คือประเด็นที่ผมกราบเรียน และเป็นข้อกล่าวหาท่านรัฐมนตรีกรณ์ ก็ขอกราบเรียนเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงครับ
เชิญคุณประเสริฐ จันทรรวงทอง
(นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ผมว่ามันไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย ครับ ไม่เกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ เขาไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจ ดีที่สุดแล้วครับ ท่านพิเชษฐ์พอแล้วครับ คือไม่ได้เกี่ยวกับท่านเลย ตอนนี้ก็ให้ฝ่ายผู้อภิปราย ไม่ไว้วางใจเขาอภิปรายให้เต็มที่เถอะครับท่านครับ นั่งฟังเขาสักหน่อย อดทนครับพวกเรา เขาไม่ได้ว่าท่านเลยครับ เขาไม่ได้แตะท่านเลย ผมฟังแล้วนะครับ ก็นี่เขาอภิปรายในปีรัฐบาล ชุดนี้ ไม่ใช่รัฐบาลชวน มันคนละเรื่องกัน ขอความกรุณาเถอะครับ อย่าต่อความยาว สาวความยืดเลย เชิญคุณประเสริฐต่อเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย กระผมได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยให้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ด้วยเหตุที่นายโสภณ ซารัมย์ นั้นบริหารราชการแผ่นดิน ล้มเหลว
คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หมดแล้วใช่ไหม พรรคเพื่อไทยอภิปรายแค่นี้ใช่ไหมครับ หมดแล้วใช่ไหมครับ หมดแล้วนะครับ ถ้าอย่างนั้นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหมดภาระ ต่อไปรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม เชิญเลยครับ
ตอนนี้เป็นคิวของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นายโสภณ ซารัมย์ บริหาร ราชการแผ่นดินล้มเหลว จงใจละเลยให้มีการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะการสมยอมราคา ทําให้ เกิดความเสียหายต่อรัฐในหลายโครงการ หากปล่อยให้มีการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะ ทําให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อพี่น้องประชาชนและต่อราชการ นายโสภณ ซารัมย์ นั้น ในอดีตเป็นรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูก ส.ส. ในสภาแห่งนี้ลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางในมากที่สุด อันดับสุดท้าย ถึง ๑๙๖ เสียง มากกว่าจํานวนผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ในขณะนั้นเพียงแค่ ๒ เสียง ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ข้อกล่าวหาที่กระผมจะกราบเรียนมีอยู่เรื่องเดียว ก็คือเรื่องของกรณีการจัดประกวดราคาจัดซื้อหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้าโดยมิชอบด้วยกฎหมาย นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กํากับดูแลกิจการการรถไฟ แห่งประเทศไทย ได้ปล่อยปละละเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความผิด ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า มีการสมยอมราคากันในโครงการจัดซื้อหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า จํานวน ๗ หัว มูลค่าโครงการ ๑,๐๕๐ ล้านบาท การประมูลครั้งนี้ต้องเรียนท่านประธานว่ามีผู้เสนอราคาเพียงแค่ ๒ ราย และ ๒ รายนั้นเป็นบริษัทซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ตั้งใจฮั้วราคากันทําให้ราชการเสียหาย อันเป็นความผิดต่อหน้าที่ตามมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา ต่อเจ้าหน้าที่ ต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนั้น นายโสภณ ซารัมย์ ยังอยู่เบื้องหลัง รู้เห็นเป็นใจให้การรถไฟแห่งประเทศไทยจัดทําร่างทีโออาร์ ที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน คือ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จํากัด (มหาชน) เป็นผู้ชนะในการประกวดราคา เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทําให้รัฐเกิดความเสียหาย ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อปูพื้นถึงความเข้าใจ กระผมขอเล่า ถึงความเป็นมาของโครงการจัดซื้อหัวรถจักรรถดีเซลขนาดน้ําหนักกดเพลา ๒๐ ตันต่อเพลา เพื่อเป็นข้อมูลพอสังเขปดังนี้ เดิมการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นมีนโยบายในการจัดซื้อหัวรถจักร ดีเซลไฟฟ้า น้ําหนักกดเพลาสูงสุด ๑๕ ตันต่อเพลา จํานวน ๗ หัว จากประเทศจีน โดยเอาลําไยอบแห้งไปแลกเปลี่ยนกับหัวรถจักร ตกลงกันที่ราคาหัวรถจักรละประมาณ ๒,๑๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยในขณะนั้นประมาณ ๘๖ ล้านบาท ในระหว่าง การดําเนินการ มีการเจรจาในเงื่อนไขหลายอย่างที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ตัวอย่างเช่น การรถไฟแห่งประเทศไทยในขณะนั้นได้ต่อรองในเรื่องของการติดตั้งแอร์ คอมเพรสเซอร์ (Air Compresser) จาก ๑ ตัวเป็น ๒ ตัว ในขณะที่ทางการประเทศจีนเองนั้นก็ขอเพิ่มราคาหัวรถจักร จากเดิมที่เคยเสนอราคาไว้ จนในที่สุดในเมื่อเงื่อนไขมีการตกลงกันไม่ได้จึงมีการยกเลิก การจัดซื้อในครั้งนั้นไป ต่อมาการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ปรับแผนดําเนินการจัดหา หัวรถจักรไฟฟ้าเพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงทางรถไฟ ในระยะที่ ๕ ระยะที่ ๖ เพื่อให้ รางรถไฟสามารถรองรับน้ําหนักกดเพลาได้สูงขึ้นทั่วประเทศ โดยคาดว่ารางรถไฟนั้น จะดําเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ และในขณะเดียวกันจะมีการจัดซื้อ หัวรถจักรเสร็จในปี ๒๕๕๕ เช่นเดียวกัน จึงเป็นที่มาของกระบวนการซื้อหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า จํานวน ๗ หัว ราคาหัวละประมาณ ๑๕๐ ล้านบาท ด้วยมิชอบด้วยกฎหมาย ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมเองได้ติดตามโครงการนี้มาโดยตลอด มีข่าวลือหนาหูในกระทรวงคมนาคม ว่า นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้เรียกผู้ใกล้ชิดเข้าไปสั่งการ บอกว่าการจัดซื้อครั้งนี้บริษัทที่ประมูลได้นั้นต้องเป็นบริษัท ล็อกซเล่ย์ จํากัด (มหาชน) บริษัทเดียว และโรงงานที่เป็นผู้ผลิตหัวรถจักรไฟฟ้านั้นต้องเป็นโรงงานจากประเทศจีน คือโรงงานต้าเหลียนจากประเทศจีน ตอนแรกผมไม่เชื่อท่านประธานว่าจะทํากันถึงขนาดนี้ แต่ท่านประธานต้องดูเหตุผลที่ผมจะได้อภิปรายต่อไป เพราะว่าการประกวดราคา การช่วยเหลือกัน ในร่างทีโออาร์นั้นมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ท่านประธานครับ ผมจะขออธิบายให้เห็นถึงขั้นตอน ของการประกวดราคาซื้อที่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับกิจการร่วมค้าล็อกซเล่ย์ หงไห่ และจี้หลิน ให้ชนะการประกวดราคาว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีการล็อกสเปกจนมีผู้ร้องเรียนว่าไม่ได้รับ ความเป็นธรรม แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกลับเพิกเฉย ทั้ง ๆ ที่รู้เรื่องนี้มา โดยตลอด เพราะว่าบริษัทสยามโบกี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ซื้อแบบนั้นเขาได้ฟ้องยื่นคําฟ้องต่อ ศาลปกครองตามคดีดําหมายเลข ๑๒๑๕/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตท่านประธานได้ให้เจ้าหน้าที่ได้แสดงเอกสารในลําดับที่ ๒ เพื่อประกอบ การพิจารณา เป็นเอกสารพาวเวอร์ พ้อยท์ ขอให้ท่านประธานกรุณาอนุญาตด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ขอเจ้าหน้าที่ได้แสดงเอกสาร ในลําดับที่ ๒ เป็นเอกสารประกวดราคาเลขที่ ๕๒๐๙๔ ขึ้นหน้าจอด้วยครับ ไม่ใช่แผ่นนี้นะครับ เป็นเลขที่ ๕๒๐๙๔ ไม่มีขีด ๒ ขอให้เลื่อนขึ้นไปหรือเลื่อนลงมาก็ได้ครับ เป็นเอกสาร ประกวดราคาเลขที่ ๕๒๐๙๔ จําหน่ายเอกสารเมื่อวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๒ ยื่นซองวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ มีผู้ซื้ออยู่ ๘ ราย ในการขายเอกสารครั้งนี้การรถไฟ แห่งประเทศไทยได้ยกเลิกการประกวดราคาซื้อ เพราะอ้างว่าต้องการปรับปรุงเงื่อนไข ในทีโออาร์ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังต้องการให้มีผู้แข่งขันมากรายยิ่งขึ้น แต่ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมีข้อสังเกตของการยกเลิกครั้งนี้ก็คือว่ามันมีคุณสมบัติ ข้อหนึ่งตามประกาศ เลขที่ ๕๒๐๙๔ เป็นประกาศข้อที่ ๑ ที่กําหนดว่า ผู้เสนอราคานั้นต้อง เป็นผู้ที่มีอาชีพในการขายหัวรถจักรไฟฟ้า หรือขายพัสดุตามที่คณะกรรมการได้แจ้งในการ ประกวดราคา ประเด็นนี้เป็นประเด็นน่าสงสัย เพราะว่าขั้นตอนนี้หลายบริษัทที่ได้ซื้อเอกสาร ในครั้งนั้นไม่มีบริษัทใดที่เป็นผู้ผลิตหัวรถจักรไฟฟ้า รวมทั้งบริษัท ล็อกซเล่ย์ จํากัด (มหาชน) แห่งประเทศไทย เพราะว่าบริษัท ล็อกซเล่ย์ จํากัด (มหาชน) แห่งประเทศไทยนั้น ไม่เคยมี ประวัติหรือมีอาชีพในการขายหัวรถจักรไฟฟ้ามาก่อน พอยกเลิกการขายแบบในครั้งที่ ๑ ก็เป็นการขายเอกสารลําดับที่ ๒ ก็คือเอกสารเลขที่ ๕๒๐๙๔-๑ อันแรกนั้น ๕๒๐๙๔ ไม่มีขีด อันที่ ๒ ๕๒๐๙๔-๑ จําหน่ายเอกสารเมื่อวันที่ ๑๘ ถึงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ยื่นซองวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๓ ขอบคุณมากนะครับ เป็นเอกสารที่ปรากฏอยู่หน้าจอ ในการซื้อเอกสารในครั้งนี้ เราจะสังเกตเห็นของการเปลี่ยนแปลง บริษัท ล็อกซเล่ย์ จํากัด (มหาชน) แห่งประเทศไทยนั้น จริง ๆ แล้วขาดคุณสมบัติก็ได้ไปจดกิจการร่วมค้า เรียกว่า กิจการร่วมค้าล็อกซเล่ย์ หงไห่ จี้หลิน ซื้อแบบเข้าไปเพิ่มเพื่อให้คุณสมบัตินั้นได้ครบ เช่นเดียวกับอีกหลายบริษัท ท่านประธานครับ อีกหลายบริษัทก็ได้จดกิจการร่วมค้าเพื่อให้มีโอกาสได้ซื้อแบบในการ ประกวดราคาครั้งนี้และมีคุณสมบัติเบื้องต้นในการได้รับการพิจารณา ในการขายแบบครั้งนี้ มีการตรวจเอกสารเรื่องคุณสมบัติ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้พิจารณาว่ามีผู้เสนอเรื่อง คุณสมบัติเบื้องต้นอยู่ ๒ ราย เป็นบริษัทที่มีสิทธิในการเสนอราคา หลังจากไปจดในเรื่องของบริษัท กิจการร่วมค้าแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทยในครั้งนั้นก็ยังไม่ได้พิจารณาให้บริษัทใดมีสิทธิ ในการเสนอราคาด้วยเหตุดังนี้ท่านประธานครับ บอกว่าบริษัทเอสบีไม่เคยมีประวัติในการส่งออก หัวรถจักร เพียงแต่มีโรงงานผู้ผลิตหัวรถจักร ผลิตหัวรถจักรใช้ในโรงงานของตนเองเท่านั้น ส่วนบริษัท ล็อกซเล่ย์ จํากัด (มหาชน) แห่งประเทศไทย ท่านประธานครับ ได้เสนอหัวรถ จักรที่ได้ใช้เครื่องยนต์ของเอ็นทียู (NTU) ของประเทศเยอรมนี ซึ่งเครื่องยนต์นี้มีกําลังแรงม้า ที่ไม่ถึงที่การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องการก็นําไปสู่การขายแบบเป็นครั้งที่ ๓ ขอเจ้าหน้าที่ ได้แสดงเอกสาร เลขที่ พด./ปซ. ๕๒๐๙๔-๒ อีกสักครั้งครับ ในการขายเอกสารครั้งนี้เป็น การขายเอกสารระหว่างวันที่ ๒๓ เมษายน ถึงวันที่ ๔ พฤษภาคม ยื่นซองวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ช่วงนั้นท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเรียบร้อยแล้ว มีผู้ซื้อแบบ ๗ ราย ยื่นเอกสาร ๔ ราย การรถไฟแห่งประเทศไทยได้พิจารณาคุณสมบัติของผู้เสนอราคา แล้วสรุปว่ามีเพียง ๒ บริษัท ที่ผ่านการเสนอราคาก็คือบริษัท กิจการร่วมค้าล็อกซเล่ย์ ทั้งนี้ได้มีคุณสมบัติครบ แล้วมีอีกบริษัทหนึ่งที่ผ่านการพิจารณาในเรื่องคุณสมบัติทางด้านเทคนิค ก็คือบริษัท จีซีเอส ซึ่งทั้ง ๒ บริษัทนี้เป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกัน เมื่อเป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกัน ผมจะอธิบาย ท่านประธานต่อถึงเรื่องของการสมยอมราคา เพราะผมเห็นว่าการพิจารณาคุณสมบัติในครั้งนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ได้อยู่เบื้องหลังการพิจารณาทีโออาร์ที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มล็อกซเล่ย์ ดังนี้ครับ
เรื่องแรก เรื่องข้อกําหนดของการประกวดราคาซื้อตามข้อที่ ๔.๓.๓ ในเรื่อง ของการทดสอบกําลังเครื่องยนต์ ต้องคํานวณค่าแรงต้านทาน หรือที่ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า ค่า ดิเลท แอด ลีสท์ ซีทส์ อิน เปอร์เซ็นต์ (Delete Add List Sites In Percent) ในการ คํานวณค่าแรงต้านทานนั้น เงื่อนไขในทีโออาร์นั้นให้ใช้สูตรในการคํานวณแรงต้านทาน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ท่านประธานครับ บริษัทกิจการร่วมค้าล็อกซเล่ย์ได้ใช้สูตร ในการคํานวณของประเทศจีน ซึ่งผิดเงื่อนไขตามที่ทีโออาร์ได้กําหนด แต่คณะกรรมการพิจารณา ในขณะนั้น ก็ได้พิจารณาให้เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเบื้องต้นในการเสนอราคาเช่นเดียวกัน กระผม มีเอกสารซึ่งจะได้ส่งมอบให้ท่านประธาน ถึงวิธีการคํานวณในเรื่องของการคํานวณการทดสอบ กําลังเครื่องยนต์ ซึ่งมีอยู่ ๓ แบบ บริษัทอื่น คือบริษัท สยามโบกี้ หรือกิจการร่วมค้าเอสบี เขาก็ได้เสนอค่าคํานวณแรงต้านทาน กําลังของเครื่องยนต์เป็นแบบสูตรของประเทศจีน เหมือนกัน แต่คณะกรรมการพิจารณาการประกวดราคาก็ตีคุณสมบัติในข้อนี้ตกไป
ข้อที่ ๒ ในเรื่องของการกําหนดเงื่อนไขในทีโออาร์ ทีโออาร์ได้กําหนดให้ บริษัทผู้ผลิตหัวรถจักรไฟฟ้าต้องผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นแบบกระแสสลับ ก็คือระบบเอซีเอซี (ACAC) เพียงอย่างเดียว ถือว่าเป็นการล็อกสเปก ท่านประธานที่เคารพครับ บริษัทที่ผลิต หัวรถจักรแบบเอซีเอซีนั้น ในประเทศจีนมีเพียงแห่งเดียวก็คือโรงงานผลิตหัวรถจักร ของต้าเหลียน ต้าเหลียนนั้นเป็นบริษัทตัวแทนจําหน่ายของบริษัท ล็อกซเล่ย์ จํากัด (มหาชน) แห่งประเทศไทย ในขณะที่ในประเทศจีนนั้นมีโรงงานหลายแห่ง ผลิตหัวรถจักรรถไฟไม่น้อยกว่า ๓ แห่ง และในโรงงานเหล่านั้นเขาสามารถผลิตหัวรถจักรได้ทั้งในระบบเอซีเอซีและในระบบเอซีดีซี ก็คือผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นกระแสตรงได้เช่นเดียวกัน แต่ทีโออาร์นั้นไม่ได้เปิดโอกาสให้ บริษัทโรงงานผู้ผลิตเหล่านั้นได้มีคุณสมบัติในการ เป็นผู้เสนอราคาแต่อย่างใด คณะกรรมการ ยังอ้างไปอีกว่ามีโรงงานหลายแห่งในยุโรปได้ผลิตรถจักรที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นระบบเอซีเอซี แต่ท่านประธานครับ ราคาที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ตั้งไว้นั้นเป็นราคาที่บริษัท ในต่างประเทศโดยเฉพาะในยุโรปไม่สามารถที่จะมานําเสนอราคาได้มีเฉพาะโรงงาน ในประเทศจีนเพียงแห่งเดียว ก็คือโรงงานต้าเหลียน การกําหนดเงื่อนไขในทีโออาร์ต่อไป ก็คือการกําหนดให้โรงงานผู้ผลิตนั้นต้องมีผลงานในการส่งออก ๕ ปี เรื่องนี้เช่นเดียวกันครับ ท่านประธาน ในประเทศจีนนั้นมีโรงงานต้าเหลียนเพียงโรงงานเดียวที่มีคุณสมบัติครบดังกล่าว แล้วก็โรงงานต้าเหลียนนั้นก็เป็นโรงงานที่เป็นตัวแทนของบริษัท ล็อกซเล่ย์ จํากัด (มหาชน) แห่งประเทศไทย เช่นเดียวกัน การช่วยเหลือบริษัท ล็อกซเล่ย์ จํากัด (มหาชน) แห่งประเทศไทย ในเรื่องของการเอื้ออํานวยประโยชน์ในเงื่อนไขของทีโออาร์แล้ว กระผมยอมรับว่ามีกระบวนการ ที่แยบยลเป็นอย่างยิ่ง ค่อยเป็นค่อยไป มีการขายแบบประกวดราคาหลายครั้ง จนเป็นที่แน่ใจว่า บริษัท ล็อกซเล่ย์ จํากัด (มหาชน) แห่งประเทศไทยนั้นมีคุณสมบัติ เพราะว่าขั้นตอนสุดท้ายก็คือ การเสนอซองพิจารณาราคา หลังจากการขายแบบครั้งสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ มีผู้ที่มีคุณสมบัติครบ ๒ รายที่ผมได้กราบเรียนเบื้องต้น ก็คือ บริษัท กิจการร่วมค้าล็อกซเล่ย์ และบริษัท จี ซี เอส ๒ บริษัท ซึ่ง ๒ บริษัทนี้เป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกัน ราคางบประมาณ การจัดซื้อหัวรถจักรในครั้งนี้ ราคางบประมาณ ๑,๐๕๐ ล้านบาท บริษัท จีซีเอส เสนอราคา ๑,๐๓๐ ล้านบาท บริษัท กิจการร่วมค้าล็อกซเล่ย์เสนอราคา ๑,๐๑๘ ล้านบาท ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ บริษัทนี้เสนอราคาห่างกันเพียงเปอร์เซ็นต์เดียว ซึ่งในทางปฏิบัตินั้น ถ้ามีการแข่งขันที่ เป็นธรรมแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้ ท่านประธานครับ เพราะว่าก่อนหน้านี้การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็เคยประกวดราคา การจัดซื้อตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ในวงเงิน ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท มีการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม แล้วก็ราคาต่างกันถึง ๕๕ ล้านบาท แต่นี่ ๑,๐๕๐ ล้านบาท เสนอราคาต่างกันแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแล้วผมจึงสงสัยว่าการเสนอราคาครั้งนี้จะมี การสมยอมราคากัน ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ทั้งล็อกซเล่ย์และ จีซีเอส ซึ่งเป็นผู้ยื่นนั้น ได้ใช้หัวรถจักรไฟฟ้าดีเซลจากโรงงานเดียวกัน ก็คือโรงงานจากประเทศจีนที่ชื่อ ต้าเหลียน ท่านประธานที่เคารพครับ นายโสภณ ซารัมย์ ทราบข่าวมาโดยตลอดว่ามีการร้องเรียน ขอความเป็นธรรม ที่ผมต้องกราบเรียนเช่นนี้ก็เพราะว่า นายโสภณ ซารัมย์ นั้นถูกฟ้องเป็น จําเลยที่ ๔ ที่บริษัท สยามโบกี้ กับพวกเป็นโจทก์ฟ้องร้องกับศาลปกครอง เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ เป็นคดีดําเลขที่ ๑๒๑๕/๒๕๕๓ ที่กระผมได้กราบเรียนท่านประธาน ในข้อหา คดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายโสภณจะอ้างความ ไม่รู้ไม่ได้ เพราะว่าเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาและเป็นจําเลยที่ ๔ และเรื่องที่น่าสงสัยอีกประการ หนึ่งท่านประธานที่เคารพครับ นายโสภณ ซารัมย์ นั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อประมาณต้นปี ๒๕๕๒ เข้าใจว่าประมาณต้นเดือนมกราคม หลังจากที่รัฐบาลนั้น ได้แถลงนโยบายต่อสภาแล้วก็ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่เกิดขึ้นได้ ในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๒ มีการเปลี่ยนแปลงของบอร์ดการรถไฟอยู่ท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม ชื่อ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล นายสมชาย ชาญณรงค์กุล นี้นะครับ เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่านประธานครับ แล้วก็เป็นคนที่ถูกนินทาถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็กของนักการเมืองค่ายใหญ่ จากจังหวัดบุรีรัมย์ส่งมาเป็นกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อคอยดูแลในเรื่อง ผลประโยชน์ เรื่องการประสานงานและเรื่องต่าง ๆ หลังจากที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ไม่กี่วัน ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากที่บริษัทล็อกซเล่ย์ จํากัด (มหาชน) ประกวดราคาได้ ผมถือว่าเป็นโชคดีของประเทศไทย ประกวดราคาได้ก็จริง แต่เซ็นสัญญายังไม่ได้ สาเหตุที่ เซ็นสัญญายังไม่ได้ก็เพราะว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นมีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่งก็คือว่า ให้เอกชนเป็นผู้เสนอเงื่อนไขทางด้านการเงิน กําหนดให้เอกชนนั้นต้องเป็นผู้หาแหล่งเงินกู้ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสําคัญก็คือว่า การประกวดราคาครั้งสุดท้ายที่บริษัท ล็อกซเล่ย์ จํากัด (มหาชน) ชนะนั้นผิดเงื่อนไขตามมติ ครม. สํานักบริหารหนี้สาธารณะ ได้ออกมาท้วงติง เพราะว่าการประกวดราคาครั้งนี้เป็นการประกวดราคาแบบ อินเตอร์เนชั่น แนล บริดจ์ (International Bridge) ขออภัยท่านประธานครับ ไม่ได้เป็นการประกวดราคา แบบ อินเตอร์เนชั่นแนล บริดจ์ การประกวดราคาแบบนี้ก็คือว่าต้องเชิญชวนผู้รับเหมา ในต่างประเทศ ผู้ผลิตในต่างประเทศได้มายื่นซองประกวดราคาด้วย เพราะว่าในประเทศไทยนี้ ไม่มีบริษัทใดที่สามารถผลิตหัวรถจักรได้ แต่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ใช้วิธีการประกวด ราคาแบบ โลคอล บริดจ์ (Local Bridge) ก็คือเชิญชวนแต่ผู้รับเหมาภายในประเทศนั้นได้มา เป็นผู้เสนอราคา แล้วก็ใช้เป็นลักษณะกิจการร่วมค้ากับบริษัทในต่างประเทศเพื่อมาแสวงหา กําไรอันมิควร มีการตั้งราคาสูงกว่าปกติโดยอาศัยช่องว่างของร่างทีโออาร์ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อเห็นความผิดที่รออยู่ข้างหน้า เซ็นสัญญาไม่ได้ การรถไฟแห่งประเทศไทย จึงได้ประกาศการยกเลิกการประกวดราคาเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๔ ผมมีเอกสารยืนยันนะครับ การยกเลิกการประกวดราคาเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๔ ผมเชื่ออย่างหนึ่งท่านประธานครับ การยกเลิกการประกวดราคาในครั้งนี้ ไม่ใช่ความคิดของการรถไฟหรอกครับท่านประธาน เพราะว่าการรถไฟนั้นเขาไม่ได้กลัวเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่คนที่กลัวคือ นายโสภณ ซารัมย์ ท่านประธานครับ เพราะว่าพรรคเพื่อไทยนั้นได้ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจท่านในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ กําหนดการอภิปรายในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔ การรถไฟแห่งประเทศไทย ยกเลิกการประกวดราคาในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๔ หลังจากการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจเพียง ๑ วันเท่านั้นเอง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เอกสารที่ยกเลิก ปรากฏอยู่บนหน้าจอที่ผมได้แสดงให้ท่านประธานได้เห็นนะครับ การกระทําของ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกํากับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทย ถือว่า ท่านเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําความผิดต่อราชการตามมาตรา ๑๐ ของ พ.ร.บ. ว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาของรัฐ ๒๕๔๒ เพราะมีผู้เสนอราคา ๒ ราย สมยอมราคากัน มีการเอื้อประโยชน์ในเรื่องของทีโออาร์ให้บริษัทล็อกซเล่ย์เป็นผู้ชนะในการประมูล แม้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยจะยกเลิกการประกวดราคาแล้ว ท่านประธานครับ แต่ก็ เป็นเพราะฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจท่าน การยกเลิกของท่านนั้นมิได้เกิดจากจิตสํานึก ในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติแต่อย่างใด การกระทําของท่านจึงเปรียบเสมือน โจรที่เข้าบ้านแล้ว แต่เจ้าของบ้านนั้นรู้ทันเสียก่อน จับได้เสียก่อน โจรนั้นก็เลยต้องหนี ออกจากบ้านไปยังไม่ทันขโมยของ แต่ถ้ามีโอกาสจะกลับมาในบ้านหลังนั้นอีก ท่านประธาน ที่ผมได้กราบเรียนเช่นนี้ก็เนื่องจากว่าหลังจากที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ยกเลิก การประกวดราคาครั้งสุดท้าย อีกไม่กี่วันการรถไฟแห่งประเทศไทยจะทําการประกวดราคา ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผมจําเป็นต้องพูดดักเอาไว้ก่อน คราวนี้เป็นการประกวดจาก ๗ หัว เข้าใจว่า เป็นถึง ๒๐ หัวทีเดียว มากกว่าเก่าอีกท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงที่การเมืองนั้น กําลังจะมีการเลือกตั้งพอดี การเมืองที่กําลังวุ่นวายมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ผมเชื่อว่า การกระทําของ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกํากับดูแลกิจการ การรถไฟแห่งประเทศไทยในการจัดซื้อหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า จํานวน ๗ คัน เป็นการ ดําเนินการที่มีเงื่อนงําและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายโสภณ ซารัมย์ ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง นายโสภณ ซารัมย์ จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะ ๑. โดนคดีที่บริษัทสยามโบกี้ได้ฟ้องร้อง ๒. นายโสภณ ซารัมย์ นั้นได้ส่งกรรมการรถไฟคนหนึ่ง ชื่อนายสมชาย ที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานตอนเบื้องต้น นายสมชายนั้นเป็นที่รู้กันอยู่ว่าเป็นคนของพรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ การประกวดราคาแบบนี้ ถ้ามีการเสนอราคาแบบถูกต้อง มีการ แข่งขันราคาที่เป็นธรรมแล้วรัฐจะสามารถประหยัดงบประมาณได้มากกว่านี้ ไม่ใช่ประหยัด ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เสนอราคาต่างกันแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผมเองจึงไม่อาจไว้วางใจท่านรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์ ได้ แล้วก็ไม่อาจปล่อยให้บริหาร ราชการแผ่นดินได้แม้แต่อีกวันเดียว ท่านประธานครับ เพราะว่านอกจากจะทําความผิดแล้ว ตั้งบอร์ดที่เป็นพวกพ้องของตัวเองเข้าไปดูแลผลประโยชน์ในการรถไฟแห่งประเทศไทย เขาทราบกันหมดท่านประธานครับ นี่ยังมีอีกหลายบอร์ดท่านประธาน ไม่ใช่เฉพาะกระทรวง คมนาคม อีกหลายกระทรวงที่ได้ไปดูแลในกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้นะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว กระผมจึงกราบเรียนท่านประธานและพี่น้องประชาชนทุก ๆ คนว่ากระผมไม่อาจไว้วางใจ นายโสภณ ซารัมย์ ได้ ไม่สามารถปล่อยให้ นายโสภณ ซารัมย์ ได้มาบริหารกระทรวง คมนาคมได้ต่อไป จึงเรียนท่านประธานมาด้วยความเคารพ ขอบคุณครับ
ท่านจะชี้แจงใช่ไหมครับ เชิญเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอชี้แจง
เดี๋ยวให้เขาชี้แจงเสียหน่อย ท่านเชาวรินธร์ เดี๋ยวชี้แจงเสร็จแล้วก็ท่านต่อ ไม่เป็นไรนะครับ สิทธิของรัฐมนตรีที่เขาขอ ชี้แจงครับ
ที่จริงผมจะใช้ เวลาสั้น ๆ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ก็ขอชี้แจงข้อญัตติของ ท่านสมาชิกที่อภิปรายไม่ไว้วางใจผม ที่ท่านพูดมาทั้งหมด เรื่องแรก ก็คือเอาแค่ท่านบอกว่า ผมนี่ถูกอภิปรายทุกครั้ง ผมไม่ได้ทุกครั้งนะครับ ครั้งแรกเป็นการอภิปรายไม่มีชื่อผม ผมได้ ถูกอภิปรายครั้งที่ ๒ ก็คือครั้งนี้ ส่วนเรื่องคะแนนนี่ผมไม่ได้ใส่ใจหรอกครับ เพราะว่าวันนี้ ถึงผมชี้แจงท่านได้ท่านก็ไม่ลงคะแนนให้ผมอยู่ดี ฉะนั้นจึงเป็นประเด็นว่าผมไม่ชี้แจงจะได้ คะแนนน้อย คะแนนมาก ผมไม่ได้ใส่ใจตรงนั้น ประเด็นที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า การเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในยุคผม ผมพิสูจน์กับข้าราชการอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรก คือการกระทําของรัฐมนตรีที่กํากับฝ่ายนโยบาย ผมได้พูดกับข้าราชการและ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงาน บอกว่าถ้านโยบายผมให้ไปแล้วเสียหายผมจะรับผิดชอบ ส่วนเรื่อง ของหน่วยงาน ถ้าหน่วยงานไปปฏิบัติแล้วผิดกฎหมาย คุณต้องรับผิดชอบของคุณ และขณะนี้ผมก็ได้ดําเนินการในเรื่องการกํากับของกระทรวงคมนาคมอย่างตรงไปตรงมา ข้าราชการทุกคนทราบดี
ส่วนประเด็นที่ท่านพูดถึงเรื่องหัวรถจักร ท่านอธิบายยืดยาวนี่ ถ้าผมรู้ อย่างท่าน ผมแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานแล้ว ซึ่งผมเข้าไปแทรกแซง อย่างท่านผิดกฎหมาย ผมแทรกแซงไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นท่านจึงเป็นเท็จ ผมกราบเรียนเพื่อสั้น ๆ นิดเดียว เพื่อท่านจะได้ยกมือให้ผมถ้าผมชี้แจงได้ กราบเรียนท่านประธานครับ ที่ไปที่มาของ หัวรถจักร ๗ หัว รัฐบาลในชุดของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสมชาย ท่านได้มีความกรุณาที่จะ ซื้อหัวรถจักรทดแทน ๗ หัว ก็ให้กรอบวงเงินมาทั้งหมด ๑,๐๕๐ ล้านบาท กระบวนการก็คือ เมื่อหน่วยงานได้งบประมาณไปแล้ว รัฐมนตรีที่กํากับก็ให้หน่วยงานไปปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง ตามปกติเป็นเรื่องของหน่วยงาน วันนี้ลําดับก็เป็นไป ในวันที่ ๒ ผมเข้ามารับตําแหน่งแล้วก็มี ขั้นตอนการจัดทําทีโออาร์อย่างที่ท่านร่ายรายละเอียดมาทั้งหมดนั้น ก็ไปจัดทําประกาศ รายละเอียดทั้งหมด ในการที่จะจัดซื้อจัดจ้างคราวนี้ท่านก็พูดผิด เขาประกาศครั้งแรกจัดซื้อ แบบวิธี อี-ออคชัน วิธีอี-ออคชัน ก็คือเมื่อทําทีโออาร์เสร็จแล้วต้องประกาศในเว็บไซต์ ๓ วัน เพื่อให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ เขาก็ไปวิพากษ์วิจารณ์ ปรากฏว่าเมื่อประกาศอี-ออคชัน ได้ทีโออาร์ ประกาศไปแล้ว ทีโออาร์ประกาศในเว็บไซต์ (Website) ไปแล้วมีบริษัทเขาร้องมาว่ามีการ ล็อกสเปก เขาร้องว่าทําไมต้องเอา จอยท์ เวนเจอร์ (Joint Venture) อย่างเดียว ทําไมไม่ให้เอา คอนเซาเทียม (Consortium) ไปด้วย เขาก็เลยเอาทีโออาร์ที่ ๓ วันที่ไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ทีโออาร์ ก็เอาทีโออาร์ที่ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการนั้นมาปรับปรุงเพื่อให้มันกว้างขึ้น ก็คือบริษัทที่จะรับงานคราวนี้ได้ก็ต้องได้ทั้งคอนเซาเทียมและจอยท์ เวนเจอร์ ก็เอาทีโออาร์ นั้นมาประกาศใหม่เป็นอี-ออคชันประกาศครั้งที่ ๒ ประกาศครั้งที่ ๒ ใช้เวลา ๙๗ วัน ปรากฏว่า ประกาศครั้งที่ ๒ มีผู้มายื่นทั้งหมด ๑๑ ราย ไม่ผ่านการคัดเลือก ซื้อเอกสาร ๑๑ ราย มีคุณสมบัติทั้งหมดยื่นเอกสาร ๒ ราย แต่ปรากฏว่าไม่ผ่านการคัดเลือก เขาก็เอาทีโออาร์เก่า นี่ละมาประกาศใหม่ ปรากฏว่าครั้งนี้พอประกาศใหม่ครั้งที่ ๓ มีผู้เข้ามาซื้อทั้งหมดนี้ ๗ ราย ผ่าน ๒ ราย ไม่ผ่าน ๒ ราย ในขณะที่ผ่านอย่างที่ท่านพูด ก็มีผู้ประกอบการไปยื่นศาลปกครอง ยื่นศาลปกครองว่าทําผิดทีโออาร์มีการล็อกสเปก อย่างที่ท่านพูดเมื่อครู่นี้ อย่างที่ท่านบอกว่า เขาฟ้องผม ผมไม่ได้ฟ้องนายโสภณ เขาฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในฐานะกํากับ ใครมาเป็นรัฐมนตรีก็ถูกอย่างนั้นครับ อย่างคดีต่าง ๆ ผมจะเป็นทั้งผู้ต้องหาเป็นทั้งผู้ฟ้อง ตลอดที่เขาฟ้องหน่วยงานต่าง ๆ ในฐานะหน่วยงานกํากับแค่นั้นเอง ส่วนการไปแก้ต่างก็ว่ากัน ไปเป็นเรื่องของหน่วยงาน ฉะนั้นท่านจะบอกว่าผมรับรู้ เพราะว่าเขาฟ้องผม ไม่ใช่ครับ เขาฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หลังจากที่ได้ประกาศที่ใกล้ทีโออาร์ครั้งที่ ๓ มีผู้ยื่นร้องปรากฏว่าศาลได้คุ้มครอง ศาลปกครองชั้นต้นคุ้มครอง คุ้มครองการกระทํา การรถไฟ แห่งประเทศไทยก็ได้อุทธรณ์ ได้อุทธรณ์คําสั่งศาล จนใช้เวลาในศาลทั้งหมดนี้ ๒๐๐ กว่าวัน ศาลปกครองสูงสุดได้ยกคําร้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทยไปดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ ก็มีการเคาะราคากันอย่างที่ท่านทราบ เมื่อศาลปกครองยกคําร้องก็มีการเคาะราคา ปรากฏว่า ผู้ที่ได้ก็คือราคาต่ําที่สุดก็คือ ๑,๐๑๘ ล้านบาท อย่างที่ท่านพูด เมื่อได้ผู้เสนอราคาต่ําสุด การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ท่านพูดแล้วว่าการจัดซื้อจัดจ้างคราวนี้ มติคณะรัฐมนตรีที่ให้ไว้ ต้องการเป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบนานาชาติ กระบวนการต่าง ๆ ก็ไล่กันมาจนถึงพอได้ ผู้ราคาต่ําสุดก็จะทําสัญญา เขาก็หารือไปที่กระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังคือ สบน. แจ้งว่าการจัดซื้อจัดจ้างคราวนี้มันมีข้อผูกพันก็คือ ผู้รับจ้างต้องเสนอแหล่งเงินไปด้วย และต้องดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างแบบนานาชาติ การรถไฟแห่งประเทศไทยก็เห็นว่าการ กระทําคราวนี้ขัดกับมติคณะรัฐมนตรีก็เสนอบอร์ด เสนอบอร์ดก็ประชุมขั้นตอนเวลาก็อย่างที่ ท่านทราบ มันก็ไล่กันมา ไม่ใช่ว่าผมจะมายกเลิกตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ มันไม่ใช่ เพราะว่า ขั้นตอนมันไล่มาตามลําดับ ตั้งแต่เปิดซองมาจนถึงขณะที่มีการเปิดซอง วันนี้คณะกรรมการ บอร์ดของการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ได้ยกเลิกการประกวดราคา แล้วก็สิ่งที่ผมทราบและ ให้นโยบายไปว่าต้องหาคนรับผิดชอบว่าทําไมไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ขณะนี้บอร์ด ก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบหาผู้รับผิดชอบเพื่อที่จะรับผิดชอบความเสียหายครั้งนี้ ทําให้เกิด ความล่าช้า ฉะนั้นตรงไปตรงมาทุกอย่างครับ ท่านพูดเท็จหมด ผมไม่ได้รู้รายละเอียด ไม่มีใคร ที่จะมาใกล้ชิดเรียกใครต่อใคร ใครเป็นบอร์ดไม่มี ส่วนการเปลี่ยนแปลงของบอร์ดรัฐบาลไหน ที่เข้ามาก็มีการเปลี่ยนแปลงบอร์ดอย่างนี้ นอกจากท่านพูดเท็จ ฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานเรื่องการจัดหาหัวรถจักรทั้ง ๗ หัว การดําเนินการต่าง ๆ เป็นไปตามหน่วยงาน ที่เขามีอํานาจหน้าที่ เมื่อไปดําเนินการแล้วไม่เป็นตามมติคณะรัฐมนตรี ก็ยกเลิก ตามหน่วยงาน เมื่อผมทราบผมก็ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบ อันนี้ผมก็ให้ นโยบาย นโยบายผมแค่ให้บอร์ดไปผู้รับผิดชอบว่าทําไมทําให้เกิดความล่าช้า ทําไมไม่ปฏิบัติ ตามมติคณะรัฐมนตรี ฉะนั้นผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ด้วยการกํากับของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่มีอะไรที่ไปแทรกแซงตามกระบวนการทํางาน ถ้าผมรู้ เหมือนท่านรู้แสดงว่าผมแทรกแซงแล้ว ฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานไปยังสมาชิกให้ได้ รับทราบนะครับ ขอบคุณครับ
คุณประเสริฐ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเสริฐ จันทรรวงทอง พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครราชสีมา ผมได้ฟังท่านรัฐมนตรี ได้ตอบแล้วกระผมยิ่งสงสัยท่านประธานครับ ที่อ้างว่าไม่รู้บอกว่าคําฟ้องของบริษัทสยามโบกี้ ในฐานะที่ท่านเป็นจําเลยที่ ๔ จริง ๆ แล้วว่าใครเป็นรัฐมนตรีก็โดน ก็เป็นเรื่องจริงนะครับ แต่เป็นเรื่องจริงที่ท่านต้องรู้ เพราะว่าหลังจากที่ท่านถูกฟ้องแล้ว ท่านก็ต้องเริ่มศึกษา เรื่องต่าง ๆ ของขั้นตอนตั้งแต่การประกวดราคาเป็นต้นมานะครับ ท่านจะอ้างว่าใครเป็น รัฐมนตรีก็ถูกฟ้อง เพราะฉะนั้นท่านไม่จําเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง ไม่ได้
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย การตั้งบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทยท่านหนึ่งที่ผมได้เอ่ยนามท่านไป นายสมชาย นายสมชายนี้เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ถ้าว่าไปแล้วไม่มีความรู้ความสามารถหรอกครับ ในเรื่องของการดูแลบริหารกิจการการรถไฟแห่งประเทศไทยถ้าไม่ใช่เพราะการเมือง ไม่มีทาง ไปดํารงตําแหน่งได้หรอกครับ นายสมชายคนนี้ยังเป็นคนที่กล้าได้กล้าเสียช่วยเหลือเรื่อง ต้นกล้ายางพารามา ท่านประธานนี่ที่มานที่ไป ผมเรียนท่านประธานมาเพื่อทราบเบื้องต้น ไว้ก่อน ขอบคุณครับ
ครับทราบ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่จริง ผมเรียนว่าการฟ้องเขายังไม่ได้แจ้งมาที่ผมหรอกครับ กระบวนการดําเนินการผมยังไม่ได้รับ การแจ้งหรอกครับ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต้องไปรับทราบ ส่วนประเด็นที่ท่านบอกว่า บอร์ดนายสมชาย นายสมชายก็เป็นบอร์ดหนึ่งในคณะกรรมการ แล้วบริหารบอร์ดตรงนั้น บอร์ดตรงนั้นก็มีผู้ทรงคุณวุฒิอีกเยอะแยะ ฉะนั้นจึงไม่เป็นประเด็น แล้วส่วนตัวผมก็ไม่ได้รู้จัก นายสมชาย สนิทสนมอะไร ส่วนท่านที่จะเกี่ยวโยงใครต่อใครเป็นเรื่องของท่านที่จะคิดเอา ไม่ได้เกี่ยวกับผม การทํางานต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งบอร์ดทุกคน ผมจึงบอกว่าใครทําผิด ก็ต้องรับผิดชอบไป ฉะนั้นนี่คือนโยบายของผมอยู่แล้วนะครับ
ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลักธศักย์ศิริ ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเป็น ส.ส. คนหนึ่งที่ได้ลงนามในญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรีและลงนามในหนังสือขอถอดถอน ในหนังสือที่ขออภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานจะกรุณาดูตามไปด้วยก็จะเห็นว่าข้อความระบุไว้ชัดเจน ในหน้าแรก ซึ่งเขียนไว้ว่านายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดิน ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ความต่อมาก็บอกว่า บริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และขาดหลักธรรมาภิบาล ดําเนิน นโยบายด้านเศรษฐกิจล้มเหลว ละเว้นและปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามและบังคับใช้ กฎหมายให้ไปเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรมและทั่วถึง ในทางตรงกันข้ามกลับบังคับ ใช้กฎหมายโดยขาดความเสมอภาค เลือกปฏิบัติเป็น ๒ มาตรฐาน จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่เคารพหลักประชาธิปไตยและละเมิดศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะนําเสนอภาพประกอบการอภิปราย ซึ่งก็ได้ส่งให้ คณะกรรมการพิจารณาแล้ว และท่านประธานเองก็ได้
อนุมัติแล้ว แต่ว่าสงสัย เรื่องตาชั่งอะไรของท่านนี้
เดี๋ยวครับ เดี๋ยวถึงแล้วก็จะบอกท่านประธานครับ
คือไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
เดี๋ยวท่านประธาน ฟังก็แล้วกันนะครับ ท่านประธานครับ อันนี้เป็นภาพที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อสงกรานต์ เดือนเมษายน ปี ๒๕๕๒ พี่น้องคนเสื้อแดงมาชุมนุมกัน ผมกราบเรียนท่านประธานว่า คนเสื้อแดงเขามาชุมนมุกันด้วยความเข้าใจสุจริตว่าเขามีสิทธิในการชุมนุมตามมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ว่า การชุมนุมครั้งนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอกล่าวหาว่ารัฐบาลเองก็ได้มีการสร้าง สถานการณ์ทําให้การชุมนุมนี้เกิดความรุนแรง ที่ผมกล่าวหาเช่นนี้ก็เพราะว่าภาพที่ปรากฏนี้ เป็นรถเมล์ที่วิ่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ถูกเอามาเผาไฟ เป็นรถหมายเลข ๖-๖๖๐๘๑ ถัดไปครับอีกคันหนึ่ง นี่เป็นคนละคันนะครับ นี่เป็นเลข ๔ ท่านประธานครับ และนี่ เป็นอีกคันหนึ่งครับ คันนี้สีขาวคาดน้ําเงิน คนละคันกันนะครับ นี่สีขาวคาดเหลือง นี่เป็น จํานวนหนึ่งเท่านั้นเองท่านประธานครับ ความจริงเป็นการเอามาเผากันหลายสิบคัน ผ่านมา เกือบจะ ๒ ปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้จนบัดนี้รัฐบาลยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทําความผิด มาลงโทษตามกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นความผิดอย่างแจ้งชัดว่าทําให้เสียทรัพย์ ทําให้ ทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลนี้จะต้องมี การสั่งให้ดําเนินคดีสืบสวนสอบสวนเอาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้ เว้นแต่การกระทําที่เอา รถเมล์มาเผานี้เป็นการกระทําโดยคนของรัฐบาล เพื่อจงใจจะสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่าพี่น้อง คนเสื้อแดงได้ทําความรุนแรงในการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ เสร็จแล้วก็ใช้กําลังทหารเข้ามาปราบ กันอย่างโหดเหี้ยม นี่ครับพี่น้องเสื้อแดงนี้ถูกทหารล้อมทุกทิศทุกทาง ท่านประธานครับ แล้วยังมีการสร้างสถานการณ์ข่มขู่พี่น้องที่มีถิ่นที่อยู่ย่านดินแดงด้วยการเอารถแก๊สเข้าไป จอดอยู่ที่นั่น แล้วก็ปล่อยข่าวว่าคนเสื้อแดงจะระเบิดรถแก๊ส ซึ่งทําให้พี่น้องที่มีที่อยู่อาศัย ทางย่านดินแดงนี้เกิดความโกรธเกลียดชังคนเสื้อแดง เพราะเขาจะต้องได้รับอันตรายจาก การระเบิดของรถแก๊ส ซึ่งถ้าผมอยู่ตรงนั้นผมเองก็คงโกรธคนเสื้อแดง แต่ปรากฏว่าภายหลัง รถแก๊สลักษณะเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน บริษัทเดียวกันนี้ไปจอดอยู่ที่ซอยรางน้ําบริเวณปากทาง เข้าโรงแรมภูแมนซึ่งเป็นอาณาจักรของใครก็ไม่รู้ ท่านประธานคงจะรู้ บอกได้ และสุดท้าย เอาทหารมาปราบ ดูสิครับ อาวุธสงครามอย่างนี้ จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการพิสูจน์ออกมาว่าพี่น้อง เสื้อแดงที่ชุมนุมกันตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ บาดเจ็บล้มตายนั้น ล้มตายนั้นเราจนครับ เพราะว่าเรา ไม่สามารถแย่งศพกลับมาได้ ศพนี่ถูกขนหนีออกไป แต่บาดเจ็บนี้หาคนผิดไม่ได้ ผ่านไปวันนี้ วันที่ ๑๖ มีนาคม เหลืออีกไม่กี่วัน วันสงกรานต์ปี ๒๕๕๔ นั่นหมายความว่าเหตุการณ์ ปี ๒๕๕๒ จะครบ ๒ ปี
คุณเชาวรินธร์ครับ มีผู้ประท้วง ประท้วงอะไรคุณเชิดชัย ผมว่าทนฟังไปดีกว่า
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตประท้วงผู้กําลังอภิปรายนี้นะครับ ตอนนี้ท่านกําลังจะอภิปรายของการ ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนะครับ แล้วไม่ทราบว่าท่านเอาเรื่องอะไรมาพูด ขอให้ท่านประธานช่วยควบคุมให้เข้าประเด็นด้วยครับ
คือผมวินิจฉัยแล้ว เขาเข้า ประเด็น เขาเอาเรื่องรถเมล์ขึ้นกระทรวงคมนาคม แล้วเขาเอารถอะไรต่าง ๆ
แล้วทําไมมีรูปทหาร มีรถน้ํา รถอะไร ด้วยละครับ
นั่งลงเถอะครับ เขาอภิปราย เขารับผิดชอบ เพราะเขาเป็นคนอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีครับ เชิญตามสบายเลยครับ คุณเชาวรินธร์ อย่าไปก้าวก่ายคนอื่นเขาก็แล้วกันครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ แต่ผมจําเป็นต้องพูดว่าอ้ายคุณวิเชียรมาประท้วงผมทําไม เราอยู่ คณะกรรมาธิการคณะเดียวกัน แล้วเมื่อกี้เจอหน้าห้องก็บอกว่าพี่เต็มที่เลย แหม อ้ายคุณวิเชียร นี่หน้าตีจัง คุณเชิดชัย วิเชียรวรรณ ได้ผลนะการประท้วงทําให้ผู้อภิปรายเขวได้จริง ๆ อดสงสัยจะเล่นลูกนี้ อ้ายคุณเชิดชัย ท่านประธานครับ ในญัตตินี้ ผมมีสิทธิที่จะอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรี มีสิทธิจะอภิปรายรองนายกรัฐมนตรี มีสิทธิอภิปรายรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม และทุกรัฐมนตรี
ครับ ๆ เชิญเลยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ หน้า ๒ ท่านประธานครับ ข้อ ๓ ผมเป็นคนที่เซ็นว่า นายกรัฐมนตรีทําลาย ระบบราชการด้วยการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการโดยไม่ได้คํานึงถึงระบบ คุณธรรมและความรู้ความสามารถ ปล่อยให้มีการแสวงหาผลประโยชน์จากการซื้อขาย ตําแหน่งของข้าราชการ ทําให้ข้าราชการที่ดีแต่ไม่มีเงิน หมดโอกาสเจริญเติบโตในชีวิต ราชการ ท่านประธานแปลกใจไหมเมื่อปลายปีที่มีน้ําท่วมตั้งหลายจังหวัด ปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภาวะอุทกภัย ได้อย่างทันท่วงที เหตุเกิดอย่างนี้ท่านประธานครับ เขาว่ากันว่าผู้ว่าราชการจังหวัดป้ายแดง ที่ขึ้นครั้งแรก ๑๕ ล้านบาท ท่านประธานครับ แต่เขาไม่ได้พูด ๑๕ ล้านบาท เขาบอกว่า ๑๕ กิโลกรัม เขาบอกว่า ๑๕ กิโลกรัมครับ นี่ละคือเหตุที่ว่าผมเอาตาชั่งมา คําว่า กิโล เวลานี้ กระทรวงมหาดไทยมันใช้กันเกลื่อนเลยครับ ตําแหน่งบางตําแหน่งเขากําหนดราคานะครับ
คือตอนนี้ท่านเชาวรินธร์ อภิปรายกระทรวงมหาดไทยใช่ไหมครับ
มิได้ ยกตัวอย่าง เพราะมันอยู่ในข้อ ๓ ว่านายกรัฐมนตรีปล่อยปละละเลย
ก็เข้าใจครับ พรรคส่งท่าน มาอภิปรายไม่ไว้วางใจกระทรวงคมนาคมไม่ใช่หรือครับ
ท่านประธานครับ ผมเซ็นทั้งญัตติอภิปรายไม่ไว้วางในนายกรัฐมนตรีด้วย และเซ็นทั้งญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ๙ รัฐมนตรี เพราะฉะนั้นผมมีสิทธิที่จะพูดหมดละ ผมเซ็นชื่อไว้ท่านประธานดูสิหน้า ๘ นี่ ชื่อผมอยู่อันดับ ๖
อย่างนั้นเชิญเลยครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหลาย ๆ จังหวัดไม่สามารถไปช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ประสบ ภาวะอุทกภัยแล้วเดือดร้อนนั้น เพราะผู้ว่าราชการเขาเสียเงินไป เขาบอกกันว่าตําแหน่ง ผู้ว่าราชการขึ้นใหม่ ๑๕ กิโลกรัม พอมา ๑๕ กิโลกรัมปั๊บไปถึงรับตําแหน่งตูม มันมีเงิน จังหวัดละ ๕๐ ล้านบาท ให้ผู้ว่าราชการมีอํานาจสั่งการในการใช้จ่ายได้ งานแรกผู้ว่าราชการ ก็สั่งขุดลอกเลยครับท่านประธานครับ ๕๐ ล้านบาท สตางค์ทอน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คืนแล้ว ๑๐ คืนมา ๑๐ ล้านบาทแล้ว จ่ายไป ๑๕ กิโลกรัม ได้คืนมา ๑๐ กิโลกรัม นี่เฉพาะผู้ว่าราชการนะครับ ผมมีโอกาสท่านประธาน ผมขออนุญาตพูดเรื่องส่วนตัวนิดหนึ่ง ผมจมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพราน ผมมีรุ่นพี่รุ่นเพื่อนรุ่นน้องที่เป็นนายร้อยตํารวจอยู่ ทั่วบ้านทั่วเมือง ไปเจอผู้กํากับคนหนึ่ง บอกแสดงความยินดีด้วยไอ้น้อง ปีก่อนนั้นอยู่อําเภอ รอบนอกชาน ๆ เมือง ปีนี้ย้ายมาเป็นผู้กํากับอําเภอเมือง เขาบอกกับผมว่า พี่เชาวรินธร์ นี่ผมไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ไม่ได้มาด้วยฝีมือ ไม่ได้มาโดยผู้บังคับบัญชาให้ความเมตตา แต่ผมจ่ายไป ๕ กิโลกรัม เอ๊ะ มาอีกแล้วคําว่า ๕ กิโลกรัม ตรงกับผู้ว่าราชการ ๑๕ กิโลกรัม ผมก็เลยตอนฟังผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ผมไม่กล้าถามตรงไปตรงมา เพราะผมไม่สนิท ผู้ว่าราชการจังหวัดเขาบอกว่า เขาหมดไป ๑๕ กิโลกรัม เพราะตํารวจมันคุ้นเคยกันเคยกินเหล้า เคยกินข้าวเขาบอกมา หมดไป ๕ กิโลกรัม ผมบอกอะไรคุณเป็นผู้กํากับ แล้วย้ายมาอยู่ ในระนาบเดียวกัน มาเป็นผู้กํากับยังหมดไปอีก ๕ กิโลกรัม เขาบอกว่า พี่ผมเหลืออายุราชการ อีก ๒ ปี ๕ กิโลกรัมนี้โคตรคุ้มเลย ผมถามว่าเป็นไปได้อย่างไรคุ้ม เขาบอกพี่ครับ อําเภอเมือง นี่มีบ่อนครับ และมีเจ้ามือหวยใต้ดินอยู่ ๑๐ เจ้า เจ้าหนึ่งเขาส่งงวดละหมื่น เดือนหนึ่ง ๒ งวด ก็เท่ากับ ๒๐,๐๐๐ บาท ๑๐ เจ้า ๒๐๐,๐๐๐ บาท ยังมีบ่อนวิ่ง บ่อนหวยล้วง แล้วก็ ป็อกเด้ง ไฮโล บาคารา ๔ แห่งนี่จ่ายสูงหน่อย เดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท ๔ แห่งก็ได้อีก เดือนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วยังมีอีกท่านประธาน จับยี่กี จับยี่กี่นี่ล้วงเช้า ล้วงบ่าย ล้วงสาย ล้วงค่ํา วันหนึ่งล้วงกัน ๔ รอบ เขาให้เดือนละแสน เป็น ๕๐๐,๐๐๐ บาทแล้วท่านประธาน ยังมีกิจการอื่นอีก พวกเวลากลางคืนไฟกระพริบเขาเรียกว่าคาราโอเกะ แล้วก็ร้านเกมที่เด็ก ๆ มาเล่นอินเตอร์เน็ตอะไรต่ออะไรต่าง ๆ พวกนี้ในอําเภอเมืองมีอยู่ถึงเกือบ ๒๒๐ แห่ง แล้วเขาจัดมาเลยแห่งละ ๑,๐๐๐ บาท ตรงนี้ได้อีก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท รวมเบ็ดเสร็จเขามานั่ง อําเภอเมืองเดือนหนึ่งได้ ๗๐๐,๐๐๐ บาท อย่างอื่นยังไม่ได้คิดเอาไว้ เอ็นเตอร์เทน (Entertain) ต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่เวลามาตรวจมาเยี่ยม ได้เดือนละ ๗๐๐,๐๐๐ บาท ปีหนึ่งเขาได้แล้ว ๘,๔๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเขาอยู่ ๑ ปี เขาได้คืนแล้ว ผมก็อุทานบอกว่า ถ้าอย่างนั้นมึงอยู่ครบ ๒ ปี มึงก็กําไรสิวะ เขาบอกนั่นสิพี่ ผมถึงยอมลงทุนจ่ายไป ๕ กิโลกรัมเลย แล้วผมก็เลยมาดูที่ว่า มันว่ากิโลกรัม กิโลกรัม ผู้ว่าราชการจังหวัดก็กิโลกรัม ตํารวจก็กิโลกรัม ท่านประธานดูสิครับ กิโลกรัมจริง ๆ ครับนี่ เงิน ๑ ล้านบาท น้ําหนักเท่ากับ ๑ กิโลกรัม เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้เขาจะ ไม่พูดเงินล้าน งานนี้กี่ล้านเขาไม่พูด เขาจะบอกว่างานนี้ ๓ กิโลกรัม งานนี้ ๕ กิโลกรัม เดี๋ยวนี้เขาเล่นกันอย่างนี้แล้ว ท่านประธานเข้าใจหรือยังว่าผมเอากิโลมาทําไม เวลานี้มันเลย กิโลนิดหนึ่ง เลยไปนิดหนึ่งแต่ตัดพลาสติก เอาพลาสติกจะเหลือกิโลกรัมหนึ่งพอดี เวลานี้ วงการเขาเรียกกันเป็นกิโลกรัมครับท่านประธาน อย่างงานกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เหมือนกัน แหมอย่างว่าท่านประธานไปเขาก็รู้จักท่านหมด ไม่ได้ ลองผู้แทนหน้าใหม่ พวกเราในสภาลองขึ้นไปสิ มันถามเลยจะให้กี่กิโลกรัม แหม นี่ถ้าผมไม่ไปศึกษาตรงนี้ผมก็โง่ไป มันเรียกกันเป็นกิโลกรัม กิโลกรัม กิโลกรัม มัดละล้าน ท่านประธานครับ กิโลกรัมหนึ่งครับ ผู้กํากับจากรอบนอกมาอําเภอเมือง ๕ กิโลกรัมรองผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นเป็นผู้ว่าราชการ จังหวัด ๑๕ กิโลกรัม บ้านเมืองเราจะอยู่กันอย่างไร ท่านประธานครับ นี่ละครับ ที่ผม ไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ให้บริการราชการบ้านเมืองต่อไป เพราะมันทุจริตคอร์รัปชัน ขายตําแหน่งกันเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง และโดยส่วนตัวผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าผมนี่รัก นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมเคยอภิปรายเรื่องนี้ เรื่องเครื่องราชนี่ อภิปรายด้วยความรักในฐานะ เป็นนักการเมืองด้วยกัน บอกท่านท่านก็ไม่เชื่อ ไม่ฟัง โรงงานทํารถยนต์ ท่านประธานครับ เบรกมันไม่เข้าที่ คันเร่งมันมีปัญหา เขาเรียกรถกลับคืนโรงงานเป็นล้าน ๆ คัน เขาก็เรียก กลับมา นี่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีความรู้สึกเลยหรือ ผมบอกว่ามันผิดกฎหมาย พูดครั้งแรก เมื่อปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ผมก็พูดอีก ทําไมท่านไม่เรียกเก็บรูปพวกนี้ที่ติดเครื่องราชตัว ๒๕ พุทธศตวรรษ ท่านปล่อยไว้ทําไม แล้วลูกพรรคท่าน อ้ายเลขาธิการ ขอโทษ คุณเลขาธิการ พรรคนั่งอยู่ข้าง ๆ ท่านเป็นแม่บ้านท่านต้องช่วยกันดูอะไรที่ทําให้หัวหน้าพรรคได้รับ ผลกระทบต้องแก้ แล้วยังมีอ้ายโฆษกอีก อ้ายวอลล์เปเปอร์ (Wallpaper) อีก พวกนี้ต้อง ทํางาน โฆษกผมเป็นมาก่อนเพื่อนเลย กล้าพูดเลย พลตํารวจเอก ประมาณ อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในอดีตแต่งตั้งโฆษกรัฐมนตรีมหาดไทยคนแรก ในประวัติศาสตร์ อะไรที่จะมีผลกระทบต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเราต้องปกป้อง ต้องป้องกัน อ้ายโฆษกมันต้องทําหน้าที่เหมือนไม้กันหมา เหมือนบัมเพอร์ (Bumper) อย่าให้ นายกรัฐมนตรีได้รับผลกระทบ พวกนี้ตั้งไปอย่างนั้น เอาตําแหน่งไปคุยโตว่ากูนี่โฆษกรัฐบาล โฆษกนายกรัฐมนตรี แต่มันไม่ทํางานที่มันเป็นประโยชน์ ไปไหนก็เอาแต่ปากไป เท้าไปหาข้างหน้า อย่างนี้เป็นต้น ผมละเบื่อ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเรียกรูปพวกนี้กลับ ทีแรกท่านติดแถบ ท่านบอกกับผม บอกพี่ วันนั้นอยู่ในงานพอดีขามันหัก เพื่อน ส.ส. ก็เอา ของตัวเองมาให้ผม ผมก็ไม่ได้ดูก็ใส่เข้าไปแทน ผมเชื่อท่านนายกรัฐมนตรีครับ แต่พอมาเห็น รูปนี้ที่เมืองชลบุรีผมไม่เชื่อ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดความจริงกับผม บอกว่าเอาของคน อื่นมาติด ไม่ใช่แล้วอันนี้เหรียญจริง ๆ ท่านก็ติด ติดแล้วอะไรไม่ว่าลูกพรรคของท่านยังเอาไป ประจานที่จังหวัดชลบุรี ผมไปจังหวัดชลบุรี ผมถูกนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ นายพลนอกราชการ จูงมือบอกคุณเชาวรินธร์มานี่
คุณเชาวรินธร์ มีผู้ประท้วง
ประท้วงไป ประท้วง ว่าผมติดผิดข้างหรือเปล่า
เดี๋ยวคุณเชาวรินธร์ให้ผู้ประท้วง เขาพูดบ้าง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ส.ส. จังหวัดจันทบุรี ขอประท้วงผู้ที่กําลังอภิปรายอยู่นะครับ ท่านเสด็จพี่ของผม ร้อยตํารวจเอก เชาวรินธร์ วันนี้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ท่านประธานครับ ไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผมแปลกใจว่าทําไมท่านไปกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องแต่งชุด เรื่องอะไรหลาย ๆ เรื่อง ผมไม่เห็นมันตรงประเด็นเลย แล้วท่านประธานครับ
เอาละ เข้าใจแล้ว
ผมกําลังคุยกับท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ช่วยควบคุมการอภิปรายของผู้ที่อภิปรายด้วยว่าท่านกําลังผิดข้อบังคับ ข้อ ๘ (๓) ขอให้ท่านประธานควบคุมการอภิปรายของท่านผู้อภิปรายในวันนี้ด้วยครับ ขอร้อง ผู้อภิปรายว่าพูดเบา ๆ อย่าพูดเลอะเทอะกว่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
อ้าว ท่านประธาน ถอนเดี๋ยวนี้เลย ในทันทีทันใดนั้นข้าพเจ้าขอให้ท่านถอนคําว่า พูดเลอะเทอะ
เดี๋ยวท่านเชาวรินธร์ ผมวินิจฉัย คือความจริงเขาก็อภิปรายไม่ไว้วางใจ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แล้วกับรัฐมนตรีอีก รวมทั้งหมด ๑๐ ท่านด้วยกัน เขามีอะไรเขาก็ยกกลเม็ดเด็ดพรายให้เขาเชื่อนะครับแต่ชาวบ้านเขาจะเชื่อ หรือไม่ใช่อีกเรื่องหนึ่ง ฉะนั้นก็ปล่อยให้เขาพูดไปเถอะ ใครผิดใครถูกเขาก็รู้นะครับ
(นายสุชาติ ลายน้ําเงิน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ไม่ต้องประท้วงหรอกคุณสุชาติ ผมจะให้อภิปรายต่อไปเพื่อจะได้จบเสียทีครับ
ท่านประธานครับ ขอความกรุณาให้เขาถอนคําว่า พูดจาเลอะเทอะ ออก ถอนไปเถอะ
ว่ามา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ พรรคเพื่อไทยจังหวัดลพบุรี เขต ๑ ผมประท้วงท่านประธานข้อ ๘ ครับ ที่ท่านเชาวรินธร์ให้ถอนเมื่อกี้ คําว่า เลอะเทอะ ต้องถอน เพราะ ๑. วันนี้สภาตรงนี้ อันทรงเกียรติท่านประธานครับ ผู้แทนราษฎรวันนี้ฝ่ายค้านจะต้องมาบอกว่ารัฐบาลโกง อะไรบ้าง ทําอะไรบ้าง ต้องใส่ข้อหา ท่านประธานครับ พอเริ่มใส่ข้อหาพวกคุณก็ทนกันไม่ได้ แล้วอย่างนี้ผมบอกว่าวันนี้นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมารอตอบอยู่ วันนี้ พวกประท้วงเอาให้สวย ๆ ท่านประธานครับ ฝากท่านประธานควบคุมด้วย คําว่า เลอะเทอะ ต้องถอนครับ เพราะว่าผู้แทนราษฎรสติดีทุกคนครับ มีทั้งสติและมีสตางค์ด้วยท่านประธานครับ
สตางค์มีแน่ เห็นชั่งอยู่ ตาชั่งของท่าน ท่านโชว์แล้วเดี๋ยวท่านต้องเอามามอบให้ผมเก็บรักษา ไม่ได้ครับ ท่านเอา ออกไปไม่ได้นะครับ เพราะผมยังไม่ได้ตรวจมันของปลอมหรือของจริงครับ เพราะว่า ท่านไม่ได้ขอ เอกสารนี่ ไม่ได้ขอ มัดอะไรข้างบนของท่าน ท่านไม่ได้ขออนุญาตผม ฉะนั้น รีบส่งมาให้ผม เพื่อผมจะได้ตรวจสอบว่ามันปลอมหรือว่ามันจริง ผมวินิจฉัยว่าเลอะเทอะ ๆ อะไรนี่ก็ถือว่าขอกันกินได้ ตํารวจเขาไม่ค่อยถือสาหรอก
เอา เอา เอา ปล่อยมันประจานไปอย่างนั้นละ ไม่ต้องถอนก็ได้ไม่เป็นอะไร
ต่อ แล้วก็รวบรัดหน่อยครับ
ท่านประธานครับ เดี๋ยวห้องโสตขยายรูปนี้หน่อย ผมถูกนายทหารชั้นผู้ใหญ่นี่จูงมือไปดูป้ายนี้ เขาบอก คุณเชาวรินธร์ไปดูสิ เราละพิจารณา ยกมือสนับสนุนผ่านพระราชาบัญญัติ โอ้โฮ ท่านประธานรับจะให้ผมพูดว่าอย่างไรดี นายทหารยศนายพลนอกราชการจูงมือผมไปเลย บอกนี่ ๆ คุณเชาวรินธ์รคุณมาดูสิผู้แทนราษฎรเขาทํา เราละพิจารณายกมือสนับสนุนผ่าน พระราชบัญญัติ อย่างนี้เสียหายไหม ผมเป็นอาชีพผู้แทนราษฎร เวลาใครเขาว่าผู้แทน ในทางลบนี่ผมเจ็บปวด ถ้าบอกว่าผู้แทนคนนี้ดีอย่างนั้นผมยิ้มเลย แล้วอย่างนี้ไปติดทั่วบ้าน ทั่วเมือง ตั้งแต่อําเภอบางละมุง อําเภอสัตหีบ ผมอายเขาท่านประธานครับ ผมอายเขาแล้วที่ สําคัญก็คือเอารูปนายกรัฐมนตรีตรงนี้ เอารูปนายกรัฐมนตรีไปใส่ เขาบอกว่าผมพูดเลอะ เทอะ เอ้าดูต่อไป ช่วยหน่อย นี่ไปหาดใหญ่ผมก็ไปเจออีก เอารูปนายกรัฐมนตรีใส่ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันนี้อีก ท่านประธานนี่ผมไม่พูดเล่นนะ ประชาชนโทรมาถามผม มากมายเหลือเกินบอกว่ามันผิดอย่างไร ผมบอกว่าผิดพระราชบัญญัติเหรียญงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ บุคคลซึ่งมีชีวิตอยู่ในวันฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ให้มีสิทธิประดับเหรียญนี้ได้ตั้งแต่วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นไป ท่านนายกรัฐมนตรียังไม่เกิด ท่านประดับเหรียญนี้ไม่ได้ ผมพูดครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ด้วยความเคารพจริง ๆ ที่ต้องบอกท่าน เพราะว่าประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๑๔๖ ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลหรือไม่มีสิทธิใช้ยศ ตําแหน่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์กระทําการเช่นนั้น เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน ๑ ปีหรือปรับไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ มันเลอะตรงไหนไอ้หนู นายกรัฐมนตรีทําผิดกฎหมายผมเป็นห่วง นายกรัฐมนตรี พวกเราต้องช่วยกันรักษานายกรัฐมนตรีของเราในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเจอ อะไรที่ไม่ชอบมาพากลต้องมาบอกให้ท่านรู้ ท่านจะได้ไปแก้ไข นี่ผมพูดครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว สาบานต่อหน้าฟ้าเลยว่าผมจะไม่พูดอีกแล้ว ถ้าท่านยังจะปล่อยไว้อย่างนี้ก็ตามใจ แต่ผม ขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้เข้าใจ
คุณเชาวรินธร์ มีท่าน ส.ส. ท่านประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน พจนารถ แก้วผลึก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดชลบุรี ท่านประธานคะ ดิฉันได้ฟังท่านผู้อภิปรายอภิปรายมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว รู้สึกจะพูดไม่อยู่กับร่องกับรอย แล้วก็ไม่อยู่ในญัตติที่ยื่นมาตามที่ท่านได้ยื่นมา นอกประเด็นทุกเรื่องเลย แล้วดิฉันมองว่า การที่จะพูดเรื่องการแต่งกายของใครก็แล้วแต่ ท่านก็ต้องดูตัวท่านว่าท่านก็แต่งตัวเหมือน กํานัน ผู้ใหญ่บ้านที่เข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้ ก็ไม่เหมือนคนอื่นเขาแล้วก็ตราที่ท่านติดอยู่ ก็ไม่ทราบว่าได้มาถูกต้องหรือไม่ก็ต้องวินิจฉัยตัวท่านเองด้วย แล้วก็เรื่องที่ท่านพูดก็ควรอยู่ ในญัตติเช่นกันนะคะ ขอบคุณค่ะ
ก็ขอบคุณครับ
ท่านประธานจะวินิจฉัย หรือเปล่าครับ
เดี๋ยวครับ ผมวินิจฉัยครับ คือท่านเดี๋ยวพอจบอภิปรายท่านต้องไปตรวจสอบเครื่องหมายของท่านนี่ได้มาชอบด้วย กฎหมายหรือไม่นะครับ เพราะว่ามีผู้ประท้วงท่านเพราะท่านเป็นตํารวจแล้วก็จบกฎหมาย ด้วยนะครับ
ครับ ๆ
ช่วยกรุณาด้วย แล้วก็ให้ ท่าน ส.ส. ท่านไปเป็นสักขีพยานด้วย เพราะท่านประท้วง
แต่ผม ขออนุญาตท่านประธาน กราบเรียนนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ เครื่องแบบอย่างนี้ถ้าสมมุติ มันจะเหมือนกํานัน ผู้ใหญ่บ้านผมจะภูมิใจมากเลย ผมเองก็อยากจะเป็นกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะเป็นตําแหน่งที่ได้รับการสถาปนาจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นตําแหน่งที่มีเกียรติ ใครจะเรียกผมว่าแต่งตัวเหมือนกําหนดผมยิ้มเลยนะ แต่การที่บอกว่า ท่านผู้พูดแต่งตัวเหมือนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นี่เป็นการพูดดูถูกกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นี่ขึ้นมา แก้เกี้ยวให้ตรงนี้กระมัง ยกมือสนับสนุนผ่านพระราชาบัญญัตินี้กระมัง ผมไม่ว่าหรอกครับ แต่ผมยืนยันว่าผมพูดอยู่ในกรอบกติกาทั้งหมดเลยไปอ่านดู ไปอ่านดู แต่คุณคงไม่อ่านหรอก เพราะคุณขนาดไปติดอยู่กลางเมือง คุณยังบอกยกมือผ่านพระราชาบัญญัติ คุณคงไม่อ่านหรอก ผมรู้ ไม่เป็นอะไร ท่านประธานครับ นอกเหนือจากที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานว่าพี่น้องประชาชน ถามผมมามากเหลือเกินว่าการที่ติดเหรียญอย่างนี้ผิดหรือไม่ ผมประกาศชัดไปแล้วนะว่า ผิดพระราชบัญญัติเหรียญ ๒๕ พุทธศตวรรษ แล้วก็ผิดกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๖ แต่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศโปรดเข้าใจ ท่านอย่าไปแจ้งความดําเนินคดีกับนายกรัฐมนตรี ถ้าจะแจ้งจับนายกรัฐมนตรี แจ้งจับ ส.ส. ด้วย เพราะนายกรัฐมนตรีแค่ถ่ายรูปใบเดียว ทําผิดกรรมเดียว วาระเดียว แต่พวก ส.ส. ที่เอารูปนายกรัฐมนตรีไปใช้เป็นเครื่องมือ นี่สมรู้ร่วมคิด ต้องรับโทษด้วยทางอาญา เพราะฉะนั้นแจ้งจ้บอ้ายพวก ส.ส. ที่เอารูป นายกรัฐมนตรีใส่เหรียญผิดกฎหมายนี่ดําเนินคดีมันเสียให้หมด เจออําเภอไหนแจ้งความ ดําเนินคดี และอย่าลืมเวลาแจ้งความดําเนินคดีคัด ปจว. ไว้ด้วย เพราะตํารวจอาจจะไม่กล้า ทําอะไรเลย ก็จะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานไว้เล่นตํารวจต่อ
คุณอรรถพรจะทําอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับว่าท่านผู้อภิปรายกําลังอภิปรายนอกเหนือจากญัตติที่ได้เสนอเอาไว้ และทําให้บรรยากาศการอภิปรายวันนี้ซึ่งก็เริ่มมาอย่างสร้างสรรค์ตลอดนี้เสียไป ท่านหยิบเรื่องเงินทองมาชั่งเป็นกิโลอะไรก็เป็นสิทธิของท่านนะครับ ทั้งที่จริง ๆ ก็ไม่มี หลักฐานที่ชัดเจนอะไร แต่ที่ชัด ๆ ก็คือว่ามีใครบางคนขายสัมปทานของชาติได้เงินไป ๗๖,๐๐๐ กิโลกรัมครับ บาทเดียวก็ไม่ยอมเสียภาษีครับ ทําไมท่านไม่พูดเรื่องนี้บ้าง ขอให้ อภิปรายในร่องในรอยในประเด็นแล้วจะเกิดบรรยากาศที่สร้างสรรค์ในสภาแห่งนี้ครับ
ก็กรุณาอภิปรายอยู่ในกรอบ อยู่แล้วละครับ อภิปรายต่อครับ เพราะว่าสภานี้ไม่ใช่เป็นของเล่นนะ เป็นห้องที่ศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนต้องทําหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตนะครับ ฉะนั้นผู้อภิปรายก็ต้องยึดมั่นในคําที่เรา อภิปรายไม่ไว้วางใจครับ ไม่ต้องเอาเรื่องอื่นนะครับ ว่าอย่างไร อะไร ๆ
ผมเห็นด้วยกับ ท่านประธานเลย ตกลงท่านวินิจฉัยคําประท้วงของบุรุษผู้นั้นแค่นี้ใช่ไหมครับ
แค่นี้ละครับ
ผมยืนยันท่านประธาน ถ้าผมทําด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ขอให้ผมเจริญก้าวหน้าต่อไปอย่าได้หยุดยั้ง แต่ถ้าใคร ประท้วงโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต ขอให้มันมีอันเป็นไป ไปชาติหน้าฉันใดเกิดมาให้มันอัปลักษณ์ ยิ่งกว่านี้อีกครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ท่านที่ ๒ ที่ผมจะอภิปรายไม่ไว้วางใจคือ รองนายกรัฐมนตรีที่กํากับดูแลความมั่นคง นี่ครับในญัตติผมก็มีระบุอยู่ครับ ผมคงจะ ไม่เสียเวลาอ่านญัตติ เพราะเป็นที่รู้กัน รองนายกรัฐมนตรีคุมฝ่ายความมั่นคง การซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์ของกองทัพ เรื่องนี้ครับ อ้ายนี่ท่านประธานคงไม่ว่าผมนะ เพราะว่าผม ไม่สามารถเอาตัวจริงมาได้ ผมก็เลยเอาจําลองมานะครับ ยานยนต์หุ้มเกราะล้อยางของ ยูเครน กองทัพบกไปซื้อมาเมื่อปี ๒๕๕๑ เซ็นสัญญาซื้อ ๙๖ ตัว จนบัดนี้ยังได้มาแค่ ๒ ตัว แล้วก็ใช้การไม่ได้ เป็นยานยนต์หุ้มเกราะล้อยางที่มหัศจรรย์มาก มีผสมกันหลายตระกูล เหลือเกินท่านประธานครับ ตัวรถถังนี่ อ้ายตัวรถนี่สัญชาติรัสเซีย เครื่องยนต์ท่านประธาน เป็นของประเทศเยอรมัน แล้วที่ประหลาดก็คือไปเอาเครื่องเรือมาใส่แทน เพราะฉะนั้นรถรุ่นนี้ จะใช้น้ํามันเตา ไม่ได้ใช้น้ํามันเบนซิน ไม่ได้ใช้น้ํามันดีเซล เป็นเรื่องประหลาดมาก ถัดไปเกียร์ ยี่ห้ออีริคสัน (Ericson) ของสหรัฐอเมริกา วิทยุสื่อสารนี่ใช้ของอิสราเอล ยางยี่ห้อมิชลิน (Michelin) ของฝรั่งเศส คนขับเท่านั้นที่เป็นคนไทย ท่านประธานครับ แล้วอ้ายรถรุ่นนี้ เมื่อครั้งที่สหภาพโซเวียตยังไม่ล่มสลายมันก็ไปจอดอยู่ในยูเครนนี่ละ พอสหภาพโซเวียต ล่มสลายเป็นประเทศต่าง ๆ สหพันธรัฐรัสเซียเจ้าของโรงงานที่แท้จริงอยู่ที่รัสเซียครับ ท่านประธานครับ อ้ายยูเครนมันก็ไปถอดป้อมปืนซึ่งมาจากรัสเซียนี่ออกแล้วก็เปลี่ยนป้อม ปืนใหม่เข้ามาใส่แทน เพราะฉะนั้นมันผิดหมดทุกอย่างทุกประการ ช่วงที่ ทบ. กําลังจะขอซื้อ รถรุ่นนี้ ก็มีการทักท้วงจากสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน สตง. ว่ารถรุ่นนี้ซื้อมานี่ไม่ถูกต้อง ใช้การไม่ได้ ก็มีการดําน้ํากัน เสนอให้นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เมื่อครั้งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไปเซ็นอนุมัติเมื่อวันที่ ๑๑ เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ แต่ท่านสมัครเขียนไว้ว่า ให้เจ้าหน้าที่ สตง. เป็นกรรมการตรวจรับ กองทัพบกก็ไม่ได้ไป ประสานกับ สตง. ไปตรวจรับ แต่ก็ไปนั่นกันเงียบ ๆ จนบัดนี้จึงไม่มีรถรุ่นนี้มาใช้ ความจริง ไม่น่าเอามาพูดหรอกครับ แต่มันเสียดายสตางค์ ท่านประธานครับ รถรุ่นนี้ ๙๖ คัน เอาเข้ามาได้แค่ ๒ คัน สถานทูตรัสเซียเขาก็ทักท้วงว่านี่รถของเขานะ ยูเครนเอามาดัดแปลง ถ้าซื้อรถรุ่นนี้ต่อไปมันจะมีปัญหาว่าอะไหล่เขาจะไม่ขายให้ เขาบอกไว้ล่วงหน้าเลย สถานทูตรัสเซียยืนยันมาด้วยเอกสารฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมเองในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน สมัยโน้นเห็นว่าความเสียหายมันจะเกิดขึ้น แก่ชาติบ้านเมือง จึงทําหนังสือบอกกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้ทบทวน ให้ระมัดระวัง ให้ใช้ความรอบคอบ นี่เป็นหนังสือส่วนตัวของผมที่ทําถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม อะไรไม่ว่าตอนนี้ไปอนุมัติอีก ๑๒๑ คัน ท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็น ผู้รับผิดชอบฝ่ายความมั่นคงกํากับดูแลสั่งราชการ ท่านจะต้องเข้าไปดูแลเรื่องนี้ แต่ขณะเดียวกันท่านปล่อยปละละเลย ทั้ง ๆ ที่ ๙๖ ตัวเดิมยังไม่แล้วเสร็จ ท่านก็ไปซื้อมาอีก ๑๒๑ ตัว ตรงนี้คือเหตุผลที่ผมไม่สามารถไว้วางใจให้ท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรีบริหาร ชาติบ้านเมืองต่อไปได้
ท่านประธานที่เคารพครับ คราวนี้เข้ามาถึงกระทรวงคมนาคม กระทรวง คมนาคมนั้นบอกตรง ๆ ว่าผมเองไม่ได้ตั้งใจที่จะมาอภิปรายหรอกครับ แต่ไปเจอหลักฐานว่า มันไม่ถูกต้อง ก็คือการซื้อรถตู้เอ็นจีวี (NGV) ท่านประธานครับ กระทรวงคมนาคมดูแล ขสมก. ซึ่งวิ่งอยู่ในกรุงเทพมหานครก็ไปเปลี่ยนให้มาใช้รถตู้เอ็นจีวี แล้วขณะเดียวกัน รถ บขส. ที่วิ่งจากต่างจังหวัดมากรุงเทพฯ ก็ไปเปลี่ยนให้มาใช้รถตู้เอ็นจีวี ท่านประธาน คงเห็นวิ่งกันเกลื่อนเมืองไปหมด อะไรไม่ว่าหรอกครับ กระทรวงคมนาคมโดยส่วนราชการ ในสังกัดได้สมรู้ร่วมคิดกับภาคเอกชน บริษัท สยามออโตเซอร์วิส จํากัด ไปเซ็นสัญญา ล็อกสเปกจากประเทศญี่ปุ่นว่ารถรุ่นนี้ไม่ให้ขายบริษัทอื่น ดีลเลอร์ (Dealer) อื่นนั่งมองกัน ตาปริบ ๆ ให้บริษัท สยามออโตเซอร์วิส แต่เพียงผู้เดียว นําเข้ามา ๒๐,๐๐๐ คัน ท่านประธานครับ ราคาต้นทุน บวกภาษีขาเข้า บวกภาษีมูลค่าเดิม บวกค่าบริหารจัดการ ค่าการตลาด คันหนึ่งก็ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ บาท แต่มาขายคันละ ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมดมัน ๒๐,๐๐๐ คัน ส่วนต่างคันหนึ่งก็ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ คัน ก็ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปอยู่ที่ไหน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต้องตอบออกมา ให้ชัดเจน ถ้าท่านตอบได้ชัดเจนเหมือนอย่างที่เมื่อครู่ท่านพูด บอกท่านชี้แจงได้เคลียร์ สมาชิกอาจจะยกมือให้ท่าน เพราะฉะนั้นท่าน นี่เป็นโอกาสดีแล้วครับที่ท่านจะได้ชี้แจง ปัญหาการนําเข้ารถเอ็นจีวี ๒๐,๐๐๐ คัน ของกรมการขนส่งทางบก ที่เขาบอกว่าซื้อรถให้ แถมสัมปทาน ที่เขาพูดกันนี่ละครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ท่านสมัคร สุนทรเวช เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ประกาศ นโยบายเอารถเมล์ฟรีให้ประชาชนใช้ในกรุงเทพมหานครนี่ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาขณะที่ ภาวะเศรษฐกิจกําลังตกต่ํา ประกาศไว้ชัดเจน เวลา ๖ เดือน ปรากฏว่ารัฐบาลนี้เอามาต่อยอด แล้วตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ระยะเวลา ๒ ปีก็ยังไม่ยอมยกเลิก เอารถเอกชนมาวิ่งให้คนนั่งฟรี โดยรัฐบาลจ่ายเงินให้กับเจ้าของรถ คันหนึ่งนี่ ๖,๐๐๐ กว่าบาท ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเขาวิ่งกัน ประจําวัน วันหนึ่งได้ ๔,๐๐๐ กว่าบาท แต่ที่สําคัญก็คือจํานวนรถ ๘๐๐ คันที่วิ่งอยู่ใน กรุงเทพมหานครให้เป็นรถเมล์ฟรี ๘๐๐ คัน ทําท่าจะเป็นโครงการถาวรระยะยาว เคยไปดูไหมว่าวัน ๆ หนึ่งมันวิ่งกี่คัน วัน ๆ หนึ่งวิ่งกี่คัน นี่เป็นเรื่องที่ ๒ ที่ผมไม่ไว้วางใจ
ให้หมอมาตรวจ สุขภาพก่อนไหม
สุขภาพไม่เอื้ออํานวย ก็เอาแค่ ๒ เรื่องก็พอสําหรับท่านรัฐมนตรีโสภณ ผมจะได้ออกไปกินยาหน่อย ขอบคุณครับ
เนื่องจาก ท่านรัฐมนตรีบุญจงถูกพาดพิงเกี่ยวกับเรื่องกระทรวงมหาดไทย ขอเล็กน้อยครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้บริหารกํากับดูแลอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย ท่านเชาวรินธร์ได้อภิปราย พาดพิงถึงกระทรวงมหาดไทยในทางที่เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวทั้งหมด ของท่านเชาวรินธร์นั้น พี่น้องประชาชนที่ชมการถ่ายทอดสดก็จะมีความเข้าใจว่าการแต่งตั้ง โยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะตําแหน่งที่กล่าวถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบ้าง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ต้องเสียเงิน ๑๕ กิโลกรัม ๑๐ กิโลกรัม อย่างที่ท่านพูด คํากล่าว อย่างนี้คุณเชาวรินธร์ต้องรับผิดชอบ คุณเชาวรินธร์เป็นนักการเมืองอาวุโสครับ เป็น ส.ว. ก็เป็นแล้ว เป็น ส.ส. จังหวัดราชบุรี วันนี้เวลากล่าวถึงสิ่งที่สร้างความเสียหายให้กับองค์กร เขานี่ นักการเมืองที่มีคุณภาพต้องมีหลักฐานครับ ผ่านมานี้มีการตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หลายจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดหลายคนครับ ผมก็ขอเรียกร้องให้คุณเชาวรินธร์กําหนด มาเลยครับจังหวัดใดบ้าง ชื่ออะไรบ้าง เอาบุคคลต่าง ๆ ที่เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่เขาตั้งมาแล้ว ใครบ้าง เขาเสีย ๑๐ ล้านบาท ๑๕ ล้านบาท อันนี้ ต้องชัดเจนนะครับ
ประการที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะงบประมาณ ทดลองราชการจังหวัดละ ๕๐ ล้านบาทนั่น มันเป็นงบประมาณแผ่นดินที่จังหวัด แต่ละจังหวัดเวลาเขามีภัย ไม่ว่าจะเกิดอุทัยภัย ภัยแล้ง ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอํานาจหน้าที่ ในการใช้เงินส่วนนี้ช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน และการใช้จ่ายเงินนั้นมีระเบียบราชการ มันมีกระบวนการตรวจสอบ ถ้าใช้ไม่ดี ใช้ผิดพลาดก็มีสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน มี ป.ป.ช. ผู้ว่าราชการจังหวัดเขารู้ว่าควรใช้อย่างไร ฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวทั้งหมดนี้ผมต้องเรียกร้อง ว่าให้ท่านเชาวรินธร์นั้นมีหลักฐานยืนยันครับ วันนี้คงกล่าวสั้น ๆ ครับ ผมขอท้าเลยครับ ถ้าท่านมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดคนใดเขาเสียเงินจังหวัดใด เอามาเลยครับ ผมจะรับผิดชอบลาออกจากตําแหน่งรัฐมนตรีครับ ผู้บริหารเราจะรับผิดชอบ แต่ถ้าท่านไม่มี ท่านต้องรับผิดชอบนะครับ ท่านต้องลาออกจาก ส.ส. ฉะนั้นการพูดเพื่อความสนุกสนาน เกิดความเสียหายต่อองค์กร ไม่ได้ อันนี้ประชาชนฟังดูแล้วเสียหายครับ คนจะเป็นผู้บริหาร จังหวัดแต่ละคนเวลาจะมาต้องจ่ายเงิน ๑๐-๒๐ ล้านบาท ไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนไหน หรอกครับ เขาเสียเงินครับ เขาเสียเงิน ขวัญกําลังใจจะอยู่ตรงไหนครับ วันนี้เขาต้องดูแลคน ในพื้นที่ คนในจังหวัด ฉะนั้นท่านพูดท่านต้องรับผิดชอบคําพูดครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีก่อนครับ
ท่านประธาน ครับ ผมจะได้จบไปม้วนหนึ่ง เดี๋ยวครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีใจเย็น
เชิญครับ
คือท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาท้าผมอย่างโน้นอย่างนี้ ผมว่าเราไปวัดพระแก้วด้วยกัน คุณจะให้ผมบอกเอาคนโน้นคนนี้มา เขาบอก ผมบอกว่ามีการจ่ายเงินแล้วท่านมาชี้แจง อย่างนี้ผมจะบอกให้ สมัยก่อนมันไม่มี ผมอยู่กระทรวงมหาดไทยก่อนท่านอีก เป็นโฆษก รัฐมนตรีอยู่กับท่านประมาณปีกว่า สมัยก่อนไม่มีหรอกครับ การแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการ จังหวัดหรือตําแหน่งอะไรไม่มีหรอกครับ ไม่เคยมี ในระบบราชการของประเทศไทย ไม่เคยมีการเสียเงินเสียทองอย่างนี้หรอกครับ แต่มามีในสมัยนี้ แต่จะไปบอกว่าคนไหนจ่าย ขอโทษเถอะ คนไหนจะบ้ารับว่าจ่าย ไม่มี ท่านรัฐมนตรี ท่านบุญจงท่านก็รู้ คนจ่ายก็ ไม่กล้าพูด คนรับก็ไม่กล้าพูด ต่างคนต่างเมียง ๆ มอง ๆ เฉย ๆ อย่าเลยมันทันกัน เอาอย่างนี้ ไปวัดพระแก้วด้วยกันว่าตลอดเวลาที่ท่านเป็นรัฐมนตรีท่านไม่ได้มีอะไรนอกไม่มีอะไรในเลย ไม่เฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด เอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านบริหารราชการแผ่นดินมาเกือบ ๒ ปีนี่ หักเวลาที่ท่านลาออกไปสมัครเลือกตั้งซ่อม เอาไหมไปวัดพระแก้วด้วยกันเดี๋ยวนี้เลยไปให้มัน ฉิบหายกันไปข้างหนึ่งท่านประธาน
การจะกล่าวหาใคร: ผมยืนยันแล้วท่านต้องรับผิดชอบคําพูด ท่านเป็นอดีตนายตํารวจนะครับ จะว่าใครจะต้องมีพยานหลักฐานมีข้อมูล ท่านได้ยินพยานบอกเล่ามา คนโน้นเขาว่าอย่างนี้ คนนั้นว่าอย่างนี้ แล้วท่านเอามากล่าวในสภามันเสียหายครับ มันเสียหายมากครับ ฉะนั้นที่ผมท้าเพราะผมมั่นใจว่าไม่มีหรอกครับ นายอําเภอ ปลัดจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด เวลามีการโยกย้ายเขาเสียเงินเสียทอง ไม่มีครับ ทุกอย่างมีระเบียบ วิธีการ ผมเข้าใจครับท่านได้ยินมา ท่านทราบมา ก็ผมท้าในสภานี่ครับทําไมต้องไป วัดพระแก้วละ ไม่จําเป็นครับ ท่านเอาหลักฐานมายันเลยครับ ได้มาเมื่อไรก็เชิญตัวเขามา ระบุจังหวัดมาเลย มันสืบไม่ยากหรอกครับ
ก็โต้ไปโต้มา พอแล้วครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอชี้แจง ข้อกล่าวหาของท่านสมาชิกที่อภิปรายไป ที่ผ่านมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวกระผม ส่วนที่ เรื่องเผารถเมล์ผมก็ได้ให้หน่วยงานไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษคนที่ไปกระทําอยู่แล้ว ส่วนว่าคดีเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของตํารวจ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ท่านก็จะตอบเอง ส่วนเรื่องที่ท่านกล่าวหาผมเหมือนกล่าวหาน้อย แต่ว่าท่านถอดถอนผม ผมต้องชี้แจง นะครับ
ประเด็นแรก ท่านบอกว่าเรื่องรถตู้ที่ท่านพูด เรื่องรถตู้ที่มีนโยบายแล้วบอกว่า มีส่วนต่างที่ท่านพูดเมื่อสักครู่ ผมกราบเรียนเลยว่าผมเรียนที่ไปที่มานิดหนึ่ง เพื่อจะได้เข้าใจ ว่าโครงการนี้ไม่ได้เกิดในยุคผม ที่จริงโครงการนี้เกิดขึ้นในยุคปี ๒๕๔๘ ถ้าท่านจําไม่ผิด ก็รัฐบาลของใครท่านก็ไปจําเอา ในยุคปี ๒๕๔๘ เขามีมติของคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ที่จะให้ส่งเสริมการใช้รถตู้เอ็นจีวีเป็นรถร่วม ขสมก. ในกรุงเทพฯ ขณะนั้นก็มีการไปเปิด โครงการ อันนี้คือภาพของท่านรัฐมนตรีที่ไปกล่าวรายงานในการเปิดโครงการที่ใช้รถเอ็นจีวี หลังคาสูง นี่คือภาพของท่านประธานในงาน ก็คือท่านอดีตนายกรัฐมนตรีที่ไปเปิดโครงการนี้ คือส่งเสริมให้มีการใช้รถเอ็นจีวีเพื่อประหยัดพลังงาน ซึ่งตอนนั้นพลังงานมีปัญหา โครงการนี้ ที่ไปที่มาของโครงการ ฉะนั้นโครงการรถเอ็นจีวีไม่ได้เริ่มในยุคผมเป็นยุคก่อนหน้าผม คือเริ่มจากปี ๒๕๔๘ ที่ส่งเสริมให้ใช้รถเอ็นจีวีในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็อย่างที่มติ คณะรัฐมนตรีได้ให้ไว้เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๘ อันนี้คือมติคณะรัฐมนตรีให้ไว้ก่อน พอหลังจากนั้นในปี ๒๕๕๑ คณะกรรมการขนส่งทางบกกลางก็ได้มีมติที่จะอนุมัติในปี ๒๕๕๑ ในปี ๒๕๕๑ นี่ ขนส่งทางบกกลางมีมติอยู่ ๓ ข้อที่จะให้แก้ไขปัญหารถตู้ในเขตปริมณฑล ๓๐๐ กิโลเมตร คือ ๑. ต้องเป็นหลังคาสูง ๒. เป็นเอ็นจีวี ๓. ต้องเป็นรถที่ใช้ไม่เกิน ๑๐ ปี อันนี้ก่อนผม ปี ๒๕๕๑ อันนี้คือผมลําดับให้ท่านประธานและท่านสมาชิกในสภาแห่งนี้ รวมทั้งคนที่ฟัง ป.ป.ช. ที่ฟังผมอยู่ว่าโครงการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนผม แล้วก็มติทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นก่อนผม เมื่อผมมารับตําแหน่งในรัฐบาลชุดนี้ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ ผมได้ แต่งตั้งคณะทํางานแก้ไขปัญหารถตู้ ผมกราบเรียนว่าอย่างที่ท่านสมาชิกท่านพูดนั่นถูกแล้ว ที่บอกว่ารถตู้วิ่งเกลื่อนเมืองอยู่ขณะนี้ มีเจ้าพ่อเจ้าแม่เยอะแยะมาก แล้วก็จอดที่ไม่เป็นระบบ ใต้ทางด่วนบ้างอะไรทั้งหลาย ท่านสมาชิกในสภาท่านทราบดี ที่จริงเรื่องรถตู้ผมไม่ควร ไปตอแยด้วยซ้ําเพราะผลประโยชน์มันมหาศาล แต่ผมเห็นว่าถ้าปล่อยปละละเลยอยู่อย่างนี้ มันจะทําให้ประชาชนที่ใช้รถตู้ไม่ได้รับการคุ้มครอง ใช้รถตู้ที่ไม่มีคุณภาพและที่สําคัญก็คือ ทําลายระบบการขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครหมด ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ ไม่ว่าจะเป็น รถเมล์ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า ฉะนั้นจึงได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีขออนุญาตที่จะใช้ โครงการจัดระเบียบรถตู้ ตามผลการศึกษาตามมติของคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ซึ่งทําไว้ก่อนยุคผมอยู่แล้ว ผมก็ได้ตั้งคณะทํางานขึ้นมาอีกคณะหนึ่งนะครับ อันนี้คือได้แต่งตั้ง คณะทํางานในยุคผมก็คือ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านประกิจ พลเดช เป็นประธาน คณะทํางาน ให้ไปพิจารณาแก้ไขปัญหารถตู้ที่เดินผิดกฎหมายตามแนวนโยบายของกระทรวง คมนาคม ให้เสนอแนวทางและมาตรการการจัดระเบียบรถตู้ และมอบหมายให้แต่งตั้งบุคคล เพื่อปฏิบัติงานในโครงการนี้ อันนี้คือคําสั่งผมที่ให้ไปจัดระเบียบรถตู้ คณะทํางานก็ไปทํางาน มาตามลําดับ หลังจากที่คณะทํางานไปทํางานแล้ว ผมก็เห็นปัญหาว่าวันนี้ที่มารายงานผมว่า รถตู้ที่มันวิ่งเกลื่อนกันทั้งหมดมีอยู่ ๖,๐๐๐ คัน ผมก็ไม่เชื่อ ผมก็เลยว่าเอาอย่างนี้ ให้นัด เจ้าของรถตู้ทั้งหมดที่มีวิ่งอยู่ ณ ขณะนี้ ไปพบกันไปลงทะเบียนที่เมืองทอง วันนั้นก็มีการ เอาผมไปพบกับผู้ประกอบการรถตู้ทั้งหมดที่เมืองทอง ปรากฏว่ามีผู้มาร่วมรับฟังการชี้แจง และลงทะเบียนครั้งนั้นก็คือ ๓,๒๕๕ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกที่สงสัย เพราะว่าท่านถอดถอน ผมหนักเรื่องนี้ ท่านบอกว่าผมมีผลประโยชน์ทับซ้อน ออกนโยบาย ทํามาหากินเรื่องนี้ ท่านรู้ไหมครับว่าผมไปประกาศอะไร วันนี้ท่านสมาชิกในสภาแห่งนี้ ท่านต้องทราบว่ารถตู้ที่วิ่งอยู่ในขณะนี้เขาไม่ได้ปล้นใคร เขาหากินโดยสุจริตแต่มันผิดระเบียบ กฎหมายของบ้านเมือง แล้วมันวิ่งกันอยู่ทุกวันนี้ท่านจะเห็นคดีข่มขืนอะไรที่เอารถตู้ไปทํามิดี มิร้าย เอาผู้โดยสารไป ฉะนั้นผมเอง ผมยอมเสี่ยงเรื่องนี้ ผมบอกว่าอย่างไรก็ต้องทํา เพื่อคนที่เขาหาเช้ากินค่ํา กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท ต้องไปเสียเบี้ยใบ้รายทางอย่างที่ทราบ ผมก็ไปพบกับรถตู้ ๓,๐๐๐ กว่าคนที่มาร่วมประชุมที่เมืองทอง สิ่งที่ผมไปให้นโยบายบอกว่า ๑. ต้องเป็นรถตู้ที่วิ่งจริงมีเส้นทางวิ่งจริงอยู่ ณ ขณะนี้ แล้วต้องมีรถตู้จริง ไม่ใช่เป็นรถตู้ ใครต่อใครทั้งหมด ๒. จะต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายเบี้ยใบ้รายทางแต่อย่างใด ยกเว้นระเบียบของ ทางราชการ ท่านประธานที่เคารพ ถ้าผมต้องการทําโครงการนี้เพื่อที่จะหาผลประโยชน์ จากโครงการนี้ ผมไม่เอาหน้าเอาตาคนที่เป็นรัฐมนตรีไปประกาศต่อหน้าคน ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คนหรอก แล้วก็ไปประกาศเบอร์โทรศัพท์ด้วยว่าใครมีปัญหาบอกผมมาเลย ใครที่ไปเสียผลประโยชน์อะไรแจ้งผม ผมก็รับโทรศัพท์เรื่องนี้จนวุ่นวายกันไปหมด หลังจากที่ผมได้ไปให้นโยบายแล้ว ผมกลับมาให้นโยบายของข้าราชการในกระทรวงว่าเรื่องนี้ ต้องทําให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ทําเพื่อช่วยเหลือคนจริง ๆ ช่วยเหลือทั้งประชาชน ช่วยเหลือ ทั้งคนที่ขับรถตู้ ช่วยเหลือทั้งระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล สิ่งที่ผมมาให้นโยบายวันนั้น ยังไม่พอครับ หลังจากนั้นผมก็ทราบว่ามันมีปัญหาอะไรต่าง ๆ ผมจึงได้ออกคําสั่งฉบับหนึ่งเป็นนโยบายของผม ออกคําสั่งฉบับหนึ่งเพื่อที่จะให้หน่วยงาน ไปปฏิบัติได้ถูกต้อง ในคําสั่งที่ผมให้คราวนั้นที่เป็นลายลักษณ์อักษร ท่านประธานที่เคารพ นี่คือคําสั่งหนังสือของผมที่แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดระเบียบรถตู้ครั้งนี้ ๑. ต้องไม่ผิดกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ๒. ต้องจัดระเบียบเพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนและความต้องการ และเพิ่มทางเลือกทางบริการให้แก่ประชาชน ๓. หากการดําเนินการดังกล่าวไปกระทบกับผู้ประกอบการรายใดต้องมีมาตรการเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบ และต้องดําเนินการตามนโยบายของกระทรวงให้รอบคอบและโปร่งใสเป็น ประโยชน์แก่ทางราชการ นี่คือหนังสือที่ผมกําชับหลังจากที่มอบนโยบายแก่ข้าราชการไป แล้วยังกําชับเป็นหนังสือลายลักษณ์อักษรให้หน่วยงานไปปฏิบัติ ผมกราบเรียนเลยครับว่า วันนี้ปัญหารถตู้เป็นปัญหาของสังคม สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านว่าผมได้พูดกับข้าราชการใน กระทรวงบอกว่าถ้าใครไปทํามาหากินเรื่องนี้มีหลักฐานผมเอาตาย เพราะผมไปประกาศแก่ หน้าประชาชนตั้ง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คนในเรื่องนี้ หลังจากนั้นการดําเนินการต่าง ๆ ก็เป็นไป คณะกรรมการขนส่งทางบกกลางร่วมกับบริษัทขนส่งก็คือ บขส. ก็ไปดําเนินการ ขึ้นทะเบียน ขึ้นทะเบียน รถตู้ทั้งหมดที่ไปขึ้นทะเบียนที่มีปรากฏอยู่ในสาระบบที่บอกว่า ๙,๐๐๐ กว่าคัน ผมกราบเรียนว่ารถตู้ที่ไปจัดระเบียบของกระทรวงคมนาคม ทั้งหมดที่บอกว่า ๙,๐๐๐ คัน ไปจัดระเบียบจริง ๆ คือ ๓,๔๗๖ คัน ๓,๔๗๖ คันนี้ รถสภาพเดิมคือเอารถเดิม ๆ มาขึ้นทะเบียนเราจดให้เลย ท่านจะบอกว่าผมไปสั่งซื้อรถได้อย่างไร รถที่เป็นรถเดิม ๆ มาจด ทะเบียน ๒,๙๒๓ คัน เป็นรถหลังคาสูงเอ็นจีวี ๑,๙๒๖ คัน เป็นรถหลังคาสูงดีเซล ๑๘๓ คัน และเป็นรถหลังคาเตี้ย ๘๐๐ กว่าคัน เราจดให้หมดครับ นี่คือสภาพที่ไปจดรถ แต่เป็นรถใหม่ รถใหม่ที่เขาออกใหม่ใน ๓,๔๗๖ คัน คือ ๕๕๕ คัน เป็นรถหลังคาสูง ๔๐๐ กว่าคัน เป็นรถที่ หลังคาต่ํา เชื้อเพลิงประเภทอื่น ๆ คือ ๙๙๔ คัน อันนี้คือปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา เมื่อผม รับทราบ ฉะนั้นผมก็รู้ว่าเมื่อความต้องการของรถตู้มันสูงก็มีคําครหาเยอะแยะ มีคําร้องเรียน มาที่ผม ผมก็ได้ไปตั้งคณะกรรมการ โดยท่านปลัดกระทรวงได้สั่งการให้ดูเรื่องนี้ จนเป็น หนังสืออีกฉบับหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานเพื่อท่านสมาชิกจะได้เข้าใจว่าสิ่งที่ ท่านกล่าวหาผมว่าออกโครงการนี้เพื่อเป็นประโยชน์ในการที่จะหาผลประโยชน์จากคนซื้อรถ เพื่อบอกว่ารถราคาสูง เพื่อที่จะบอกว่าเพื่อไปล็อค สเปค ให้รถราคาสูง ข้อสรุปของคณะกรรมการ ที่สรุปมายังผม ท่านปลัดได้เกษียนหนังสือมาหาผมบอกว่า ในกรณีของ บขส. เห็นควรปฏิบัติตาม ข้อ ๑ ข้อ ๒ ก็คือผู้ประกอบการรายใดที่มีอยู่แล้วก็ให้มาจดเราก็รับจดไป ส่วนในกรณี คุณลักษณะของรถที่ผู้ประกอบการนี่ เพื่อให้เกิดการแข่งขัน จึงขอเสนอควรยกเลิกรถ ที่หลังคาสูงให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ประกอบการเอง และในกรณีก๊าซเอ็นจีวี ก็ให้ยกเลิก สรุปความก็คือให้ยกเลิกทั้งรถหลังคาสูงและรถเอ็นจีวี เมื่อถึงผม ผมก็บอกว่าทราบและแจ้ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดําเนินการ จนนํามาเป็นเหตุที่คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ได้ยกเลิกตามประกาศนี้ ขณะนี้ได้ยกเลิกทั้งหมดแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ท่านดําเนินการมาก็คือ ริเริ่มในปี ๒๕๔๘ ที่จะให้รถตู้หลังคาสูงที่ท่านบอกว่ารถตู้หลังคาสูงเอ็นจีวีมายกเลิกในยุคผม ส่วนที่ ท่านกล่าวหาผมบอกว่ามีการนํารถ มีการออกนโยบายนี้แล้วมีส่วนต่างที่ท่านพูดถึงเมื่อสักครู่นี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้ข้อมูลนี้ก็คือข้อมูลจากกกรมการขนส่งทางบกที่ผมได้ไป ตรวจสอบ เมื่อปี ๒๕๔๙ นี้รถที่โตโยต้าเขานํามาจดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกนี้ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้วเขามาซื้อขายกันในราคา ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้คือซื้อขาย ตามทะเบียนของกรมการขนส่งทางบก ตามเอกสารของกรมการขนส่งทางบกที่ต้องเสียภาษี ในปี ๒๕๕๐ นี้ต้นทุนของรถที่โตโยต้าเขาขายก็คือ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เขาขายกันที่มาจด ทะเบียนซื้อขายกันก็ ๑,๒๐๐,๐๐๐ ถึง ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๑ ก็ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ต้นทุนก็คือ ๑,๓๐๐,๐๐๐ กว่า ๆ นี่คือในยุคของผม อันนี้คือในยุคของรัฐบาลก่อน ๆ นั้น ในยุคของผมก็คือ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๒ นี้รถที่มาจดทะเบียนต้นทุนที่เขาแจ้งจดทะเบียนกับ กรมการขนส่งทางบกก็คือ ๙๐๐,๐๐๐ บาท ราคารถก็คือ ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๓ รถที่จดทะเบียนก็คือ ๙๐๐,๐๐๐ บาท รถก็ประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐-๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท ฉะนั้นท่านถามผมว่าส่วนต่างไปไหน ผมกราบเรียนว่านี่คือกลไกการตลาดที่เกิดขึ้นก่อนผม เกิดขึ้นก่อนผม ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นในยุคผม ผมต่างหากที่มายกเลิกเรื่องที่ท่านดําเนินการไป ถ้าท่านบอกว่าโครงการนี้เพื่อหาประโยชน์ เพื่อออกสเปกล็อกประโยชน์ เพื่อออกนโยบาย เพื่อทํามาหากิน ท่านเป็นคนออกไม่ใช่ผม ฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าเรื่องรถตู้นี้ ผมเรียนว่าเป็นปัญหาของสังคมจริง ๆ อย่างที่ท่านสมาชิกพูดถึงนั้น ใช่ ว่ารถตู้ที่วิ่งอยู่ขณะนี้ มันเยอะมาก เยอะจนเป็นปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นในอนาคตที่เราจัด ระเบียบรถตู้ต่อไปก็คือ ๑. เมื่อขึ้นทะเบียนเป็นป้ายเหลืองแล้ว ไม่ว่ารถอะไรที่มาเป็นป้ายเหลือง แล้วนี้จะต้องมีสถานีจอด ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้ตั้งคณะกรรมการที่จะพิจารณาสถานี จอดเหมือนหมอชิต ก็จะมีจับให้รถตู้ไปจอดตามสถานี มีการควบคุมราคา มีการควบคุม มาตรฐาน เพราะฉะนั้นทั้งหลายทั้งปวงที่กระทรวงคมนาคมดําเนินการในเรื่องการจัด ระเบียบรถตู้นี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ ๑. คือเจ้าของรถที่เขาวิ่งกันอยู่ตามเส้นทางที่ผิดกฎหมาย ช่วยมาให้ถูกกฎหมาย รถอื่นที่ไม่ใช่มีวิ่งอยู่แล้วไม่อนุญาต ๒. เป็นการช่วยเหลือผู้โดยสารคือ ผู้บริโภคทั้งหมดให้มีการได้คุ้มครอง ๓. ก็คือเป็นการจัดระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร ให้เกิดความสมดุล ฉะนั้นต้องขอบคุณท่านสมาชิกที่กรุณาบอกเรื่องนี้ ผมจะได้ชี้แจงท่านประธาน ให้เข้าใจว่าเรื่องนี้ตั้งใจทํา ตั้งใจทําเพื่อเป็นประโยชน์ของคนที่หาเช้ากินค่ํา หาเงินส่งงวดรถ โดยไม่ถูกเบียดบังจากผู้ที่เอาเปรียบกินบนหลังคน เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธาน ไปยังท่านสมาชิกที่ยื่นอภิปราย ผมว่าเรื่องนี้ตรงไปตรงมาจริง ๆ กราบขอบคุณครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงคําอภิปรายของเพื่อน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ มีหลายประเด็นด้วยกัน ท่านประธานครับ ที่ท่านได้ยกขึ้นมาเป็นประเด็นกล่าวหาผม ผมขอเป็นประเด็นหลังก่อน ก็คือเรื่องโครงการจัดหารถหุ้มเกราะจากประเทศยูเครน ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด ๒ โครงการ โครงการแรก ๙๖ คัน โครงการที่ ๒ ๑๒๑ คัน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้านได้พยายามยกมาเป็นประเด็นพูดจาหลายครั้งแล้วครับท่านประธาน ในทํานองว่า การจัดทําโครงการนี้เป็นการจัดเพื่อหาประโยชน์ ดําเนินการไปด้วยความไม่เรียบร้อย ไม่ถูกต้องตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี การทําสัญญาไม่โปร่งใส การส่งมอบไม่เป็นไป ตามแบบแผนอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่เขาดําเนินการนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานเพื่อบันทึกไว้เป็นความเข้าใจ โครงการจัดหายานเกราะ ล้อยางนี่ เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านมาพูดจาวิพากษ์วิจารณ์หลายครั้งหลายหน ผมก็ได้ลงไปศึกษาดูครับ ท่านประธานครับ แล้วผมก็เห็นว่าโครงการนี้เขาตั้งขึ้นครั้งแรก เมื่อปีงบประมาณ ๒๕๕๐ สมัยรัฐบาลท่าน พลเอก สุรยุทธ์ เป็นโครงการแรก จํานวน ๙๖ คัน แล้วก็ครั้งที่ ๒ โครงการที่ ๒ จํานวน ๑๒๑ คัน ตั้งขึ้นเมื่อปีงบประมาณ ๒๕๕๒ รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย ของพวกท่านนะครับ ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ตั้งใจจะไปโยนความผิดให้ รัฐบาลเก่าแต่ประการใด เพียงแต่ยืนยันว่าการเตรียมการเพื่อจัดซื้อจัดจ้างเพื่อทําโครงการนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นความคิดริเริ่มขึ้นในสมัยของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ประการใดทั้งสิ้น ที่ผมพูดว่าไม่ได้โยนความผิด เพราะผมไปดูแล้วมันไม่มีอะไรผิด ท่านประธาน เมื่อไม่นานมานี้ท่านประธานครับ ใครที่ได้ดูทีวี ติดตามข่าวตอนที่เรามีปัญหา กับประเทศเพื่อนบ้าน ท่านประธานจะเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านเรามีรถชนิดนี้ขับขนทหาร มายังบริเวณพื้นที่ที่เป็นที่สู้รบ เราคนไทยรักหวงแผ่นดินไทย เราก็ต้องรักหวงชีวิตทหารเรา เหมือนกันครับ ในขณะที่เขานั่งรถหุ้มเกราะมารบกับเรา จะให้เราเดินเท้าไปรบกับเขาเหมือน เมื่อก่อนมันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันมีความจําเป็น เราก็ต้องจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือ ยุทโธปกรณ์ที่เพียงพอสําหรับการที่จะดูแลอธิปไตยของประเทศ ผมไปศึกษาดูถึงแม้ว่าทํา ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ ทําในสมัยนายกรัฐมนตรีสมชายของพวกท่าน ผมก็เห็นว่า เขาทําถูกต้องในแนวความคิด
ประเด็นต่อมา ก็คือเมื่อทําถูกต้องแล้วการจัดซื้อจัดหาทําอย่างไร ผมก็ไปดูครับ การจัดซื้อจัดหาคราวนี้เขาเป็นสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ จีทูจี (G to G) ผมไม่สงสัยว่านายกรัฐมนตรี สมชายได้ประโยชน์ หรือว่าท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ได้ประโยชน์ครับ เพราะเป็นการสัญญา ระหว่างรัฐต่อรัฐ การค้าขายระหว่างรัฐต่อรัฐ ผมไม่คิดว่าจะมีใครที่จะไปแสวงหาประโยชน์ อะไรได้ แล้วรถยานเกราะล้อยางนี้ก็เป็นเครื่องมือยุทโธปกรณ์ที่ถือกันว่าทันสมัย เป็นประโยชน์ สําหรับสถานการณ์ที่มีภูมิประเทศอย่างบ้านเรา สิ่งที่เกิดปัญหาขึ้นมีนิดเดียว ท่านประธานครับ ทางประเทศเยอรมันเขาเกิดเปลี่ยนแปลงเรื่องเครื่องยนต์ เดิมเป็นเครื่องยนต์เบ็นซ์ (Benz) ตอนหลังต้องเปลี่ยนมาเป็นเครื่องยนต์เอ็มทียู (MTU) ทางฝ่ายไทยก็ศึกษาแล้วว่าเครื่องยนต์ เอ็มทียูที่เขาเสนอมาใหม่แรงม้ามากกว่า คุณภาพดีกว่าเครื่องเบ็นซ์เก่า เครื่องเบ็นซ์เก่า เป็นเครื่องยูโร ๑ (Uro one) รุ่น ๑ อันนี้เป็นยูโรซี (Uro C) รุ่น ๓ ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรที่จะ เสียหายอะไร เพียงแต่ว่าเมื่อเปลี่ยนเครื่องยนต์ก็ต้องเปลี่ยนเงื่อนไขในสัญญาที่เคยระบุว่า ต้องใช้เครื่องยนต์เบ็นซ์ก็เปลี่ยนมาเป็นเครื่องยนต์เอ็มทียู ในส่วนของการส่งมอบที่ท่านเชาวรินธร์ บอกว่านายกรัฐมนตรีสมัครสั่งการเอาไว้ว่าให้ สตง. ไปร่วมตรวจรับด้วย มาตรวจรับมอบ แล้วเวลาส่งมา ๒ คันแรกก็ไม่ได้ตรวจรับ ข้อเท็จจริงไม่ใช่เป็นอย่างนั้นครับ ๒ คันแรกที่เขา ส่งมาให้ไม่ต้องตรวจรับครับ เพราะเขาส่งมาให้เราใช้ฝึกทหาร เอามาถึงก็ส่งเข้าโรงซ่อม ไปถอดประกอบ เผื่อว่าเรื่องของการบํารุงรักษา การใช้งานต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ของเราจะได้ฝึก ใช้ประโยชน์ได้ ชุดที่ ๒ สิครับ ที่ส่งมา ๑๒ คัน เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๔ นี้ อันนี้ได้ตรวจรับแล้วครับ เอาไปทดสอบแล้วไปตรวจรับแล้ว แล้วทางกองทัพบกก็ได้มีหนังสือเชิญไปยังสํานักงาน ตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้มาร่วมตรวจรับตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเคยสั่งการเอาไว้ แต่ว่าทางสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน สตง. แจ้งว่าไม่สามารถมาร่วมทําการตรวจรับได้ เพราะไม่ได้เป็นหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการตรวจรับ นี่ครับหนังสือของ สตง. อยู่ในมือผมนี่ครับ ลงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ แจ้งเรียนเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบกแล้วก็บอกว่าที่มาร่วมตรวจไม่ได้ เนื่องจากสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบภายนอกของส่วนราชการ จึงไม่อาจ ไปร่วมสังเกตการณ์ในการร่วมรับดังกล่าวได้ เพราะฉะนั้นที่ไปพูดจาแล้วทําเป็นตั้งข้อสงสัย ในทํานองให้คนเข้าใจทางกองทัพบกผิดนั้น ผมคิดว่าเป็นบาปเปล่า ๆ นะครับ ท่านประธานครับ และผมก็อยากจะให้มีความเข้าใจให้ตรงกันตามนี้ด้วย อันนี้ก็ขอเรียนให้ทราบ
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องรถยนต์ที่ถูกเผาครับ รูปที่ท่านเอามาแสดงเมื่อสักครู่ เรื่องรถยนต์ ที่ถูกเผา แล้วท่านบอกว่าไม่รู้ใครเผา สงสัยว่ารัฐบาลเผาเอง แล้วโยนความผิดให้กับผู้ชุมนุม ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่ารัฐบาลไม่ได้ทําหรอกครับ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทํา รูปที่ท่านเอา มาแสดงนั้นเป็นรูปที่เกิดขึ้นในระหว่างการที่พวกท่านได้ก่อการจลาจลขึ้นมาในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๒-๑๓ เมษายน ปี ๒๕๕๒ ครับ ในวันที่ ๑๒ เมษายน จะมีรถยนต์โดยสารประจํา ทางถูกเผา ๒๗ คัน ที่บริเวณแยกยมราช ๕ คัน ที่แยกผ่านฟ้าลีลาศ ถนนหลานหลวง ๑๐ คัน ที่แยก จปร. ๕ คัน ที่บริเวณหน้าบริษัทการบินไทย หลานหลวง ๔ คัน ที่บริเวณถนนประชาธิปไตย ก่อนถึงแยกประชาเกษม ๑ คัน ที่แยกวังแดง ๑ คัน แล้วก็ที่บริเวณหน้าสํานักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์ ๑ คัน นี่เฉพาะวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๗ คัน วันที่ ๑๓ เมษายน ก็เผาอีก ๘ คัน ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่หน้าตลาดเทเวศร์ ที่แยกพระรามเก้า ที่อาคารฟอร์จูน บริเวณหน้าอาคารฟอร์จูน ทาวน์ ที่บริเวณแยกประตูน้ํา ที่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนันทา ที่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเทเวศร์ ทั้งหมดนี้ครับ ทางกระทรวง คมนาคม ทาง ขสมก. เขาไม่ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ คดีอยู่ที่ สน. นางเลิ้ง สน. สามเสน สน. ดินแดน สน. ห้วยขวาง ได้มีการบันทึกลงรับเรื่องราวร้องทุกข์ เจ้าหน้าที่กําลังได้ พยายามที่จะติดตามหาผู้กระทําความผิด แต่ก็ยังไม่ได้ แต่ที่ผมต้องยืนยันกับท่านประธานว่า ที่คุณเชาวรินธร์ลุกขึ้นมาอภิปรายและพูดจาให้คนเข้าใจในทํานองว่ารัฐบาลนี้ทําเอง แล้วโยน ความผิดใส่ผู้ชุมนุม คุณเชาวรินธร์ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องเผารถเมล์นะครับ ที่บอกว่ารัฐบาลทําเอง และโยนความผิดให้ผู้ชุมนุม คุณเชาวรินธร์ยังพูดไปถึงเรื่องของรถแก๊สที่ดินแดง ที่รางน้ํา ที่โรงพยาบาลสงฆ์ แล้วคุณเชาวรินธร์ยังเลยเถิดไปบอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคราวนั้นมีคน เสื้อแดงบาดเจ็บ มีคนเสื้อแดงล้มตาย มีศพหายไป ขนศพหนี ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนว่าคุณเชารินธร์บิดเบือนข้อเท็จจริง ผมจะเรียนเรื่องจริงให้ท่านประธานฟังครับ เรื่องจริงนี่เป็นเรื่องที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้ดําเนินการลุกขึ้นก่อจลาจลเผาบ้านเผาเมือง เมื่อปี ๒๕๕๒ วันนี้คุณเชาวรินธร์เอามาพูดคนอาจจะลืมเรื่องราวไปแล้ว ผมทบทวนให้ ท่านประธานฟังครับ ที่ผมได้บอกว่าคนเสื้อแดงเขาลุกขึ้นไปเผาบ้าน เผาเมือง เผารถเมล์ เอารถแก็สไปจอดที่ดินแดง ที่โรงพยาบาลสงฆ์ ที่ซอยรางน้ํา พวกนี้ทําทั้งนั้น ทําเพราะ มีเป้าหมาย คนพูดต้องมีเหตุมีผลครับ ท่านประธานครับ ที่ใส่ร้ายรัฐบาลว่ารัฐบาลเป็นคนทํา รัฐบาลทําทําไม พวกผมเป็นรัฐบาล พวกผมมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง คนเป็นรัฐบาลที่ไหนจะลุกขึ้นมาก่อจลาจลให้มันเสียหายกับความรับผิดชอบของตัวเอง แต่ว่าที่คนเสื้อแดงเขาลุกขึ้นมาก่อเหตุจลาจลเขามีเป้าหมาย เขามีจุดมุ่งหมายชัดเจน จุดมุ่งหมายอะไรครับท่านประธานครับ เขาดําเนินการเคลื่อนไหวต่อสู้โดยมีระบบอย่างวางแผน ล่วงหน้า แบ่งงานกันทํามาชัดเจน เพื่อช่วยเหลือ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ช่วยให้ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับประเทศ เพื่อช่วยให้ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับมาโดยไม่ต้องติดคุก เพื่อช่วยให้ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้ทรัพย์สินที่ถูกยึด ทรัพย์คืน นี่คือเป้าหมาย ผมทบทวนความให้ท่านประธานฟังครับเผื่อว่าท่านประธานลืมเรื่อง ไปแล้ว พันตํารวจโท ทักษิณ ที่ไปอยู่ต่างประเทศเดี๋ยวนี้ ที่จริงกลับมาเองวันไหนก็ได้ครับ ซื้อตั๋วเครื่องบินมาหรือเครื่องบินเช่าเหมาบินลงสนามบินสุวรรณภูมิวันไหนก็ได้ แต่ถ้ามาแล้ว ต้องถูกติดคุก เพราะฉะนั้นต้องเรียกร้องให้ลูกน้องเข้าไปช่วยเหลือ
เดี๋ยวให้จบเป็นราย ๆ ก่อน ท่านประท้วงอะไร
คือท่านตอบ ข้อซักถามของผมที่ผมบอกว่าผมไม่ไว้วางใจกรณีที่ดินแดงนั้น ก็คือไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ก็กล่าวหาว่า รัฐบาลเป็นคนทําเอง แต่ผมพูดด้วยเหตุด้วยผลว่ามันตั้ง ๒ ปี ยังจับผู้ต้องหาไม่ได้สักคน แล้วท่านมาชี้แจง ท่านไปพูดถึง พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ทําไม ท่านเอาเปรียบเขา หรือเปล่า เขาไม่ได้อยู่ในประเทศ ท่านพูดอย่างนี้ท่านเอาเปรียบเขา ผมว่ามันไม่จําเป็น ต้องไปพูดถึง พันตํารวจโท ทักษิณ แล้วข้อเท็จจริงก็ไม่เคยปรากฏตรงไหนเลยว่า พันตํารวจโท ทักษิณ จะใช้ให้คนเสื้อแดงทําโน่นทํานี่ ก็ช่วงขณะนี้เขาไม่อยู่ในประเทศ มันไม่เป็นการโหดร้ายทารุณเกินไปหรือ สําหรับคนที่นับถือศาสนาพุทธ แล้วท่านก็บอกว่า ผมบิดเบือนข้อเท็จจริง ท่านนั่นละเป็นคนบิดเบือนข้อเท็จจริง ไปฟังเทปได้ตลอดเวลา ที่ผมอภิปราย ๓๐ กว่านาที ผมไม่ได้พูดคําว่า โรงพยาบาลสงฆ์แม้แต่คําเดียว ท่านนั่นละ เป็นคนบิดเบือนข้อเท็จจริง
ท่านเชาวรินธร์ครับขอความ กรุณาให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านพูดให้จบก่อน
ชี้แจงผมสิ ไม่ต้องไปอ้าง คนอื่น อย่าไปพูดถึง พันตํารวจโท ทักษิณ นี่ ร้อยตํารวจโท ไม่ใช่ พันตํารวจโท
คุณวิเชียร ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขํา ผมขออนุญาตประท้วงผู้อภิปรายชื่อว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งกล่าวพาดพิงถึง บุคคลภายนอกแล้วให้บุคคลภายนอกได้รับความเสียหายตามข้อบังคับที่ ๖๑ เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า การกล่าวหาคนเสื้อแดงว่าเขาเผาบ้านเผาเมืองนั้น แล้วก็ กล่าวหาว่าเขาดําเนินการเพื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณ แล้วกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ต้องการกลับประเทศไทยโดยไม่ต้องติดคุก เป็นการกล่าวหาลอย ๆ คนเสื้อแดงเขาต่อสู้เพื่อ ระบอบประชาธิปไตยที่พวกคุณทั้งหลายอุ้มอยู่ เพราะฉะนั้นคํากล่าวเหล่านี้ถ้าเป็นบุคคลอื่นกล่าว เขาก็บอกให้ถอน แต่คนอย่างผม ผมบอกไม่ต้องถอนครับ พูดไปให้เลอะเทอะไปเต็มที่เลย แต่ว่าคุณกล่าวหาบุคคลภายนอกให้ได้รับความเสียหาย คุณเป็นรองนายกรัฐมนตรี คุณก็ต้อง ใช้สํานึกตัวเอง ให้คิดเอาเองว่าถูกหรือไม่ถูก แล้วพรุ่งนี้เจอกันว่ารถเมล์ที่เผาบ้านเผาเมือง ใครเป็นคนเผาเดี๋ยวผมจะพูดให้ดู
พอแล้วครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี ต่อครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านประธานครับ การอภิปรายของผม ผมต้องการให้เกิดความชัดเจน เรื่องที่ เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เกิดมานานแล้ว คนลืมไปแล้ว คนฟังที่ฟังอยู่ ที่ติดตามอยู่ก็นึกไม่ออกว่า เกิดอะไรขึ้น ผมก็ประสงค์ที่จะกราบเรียนให้ทราบว่ารัฐบาลไม่ได้ทํา ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาล ไปใส่ร้ายคนชุมนุมอย่างที่คุณเชาวรินธร์กล่าวหา แต่เป็นเรื่องที่ผู้ชุมนุมทําขึ้นเอง ถ้าผมบอก แค่นี้มันก็ไม่มีเหตุมีผลครบถ้วนสิครับ ผมก็ต้องทวนความให้ฟังว่าที่เขาทําเพราะเขามี เป้าหมาย เป้าหมายของเขาก็คือว่าช่วยให้ พันตํารวจโท ทักษิณ ได้กลับประเทศ กลับมาโดย ไม่ต้องติดคุก ที่ต้องช่วยเขาเพราะว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ณ ขณะนี้กลับประเทศไม่ได้ ถ้ากลับมาวันไหนติดคุกเมื่อนั้น ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ท่านประธานที่เคารพครับ มันมี ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ผมพูดลอย ๆ เมื่อวันที่ ๒๑ เดือนตุลาคม ๒๕๕๑ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้มีคําพิพากษาให้จําคุก พันตํารวจโท ทักษิณ ๒ ปี คุณทักษิณก็เลยหนีไปต่างประเทศอย่างไรครับ
ประท้วง เชิญครับประท้วง อะไร เมื่อกี้เห็นท่านบอกว่าให้พูดให้เต็มที่
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธาน ที่ท่านประธานปล่อยให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ให้บุคคลภายนอกได้รับความเสียหายถึง ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือกลุ่มคนเสื้อแดง ส่วนที่ ๒ คือ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กล่าวหาว่ากลุ่มคนเสื้อแดงทํางานมีเป้าหมาย เผาบ้าน เผาเมืองเพื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณ เขาทําเพื่อการเรียกร้องประชาธิปไตย คือผมไม่ต้องการ ให้ถอน แต่ท่านประธานต้องไม่ปล่อยให้พูดอีก นี่คือข้อประท้วงของผม
คือท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านก็จะตอบท่านเชาวรินธร์ ท่านก็เท้าความถึงเรื่องเดิม ท่านสรุปก็แล้วกันครับ
ท่านประธานครับ ทุกอย่าง ก็อยู่ในกฎเกณฑ์กติกา ท่านก็มีเวลาอภิปราย เวลาของท่านก็เหลือตั้ง ๓๐-๔๐ ชั่วโมง ผมก็ตอบในเวลาของผม ก็เป็นหน้าที่ผมครับท่านประธานที่จะต้องอธิบายให้ชัดเจน มิฉะนั้น คนฟังเขาจะเข้าใจได้อย่างไร อยู่ ๆ ผมจะไปกล่าวหาว่าคนกลุ่มนั้นเขาลุกขึ้นมาเผาบ้านเผาเมือง ก็ต้องบอกว่าเขาเผาทําไม เหมือนที่ผมบอกว่าที่รัฐบาลไม่ได้ทํา รัฐบาลไม่ได้ทําเพราะเหตุอะไร ท่านประธานครับ ข้อเท็จจริงก็คือว่าเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้จําคุก พันตํารวจโท ทักษิณ มีกําหนด ๒ ปี ทักษิณกลับบ้านไม่ได้ วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ได้แสดงพลังชุมนุมใหญ่เลยครับ ที่ราชมังคลา กีฬาสถาน แล้ว พันตํารวจโท ทักษิณ โฟนอินมาเลย บอกว่า วิธีที่จะทําให้ พันตํารวจโท ทักษิณ ได้กลับประเทศก็โดยอาศัยพลังของประชาชน ท่านประธานครับ นี่เป็นข้อเท็จจริงครับ แล้วผม ก็จะบอกว่า เพราะว่าพูดกันอย่างนี้ ทํากันอย่างนี้ วางแผนอย่างนี้ มันถึงได้นํามาสู่การเผาบ้านเผาเมือง ในวันที่ ๑๒-๑๓ เมษายน ๒๕๕๒ อย่างไรครับ
ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ประท้วงครับ
ได้ครับ
บอกแล้วให้ตอบผม อย่าไปอ้าง พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร แล้วผมไม่ได้พูดถึงเรื่องเผาบ้านเผาเมือง เผาอาคาร ผมถามว่าที่เผารถนั่น ทําไม ๒ ปีจับผู้ต้องหาไม่ได้ อย่างน้อยรถคันหนึ่งก็มีคนขับ มีกระเป๋า แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่าตั้ง ๒๗ คัน ทีแรกผมเข้าใจว่า ๔-๕ คัน ๒๗ คัน อย่างน้อย คนเกี่ยวข้อง ๕๐ กว่าคน ทั้งคนขับและกระเป๋า ทําไม ๒ ปียังจับผู้ต้องหาไม่ได้ นี่คือข้อสงสัยผม แล้วผมก็ทิ้งคําถามว่า หรือว่ารัฐบาลจะทําเพื่อสร้างสถานการณ์ นี่คือคําพูด ของผม แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีไปพูดถึง พันตํารวจโท ทักษิณว่าศาลฎีกา ก็ท่านไปจมอยู่ ที่รูไหนถึงไม่รู้หรือว่าพวกเสื้อเหลืองมันไปพูดที่ทําเนียบรัฐบาลว่าคดีอะไรก็ตามส่งมาถึง ศาลฎีกาก็จะตัดสินจําคุกไม่มีการรอลงอาญา ผมนี่ละเป็นคนได้ยินมาเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๑ แล้วผมนี่ละเป็นคนบอกนายกรัฐมนตรีทักษิณว่าท่านไปแล้วไม่ต้องกลับมา เอาชีวิตรอดไว้ก่อน แล้วจะบอกให้ว่าวันหนึ่งนายกรัฐมนตรีทักษิณจะกลับมา แล้วอีก ๑๐ ปี ค่อยแก้ ค่อยเก็บที่กลั่นแกล้งเขาไว้อย่างไร คุณนั่นละที่จะต้องคอยรับบาปที่ได้ทําไว้กับ คนอื่น อีก ๑๐ ปีก็ไม่สายครับ นายกรัฐมนตรีทักษิณจะมีโอกาสกลับประเทศไทย อย่างแน่นอนท่านประธาน แล้วไม่ใช่ว่าหนีเพราะศาลตัดสินจําคุก ๒ ปี ก็ศาลแพ่งบอกว่า การซื้อขายที่ดินคดีนี้เป็นโมฆะ ให้คุณหญิงพจมานคืนโฉนด ให้ ปรส. คืนเงินพร้อมดอกเบี้ย แล้วที่ตัดสิน ๒ ปี ผมบอกให้นายกรัฐมนตรีทักษิณฎีกา ให้ศาลฎีกาทบทวนใหม่ นายกรัฐมนตรีทักษิณยังบอกว่าไม่เป็นไรพี่ ไม่ต้องฎีกา ปล่อยมันไว้อย่างนี้ละ แล้ววันหนึ่ง นายกรัฐมนตรีทักษิณจะกลับมาเอาความยุติธรรมคืนให้แก่ตัวเอง แล้ววันนั้นรอง นายกรัฐมนตรีสุเทพค่อยรอรับผลกรรมที่คุณทําไว้ก็แล้วกัน ขอบคุณครับ
ประท้วงอะไรอีก
ท่านประธาน
เชิญ ประท้วงอะไร
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ วันนี้เป็นการอภิปราย ท่านสุเทพ ไม่ใช่ให้ท่านสุเทพมาอภิปรายท่านทักษิณ ผมฟังแล้วผมไม่เข้าใจ ผมว่าผม ประท้วงท่านประธาน ท่านประธานต้องใช้ข้อ ๘ ควบคุมเขาดี ๆ อีกสมัยหน้าท่านต้อง ไม่ไว้วางใจ เดี๋ยวท่านทักษิณกลับมาแน่นอน แล้วท่านจะได้ไม่ไว้วางใจ ผมอยากฝากท้าท่าน เลยครับ สมัยหน้าให้อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านทักษิณ เพราะตอนนี้ผมบอกได้เลย ผมบอกได้ เลยครับท่านประธาน ถ้าท่านพูดแบบนี้มันไม่เหมาะสมที่จะเป็นรองนายกรัฐมนตรี ไม่เหมาะสมเลย ท่านต้องตอบในข้อที่เขาถามท่าน แต่ท่านไปใช้ ไปใส่ร้ายกล่าวหาว่า ท่านทักษิณปลุกคนเสื้อแดง ไปปลุกตรงไหนครับ
ครับ พอแล้ว
ขนาดอยู่ต่างประเทศยังเป็นขนาดนี้เลย เขารักครับ เขารักท่านทักษิณ ขอบคุณครับ
ครับ ผมว่าพอสมควร ต่างคนต่างก็
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานนะครับ เพื่อที่จะกราบเรียนชี้แจงให้ชัดถ้อยกระทงความ ให้ครบทุกประเด็น ท่านประธานครับ อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วผมไม่ได้กล่าวหาลอย ๆ ผมบอกให้ได้ทราบว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร คุณทักษิณโฟนอินมาที่ราชมังคลากีฬาสถานว่า วิธีที่จะทําให้เขากลับประเทศได้ต้องอาศัยพลังประชาชน แล้วพอวันที่ ๒๔ มีนาคมก็ไปชุมนุม ที่สนามกีฬาจังหวัดพิษณุโลก แล้วก็โฟนอินมาอีก แล้วบอกว่า ใครเอาผมกลับคนนั้นมีบุญคุณ กับผม ชีวิตที่เหลือจะชดใช้ให้หมด นั่นคือสิ่งที่ผมจะทํา ก็ประกาศอย่างนี้ละครับ มันถึงได้ ถึงเหตุการณ์ที่มาชุมนุมล้อมทําเนียบในวันที่ ๒๕-๒๖ มีนาคม
มีผู้ประท้วงครับท่านรองนายกรัฐมนตรี
ประท้วงก็ไม่เป็นอะไรครับ
ประท้วงอะไรครับท่าน
ท่านประธานครับ ผม มานิตย์ จิตจันทร์กลับ ผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ถ้าหากว่าท่านประธานยังไม่ควบคุม การอภิปรายอย่างนี้ ให้ตอบเรื่องที่ไม่ตรงกับที่เขากล่าวหา แล้วไปเที่ยวกล่าวหาคนอื่นข้างนอก ถ้าอย่างนั้น ผมในฐานะที่เป็นผู้ไปปราศรัยสอนผู้คนที่เขาออกมาชุมนุมให้ไปประท้วง ให้ไป ต่อต้านคณะรัฐประหารซึ่งเป็นกบฏ แล้วยังมีรัฐบาลที่ไปร่วมมือด้วย ผมจะขออภิปราย ต่อจากท่านรองนายกรัฐมนตรี
ก็ถึงเวลาท่านก็อภิปรายได้ครับ
มิได้ครับ ท่านประธานต้องควบคุม การอภิปรายครับ อย่าให้นอกเรื่อง
ครับ ผมก็พยายามควบคุม
เดี๋ยวเจอแน่ครับ ผมต้อง อภิปรายแน่ แต่ว่าอย่า เดี๋ยวได้ฟังครับ
ก็ต้องให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกพาดพิง คือจะถอดถอนท่านทั้งที ท่านก็ต้องพูดเพื่อให้เข้าใจทุกฝ่าย ฉะนั้นฝ่ายหนึ่ง คือเป็นคนที่จะเอาท่านออก ท่านก็ต้องแก้ตัวท่านว่าท่านไม่ผิด ก็จําเป็นที่จะต้องตอบกัน เพราะว่าทั้ง ๒ ฝ่ายนี้เสมือนเป็นคู่กรณีครับ ผมก็คิดอย่างนี้นะครับ ฉะนั้นก็เปิดโอกาสให้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ตอบชี้แจง ถ้าประเด็นไหนมันไม่ถูกต้อง ท่านก็มีหน้าที่ในฐานะที่ ท่านเป็นผู้อภิปรายไม่ไว้ว่างใจ ก็มีหน้าที่ที่จะดําเนินการอภิปรายต่อได้ครับ ไม่มีปัญหา ต้องให้ความเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่ายครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมจะพูดอยู่ในกฎเกณฑ์ในกติกาแล้วก็ในเวลาที่มีสิทธิ แต่ว่าต้องทําให้ชัดเจนนะครับ ผมกราบเรียนเลยครับว่า พันตํารวจโท ทักษิณ นี่ได้ชักชวนคน ว่าช่วยให้เขาได้กลับประเทศ แล้วบอกว่าถ้าใครช่วยเขานี่ ถือว่ามีบุญคุณกับเขา เขาก็จะ ชดใช้ชีวิตให้
ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ๒ ท่านนั่นประท้วงอีกแล้ว
ในฐานะผู้อภิปราย แล้วรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ หรือคุณสุเทพนี่มาตอบชี้แจงผม ตอบเฉพาะประเด็นที่ผมถาม ตอบเฉพาะประเด็นที่ผมตั้งข้อสังเกต หรือตั้งข้อสงสัยอย่าไปลากเอาคนอื่นมายุ่ง ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวต้องเปิดโอกาสให้ผมชี้แจงบ้าง ผมไม่ได้ถามเรื่อง พันตํารวจโท ทักษิณ มาพูดกับผมทําไม เดี๋ยวไปกินกาแฟข้างนอก เดี๋ยวคุยกันข้างนอกเรื่อง พันตํารวจโท ทักษิณ จะมาพูดในนี้ทําไม คุณสุเทพ คุณก็เป็นนักการเมืองอาวุโส คุณมาอยู่บนนี้เพราะบุญเก่าผมจะบอกให้ เจ้าคุณปัญญา บอกเลยว่า สุเทพอยู่ได้วันนี้เพราะบุญเก่า แต่ชาติหน้าคุณไม่มีโอกาสอย่างนี้หรอกจะบอกให้ เลิกพูดถึง พันตํารวจโท ทักษิณ ถ้ายังพูดอีกผมประท้วงตลอด
ประท้วงอีก
ท่านประธานครับ สิทธิ ในการอภิปรายในสภาเป็นเรื่องที่เราจะต้องเปิดโอกาสตราบใดที่ไม่ทําผิดข้อบังคับ ท่านประธานครับ
ท่านหมอว่าอย่างไรนะครับ ผมว่าต้องให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีชี้แจงก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ ประสิทธิ์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ผมอยากให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีให้เกียรติคนอื่นบ้าง เดี๋ยวเขาพูดถึงครอบครัวท่านท่านจะรู้สึกอย่างไร อย่าให้ผมได้พูดถึงครอบครัวท่านนะครับ ท่านไปพูดถึงคนอื่น ผมว่าท่านอยู่ในเกม ในกฎในเกณฑ์นะ เขาถามอย่างไรท่านก็ตอบอย่างนั้น ไม่ใช่ท่านไปตอบไปด่าคนอื่น ไปใส่ร้ายคนอื่น กล่าวหาว่าเขาทําลาย เดี๋ยวผมก็พูดถึง ครอบครัวท่านแล้วจะทําอย่างไร จะเป็นอย่างไร
ผมว่าวันนี้อภิปรายไม่ไว้วางใจครับ ทุกฝ่ายก็มีเวลา ผู้เสนออภิปรายไม่ไว้วางใจก็มีเวลา ฝ่ายรัฐบาลเขาก็มีเวลา ฉะนั้นกระผมว่า ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิในการที่จะพูด เมื่อท่านแตะอะไรใครไม่ได้ อะไรต่าง ๆ นี้คนพูดเขาต้อง รับผิดชอบนะครับ ระเบียบกฎหมายมี เขาต้องรับผิดชอบ ท่านพูดท่านก็ต้องรับผิดชอบ ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดต้องรับผิดชอบ ฉะนั้นผมว่าเปิดโอกาสทุกฝ่าย ผมเป็นคนกลาง ก็จําเป็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย
(นายวิเชียร ขาวขํา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณวิเชียรมีอะไรหรือครับ ผมว่าประท้วง ต่อไปผมจะใช้ข้อบังคับโดยเคร่งครัดนะครับ
ผมประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ และข้อ ๖๑ ท่านประธานวินิจฉัยให้คนอื่นได้รับทราบตลอดเวลาว่า ห้ามกล่าวถึง บุคคลอื่น บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหาย ในทางที่เสียหาย แต่รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ กล่าวถึงบุคคลอื่น ซึ่งเขาไม่ได้ถามเรื่องประเด็นคุณทักษิณ เขาพูดเรื่องรถเมล์ เท้าความ ไปไกลผมว่าไม่ถูก ท่านประธานวินิจฉัยอย่างนี้ไม่ได้ครับ เวลาท่านประธานวินิจฉัยพวกผม ท่านประธานวินิจฉัยแบบนี้ แต่เวลาวินิจฉัยท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ท่านก็พูดอีกแบบหนึ่ง ไม่ได้นะครับ ถ้าพวกผมพูดพวกผมก็เท้าความถึงได้ครับ ท่านเอาลูกเอาเมียใครมาผมพูดได้ เหมือนกัน ท่านประธานวินิจฉัยต้องหยุดพูดประเด็นเรื่องนี้ครับ ประเด็นเรื่องคุณทักษิณ ก็ไม่เกี่ยวข้องครับ เรื่องรถเมล์ครับ คุณเชาวรินธร์ถามเรื่องรถเมล์ ประธานวินิจฉัย ให้ถูกต้องครับ
ผมก็วินิจฉัย แต่ว่าท่าน รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ท่านพูดถึงเรื่องเท้าความเรื่องเดิมก็ไปถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรี มันก็พันกันแล้วจะให้ผมไปห้ามไม่ให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีไม่ให้พูด ผมก็ไม่มีสิทธิ เพราะถ้า อาศัยข้อบังคับ ผมก็จะเรียนว่าข้อบังคับห้ามพูดถึงบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ขอความกรุณาท่านรองนายกรัฐมนตรีหยุดพูดถึงบุคคลภายนอกได้ครับ แล้วก็พวกคุณ ก็หยุดประท้วงได้ครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่เถียง ท่านประธานนะครับ แต่ผมชี้แจงว่ามันเป็นกรณีที่ต้องอธิบาย เป็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน แต่ผมจะข้ามมาอย่างนี้เลยครับท่านประธานว่า เพราะเหตุที่มีการเริ่มต้นกันมาอย่างนี้จึงได้มี การปลุกระดมยุยงประชาชนให้มาชุมนุมในวันที่ ๒๕ มีนาคม แล้ววันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๒ ก็มาล้อมทําเนียบรัฐบาลเอาไว้หมดทั้ง ๔ ด้าน ตั้งเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาล โจมตีสถาบัน องคมนตรี โจมตีกองทัพ แล้วก็มีประกาศเชิญชวนถ่ายทอดไปยังประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัด บอกว่าถ้ารัฐบาลกระทํารุนแรง ให้ทุกคนไปที่ศาลากลางจังหวัดทันที นี่ปลุกกันไว้อย่างนี้ เร้ากันไว้อย่างนี้ แล้วตลอดเวลาครับท่านประธาน ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคมเป็นต้นมาได้ก่อเหตุ รุนแรงวุ่นวายทั่วกรุงเทพฯ ไม่ใช่มาชุมนุมเฉย ๆ ตามปกติ ทํายุทธวิธีที่เขาเรียกว่า ดาวกระจาย ไปกระทรวงคมนาคม ไปกระทรวงการคลัง ไปศาลรัฐธรรมนูญ ไปปิดสามแยก สี่แยก เอายางรถยนต์ เอาถังแก๊สมาจุดไฟเผา ควันโขมงไปทั้งกรุงเทพมหานคร ปิดการจราจรหมด ท่านประธานที่เคารพครับ สร้างบรรยากาศเหมือนประหนึ่งว่า กรุงเทพฯ ในขณะนั้น
คุณเชาวรินทร์ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านไม่ได้พูดถึงบุคคลภายนอกครับ ท่านพูดถึงเนื้อหาสาระ ท่านมีสิทธิที่จะพูดได้ครับ
เรื่องนี้รอจตุพรพรุ่งนี้ รอจตุพร ผมถามเมษายน ๒๕๕๒ ไม่มีเผาบ้านเผาเมืองที่ไหน มีแต่เผารถเมล์อย่างเดียว อย่าไปตอบนอกคําถามผมสิ ถ้าท่านอยากจะพูดอีก ผมประท้วงด้วยการเดินออกไม่ฟัง กูไม่ฟังมึง ไม่ต้องเชิญ เสือกทําไม อยู่เฉย ๆ ไอ้จรกานั่งลง ไอ้จรกา
นี่คุณเชาวรินธร์ รักษามารยาทครับ รักษามารยาททุกท่านนะครับ โปรดรักษามารยาทครับ เราเรียบร้อยมาตลอดเมื่อวานนะครับ วันนี้ก็ควรเรียบร้อยตลอด ท่านอภิชาตนั่งลงเถอะครับ คุณเชาวรินธร์ช่วยกรุณาเถอะครับ ไม่ฟังก็ไม่เป็นอะไร พักผ่อนได้ครับ เรื่องนี้ก็จบแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ตอนอภิปราย ไปแล้วจะฟังหรือไม่ฟังก็บันทึกอยู่ในสภาแล้วละครับ ผู้ที่ถูกอภิปรายก็มีหน้าที่ที่จะต้องชี้แจง ให้ครบถ้วน ผมขออนุญาตท่านประธานชี้แจงต่อว่าเมื่อได้มีการเผาบ้านเผาเมืองกันอย่างนั้น ถึงได้ลามมาถึงการเผารถเมล์ ถึงได้เอารถเมล์จํานวน ๓๕ คันมาจุดไฟเผา แล้วตํารวจก็ได้รับ คดีครับ ไม่ได้ละเลย อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่า สน. นางเลิ้ง สน. สามเสน สน. ดินแดง สน. ห้วยขวาง เขาก็รับคดีไปทําการสอบสวนอยู่ เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่เลิกครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กรณีที่เผาบ้านเผาเมืองอย่างนี้มันไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ยังก่อจลาจลวุ่นวาย มากขึ้นไปอีกครับ ไปล้มการประชุมสุดยอดผู้นําอาเซียนที่พัทยา แล้วกลับมาเฉลิมฉลองกัน ในกรุงเทพฯ ทั้ง ๆ ที่บ้านเมืองเสียหาย ชื่อเสียงประเทศไทยยับเยิน คนที่นําไปก็คือนายอริสมันต์ นําไปพังการประชุมอาเซียน เราก็ต้องออกหมายจับ เจ้าหน้าที่ตํารวจต้องไปควบคุมตัว
มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ผมบอกท่านอยู่ ไม่ตอบตรงประเด็นครับท่านประธาน ไปตอบอะไรก็ไม่ทราบ เพื่อจะไปใส่ร้ายคนอื่น พวกผม ไม่เคยไปแย่งใคร ไม่เหมือนท่าน
เอาละครับ นั่ง ๆ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ก็ขอความกรุณากระชับ เดี๋ยวเราจะเข้า กระทรวงคมนาคมต่อนะครับ เอาเฉพาะประเด็นที่ถูกซักถามก็แล้วกันนะครับ
เมื่อสักครู่ท่านประธาน ไม่ได้นั่งอยู่ ผมทวนความให้ท่านประธานฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
เดี๋ยวครับท่านอย่าเพิ่ง เดี๋ยวครับ นั่งลงก่อนครับ ท่านประท้วงหรือทําอะไรครับ เดี๋ยวนั่งก่อน ผมกําลังหารือกับท่านรองนายกรัฐมนตรีอยู่ครับ ประท้วงอะไรครับ
ผมประท้วงท่านประธานครับ ท่านประธาน ก็ถือว่าเป็นประธานคนเดิมที่ผมประท้วง ท่านประธานปล่อยให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พูดถึงบุคคลภายนอกต่อเนื่องมา ผมถึงอยากกราบเรียนว่าอย่างนี้ เอาอย่างนี้ไหมครับ พรุ่งนี้ ตั้งแต่บ่ายโมงเป็นต้นไป พวกผมมี ๔ คน ว่าเรื่องเสื้อแดงโดยเฉพาะเลย ท่านมานั่งตั้งแต่ บ่ายโมงมาเจอกันตอนนั้นมันจะได้จบ ณ วันนี้มันไม่สนุกครับ เอาพรุ่งนี้สนุกกว่าครับ อย่างนี้ ดีกว่าครับ หยุดเถอะครับท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
ก็ขอความกรุณาท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพสรุปเอาประเด็นเฉพาะ ผมก็ฟังอยู่ตลอด นะครับ เขาถามเรื่องคดีเผารถไปถึงไหน ท่านก็ได้ชี้แจงแล้วว่าคดีอยู่ระหว่างดําเนินการ ผมว่าเอาแค่นี้ เดี๋ยวเราจะได้เข้ากระทรวงคมนาคมต่อ
ไม่ใช่แค่นั้นครับท่านประธาน ท่านประธานฟังไม่หมดครับ ท่านประธานต้องกรุณาระวังนิดหนึ่ง ผมพยายามจะระมัดระวัง ท่านประธานฟังผมชี้แจงก่อน
เชิญ ๆ
ท่านประธานต้องฟังผม ชี้แจงก่อน เพราะว่าท่านประธานฟังคนอื่นชี้แจง
เชิญครับ
ท่านประธานต้องได้ยินว่าเขา กล่าวหาว่ารัฐบาลใส่ร้ายพวกเขา รัฐบาลทําให้คนเจ็บ ทําให้คนตาย รัฐบาลขนศพหนี ศพหาย ท่านประธานได้ยินหรือเปล่าครับ
เชิญต่อครับ
ถ้าได้ยินต้องให้ผมชี้แจง ผมก็จะได้ชี้แจงว่ารัฐบาลไม่ได้ทํา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการจลาจลเมื่อวันที่ ๑๒-๑๓ เมษายน ที่เผาบ้านเผาเมือง เผารถเมล์ เผารถไฟ เผารถเมล์นี่เป็นเรื่องที่รัฐบาลจําเป็นที่จะต้องรักษา ความสงบเรียบร้อย ทําให้บ้านเมืองคืนกลับสู่ความสงบเรียบร้อย แล้วในการปฏิบัติการดูแล รักษาความสงบเรียบร้อยคลี่คลายสถานการณ์ของรัฐบาลในคราวนั้น รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐไม่ได้ทําให้ใครตายเลย ไม่ได้ทําให้ใครตายเลยแม้แต่คนเดียว กรณีที่เกิดการตายกันขึ้น ในวันนั้นมีเพียง ๒ รายเท่านั้นท่านประธานครับ
เดี๋ยวมีผู้ประท้วงอีกนะครับ ท่านวิชาญประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ครับ ขออนุญาตครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกําลังกล่าวคําเท็จในสภา แล้วก็กล่าวไม่ตรงกับ สิ่งที่ท่านพูด เพราะว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นมันไม่จริงครับ ผมเรียนว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในเรื่องของ การตอบนี่เบี่ยงเบนประเด็น ไม่ตรงกับประเด็น แล้วก็ผิดข้อบังคับในส่วนหนึ่งนั้นท่านประธาน ครับ ท่านประธานจําได้ไหม ขณะที่มีการชุมนุมนี่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เรื่องการสลายการชุมนุม ผมพยายามที่จะให้เปิดเผยในเรื่องการสลายการชุมนุมในฉบับนั้น เขาเรียก สงกรานต์เลือด ที่เขาพูดกัน ท่านนายกรัฐมนตรีเอาเรื่องไปแล้วไม่สามารถนําเรื่อง กลับมาพูดจาในสภาแห่งนี้ ความกระจ่างมันอยู่ในหนังสือเล่มที่เราได้ศึกษากันมา แต่ไม่มี ความพยายามที่จะให้เปิดเผย กลายเป็นว่าทําหนังสือทวงถามไปนี่ ท่านวิทยาทําหนังสือไป ขอว่าขอเอกสารเล่มนั้น ฉบับนั้น วันนี้ได้รับคําตอบอย่างไรครับ ไม่อนุญาตให้เปิดเผย นี่คือ หนังสือที่บอกมาครับ ของสภา คณะกรรมการชุดนั้นที่ตั้งขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้โดยตรงว่ารถเมล์ เผาอย่างไร การสลายการชุมนุมอย่างไร คนตายแบบไหน พลทหารโดนอะไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คนอยากทราบครับ สภาเป็นคนดําเนินการนี่ คุณสมศักดิ์
เอาละครับ พอแล้ว ผมวินิจฉัยนะครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ก็ท่านประท้วงโดยอ้างว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดบิดเบือน ไม่ตรงความเป็นจริง ใช่ไหมครับ ทีนี้อยากเรียน ท่านว่าขณะนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีกําลังกล่าวชี้แจง ก็เป็นข้อมูลที่ท่านได้ให้ต่อ ประชุมสภา ส่วนจะจริงจะเท็จอย่างไร ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการที่กําลังสืบสวนสอบสวน กันอยู่ ก็ทั้ง ๒ ฝ่ายยังหาข้อสรุปไม่ได้ ฉะนั้นก็คิดว่าประเด็นนี้เราอย่าเอามาเป็นประเด็นที่ โต้แย้งกันนะครับ เอาไว้พรุ่งนี้ก็ยังมีโอกาสที่จะต้องอภิปรายเรื่องนี้โดยเฉพาะ ฉะนั้นวันนี้ ท่านก็ได้แสดงความคิดเห็นแล้ว นั่งลงครับ นั่งลงครับ พอแล้วไม่ประท้วงแล้วครับ นั่งเถอะครับ นั่งเถอะครับ จะได้เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีต่อ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตชี้แจงต่อนะครับ ที่กล่าวหาว่ารัฐบาลทําให้คนเจ็บทําให้คนตายรัฐบาล ทําศพหาย รัฐบาลขนศพหนีนั้น ผมขอกราบเรียนยืนยันว่าการปฏิบัติการของรัฐบาลในคราว นั้นตั้งแต่ต้นจนจบจนกระทั่งคลี่คลายสถานการณ์คือกลับสู่สถานการณ์ปกติในวันที่ ๑๔ เมษายน เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ทําให้ใครตายเลยแม้สักคนเดียว กรณีที่มีคนตายนั้นเกิดขึ้น ในระหว่างนั้นจริงครับ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ตอนเวลาบ่ายสามโมงครับ ที่ตลาด นางเลิ้ง ชื่อนายทัศนชัย เปี่ยมชื่น อายุ ๑๖ ปีเป็นเด็กครับ แล้วก็นายฐิติกร แฉ่งขําโฉม อายุ ๑๖ ปีเหมือนกัน ๒ คนนี้เป็นคนเจ็บ คนตายอีก ๒ คนครับท่านประธานที่เคารพครับ แต่ว่า มันเกิดที่นางเลิ้ง ไม่ได้เกิดในเหตุการณ์ที่มีการแก้ไขปัญหาโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ คนตาย ที่นางเลิ้งชื่อ นายป้อม ผลพันพัว อายุ ๕๔ ปี ถูกยิงเข้าที่ลําตัว นายยุทธการ จ้อยช้อยชด อายุ ๑๙ ปี ถูกยิงด้านหลังทะลุหน้าท้อง ๒ คนนี้ตายในเหตุการณ์วันที่ ๑๓-๑๔ เมษายน แต่ว่าไม่ได้ตายด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐครับ ผมไปดูสํานวนที่ สน. นางเลิ้งครับ เขาบอกว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะว่าคนที่มาชุมนุมนํารถประจําทางมาปิดกั้นการจราจรบริเวณ แยกพะเนียงแล้วจะจุดไฟเผา ชาวตลาดนางเลิ้งก็รวมตัวกันมาต่อต้านเคลื่อนย้ายรถประจําทาง คันนี้ออกไป แล้วทําให้เกิดการโต้เถียงทะเลาะวิวาทกันขึ้น จนที่สุดตํารวจ สน. นางเลิ้งก็นํา กําลังมาระงับเหตุ ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมง แต่พอมาเวลาทุ่มครึ่ง กลุ่มคนเหล่านั้น กลับมาอีกครับ ๗๐-๘๐ คนเห็นจะได้ ก็เคลื่อนตัวมาที่แยกพะเนียงอีก ชาวตลาดนางเลิ้งเขา ก็กลัวว่าจะมาเผาตลาดนางเลิ้ง เขาก็ออกมารวมตัวต่อต้าน คนพวกนี้ละครับ ยิงชาวตลาด นางเลิ้งตาย ๒ คน ยิงตาย ๒ คนแล้วก็บาดเจ็บ ๕ คน ท่านประธานครับ คนที่บาดเจ็บ มีทั้งเด็ก มีทั้งผู้หญิง เด็กอายุ ๑๖ ปี ๒ คน ชื่อนายทัศนชัย เปี่ยมชื่น กับนายฐิติกร แฉ่งขําโฉม ผู้หญิงอีกคนหนึ่งครับ ชื่อ นางยุพา วิเศษพาณิช คนเหล่านี้อํามหิตท่านประธานครับ ยิงคนจาก ข้างหลัง ยิงผู้หญิง ยิงเด็ก แล้วก็วันนี้พยายามที่จะมาใส่ร้ายว่ารัฐบาลเป็นคนทํา ผมเรียนกับ ท่านประธานว่ารัฐบาลไม่มีความโกรธเคืองกับประชาชนที่นางเลิ้งเลย
เดี๋ยวท่านวิชาญ ประท้วงอะไรอีกครับ
ท่านประธานครับ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ พรรคเพื่อไทยครับ ขออนุญาตอีกครั้งท่านประธาน ท่านประธานต้องใช้อํานาจ ในการควบคุมดูแลการประชุม เพราะท่านปล่อยท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพพูดอย่างนี้ มันไม่ได้อยู่วาระการสอบถาม ท่านกว้างเกินไปครับ ถ้าพรุ่งนี้ ท่านตอบพรุ่งนี้ดีกว่า แล้วผม เรียนว่าท่านอนุญาตไหมครับ เอาหนังสือเล่มที่เราได้ศึกษาเรียบร้อยแล้วจากกรรมการ มีรายละเอียดที่ท่านพูดทั้งหมดครับ ใครตายอยู่ตรงไหน
นั่งลงครับ ผมวินิจฉัย คืออย่างนี้ครับท่านก็คงได้ฟังผู้อภิปรายที่ยื่นญัตติกล่าวหาก็มีประเด็น ที่พูดถึงว่ามีคนเจ็บคนตายในวันดังกล่าวนี้ ขณะนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านก็ชี้แจงว่า มันไม่มีตรงที่เกิดเหตุตรงไหน แต่มันมีตรงไหนก็เป็นข้อเท็จจริงข้อมูลที่ท่านก็ชี้แจง ให้ที่ประชุมฟัง ก็ฟังท่าน เดี๋ยวก็จะจบเรื่องนี้แล้ว เชิญต่อครับ
(ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านเชาวรินธร์ครับคืออย่างนี้ครับท่านเชาวรินธร์ผมเรียนให้ที่ประชุมทราบแล้วครับ ก็เป็น คํากล่าวที่ท่านเชาวรินธร์ได้กล่าวว่ามีคนเจ็บคนตาย ขณะนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านก็ ขึ้นมาชี้แจงข้อเท็จจริง คือผมไม่ให้พูดแล้วครับ จะให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดให้จบก่อนนะครับ พอแล้วครับ นั่งเถอะครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนกับท่านประธานว่ากรณีที่มีคนตายที่นางเลิ้ง ๒ คน คือนายป้อม ผลพันพัว กับนายยุทธการ จ้อยช้อยชด และมีคนเจ็บอีก ๕ คนนั้น ไม่ใช่การกระทํา ของรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่มีความโกรธเคืองอะไรกับคนที่นางเลิ้ง รัฐบาลไม่มีเหตุที่จะต้อง ไปยิงคนที่นางเลิ้ง แต่ว่าคนที่นางเลิ้งที่ถูกยิงเพราะทะเลาะกับผู้ที่มาชุมนุม เพราะผู้ที่มา ชุมนุมไปดําเนินการเล่นงานเขา เหมือนกับที่ผู้ชุมนุมไปทะเลาะกับประชาชนที่เพชรบุรี ซอย ๗ ที่ยมราช ที่แยกอุรุพงษ์ นี่คือเหตุผลที่ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าที่มาอ้างว่า มีคนเจ็บ มีคนตายและมีศพหายนั้น ไม่ใช่ ไม่เป็นความจริง ศพ ๒ ศพ ที่ตายนี้ก็ไม่หายครับ เจ้าหน้าที่พิสูจน์ มีคนไปแจ้งความขณะนี้สํานวนก็ยังอยู่ที่ สน. นางเลิ้งอยู่ ก็พยายามที่จะ ติดตามหาคนผิดอยู่ต่อไป ที่มาบอกว่ารัฐบาลขนศพหนีนั้น บิดเบือน ใส่ร้าย ไม่เป็นจริง พยายามเอาเรื่องนี้มาโฆษณาชวนเชื่อมาเป็นปี ๆ แล้วครับ แต่ว่าไม่มีใครเชื่อเพราะพิสูจน์ ไม่ได้ ลงทุนถึงขนาดตัดต่อซีดี ตัดต่อเสียงว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์สั่งฆ่าคน ก็โกหก ทั้งสิ้น แล้วก็ไม่มีคนเชื่อ นี่คือสิ่งที่ได้กระทําการวางแผนกันมาเป็นขั้นเป็นตอนโดยตลอด แล้วก็พยายามบิดเบือนโยนความผิดให้กับรัฐบาล
พอแล้วกระมังครับ
ท่านประธานจะประท้วงผม เสียเองหรือครับ เพราะผมยังไม่จบประเด็น
ผมว่าท่านได้ชี้แจงประเด็นต่าง ๆ แล้วนะครับ
ท่านประธาน กรุณาผมนิดนะ ผมจะเรียนท่านประธานว่าท่านประธานไม่ต้องมีหน้าที่ประท้วงหรอกครับ เพราะว่าผมอยู่ ในข้อบังคับอยู่ แล้วผมทําตามประเด็นอยู่ ประเด็นยังไม่จบครับท่านประธาน ประเด็นที่เขาพูด เขามีเรื่องรถแก๊ส มีเรื่องอะไรอีก เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องให้โอกาสผมสิครับ เวลาข้างโน้น เขาอภิปรายผมนั่งฟังเรียบร้อย
ก็ขอให้ตรงประเด็นที่เขาซักถามนะครับ
ท่านประธานเห็นว่า ผมนอกประเด็นตรงไหนละครับ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ที่จริงถ้าผมชี้แจงตามปกติไม่ประท้วงก็จบไปแล้ว ผมก็จะเรียนต่อท่านประธาน เช่นเดียวกันครับ เรื่องรถแก๊ส ที่สามเหลี่ยมดินแดง ที่ซอยรางน้ํา ที่หน้าโรงพยาบาลสงฆ์ รถแก๊สเมื่อกี้นี้ ที่คุณเชาวรินธร์กล่าวหา ที่สามเหลี่ยมดินแดงกับโรงพยาบาลสงฆ์ แต่ผมขยายความว่ามันมี กรณีต่อเนื่องที่สามเหลี่ยมดินแดงกับซอยรางน้ํา แต่มันมีกรณีต่อเนื่องที่โรงบาลสงฆ์ด้วย ผมกราบเรียนต่อท่านประธานว่านั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลทํา เป็นเรื่องที่ผู้ชุมนุมเขาทํา เพราะรัฐบาลไม่มีอะไรโกรธเคืองกับพี่น้องประชาชนที่ดินแดง ที่ดินแดงนั้นก็เป็นประชาชน ที่สนับสนุนรัฐบาล ผู้แทนของรัฐบาลลงสมัครรับเลือกตั้งที่เขตนั้นก็ได้รับเลือกเป็น ผู้แทนราษฎรมาตั้ง ๓ คน แต่ที่มันเกิดเหตุก็คือว่าได้มีการไปปิดถนนตรงนั้น ได้เป็นการก่อ ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนชาวดินแดง เมื่อประชาชนชาวดินแดงเขาไม่ร่วมมือ ก็เลยเอารถแก๊สไปจอดข่มขู่เขาว่าจะระเบิดรถแก๊ส วันนั้นก็ตกอกตกใจกันไปทั้งวันนะครับ ท่านประธานครับ กว่าจะคลี่คลายสถานการณ์ได้ อีกคันหนึ่งครับก็เอาไปจอดที่ซอยรางน้ํา หน้าบริษัท คิง พาวเวอร์ ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ฝีมือรัฐบาล เพราะรัฐบาลก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรกับบริษัทนั้น ท่านประธานที่เคารพครับแปลว่าคนที่เขาไปจอดเขาโกรธเคืองกัน
ท่านวิชาญประท้วงอะไรอีกครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต อีกครั้งครับ ผมเรียนว่าประเด็นที่กําลังพูดอยู่นี้มันไม่ใช่ประเด็นที่ท่านเชาวรินธร์ต้องการที่จะ ฟังคําชี้แจง ท่านประธานฟังก่อนสิครับ สิ่งที่ท่านพูดเรื่อยเปื่อยไปนี่ ถึงตัวท่านนายกรัฐมนตรี คลิปเสียงต่าง ๆ รวมถึงเผารถ รถแก๊สต่าง ๆ ผมเรียนว่าผมเป็นคณะกรรมการในชุดที่ ดําเนินการในเรื่องของการพิสูจน์ต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วมีเอกสารหลักฐานครบหมดครับ แต่ทําไมไม่เอามาเปิดละครับ ครั้งที่แล้วบอกท่านประธานชัยเขาบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรี รับไป ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่สามารถจะส่งเรื่องเข้ามา เป็นเรื่องความลับ
ท่านวิชาญครับ ท่านประท้วง ขอผมวินิจฉัยครับ เอาละ ผมได้ประเด็นแล้ว คืออย่างนี้ครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกําลังชี้แจงมาถึงประเด็นเรื่องรถแก๊ส ซึ่งท่านเชาวรินธร์ท่านก็ได้ ถามว่ามีการเอารถแก๊สไปจอดที่นั่นที่นี่ ท่านก็ชี้แจงก็อยู่ในประเด็น ฉะนั้นประธานวินิจฉัยอยู่ ในประเด็นอยู่ก็ฟังท่านท่านต่อนะครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีต่อครับ
(นายศิริโชค โสภา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านศิริโชคประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม ศิริโชค โสภา สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสงขลา ผมก็เป็นคณะกรรมการที่ได้ร่วมการพิสูจน์ที่สภาตั้งไป แต่ว่าบทสรุปที่ผมได้นี้ แล้วก็หนังสือที่ผมอ่านนี้มันแตกต่างจากคุณวิชาญมากเลยครับ เลยไม่รู้ว่าใช่หนังสือเล่มเดียวกันหรือเปล่า หรือว่าตั้งใจที่จะพูดโกหกในสภานะครับ
เอาอย่างนี้ครับ เรื่องหนังสือนี้ไม่ได้เกี่ยวกันตรงนี้ เอาเฉพาะประเด็นท่านรองนายกรัฐมนตรี กําลังชี้แจงประเด็นซักถามของท่านเชาวรินธร์
(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พอแล้วครับ คืออยู่ในกรรมการชุดเดียวกันนะครับ จริง ๆ ประเด็นนี้ท่านวิชาญผมได้วินิจฉัย เอาเรื่องท่านรองสุเทพนี้ก่อน ส่วนเรื่องเอกสารนั้นเดี๋ยวค่อยว่ากันทีหลังครับ เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวครับ พาดพิงเชิญสั้น ๆ นะครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ท่านศิริโชคอยู่คณะเดียวกันจริงครับ แต่ตอนสรุปนี้ท่านเอาเนื้อหาจากการสรุปในคณะนี้เอามา พูดคุยกัน อย่าใช้ความคิดความรู้สึกเท่านั้นสิครับ เพราะว่าสิ่งที่ท่านพูดนี้มันเป็นอีกมุมหนึ่ง แต่เมื่อคณะกรรมการสรุปทั้งเล่มแล้วนี้มันคือบทสรุป ท่านลองไปเอาหนังสือเล่มนั้น มาอ่านสิครับ จากกองพิสูจน์หลักฐานนี้พิสูจน์อย่างไร เส้นเสียงของท่านนายกรัฐมนตรี การตัดต่อทั้งหมดมีบอกเลยว่าท่านนายกรัฐมนตรีพูดอย่างไร ในเรื่องการสั่งการ เอาหนังสือ เล่มนั้นมาดูสิครับ เอามาเปิดเผยสิท่านประธาน
เอาละครับ ๆ นั่งครับ ฟังท่านนายกรัฐมนตรีก็แล้วกัน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ความจริงก็ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ไม่ค่อยสบายใจกับบรรยากาศในช่วง ๒ ชั่วโมงที่ผ่านมานะครับ ที่เสียเวลาไปกับเรื่องเก่า ๆ ที่วนเวียนอยู่กับความขัดแย้ง แต่ว่าที่จําเป็นต้องใช้สิทธิพาดพิงก็คือว่า ท่าน ส.ส. วิชาญ พยายามพูดให้คนเข้าใจผม แล้วก็กล่าวหาผม ทั้งที่ไม่เป็นจริงครับ ปัญหาเรื่องรายงาน ที่ท่านพูดนี้มันเป็นรายงานที่ทําโดยคณะกรรมการซึ่งตั้งโดยท่านประธานรัฐสภา ที่ตั้งโดย ประธานรัฐสภา เพราะว่าหลังจากเหตุการณ์วันนั้นผมตัดสินใจว่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นกับ บ้านเมือง สภาแห่งนี้เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ผมมาเปิดให้ท่านได้อภิปราย อภิปรายกันเสร็จ มีความคลางแคลงใจว่าอะไรเกิดขึ้น ผมก็บอกว่า แทนที่ผมฝ่ายบริหารจะไปตั้งคณะกรรมการ เหมือนกับรัฐบาลชุดก่อน ๆ เขาทํา ก็ให้ทางสภานี่ละเป็นคนตั้งคณะกรรมการขึ้น เมื่อได้ รายงานออกมาส่งไปที่ไหน พิจารณาอย่างไร ไม่เกี่ยวกับผมเลยครับ เป็นเรื่องของสภาครับ ผมจะไปรับผิดชอบแทนสภาซึ่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาได้อย่างไร และจะไปกําหนดแนว ทางการพิจารณารายงานได้อย่างไร เพราะฉะนั้นควรจะหยุด พยายามที่จะป้ายสีว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องของผม
ประการที่ ๒ เรื่องเสียงที่ตัดต่อนี้เขาพิสูจน์กันไปแล้วครับ พิสูจน์กันไปแล้ว และผมก็เอามาให้ได้ด้วยซ้ําว่าคลื่นเสียงแต่ละคํานี้ท่านไปเอาจากรายการเชื่อมั่นประเทศไทย วันที่เท่าไร เอามาตัดต่อ ผมฟ้องศาลอยู่แล้วครับ หลายคนเลยครับ ถ้าท่านยืนยันว่าผมพูดจริง ผมจะได้ฟ้องท่านอีกคนหนึ่งครับ แต่ไปพูดนอกสภาครับ
ประท้วงอะไรครับ ท่านสุชาติ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายน้ําเงิน พรรคเพื่อไทย ผมนั่งมาครับ เหมือนท่านนายกรัฐมนตรีบอกเมื่อกี้ เลยว่า ๒ ชั่วโมงแล้วยังไม่ได้อะไรเกิดขึ้น ผมพยายามจะฟังครับ วันนี้ท่านจะมาบอกว่าพวกผม ประท้วงพร่ําเพรื่อ ไม่ใช่ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุมตามข้อ ๘ ในเมื่อฝ่ายค้านถาม ท่านต้องตอบให้ตรง ท่านเลาะไปหาคนอื่นเรื่อย คนอื่นก็เปิดประเด็นใหม่เรื่อย แม้กระทั่ง นายกรัฐมนตรี เมื่อกี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดแล้วชัดเจน ท่านนายกรัฐมนตรีก็นั่งฟังอยู่ ผมก็นั่งฟังอยู่ครับท่านประธาน ท่านประธานต้องควบคุมตามข้อ ๘ ใครว่าอะไรไม่ถูกไปฟ้อง กันข้างนอก ประชาชนรอดูอยู่ครับ ขอบคุณมากครับ
ถูกต้องครับ ควบคุมครับ
(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พอแล้วครับท่านวิชาญ จะใช้สิทธิพาดพิงอีกหรือครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ขออนุญาตครับท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ทราบ แต่ท่านประธานชัยบอกว่าการตั้งคณะกรรมการชุดนี้หลังจากอภิปรายแล้วเพื่อที่จะให้หา ข้อยุติแล้วก็เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถูกครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เป็นคนตั้งแต่ตัวท่านประธานชัยดําเนินการตั้งเรียบร้อยจนกระทั่งมีรายงานเข้าสู่กรรมการ แล้วก็ส่งให้กับทางท่านประธานชัย ผมทวงถามว่าใน ๒ ชุด ชุดที่ ๑ เรื่องสมานฉันท์มีการ รายงาน ชุดที่ ๒ ไม่มีการรายงาน เมื่อไม่มีการรายงานผมถามว่าสอบถามท่านประธานชัย เป็นหนังสือ ท่านประธานชัยบอกว่าเรื่องรายงานนี่ส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรีดู แล้วถามว่า ทําไมไม่เอามารายงานต่อสภา ท่านประธานชัยบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ประสงค์อยากให้ เอาเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุมของสภาผู้แทนราษฎร สุดท้ายหนังสือฉบับนี้ได้ขอไป ท่านประธานวิทยาเซ็นไป ขอไปในรายละเอียดของเล่มหนังสือดังกล่าว ปรากฏออกมาครับ บอกว่าไม่สามารถให้ได้เป็นข้อมูล เป็นความลับ ตรงนี้ละครับถ้าเป็นความลับและเป็น คณะกรรมการที่มีการตรวจสอบอย่างจริงจังโดยสภาและเป็นการตั้งของกรรมการ ทําไมท่าน นายกรัฐมนตรีไม่อนุญาตทางสภาให้บรรจุเรื่องดังกล่าวนี้กลับเข้ามาสู่การอภิปรายและ สอบถามให้กับชาวบ้านต่าง ๆ ได้รับรู้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นละครับ ผมสงสัยตรงนี้ ละครับ
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านสงสัยผมก็ตอบข้อสงสัย ไปหลายครั้งแล้วครับ ท่านทํารายงานส่งท่านประธานสภา ท่านจะขออะไรท่านประธานสภา ก็เป็นเรื่องระหว่างท่านกับท่านประธานสภา แต่ไม่ควรมาพูดพาดพิงถึงผม ผมก็กราบเรียน เท่านี้ครับ
พอแล้วท่านวิชาญครับพอแล้วนะครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพต่อครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผมกราบเรียนชี้แจงข้อกล่าวหาของ ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ที่บอกว่า เรื่องรถแก๊สที่ดินแดง ที่ซอยรางน้ํา รัฐบาลก็ทําเองแล้วก็ไปใส่ร้ายผู้ชุมนุม ผมก็เรียนย้ําอีกที ท่านประธานครับ เพราะว่าถ้าปล่อยให้ผมพูดก็จบไปแล้ว ผมเรียนย้ําว่ารัฐบาลไม่ได้ทํา ฝ่ายผู้ชุมนุมทํากันเอง ทําเพราะไปโกรธคนที่ไม่ร่วมมือ จอดรถแก๊สขู่จะระเบิดใส่เขาตกอก ตกใจกันไปทั้งเมือง แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จะต้องการให้เกิดความรุนแรงซึ่งเป็น เรื่องที่ได้วางแผนกันไว้ก่อนแล้ว แบ่งงานกันทําเป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอน จุดมุ่งหมายสําคัญ ก็คือต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้นในบ้านเมืองให้ได้ ต้องการให้เกิดการปะทะนองเลือด จลาจล แล้วก็จะได้เอามาเป็นข้ออ้างว่ามันได้เกิดเหตุเกิดสถานการณ์ขึ้นแบบเหตุการณ์ พฤษภา ๒๕๓๕ จะต้อง ให้คนลงมายุติเรื่องจะได้มาต่อรองกัน ต่อรองเรื่องอะไรครับต่อรอง เพื่อที่จะพาพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศ นี่คือความสมเหตุสมผลที่ผมชี้แจงว่า ทั้งหมดที่คุณเชาวรินธร์กล่าวหารัฐบาลนั้น รัฐบาลไม่ได้ทํา พวกเขาทํากันเองแล้วยังไม่ได้ ผลสําเร็จ ปี ๒๕๕๓ จึงมาขยายผลต่อ ถึงจะได้เอากองกําลังอาวุธมา ท่านประธานครับ นี่คือ คําชี้แจงของผมครับ
จบแล้วครับ
(นายวิเชียร ขาวขํา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
จบแล้วครับ ท่านวิเชียรครับ ประท้วง เชิญครับ
ผมประท้วงท่านประธานที่ท่านประธาน ปล่อยให้นายสุเทพใส่ร้ายคนเสื้อแดง ท่านประธานครับที่นายสุเทพพูดเมื่อสักครู่นี้หาว่า กลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งเขาไม่มีโอกาสชี้แจงในสภา ประชาชนคนเสื้อแดงบอกว่ามาเจรจาต่อรอง เพื่อจะเอานายกรัฐมนตรีทักษิณกลับ ไม่ใช่ครับ เขาต่อรองกับนายอภิสิทธิ์ว่าให้ยุบสภา เท่านั้น คุณเข้าใจผิดครับ
เอาละครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ เดี๋ยวฟังท่านนายกรัฐมนตรีจบแล้วก็ พอแล้วนะครับ จะได้เดินหน้าต่อไปนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อกี้นี้พาดพิงมาอีกนะครับ ๒๕๕๒ ไม่ได้ เรียกร้องให้ยุบสภาครับ เรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญครับ ทําให้เราสับสนอยู่ตลอดเวลาว่า ในที่สุดข้อเรียกร้องที่แท้จริงคืออะไร ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าที่ท่านรองสุเทพสรุปน่ะถูกต้อง แล้วครับ
เอาแล้วครับ พอแล้วครับท่านวิเชียร
ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงผมต้องชี้แจง ได้สิครับ คือนั่นไม่ใช่การต่อรอง แต่การต่อรองที่เป็นรูปธรรมที่ไปเจรจากันคือการต่อรอง ให้ยุบสภา นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็รู้ดี แต่อย่าเบี่ยงเบนประเด็นสิครับ
พอแล้วครับ พอแล้วครับท่าน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานต้องควบคุมการประท้วงด้วยการอภิปรายของสมาชิก โดยเฉพาะสมาชิกฝ่ายค้านนะครับ โดยเฉพาะท่านซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีเผาบ้านเผาเมือง อยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวโจมตี กล่าวหาหลายข้อหา ท่านก็ชี้แจงและคําชี้แจงของท่านก็เป็นคําชี้แจงที่ปรากฏต่อสาธารณชน เป็นความจริง ข้อเท็จจริงที่ปรากฏโดยทั่วไป ท่านก็ย่อมมีสิทธิครับ และท่านประธานครับ อย่างน้อยการ ประท้วงก็มีประโยชน์อยู่พอสมควร คืออย่างน้อยทําให้เราเห็นรูปธรรมของคําพังเพยที่ว่า แมวถูก
พอละครับ พอแล้วครับ ผมเดินหน้าต่อไปแล้วนะครับ ต่อไปจะเป็นการอภิปราย กระทรวงคมนาคมต่อ เชิญท่านสงวน พงษ์มณี ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทยจังหวัดลําพูนครับ ท่านประธานครับ วันนี้ดีใจ ๒ อย่างครับท่านประธาน ดีใจอันที่ ๑ คือทายข้อสอบถูก ดีใจอันที่ ๒ ผมเป็นนักการเมืองธรรมดาที่ต้นทุนต่ํามาก ในสภาแห่งนี้นะครับ รถสักคันหนึ่งในกรุงเทพฯ ก็ไม่มีใช้ บ้านสักหลังหนึ่งก็ไม่มีในกรุงเทพฯ นี้ นอนโรงแรมตลอด ขึ้นแท็กซี่ทุกวัน รู้ปัญหามากมาย ต้นทุนต่ําจริง ๆ ครับ วันนี้ผมกับพี่น้อง ประชาชนที่อยู่ทางบ้านคงจะดีใจด้วยกันครับ เพราะพวกเราได้เห็นตัวตนของผู้บริหาร แผ่นดินนี้แล้ว ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ผมไม่ได้พาดพิงนะครับ แต่ผมบอกท่านว่า ผมไม่ต้องพูดอะไรเลยนะครับ ผมเห็นหมด ผมนี้คือรองประธาน คนที่หนึ่ง ที่ตรวจสอบ ในเรื่องนั้น ผมนี่ละรองประธาน คนที่หนึ่ง แล้วไปทุกที่ครับท่าน ผมว่าพรุ่งนี้ผมอาจจะต้อง ขอท่านวิป ถ้ามีเวลาผมจะสู้กับท่าน ยืนสู้กันว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ผมจะเข้าประเด็นอย่างนี้นะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ผมอยากให้เราพูดเรื่องยาก ๆ ให้เป็น เรื่องง่าย ๆ เพราะว่าเราต้องอธิบายให้คนอื่นเห็นว่าที่ผมกล่าวหาท่านนั้นผมไม่ได้กล่าวหา ทางการเมือง แต่จะกล่าวหาท่านว่าท่านไม่เหมาะสมที่จะดํารงนี้ตําแหน่งนี้อย่างไร นี่คือบุคลิกของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คืออภิปรายไม่ไว้วางใจก็หมายความว่าไม่ไว้วางใจ ให้ท่านบริหารราชการแผ่นดินในตําแหน่งนี้ ผมเอาข้อมูลบางอย่างจากข่าวหนังสือพิมพ์มา บ้าง แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ของผมจะเป็นข้อมูลทางเอกสาร ผมพูดเรื่องไหนไปก็ตามจะมีใบเสร็จ ตามหลังทุกครั้ง ใบเสร็จนั้นจะเป็นผลการทํางานของท่าน และเอกสารที่ท่านทําเอง ผมคงต้องพูดถึงข้อกฎหมายบ้าง และผมก็คงจะต้องพูดถึงข้อเท็จจริง
เรื่องแรก ที่เลือกพูดก่อน เพราะผมเพิ่งไปเจอข้อมูล ไปเจอใบเสร็จมา มันมี อักษร ม ม้า ท่านประธานฟังให้ดีนะ ม ม้าสีเขียว ๆ เขียนตัวเอียง ๆ มีความสูงประมาณ ๒ นิ้วครึ่ง ไม่เกินนี้ และมีอักษรตัวเลขกํากับลําดับที่ไว้ข้าง ๆ นี่เป็นใบเสร็จใบแรก ท่านรัฐมนตรี ผมกล่าวหาท่านกํากับดูแลสนามบินและรถแอร์พอร์ท ลิงค์ (Airport Link) โดยปล่อยปละละเลย ให้เกิดปัญหา มีขบวนการรีดไถชาวบ้าน โดยเฉพาะแท็กซี่ ที่ผมพูดใบเสร็จนี้ ท่านรีบให้ ลูกน้องของท่านไปดูนะครับ ไปถ่ายรูป ม ม้าในมุมของแท็กซี่มาเลย เขาบอกอย่างนี้ ท่านประธานครับ คนที่ถ่ายนี่เขาเห็นผมเป็นคณะกรรมาธิการการคมนาคม เขามาร้องต่อผม ผมไปดูเห็นจริง ๆ ครับ ม ม้า ท่านรู้ไหมครับคืออะไร มักกะสันอย่างไรครับ ติดปั๊บ เสีย ๓๐๐ บาท เขาแทบร้องไห้ เขากล่าวหาท่านว่า ท่านแย่งค่าอาหารกลางวันลูกของเขา เดือนหนึ่ง ๓๐๐ บาท ไปถ่ายดูเลยครับ อยู่ในนี้ก็มีครับที่ผมถ่ายมานี่ ท่านยิ้มได้เลยนะครับ ว่านี่เรื่องจริง เขาบอกว่า ๑๐๐ คนทํางาน ๑๐๐ ผู้บริหาร ๑๐๐ บนนั้นเขาหมายถึงท่าน ผมไม่แน่ใจว่าท่านรู้หรือเปล่า เพราะท่านเก่งมากครับ ยุคของท่านนี่ครับ สนามบินกลายเป็น สนามมวย กลายเป็นสนามรบ กลายเป็นที่ทํามาหากินของใครครับ ของคนสนิทนักการเมือง คําพูดผมหรือเปล่าครับ ไม่ใช่เลยครับ เป็นคําพูดของกรรมาธิการ ป.ป.ช. นะครับ พูดอยู่ใน ข่าวหนังสือพิมพ์ นี่คือสิ่งแรกที่ผมจะพูดกับท่าน บอกลูกน้องไปถ่ายเลยนะครับท่าน เพราะอะไรครับเรื่องเล็ก ๆ อย่างนี้มันเป็นหน่ออ่อนไงครับ หน่ออ่อน เขาบอกอย่างนี้ฟังแล้ว ผมตลกแต่ผมตลกไม่ออก ผมก็ถามว่า ก็คนไม่ใช่เยอะคุณไปเสียเงินทําไม ๓๐๐ บาท เขาบอกว่านี่ราคาพาร์ (Par) ถ้าคนเยอะกว่านี้มันจะเป็นร้อยเป็นพันขึ้นไปอีกเห็นไหมครับ นี่เรื่องจิ๊บ ๆ เรื่องการทุจริต ปฏิบัติหน้าที่ของท่านทําให้เกิดปัญหาเหล่านี้ ท่านครับข่าวอีก อันหนึ่งครับมันน่าตั้งคําถามนะ ไม่ใช่เรื่องสําคัญเท่าไร แต่เรื่องนี้ต้องพูดนะท่านครับ เสาโฮปเวลล์ (Hopewell) ตามนี้ครับท่าน มันมีข่าวออกมาในสยามธุรกิจวันที่ ๒๔ ถึงวันที่ ๒๖ เขียนอย่างนี้ครับเขาบอกว่าท่านกําลังจะจ้างทุบและมีผู้รับเหมาไปแล้วต้นละ ๕๐๐,๐๐๐ บาทครับ ออกข่าวนะครับ ต้นละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท แล้วหนังสือนี้เขาบอกว่ายุคทักษิณเคยมี คนไปขอทุบฟรี เพราะเสา ๑ ต้นมีเหล็ก ๓๐๐,๐๐๐ บาทครับ แล้วปูนที่ทุบนี้เท่ากับเท่าไร ท่านครับ ต้นหนึ่งขายได้ ๒๐,๐๐๐ ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท เขาทุบฟรีให้ท่าน แล้วเขาเอาเหล็กไป ขายนี่ท่านจะให้ค่าทุบตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ บาท แล้วเหล็ก ๓๒๐,๐๐๐ บาทของผมซึ่งเป็นเจ้าของ ประเทศหายไปไหน นี้เป็นประเด็นที่ท่านต้องสืบ เรื่องนี้อยู่ในสยามธุรกิจ ในหัวเรื่องว่าอะไรครับ เมกะ โปรเจ็คท์ (Mega Project) รถไฟแฟนซี ยิ่งทํางบยิ่งบานตะไท นี่ครับท่าน อันนี้จิ๊บ ๆ ผมจะเริ่มกล่าวหาท่านแล้วนะครับ ผมใช้เวลาไม่นานท่านประธานครับ ผมกล่าวหาท่าน ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ผมคิดว่าท่านฟังแล้วท่านต้องคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง ท่านฟังดู เรื่องที่ ๑ คือ ผมจะกล่าวหาท่านว่าท่านบริหารกระทรวงนี้ ทําให้กระทรวงนี้ เสียหาย กระบวนการของเมกะ โปรเจ็คท์ ต่าง ๆ ท่านหาประโยชน์ ผมจะอภิปรายไม่ไว้วางใจท่าน ผมต้องพูดอย่างนี้ ผมจะมีเอกสารสําทับเป็นเรื่อง ๆ ไป ผมกล่าวหาท่านว่าในกระบวนการที่ ท่านหาประโยชน์นี่ ท่านหาประโยชน์จากกระบวนการตั้งราคา เพิ่มราคา เรื่องนี้ไม่ใช่ว่า มาตอบว่าเป็นเรื่องเดิม เรื่องรัฐบาลก่อน ผมฟังท่านตอบนี่เหมือนผมไปงานศพท่านประธาน ญาติเจ้าของศพเขากลัวเรื่องถูกจับ เรื่องการเล่นไฮโล เขาเขียนว่าอย่างไรครับ เขาเขียนว่า ห้ามเล่นการพนัน เหมือนท่านบอกว่าท่านห้ามแล้วอย่างไร อะไรแล้วอย่างไร คือทุกอย่าง พยายามสร้างโจทย์เข้ากับคําตอบ คําห้ามว่า บ้านนี้ห้ามเล่นการพนัน นี่คือโจทย์อย่างไร ผมห้ามแล้วครับ คําตอบก็คือว่าเวลาคุณถูกจับผมไม่ถูกจับด้วย ท่านเสนอปัญหาอย่างนี้ตลอด ผมจึงต้องพูดถึงตัวตนเรื่องที่ผมจะพูดท่านประธานครับ ผมจะพูดเฉพาะเรื่องสีม่วง กับสีน้ําเงินครับ รถไฟฟ้าสีม่วงกับสีน้ําเงินแต่ก่อนผมจะพูดตรงนั้น ผมจะอธิบายให้ท่าน และผมกับรัฐมนตรีเข้าใจตรงกันก่อนว่าเรามีความเข้าใจต่อองค์กร รฟม. นี้อย่างไร ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้เอกสารแล้วนะครับ ท่านประธานครับ รฟม. ท่านประธาน รฟม. นี่มันเกิดมาได้อย่างไรท่านประธาน ตามกฎหมาย หมวดที่ ๒ มันมีองค์ประกอบของ รฟม. มาจากตัวแทนจากหลายกระทรวง กระทรวงใด ๆ ผมไม่ต้องบอกอะไรมาก ตัวแทน ฝ่ายประจํามี ๘ ตําแหน่ง ตัวแทนจาก กทม. ๑ ตําแหน่ง ครม. ตั้งมาอีก ๔ ตําแหน่ง และ ครม. เป็นผู้ตั้งประธานบอร์ด รฟม. ครับ รฟม. จะทํางานอะไรก็ตามนะครับท่าน จะต้องผ่าน กระทรวงคมนาคม รฟม. นี่จะต้องผ่านกระทรวงคมนาคมมันเกิดจาก ครม. แล้ว ครม. ตั้ง ๔ ตําแหน่ง และ ครม. ตั้งประธานด้วย แต่เวลาทํางานมันต้องไปผ่านกระทรวงคมนาคมเพื่อไปหา ครม. ท่านครับ ตรงนี้มันมีคําว่า ผู้บริหารพรรค ด้วย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมครับ ท่านมานั่งตรงนี้ เพราะบอร์ดของพรรคท่านให้ท่านมานั่งตรงนี้ การบริหารจริง ๆ ออกจากนี้ แล้วมันต้องผ่านบอร์ดแล้วเข้า ครม. อีกที เพราะว่ารัฐมนตรีต้องขึ้นต่อบอร์ดพรรค คือขึ้นกับ กรรมการบริหารพรรค นี่ผ่านเรื่องนี้ผมอธิบายอย่างนี้ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ท่านประธานครับ แก้วนี่ผมเตรียมมาดื่มนะครับ แต่ผมนึกได้ว่าเราเป็นครูด้วยกันก็จับมาเป็นอุปกรณ์เสียหน่อยหนึ่ง ต้องขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านเห็นไหมครับ ถ้าขวดนี้เป็น รฟม. น้ําในนี้ก็คือผลผลิต ของ รฟม. น้ําในนี้เป็นผลผลิตของมัน คอเล็ก ๆ นี่น้ําจะไหลผ่านออกไปที่ไหน จะไปที่ไหน ก็ตามต้องผ่านคอนี้ คอนี้คือกระทรวงคมนาคมครับ ท่านอยู่ตรงไหน ท่านอยู่ตรงฝานี่อย่างไร ท่านโสภณอยู่ตรงนี้ ฝานี้คือฝาที่ชื่อโสภณ ถ้าท่านทําไม่ดีรัฐบาลนี้ชอบเปลี่ยนฝาอยู่เรื่อย เดี๋ยวฝานี้จะกลายเป็นสีอื่นท่านจะลําบาก ท่านครับ ผมพูดเรื่องนี้ทําไม เพราะท่านจะตอบ ผมว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของกรรมการ เรื่องนี้มีคนทําอยู่แล้ว ผมไม่รู้ เหมือนท่านตอบเมื่อสักครู่ อย่างไรครับ ไม่รู้ไม่ได้ครับ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ในมาตรา ๗๒ เขาเขียนว่า ท่านกํากับ ดูแลเป็นการทั่วไป และทุกเรื่องที่ท่านเซ็นผ่านนี้ไป ท่านต้องรับผิดชอบในข้อเท็จจริงที่ทางนี้ ทํามาทั้งสิ้น ปฏิเสธไม่ได้เลย ชาร์ทแผ่นนี้ทั้งหมดที่ผมเอาขึ้นมาอธิบายเพื่อบอกว่า รฟม. มันต้องผ่านช่องทางท่าน เมื่อผ่านแล้วทําหนังสือใหม่ มันไม่ได้ออกจาก รฟม. นะครับ มันออกจากกระทรวงคมนาคม ท่านเห็นไหมครับ พอออกมาจากตรงนี้ แล้วผ่านเข้า ครม. ถึงจะไปอนุมัติ อนุญาตทราบที่ ครม. แล้วท่านก็นําลงมาตรงนี้ ให้ตรงนี้ปฏิบัติ หัวใจมันอยู่ ตรงนี้ท่านครับ วันนี้ผมจะพากลับไปที่สายสีม่วงครับนั่น ท่านประธานครับ เพื่อจะเห็นว่าเรา จะได้พูดคุยกันว่าวันหนึ่งที่สายสีม่วง ท่านทําอะไรไว้ ท่านครับ ชาร์ททั้ง ๒ แผ่นนี้มาจาก เอกสารซึ่งท่านเป็นผู้ลงนามในวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๒ หนังสือที่ คค ปพร ๐๘๐๕/๒๐๘ ในนี้เป็นเรื่องอะไรครับ หนังสือฉบับนี้ท่านได้ขออนุมัตินะครับ ผมอ่านตอนท้าย เจตนา ของท่านขออะไรครับ ท่านขอ สุดท้ายของหนังสือนี้ท่านบอกว่าเรื่องพิจารณาอย่างไร ท่านบอกว่า ๓.๑ ท่านขอรัฐมนตรีทําอะไรบ้าง รับทราบความคืบหน้าการดําเนินโครงการ รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อดังกล่าวข้างต้น ก่อน รฟม. จะดําเนินการในส่วนที่ เกี่ยวข้องต่อไป เรื่องอะไรครับ ท่านให้รับทราบว่าท่านได้หาผู้รับจ้างไว้แล้ว และไปแล้ว จ้างไปแล้ว ๓ สัญญา อีก ๑ สัญญานั่นยังไม่ได้จ้าง แต่ท่านปร้บลดวงเงินลงมา จําได้ไหมครับ แต่ ๑ สัญญาที่ปรับลดวงเงินลงมา ท่านกลับไม่ได้ส่งให้ไปทราบครับ ท่านขออนุมัติครับ ๓.๒ ท่านแจ้งให้ ครม. ว่าพิจารณาให้ความเห็นชอบการปรับวงเงินค่างานโยธา สัญญาที่ ๖ จากวงเงินที่ ครม. ๑๗ ปี ๒๕๕๑ ทําไว้ ๔,๐๗๗ ล้านบาท มาเป็น ๓,๖๓๘ ล้านบาท ปรับลด ลงมา ๔๐๐ กว่าล้านบาท ท่านครับ ในสิ่งที่ท่านให้รับทราบ ท่านดูให้ดี ท่านทําผิดกฎหมาย จังเบอร์เลยครับ ท่านตอบเรื่องนี้ ท่านไม่ต้องมาเถียงผม ท่านเถียงเอกสารที่ท่านลงนามเอง นี่เป็นใบเสร็จใบแรกที่หนักสําหรับท่านนะครับ หมายความว่าอย่างไรครับท่านครับ ท่านครับ นี่คือวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ อนุมัติไว้ก่อน วงเงิน ๓๖,๐๕๕ ล้านบาท เป็นค่างาน ๒๙,๗๒๔ ล้านบาท ท่านตามช้า ๆ ท่านประธานครับ นี่เขาเรียกว่า ค่างานตรงครับ คือค่างานครับ แล้วมี ๓,๙๗๒ ล้านบาทนี่ เป็นค่าเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด ที่ผู้รับเหมาทั่วไปเรียกว่าค่าเค (K) ตัวนี้วงเงิน ๓,๖๐๐ ล้านบาท เขาให้มี ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ ๗ อีก ๒,๓๕๙ ล้านบาท ก็หมายความว่า ถ้าโครงการนี้กู้เงินภายในประเทศ เวลาใครประมูลได้ เวลาจะเบิกเงินต้องเบิก ลัมพ์ ซัม (Lump sum) รวมครับ แล้วก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าหลวงตลอดเวลา เขาจึงบวกไว้ครับ ๓๖,๐๕๕ ล้านบาทนี่บวกค่าเค ๓,๙๗๒ ล้านบาท บวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ในนี้อีก ๒,๓๕๙ ล้านบาท ท่านเห็นไหมครับ วันที่ท่านมาปรับเองโดยไม่ขออนุญาต ท่านบอก เป็นความก้าวหน้า ท่านดูให้ดีท่านครับ ท่านบอกว่าเปลี่ยนค่างานตรงจาก ๒๙,๗๒๔ ล้านบาท มาเป็น ๓๕,๖๒๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๕,๘๙๖ ล้านบาท ท่านไม่ขออนุมัติใครเลย ทําได้อย่างไรครับ ผมก็เพิ่งค้นเจอครับ ตอนที่ ป.ป.ช. สอบท่านนี่ ป.ป.ช. รัฐสภาสอบท่าน นี่เป็นประเด็นใหม่ ถ้าสมมุติว่าในเอกสารฉบับนี้ไม่มีการขออนุมัติในสัญญาที่ ๖ ผมอาจจะหลงคิดไปว่า นี่มัน ปรับเองได้ คงมีกฎหมายให้ปรับ ขอดูอีกแผ่น แผ่นเมื่อกี้ครับ ผมต้องกลับไปกลับมานิดหนึ่ง แผ่นนี้ท่านเห็นไหมครับ ผมจะอธิบายแผ่นนี้นิดเดียวก่อน ค่างานเพิ่มขึ้นจาก ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ผมพูดตัวเลขกลม ๆ ครับ เสร็จแล้วนี่ท่านครับ ตลกไหมครับ ผมอยากจะร้องไห้ มันตลกไม่ออก ท่านปรับลดเงินสํารองจ่ายออกมาเท่าไรครับ ๓,๙๗๒ ล้านบาทนี่ ลดไป ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ เหลือ ๔๓๕ ล้านบาทเท่านั้นเองครับ โดยเหตุผลว่าอย่างไรครับ ที่เขียนในหนังสือบอกว่า แบบมันชัดเจน แบบมันชัดเจนแล้ว ก่อสร้างอย่างไร ๆ ก็เบิกน้อยลง ท่านเขียนเองในเอกสารครับ ท่านจําให้ดีนะครับ ท่านปรับลดค่าเคลงเหลือเท่านี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ต้องเสีย เพราะท่านกู้เงินนอกครับ เอ๊ะ ผมคิดว่าท่านเอามาจากไหน ก็กลายเป็นว่าท่านเอานี่ เอาส่วนที่ท่านปรับลดลงมาบวกกับค่าภาษี มาเป็นยอดนี้ แล้วเอามา บวกยอดนี้ ประเทศไทยนะครับท่าน มีกฎหมายนะครับ มีสัญญาไหนในประเทศนี้ ช่วยบอก กับท่านประธานหน่อยนะครับ ท่านประธานช่วยถามท่านรัฐมนตรีหน่อยว่ามีสัญญา ไหนบ้างที่ท่านปรับค่าเคไปเป็นค่างานได้ ค่าเคนี่มันชัดเจนครับ ปรับอย่างนี้เอาไปที่ไหน ดูอีกแผ่นหนึ่ง น่ารักมากท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าท่านปรับสายสีม่วงนี่เอื้อประโยชน์ ผมมีไม่กี่ชิ้นหรอก ท่านดูนะครับ สัญญาที่ ๑ ปี ๒๕๕๑ นี่ คือ ๑๓,๔๑๕ ล้านบาทที่ปรึกษา ท่านใส่นะครับ ที่ปรึกษา ๒๕๕๑ บอกว่า ๑๖,๐๑๒ ล้านบาท เห็นไหมครับที่ปรึกษา ผู้รับจ้างเสนอ ๑๖,๗๒๔ ล้านบาท ก่อน ๒๘ วัน ที่ปรึกษาบอกว่า ควรจะเป็น ๑๔,๙๘๙ ล้านบาท ความดีของท่านเลย ท่านบอกว่าท่านต่อรองเหลือเท่าไรครับ ๑๔,๒๙๒ ล้านบาท นี่สัญญาที่ ๑ เหล่านี้ครับ เหล่านี้คือการท่านหาผู้รับเหมาแล้วอย่างไรครับ โดยท่านยังไม่ได้มาขอ วงเงินเพิ่มเลย ท่านตัดสินใจแล้วว่าราคานี้คือชนะประมูล ทําได้อย่างไร ท่านไม่ต้องตอบผมเลย ผมจะไม่ฟังท่านตอบอีก ท่านตอบเอกสารของท่านเองครับ พูดเสร็จผมจะส่งเอกสาร ให้กับท่านประธานอีกที ท่านประธานครับ เงินยอดรวมทั้งหมดประมูลไป ๓ สัญญา ท่านประธานครับ แต่สัญญาที่ ๖ นี่ท่านประธาน ๔๔,๐๗๖ ล้านบาท ปรับลดลง ๔๓๘ ล้านบาท เหลือ ๓,๖๓๘ ล้านบาท ยังไม่ได้ประมูลนะท่านประธาน เมื่อยังไม่ได้ประมูลนี่ ยอดนี้ก็ไปเอาไป รวมอีก เอาไปรวมข้างบนอีก ดู ทําได้ เพื่ออะไรครับ เพื่อจะหลอก ครม. ว่าท่านหลอก ครม. นะท่านครับ ครม. จะไม่รับผิดชอบเรื่องนี้ ท่านหลอก ครม. ว่าไม่เกินวงเงินที่เคยอนุมัติ ไว้แล้วในปี ๒๕๕๑ ไม่จริง เกินครับ เพราะเขาอนุมัติรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้าคุณไม่กู้เงิน คุณต้องหักภาษีมูลค่าเพิ่มออกไป ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เบ็ดเสร็จที่เพิ่มขึ้นไปท่านประธานครับ เอาไปไว้ไหน ท่านประธานอยากทราบไหมครับ เอาไปไว้เฉพาะสัญญาที่ ๑ กับสัญญาที่ ๒ สัญญาที่ ๓ นี่ลดลงไป ปรับลดเขานะ มันอาจจะไม่ใช่พวกรัฐมนตรีก็ได้ครับ แต่สัญญาที่ ๒ นี้ ใช่เลยครับ ชิโนไทยครับ ใช่เลยครับ สัญญาที่ ๒ เห็นไหมครับ ท่านดูนะครับ ต่อไป สายสีน้ําเงิน ผมก็จะบอกว่าชิโนไทยอีกแล้วครับท่าน ผลประโยชน์ในการปรับครั้งนี้ คือบริษัทของใครครับ ท่านประธานครับเป็นบริษัทของผู้บริหารพรรคท่านครับ ทั้งคนที่แสดง ตัวเป็นผู้บริหารโต้ตอบสื่อมวลชน ทั้งคนที่เป็นหัวหน้าพรรค เป็นเจ้าของชิโนไทยตามอะไร ครับ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ เดี๋ยวคนต่อไปเขาจะพิสูจน์ชัดเจน ผมถึงปิดตรงนี้ไว้อย่างไร ผมไม่อยากพูดถึง แต่ผมพูดเป็นการจั่วหัวว่าท่านเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง เพิ่มเงินให้กับ บริษัทของตัวเองได้อย่างไรครับ สัญญาที่ ๓ ไปลดเขา ท่านประธานครับ เอกสารทั้ง ๒ ฉบับนี้ มาจากหนังสือฉบับเดียวกันที่ผมอ้างไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานครับ ผมกําลังจะบอก ท่านประธานว่าทั้งหมดที่ท่านทํานี่ท่านไม่มีอํานาจตามกฎหมายใดเลยที่ให้ท่านทําได้ มิหนําซ้ําท่านยังเขียนลัมพ์ซัมหลอก ครม. ครับ แล้วท่านเขียนเองใน ๓.๑ และ ๓.๒ ถ้าสมมุติท่านทําได้ การปรับราคาของสัญญาที่ ๖ ลงมา ทําไมท่านต้องไปขออนุมัติ ก็แสดงว่า ใบเสร็จฉบับนี้ท่านทําผิด ถ้าท่านตอบอย่างอื่นผมไม่รับฟัง ท่านเถียงเอกสารของท่านเอง เพราะเอกสารฉบับนี้ เดี๋ยวผมส่งท่านประธาน ท่านประธานครับ หลักการทั่วไปของการ หาประโยชน์จากโครงการใหญ่ ๆ คือการเพิ่มราคาทีหลัง ท่านประธานครับ มันมีการ ล็อกสเปกโดยกลุ่มบริษัทไม่กี่กลุ่ม ผ่านกระบวนการของกระทรวงนี้ที่ท่านกํากับดูแล ท่านเถียงเอกสารของท่านเอง เพราะเอกสารฉบับนี้เดี๋ยวผมส่งท่านประธานครับ หลักการ ทั่วไปของการหาประโยชน์จากโครงการใหญ่ ๆ คือการเพิ่มราคาทีหลัง ท่านประธานครับ มีการล็อกสเปกโดยกลุ่มบริษัทไม่กี่กลุ่ม ผ่านกระบวนการของกระทรวงนี้ที่ท่านกํากับดูแล ผมจะไม่พูดถึงกระทรวง ผ่านฝาขวดฝานี้สีขาวนี้ บริสุทธิ์เหลือเกิน สั่งห้ามหมดแล้ว เขาทําอะไร คุณผิดเอง นายกรัฐมนตรีครับ ฝาขวดอย่างนี้อันตรายเปลี่ยนเป็นสีฟ้า สีชมพูเร็ว ๆ เหมือนน้ํามันปาล์มอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเก่งเรื่องเปลี่ยนฝาขวดอยู่แล้ว ท่านประธานครับ ที่ผมพูดมาถึงตรงนี้ผมกล่าวหาท่านว่าท่านปรับสัญญา ปรับเปลี่ยนวงเงิน เพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง และปรับอย่างไม่มีกฎหมายให้อํานาจไว้ คือปรับอย่าง ผิดกฎหมายนั่นเอง คําตอบอยู่ที่ไหนครับ อยู่ที่หนังสือเดียวกัน สัญญาเดียวกัน โครงการ เดียวกัน แต่มีหลายสัญญา สัญญาที่ ๖ ท่านขออนุมัติครับ แต่ ๓ สัญญาอาตมาทําเอง แล้วเขียนหลอกไว้ด้วย และมันน่าเจ็บใจตรงไหนครับ ผมดูสัญญาที่ ๓ นี่ พวกผมน้อยใจจริง ๆ เขาไม่ได้ปรับเพิ่มเลยครับ เขาถูกปรับลด ท่านไปปรับลดตรงไหนเขา ท่านทราบไหมครับ ท่านปรับลดจากค่าเค ๔๕๐ ล้านบาท เหลือเท่าไรท่านประธานครับ น่าเกลียดมาก เหลือจิ๊บ ๆ เหลือ ๒๕ ล้านบาท ท่านบอกว่าแบบมันชัด สัญญาที่ ๓ แบบชัดมาก เน้น ๆ เลย ไม่มีเปลี่ยนแปลง มีแต่ถูกลง แบบถูกต้อง สัญญาที่ ๓ ผิดพลาดมหาศาลท่านครับ ผมอยากจะรู้จักบริษัทที่ปรึกษาจังเลย ตอกเสาเข็มหน้าตัด ๘๐ เซนติเมตร ท่านคงรู้ ตอกไม่ลง เพราะอะไรครับ บอกว่าชั้นดินตรงนั้นมีปัญหา มีดินดานแทรกกลาง โอ้โฮ บริษัทนี้ไม่น่าจ้างเลย ท่านประธานครับ มองลงไปไม่ถึง ๕๐ เมตร หลุมหนึ่งไม่กี่หมื่น เจาะหัวหมุดออกมาผ่าโป๊ะ ออกมาเลย รู้เลยว่าชั้นดินที่ไหน ตรงไหนมีแรงต้านเท่าไรแล้วค่อยออกแบบสิ ไหนว่าแน่ ไหนว่าชัวร์ แล้วยังมีหน้ามาบอกอีกว่าไม่เป็นอะไรครับ เปลี่ยนจาก๘๐ เซนติเมตร เป็น ๖๐ เซนติเมตร ๒ ต้นแข็งแรงกว่าเดิมถูกลงกว่าเดิม อย่างนี้มันต้องจับขึ้นศาลครับ แสดงว่าคุณโกงรัฐสิ คุณออกแบบเสาใหญ่ขึ้น แล้วตอกไม่ลง พอคุณตอกไม่ลงบอกว่า เอา ๒ ต้นดีกว่าถูกลง ถูกลงทําไมคุณไม่ออกแบบครั้งแรกละ หรือว่าใครเป็นเจ้าของบริษัท เสาเข็ม ไม่ทราบ ตอนนี้ขายไม่ออก คงต้องมีสักโครงการตอก ทําการผลิตหน้าตัด ๘๐ อีกที พูดอย่างนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าสัญญาสายสีม่วงมันมีปัญหา ทําไมต้องพูดเรื่องนี้ยาวครับ เพราะท่าน ไปพูดไว้ในหลาย ๆ แห่ง สื่อเขาบอกว่าอย่างนี้ครับ ขอโทษนะครับ สื่อเขาใช้ว่า ซาเล้ง ตอกหน้าเฉลิม เฉลิมพูดผิด ในที่สุดความดีตอนนั้นตกที่ท่าน วันนี้เป็นอย่างไรครับ สัญญาที่ ๑ ที่ ๒ ที่ว่าแน่ เกิดอะไรขึ้นท่านประธานครับ สัญญาที่ ๑ สัญญาที่ ๒ ออกแบบ เสร็จแล้วไม่ตรงแนวเสาเข็ม ไปอยู่กลางถนน ต้องเปลี่ยนแนว บริษัทพวกนี้มันต้องฟ้อง นะครับ ทําให้เราเสียหาย แต่ขอโทษครับ ฟ้องไม่ได้ครับ เพราะสัญญาอ่านไม่ทัน เป็นภาษาอังกฤษหมด และเป็นอย่างไรครับ มันปรับแนวได้ด้วย ซ่อนเงื่อนไว้อยู่ในนั้น ทั้งหมดที่ผมพูดสายสีม่วง สรุปว่าท่านทําผิดกฎหมาย เอื้อประโยชน์พวกพ้อง พบกันที่ไหน ครับท่าน ที่ ป.ป.ช. ผมคงถูกเรียกไปเป็นผู้ให้ข้อมูลอีก ท่านครับ ก่อนผมจะผ่านตรงนี้ไป นี่ครับ ผ่านเรื่องจะเข้าไปสายสีน้ําเงิน ผมมีเอกสารชิ้นหนึ่งท่านประธาน ที่อยากจะต้องบอก ท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี ทําไมต้องบอก มันมีเรื่องสําคัญเกิดขึ้น ใบเสร็จอีกแล้ว ท่านประธานครับ มีหนังสือเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ หนังสือของสํานักนายกรัฐมนตรี ที่เซ็นลงนามโดยท่านบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นักกฎหมาย และในนี้กล่าวอ้างถึงนักกฎหมาย ใหญ่ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีคือท่านวิษณุ เครืองาม ด้วย ผมพูดชื่อท่านไม่เสียหาย เพราะว่าผมเชื่อมั่นในความรู้ทางกฎหมายของท่าน หนังสือฉบับนี้แจ้งไปยังรอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง เขาอ้างถึงมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๗ ตอนนั้นมีกระแสอย่างนี้ท่านประธานครับ เวลามี ข้อขัดแย้งกับรัฐ กับบริษัทผู้รับเหมา จะต้องนําข้อขัดแย้งนั้นเข้าไปสู่อนุญาโตตุลาการ พูดเร็วไม่ได้ครับ ลิ้นมันพันกันอายุมากแล้ว ท่านประธานครับ แล้วเรามักจะเสียหาย พ่ายแพ้ตลอด ข้อที่ ๑ ในมติ ครม. ฉบับนั้นก็บอกว่าต่อไปนี้ทุกสัญญาอย่าผูกมัดตัวเอง เพราะว่าสัญญาสัมปทานในกฎหมายปัจจุบันเป็นสัญญาทางปกครอง เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้มีศาลปกครอง เพราะฉะนั้นข้อขัดแย้งนี้ควรไปที่ศาล แต่ไม่ต้องไปผูกมัดว่า เราจะต้องเอาเข้าสู่คณะจัดการปัญหาพิเศษ หรือว่าตุลาการพิเศษที่เรียกว่าอนุญาโตตุลาการ ท่านประธานครับ ข้อ ๒ เขียนว่าอย่างไร ข้อ ๒ นี่ละที่ท่านทําผิดมติ ครม. ถ้าท่านบอกว่า ท่านไม่ผิด ท่านต้องหาหลักฐานมาให้ผมว่า มาให้ท่านประธานว่า มาบอกพี่น้องประชาชนว่า มาแจ้งให้กับ ป.ป.ช. ว่ามีมติอื่นยกเลิกมตินี้แล้ว มติ ครม. อื่นยกเลิกมติ ครม. นี้แล้ว ท่านอาจจะพ้นผิด ท่านดูนะครับท่านประธานครับ ข้อ ๒ ว่าอย่างไรครับ เขาบอกว่าในการ ทําสัญญาทุกครั้งนี่สัญญาหลักที่ใช้บังคับระหว่างคู่สัญญา ให้ทําเป็นภาษาไทย สัญญาหลัก ให้ทําเป็นภาษาไทยนะครับ ส่วนสัญญาฉบับภาษาต่างประเทศควรใช้เป็นเพียงคําแปลของ สัญญาหลักเท่านั้น ข้อ ๒ บังคับเลยครับ แล้วข้อ ๓ สําทับข้อ ๒ อีกครับ ข้อ ๓ ว่าอย่างไร ครับ ควรกําหนดให้กฎหมายไทยในการตีความและบังคับสัญญา เขาถึงบังคับข้อ ๒ ว่า สัญญาหลักต้องเป็นภาษาไทย ท่านอาจจะบอกว่าสมัยนั้นท่านไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ท่านอาจจะ ลืม ถ้าทางกฎหมายปิดปากก็บอกว่าลืมก็ไม่ได้ แต่ผมว่าผมเห็นใจท่านถ้าท่านลืม แต่มันไม่น่า เห็นใจอย่างนี้ท่านประธานครับ ท่านนั่งพิจารณาด้วย แล้วท่านยังทําผิดอีก หนังสือวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๒ นี่เองครับ บอกว่าคณะรัฐมนตรีนี่ครับ เขามีการแก้ไขมตีที่ผมพูดเมื่อกี้ มติที่ ครม. ที่ผมพูดเมื่อกี้ในข้อ ๑ โดยคณะรัฐมนตรีชุดนี้เขาบอกว่าอย่างนี้ท่านประธานครับ เขาบอกว่า สัญญาใดบางครั้งมันอาจจะต้องมีอนุญาโตตุลาการก็ให้ขออนุมัติ ครม. เป็นราย ๆ ไป แต่ข้อ ๒ ไม่แก้ไข ข้อ ๓ ไม่แก้ไขครับ เพราะฉะนั้นหนังสือที่ลงนามโดยท่านสุรชัย ภู่ประเสริฐ เป็นหนังสือด่วน ที่ นร ๐๕๐๖/ว ๑๕๕ ถ้าเลขตรงนี้ผิดก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะว่า มันเขียนเบาบางมาก เอกสารเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ ผมพูด ๒ เรื่องนี้ก็หมายความว่า มันมีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีรองรับเอกสารทุกสัญญา ท่านประธานครับ ต้องเป็น ภาษาไทย สัญญาหลักครับ ท่านครับ ในกรณีรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงินนี่ มันมีการร้องไปยัง ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร จึงมีเอกสารมากมายครับ อนุกรรมการในสัญญา ในการดูแล ในเรื่องนี้ เขาถามว่านี่ ข้าราชการนี้ไปชี้แจง ฝ่ายประจํา เขาก็บอกว่านี่คุณผิดนะ เพราะคุณ ไม่ได้แปล เขาตอบว่าอย่างไรท่านครับ แปลไม่ได้มันยาว มันเยอะ มีตั้ง ๖๐ กว่ากอง จะแปลทันอย่างไร ผมมีคนน้อย เขาสอบเรื่องนี้มา ๗ เดือน เขาเลยบอกว่า เอาอย่างนี้ไหม ขอเวลาให้อีก ๒ เดือนไปค้นดูก็ทําไม่ได้เหมือนเดิม พอทําไม่ได้เหมือนเดิมนะครับ รู้ว่า ตัวเองผิด วันที่ ๙ ทําเสร็จแล้ว วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๔ ส่งเอกสารมาแล้วท่านประธานครับ แปลภาษาอังกฤษ ท่านดูครับ มา ๒ ฉบับหนาปึ๊งหนึ่งครับ ส่งมาถึงเมื่อวานนี้เองครับ ผมจับ เอกสารนี้ยังอุ่น ๆ อยู่ ผมได้มา พี่น้องครับ ท่านประธานครับ สื่อมวลชนทั้งหลายท่านกําลังดู ถูกเหยียดหยามนักการเมืองในสภา ท่านเชื่อไหมครับ ผลงานจับทุจริตครั้งนี้มาจาก กรรมาธิการของรัฐสภา ผมขอชมเชยครับ ผมขอชื่นชมท่านกรรมาธิการทุกท่าน ท่านครับ เอกสารที่ออกมาเมื่อวานนี้ ยิ่งเป็นคํารับสารภาพเป็นใบเสร็จ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ทั้งสายสีม่วงและสายน้ําเงินครับท่านประธานแปลให้เสร็จท่านประธาน กล้องช่วยซูม (Zoom) เลยนะครับ แล้วจะเห็นว่าเขาประทับตราข้างหน้าว่าอย่างไรครับ เห็นไหมครับ ไม่ใช้เป็นหลักฐานด้านกฎหมาย อ้าว รับสารภาพว่าอันนี้มันเป็นอะไรละ คุณกลับมติ ครม. เลยนะครับ อันนี้เป็นการแปลเลย ก็แสดงว่าทั้งสีม่วงและสีน้ําเงิน สัญญาหลักเป็น ภาษาต่างประเทศน่ะ ขัด ครม. ใบเสร็จมีแล้วนะครับ อันนี้ตอบผม ไม่ต้องตอบครับ ไปตอบ กรรมาธิการแล้วก็ตอบเอกสารนี้ ไปถามคนในกํากับดูแลของท่านว่าปั๊มตรงนี้มีความหมาย ว่าอย่างไร ไม่ให้เอาตัวนี้ไปใช้หรืออย่างไร หรือว่าที่มีอยู่แล้วมันดีกว่านี้ มันแปลไว้อีกฉบับ หนึ่งที่ใช้ได้ เพราะอะไรครับ ผมตอกย้ําตรงนี้เพราะว่าสัญญาหลักต้องเป็นภาษาไทย ถ้าอย่างนี้ก็แสดงว่าประมูลไปแล้ว จ้างไปแล้วจะโมฆะไหมนี่ จะเป็นอะไรครับ นี่เป็นใบเสร็จที่ ๒ ครับท่าน ท่านเถียงเอกสารท่านเองครับ ท่านประธานครับผมเริ่มพูดเข้าสู่ สายสีน้ําเงินแล้ว สายสีม่วงผมสรุปว่า ท่านเปลี่ยนแปลงรายละเอียด ปรับงบประมาณ เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและปรับงบประมาณเพิ่มค่าก่อสร้าง ค่างานตรง โดยไม่มีอํานาจ ครม. ต้องไปปรับ ครม. ต้องอนุญาต ท่านไม่เอา นี่เป็นความผิดของท่าน ท่านรับสารภาพไว้ ตรงไหนครับ ก็สัญญาที่ ๖ ท่านปรับลด ๔๐๐ กว่าล้านบาทท่านยังขออนุญาตให้พิจารณา ปรับลดเลย แต่อันบนท่านบอกว่าให้รับทราบความก้าวหน้า เพิ่มวงเงินนี่เป็นความก้าวหน้า หรือมันเป็นความก้าวหน้าของงาน แต่ว่ามันไม่มีอํานาจจะไปเพิ่มวงเงิน ที่สําคัญคือหยิบ วงเงินในสาระสําคัญเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม และหยิบวงเงินในส่วนค่าเค ที่ปรับลดเหลืออยู่ เอาไปรวมกับค่างาน ๒,๙๐๐ ล้านบาทเป็น ๓๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพิ่มไป ๕,๘๐๐ กว่าล้านบาท เพิ่มเองเลยครับ ตัวนี้อยู่ในเอกสารที่ท่านต้องไปคุยกันเอง
ท่านประธานครับสายสีน้ําเงินท่านประธานครับ ผมกําลังจะบอกว่ามันมีการ เพิ่มราคาท่านประธาน มีการเพิ่มราคา ผมจะเริ่มต้นจากเอกสารฉบับนี้ ท่านประธานครับ ก่อนวันที่ ๒๔ ที่มีมติ ครม. เรื่องการเพิ่มเงินสายสีน้ําเงินจาก ๔๘,๘๒๑ ล้านบาท ไปเป็น ๕๒,๔๖๐ ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มนี่ มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ก่อนวันที่ ๒๔พฤศจิกายน คือวันที่ ๔ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ เดือนเดียวกันนะครับ ครม. โดยเลขาธิการ ครม. ทําเรื่องถึงสํานักงบประมาณครับ ถามว่า ชั้นเดิม ครม. ชุดเดิมในปี ๒๕๕๐ เขาตั้งวงเงินไว้ใน สายสีน้ําเงิน ๔๘,๘๒๑ ล้านบาท และขณะนี้ในรัฐบาลชุดนี้โดยรัฐมนตรีที่ชื่อโสภณ ทําเรื่องมาขอ จะทําเรื่องเข้ามาขอปรับวงเงินขึ้นเป็น ๕๒,๔๖๐ ล้านบาท โดยแยกเป็น ๒ รายละเอียดครับ รายละเอียดที่ ๑ ๑,๔๓๒ ล้านบาท เป็นค่ารื้อย้ายสาธารณูปโภค เป็นค่ารื้อย้ายนะครับ ที่เหลืออีกประมาณ ๒,๐๒๙ ล้านบาท เป็นการเพิ่มค่างาน เพราะว่า เหล็กแพง น้ํามันแพง ท่านครับ สํานักงบประมาณ ท่านใช้เวลาประมาณ ๑๐ กว่าวัน เพื่อพิจารณาเงินประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ท่านยอมรับได้แค่ ท่านดูนะครับ ท่านยอมรับได้แค่ ๑,๔๓๒ ล้านบาท ในเรื่องการขนย้าย และท่านบอกว่าถ้า ๑,๔๓๒ ล้านบาท อนุมัติตรงนี้ บวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก ก็จะกลายเป็นว่าท่านอนุมัติให้แค่ ๑,๕๓๒ ล้านบาท รวมกับ ๔๘,๘๒๑ ล้านบาท เป็น ๕๐,๓๕๓ ล้านบาท อนุมัติให้เท่านี้ท่านประธานครับ รายการอื่นที่จะเพิ่มเงินขึ้นไปเป็นค่างานเขาไม่ให้ครับ เขาบอกว่ามีเหตุผลไม่เพียงพอ ราคาเหล็กและราคาน้ํามันในขณะที่ไปขอนี่ไม่มีนัยสําคัญในการจะปรับให้ได้ ท่านครับ ครม. วันนั้นครับ ปรับ เพิ่งมาทราบกันหยก ๆ เมื่อวันที่ ๒๓ เดือนที่แล้วที่สภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ กลายเป็นว่าหนังสือฉบับนี้ กระทรวงคมนาคมไม่เอาให้ ครม. พิจารณา ผมกล่าวหาท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านเก็บหนังสือฉบับนี้ไม่ให้ ครม. พิจารณา เพราะอะไร หนังสือฉบับนี้ไปถึงเลขาธิการ ครม. เป็นวันที่ ๒๔ เวลา ๐๙.๐๐ น. แล้วปั๊บต่อว่านําเข้าวาระ ในวันที่ ๒๔ ด้วย ทําไมผมกล่าวโทษท่านว่าท่านไม่นําเอกสารฉบับนี้ให้ ครม. พิจารณา เพราะว่าปลัดกระทรวงครับท่าน คนซื่อของผม ผมรู้จักดี ผมมารับสารภาพกับ คณะอนุกรรมการบอกว่า ผมเป็นปลัดกระทรวงผมยังไม่เคยเห็นหนังสือฉบับนี้เลย แล้วก็ตก อกตกใจกันครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าสํานักงบประมาณไม่เคยทําหนังสือชัดอย่างนี้ ในประเทศนี้ บอกว่า ขึ้นไม่ได้ แพงไป ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ครม. ท่านอนุมัติก่อนแล้วครับ จากนั้นทําให้นายกรัฐมนตรีกับทาง ป.ป.ช. สภามีวิวาทะดีต่อกันแล้วบอกว่า ถ้าอย่างนั้นให้ กองงานเลขาธิการ ถามไปยังหน่วยงานอีก ๓ หน่วยงานว่าเอาเข้าจริง ๆ วงเงินนี้มันถูกต้อง ไหมครับ เอกสารฉบับนี้ท่านประธานครับ เป็นเอกสารซึ่งถามมาจากสํานักเลขาธิการ ท่านส่ง ถึงคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ป.ป.ช. ซึ่งเป็นของส่วนสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับส่งเอกสารของกระทรวงคมนาคมที่มาชี้แจง พร้อมกับส่งเอกสารของ กระทรวงการคลังในส่วนของกรมบัญชีกลางมาชี้แจง พร้อมกับส่งเอกสารคําชี้แจงของ อัยการสูงสุด ผมพูดถึงเอกสารเหล่านี้โดยที่ผมไม่ต้องใช้เอกสารเลย เพราะผมอ่าน จนจําครับท่านประธาน อัยการท่านชี้แจงว่า คณะทํางานในเรื่องราคากลางได้ทําตามมติ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วตามคํารายงานของกระทรวงคมนาคม ขีดเส้นใต้ไว้นะครับ เขาเห็นว่าการเพิ่มราคาเป็น ๕๒,๐๐๐ นี่ชอบแล้ว ตามคํารายงานของกระทรวงคมนาคม ก็แสดงว่าท่านรายไปถูกต้องหมดเลย ของกระทรวงคมนาคมไม่ต้องพูดถึง ถูกต้องหมด ถูกต้องหมด ถูกต้องหมด แล้วก็ตอบคําถามอีกหลายคําถามที่ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ถามไป ท่านประธานครับ แต่ของกรมบัญชีกลางท่านน่ารักมาก ท่านบอกว่าทุกโครงการ สําคัญ จะต้องมีคณะกรรมการราคากลางอยู่แล้ว และคณะกรรมการราคากลางนี้จะไม่ถือ ท่านประธานครับ เขาใช้ภาษาว่า จะไม่ถือเอาราคาของบริษัทที่ปรึกษานี้เป็นราคากลาง แต่จะรับเอาราคาของปรึกษานี้มาคิดใหม่ แล้วกําหนดราคากลางเพื่อไปประมูลงานครับ มันสําคัญตรงนี้ท่านประธาน ถ้านายกรัฐมนตรีอยู่นี้ท่านฟังหน่อยนะครับ คณะกรรมการ ราคากลางตอบกับ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎรในอนุกรรมาธิการว่าอย่างไรครับ ทําไม่ทัน ดูไม่ทัน ให้เวลาอีก ๒ เดือนไปทํามาใหม่ ก็บอกเหมือนเดิม แล้วพูดเหมือนใครบางคนว่า คณะกรรมการนี้ขอรับผิดชอบเอง แต่ไม่รับผิดชอบเอง ท่านประธานครับ เขาส่งให้รัฐมนตรี เป็นคนแสตมป์ตรารับผิดชอบความผิดนี้ต่ออีก ก็ในหนังสือของท่านที่ถึงเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี นั่นหมดเลยครับ ท่านประธานครับ ในส่วนนี้ผมกล่าวหาท่านว่าท่านเพิ่มราคา ก่อสร้างนี้ในงบไฟฟ้าสายสีน้ําเงินนี้เกินไปจากวงเงินที่ควรจะเป็นนี้ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมเชื่อตามใครครับ ผมเชื่อตามหนังสือของสํานักงบประมาณครับ ผมเชื่อตามนี้ เพราะว่าเขาคิดเงิน ไม่ใช่ว่าคิดทั้ง ๕๒,๐๐๐ ล้านบาทเมื่อไร เขาคิดเฉพาะส่วนที่คุณ ขอเพิ่มไป ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอง และเขาไม่ให้อย่างไร ผมเชื่อตามนี้ คุณตอบว่า คุณเห็นอันนี้แล้วคุณไม่เชื่อเขาเพราะอะไร คุณถึงยืนยันในราคานั้นหรือคุณเชื่อบริษัท ที่ปรึกษาครับ ท่านประธานครับ ส่วนนี้ผมกล่าวหาไปแล้ว
สุดท้าย ท่านประธานผมกล่าวหาเรื่องไหนครับ ฮั้วประมูล ผมกล่าวหาว่า โครงการสายสีน้ําเงินนี้ฮั้วประมูล ขอดูกฎหมายฮั้วประมูลหน่อยครับ คําว่า ฮั้วประมูล นี้ คือให้ผู้เข้าแข่งขันเอื้อประโยชน์ให้ผู้เข้าแข่งขันไม่เป็นธรรม มีการแข่งขันไม่เป็นธรรม ตามมาตรา ๑๒ ท่านประธานครับ ไม่เป็นธรรมอย่างไรครับ ผมว่าเอกสารฉบับนี้ เอาดูให้ ชัด ๆ หน่อยท่านประธาน อธิบายว่าฮั้วประมูลนี้ง่ายกว่าที่จะมายืนอธิบายว่าฉันไม่ฮั้วประมูล อันที่ ๑ ท่านดูนะครับ เปิดซองแล้ว สัญญาที่ ๑ ผมต้องขออนุญาตอย่างนี้ บริษัทที่ขึ้นมานี้ เขาไม่ได้ทําประโยชน์อะไร ผมพูดถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ ผมจะอ่านบริษัทที่จําเป็นเท่านั้น สัญญาที่ ๑ ช. การช่าง ให้ราคาต่ําสุด สัญญาที่ ๒ ช. การช่าง ให้ราคาต่ําสุด สัญญาที่ ๓ ยูนิคให้ราคาต่ําสุด สัญญาที่ ๔ ชิโนไทยให้ราคาต่ําสุด ดูแล้วมันไม่แปลกครับ แต่มันมีการ ร้องกันขึ้นครับท่านประธาน ท่านดูสัญญาที่ ๑ ส่งไป ๔ บริษัท ตกไป ๑ บริษัท บริษัทที่ตก คือบริษัทยูนิค ร้องเลยครับ ร้องไปไหนครับ ร้องไปที่บอร์ด รฟม. ครับ ท่านประดิษฐ์ฟังให้ดีนะครับ ร้องไปที่บอร์ด รฟม. ประชุมเลยครับ เขาประชุมกันเรื่องนี้ ตัวแทนสํานักงบประมาณ ชื่อคุณสมศักดิ์ บอกว่าเปลี่ยนแปลงราคาไม่ได้ มันเป็นอย่างนี้เพราะอะไรเขาร้องไปเรื่องไหน ไม่เป็นธรรม ไม่ได้ร้องว่าปรับเขาตกนะครับ ร้องว่า เอาคนที่เสนอราคาเป็นที่ ๒ นี้มาเป็นที่ ๑ โดยบอกว่าอย่างนี้ครับ ท่านฟังให้ดีนะครับ ช. การช่างนี้เสนอเป็นที่ ๑ ก็จริง แต่คนที่ได้ที่ ๑ จริง ๆ คือคนที่เสนอเป็นที่ ๒ ครับท่านประธาน โดยบอกว่าอย่างนี้ครับ ท่านฟังให้ดีนะครับ ช. การช่าง เสนอเป็นที่ ๑ ก็จริง แต่คนได้ที่ ๑ จริง ๆ คือคนที่เสนอเป็นที่ ๒ ท่านประธาน ครับ คนไทยฟังแล้วจะต้องตลก บวกเลขผิดไป ๖๐ ล้านบาท ท่านฟังให้ดีนะครับ คนเสนอ ที่ ๒ นี่บวกเลขผิดไป ๖๐ ล้านบาท ท่านฟังให้ดีนะครับ คุณสมศักดิ์ว่า ไม่ได้เปลี่ยนแปลง สาระสําคัญ แล้วคนไปชี้แจงเขาตอบว่าอย่างไร เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง เขาโต้แย้งเรื่องนี้ หลายคนก็โต้แย้งเรื่องนี้ แต่หลัก ๆ คือคุณสมศักดิ์ ตัวแทนสํานักงบประมาณ ในที่สุด เขาชี้แจงว่าสัญญานี้การบริหารจัดการประมูลครั้งนี้ใช้ระเบียบพัสดุนานาชาติ เปลี่ยนแปลง ราคาได้ ในวันนั้นมีคนถามอีก ถ้าเปลี่ยนแปลงราคาได้ ได้ราคาต่ําสุดแล้วต่อไปเป็นอย่างไร จะต่อรองอีกได้ไหม คนไปชี้แจงเขาบอกว่าหลักของการประมูลแบบนานาชาติ เปลี่ยนแปลง สัญญาได้ เปลี่ยนแปลงราคาได้นะครับ แต่รวมได้ต่ําสุดแล้ว กําหนดแล้ว จะต่อรองราคาไม่ได้ เขาก็ถามว่ารายอื่น ๆ ถ้าเขาจะลดลงต่ํากว่านี้จะได้ไหม เขาบอกไม่ได้ รายที่ต่ํา ๆ หมดแล้ว ต่อรองราคาไม่ได้ครับ แต่เวลาทางปฏิบัติจริง ๆ เกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวผมพูดต่อ จากการโต้แย้ง ของฝ่ายสํานักงบประมาณ ทําให้วันนั้นบอร์ด รฟม. ตั้งท่านประธาน หัวใจอยู่ตรงนี้นะครับ ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ท่านประธาน แล้วอนุกรรมการนี้ครับ ดีเหลือเกิน ท่านประธานครับบอกให้ท่านรัฐมนตรีฟังให้ดีนะครับ หัวใจอยู่ตรงนี้ ประธานเป็นตัวแทน จากกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ฟังให้ดีนะครับ เป็นประธาน อนุกรรมการครั้งนี้ มีคุณสมศักดิ์ที่ท้วง ผมไม่ต้องอ่านนามสกุลท่านนะครับ ที่ท้วงนี้อยู่ด้วย แต่ไปเลือกประชุมวันที่ ๗ ในวันที่ท่านสมศักดิ์ติดภารกิจสําคัญ ผมตามไปดูไปไหนครับ ท่านถูกคณะกรรมาธิการงบประมาณเรียกไปประชุม โอ้โฮ เรียกประชุมวันนี้เลยครับ ท่านครับ ก็คนค้านจริง ๆ ไม่อยู่ มันก็ปู้ยี้ปู้ยําอามะพันเตว่าถูกต้องอย่างไรครับ แต่เขาก็บอกว่า ได้ถามย้ําว่า อ้าว แล้วต่อรองไม่ได้ครับ ในวันนั้นผมไม่แน่ใจว่าบอร์ด รฟม. มอบให้ คณะอนุกรรมการไปทํางาน คณะอนุกรรมการจะมีอํานาจต่อรองราคาได้ไหม สาระสําคัญ ของการประชุมในวันนั้นครับ เป็นการนั่งต่อรองราคากับบริษัทอื่น ๆ หมดเลย จนได้เป็นที่ ยุติว่าสัญญาที่ ๑ คือบริษัท อิตาเลียน-ไทย ท่านเห็นไหมครับ แต่บริษัท ช. การช่าง เขาได้สัญญาที่ ๕ อีกอันหนึ่งนะครับ กระดาษไม่พอเลยไม่ใส่มาเพราะมันใช่สาระสําคัญ เขาเสนอเท่าไรก็เท่านั้น ท่านครับ เมื่อพิจารณาราคาต่ําสุดตามนี้หมดแล้ว เราจะเห็นว่า จุดนี้ถ้าบอกว่าไม่ฮั้วก็ต้องอธิบายกันให้ดีนะครับ สัญญาที่มันสู้กันตกลงกันคือสัญญาที่ ๑ ต่ํากว่าร้อยกว่าล้านบาท สัญญาที่ ๕ ก็ต่ํากว่า แต่สัญญาพวกนี้ต่ําไม่กี่สิบล้านบาทครับ ต่ําแบบผิดปกติ อันนี้อันที่ ๑ แล้วที่สําคัญครับท่านประธาน วันเปิดซองราคาเพื่อจะให้ใครได้ ท่านเชื่อไหมครับ บริษัท ยูนิค ที่ร้องนี่ เขาถอนคําร้องครับ สัญญาที่ ๑ เขาไม่ร้องแล้ว เขาบอกว่า เขาได้รับความเป็นธรรมในการร่วมสัญญานี้แล้วท่านประธาน ยอดไหมครับ ท่านประธาน ได้รับแล้วก็ถอน เพราะอะไรครับ เพราะเขามีสิทธิได้ในสัญญาที่ ๓ อย่างไร ท่านประธานครับ เอาอีกแล้วละครับ ก็เกิดกระบวนการช่วยเหลือให้ทั้ง ๒ บริษัท คือชิโนทัย และยูนิคผ่านขั้นตอนในเรื่องคุณสมบัติ โดยกฎระเบียบห้ามผู้เสนอราคานี่ส่งเอกสาร เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมที่มีสาระสําคัญ คณะกรรมการท่านก็ได้กรุณาหาช่องทางกฎหมาย ขอเอกสารเองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เยี่ยมไหมครับท่านประธาน ในหนังสือของ ท่านรัฐมนตรี ท่านจําได้ไหมครับท่านบอกว่าของชิโนทัยในสัญญาที่ ๔ กรรมการไม่ได้ถาม ไปถามเรื่องสัญญาที่ ๕ แต่ถามเรื่องเอกสารนั้นเป็นเรื่องสัญญาประกอบสัญญาที่ ๕ จริง ๆ ได้หยิบสัญญาประกอบสัญญาที่ ๕ มาเสริมคุณสมบัติเป็นสัญญาที่ ๔ ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญที่สุด ท่านฟังให้ดีนะครับ ประธานอนุกรรมการที่คัดเลือกเปิดซองให้กับ ทุกบริษัทได้ในราคาต่ําสุดคือใคร อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ลูกน้องของใคร กระทรวงมหาดไทยครับ ชิโนไทยได้เท่าไรครับ ได้แพงที่สุดครับ ผมจะพูดอย่างไรดีละ ไม่ฮั้ว ยุติธรรม ถูกต้องครับ ไม่ฮั้ว ยุติธรรม ขณะนี้ท่านประธานครับ ต่อไปอีกหน่อยหนึ่งครับ ท่าน อันนี้ยิ่งสําคัญมากท่านประธาน พี่น้องประชาชนที่เป็นผู้รับเหมาฟังสักนิดหนึ่ง ท่านจะหัวเราะจนไม่ต้องกินข้าวเย็นครับ ในระเบียบการเปิดซองราคาเขาบอกอย่างนี้ ท่านประธาน เขาบอกว่าต้องเรียงตั้งแต่สัญญาที่ ๑ สัญญาที่ ๒ สัญญาที่ ๓ และสัญญาที่ ๔ คณะกรรมการเปิดซองราคาสัญญาที่ ๓ ท่านเริ่มที่ไหนท่านประธานครับ ท่านเริ่มที่สัญญา ที่ ๓ กับสัญญาที่ ๔ จนคนร้องแน่ใจว่ามันได้แล้วมันก็เลิกคําร้อง นี่เป็นข้อกล่าวหา จริงไม่จริงผมไม่รู้ ผมเดาใจเขาไม่ได้ แต่มันทําให้ผมคิดได้อย่างนี้จริง ๆ ครับ ท่านประธาน โดยเฉพาะทั้งหมดทั้งมวลที่ผมพูดมานี้มันมีเจตนาอย่างนี้จริง ๆ เปิดสัญญาที่ ๓ และสัญญา ที่ ๔ แล้วค่อยไปเปิด ห่างกันเป็นเดือน แล้วค่อยไปเปิดที่ ๑ และที่ ๒ เป็นอย่างนี้อีกแล้วครับ ท่าน ท่านเห็นไหมครับ ผมบอกให้ท่านรู้ว่าสิ่งที่ผมสงสัยมาตั้งแต่ต้นทําไมสัญญาต้องเป็น ภาษาอังกฤษ มันจํากัดวงของผู้ที่สามารถเข้าถึงสัญญาได้ อยู่บริษัทเขานี่ท่าน เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แล้วในที่สุดก็แบ่งกันได้ ช. การช่าง ท่านเก่ง ท่านมีคนเยอะ ท่านฮวบเข้าไปเลยได้ ๓ สัญญาครับ ต้องคืนออกมา ๑ สัญญา แล้วทุกคนก็มีความสุขร่วมกัน ท่านประธานครับ วันที่เขาถามว่า คุณบอกว่าคุณเปลี่ยนราคาช่วยเหลืออันนี้ไม่ได้ คุณทําได้หมดตามกฎเกณฑ์ของการประมูลแบบนานาชาติ แล้วเขาถามบอกว่าแล้วทําไม คุณมาต่อรองละ เพราะว่านานาชาติเขาไม่ให้ต่อรองราคา เขาบอกว่าอย่างรู้ไหม ท่านประธานครับ เขาบอกว่าต่อรองราคาเพื่อให้ประเทศชาติได้ประโยชน์ ดูสิ แล้วคุณใช้ ๒ ระเบียบทั้งไทยทั้งเทศหรือ เขาบอกว่า ครับผม ก็กลายเป็นว่าเวลาจะต้องการ ให้เปลี่ยนราคาฉันก็ใช้ของเมืองนอกใช่ไหมครับ ถ้าผมพูดอย่างนี้ ถ้าหากว่าเราจะช่วย เรื่องคุณสมบัติ ถามเองได้เราก็ใช้ของเมืองนอกท่านประธาน แต่เวลาจะต่อรองราคามานี่ ฉันก็ใช้ของเมืองไทย และต่อรองราคาให้ประเทศชาติได้ประโยชน์ อย่างนี้น่ารักมากครับ เถียงไม่ค่อยได้ครับ แต่ถ้าผมจะถามกลับล่ะ แล้วที่ไปบวกเลขผิดให้เขานี่ ใครได้ประโยชน์ละ ท่านประธานครับ ก็บริษัทที่ได้ได้ประโยชน์ ประเทศนี้นะท่านประธานครับ ผมคิดว่า นี่มันไม่น่าจะเป็นการแบ่งการทํางานครับ มันเหมือนกับว่าเรากําลังแบ่งกันทํามาหากิน ท่านประธานครับ ผมได้ยินกับหูในวันแรก ผมไม่ได้พาดพิงนะครับ แต่ผมจําได้ว่าใครเอ่ย ที่พูดว่าประเทศเราเมื่อยากจน ประเทศชาติยากจน ชาวบ้านเป็นหนี้ รัฐบาลต้องเป็นหนี้ เยอะ ๆ กู้มาเยอะ ๆ เพื่อลงทุนใหญ่ ๆ แล้วอะไร แล้วประเทศชาติภาพรวมของเศรษฐกิจ จะดีขึ้น เมื่อชาวบ้านมีรายได้ มีงานทํา รัฐบาลก็เก็บภาษีได้ขึ้น นี่คือการมองแบบมหภาค กู้มาลงทุน ผมรับได้ ท่านประธานครับ แต่กู้มาทําปู้ยี่ปู้ยําอย่างนี้ มาแบ่งกันอย่างนี้ไม่เพียงแต่ รับไม่ได้ ผมไม่ยอม เจอกันที่ ป.ป.ช. ครับ ท่านจะตอบอย่างไรก็ตามนะครับ ผมขอ สงวนสิทธิบอก เมื่อกี้นี้ท่านพาดพิงเรื่องว่าเรื่องเก่า คําตอบวันนี้นะครับ ความไม่ดี ทักษิณทําไว้ ถ้าบอกว่าทําไมคุณแพง ทักษิณเริ่มต้นพูดน่าเศร้า เริ่มต้นด้วยทักษิณ เขาบอกว่าไม่ใช่ เริ่มต้นที่ไหน วันนี้มันทําไมแพง มันทําไมต้องทําอย่างนี้ เริ่มจากพวกคุณ แล้วอย่างไร วันนั้นใครนั่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการครับ และทํางานรถตู้ เดี๋ยวจะมีท่าน ที่พาดพิงเขา เขาจะมาตอบให้คุณ ท่านประธานครับ ผมใช้เวลามาจะถึงเวลาอีก ๒ นาที จะหมดเวลาที่เขาให้ผม ๑ ชั่วโมง ท่านประธานครับ ผมจะพูดอย่างนี้นะครับ หลังสมัย พระพุทธเจ้านิพพานนิดเดียว ก่อนคริสต์ศักราชประมาณ ๔๖๐ ปี มีนักคิดที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง เกี่ยวกับรัฐศาสตร์เกิดขึ้นในขณะนั้น เขาพูดไว้ว่าเราจะไม่รู้จักคน ๆ นั้นเลย คนกลุ่มนั้นเลย ถ้าเขาไม่ได้เป็นผู้บริหารประเทศ เมื่อเขาเป็นผู้บริหารประเทศ เราจะรู้จักเขามากขึ้น และเมื่อเขาใช้อํานาจในการบริหารราชการแผ่นดิน และเมื่อเขาออกกฎหมาย ผมตอบให้มัน ทันสมัยหน่อย เมื่อเขามาตอบในสภา เราจะยิ่งรู้จักเขามากขึ้น วันนี้ผมรู้จักพวกท่าน มากขึ้นแล้ว ผมได้กล่าวหาท่านรัฐมนตรีว่าท่านเพิ่มวงเงินในสมัยของท่านทั้งสายสีม่วง และสายสีน้ําเงิน เอื้อประโยชน์กับพวกพ้องนะครับ เพิ่มวงเงินโดยไม่ฟังความคิดเห็นของ สํานักงบประมาณ ตอนนี้สํานักงบประมาณที่เซ็นมา ท่าน ผอ. นะครับ ท่านก็เซ็นมา ผมคิดว่าทุกอย่างที่ฝ่ายประจํามองเห็น ทุกอย่างที่ฝ่ายการเมืองทํา ทุกอย่างที่ฝ่ายการเมือง มองเห็น เรามีความรู้สึกไม่ต่างกันหรอกครับ ทุกคนรักบ้านรักเมือง ผมกล่าวหาท่าน ในข้อที่ ๑ คือท่านปรับราคาเพื่อประโยชน์ อันที่ ๒ ผมกล่าวหาท่านว่าท่านผิดกฎหมายเสนอ ราคาหรือท่านฮั้วประมูล ฮั้วประมูล มาตรา ๑๒ ครับท่านประธาน ฮั้วประมูลมาตรา ๑๒ ครับ ท่านฟังนะครับ กระทําการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ความผิดเป็นอย่างไรครับ ฐานความผิดก็คือ ผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ ระวางโทษจําคุกตั้งแต่ ๕ ปี ถึง ๒๐ ปี หรือจําคุกตลอดชีวิต ผมไม่ต้องอ่านก็ทราบคําตอบ โทษหนักนะครับท่าน ผมก็ เป็นครูเก่า ท่านก็เป็นครูเก่า ไม่มีโกรธแค้นอะไรกันเลยนะครับ แต่ผมทําหน้าที่นี่ในฐานะ สมาชิกฝ่ายค้าน ผมยืนขึ้นมาทําหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนที่เลือกผม ผมถูกห้ามตลอดเวลา ว่าอย่าพูดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ชีวิตคุณไม่ดี จะอยู่ไม่ดีครับ ผมไม่เคยคิดเรื่องอื่นครับ อีกไม่กี่เดือนผมก็ต้องลงสมัคร จะได้เป็นผู้แทนหรือไม่ได้เป็นไม่รู้ ถ้าชาวบ้านไม่เลือกผม ผมไม่ได้เป็น วันนี้ผมมายืนตรงนี้ได้ เพราะว่าชาวบ้านเลือกผมแล้วผมชนะ ผมไม่ได้ดีกว่า คนที่แพ้ผมนะครับ แต่ชาวบ้านเลือกผมมากกว่า ผมเลยมายืนอยู่ตรงนี้ ผมต้องต่อสู้ในนาม ของ ส.ส. แทนชาวบ้าน เพราะปัญหาอย่างนี้ผมปล่อยไว้ไม่ได้เพราะว่าพี่น้องผมที่บ้าน ที่เป็น นายก อบต. เป็นนายกเทศบาล เป็นนายก อบจ. เขาไม่มีสิทธิจะทํากันอย่างนี้นะครับ เขาติดคุก เขาถูกพัก เขาถูกลงโทษ วันนี้รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลอะไร ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านอย่าพูดว่ารัฐบาลชุดก่อน ถ้าท่านพูดถึงทักษิณว่าไป แต่ท่านพูดถึงสมัคร พูดถึงสมชาย ผมถามท่านว่าครั้งหนึ่งพรรคผมเคยมีปัญหากับกลุ่มที่เรียกว่า แก๊ง ออฟ โฟร์ (Gang Of Four) วันนี้แก็งออฟโฟร์ที่ทําอะไรต่าง ๆ ที่พวกผมไม่พอใจอยู่หลังท่าน บางคนก็อุ้มท่านอยู่ อย่ามา โทษเลยครับเรานักการเมืองด้วยกันและผมพูดถึงท่านสักคนหนึ่งครับ ผมอยากจะยืนขึ้นมา อภิปรายท่านเหลือเกิน ผมเป็นคนศัตรูเยอะไหมผมไม่รู้ครับ แต่ผมไปไหนผมก็ไปคนเดียว ผมไม่ต้องการให้คนมาแวดล้อมผมเป็นร้อยเป็นพัน เพราะวันหนึ่งผมก็เป็นคนธรรมดาครับ ผมอายุ ๖๐ กว่าแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมไม่สามารถไว้วางใจรัฐมนตรีท่านนี้ให้นั่ง ในตําแหน่งนี้ได้ ท่านครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ รีบเปลี่ยนฝาขวดเร็ว ๆ ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผมจะได้ตอบท่านประธาน เพื่อให้ท่านสมาชิกได้รู้ถึงผมจริง ๆ ก็ตอบท่านประธานผ่านไปยัง สมาชิกอย่างตรงไปตรงมา แต่ต้องขออนุญาตท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าจําเป็นจะต้อง กล่าวถึงใครต่อใคร เพราะความจริงมันต้องกล่าวถ้าไม่กล่าวท่านก็ไม่รู้ ท่านสมาชิกในสภานี้ ก็ไม่รู้ ท่านประธานก็ไม่รู้ คนที่ฟังอยู่ทางบ้านก็ไม่รู้ ประเด็นที่ท่านกล่าวหาผมเรื่องสายสีน้ําเงินนี่ ผมฟังท่านผมจะตอบเรื่องนี้อย่างง่าย ๆ เพื่อให้คนฟังทางบ้านเข้าใจ เพราะผมฟังท่านยังงง
เรื่องแรกนี่ ท่านกล่าวหาผมเรื่องเพิ่มวงเงิน เรื่องเพิ่มวงเงินของสายสีน้ําเงิน กราบเรียนท่านประธานครับ เรื่องสายสีน้ําเงินนี้กรอบวงเงินนี่ ผมจําเป็นต้องยก เพราะไม่ยก ไม่รู้ ไม่รู้ว่าใครในยุคไหน สายสีน้ําเงินนี่ ครม. ได้มีมติอนุมัติกรอบ กรอบวงเงินขณะนั้น ไว้เมื่อปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๑ รัฐบาลใครก็ไปว่ากันเอาเองถ้าอย่างนั้น แต่ไม่ใช่ยุคผมนะครับ กรอบวงเงินที่อนุมัติไว้ตอนนั้นก็คือ ๔๘,๘๒๑ ล้านบาท นี่คือกรอบวงเงินในสมัยนั้น เมื่อได้ กรอบวงเงินแล้วเขาก็มาดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธียกเว้นอี-อ็อคชัน เพราะไปซื้อวิธีแบบ นานาชาติ ซึ่งขณะนั้นแบบนี่ยังไม่เสร็จ ผมก็ต้องกราบเรียนท่านว่า เมื่อแบบรายละเอียด มันยังไม่เสร็จ ก็ต้องบอกว่ามันไม่เสร็จ ทีนี้ท่านมาบอกว่าผม ในยุคผม ผมก็ไม่ปฏิเสธนะครับ ผมกราบเรียนท่านสมาชิกว่าปกติผมนี่ ผมจะไม่เคยละเมิดใคร ก็ว่ากันตรง ๆ จะไม่เคย ละเมิดใครในเรื่องที่จะกล่าวหาโยนความผิดหรือดูถูกใครต่อใครไม่เคยในวิสัยของผม ผมกราบเรียนนะครับ ในยุคผมที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็คือการไปเพิ่มกรอบวงเงิน ท่านพูดถูกแล้ว การเพิ่มกรอบวงเงิน แต่ว่าที่มาเป็น ๕๒,๔๖๐ ล้านบาท อันนี้ผมเพิ่ม ผมรับผิดชอบ เพราะว่า ผมเสนอเพิ่มจริง ๆ เพิ่มเพราะอะไรครับ แต่ว่าก่อนที่ผมจะเพิ่มนี่ท่านที่เป็นรัฐมนตรี ก่อนผมนี่ทําหนังสือขอเพิ่มเหมือนกัน ถ้าท่านไม่ให้กล่าวก็ไม่ได้ เพราะเอกสารอยู่นี่ นี่คือ ลายเซ็นของท่านรัฐมนตรีก่อนผม ที่ทําหนังสือขอเพิ่มกรอบวงเงินนี้ไป ใครมาเป็นรัฐมนตรี เขาก็ต้องขอเพิ่ม เพราะว่าขอเพิ่มเป็นยูนิต คอสท์ (Unit cost) ราคาต่อหน่วย รัฐมนตรี ท่านที่ก่อนหน้าผมท่านขอเพิ่มเป็นกรอบวงเงิน เพิ่มเป็น ๕๒,๙๕๖ ล้านบาท เพิ่มวงเงินเป็น ๔,๑๓๕ ล้านบาท ซึ่งการพิจารณาขณะนั้นท่านอดีตนายกรัฐมนตรีท่านบอกว่าให้ไปคิดราคา ต่อหน่วย เป็นยูนิต คอสท์ ฉะนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรี ผมก็รับมรดกชิ้นนี้มาทําต่อ เขาก็ไปคิดราคาต่อหน่วย ราคาต่อหน่วยที่ผมคิดทําไมมันลด ผมเพิ่ม ในวงเงินที่ผมเพิ่มคือ ๕๒,๔๖๐ ล้านบาท เป็นวงเงิน ๓,๖๓๙ ล้านบาท ถูกกว่ายุคนั้นอีก เพราะคิดราคาต่อหน่วย ตามความถูกต้อง ฉะนั้นประเด็นการเพิ่มวงเงิน ผมตอบท่านแค่นี้ เพราะคิดราคาต่อหน่วย เดี๋ยวใครจะยืนยัน คือก่อนหน้าผมนี่ก็ยังเพิ่ม หนังสือก็มี อย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว ฉะนั้น ผมจะไม่เอ่ยชื่อเพราะผมกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่า ใครมาเป็นรัฐมนตรี ก็เพิ่ม เพราะแบบนี่เขาคิดราคาต่อหน่วยเป็นยูนิต คอสท์ หนังสือก็อยู่ที่ผมส่วนประเด็นที่ นี่ผมจะตอบให้ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาแห่งนี้ได้เคลียร์ประเด็นว่าทําไมต้องเพิ่ม เพิ่มเป็นราคาต่อหน่วยเป็นยูนิต คอสท์ ซึ่งข้อสังเกตของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีตอนนั้น ท่านก็ได้มีข้อสังเกตไว้ว่าให้ไปคิดราคาต่อหน่วยมา หน่วยงานสํานักงบประมาณใครรู้หมด นะครับ ใครรู้หมด ฉะนั้นประเด็นนี้ผมกราบเรียนว่าเขาเพิ่มนี่ ในยุคผมเขาเพิ่ม ท่านสมาชิก อาจจะตกใจว่า เอ๊ะ เพิ่มอะไร เพิ่มในยุคผม คือเขาไปเพิ่มคิดเป็นค่ารื้อย้ายสาธารณูปโภค ก็คือ ประปา ไฟฟ้าที่เขาไปรื้อย้าย ทั้งหมด ๑,๔๓๒ ล้านบาท ค่าก่อสร้างที่มันเพิ่มขึ้นไปอีก ตามยูนิต คอสท์ อีก ๘,๘๘๑ ล้านบาท ค่าเครื่องจักร ค่าขนย้ายเครื่องจักร ๔๑๒ ล้านบาท ค่าแรงงานเพิ่มอีก ๖๗๖ ล้านบาท รวมทั้งหมดที่เพิ่มในกระบวนการที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ไปแล้ว ก็เป็นมูลค่าที่ต้องเสียแวต ๒๓๖ ล้านบาท นี่คือการเพิ่มที่ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่ามันเพิ่มตามเหตุผล ใครมาเป็นรัฐมนตรีก็ต้องเพิ่ม เพราะรัฐมนตรีก่อนหน้าผม เพิ่มแพงมากกว่าผม ท่านจะได้ทราบตัวตนผมอย่างไรครับ ท่านสมาชิกครับ
ประการที่ ๒ ผมจะอธิบายให้ง่าย ๆ เพราะว่าถ้าอธิบายแบบท่าน คนฟัง ไม่รู้เรื่อง งง รายการที่ ๒ ท่านบอกว่าโครงการนี้มันทุจริต ไม่มีโครงการไหนที่จะได้รับ การตรวจสอบเท่ากับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงิน ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าของ จริงนี่ เราต้องทนต่อการตรวจสอบ ฉะนั้นผมจะยกประเด็นการตรวจสอบมาให้ท่านประธาน ได้เห็นการตรวจสอบครั้งที่ ๑ เมื่อคณะกรรมการของ รฟม. ได้ทราบผลการประกวดราคาแล้ว เขาแต่งตั้งอย่างที่ท่านพูดนี่ครับ คืออธิบดีกรมโยธาธิการ อธิบดีกรมบัญชีกลาง สํานักงาน อัยการสูงสุด สํานักงบประมาณ เขาไปปรับวงเงิน เขาไปตรวจสอบก็ลดลงมา ๖๗ ล้านบาท เหลือเป็น ๕๑,๗๔๘ ล้านบาท นี่คือการตรวจสอบ เมื่อเขาตรวจสอบเสร็จแล้วคณะกรรมการ ก็ได้ส่งเรื่องนี้มาที่ รฟม. ได้เห็นชอบสัญญาที่ ๑ ถึง ๕ นี่นะครับ ต่ํากว่าราคากลาง ต่ํากว่า การประกวดราคากลางที่ให้ไว้ ต่ํากว่ากรอบวงเงิน นี่คือการตรวจสอบครั้งที่ ๑ ผมก็รายงาน ให้คณะรัฐมนตรีทราบ อย่างที่ท่านทราบนะครับ ปรากฏว่าเมื่อรายงานให้คณะรัฐมนตรี ได้ทราบแล้ว คณะรัฐบาลชุดนี้ละครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ตรวจสอบตามโครงการอีกครั้งหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีให้แต่งตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบ โครงการนี้ โดยไม่ผ่านแล้วให้รายงานท่านนายกรัฐมนตรีได้ทราบ นี่คือการตรวจสอบครั้งที่ ๒ การตรวจสอบครั้งที่ ๓ เป็นไปตามที่ท่านได้ข้อมูล ก็คือการตรวจสอบตามที่คณะกรรมาธิการ ได้ให้ความเห็นไป ก็คือคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ในสภาเรานี่ละครับ คณะกรรมาธิการได้ตั้ง ข้อสังเกต ท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้รับเอาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการไปตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง กระทรวงคมนาคมก็ได้ดําเนินการการตรวจสอบตามที่คณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็น รายละเอียดผมไม่พูด แต่เพราะว่าเขาตรวจสอบตามกระบวนการ เมื่อตรวจสอบเสร็จแล้ว ในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๓ เราก็ได้รายงานข้อเท็จจริงไปให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทราบ ทุกประเด็น ปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรียังติดใจ ยังติดใจอยู่ ๒ เรื่องที่ท่านพูดถึง ก็คือเรื่องฮั้วกับเรื่องราคา ในเรื่องของการที่จะปฏิบัติตามระเบียบของกฎหมาย ในภาค ราชการนี้ใครชี้ ใครเป็นผู้ที่มีอํานาจชี้ว่าราชการปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ถูกต้องในเรื่องของ กฎหมาย ก็คืออัยการ ท่านนายกรัฐมนตรีก็สั่งให้กระทรวงคมนาคมนี่ เรื่องนี้แจ้งให้อัยการ ตรวจสอบขั้นตอนการทํางานของกระทรวงคมนาคม ผลการตรวจสอบของอัยการ ผมจะได้ นํามากราบเรียน นี่คือผลการตรวจสอบ ประทานโทษครับ นี่คือหนังสือยืนยันจากอัยการ ครับ สํานักงานอัยการสูงสุด สํานักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ อส ๑๐๒/๒๖/๗ สํานักงานอัยการสูงสุด ลงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔ เรื่อง ข้อสังเกตเบื้องต้นของโครงการ รถไฟฟ้าสายสีน้ําเงิน บางซื่อ-ท่าพระ เรียน เลขาธิการนายกรัฐมนตรี อ้างถึง หนังสือสํานัก เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลับ ด่วนที่สุด ที่ สล ผมไม่อ่านนะครับ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ ตามที่ผมจะไม่อ่าน ตามที่หนังสือนี้นะครับ สํานักงานอัยการสูงสุด ขอเรียนความเห็น ที่เกี่ยวข้อง ข้อสังเกต ข้อ ๑ ถึง ข้อ ๓ ดังนี้
กรณีข้อสังเกต ข้อ ๑ ที่ว่า คณะกรรมการกําหนดราคากลางปฏิบัติขัดต่อ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๑ นั้น เห็นว่าหากข้อเท็จจริงปรากฏตามที่ กระทรวงคมนาคมชี้แจง หนังสือกระทรวงคมนาคม ด่วนที่สุด ลงวันที่ ผมไม่อ่านนะครับ พร้อมกับเอกสารชี้แจง การที่รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศ (รฟม.) ได้ดําเนินการ กําหนดราคากลางงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสีน้ําเงิน โดยได้ดําเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการ กําหนดราคากลาง เขาก็ว่ามานะครับ ผมไม่เสียเวลาอ่าน เพื่อท่านจะได้เข้าใจ สุดท้าย เขาขมวดว่า รฟม. ได้ดําเนินการถูกต้องตามขั้นตอนและตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงแล้ว นี่คือข้อที่ ๑
ข้อสังเกตที่ ๒ เขาบอก ที่คณะกรรมการพิจารณาข้อเสนอการประกวดราคา ทําผิดระเบียบขั้นตอนกฎหมาย ขอเรียนความเห็นในกรณีดังต่อไปนี้นะครับ กรณีที่ ๑ สัญญาที่ ๑ กรณีที่บริษัท อิตาเลียน-ไทย ได้คํานวณตัวเลขผิดนั้น ที่ท่านบอกผมว่าตัวเลขผิด น่าหัวเราะ ไม่ให้คนกินข้าว ต้องกินนะครับ คนต้องรับประทานข้าว เขาบอกว่า ตามประกาศ การประกวดราคาระบุให้การประกวดราคาตามสัญญาการประกวดราคาแบบนานาชาติ ซึ่งหลักเกณฑ์การประกวดราคานานาชาติโดยทั่วไประบุเงื่อนไขการตรวจสอบราคา ผมไม่อ่านนะครับ สุดท้ายเขาบอกว่าการดําเนินการการตรวจสอบราคาดังกล่าว เพียงการ ตรวจสอบราคาให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ผิดพลาด ซึ่งมิใช่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ และสาระสําคัญที่กําหนด เป็นการแก้ไขและเสนอราคาเพื่อให้ได้ผลประโยชน์การได้เปรียบ เสียเปรียบของผู้เสนอราคานะครับ จึงเป็นกรณีที่กรรมการพิจารณาพิจารณาเสนอราคา การประกวดราคาได้ และกรณีนี้เป็นประโยชน์แก่ทางราชการ ดังนั้นจึงเห็นให้ดําเนินการ ถูกต้องตามขั้นตอนเอกสารการประกวดราคาและข้อบังคับของ รฟม. ว่าด้วยระเบียบพัสดุ และธรรมเนียมการประกวดราคาแบบนานาชาติ นี่ละครับที่ท่านบอกผมว่ารวมตัวเลขผิด น่าหัวเราะ มันรวมตัวเลขผิด ถามว่าในอดีตเคยมีไหมครับ เมื่อปี ๒๕๔๖ ก็มีการประกวด ราคาสะพานลอย กทม. นี่ครับ บริษัท ที่จริงผมไม่อยากอ่านเลยนะครับว่าเขาเสียหาย บริษัทที่ ๑ บริษัทที่ ๒ บริษัทที่ ๓ นี่เขาแจ้งมา เรียนเลยครับเพราะมันเป็นข้อเท็จจริง นะครับ บริษัท ธีรเทพ เปิดซองออกมาแล้วได้ลําดับที่ ๑ บริษัท อิตาเลียน-ไทย ได้ลําดับที่ ๒ บริษัทพีพีดีได้ลําดับที่ ๓ พอมาขั้นพิจารณาแล้วปรากฏว่าบริษัท อิตาเลียน-ไทย นี่ได้ที่ ๑ บวกเลขผิดไป ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถามว่าในอดีตมีไหมครับ มี แล้วก็มีเยอะแยะในการคิด ราคาต่อหน่วย ฉะนั้นใครจะฮั้ว ใครอะไร ผมไม่รู้ แต่มันมีข้อเท็จจริงอย่างนี้ ผมมีหน้าที่ ที่ดูว่ามันขัดกับระเบียบกฎหมาย ท่านก็จะบอกว่า ไม่รู้ไม่ได้ ไม่ได้ มันเป็นเรื่องระเบียบของ ผู้ปฏิบัติของหน่วยงาน ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีก็ต้องทําอย่างนี้ ผมจําได้ว่าก่อนหน้าที่จะมี การเปิดอภิปราย ท่านได้บอกว่ารัฐบาลชุดนี้แทรกแซงข้าราชการจนเสียหาย เมื่อวานนี้ครับ ผมบอกว่า ถ้าท่านเข้าไปดูทั้งหมด ถามว่าแทรกแซงไหม ฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องที่ท่านบอกว่าไปแก้ตัวเลขฮั้วงานนะครับ เขาตรวจสอบแล้ว ส่วนกรณีที่ ๒ ที่เรื่อง เอกสารผลงานอะไรต่าง ๆ ผมจะสรุปว่า รฟม. จึงสามารถดําเนินการดังกล่าว และเป็นการ ดําเนินการที่ถูกต้องตามข้อบังคับ เป็นไปตามเงื่อนไขของการประกวดราคา นี่คือประเด็น ที่ท่านกล่าวหาผม ส่วนเรื่องเอกสารของชิโนไทยนะครับ เขาบอกว่ากรณี รฟม. ได้ดําเนินการ ถูกต้องตามขั้นตอนและข้อบังคับตามเงื่อนไขของการประกวดราคา ผมกราบเรียน หลายครั้งแล้ว แล้วก็มีพูดหลายครั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องบริษัทชิโนไทย ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคผมเลย ก่อนหน้านี้ผู้บริหารอะไรต่าง ๆ ก็เป็นรัฐมนตรีร่วมกัน ฉะนั้นเรื่องนี้ เราก็พูดเอามันส์ว่าผมนี่ไปเอื้อให้บริษัทนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ ฉะนั้นขอกราบเรียนครับ ประเด็นที่ ๓ ที่ต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกนะครับ ข้อสังเกตของอัยการ ข้อ ๓ ขอเรียนว่าเมื่อกระทรวงคมนาคมได้ดําเนินการชี้แจงและยืนยัน รฟม. ได้ดําเนินการประกาศให้ผู้รับจ้างทราบ ประกาศผลการประกวดราคา สัญญาการก่อสร้าง โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงินทุกสัญญาได้ปรับราคาได้ และได้ระบุในเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ ประเภทงานก่อสร้างนะครับ สูตรวิธีการคํานวณ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๓๒ ไว้ในร่างสัญญาก่อสร้างทุกสัญญา และ รฟม. ได้ดําเนินการตรวจสอบ รายละเอียด ถูกต้องตามเงื่อนไข ตามหลักเกณฑ์ ประเภทงานก่อสร้าง สูตรวิธีการคํานวณ ตามข้อสังเกตของอัยการสูงสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีความจําเป็นที่สํานักงานอัยการ สูงสุดจะได้ให้ความเห็นในกรณีนี้อีก ฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า นี่คือประเด็นที่ท่านกล่าวหาผมว่ามีการฮั้วงาน ผมเรียนนะครับ ผมอยากเปรียบเทียบ โครงการใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้น อันนี้คือโครงการสายสีแดง โครงการสายสีแดงนี่ ถ้าคิดราคา กิโลเมตร จํานวนเงินต่อกิโลเมตรนะครับ สายสีแดงนี้ ๑,๖๔๘ ล้านบาทต่อกิโลเมตร สายสีม่วงนี้ ๑,๑๙๑ ล้านบาทต่อกิโลเมตร สายสีแดงนี้ประมูลเมื่อปี ๒๕๕๐ สายสีม่วง ประมูลเมื่อปี ๒๕๕๑ สายสีน้ําเงินนี้คิดเป็นกิโลเมตรหนึ่งต่อ ๑,๐๗๖ ล้านบาท ถูกกว่า ทุกสายที่สร้างก่อนนี้ ฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าเรื่องนี้มันต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูด แล้วผมก็กราบเรียนว่านี่คือประเด็นที่ท่านกล่าวหาว่า ๑. รฟม. หรือกระทรวงคมนาคมทําผิด ขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการผิดมติคณะรัฐมนตรีหรือผิดขั้นตอนการประกวดราคา ได้รับคํายืนยันจากอัยการสูงสุด ซึ่งผมเรียนแล้วนะครับว่าอัยการ สํานักงานอัยการสูงสุด คือเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาล สูงสุดแล้วหมดแล้วในเรื่องที่ปรึกษากฎหมาย สูงสุดแล้วครับ ยกเว้นเข้าสู่กระบวนการศาล นี่คือสูงสุดแล้ว ถ้าไม่ฟังอัยการสูงสุดไม่รู้จะไปเชื่อใคร จะให้ ใครมาตรวจสอบอีก ผมจึงบอกว่าจะได้พิสูจน์ ผมไม่ได้ชื่นชมยกยอท่านนายกรัฐมนตรี เกินเหตุ เรื่องนี้แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ข้อมูลไป แต่ว่า ผมไม่ติดใจ ผมถือว่าทําหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา กรรมาธิการก็ทําหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ก็ถือว่าไม่เป็นไร ขอให้เราชี้แจงได้ ฉะนั้นประเด็นนี้ผมกราบเรียนท่านประธานไปยัง ท่านสมาชิกว่าสุดท้ายมันอยู่ที่หนังสืออัยการ ใครจะกล่าวหาใคร แต่สุดท้ายต้องมีคนการันตี (Guarantee) สูงสุด ถ้าอย่างนั้นประเทศอยู่ในนิติรัฐไม่ได้
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านกล่าวหา คือเรื่องราคาถูก แพง วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ที่คณะรัฐมนตรีได้ถกเถียงกันมาก เรื่องนี้ไม่มีสุกเอาเผากิน เรื่องโครงการใหญ่ ๆ ในรัฐบาล ชุดนี้ไม่มีสุกเอาเผากิน ผมก็ไม่ได้น้อยใจด้วยนะครับ เรื่องนี้ทาง ครม. ได้ให้กรมบัญชีกลาง ได้ตรวจสอบ กรมบัญชีกลางได้ตรวจสอบข้อมูลของรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงินในเรื่องราคา นี่คือ หนังสือที่กรมบัญชีกลางส่งถึงแจ้งผลการตรวจสอบไปยังเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นี่คือ สําเนาหนังสือที่รายการเขาแจ้งไปบอกว่า ผมจะไม่อ่านนะครับ เขาบอกว่า ในกรณีที่เป็นงาน หรือโครงการการก่อสร้าง ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการหลายโครงการมีความสลับซับซ้อน ใช้งบประมาณมีลักษณะเป็นโครงการเฉพาะและเทคโนโลยีพิเศษ ซึ่งแตกต่างจากการ ก่อสร้าง ๓ ประเภทดังกล่าว ให้กําหนดวิธีการคํานวณราคากลางโดยเฉพาะ ซึ่งข้อเท็จจริง และคําชี้แจงของกระทรวงคมนาคมพบว่า รฟม. ทราบ และดําเนินการตามแนวทางดังกล่าว การแต่งตั้งและอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการราคากลาง
สุดท้ายครับ ที่ประชุมของคณะกรรมการที่เขาประชุมกรมบัญชีกลาง เขาบอกว่า ที่ประชุมได้พิจารณามติในประเด็นดังต่อไปนี้ ถ้าผมจะอ่านก็คงยาวนะครับ ท่านประธาน ผมจะสรุปเฉพาะประเด็นที่สําคัญ เขาบอกว่า รฟม. มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการกําหนดราคากลางโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงินช่วงหัวลําโพง บางแค บางซื่อ ท่าพระ ซึ่งตามข้อกําหนดหลักเกณฑ์ได้คํานวณราคากลางตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๖ อันนี้คือหลักเกณฑ์ แนวทางและวิธีปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การก่อสร้างตามข้อ ๑๒ ซึ่งกําหนด ไว้ว่าการก่อสร้างออกแบบ การก่อสร้างหน่วยงานเจ้าของโครงการ งานก่อสร้างสามารถให้ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เอกชน เป็นผู้ออกแบบก่อสร้างให้ก็ได้
สุดท้ายผมจะกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิก เขาขมวดท้ายบอกว่า การเปรียบเทียบราคาคนละฐานดังกล่าว ค่างานก่อสร้างเฉลี่ยงานโยธาธิการกิโลเมตรละ ๑,๑๐๐ ล้านบาท เป็นการเปรียบเทียบจากโครงสร้างยกระดับงานก่อสร้างกิโลเมตรละ สผ ปรากฏเฉลี่ยกิโลเมตรละ ๑,๐๗๖ ล้านบาท กิโลกเมตรละ ๑,๑๙๑ ล้านบาท กิโลเมตรละ ๑,๖๔๘ ล้านบาทตามลําดับ ตารางได้เปรียบเทียบรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงินและโครงการรถไฟฟ้า เฉลิมรัชมงคล ปรากฏว่าราคาเฉลี่ยกิโลเมตรละ ๓,๘๔๖ ล้านบาท และโครงการ ๔,๐๔๐ ล้านบาทตามลําดับ สรุปความก็คือ โครงการนี้เป็นโครงการที่มีราคางานก่อสร้างถูก กว่าทุกโครงการ นี่คือหนังสือจากกรมบัญชีกลางที่ผมกราบเรียนนะครับ ฉะนั้นประเด็น ที่ท่านสมาชิกกล่าวหาในเรื่อง ผมสรุปความก็คือ เรื่องราคา เรื่องไม่ปฏิบัติตามสัญญางาน ฉะนั้นผมเรียนท่านประธานนะครับว่าวันนี้สิ่งที่กระทรวงคมนาคมได้ดําเนินการไปนั้น ได้ถูกต้องตามมติคณะรัฐมนตรีและได้ถูกต้องตามขั้นตอนและผ่านการตรวจสอบทุกเรื่อง นี่คือโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ําเงิน ส่วนโครงการที่ท่านกล่าวหาผมเรื่อง โครงการรถไฟฟ้า สายสีม่วง ประเด็นที่ท่านกล่าวหาผม ก็คือ การเพิ่มวงเงินที่ไม่ชอบ ผมเรียนครับว่าประเด็น ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่ารถไฟสายสีม่วงที่จริงแล้วก็มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจผม ครั้งแรกแล้ว ผมเรียนมีประเด็นหลักสําคัญอยู่ ๒ เรื่อง
เรื่องแรก คือเรื่องการใช้แวต (VAT) ที่ท่านกล่าวหาบอกว่าการที่เราเอาแวต มาใช้จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เพราะการกู้ยืมเงินของไจก้า ไม่สามารถที่จะเอาแวตมาใช้ได้ ฉะนั้น เบื้องต้นที่ผู้เสนอราคาให้เสนอราคาในการก่อสร้างครั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ตรวจสอบแล้ว ว่าไจก้าไม่อนุมัติให้มีเงินในวงเงินแวต ฉะนั้นกระทรวงคมนาคมก็ได้รายงานผลการปรับราคา ซึ่งท่านกล่าวหาบอกว่าคณะรัฐมนตรีถ้าจะปรับกรอบวงเงินต้องปรับแวต ครม. ต้องอนุมัติ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ การอนุมัติเป็นหน้าที่ของหน่วยงาน ฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ท่านกล่าวหาผมในเรื่อง สายสีม่วงผมเรียนว่าวันนี้เรื่องต่าง ๆ ที่ผมได้ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ แล้วก็ในการอภิปราย คราวที่แล้วก็ถือว่าผมยืนยันคําชี้แจงผมในการที่อภิปรายคราวที่แล้วครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสงวน พงษ์มณี
ผมจะไม่ใช้เวลาสภามาก แต่ผมคิดอย่างนี้ ท่านประธานครับ ในสายสีม่วงท่านไปดูเอกสารซ้ําอีกทีนะครับ ถ้าสมมุติว่าท่านปรับวงเงิน ได้จริง ทําไมสัญญาที่ ๖ ท่านถึงมาขออนุมัติ ครม. ในหนังสือฉบับเดียวกัน แล้วก็ท่านไปพูด ผมว่าท่านไม่เข้าใจจริง ๆ วงเงินที่ท่านสมัครทําไว้นี่ เขาวงเล็บว่า รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม กู้เมืองนอกมันไม่ต้องใช้ ก็ต้องตัดภาษีมูลค่าเพิ่มออกไป ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ท่านปรับ รวมกันแล้วเอาไปเป็นค่างานมันมีที่ไหนเขาทํากัน อันที่ ๒ ผมกล่าวหาว่าท่านขึ้นวงเงิน ไม่ชอบ ผมอ้างถึงเอกสารของสํานักงบประมาณวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ลงนามโดย ท่านผู้อํานวยการ ท่านครับเขาพูดชัดเจนว่าท่านขอไป ๕๒,๐๐๐ ล้านบาท เขาให้แค่ ๕๐,๓๕๓ ล้านบาท มันเกินไปตั้ง ๒,๐๐๑ ล้านบาทครับ ผมพูดตรงนี้ ไม่ได้พูดตรงที่อื่น อันสุดท้ายที่ท่านพูดเรื่อง ค่าฮั้ว เรื่องราคาไม่มีฮั้ว ท่านครับค่าฮั้วเขาหมายถึงกระบวนการ ไม่ชอบ ถ้าท่านต้องการช่วยเรื่องปรับราคา ผมหัวเราะตรงไหน ท่านก็เลือกใช้นานาชาติ แต่ถ้าท่านอยากจะต่อรองราคา ท่านก็เลือกใช้ของไทย ที่สําคัญท่านไม่ตอบเลยว่าท่านทําผิด มติ ครม. ในเรื่องของทําสัญญาหลักเป็นภาษาอังกฤษ จนกระทั่งบัดนี้ไปแปลมาเสียเงินไป เกือบ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก็ยังสําทับว่าใช้ทางกฎหมายไม่ได้ มีสัญญาที่ไหนในประเทศนี้ เขียนแล้วใช้ทางกฎหมายไม่ได้ เพราะสัญญาเป็นสัญญาทางปกครองตามมติ ครม. แล้วท่าน ก็นั่งอยู่ใน ครม. เขาปรับเฉพาะว่าถ้าหาก เขาปรับเฉพาะข้อ ๑ เท่านั้นนะครับ เขาปรับว่า ถ้าจําเป็นต้องมีอนุญาโตตุลาการ ท่านอภิสิทธิ์บอกว่าให้ขออนุมัติเป็นราย ๆ ไป แต่ข้อ ๒ นี่ สัญญาหลักต้องเป็นภาษาไทย สัญญาภาษาต่างประเทศให้เป็นคําแปลประกอบ วันนี้ ท่านดําเนินการสายสีม่วง สีน้ําเงิน สัญญาหลักเป็นภาษาอังกฤษ ตอบอย่างไรครับ ผมไม่ฟัง คําตอบท่านแล้วรบกวนเวลาคนอื่น ขอบคุณครับท่านครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ ฟังหน่อยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจง ท่านหน่อยครับ ท่านต้องฟังครับ มติคณะรัฐมนตรีได้ให้ใช้สัญญาเฉพาะสัญญาสัมปทาน เท่านั้น ไม่ได้ระบุในสัญญาก่อสร้างนี้ไว้เลยนะครับ ส่วนเงื่อนไขของแหล่งเงินกู้ไจก้า ก็กําหนดให้ใช้สัญญาเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ฉะนั้นก็เป็นตามเงื่อนไขที่เราไปกู้เงิน เราไปกู้เงินบอกว่า ต้องใช้สัญญาเป็นภาษาอังกฤษ เราก็ต้องใช้ตาม คุณไปเซ็น ที่จริงเรื่องนี้ การกู้เงินไจก้าไปกู้ในยุคท่าน ไปตกลงที่จะใช้เงินไจก้า ไจก้าก็ระบุว่า คุณไปเซ็นรับรองบอก ว่าสัญญาแหล่งเงินกู้ ในสัญญาต้องใช้ภาษาอังกฤษ ในยุคผมถึงใช้ภาษาอังกฤษอย่างไร ฉะนั้นวันนี้ส่วนที่ท่านบอกว่าการใช้อนุญาโตตุลาการ รฟม. ได้ขออนุมัติต่อ ครม. เห็นชอบ ได้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการ ครม. ก็ให้ความเห็นชอบ ก็ไม่มีอะไรจะต้องชี้แจงต่างนี้ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสันติ ใช้สิทธิพาดพิงหรือครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม สันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส. ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมจะขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิพาดพิง เนื่องจากว่าท่านสงวน พงษ์มณี ได้กล่าวหาท่านรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ในเรื่องรถตู้ ว่าเดิมทีในปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ รถตู้มีราคา ประมาณคันหนึ่งประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ บาท ที่ซื้อ-ขายกัน แล้วก็จากการที่กรมการขนส่ง ทางบกได้มีมติล็อกสเปกในเรื่องรถ
เดี๋ยว เรื่องรถตู้นี่รู้สึกจะเป็นท่านประเสริฐนะครับ ไม่ใช่ท่านสงวน
ครับ ๆ ว่ามันมีส่วนต่างราคาถึง ๕๐๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากการล็อกสเปกของกระทรวง ของกรมการขนส่งทางบก แล้วท่านรัฐมนตรีโสภณได้ขึ้นมาตอบชี้แจงนะครับว่า มติของกรมการขนส่งทางบกในเรื่อง ล็อกสเปก เรื่องรถแก๊สก็ดี แก๊สแอลพีจีก็ดี เรื่องรถตู้ทรงสูงก็ดี เพื่อให้ราคาสูง เป็นการ ล็อกสเปกจากรัฐมนตรีคนก่อน รัฐบาลที่แล้ว รัฐมนตรีคนก่อน ผมก็อยากจะเรียนชี้แจงว่า ที่ท่านพูดมาอย่างนั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากว่ารัฐบาลก่อนนั้น ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ แต่ว่ามี ท่านโสภณเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นนะครับ แล้วก็กํากับดูแล กรมการขนส่งทางบก และมติต่าง ๆ นั้นก็กํากับโดยท่านครับ ท่านเป็นคนทําเอง ซึ่งผมเอง ถูกผู้หลักผู้ใหญ่ทักท้วงจํานวนมากว่ามันจะไปเกิดปัญหามากมาย เกิดปัญหาคอร์รัปชัน ต่าง ๆ แต่เนื่องจากว่าผมได้มอบกรมการขนส่งทางบกให้ท่านไปกํากับดูแลแล้ว ท่านก็บอกว่า ต้องมอบขาด ก็ขาดไปนะครับ แล้วท่านเองมาชี้แจงตอนท้ายนะครับว่าท่านไม่เกี่ยวข้อง แล้วหลังจากที่ท่านได้จดทะเบียนรถตู้จนวิ่งไปทับเส้นทางอะไรต่าง ๆ แล้ว ท่านก็บอกว่า ท่านก็มาแก้ปม แก้ปม ที่ล็อก สเปกอันนั้น แก้สเปกใหม่ให้รถตู้ไม่ต้องทรงสูงก็ได้ ไม่ต้องแก๊ส ก็ได้ มาจดทะเบียนได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง ท่านเป็นคนทํา แล้วก็เมื่อจดทะเบียนรถพวกนั้น ไปจดหมดแล้วนะครับ ท่านก็มาแก้ของท่านเองเพื่อกวาดเอารถที่อยู่นอกสเปกนั้นเข้ามาอีก ส่วนเรื่องคอร์รัปชันนั้นผมไม่ได้อยู่ในช่วงที่ท่านเป็นรัฐมนตรี แล้วก็ไม่ได้อยู่ในช่วงของ รัฐบาลนี้ ผมไม่ทราบ นั่นเป็นของผู้อภิปรายที่ไปกล่าวหาท่าน ก็ชี้แจงว่าไม่ใช่ เป็นรัฐบาลก่อน ท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยของผมที่กํากับดูแลที่ผมมอบให้กํากับดูแลกรมการขนส่งทางบก อันนี้ เป็นประเด็นที่หนึ่ง
ส่วนประเด็นที่ ๒ นั้น ที่ท่านสงวนได้อภิปรายเรื่องรถไฟสายสีม่วง แล้วท่าน ก็มาบอกว่าราคาของสายสีม่วงนั้นก็ยังถูกกว่าสายโน้นสายนี้ จริง ๆ ประเด็นอาจจะคนละ ประเด็นกัน ผมฟังท่านสงวนว่าไม่ใช่เรื่องราคาแพง ราคาถูก มันเป็นเรื่องที่สมัยเมื่อผมเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในสมัยนั้น เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ผมได้ขอ กรอบวงเงินจาก ครม. ในวงเงิน ๓๖,๐๕๕ ล้านบาทนั้นนะครับ ประกอบด้วยค่างานก่อสร้าง ๒๙,๗๒๔ ล้านบาท เป็นเงินสํารองเผื่อเหลือเผื่อขาด ๓,๙๗๒ ล้านบาทนะครับ เป็นเงิน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ๒,๓๕๙ ล้านบาท รวมแล้วเป็น ๓๖,๐๕๕ ล้านบาท ซึ่งเงินสํารอง เผื่อเหลือเผื่อขาดกับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นเงินที่เผื่อเอาไว้จ่ายผู้รับเหมาในการเบิก งวดงานแต่ละงวด แต่ละงวดเท่านั้น แต่เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๒ ทางกระทรวงและ รฟม. ได้นํากรอบวงเงินนี้เข้าไปใน ครม. เพื่อขออนุมัติค่าก่อสร้าง แล้วไปรวมเอาเงิน ๒ ส่วนนี้เข้าไปให้ผู้รับเหมาในสัญญาที่ ๑ และสัญญาที่ ๒ โดยไม่แจ้ง ครม. คือมั่วเอา ทําให้ รัฐเสียเงินไปนี่ถึง ๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่ง ครม. เองมีอํานาจ แต่ต้องอนุมัติว่าให้นําเงินสํารอง
ท่านสันติ มีผู้ประท้วงครับ ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาตที่จะต้องประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อที่ ๘ ในกรณีที่ผู้กําลังอภิปราย บอกว่าถูกพาดพิง การพาดพิงในการอภิปรายครั้งนี้ต้องแสดงถึงความเสียหายตรงไหนด้วย เพราะมิฉะนั้นก็จะเป็นการอภิปรายเสียเอง ให้ท่านวินิจฉัยด้วยครับ
คือได้มีการกล่าวถึงโครงการต่าง ๆ ก็พาดพิงไปถึงรัฐบาลเก่า ซึ่งท่านสันติเป็นรัฐมนตรีว่าการอยู่ ท่านก็ขอสิทธิกรณีพาดพิง ซึ่งถ้าท่านไม่ชี้แจงก็จะเสียหาย เข้าใจผิด ฉะนั้นประธานก็อนุญาต ขอเชิญชี้แจงต่อครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ถ้าผมไม่ ชี้แจงนี้ผมก็ต้องเสียหาย เนื่องจากว่าคําชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการปัจจุบันนี้ไปในทํานองว่า เงินค่าก่อสร้างจริง ๆ เป็น ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมขอเพิ่มไว้ จริง ๆ ไม่ใช่ เงินค่าสร้างจริง ๆ ๒๙,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง แล้วก็ได้ใช้กรอบวงเงินตัวนั้นตามที่ท่านสงวนได้อภิปรายไปว่า ไปหลอก ครม. ว่าเงินทั้งหมดของค่าก่อสร้างเป็นเท่านี้ แต่จริง ๆ ไม่ใช่ เอาเงินแวต และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดนี้นะครับ ซึ่งยังต้องถือว่าเป็นเงินของ รฟม. อยู่นี้ เอาเข้าไปรวม ในค่าก่อสร้าง แล้วก็ไปเหมารวมว่าเป็นกรอบวงเงิน จริง ๆ แล้วถ้าจะเอาเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม ๗ เปอร์เซ็นต์ และเอาเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดรวมแล้ว ๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้ไปให้กับสัญญาที่ ๑ และสัญญาที่ ๒ นั้น ต้องขออนุมัติ ครม. เป็นการต่างหาก ดังนั้นผมเรียนว่าถ้าการเลือกตั้ง ในครั้งหน้าถ้าพรรคเพื่อไทยนี้ชนะแล้วได้เป็นรัฐบาล เงินของประชาชน ทางพรรคเพื่อไทย จะทวงคืน ก็คงขอเรียนอย่างนั้น
อีกประเด็นหนึ่งสายสีน้ําเงินท่านบอกว่ารัฐบาลที่แล้วก็มาขอเพิ่ม ผมเรียนว่า กรอบวงเงิน ๔๘,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ขอตั้งกรอบวงเงินนี้ในสมัยผมจริง แต่ ๕๒,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ ผมไม่ได้ขอเพิ่ม แล้วท่านก็บอกอยู่แล้วว่าท่านก็เป็นคนขอเพิ่มเอง แล้วท่านก็มาบอกว่า ใครเป็นรัฐมนตรีก็ต้องขอเพิ่มหมด ไม่ใช่ จึงขอชี้แจง แล้วก็เรียนให้เข้าใจตามนี้ ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขอชี้แจง จริง ๆ เอกสาร มันชัดครับ มติคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน มันไม่ใช่ผมหรอกครับ อันนี้ไม่ใช่ผมแน่นอน และผมกราบเรียนว่า เรื่องรถตู้อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านจะไปคิดอย่างไรก็แล้วแต่ ผมนี้บริสุทธิ์ยุติธรรม ทําช่วยเหลือ คนจนจริง ๆ ส่วนใครจะคิดอย่างไร ผมถึงบอก ผมถึงให้นโยบายว่าข้าราชการคนไหนไปทํามาหากิน เรื่องนี้คุณต้องรับผิดชอบ ฉะนั้นท่านมาพูด ไม่ถูกผมหรอกครับเรื่องนี้
ท่านสมคิดประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย ขอประท้วง ท่านรัฐมนตรีที่บอกว่าไม่เกี่ยวข้อง รถตู้นะครับ ผมได้ไปร่วมรายการวิทยุโทรทัศน์ของ สภาผู้แทนราษฎรเขาถามมา เขาต้องจ่ายเงินกว่าจะได้ป้ายเหลืองนะครับ คันละ ๖๐,๐๐๐ บาท เขาโทรมาจากจังหวัดลพบุรี อันนี้ท่านโสภณโกหกในสภาผู้แทนราษฎรครับ กว่าจะได้ป้ายเหลือง คันละ ๖๐,๐๐๐ บาทครับ ขอบคุณครับ
นั่งลงครับ เชิญท่านรัฐมนตรีต่อ
ที่จริงก็ไม่ใช่ ประท้วงนะครับ ผมเรียนท่านสมาชิกนะครับ เรียนท่านประธานด้วยครับว่า วันนี้ผมจึงกําชับ ถ้าท่านบอกว่าท่านมีอย่างนี้ เอามาครับ อย่าว่าแต่เจ้าของรถตู้เลย ข้าราชการก็เหมือนกัน ต้องเอาติดคุก เพราะผมไปประกาศแล้ว ผมไปประกาศบริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว ถ้าใครจะกล่าวหาลอย ๆ ใครก็ได้ครับ ฉะนั้นผมไปประกาศต่อหน้าคน ๓,๐๐๐ คนแล้ว บอกว่าจะต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าที่ท่านอดีตรัฐมนตรีท่านพูด ที่จริงท่านฟังผิด ทั้งหมด เรื่องการขยายกรอบนี่ ลายเซ็นท่านมันปรากฏ ในวงเงินนี่ครับ ๕๒,๙๓๖ ล้านบาท ลายเซ็นท่านมันอยู่ตรงนี้ นี่คือหนังสือราชการที่ผมได้มา เพราะฉะนั้นผมจึงพยายามบอกว่า ใครเป็นรัฐมนตรีเขาก็ต้องทํา แต่ผมมันทําถูกกว่า
ส่วนเรื่องสายสีม่วง ท่านบอกว่าผมมั่ว ไม่มั่วหรอกครับ การกู้เงินไจก้า ข้อตกลง เบื้องต้นท่านไม่อ่านหรืออย่างไรครับ เขาห้ามมาใช้แวต มันไม่มีแวตตั้งแต่เบื้องต้นที่ผม ได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ ผมไม่ได้มั่ว เขาใช้ราคาที่เป็นยูนิต คอร์ส ออกมา ฉะนั้นวันนี้รายการ สีม่วงมันคิดราคาต่อหน่วย ไจก้าเขาจึงยินยอมให้ใช้เงินกู้ของเขา ฉะนั้นประเด็นนี้ไม่ได้มั่ว นะครับ เรื่องใช้แวตก็ไม่มั่วครับ
จบแล้วนะครับ ท่านสันติมีอะไรอีกครับ
ท่านประธานครับ ผม สันติ พร้อมพัฒน์ ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยครับ คือในขณะที่กู้เงินนั้น รัฐบาลในสมัยนั้นยังไม่ทราบว่าจะใช้ เงินกู้ต่างประเทศหรือจะใช้เงินในประเทศ ถ้าหากว่าใช้เงินกู้ต่างประเทศก็ไม่ต้องใช้แวต แต่ถ้าใช้เงินกู้ในประเทศก็ต้องใช้แวตนะครับ แต่ถึงอย่างไรก็ดี เมื่อเปิดซองไปแล้ว ราคากลาง ตามมติ ครม. วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นนะครับ ไม่มีอํานาจที่จะ เอาเงินแวตที่เมื่อกู้เงินต่างประเทศแล้วไม่ต้องใช้แวต แวตอันนี้ก็ต้องคืนคลังคืนหลวงไป เงินเผื่อเหลือเผื่อขาด ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท และถ้าจะให้ไปเพิ่มให้กับ ๒ สัญญาภายหลังจาก เปิดซองแล้ว ๖,๐๐๐ล้านบาทนั้นต้องขอ ครม. เป็นการเฉพาะ จะไปใส่ดุ่ย ๆ เข้าไป แล้วก็ บอกว่ากรอบเดิมเท่านี้ ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ก็ขอมา ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เกิน ไม่ได้นะครับ ผิดกฎหมาย อย่างที่ท่านสงวนได้อภิปรายไว้นะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คืออย่างนี้ครับ เดี๋ยวท่านชี้แจงและคงจบแล้ว เพราะ ๒ ฝ่ายก็ได้ชี้แจง อาจจะเป็นข้อมูลหรือความเข้าใจแตกต่างกันอย่างไรก็เดี๋ยวผู้ที่ รับผิดชอบเขาก็ไปตรวจสอบกันเองนะครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่จริงผมได้ชี้แจงท่านประเด็นนี้ตอนที่อภิปรายคราวที่แล้วแล้ว ท่านบอกว่า ท่านไปเซ็นเงินกู้ไจก้าตั้งแต่เบื้องต้น นี่คือในยุคท่านที่ไปเซ็นกู้ไจก้าเอาไว้ก่อนที่ผมจะมาเป็น รัฐมนตรี นี่คือช่วงที่รัฐบาลชุดนี้มาดําเนินการ ฉะนั้นตกลงต่าง ๆ การกู้เงินของไจก้านี่มันมี ข้อตกลงทั้งหมดไว้อยู่แล้ว ก่อนที่จะเซ็นสัญญา ไจก้าต้องตรวจสอบว่าได้ผิดเงื่อนไขที่ไจก้า ได้อนุมัติไว้หรือเปล่า ถ้ามีการตรวจเรื่องเงื่อนไขว่านําเงินจํานวนนี้เป็นแวต เขาไม่ให้อนุญาต เขาไม่ให้นําเงินกู้ไปใช้กับแว็ท เขาไม่ยอมเซ็นสัญญาหรอกครับ ฉะนั้นวันนี้การกู้เงินนี้ไม่ใช่ เป็นการกู้เงินมาเอาแว็ทมาใช้ เพราะเขาคิดราคาต่อหน่วยเป็นยูนิต คอสท์ ที่ตรงไปตรงมา ฉะนั้นประเด็นนี้ท่านจึงบอกว่ามันจึงเป็นเท็จ ท่านพูดนะครับ
จบแล้วนะครับ ก็จบการอภิปรายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ต่อไปครับจะเป็นการอภิปรายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร มีผู้อภิปรายอยู่ ๑ ท่าน เชิญท่านผู้อภิปรายครับ ท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ท่านสุรพงษ์ก็ได้ขออนุญาตใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบการอภิปราย กรรมการก็ได้อนุญาตแล้ว เชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะเริ่มอภิปรายผมขออนุญาตเปิดแผ่นซีดี ให้พี่น้องประชาขนและสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภาได้ชมก่อนนะครับ อันนี้เป็นแผ่นซีดีโฆษณา จากประเทศลาวครับ ฝ่ายโสตครับ ขอหนังโฆษณาหน่อยครับ ฝ่ายโสตครับ
เดี๋ยวสักครู่นะครับ เจ้าหน้าที่ฉายซีดีที่ท่านสุรพงษ์ได้ขออนุญาตแล้วก็ให้ไว้ประกอบการ อภิปราย
เสียงหายไปครับ ไม่เป็นอะไร อันนี้เป็นโฆษณา ๓ จี ของประเทศลาวครับท่านประธาน ไม่เป็นอะไร มีความผิดพลาด ทางเทคนิคที่ไม่มีเสียง แต่อันนี้เป็นโฆษณา ๓ จี ในประเทศลาว นี่แสดงถึงความก้าวหน้าของ ประเทศลาว ประเทศไทยล้าหลังกว่าเยอะครับ วันนี้ที่เราเคยบอกว่าเราเป็นประเทศพี่ ลาวเป็นประเทศน้อง วันนี้เรากลายเป็นน้องครับ ลาวต้องเป็นพี่ อันนี้พี่น้องประชาชนลาว ที่ฟังอภิปรายเชื่อได้เลยนะครับ ท่านเป็นประเทศพี่ เราเป็นประเทศน้อง ท่านครับ วันนี้ เราต้องยอมรับว่ารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ บริหารงานล้มเหลวมัวแต่ทุจริตโกง กินจนทําให้ประชาชนและประเทศชาติเสียโอกาสก้าวไปสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ๒ ปีกว่าครับ บริหารงาน แทนที่พี่น้องประชาชนจะได้ใช้ ๓ จี เดี๋ยวผมจะอธิบายความ ๓ จี ครับ ท่านประธาน รูปนี้ วันนี้รู้สึกมีปัญหาทางเทคนิค ท่านประธานครับสําหรับพี่น้องที่เมื่อกี้ ดูสื่อโฆษณาแล้วอาจจะไม่เข้าใจ ที่อยู่ในรูปนี้เป็นมือถือที่ทุกวันนี้พี่น้องประชาชน ใช้กัน ๒ จี ครับตรงนี้ ที่เห็นหน้ารูปนายกรัฐมนตรีทักษิณคือ ๓ จี เวลาอยู่ในมือผม ก็เครื่องเล็กหน่อย ๒ จี ๓ จี นี่ผมยืมจากเพื่อน ส.ส. มานะครับ มันก็สามารถที่จะพูด และเห็นหน้าเห็นตากันได้ท่านประธาน อย่างเมื่อกี้นี้นักธุรกิจในประเทศลาวนั่งไปในรถยนต์ จะเห็นนะครับ เขาสามารถใช้อินเตอร์เน็ตโดยระบบ ๓ จี ได้ ผมอยากจะเล่าให้ฟังอย่างนี้ ว่าการใช้โทรศัพท์ ๓ จี เครื่องนี้ครับที่อยู่ในมือผมจะทําให้นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ นักธุรกิจ อาจารย์ นักวิจัยได้รับประโยชน์อย่างมากนะครับ เพราะว่าการส่งข้อมูลข่าวสาร ถึงกันมันเป็นได้ด้วยความสะดวกรวดเร็ว นอกจากนั้นที่นั่งอยู่ในรถ นักธุรกิจใช้โน้ตบุ๊ค หรือคอมพิวเตอร์ที่วางบนตักแบบล้าสมัยหน่อยแต่วันนี้ถ้าเรามี ๓ จี เราใช้ตัวนี้ครับ ท่านประธาน ไอแพด (ipad) และแทนที่จะต้องมีที่จิ้ม ๆ อยู่ตรงหน้ามันจิ้มบนจอหมดได้เลย ท่านประธานมันเป็นประโยชน์ ที่สําคัญที่สุดท่านประธานเวลาไปต่างจังหวัด เวลาประชุมกัน นักวิชาการ นักวิจัยสามารถประชุมที่เรียกว่าระยะไกล เรดิโอ คอนเฟอเรนส์ (Radio Conference) อะไรทํานองนี้ภาษาฝรั่งนะครับ เห็นหน้าเห็นตากัน เห็นความรู้สึกอันนี้ เป็นประโยชน์พี่น้องเกษตรกร ผมต้องขออนุญาตท่านประธานนะครับ เอาส้ม เอามะม่วง เอาแอปเปิ้ล เมื่อกี้ก็ขออนุญาตจากกรรมการ เขาก็เซ็นติดนี้นะครับ อนุญาตแล้วนะครับ ท่านประธาน ผมขออนุญาตคืออย่างนี้ครับพี่น้องเกษตรกร สมมุติว่าวันนี้ผมผลิตมะม่วงได้ ผมก็ไปตัดมะม่วงจากต้นและผมก็ถ่ายรูปเลยครับ แล้วก็คุยกับพ่อค้าที่จะซื้อในกรุงเทพมหานคร ปากคลองตลาดหรือตลาดไทย เห็นไหม ลูกขนาดนี้นะครับ เอาราคาเท่าไรว่ากันได้เลย เป็นประโยชน์ ส้มนี้เป็นส้มเมืองนอกพ่อค้านําเข้ามา เสร็จแล้วต้องการที่จะเสนอขายให้กับ ร้านค้าผลไม้ที่เชียงใหม่ ก็จะคุยกันแล้วก็เห็นขนาด เห็นความรู้สึกแล้วก็ตั้งราคาขาย กันได้เลย อันนี้คือประโยชน์ที่จะได้รับครับ ลูกแอปเปิ้ล บังเอิญก็หยิบมาเพราะมัน ยี่ห้อเดียวกับโทรศัพท์มือถือ บริษัทแอปเปิ้ล เลยไม่ต้องโฆษณาท่านประธาน อย่างนี้ครับ คือประโยชน์ นอกจากนั้นแล้วประโยชน์ที่สําคัญที่สุดคือคนพิการที่หูหนวก เป็นใบ้ ใช้ภาษามืออย่างที่ท่านประธานเห็นในจอ วันหลังเขาสามารถที่จะสื่อสารผ่านกัน ผ่าน ๓ จี อันนี้เป็นประโยชน์จริง ๆ ท่านประธาน คนพิการก็จะได้ใช้ประโยชน์ แต่วันนี้พวกเราเสีย โอกาส เสียโอกาสก็เพราะรัฐบาลชุดนี้ครับ นอกจากนั้นประโยชน์อีก พ่อแม่พี่น้องเวลาจะ ติดตามลูกหลานว่าตอนนี้ลูกหลานนั่งทําอะไรอยู่หรือกําลังเล่นกันหรือมั่วกัน ไหนลูกลองหัน โทรศัพท์ไปสิว่าข้าง ๆ เป็นใคร ก็จะรู้ครับ อันนี้เป็นประโยชน์มหาศาล แต่วันนี้รัฐบาลนี้ หลังจากที่ผมติดตามมา เปลี่ยนรัฐมนตรีจากคุณระนองรักษ์ อีกพรรคหนึ่งมาเป็น พรรคประชาธิปัตย์ ท่านรัฐมนตรีจุติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีคนนี้ละครับ หรือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศนี่ละครับ ผมดีใจตอนที่ท่านเป็น ผมคิดว่าวันนี้เอาละ อย่างน้อย ๆ คนไทยทั้งประเทศจะได้ใช้โทรศัพท์ ๓ จี เพราะท่านเป็นคนหัวสมัยใหม่ ผมรู้จัก กับท่านดีครับ แต่เอาเข้าจริง ๆ ท่านกลับมีพฤติกรรมที่แย่กว่าที่ผมคิด ท่านประธานครับ ทําลายโอกาสของพี่น้องประชาชน หาผลประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างน่าเกลียด นี่ละครับ คือมูลเหตุที่ผมจําเป็นต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจท่าน และเสนอถอดถอนท่านด้วย ข้อกล่าวหา ครับ วันนี้ผมกล่าวหาท่านโดยมีหลักฐานชัดเจน ท่านประธาน เดี๋ยวผมจะนําเสนอในการ อภิปรายของผม ผมได้กล่าวหาท่านว่า ท่านจุติท่านทุจริตต่อหน้าที่ สมรู้ร่วมคิด และรู้เห็น เป็นใจ เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ที่ลับเดี๋ยวผมจะเผยนะครับ ว่ามันตรงไหน ท่านทําให้รัฐเสียหายขาดรายได้ ท่านจดทันนะครับ ให้เอกชนนําคลื่นความถี่ อันเป็นทรัพยากรของชาติไปใช้โดยไม่ต้องประมูล พูดง่าย ๆ เอาไปให้เขาใช้ฟรี ปล่อยให้ หน่วยงานภายใต้การกํากับดูแลของท่านประพฤติและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เกิดการ ผูกขาดในธุรกิจ ไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ทั้งหมดนี้ละครับ คือการทุจริตที่จะทําให้เกิดความล่าช้าด้านเทคโนโลยี ๓ จียิ่งขึ้นไปอีก ท่านนี้นะครับ เพราะความทุจริตของท่านจะทําให้พี่น้องคนไทยหมดโอกาสที่จะใช้ ๓ จีได้เร็วขึ้น ทําให้ ประเทศชาติล้าหลัง ล้าหลังกว่าลาวแล้วนะครับ ประชาชนขาดโอกาส นี่คือการบริหารงาน ที่ล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ ท่านประธาน ผมอยากจะย้ํากับพี่น้องประชาชนตลอดจน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ พรรคเพื่อไทยสนับสนุนครับ เราสนับสนุนให้คนไทย ได้ใช้ ๓ จี โดยเร็ว แต่ประชาชนต้องได้ประโยชน์ ประเทศชาติต้องไม่เสียประโยชน์ ภายใต้การแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ผมเชื่อครับว่าหลังจากที่ผมอภิปรายสิ้นสุดลง ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชน นักเรียน นักศึกษา นักธุรกิจที่ตั้งตารอคอย ๓ จี อาจจะเรียกร้องครับ ให้มีการดําเนินการทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมายและโปร่งใส เอาคนทุจริตมาลงโทษ ท่านประธาน ผมอยากจะอธิบายให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจก่อนนะครับว่าเรื่อง ๓ จี ในประเทศไทยในขณะนี้มีกี่เรื่องด้วยกันเพื่อที่พี่น้องผู้ฟังการอภิปรายของผมจะได้ ไม่สับสนนะครับ ๓ จีที่เป็นข่าวคราวในรอบ ๒-๓ เดือน ๔-๕ เดือนที่ผ่านมาจะมี ๓ เรื่องด้วยกันครับ
เรื่องแรกท่านประธาน ท่านประธานคงจะจําได้ การประมูลคลื่นความถี่ ๒,๑๐๐ เมกกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งทาง กทช. หรือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นเจ้าของในการประมูล เขาบอกครับว่าในเอกสารเรียกประมูลนี่นะท่านประธาน ที่อยู่ใน มือผมนี่นะครับ เป็นเอกสารที่ได้มาจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติที่เชิญ ชวนทุก ๆ ฝ่ายมาประมูล ในเอกสารฉบับนี้เขาพูดชัดเจนครับว่า ในการประมูลคลื่นความถี่ มันต้องมีราคาเริ่มต้น อย่างพี่น้องประชาชน เวลาเราไปประมูลซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ เขาจะไม่ได้ เริ่มที่ ๐ บ้านที่ถูกยึดมาได้ อาจจะเริ่มที่ ๒๐๐,๐๐๐ บาท รถยนต์อาจจะเริ่มที่ ๕๐,๐๐๐ บาท คือมันมีราคาต้นทุน เพราะฉะนั้นคลื่นความถี่ที่ กทช. เอาไปประมูล ๒,๑๐๐ เมกกะเฮิร์ตซ์ เขาให้เริ่มต้นที่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านประธาน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับเป็นจุดเริ่มต้น แต่เดี๋ยวผม จะเฉลยให้ดูว่า ทําไมเอาไปให้เอกชนใช้ฟรีไม่คิดมูลค่า
เรื่องที่ ๒ เรื่ององค์การโทรศัพท์ หรือภาษาฝรั่ง ทีโอที (TOT) นี่นะครับ ประกวดราคา ๓ จี อันนี้เป็นการประกวดราคาให้ผู้รับเหมานี่มาก่อสร้างโครงข่าย แล้วก็วันนี้ มีการประกวดราคา มี ๔ เจ้าเข้าไปประมูล แต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญานะครับ เพราะว่ามีการ ร้องเรียนเกิดขึ้น ส่อไปในทางทุจริต ผมก็จะไม่มาอภิปราย แต่อยากให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า ในการทําโครงข่ายที่เกิดขึ้นนั้น มูลค่าที่ประมูลได้ ๑๖,๒๙๐ ล้านบาทครับท่านประธาน อันนั้นก็ยังไม่ได้เซ็นกัน ผมจะไม่พูดถึงเลย วันนี้ผมจะพูดเฉพาะเรื่อง กสท. หรือ การสื่อสารแห่งประเทศไทยในอดีตนี่ละครับ วันนี้เปลี่ยนเป็น บริษัท กสท. จํากัด (มหาชน) กับบริษัท ทรู ตอนนี้ใช้คําว่า ทรู ก่อน เพราะเวลาไปเซ็นสัญญา เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังว่า ทรูให้บริษัทลูกไปเซ็น แล้วบริษัทลูกชื่ออะไร เดี๋ยวผมจะอธิบายความให้พี่น้องประชาชน ได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง แต่วันนี้ผมใช้ชื่อรวม ๆ ไว้ก่อน ทรู กสท. การสื่อสารกับทรู มันมีไอ้โม่ง เกิดขึ้นท่านประธาน นี่ครับ ผมอยากจะแสดงให้ท่านประธานเห็นว่า ๓ จี ในภาพนี่นะครับ ลุกเป็นไฟและมีไอ้โม่งอยู่ ๓ คนนะครับ ไอ้โม่งอยู่ ๓ คนโผล่ขึ้นมา คนสุดท้าย เดี๋ยวอันนี้จะบัง เห็นชัด ๆ นะครับ เป็นใครก็ไม่รู้นะครับ คิดเอาเอง ๓ คน แล้วผมจะเฉลยว่าไอ้โม่งคือใคร ท่านประธาน ๓ จี มีประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ทุกคนยอมรับครับ แต่ ๓ จีมีผลประโยชน์ แอบแฝงซ่อนเร้นมากมาย ไอ้โม่ง ๓ คนกําลังจะงาบผลประโยชน์ของรัฐ ท่านประธานครับ เทคโนโลยียิ่งสูงเท่าไร ผลประโยชน์ก็ยิ่งสูงเท่านั้น ไอ้โม่งคนแรกครับ จากระหว่าง กสท. กับทรูนี่เซ็นสัญญากัน ไอ้โม่งคนแรกร่ํารวยเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวผมจะพิสูจน์ให้เห็น ไอ้โม่งคนที่ ๒ ทําให้รัฐวิสาหกิจ ก็คือ กสท. ได้เงินแค่เพียง ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท อย่างที่เขาฝันไว้เลย แต่ไอ้โม่งคนที่ ๓ อ้ายนี่ละตัวร้ายทําให้รัฐเสียหาย รัฐต้องเสียประโยชน์ไปกว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งหมดที่ผมพูดตัวเลขมาเดี๋ยวผมจะนํา เสนอครับ มีรายละเอียดชัดเจน มีหลักฐานชัดเจน มีการกระทําในที่ลับอย่างไรผมมีข้อมูล ท่านประธานยุทธศาสตร์ของไอ้โม่ง ๓ คนนี้ สิ่งแรกครับทําไม่ให้เกิดการแข่งขันต้องใช้วิธี ผูกขาดเจ้าเดียว คือให้เจ้าเดียวเป็นรายเดียวเลย อันนี้คือยุทธศาสตร์อันแรกของ ๓ ไอ้โม่ง ไม่มีการแข่งขัน ผูกขาด อันที่ ๒ ต้องทําให้เกิด ๓ จี เป็นคนแรก ได้คลื่น ๓ จี โดยไม่ต้องประมูล ๑๕ ปี เมื่อกี้ผมเล่าให้ฟังแล้วว่า กทช. เรียกประมูล ๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ๑๕ ปี ราคาเริ่มต้น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะไปจบที่ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๕,๐๐๐-๑๖,๐๐๐ ล้านบาท อะไรก็สุดแล้วแต่ แต่มันมีพฤติกรรมที่ทําให้การประมูลครั้งนั้นล้มเลิกไป มันใช้วิธีการให้ กสท. หรือการสื่อสารนี่ละครับ ทําหนังสือร้องไปที่ศาลปกครอง เพื่อให้เรื่องมันยืดตกไปเสีย อันนี้คือยุทธศาสตร์ข้อที่ ๒ ท่านประธาน ให้ได้คลื่นมาโดยไม่ต้องประมูล ๑๕ ปี อันที่ ๓ ไอ้โม่งนี้คิดเลยว่าจะช่วยเหลือทุกวิถีทาง ทําถึงขั้นว่าทําผิดกฎหมาย ผิดระเบียบ ข้อบังคับ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องยอม น่าเกลียดไหมครับท่านประธาน ทีนี้ในการอภิปรายของผม ท่านประธานเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ตามทันนะครับ ผมก็จะอภิปรายแบ่งเป็น ๒ ช่วง ๘ เรื่องด้วยกัน พี่น้องประชาชนจะได้ติดตามทันได้อย่างชัดเจน ก่อนเซ็นสัญญา
เรื่องที่ ๑ ที่ผมจะนําเสนอ ผมจะเสนอให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง กสท. กับทรู ก่อนเซ็นสัญญา พูดเป็นภาษาง่าย ๆ ว่าความสัมพันธ์อันลึกซึ่งระหว่างรัฐมนตรีจุติ กับ กสท. และทรู ชัดนะครับ อันนี้แปลไทยเป็นไทย
เรื่องที่ ๒ อ่านดูแล้วก็ยาวหน่อย กสท. ยอมทําผิดกฎหมายของคณะกรรมการ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติในการยกเลิกฮัทช์ (HUCHT) อันนี้ต้องอธิบายความนิดหนึ่ง ฮัทช์ก็คือ โทรศัพท์มือถือรุ่นหนึ่งที่บริษัท ฮัทช์เป็นคนขาย โดยใช้ระบบ ซีดีเอ็มเอ เหมือนกับ เครื่องของ เอไอเอส ใช้ระบบจีเอสเอ็มพี่น้องประชาชนจะได้ไม่งงเวลาผมพูดถึงฮัทช์ ก็ใช้ระบบ ซีดีเอ็มเอ เอไอเอส ใช้ จีเอสเอ็ม เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้ไม่งง ต้องตามมาให้ กระชั้นชิด เพราะว่าเรื่องนี้ผมพยายามจะทําเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ๆ พี่น้องจะได้เข้าใจว่า รัฐมนตรีทุจริตต่อหน้าที่อย่างไร เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องอย่างไร
เรื่องที่ ๓ กสท. ให้ทรูทดลอง ๓ จี และช่วยปิดบังความผิดให้ทรู กสท. นะครับ ร่วมกับรัฐมนตรีนี่ละครับช่วยกันปิดปังความปิดให้ทรู ให้ทําเกินกว่าที่คณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคม หรือ กทช. ก. ไก ท. ทหาร ช. ช้าง อนุญาต พูดง่าย ๆ ว่ารัฐมนตรีให้ทรูทดลอง ๓ จี ทั้ง ๆ ที่ทรูทําผิด ท่านประธานจําได้นะครับเมื่อสักครู่ปีที่ผ่านมาที่มีการโฆษณา ไทยทํา เหมือนเมืองนอกเลยไปเข้าคิวซื้อ ๓ จี ตัวนี้ไอโฟน (iPhone) แถมซิม (SIM) ๓ จี จําได้นะครับ คําเข้าคิวกันเยอะเลยเหมือนหนังฝรั่งเลย เหมือนข่าวฝรั่งเลย คนเข้าคิวตี ๒ ตี ๓ อะไรอย่างนั้น เอารองเท้าไปเข้าคิวก็มีครับท่านประธาน อย่างนี้ มันทําเหมือนฝรั่ง เดี๋ยวผมจะอธิบายว่ามัน ทุจริต มันโกงกันอย่างไร ประเทศชาติเสียประโยชน์อย่างไร เดี๋ยวฟังต่อครับท่านประธาน หลังเซ็นสัญญา พอเซ็นสัญญาปุ๊บ หน่วยงานออกมาท้วงติงกันมากมายเลย ไม่ว่าจะเป็น สํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน พนักงานลาออก คณะทํางานที่เป็นกรรมการตรวจสอบสัญญา ของ กสท. ลาออก นักวิชาการออกมาติงมากมาย เดี๋ยวผมจะอภิปรายให้ฟัง
เรื่องที่ ๔ ที่ผมจะอภิปรายนะครับ ผมจะไล่เป็นเรื่อง ๆ ครับท่านประธาน เดี๋ยวผมมีรายละเอียดหมดเลย กสท. กับทรู เป็นสัญญาร่วมการงาน เช่นเดียวกับ กสท. ที่เคยทําไว้กับฮัทช์ เดี๋ยวผมจะชําแหละให้ดูว่ามันทํากันอย่างไร
เรื่องที่ ๕ ผมจะอภิปรายก็คือ กสท. เอาคลื่นความถี่ไปจัดสรรให้ทรู โดย กสทช. หรือ กทช. นี่อันเดียวกันครับ พอกฎหมายประกาศใช้มันกลายเป็คณะกรรมการกิจการ สื่อสารโทรคมนาคมแห่งชาติ ก็ตัวเดียวกันกับ กทช. เขาไม่ได้อนุญาต แต่ปรากฏว่า กสท. เอาคลื่นไปให้ทรูใช้ รัฐมนตรีรู้ครับ แต่ทําเป็นไม่รู้ เล่นละคร เดี๋ยวจะโชว์ ให้ดูครับ
เรื่องที่ ๖ กสท. มอบคลื่นให้ทรูและเช่าเครื่องอุปกรณ์จากทรู ทั้ง ๆ ที่ทรู ไม่มีใบอนุญาต อันนี้ผมหมายถึงบริษัทลูกแล้วนะครับ เดี๋ยวจะมีรายละเอียด แต่ใช้ก่อน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ ใช้ชื่อบริษัทแม่มัน คือ ทรู
เรื่องที่ ๗ นี้ กสท. ให้ทรูทําตลาดขายบริการ หมายความว่าพอมีคลื่นเสร็จ ก็ไปตั้งบริษัทขึ้นมาเป็นคนขายเครื่อง ให้ลูกค้ามาลงทะเบียน ตั้งบริษัทของทรูนี่ขึ้นมาทํา การตลาดครับ ขายบริการมือถือเป็นการผูกขาด ไม่แข่งขัน เดี๋ยวจะสาธยายครับ นอกจากนั้น ให้เซ็นสัญญา ทั้ง ๆ ที่ใบอนุญาตประกอบกิจการของบริษัทลูกของทรูมีอายุน้อยกว่าสัญญา ให้ได้อย่างไร เดี๋ยวจะอภิปรายให้ดูท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีจดทันนะ เดี๋ยวท่านจะได้ เตรียมตอบ
อันสุดท้าย ผมจะชําแหละให้เห็น เรื่องที่ ๘ รัฐเสียหายไปเท่าไร ทรูได้กําไร เท่าไร กสท. ได้ ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่รัฐมนตรีทําให้รัฐเสียหาย ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมจะชําแหละสิ่งเหล่านี้ให้เห็นครับท่านประธาน ผมจะย้ายแผ่นนี้มาไว้ตรงนี้นะครับ ที่เหลือไม่ต้องย้ายแล้ว เพื่อจะได้ตามทัน ประชาชนจะได้ตามทันว่าผมพูดถึงข้อไหน ๆ อย่างไร
เริ่มต้นเลยท่านประธาน อันนี้ครับ ผมจะเล่าให้ฟังก่อนว่าความสัมพันธ์ อันลึกซึ้งระหว่างรัฐมนตรี กสท. และทรู และโครงการนี้มันเริ่มมาอย่างไร ผมจะเริ่มจาก วันที่ ๗ เมษายน ข้างบนนี้นะครับ มันมีมติ ครม. สมัยนั้น ก็สมัยนี้ละครับ อนุมัติให้ กสท. ให้การสื่อสารแห่งประเทศไทยนี่ซื้อฮัทช์ ฮัทช์ตัวที่ผมบอกนะครับ ใช้ซีดีเอ็มเอ ใช้คลื่นนั้น สมัยท่านรัฐมนตรีระนองรักษ์ ๗,๕๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน พอมาสมัยท่านจุติ ท่านเป็นเพื่อนผม ผมเชื่อเลยว่าท่านเป็นคนดีตอนแรก วันที่ ๘ เมษายน ท่านออกมาเลยครับ ซื้อแพงไม่ได้ ๗,๕๐๐ ล้านบาท ต้องซื้อ ๔,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ เพราะว่าเขาบอกว่า หลวงท่านพูดน่ะ หลวงจะได้ไม่ต้องจ่ายแพง จะช่วยประหยัดเงินรัฐได้ ให้ต่อเหลือ ๔,๐๐๐ ล้านบาท โอ้โห ท่านพูดแล้วดูดีจริง ๆ แต่พอผมติดตามการทํางานของท่าน ท่านเป็น รัฐมนตรีที่ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้จริง ๆ ท่านประธาน ใช้ไม่ได้อย่างไรผมมีหลักฐาน ไฮไลท์ (Highlight) ของวันนี้มันอยู่ตรงวันที่ ๘ นี่ครับ นี่ ตุลาคมครับประทานโทษที ที่ผมดํา ๆ ไว้ นี่ละตุลาคม อันนื้ผมขออนุญาตอ่าน จิรายุทธบอกว่าไปฮ่องกงเพื่อต่อรองกับฮัทช์ ผมมีคํา สารภาพที่จิรายุทธพูดในกรรมาธิการ ซึ่งผมได้เชิญท่านมา มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ท่านชี้แจงกับผมนะครับ ยอมรับอย่างนี้ครับ คําพูดของท่าน ขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟัง นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง พูดนะครับ ผมไม่เคยเดินทาง ไปฮ่องกงพร้อมกับท่านจุติ ผมไปฮ่องกงล่าสุดนะครับ ไม่ตุลาคมก็พฤศจิกายน เพื่อไปเจรจา เรื่องลดให้เหลือ ๔,๐๐๐ ล้านบาท และหลังจากนั้นไม่ได้ไป อันนี้คือคําพูดของท่านจิรายุทธ เดี๋ยวผมจะมอบสิ่งเหล่านี้ไปที่ ป.ป.ช. ผ่านท่านประธานไป ทีนี้ท่านประธาน ผมนี่บังเอิญเป็น คนที่ได้ข้อมูลมาค่อนข้างที่จะเยอะ เป็นข้อมูลที่คนส่งมาให้ ผู้หวังดีทั้งนั้นครับ ทีนี้อันที่ ๒ พอจิรายุทธให้สัมภาษณ์ แล้วจิรายุทธรับสารภาพในกรรมาธิการ จิรายุทธให้สัมภาษณ์ว่าเจอ ศุภชัย ท่านให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ครับ ท่านบอกว่า ท่านได้เดินทางจริงไปฮ่องกง แต่ไปเรื่องการต่อรองให้ฮัทช์ลดราคา ตรงกับที่ให้ สัมภาษณ์ในกรรมาธิการ แต่บังเอิญไปเจอนายศุภชัย เจียวรนนท์ บนเครื่องบิน มันมีคนส่ง เอกสารตารางการบินของท่านจุติ ของท่านศุภชัย ของท่านจิรายุทธ มาให้ผมอยู่ในมือผม วันที่ ๒๘ เดือนตุลาคมครับ นายจิรายุทธกับนายศุภชัยบินไปฮ่องกงด้วยเที่ยวการบิน ทีจี ๖๒๘ (TG628) วันเดียวกันเลย แล้วก็กลับวันที่ ๒๙ เดือนตุลาคม ด้วยสายการบินไทย ทีจี ๖๒๑ (TG621) ไฟลท์ (Flight) เดียวกัน เขาบอกว่าเขาเจอกันบนเครื่องบิน แต่เขาไม่ได้ บอกว่าตอนไป ตอนกลับนะครับ เวลาเขาชี้แจงกับผมในกรรมาธิการก็ไม่ได้พูด แต่บังเอิญเขา ไปเที่ยวบินเดียวกับนายศุภชัย กลับเที่ยวบินเดียวกัน ก็คิดเอาเองครับ เดี๋ยวผมจะโยงให้ดู ที่สําคัญที่สุดท่านจุติครับผมไปประเทศฮ่องกง ผมไม่ได้ปิดบัง ถ้าจะปิดบังบอกไม่ได้ไป ทุกอย่างก็จบ อันนี้ท่านพูดครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นท่านประธาน ท่านจุติมีเที่ยวบินที่ท่านบินออก นอกประเทศไป-กลับ ที่ผมได้รับมานี้ วันที่ ๒๗ เดือน ๑๐ ท่านไปญี่ปุ่น ในช่วงนั้นนะครับ แล้วก็วันที่ ๒ เดือน ๑๑ กลับทีจี ๖๖๑ (TG661) จากประเทศญี่ปุ่น ก็แสดงว่าท่านไม่ได้ไป ประเทศฮ่องกง วันที่ ๒๑ เดือนตุลาคมอีกครับ ท่านไปเซียงไฮ้ ทีจี ๖๖๒ (TG662) กลับ วันที่ ๒๔ เดือนตุลาคม ทีจี ๖๖๓ (TG663) ก็ไปเซียงไฮ้ แล้วดูจากรายการที่ท่านออก เข้าออก เข้าออก นอกประเทศ มันไม่มีไปประเทศฮ่องกงในช่วงเดือนตุลาคม ปรากฏว่ามันมี เดือนพฤศจิกายน วันที่ ๑๓ เดือนพฤศจิกายนะครับ ท่านจุติขึ้นไพรเวท เจ็ท (Private Jet) เครื่องบินไอพ่นส่วนตัวท่านประธาน ออกไปประเทศไทย ผมก็ไปดูตารางการบินของ ท่านศุภชัย วันที่ ๑๓ เดือนพฤศจิกายน วันเดียวกันท่านประธาน ไปไพรเวท เจ็ท เหมือนกัน ท่านประธาน แล้วไปเช้าเย็นกลับท่านประธาน ข้อมูลอยู่ในนี้ แล้วหลักฐานอันนี้มีอยู่ครับ ไปดูได้เลยท่านต้องตอบให้ได้ เพราะว่าในนี้ตารางการบินของท่านจุติที่อยู่ในมือของผมมันไม่มี ไปประเทศฮ่องกงเลย มันมีไปประเทศญี่ปุ่น ไปนครเซียงไฮ้ นอกจากนั้นก็ข้ามมาปีใหม่ แล้วครับ ปีนี้ก็ไม่เกี่ยวกันละ แต่วันนั้นที่ท่านไปไพรเวท เจ็ท ท่านร่ํารวยมากเลยเพื่อนผม หลังจากที่ไม่ได้เจอกันหลายปี ท่านมีเครื่องบินส่วนตัวแล้วหรือครับท่านรัฐมนตรี ผมอิจฉา จริง ๆ วันหลังขอนั่งไปเที่ยวด้วยนะครับ เพราะอยากขึ้นเป็นขวัญก้น เอ๊ย ขวัญชีวิตของผม ที่จะได้เดินทางท่านประธาน ทีนี้เรากลับมาดูตารางนี้ครับ ตารางนี้มันมีความสัมพันธ์อย่างยิ่ง ท่านประธานเห็นนะครับ หลังจากที่นายจิรายุทธกลับมา วันที่ ๒๘ ที่ไปฮ่องกง วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ทาง กสท. หรือการสื่อสารได้รับแจ้งจากบริษัทฮัทช์บอกว่า ฉันไม่ขายให้เธอแล้ว กสท. อย่ามาซื้อเลย ผมไม่ขายให้คุณแล้ว วันที่ ๑๑ เห็นนะครับ พอวันที่ ๑๓ พฤศจิกายนนี้ วันที่ท่านจุติบินเครื่องบินไอพ่นส่วนตัวออกไปประเทศไหนก็ไม่รู้ละ บังเอิญบินไพรเวท ส่วนตัวไป-กลับ ไปหรือไม่ไปกับท่านศุภชัยอาจจะคนละลํากัน แต่บังเอิญออกวันเดียวกัน กลับวันเดียวกันท่านประธาน เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของ กสท. กับบริษัททรู หลังจาก วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน จนถึงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔ ที่มีการเซ็นชื่อลงนามในสัญญากัน ๖ ฉบับ ชัดเจนครับท่านประธาน ท่านจุติรู้เรื่องมาโดยตลอด ท่านให้สัมภาษณ์บางที ก็เดี๋ยวมีคําสัมภาษณ์ท่านครับ ท่านพูดได้สะใจ คนฟังแล้วนึกว่าท่านเป็นคนดี วันนี้ผมต้องขอ อนุญาตกล่าวหาเพื่อนผมว่าท่านไม่ได้ดี ท่านคิดร้ายต่อประเทศไทย ท่านประธาน ผมจะชี้ให้เห็นอีกครับว่าจากวันที่ ๑๑, ๑๖, ๒๒ พฤศจิกายน วันที่ ๒ ธันวาคมมันจะมี การปฏิสัมพันธ์กันเกิดขึ้นระหว่างบริษัท กสท. และทรู วันที่ ๑๑ พอฮัทช์บอกว่า ไม่ขายเครื่องให้ กสท. หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทยแล้ว วันที่ ๑๓ จุติบินไปไหนก็ไม่รู้ กับนายศุภชัย วันที่ ๑๖ กสท. เสนอแผนการทําธุรกิจร่วมกันตามที่ทรูเสนอหมายความว่า กสท. นี่เอาแผน ที่ทรูเสนอมา พิจารณา แล้วบอร์ดก็มีมติยุติการทําธุรกิจกับฮัทช์ คือไม่เอาแล้ว บอร์ดวันนั้นก็มีมติเลยว่าเลิกทําธุรกิจกับฮัทช์ ไม่ซื้อก็ไม่ทํากับมันอีกแล้ว อ้างว่าต่อรอง ไม่สําเร็จ วันที่ ๒๒ ทรูทําหนังสือถึง กสท. แจ้งว่าจะไปคุยกับฮัทช์ เพื่อขอซื้อฮัทช์แทน กสท. บอร์ด กสท. วันที่ ๒ ธันวาคม ได้มีมติอนุมัติให้ กสท. ศึกษาระบบเอชเอสพีเอนี่ภาษาฝรั่ง วันละคําเริ่มมาอีกแล้ว ก็คือ ๓ จี นั่นละครับ บอร์ด กสท. ได้มีมติอนุมัติให้ กสท.ศึกษาระบบ ๓ จี และเจรจากับกลุ่มทรู เห็นไหมครับความสัมพันธ์มันเกิดขึ้นหลังจากที่จุติไปไหนมาไหน ก็ไม่รู้แล้วครับ จากนั้นท่านประธานความมั่นใจมันเกิดขึ้นอีท่าไหนผมขอข้ามไปตรงนี้เลยครับ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ ทรูแจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าจะเข้าซื้อฮัทช์ เสร็จแล้วจะเข้าซื้อก่อนที่ บอร์ด กสท. จะอนุมัติทําแผนร่วมกัน เขารู้ได้อย่างไรว่าจะมีแผนทําได้ร่วมกัน เพราะบอร์ด กสท. เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๔ อนุมัติให้ทําแผนร่วมกับทรู แต่ทรูเหมือนกับรู้ก่อนแล้วครับ ถึงไปแจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าจะทํากับ กสท. อย่างนี้ไม่เรียกว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแล้วจะ เรียกอะไรท่านประธาน ทีนี้กลับมาครับ ผมได้เล่าให้ผู้ฟัง พี่น้องประชาชน การฟังอภิปราย ข้อ ๑ เรียบร้อยไปแล้วนะครับ เดี๋ยวผมจะเข้ามาข้อ ๒ กสท. ยอมทําผิดกฎหมายของ กทช. ในการยกเลิกกับฮัทช์ คืออย่างนี้ครับ ท่านจุติทําหนังสือถึง ครม. เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ เขียนไว้ว่า ไอซีที แจ้ง ครม. เพื่อขอยกเลิกมติที่จะซื้อฮัทช์ และท่านจุติก็ขอยกเลิก สัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจฮัทช์ ครม. อนุมัติเรื่องเดียว คืออนุมัติเรื่องการยกเลิกการซื้อฮัทช์ แต่การยกเลิกสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของฮัทช์ที่ทํากันมาหลาย ๆ ปี ครม. ไม่ได้มีมติ แต่หนังสือที่สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ เขาได้เน้นว่า ถ้า กสท. ไอซีทีทําจะทําอะไร ให้ดําเนินการตามอํานาจหน้าที่และให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป
ผมจะเข้าสู่ประเด็นที่ ผมจะชี้ให้เห็นความผิดของรัฐมนตรีจุติของไอซีทีที่ท่าน ดูแลและ กสท. ในการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติตามประกาศของ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ อันนี้น้ําจิ้มครับ ผมจะเอาน้ําจิ้มมาเสนอก่อน ก่อนที่จะเซ็นสัญญานะครับ ซึ่งในหนังสือเวลายกเลิกกับฮัทช์มันมีหลักฐานชัดเจน เพราะว่า การที่จะยกเลิกฮัทช์เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนไปเป็น ๓ จี มันเป็นลักษณะและประเภทที่แตกต่างกัน คือใช้เทคโนโลยีแตกต่างกันจะใช้แทนกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเมื่อไรบอกว่าจะเปลี่ยน การบริการจากฮัทช์มาเป็น ๓ จี พูดง่าย ๆ ว่ามือถือท่านประธาน เครื่องนี้ครับ ที่ใช้กับฮัทช์นี่ ถ้าพอเดินเข้าไปในใกล้ ๆ สถานีที่เป็น ๓ จี เครื่องนี้จะโดนตัดสัญญาณทันที ใช้ไม่ได้ อย่างสมมุติว่าบริษัทไปเปิด หรือ กสท. ไปที่สยามสแควร์ และทําบริเวณนั้นให้เป็น ๓ จี ผมเป็นคนใช้ฮัทช์คนเดิม ผมเดินเข้าไปในสยามสแควร์ เครื่องผมใช้ไม่ได้มันจะขาดการติดต่อ ทันทีเป็นเศษเหล็กอยู่ในมือผม แต่เมื่อไหร่ผมเดินออกไปอยู่บริเวณที่มี่คลื่นหรือมีระบบ ซีดีเอ็มเอ คือมีฮัทช์อยู่ ผมกลับมาใช้โทรได้อีก เพราะฉะนั้นทาง กทช. เขาได้พูดชัดเจน ในหลักเกณฑ์และวิธีอนุญาตในการประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ ๓ ซึ่ง กสท. มีใบอนุญาต ประเภทนี้การสื่อสารแห่งประเทศไทยมีอยู่ครับ มันเขียนไว้ว่า ถ้าจะยกเลิกระบบจากฮัทช์ ไปเป็นเอสเอสพีเอ จะต้องแจ้งล่วงหน้า ๑ ปี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาต ข้อ ๗.๔ และข้อ ๕ และต้องให้ กทช. เห็นชอบ วันนี้ไม่ได้แจ้งครับ เพราะอะไร เพราะ กทช. ยังไม่เห็น สัญญาที่เซ็นกันเลย สัญญา ๖ ฉบับ มีอยู่ ๒ ฉบับ พูดถึงการที่จะทําซีดีเอ็มเอต่อ ๒ ปี แต่อีก ๔ ฉบับพูดชัดเจนในตัวสัญญาว่าจะยกเลิกการใช้ฮัทช์หรือซีดีเอ็มเอ และเปลี่ยนเป็น ๓ จี ภายใน ๖ เดือน เขียนไว้ในสัญญาข้อ ๒.๑๒ ครับ นอกจากนั้นสภาพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ เมื่อตอนที่นายจุติทําเรื่องไปขอ ครม. อนุมัติให้ยกเลิกการกับฮัทช์ ยกเลิก การซื้อฮัทช์ และกําลังพูดนําเสนอข้อมูลว่า ในอนาคต กสท. จะดําเนินการอย่างไร สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหนังสือ ที่ นร ๑๑๕/๔๙๐๕ ลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ปี ๒๕๕๓ ในข้อ ๓.๔ เขียนยืนยันเลยว่า กสท. หรือไอซีทีจะเปลี่ยนระบบจากฮัทช์ไปเป็น เอสเอสพีเอ ในปี ๒๕๕๔ อันนี้ก็ยืนยันนะครับ นอกจากสัญญาที่เขียนไว้แล้วในจดหมายฉบับนี้ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเขาก็เห็นอย่างนั้น และที่สําคัญที่สุดคือบทสัมภาษณ์ ของนายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง เดี๋ยวพี่น้องประชาชนจะไม่เข้าใจพูดถึงจิรายุทธ ท่านเป็นกรรมการ ผู้จัดการใหญ่บริษัท กสท. โทรคมนาคม คนที่มาบอกกับท่านจุติตลอดเวลาว่าผมได้แจ้งท่านแล้ว ท่านจุติบอกไม่แจ้งผม ไปแจ้งรัฐมนตรีคนอื่น ไม่รู้คู่รักคู่แค้นกันหรือว่าคู่รักซ่อนเร้น ท่านประธาน นายจีรยุทธให้สัมภาษณ์ไว้ชัดเจนครับว่าจะดําเนินการให้มีระบบ ๓ จี ใช้เต็มรูปแบบภาย ใน ๖ เดือน สัมภาษณ์ผ่านสื่ออยู่ในนี้หมดนะครับ พูดไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้นเป็นการยืนยัน ว่ากระทรวงไอซีทีกับ กสท. ไม่ทําตามหลักเกณฑ์และกฎเกณฑ์ที่คณะกรรมการโทรคมนาคม แห่งชาติกําหนดไว้ ผิดกฎเกณฑ์ ผิดข้อบังคับอย่างชัดเจนนะครับ นอกจากนั้นแล้วในสัญญา ที่เขียนไว้มันไม่ได้แสดงความรับผิดชอบหรือเยียวยาผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ใช้ฮัทช์เดิม ท่านประธานอย่างที่ผมได้เล่าให้ท่านประธานฟัง พอผมเดินไปในสยามสแควร์ เครื่องฮัทช์ ของผม พอไปอยู่ภายใต้ร่มเงาของ ๓ จี ผมใช้ไม่ได้เลยท่านประธาน มันเป็นขยะ เหตุการณ์นี้ เคยเกิดขึ้นกับบริษัทเอไอเอสในอดีต ตอนนั้นเอไอเอสรับผิดชอบโดยแจกเครื่องใหม่ให้กับ ลูกค้า ในสัญญานี่ครับ ไม่ได้เขียนเลยว่าจะเยียวยาผลกระทบกับลูกค้าเก่าอย่างไร ลูกค้าเก่า ที่ใช้ฮัทช์มีไม่น้อยนะท่านประธาน ๘๐,๐๐๐ ราย ๘๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๘๐๐,๐๐๐ ราย ที่ใช้ฮัทช์ ผมอยากจะถามว่า เมื่อเปลี่ยนระบบเรียบร้อยแล้ว กสท. นี่เป็นตัวเสนอ ท่านจะเอาเครื่องใหม่ ไปให้ผู้ใช้ฮัทช์ไหม ผมฟ้องประชาชนที่ใช้ฮัทช์เลย ทุกท่านที่เป็นลูกค้าฮัทช์ ท่านออกมา เรียกร้อง ถ้าเมื่อไรท่านใช้เครื่องท่านไม่ได้ ให้บริษัทใช้คืนเครื่องใหม่ให้ท่าน ท่านอย่าไป เสียเปรียบมัน อันนี้ก็เป็นการกระทําความผิดข้อที่ ๒๕ สําหรับเงื่อนไขในการอนุญาต ประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ ๓ ท่านประธาน สรุปในข้อ ๒ นี่นะที่ผมอภิปรายเสร็จไป กสท. รีบร้อนจนไม่คํานึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค ประชาชนผู้ใช้ฮัทช์เสียหาย รัฐมนตรีจุติ ปล่อยให้มีการลงนามในสัญญาระหว่าง กสท. กับทรู โดยขัดต่อกฎหมาย และ กสท. กระทําผิดต่อประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และ วิธีการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบ ๓ อันนี้ละครับท่านประธานเป็นประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ อันนี้สุดยอด ประเด็นที่ ๓ ผมจะชี้ให้เห็นว่าการสื่อสารแห่งประเทศไทย มีความสัมพันธ์กับทรูมูฟ (True move) ตอนนี้ต้องใช้ทรูมูฟ แล้วมือถือที่ใครใช้ของทรูคือ บริษัท ทรูมูฟ มีการเอื้อประโยชน์และช่วยปกป้องความผิดชอบทรูมูฟเริ่มครับ เริ่มตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ เลยท่านประธาน ในการประชุมครั้งที่ ๒๙/๒๕๕๑ วันที่ ๑๓-๑๔ สิงหาคม ท่านประธาน กทช. คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติอนุมัติให้ กสท.การสื่อสารแห่งประเทศไทย ปรับปรุงโครงข่ายโดยใช้เทคโนโลยี ๓ จี หรือภาษาฝรั่งเรียกว่าเอชเอสพีเอ และให้ใช้คลื่น ๘๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ในพื้นที่ที่ทรูมูฟเป็นคนเสนอ ทรูมูฟเสนอครับว่าจะใช้ทดลองตามที่เรา เข้าใจกัน ๖๕๖ สถานี คือติดตั้งสถานี ๖๕๖ แห่ง ทั้งในเขต กทม. ปริมณฑล จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดมหาสารคามเท่านั้น กทช. ก็อนุมัติครับ ผมมีหลักฐาน ทั้งหมดเป็นหนังสือเริ่มตั้งแต่ กสท. ทําไปถึง กทช. การสื่อสารแห่งประเทศไทยทําไปเอง แล้วก็อ้างในหนังสือนี้ว่าทรูเขาอยากจะทดลอง ที่จริงขอทําเลย ไม่ได้ขอทดลองหรอก แต่ในที่สุด พอเขาอนุมัติลงมามันกลายเป็นทดลอง ที่จริงจะขออนุมัติทําจริง ๆ นั่นแหละ โดยมีจุดประสงค์ เพื่อที่จะใช้ความถี่ เดี๋ยวผมจะอธิบายเรื่องความถี่ เพราะความถี่นี่มีมูลค่า มีความสําคัญ เอกสาร อยู่ในนี้ทั้งหมดนะครับ ทีนี้ กทช. ท่านก็ฉลาด ท่านรู้ครับว่าคลื่นที่ขอไปนี่เป็นของบริษัทแทค วันนี้เปลี่ยนชื่อเป็น ดีแทค แต่เดิมทีเป็น แทค เป็นคลื่นที่สมัยก่อนเราใช้เครื่องใหญ่ ๆ ท่านประธานจําได้นะครับ เครื่องใหญ่ ๆ เป็นของแทค คลื่น ๘๐๐ ทาง กสทช. หรือ กทช. ก็อนุมัติมานะครับว่า เมื่อฉันให้คุณ ให้ กสท. การสื่อสารแห่งประเทศไทยเอาคลื่นนี้ไปทดลองแล้ว ห้ามนําไปใช้เกินกว่าสัมปทานของแทค บังเอิญสัมปทานของแทคนี่มันจะหมดในปี ๒๕๖๑ กทช. ครับ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเวลาท่านอนุมัติลงมาท่านเหมือนกับรู้ทันว่าพวกนี้ กําลังคิดจะขโมยคลื่น เอาของแทคไปให้ทรูใช้ ท่านฉลาดครับ ท่านก็บอกว่ามีคําพิจารณา เป็นคําพูดไว้หมดเลยนะครับว่า กสท. การสื่อสารแห่งประเทศไทยต้องนําเสนอ กทช. พิจารณาปรับปรุงการใช้งานอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง หมายถึงสัมปทาน ของแทคนะครับ แต่บังเอิญมันเป็นอย่างนี้ท่านประธาน กสท. ก็นําคลื่นนี้ไปให้ทั้งทรู ทั้งดีแทคทดลองใช้ ทรูก็จะต้องติดตั้งสถานีสูงสุดแค่ ๖๕๖ สถานี แทค ดีแทคก็จะไปติด ๑,๐๐๐ กว่าสถานี ก็ไม่ว่ากัน แต่บังเอิญครับมันมีการจับได้ว่าบริษัททรูไปติดตั้งที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี ซึ่งไม่มีอยู่ตามที่ กทช. ท่านอนุญาต และ กสท. เวลาขอไปที่ กทช. ก็เขียนชัดเจน จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี ท่านจําได้นะครับ ๔ จังหวัด บังเอิญวันนี้ ไปติดตั้งเพิ่มที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะฉะนั้น กสท. การสื่อสารแห่งประเทศไทยรู้ว่าตัวเอง ซวยแล้วละ ผิดแน่นอน รีบทําหนังสือครับ แจ้งไปให้ทรู บอกว่า ทรูนะ ท่านติดตั้งเกินกว่าที่ขอ เกินกว่าที่ กทช. อนุญาต กสท. การสื่อสารนี่นะครับ โดยบอร์ดมีมติให้ยกเลิกการทดลอง และการให้บริการ ๓ จี ให้ถอดถอนอุปกรณ์ทั้งหมด และทรูมูฟ จะต้องรับผิดชอบต่อ กทช. ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มันก็มีหนังสือหลายฉบับครับ หนังสือที่แจ้งไป ลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ หนังสือที่ กสท. สร. สม/๑๑๒๙ และมติบอร์ดก็เขียนไว้เป็นมติบอร์ดของ กสท. ครั้งที่ ๖/๒๕๕๓ วันที่ ๒๖ เมษายน เขียนไว้ว่า บริษัททําผิดพระราชบัญญัติวิทยุ คมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ท่านรัฐมนตรีอาจจะยังไม่เข้ามา เฉียด ฉิว เฉียดฉิว มันก็มีข้อสังเกตอย่างนี้ครับว่า ท่านรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ถึงวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๓ การทําผิด พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม ๒๔๙๘ ที่มีการติดตั้งเกินที่ กทช. อนุญาต ท่านได้ทําอะไรบ้าง ท่านจะอ้างว่าท่านไม่รู้ไม่ได้นะครับ เพราะมันประมาณ ๗ เดือน ไม่เกิดอะไรขึ้น มันเป็นไปไม่ได้ ทีนี้ที่สําคัญที่สุด ทําไมต้องเป็นวันที่ ๑๔ ถึง ๒๔ ธันวาคม ท่านจุติเข้ามาครับ บอร์ดของ กสท. มีมติใหม่ เปลี่ยนมติเดิม พูดง่าย ๆ กลับมติเดิมว่า ให้ทดลอง ๓ จี ต่อไป ๑,๔๓๓ สถานี แสดงว่าท่านจุติก็ต้องรู้แล้วว่ามีมติบอร์ดออกอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาทําผิด ไม่มีการรื้อถอน เพราะอะไร เพราะนายจิรายุทธได้มาชี้แจง ในกรรมาธิการของผม เขาพูดชัดเจนว่ายังทดลองอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้มติบอร์ด จะสั่งให้ยกเลิก เขามีหนังสือไปบอกทรูมูฟ ให้รื้อถอนอุปกรณ์ทั้งหมด แต่ไม่ทํากัน และที่ สําคัญที่สุดพี่น้องประชาชนที่ใช้ไอโฟน ที่มีโปรโมชันไปเข้าคิวกันซื้อ มีซิมแจกบอกว่าทดลอง ใช้ไม่ได้คิดเงิน อ้าว ไม่ว่ากัน คิดเป็นค่าโทรศัพท์ธรรมดาก็แล้วกัน แต่พี่น้องประชาชน เป็นพยานได้ว่ามีการแอบใช้ในระหว่างที่ กทช. ห้าม แล้วก็ กสท. การสื่อสารแห่ง ประเทศไทยเองก็บอกให้ทรูมูฟยุติ มันเหมือนกับความวัวไม่ทันหายความควายก็เข้า มาแทรก ท่านรัฐมนตรีจุติอนุมัติ ๑,๔๓๓ สถานี และที่สําคัญที่สุดครับ กสท. ส่งเรื่องนี้ไปขออนุญาต กทช. ปรากฏว่า กทช. นี่ เมื่อวันพุธที่ ๙ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ไม่กี่วันมานี้ ในการประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๕๔ กทช. ได้สรุปไว้ว่า หาก กสท. จะนําเข้าอุปกรณ์ใดที่ไม่ เกี่ยวกับสัมปทาน ก็ให้นําเครื่องดังกล่าวทั้งหมดกลับคืนไปก่อน และให้ กสท.การสื่อสารแห่ง ประเทศไทย นี่มีหนังสือยืนยันอํานาจหน้าที่ของ กทช. ที่ชัดเจนส่งมาพร้อมกันใหม่ กรรมมันตามทันท่านประธาน มันตามทันเพราะว่า กทช. โดน กสท. ร้อง คณะกรรมการ กิจการโทรคมนาคมโดน กสท. ร้องล้มประมูลคลื่นความถี่ เพราะว่า กสท. บอกว่า กทช. ไม่มีอํานาจ วันนี้ กทช. บอกว่าไม่พิจารณา ๑,๔๓๓ สถานี แล้ววันนี้ก็ตั้งกันเต็มอีกแล้วครับ ใครจะรับผิดชอบ ไม่ทําตามกฎหมาย อันนี้รัฐมนตรีกระทําผิดต่อหน้าที่ราชการ สมรู้ร่วมคิดและปล่อยให้ ผู้ใต้บังคับบัญชา กล่าวคือ กสท. สมรู้ร่วมคิดกับครูกระทําผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและ ต่อเนื่อง อีกทั้งไม่จํากัดดูแลให้ กสท. ต้องขออนุญาตคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติในการที่จะเพิ่มเป็น ๑,๔๓๓ สถานี อันนี้ละครับเป็นการดําเนินการช่วยปิด ปกปิด ความผิดร่วมกัน ท่านประธาน มันยังมีอีกเรื่องหนึ่งครับในการทดลอง ในการทดลอง ๓ จี ปรากฏว่าพอได้คลื่นแล้ว วันนี้อยากจะต่ออายุสัมปทาน วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๒ มันมีเอ็มโอยู อยู่ฉบับหนึ่งโผล่ขึ้นมา จู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมาเลย หลังจากวันที่ ๑๔ มกราคม ทางการสื่อสารแห่ง ประเทศไทยแจ้งไปบริษัททรูว่า ให้ทดลอง ๓ จี และนอน-คอมเมอร์เชียล (Non- Commercial) เอ็มโอยูฉบับนี้โผล่ขึ้นมาเอ็มโอยูมีข้อตกลงอันแรก บอกว่าให้ทรูปรับปรุง โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ใช้เป็น ๓ จีได้ อันที่ ๒ ระบุชัดเจนว่าให้เอาคลื่นความถี่ ของแทค นี่เริ่มขโมยคลื่นแล้วนะครับ เอาความถี่ของแทคมาให้ทรูมูฟ ทดลอง อันที่ ๓ มันมี การระบุชัดเจนว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในเครื่องมือที่ทดลองเสร็จให้ กสท. และทรูมูฟ ในเอ็มโอยูฉบับนี้เขียนไว้ว่าจะเช่าเครื่องทั้งหมดไปจนกว่าวันที่แทคกับ กสท. หมดอายุ สัมปทาน คือในปี ๒๕๖๑ ท่านประธานครับ นี่ละครับทั้ง ๒ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทดลองใช้ ๓ จีได้คลื่นไปแล้ว เอ็มโอยูก็ต่ออายุสัมปทาน เพราะอะไรเพราะสัมปทานของ ทรูมูฟมันจะหมดในปี ๒๕๕๖ อีก ๒ ปีข้างหน้า แต่ถ้าเอ็มโอยูนี้ ที่จริงมันสําเร็จไปแล้ว ลงนามเสร็จได้สัมปทานต่อไปจนถึงปี ๒๕๖๑ ผมก็มาดูสัญญาเอ็มโอยูที่อยู่ในมือผม ท่านประธาน คนที่ลงนามในฝ่ายทรูมูฟ มีท่านศุภชัย เจียวรนนท์ และนายอธึก อัศวนนท์ ท่านประธาน นายอธึก อัศวนนท์ มันก็มีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ แต่งตั้ง ให้ท่านเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรคประชาธิปัตย์ และบังเอิญในมติ ครม. อันนี้นะครับ วันที่ ๒๒ มิถุนายน บอกว่าถ้าเกิดนายจุติเป็นอะไรขึ้นไปปฏิบัติงานในหน้าที่ไม่ได้ คนที่จะเป็นรัฐมนตรี ไอซีทีรักษาการคนแรกคือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านที่ ๒ นั่งข้างท่านจุติครับ ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รักษาการแทนครับ สมมุตินายจุติมีอันเป็นไปอันนี้ไม่ได้แช่งเพื่อนครับ เหตุการณ์อย่างนี้มันก็ทําให้เห็นถึงความสัมพันธ์ครับท่านประธาน ความสัมพันธ์ ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับทรูมูฟ ผมเรียนตรง ๆ ว่าการที่จะไปทําให้ได้คลื่นความถี่ ให้มีการอยู่รอดโดยให้สัมปทานมันยาวขึ้น ผมไม่ว่ากันครับ บริษัทเอกชนมีสิทธิที่จะคิดที่จะทํา แต่การที่รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ กสท. ไปให้การสนับสนุน แล้ววันนี้มันเกิดสัญญาอัปยศ ๖ ฉบับ ขึ้นมา ผมรับไม่ได้จริง ๆ ท่านประธานครับ ผมจะเข้าสู่ตอนที่ ๒ ผมจะไปให้เร็วหน่อยครับ ท่านประธาน เพราะว่าพี่น้องประชาชนฟังแล้วอาจจะเบื่อ แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จริง ๆ ท่านประธาน ผมจะพูดถึงการเซ็นสัญญาก่อนนะครับ ในระหว่างที่พอเซ็นสัญญาปุ๊บ ท่านประธานรู้ไหมครับ มีข้อกังขา มีคําถามเกิดขึ้นมากมาย เฮ๊ย ทําไมไม่มีการประกวดราคา ผิดไหมครับ อันที่ ๒ ทําไมเร่งรีบทําสัญญา คณะทํางานลาออก ใบลาออกก็อยู่ในมือผม ๑๔ คนลาออก พนักงาน กสท. ออกมาคัดค้านทันทีครับ พนักงานการสื่อสารแห่งประเทศไทย ที่เขาเห็นความไม่ถูกต้องเขาออกมาคัดค้าน อัยการตั้ง ๔ คําถาม สตง. ๑๔ คําถาม แต่ สตง. ผมต้องขออนุญาตอ่านฉบับเดียวท่านประธาน สตง. เขาเขียนหนังสือครับ ที่ ตผ ๐๐๑๓/๐๖๑๒ ลงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ถึงประธานกรรมการ บมจ. กสท. โทรคมนาคม อ่านไปสั้น ๆ นะครับว่า มีการเร่งรัดดําเนินการอย่างผิดสังเกตในการลงนามสัญญา ๓ จี เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔ ในขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียดต่าง ๆ และมีเหตุอันควรสงสัย ในหลายประเด็น ซึ่งมีพฤติกรรมในกระบวนการดําเนินการที่ส่อว่าอาจจะมีการหลีกเลี่ยง พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดําเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ และมิได้เปิดกว้างให้มีการแข่งขันราคาโดยเสรีอย่างเป็นธรรม เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของ ทางราชการอันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับ การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ แล้วก็ลงท้ายครับ ขอแสดงความนับถือ นายพิสิษฐ์ ลีลาวัชโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รักษาราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ทุกหน่วยงานมีคําถามออกมา ตั้งคําถาม ตั้งข้อสังเกต มีนักวิชาการ ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์ดอกเตอร์สมเกียรติ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ซึ่งท่านเก่งทางด้านการสื่อสาร ท่านพูด ชัดเจน ท่านให้สัมภาษณ์ว่าสัมปทานเป็นสัมปทานจําแลง ไม่คิดต้นทุนคลื่นความถี่ เห็นไหมครับ เวลา กทช. ไปประมูล ๒๑๐๐ เมกะเฮิรตซ์ เขาเริ่มต้นที่ ๑๐๐๐๐ เมกะเฮิรตซ์ อันนี้เอาไปให้ เขาใช้ ตามสัญญานี้ไม่มีราคา ไม่คิดราคา อันที่ ๓ ตัดโอกาสทํามาหาได้ตัวเอง อันนี้เป็น คําสัมภาษณ์ที่ลงในหนังสือพิมพ์ ท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีจุติครับ นี่ครับพอท่านเห็นว่า คนออกมาติงเยอะ ท่านให้สัมภาษณ์ นี่ผมตัดจากหนังสือพิมพ์มา ที่เมื่อกี้ผมบอกครับ คุณจิรายุทธ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท. บอกว่าได้รายงานท่านจุติแล้วนะครับ ท่านจุติบอก เฮ๊ย คุณไปรายงานใครที่ไหน ไม่ได้รายงานผม ผมไม่รู้เรื่อง นี่ให้สัมภาษณ์เมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ นี่ครับ อันนี้เป็นข่าวนะครับ ขออนุญาตท่านประธานแล้วนะครับก่อนที่จะนําเสนอ ทีนี้ท่านจุติ ท่านก็กลัวอีกครับว่าเดี๋ยวคนจะว่า ท่านรีบตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง ภายใน ๑๕ วัน ไม่รู้ว่าคณะกรรมการตั้งขึ้นจริงหรือไม่นะครับ หรือเพียงแต่เป็นแค่ตั้งขึ้นมา เพื่อลดกระแส ๒ วันหลังจากนั้นท่านเรียกจิรายุทธ กรรมการผู้จัดการ และนายวิสุทธิ์ ท่านประธานบอร์ด กสท. มาชี้แจง พอชี้แจงเสร็จท่านบอกว่า โอ๊ย จิรายุทธเป็นคนเก่ง ยอมรับครับว่าตอนนี้เข้าใจหมดแล้ว เหมือนกับที่ผมเชิญท่านจิรายุทธมาชี้แจงใน อนุกรรมาธิการที่ผมนั่งเป็นประธาน ปรากฏว่าถ้าผมเป็นคนเชื่อคนง่าย ผมเชื่อหมด วันนี้ไม่มี การอภิปรายนําเสนอหลักฐานอย่างนี้หรอกครับ ผมเป็นคนที่เชื่อคนยาก แล้วยิ่งใครโกหกกับผม หน้าตายผมจับได้ มันเป็นสัญชาติญาณ จับคนผิดครับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยต้องสืบเสาะต่อไป แต่ก่อนที่ผมจะเข้าข้อที่ ๔ ข้อที่ ๕ ข้อที่ ๖ ข้อที่ ๗ ท่านประธาน ต้องถามก่อนว่า พอเซ็น สัญญาแล้วพี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปราย อยากรู้เหมือนกันว่าทรูเขาได้อะไร สิ่งแรกที่ทรู ได้คือได้ยืดอายุสัมปทาน ๒ จี นี่ผมก็ใช้เครื่องทรู ทรู ๒ จีของผมนี่ใช้กับทรู เขาก็จะยืดอายุ สัมปทาน จาก ๒ ปี ไปเป็น ๑๕ ปี พูดง่าย ๆ ๑๔ ปีครึ่งครับ แล้วทรูจะได้ลูกค้าฮัทช์ทั้งหมด ๘๐๐,๐๐๐ ราย นอกจากนั้นทรูจะได้รายได้ที่ลูกค้าฮัทช์เขาจ่ายให้ฮัทช์ในแต่ละปี ๔,๓๐๐ ล้านบาท อันนี้ได้เลยนะครับ นอกจากนั้นข้อที่ ๓ ทรูได้เริ่ม ๓ จี โดยไม่ต้องไปประมูลแข่ง ที่ กทช. ซ่อนประมูลได้นั่นละครับ อันนี้ตรงทุกอย่างกับ ๓ ไอ้โม่งที่วางยุทธศาสตร์ไว้ว่า ต้องดําเนินการอย่างไร ทีนี้ต้องถามว่าทําไมทรูถึงยอมซื้อฮัทช์ ทรูซื้อฮัทช์เพราะได้คลื่นครับ ฮัทช์เขายังมีคลื่นที่ได้จาก กสท. อยู่ ๑๐ เมกกะเฮิรตซ์ ในคลื่น ๘๐๐ ของฮัทช์เขามีอยู่ ๑๐ เมกกะเฮิรตซ์ ทรูเลยได้คลื่นด้วย ยอมซื้อซีดีเอ็มเอ หรือ ฮัทช์ ทีช (HUTCH Tech) เพื่อเอา คลื่น นอกจากนั้นเขาได้ลูกค้า ๘๐๐,๐๐๐ ราย ได้ฐานลูกค้าทั้งหมดถ้าวันนี้เอาลูกค้าของท รูมูฟบวกกับลูกค้าของฮัทช์เลื่อนลําดับขึ้นมาเลยครับ มาไล่เกาะดีแทค ไล่เกาะเอไอเอสเลย ไม่ได้ห่างกันเลย แล้วก็ผิดกฎอีก แต่ผมจะไม่ลงรายละเอียด เดี๋ยวให้คนอื่นเวลา ป.ป.ช. ไปตรวจสอยไปไล่จับท่านนะครับ ทีนี้ กสท. ก็พยายามที่จะอ้างว่าการที่ให้เลิกเช่ากับฮัทช์จะทํา ให้ลดการขาดทุนไปปีละพันล้านบาท อันนี้คือข้ออ้าง นอกจากนั้น กสท. ก็บอกว่ารัฐไม่ต้องลงทุนเอง ๑๓,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ จิรายุทธ วิสุทธิ์ จุติ ออกมาพูดให้ข่าวในสื่อตลอดเวลา ไม่มี รายอื่นยื่นเรื่องมาให้พิจารณาจุติพูด จิรายุทธบอกว่าได้เจรจากับทุก ๆ รายเห็นว่าทรูเหมาะสม เพราะมีสัมปทานเป็นบริษัทไทยรายเดียว เป็นบริษัทไทยรายเดียวนะครับ เป็นการดําเนิน ธุรกิจรูปแบบใหม่ เดี๋ยวผมจะชี้ให้ดูว่ารูปแบบใหม่ของท่านนี่มันเป็นอย่างไร ไม่ใช่เป็นสัญญา ร่วมการงาน ไม่ผิด พ.ร.บ. ร่วมทุน เดี๋ยวผมจะพิสูจน์หมด ไม่ใช่สัมปทาน เป็นการเช่า เช่านะครับ ฟังให้ดี คลื่นความถี่ไม่ได้ยกให้เขา แต่เป็นของ กสท. อยู่เดิม เพราะว่า กสท. บริหารคลื่นเอง เดี๋ยวผมจะพิสูจน์ว่ามันบริหารคลื่นเองวิธีไหน มันไม่ได้บริหารหรอกครับ จะเข้าไปดู เขายังไม่ให้เข้าเลย เขาต้องอนุญาตตามที่เขาเห็นว่าเหมาะสม ผมจะพิสูจน์ ความจริงให้พี่น้องเห็นให้ท่านประธานได้เห็น และผมจะชําแหละให้เห็นว่าการทําสัญญา ครั้งนี้มีอะไรที่ถูกปิดบัง ซ่อนเร้น มีการเอื้อประโยชน์กันอย่างไร ทําผิด พ.ร.บ. และกฎหมายใด รัฐเสียหายเท่าไร เอกชนกําไรเท่าไร รัฐมนตรีที่กํากับดูแลแกล้งโง่หรือฉลาดกันแน่ เข้าอาหาร หลักเลยครับท่านประธาน เพราะเวลาผมมันจะเหลือน้อยลงเต็มที ผมจะเข้าสู่เมน คอร์ส (Main course) หลังจากที่สัญญาเซ็นแล้ว และปรากฏว่าท่านประธานผมก็อ่านจากสัญญา มีนักวิศวกร มีผู้รู้ ผู้ที่หวังดีต่อประเทศเอาข้อมูลมาให้ผม ช่วยกันทําการบ้านศึกษาอย่าง ละเอียดท่านประธาน แล้วก็แปลเป็นภาษาง่าย ๆ ก่อนอื่นครับผมต้องอธิบายให้พี่น้อง ประชาชนเข้าใจก่อนเพื่อความชัดเจนนะครับ ทรูนี่ที่ผมกล่าวมาตอนต้น วันนี้ทรูนี้ก็คือ ทรู คอร์ป (True Corp) บริษัทลูกเอาง่าย ๆ ก่อนครับ มีทรูมูฟที่ทํามือถือ ๒ จีอยู่ทุกวันนี้ มีบีเอฟเคที (BFKT) เป็นบริษัทลูก ตอนแรกกะว่าจะใช้ เรียล ฟิวเจอร์ (Real Future) แต่เปลี่ยนเป็น บีเอฟเคที ดีกว่าชื่อเดิม ของเดิม แล้วก็มีเรียลมูฟ (Real Move) เป็น ๓ บริษัท ลูก ขึ้นแผ่นต่อไปครับ ผมจะเปรียบเทียบให้เห็นท่านประธาน อันนี้คือการเช่าเครื่องกับฮัทช์ กสท. ทําสัญญาเช่าและซ่อมบํารุงบีเอฟเคที อันนี้สมัยที่เป็นของฮัทช์ บริษัทที่ให้เช่าและซ่อม บํารุงก็คือบีเอฟเคที บริษัท กสท. ทําสัญญาการตลาดคือให้ฮัทช์ไปขายเครื่อง ไปหาลูกค้า อันนี้คือของเดิม ท่านดูของใหม่ที่เซ็นกันเมื่อ ๒๗ มกราคม กสท. ทําสัญญาเช่าอุปกรณ์กับบี เอฟเคที ใช้ชื่อเดิมเลย ซื้อบริษัทนี้เรียบร้อยเป็นของทรู และทําสัญญาตลาดให้เรียลมูฟ ไปขายเครื่อง ไปหาลูกค้า เหมือนกันเลยท่านประธาน เหมือนกันทั้ง ๒ แบบ ไม่ใช่เป็นธุรกิจ รูปแบบใหม่แต่อย่างใด ท่านประธาน บังเอิญผมเป็นคนที่ศึกษาใฝ่รู้ อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไร ขึ้น ไปค้นครับ และพอดีมีพรรคพวกที่ให้ข้อมูลสนับสนุน ไปสืบเสาะจนได้ข้อมูลหลักฐานว่า ท่านวิชช์ จีระแพทย์ ท่านเป็นกรรมการ บมจ. กสท. ท่านมีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการ สมัยนั้น เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔ ท่านประธาน ท่านอ้างคําวินิจฉัยของคณะกรรมการ กฤษฎีกา เรื่องเสร็จ ที่ ๔๙๘/๒๕๔๖ อยู่ในมือผมนี้นะครับ เป็นหนังสือบันทึกข้อความ ที่คุณวิชช์ จีระแพทย์ ท่านเป็นกรรมการ บมจ. กสท. ทําถึงประธานคณะกรรมการสมัยนั้น ท่านมีสรุป ๓ ประเด็น ต้องขออนุญาตอธิบายความสักเล็กน้อย ท่านสรุปไว้ชัดเจนครับ
๑. กสท. นี่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายมาตรา ๗ มาตรา ๑๐ มาตรา ๒ ของ ร่างพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย กทส. ได้รับจัดสรรความถี่ ๘๐๐ เมกะเฮิรตซ์ จากกรมไปรษณีย์โทรเลข การดําเนินการให้บริการโทรศัพท์ในระบบฮัทช์จึงเป็นกิจการของรัฐ
๒. การดําเนินกิจการต้องใช้เครือข่ายที่ กสท. เป็นคนสร้างไว้มูลค่า ๑,๒๐๐ กว่าล้านบาท จึงเป็นทรัพย์สินที่เกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท และโครงการและกิจการ ของรัฐตามนัยร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกชนเข้าร่วมงานหรือดําเนินกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ อันนี้แสดงว่าเป็นกิจการของรัฐแน่นอน ในอดีตที่ผ่านมาที่ทํากับฮัทช์นะครับ นอกจากนั้นแล้วท่านยังบอกว่าโครงการของฮัทช์นี่ กสท. เป็นเจ้าของคลื่นความถี่ที่ได้มาจาก กรมไปรษณีย์ และมีมูลค่าหลายพันล้านบาท ปรากฏว่าการดําเนินการให้ฮัทช์ทํา ไม่ได้จ่าย ค่าการใช้คลื่นความถี่ ซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐที่ต้องได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทาน ท่านเห็นนะครับ
๓. ท่านบอกเลยครับว่าบีเอฟเคทีที่ลงทุนซื้อเครื่องและอุปกรณ์มาให้ กสท. เช่าทําโครงข่ายนั่นนะครับ บีเอฟเคทีเป็นคนทําโครงข่ายแล้วมาให้เช่า เป็นลักษณะการผูกขาด และแสดงความไม่โปร่งใส เพราะเป็นการตัดตอนบริษัทว่ามิใช่การร่วมทุนหรือมอบให้บริษัท ลงทุนแต่ฝ่ายเดียว จึงได้ออกแบบสัญญาเช่ากับบีเอฟเคที ย่อมแสดงว่าสัญญานี้เป็นนิติกรรม อําพราง เพราะ กสท. ไม่ได้มีการเช่ากับบีเอฟเคทีจริง โดยที่แท้จริงแล้วโครงการนี้เป็นของ บริษัทบีเอฟเคทีทั้งหมด จึงมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานนั่นเอง ท่านประธาน วันนี้สัญญา ๖ ฉบับ ๔ ฉบับที่ทํากับบีเอฟเคที ทํากับเรียลมูฟ เป็นการเช่าอุปกรณ์จากบีเอฟเคที เช่าระบบ ส่งสัญญาณ เช่าเสา สถานีมันตรงกันกับที่ทําในอดีต ที่ทํากับฮัทช์ เป็นสัญญาร่วมการงาน ผิด พ.ร.บ. แน่นอน พ.ร.บ. ว่าด้วยให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดําเนินกิจการของรัฐ เป็นสัมปทาน เพราะเป็นนิติกรรมอําพราง ผมจะให้พี่น้องประชาชนได้เห็นรูปถัดไปครับ พี่น้องประชาชน จะได้เข้าใจ นี่นะครับท่านประธาน บีเอฟเคที บริษัทลูก ทรูครับ ให้เช่าอุปกรณ์รับส่ง คลื่นสัญญาณให้บริการคอล เน็ตเวิร์ค (Call Network) บีเอฟเคที ซึ่งการให้บริการ คอล เน็ตเวิร์คต้องมีใบอนุญาตบีเอฟเคทีซ่อมบํารุง กสท. เอาคลื่นใส่ลงไปมันถึงจะเอามาใช้ ๓ จี มีรูปนายกรัฐมนตรีทักษิณเวลาผมคิดถึงท่าน ผมคุยกับท่านผมก็จะเห็นหน้าท่าน เปรียบเทียบชัด ๆ ก็เหมือนกับไปเช่ารถยนต์ เวลาเราเช่ารถยนต์พร้อมคนขับ พร้อมทั้งมี การซ่อมบํารุง รถจะวิ่งได้ก็ต่อเมื่อเราเอาน้ํามันไปเติมท่านประธาน เช่นกันครับมันคือ การร่วมงานกัน มันผิดแน่นอน จะบอกว่าคลื่นเป็นของผม ผมเอาไปให้เขาใช้ สิ่งเหล่านี้ถึง จะได้ ๓ จี มันผิดชัด ๆ พี่น้องประชาชนเห็นนะครับ ท่านเช่ารถพร้อมคนขับมีการซ่อมบํารุง แต่รถมันไม่มีน้ํามัน มันวิ่งไม่ได้ มันต้องเอาน้ํามันเติมก็เหมือนกันนี่ละครับ เช่าอุปกรณ์พร้อม คนขับครับ นี่ ๆ ให้บริษัทบีเอฟเคทีเป็นคนบริหารจัดการเองทั้งหมด เดี๋ยวผมจะพิสูจน์ครับ
เพราะฉะนั้นสรุปนะครับ รัฐมนตรีจุติรู้เห็นเป็นใจ ร่วมกันปกป้องผลประโยชน์ ของเอกชน ขัดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ถือว่ามีพฤติกรรม ทุจริตต่อหน้าที่ ท่านประธาน อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๔ กฤษฎีกาของผมมีเอกสารหลักฐาน ชัดเจนของท่านวิชช์ จีระแพทย์ อยู่ในนี้หมดครับ ทีนี้ผมจะกลับมาเรื่องนี้ท่านประธาน เมื่อสักครู่เล่าเรื่องที่ ๔ จบไปแล้ว
เอาเรื่องที่ ๕ เอาคลื่นความถี่ไปจัดสรรให้ทรูโดยที่ กทช. ไม่ได้อนุญาต ท่านประธานเห็นนะครับผมต้องขออนุญาตนิดหนึ่ง อันนี้ค่อนข้างที่จะเทคนิคสักเล็กน้อย แต่เข้าใจง่ายครับ ก่อนทดลอง ๓ จี ก่อนที่จะมาขายเครื่องนี้พร้อมซิมฟรีที่เข้าแถวซื้อกัน ก่อนหน้านั้นบริษัทแทคจะได้คลื่นตั้งแต่ ๘๘๐ ถึง ๘๙๔ เมกะเฮิรตซ์ ประมาณ ๑๕ เมก (Meg) ฮัทช์ก็ได้ ๘๖๙ ถึง ๘๘๐ เมกะเฮิรตซ์ อันนี้ ๑๐ เมก พอมีการอนุญาตให้ทดลอง ไม่เชิงพาณิชย์ ที่ผ่านมานี่ เริ่มขโมยแล้วครับ ขโมยเอาคลื่นของแทค ๕ เมก ไปให้ทรูมูฟ ดีแทคได้ไป ๑๐ เมก จากนั้นพอทําสัญญากับบริษัทบีเอฟเคทีท่านประธาน ในสัญญานี่เขียนไว้ ชัดเจนเลยว่าบริษัทบีเอฟเคทีจะได้ไปทั้งหมด ๑๕ เมก ได้ทั้งของฮัทช์ ได้ทั้งของทรูมูฟที่ไป ขโมยมา ของดีแทคก็ไม่เกี่ยวกันก็ได้ไป ได้ไป ๑๕ เมก แล้วในสัญญาเขียนว่าให้ใช้ไปจนถึง ปี ๒๕๖๘ ๑๕ ปีท่านประธาน นับจากปี ๒๕๕๔ ในขณะที่เมื่อสักครู่ผมได้บอกนะครับ กทช. เขาบอกว่าถ้าจะเอาไปทดลองคลื่นที่เป็นของแทคนั้นนะครับ ทดลองได้จนต่อสัมปทาน ของบริษัทแทคจะหมด สัมปทานของบริษัทแทคเขาหมดปี ๒๕๖๑ แล้วให้ กสท. เอาคลื่น มาคืน เอาคลื่นมาคืนให้กับ กทช. เพื่อจะได้จัดสรรใหม่ นี่ละครับ มาตรา ๘๔ กับมาตรา ๘๓ ของร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ในปี ๒๕๕๓ ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ ท่านต้องเอาคลื่นมาคืนให้กับ กทช. ก่อน เพราะสัมปทานอย่างที่ผมได้เรียน ของแทค ๘๐๐ เมกะเฮิรตซ์ มันเริ่มตั้งแต่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๔ ไปจนถึง ๑๕ กันยายน ๒๕๖๑ แต่ปรากฏว่าไปเซ็นกันนี่นะครับ จนถึง ปี ๒๕๖๘ ท่านใช้สิทธิอะไร ไปจัดสรรคลื่น ไปจัดสรรคลื่นแทน แทน กทช. เขา เขาเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องคลื่น เพราะฉะนั้น เรานั่งออกร่างพระราชบัญญัติประกอบองค์การจัดสรรคลื่นความถี่ และกํากับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุ กระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เรานั่งออกกฎหมายนี้เกือบตาย ท่านไปใช้สิทธิแทน กสทช. หรือ กทช. มันผิดกฎหมาย มาตรา ๘๔ แล้วปรากฏว่าอย่างนี้ท่านประธานมันก็ยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ตามมติของ กทช. เมื่อวันที่ ๑๓-๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ เป็นการประชุมครั้งที่ ๒๙/๒๕๕๑ ว่าสัมปทานหมดเมื่อไรให้คืนคลื่นให้ กทช. เพราะฉะนั้นรัฐมนตรีจุติไม่กํากับดูแลรักษา ผลประโยชน์ของชาติ ปล่อยให้ กสท. นําคลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรของชาติมาให้ทรูใช้ฟรี โดยไม่คืนคลื่นความถี่ อย่างนี้เรียกว่าแอบขโมยคลื่นครับท่านประธาน
เข้ามาเรื่องใบอนุญาตครับ เนื่องจากว่าท่านประธาน การที่ให้บริษัทที่ไม่มี ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ท่านจุติทําได้อย่างไร ผมจะชี้ครับว่าการไปทํา สัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมเพื่อให้บริการ ๓ จี กับบริษัทบีเอฟเคทีไม่มี ใบอนุญาตถือว่าเป็นความผิดของทั้ง กสท. และบีเอฟเคที และการมอบคลื่นความถี่ให้กับ บีเอฟเคทีเข้ามาบริหารจัดการทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเข้ามามีอํานาจประกอบกิจการแทน ก็ผิดกฎหมาย ที่สําคัญที่สุดการไม่มีใบอนุญาตของบีเอฟเคทีทําให้รัฐเสียรายได้ จากค่าธรรมเนียม ๖ เปอร์เซ็นต์ ๙,๑๓๙ ล้านบาท เดี๋ยวผมจะพิสูจน์ให้ดูครับ ผมมีตัวเลข ทั้งหมดท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมกล่าวหาท่านจุติในกรณีนี้ ที่ปล่อยให้ กสท. ไปทําสัญญากับบริษัทที่ไม่มีใบอนุญาตเป็นการไม่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ทําให้ สูญเสียไป ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๙,๑๓๙ ล้านบาท ข้อเท็จจริงท่านประธาน การเช่าเครื่อง และอุปกรณ์ ถือว่าเป็นการประกอบกิจการให้บริการโครงข่าย ให้เช่าเสา ให้เช่าระบบ ส่งสัญญาณ ท่านประธานมันผิดมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ๒๕๔๔ และข้อ ๑.๑ ตามประกาศ กทช. นี่ครับท่านประธาน ที่จริงแล้วการให้บริษัทที่เช่า ไปซื้ออุปกรณ์อย่างนี้ แล้วมาตั้ง แล้วให้ กสท. ไปเช่า โดยที่ กสท. นี่ไม่ได้มีอํานาจ บริหารจัดการ มันผิดนะครับ เพราะว่าตาม พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม ๒๔๙๘ เขาถือว่า อุปกรณ์จาน ท่านประธานเห็นไหมครับจานรับดาวเทียม เสาอากาศนี่ครับ กับอุปกรณ์ รับ-ส่งวิทยุที่อยู่ในสถานีฐาน เวลาพี่น้องประชาชนเดินทางไปตามถนนจะเห็นมีเสา มีแผงเสาอากาศ แล้วมีตู้อยู่ข้างล่างมีห้องแอร์มีอะไรแต่ข้างในมีอุปกรณ์รับส่งวิทยุ ถือว่า อุปกรณ์เหล่านี้เป็นอุปกรณ์ต้องห้าม คนที่จะนําเข้ามาได้ก็คือเจ้าของคลื่นความถี่เท่านั้น แต่วันนี้ กสท. ให้เขานําเข้ามาและยอมออกหนังสือ แต่ตัวเองไม่ได้ไปกํากับดูแลเลย ปล่อยให้ เขาดูแล มันไม่ได้ มันผิดกฎหมายท่านประธาน ท่านประธาน จากนั้นผมได้ไปค้นในเว็บไซต์ ของ กทช. เขาจะมีรายนามผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ผมเปิดดูทั้งหมด นี้เลยนะครับ บริษัทบีเอฟเคทีไม่ได้มีใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเลย ผิดไหมครับ ท่านประธาน ท่านทําได้อย่างไร ท่านรัฐมนตรีปล่อยให้ กสท. ที่อยู่ในกํากับของท่าน ไปทําสัญญากับบริษัทที่ไม่มีใบอนุญาต ผิดชัดเจนะนะครับท่านประธาน ค่าธรรมเนียม ย้ําอีกครั้งนะครับ พอไม่มีใบอนุญาตค่าธรรมเนียม ๖ เปอร์เซ็นต์ไม่ต้องเสียจากรายได้ เพราะฉะนั้น กทช. หรือรัฐสูญเสียค่าธรรมเนียม ๙,๑๓๙ ล้านบาท นอกจากนั้นนะครับ ผมจะชี้ให้เห็นเลยว่า กสท. พยายามจะมาอ้างกับผมในกรรมาธิการว่าเป็นคนบริหารจัดการ คลื่นความถี่เอง มันมีประเด็นนะครับท่านประธาน ในสัญญา ข้อ ๒.๑๒ ที่เขียนไว้ สัญญาอยู่ในมือผมนี้ทั้งหมดเลย บอกว่า กสท. จะต้องนําคลื่นความถี่มาใช้กับเครื่อง และอุปกรณ์ของบีเอฟเคที เท่านั้น เพราะฉะนั้นการมอบคลื่นความถี่ให้บริษัทบีเอฟเคที เข้ามาบริหารจัดการทั้งหมดหรือบางส่วน เป็นการขัดต่อมาตรา ๔๖ แห่ง พ.ร.บ. องค์กร จัดสรรคลื่นความถี่ ๒๕๕๓ และถ้าไปอ่านดูสัญญาข้อ ๒.๑๑ นะครับ ระบุไว้ชัดเจนว่า บีเอฟเคทีจะตกลงให้การสื่อสารเข้าไปในสถานที่ บีเอฟเคทีซึ่งติดตั้งเครื่องและอุปกรณ์ของ บีเอฟเคทีที่ให้ กสท. เช่านั้น จะให้เขาได้ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อตรวจสอบเครื่อง และอุปกรณ์ที่เช่า ก็แสดงว่าในสภาวะปกติ กสท. ไม่ได้มีส่วนร่วมดําเนินการเกี่ยวกับ การบริหารจัดการแต่อย่างใด ท่านประธานครับ สรุป กสท. ทําผิดมาตรา ๔๖ พ.ร.บ. องค์กร จัดสรรคลื่นความถี่ ๒๕๕๓ แล้วมอบการประกอบกิจการแทนให้บีเอฟเคทีทําแทน เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีจุติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในกํากับ ปล่อยให้ กสท. กระทํา ความผิดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ทําให้รัฐเสียหาย ๙,๑๓๙ ล้านบาท
ประเด็นที่ ๗ ท่านประธาน ประเด็นที่ ๗ นี่ผมจะชี้ครับ ผมจะชี้ให้เห็นอย่างนี้ ครับว่าการทําสัญญาขายส่งหรือขายต่อ เอาสัญญาณไปให้เรียลมูฟ ไปขายบริการ คือขายให้ ลูกค้าพร้อมทั้งมือถือ มันผิดอย่างไร มันตกลงในสัญญาว่าจะเอาคลื่นความถี่ทั้งหมด ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ไปให้เรียลมูฟ เรียลมูฟ ขาย ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้นดูอย่างไรแล้วมันเป็นการ ผูกขาดแน่นอน เพราะเหลือไว้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันไม่มีใครมาซื้อหรอกครับ ไปแข่งกับคนที่ได้ไป ๘๐ เปอร์เซ็นต์ไปขายแข่งกัน แข่งอย่างไรก็แพ้ มันเข้าลักษณะผูกขาด จํากัดการแข่งขัน ที่สําคัญที่สุดอายุใบอนุญาตของ เรียลมูฟ ๕ ปี ท่านประธาน แต่สัญญา เขียนไว้ ๑๕ ปี ผมเข้าไปดูในนี้ท่านประธาน ในใบอนุญาตที่อยู่ในเว็บไซต์ของ กทช. เจอครับ เปิดดูเจอเรียลมูฟ เรียลมูฟได้ใบอนุญาตอยู่ในนี้ครับ แล้วก็บอกเลยว่าอนุญาตไปจนถึงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ ท่านประธาน แต่สัญญาที่ได้เซ็นกันไว้ เซ็นกัน ๑๕ ปี ถึงปี ๒๕๖๘ อะไรกัน ท่านให้เกินกว่าอายุใบอนุญาตของเขา ถ้าเรามีใบขับขี่แค่ ๕ ปี เสร็จแล้วไปอนุญาตให้ขับรถ ๑๕ ปี สมมุติเขาไปต่อใบอนุญาตไม่ได้แล้วทําอย่างไรท่านประธาน ทําอย่างนี้มันผิดชัดเจน ท่านประธาน นอกจากนั้นนะครับ ท่านประธานจําได้นะครับ เมื่อกี้บริษัททรู มีทรูมูฟ เป็นบริษัทลูก มีบีเอฟเคที มีเรียลมูฟ ปรากฏว่าเรียลมูฟกับทรูมูฟทํางานเหมือนกันเลย ขายโทรศัพท์ให้ลูกค้า มีกิจการลักษณะเหมือนกัน และที่สําคัญที่สุดบริษัททรูคือบริษัทแม่ ไปถือหุ้นใน ๒ บริษัทนี้เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มันผิดครับ มันผิดในกฎระเบียบของ กทช. ในการเข้าถือครองหุ้นในธุรกิจประเภทเดียวกัน ต้องขออนุญาตท่านประธาน เห็นไหมครับ มันต้องเป็นการขออนุญาตนะครับ ทีนี้เมื่อกี้ผมพูดถึงลักษณะการผูกขาดที่เรียลมูฟ ได้คลื่นไป ๘๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เอาไปขาย มันผิดข้อที่ ๑๔ (๘) ของประกาศ กทช. เรื่องการประกอบกิจการโทรคมนาคม ประเภทการขายส่งบริการ และบริการขายต่อ นอกจากนั้นนะครับ ที่ผมได้เล่าไปว่าทรูนี่ถือหุ้นในบริษัท ทรูมูฟ เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในบริษัทเรียลมูฟ เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มันผิดประกาศ กทช. เรื่องมาตรการป้องกัน การผูกขาด ข้อ ๘ กําหนดว่าการเข้าถือครองหุ้นในธุรกิจประเภทเดียวกันเกินกว่าร้อยละ ๑๐ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมจะต้องขออนุญาต กทช. อันนี้ไม่ได้ขอครับ เพราะฉะนั้น รัฐมนตรีจุติ สรุปนะครับ ปล่อยให้มีการลงนามในสัญญาที่มีความผิดปกติ เกิดความ ไม่เป็นธรรม จํากัดการแข่งขัน เป็นลักษณะผูกขาด เอื้อประโยชน์ให้เรียลมูฟ ทําผิดประกาศ กทช. อย่างชัดเจน ที่สําคัญที่สุดครับ ท่านทําให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาส ที่จะมีรายได้ถึง ๓๔,๘๕๓ ล้านบาท โดยไม่คิดจะปกป้องผลประโยชน์แห่งรัฐ ถ้าวันนี้ ท่านเอาคลื่นความถี่ไปประมูล และเอกชนได้คลื่นความถี่ไป และไปประกอบกิจการ โทรคมนาคม ท่านจะได้เงิน ๓๔,๘๕๓ ล้านบาท แต่วันนี้เรียลมูฟ จ่ายค่าธรรมเนียมให้กับ กทช. หน้าเกลียดครับท่านประธาน ปีหนึ่งเสียค่าธรรมเนียม ๒๐,๐๐๐ บาท ๑๔ ปีครึ่ง ได้เงินจากทรูหรือเรียลมูฟ ๒๙๐,๐๐๐ บาท เทียบกับ ๓๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านไม่ได้ ปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ท่านอย่ามายิ้มลอยหน้าลอยตาได้อย่างไร หมายถึง รัฐมนตรีคนที่ ๓ ท่านนิพิฎฐ์ ท่านประธาน ผมจะสรุปตัวเลขแล้วครับ เพราะใช้เวลา มาพอสมควร ตัวเลขขึ้นเลย กว่าผมจะได้ตัวเลขนี้มาท่านประธาน ผมมีที่มาที่ไปชัดเจน ท่านประธาน ตัวเลขนะครับ กําไรบีเอฟเคที ๕,๔๓๓ ล้านบาท ผมได้คิดคํานวณทั้งหมด ๑๔ ปีครึ่ง มีสมมติฐานที่เป็นที่ยอมรับ ท่านบอกว่า ลูกค้าในอนาคตจะมีถึง ๓๐ ล้านบาท ผมคิดครึ่งเดียวผมเอาลูกค้าแค่ ๑๕ ล้านบาท ซึ่งวันนี้ทรูมูฟบวกกับฮัทช์มันก็เกินอยู่แล้ว มันมี ๑๗.๔ ล้านลูกค้า ผมเอา ๑๕ ล้านบาทสําหรับที่จะมาใช้ ๓ จี ใน ๑๕ ปีข้างหน้า นอกจากนั้นสถานีฐานท่านเคยบอกว่าจะทําถึง ๑๕,๐๐๐ สถานี ผมเอาครึ่งเดียวในการ คํานวณรายได้ทั้งหมด ผมเอาแค่ ๗,๕๐๐ สถานี ตัวเลขต่าง ๆ ในการคิดคํานวณของผม ท่านประธาน ผมได้ทําตัวเลขในการคิดคํานวณทั้งหมดนี่ลงในชาร์ทอันนี้ เดี๋ยวผมจะมอบให้ รายละเอียดยิบ มีสมมุติฐานที่เอาตัวเลขมาจากสัญญาไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าบริการ ค่าซ่อม บํารุง ค่าตั้งเสา รายได้คิดจากรายได้ที่เอามาจากโทรศัพท์ ๒ จี แบบจ่ายรายเดือน แบบเติม เงิน มีค่าเฉลี่ย มีที่มาที่ไปของตัวเลขทั้งหมด เพื่อที่จะพิสูจน์ว่ากําไรของบริษัทจะได้เท่าไร การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะได้เท่าไร กทช. เสียไปเท่าไร นี่ครับ มันเป็นเอ็กเซล (Excel) เดี๋ยวผมจะมอบให้ ทํามาอย่างดี มีวิศวกรโทรคมนาคมมาช่วยงานผม วิเคราะห์ตัวเลข ทั้งหมด มีรายละเอียดทั้งหมด ท่านประธาน เรียลมูฟ เรียลมูฟนะครับ ตัวที่เอาคลื่นมา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เอาไปขายให้ลูกค้าพร้อมมือถือ อันนี้ยังไม่รวมค่ามือถือนะครับ เอาแค่ เฉพาะรายเดือนเติมเงิน เรียลมูฟ กําไร ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท นายจุติ บอกว่าถ้ามาซื้อฮัทช์ ซื้อเศษเหล็ก ซื้อก็โง่ ผมว่าทรูมูฟโง่กว่าท่านนะนี่ถึงมาซื้อนี่ เขากําไรทั้งหมด ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท กสท. ครับ กสท. นี่ นายจิรายุทธให้สัมภาษณ์กี่ครั้ง ต่อกี่ครั้งบอกว่า ๑๔ ปีครึ่ง ๑๕ ปี ผมทํากําไรได้แน่นอน ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขที่ผม คํานวณมาได้ ๕๓,๘๖๒ ล้านบาท ใกล้เคียงกับสมมุติฐานที่นายจิรายุทธมาให้สัมภาษณ์ ตลอดเวลา กทช. ครับ กทช. ได้ค่าธรรมเนียมก็ได้จาก กสท. นี่ละ กสท. ได้มาจาก ค่าขายสัญญาณไปให้กับเรียลมูฟ ก็คิด ๖ เปอร์เซ็นต์จากราคาขายที่ตั้งไปขายให้เขา กทช. ได้ ๑๓,๑๖๑ ล้านบาท บวกค่าธรรมเนียมที่น่าเกลียดที่สุดในโลก เรียลมูฟ กําไร ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท จ่ายค่าธรรมเนียม ๒๙๐,๐๐๐ บาท ๑๕ ปี เศษเงินนี่ท่านประธาน จิ๊บจ๊อยเลย แต่สิ่งที่ กทช. ต้องสูญเสียไป เรื่องใบอนุญาต บีเอฟเคทีไม่มีใบอนุญาต กทช. สูญเสียไปทันที ๙,๑๓๙ ล้านบาท สูญเสียใบอนุญาตถ้าเรียลมูฟ ได้ประมูลคลื่นความถี่ ทรูประมูลคลื่น ความถี่แล้วเรียลมูฟไปทําเองจะได้อีก ๓๔,๘๕๓ ล้านบาท
อันสุดท้ายท่านประธาน เนื่องจากไม่มีการประมูลคลื่นความถี่ ผมบอกแล้ว อย่างไรครับอย่าง กทช. ประมูลคลื่นความถี่มันมีราคาเริ่มต้น เริ่มต้น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าประมูล ๘๐๐ เมกกะเฮิร์ทซ์ คุณภาพมันดีนะครับ ราคาในตลาดโลกที่ผมมีตัวเลข อยู่ในมือผมทั้งหมด เริ่มต้นต้อง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านประธาน เพราะมันเร็วกว่า มันดีกว่า เพราะฉะนั้นรวมเบ็ดเสร็จ ๙,๑๓๙ ล้านบาท บวก ๓๔,๘๕๓ ล้านบาท บวก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖๓,๙๙๒ ล้านบาท นายจุติทําให้รัฐเสียหาย ทําให้พี่น้องประชาชนเสียประโยชน์ เอาทรัพยากรอันเป็น คลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของชาติไปให้เขาใช้ฟรี ๆ อย่างนี้ท่านควรจะพิจารณาตัวเองได้แล้ว ท่านประธานผมจะสรุปเลยครับ นายจุติ ที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดนะครับ ขออนุญาตอ่าน เพราะมันยาว
ข้อ ๑ การทําสัญญาระหว่างการ กสท. กับกลุ่มทรูไม่โปร่งใส ไม่มีการเรียก ประกวดราคารายเดียว เป็นการประพฤติมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทรู เร่งรีบทําสัญญา ทําให้เกิดการผูกขาดตัดตอน ทําให้รัฐสูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และขาดรายได้ จากค่าคลื่นความถี่
ข้อ ๒ การเลิกใช้ระบบฮัทช์ กสท. ไม่คํานึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ และไม่แจ้ง กทช. ถึงการเปลี่ยนระบบเป็น ๓ จี ตามประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์และ วิธีการอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ ๓
ข้อ ๓ การติดตั้งระบบ ๓ จีเกินกว่าที่ กทช. อนุญาต และการสื่อสาร ยังอนุมัติให้ติดตั้งเพิ่มเติม ๑๔๓๓ สถานี โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจาก กทช. เป็นการผิดต่อ พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘
ข้อ ๔ การดําเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ระหว่าง กสท. กับทรู เหมือนกับการทํา สัญญาระหว่าง กสท. กับฮัทช์ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นจากคําวินิจฉัยของกฤษฎีกาเรื่องเสร็จ ที่ ๔๙๘/๒๕๔๖ ชัดเจนว่าเป็นการร่วมการงานต้องเข้าข่าย พ.ร.บ. ร่วมทุน พ.ศ. ๒๕๓๕ และการนําคลื่นความถี่ไปร่วมการงาน โดยไม่คิดราคาคลื่นความถี่ มูลค่าอย่างที่ผมได้เรียนไว้ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่ากับว่าเป็นการให้กลุ่มทรูใช้ฟรี ๑๕ ปี
ข้อ ๕ สรุปคลื่นความถี่ที่ กสท. นําไปมอบให้บริษัท บีเอฟเคที บริษัทลูก ของทรูนั้นเป็นคลื่นความถี่ กสท. ที่ กสท. ได้ให้สัมปทานแก่แทค ซึ่งจะหมดอายุสัมปทาน ในปี ๒๕๖๑ ตาม พ.ร.บ. องค์การจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. ๒๕๓๕ กสท. ต้องคืนคลื่นความถี่ ไปให้ กทช. ต้องคืนให้คณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติจัดสรรใหม่ตามที่กฎหมายกําหนด ไม่ใช่นําไปมอบให้บีเอฟเคที หรือบริษัทลูกของทรูใช้โดยที่ กทช. ไม่ได้อนุญาต
ข้อ ๖ การที่ กสท. เช่าเครื่องและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมจาก บีเอฟเคที และมอบคลื่นความถี่ให้บีเอฟเคที โดยบีเอฟเคทีไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ถือว่าผิดทั้งคู่ ทั้ง กสท. และบีเอฟเคทีเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม ๒๕๔๔ และตามประกาศ กทช. เมื่อกําหนดลักษณะและประเภทของกิจการโทรคมนาคม การมอบคลื่นความถี่ไปให้ บีเอฟเคทีบริการจัดการเอง ถือว่าผิด พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่น ความถี่ ๒๕๕๓
ข้อ ๗ การให้เรียลมูฟ ไปขายบริการต่อทําให้ กสท. เห็นชัด ๆ ครับ เอากําไร ไปให้เขา ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท และสัญญาที่ทํากันเป็นสัญญาลักษณะผูกขาด จํากัดการแข่งขัน ในตลาด การประกาศ กทช. เรื่องการประกอบกิจการโทรคมนาคม และประเภทขายส่ง บริการและขายต่อบริการ การลงนามในสัญญาที่มีอายุเกินกว่าที่บริษัทได้รับอนุญาตมันผิด แล้วก็บริษัทแม่ คือบริษัททรู ถือหุ้นในบริษัททรูมูฟกับเรียลมูฟ เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ผิด ประกาศของ กทช. เรื่องมาตรการป้องกันการผูกขาดสิ่งเหล่านี้ทั้ง ๖ อย่างนี้นะครับ เป็นข้อสรุปที่ผมอภิปรายวันนี้ จริงอยู่ครับในการอภิปรายผมอาจจะยกมือและแพ้ท่าน แต่เมื่อไรผมเป็นรัฐบาลผมจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความเสียหายแห่งรัฐ คตส. เวอร์ชั่น ๓ (Version 3) เวอร์ชั่น ๒ (Version 2) ขึ้นมา แล้วจะยึดทรัพย์ท่านนี่นะครับ ท่านประธาน อันนี้คือสรุปครับ ความผิดของนายจุติเดี๋ยวจะมีเอ็ม ๗๙ อันนี้ผมไม่มาถล่มสภา ผมจะอธิบายว่าเอ็ม ๗๙ นี้มาอย่างไร ความผิดของรัฐมนตรีจุติ
๑. มีพฤติกรรมที่แสดงชัดเจนว่ากระทําการทุจริตสมรู้ร่วมคิดให้ทรูรายเดียว ได้ธุรกิจ
๒. ไม่ควบคุมกํากับดูแลรัฐวิสาหกิจ คือ กสท. ปล่อยให้มีการทําสัญญา เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทรูและทําสัญญาที่ขัดต่อกฎหมาย
๓. ท่านไม่ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของรัฐและนําคลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากร ของชาติไปให้กลุ่มทรูใข้โดยไม่ต้องประมูล
๔. ท่านทําให้รัฐสูญเสียค่าธรรมเนียมที่ควรได้ไปถึง ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท
๕. เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทรูได้กําไรเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ แสนล้านบาท ซึ่งเป็น การผูกขาด
๖. บริหารงานโดยมิชอบ ไร้ประสิทธิภาพทําให้ประชาชนต้องสูญเสียโอกาส ในการใช้ ๓ จี เป็นการซ้ําเติมให้ประเทศชาติล้าหลัง เพราะการทุจริตในครั้งนี้
เอ็ม ๗๙ ท่านประธานมันถล่มโครงการนี้แน่นอนเพราะมาตรา ๗๙ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ๒๕๕๓ เขาเขียนอย่างนี้ครับ เมื่อมีการแจ้ง หรือได้รับแจ้งจากบุคคลใด หรือเมื่อรู้ว่ามีการเอาคลื่นของแทคไปให้ทรูใช้โดยไม่คืนคลื่นให้ กสทช. จัดสรรใหม่ ฝ่าฝืนมาตรา ๘๔ ของ พ.ร.บ. องค์การจัดสรรคลื่นความถี่ ตามสัญญา ที่ลงนามไว้ในข้อ ๒.๑๒ เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔ กสทช. ไม่ได้ทําอะไร การละเว้น การกระทํานั้นไม่ถือว่าผิดมาตรา ๑๕๗ แต่ กสทช. พอรู้ว่ามีเหตุการณ์อย่างนี้ไม่ทําอะไร ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน ๓ ปีหรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจับทั้งปรับ อันนี้ละครับ เอ็ม ๗๙ จะถล่มโครงการนี้แน่นอน เพราะฉะนั้นท่านประธานผมไม่อาจจะไว้วางใจ ให้ท่านรัฐมนตรีท่านนี้ นายจุติ ไกรฤกษ์ ปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไปได้ และผมได้ยื่นถอดถอน ท่านรัฐมนตรีจุติ ไกรฤกษ์ไว้เรียบร้อย ผมจะนําหลักฐานทั้งหมดที่ผมได้อภิปรายไปในวันนี้ มอบให้ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณา ท่านประธานครับ ขอบพระคุณสําหรับเวลาและไม่มีการ ประท้วงจากฝ่ายรัฐบาลเลย ผมดีใจครับ ผมได้นําเสนอข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปรายของผม ถึงแม้จะยืดยาวไปหน่อย แต่เนื้อหาสาระเยอะมาก ผมพยายามจะตัดทอนพูดให้คนได้เข้าใจง่ายที่สุดท่านประธาน ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นเวลา แรมเดือน ได้รับมอบหมายจากผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้ง ๆ ที่เป็นกรรมาธิการการคลังแต่ต้องมาหยิบ ๓ จี เพราะ ๓ จี มันมี ๓ อ้ายโม่ง วันนี้ผมเปิดหน้าอ้ายโม่งคนนี้ขึ้นมาแล้ว นายจุติ ไกรฤกษ์ ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านรัฐมนตรีจุติ ไกรฤกษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผมได้รับฟัง ข้อกล่าวหากระผม ที่จดไว้นี้ความยาวประมาณ ๒๖ หน้ากระดาษ เป็นความผิดอย่าง มหันต์มากในสายตาของท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เพื่อนรักของผม ผมยอมรับครับ ความเป็นเพื่อนก็คือความเป็นเพื่อน แล้วก็เคารพในการทําหน้าที่ของเพื่อนรักผม ท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ซึ่งต้องทําหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล วันนี้ระบอบประชาธิปไตย เพื่อนก็พักไว้ก่อนชั่วคราว หลังจากออกจากห้องนี้แล้วเราก็คงเป็นเพื่อนกันต่อไป แต่ว่า ข้อกล่าวหาของท่านที่ได้กรุณาตรวจสอบมาเป็นแรมเดือน แล้วก็ภูมิใจมากว่าผู้ใหญ่ได้ มอบหมายให้ท่านทําหน้าที่นี้ ผมก็คงทราบดีนะครับ ผู้ใหญ่ของท่านนั้นเป็นใคร อยู่ที่ไหน แต่ว่าไม่มีบุญได้อยู่ในเมืองไทย อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากจะกราบก็คือว่าโทษทุกอย่าง ที่กล่าวหาผมนั้น จะโง่ จะหน้าด้าน จะโกหกหน้าตาย เพื่อนด่าเพื่อนรับได้หมดครับ แต่รับไม่ได้อันหนึ่งคือทุจริต แล้วก็เสียใจมากว่าท่านก็รู้จักนิสัยผมดี ผมคงไม่เป็นเช่นนั้นแน่ ชีวิตก็มีพออยู่พอกิน พ่อก็มีสมบัติไว้ให้ใช้ ไม่มาก แต่ก็ไม่อดตาย แล้วก็ไม่ต้องไปโกงใคร แต่หากวันนี้เพื่อนรักของผมจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าผมนั้นทุจริตจริง ผมก็จะก้มหน้าก้มตารับ โทษไปติดคุก อย่างน้อยก็ ๒ ปี แต่เป็นเพื่อนนักการเมืองที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษ ไปแล้วว่าจําคุก ๒ ปี ว่าโกง แล้วก็ถูกยึดทรัพย์ ผมจะไปนั่งเป็นเพื่อนเขาครับ เขาจะได้ ไม่เหงา นอกจากนั้นแล้วผมจะกราบเรียนว่าข้อกล่าวหาที่หาว่าผมทุจริตนั้น เรื่องของ กสท. นั้นมันยาวครับ เอาเรื่องที่ท่านได้เกริ่นขึ้นต้น แล้วท่านก็บอกว่าท่านก็จะไม่อภิปราย เพราะว่าเรื่องมันยังไม่เสร็จ แต่การเซ็นสัญญาเรื่อง ๓ จีนั้น ส่อไปในทางทุจริต ผมก็ กราบเรียนว่าท่านสมาชิกที่จะลงคะแนนให้ผม วันที่ตัดสินก็กรุณาให้ความเป็นธรรม กับผมด้วย รวมถึงพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน ว่าสิ่งที่กระผมได้ทํา แล้วก็ตัดสินใจไปนั้น ทุกอย่าง ทุกประเด็น ทุกเหตุผล เป็นไปเพื่อประโยชน์ของรัฐและเพื่อประโยชน์ของ ประชาชนทั้งหมดครับ ประเด็นเรื่องของทีโอที ๓ จี ที่ท่านเพื่อนรักผมได้กรุณาอธิบาย ให้ฟังถึงประโยชน์ของมัน ผมก็ดีใจว่าท่านเป็นวิศวกรที่เก่ง แล้วก็อธิบายถึงประโยชน์แล้ว ผมไม่ต้องเสียเวลาอธิบาย แต่ว่าถ้าเกิดเมืองไทยนั้นมี ๓ จี เมื่อไร แน่นอนครับ ประเทศไทยนั้น จะเจริญมากกว่านี้ แล้วก็ยอมรับที่ท่านขึ้นมาแล้วก็เปิดโฆษณา ๓ จี ของประเทศลาว ก็ต้อง ยอมรับครับว่าวันนี้อิจฉาประเทศลาวเหมือนกัน แต่สิ่งที่กระผมต้องกราบเรียนว่านี่คือเหตุผล แล้วก็เป็นพลังบันดาลใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีกําชับผมว่าภายในรัฐบาล ชุดนี้ขอให้ ๓ จี เป็นของขวัญของประชาชนคนไทยให้ได้ ท่านกําชับเสมอ แล้วบอกว่า ถ้าเผื่อมีอะไรติดขัดก็ต้องแก้ปัญหาเปราะนั้นให้หลุด ประเด็นที่มีการพยายามโยงว่าเป็นการ วางแผนอย่างแยบยล ว่าให้สหภาพของ กสท. ไปยื่นคําคัดค้านต่อศาลปกครอง ท่านก็พูดไม่หมด ท่านพูดเพียงแต่ว่าสหภาพ กสท. ไปยื่นร้องศาลปกครอง แล้วศาลปกครองก็ตัดสินคุ้มครอง กทช. ก็เลยไม่มีการประมูลคลื่น ๒๑๐๐ ๓ จี ให้มาทํา ๓ จี ได้ แต่สิ่งที่ท่านไม่ได้พูดก็คือว่า ในคืนนั้นผมออกโทรทัศน์พอดี ผมก็ตําหนิสหภาพ กสท. แล้ววันรุ่งขึ้นสหภาพก็มาเดินขบวน ขับไล่ผมจากรัฐมนตรี ในข้อหาที่ไม่ดูแลประโยชน์ขององค์กรเขา ท่านต้องพูดให้หมดด้วย นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่พยายามจะผลักดันก็คือว่าวันนั้นครับ ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีนี้ สบายใจว่าเมืองไทยจะมี ๓ จี เพราะว่า กทช. นั้นได้เตรียมแผนมาอย่างดี แล้วก็ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้ช่วยเหลือผมเป็นอย่างมากในการทําหน้าที่ว่า เมื่อ ๓ จี จะคลอด นโยบายบอร์ดแบรนด์แห่งชาติต้องรีบออกมารองรับ ๓ จี เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายบนอินเทอร์เน็ต (Internet) ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ให้บริการประชาชน ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ขอดูโฉนดที่ดิน ของดูบัตรประชาชน สําเนาทะเบียนบ้านย้าย ทําผ่านจอคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องไปอําเภอ ผู้ส่งออกแทนที่จะใช้เวลา ๑๔ วัน ๑๕ วัน หยุดเสาร์-อาทิตย์ คอย ต้องไปกระทรวงพาณิชย์รับรองใบทะเบียนบริษัท ไม่ต้อง ออกได้ ผ่านอินเตอร์เน็ต ผ่านจอคอมพิวเตอร์ ประเทศไทยน่าจะมีความสุขขนาดไหน ท่านคิดดูครับ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านก็คือว่าท่านทราบไหม หรือทราบแล้วก็ไม่บอกกับท่านสมาชิก ทั้งสภานี้ว่าจริง ๆ แล้วใบอนุญาต ๓ จีมันมีมาเกือบ ๑๐ ปีแล้วครับ เทคโนโลยี ๓ จีนั้น ปีนี้เป็นปีที่ ๑๑ แล้วที่ออกมา แล้วกําลังจะเปลี่ยนไปเป็น ๔ จี แต่ กสท. ก็ตาม ทศท. หรือ ทีโอที ก็ตาม มีใบอนุญาตนี้มาเกือบ ๑๐ ปีแล้วครับ แต่ปัญหาคือใบอนุญาตนี้มันไม่เกิดขึ้น ไม่ได้ทํา ท่านลองนึกภาพดูว่าวันนี้เมืองไทยมี ๓ จี ๑๐ ปีมานี้ วันนี้ประเทศไทยจะสบาย ขนาดไหน คนจะป่วย คนจะตาย มีระบบไอทีช่วย ชีวิตคนจะรอดอีกหลายร้อยหลายพันชีวิต เด็กนักเรียนที่ไปเรียนหนังสือสามารถติวผ่านโทรทัศน์อินเตอร์เน็ตได้ เด็กไทยจะเก่งขนาด ไหน ๑๐ ปีเหมือนกับ ๑ ชั่วคนนะครับ ๑๐ ปี แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดใน ๑๐ ปีที่ผ่านมา เพราะอะไรครับ เพราะนโยบายรัฐบาล ถามว่าทําไม ผมก็มีคําถามครับว่ามันเป็นกรรมของ คนไทยหรืออย่างไรครับ วันนี้มี กสท. มี ทีโอที น่าจะเป็นหลักให้ประเทศได้ แต่กลับกลายเป็น ๒ องค์กร โทรคมนาคมที่ง่อยเปลี้ยเสียขามากที่สุด ถ้าบอกว่าอิจฉาลาวก็อิจฉาครับ ไปดูสิครับ รัฐวิสาหกิจของประเทศลาว ประเทศลาวมี ๓ จี เพราะว่าวันนี้เขามีลาว เทเลคอม (LAO Telecom) ลาว เทเลคอมคือยักษ์ใหญ่ในวงการเทเลคอมของประเทศลาว โทรคมนาคมของประเทศลาว ประเทศเวียดนามมีเวียดเทล (Viettel) ก็เป็นรัฐวิสาหกิจ เหมือนกัน ประเทศฟิลิปปินส์มีพีแอลดีที (PLDT) ฟิลิปปินส์ ลอง ดิสแตนซ์ เทเลคอม (Philippine Long Distance Telecom) ก็เป็นของรัฐ เป็นยักษ์ใหญ่ ประเทศญี่ปุ่นมีเอ็นจีที (NGT) เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ ของโลกก็เป็นของรัฐ ประเทศออสเตรเลีย มีเทลสตาร์ (Telstar) ก็เป็นของรัฐ ประเทศมาเลเซียมีเทเลคอมมาเลเซีย (Telekom Malaysia) เป็นยักษ์ใหญ่ใน ประเทศมาเลเซีย วันนี้มาลงทุนในประเทศไทย แล้วก็เป็นของรัฐ ประเทศสิงคโปร์ท่านต้อง รู้จักดี ซิงเทล (Singtell) เป็นของรัฐ ประเทศจีนมี ไชน่า โมบาย (China Mobile) แต่ทีโอที กสท. วันนี้เหมือนกับเด็กโตแต่พิการ เพราะรัฐบาลไม่สนับสนุนครับ รัฐวิสาหกิจของประเทศ ไทยเวลาจะลงทุนต้องให้กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นเจ้าของ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อนุมัติ งบลงทุนครับ ต้องขออนุญาตสภาพัฒน์วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการกว่าจะผ่านครับ แล้วถ้าเผื่อไม่มีเงินต้องไปกู้ก็ต้องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ แล้วก็ต้องให้กระทรวงการคลังอนุมัติ ถึงจะทําได้ แต่ที่ผ่านมาถามว่าทีโอทีอยากทําไหม กสท. อยากทําไหม ไปถามพนักงานสิครับ เขาเสียดายโอกาสมา ๑๐ ปี เขาควรจะเป็นยักษ์ใหญ่ มีความภูมิใจเหมือนเพื่อนบ้านเขา แต่เพราะว่าวันนั้นคนที่คุมรัฐบาลมีอํานาจอยู่ในมือ มีผลประโยชน์ทับซ้อนครับ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะว่าญาติ ครอบครัวเป็นเจ้าของบริษัทโทรคมนาคมครับ ฉะนั้น ทีโอทีถ้ามีใบอนุญาต ๓ จี เอกชนเสียประโยชน์ครับ เอกชนทุกบริษัท ไม่ใช่เฉพาะบริษัทยักษ์ ใหญ่เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นผมบอกได้เลยว่าทีโอที กสท. นั้นถูกล่อด้วยรายได้จากสัมปทาน อะไรที่รัฐทําได้ไม่ต้องทําหรอก เอกชนจะทําเอง อะไรที่เป็นรายได้มีกําไรเอกชนจะทําเอง รัฐไม่ต้องทําหรอก จึงไม่มีการลงทุนของหน่วยงานรัฐทั้ง ๒ แห่งนี้ นี่จึงเป็นที่มาว่าวันนี้ถึงได้ ง่อยเปลี้ยเสียขาจะเจ๊งครับ ต้องไปดูครับตรงนี้นอกจากนั้นแล้วท่านลองไปคิดดูนะครับ ถ้าเผื่อ การเมืองคุมนโยบาย กระทรวงการคลังใครครับ ก็รองนายกรัฐมนตรีอยู่ภายใต้อํานาจ รัฐมนตรี เขาไม่ให้กู้ ไม่อนุมัติแผนลงทุน สภาพัฒน์ก็ไม่ต้องผ่าน ก็ไม่ต้องทําครับ นี่คือสิ่งที่ เกิดขึ้น ทีโอทีเสียโอกาสมหาศาล ท่านบอกแล้วว่าประเทศไทยเสียโอกาสมหาศาล ผมยอมรับครับ เสียโอกาสมหาศาล แล้วอยากจะร้องไห้แทนประเทศไทย อยากจะร้องไห้ แทนคนไทยด้วย ถามว่า ทีโอทีแค่นั้นไม่พอ ทีโอทีมีสัมปทานกับบริษัทเอกชนโทรคมนาคม วันนี้เขาพิสูจน์แล้วครับว่าถูกสูบเลือดไปตลอด ๒๐ ปีของเวลาสัมปทานที่ผ่านมา และผม ไม่ต้องพูดลอย ๆ ครับ ไม่ต้องอาศัยใบเสร็จ แต่ไปอ่านเถอะครับผลจากคําพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก็พูดไว้ชัดครับว่า ทีโอทีของรัฐนั้นได้รับ ความเสียหายจากการเอื้อประโยชน์ของนโยบายรัฐบาล มีความเสียหายอย่างน้อย ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านลองนึกภาพดู ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นที่จะมาทําถนนไร้ฝุ่น ได้ประมาณเท่าไรครับ ๓๐,๐๐๐ ล้านกิโลเมตร นั่นคือสิ่งที่คนไทยเสียโอกาสไป ป่านนี้ ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยระดับโลก มีโรงเรียนอินเตอร์ (Inter) ระดับโลกแล้ว รัฐบาลมีเงิน ขนาดนั้นถ้าไม่เสียโอกาส ผมว่านี่คือการเสียโอกาสของคนไทย นอกจากนั้นแล้วอยากจะ กราบเรียนว่าแค่นั้นไม่พอ วันไหนที่เอกชนแข่งกัน พอแข่งกันแล้วสู้กันไม่ได้ ก็อยากจะต้อง ลดต้นทุนด้วยการอะไร ง่ายที่สุดคือเงินที่ต้องนําส่งรายได้เข้ารัฐก็ขอลดมันไป ทําไม่ได้ เพราะสัญญาเขียนเอาไว้ ไปดูในคําพิพากษาสิครับ หน้า ๑๑๔ ถึงหน้า ๑๑๗ ของคําพิพากษา ศาลฎีกา ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว ว่าอย่างไรครับ ประชาชนคนไทยควรจะต้องรู้ ต้องตื่นแล้ว วันนั้นผู้บริหาร ของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งทําจดหมายไปถามบริษัทเอกชนครับว่าถ้าดําเนินธุรกิจขาดทุน ก็ขอให้บอกมาแล้วจะได้แก้สัญญาเจรจาให้ และวันนั้นผู้บริหารคนนั้น วันนี้ก็ติดในบ่วงแห ของ ป.ป.ช. เรียบร้อยไปแล้ว ต้องออกจากราชการก่อนเวลาเกษียณด้วย แต่มันยังมีอีกครับ มีคนอื่นที่ร่วมมือกัน แต่ผมไม่ใช้เวลาตรงนั้น แต่อยากจะบอกว่านี่ละคือชีวิตที่น่ารันทดของ รัฐวิสาหกิจไทยซึ่งสมควรจะเป็นยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมในประเทศ คนไทยควรจะต้องภูมิใจ คนไทยควรจะต้องได้ประโยชน์นะครับและเสียโอกาสนานถึง ๑๐ ปี แค่นั้นยังไม่พอวันนี้ท่าน กําลังกล่าวหาว่าผมนี่ประมูล ๓ จี ของทีโอทีที่ถูกบริษัทเอกชนนั้น เรียกว่า ชําเรา สูบไปเป็นเวลา ๒๐ ปี เสียหายเป็นแสนล้านบาท วันนี้กล่าวหาว่าผมนี้ทุจริตหรือว่าส่อทุจริตในการประมูล ผมขออนุญาตท่านประธานว่าผมมีชาร์ท ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานไว้แล้ว กรรมการดู ไว้แล้ว เพื่อนรักผมดูนะครับ นี่คือตารางที่ให้เห็น ตารางนี้คนอาจจะมองไม่เห็นหรอกครับ เป็นแผนธุรกิจที่ประมูล ๓ จี วันนี้ครับ ต้องก่อสร้างโครงข่าย วงเงินสนับสนุนโครงการ ๒๙,๐๐๐ล้านบาท ๓ จี ของทีโอทีครับ ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท อนุมัติเมื่อไรครับ วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ รัฐบาลพวกท่านละครับ พรรคพลังประชาชนอนุมัติงบ วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ ใช้งบประมาณ ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องมาเข้าที่คณะรัฐมนตรี ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งหัวโต๊ะ ที่บอกว่าขาดประสบการณ์ ไม่มีกึ๋น บริหารงานไม่เป็น ประเทศเสียหาย ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์สั่งให้ไปทบทวนครับ ทบทวนก่อนผมจะมา แต่ยังไม่เสร็จ ผมมาแล้ว วันแรกที่ผมไปกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ขอบพระคุณที่ท่านให้โอกาสผมทํางาน ท่านบอกผมว่า พี่ทําอะไรก็ได้ให้หลวงได้ของดี ประหยัด อย่าให้เสียหาย ผมกราบเรียนท่านว่า คําสั่งนั้นผมได้ไปทําให้แล้ว จากงบประมาณ ที่ลงทุนโครงการนี้ ๓ จี ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท ได้ไปตัดทอนลงเฉพาะที่จําเป็นครับ นํากลับเข้ามา เสนอคณะรัฐมนตรีใหม่ เหลือ ๑๙,๙๘๐ ล้านบาท ต่างกันหมื่นล้านบาทครับ แล้วต่างกัน หมื่นล้าน ถ้าหักวงเงินไปอีก ๒,๐๐๐ ล้านบาทที่ไปใช้หนี้ จริง ๆ แล้ววงเงินคือ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ต่างกัน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แค่นั้นยังไม่พอครับ
ท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงครับ คุณพิเชษฐ์ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมฟังท่านรัฐมนตรีชี้แจงยังไม่เข้าประเด็นที่ผู้อภิปรายได้ถามเลยครับ
ต้องขอความกรุณาเงียบสักนิดครับ ฟังเขาประท้วงครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยนะครับ
ท่านประธานครับ เขาถามเรื่องของ การสื่อสารแห่งประเทศไทย แต่ท่านไปตอบองค์การโทรศัพท์ อันนั้นมันเรื่องเก่าโบราณ แล้วครับ เอาเรื่องที่ท่านทุจริตนี่ละครับ หรือว่าการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ให้ผมบอก ชื่อไหมว่าใครเป็นกรรมการของซีพีเอส (CPS)
ผมทราบข้อความที่ประท้วงแล้วครับ เชิญนั่งครับ ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ เมื่อมีผู้อภิปราย ไม่ไว้วางใจ สอบถามท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีก็ต้องมีสิทธิตอบในทุกเรื่องนะครับ แล้วประชาชนก็จะเป็นผู้รับฟัง พิจารณาว่าใครผิด ใครถูกนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีต่อครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่รักเคารพกัน มันเป็นหนึ่งในข้อหาที่กล่าวหาผมนะครับ ผมจดไว้ในหน้าที่ ๔ จากจํานวนทั้งหมด ๒๖ หน้า กล่าวหาผมว่า ทีโอทีประกวดราคา ๓ จีส่อไปในทางทุจริต มูลค่าที่ประมูลได้ ๑๖,๒๙๐ ล้านบาท กล่าวหาผมเช่นนั้นจริง ๆ ดังนั้นผมขอโอกาสท่านว่าผมขอกรุณาชี้แจง ให้ความเป็นธรรมผม ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ฉะนั้นจริง ๆ แล้วก็อยากจะย้ําว่าโครงการที่อนุมัติแผนเมื่อ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ นั้น เกิดในรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ให้ผมมาทบทวนลดต้นทุนลง เฉพาะสิ่งที่จําเป็น ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ ครับ นําเข้าคณะรัฐมนตรีเหลือ ๑๙,๙๘๐ ล้านบาท หักโครงการอื่นรวมในนี้แล้วเหลือเพียงแค่ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาทอย่างที่ว่า แตกต่างกัน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท นี่คืองบประมาณที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ประหยัดให้กับคนทั้งประเทศ แล้วก็ผมบอกได้นะครับว่าจํานวนสถานีฐาน ซึ่งเดิมที่ท่านอนุมัติไว้ ๕,๒๒๐ แห่ง ของผมที่ทํา ต่ํามา ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จํานวนสถานีฐานผม ๕,๓๒๐ แห่ง แล้วครับ เพิ่มขึ้นมาอีก ๑๐๐ ฐานครับ ก็กราบเรียนให้ทราบด้วย แล้วแค่นั้นยังไม่พอ ไม่ต้องไปในรายละเอียด ความเร็วของคลื่นความถี่ที่จะต้องใช้ สูงกว่าท่าน ๗ เท่าตัวครับ ผมก็ไปตัดในสิ่งที่ไม่จําเป็น ออกตามบัญชาของท่านนายกรัฐมนตรีว่า เอาเงินนี้ไปช่วยเหลือคนยากคนจนของประเทศไทย ดังนั้นประเด็นของทีโอทีน่าจะจบลงแค่นี้
นอกจากนั้นแล้ว ที่ท่านกล่าวหาผมว่าทําไมถึงได้ช้า สมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจ เอื้อประโยชน์ในที่ลับและในที่แจ้ง ผมกราบเรียนว่า ไม่มีหรอกครับ เอื้อประโยชน์ ผมกราบเรียนตรง ๆ ว่าวิธีการที่จะบริหารงานประเทศชาติต้องขอให้ท่านนั้นได้เข้าใจ อยู่อย่างหนึ่งว่าผมนั้นไม่ใช่แค่บริหาร กสท. นะครับ ผมกํากับดูแล ผมไม่ได้เป็นผู้บริหาร นะครับ ผมกํากับดูแล แล้วผมก็จะไม่หนีความรับผิดชอบนั้น ถ้ามันไม่ดีผมก็ต้องรับผิดชอบ ครับ แล้วมันไม่โปร่งใส ผมก็ต้องพยายามทําให้โปร่งใส แล้วผมนี่ถูกท่านนายกรัฐมนตรีนั้น บอกว่าอะไรก็ตามที่เป็นข้อสงสัยของประชาชนตอบให้หมด ทําให้กระจ่าง ซึ่งผมพยายาม ทําอยู่ แม้กระทั่งคําตอบที่ไปสอบถามผู้บริหาร กสท. เขาตอบมา ผมยังต้องไปสอบถาม ความถูกต้องจากสํานักอัยการสูงสุดอีกต่อหนึ่ง เพื่อป้องกันว่าเมื่อผมไม่รู้กฎหมาย ผมก็จะ ไม่เดาสุ่มจนกว่าจะได้เห็น สิ่งที่ผมได้ไปสอบถามฝ่ายบริหารของบริษัท กสท. จํากัด ไปสอบถามว่า คุณทําไปด้วยความรอบคอบหรือไม่ ท่านประธานบอร์ดที่ท่านเอ่ยนาม ท่านวิสุทธ์ จะเป็น ๑ ใน ๓ ไอ้โม่งหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ท่านตอบผมชัดเจนครับ ท่านรัฐมนตรี ครับ ถ้าผมเสียเวลา ๕-๖ เดือน ทํามาตั้งนานเหนื่อยแล้ว แล้วมันผิดกฎหมาย มันก็เสียเปล่า สิ่งแรกที่ผมทําคือผมต้องดูครับว่าถูกกฎหมายหรือเปล่า ถ้าถูกแล้วค่อยเดินหน้าต่อ แล้วผม อยากจะกราบเรียนท่านด้วยว่าสิ่งที่ผมให้นโยบายกับทุกหน่วยงานครับ บอกโครงการอะไร ไม่ต้องมาถามผมหรอกว่าเอา ไม่เอา ทํา ไม่ทํา ผมบอกว่าตอบคําถามได้ง่าย ๆ ครับ
๑. จะทําโครงการการอะไรก็ตามประชาชนได้ประโยชน์อะไร
๒. ถ้าประชาชนได้ประโยชน์แล้วหน่วยงานได้ประโยชน์อะไร
๓. เกิดความคุ้มค่าหรือไม่
๔. อย่าทําให้มันผิดกฎหมาย
ผู้บริหารทุกคนครับรับทราบ สิ่งที่ท่านประธาน กสท. นั้น ได้ชี้แจงผมว่าได้มี คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องกฎหมายถึง ๕ ชั้นครับ
กลั่นกรองชั้นแรก ก็คือฝ่ายกฎหมายของ กสท. เอง ที่ดูว่าสัญญาที่จะทํานั้นผิด หรือไม่ผิด
กลั่นกรองชั้นที่สอง ก็คือที่ปรึกษากฎหมายของคณะกรรมการ กสท. ซึ่งมี อัยการอยู่ด้วย ก็กรองเป็นชั้นที่ ๒ ว่าผิดหรือไม่ผิด
กลั่นกรองชั้นที่สาม เขาก็ไม่ไว้ใจตัวเขาเองข้างในไปจ้างบริษัทที่ปรึกษา ข้างนอกครับมาดูสิว่าสิ่งที่ทํานี้ผิดหรือไม่ผิด ซึ่งขณะนี้ที่ผ่านมาก็คือ ๓ ชั้นกรองท่าน บอกว่าไม่ผิด ฝ่ายกฎหมาย กสท. บอกว่าไม่ผิด ที่ปรึกษากฎหมายของคณะกรรมการบริษัทก็ บอกไม่ผิด ที่ปรึกษากฎหมายเอกชนที่จ้างมาก็บอกว่าไม่ผิด
กลั่นกรองชั้นที่สี่ ที่สําคัญที่สุดมากกว่าใครคือที่ปรึกษากฎหมายของเจ้าหนี้ ครับ คือธนาคาร เงิน ๖,๓๐๐ ล้านบาทนั้น ต้องในธนาคารเงินกู้ แล้วธนาคารเขาไม่ปล่อย ให้กู้ชุ่ย ๆ หรอกครับ ถ้าทําไปแล้วเจ๊งผิดกฎหมายเขาเจ๊งไปด้วยครับ ฉะนั้นที่ปรึกษากฎหมาย ของธนาคารนั้นต้องเห็นชอบด้วยว่าไม่ผิดกฎหมาย
กลั่นกรองชั้นที่ห้า หลังจากนั้นทุกคนเห็นบอกว่าถูกต้องแล้วเป็นสัญญา ที่ร่างกันขึ้นมาส่งให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบสัญญาความถูกต้องครับ แล้วเอกสารสัญญา ที่อัยการสูงสุดส่งกลับมาให้นั้นเป็นสัญญาฉบับเดียวกันกับที่ลงนามครับ
ฉะนั้นก็กราบเรียนท่านให้ทราบว่านี่คือสิ่งที่ฝ่ายกลั่นกรองนั้นเขาได้กลั่นกรอง ขึ้นมา นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่ท่านพยายามจะพูดว่า นั่นก็ผิดกฎหมาย นี่ก็ผิดกฎหมาย ก็อยากจะกราบเรียนท่านว่า ผมก็ไปดู ดูอะไรครับ ดูในคํากล่าวหาที่ท่านอภิปรายผมวันนี้ แล้วก็ที่ท่าน ถอดถอนผมด้วย ประเด็นที่ต้องตอบก็คือว่า การทําสัญญาเช่าอุปกรณ์ สัญญา ขายส่งระหว่าง กสท. กับบริษัทกลุ่มทรู เป็นการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดําเนินการกิจการ ของรัฐ ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๓ แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือไม่ หน่วยงานที่กรองทั้ง ๕ หน่วยครับ เขาก็ชี้แจงว่าสัญญาที่ทําทั้ง ๖ อันนั้น เป็นสัญญาที่แยกกันชัดเจน แล้วก็ไม่ได้เป็นนิติกรรมอําพราง แล้วก็ไม่ได้ขัดกับกฎหมาย แล้วก็ไม่ได้ขัดกับระเบียบของ กทช. เขายืนยันมาครับ ผมก็ต้องเชื่อเขา เพราะถ้าผมไม่เชื่อ อัยการสูงสุดผมจะไปเชื่อใครครับ ผมคงไม่เชื่อเพื่อนผมนะ เพราะท่านเก่งวิศวะ ท่านไม่ได้ เก่งกฎหมาย นอกจากนั้นแล้วยังมีข้อกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์กับทรู ผมเสียใจมากครับว่าท่านก็ไม่เลิกนิสัยเดิม ๆ ที่จับ แพะชนแกะอยู่เหมือนเดิม ๑๕ ปีรู้จักอย่างไรมาก็เป็นอย่างนั้น แต่ไม่เป็นไร เพื่อนก็คือเพื่อน ต้องมองในจุดบวกของเพื่อน อย่าไปมองในจุดที่มันไม่ดี แต่อยากจะกราบเรียนว่าที่ท่าน มากล่าวหาว่า ผมไปตั้งท่านพีระพันธุ์เป็นรักษาการแทนผม คนที่ ๑ แล้วก็ท่านนิพิฏฐ์ รักษาการแทนผม คนที่ ๒ ผมกราบเรียนว่าผมคิดหนักครับ ผมรับทราบว่าท่านพีระพันธุ์ กับท่านนิพิฏฐ์นี้ไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีครับ แต่สิ่งที่ผมทราบก็คือว่าภารกิจที่ศาลฎีกา แผนกผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง มันมีคําพิพากษาอยู่ ซึ่งต้องให้เสร็จภายใน ๑ ปี ผมกราบเรียนท่านด้วยความสุจริตใจว่าผมไม่เคยคิดจะรังแกใคร แต่ผมก็บอกเลยว่าผมจะไม่ ยอมติดคุกแทนใครเหมือนกัน เพราะอายุความมันเหลือแค่ ๑ ปี แล้วก็เพื่อนรักผมก็บอกว่า ถ้าเผื่อผมเป็นอะไรไป สมมุติผมเป็นลมตายไปตามคําแช่งของคนที่อยู่ต่างประเทศ อย่างน้อย เพื่อนผม ๒ คนนี้ครับ ผมมั่นใจว่าไม่ขายตัว ไม่รับสินบน ไม่ให้ใครเอาเงินมาฟาดหัว งานจะต้องเดินต่อไป ผมมีความมั่นใจอย่างนั้น ผมจึงขออนุญาตท่านนายกรัฐมนตรีว่าขอตั้ง เพื่อนผม ๒ คนนี้ นอกจากนั้นแล้วท่านก็ยังพยายามไปโยงอีกว่า ผู้ช่วยรัฐมนตรีของ ท่านรักษาการ คนที่ ๑ มีความสัมพันธ์กับบริษัที่เป็นพันธมิตรธุรกิจ มันหนีความจริงไม่พ้น หรอกครับ ถามว่าเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีจริงไหม จริง แต่ท่านก็พูดไม่หมดอีกครับ เขาได้ลาออก จากตําแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ ครับ กันยายน ๒๕๕๓ ซึ่งที่เขา ลาออกนั้นท่านจะเห็นได้ว่าเซ็นสัญญากันเรื่องนี้เดือนมกราคม ไม่เกี่ยวกันหรอกครับ เขาก็มี มารยาทพอที่เขาจะไม่มาให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะเขาก็เป็นนักกฎหมาย แล้วก็มี บทเรียนแล้วว่าคนที่มันโกงไปแล้วมันถูกยึดทรัพย์มันจะเป็นอย่างไร เขาก็จึงลาออกก่อน นอกจากนั้นแล้วท่านก็ยังบอกอีกว่าเป็นสัมปทานจําแลง ท่านบอกว่าสัญญาอัปยศ ๖ ฉบับ ท่านรับไม่ได้ ผมก็เรียนท่านนะครับว่า สัญญา ๖ ฉบับนั้นไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้ผิดระเบียบ กทช. แล้วอยากจะทราบว่า แล้วสัมปทานอัปยศละครับที่ศาลฎีกามีคําพิพากษาแล้ว รับได้ไหม นอกจากนั้นแล้วท่านยังบอกบอกว่า มีจดหมายจากอัยการถึง กสท. ตั้งคําถามมา ๔ ข้อ ท่านก็ระบุมา บอกท่านได้นะครับ ท่านพูดความจริงครึ่งเดียว อัยการไม่ตั้งคําถามครับ เขาตั้งข้อสังเกต ๔ ข้อ นอกจากนั้นแล้ว กสท. ยืดอายุสัมปทานให้กับทรู ผมถามว่า ท่านเอาอะไรมาพูดครับ กสท. ยืดสัญญาสัมปทานให้กับทรู กสท. มีอํานาจไหมครับ ที่จะให้ สัมปทานใคร ไม่มีครับ กสท. ไม่สามารถให้อนุญาตสัมปทานแก่ใครได้ เพราะอํานาจนั้นเป็น ของ กสทช. ครับ แล้วก็สัญญาใหม่ที่เขาทํากัน ๖ ฉบับ ไม่ใช่สัญญาสัมปทาน เป็นสัญญาขายส่ง ขายต่อตามประกาศของ กทช. ด้วย นอกจากนั้นแล้วท่านก็บอกว่า แคท (CAT) หรือ กสท. ผมจดตามคําพูดนะครับ แคทกับทรูคือ กสท. กับทรูขโมยความถี่จากดีแทค ก็ไม่จริงอีกครับ เพราะว่ามีหนังสือ กทช. ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม๒๕๕๑ ครับ ก่อนผมมาด้วยซ้ําไป อนุมัติให้ กสท. ปรับปรุงการใช้ความถี่ จากเดิมความถี่ กสท. ที่ ๑๒.๕ เมกะเฮิรตซ์ และดีแทค ที่ ๑๒.๕ เมกะเฮิรตซ์ เปลี่ยนเป็น กสท. ๑๕ เมกะเฮิรตซ์ แล้วก็ ดีแทค ๑๐ เมกกะเฮิร์ต เขาทําไปเพื่อจัดคลื่นความถี่รองรับระบบ ๓ จี ครับ แล้วก็ กสท. นั้นได้รับคลื่นความถี่นี้เดิม ก่อนที่มี กทช. ไม่ได้จัดสรรความถี่ใหม่ นอกจากนั้นแล้วท่านก็บอกว่าจะต้องไปแจ้งความ ป.ป.ช. แจ้งศาล เรื่องบริษัทไม่มีใบอนุญาตบีเอฟเคที ไม่มีใบอนุญาต ประเด็นปัญหามันคือว่า บีเอฟเคที มันไม่ต้องมีใบอนุญาตครับ แล้วก็ประเด็นนั้นก็คือว่าบริษัททรู กลุ่มทรูมาซื้อ บริการขายส่งจาก กสท. เพื่อให้บริการ ๓ จี แก่ผู้บริการ แล้วก็ดีแทคก็เริ่มให้บริการ ๓ จี ภายใต้คลื่นความถี่เดิม ซึ่งก็ไม่ได้ประมูลเหมือนกัน แม้กระทั่ง เอไอเอสที่ท่านพยายาม โฆษณานักโฆษณาหนา ให้บริการ ๓ จี ภายใต้คลื่นความถี่เดิม ก็ไม่ได้ประมูลเหมือนกัน ฉะนั้นก็กรุณาว่าพูดความจริงให้หมดด้วยนะครับ นอกจากนั้นแล้วก็ยังหาว่าผมนั้นปกปิดซ่อนเร้น ร่วมกับ กสท. ให้ทรูติดสัญญาณนอกเขต เรื่องมันเกิดขึ้นจริงนะครับ แต่ท่านต้องให้ความเป็น ธรรมกับผมด้วย ว่าที่เขาให้สัญญาณนอกเขตนั้นจริงครับ เสาทั้งหมดที่ขออนุญาตคือ ๖๕๖ สถานีฐาน แล้วคนที่ไปติดนั้นติดนอกเขตเกินไป ๕ สถานีฐาน จาก ๖๕๖ สถานีฐาน จะด้วย จงใจ ประมาทเลินเล่อหรือว่าอะไรก็ตาม แต่ว่าวันนั้นเกิดขึ้นก่อนผมมาเป็นรัฐมนตรีครับ แล้วก็คนที่ลงโทษไม่ใช่กระทรวงไอซีที ไม่ใช่ กสท. ครับ กทช. เป็นผู้ลงโทษ และลงโทษปรับ ไปแล้ว แล้วก็ไม่ได้ไปตั้งสถานีฐาน เขาเอาอุปกรณ์ไปติดบนเสานอกเขตและอุปกรณ์นั้น ก็ถูกสั่งให้เอาลงแล้ว แล้วก็เป็นเสา ๒ จี แต่เอาเครื่อง ๓ จีไปติด ฉะนั้นก็กรุณาด้วยว่า อย่าหาว่าผมนั้นไปร่วมสมคบให้เขาติดนอกเขต ซึ่งผมคิดว่าไม่เป็นธรรมกับผมอย่างยิ่ง นะครับ ท่านก็ยังมาอ้างอีกว่ากรรมการท่านหนึ่งใน กสท. ในอดีตอ้างกฤษฎีกา ข้อ ๔๖๘/๔๖ อ้างคําวินิจฉัยกฤษฎีกามา ซึ่งก็อ้างถูกครับ แต่ก็พูดครึ่งเดียวอีกเหมือนกัน บิดเบือนอีก ครึ่งหนึ่งว่า คําวินิจฉัยกฤษฎีกานั้นจริง ๆ แล้วเป็นคําวินิจฉัยตามการให้บริการแบบเก่าครับ ไม่ใช่การบริการใหม่ครับ ฉะนั้นไม่เกี่ยวข้องกันเลย และวันนี้ท่านกรรมการท่านที่ให้ความเห็นนั้น ท่านก็ไม่ได้อยู่ในกรรมการปีนี้แล้ว เพราะมันหลายปีมาแล้ว แล้วก็สิ่งที่ท่านยังกล่าวหาผมอีก ก็คือว่า คําวินิจฉัย กทช. ที่ ๒/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๖ กันยายน ระบุชัดครับ บีเอฟเคทีไม่ได้เป็น ผู้ให้บริการโทรคมนาคมแก่ผู้ใช้บริการ จึงไม่จําเป็นที่บีเอฟเคทีต้องได้รับใบอนุญาตประกอบ กิจการโทรคมนาคมจาก กทช. แต่ประการใด ท่านก็มั่วข้อมูลอีกตามเคย นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่ท่านทั้งหลายอยากจะรู้ว่าทําไมสัมปทาน ท่านเรียกว่า สัมปทาน นะครับ แต่ว่าไม่ใช่ครับ เพราะว่าฝ่ายกฎหมายนั้นได้ชัดเจนแล้ว กรอง ๕ ชั้นแล้วว่ามันไม่ผิดกฎหมาย แต่มีครับ มีประเด็นหาว่า กสท. นั้นฝ่าฝืนระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ก็ยืนยันว่า ไม่ได้ฝ่าฝืนหรอกครับ อยากจะให้เพื่อนของผมได้เข้าใจว่าการลงทุนนั้นนี่ ในปีแรก ๆ กสท. ไม่จําเป็นต้องลงทุนครับ เพราะว่าเสามันมีอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าการลงทุนที่จะต้องลงทุนนั้น ก็อาจจะต้องเป็นปีที่ ๒ ปีที่ ๓ ซึ่งต้องขออนุมัติจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่วันนี้ยังไม่ถึงรอบและวิธีการขออนุมัตินั้น กสท. สามารถใช้งบดําเนินงานทุก ๆ ปีที่ขอไปอนุมัติ รายปีต่อสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและผ่านคณะรัฐมนตรีได้อยู่แล้ว แต่วันนี้ มันยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องขออนุมัติครับ เพราะว่าที่จริงยังไม่ได้ขอ ไม่ได้ละเมิด หรือไม่ได้ ฝ่าฝืนใด ๆ ทั้งสิ้นครับ นอกจากนั้นแล้วท่านก็บอกอีกบอกว่าการทําสัญญาระหว่าง กสท. กับทรู ตาม พ.ร.บ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกํากับประกอบกิจกาวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ต้องขออนุญาตต่อ กสทช.ก่อน จริง ๆ แล้วข้อเท็จจริงก็คือว่าไม่ต้องขอครับ ที่ไม่ต้องขออนุญาตกับ กสทช. เพราะว่า แจ้งความประสงค์เพิ่มเติมประเภทบริการกับ กสทช. เท่านั้นนะครับ นี่คือฝ่ายบริหารนั้น ได้สรุปในแง่ของกฎหมายนะครับ นอกจากนั้นท่านก็ยังบอกอีกบอกว่า เนื้อหาในสัญญานั้น เอื้อให้เอกชนนั้นได้เปรียบ เป็นการเอื้อประโยชน์กับทรูอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากทรูไปซื้อ ฮัทซ์ แล้วอาศัยสิทธิตามสัญญาฮัทช์มาปรับแก้ข้อสัญญา และทําสัญญาระหว่าง กสท. กับทรู ขึ้นใหม่ เข้าลักษณะของการแปรสัญญาเป็นใบอนุญาตเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ผมก็กราบ เรียนนะครับว่าอันนี้ก็คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงเป็นอย่างมากเลย เพราะว่ากรณีนี้ไม่ใช่ การแปรสัญญาครับ ไม่ได้แปรสัญญาสัมปทานเป็นใบอนุญาต เพราะมันไม่ใช่สัมปทานบอก แล้ว เนื่องจากสัญญาเดิมระหว่าง กสท. กับฮัทช์นั้นไม่ใช่สัญญาเดิมกับสัมปทานตาม พ.ร.บ ร่วมลงทุน แล้วก็ กสท. นั้นได้ยกเลิกสัญญาเดิม โดยปฏิบัติตามคําวินิจฉัยของกฤษฎีกา เรื่อง ที่ ๖๖๓/๒๕๕๑ ซึ่งได้รายงานเรื่องนี้ต่อรัฐมนตรีแล้ว ก็กราบเรียนให้ท่านทราบ นอกจากนั้น แล้วสัญญาก่อให้เกิดความเสียหาย กสท. จะต้องสูญเสียรายได้มหาศาลอย่างที่ท่านว่า ผมเข้าใจครับว่าท่านมีวิศวกรโทรคมนาคมช่วยท่าน และทุกคนก็รู้ครับว่าวิศวกรโทรคมนาคม ของท่านที่ช่วยประเมินความเสียหายนั้นอยู่ค่ายไหน แต่ไม่ใช่ค่ายของรัฐหรอกครับ เป็นค่าย ของเอกชน และวันนี้ผมก็ไม่ทราบว่าทําไม ปัญหามันคือว่าวันนี้ทั้งท่านทั้งผม ผมกราบเรียน ตรง ๆ ว่าเป็นเพียงแค่เบี้ยบนกระดานของธุรกิจล้านล้านบาทครับ ธุรกิจโทรคมนาคม ล้านล้านบาทครับ เราเป็นแค่เบี้ยเท่านั้นครับ ปัญหาคือวันนี้ทุกคนครับ กสท. ทีโอที เอไอเอส ดีแทค ทรู ทุกคนแย่งชิงว่าจะเป็นคนที่ทําธุรกิจ ๓ จี คนแรกครับ ใครทําก่อน คนนั้นได้เปรียบกวาดลูกค้าไปหมด เหมือนในอดีตครับ ในอดีตนั้นเอไอเอสเป็นแชมป์ (Champ) มา เพราะว่าเริ่มก่อน มีนิสัยทัศน์ดีกว่า มีการบริหารที่ดีกว่า ก็กวาดลูกค้าไปหมด บริษัทที่เป็นเบอร์ ๒ ใช้เวลาเกือบ ๑๕ ปีครับ กว่าจะตามมาห่าง ๆ ครับ ฉะนั้นถึงกราบเรียน ท่านได้ว่าวันนี้ท่านกับผมอย่าไปเป็นเครื่องมือให้ใครครับ รักษาผลประโยชน์ของรัฐของ ประชาชนให้สูงสุดครับ วันนี้ผมยืนยันได้ว่า กสท. นั้นได้ประโยชน์ครับ แล้วผมยืนยันได้ว่า สัญญาทุกสัญญาครับ ไม่มีสัญญาไหนในโลกที่ด้านใดด้านหนึ่งจะได้เปรียบทุกข้อ หรือเสียเปรียบทุกข้อ มีทั้งได้มีทั้งเสีย แต่ถามว่าเมื่อได้กับเสียแล้ว สุดท้ายแล้วแบ่งกันเป็น ธรรมหรือเปล่า คําว่า เป็นธรรม คําว่า เสียเปรียบได้เปรียบนั้น จริง ๆ นะครับว่าขึ้นอยู่กับ มุมมองของแต่ละฝ่าย ประเด็นแรกก็คือบอกว่า รัฐได้อะไร ผมบอกท่านได้นะครับว่าวันนี้ ผมถูกกล่าวหามากว่าไม่ซื้อฮัทช์ราคา ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นแผนผม เพราะว่าต้องการให้ท รูนั้นมาได้อันนี้ไป ผมไม่ได้เพียงแค่ประหยัดเงิน ๗๕,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ยังมีงบลงทุน ของ กสท. ที่ต้องลงทุนปรับทั้งระบบอีก รวมแล้วเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่รัฐไม่ต้อง ไปควักสตางค์ครับ รัฐไม่ต้องไปควักสตางค์ ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่คนไทยจะมี ๓ จี ใช้ภายในเดือนมิถุนายน คนไทยทั้งประเทศครับ ลูกเด็กเล็กแดง คนทําอาชีพจะมี ๓ จี ใช้ ภายในเดือนมิถุนายน รัฐไม่ต้องควัก ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท เอกชนมีค่าใช้จ่ายในการประกอบ ธุรกิจตลอดระยะเวลาสัญญาที่เซ็นไว้ ๑๔ ปีเศษ เอกชนเขาก็จะได้ ที่เขาควรจะได้ คือผลตอบแทนประมาณ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ภาครัฐ ไม่ต้องลงทุน ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่จะมีผลตอบแทน ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยงก็ไม่มี เงินก็ไม่ต้องเสีย แล้วถ้าเผื่อกู้วันนี้ ผมก็โดนอีกครับว่ากู้มาโกงอีก ผมไม่กู้ก็หาว่าผมโกงอีก ผมก็ขอความเป็นธรรมอันนี้บ้าง อยากจะกราบเรียนว่า ที่เพื่อนสมาชิกหลายคนมีความเป็นห่วงเรื่องสัญญามีอายุเพียงแค่ ๕ ปี แต่ทําสัญญาถึง ๑๔ ปีครึ่งนั้น ก็อยากจะกราบเรียนว่าใบอนุญาตขายต่อ มีอายุ ๕ ปี จริงครับ ในขณะเดียวกันสัญญาจะเกิดความเสียหายหรือไม่ถ้าเผื่อไม่ได้รับการต่อใบอนุญาต ใบอนุญาตขายต่อบริการนี้ทางฝ่ายบริหารแจ้งว่าเป็นใบอนุญาต แบบที่ ๑ แบบที่ ๑ ที่มีอายุ ๕ ปี และเป็นใบอนุญาตประเภทได้รับการต่อใบอนุญาตแบบอัตโนมัติครับ ถ้าไม่มีผิดเงื่อนไข ก็ต่อใบอนุญาตไปเรื่อย ๆ ครั้งละ ๕ ปีครับ เมื่อเช่นนั้นแล้วหากดําเนินการตามขั้นตอน ชําระค่าธรรมเนียมครับ สมมุติท่านไม่ชําระค่าธรรมเนียมเขาก็ไม่ต่อให้ครับ ท่านชําระ ค่าธรรมเนียมแล้วใบอนุญาตท่านไม่ทําผิดกฎเงื่อนไขก็ได้รับการต่อโดยอัตโนมัติครับ เพราะฉะนั้นท่านสบายใจได้ว่าไม่ใช่ว่าอายุใบขับขี่ ๕ ปี แต่อนุญาตให้ขับขี่ ๑๕ ปีก็ไม่ใช่อีก นะครับ นอกจากนั้นแล้วท่านก็เก่งมาก เก่งมากที่ไปหาเอกสารเพื่อโยงใยความสัมพันธ์กับผม กับทรู ผมก็ยอมรับนะครับ หาจนได้ หาจนเจอ ก็ต้องตําหนิบริษัทสายการบินที่ไม่รักษา ความลับของลูกค้า ผมไปประเทศฮ่องกง ผมไม่เคยเจอผู้ประกอบการครับ อย่างที่ผมยืนยัน ว่าผมไปกับครอบครัวผม แต่ว่าผมนั่งไพรเวท เจ็ท ไมท์ (Private Jet Might) ผมไม่ได้นั่ง ไพรเวท เจ็ท ครับ แต่ผมไปจริง และผมกราบเรียนว่าอยากให้เพื่อนผมได้กรุณาตรวจสอบ ข้อมูลให้ถูกต้องอย่ามั่วแบบนี้ครับ ผมไปที่ท่านกล่าวหาผมนะครับผมถือว่าชีวิตผมนี้เป็น รัฐมนตรีนี้เกิดอีก ๑๐ ชาติก็ไม่มีโอกาสครับ ผมตามเสด็จไปพุทธคยาครับ ประเทศอินเดีย เป็นเที่ยวบินพิเศษของการบินไทยครับ และผมก็เชื่อว่าท่านก็ไม่มีบุญเท่าผมที่จะนั่งเครื่อง ลํานั้นและกัปตันที่ทรงขับก็คือใครก็ไม่ต้องพูด แต่ผมบอกว่าแค่ผมมีบุญได้นั่งเก้าอี้ตัวนั้นไป แล้วก็ผมไปพุทธคยาด้วย ไปทอดผ้าป่ากับเขาด้วยผมก็แผ่กุศลนี้ให้เพื่อนผมด้วย รับไป นะครับเราจะได้ไม่ต้องมาจองล้างของผลาญกันอีก แต่ว่าข้อมูลที่ท่านมาหาว่าผมนั้น ไปพบกับคุณศุภชัยไปพร้อมกัน มีเอกชนที่เขาร่วมไป ๑๐๐ กว่าคน และผมก็จะไม่แสดงภาพ ที่ผมไป ผมคิดว่าไม่จําเป็นและไม่บังควร แต่อยากจะบอกว่าวิธีการที่ใช้ข้อมูลมั่ว ๆ จับแพะชนแกะ ป้ายสีตรงนั้นที พูดตรงนั้นครึ่งที โกหกตรงนี้ทีหนึ่ง แล้วก็บอกว่านี่ละคือ คนโกง นี่ละคืออ้ายโม่ง ผมว่ามันไม่เป็นธรรมกับผม และนอกจากนั้นแล้วก็อยากจะบอกว่า คําถอดถอนท่านที่กล่าวหาผมมั่วแม้กระทั่งวันที่ที่ลงนามสัญญาครับ ผิดครับ ก็เลย อยากจะบอกบอกว่าไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วครับ ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว มั่วตั้งแต่ต้นจนจบ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมทําไปด้วยความสุจริตใจ แล้วก็ประโยชน์ของประชาชน เป็นที่ตั้ง ประโยชน์ของรัฐเป็นที่ตั้ง แล้วก็ไม่เคยคํานึงถึงอย่างอื่น แล้วก็นึกอยู่อย่างเดียว ที่ท่านนายกรัฐมนตรีกําชับผมไว้ทุกอย่างที่คนไทยสงสัยทําให้โปร่งใส อะไรที่แพงทําให้มันถูก ทําให้มันคุ้มค่า ผมก็กราบเรียนท่านประธานมาเพียงแค่นี้ก่อนครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดเชียงใหม่ ผมได้ยินเพื่อน ของผมได้ชี้แจงนะครับ ท่านยอมรับว่าผมเก่ง ผมก็ขอน้อมรับนะครับ แต่ทั้งหมดหลักฐาน ที่ท่านพยายามจะชี้แจงนั้น ท่านบ่ายเบนประเด็นค่อนข้างที่จะดี แล้วก็ข้อมูลต่าง ๆ ของท่านนั้น หลังจากที่ผมยื่นไป ป.ป.ช. แล้วมันจะพิสูจน์ความจริงครับท่านประธาน ผมไม่อยากจะมา ต่อล้อต่อเถียงปากคํากับท่าน แต่ผมเชื่อว่าวันนี้สิ่งที่ผมได้ทํามา ได้วิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด ได้อ่านเอกสารทั้งหมดที่ผมจะนําเสนอต่อ ป.ป.ช. ผมเชื่อครับว่าท่านต้องได้รับโทษแน่นอน ถ้าไม่มีการใช้เส้นใช้สายไปในหลาย ๆ กรณีที่ผ่านมา รัฐบาลนี้สามารถหลุดพ้นทุกเรื่องไม่ว่ากัน อย่างที่ผมได้เรียนไว้ว่าเมื่อไรที่ผมกลับมาเป็นรัฐบาลผมจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. และจะเอาผิดท่าน และจะยึดทรัพย์ท่านในภายหลัง ขอบคุณครับ
ครับ ก็คงจะจบกระมังครับ ก็จบแล้วครับ ต่อไปเป็นรายของกระทรวงมหาดไทย มี ๓ ท่าน เป็นผู้อภิปรายนะครับ เชิญคุณชวลิต คนแรก ชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย กระผมได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทย ให้เป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นครับท่านประธาน กระผมใคร่ขอหารือท่านประธานว่า สภานิติบัญญัติแห่งเรา ของเรา เป็นหนึ่งในสาม ของอํานาจอธิปไตย คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการนะครับ กรณีสถาบันตุลาการ เมื่อผู้พิพากษาท่านใดเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หากผู้พิพากษาท่านนั้น มีความสัมพันธ์กับจําเลยหรือคู่ความในคดีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งท่านก็จะถอนตัวจากการเป็น องค์คณะ ให้ผู้พิพากษาท่านอื่นเป็นผู้พิจารณาคดีแทน ด้วยความเคารพท่านประธาน และด้วยความเกรงใจอย่างที่สุด เนื่องจากบุคคลที่ผมจะอภิปรายถึงนอกจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยแล้วนะครับ ตามเนื้อเรื่องจะมีการอภิปรายถึงประธานคณะทํางาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ชื่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งเป็นบุตรของท่านประธาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคําสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๓/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๒ แต่งตั้งไว้เป็นลายลักษณ์อักษร จึงใคร่ขอหารือท่านประธานว่า ท่านประธาน จะสะดวกใจหรือไม่ที่จะทําหน้าที่นี้
คือคุณอย่าเข้าใจผมผิด คุณมองค่าตัวของผมถูกไปนะครับ ผมมีความเป็นกลาง ทุกครั้งที่ท่านอภิปรายถึงนามสกุล ชิดชอบ ผมไม่เคยทักท้วงท่านเลย
ผมให้เกียรติท่านประธานครับ
ผมก็ให้เกียรติท่านเหมือนกันครับ เราอยู่ที่สภานี้ ท่านก็เป็นคนหนึ่งที่ลงคะแนนให้ผมเป็นประธานเพราะท่านเป็นคนไว้วางใจผม ผมต้องให้ความเป็นธรรมครับ ใครผิดก็ว่าผิด ใครถูกก็ว่าถูก ไม่ต้องเปรียบเทียบตุลาการครับ ที่นี่ใหญ่กว่าตุลาการอีก เพราะผู้ที่มีความรู้ทั้งนั้นนั่งที่สภานี้ ใครทําความเที่ยงตรงตรงไหน ก็จะรู้ ประชาชนทั้งประเทศก็รู้ ไม่ใช่ว่าท่านจะมาพูดกระแนะกระแหนผมอย่างนี้ ผมว่ามัน ไม่ชอบ ถ้าท่านจะอภิปรายก็เชิญเลยครับ ถ้าผมทําผิดท่านทักท้วงผมได้ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ไม่ติดใจแต่ประการใด เพียงแต่หารือท่านประธานด้วยความเกรงใจเท่านั้นเอง เพราะผม เคารพ
ไม่ต้องเกรงใจ มีประท้วง อะไร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม รังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ผมขออนุญาต ที่จะหารือท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียวว่า ท่านผู้อภิปรายนั้นได้หารือท่านประธานที่จะ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่นผมยอมรับ แต่ในขณะเดียวกัน ท่านผู้ที่กําลังที่จะอภิปรายนั้นได้กล่าวไว้ว่าจะอภิปรายประธานคณะทํางานรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งกระผมคิดว่าท่านเป็นบุคคลภายนอก ไม่มีโอกาสเลยที่จะมาตอบ ข้อกล่าวหาในสภาตรงนี้ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานว่ามันเป็นธรรมไหมครับ ที่เรา จะใช้สภาแห่งนี้ซักฟอกไม่ไว้วางใจคนที่อยู่นอกสภาตรงนี้ ขออนุญาตท่านประธานได้โปรด วินิจฉัยตรงนี้ด้วยครับผม เพื่อความกระจ่างครับ
ก็เป็นสิทธิครับ สิทธิของ ผู้อภิปรายเขาต้องรับผิดชอบเองครับ บุคคลภายนอก ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีเอกสิทธิ์ เฉพาะผู้แทนราษฎรกับผู้แทนราษฎรด้วยกัน ถ้าเขากล่าวพาดพิงทําให้บุคคลภายนอกเสียหาย บุคคลภายนอกก็มีสิทธิที่จะฟ้องร้องหรือดําเนินการตามระเบียบข้อบังคับของสภามีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องหรอกครับเสียเวลา นั่งลงเถอะครับ ตามสบายเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ขออนุญาตทําความเข้าใจ โดยนิสัยส่วนตัวผมไม่เคยมีเรื่องกระแนะกระแหน ขอกราบเรียน ด้วยความจริงใจนะครับ แต่เนื่องจากสิ่งที่ผมจะอภิปรายนั้นมันมีพาดพิงถึงจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ ไม่ไว้วางใจท่าน เป็นตัวละครหนึ่งที่พาดพึงถึงนะครับ ก็เลย ด้วยความเกรงใจท่านประธาน
ไม่ต้องเกรงใจผมครับ คุณมี เอกสิทธิ์ของคุณ แต่ถ้าคุณไปกล่าวร้ายป้ายสีบุคคลภายนอก ผมก็อาจจะทักท้วงได้บ้าง เพราะมันผิดข้อบังคับ ถ้าคุณทําถูกข้อบังคับผมไม่แตะต้องเรื่องของคุณอภิปราย เพราะคุณ ไม่ได้อภิปรายผมและไม่ได้อภิปรายคุณศักดิ์สยามนะครับ คุณอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ ถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เกี่ยวกับผมเลย แล้วถ้าผมรู้อย่างนี้ผมก็ไม่น่าจะเวรตรงนี้นะครับ อันนี้มันเวรผมพอดี ผมอยากจะให้ท่านอภิวันท์หรือท่านสามารถมานั่งเสียด้วยซ้ํา แต่มันพอดีเวรจังหวะเวลาพอดี ดวงมันโฉลก คุณกับผมถูกกันพอดีครับ
อย่างนั้นผมขอเริ่มเลยครับ ท่านประธานครับ คงต้องขออนุญาตที่จะเริ่มนับเวลานับแต่บัดนี้นะครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้ กระผมขอกล่าวหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยดังนี้
๑. มีพฤติการณ์ส่อว่าทุจริต ต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่ง หน้าที่ราชการ
๒. ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภาวะผู้นํา ไร้วิสัยทัศน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ในกระทรวงมหาดไทย โดยไม่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและไม่ปฏิบัติตามนโยบายของ ตนเองที่ได้เดินทางไปให้โอวาทข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยนะครับ ขณะที่เข้ารับ ตําแหน่งในกระทรวงมหาดไทย ทําให้กระทรวงมหาดไทยในยุคนี้เป็นยุคที่ตกต่ําที่สุด ตั้งแต่ ตั้งกระทรวงมหาดไทยเป็นต้นมา โดยสิ่งที่ชี้ถึงความล้มเหลว ความไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภาวะ ผู้นํา และไร้วิสัยทัศน์ ก็คือล้มเหลวในด้านการบริหารบุคคล มีการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ในกระทรวงมหาดไทยอย่างไร้คุณธรรม ทําลายวัฒนธรรมองค์กรของกระทรวงมหาดไทย จนถึงเปรียบเปรยว่าเอาเณรมาเป็นเจ้าอาวาส สร้างความโกลาหลในกระทรวงมหาดไทย อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นั่นในส่วนของข้าราชการ ในส่วนของประชาชนล้มเหลวในด้าน การบริการประชาชนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถือเป็นงานหลักของกระทรวงมหาดไทยมาช้านาน ทําให้กระทรวงมหาดไทยถอยหลังเข้าคลองนับ ๑๐ ปี มีปัญหากันข้ามกระทรวงระหว่าง กระทรวงไอซีทีกับกระทรวงมหาดไทย ผมอยากจะกราบเรียนนะครับว่า เพราะขัดแย้ง เรื่องผลประโยชน์กัน แต่เอาชาวบ้านเป็นตัวประกัน เช่น โครงการจัดทําบัตรประจําตัว ประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด (Smart Card) มีประชาชนเดือดร้อนถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ทําบัตรแต่ไม่ได้บัตร ได้ใบเหลืองแทน เรื่องนี้จะมีผู้อภิปรายในโอกาสต่อไป
๓. แต่งตั้งคนใกล้ชิดและพวกพ้องบริวารว่านเครือ ทั้งในฝ่ายการเมืองและ ข้าราชการประจํา เป็นคณะทํางานการเมืองบ้าง เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจบ้าง แล้วหาช่องทาง เพื่อประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมตั้งข้อกล่าวหา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลอย ๆ หรือเปล่า ลองฟังเสียงสะท้อนจากข้าราชการ ในกระทรวงมหาดไทยดูบ้าง ยกตัวอย่าง เรื่องที่ ๑. ผมได้มีโอกาสอ่านรายงานการประชุม กรมการปกครอง ครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ได้สะท้อนถึงความตกต่ํา ของข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในยุคนี้อย่างมากมาย ยกตัวอย่าง ผู้อํานวยการสํานัก ท่านหนึ่ง แสดงความเห็นต่อที่ประชุมว่าสิงห์นั้นเมื่ออยู่ป่าก็งามสง่า และเมื่ออยู่พาราก็ผ่าเผย แต่ขณะนี้สิงห์นั้นเป็นสิงห์หงอยครับท่านประธาน มันเป็นยุคที่ตกต่ําที่สุด นี่ข้าราชการ เขาสะท้อนความเห็นนี้ในที่ประชุมกรมการปกครอง เรื่องที่ ๒ คงจะไม่มียุคใดสมัยใดที่มี ข้าราชการระดับ ๑๐ คือระดับอธิบดีหรือเทียบเท่า รวมตัวกันทําหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรี ทําหนังสือถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร้องเรียนขอความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูง เป็นข่าวครึกโครมติดต่อกันมาเป็นระยะ ๆ จนมีคําเปรียบเปรยอย่างที่ผม ได้กราบเรียนไปเมื่อสักครู่ว่าเอาเณรมาเป็นเจ้าอาวาส คําพูดนี้ชาวบ้านเขาบอกว่าฟังแล้ว เข้าใจ เพราะในชนบทถ้าเอาเณรมาเป็นเจ้าอาวาส วัดนั้นวุ่นวายแน่นอน พระจะไปฟังเณร หรือเณรจะสั่งพระนี่มันจะฟังกันอย่างไร ข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย จะคุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง ๗๕-๗๖ จังหวัดอย่างไรครับ นี่วิสัยทัศน์ตรงนี้จะต้องมอง จะต้องเห็นว่าท่านทําลายวัฒนธรรมองค์กรของกระทรวงมหาดไทยยับเยินอย่างไม่มีชิ้นดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าใช้คนที่ไว้ใจ ถูกต้องครับ ท่านประธาน ท่านใช้คนที่ไว้ใจ แต่นั่นควรจะเป็นบริษัท ชิโนไทย จํากัด ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย นี่คือสิ่งที่ผมถึงมองว่าวิสัยทัศน์นั้นสําคัญยิ่ง ว่าการเป็นผู้บริหารกระทรวงซึ่งใหญ่ ใหญ่อย่างมาก กระทรวงมหาดไทยนี้ใหญ่มาก มีข้าราชการจํานวนมาก ถ้าจัดระบบภายในไม่ดีแล้ว มันระส่ําระสาย และผมมั่นใจว่าจากการที่ได้เคยรับราชการที่กระทรวงมหาดไทยมาก่อน ผมเห็นภาพครับว่าขณะนี้อยู่ในยุคเสื่อมถอยอย่างที่สุด
ประการต่อมาครับท่านประธาน คงไม่มียุคใดที่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ที่เกษียณอายุไปแล้ว ทนเห็นความตกต่ําในกระทรวงมหาดไทยยุคนี้ไม่ไหว รวมตัวกันออกมา แถลงข่าวปกป้องศักดิ์ศรีข้าราชการของกระทรวงมหาดไทย นี่ข้าราชการเกษียณหรือจะอีก ตัวอย่างหนึ่งครับท่านประธาน ข่าวล่าสุดครับ พาดหัวหนังสือพิมพ์ ถือเป็นข่าวฟ้าผ่า กระทรวงมหาดไทย มะติคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม คืนเก้าอี้ นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ กลับอธิบดีกรมการปกครอง โดยย้ายอย่างไม่เป็นธรรม เป็นไปได้อย่างไรครับ ท่านประธาน การย้ายนายวงศ์ศักดิ์ ออกจากตําแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง เป็นมติ คณะรัฐมนตรีตามข้อเสนอของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่มติของ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม สํานักงาน ก.พ. กลับคืนตําแหน่งให้ อย่างนี้ ไม่เรียกว่าฟ้าผ่ากระทรวงมหาดไทย จะเรียกอะไร ใครต้องรับผิดชอบบ้าง จะให้วางใจ ได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ โดยส่วนตัว กระผมไม่มีปัญหาอะไรเลยกับท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งกลับมีความสัมพันธ์กันในระดับหนึ่งในฐานะ เพื่อนนักศึกษาต่างวัยที่เรียน หรือศึกษาอยู่ที่เดียวกันที่ กกต. แต่ผมมี ๒ สถานะครับ ท่านประธาน ที่ต้องทําภาระหน้าที่ สถานะแรกคือ การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอยู่ ฝ่ายนิติบัญญัติ จําเป็นที่จะต้องตรวจสอบฝ่ายบริหาร ทําหน้าที่ตามที่พี่น้องประชาชน ได้มอบหมาย สถานะที่ ๒ ครับท่านประธาน คือผมเป็นคนมหาดไทย เคยรับราชการอยู่ กระทรวงมหาดไทยถึง ๒๗ ปี ก่อนลาออกมาทํางานการเมืองเพียง ๑๐ ปี ผมมีความผูกพัน กับกระทรวงมหาดไทย เหมือนบ้านหลังที่ ๒ นะครับ เพราะผมเติบโตเป็นตัวเป็นตน จากกระทรวงมหาดไทย แม้ขณะนี้ผมก็ยังรับบํานาญจากกระทรวงมหาดไทยอยู่ทุกเดือน เมื่อคนมหาดไทยเดือดร้อน ผมเป็นผู้แทนราษฎร ผมจะอยู่นิ่งเฉยได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เป็นข้อ กล่าวหาที่ผมขออนุญาตที่จะเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ ที่กระผมกล่าวข้างต้น นั่นเป็นข้อกล่าวหา และโยงใยความเป็นมาให้เป็นถึงวิกฤตการณ์ในกระทรวงมหาดไทย จากนี้จะเป็นหลักฐาน จะ ๆ ที่จะมัดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและพวกพ้องว่าทําไมผมถึงไม่ไว้วางใจท่าน เรื่องแรกครับท่านประธาน ๑. การย้าย นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง โดยไม่เป็นธรรม นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ถูกย้ายออกจากตําแหน่งอธิบดีกรมการ ปกครอง เมื่อ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ แต่ที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งก็คือ ให้เดินทางภายใน ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ อย่าว่าแต่จะเก็บข้าวของเลย แม้จะล่ําลา ลูกน้อง ก็ไม่ได้ทําครับท่านประธาน นี่ย้ายภายใน ๒๔ ชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่เขาได้ปกป้องรักษา ผลประโยชน์ของทางราชการ เมื่อนายวงศ์ศักดิ์เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้ร้องทุกข์ ของความเป็นธรรมไปยังประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ กระผมมีข้อมูล เอกสาร หนังสือร้องทุกข์ดังกล่าว แต่กระผมมิได้ไป ตัดแปะมาจากหนังสือพิมพ์ครับท่านประธาน ในฐานะเป็นคนมหาดไทย ผมเอาเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริตก็ดี เรื่องโยกย้ายไม่เป็นธรรมก็ดี เข้าในคณะกรรมาธิการของสภา ผู้แทนราษฎรถึง ๒ คณะ คณะที่ ๑ คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีท่านวิลาศ จันทร์พิทักษ์ เป็นประธานนะครับ คณะที่ ๒ เป็นคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีท่านภุชงค์ รุ่งโรจน์ เป็นประธาน ท่านประธานครับ ผมทํางานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และมิได้คิดที่จะกลั่นแกล้ง ใครผู้ใดผู้หนึ่ง เพียงแต่ทําอย่างไรเราถึงจะให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกกลั่นแกล้ง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อท่านวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ร้องเรียนต่อประธาน คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมเป็นเวลาเกือบปี สวรรค์มีตาครับท่านประธาน ความเป็นธรรมมีอยู่จริง คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมมีมติว่า การโยกย้ายนายวงศ์ศักดิ์ ไม่ถูกต้อง ไม่สุจริต ต้องคืนตําแหน่งอธิบดีกรมการปกครองให้นายวงศ์ศักดิ์ เป็นใบเสร็จ ไหมครับท่านประธาน ท่านประธานครับ เหมือนกับฟ้าผ่ากระทรวงมหาดไทย ผมเพิ่ง ได้รับคําวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมมาอุ่น ๆ เมื่อเช้านี้เอง เป็นคําวินิจฉัยคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เรื่องดําที่ ๕๓๒๐๐๔๗ เรื่องแดงที่ ๐๐๔๑๒๕๔ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านเฉพาะสาระสําคัญเพื่อให้ที่ประชุมและ พี่น้องประชาชนได้รับทราบดังนี้ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริง รับฟังได้ว่ากระทรวงมหาดไทยอยู่ภายใต้การบริหารงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล นอกจากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งคณะทํางาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นประธานคณะทํางาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และยังมีการแต่งตั้งข้าราชการประจํามาช่วยงานประธาน คณะทํางานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกส่วนหนึ่งในส่วนของข้าราชการประจํา ซึ่งเป็นพี่ ๆ น้อง ๆ กัน ผมขออนุญาตที่จะไม่เอ่ยชื่อทั้ง ๒ ท่าน แต่ทั้ง ๒ ท่าน ท่านหนึ่งย้ายมา จากจังหวัดบุรีรัมย์ แต่อีกท่านหนึ่งก็ย้ายกลับไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ผมขออนุญาต ไม่เอ่ยชื่อนะครับ และข้อเท็จจริงปรากฏว่าคณะทํางานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้ง ๒ ท่าน เป็นบุคคลที่ได้นําเอกสารเกี่ยวกับการทดสอบระบบคอมพิวเตอร์ที่ยังมีปัญหา ในการดําเนินการว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไปให้นายวงศ์ศักดิ์ผู้ร้องทุกข์ลงนามที่สนามบิน สุวรรณภูมิ ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินเดินทางไปราชการต่างประเทศ ซึ่งผู้ร้องทุกข์ไม่ยอมลงนาม เพราะเห็นว่าไม่ถูกต้อง ดังนั้นจึงมีการนํามาให้รองอธิบดีกรมการปกครองท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นรองคนที่สองลงนามแทน และต่อมาในการย้ายครั้งเดียวกันกับผู้ร้องทุกข์ รองอธิบดีท่านนั้น ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ไปดํารงตําแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดจังหวัดหนึ่ง อันเป็นลักษณะเป็นการ ปูนบําเหน็จความชอบให้เนื่องจากได้กระทําการตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการ นี่เป็นคําวินิจฉัย ของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม
อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโครงการจัดทํา บัตรสมาร์ทการ์ด ซึ่งเป็นการทํางานร่วมกันระหว่างกระทรวงไอซีทีกักระทรวงมหาดไทย แต่มีความพยายามดึงงานกลับมาให้กระทรวงมหาดไทยจัดซื้อบัตรสมาร์ทการ์ดเองเป็นเหตุ ให้ไม่สามารถจัดหาบัตรเปล่ามาผลิตบัตรประจําตัวประชาชนให้แก่ประชาชนที่มาขอทํา บัตรประจําตัวประชาชนได้ทันตามกําหนดเวลาครับ การที่ผู้ร้องทุกข์ดําเนินการในเรื่องการ เช่าระบบคอมพิวเตอร์บัตรประจําตัวประชาชนให้แก่ประชาชนที่มาขอทําบัตรประชาชน ได้ทันตามกําหนดเวลา การที่ผู้ร้องทุกข์ดําเนินการในเรื่องการเช่าระบบคอมพิวเตอร์และ บัตรประชาชนนั้นเป็นการทํางานเพื่อประโยชน์ราชการ มิใช่เพื่อกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เมื่อมีการย้ายด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นการกระทําที่ขัดต่อมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมจึงมีคําวินิจฉัย ให้คืนตําแหน่งอธิบดีกรมการปกครองแก่ นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ โดยให้มีสถานะเป็น อธิบดีย้อนกลับไปตั้งแต่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ เช่นเดิม ท่านประธานที่เคารพครับ คําวินิจฉัย ของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม กระผมถือว่าเป็นใบเสร็จที่สําคัญที่สุดใบหนึ่ง เพราะนายวงศ์ศักดิ์ไม่ดําเนินการลงนามเห็นชอบกับการประกวดราคาเช่าระบบคอมพิวเตอร์ ที่ดําเนินการไม่ถูกต้องตามทีโออาร์ คือเห็นว่าผิดก็ไม่ทํา แต่รองอธิบดีท่านหนึ่งลงนามแทน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบกับข้อเสนอของรองอธิบดีกรมการปกครอง กระผมถือว่าความผิดสําเร็จแล้ว
เรื่องที่ ๒ ต่อไปนี้เป็นประเด็นการทุจริตที่มีความสําคัญ ซึ่งผมเคยอภิปราย ไม่ไว้วางใจไปแล้วเมื่อ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา วันนี้ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๔ เป็นภาค ๒ ครับท่านประธาน นั่นคือโครงการทุจริตโครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ งานทะเบียน เรื่องนี้มีความสําคัญอย่างไรถึงนํามาอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นภาค ๒ ความสําคัญของเรื่องนี้ มีดังนี้ครับท่านประธาน
ประการที่ ๑ โครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์งานทะเบียนเป็นโครงการขนาดใหญ่ งบประมาณถึง ๓,๔๙๐ ล้านบาท ที่สําคัญประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ๖๐ กว่าล้านคน ต้องใช้บริการนี้ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย จากสํานักทะเบียนอําเภอและท้องถิ่นทั่วประเทศ
ประการที่ ๒ ท่านประธาน ในส่วนราชการโครงการนี้มีส่วนราชการสามารถ เชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์กับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน จํานวนมากนับร้อยหน่วย ที่สําคัญ ๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข ด้านบัตรประกันสุขภาพ กระทรวงการต่างประเทศ ด้านการจัดทําพาสปอร์ต (Passport) กระทรวงคมนาคม ทําเรื่อง ใบขับขี่ สํานักงานตํารวจแห่งชาติหรือดีเอสไอ ในเรื่องการทะเบียนประวัติอาชญากรรม สํานักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งด้านทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ความสําคัญประการที่ ๓ ครับ ท่านประธาน เรื่องนี้อยู่ในความสนใจของประชาชนและสื่อมวลชน เพราะมีข่าวอื้อฉาว เกี่ยวกับการทุจริตอย่างครึกโครม สื่อมวลชนติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ถึงกับทําให้ หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งคือหนังสือพิมพ์มติชน กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชนได้รับ รางวัลอิศรา อมันตกุล จากการติดตามโครงการนี้ ได้รับรางวัลเมื่อวันที่ ๕ มีนาคมที่ผ่านมา นี้เองหมาด ๆ นี่คือความสําคัญของเรื่องนี้เป็น
ประการที่ ๓ ที่พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนติดตาม นอกจากนั้นมีอะไร ใหม่ไหม ที่เป็นหลักฐานใหม่หรือข้อมูลใหม่ที่เป็นหลักฐานเชื่อมโยงไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยและพวกพ้องว่ามีพฤติการณ์ส่อทุจริตจนสามารถนํามาอภิปราย ไม่ไว้วางใจเป็นภาค ๒ มีครับท่านประธาน ผมจะเปิดเผยข้อมูลของดีเอสไอ เป็นผลการ สอบสวนของพนักงานนี่ครับท่านประธานผมจะเปิดเผยข้อมูลของดีเอสไอ เป็นการผลการ สอบสวนของพนักงานสืบสวน ซึ่งได้รับอนุมัติจากอธิบดีดีเอสไอนะครับ ให้ทําการสืบสวน ตาม มาตรา ๒๓๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งสอดคล้องกับข้อทักท้วง ของสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการว่าด้วยพัสดุ หรือคณะกรรมการ กวพ.
ประเด็นที่ ๒ ผลการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการป้องและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายวิลาศ จันทรพิทักษ์ เป็นประธาน ซึ่งสอดคล้องกับข้อท้กท้วงของสํานักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการ ว่าด้วยพัสดุที่เห็นว่าการประกวดราคาครั้งนี้มิชอบ ท่านประธานที่เคารพครับ คณะกรรมการ กวพ. ประกอบด้วยใครบ้างน่าเชื่อถือไหม ผมขออนุญาตที่จะอ่านว่าคณะกรรมการว่าด้วย พัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เรียกโดยย่อว่า กวพอ. ประกอบด้วย ๑. ปลัดกระทรวง การคลังเป็นประธานกรรมการ ๒. ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นรองประธาน อัยการสูงสุด ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เลขาธิการกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผู้แทนกรมสอบสวน คดีพิเศษ ผู้แทนสํานักงานกํากับและบริหารโครงการเปลี่ยนระบบการบริหารการเงินการคลัง ภาครัฐสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย และอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นกรรมการและเลขานุการ จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการว่าด้วยพัสดุซึ่งเคยทักท้วง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการเป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น ทั้งภาครัฐและ เอกชน ความน่าเชื่อถือผมมั่นใจว่าถ้าพี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าผู้หลักผู้ใหญ่เหล่านี้เป็น กรรมการเขาคงไม่มีมติอะไรในอันที่จะไม่เป็นกฎเป็นเกณฑ์
ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อมูลใหม่ประเด็นที่ ๓ ผมจะเปิดเผยคําสั่ง คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ที่ ๕๐๒/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เรื่อง แต่งตั้ง คณะอนุกรรรมการไต่สวนกรณีกล่าวหา นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยกับพวกว่ากระทําความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทําความผิดต่อตําแหน่ง หน้าที่ราชการ
ประเด็นที่ ๔ ครับท่านประธาน สิ่งที่มัดและเป็นใบเสร็จมัดตัวรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเป็นลายลักษณ์อักษรก็คือ ท่านได้ลงนามให้ความเห็นชอบผลการ ประกวดราคาโครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์งานทะเบียน วงเงิน ๓,๔๙๐ ล้านบาท โดยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของกระผมครั้งที่แล้วเมื่อ ๑ มิถุนายนที่ผ่านมา ท่านได้ตอบผม ในสภาว่าท่านยังไม่ได้ลงนาม จะต้องตรวจสอบก่อน แต่ ณ ขณะนี้ไม่ว่าจะเป็น สตง. ก็ดี ดีเอสไอก็ดี คณะกรรมการว่าด้วยพัสดุก็ดี ทักท้วงแต่ท่านกลับให้ความเห็นชอบ ท่านตอบ สิว่าหน่วยงานที่ผมได้เอ่ยมาไม่มีน้ําหนักเพียงพอที่จะยกเลิกการประกวดราคาหรืออย่างไร มีอะไรมาง้างมือท่าน ท่านมีแบล็ก (Black) อยู่ข้างหลังแล้วคือหน่วยงานอิสระที่ผมได้กล่าว ไปเมื่อสักครู่ หากท่านกลัวว่าเขาจะฟ้องร้อง ท่านมีข้อมูลหลักฐานที่จะนําข้อทักท้วงต่างๆ เหล่านี้ไปต่อสู้ได้เหตุใดท่านจึงไม่ยกเลิกการประกวดราคา นี่คือสิ่งที่ผมจําเป็นที่จะต้องอภิปราย ไม่ไว้วางใจท่าน และที่เป็นใบเสร็จมัดอีกรอบแบบตีประตูเลย ก็คือมันได้มาโดยบังเอิญ ๒ วัน ที่ผ่านมาที่เป็นข่าวติดต่อกันเป็นวันที่ ๓ คือมติของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมที่ผม ได้กล่าวไปเมื่อตอนต้น องค์กรนี้เป็นองค์กรอิสระ ไม่มีการเมืองแทรก เขาให้ความเป็นธรรม กับข้าราชการ ท่านไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการ โดยเฉพาะผู้ที่ปกป้องผลประโยชน์ ของทางราชการ แล้วผมจะให้ความไว้วางใจได้อย่างไร องค์กรที่เขาเป็นกลางเขาปกป้อง ผู้ที่รักษาผลประโยชน์ของทางราชการ ท่านไม่เห็นผลงานของนายวงศ์ศักดิ์ ทําไมตํารวจเห็น ตํารวจที่ว่านี้คือ ก.ตร. ครับ เมื่อไม่นานมานี้คณะกรรมการ ก.ตร.ได้ลงมติ ได้ลงคะแนนกัน เห็นชอบให้นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ พลตํารวจเอก อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช มาเป็น ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ทําไมตํารวจเขาเห็น เดี๋ยวนี้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทุกระดับทุกหน่วย โดยเฉพาะปกครองและตํารวจเขาเรียกหาความเป็นธรรม ทําไมท่านธาริต ทําไมท่านสมบัติ ธํารงธัญญวงศ์ ผมขออนุญาต ผมไม่ได้กล่าวหาท่านอะไร แต่เมื่อมีชื่อออกมา สังคมมองว่า อย่างไร ๒ ท่านนั่นก็ต้องได้รับเลือกเป็น ก.ตร. แต่ทําไมตํารวจเขากลับมาปกป้องและรักษา ศักดิ์ศรีของเขาที่ขณะนี้ถูกการเมืองเข้าไปคุมทุกอย่าง การที่ตํารวจเขาเลือกนายวงศ์ศักดิ์ เขาเลือก พลตํารวจเอก อชิรวิทย์ เป็น ก.ตร. เป็นสิ่งที่สะท้อนสังคมของเราให้ได้รับรู้ ได้รับเห็นอีกกรณีหนึ่ง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นประการต่อมา
ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นเป็นการทําความเข้าใจในเบื้องต้นว่าโครงการนี้ มีความสําคัญอย่างไรถึงอภิปรายต่อเป็นภาคสอง จากนี้จะเป็นสาระของโครงการโดยสังเขป และชี้ให้เห็นว่ามีการทุจริเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไรบ้าง ความเป็นมาของโครงการเช่าระบบ คอมพิวเตอร์งานทะเบียนมีดังนี้ครับท่านประธาน ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบโครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ งานทะเบียนของกรมการปกครอง วงเงิน ๓,๔๙๐ ล้านบาท เนื่องจากเป็นโครงการใหญ่จําเป็นที่จะต้องมีกระบวนการในการจัดซื้อจัดจ้าง มีการตั้ง คณะกรรมการขึ้นมา ๓ คณะ คือ คณะกรรมการกําหนดร่างขอบเขตของงาน หรือที่เรียกว่า ทีโออาร์ มีการตั้งคณะกรรมการประกวดราคา มีการตั้งคณะกรรมการทดสอบด้านเทคนิค วิธีการทุจริตเขาไม่ได้ทําเนียนแบบที่ท่านเจริญ จรรย์โกมล ได้อภิปรายไปเมื่อวานเรื่องโควตา น้ําตาล เอาดื้อ ๆ แบบนักเลงไม่ให้ก็ทุบเอา เพราะย่ามใจถือว่าเส้นใหญ่ใคร ๆ ก็เกรงใจไม่กล้าทํา อะไร ขั้นตอนการทุจริตทําดังนี้ครับท่านประธาน ย้ายข้าราชการที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทาง การทุจริตออกนอกเส้นทาง ข้าราชการที่ถูกย้ายมี ๓ กลุ่มด้วยกัน
กลุ่มแรก คณะกรรมการกําหนดร่างขอบเขตของงานหรือทีโออาร์
กลุ่ม ๒ คณะกรรมการประกวดราคา
กลุ่ม ๓ คณะกรรมการทดสอบด้านเทคนิค ผมคงไม่อ่านรายชื่อเพราะในภาค ๑ ได้ลงละเอียดไปมากแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ย้ายข้าราชการที่เป็นพรรคพวกของตนเอง เข้ามาทําหน้าที่แทน ยกตัวอย่างผมไม่เอ่ยชื่อแต่จําเป็นต้องเอ่ยตําแหน่งย้ายปลัดจังหวัด บุรีรัมย์มาเป็นผู้อํานวยการสํานักบริหารการทะเบียนเพื่อมาเป็นประธานกรรมการประกวด ราคาทําไมต้องมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ผมไม่ได้กล่าวหาปลัดจังหวัดบุรีรัมย์ เคยฟังท่านชี้แจง โดยส่วนตัวชอบนึกไม่ถึงว่าท่านจะชี้แจงอะไรต่าง ๆ ได้ดี นี่คือสิ่งที่สังคมเขามองจากข้างนอก เพราะเขาไม่รู้ เขาไม่เห็นว่าทําไมจําเป็นจะต้องมาจากจังหวัดบุรีรัมย์
ประการต่อมาท่านประธานครับ เพิ่มเติมให้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม กล่องใส่บัตรที่เครื่องผลิตบัตร นี่เป็นการเพิ่มรายละเอียดเข้าไปในทีโออาร์ ในทีโออาร์ มีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกดังนี้ครับท่านประธาน อุปกรณ์สํารองไฟฟ้ายูพีเอส (UPS) แรงดันไฟฟ้า ขาออกบวก ลบได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไฟฟ้า ๒๒๐ โวลท์ (Volt) โดยแก้ไขจากเดิมซึ่งเป็นบวกลบ ๕ เปอร์เซ็นต์
ประการต่อมาท่านประธานครับ การทดสอบด้านเทคนิคไม่ได้เป็นไปตามทีโออาร์ ที่กําหนดใว้ เมื่ออธิบดีกรมการปกครองเห็นว่าการไม่ได้เป็นไปตามร่างทีโออาร์ที่ได้กําหนดไว้ จึงมีบันทึกให้คณะกรรมการประกวดราคาและคณะกรรมการทดสอบด้านเทคนิคชี้แจง ข้อเท็จจริงกรณีคณะกรรมการทีโออาร์มีบันทึกโต้แย้ง ๒. ให้ชะลอการดําเนินการประกวด ราคาจนกว่าคณะกรรมการประกวดราคาและคณะกรรมการทดสอบด้านเทคนิคจะชี้แจง เหตุผลและรายงานข้อเท็จจริงว่าการประกวดราคาและการทดสอบด้านเทคนิคเป็นไปตาม ทีโออาร์
ประการต่อมาท่านประธานครับงบประมาณ ๓,๔๙๐ ล้านบาท อํานาจอนุมัติ เป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครองจึงรายงานให้รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทยทราบไว้ชั้นหนึ่งก่อน ตอนนี้ถึงขั้นตอนสําคัญครับท่านประธาน วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ คณะทํางานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนําบันทึก ขอความเห็นชอบการประกวดราคาเสนอต่ออธิบดีกรมการปกครอง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ แต่อธิบดีกรมการปกครองเห็นว่าข้อสั่งการที่ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการทดสอบ ด้านเทคนิคไม่ได้เป็นไปตามทีโออาร์ ยังไม่ได้มีการดําเนินการจึงไม่ลงนาม ขณะนั้น คณะทํางานได้ยื่นโทรศัพท์แจ้งว่าผู้มีอํานาจในกระทรวงมหาดไทยขอพูดโทรศัพท์ด้วย ในการสนทนาผู้มีอํานาจได้ข่มขู่ว่าหากไม่ลงนามเห็นชอบ ผลการประกวดราคาจะต้องถูก ย้ายออกจากตําแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง แล้วท่านก็ถูกย้ายจริง ๆ ในวันที่ ๒๗ เมษายน และย้ายอย่างโหดร้ายอํามหิตคือย้ายภายใน ๒๔ ชั่วโมง คือวันที่ ๒๘ ต้องไปและวันที่ ๒๘ นั้น ก็มีการทดสอบด้านเทคนิคทันที ซึ่งเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่งนะครับ แต่วิธีการทุจริต ของโครงการนี้ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเลยครับท่านประธาน ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า เอาดื้อ ๆ แบบนักเลง ไม่ให้ก็ทุบเอา เพราะย่ามใจถือว่าเส้นใหญ่ ใคร ๆ ก็เกรงใจ ไม่กล้าทําอะไร คือวันที่ ๒๘ ต้องไป และวันที่ ๒๘ นั้นก็มีการทดสอบด้านเทคนิคทันทีครับ ซึ่งเป็นเรื่อง แปลกประหลาดอย่างยิ่งนะครับท่านประธาน เมื่อมีการเคาะได้ผู้ประกวดราคา ราคาต่ํากว่า วงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้เพียง ๑๕ ล้านบาท ตรงนี้เป็นข้อสังเกต มีบริษัทที่เห็นว่าไม่ได้รับ ความเป็นธรรม ก็ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการว่าด้วยพัสดุ จากนั้นไม่ว่าจะเป็นดีเอสไอก็ดี สตง.ก็ดี ต่างก็ทักท้วงลงมาเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น ใบเสร็จที่แสดงว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยและพวกพ้องทุจริตก็คือ คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุได้มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๓ ตอบข้อหารือสรุปว่าการดําเนินการของคณะกรรมการประกวดราคาและ คณะกรรมการทดสอบด้านเทคนิคต้องดําเนินการตามข้อกําหนดในทีโออาร์เท่านั้น สตง. มีหนังสือถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถึง ๒ ครั้งด้วยกัน ถึงโดยตรง ครั้งแรก วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๒ ห่างกันยาวมาก เพราะเห็นว่าทําไมสิ่งที่ทักท้วงมายังไม่เป็นผล ส่งอีกทีวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๓ สาระเป็นอย่างไรครับท่านประธานที่ สตง. ทักท้วง สตง. ให้ทบทวนโครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์งานทะเบียน โดยต้องดําเนินการให้เป็นไปตาม ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ต่อไปเป็นข้อมูลใหม่ที่ผมได้มาท่านประธานครับ ดีเอสไอ กรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งว่าได้รับเรื่องร้องเรียนคดีทุจริตการประกวดราคาเช่า ระบบคอมพิวเตอร์นะครับ จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่จากสํานักงานคดีอาญาพิเศษ ดําเนินการตรวจสอบพบว่าคดีมีมูล และดีเอสไอก็ได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ไปดําเนินการต่อ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านข้อมูลของดีเอสไอบางส่วน ดีเอสไอได้มีคําสั่ง ที่ ๒๓๐/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓ แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวน และได้รับอนุมัติจากอธิบดีดีเอสไอ ให้ทําการสืบสวนตามมาตรา ๒๓/๑ แห่ง พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งนี้ผลการสืบสวน ที่แล้วเสร็จได้สาระสําคัญสรุปได้ว่า
๑. กรณีกรรมการประกวดราคา เพิ่มให้มีระบบรักษาความปลอดภัยด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมกล่องใส่บัตรที่เครื่องผลิตบัตรประจําตัวประชาชน เป็นการชี้แจง เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้กําหนดไว้ในขอบเขตของงานหรือทีโออาร์เดิม หรือเป็นการชี้แจง ภายใต้ขอบเขตของงานเดิม พนักงานสืบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ การดําเนินการของคณะกรรมการประกวดราคา เป็นการชี้แจงเพิ่มเติมนอกเหนือ คุณลักษณะเฉพาะของเครื่องพิมพ์บัตรประจําตัวประชาชนไอดี พริ้นเตอร์ (ID Printer) ที่ได้ กําหนดไว้ในภาคผนวก ๔ ข้อ ๒.๘ เมื่อพิจารณาประกอบความเห็นของคณะกรรมการ ว่าด้วยพัสดุว่าด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความเห็นว่ากรณีคณะกรรมการ ประกวดราคา มีอํานาจชี้แจงรายละเอียดและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับข้อกําหนดขอบเขตของงานทีโออาร์ เฉพาะที่ได้กําหนดไว้ในเอกสารประกวดราคาตั้งแต่ต้นเท่านั้น จึงเห็นว่าคณะกรรมการ ประกวดราคาไม่ปฏิบัติตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๔๗ ประกอบระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๕ และข้อ ๘ ซึ่งหากคณะกรรมการประกวดราคาเห็นว่าการเพิ่มเติมคุณลักษณะดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อทางราชการก็ชอบที่จะปรับปรุงขอบเขตของงาน และกําหนดไว้ ในเอกสารประกวดราคาตั้งแต่ต้น โดยจัดทําเป็นเอกสารประกวดราคาเพิ่มเติม รวมทั้ง แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ที่ได้รับ หรือได้เอกสารประกวดราคาไปแล้วทุกรายทราบด้วย แต่คณะกรรมการประกวดราคาได้ใช้วิธีการชี้แจงตอบข้อซักถามแทนทั้งที่เป็นสาระสําคัญ เป็นเหตุให้ผู้เสนอราคาบางรายได้รับความเสียหาย ซึ่งการดําเนินการดังกล่าวถือเป็นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทําให้เกิดความเสียหายแล้ว โดยเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ เอกชนบางราย
๒. กรณีการเปลี่ยนแปลงแรงดันไฟฟ้าขาออกอุปกรณ์สํารองไฟฟ้า ยูพีเอส (UPS) จากบวกลบ ๕ เป็นบวกลบ ๑๐ เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากที่ได้กําหนดไว้ ในขอบเขตของงานทีโออาร์หรือไม่ คณะพนักงานสืบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่าจากข้อเท็จจริง ที่ปรากฏการดําเนินการของคณะกรรมการประกวดราคาในเรื่องการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะเฉพาะ อุปกรณ์สํารองไฟฟ้า เป็นการแก้ไขร่างขอบเขตของงานที่ระบุไว้ในภาคผนวก ๔ ข้อ ๒.๑๒ อย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงค่าแรงดันไฟฟ้าขาดออกเช่นนั้น จะทําให้อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้า สํารองไม่เสถียร ตรงนี้ต้องทําความเข้าใจหน่อยครับท่านประธาน หากมีไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับ เครื่องไฟฟ้าสํารองถ้าแก้ไขจากบวกลบ ๕ เป็นบวกลบ ๑๐ จะมีปัญหากับระบบคอมพิวเตอร์ เพราะไฟฟ้าจะไม่เสถียร อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบคอมพิวเตอร์ และไม่เป็น ประโยชน์ต่อทางราชการ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทําให้รัฐสูญเสียประโยชน์ ตรงนี้ สําคัญครับท่านประธาน เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะเฉพาะที่ต่ํากว่ามาตรฐานเดิม โดยมิได้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ลง ทั้งที่ราคากลางของคุณลักษณะเดิมและราคา ตามท้องตลาดของคุณลักษณะใหม่ตามข้อมูลของคณะกรรมการกําหนดร่างขอบเขตของงาน มีความแตกต่างกันถึงประมาณ ๒,๐๐๐ บาทต่อ ๑ เครื่อง เมื่อคํานวณจากปริมาณ เครื่องสํารองไฟฟ้าตามโครงการที่จะต้องมีถึง ๗,๗๖๒ เครื่อง จะเป็นจํานวนเงินที่แตกต่างกัน ประมาณ ๑๕,๕๒๔,๐๐๐ บาท นี่เป็นประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ท่านประธาน คณะทํางานทดสอบด้านเทคนิคมิได้ทดสอบ ด้านเทคนิคตามที่กําหนดไว้ในขอบเขตของทีโออาร์เป็นข้อที่พนักงานสืบสวนของดีเอสไอ ได้บันทึกไว้ นอกจากนี้ยังมีพฤติการณ์บุคคลที่อาจจะเข้าข่ายเป็นผู้กระทําความผิดในส่วน ของข้าราชการประจํา ผมจะเว้นไม่เอ่ยถึงชื่อ แต่ในรายงานของพนักงานสืบสวนของดีเอสไอ ได้ระบุว่ามีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทํางานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย มีพยานยืนยันว่าบุคคลทั้งสองเกี่ยวข้องกับการข่มขู่ จูงใจให้นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ลงนามในบันทึกเห็นชอบสรุปผลการประกวดราคา เมื่อนายวงศ์ศักดิ์ไม่ยอม ลงนามก็มีคําสั่งโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย แต่เนื่องจากกรณีนี้ นายวงศ์ศักดิ์ได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลข้างต้นดีเอสไอจึงส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณา ท่านประธานที่เคารพครับจากข้อกล่าวหาที่กระผมได้เรียนมาในเบื้องต้นรวมทั้งข้อมูล พยานหลักฐานต่าง ๆ กระผมมิได้ดําเนินการในเรื่องนี้โดยมิได้หาข้อมูลหรือพยายามที่จะ ตรวจสอบเพื่อกลั่นแกล้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งตรงกันข้ามกระผมได้นําเรื่องนี้เข้าสู่ คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรถึง ๒ คณะ ในคณะกรรมาธิการทั้ง ๒ คณะ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองย่อมแสดงให้เห็นว่ากระผมมีความบริสุทธิ์ ใจที่จะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ท่านประธานที่เคารพครับกระผมมั่นใจว่า ข้อมูลที่กระผมได้กล่าวไปในเรื่องการทุจริตโครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์งานทะเบียน มีพยานหลักฐานอย่างชัดเจน และการที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามให้ ความเห็นชอบกระผมถือว่าความผิดสําเร็จแล้วท่านประธานที่เคารพครับ จากข้อกล่าวหา ของกระผม ๓ ข้อ ที่ได้อภิปรายมาข้างต้น กระผมเห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีพฤติการณ์ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําความผิดต่อหน้าที่ราชการ การอภิปรายของ กระผมมีข้อมูลชัดเจนว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ดําเนินการอย่างนั้นจริง ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือท่านไม่ฟังคําทักท้วงของ สตง. ซึ่งทักท้วงถึง ๒ ครั้ง คณะกรรมการ กวพ. ก็ทักท้วงท่านก็ไม่ฟัง การที่ท่านลงนามเป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ข้อกล่าวหาที่ ๒ ที่ผมกล่าวหาว่าไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภาวะผู้นํา ไร้วิสัยทัศน์ในการบริหารราชการ แผ่นดิน ๒ ด้านใหญ่ ด้านแรกล้มเหลวในด้านการบริหารบุคคล มีการแต่งตั้งข้าราชการ ระดับสูงอย่างไรคุณธรรม ด้านที่ ๒ ในส่วนของประชาชนล้มเหลวในด้านการบริการ ประชาชนโดยเฉพาะเรื่องบัตรประจําตัวประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนของ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระผมจะแตะเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เห็นว่าตั้งแต่ท่านมา ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านทําอะไรในสิ่งที่เป็นการทําลาย วัฒนธรรมองค์กรของกระทรวงมหาดไทยอย่างยับเยิน ๑. ท่านย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ปีเดียวท่านตั้งได้อย่างไร ๓ คน ๓ คนนะครับท่าน ตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษปีเดียว ๓ คน จะทํางานกันอย่างไร ทําลายวัฒนธรรมองค์กรอย่างสิ้นเชิง ท่านจะบอกว่าเป็นเรื่อง ของปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นไปไม่ได้ เพราะท่านเป็นผู้ลงนามเสนอคณะรัฐมนตรี นี่แสดงถึงความที่ท่านไม่มีวิสัยทัศน์ใด ๆ เลย ผู้ว่าไปเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนยังไม่ครบ ทุกอําเภอหรอกครับ นี่ยกตัวอย่างแรก ๒. ตั้งผู้ดํารงตําแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด ๓ ปี ข้ามหัวคน ๔ ปี ๕ ปี ๖ ปี ๗ ปี นับสิบ ๆ คน เมื่อตอนต้นที่มีการกล่าวถึงการซื้อขายตําแหน่ง ไม่มีหรอกครับใบเสร็จ ไม่มี ผมยืนยันได้ว่าไม่มีใบเสร็จแต่มันอนุมานได้วิญญูชนมองออกครับ ท่านประธาน การข้ามหัวคนเป็นสิบ ๆ คนมันทําลายวัฒนธรรมองค์กร รองผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนั้นเป็นซุปเปอร์ (Super) รองผู้ว่าราชการจังหวัดหรืออย่างไร ถึงเก่งกว่ารองผู้ว่าราชการ จังหวัดท่านอื่น ๆ นี่เขาวิพากษ์วิจารณ์กันมาก นอกจากนั้นมาใหม่ ๆ เลยครับ ท่านย้าย ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เดินทางไปรับตําแหน่งใหม่นี่เพียง ๔ เดือน หลายจังหวัดครับ ท่านประธาน มีจังหวัดอะไรบ้าง จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดเชียงราย จังหวัดยโสธร จังหวัด สิงห์บุรี จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดกําแพงเพชร ๔ เดือนนี่ผู้ว่าราชการจังหวัด ผมรับรองไม่มีทาง ลงได้ครบทุกอําเภอ แต่ท่านย้ายระเนระนาด ผู้ว่าราชการจังหวัดไร้ศักดิ์ศรีเหมือนตุ๊กตา ที่นักการเมืองจะหยิบจะจับไปวางตรงไหนก็ได้ ทั้ง ๆ ที่ในอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดคือข้าหลวง เทศาภิบาล ปฏิบัติหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณ ท่านทําลายวัฒนธรรมองค์กรอย่างสิ้นเชิง
ประการที่ ๔ ตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นดํารงตําแหน่งใหม่เป็นผู้ว่าราชการ จังหวัดชั้น ๑ ตรงนี้ ท่านก็ทําลายวัฒนธรรมองค์กรของกระทรวงมหาดไทยถึงขั้นล้มละลาย เพราะอะไร ในอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดใหม่เขาจะให้ไปอยู่ไกล ๆ ก่อนครับ ไปเรียนรู้งาน ตามจังหวัดชายแดน ไปอยู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปอยู่จังหวัดอํานาจเจริญ นี่ท่านตั้งชายแดน เหมือนกันแต่เป็นชายแดน กทม. รองผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งใหม่ขึ้นจังหวัดนนทบุรี ขึ้นจังหวัดปทุมธานี ขึ้นจังหวัดสมุทรปราการ พาสส์ (Pass) ชั้นไม่รู้กี่ชั้น คนที่เขาตามลําดับ ที่เขาจะต้องเจริญเติบโตนี่เขาก็มองเป้าหมายแล้ว เขาจะต้องเลื่อนชั้นตามลําดับอย่างไร นี่มันทําลายจิตใจของบรรดาข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยอย่างยับเยิน ท่านจะบอกว่า ในอดีตมีตรงนั้นมีตรงนี้ ผมว่ามันไม่มีอะไรที่จะรุนแรงไปมากกว่านี้อีกแล้ว ในส่วนข้อที่ ๓ ข้อกล่าวหาที่ ๓ แต่งตั้งคนใกล้ชิดและพวกพ้องทั้งในฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจําเป็น คณะทํางานการเมืองบ้าง เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจบ้างเพื่อหาช่องทางที่เป็นผลประโยชน์ ในโครงการต่าง ๆ ข้อกล่าวหาที่ ๓ นี้เป็นข้อกล่าวหาสําคัญ ผมจะชี้ให้เห็นว่ามีการจัดตั้ง เครือข่ายฝ่ายการเมืองที่เข้ามาแทรกแซงข้าราชการประจํา ยกตัวอย่างการสอบเข้าโรงเรียน นายอําเภอขณะนี้ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้อง น่าเสียดายครับ โดยเฉพาะ ข้าราชการประจํา เป็นบทเรียนละครับ เป็นบทเรียนกับข้าราชการประจําที่ทํางานโดยไม่ ระมัดระวัง ฝ่ายการเมืองเขาไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้หรอกครับเขาไม่เหลือร่องรอย อะไรไว้ ยกเว้นเขาเผลอเขาพลาดจริง ๆ เขาย่ามใจครับ เขาถึงจะโดน แต่ส่วนใหญ่ไม่โดน มีพฤติกรรมแวดล้อมเท่านั้นที่แสดงให้เห็นว่าตรงนี้เป็นเครือข่าย เพราะจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดเดียวได้เกือบ ๒๐ คน แค่นี้สังคมก็เห็นแล้วครับ แค่นี้สังคมก็เห็น เพราะจังหวัดหนึ่ง ๑ คนหรือ ๒ คนยังได้ยาก นี่เกือบ ๒๐ คน
๒. ทุจริตงบภัยแล้ง ปี ๒๕๕๓ งบ ๘๗๓ ล้านบาท จังหวัดบุรีรัมย์จังหวัดเดียว ได้งบ ๔๘๖ ล้านบาท เกือบ ๕๐๐ ล้านบาท นี่ก็จังหวัดบุรีรัมย์อีก เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกของผม จะได้อภิปรายต่อไป
๓. ทุจริตโครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ งานทะเบียน คณะทํางานการเมือง ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับปูนบําเหน็จไปเป็นผู้บริหารสูงสุดในจังหวัด บุรีรัมย์ ในขณะเดียวกันปลัดจังหวัดบุรีรัมย์ก็ได้รับการแต่งตั้งมาเป็นคณะกรรมการประกวดราคา ท่านเห็นไหมครับ เครือข่ายต่าง ๆ เหล่านี้มาจากใคร ผมพยายามที่จะชี้ให้สังคมได้เห็น
๔. การแต่งตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง สักครู่เพื่อนสมาชิกของกระผมก็จะได้มาอภิปรายการทุจริตในการซื้อที่ดินของการประปา ส่วนภูมิภาค
ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่าจากการที่กระผมได้อภิปรายมา ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยข้อมูลหลักฐานทั้งจากเอกสารและข้อมูลพฤติการณ์แวดล้อม กระผม ไม่อาจที่จะไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ดํารงตําแหน่งต่อไปได้ กระผม มีข้อที่จะอภิปรายเพียงเท่านี้ จากนี้ก็คงจะมอบให้เพื่อนสมาชิกของผมได้อภิปรายในต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน
ต่อไป คุณไพจิต ศรีวรขาน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านชวรัตน์ ชาญวีรกุล ในคราวนี้ ๒ วันแล้วครับ ท่านประธานครับ ก็เป็นคิวของพรรคภูมิใจไทยล้วน ๆ ครับ วันนี้ถึงคิวท่านหัวหน้าพรรคเลย เป็นภาระของนักการเมืองอย่างพวกผมในฐานะฝ่ายค้านที่จะต้องอภิปรายเพื่อเปิดโปงจิตใจ และดวงหน้าที่แท้จริงของนักการเมืองที่ไม่พึงประสงค์ในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ วันนี้หัวหน้าพรรคคุมกระทรวงมหาดไทย แล้วก็เมื่อวานนี้เลขาธิการพรรค กระทรวงพาณิชย์
คุณไพจิตครับ คุณไพจิต มีผู้ประท้วง ยังไม่ได้พูดอะไรเลย ประท้วงอะไรละ ประท้วงอะไร
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ คือวันนี้ดิฉันนั่งฟัง ดิฉันอยากจะฟังเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี ซึ่งไม่เกี่ยวพันกับว่าหัวหน้าพรรคไหน พรรคไหนนะคะ ตอนนี้เราจะตรวจสอบภาษีแผ่นดิน ก็ ขออยากจะให้ท่านผู้อภิปรายเจาะไปถึงว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนี้ ท่านกระทําการที่ไม่ไว้วางใจอยู่ตรงจุดไหน ดิฉันจะได้ตัดสินใจถูกนะคะ อย่างเช่นเมื่อวานนี้ เหมือนกันค่ะ ถ้าหากว่าพูดไปถึงเจาะแต่ละพรรคหรือแต่ละ ส.ส. นั้น มันไม่ใช่จะทําให้ ประชาชนนั้นตั้งใจว่าอยากจะฟังว่าการบริหารเงินภาษีแผ่นดินของเขานั้น ดิฉันจึงขอบอก ท่านประธานค่ะ ประท้วงในข้อนี้ว่าท่านพูดเพื่ออภิปรายนะคะ ท่านไพจิต ศรีวรขาน ดิฉัน ก็เคารพนะคะ เพราะว่าจังหวัดอยู่ใกล้ ๆ กัน แล้วก็เคยร่วมเป็นผู้แทนราษฎรมาด้วยกัน ตลอดเวลา ก็ขอให้ท่านอภิปรายในส่วนที่ในตําแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยค่ะ ท่านประธาน
ก็กําลังจะอภิปรายอยู่แล้วครับ อย่างไรเขาก็ต้องอภิปราย เพราะว่าเขาเป็นคนเสนอญัตติ เชิญครับไพจิต
ท่านประธานครับเป็นอีกครั้งหนึ่งนะครับ เป็นครั้งที่ ๒ ที่ผมต้องทําหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านชวรัตน์ ชาญวีรกุล ท่านเป็นผู้ใหญ่ คนหนึ่งในแวดวงทางการเมืองในช่วงชีวิตตลอด ๒๐ กว่าปีที่ผมรู้จัก ท่านประธานครับ จะใหญ่ขนาดไหนก็ตามเมื่อประพฤติตนในทางที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นเสนาบดี ซึ่งเป็น ตําแหน่งที่สําคัญที่สุดในการบริหารราชการแผ่นดินก็ต้องไม่ไว้วางใจกันท่านประธานครับ ผมถือโอกาสได้กราบเรียนท่านประธานว่าท่านชวรัตน์ ชาญวีรกลุ โดยมีข้อกล่าวหาหลัก ๆ อยู่ ไม่แตกต่างจากเพี่อนสมาชิกทีได้ตั้งไว้ ท่านเป็นรัฐมนตรีที่ล้มเหลวในการบริหารราชการ แผ่นดินไร้ประสิทธิภาพ บริหารราชการในกระทรวงเป็นทิศเป็นทาง ไม่ดูแลให้เป็นไปตาม กฎหมายอย่างถูกต้องและเป็นธรรม รัฐมนตรีท่านนี้บริหารงานในกระทรวงมหาดไทย ล้มเหลวแล้วยังเอื้ออํานวยให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ของ บ้านเมือง มีหลายกรณีครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรณีสอบเข้าโรงเรียน นายอําเภอ กรณีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมที่มีมติให้เพิกถอนคําสั่งแต่งตั้ง ซี ๑๑ นายอําเภอ ซึ่งแต่งตั้งผิดหลักเกณฑ์ระเบียบบริหารราชการพลเรือนกรณีเอื้อฉาวเกิดขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า การบริหารงานบุคคลที่ล้มเหลวย่อมทําให้การบริหารราชการส่วนอื่น ล้มเหลวตามไปด้วย ขาดปริสิทธิภาพ สร้างความเสื่อมเสีย ทําลายความน่าเชื่อและประกัน ในการบําบัดทุกข์ บํารุงสุข อันเป็นอุดมการณ์ของกระทรวงมหาดไทย ที่จะดําเนินให้เกิด ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนแม้แต่ข้าราชการในกระทรวงเอง ท่านชวรัตน์ ชาญวีรกุล หากเป็นหัวหน้าพรรคและเป็นรัฐมนตรีแต่เพียงที่ในนาม อย่างไรก็ตามแต่ก็มีศักยภาพ ที่จะต้องทําหน้าที่ในการบริหารกระทรวงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้เกิดขวัญกําลังใจในการ ปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ ท่านประธานครับภาพพจน์ของกระทรวงมหาดไทยเสียหายอยู่ ในฐานะที่ตกต่ําสูงสุดตั้งแต่เป็นกระทรวงมหาดไทย สอดคล้องกับท่านสมาชิกที่อภิปรายไป เมื่อสักครู่นี้ ผมไล่เรียงไปทั้งหมดให้เห็นประมาณ ๕ ข้อกล่าวหาดังต่อไปนี้ท่านประธานครับ ถ้าท่านดูตามภูมิฐานความคิดของท่านชวรัตน์ ชาญวีรกุล ในวันที่เข้าไปประชุมข้าราชการ ของกระทรวงมหาดไทย สวยหรูนะครับท่านประธาน สวยหรูแล้วก็น่าเลื่อมใส ท่านกล่าวไว้ ในวันที่เข้าไปให้นโยบายกระทรวงมหาดไทยแล้ว พี่น้องข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ทั่วทั้งประเทศท่านบอกว่าการเข้ามารับตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของผม จะไม่มีการเอาหัวโขนที่ใส่อยู่นี้มาหาประโยชน์ น่าเลื่อมใสไหมครับ เอื้อประโยชน์แก่ตนเอง หรือผู้ใดทั้งสิ้น ขอให้ทุกท่านสบายใจได้ ผมได้เห็นตัวอย่างมาแล้วว่าผู้ที่นําอํานาจไปใช้ ในทางที่ผิดเพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนแก่ตนเองและพวกพ้องต้องประสบปัญหา อย่างไร และผมไม่ต้องการจะเป็นเช่นนั้น ผมเริ่มวาระการเมืองของผมจากตําแหน่งรัฐมนตรี ช่วยจนถึงการเป็นรัฐมนตรีว่าการ ๒ กระทรวง ล่าสุดก็ได้ทําหน้าที่รักษาการในตําแหน่ง นายกรัฐมนตรี ผมถือว่าผมได้รับเกียรติยศเกินกว่าความคาดหมายของผมมากแล้ว ผมขอ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทยอย่างมีเกียรติ และเมื่อใดก็ตามที่วาระการทํางาน ของผมในกระทรวงมหาดไทยสิ้นสุดลง ผมจะลุกออกไปอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีเช่นเดียวกัน ขอให้ท่านมั่นใจได้ว่าผมจะไม่มีวันทําความเสื่อมเสียให้แก่กระทรวงมหาดไทยอย่างเด็ดขาด นี่เป็นสัญญาประชาคมที่ได้กล่าวไว้ในวันเข้ารับตําแหน่ง น่าชื่นชมนะครับท่านประธาน เห็นแล้วยกย่องในความตั้งใจที่อยากบริหารงานกระทรวงมหาดไทย แต่เวลาทางปฏิบัติครับ ท่านประธาน ผมจะสะท้อนให้เห็นว่าภายในเวลาที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ของท่านชวรัตน์ ชาญวีรกุล ได้เกิดกรณีที่ตรงกันข้ามกับแนวทางที่ได้ให้นโยบายไว้กับ ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยอย่างไร กรณีบัตรประจําตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ แบบเอนกประสงค์ ท่านประธาน คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเป็นศูนย์กลางในการจัดทําบัตรประจําตัวประชาชนแบบเอนกประสงค์ หรือที่เรา เรียกกันว่า สมาร์ทการ์ด และเป็นกรณีที่ฉาวโฉ่อย่างแรง ผมจะขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานเพื่อให้ได้ทราบว่ากรณีแบบนี้ กระทรวงไอซีทีเป็นแม่งานหลักร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองเป็นเจ้าภาพ และเป็นกรมที่อยู่ในกํากับดูแลของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านชวรัตน์ ชาญวีรกุล นี่ละครับ ตรง ๆ เลยนะครับ ท่านประธานครับ ข้างหลังผมนี่เป็นสัญญาที่กระทรวงไอซีที เขาได้หาผู้รับจ้างเพื่อที่สนองงาน ในการพัฒนางานบัตรประจําตัวประชาชนเพื่อที่จะใช้เอนกประสงค์ในการบรรจุข้อมูลต่าง ๆ ให้เป็นประโยชน์ในทางการปกครอง การควบคุมจํานวนประชากรที่ทันสมัย เขาได้ผู้รับจ้าง เรียบร้อยครับท่านประธาน เป็นการดําเนินการเพื่อให้ได้ผู้รับจ้าง โดยปลัดกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเป็นผู้ลงนามกับผู้รับจ้างในการที่จะจัดหาบัตรทั้งหมด นี่เงิน ๙๐๒ ล้านบาท ไม่มากนะครับ ถ้ามีความจริงใจที่จะสนองงาน อันนี้ท่านจะเห็นความ ฉาวโฉ่เวลาไปทําแล้วนี่ เงินจํานวน ๙๐๒,๑๕๗,๐๐๐ บาทเศษ ท่านประธานครับ กรณีดังกล่าว ไม่เป็นอย่างนั้นนะครับ พอได้ผู้รับจ้างเสร็จ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง สํานักบริหารการทะเบียนของกรมการปกครองก็ได้พิจารณาตั้งคณะทํางานเพื่อพิจารณา รูปแบบบัตรประจําตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์แบบเอนกประสงค์ตามมติของคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกฎหมายหลักว่าจะต้องทําและให้สอดคล้องกัน และมีการตั้งคณะกรรมการ มีการประชุม คณะกรรมการทั้งสิ้น ๔ ครั้งครับท่านประธาน ทั้งหมดมีมติเห็นชอบแบบบัตรตามแบบ ๑ อี (1E) ท่านประธานครับ บัตร ๑ อี นี่มีลักษณะพิเศษตรงที่มีแถบสีแดง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ในการที่จะป้องกันการปลอมแปลงบัตรประจําตัวประชาชน คณะทํางานที่พิจารณารูปแบบนี้ ก็มีความเห็นตรงกันว่าสามารถที่จะทําให้เกิดประโยชน์ในการควบคุมเรื่องของประชาชน มีบัตร การปลอมแปลงลําบาก ท่านประธานครับ ถ้าเรื่องมันจบเพียงเท่านี้ท่านอธิบดี กรมการปกครองในฐานะผู้มีอํานาจเป็นพนักงานออกบัตรก็ทําเรื่องเสนอรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยผ่านรองปลัด แต่เรื่องไม่ไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรอกครับท่านประธาน ก็ถูกเก็บอยู่ที่คณะทํางาน คณะทํางานกระทรวงมหาดไทย ก็ชื่อเดียวกันกับที่ท่าน ส.ส. ชวลิต วิชยสุทธิ์ บอก ก็เก็บไว้ไม่ยอมที่จะให้ความเห็นชอบ แล้วขณะเดียวกันการที่จะนําเรียนปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ไปไม่ถึงละครับ พอไปไม่ถึง ก็มีการสั่งให้มีการตรวจสอบว่าบัตรที่จะเห็นชอบตามกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารทั้งหมดที่ออกมา ที่เขาดําเนินการจัดซื้อเป็นเงิน ๙๐๒ ล้านบาทเศษว่าจะขัดต่อ พระราชบัญญัติทะเบียนบัตรประชาชนหรือไม่อย่างไร เป็นคําสั่งนะครับ เป็นคําสั่งของ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งไปยังกรมการปกครอง ท่านประธานครับ ช่วงเวลาที่มันขาดช่วงกันอยู่อย่างนี้ ก็แปลอย่างอื่นไม่ได้เมื่อกระทรวงเทคโนโลยี ไอซีทีเขา ซื้อแล้ว กรมการปกครองก็มีหน้าที่รับบัตรประจําตัวประชาชนที่จะมาบันทึกถ่ายให้กับพี่น้อง ประชาชนตามความต้องการของคณะรัฐมนตรีมาดําเนินการ และให้สมประโยชน์กับ ประชาชนเพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหา ปลัดกระทรวงมหาดไทยนะครับ ขณะที่เรื่องยังไม่ถึง ปลัดกระทรวงมหาดไทยนี่ คณะทํางานก็ให้กรมการปกครองไปตั้งคณะกรรมการทบทวน ตรวจสอบดูว่าบัตรที่ไอซีทีซื้อนี่มันถูกต้องทําได้หรือไม่ ไม่เป็นไปตามกฎกระทรวงที่ออก ที่ว่าให้กรมการปกครอง ขณะเดียวกันครับท่านประธาน ก็พยายามที่จะหาวิธีการ ที่จะให้กรมการปกครองเป็นผู้ซื้อบัตรเอง โดยจะใช้เงิน ๑๕๐ ล้านบาท เวลายื้อไปยื้อมานี่ ข่าวภายในรู้กันว่ามีการเจรจาเรื่องผลประโยชน์กับผู้รับจ้างรับทําของกระทรวงไอซีทีที่เขามา ประกวดราคาได้งาน เมื่อไม่สมประโยชน์ก็บอกว่าใช้ไม่ได้ เผอิญเงื่อนไขนี้ท่านประธานครับ คนที่ส่งของแล้วจะได้เงินเขาต้องได้รับการตรวจรับจากกรมการปกครอง จากกระทรวงมหาดไทย นี่ละครับ ฝ่ายที่จะตรวจรับก็ไม่ตรวจแล้วก็บอกว่าจะซื้อเอง ปัญหาอันนี้ทําให้เกิดปัญหาครับ ท่านประธาน ถ้ามีบัตรประชาชนที่ถ่ายบัตรประชาชนโดยปกตินี่ผมไม่ว่านะครับ แต่ปัญหาที่ เกิดขึ้นก็คือไม่มีบัตร แล้วประชาชนที่ไปถ่ายบัตรประชาชนท้ายสุดจะได้บัตรเหลืองที่เรา เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์กันในสภา ท่านประธานครับ ท่านอธิบดีกรมการปกครองท่านมี วิสัยทัศน์ ท่านได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเป็นอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติบัตรของไอซีที ว่ามันสมประโยชน์ที่จะดําเนินการและเป็นไปตามกฎกระทรวงของกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องบัตรประชาชนหรือไม่ และท้ายที่สุดท่านก็มีความเห็นว่ามันเป็นประโยชน์แบบนี้ก็แจ้ง ไปยังปลัดกระทรวงไอซีทีว่าบัตรแบบ ๑ อี ที่มีอยู่ในนี้ที่มีแถบแม่เหล็กที่ป้องกัน การปลอมแปลงระบาดนี่ถูกต้อง เห็นชอบ ก็เท่านี้ละครับ เมื่อผู้มีอํานาจบาตรใหญ่ ประธานคณะทํางานของกระทรวงมหาดไทยบอกว่าไม่รับ แล้วตัว อธิบดีกรมการปกครอง ก็ไปเห็นชอบแบบ ๑ อี ตามที่กระทรวงไอซีทีได้จัดซื้อจัดหานี่นะครับ ต่อมาไม่นานก็ถูกย้าย เหมือนอย่างกรรมการพิทักษ์คุณธรรมที่บอกเห็นว่าเป็นการที่ไม่ปฏิบัติตามวิธีการที่จะทํามา หาผลประโยชน์ในกรมการปกครองเรื่องของบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด อะไรไม่เท่ากับสิ่งที่ เสียหายมากไปยิ่งกว่าการพยายามยื้อไม่ตรวจรับ แล้วพยายามที่จะบอกว่าจะซื้อเองอะไรนี่ ใช้เวลายื้อกันอยู่ร่วมปีเองนะครับท่านประธาน ถ่ายบัตรได้ใบเหลือง เขาบอกย้อนไป ๑๔ ปี ที่ไม่ได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้มา ๑๐ ปีย้อนหลัง ๑๔ ปีย้อนหลัง นี่ถ่ายได้ใบเหลืองก่อน แล้วค่อยไปรับ แล้วผู้ที่เสียหาย ๔ ล้านคน ถ้าไปครั้งเดียวประมาณ ๑๐๐ บาท ถ้าไปถ่ายได้ ใบเหลือง ๑๐๐ บาท ๔๐๐ ก็คือ ๔๐๐ ในภาคของประชาชนที่เขาเสีย พอวันจะไปรับบัตรจริง อีก ๑๐๐ บาทอีกครั้งหนึ่งครับ บวกอีก ๔๐๐ เป็น ๘๐๐ ท่านประธานความเสียหายในภาค ประชาชน เขาไม่สนใจหรอก เพียงแต่บอกว่าขอให้ได้สิ่งที่อยากได้ ผลประโยชน์ต่างตอบแทน มีไหม เพราะฉะนั้นทําให้เกิดความระส่ําระสาย ชะรอยครับท่านประธาน ใบเหลืองไม่ได้มีรูป ในขณะนี้ ๔ ล้านใบ แล้วท้ายที่สุด ๔ ล้านใบอีก ๒-๓ เดือนข้างหน้าท่านนายกจะยุบสภา เลือกตั้ง มันโกงกันได้นะครับ เวลาจะไปใช้ก็จะใช้บัตรเหลืองนี่แหละไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง แล้วรอยช่องทางนี้จะวางแผนเพื่อที่จะไปสู่จุดของการโกงการเลือกตั้งแบบไหน มันเป็น ช่องทางที่ไม่เป็นประโยชน์ทั้งนั้นในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ปล่อยปละละเลยปล่อยให้ประธานคณะทํางานใช้เลขานุการท่านลงนามให้ทบทวนให้อะไร ทั้งหลายกลับไปกลับมาเป็นยืดอยู่ ความเดือดร้อนก็ตกกับประชาชน ผมไม่คิดว่าวิสัยทัศน์ แบบนี้จะสามารถใช้บําบัดทุกข์บํารุงสุขพี่น้องประชาชนได้นะครับ มันเพิ่มแต่ความทุกข์นะครับ ลดความสุขเขา และต้องไป ๒ รอบ ๓ รอบนะครับถ่ายบัตร เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ สุดท้ายครับพอทีมคณะทํางานของกระทรวงมหาดไทยก็พยายามยื้อบอกว่าไม่ถูกต้อง แต่ที่สุดแล้วรัฐบาลก็ให้แก้กฎกระทรวง แต่ว่าเวลาผ่านปีเศษกว่าจะได้แก้ที่จะให้ใช้ตามแบบ ๑ อี (1E) ที่ว่ามีแถบแม่เหล็กป้องการปลอมแปลงได้ตามที่ไอซีทีเขาเอา ซึ่งวันนี้ต้องชมเชยว่า รัฐบาลแก้ปัญหาแล้ว ขณะที่กระทรวงมหาดไทยคิดแต่เรื่องประโยชน์ต่างตอบแทนอย่างเดียว ผมก็เห็นว่าเป็นจุดสรุปเป็นใบเสร็จที่สําคัญว่าถ้าหากปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้อง ประชาชนในเรื่องสมาร์ทการ์ด บัตรเพียงเท่านี้นี่นะครับ แล้วบอกว่าอีก ๒ หรือ ๓ เดือน ๔ ล้านนี้จะทําเสร็จผมไม่ค่อยเชื่อหรอกครับ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หลายคน ที่เป็น ส.ส. จะไปถ่ายยังต้องคอยเลยว่าเสร็จได้แน่นะ ก็ฟังเท่าที่ฟังตามข่าวเขาบอกว่า จะทําให้เสร็จภายใน ๓ เดือน ท่านประธานครับวิธีการอันนี้เป็นเหตุหนึ่งที่ให้เห็นว่า ท่านไม่ได้สํานึกถึงภาระที่จะต้องทํางานให้กับกระทรวงให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขกับ พี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าด้วยพฤติการณ์ที่เห็นแก่ประโยชน์พวกพ้อง ปล่อยให้คณะทํางาน ตัวท่านเองเป็นผู้นํามีวิสัยทัศน์ในการที่จะนํานโยบายของกระทรวง เป็นไปด้วยความถูกต้องตรงไปตรงมา แต่ท่านเกรงใจ เกรงใจคนมีอํานาจตัวจริงเขาว่า อย่างไรก็ว่าตามนั้น ทั้งที่สมาชิกได้อภิปรายว่าวิธีการแบบนี้ที่จะบริหารกระทรวงมหาดไทย มันล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นไม่ควรที่จะให้บริการราชการแผ่นดิน เฉพาะเรื่องบัตร สมาร์ทการ์ดก็เสียหายไปเยอะแล้ว ท่านประธานครับผมจะยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องที่ ส.ส. เชาวลิต วชยสุทธิ์ ได้พูดแล้วสภานี้ก็พูดอยู่หลายรอบเรื่องของการแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง งบประมาณปี ๒๕๕๓ เป็นเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือ จําเป็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ในอํานาจ ๔๗,๐๐๐ นี่นะครับ แล้วก็จ่ายไป ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท อะไรนี่ เหลืออีก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท คราวนี้ผมตั้งข้อกล่าวหาว่าใช้อํานาจหน้าที่ให้เกิดส่อทุจริต และล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ใช้อํานาจจัดสรรงบประมาณให้พวกพ้องตนเอง มุ่งใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อหาเสียงทางการเมือง ผิดกฎหมาย ไม่ยึดหลักบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ ข้อที่ ๓ การจัด งบประมาณดังกล่าวกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดเชียงราย จังหวัดยโสธร ไม่ตรงกับ ความเดือดร้อนของประชาชนที่เดือดร้อนจริง ๆ ปล่อยให้ประชาชนต้องจําทนกับความ ยากลําบาก ไม่ใส่ใจในความทุกข์ยากที่พี่น้องประชาชนที่ประสบความแห้งแล้งนะครับ ท่านประธานครับ ตัวเลขที่เห็นมีการนําตัวเลขดังกล่าว งบดังกล่าว มีการแจ้งจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแจ้งไปบอกว่าให้จังหวัดที่ประสบปัญหาภัยแล้งเสนอ โครงการมา ท่านประธานต่างคนต่างเสนอมา ๓๐ จังหวัด เมื่อประกาศเป็นเขตภัยแล้งแล้วก็ เสนอมา ๓๐ จังหวัด ๒,๔๑๙ โครงการ เสนอเงินมา ๒,๖๕๐ ล้านบาท คณะอนุกรรมการ กลั่นกรองโครงการพิจารณาให้เพียง ๘ จังหวัดครับท่านประธาน พิจารณาให้เพียง ๘ จังหวัด จาก ๓๐ จังหวัด
ท่านไพจิตครับ มีผู้ประท้วง จะจบแล้วครับ
นิดเดียวครับท่านประธาน ขออนุญาต ประท้วงนิดหนึ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิประท้วงครับ กระผม รังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เนื่องจากผมต้อง ประท้วงนั้น ทางผู้อภิปรายนั้นนอกจากจะวกวนซ้ําซากแล้ว ประเด็นสําคัญเกี่ยวกับงบภัยแล้ง ซึ่งผมได้ฟังจากการอภิปรายในสภาครั้งนี้เป็นรอบที่ ๓ เพราะฉะนั้นผมในฐานะที่เป็นคน จังหวัดบุรีรัมย์และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมจึงนําข้อมูลในสภาตรงนี้กลับไปพื้นที่ เพื่อไปดูรายละเอียดว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร ปรากฏว่าพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยเฉพาะอําเภอ ที่ผมอยู่ คืออําเภอสตึกนั้น วันนี้แม้กระทั่งน้ํามูลยังเหือดแห้งนะครับ ไม่รู้ทีวีกี่ช่องถ่ายทอด แล้วหนังสือพิมพ์สื่อไม่รู้กี่ฉบับถ่ายทอด แหล่งน้ํานั้นมากมายก่ายกองที่วันนี้พี่น้องประชาชนนั้น ลําบาก ผมก็ตรวจสอบจังหวัดอีกว่า บนความลําบากของพี่น้องประชาชนนั้น ท่านได้ทําหนังสือ
ประท้วง
ประท้วงข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ครับ แล้วขออนุญาต ต่ออีกนิดเดียวครับ แล้วทางจังหวัดบุรีรัมย์นั้น ผมก็สอบถามว่าได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้หรือไม่ ปรากฏว่าเขาแก้ไขปัญหาโดยนําเอกสารขึ้นมา แต่งบประมาณวันนี้ไม่เคยได้เนื่อง จะโดนเบรก จากสภาผู้แทนราษฎรตรงนี้ละครับ จึงขอความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนผู้ที่ลําบากอยู่ครับ
พอแล้วครับ เชิญครับประท้วง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านเห็นว่าเป็นสมาชิกพรรคของท่านหรือครับ ถึงให้ประท้วงไปยืดยาวโดยไม่คํานึงถึงข้อบังคับของการประชุมของสภา
คุณประท้วงหรือว่าคุณอภิปราย
๒ คนเลยท่านประธาน คนแรกจะย้ายพรรค อีกคนก็คือสมาชิกพรรคของท่าน มันไม่มีอะไรหรอกครับ ท่านขอให้อยู่ในความยุติธรรม ขอบคุณครับ
เลยกว่านี้ไปใหญ่แล้วทีนี้
พาดพิงค่ะท่านประธาน พาดพิงค่ะ เพราะดิฉันเป็นคนที่ประท้วงครั้งแรกนะคะ ในกรณีที่ประท้วงนั้นดิฉันไม่ใช่ว่ากล่าวให้ร้าย เพียงแต่ว่าขอร้องท่านว่าในเวทีนี้เป็นเวทีของ ส.ส. และเวทีของคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่เวทีของ พรรคใดพรรคหนึ่งที่จะต้องมาหาเสียงในสภาผู้แทนราษฎรนี้ เพราะมันไม่ใช่เวลาหาเสียง แล้วก็ดิฉันขอพาดพิงว่าในส่วนของท่านผู้ทรงเกียรติ ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติที่ท่านได้พูดไว้ว่า คนที่ประท้วงนั้นกําลังคิดจะย้ายพรรค ดิฉันคิดค่ะ ถ้าพรรคไหนที่ให้ประโยชน์กับประชาชน ในพื้นที่นั้น ๆ ถูกต้องตามกฎหมายที่ได้กําหนดเอาไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญที่กําหนดเอาไว้ ดิฉันไปอยู่แน่ค่ะ เพราะการลงสมัครผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรค ไม่สังกัดพรรคนี้ลงสมัคร ไม่ได้นะคะ ก็อยากขอบอกกับท่านผู้ทรงเกียรติได้เข้าใจนะคะ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ไม่สังกัดพรรคลงสมัครไม่ได้นะคะ
พอแล้ว
ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ไม่สังกัดพรรค ลงสมัครไม่ได้นะคะ ท่านคิดไว้ด้วยว่าท่านเป็น ส.ส. ในพรรคไหน พรรคไหน ท่านคงคิด ขอบคุณมากค่ะท่านประธาน
พอแล้วมันไม่ใช่ประท้วง เป็นการอภิปรายแล้วมันก็ผิดข้อบังคับ พอแล้วคุณรังสิกร พอแล้ว คุณไพจิตให้เต็มที่ไป
ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนว่า ผมทําหน้าที่เพื่อสะท้อนให้เห็นว่างบประมาณอะไรก็ตามภาษีอากรของพี่น้องประชาชน แล้วเงินกรณีงบกลางของท่านนายกรัฐมนตรีต้องการให้ใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินจําเป็นและ อย่างเป็นธรรม ท่านประธานครับ ที่บอกว่ามีการเข้าหลายรอบแล้วก็ไม่ได้เถียงนะครับ มันก็สภาจะกี่รอบไม่ได้มีข้อบังคับก็เพียงแต่ว่าวันนี้เห็นว่ามันทุจริตอย่างไร มันจะเสียหาย อย่างไร ผมก็จะได้สะท้อนให้เห็นว่าไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คนอายุ ๗๕ ปี ฟังแล้วจะเข้าใจไหมแล้วจะไปแก้ไขไหมหรือยังปล่อยให้เป็นแบบนี้อยู่ เมื่อก่อนเราว่าไปท่านอาจจะไม่ได้ยินก็ได้ เมื่อเราอภิปราย ๒ รอบในการพิจารณางบกลางก็ดี ในการพิจารณาของคณะทํางานเกี่ยวกับเรื่องของน้ําก็ดี ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ คือทุกคนมีสมองหมด ๓๐ จังหวัดที่เสนอโครงการมาเดือดร้อนครับ แต่ว่าท่านให้ ๘ จังหวัด แล้วไปกองอยู่จังหวัดเดียวนี่ก็บอกแล้วกองอยู่จังหวัดเดียว ๔๘๖ ล้านบาท มันอะไรหนักหนา แปลว่าแบบนี้คณะกรรมการกลั่นกรองอยู่ในกํากับดูแลของกองป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย ขอท่านว่าการนี่แหละครับเป็นคนกํากับดูแล กรมนี้ก็ทํามาอยู่ทุกรอบก็ต้อง ท้วงกันว่าเรื่องนี้คณะกรรมาธิการเขาบอกว่า ๔๘๖ ล้านบาท จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดเชียงราย ๑๐๗ ล้านบาท จังหวัดยโสธร ๘๖ ล้านบาท จังหวัดตาก ๖๘ ล้านบาท จังหวัดนครราชสีมา ๔๙ ล้านบาท จังหวัดลําปาง ๔๒ ล้านบาท จังหวัดมหาสารคาม ๒๐ ล้านบาท จังหวัดลําพูน ๑๑ ล้านบาท นอกนั้นศูนย์หมดครับท่านประธาน บาทหนึ่งก็ไม่ได้ครับ ผมก็สงสัยว่า แล้วเขาไม่เดือดร้อนหรือหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดูแลแก้ปัญหาภัยแล้ง นี่ต้องมีวิสัยทัศน์กว่านี้นะครับ ท่านต้องเข้าใจว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แล้วกระจายเงินไปยังให้ทั่วถึงมันส่อทุจริต นี่ความแตกต่าง มีผู้หวังดีร้องไปทีคณะกรรมาธิการ ติดตามงบประมาณ ท่านเจริญ จรรย์โกมล นี่ละเจ้าเก่าอภิปรายอีกหลายรอบแล้วนะครับ บอกว่ามันกระจุกตัวจังหวัดบุรีรัมย์ ๔๘๖ ล้านบาท ขาดอยู่เล็กน้อยถึง ๕๐๐ ล้านบาท มีการตั้งข้อสังเกตว่างบภัยพิบัติครั้งนี้จะต้องใช้งบประมาณของปี ๒๕๕๓ นี่มันเริ่ม งบประมาณปี ๒๕๕๔ ๖ เดือนแล้วครับท่านประธานมันผิดหลักเกณฑ์ต้องทําให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลาวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ หรือจะต่อไปอีกได้ ๑ เดือน ๒ เดือน ก็ประมาณนั้น เขาก็บอกว่าให้มีมติส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาระงับนี่บอกว่า ยังไม่ได้ระงับเพียงแต่มีการสั่งให้ชะลอท่านประธาน ชะลอไว้เสียงกระซิบแผ่ว ๆ มาบอกว่า พออภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จค่อยดําเนินการ หนังสือของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่งถึงห้องท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่าจะเอาอย่างไรเรื่องนี้ แล้วท่านรอง นายกรัฐมนตรี ท่านสนั่น ขจรประศาสน์ ท่านก็มีความเห็นว่าเห็นตามที่ท่านเจริญ จรรย์โกมล เสนอไปว่าให้ระงับเสีย แต่ว่าวันนี้ยังคอยอยู่ไม่ทราบว่าท่านเห็นบ้างแล้วยัง ถ้าเห็นแล้วปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่ทําไมละครับ ขนาดความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนเขาบอกว่ามันสิ้นสุดแล้ว กระจุกตัวในเฉพาะจังหวัดบางจังหวัด เป็นงบประมาณที่จะต้องทําให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๕๓ ท่านประธาน นี่ปี ๒๕๕๔ เดือนที่ ๖ แล้ว ผมจึงเห็นว่าเป็นการใช้อํานาจหน้าที่โดยมิชอบแล้วก็เป็นประโยชน์ เอื้อประโยชน์เฉพาะจังหวัดที่ผู้มีอํานาจสูงสุดของจังหวัดบุรีรัมย์นี่ละครับ ผมหวังว่าเรื่องนี้ น่าจะยุติแล้วอย่าให้มาอีกเป็นรอบที่ ๔ นะครับ ไม่ไว้วางใจถ้าจัดแบบนี้ ถ้าตอบว่า จะปล่อยให้เหตุการแบบนี้ต่อไปไหม แล้วก็ไม่ต้องคอยว่าหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว พอยุบสภาเสร็จก็รักษาการณ์ก็ทําไป เพราะมีการจัดสรรเงินจากสํานักงบประมาณไปแล้ว คอยแล้ว เหลือแต่งวดเงินออกไปท่านประธานครับ ผมถึงเห็นว่าเรื่องดังกล่าวนี้เป็นพฤติการณ์ ในการที่บริหารความทุกข์ของประชาชนไม่ให้เกิดความสุขครับ แทนที่จะให้บําบัดทุกข์แล้ว ให้เกิดความสุข ไม่ใช่หรอกครับ ผิดอุดมการณ์ของกระทรวงมหาดไทย ในข้อที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ ท่านไม่ปฏิบัติตามแผนบริหารราชการแผ่นดินที่แถลงไว้ต่อ สภาผู้แทนราษฎร มิได้มุ่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของประชาชน ละเว้น ละเลยการปฏิบัติตนที่เหมาะสมกับตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เป็นไป ตามอุดมการณ์ในการบําบัดทุกข์บํารุงสุข ท่านมีแต่ความสุขส่วนตัวของท่าน แต่ว่าความสุข ของประชาชนท่านละเลย ท่านประธานครับ ผมเอาเรื่องง่าย ๆ น้ําท่วม พี่น้องประชาชน เสียชีวิต ท่านประธานยังให้ผมไปมอบเงินมอบทอง เพราะฉะนั้นควรจะเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย แทนท่านนะครับ แต่มันน้อยท่านเป็นประธานรัฐสภาใหญ่กว่าแล้ว ท่านยังให้ไปมอบเงินผู้เสียชีวิต ๒๘๐ คนในอีสานเยอะมากที่สุด แต่ว่าท่านรัฐมนตรีไม่ได้ มอบหรอกครับ ท่านไม่สนใจ ท่านไปเหมือนกันไปอยู่ครั้งหนึ่งที่อยุธยานั่ง ฮ. ไปแจกถุงยังชีพ แล้วประชุมพวกจังหวัดน้ําท่วมส่วนกลาง ไปเหมือนกัน แล้วมีอีกครั้งหนึ่งท่านไปปล่อย คาราวานเอาของไปแจก ผมก็สงสัย มท. ๑ นะครับนี่ไปที่ไหนข้าราชการเขาก็ไปช่วยดูแล เช็ดน้ําตา ช่วยเหลือคนยากคนจน ผมเห็นแล้วว่าภารกิจแบบนี้ท่านขาดความทุ่มเทเอาใจใส่ ในการที่จะช่วยเหลือในยามทุกข์ยากของประชาชน หนังสือพิมพ์เขาบอกว่าอย่างนี้ ต้องให้ฉายานักรบในห้องแอร์กับปู่จิ้นได้แล้วครับ นี่เขาเขียนไว้อย่างนี้ผมก็มอ่าน บอกว่า เรื่องแบบนี้ท่านต้องเอาใจใส่นะครับ ท่านประธานครับเรื่องหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึง ความไม่เอาจริงเอาจังละเลยกับงานในหน้าที่ของท่าน คณะกรรมการอํานวยการกํากับ ติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบภัยตั้งโดยท่านนายกไม่มีแต่เงาของท่านเชาวรัตน์ ชาญวีระกูล ในคณะนี้นะครับ ไม่มีเลย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองประธาน ท่านที่ปรึกษา ท่าน ส.ส. คนปัจจุบันท่านอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผมก็มาไล่เรียงดูว่ากระทรวงอื่น ก็มีหมดครับ ปลัดสํานัก ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารบก ทหารเรือ ผมหา ปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เป็นหน่วยงานที่จะไปช่วยเยียวยาแก้ปัญหา ไม่มีครับท่านประธาน ไม่มี มีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีอธิบดีอยู่ด้วยยังพอเป็นยา แต่ว่าปลัดไม่มี พอไม่มีธรรมเนียมการบริหารราชการแผ่นดินผมไม่รู้นะว่าทําไมมันไปร่วมทางกันไม่ได้หรือ กับนายกกับคณะ แค่ไปหาในการช่วยเหลือประชาชน เวลาท่านไปท่านก็ต้องไปคณะของท่าน หรืออย่างไร อยู่ในคณะนี้ที่จะเป็นพลัง เงินจะออกมาทีละ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราพิจารณาไม่มีชื่อท่านเลยนะครับในการพิจารณามหาดไทยละเลย ภารกิจนี้แม่งานหลัก คือกรมบรรเทาป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตัวจริงเสียงจริงจะต้องทํางาน แต่ว่าท่าน ละเลยครับ ผมบอกว่าถ้าแบบนี้เกิดภัยพิบัติแล้วมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่เข้าใจความทุกข์ความยากในภัยพิบัติเกิดขึ้นแบบนี้อยู่ไม่ได้หรอกครับ เสียของ ไม่ควรที่จะให้อยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานครับ ใช้อํานาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ พวกพ้องของรัฐวิสาหกิจ เดี๋ยวท่านประชา ประสพดี พูด ผมจะกล่าวหาว่าท่านทําลายระบบ คุณธรรมในราชการกระทรวงมหาดไทย การแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย ปล่อยให้มีการ แสวงหาผลประโยชน์และถึงขั้นมีการซื้อตําแหน่งจ่ายเงินจ่ายทอง เขาว่ากันมาหมด ผมว่า จากอดีตผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย ท่านอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยเขาก็ว่ามา ท่านประธาน ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ได้นําตัวอย่างของอธิบดีกรมการปกครอง ท่านวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ มาชี้ให้เห็นแล้ว ก่อนหน้านี้กรณี ๔๑ นายอําเภอ ซี ๙ ก็ฉาวโฉ่แล้ว คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมฟ้องมาบอกว่าที่ไปตั้ง ไปตั้ง ไปตั้งอะไรไม่เหมาะสม ยกเลิกหมด ยกเลิกแปลว่าอะไรครับ แปลว่าท่านทําลายระบบคุณธรรมความก้าวหน้าขวัญ กําลังใจ ผมนี่อยู่ในแวดวงทางการเมืองและมีโอกาสได้ติดตามไปดูแลแก้ปัญหาประชาชน ในกระทรวงต่าง ๆ ผมยังยอมรับว่ากระทรวงมหาดไทยนี่สุดยอดข้าราชการเขาในการที่จะ สนองงาน ดูแลแก้ปัญหาช่วยเหลือประชาชน แต่ว่าในยุคของท่านมันเป็นอะไรถึงเป็น แบบนั้น จับหัวใจเขาไม่ได้หรือครับ ไปแล้วทําให้ขวัญกําลังใจเขาหายหมด วันนี้ ๙๕ อําเภอ ใหญ่ ๆ ทั้งนั้นรอนายอําเภอ ไม่มีหัว มันครึ่งปีงบประมาณแล้ว แล้วจะเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยทําไม แต่งตั้งแค่นายอําเภอ ๙๕ อําเภอ ที่บอกว่า ๔๑ อําเภอ มันเคลียร์กันไม่ได้ เพราะแต่งตั้งเขาไปแล้ว สงสัยของก็รับแล้ว ก็เลยจะทําอย่างไรถึงจะตั้ง ๙๕ อําเภอใหม่ก็ยังไม่ได้ ท่านแก้ปัญหานี้อย่างไร ท่านทําแค่ตั้งนายอําเภอไม่ได้ต้องพิจารณา ตัวเองนะครับ ผมคิดว่าท่านมิได้ทําให้เกิดความเสียหายเฉพาะกับสถานะในการเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านประธานครับ มันสะท้อนถึงบริการต่าง ๆ ของ ประชาชน ในอําเภอก็จะมีปลัดอาวุโสรักษาการทําหน้าที่แทน อย่างบ้านผมจังหวัดนครพนม อําเภอธาตุพนม อําเภอใหญ่ แขกไปใครมาเยอะ แต่ไม่มีนายอําเภอ ๖ เดือนแล้ว แล้วคนที่ เขาอยากเป็นนายอําเภอก็คอยอยู่ เข้าคิวกันเป็นตับ ตับ เมื่อไรครับท่านจะมีประสิทธิภาพ ความรู้สึกช้าแบบนี้ ผมไว้วางใจให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ได้หรอกครับ มันเสียหาย เสียประโยชน์ เสียของ มันเป็นกระทรวงเกรดเอ และเลือกรัฐมนตรี ที่กระฉับกระเฉง มีวิสัยทัศน์ แต่ละคนไปดูประวัติสุดยอดหมด ท่านประธานครับ ผมถือโอกาสนี้เอาตัวอย่างอีกนิดหนึ่งว่าท่านทําลายขนาดท่านพงศ์โพยม วาศะภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เขาบอกว่าผู้ที่ได้รับแต่งตั้งมีคนที่ตนรู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง การแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยเพราะทนไม่ไหวต้องออกมาคัดค้าน ส่วนตําแหน่งอื่น ๆ คนที่อยู่ในองค์กรก็คือ ในกระทรวงมหาดไทยควรออกมาปกป้อง ขอเตือนว่าหากข้าราชการ ยังไม่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ทุกคนยังนิ่งเฉย ต่อไปจะมีคนขี่หัวข้าราชการกระทรวงมหาดไทย มันเกิดขึ้นแล้วครับ นี่เรียกร้องจากอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่เขาออกมารณรงค์ เพื่อเกียรติ เพื่อศักดิ์ศรี ที่บอกสิงห์จะอยู่ที่ไหนก็คือสิงห์ เขาต้องการเกียรติอย่างนี้ให้ เพื่อเป็นขวัญ เป็นกําลังใจไปดูแลแก้ปัญหาพี่น้องประชาชน
พอสรุปได้กระมังครับ
สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ผมมี สุดท้ายจริง ๆ นะครับ
นั่งลงเถอะครับ ไม่ต้อง ประท้วงหรอกครับ จะจบแล้ว คุณศิริวัฒน์ไม่ต้องหรอก จะจบแล้ว
ท่านประธานครับ ผมเตรียมชาร์ท แผ่นสุดท้ายไว้เพื่อสนองต่อสิ่งที่ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่บอกว่ามาแล้ว ไม่อยากมีอะไร อยากออกไปจากกระทรวงมหาดไทยอย่างมีเกียรติ ผมอ่านอีกรอบหนึ่ง เผื่อจะเตือนความจําท่านครับ
ผมว่าเอาสรุปแผ่นป้ายนั้น
ผมเริ่มวาระทางการเมืองของผม ออกจากตําแหน่งรัฐมนตรีช่วยถึงรัฐมนตรีว่าการ ๒ กระทรวงล่าสุดก็ได้ทําหน้าที่รักษาการ ในตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมถือว่าได้รับเกียรติยศเกินกว่าความคาดหมายของผมมากแล้ว ผมขอเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทยอย่างมีเกียรติและเมื่อใดที่วาระการทํางาน ของผมในกระทรวงมหาดไทยสิ้นสุดลงผมจะลุกออกไปอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ผมย้ําตรงนี้ นะครับว่าท่านจะลุกออกไปอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีก็อยากกราบเรียนท่านว่าวันนี้การเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผมเอาชาร์ทบริษัทชิโนไทย เป็นบริษัทของท่านเมื่อครั้ง ปี ๒๕๑๐ ทุนจดทะเบียน ๒ ล้านบาท แต่วันนี้ผมเห็นว่าผู้บริหารพรรค เมื่อก่อนภรรยาท่าน เป็นประธานบริษัท คราวนี้ไม่ใช่ เปลี่ยนแล้ว มีนางสนองนุช ชาญวีรกุล ๑๘๙,๘๔๕ นายอนุทิน ชาญวีรกุล ลูกชาย ๕๐ ล้านหุ้น แล้วก็สุดท้าย คุณมาศถวิล ชาญวีรกุล ลูกสะใภ้ ๑๙,๘๐๐ ล้านหุ้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องปฏิเสธหรอกครับ แม้กฎหมายจะบอกว่ายกเลิก ไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่ว่านัยทางการเมืองเห็นว่ามีผลประโยชน์มหาศาล พวกอภิปรายเรื่อง รถไฟฟ้าสายสีม่วง สายสีน้ําเงินและอื่น ๆ อีกที่ได้รับการจด การจ้าง การจัดหา เผอิญผมดู รายงานพวกนี้ ประธานพิจารณาเลือกอะไรทั้งหลายเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นประธานกรรมการพิจารณาเลยนะครับ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยแม้ว่าจะมีส่วนราชการส่วนอื่น แต่ว่าประธานคือประธานนะครับ ท้ายที่สุดทําไมมันต้องบวกอันนั้นบวกอันนี้เพิ่มเงินบอกว่าเขาไปเพิ่มเงินแบบนี้มาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็เป็นสิทธิอันชอบธรรม ถ้าไม่เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ทําไมชิโนไทยจะต้องได้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทขึ้น วันนี้เป็นบริษัทแนวหน้าในเอเชียเลยนะครับ เมื่อก่อนนี้ทุกจดทะเบียน ย้อนหลังไป ๓๐ ปี ๔๐ ปีก่อน ทุนจดทะเบียน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เติบโต เติบโต ไม่ได้อิจฉา หรอกครับแต่อย่าบอกว่าไม่ได้อะไรเมื่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมันออกไป สวนทางกับคําที่ท่านพูดกับพวกพี่น้องในกระทรวงมหาดไทยและคนไทยทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับผมมีความเห็นว่าท่านก็อายุ ๗๕ ท่านควรจะไปได้แล้วละครับ
ผม ๘๓ ก็น่าจะไล่ผมด้วย
ยกเว้นท่านประธานครับ ท่านประธาน ต้องให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบครับทําท่าจะดีแล้วครับ ต่อไปพรรคท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ได้เลยถ้าได้เสียงข้างมากแต่ว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยความรักนะครับ ผมนับถือท่านเพราะท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองเดินตามหลังท่านชาติชาย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตอนนั้นพลเอกชวลิต เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วท่านก็เติบโตมา ท่านอนุทิน ชาญวีรกุล ก็เป็นคนหนุ่มเป็นอะไรหลายอย่างตาม ท่านทักษิณมา ท้ายสุดวันนี้ทําไมเป็นแบบนี้ ผมโกรธนะครับ ทําไมเป็นแบบนี้ ทําไมหักหลัง ประชาชนละ อายุมากยิ่งมีคุณธรรม มีความเอื้ออารี เผื่อแผ่เห็นว่าบ้านเมืองจะไปอย่างไร ท้ายสุดท่านครับ ผมไม่อาจไว้วางใจท่านแล้วก็จะปล่อยให้บริหารบ้านเมืองเพื่อให้เกิด ความเสียหายต่อไป ให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ถูกไม่ชอบของนักการเมืองในสภาไม่ได้ จึงไม่อาจ ไว้วางใจให้ท่านบริหารได้แม้แต่วันเดียวครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ จบแล้ว นั่งลง ต่อไปคุณประชา ประสพดี ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดสกลนคร ผมยังเสียงดังฟังชัด ผมประท้วงท่านประธานว่าผู้อภิปรายบางท่านบางคนเป็นคนอาวุโสแล้วเหมือนผมนะครับ ถ้าพูดวนไปวนมาซ้ําไปซ้ํามาท่านประธานต้องเบรกนะครับ
ไม่ใช่ประท้วงอะไรผม
ท่านประธานต้องใช้บังคับนะครับ เพราะว่าถ้าไม่ประท้วงถ้าไม่เตือนบางทีสมองแตกตายนะครับ คนอาวุโสแล้วครับอย่างผมนี่ พูดวนไปวนมาซ้ําไปซ้ํามาซ้ําซาก แต่ผมนั้นยังเสียงดังฟังชัดพูดได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงครับ
โอเค ถูกแล้วนั่งลงได้ ยังแข็งแรงอยู่ไม่เป็นไรหรอก เชิญคุณประชา คุณประชาครับที่ท่านทํามาผมอยากเรียนถาม คือนอกนั้นผมไม่ขัดข้องครับเรื่องพระพุทธรูปท่านเอามาทําไมที่นี่เท่านั้นเองครับผมไม่มีติดใจ อะไร คือจะเอาพระพุทธมาเข้าเกี่ยวข้องในสภาเราเลยครับ เรามีองค์ประมุขของเราอยู่ ข้างบนนี่พอแล้ว
ท่านประธานครับ ท่านประธาน หยุดก่อน อย่าเพิ่งกังวลใจครับ ค่ําคืนดึกดื่นแล้วเดี๋ยวจะเป็นอะไรไปท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ กระผม นายประชา ประสพดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ สิ่งที่ท่านประธานกังวลเรื่องสื่อนั้นผมก็ให้ตรวจทุกฉบับมีการรับรอง สําเนาโดยถูกต้อง ส่วนพระพุทธรูปที่ผมได้อัญเชิญนิมนต์มานี้เป็นพระพุทธรูปหลวงพ่อโสธร ที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของคนไทยทั้งประเทศที่อัญเชิญมาที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ของอดีต รัฐมนตรีวุฒิพงศ์ ฉายแสง ท่าน ส.ส. ฐิติมา ฉายแสง
คือจะเอามามอบให้ใครครับ
ไม่ได้มอบหรอกครับท่านพระพุทธรูปนี้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้บ้านเมืองเกิดความสุขร่มเย็น ให้เกิดความสมานฉันท์ ส่วนผม จะอัญเชิญท่านในภารกิจสําคัญก็เดี๋ยวท่านประธานได้กรุณาติดตามชม พระพุทธรูปสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยทําร้ายคนไทยทุกคนและทุกศาสนาครับ เอาละครับท่านประธานให้โอกาสผม พูดเรื่องที่ผมจะอภิปรายวันนี้ดีกว่านะครับท่านประธาน ก็กราบเรียนท่านประธานครับ วันนี้ เป็นมติของพรรคเพื่อไทยเอกฉันท์และเห็นต้องตรงกันสอดรับกับกระแสของสังคมออกมาว่า วันนี้ประชาชนต้องการที่จะฟังการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งหลายที่เกิดขึ้น
คุณประชาครับมีผู้ประท้วง ประท้วงอะไรอีกเพราะว่ามันใกล้จบแล้วนะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธาน ต้องวินิจฉัยนะครับ ผมประท้วงตามข้อบังคับที่ ๖๑ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟัง สักนิดหนึ่งเถอะครับ
ไม่ต้องหรอกคุณประท้วง อะไรไม่ต้องอ่าน
ผมประท้วงอย่างนี้นะครับว่ากรณีที่ ผู้กําลังจะอภิปรายนี่นะครับ นําพระพุทธรูปเข้ามาในห้องประชุมเจตนาอะไร ประเด็นที่ ๑ เป็นของศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเป็นศาสนาหลักของเราอย่าเอามาเล่นกันเลยครับ ผมว่าท่าน ไม่ควรที่จะต้องนํามาครับ เพราะว่ามีในข้อบังคับชัดเจนนะครับท่านประธาน
คุณเชิดชัย คืออย่างนี้ครับ ผมเรียนให้ท่านทราบ คณะกรรมการที่ตั้งไปนี่เขาได้พิจารณาแล้วมีผมคนเดียวที่ยังสงสัยอยู่ ว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไรผมก็ถามแล้ว ท่านก็เอามาป้องกันตัวท่าน ท่านบอกว่ามันบริสุทธิ์ แล้วท่านจะพูดแต่เรื่องความบริสุทธิ์ก็ฟังท่านไปก่อนก็แล้วกันครับ คือเรื่องของท่าน
ถ้าไม่บริสุทธิ์นี่บาปนะครับท่านประธาน
สิทธิของท่าน
บาปทั้งกรรมการด้วยนะครับ
คณะกรรมการครับ ๔ ๕ ๖ ท่าน ท่านอนุมัติไปแต่ว่าพอมาถึงผมผมก็ยังสงสัย ผมบอกว่านําพระพุทธรูปมามีเจตนาอย่างไร ผมก็ถามแล้วเขาก็บอกแล้วมันก็จบครับ
อย่างนั้นผมขอให้บันทึกไว้ว่าผมได้ ประท้วงว่าผิดข้อบังคับในการนําวัตถุอื่นใดเข้ามาโดยไม่จําเป็นนะครับ
คือเขาอนุมัติแล้ว คณะกรรมการ ที่สภาแต่งตั้งเขาอนุมัติแล้ว เขาก็ไม่ผิด ถ้าผิดอย่างนั้นคณะกรรมการที่ตั้งไปมันก็ผิดติดตะราง หมดสิครับ
ผมทักท้วงแล้วครับท่านประธาน
คือทักท้วงแล้วผมก็ชี้แจงให้ เข้าใจนะครับ เราต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เมื่อผู้เขาร้องขอ เขาทําเรื่องราวถูกต้อง แล้วคณะกรรมการที่สภาตั้งนี่นะครับ เขาก็ได้อนุมัติแล้ว มีผมที่ผู้อนุญาต ผมเป็นคนทักท้วง ผมบอกว่านําพระพุทธรูปมาเพราะอะไร ผมอยากทราบเหตุผล ผมก็ถามเหตุผลแล้ว ท่านก็ บอกว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง มีผู้ให้มา ท่านก็นําติดตัวมา เอาไว้ข้างนอกกลัวหาย ท่านก็เก็บไว้ ท่านก็มาอภิปราย เชิญอภิปรายเลยครับ
ต้องขอบคุณท่านประธานครับ เห็นท่านประธานพูดเข้าท่าวันนี้ละครับท่านประธาน
ผมเข้าข้างคุณมานานแล้ว ผมเข้าข้างพวกคุณนี่มากกว่าฝ่ายทางนี้อีกครับ จนเขาว่าผมนี่ ผมยังอยู่พรรคฝ่ายค้านหรือเปล่า เขายังว่าผมเลยครับ
ท่านประธานครับ
ต่อไปผมจะเคร่งครัดแล้วครับ
ขอชี้แจงสั้น ๆ นิดเดียวละครับ วันนี้หลายท่านในที่นี้เราก็แขวนพระมาด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นพระนี่เป็นสิ่งที่ผมอัญเชิญ นิมนต์เข้ามาในที่ประชุมแห่งนี้ ไม่ใช่เอาเล่น ๆ นะครับ ผมเอาจริง ๆ นะครับ แล้วเดี๋ยวผม จะบอกว่าพระอันนี้ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดไม่เคารพกราบไหว้นับถือบูชาพระก็ต้องกลับไปคิดใหม่ครับ ว่าท่านควรจะทําอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นพระพุทธรูปที่เอามานี่คุ้มครองทุกคน ให้ทุกคน มีความสุข มีความโชคดีด้วยกันทุกคนนะครับ โชคดีแบบไป โชคดีแบบกลับมามันก็สุดแท้แต่ จะประกอบกรรมดีหรือกรรมที่ไม่ดีครับท่านประธาน วันนี้กระผมได้รับมอบหมายให้ทํา หน้าที่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็คือท่านชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระผมทําหน้าที่ในฐานะนิติบัญญัติ ท่านรัฐมนตรีก็กรุณา ให้ทีมงานที่อยู่ด้านหลังท่านได้เตรียมข้อมูลไว้นะครับ ผมจะอภิปรายในหลักฐานที่เป็น ข้อเท็จจริงทุกอย่าง อะไรที่เป็นความคิดเข้าใจว่า ประเมินแล้วเข้าใจเอาเองผมจะไม่พูด ผมจะพูดในเอกสารที่ท่านจะได้นํากลับไปปรับปรุงแก้ไขแล้วควรจะกลับไปดําเนินการอย่างไร เอาภาษีบ้านเมืองกลับคืนมานะครับ คืออย่างนี้ครับ การประปาส่วนภูมิภาคที่กํากับดูแลโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องของการจัดซื้อที่ดิน ในการขุดสระ สร้างสระ โรงผลิตหรือส่งน้ําของการประปาส่วนภูมิภาคในประเทศไทยทั้งหมด ๗๐ แห่ง ได้ตั้งงบประมาณไว้ในปี ๒๕๕๒ และปี ๒๕๕๓ ทําไมถึงมาเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี อย่างไรนั้นนะครับ เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยตั้งบอร์ดของการประปาส่วนภูมิภาค ส่วนเรื่องบอร์ดของการประปาส่วนภูมิภาคนั้นผมจะขอหยุดไว้ตรงนี้ จะขอชี้และทบทวน ให้ท่านรัฐมนตรีได้เห็นว่ามันเกี่ยวพันและเกี่ยวข้องกับท่านในข้อกล่าวหาที่ว่า ท่านจงใจที่จะ ปฏิบัติหน้าที่เอื้อ ส่อ หรืออํานวยประโยชน์ในการทุจริตคอร์รัปชันให้กับพวกพ้องคนใกล้ตัว อํานวยอําพาประโยชน์ที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่เป็นการบริหารราชการแผ่นดิน ที่สุจริตจนสังคมเกิดคําถามเกิดขึ้นว่า รัฐบาลนี้อยู่เพื่อโกงหรือไม่ เดี๋ยวโกงตรงนั้น เดี๋ยวโกง ตรงนี้ เดี๋ยวคอร์รัปชันตรงโน้น เดี๋ยวคอร์รัปชันตรงนี้ คําว่า โกงและคอร์รัปชัน ท่านประธาน มันเป็นข้อกล่าวหาที่ชัดเจน อันนี้นะครับท่านประธาน หนังสือด่วนที่สุด ส่วนราชการ สํานักรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย ผมจะอ่านสั้น ๆ เพื่อให้กระชับและประหยัดเวลานะครับ เรื่อง นโยบายในการบริหารการใช้จ่ายงบประมาณประจําปี ๒๕๕๓ เรียน อธิบดีกรมการปกครอง ตามที่นายกรัฐมนตรี นี่หมายถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เสนอคําแถลงประกอบ งบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๓ ต่อสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติแห่งนี้ โดยมีหลักการ ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๓ เป็นจํานวนเงินทั้งสิ้น ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีเจตนารมณ์ที่จะแก้ปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง พร้อม ๆ ไปกับการสร้าง ความปรองดองสมานฉันท์ ผมจะขออ่านไว้เท่านี้ก่อน เพื่อให้การปฏิบัติราชการของ กระทรวงมหาดไทยซึ่งมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการ ตอบสนองต่อ นโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ แผ่นดิน ๒๕๓๔ ได้โปรดมีบัญชาให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในการกํากับดูแล คําว่า มีบัญชา หมายความว่าสั่งการหน่วยงานทุกหน่วยที่ขึ้นตรง ต้องฟังคําบัญชาและคําสั่งของ กระทรวงมหาดไทยก่อน บริหารการใช้จ่ายงบประมาณให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ และแผนการบริหารราชการของกระทรวงมหาดไทยในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ทั้งนี้ เมื่อส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจในที่นี้หมายถึง การประปาส่วนภูมิภาคครับ ท่านประธาน จะดําเนินการตามแผนงานก็หมายความว่าจะปฏิบัติจะทําอะไรก็แล้วแต่ ที่เกี่ยวกับแผนงาน โครงการที่ได้รับอนุมัติ ในที่นี้ผมจะกล่าวถึงโครงการการจัดซื้อที่ดิน เพื่อก่อสร้างและขุดสระเก็บน้ําของการประปาส่วนภูมิภาค หรือจัดสรรงบประมาณ ทั้งในกรณีดําเนินการในส่วนกลาง ในส่วนกลางก็คือ ส่วนของประปาส่วนภูมิภาค หรือโอน การจัดสรรงบประมาณให้จังหวัดหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ กํากับดูแลนําเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออะไรครับ ต้องนําเรียนรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย เพราะฉะนั้นท่านจะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวเรื่องนี้เป็นเรื่องของ การทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่กรรมการจัดหาจัดซื้อเป็นของบอร์ด เป็นของผู้ว่าการ ประปา อันนี้ต้องพูดดักคอกันเอาไว้ก่อนนะครับท่านประธาน เพื่อโปรดทราบก่อน เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้รับทราบแล้ว หมายความว่าท่านได้รับทราบแล้ว เห็นชอบแล้ว ต้องตรงกันแล้ว สิ่งที่วางแผนกันเอาไว้ถูกต้องไม่ผิดพลาดนะครับ ได้รับทราบ แล้วส่วนราชการรัฐวิสาหกิจในกํากับดูแลจึงจะสามารถดําเนินการตามแผนโครงการ หรือจัดสรรงบประมาณ หรือโอนการจัดสรรงบประมาณตามระเบียบต่อไปได้ ชัดเจนนะครับ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณาดําเนินการต่อไป ลงชื่อ นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ต่อไปเป็นแผนที่ ๑ เป็นบอร์ดของการประปานะครับ ท่านตั้งบอร์ดการประปา ส่วนภูมิภาค ท่านประธานครับ บอร์ดหมายความว่ามีหน้าที่ในการกํากับดูแลกลั่นกรอง ในการทั้งหลายที่เกี่ยวกับภารกิจของการประปาทั้งสิ้น จากส่วนกลางไปยังส่วนภูมิภาค นี่ไงครับที่เกี่ยวข้อง ประวัติคณะกรรมการประปาส่วนภูมิภาคต้องขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ พาดพิงไม่ได้เพื่อก่อให้เกิดความเสียหาย แต่เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้เห็นกระบวนการ ตัวการ ตัวแทนที่ไปกระทําการทั้งหลายที่ก่อให้เกิดการจัดซื้อที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และก่อให้เกิดการเสียงบประมาณที่สูงกว่าเป็นจริงที่ไม่เคยปรากฏและมีหลักฐานชัดเจน เช่นนี้ขึ้นมาก่อน นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมวิชาการ กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ อดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์เป็นอธิบดี อธิบดีท่านนี้ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการ ท่านเห็นไหมครับเกษียณอายุราชการเป็นหนึ่งคนที่ถูก วิบากกรรมกรณีกล้ายาง ปัจจุบันก็พ้นพิบากกรรมมา ก็ไม่ต้องอธิบายนะครับว่ามาได้อย่างไร ใครเป็นคนตั้ง แล้วตั้งเข้ามาเป็นประธานบอร์ดของการประปาส่วนภูมิภาค ต่อไปแผ่นที่ ๒ แผนที่ ๒ นี้นายวิเชียร ชวลิต ดํารงตําแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่งตั้งโดยมติ ครม. ไม่ได้โดยตําแหน่ง มติ ครม. แปลความว่าต้องมีผู้นําเสนอชื่อเขาเข้าไปในมติ ครม. เพื่อแต่งตั้งเป็นบอร์ดของการประปา นี่ท่านที่ ๒ แล้ว ในบอร์ดนี้ ๒ ท่านแล้ว หน้าต่อไปครับ ท่านที่ ๓ นายมานิต วัฒนเสน ที่มาแบบปรู๊ดปร๊าด ๆ ดุจไอศกรีม (Ice-cream) ยังไม่ทันแห้ง รวดเร็วขึ้นเป็นอธิบดีกรมการปกครอง เห็นไหมครับ ได้รับการแต่งตั้งโดยมติ ครม. เช่นเดียวกัน อันนี้เป็นท่านที่ ๓ แล้ว และเดี๋ยวผมจะบอกให้ท่านได้เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น และทําไมจะต้องกล่าวและเชื่อมโยงไปให้ถึง ถึงใคร เพราะพี่น้องประชาชนเขาสนใจ ใจจดใจจ่อที่จะฟังอยู่ ยังมีอีกครับท่านสุดท้าย ท่านสุดท้ายท่านนี้ นายวิเศษ ชํานาญวงษ์ ดํารงตําแหน่งผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาค เห็นไหมครับ เขาดํารงตําแหน่งโดยตําแหน่ง เขาเป็นโดยตําแหน่ง ผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาค เป็นคนลงนามในการซื้อที่ดิน อนุมัติ งบประมาณทั้งหลาย เป็นคนอยู่ในบอร์ดของการประปา เอาเท่านี้ก่อน แค่ ๓-๔ คนนี้ ก็เพียงพอที่จะให้ผมดําเนินการอภิปรายต่อไปได้ เมื่อตั้งบอร์ดการประปาส่วนภูมิภาค เสร็จสิ้นก็มีการแจ้งถึงความจําเป็นว่าการประปาส่วนภูมิภาคมีความจําเป็นที่จะต้องจัดซื้อ ที่ดินเป็นโครงการเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ําดื่ม น้ําดิบ ในการอุปโภค บริโภค เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อให้มีน้ําเพียงพอที่จะใช้ กระทรวงมหาดไทย ตั้งบอร์ด เมื่อตั้งบอร์ดแล้วยังตั้งคณะทํางานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีก เห็นไหมครับ คณะทํางานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็จะมี ประธานคณะทํางาน รองประธานคณะทํางานทุกท่าน มีอํานาจหน้าที่ ต้องพูดนะครับ คณะทํางานต้องขออนุญาต เอ่ยนามนะครับ ก็มี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นายชํานิ บูชาสุข เอาเท่านี้ก่อน ที่เหลือก็อยู่ ในเอกสาร ถ้าติดใจผมก็จะส่งให้ท่านประธานไว้ แต่สําคัญอยู่ที่ว่าโดยคณะทํางานมีอํานาจ หน้าที่ดังต่อไปนี้ ประสาน กลั่นกรอง และติดตามการดําเนินงานของส่วนราชการและ รัฐวิสาหกิจ ก็แสดงว่าต้องประสานการประปาส่วนภูมิภาค ต้องติดตามการดําเนินงานของ การประปาส่วนภูมิภาค ต้องรับรู้ ต้องรู้เห็น ต้องกลั่นกรอง เห็นไหมครับ ให้เป็นไปตาม นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย งบประมาณนี้มันเป็นตามนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะกํากับดูแลการประปาส่วนภูมิภาค แล้วก็ปฏิบัติ หน้าที่อื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดี๋ยวท่าน รัฐมนตรีก็ต้องตอบว่ามอบหมายให้บุคคลเหล่านี้เขาไปทําอะไรบ้าง ลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๒ นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
การตั้งงบประมาณของการประปาส่วนภูมิภาคนั้น ท่านประธานอาจจะ ไม่ทราบ ดูเหมือนประหนึ่งว่าเงิน ๗๐ กว่าล้านบาทที่ซื้อเกินความเป็นจริงมันน้อย แต่ที่จริง อ่านแล้วมันน่าสะพรึงกลัว เพราะว่าการประปาส่วนภูมิภาคนั้นวางแผนในการจัดซื้อที่ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณ ปี ๒๕๔๒ ที่ได้ดําเนินการถลุงและได้ซื้อที่ดินไปแล้ว ๒๒ แห่ง จะซื้อครบหรือไม่ครบก็อีกเรื่องหนึ่ง งบประมาณ ปี ๒๕๕๓ อีก ๑๖ แห่ง ท่านประธานครับ มันแยกเป็นแต่ละภาค ๆ นะครับ ท่านประธานเห็นไหมครับ และประมาณปี ๒๕๕๒ ซื้อที่ ๑๕ ล้านบาท ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๕ ล้านบาท ๑๖ ล้านบาท ๑๐ ล้านบาท ๑๑ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาทนี่อยู่ที่จังหวัดกระบี่ ที่ดิน ๑๐๐ ไร่ ๑๐๐ ล้านบาท แปลความว่าเจาะเอา ๑๐๐ ล้านบาทก่อน เงินก้อนโตก้อนใหญ่ อ้าย ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเอาไว้ทีหลัง โกงกันตั้งแต่ของเล็ก ยันของใหญ่ โกงกันตั้งแต่ของใหญ่ยันของเล็ก นั่นปี ๒๕๕๒ นะครับ ปี ๒๕๕๓ นะครับ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ เรียงตามลําดับ อันนี้ให้ท่านประธานได้ดูเป็นพอสังเขป ท่านประธานครับ โครงการทั้งหมด ๗๐ แห่งทั่วประเทศ แล้วใน ๗๐ แห่งทั่วประเทศมีอยู่ ๒ จังหวัดที่ตรวจค้นและตรวจพบไล่กันเจอ ไล่กันจนเข้าไปอยู่ในซอกในหลืบ จนไม่มีทางดิ้น ไม่มีทางต่อสู้ครับ ก็คือที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดชลบุรี ภาคเหนือ ๑๗ แห่ง พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่นะครับ ภาคเหนือ ๑๗ แห่ง ภาคกลาง ๑๘ แห่ง ภาคตะวันออก ๑๐ แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๘ แห่ง ภาคใต้ ๑๗ แห่ง ทั้งหมดเท่านี้มัน ๗๐ แห่ง แต่วันนี้ผมจะพูดถึงจังหวัดกระบี่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชลบุรีนะครับ ต่อไปนะครับ การประปาส่วนภูมิภาคประกาศซื้อที่ดินที่จังหวัดกระบี่ ๑๐๐ ไร่ เหมาะเจาะเลือกเอาที่ดิน ที่มันต้องมี ๑๐๐ ไร่ ๘๐-๙๐ ไร่ซื้อไม่ได้ ต้องซื้อ ๑๐๐ ไร่ ๑๐๐ กว่าไร่นะครับ เมื่อการประปาส่วนภูมิภาคประกาศได้มีความประสงค์ที่จะซื้อที่ดิน ๑๐๐ ไร่ที่จังหวัดกระบี่ ก็มีการตั้งคณะกรรมการกําหนดราคากลางขึ้นมา ที่คณะกรรมการกําหนดราคากลางขึ้นมา เพื่อที่จะกําหนดราคากลางขึ้นที่จะหาที่ดินที่จะใช้ในการจัดซื้อหรือก่อสร้างของการประปา ส่วนภูมิภาคนะครับ ที่ดิน ๑๐๐ ไร่ของการประปาส่วนภูมิภาคนั้น ท่านประธานทราบ ไหมครับว่าที่ดิน ๑๐๐ ไร่ที่การประปาส่วนภูมิภาคบอกว่าได้ลงไปตรวจสอบไปสืบข้อเท็จจริง ในพื้นที่ในชีวิตประจําวันประเพณีแห่งท้องถิ่นที่ราษฎรอยู่ในตําบลทับปริก จังหวัดกระบี่ ที่ดินอยู่กลางป่ากลางเขารถมอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่มี ซาเล้ง สามล้อขี่ไม่มี ตุ๊กตุ๊กไม่มี รถเมล์ รถโดยสารประจําทางไม่มี อีแต๋น สามล้อเครื่องก็ไม่มี น้ําก็ไม่มี ไฟฟ้าก็ไม่มี สุนัขจะเดิน เข้าไปทําภารกิจถ่ายหนักถ่ายเบาก็ไม่มี การประปาส่วนภูมิภาคเข้าไปซื้อที่กลางหุบเขากลางป่า เห็นไหม แล้วไปสืบเสาะข้อมูลมาว่ามีการซื้อขายกันไร่ละ ๘๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ บาท ซื้อกันไร่ละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เขาอยู่กันมาตั้ง ๑๐ ปี ยังไม่เห็นมีมนุษย์ตนใดไปซื้อที่ดิน ตรงนั้น ถ้าการประปาส่วนภูมิภาคไม่ไปซื้อก็แปลความว่าไม่มีใครไปซื้อ ที่ดินอยู่กลางเขา มีแต่ภูเขา อยู่ติดกับโรงโม่หิน เดี๋ยวจะนําพาท่านประธานไปดูต่อ นี่คือการกําหนดราคาของ การประปาส่วนภูมิภาค กําหนดราคาเท่าไรครับท่านประธาน ไร่ละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ประปาส่วนภูมิภาคกําหนดไร่ละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในขณะที่ราคาของกรมที่ดินประเมินไว้ ตารางวาละ ๑๕๐ บาท ไร่ละ ๖๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น เมื่อกําหนดราคากลางเสร็จก็ดําเนินการ เรื่องการประกาศซื้อที่ดิน กําหนดราคากลางเสร็จ ก็ดําเนินการเรื่องการประกาศซื้อที่ดิน กําหนดราคากลางเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ และประกาศซื้อที่ดิน ออกประกาศครับ ออกประกาศนี่แสดงว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและบอร์ดการประปาส่วนภูมิภาค คณะทํางานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต้องรับทราบ เพราะผมได้เกริ่นนําให้แล้ว ว่าจะต้องมีบัญชาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต้องเห็นชอบ ต้องรับทราบ รับรู้ จึงจะดําเนินการใช้งบประมาณดําเนินการขับเคลื่อน เคลื่อนย้ายให้เกิดภารกิจของการประปา ส่วนภูมิภาคได้ แล้วประกาศซื้อที่ดินเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ ประกาศซื้อที่ดินอย่างไร ประกาศซื้อที่ดินเสร็จก็กําหนดการยื่นซองพร้อมเอกสาร ผู้ใดที่จงใจ ผู้ใดที่ตั้งใจ ผู้ใดที่มา โดยต้องการจะขายที่ดินให้กับการประปาส่วนภูมิภาคต้องมาขอรับซองและยื่นซองในวันที่มา รับเอกสารวันที่ ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๕๒ ท่านประธานครับ มีผู้ยื่นทั้งหมด ๘ ราย ถูกเงื่อนไข เพียง ๓ ราย นอกนั้นผิดเงื่อนไข ผิดเงื่อนไขด้วยสาเหตุอะไร ที่ดินอยู่ไกล ที่ดินมีไม่ถึง ๑๐๐ ไร่ ที่ถูกเงื่อนไขมันก็จัดฉาก ตัดตอน ตัดต่อ ตัดเปะ ต่อเติมทั้งเอากันเข้ามา อันนี้คือ การประกาศของที่ดิน แล้วท่านดูเอาไว้ก่อนนะครับ กล้องซูมมาชัด ๆ นิดหนึ่งนะครับ นี่ ลายมือของชาวบ้านที่ทางการประปาส่วนภูมิภาคบอกว่าลงไปสํารวจหมู่ ๖ ตําบลทับปริก หมู่ ๑ ตําบลไสไทย อําเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ท่านประธานท่านรู้ไหมครับ ชาวบ้านนี่ ลายเซ็นเหมือนดอกเตอร์เซ็นเลยครับ แบบฟอร์มเอามือเขียน ๆ ไม่มีการรับรอง ไม่มี แบบฟอร์มเขียนขึ้นมาครับ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษย์ชน เขาสอบเรื่องนี้มาถึง ๖ ครั้ง ผู้มาชี้แจงก็ไปจัดแจงเอาเอกสารแผ่นดินนี้ขึ้นมาพิมพ์ตารางแล้ว เขียน ๆ นายณรงค์ เกิดสุข ๐๖ เอ (06 A) ๖-๗ แสน เซ็นชื่อ เซ็นชื่อเหมือนดอกเตอร์เลย ท่านประธาน ไม่เป็นไรครับอันนี้เดี๋ยวแขวนเอาไว้ก่อน เราจะไปที่หน้าต่อไป เมื่อการประปา กําหนดยื่นซองแล้ว มีผู้ที่มีคุณสมบัติ ๓ ราย ท้ายสุด ๓ รายตกไปอีก ๒ ราย เหลือเพียงราย เดียว รายเดียวก็คือเจ้าของที่ดินที่เขามีที่ดินอยู่ ๑,๔๙๔ ไร่ เขาประกาศขายที่ดินมาเป็น แรมปีเขาขายไม่ได้ เขาถ่ายเอกสารทําเล่ม ทําพอร์ท (Port) ส่งให้กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายหน้าทั้งหลายไปเดินตลาดแถวตําบลทับปริกไม่มีใครซื้อ เมื่อการประปารับซองเสร็จ มีผู้เสนอราคาได้เพียงรายเดียว ก็คือ นายชัยวัน อั่นศวะศิริสุข ขออนุญาตเอ่ยนาม เขาขายที่ดินจริงแล้วเขาเสนอได้จริง แล้วเขามอบอํานาจให้ นายจํานงค์ เกิดตลอด ที่เป็น ตุ๊กตาในท้องเรื่องนี้เป็นผู้มายื่นซองกับการประปา แล้วเขาก็ได้รับการคัดเลือก เพราะเขา มีที่ดิน ๑๐๖ ไร่ ๑ งาน ๓๔ ตารางวาที่ตําบลทับปริก จังหวัดกระบี่ เมื่อการณ์เป็นเช่นเสร็จ ท่านประธานครับ การประปาส่วนภูมิภาคก็กําหนดราคากลางขึ้นมาไร่ละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่รู้ไปกําหนดราคา เอาตัวเลขที่ไหนมา การประปามีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด กระบี่ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน สอบถามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ว่าด้วยการประปา ส่วนภูมิภาคมีความประสงค์จะซื้อที่ดินจํานวน ๑๐๐ ไร่ เพื่อขุดสระเก็บน้ําของการประปา กระบี่ อําเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ตามสังเขปที่แนบมาพร้อมนี้ ผังนี่หมายความว่า แผนที่และ บล็อกโซน (Bloc Zone) ที่การประปาจะซื้อ นั่นหมายความว่าที่ดินอยู่ในโซน ๐๖ บล็อก เอ (Zone 06 Block A) จะไปเอาโซนอื่น บล็อก เอฟ (Block F) บล็อก ซี (Block C) บล็อก ดี (Block D) บล็อก อี (Block E) มาไม่ได้ ผังนั้นกําหนดไปชัดเจนว่าจะโซน ๐๖ บล็อก เอ แล้ว สอบถามต่อไปว่าคณะกรรมการได้กําหนดราคากลางและใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน ในการจดทะเบียนและนิติกรรมและราคาซื้อขายตามที่ท้องตลาดเป็นข้อมูลการพิจารณา มันโกหกกันตั้งแต่ตรงนี้แล้ว ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเขาใช้ในการจดทะเบียน เขาประเมินแค่นั้น ๖๐,๐๐๐ บาท อยู่ในหมวดที่ ๕ ตารางวาละ ๑๕๐ บาท ๖๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น การประปาส่วนภูมิภาคกําหนดราคากลางไร่ละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท นี่กําหนดมจาก ส่วนกลาง ไม่ใช่การประปากระบี่เขากําหนด ส่วนกลางดําเนินการมาให้เบ็ดเสร็จ ชงให้ อุ่นให้ ต้มให้ ตักใส่จานให้ ผลปรากฏว่ามีผู้ยื่นเสนอขายที่ดินราคา ๘๙๐,๐๐๐ บาท กําหนดราคากลางไว้ ๑ ล้านบาท มีผู้เสนอราคา ๘๙๐,๐๐๐ บาท ก็คือนายชัยวันที่มอบอํานาจให้นายจํานงค์ เกิดตลอด เป็นผู้รับมอบอํานาจไปยื่นซอง แล้วนายจํานงคือตุ๊กตาที่เป็นคนขายที่ เป็นเหตุให้ การประปานําที่ผืนนั้นมาประกอบเพื่อให้เป็นไปตามประกาศของสํานักนายกรัฐมนตรี ในการเทียบเคียงที่จะซื้อที่ดินผืนนี้ แล้วผมจะนําท่านประธานไปต่อ การประปาจึงใคร่ ขอหารือสํานักงานที่ดินจังหวัดกระบี่เกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินจังหวัดกระบี่ ดังต่อไปนี้ กล้องซูมชัด ๆ เลยนะครับ ตรงนี้สําคัญนะครับ ๑. การกําหนดราคากลางไร่ละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นราคาที่ยอมรับได้หรือไม่ ผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาค ถามกรมที่ดินว่าราคาไร่ละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นราคาที่ยอมรับได้หรือไม่ ข้อที่ ๒ ราคาที่ดินประกวดราคาได้ไร่ละ ๘๙๐,๐๐๐ บาท เป็นราคาที่สมเหตุสมผลและเหมาะสมแล้วหรือไม่ จึงเรียนมาเพื่อโปรด พิจารณา เอกสารนี้รับรองโดยเจ้าพนักงานที่ดินปฏิบัติงาน เขารับรองเอกสารความถูกต้อง มาให้ สอบถามไป ๒ ข้อว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท มันยอมรับได้หรือไม่ ๘๙๐,๐๐๐ บาท นี่สมเหตุสมผลไหม ผลเป็นอย่างไรครับท่านประธาน สอบถามไปเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ประปากระบี่ถามไปเจ้าพนักงานที่ดิน ใช้เวลา ๓ วัน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ตอบชั๊วะเลยครับท่านประธาน ๐๐๑๙/๒๐๘๗๐ ๑๓ พ.ย. ๒๕๕๒ เรียนผู้ว่าการประปา ส่วนภูมิภาค ความตอนหนึ่งที่เป็นสาระสําคัญสํานักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ ได้ให้เจ้หน้าที่ ตรวจสอบรายละเอียดบริเวณพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการซื้อขายที่ดิน เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๕๔๑๕ เลขที่ดิน ๗๕ หน้าสํารวจ ๑๔๖๕ ตําบลทับปริก อําเภอกระบี่ จังหวัดกระบี่ จํานงวน ๑ ไร่ ๑ งาน ๓๔ ตารางวา สัญญาซื้อขาย ทด ๑๓ เป็นเงิน ๑,๒๖๘,๒๕๐ บาท นี่ท่านประธานดูตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ มันอยู่ในโซน ๐๖ บล็อก เอฟ (Zone 06 Block F) อันนี้อยู่ใน ๐๖ บล็อก เอฟ ทําไมเจ้าพนักงาน ที่ดินจังหวัดกระบี่ นายวิรัตน์ ดวงแก้ว เขาถึงไม่ตอบข้อหารือว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐๐ บาท มันเป็นไปได้หรือไม่ ข้อที่ ๒ ถ้าจะซื้อกัน ๘๙๐,๐๐๐ บาท มันสมเหตุสมผลแล้วหรือไม่ เจ้าหน้าที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่เขาไม่ตอบ เขาตอบในชั้นกรรมาธิการว่าตอบเลี่ยง ๆ มันตอบไม่ได้ เพราะว่าที่เขาตอบมาเขาตอบในบล็อก เอฟ ก็พยายามช่วย พยายามที่จะพายเรือ ให้คนโกงนั่งไปด้วยกัน เมื่อแต่ก่อนพายเรือให้โจรนั่ง วันนี้มาพายเรือ ทั้งแจว ทั้งลาก ทั้งถู ทั้งไถ เอาคนโกงนี้นั่งไปด้วยกัน เขาตอบมาใน ๐๖ บล็อก เอฟ แต่การประปาซื้อที่ดิน สอบถามจัดผังไปให้ในโซน ๐๖ บล็อก เอ ห่างกัน ๒ กิโลเมตร ห่างจากถนนเพชรเกษมไม่ต่ํากว่า ๕ กิโลเมตร ท่านประธานครับ นี่มันเป็นต้นเหตุและเป็นจุดเริ่มต้นของการทุจริตคอร์รัปชัน ส่อเจตนาที่ไม่สุจริต ปรากฏว่า ๑ ไร่ ๑ งาน ๓๔ ตารางวา ที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ เขาตอบมาว่ามีการซื้อขายเมื่อวันที่ ๕ เดี๋ยวท่านประธานจะได้เห็นว่าใครเป็นคนขาย แล้วใครเป็นคนซื้อ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกระทรวงมหาดไทย มันเกี่ยวอะไรกับผู้ว่าการ ประปาส่วนภูมิภาคมันเกี่ยวอะไรกับบอร์ดการประปาและคณะทํางานขอกระทรวงมหาดไทย ท่านประธานครับ เอกสารสําคัญของทางราชการ บัญชีกําหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เขาประเมินเมื่อวันที่ ๑๕ พ.ย. ๒๕๕๐ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๐ ท่านประธาน ที่ดินแปลงนี้ที่การประปาซื้อมันอยู่ในโซน ๐๖ บล็อก เอฟ ๐๖ บล็อก เอ มันอยู่ในลําดับหน่วยที่ ๕ ที่ดินอื่น ๆ นอกจากหน่วยที่ ๑ ๔๐ เริ่มจาก หน่วยที่ ๑ มันประเมินตารางวาละ ๑๕๐ บาท ไร่ละ ๖๐,๐๐๐ บาท นี่ไงครับโซนบล็อก ๐๖ เอ ก็มีเจ้าหน้าที่ลงนามไว้เสร็จสรรพ เขาประเมินเอาไว้ชัดเจน ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น เมื่อไม่มีทางเป็นอย่างอื่น การประปาส่วนภูมิภาคก็พยายามเล่นแร่แปรธาตุทําหนังสือสอบถาม ไปยังเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่คงจะนอนตื่นสายหรือ จะคงงง ๆ หรือเปล่า ไม่ทราบ ตอบกลับมาในบล็อก เอฟ ๐๖ บล็อก เอฟแล้วไม่ได้ตอบ ข้อหารือข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ บอกว่ามีการซื้อขายวันที่ ๕ พ.ย. ๒๕๕๒ ซื้อขายกัน ๑ ไร่ ๑ งาน ๕๖ ตารางวา เป็นเงิน ๑,๒๕๒,๖๖๐ บาท อะไรสุดแท้แต่เขาไม่ได้บอกตรงไหนเลยว่า เหมาะสม นี่นะครับราคาที่ใช้ในการประเมิน ท่านประธานครับอันนี้ท่านประธานดูการประปา ส่วนภูมิภาคตัดสินใจซื้อที่ดินผืนนี้โดยอาศัยที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ตอบหนังสือว่า มีการซื้อขายที่ดินเกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ โดยนายจํานงค์ เกิดตลอด นายจํานงค์ เกิดตลอด เป็นคน ๆ เดียวกันที่รับมอบอํานาจจากเจ้าของที่ดิน ๑๐๖ ไร่ ๑ งาน ๓๔ ตารางวาที่เสนอขายให้กับการประปาส่วนภูมิภาคเห็นไหมครับ เป็นคนคนเดียวกันแล้ว นายจํานงค์ซื้อที่ดินมาจากบุคคลอื่น แล้วบุคคลอื่นที่ขายให้กับนายจํานงค์ เกิดตลอด นั้น เขาเอาที่ดินไปจํานองกับธนาคาร ธ.ก.ส. เงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ในราคาอัตราหนี้สูงสุด เดี๋ยวผม จะให้ท่านประธานดู นายจํานงค์ เกิดตลอด ขายที่ดินให้กับนายศุภชัย ศรีแต้ม เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ หมอนี่ ๒ คนทีแรกดูผิวเผินนี่ไม่รู้ เราทํางานกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตรวจตรา ตรวจสอบ ศึกษา ปรากฏว่านายจํานงค์ เกิดตลอด และนายศุภชัย ศรีแต้ม มันเกี่ยวโยงเกี่ยวพันกันเป็นพี่เขยเป็นน้องเขยกัน ท่านประธานครับ เดี๋ยวดูนะครับขายที่ดิน ให้นายศุภชัย ศรีแต้ม ราคา ๑,๒๖๘,๒๕๐ บาท นายศุภชัย ศรีแต้ม มีภูมิลําเนาอยู่จังหวัด นครศรีธรรมราช แล้วนายจํานงค์ เกิดตลอด มีภูมิลําเนาอยู่ที่จังหวัดกระบี่เป็นลูกจ้างของ นายทุนเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการขายที่ดินผืนนี้ แล้วก็การประปาส่วนภูมิภาคถือโอกาสเอา ที่ดินผืนนี้เอามาเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจซื้อที่ดินผืนนี้ แล้วที่ดินผืนนี้ที่การประปา ส่วนภูมิภาคซื้อ นายศุภชัย ศรีแต้ม ซื้อมีราคาประเมินแค่ ๑ ไร่กว่าเป็นเงินแค่ ๕๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้วก็ไม่มีใครซื้อนะครับ
ต่อไปอันนี้ผมจะชี้ให้ท่านประธานได้เห็นว่าที่ผมกล่าวว่านายจํานงค์ เกิดตลอด เป็นผู้รับมอบอํานาจของเจ้าของที่ดิน ๑๐๖ ไร่ นี่ครับหนังสือของการประปาส่วนภูมิภาค ลําดับที่ ๓ ลําดับที่ ๑ นายสุวรรณ อินพรหม ๘๖ ไร่ ไร่ละ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ผิดเงื่อนไขที่ดิน อยู่นอกเขตมีไม่ถึง ๑๐๐ ไร่ ลําดับที่ ๒ นางสุภา หิรัญโรจน์ มี ๑๐๐ ไร่ ไร่ละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ซื้อเป็นเงิน ๓๐ ล้านบาท บอกผิดเงื่อนไข นี่ตุ๊กตาทั้งนั้นนะครับ เห็นไหมครับ พอลําดับ ที่ ๓ นายจํานงค์ เกิดตลอด ๑๐๖ ไร่ ๒ งาน ๑๙ ตารางวา เสนอ ๙๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๙๕,๘๙๐,๗๕๐ บาท บอกถูกเงื่อนไข ทําไมมันจะไม่ถูกละครับท่านประธานมันกําหนด มันล็อกสเปก มันวาง มันจัดฉาก ตัดตอน ตัดต่อกันมาเรียบร้อยได้ต้องสอบถามว่า นายจํานงค์เป็นผู้รับมอบอํานาจ เมื่อรับมอบอํานาจปุ๊บการประปาส่วนภูมิภาคพิจารณาแล้ว เห็นว่าราคาที่นายจํานงค์ เกิดตลอด รายที่ ๓ เสนอขายจํานวน ๑๐๖ ไร่ ๒ งาน ๑๙ ตารางวา เสนอขายให้ถูกต้องตามเงื่อนไขประกาศถูกที่ไหนมันอยู่นอกโซน อยู่นอกแผนผัง มันไมได้อยู่ในบล็อก เอ มันไปอยู่ในโซน เอฟมันได้ถูกตามที่การประปาส่วนภูมิภาคกล่าวอ้าง ก็จะนําเรียนท่านประธานต่อไป แล้วการประปายังมีหน้าจะมาชี้แจงแล้วตอบว่า ตั้งงบประมาณซื้อที่ดินจังหวัดกระบี่ ๑๐๖ ไร่ ซื้อ ๑๐๐ ไร่ เจ้าของที่ดินเขาแถมให้ ๖ ไร่ ๑ งาน ๒๙ ตารางวา เขาแถมให้เขาแถมเป็นที่สามเหลี่ยมชายธง บอกว่าการประปาซื้อที่ดิน ตั้งงบประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท ซื้อที่ดินผืนนี้ไปทําให้การประปาประหยัดเงิน ๑๔ ล้านบาท บอกประหยัดเงิน ๑๔ ล้านบาท ถลุงไม่ถึง ๑๐๐ ล้านบาท แล้วบอกประหยัดเงิน ๑๔ ล้านบาท ท่านประธานครับลําดับที่ ๘ การซื้อที่ดินผืนนี้การประปาก็จะตะแบงซื้อ เพราะทําตามคําสั่ง ของผู้บังคับบัญชาระดับสูง ไม่ทําไม่ได้เพราะมีบัญชาสั่งการอย่างนั้น เมื่อมีคณะกรรมการ ในการจัดหาที่ดินในการซื้อก็ดําเนินการซื้อที่ดิน แต่ก่อนที่จะซื้อที่ดินก็มีการต่อราคาจาก ๘๙๐,๐๐ บาท เหลือ ๘๗๐,๐๐๐-๘๖๐,๐๐๐ บาท แล้วอวดอ้างสรรพคุณเอาบุญคุณอีกว่า ซื้อ ๑๐๐ ไร่ ขอแถมมาอีก ๖ ไร่กว่า เพราะว่าการประปาต้องซื้อ ๑๐๐ ไร่ ทําไมประปาไม่ ซื้อ ๑๐๖ ไร่ละครับ ทําไมซื้อ ๑๐๐ ไร่ ทําไมประปาไม่ซื้อ ๙๐ ไร่ ไม่ซื้อ ๘๐ ไร่ ก็แค่ ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ มันจะมีความจําเป็นแค่ไหน แล้วบอกว่าเป็นโครงการเร่งด่วนต้องรีบดําเนินการ ซื้อที่ดินเพื่อทําการก่อสร้าง วันนี้ยังไม่มีการทําอะไรสักอย่างเดียว อยู่แค่ออกแบบ แล้วบอก เป็นโครงการเร่งด่วน ตอนที่ซื้อที่ดินมันอยู่ในช่วงของการที่พี่น้องประชาชนที่ออกมา เรียกร้องประชาธิปไตย แล้วแสดงสัญลักษณ์เป็นชาวเสื้อแดง ใส่เสื้อแดง เขาเป็นพี่น้อง ประชาชนคนไทย เขาออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องความยุติธรรม ให้กับพี่น้องประชาชน แต่เขาออกมาใส่สัญลักษณ์เสื้อแดง รัฐบาลคงคาดการณ์ผิดว่า คงจะต้องยุบสภาแน่ ต้องมีการสลายการชุมนุม ต้องมีการปฏิวัติ รัฐบาลอยู่ไม่ได้ ก็เลย กระโดดตะครุบงับเหยื่อเสียเลย กูซื้อที่ดินมันเสียเลย การหาเป็นเช่นนั้นไม่ รัฐบาลหนังเหนียว อยู่ต่อมา เรื่องมันก็เลยปูดขึ้นมาอย่างนี้ละครับท่านประธาน นี่ละครับ ขณะที่ท่านจะทําการซื้อ รองผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาคเขามีความเห็นแย้งอีกแล้ว เขาแจ้งเป็นตัวหนังสือเป็นลาย ลักษณ์อักษร รองผู้ว่าการประปาเขาชื่อ คุณพรรณพิลาศ ไม้งาม เขามีความเห็นรวมถึงกองจัดหา ที่ดินเขาก็มีความเห็นเขาแย้งมาแล้ว ท่านประธานเห็นไหมครับ เขามีความเห็นมาว่า เนื่องจาก ปรากฏข้อเท็จจริงว่าราคาตามที่ใช้ประกอบการพิจารณาครั้งนี้ คณะกรรมการกําหนดราคา กลางได้กําหนดราคาที่ดินที่อยู่ในเขตเทศบาลเป็นสําคัญ คณะกรรมการกําหนดราคากลางก็ คือที่แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไง เขากําหนดสโคป (Scope) ขอบเขตที่ดินที่อยู่ในเขต เทศบาล แต่ที่ดินผืนที่ซื้อมันอยู่ที่ตําบลทับปริก อําเภอกระบี่ จังหวัดกระบี่ ๐๖ บล็อก เอ นี่ครับ เขาแลเห็น เขามีโอกาสจะได้เป็นผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาคในอนาคต เขาเลยไม่ยอม เขาบอกว่ามันอยู่ในเขตเทศบาลเป็นสําคัญ สําคัญหมายความว่ามันเป็นสาระสําคัญที่จะต้อง ฉุกคิด ทบทวน ระวัง เห็นไหมครับ ซึ่งไม่ครอบคลุมที่ดินที่กําหนดเงื่อนไขในการจัดซื้อครั้งนี้ เห็นไหมครับ มันไม่ครอบคลุมและเป็นไปตามเงื่อนไขในการจัดซื้อที่ดินผืนนี้เขาบอกแล้ว แต่เขาทานอํานาจแห่งรัฐไม่ไหว พารากราฟที่ ๒ (Paragraph 2) เขายังบอกต่ออีกว่า ผู้มีอํานาจอนุมัติอาจได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ไม่สมบูรณ์ถูกต้อง ท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีว่าการครับ เขาเขียนด้วยลายมือของเขา เขียนไปก็กลัว ๆ กล้า ๆ แต่เขาเขียน ด้วยความเป็นข้าราชการน้ําดี รับราชการมาเกือบทั้งชีวิต เป็นรองผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาค เป็นสุภาพสตรี เห็นไหมครับ อาจได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ไม่สมบูรณ์ถูกต้อง คนวุฒิ ภาวะเป็นรองผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาค เขาจะแทงความเห็นอย่างนี้หรือครับ เขากล้าขัด คําสั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาคหรือครับ แล้วเขายังมีความเห็นต่อไปว่า เห็นควรส่งให้คณะกรรมการกําหนดราคากลาง บุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งดํารงไว้เดิม เขาเจาะจงเลยว่าบุคคลที่มีรายชื่อเป็นคณะกรรมการกรลางนั้นต้องไปทบทวนใหม่ จะเอา คนอื่นทบทวนไม่ได้ ทบทวนราคากลางอีกครั้งหนึ่ง เขาบอกให้ทบทวนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้ ข้อมูลที่ถูกต้องประกอบการตัดสินใจ ก็แสดงว่าที่ตัดสินใจกันมาราคาสอบถามไปยัง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ กําหนดราคากลางมันไม่ถูก มันไม่เหมาะสม ไม่เห็นด้วย แล้วมันอยู่ในเขตเทศบาลเป็นสําคัญ แต่กลับไปพิจารณาในที่ดินที่อยู่นอกเขตเทศบาล คนละบล็อก คนละโซน คนละพิกัด เราต้องการจะซื้อที่ดินบล็อก เอ แต่คนขายเอาบล็อก ซี มาให้ ท่านประธานซื้อไหม
ข้อที่ ๒ เขามีความเห็นต่อไปว่า สมควรยกเลิก ยกเลิกแปลว่า ต้องยุติการชก ต้องยุติการพิจารณา ต้องยุติการซื้อโดยสิ้นเชิง คนมีตําแหน่งเป็นข้าราชการระดับรองผู้ว่าราชการ จังหวัด กล้าขัดใจคําสั่งผู้บังคับบัญชาบอกว่า เห็นควรยกเลิก เพื่อดําเนินการใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยกําหนดเงื่อนไขให้ครอบคลุมพื้นที่ที่กําหนดไว้ในผังบริเวณ เขาส่งสัญญาณมาบอกแล้วว่า ผังที่เอามาจ้องจะซื้อ จ้องจะงาบ มันไม่ถูก มันไม่ตรง เขามีความเห็น ๒ ข้อ ลงชื่อ นางพรรณพิลาส ไม้งาม ผู้ช่วยผู้ว่าการประปาฝ่ายบริหาร ๙ พ.ย. ๒๕๕๒ นี่นะครับ ด้านหน้าเป็นหนังสือ บันทึกข้อความ จากคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ซื้อที่ดินผืนนี้ ซื้อโดยวิธีพิเศษอีก พิเศษไม่ว่า พิเศษก็แปลความว่ามันต้องมีใต้โต๊ะ บนโต๊ะ นอกห้อง ในห้องหรือเปล่า มันแปลได้ ๒ อย่าง หรือซื้อตามวิธีพิเศษที่กฎหมายกําหนดตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าการ ประปาส่วนภูมิภาคมีอํานาจซื้อที่ดินตั้งแต่ ๑๐๐ ล้านบาทขึ้นไป เท่าไรก็ได้ไม่จํากัดวงเงิน ถ้ารองผู้ว่าซื้อเท่านี้ เท่านี้ เท่านี้ ต่อไปนะครับ ท่านประธานครับ มันมาแล้วครับ แล้วก็บอกว่า ใบเสร็จเป็นกระดาษห่อของ นี่มันใบเสร็จ นี่มันใบเสร็จแท้ ๆ หนังสือสัญญาขายที่ดินรวม ๔ โฉนด ๘๑ ไร่ ที่นายชัยวรรณขายให้กับการประปาส่วนภูมิภาค ผู้ขาย ผู้ซื้อการประปา ส่วนภูมิภาค ท่านประธานครับ ปล่อยให้การทุจริต ปล่อยให้การคอร์รัปชัน การโกงอย่างนี้ เกิดขึ้นในยุคข้าวยากหมากแพง ผู้คนเดือดร้อน สินค้ามีราคาสูงขึ้น แต่ในระบบราชการ กอบโกย มันไม่ใช่ยุคข้าวยากหมากแพง มันเป็นยุคที่ร่วมกันโกง ยุคร่วมกันโกย เห็นไหมครับ ผู้ซื้อ ผู้ขายยอมขายที่ดินแปลงดังกล่าวข้างต้นทั้งแปลงให้แก่ผู้ซื้อ ผู้ขายขายที่ดินให้กับ การประปาส่วนภูมิภาคเป็นเงิน ๖๙,๕๓๐,๐๐๐ บาทท่านประธานรู้ไหมครับ ที่ดินผืนนี้ การประปาซื้อเพื่อนํามาขุดสระเก็บน้ํา สําเนารับรองถูกต้อง ท่านดูด้านหลัง บันทึกการ ประเมินราคาทรัพย์สิน เจ้าพนักงานที่ดินเขาก็ฉลาด เขารู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น การที่จะมาเป็น เจ้าพนักงานที่ดินได้นั้น เขาบอกว่าที่ดินผืนนี้มันมีราคาประเมินเพียง ๕,๐๔๕,๗๕๐ บาท เท่านั้น แต่คุณซื้อถึง ๖๙,๕๓๐,๐๐๐ บาท เอาเครื่องคิดเลขมากด มันมีราคาต่างกันเท่าไร แล้วมนุษย์ตนไหน นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ใครจะไปซื้อที่ดินผืนนี้ ราคาประเมินท่านเห็นแล้วนะครับ เขาบอกไว้ชัดเจนเลยว่าที่ดินผืนนี้มันอยู่ในโซน ๐๖ บล็อก เอ มันมัดแน่นไม่มีทางเป็นอื่น กรมที่ดินบอกว่าซื้อขาย ๑ ไร่ ๑ งาน ๒๖ วา มันอยู่ ๐๖ บล็อก เอฟ แล้วการประปาส่วนภูมิภาคก็ยังดันทุรัง ยังตะแบงเอาเอกสารนั้นมาสอดไส้ ตบตาที่จะซื้อที่ดินผืนนี้นึกว่าคนเขาไม่รู้ นี่คือสัญญาที่ ๑ ที่การประปาส่วนภูมิภาคซื้อ แล้วราคาที่ขายกันท้องตลาดที่ดินผืนนี้ ๖๙ ล้านบาท เขาซื้อกันแค่ ๘ ล้านบาทเท่านั้นเอง ต่อไปครับ สัญญาที่ ๒ เป็นสัญญาซื้อขายของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่กับการประปา ส่วนภูมิภาคซื้อขายที่ดิน ๑๘ ไร่ มีเศษ ๆ ในราคา ๑๖,๒๕๕,๐๐๐ บาท การประปาส่วนภูมิภาคซื้อ ซื้อจากใคร ซื้อจากนางพิชาพร สุขสถาพรพงศ์ แล้วเดี๋ยวผมจะนําเสนอให้ท่านประธานเห็น นางพิชาพรนั้นไปเปลี่ยนชื่อ ไปเปลี่ยนนามสกุล แท้จริงนามสกุลเดียวกันเป็นน้องสาวของ คนขายที่ดิน ๑๐๖ ไร่ ๑ งาน ๒๙ ตารางวาให้กับการประปาส่วนภูมิภาค นี่อย่างไรครับ ซื้อ ๑๖ ล้านบาท แต่ราคาประเมินทุนทรัพย์มันแค่ ๑,๒๘๔,๒๕๐ บาท ซื้อเข้าไปได้อย่างไร มีใครบ้างที่ดินประเมินแค่ ๑ ล้านกว่าบาท ตารางวาละ ๑๕๐ ซื้อตั้ง ๑๖ ล้านกว่าบาท แล้วการตรวจสอบว่ามีการซื้อขายที่ดินจากวันนี้ย้อนหลังไป ๑๐ ปี ว่าที่ดินที่จังหวัดกระบี่ ๐๖ บล็อก เอ มีการซื้อขายไหม ไม่ปรากฏร่องรอยตรงไหนเลยว่าที่มีการซื้อขายที่ดิน จดทะเบียน ไม่ปรากฏเอกสารที่ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินให้การรับจํานองจํานํา ลูกหนี้ในราคาที่สูงขนาดนี้ เขารับจํานองแค่ ๔๐,๐๐๐ บาท อยู่ตรงไหนละครับท่านประธาน เดี๋ยวจะให้ท่านประธานดู ผมก็จะเร่งแล้วนะครับ เพราะเวลามีน้อย แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ ต่อไปครับ การประปาส่วนภูมิภาคก็อวดอ้างสรรพคุณว่าซื้อที่ดินผืนนี้มีกําไรต่อรองราคา มาแล้วจาก ๘๙๐,๐๐๐ บาท เหลือ ๘๗๐,๐๐๐ บาท ๘๖๐,๐๐๐ บาท ซื้อ ๑๐๐ ไร่ แล้วเจรจาต่อรองให้ผู้ขายแถมที่ดินให้ ๖ ไร่ ๑ งาน ๔๙ ตารางวา เอา ๑ ไร่ ๖ งาน ๔๙ ตารางวา มารวมกับ ๑๐๐ ไร่ แล้วมาตีราคาหักเฉลี่ยกัน ดีอกดีใจ โอ้โฮ การประปาส่วนภูมิภาค ซื้อที่ดินถูก ถูกได้อย่างไร ถลุงเงินของแผ่นดินไปตั้ง ๗๐ กว่าล้านบาท ซื้อแพงเกินกว่า ความเป็นจริง ๗๕ ล้านบาท นี่ต้องพูดดักคอก่อน เดี๋ยวทีมวอร์ รูม (War Room) ท่านจะต้องทําแผ่นชาร์ท จะต้องเตรียมข้อมูลให้ท่านมาตอบ ผมตอบแทนท่านเลย นี่อย่างไรสัญญาให้แล้ว สัญญาให้ใน ๖ ไร่เขาตีราคาตั้ง ๕ ล้านกว่าบาทเห็นไหมครับ การประปาส่วนภูมิภาคเป็นขอทานหรือครับ ต้องไปขอที่ดินเขาก็ในเมื่อคุณมีงบประมาณ ตั้ง ๑๐๐ ล้านบาท ทําไมคุณไม่เอา ๑๐๐ ล้านบาท ซื้อคุณกลับไปขอแถมเขา ๖ ไร่ ทําไม ไม่ซื้อที่ดิน ๘๐ ไร่ ๙๐ ไร่ ที่มีผู้เสนอขายราคาไร่ละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ที่เสนอราคามนั่นตุ๊กตา ฮั้วกันทั้งนั้น นี่โฉนด ท่านประธานครับแถมเป็นพื้นที่รูปสามเหลี่ยมชายธง ทางออกก็ไม่มี ทางเข้าก็ไม่มีถ้าที่ดินผืนนี้ไปประกาศขาย ๕,๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาท มีคนซื้อไหม ชาวไร่ ชาวนา ที่ไหนจะไปซื้อที่ดินผืนนี้ก็แถมให้การประปาส่วนภูมิภาค ถ้าการประปาส่วนภูมิภาคไม่เอาก็ได้ มันเป็นการเกลื่อนกลืน กลบเกลื่อนเพื่อให้มันดูสมจริงสมจัง ต่อไปครับท่านประธานครับ อันนี้คือ ภาพโฉนดโดยรวมที่ผมเอารูปสามเหลี่ยมมาให้ท่านประธานดู นี่ครับทางสาธารณประโยชน์ อยู่นี่ ที่ดินที่การประปาส่วนภูมิภาคซื้อแล้วการประปาส่วนภูมิภาคก็ให้เจ้าหน้าที่ อุตสาหกรรมจังหวัดมาทําการขุดเจาะสํารวจ ๑๘ หลุมว่าที่ดินผืนนี้มีหิน มีชั้นแร่อยู่ใต้ดิน หรือไม่ มีชั้นน้ําไหม อุตสาหกรรมจังหวัดกระบี่มาทําการสํารวจ สามเหลี่ยมชายธงอยู่นี่ ซื้อที่ดินอยู่ตรงนี้ครับ ๑๐๐ ไร่ ซื้อมาอย่างนี้เห็นไหมครับ ท่านประธาน ท่านผู้ชมที่อยู่ ทางบ้านซื้ออย่างนี้เสร็จมาถึงตรงนี้ เหลือสีเหลือง ๖ ไร่ ๑ งานเศษ ๆ หน่อย ๆ การประปาส่วนภูมิภาคขอแถมแล้วเอา ๖ ไร่ มาเฉลี่ย บอกที่ประปาส่วนภูมิภาคซื้อที่ดิน ๘๖ ล้านบาทภาคภูมิใจ เอามาเฉลี่ยเหลือไร่ละ ๘ แสนกว่าบาท ประหยัดเงินงบประมาณ แผ่นดินไป ๑๔ ล้านบาท นี่เห็นไหมครับ ชัดไหมครับท่านประธาน ชัดนะครับ ต่อไปครับ ท่านประธานครับ นี่ภาพถ่ายโดยรวมตําแหน่งที่ที่ดินของการประปาส่วนภูมิภาคซื้อมา อยู่ตรงโซนนี้ รอบข้างนี้มันเป็นแต่ป่าเขาลําเนาไพรทั้งสิ้น อวดอ้างมีแหล่งท่องเที่ยว มีบ้าน คน บ้านคนที่ไหนมันเป็นขนํา มันเป็นกระต๊อบของคนงานพม่า คนงานเขมร ที่โรงโม่หินเขา จ้างมาเป็นลูกจ้างมาไว้ตรวจตราดูอยู่ในโรงโม่หิน ๑,๔๔๙ ไร่ นี่อย่างไรครับท่านประธาน ภาพทางนี้จะขอนําท่านประธานไปดูต่อ ที่ดินอ่างเก็บน้ําการประปาส่วนภูมิภาคคลองกระบี่ ใหญ่ ตําบลทับปุด จังหวัดกระบี่ หน้าที่ ๒ ท่านประธานเห็นไหมครับ นี่มันภูเขา มันเป็นหิน ลูกรังแดง ๆ เป็นเทือกเลยนี่นะครับ ภูเขาทั้งลูกมันถูกระเบิดถูกทําลายเพื่อเอาหินเอาลูกรัง มาทําเป็นโรงโม่หิน แล้วบริษัทโรงโม่หินแห่งนี้ถูกฟ้องอยู่อยู่ที่ศาล เห็นไหมครับ นี่มีต้นปาล์ม มีต้นอินทผลาลัมตั้งโชว์ไว้ให้ดูเล่นต่างหน้า ภาพนี้จะบอกว่าเป็นภาพที่ไม่ตรง ไม่ได้ถ่าย เมื่อวันที่ ๒๔ เดือน ๒ ปี ๒๐๑๑ เมื่อเร็ว ๆ นี้นั่งรถ นั่งเครื่องบินไปถ่ายภาพมาครับ ภาพต่อไปครับท่านประธาน ภูเขา นี่อย่างไรครับท่านประธาน ขนํา ๒ เมตร คูณ ๒ เมตร บ้านที่การประปาส่วนภูมิภาคหยิบยกแล้วที่ดินที่การประปาซื้อ ๑๐๖ ไร่ มันเป็นส่วนหนึ่ง ของในเนื้อที่ดินเจ้าของกรรมสิทธิ์เดียวกัน ๑,๔๔๙ ไร่ที่เขาประกาศขาย แล้วผมจะเอา หลักฐานให้ท่านดูแล้วท่านประธานได้กรุณาส่งไปตรวจที่กองนิติวิทยาศาสตร์ว่ามีลายพิมพ์ นิ้วมือของเจ้าของที่ดินจริงหรือไม่ อยู่ในเอกสาร ผมเอาพลาสติกสแกนซีนเอาไว้ กลัวลายมือ ของเจ้าของที่ดินจะหลุดหายไปมีลายมือคนอื่นเปื้อน เดี๋ยวผมจะนําให้ท่านดูเขาทําเองครับ เขาทําเป็นเล่ม ๆ เดี๋ยวจะให้ดู นี่ครับทางเข้าเป็นหินคลุกราดเข้าไปในกลางป่ากลางเขา นี่ภูเขา มันอยู่ในโซนเดียวกันแล้วการประปาไปซื้อมาได้ ซื้อมาทําอะไร เห็นไหมครับ นี่อย่างไรครับ โรงโม่หิน นี่บ้านคนที่การประปาบอก ผมไปสํารวจดูวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ไม่มี ถ้าจะไป ปลูกบ้านจัดสรรขายไม่รู้ชาติไหนจะขายได้ มอเตอร์ไซค์รับจ้างแถมรถจักรยานยนต์ให้เสื้อวิน ไม่ต้องเสียค่าวิน ค่าต๋ง ให้มันวิ่งฟรีเติมน้ํามันให้ยังไม่มีราษฎรคนไหนไปตั้งวินมอเตอร์ไซค์ ขี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพราะไม่รู้จะไปรับใคร มันมีแต่ป่า มีแต่เขา นี่ท่านประธานครับ ภาพนี้ท่านประธานดู มันเป็นโรงโม่หินอยู่กลางภูเขาเลยครับ บ้านคนนี่มันโม่หินเป็นลูกรัง ดินแดงแดงเป็นเถือก นี่ภาพถ่ายของจริง เมื่อวันที่ ๘ เดือน ๑๑ ปี ๒๕๕๑ ถ่ายมาภูเขาเป็น ลูก ๆ มันหายเป็นลูก ๆ แล้วการประปายังมีหน้ามาบอกว่าที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว แล้วปรากฏว่าที่ดินผืนนี้ถูกฟ้องเพราะบอกว่ามันถูกขึ้นเป็นโบราณสถานเป็นที่อนุรักษ์ เป็นปราสาทเก่า ปราสาทอะไร ไปออกโฉนดมาได้อย่างไรละครับ ๑,๔๔๙ ไร่ ออกโฉนดมา ๑๐๖ ไร่ ๑ งาน ๔๙ วา ที่เหลือเป็น ภบท. ๕ ยังไม่มีโฉนดเลยครับท่านประธาน นี่แสดงว่า จงใจมีการตระเตรียมการที่ไปดําเนินการเอาไว้ก่อนในส่วน ๑๐๖ ไร่ ที่อยู่ข้างเคียง ๙๐ กว่าไร่ เขาขายให้ไร่ละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ซื้อผิดเงื่อนไข นี่ครับดูสิเป็นโรงโม่หินเป็นภูเขา ไม่มีบ้านคนสักหลังหนึ่ง แล้วการประปาจะไปอยู่ตรงไหน ไปขุดอย่างไร แล้วเจ้าหน้าที่ การประปาส่วนภูมิภาคไปรับราชการที่นี่เขาจะไปอยู่ไหม แล้วที่ดินผืนนี้ปัจจุบันนี้บอกเป็น โครงการเร่งด่วนต้องรีบก่อสร้าง ต้องรีบซื้อ ต้องรีบซื้อสิครับ เพราะในสถานการณ์อย่างนั้น สภาอาจยุบอาจจะเกิดการปฏิวัติหรืออาจจะนายกรัฐมนตรีอาจจะประกาศตัวลาออก บังเอิญมันไม่เป็นอย่างนั้นอย่างไรครับก็เลยซื้อไป นี่อย่างไรครับ ชัดเจนครับ หน้าต่อไปครับ มาถึงตอนนี้แล้วท่านประธานที่ดินที่เป็นปัญหาที่การประปาส่วนภูมิภาคซื้อ ๑๐๐ ไร่ แถมให้อีก ๑ ไร่ ๑ งานเศษ ๆ นี่มันเป็นรูปเล่มที่เจ้าของที่ดินเขาติดนามบัตรนี่อย่างไรครับ นามบัตรของเขา เขาขายที่ดินตําบลทับปริก อําเภอเมือง จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ดิน ๑,๔๙๔ ไร่ เขาต้องการจะขายยกโฉนด ยกแปลก ขายหมด เหลือแต่ตัวเดินทางกลับบ้านขึ้นเครื่องบิน ด้วยสายการบิน การบินไทย นกแอร์หรืออะไรก็สุดแท้แต่เขาประกาศขายราคาไร่ละ ๘๕,๐๐๐ บาทต่อไร่ รวมเป็นเงิน ๑๒๖,๙๙๐,๐๐๐ บาท เอกสารใบเสร็จ การชําระเงิน เอกสาร ภบท. ๕ ผังโดยรอบของที่ดิน นี่เจ้าของที่ดินเขาเป็นคนจัดการทั้งหมด เห็นไหมครับ เขามีผังมีอะไรติดนามบัตรมาให้เสร็จสรรพเรียบร้อย นี่อย่างไรครับ ท่านประธานครับ เล่มจริงอยู่นี่ครับ เขาทํารูปเล่มมาให้เสร็จสรรพเลยครับนี่ หน้าปกพลาสติกก็ยังมีอยู่ นามบัตรก็ยังติด ผมไม่กล้าแตะ เดี๋ยวกลัวลายมือจะไปเปื้อน ลายมือข้าวของที่ดิน ที่เขาประกาศขายอยู่ในนี้ เขาส่งให้นายหน้า กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เซลส์แมน พนักงาน คนงาน ไปเดินขาย ขายได้นายหน้า นี่อย่างไรครับ เป็นเล่ม ๆ เลยครับ มีสําเนาภาพถ่าย ใบ ภบท. ๕ หรือการประปาไม่รู้ เจ้าหน้าที่การประปาที่จังหวัดกระบี่ก็เอาไปเดินขาย เจ้าหน้าที่ของ การประปาส่วนภูมิภาคก็เอาไปดูเอาไปเดินขายอยู่ครับ หวังลูกฟลุคจะขายได้ หน้าต่อไป เป็นเอกสารประกอบใบ ภบท. ๑๑ ภบท. ๕ เขาเสียภาษีแค่ ๑๐๘ บาทเองท่านประธาน ๖๖๐ บาท อย่างนี้ไม่เรียกว่าระยําแล้วจะเรียกว่าอะไรครับท่านประธาน มันซื้อเข้าไปได้อย่างไร ประเมินแค่ ๑๐๘ บาท ประเมินแค่ ๖๖๐ บาท เก็บภาษี ก็แสดงว่าที่ดินมันอยู่ในที่ดินโซนชั้น ที่มีราคาต่ําที่สุด พ่อค้าคนไหนล่ะครับที่จะไปซื้อ มนุษย์ตนไหนล่ะครับที่จะไปเก็งกําไรที่ดิน ตรงนั้น โรงโม่หินนี่มันก่อให้เกิด มันมีเขม่าควันหินปกคลุมทั่วไปหมด รถวิ่งเข้าวิ่งออก นี่นะครับ นี่ก็เช่นเดียวกันเห็นไหมครับ บางแปลงก็ ๒๑๐ บาท บางแปลงก็ ๖๗๕ บาท ไม่เป็นไรนะครับ เจตนาไม่ต้องการทําให้เกิดความเสียหายกับบุคคลภายนอก แต่มันเป็น ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบในการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐบาลชุดนี้ที่บริหารราชการ แผ่นดินเอื้ออํานวยประโยชน์ ส่งเสริมชี้ช่องนําพาก่อให้เกิดการทุจริต การแสวงหา ผลประโยชน์ หามันทุกที่ หามันทุกหน ไปทุกแห่งไม่พอ มาหากินเอาบนน้ํา บนบก บนอากาศ อันนี้บนบก ท่านประธานครับ เจ้าของที่ดินนี่เขาเตรียมการ เขาจ้างบริษัทเอกชนให้ไปสํารวจ ประเมินที่ดินของเขาครับ แล้วการประปายังมีหน้าบอกว่าที่ดินผืนนี้เอกชนได้สํารวจเอาไว้ มีราคาที่ดินไร่ละ ๙๐๐,๐๐๐ บาท เอกชนที่ไหนมันรับจ้างเอกชนว่าเจ้าของที่ดินว่าจ้างให้บริษัท บุญชัยพาณิชย์ (๑๙๗๙) จํากัด ชื่อลูกค้านะครับ เขารับจ้างให้บริษัท ทีเอที แวลูเอชั่น จํากัด เป็นผู้รับจ้างจากบริษัท บุญชัยพาณิชย์ ไปสํารวจประเมินที่ดินของเขา ๑,๔๐๐ กว่าไร่ ว่าที่ดินของเขานั้นมีราคาเท่าไร นี่ครับ บริษัทเอกชนก็ไปทําการสํารวจเสนอต่อ ผู้ว่าจ้างนะครับท่านประธาน เขาเสนอครับ ไปสํารวจมาแล้วเขาบอกว่าที่ดินแปลงนี้ จํานวน ๖ แปลงที่จะขายให้กับการประปาส่วนภูมิภาคที่ตําบลทับปริก อําเภอเมืองกระบี่ จังหวัด กระบี่ สายบ้านคลองใหญ่-บ้านชายเขา ถนน อบจ. ที่ดินว่างเปล่า ที่ดินว่างเปล่านี่ ไม่มีอะไร ไม่มีบ้าน ไม่มีอะไรเลย ยกเว้นงู กบ เขียด อึ่งอ่าง คางคก คนไม่มีนะครับ สุนัขไม่มี ช้าง ม้า วัว ควายไม่มี ขายครับ เขาบอกว่ามูลค่าตลาดที่ประเมิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ตารางวาละ ๒,๒๕๐ บาท เป็นเงิน ๙๕,๘๙๒,๗๕๐ บาท โอ้โฮ ผู้เสนอขาย กูเสนอขาย ๙๐๐,๐๐๐ บาท ประปาก็บอกว่ากําหนดราคา ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท มันสัมพันธ์มันสอดรับกัน แล้วการประปาเอาข้อมูลอย่างนี้มาอ้างอิงประกอบ แล้วประกอบกับหลักฐานของสํานักงาน ที่ดิน ถ้าเป็นหลักฐาน ถ้าเป็น ภบท. ซื้อขายไม่ได้ แต่ที่ดินผืนนี้เจ้าของที่ดินไปดําเนินการ ออกโฉนดในส่วนแค่ ๑๐๖ ไร่ ๑ งาน ๒๙ ตารางวา ส่วนที่เหลือยังไม่ได้ออกโฉนด ไม่ได้ขาย ให้กับการประปานะครับ ต้องทําความเข้าใจก่อน ทําไมเจ้าของที่ดินออกโฉนดแล้ว ทําไม ไม่ออกทั้งผืน ออกทําไมแค่ ๑๐๖ ไร่ เพราะออก ๑๐๖ ไร่ มันสํารวจง่าย เร็ว ออกโฉนดไว ทําไมไม่ออกทั้งโฉนดละครับ ท่านเห็นแล้วนะครับ แล้วทําไมประปาต้องเจาะจงซื้อที่ดิน ๑๐๐ ไร่ ไม่ซื้อ ๘๐ ไร่ ๖๐ ไร่ ๗๐ ไร่ คุณจะซื้อไปทําอะไร นี่นะครับบริษัทเอกชน เอกชน จริงหรือเปล่า ทีนี้ละครับมันมาถึงตอนท้ายของรายการแล้วครับท่านประธานที่เคารพ ผมก็เกรงใจเพื่อนนะครับเพราะเวลาสําคัญมากเราต้องเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นเพราะเรามา ด้วยกันครับ ฝ่ายค้านเรารักกัน ท่านประธานครับ ไอ้หมอนี่มันเป็นพระเอกในท้องโรงเรื่องนี้ ที่ดินที่นายจํานงค์ เกิดตลอด ซื้อ ปรากฏว่าการประปาส่วนภูมิซื้อที่ดินเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ การประปาส่วนภูมิภาคซื้อที่ดินหักโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ ซื้อทั้ง ๒ แปลงเลยครับ แปลงที่ ๑ ๖๙ ล้านบาท แปลงที่ ๒ ๑๖ ล้านบาทเศษ ซื้อทั้ง ๒ แปลงเลยครับ ซื้อวันที่ ๑ จดทะเบียนกรรมสิทธิ์โอนกรรมสิทธิ์เป็นกรของการประปา ส่วนภูมิภาคเรียบร้อย เสียค่าธรรมเนียม ถือโฉนดกลับไปเก็บไว้ที่การประปาส่วนภูมิภาค ผลประโยชน์ไปทางไหนครับ ไปที่ใครบ้างเดี๋ยวตามมาครับ นายจํานงค์ เกิดตลอด ที่ผมบอก ท่านประธานตั้งแต่ครั้งแรกแล้วว่าเขาเป็นใคร เขาเป็นคนที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ หยิบยกขึ้นมาให้กับการประปาส่วนภูมิภาคที่กระบี่ว่ามันมีการซื้อขายกันจริงเมื่อวันที่ ๕ พ.ย. ๒๕๕๒ ในเนื่อที่ดิน ๑ ไร่ ๑ งาน ๒๙ ตารางวา เป็นเงิน ๑,๒๖๕,๒๘๐ บาท ๐๖ บล็อก เอฟ มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับแปลงที่การประปาจะซื้อที่ดินเลยแม้แต่น้อยนิด ไม่ได้เกี่ยวข้อง คนละโซน แล้วผู้ช่วยการประปาส่วนภูมิภาคเขาก็บอกว่ามันอยู่ในเขตเทศบาล มันไม่ใช่ ขอให้ยุติ ขอให้ยกเลิก ให้ทบทวนใหม่ ก็ไม่ยอม มันจะยอมได้อย่างไร ผลประโยชน์มันกองอยู่ กองใหญ่ นี่แค่ที่เดียว แล้วทั้งประเทศมันเป็นเงินเท่าไรครับ ท่านประธานครับ นายจํานงค์ เกิดตลอด ขายเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ขายให้กับนายศุภชัย ศรีแต้ม ชาวจังหวัด นครศรีธรรมราช๑ ไร่ ๑ งานเศษ ๆ เมื่อวันที่ ๕ การประปาส่วนภูมิภาคโอนที่ดินเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ โอนที่ดินเสร็จสมรู้ร่วมคิดกันจบ นึกว่าคนเขาไม่รู้ ผมเหลือบไปเห็น หนังสือพิมพ์มันลงข่าวว่าใบเสร็จที่พรรคฝ่ายค้านเอามาอ้างว่ามีหลักฐานใบเสร็จเช็กบิล โป้งเดียวหมัดน็อก สลบไม่ฟื้น ตื้นไม่มี แหม มันทําให้ผมมีพลังในการค้นหา มันก็เลยเกิดเป็น ประเด็นนิมิตหมายที่ต้องอัญเชิญหลวงพ่อวัดพุทธโสธรมานี่ไงครับท่านประธาน เดี๋ยวต่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ กับวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ มันห่างกันแค่ ๗ วัน ท่านประธานเห็นนะครับ นายศุภชัย ศรีแต้ม โอนที่ดินขายให้ นางนุจรี เกิดตลอด เห็นไหม เกิดตลอด นายจํานงค์ เกิดตลอด ขายนายศุภชัย ศรีแต้ม นายจํานงค์ เกิดตลอด เป็นผู้ รับมอบอํานาจจากเจ้าของที่ดิน ๑๐๖ ไร่ ไปเสนอการประปาส่วนภูมิภาค แล้ววันนี้เมื่อ การประโอนที่ดินวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ นายศุภชัย ศรีแต้ม ผู้ซื้อที่อ้างว่าซื้อมา ๑,๒๖๕,๒๖๐ บาทนั้นเขาโอนที่ดินขายให้กับนางนุจรี เกิดตลอด แล้วเดี๋ยวผมจะบอกว่า นางนุจรีกับนายจํานงค์เขาเป็นอะไรกัน ห่างกันแค่ ๗ วัน ห่างกันแค่ ๗ วันท่านประธาน โอ้โฮ มันรีบร้อนกันขนาดนั้น ต่อไปครับ ท่านประธานครับ ท่านดูสัญญาขายที่ดิน นายจํานงค์ เกิดตลอด ขายให้นายศุภชัย ศรีแต้ม ในราคา ๑,๒๖๕,๒๘๐ บาท ถ้าจําไม่ผิด ๑,๒๘๐,๒๕๐ บาท มันมีมนุษย์คนไหนซื้อที่ดินมาแล้วเอาที่ดินไปขายขาดทุน นายศุภชัย ศรีแต้ม ขายที่ดินเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ ให้กับนางนุชจรีย์ เกิดตลอด ผู้ซื้อ อายุ ๕๐ ปี ขายให้ในราคา ๑,๒๖๐,๐๐๐ บาท ซื้อมา ๑,๒๖๘,๒๕๐ บาท ห่างกันแค่ ๕ เดือน ซื้อมา เมื่อ ๕ เดือนแล้วเอามาขาย ขายขาดทุนอีก ขายแค่ ๑,๒๖๐,๐๐๐ บาท โอนที่ดิน ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ เอามาขายคืนให้ ๗ วันขายคืนให้ ๑,๒๖๐,๐๐๐ บาท นี่ครับ ศุภชัย ศรีแต้ม นุชจรีย์ เกิดตลอด และผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็น หลังวอร์ รูม ครับ ท่านทํา ข้อมูลไว้ มีนักการเมืองรุ่นพี่เขาพูดให้ผมฟังในห้องอาหารว่า ต้องขออนุญาตนะครับ ท่านประธาน แต่ก่อนท่านรัฐมนตรีเป็นพ่อค้า เป็นคหบดี ทําธุรกิจเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท พัน ๆ ล้านบาท ต้องไปนั่งรอพบเจ้ากระทรวง ทบวง กรม เป็นวัน ๆ กว่าจะได้พบ ไปพบแล้ว ต้องไปยกมือไหว้เขาผงก ๆ เผลอ ๆ ต้องมีอะไรไปคารวะ แต่วันนี้นั่งอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม มีพ่อค้า คหบดีมานั่งพบ ต้องมานั่งรอ มานั่งคารวะ มันก็กลับกัน ชีวิตมันเปลี่ยนไป นะครับ นี่ครับบันทึกการประเมินทรัพย์สินนายศุภชัย ศรีแต้ม กับนางนุชจรีย์ เกิดตลอด บอกว่า ๐๖ บล็อก เอฟ ไม่ใช่ ๐๖ บล็อก เอ บล็อก เอฟ กับ บล็อก เอ นี่มันเป็นจุดตาย ซ้ายตาย ขวาสลบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเขาบอกอยู่แล้วว่า มันผิด ได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่ถูกต้อง อยู่ในเขตเทศบาลเป็นสําคัญ ยังซื้อ
มีผู้ประท้วง ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธาน ผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เวลานี้ตีหนึ่งนะครับ มีศุภชัย ศรีแต้ม จํานงค์ เกิดตลอด นุชจรีย์ เกิดตลอด แล้วก็ ๑,๒๐๐,๐๐๐-๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท วนไปอยู่นี่ไม่ไปถึงไหนเลยครับ จะวนอีกสักกี่รอบครับ ผมประท้วงผู้อภิปราย ในข้อ ๖๑ ฟุ่มเฟือย ซ้ําซาก วกวนอยู่นี่ละครับ ขอให้ท่านประธานกําชับด้วยครับ เอาให้เข้าประเด็น เถอะครับ ท่านจะถามอะไรก็ถามมาเลย
ประธานวินิจฉัย
ท่านประธานครับ คนอย่าง นายประชา ประสพดี
เดี๋ยวครับ เดี๋ยวให้ประธานวินิจฉัยก่อน ประธานวินิจฉัยว่าขณะนี้ผู้กล่าวหากําลังแจกแจง หลักฐานซึ่งเป็นรายละเอียดต่าง ๆ ก็จวนจะจบแล้ว เพราะทราบว่าเดี๋ยวจะมีผู้อภิปราย อภิปรายรัฐมนตรีท่านต่อไป เดี๋ยวท่านก็กําลังรวบรัดแล้วนะครับ เชิญอภิปรายต่อครับ วินิจฉัยแล้วนั่งลงครับ
ท่านประธานครับ คนที่ชื่อ ประชา ประสพดี ที่พี่น้องประชาชนเลือกมา และพรรคเพื่อไทยไว้วางใจให้มาทําหน้าที่ ผมต้อง นําเสนอให้เห็น ไม่ใช่มากล่าวมั่ว ๆ ไร้สาระ โกหก
อภิปรายต่อครับ
ต้องให้ความเป็นธรรมกับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นั่งเลยครับ ประธานวินิจฉัยถือเป็นเด็ดขาดแล้วครับ นั่งเลยครับ อภิปรายต่อ
ได้นําพาท่านเข้าสู่มหกรรมการโกง
ประธานให้ท่านนั่งลงครับ ประธานวินิจฉัยแล้ว เชิญนั่งลงครับ นั่งลงครับ
ทุกคนในสภาแห่งนี้ชาวบ้าน ประชาชนเลือกทุกท่านละครับ
เอาละ ๆ ท่านอภิปรายต่อ นั่งลงครับ
ใจเย็น ๆ ครับเรื่องนี้ ใจเย็น ๆ นําพาท่านไปสู่ที่หมายด้วยความปลอดภัยแน่ในเที่ยวบินนี้ของพรรคเพื่อไทยครับ ทําไมละครับ ฟังหน่อยสิครับ อภิปรายผ่านมาก็บอกไม่มี ที่ผ่านมาไม่ใช่ท่านนะครับ บอกไม่มีสาระ แต่พอผมจะเสนอมีสาระก็เกิดเป็นปัญหา เวลาก็มีจํากัด
ท่านอภิปรายต่อเพราะว่าเวลามันน้อยแล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ มันจะวกวน ซ้ําซากได้อย่างไร นี่อย่างไรครับ นางนุชรีย์ เกิดตลอด นี่บัตรประชาชน เขามีบัตรประชาชน เกิดตลอดจริง รับรองสําเนาถูกต้อง รับรองสําเนาถูกต้อง นี่อย่างไรครับท่านประธาน อย่างนี้ มันวกวนซ้ําซากตรงไหน ใบสําคัญทะเบียนการสมรส ท่านรัฐมนตรีอาจไม่ทราบ คณะทํางาน อาจไม่ได้ตรวจ ใบสมรสแสดงว่านายจํานงค์ เกิดตลอด ฝ่ายชายกับนางสาวนุชจรีย์ สีแต้ม ฝ่ายหญิงได้จดทะเบียนสมรสเห็นไหมครับ นางสาวนุชรีย์ สีแต้ม นามสกุลเดียวกับนายศุภชัย สีแต้ม ที่เป็นคนซื้อที่ดินจากนายจํานงค์ นายจํานงค์รับมอบอํานาจจากเจ้าของที่ดิน ๑๐๖ ไร่ ไปขายให้การประปา มันเกี่ยวกันหมดละครับ มันจะไม่พูดได้อย่างไรท่านประธานครับ นี่อย่างไรทะเบียนสมรส จดทะเบียนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อําเภอพรหมคีรี เห็นไหม ผมจะชื้ให้เห็นอย่างไรครับว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะได้ทําการบ้าน จะได้ตอบแล้วกลับไปแก้ไขปัญหาเสียเผื่อมันจะได้เข้าใจตรงกัน นี่ท่านประธานครับ ความสําคัญมันอยู่ที่ว่านายศุภชัย สีแต้ม ที่มีนามสกุลเดียวกับนางสาวนุชจรีย์นั่น นายศุภชัย ก็ซื้อที่ดินจากนายจํานงค์ เกิดตลอด เขาไปพบเจ้าพนักงานที่ดิน สํานักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ เพื่อขอทําการประเมินที่ดิน เขาบอกว่าข้าพเจ้ามีความประสงค์จะขอหนังสือรับรองราคา ประเมินที่ดินแปลงดังกล่าว ๑ ไร่/งาน ๒๖ ตารางวา ข้างบนเพื่อนําไปใช้ในเรื่องที่เกี่ยวกับ การประกันการกู้ยืมเงิน เขาไม่ได้เอาไปใช้เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดิน ก็แสดงว่าอ้ายที่ซื้อขาย ที่ดินกันมานั้นมันซื้อเป็นเท็จหรือเปล่า ผมตั้งข้อสังเกตแล้วไปจ่ายแต่ค่าธรรมเนียม อุปโลกน์ ราคาขึ้นมา ๑,๒๘๒,๐๐๐ บาทอะไรนั่น นี่อย่างไรครับ นี่อย่างไรชัดเจนเลยครับ เขาไป ประเมินราคาเพื่อใช้ในการประกอบกับการกู้ยืม ข้าพเจ้า ฉะนั้นขอให้เจ้าพนักงานที่ดิน โปรดออกหนังสือรับรองการประเมินที่ดินแปลงนี้ให้ข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้ายอมเสีย ค่าธรรมเนียม นี่นะครับ เพื่อเอาไปเป็นประกันการกู้ยืม นี่อย่างไรครับ นายจํานงค์ เกิดตลอด บัตประชาชนของเขา ผู้ยื่นรับมอบอํานาจ ทะเบียนบ้านก็มี
ท่านสรุปประเด็นได้แล้วกระมังครับ
ท่านประธาน ก่อนจะสรุปนะครับ ผมจะสรุปแล้ว ผมหยิบแผ่นแล้ว แล้วผมก็บอกว่าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ปราณบุรี ซื้อที่ดินและที่ดินไปทับซ้อนกับที่ดินของทางราชการ เรื่องนี้เขาพิจารณอยู่ในคณะกรรมาธิการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซื้อที่ดินครับท่านประธาน ไม่มีที่ดินให้ ที่ดินไปทับซ้อน ในเอกสารสิทธิ์ของทางราชการเป็นสาธารณะ ไปเร่ขอใช้ที่ดินเขา เขาก็ไม่ให้ เขาบอกกันไว้ เพื่อกระทรวงยุติธรรม กันไว้เป็นค่ายทหารธนะรัชต์ แล้วไปเซ็นสัญญาว่าจ้างบริษัทเอกชน เป็นคู่สัญญา เงิน ๗๐๐ กว่าล้านบาท แล้วจ่ายเงินล่วงหน้าไป ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๗ ล้านบาท นั่นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แล้วยังมีที่จังหวัดชลบุรีอีก เสียดายครับเวลามันน้อย แต่ก็ต้อง เป็นปึกแผ่นครับ ฝ่ายค้านต้องเป็นปึกแผ่น ต้องเคารพเวลา เพื่อนผมรออยู่อีกเยอะ เอาละครับ ท่านประธาน ผมจะสรุปนะครับ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ กล้องซูมใหญ่ ๆ เลยนะครับ นายจํานงค์ เกิดตลอด ซื้อที่ดินมาราคา ๒๘๐,๐๐๐ บาท ซื้อมานะครับ วันที่ ๕ พฤศจิกายน นายจํานงค์ เกิดตลอด ขายที่ดินให้นายศุภชัย สีแต้ม ราคา ๑,๒๖๘,๒๕๐ บาท ต่อไร่นะครับ อันนี้ขายนะครับ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ขาย รวมเวลา ๘ เดือน ๙ วัน ซื้อที่ดินมาแค่ ๒๘๐,๐๐๐ บาท ได้กําไร ๙๘๘,๒๕๐ บาท ท่านประธานแค่นี่เอง แค่ไร่เศษ ๆ ๑ ไร่ ๑ งาน ๘ เดือน ๙ วัน ได้กําไรเท่านี้ เอามาหักกลบลบหนี้ได้กําไร ๙๘๘,๒๕๐ บาท อันนี้หยุดเอาไว้ก่อนไปหน้าที่ ๒ ก่อน ต่อมาครับเข้าสู่กระบวนการของ การประปาส่วนภูมิภาคซื้อที่ดิน วันที่ ๒๘ ก.ค. ๕๒ นายจํานงค์ เกิดตลอด รับมอบอํานาจ จากเจ้าของที่ดิน ๑๐๖ ไร่ ๑ งาน ๒๙ ตารางวา ยื่นซองเอกสารกับการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อขอเสนอขายที่ดินในราคา ๙๐๐,๐๐๐ บาท ต่อไร่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ การซื้อขายสําเร็จ บรรลุผล ผู้ซื้อการประปาส่วนภูมิภาค ผู้ขายหักโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายกันสัญญาที่ ๑ เป็นเงิน ๖๙,๕๓๐,๐๐๐ บาท สัญญาที่ ๒ วันเดียวกันอีก ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ การประปา ส่วนภูมิภาคซื้อที่ดินจากนางพิชาพร สุขสถาพรพงศ์ เป็นน้องสาวของคนขายที่ดิน ๑๐๖ ไร่ เป็นเงิน ๑๖,๒๕๕,๐๐๐ บาท ซื้อตรงนี้เสร็จ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ การประปาส่วนภูมิภาค ซื้อที่ดินรวมกันทั้ง ๒ สัญญา ข้อที่ ๑ การประปาส่วนภูมิภาคซื้อที่ดินคิดเป็นเงินไร่ละ ๘๗๐,๐๐๐ บาท ๖๙ ล้านบาทเศษ ราคาประเมินแค่ไร่ละ ๖๐,๐๐๐ บาท มันควรจะเป็นเงิน แค่ ๕,๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาทเท่านั้น เท่ากับว่าการประปาส่วนภูมิภาคที่ดินผืนนี้สัญญาแรกนี้ แพงไปถึง ๖๔,๐๘๔,๒๕๐ บาท ในสัญญาที่ ๒ การประปาส่วนภูมิภาคซื้อที่ดิน ๑๘ ไร่ ซื้อไป เป็นเงิน ๑๖ ล้านบาทเศษ มันควรจะเป็นราคาแค่ ๑,๒๘๐,๐๐๐ บาทเศษก็เท่ากับว่า การประปาส่วนภูมิภาคซื้อที่ดินแพงไปถึง ๑๔,๙๐๐,๐๐๐ บาทเศษ แต่เพื่อให้เกิด ความเป็นธรรมราคาประเมินนั้นผู้ซื้อ ผู้ขายอาจจะซื้อสูงกว่าราคาประเมินที่เป็นจริง แต่ไม่ใช่ สูงขนาดนี้ เมื่อเราเอาราคาข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ที่การประปาส่วนภูมิภาคซื้อ ถ้าการประปา ส่วนภูมิภาคซื้อที่ดินด้วยความโปร่งใสและเป็นจริงตามราคาท้องตลาดที่เจ้าของประกาศขาย ในราคาไร่ละ ๘๕,๐๐๐ บาทนั้น เจ้าของประกาศขายที่ดิน ๑๐๐ ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของจาก ๔,๔๔๙ ไร่ ในราคาไร่ละ ๘๕,๐๐๐ บาท ถ้าเอา ๑๐๐ ไร่ คูณ ๘๕,๐๐๐ มันจะเป็นเงินแค่ ๘,๕๐๐,๐๐๐ บาท เห็นไหมครับเป็นเงินแค่ ๘,๕๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง แต่การประปา ส่วนภูมิภาคซื้อที่ดิน ๒ สัญญารวมกัน ๖ โฉนด เป็นเงินถึง ๘๕,๗๘๕,๐๐๐ บาท ราคาที่การ ประปาส่วนภูมิภาคซื้อกับราคาท้องตลาดนํามาหักลบ ๘๕,๗๘๕,๐๐๐ บาท ลบราคา ที่เป็นจริงคือ ๘,๕๗๘,๕๐๐ บาท แพงเกินความจริงถึง ๗๗,๒๘๕,๐๐๐ บาท ท่านประธาน นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมนํามาอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้น
สุดท้ายครับท่านประธาน วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ นายศุภชัย ศรีแต้ม ก็โอนขายที่ดินให้กับนางนุจรี เกิดตลอด เพราะภารกิจจบแล้ว แล้วตามหลักฐานที่ได้แสดง ไปจดทะเบียนสมรสกับนายจํานงค์ เกิดตลอด ประปาส่วนภูมิภาคซื้อที่ดินแปลงใหญ่ เสร็จเรียบร้อย ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ โอนเสร็จ นายศุภชัยก็โอนขายที่ดินให้กับนางนุชจรีย์ ศรีแต้ม ซึ่งเป็นภรรยาของ นายจํานงค์ เกิดตลอด ห่างกันเพียง ๗ วัน นี่ก็เป็นหลักฐาน เป็นสัญญาที่ตอบโต้ ยังหาที่ดินไม่ได้เลย ยังวิ่งเร่ขอหารือไปยังกระทรวงมหาดไทย ขอให้ ยกเลิกออกกฎหมายยกเลิกที่สาธารณะ ขออุทธรณ์โต้แย้งที่ดินไม่ได้ แต่ไปลงนามสัญญา ว่าจ้าง นี่อย่างไรครับสัญญาว่าจ้าง
สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อําเภอปราณบุรี นี่อย่างไรครับ สัญญาว่าจ้างอยู่นี้ ยังไม่ได้ที่ดิน นี่อย่างไรครับต้นฉบับ สัญญาจ้างเหมา ทําการก่อสร้างโครงการปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาคปราณบุรี-หัวหิน อําเภอปราบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างการประปาส่วนภูมิภาคกับบริษัท ไดนามิค กรุ๊ป โพรคดัคท์ จํากัด สัญญาว่าจ้างมีข้อตกลงไว้ชัดเจน นี่ราคามูลค่าในสัญญาทั้งหมด ๗๑๕,๓๕๐,๐๐๐ บาท ๗๑๕,๓๕๐,๐๐๐ บาท สัญญามีผลผูกพันแล้ว แล้วข้อตกลงในข้อตกลงสัญญาว่าข้อที่ ๕ การจ่ายเงินล่วงหน้าต้องจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นเงินร้อยละ ๑๕ ถ้าเอา ๑๕ เปอร์เซ็นต์คูณ มันเท่ากับ ๑๐๗ ล้านบาทเศษ ๆ ผมถามว่ามนุษย์ในโลกที่ไหน ที่ดินก็ไม่มี แล้วไปเซ็นสัญญา ว่าจ้างบริษัทเอกชนทําการก่อสร้างโรงเก็บน้ําประปา ขุดสระ แล้วผู้รับเหมาไปดูที่ดินแปลงไหน ที่ทําการก่อสร้าง เห็นไหมครับเซ็นสัญญาไปได้อย่างไรครับ แล้วจ่ายเงินไปได้อย่างไร ตั้ง ๑๐๐ กว่าล้าบาท เงินทุกบาทเป็นภาษีประชาชน เงินทุกบาทเป็นเงินของแผ่นดิน แล้วหนังสือค้ําประกันของธนาคารมีเสร็จสรรพ ผู้รับจ้างวางหลักประกันของธนาคารกรุงไทย จํากัด สาขาสวนมะลิ ไว้เสร็จสรรพเรียบร้อย อีกเป็นเงิน ๓๐๐ กว่าล้านบาท นี่ครับผู้ว่าจ้าง นายวิเศษ ชํานาญวงศ์ ผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาค นายวิเศษ ชํานาญวงศ์ ก็เป็นผู้ที่อนุมัติ เป็นผู้ที่ดูแลในเรื่องการจัดซื้อที่ดินของการประปาส่วนภูมิภาค ผู้รับจ้างลงนามไว้เสร็จ สรรพเรียบร้อย นี่ไงครับใบเสร็จ มีใครบ้างละครับ มนุษย์ปุถุชน วิญญูชนทั่วไป แม้กระทั่ง คนที่จบ ป.๓ ป.๔ ไม่เอาเงินมาจ่ายค่าโฉนด เอาโฉนดโอนไปก่อนมีไหมครับ ไม่มี ต้องเอาเงินมา เอาโฉนดไป หมูไปไก่มา นี่การประปาซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่กํากับดูแลโดยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ตามหนังสือที่เลขานุการรัฐมนตรีลงนาม รัฐมนตรีได้มีบัญชาโครงการ ทุกโครงการที่อยู่ในการกํากับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น โครงการงบประมาณต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยก่อน แล้วเรื่องทั้งหมดที่เล่ามานี้มันแปลความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องรับรู้รับทราบรับเห็น แต่จะรับแบ่ง รับได้ ผมไม่รู้ แต่ผมนําเสนอให้เห็นว่ากระบวนการ ทุจริตที่มาซื้อที่ดินแพงอย่างนี้เกิดขึ้น เห็นไหมครับ แล้วอย่างนี้ผมจะไว้วางใจท่านได้อย่างไร ผมถึงได้ราบเรียนท่านประธานว่า ผมนี่นะครับ ถึงไม่อาจจะที่จะไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ แต่ผม ทําหน้าที่ได้รับมอบหมายของกระทรวงมหาดไทย เฉพาะในเรื่องของการประปาส่วนภูมิภาค ที่จริงแล้วมันมีเรื่องมากกว่านี้อีก เรื่องงบประมาณที่เอาไปจัดส่งไปแต่ละจังหวัด แต่ละ อําเภอ ลงไปจัดสัมมนาอะไรทั้งหลาย เงินค่ารถ ๑๐๐ บาท ค่าอาหาร เสื้อตัวหนึ่ง ปกป้อง สถาบันเป็นสิ่งที่เห็นด้วย สนับสนุนอย่างยิ่ง แต่มีคนอื่นซึ่งไปปรากฏตัวอยู่ในที่ทําการ อย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมไม่อาจที่จะไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อไม่ไว้วางใจแล้วท่านกลับไปก็ไปสํารวจตรวจตราทําเรื่องนี้ให้เกิดความกระจ่าง ถ้ามี โอกาสก็เอาเงินมาคืนเขาเสีย แล้วก็เอาคนผิดมาลงโทษ แล้วอาจจะรวมถึงท่านด้วยหรือเปล่า เพราะเรื่องนี้ได้ดําเนินการถอดถอนท่านรัฐมนตรีว่าการไว้เพื่อให้เพื่อนผมได้ทําหน้าที่ต่อ ในสภาแห่งนี้ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยชี้แจงครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แต่อยากขอเรียนถามท่านประธานว่า จะให้ผมอภิปรายตอบไปถึงเมื่อไรครับ ตอนนี้ตีหนึ่งห้านาทีครับ
ก็เอาตามที่ท่านปรารถนาจะตอบชี้แจงตามข้อกล่าวหา เพราะว่ามีผู้อภิปรายท่านอยู่ทั้งหมด ๓ ท่าน ก็ตอบทีเดียวเลยครับ จะได้จบ เดี๋ยวจะได้ไปรัฐมนตรีท่านอื่นต่อ เชิญครับ
ไม่มีแล้ว ใช่ไหมครับ มีอยู่ ๓ ท่านใช่ไหมครับ
ไม่มีแล้วครับ
ขอบคุณมาก ครับท่านประธานที่ให้โอกาสผม ก่อนอื่นต้องขอชมเชยที่เพื่อนนักศึกษา คือ ส.ส. ชวลิต ที่ได้ลุกขึ้นอภิปรายผมเป็นคนแรก ผมต้องขอขอบคุณที่ได้ให้ความกระจ่างผมหลายอย่าง แต่ว่าบางอย่างที่ท่านพูดไปแล้วผมก็ต้องขอแก้ไขเพื่อให้ท่านจะได้มีความสว่างในตัวผม เรื่องที่ผมรับไม่ได้ก็คือเรื่องที่ผมทุจริต ก็เหมือนกับที่ท่าน ก็เหมือนกับท่านรัฐมนตรีจุติ ไกรฤกษ์ ที่ได้พูดไว้ว่ารับได้ทุกอย่าง จะด่าอย่างไรก็ได้ แต่ว่าเรื่องที่บอกว่าทุจริตรับไม่ได้ ผมก็เหมือนกันครับ สําหรับท่านไพจิต ศรีวรขาน และท่านประชา ประสพดี ขออภัยที่ได้เอ่ยนาม ทั้งคู่ผมก็ รู้จักมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านไพจิตเราก็รู้จักสมัยที่ท่านพูดแล้วว่าเราเกี่ยวกันสมัยที่ ท่านชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรี อยากจะให้ท่านไพจิตถ้าไม่เป็นการรบกวนช่วยอ่านนโยบาย ที่ผมเคยพูดไว้ที่ท่านอ่านเมื่อสักครู่นี้ขออีกรอบได้ไหมครับ จะคิดค่าอ่านก็ได้ครับ
ท่านรัฐมนตรีจะให้ผู้อภิปรายอ่านอะไรครับ
อ่านเรื่อง ที่ผมด้านบริการในการที่มาบริหารที่กระทรวงมหาดไทยท่านอ่านไปซ้ํา ๒ ทีเมื่อสักครู่นี้ครับ มีไหมครับ
ท่านรัฐมนตรีครับ ผมว่าไม่ต้องอ่านแล้วครับท่านชี้แจงเลยครับ เพราะว่าเดี๋ยวจะมีรัฐมนตรี อีกท่านหนึ่งนะครับ
ถ้าไม่ต้อง อ่านผมก็ขอยืนยันว่าที่ผมพูดไปนั้นเวลานี้ก็ยังยืน นั่งยันอยู่ครับ
ท่านไพจิตไม่ต้องอ่านนะครับ ท่านไพจิตครับประธานไม่อนุญาตให้อ่านนะครับ พอแล้วครับ ท่านอ่านไป ๒ รอบแล้ว ไม่ต้องอ่านแล้วท่านไพจิตครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีจะตอบแล้วครับ ประธานไม่อนุญาตให้อ่านนะครับ นั่งนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวจะมีการอภิปรายต่ออีก นั่งเถอะครับ
ก็ไม่เป็นไร ขอบคุณมากท่านไพจิต อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านชวลิตบอกว่ากระทรวงมหาดไทยไม่เคยมี ระยะไหนตกต่ําขนาดนี้ ท่านกําลังย่ํายีสถานที่ที่ท่านเคยรับใช้และได้ดิบได้ดีก็เพราะ กระทรวงมหาดไทยไม่ใช่หรือ แต่ตอนนี้ท่านมีความทะเยอทะยานสูงหรืออยากจะไป สูงกว่านั้นอาจจะไปทางด้านการเมืองจะเป็นเสนาบดี หรือเป็นนายกรัฐมนตรีก็ขอให้ได้ ผมขอเข้าเรื่องเลยครับท่านประธาน เรื่องคอมพิวเตอร์ที่พูดถึงประเด็นที่ท่านผู้อภิปราย กล่าวหาว่าเกือบทั้งหมดที่เป็นเรื่องเก่าเรื่องแก่ที่เล่ามาอย่างนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องกรณีการประกวดราคาเข้าระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ของกรมการปกครองเพื่อไม่ให้เสียเวลาของสภาผมจะชี้แจงให้กระชับ และเห็นภาพชัดเจนในที่สุดดังนี้ โครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ของ กรมการปกครอง เริ่มต้นครั้งแรกในปี ๒๕๔๕ เป็นของรัฐบาลในสมัยนั้นซึ่งท่านคงจะรู้ว่า เป็นรัฐบาลสมัยไหนเป็นผู้อนุมัติให้กรมการปกครองดําเนินการ ข้อดีและประโยชน์ ของโครงการนี้ รวมทั้งคุณสมบัติและความสามารถของบริษัทที่มารับจ้างทํางานคงไม่มี ใครสงสัยเพราะทํางานมา ๖ ปีแล้ว ไม่เคยมีคําถามจากพวกท่านเลย เฟส (Phase) ที่ ๑ ทําการในปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๕๓ เปลี่ยนรัฐบาลสมัยนั้นประกวดราคาบริษัทคอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จํากัด เป็นผู้ชนะเสนอราคาต่ําสุด คือ ๓,๔๙๘ ล้านบาท เมื่อเฟสที่ ๑ ได้ครบกําหนด ๖ ปี กรมการปกครองก็เสนอคณะรัฐมนตรีขอดําเนินการต่อเนื่องเฟส ๒ และได้รับการอนุมัติ จึงจัดการประกวดราคาหาผู้ดําเนินการเฟส ๒ อีก ๖ ปี ผลการประกวดราคาปรากฏว่า ได้ผู้เสนอราคาต่ําสุดเป็นรายเดิม คือ บริษัท คอนโทรล ดาต้า ประเทศไทย จํากัด แต่คราวนี้ เสนอราคาต่ํากว่าครั้งแรก ๒๓ ล้านบาทเศษ และการประกวดราคาครั้งนี้มีข้อกําหนดใน ทีโออาร์เพิ่มเติมจากเฟสที่ ๑ คือ บริษัทจะต้องจัดระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ชุดทําบัตร มาใช้ทดแทนระบบและอุปกรณ์เดิมของกระทรวงจํานวน ๑๖๑ ชุด เป็นเวลา ๖ ปี เท่ากับว่า โครงการเฟสที่ ๒ มีเนื้องานมากกว่าเฟสที่ ๑ หากคิดมูลค่าค่าเช่าอุปกรณ์ ๑๖๑ ชุด เป็นเวลา ๖ ปี ตามราคาของเฟสที่ ๑ จะเท่ากับ ๕๑๙ ล้านบาท หมายความว่าการประกวด ราคาเฟสที่ ๒ นี้นอกจากจะมีราคาต่ําว่าครั้งแรก ๒๓ ล้านบาทแล้วยังได้เนื้องานมากกว่า คิดเป็นมูลค่า ๕๑๙ ล้านบาท หรือมองอีกมุมหนึ่งก็คือประหยัดงบประมาณไป ๕๑๙ ล้านบาท เมื่อครั้งที่บริษัทเดียวกันนี้ชนะการประกวดราคาเฟสที่ ๑ ที่รัฐบาลก่อนราคา แพงกว่านี้ท่านไม่เคยสงสัย ไม่เคยตรวจสอบว่าทุจริตหรือไม่ แต่พอบริษัทเดียวกันนี้ชนะ การประกวดราคาในสมัยที่ท่านเป็นฝ่ายนค้านท่านกลับบอกว่ามีปัญหา ทั้ง ๆ ที่เป็น บริษัทเดิม ทํางานแบบเดียวกัน การที่กรมการปกครองสามารถจัดหาผู้ดําเนินการได้ ในราคาที่ต่ํากว่าเดิมน่าจะได้รับคําชมเชยมากกว่าที่จะได้รับการกล่าวหา ซึ่งถ้าหากจะมี ปัญหาก็มีปัญหาเดียวคือทําไมบริษัทเสนอราคาต่ํากว่าสมัยที่ท่านเป็นรัฐบาล เมื่อปี ๒๕๔๕ ถ้าท่านกล่าวหาว่าสมัยนี้มีผลประโยชน์ สมัยของท่านที่ทํากันราคาแพงก็ยิ่งต้องมี ผลประโยชน์มากกว่าใช่ไหมครับ
ต่อมาเมื่อมีผู้ร้องเรียนว่าการประกวดราคาไม่โปร่งใส ไม่ถูกต้อง ในฐานะ รัฐมนตรีกํากับดูแลก็มิได้เพิกเฉย ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบ และยังมีองค์กรอิสระที่เข้ามา ตรวจสอบอยู่ด้วย ทาง สตง. ดีเอสไอ และ ป.ป.ช. ทุกคนที่ทํางานก็พร้อมเข้าสู่การตรวจสอบ รวมทั้งผมด้วย ผลการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยสรุปว่า ไม่มีขั้นตอนใดผิดหรือขัด กฎหมาย ซึ่งตรงกับที่สํานักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีหนังสือแจ้งมาที่ผม เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ว่าการดําเนินการเช่าคอมพิวเตอร์ดังกล่าวยังไม่พอฟังได้ว่าจะถึง ขั้นตอนการทุจริตหรือกล่าวโทษผู้ใด และได้แจ้งให้ดีเอสไอและ ป.ป.ช. ทราบแล้ว เมื่อบริษัท มีคุณสมบัติครบถ้วนและชนะการประกวดราคาตามกระบวนการที่ถูกต้องมาแล้ว หากราชการไม่ทําสัญญาให้กับเขาก็จะถูกบริษัทฟ้องส่งผลถึงภาพลักษณ์ของรัฐบาลได้ ดังนั้นกรมการปกครองจึงต้องทําสัญญากับบริษัทที่ชนะการประกวดราคาตามระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพัสดุไม่ทําไม่ได้ จะถูกดําเนินคดีข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานครับถึงแม้กรมการปกครองจะทําสัญญาแล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งให้มี การตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งผมก็ดําเนินการตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี และขณะนี้ก็สั่งชะลอ โครงการไว้แล้วครับ โดยไม่ได้ดําเนินการและยังไม่ได้เบิกจ่ายงบประมาณแม้แต่บาทเดียว ซึ่งหากมีการทุจริตจริง ซึ่งหากมีการทุจริตจริงตามที่ท่านกล่าวหา ไม่มีใครพ้นเอื้อมมือ กฎหมายรวมทั้งผมด้วย แม้รัฐจะยังไม่เสียหายก็ตาม และหากผมรับประโยชน์มาจริง หรือมีใครได้เงินมาโดยมิชอบจริง แล้วไปสั่งชะลอโครงการ หรือยกเลิกโครงการ ป่านนี้บริษัท ที่ชนะการประกวดราคาคงไม่ยอมอยู่เฉย ๆ คงออกมาแฉหมดแล้ว และบริษัทคงไม่กล้าไป ฟ้องศาล เพราะมีโอกาสถูกดําเนินคดีข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน แต่กรณีนี้บริษัทเดินหน้า ฟ้องศาลแล้วเขาชนะการประกวดราคา ราชการได้ทําสัญญากับเขาแล้ว แต่มีคําสั่งให้ชะลอ โครงการเป็นเหตุให้เขาเสียหาย แสดงว่าเขามั่นใจในความบริสุทธิ์ของเขาเหมือนที่พวกผม มั่นใจในตัวของเราเอง สรุปแล้วการประกวดราคาสมัยผมได้ราคาถูกกว่าสมัยพวกท่านทําไว้ จึงไม่มีเหตุผลเลยที่ท่านจะมากล่าวหาว่าผมทุจริต แต่ท่านควรจะย้อนกลับไปดูสมัยที่พวกท่าน ทํามากกว่าว่าทําไมจึงมีราคาแพง ทั้ง ๆ ที่ด้านทุนต่าง ๆ ในขณะนั้นต่ํากว่าในปัจจุบันนี้ ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธาน
ต่อไปผมขออธิบายเรื่องสั้น ๆ เรื่องงบภัยแล้ว การพิจารณาอนุมัติงบภัยแล้ง กระทรวงมหาดไทยไม่ได้เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ เป็นเพียงผู้เสนอข้อมูลเบื้องต้นให้คณะอนุกรรมการ กลั่นกรองที่มีผู้อํานวยการสํานักงบประมาณเป็นประธาน คณะอนุกรรมการกลั่นกรองแล้วก็ เสนอให้คณะกรรมการที่มี พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาอนุมัติ เพราะฉะนั้นจังหวัดใดได้เท่าใดไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย แต่อยู่ที่ คณะกรรมการครับ
เรื่องต่อไป เรื่องการโยกย้ายข้าราชการ การแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่พูดกันทุกยุก ทุกสมัย ทุกรัฐบาล ว่ามีการซื้อขายตําแหน่ง ผมไม่สามารถชี้แจงในยุคสมัยอื่น ๆ ได้ว่ามี หรือไม่มีอย่างไร แต่ในยุคนี้ผมยืนยันได้ว่าไม่มีครับ คนอย่างผมไม่เคยขายตําแหน่ง ตําแหน่ง ในกระทรวงมหาดไทยยุคของผมไม่ได้มีไว้ขาย ตําแหน่งในทุกตําแหน่งเป็นของข้าราชการ ใครทํางานให้ราชการก็สมควรได้รับไปตามกติกาที่ราชการกําหนด ไม่ใช่ผมเป็นผู้กําหนด ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกกระทรวงมหาดไทยผมมีอํานาจหน้าที่แต่งตั้งปลัดกระทรวง มหาดไทยเพียงตําแหน่งเดียวเท่านั้น และได้ดําเนินการตามกรอบที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทุกประการ ส่วนตําแหน่งอื่น ๆ เป็นอํานาจหน้าที่ของปลัดกระทรวงและอธิบดีตามที่ กฎหมายกําหนด หากท่านไม่เชื่อว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริง ขอให้ท่านนําพยานบุคคล พยานหลักฐานมายืนยันว่าเคยจ่ายเงินให้ผมเพื่อซื้อตําแหน่งไม่ว่าตําแหน่งใด ถ้าพิสูจน์ได้ว่า เป็นความจริงผมพร้อมที่จะรับผิดชอบตามกฎหมายถ้าขายตําแหน่งกิน
สําหรับกรณีของท่านวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ นั้นนะครับ ขอเรียนชี้แจงว่า การโยกย้ายระดับอธิบดีเป็นอํานาจหน้าที่ของปลัดกระทรวงมหาดไทย ผมในฐานะรัฐมนตรี ไม่มีอํานาจ การย้ายท่านวงศ์ศักดิ์จากอธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงนั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นเป็นผู้ออกคําสั่งและคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เมื่อท่านวงศ์ศักดิ์ เห็นว่าเป็นคําสั่งไม่ชอบธรรม จึงไปร้อง กปค. เมื่อ กปค. มีมติให้ยกเลิกคําสั่งท่านปลัด กระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบันก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาวิธีปฏิบัติว่า จะดําเนินการอย่างไร เพราะเป็นเรื่องใหม่ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนครับ กปค. แถลงมติ เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ตั้งกรรมการขึ้นมาศึกษาในวันที่ ๑๕ มีนาคม จะเห็นว่าไม่มีการดึงเรื่องหรือยื้อเวลาแต่อย่างใด หากท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ข้อยุติอย่างไร ถ้าต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาผมจะดําเนินการให้ทันทีครับ นี่คือ คําสั่งของปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผมได้กล่าวมาแล้ว ต่อไปเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ท่านประธานครับเรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าที่เคยชี้แจงไปแล้ววันนี้ชี้แจงอีกครั้งก็เหมือนเดิม เพราะสถานะของผมยังเหมือนเดิม เหมือนกับที่ท่านอภิปรายครั้งที่แล้วว่าผมไม่เกี่ยวข้องกับ บริษัทเอกชนใด ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมและไม่เคยใช้อํานาจเข้าไปแทรกแซงหน่วยงาน ใด ๆ ทั้งสิ้น กรณีของผมคณะกรรมการเลือกตั้งได้ตรวจสอบแล้วและวินิจฉัยแล้วว่า ผมมีคุณสมบัติถูกต้องตามที่กฎหมายกําหนด คือไม่ได้ถือหุ้นไม่ได้เข้าไปบริหารบริษัทชิโนไทย ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงขอกราบเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณท่านด้วยครับ
ท่านประธานครับ ต่อไปเรื่องสมาร์ทการ์ดนะครับ กรณีนี้ผมขอยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยยึดถือกฎหมายเป็นหลักในการทํางานและไม่ได้ปล่อยปละละเลยไม่ใช่ การบริหารราชการล้มเหลวตามที่ท่านกล่าวหาแม้แต่น้อย ท่านประธานที่เคารพปัญหา ในเรื่องนี้มีอยู่ว่าคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลท่านนายกทักษิณ ชินวัตรมีมติให้กระทรวงไอซีที เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดซื้อวัสดุบัตรประจําตัวประชาชนที่เรียกว่าสมาร์ท การ์ดจํานวน ๖๔ ล้านใบและส่งมอบให้กระทรวงมหาดไทยไปใช้จัดทําบัตรประจําตัวประชาชนให้แก่ ประชาชน ปัจจุบันนี้บัตรประชาชนได้ส่งให้ถึงมือประชาชนไปแล้ว ๘ แสนใบ ภายในเดือน พฤษภาคมจะส่งได้อีก ๔,๕๐๐,๐๐๐ ใบครับ กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่รับไปจัดทําบัตร ประจําตัวประชาชน ให้บริการประชาชนเท่านั้นไม่ได้เป็นผู้จัดซื้อสมาร์ทการ์ดครับ ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๗ ที่มีมติคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงไอซีที จัดซื้อจํานวน ๖๔ ล้านใบนั้น กระทรวง ไอซีที ได้จัดซื้อมาแล้ว ๒ ครั้ง รวมจํานวน ๓๘ ล้านบาท ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ เพราะทุกอย่างทําถูกต้องตามกฎหมาย จนกระทั่งมีการจัดซื้อครั้งที่ ๓ อีก ๒๖ ล้านใบ เพื่อให้ครบตามจํานวนที่คณะรัฐมนตรีมีมติตั้งไว้ตั้งแต่ ๒๕๔๗ จึงเกิดปัญหาขึ้น เพราะกระทรวงไอซีทียุคก่อนที่ท่านจุติ ไกรฤกษ์ จะมาเป็นรัฐมนตรีได้จัดซื้อบัตรที่มีรูปแบบ ขัดต่อกฎหมาย กฎกระทรวง มาส่งมอบให้กรมการปกครองจึงไม่รับบัตรที่กระทรวงไอซีที ส่งมาให้เพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นบัตรที่ขัดต่อกฎหมาย การวินิจฉัยว่าบัตรสมาร์ท การ์ดที่ กระทรวงไอซีทีจัดซื้อมาขัดต่อกฎหมายนั้นกระทรวงมหาดไทยไม่ได้วินิจฉัยเอง แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยว่ารูปแบบบัตรไม่ถูกต้องตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๒ ซึ่งออกเมื่อปี ๒๕๕๐ เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ถูกกฎหมายกระทรวงมหาดไทย จะรับได้อย่างไร พูดกันง่าย ๆ กระทรวงมหาดไทยเป็นปลายเหตุของปัญหา ส่วนต้นเหตุ ของปัญหาคือกระทรวงไอซีทีซึ่งเป็นผู้จัดซื้อ กราบเรียนท่านประธานสภา เหตุที่กระทรวงไอซีที ไปจัดซื้อบัตรที่ผิดกฎหมายมานั้นก็เป็นเพราะไปเชื่อข้าราชการท่านหนึ่งที่ใช้ดุลยพินิจส่วนตน อยู่เหนือกฎหมาย บอกว่าให้กระทรวงไอซีทีจัดซื้อบัตรตามแบบที่ตนเห็นชอบได้เลย ทั้ง ๆ ที่ขัดกฎหมาย เพราะมีรายละเอียดเพิ่มเติมจากที่กฎหมายกําหนดไว้ถึง ๕ ประการ ด้วยกัน แม้กระทั่งจะอ้างว่าท่านเป็นผู้รู้ ท่านมีอํานาจ ท่านเจตนาดีแต่ท่านก็ไม่มี อํานาจหน้าที่นอกเหนือกฎหมายที่กําหนด และไม่อาจจะใช้วินิจฉัยส่วนตัวอยู่เหนือ กฎหมายได้ การเพิ่มเติมรายละเอียดที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเข้าไปถึง ๕ จุดบนบัตร สมาร์ทการ์ดใบเล็ก ๆ ขณะนี้ไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา และกระทรวงมหาดไทยได้ตั้ง กรรมการสอบแล้วว่าท่านมีเจตนาใดกันแน่และเหตุใดจึงกล้าทําขัดต่อกฎหมาย การจัดซื้อบัตรที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายนี้เป็นต้นเหตุทําให้เกิดความล่าช้าที่กระทรวง มหาดไทยไม่สามารถออกบัตรประชาชนได้ ไม่มีใครในกระทรวงมหาดไทยอยากเห็นประชาชน ได้รับบัตรเหลืองแม้แต่วันเดียว ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากว่ากระทรวงไอซีทีจัดซื้อ และส่งบัตรสมาร์ทการ์ดตามรูปแบบที่กฎหมายกําหนดมาให้กระทรวงมหาดไทย ถึงตรงนี้ ท่านผู้อภิปรายน่าจะเข้าใจแล้วว่ากระทรวงมหาดไทยไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหานี้ แต่เรา เป็นผู้รักษากฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามขณะนี้ปัญหา ได้ถูกแก้ไขแล้ว โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้มี มติให้ใช้บัตรสมาทการ์ดที่ไอซีทีได้จัดทํามาแล้ว เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้ได้ กระทรวงมหาดไทยก็พร้อมรับมติและดําเนินการทันทีเลยออกกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๓ พ.ศ. ๒๕๕๔ มารองรับบัตรตามรูปแบบที่กระทรวงไอซีทีจัดซื้อมาแล้ว และขณะนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ออกบัตรประจําตัวประชาชนบางส่วนถึงมือประชาชนดังที่ผม ได้กล่าวมาแล้ว กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระทรวงมหาดไทยโดยผมยึดกฎหมาย เป็นที่ตั้งและไม่ได้กระทําสิ่งใดที่ขัดหรือเกินเลยที่กฎหมายกําหนดไว้ครับ การจะให้ผม ออกกฎกระทรวงมารองรับสิ่งที่ผิดให้เป็นสิ่งถูกผมไม่ปฏิบัติเด็ดขาดแต่เมื่อคณะรัฐมนตรี มีมติให้ปฏิบัติได้ผมก็ไม่ขัดและกระทรวงมหาดไทยได้ดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีแล้ว ขอยืนยันว่ากรณีนี้ไม่ใช่ความผิดของกระทรวงมหาดไทย ตรงกันข้ามกับเป็นความ มีประสิทธิภาพในการบริหารราชการและการรักษากฎหมายยึดกฎหมายเป็นแนวทางในการ บริหารราชการที่ควรจะได้รับการชมเชยมากกว่า ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน
สําหรับเรื่องที่ท่าน ส.ส. ประชาอภิปรายถึงเรื่องการซื้อที่ดินกระบี่นั้น ผมไม่อยาก จะให้เสียเวลาในการอธิบายรายละเอียดอีก แต่ได้ขอเรียนให้ท่านทราบว่าทางผมได้ตั้งแต่งตั้ง กรรมการเพื่อสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้วครับตามที่คําสั่งที่ผมออกมาแล้วนี้ ขอบคุณ มากครับท่านประธานครับ
ท่านประชามีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประชา ประสพดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ผมอภิปรายไป ชั่วโมงเศษ ๆ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตอบแค่กระดาษแผ่นเดียว แป๊บเดียว เองครับ คําถามที่ได้ถามไปนี้ท่านไม่ได้ตอบ แต่ท่านบอกว่าคําสั่งนี้ออกมาแล้ว ก็เลยอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่า ช่วยสอบถามท่านรัฐมนตรีว่าคําสั่งนี้ออกวันไหน ท่านช่วยกรุณา ถ่ายเอกสารให้ผมสักใบได้ไหมครับ เพราะพี่น้องประชาชนทางบ้านเขาฟังดู ว่าการจัดซื้อที่ดิน ที่พรรคฝ่ายค้านเรากล่าวหาว่าโกงทุจริตร่วมกันอย่างนี้ เขาจะได้ฟัง มันเป็นประโยชน์ ทีนี้ท่านมาออกคําสั่งนี้เร็วมากเลยครับ ไม่ทราบว่าท่านออกวันไหน อยากให้ท่านประธานช่วย ในฐานะที่ผมเป็นผู้อภิปรายนะครับ เพื่อนผมที่จะต้องอภิปรายนั้นรออยู่ อยากให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยตอบหน่อยว่าที่ดินนี้ไร่ละ ๖๐,๐๐๐ บาท ไปซื้อไร่ละ ๘๗๐,๐๐๐ บาท แล้วที่ดินแค่ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ไปซื้อ ๖๙ ล้านบาทกว่า มันซื้อกันอย่างไร แล้วคนละบล็อก คนละโซน แล้วโครงการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทราบไหม ตามหนังสือที่มีบัญชาสั่งการ ให้หน่วยงานที่กํากับดูแลต้องปฏิบัติตามที่มีบัญชา ท่านรัฐมนตรีช่วยตอบหน่อยนะครับ แล้วขอเอกสารได้ไหมครับท่านประธาน ขอตอนนี้เลยได้ไหมครับท่านประธาน
ท่านรัฐมนตรีก็ได้แจ้งกับที่ประชุมว่าท่านได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบ เดี๋ยวท่านจะให้ สําเนาคําสั่งนะครับ ท่านรัฐมนตรีตอบหน่อยสิครับว่าท่านตั้งคณะกรรมการนี้ลงนามเมื่อวันที่ เท่าไรครับ
คําสั่งนี้ เป็นคําสั่งของกระทรวงมหาดไทยนะครับ ที่ ๑๒๙/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๔ ถ้าท่าน ส.ส. ต้องการสําเนา ผมยินดีที่จะให้ครับ แล้วบังเอิญมี ส.ส. ที่ท่านมาจากจังหวัดกระบี่ คงจะรู้เรื่องที่ดินนี้ดี ถ้าไม่เป็นการรบกวนขอให้ท่านช่วยชี้แจง
คงไม่ต้องแล้วเอาอย่างนี้ครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีเอาคําสั่งให้กับผู้อภิปรายนะครับ ท่านประชาต่อเนื่องครับ
กราบเรียนท่านประธานด้วยความ เคารพครับ ผม ประชา ประสพดี ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านและสังคม ก็เฝ้าใจจดใจจ่อ และผมติดใจ ผมก็เกรงใจเพื่อนผม ฝ่ายค้านต้องสามัคคีกลมเกลียว เป็นปึกแผ่น ผมยังยืนยันนะครับ ผมขออนุญาตอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือหลวงพ่อโสธรนี้ นะครับ ถ้าท่านสุจริตโปร่งใสตามที่กฎเหล็ก ๙ ข้อนี้ ท่านไม่ต้องกลัว ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ ในที่นี้พอดีเลยครับ ท่านกล้าที่จะปฏิญาณไหมครับว่ารัฐบาลของท่านไม่มีตรงไหนเลยที่รับรู้ รับเห็น รับได้ รับกิน ไม่ว่าทางตรง ทางอ้อม ใครเอามาให้ทั้งหลาย ทุกโครงการที่ท่านเป็น รัฐมนตรี ทุกกระทรวงไม่มีนะครับ แต่ที่ผมมาอภิปรายวันนี้ผมก็ขอยืนยันว่าด้วยความสุจริต ต่อหน้าหลวงพ่อโสธร สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ว่าผมนําเสนอในข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่มีส่วนไหน ที่ตัดต่อ ตัดเติม แต่ผมอยากได้ความจริงเพื่อที่จะเป็นบรรทัดฐานต่อไป คือรัฐมนตรีไม่ตอบ เลยครับ ไม่ได้ตอบเลยว่าไปตั้งกรรมการทําไมครับ ก็แสดงว่ามันมีการกระทําความผิด แล้วสอบ จะสอบตัวท่านเอง แล้วสอบคนใกล้ชิดด้วยหรือเปล่า อยากจะดูคําสั่งนะครับ
เดี๋ยวท่านเอาคําสั่งให้นะครับ
แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐมนตรี ต้องตอบนะครับ
ท่านอาคมครับ ผมว่าคงไม่ต้องชี้แจงแทนแล้วครับ ให้สิทธิพาดพิงครับ
ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน คือที่จริง ผมพยายามนั่งฟัง แล้วก็พยายามจะเอาช่วยทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ แต่บังเอิญวันนี้เป็นเวรที่ผม จะต้องอยู่ดึก แล้วก็มีการพูดถึงจังหวัดกระบี่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อาคม เอ่งฉ้วน ส.ส. กระบี่ แล้วท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านก็เกรงใจผมนะครับ ท่านบอกว่า ผมเป็นผู้แทนกระบี่น่าจะรู้เรื่องนี้ดี คือกรณีนี้ผมทราบว่าที่ดินที่ท่านพูดถึง ผมก็ดูท่านพูด ตั้งแต่ในร้านอาหารที่ผมนั่งอยู่ มันเป็นที่ดินที่ตําบลทับปริก ผมเกิดตําบลทับปริกครับ ที่ดินนี้ เป็นที่ดิน หมู่ที่ ๗ ครับ ส่วนจะขายแพง ขายถูก ท่านประธานฟังผมอีกนิดนะครับ ที่ดินนี้ เนื่องจากว่าเขาต้องการจํานวน ๑๐๐ ไร่ แล้วห่างจากการประปาไม่เกิน ๑๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นมันต้องบังคับไปด้วยทีโออาร์ เพราะฉะนั้นน้องชายผมก็เป็นคนหนึ่งที่มาเสนอขาย ที่ดินแปลงนี้ แต่น้องชายผมมี ๙๐ ไร่ น้องชายผมเสนอขาย ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้น คุณประชา ประสพดี จึงไม่กล้าอ่านของน้องชายผมไง น้องชายผมเป็นลําดับที่ ๓ ไม่ยอมอ่าน น้องชายผมเสนอ ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนว่าที่ดินที่การประปาซื้อเป็นเรื่องที่ท่านอภิปราย ไปแล้ว
ประท้วงครับ หมอชลน่านประท้วง
เดี๋ยวครับท่านประธานครับ ที่ดินบริเวณนั้น ท่านประธานแมคโครซื้อไร่ละ ๓ ล้านบาท ๔๕ ล้านบาท
เดี๋ยวมีผู้ประท้วงพอแล้วครับ
มีที่ดินแถวนั้นไร่ละ ๒ ล้านกว่าบาทหลาย แปลงครับ เนื่องจากเป็นชุมชนที่กําลังเจริญครับ
จบแล้วครับ หมอชลน่านคงไม่ประท้วงแล้วนะครับ พอแล้วครับ เชิญครับ
ขออนุญาตครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว เพื่อไทย จากจังหวัดน่าน ผมจําเป็นต้องประท้วงจริง ๆ ครับท่านประธานครับ ประท้วงท่านผู้อภิปรายด้วยความเคารพท่านนะครับ และประท้วงท่านประธานด้วยครับ จริงอยู่ครับท่านสมาชิกมีสิทธิที่จะขอใช้สิทธิกรณีถูกพาดพิงในกรณีเสียหาย แต่ว่าประเด็น ที่ท่านลุกขึ้นมาชี้แจง ผมประท้วงท่านตามข้อบังคับข้อที่ ๖๑ นะครับ แล้วข้อ ๖๓ ท่านลุกขึ้นมา ชี้แจงมันไม่เป็นข้อเสียหายแต่เป็นการชี้แจงซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของท่าน ท่านประธานครับ ท่านประธานโปรดได้วินิจฉัย ตัวท่านเองก็ต้องควบคุมการประชุมด้วย ขอบคุณครับ
ก็พยายามควบคุมอยู่แล้วนะครับ เชิญท่านไพจิตครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไพจิต ศรีวรขาน จริง ๆ ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีด้วยความสงสารนะครับ แต่ว่าเมื่อท่าน ได้ตอบว่าไม่ใช่ความผิดชอบท่านที่จะแก้กฎหมาย แก้กฎกระทรวงเพื่อที่จะให้สอดคล้องกับ การที่กระทรวงไอซีทีได้ซื้อบัตร กลายเป็นว่าคนที่ต้องทําแบบนี้เป็นคนที่ทําไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็น เรื่องที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าแม้แต่กฎกระทรวงฉบับที่ต้องแก้ให้ประชาชน ได้รับประโยชน์ สามารถที่จะมีบัตรสมาร์ทการ์ดทันทีโดยไม่ต้องมีบัตรเหลือง มีคนทํา โดยคณะรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยท่านที่ผมติดตามไม่ได้เห็นด้วย แต่ว่าขณะเดียวกันคนที่ ลงนามในกฎกระทรวงก็เป็นรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ วันพิจารณาท่านก็ไม่อยู่สักคน ผมเห็นแบบนี้ผมก็ถือว่าวุฒิภาวะในการที่จะแก้ปัญหาประชาชนในการบําบัดทุกข์บํารุงของ รัฐมนรตีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้นไม่ได้ใส่ใจจริง ๆ นะครับ จะมีปัญหาอย่างไร ๔ ล้านคน ก็สุดแต่ก็ปล่อยไปไม่แก้ปัญหา แถมจะปล่อยให้มีบัตรเหลืองไปเยอะ ๆ แล้วเข้าสู่การเลือกตั้ง ก็แปลว่าช่องทางในการที่ใช้บัตรเหลืองซึ่งเป็นบัตรสํารองมันยากแก่การควบคุมตรวจสอบ การใช้และนําไปสู่การทุจริตการเลือก ผมกราบเรียนเท่านี้ละครับท่านประธานครับเพื่อให้ เกิดความเข้าใจว่ามันความจําเป็นต้องมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มีประสิทธิภาพ จริง ๆ นะครับ ขอบคุณครับ
ท่านประชามีอะไรอีกครับ
ผมขอใช้สิทธิพาดพิงนะครับ แล้วก็ขอชี้แจงนิดเดียวนะครับ เนื่องจากว่าทําหน้าที่อภิปรายกรณีท่านสมาชิกท่านอาคม ขึ้นมาชี้แจงแทนนั้นไม่ติดใจครับ รัฐมนตรีจะให้ชี้แจงชาวบ้านก็ฟังไปแล้วนะครับ แต่กรณี ที่บอกว่าที่ดินผืนนี้ ก็ในเมื่อความเห็นของรองผู้ว่า ผู้ช่วยผู้ว่าเขาบอกว่าข้อมูลผิด มันอยู่ ในเขตเทศบาลเป็นสําคัญ แล้วที่ผมไม่กล่าวถึงคุณสมเกียรติ เอ่งฉ้วน ที่เป็นน้องชาย ท่านอาคม เพราะผมให้เกียรติ ผมมีข้อมูลนี้หมดแล้วครับ แล้วที่ดินของนายสมเกียรติ มันผิดเงื่อนไข ไม่ได้อยู่ในเขตที่ประปากําหนดเขตไว้เขาถึงไม่ซื้อ เขาถึงไม่ซื้อไงครับ รองผู้ว่าการ ประปานครหลวงเขายังบอกเลยว่าที่ดินที่ซื้อที่เสนอมันผิดเงื่อนไขไม่อยู่ในกรอบมันเป็น เขตเทศบาลสมควรยกเลิกกลับไปทบทวนแก้ไขใหม่ ไม่ใช่ว่าไม่กล้า หรือไม่กลัว แม็คโคร ตรงไหนครับ ผมเห็นมีแต่โรงโม่หิน แม็คโครตรงไหนละครับ ไหนแม็คโครครับ มันมีแต่ โรงโม่หิน เอาไหมละครับนั่งเครื่องบินไปเลย ไปดูกับผมไหมครับแม็คโครในที่ดินผืนนี้ มันไม่มี แล้วที่ดินผืนนี้ประกาศขายอยู่ ๘๕,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าไม่กล้าเอ่ยถึง ผมให้เกียรติไม่อยากพาดพิงเห็นว่านามสกุลเดียวกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ แต่เขาไป ยื่นเสนอ ถูกเป็นสิทธิของเขา จะเสนอเท่าไรก็ได้ มีใครบ้างครับมีที่ดินจะไปเสนอขายถูก ๆ เสนอเท่าไรก็ได้ แต่ประปาจะต้องยึดถือระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี คนที่มันเอาที่ดิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านกว่าบาทเอามาขาย เอามาแนบเรื่องเพื่อเป็นการอําพรางนิติกรรมให้ดู ประหนึ่งว่ามีการซื้อขาย และผมตรวจสอบไปที่สํานักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ เจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดกระบี่ตอบแล้วไม่เคยมีปรากฏร่องรอยการซื้อ-ขายแมคโครที่ไหนละครับที่จะไปเปิด อยู่กลางเขา นี่ครับ มีแต่โรงโม่หิน
พอแล้วครับ ท่านได้ชี้แจงแล้วครับ
ผมก็ขอชี้แจงหน่อยนะครับ บังเอิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ตอบ ผมก็ในฐานะที่ผ่านท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีควรจะตอบอย่างนี้ และบอกว่าตั้งกรรมการก็แสดงว่ามีความผิดเกิดขึ้น มีพฤติกรรมน่าสงสัย มีพิรุธ ถ้าไม่มีพิรุธจะไปตั้งกรรมการสอบทําไม ฟันธงเลยสิครับ ซื้อที่ดิน ถูกต้อง โปร่งใส สุจริต ซื้อถูกแล้วไม่แพง
พอแล้วเชิญนั่งเลยครับ
ที่ดิน ๖๐,๐๐๐ บาท ซื้อ ๑๘๗,๐๐๐ บาท ไม่มีใครซื้อหรอกครับ เศรษฐีที่ไหนก็ไม่ซื้อ ต้องขออภัยด้วยครับ
ท่านอาคมจะใช้สิทธิ
แต่ถ้าใครพาดพิงถึงผม ผมก็ต้อง ขอใช้สิทธิต่อครับท่านประธาน
ไม่มีอะไรแล้วกระมังครับ ท่านอาคมจะพาดพิงอีกหรือครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ ผม อาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ ท่านพูดว่าแมคโครมีที่ไหน มีแต่โรงโม่ ท่านฟังไม่ชัด ผมบอกว่าที่ดินบริเวณนั้นที่ไร่ละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทก็มี ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทก็มี ผมไม่ได้บอกว่าที่ดินที่ท่านพูดว่าเป็นแมคโคร แต่บริเวณนั้นเยื้องจากบ้านผมมาประมาณ ๒๐๐ เมตรเป็นแมคโครครับ เขาเพิ่งสร้าง ท่านไม่รู้ไปเมื่อไร เฮลิคอปเตอร์ (Helicopter) ที่ท่านบินทําไมถึงมองไม่เห็น มีแมคโคร ท่านอย่าท้าผมสิบ้านผม ผมเกิดที่นั่น ท่านไปพรุ่งนี้ กับผมก็ได้ นายประชา ประสพดี เมื่อก่อนอยู่คณะกรรมาธิการเดียวกับผมน่าจะให้เกียรติผม คนอย่างผมนี่มาโกหกในสภาได้อย่างไร ท่านประธานก็เคยอยู่คณะกรรมาธิการเดียวกับผม แมคโครมี ๔๕ ล้านบาทก็ซื้อ มันก็แล้วแต่ว่าเขาจะซื้อไปทําอะไรท่านประธาน ถูกไหมครับ
เอาละครับ พาดพิงอะไรอีกแล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประชา ประสพดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ผมเกรงใจเพื่อนครับ ต้องแน่นแฟ้นเป็นปึกแผ่น ฝ่ายค้านเพื่อนผมรออยู่ ผมขอยืนยันนะครับ แต่ที่ดินผืนนี้ที่ผม พูดถึงนี่ราคาประเมินของเอกสารทางราชการประเมินไร่ละ ๖๐,๐๐๐ บาท ตารางวาละ ๑๕๐ บาท ในพื้นที่ผืนนี้มันไม่มีแมคโคร มันคนละโซน ๐๖ บล็อก เอฟ กับ ๐๖ บล็อก เอ ที่นี่มันบล็อก เอ
ถูกแล้ว มองคนละที่นะครับ เข้าใจแล้วครับ
มันคนละที่ วันนี้ฝ่ายค้านกล่าวหา ไม่ได้กล่าวหาว่ามีแมคโครหรือไม่มีแมคโคร เดี๋ยวถ้าปิดสมัยประชุมผมจะไปเที่ยวบ้าน ท่านอาคมจะไปดูแมคโคร แต่ตรงนี้มันมีไหมละครับ ถ้ามีเอาใบลาออกมาเป็นเดิมพันกันเลย ต่อหน้าท่านประธานสภาเลยไหมละครับ
ไม่เป็นไร พอแล้วครับ ๆ ดูกันคนละที่ นั่งเถอะครับ
ต้องทําความเข้าใจกันก่อน ด้วยความเคารพนะครับทําความเข้าใจ ท่านประธานครับ แล้วท่านรัฐมนตรีจะตอบผม ไหมละครับ
ท่านให้สําเนาคําสั่งตั้งกรรมการไปแล้วนะครับ
ตั้งกรรมการ ก็แปลว่าที่อภิปราย ไปทั้งหมดไม่ตอบ
ก็ได้มีคําสั่งวันที่ ๑๑ มีนาคม ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบนะครับ
ก็ดีใจนะครับ ที่วันนี้ท่านรัฐมนตรี เห็นความสําคัญของเรื่องนี้ แสดงว่าเรื่องนี้ที่ฝ่ายค้านอภิปรายนี่เป็นใบเสร็จ ไม่ใช่กระดาษ ห่อของนะครับ ท่านประธานรับนะครับ
เอาละครับ ท่านชวลิตอีกท่านหนึ่งครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นสั้น ๆ นิดเดียวเพื่อไม่ให้เสียวลาที่ประชุมนะครับ ที่ท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า สตง. ให้การรับรองว่าการดําเนินงานของกระทรวงมหาดไทย ยังไม่ถึงขั้นทุจริตนั้น ถ้าเป็นไปได้ผมขอหนังสือรับรองของ สตง. ด้วยครับ เพราะว่าเอกสาร ของ สตง. ที่ผมมี ๒ ฉบับนี่
ฉบับที่ ๑ ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๓ สาระโดยสรุปก็คือให้กระทรวงมหาดไทย ทบทวนการจัดหาในกรณีที่ปฏิบัติไม่เป็นไปตามทีโออาร์ และระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อความถูกต้อง โปร่งใสนะครับ
ฉบับที่ ๒ ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๓ สตง. มีความเห็นยืนยันข้อทักท้วงเดิม และให้ทบทวนการจัดหาและชี้แจงกรณีที่ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี มันตรงกันข้ามเลยครับ ตรงกันข้ามแบบคนละมุมเลย ผมก็เลยอยากจะได้หนังสือฉบับที่ ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาแจ้งต่อที่ประชุมเมื่อสักครู่นี้นะครับ ขอขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรี ทางฝ่ายผู้อภิปรายเพียงแต่ขอสําเนาหนังสือนะครับ เดี๋ยวจะมอบให้ ท่านประชามีอะไรอีกครับ
ก็ขอบคุณท่านประธานครับ ผมได้รับ หนังสือจากท่านรัฐมนตรีว่าการแล้วนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณ แต่ผมประหลาดใจครับ ผมเพิ่งอภิปรายวันที่ ๑๖ วันนี้เวลา ๕ ทุ่มกว่า แต่ท่านรัฐมนตรีว่าการลงนามตั้งกรรมการ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๔ ท่านรู้ก่อนเลยครับ แสดงว่าเรื่องนี้มันมีการทุจริตจริง แล้วทําไม ท่านรัฐมนตรีถึงตั้งกรรมการไวอะไรเหลือเกินครับ
เอาละครับก็เป็นคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นอะไร จะตั้งช้าตั้งไวก็ถือว่ามีการตรวจสอบ พอแล้วครับ ท่านสมาชิกครับ เหลือท่านรัฐมนตรีที่จะมีการอภิปรายอีกท่านหนึ่ง ก็ขอเชิญ ผู้อภิปราย ก็มีผู้อภิปรายท่านเดียวเช่นกัน ท่านดนุพร ปุณณกันต์ จะอภิปรายท่านรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ นะครับ เชิญท่านดนุพรครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผม นายดนุพร ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยครับ วันนี้ค่อนข้างดึกดื่นนิดหนึ่งนะครับ แล้วก็ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้นั่งฟังการอภิปรายของผม รวมทั้งท่านรัฐมนตรีองอาจด้วยนะครับ จะเห็นได้ว่าตลอด ๒ ปีกว่าของการทํางานของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นได้มีประเด็นมากมาย ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๓ ครับที่ฝ่ายค้านนั้นได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีชุดนี้ แล้วจะเห็นว่า แต่ละปีนั้นมีจํานวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นมากขึ้นเป็นลําดับครับ คราวนี้ ๑๐ ท่าน รวมทั้งนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาล ชุดนี้จะเห็นได้จากสื่อต่าง ๆ มากมายจริง ๆ ครับ ไม่ว่าจะหยิบไปที่กระทรวงไหน ทบวงไหน กรมไหน เกือบทุกที่ครับจะโดนข้อครหาเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นครับ ผมเรียนว่าคนที่ไม่สบายใจนั้นก็คือพี่น้องประชาชนครับ เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์หรือว่า ข่าวทุกข่าวที่ออกไปเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น เรื่องนี้ผมเองนั้นเป็น ส.ส. สมัยแรกครับ แต่ก็มีความรักในสถาบันสภาผู้แทนราษฎร และมีความรักในอาชีพนักการเมือง จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการทุจริตคอร์รัปชันหนาหูขึ้นทุกวัน พี่น้องประชาชนที่เขาเป็นคอการเมืองนั้น เขาก็จะตําหนิรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงว่ารัฐมนตรี คนนั้นคนนี้มีเรื่องทุจริต แต่สําหรับพี่น้องประชาชนที่ไม่ใช่คอการเมืองแท้ ๆ นี่ เวลาเขาตําหนิ เขาตําหนินักการเมืองครับ เขาบอกว่านักการเมืองนั้นเป็นมนุษย์พันธุ์วิเศษครับ เข้ามา เพื่อที่จะเบียดบังและหาผลประโยชน์กับภาษีของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยอมไม่ได้ ครับท่านประธาน ผมดีใจครับที่ได้เข้ามาสภาแห่งนี้ แล้วก็ทุกครั้งที่ท่านประธานได้เรียกให้ พวกเรากดบัตรเวลาที่จะแสดงตนต่าง ๆ จะเรียกเราด้วยคําที่มีเกียรตินะครับ เรียกว่า ท่านผู้ทรงเกียรติ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าทุกครั้งที่มีข่าวทุจริตออกไปตามหน้าสื่อ ต่าง ๆ นั้นพี่น้องประชาชนเขาตําหนิเราครับ เขาไม่ได้เรียกเราว่าเป็นท่านผู้ทรงเกียรติเลย บางครั้งเขามองเราเป็นท่านที่ผู้คนเกลียดครับท่านประธาน เพราะว่าการทุจริตคอร์รัปชัน แบบนี้ละครับ ผมถึงเรียนท่านประธานว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้ประกาศในการประชุม คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ท่านได้รับโปรดเกล้าฯ ใหม่ ท่านบอกว่ามีกฎเหล็กอยู่ ๙ ข้อครับ ผมก็ คงจะไม่ผ่านทุกข้อ ข้อที่ ๒ บอกว่าให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อย่างเคร่งครัด ไปดูสิครับว่าทุกกระทรวงนั้นยึดหรือเปล่ารับ ข้อที่ ๖ บอกว่าให้คณะรัฐมนตรี ทุกคนปฏิบัติตน โดยคํานึงถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชน พฤติกรรมใดที่นําไปสู่ ความไม่เชื่อมั่นให้ระวังเป็นพิเศษ กระทรวงที่ฝ่ายค้านอภิปราย แต่ผ่านไปแล้วท่านเห็นไหม ว่าเป็นข้อสงสัยและข้อที่ไม่สบายใจของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้นครับ และมาข้อ ๙ คือข้อสุดท้ายสําคัญเลยครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐมนตรีทุกคนนั้นไม่มีสิทธิเหนือ ประชาชนคนอื่นในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมาย ท่านนายกบอกว่าจะมีการประเมินผลงาน ทุก ๓ เดือนครับ นี่ผ่านมา ๒ ปีกับอีก ๒ เดือนกว่าแล้ว ผมไม่ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้ประเมินอย่างไรบ้าง ผมเห็นทุกครั้งนะครับที่มีปัญหาเรื่องข้อครหาของการทุจริต คอร์รัปชั่น ท่านนายกรัฐมนตรีจะทําอย่างเดียวก็คือการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งผมเองก็อยู่ในสภามา ๓ ปีแล้วนะครับ ก็ยังไม่ค่อยได้เห็นเลยครับ ผลการตรวจสอบ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลท่านนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งวันนี้ครับทางฝ่ายค้าน ได้มอบหมายให้ผมนั้นได้อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ครับ ซึ่งผมกับท่านองอาจนั้นส่วนตัวนั้นผมก็นับถือท่านนะครับ ท่านองอาจคงจําได้ครับ ผมเจอท่านใต้ตึกประชุมนี่ล่ะครับ ขณะนั้นท่านยังไม่ดํารงตําแหน่ง รัฐมนตรี ผมให้กําลังใจท่านและบอกว่า ผมคาดว่าท่านวันหนึ่งจะได้เป็นรัฐมนตรีขออวยพร ให้ท่านได้ตําแหน่งนั้น แล้ววันนี้ท่านนั่งบนตําแหน่งรัฐมนตรี กลับทําให้ผมรู้สึกผิดหวัง เพราะหลักฐานที่ผมพูดให้ท่านประธานฟังในลําดับต่อไปนั้นแสดงให้เห็นเลยครับว่า ผมสามารถตั้งข้อกล่าวหาท่านรัฐมนตรีองอาจครับว่าท่านนั้นทุจริตคอร์รัปชั่น เอื้อประโยชน์ พวกพ้อง และใช้งบประมาณของแผ่นดินนั้นโดยไม่จําเป็น หรือว่าโดยความสิ้นเปลือง และหน่วยงานที่ผมจะพูดถึงนั้นเป็นหน่วยงานที่อยู่ในการกํากับดูแลของท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ โดยตรง ก็คือ บริษัท อสมท. จํากัด (มหาชน) ท่านประธานครับก่อนที่ผมจะได้ พูดถึงเหตผลในการสนับสนุนในเรื่องที่ผมได้ตั้งข้อหาท่านรัฐมนตรีองอาจนั้น ผมขอเรียน ถึงข้อมูลทั่วไปของบริษัท อสมท. จํากัด มหาชน ให้ท่านประธานได้ทราบเป็นเบื้องต้น ไม่ยาวนะครับ แต่เหตุผลที่ผมจะต้องเรียนให้ท่านประธานบอกเป็นข้อมูลไว้ก่อน เพราะว่า ผมจะใช้อ้างอิงในลําดับต่อไปภายหลัง บริษัท อสมท. จํากัด มหาชน ได้จดทะเบียน ในรูปแบบบริษัทมหาชน วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๗ เข้าตลาดหลักทรัพย์ วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๗ โดยเขียนว่า มีภารกิจในการประกอบกิจการด้านสื่อสารมวลชนและประกอบด้วย ธุรกิจหลักที่ดําเนินการเองมี ๓ อย่างครับ ๑. กิจการสถานีโทรทัศน์ โมเดิร์น ไนน์ (Modern nine) หรือว่าช่อง ๙ ในปัจจุบัน ๒. กิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและ ๓. สํานักข่าวไทย บริษัท อสมท จํากัด มหาชน นั้นมีทุนจดทะเบียน ๓,๘๓๕ ล้านบาท มีพนักงาน ๑,๔๑๖ ท่าน มีบริษัทย่อยอีก ๒ บริษัท บริษัทแรกชื่อว่า บริษัท ทาร์โร วาร์ เวอร์ วาย จํากัด ซึ่งได้เขียนไว้ ที่เอกสารของตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัทนี้ดําเนินธุรกิจด้านการผลิตรายการและสารคดี โทรทัศน์ทุกประเภท บริษัทที่ ๒ คือ บริษัท ซี้ท เอ็มคอท จํากัด ก็ดําเนินธุรกิจเกี่ยวกับด้าน การบันเทิงทุกประเภทครับ เมื่อทราบแบบนี้แล้วก็ทําให้ไม่สบายใจครับ เพราะว่า อสมท. นั้น เป็นบริษัทที่กระทรวงการคลังนั้นถือหุ้น ก็เท่ากับว่าพี่น้องประชาชนนั้นเป็นหุ้นด้วยครับ แต่เรื่องที่ผมจะเรียนว่าในการใช้งบประมาณโดยไม่จําเป็น เนื่องจากว่าทางคณะกรรมการ ของบริษัท อสมท. ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อไปดูงานที่บริษัทที่ชื่อว่า คริสตัล ซิสเต็ม จํากัด คณะกรรมการได้มีความเห็นบอกว่า ที่บริษัทนี้เขามีระบบการสื่อสาร อยู่ระบบหนึ่ง ระบบนั้นชื่อว่า เทเลพรีเซนท์ (Telepresent) เรียนท่านประธาน ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนที่ยังพอตื่นและยังชมอยู่นี่ขนะครับ ระบบนี้เป็นระบบสื่อสาร รูปแบบใหม่ที่ใช้สื่อสารในการพูดคุยแบบเห็นหน้า เรามีความรู้เขาเขียนออกมาว่าเสมือนอยู่ ในที่เดียวกัน ดังนั้นเมื่อทางคณะกรรมการได้ไปดูงานกลับมาแล้วครับบอกว่าชอบใจระบบนี้ ท่าน ผอ. อสมท. ก็มอบหมายให้ฝ่าย ไอที หรือฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นประสานไปยัง ตัวแทนจําหน่ายของบริษัทนี้ของประเทศไทย โดยมีหนังสือเหตุลผลในการที่จะขอจัดซื้อจัดจ้าง หรือว่าจะเช่า บอกว่าจะนํามาติดต่อสื่อสารประชุมทางไกลระหว่างสํานักงานใหญ่และ สาขาภูมิภาคและเชื่อมสัญญาณกับรถถ่ายทอดที่ติดอุปกรณ์พิเศษที่จะขอจัดซื้อจัดจ้าง หรือว่าจะเช่า บอกว่าจะนํามาติดต่อสื่อสารประชุมทางไกลระหว่าง อสมท. สํานักงานใหญ่ และสาขาภูมิภาค และเชื่อมสัญญาณกับรถถ่ายทอดที่ติดอุปกรณ์พิเศษ รวมถึงสามารถ ให้การรองรับการสื่อสารแล้วก็เป็นการประชุมทางไกลกับบุคคลสําคัญ หรือแหล่งข่าว ที่ทําเนียบรัฐบาลและรัฐสภาท่านประธาน เมื่อมีจดหมายเช่นนี้ก็แน่นอนครับ ท่าน ผอ. ได้อนุมัติในหลักการเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ปี ๒๕๕๓ แล้วก็มอบหมายให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนั้นได้ไปเช่าซื้อระบบนี้จากตัวแทนจําหน่ายของบริษัทนี้เป็นเวลา ๒๔ เดือน วงเงิน ๒๔ ล้านบาท พูดง่าย ๆ ก็เดือนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยบริษัทได้มีการอ้าง ระเบียบของบริษัท อสมท. ซึ่งเป็นช่องทางในการจัดซื้อ เป็นระเบียบฉบับที่ ๑๒/๕๓ ครับ ระเบียบนี้ลงวันที่ไว้ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ บอกว่า ให้อํานาจท่าน ผอ. อสมท. นั้นมีอํานาจ จัดหาวัสดุด้วยวิธีพิเศษ วงเงินนั้นไม่เกิน ๒๕ ล้านบาทต่อครั้งครับท่านประธาน และยังบอก ไว้อีกนะครับในหนังสือ ว่า อสมท. เองนั่นละครับ บอกว่าให้มีคณะกรรมการจัดหาวัสดุ โดยวิธีพิเศษ ดําเนินการให้เสร็จภายใน ๗ วันครับ และให้มีคณะกรรมการตรวจรับให้เสร็จ สิ้นภายใน ๕ วัน เมื่ออ่านเอกสารแบบนี้เลยทําให้มีคําถามเกิดขึ้นครับว่าทําไมการจัดซื้อ จัดจ้างหรือว่าจะเช่าระบบจากบริษัทนี้ทําไมถึงต้องมีความรีบร้อนขนาดนี้ครับท่านประธาน
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่าระบบนี้มีความจําเป็นสําหรับบริษัท อสมท. มากน้อย แค่ไหนครับ ซึ่งเหตุผลนั้นผมได้เรียนท่านประธานไปแล้วนะครับ ผมได้ไปนั่งอ่านแล้ว ก็พิเคราะห์ดูครับ ผมมองเห็นว่าระบบนี้ไม่มีความจําเป็นเลยที่จะต้องจัดซื้อจัดหาและเช่าไว้ใช้ ในภารกิจของ อสมท. ครับ โดยเหตุผลดังนี้นะครับ โดยปกติการประชุมของ อสมท. ระหว่าง ส่วนกลางแล้วก็ส่วนภูมิภาคที่มีอยู่ทั้งหมด ๓๕ สาขา เขาจะมีการอนุมัติให้ส่วนภูมิภาคนั้น เดินทางมาประชุมในกรุงเทพมหานคร ฃอยู่แล้วครับ
ประการที่ ๒ อสมท. นั้นมีรถถ่ายทอดสดหลายสิบคันครับท่านประธาน และผมเชื่อว่ารถถ่ายทอดสดที่มีจํานวนมากนี้ก็สามารถจะรองรับการถ่ายทอดสดตามที่ ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี หรือว่าฝ่ายการเมืองร้องขอได้อยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าระบบนี้ไม่มีความจําเป็นเลยจากเหตุผลของ อสมท. ที่ได้อ้างถึง การที่จะจัดซื้อจัดหาระบบนี้ให้มีไว้ใช้ ผมถึงเสียดายงบประมาณ ๒๔ ล้านครับ ถามว่า เงิน ๒๔ ล้านบาท ถ้าเทียบกับงบประมาณของแผ่นดินนั้นมันนิดเดียว แต่ท่านประธาน คงจําได้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาถึงแม้ว่าไม่ได้แถลงที่นี่ แถลงที่กระทรวงการต่างประเทศ ผมฟังอยู่ครับ แล้วก็ชื่นชมท่าน เพราะท่านได้น้อมนํา พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง มาปฏิบัติในรัฐบาลของท่าน ผมมองว่าเงิน ๒๔ ล้านถึงจะเป็นเงินไม่มากนักถ้าเทียบกับงบประมาณ แผ่นดิน แต่เงินจํานวนนี้ถ้ายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงแล้วผมมองว่าไม่จําเป็นครับ ท่านประธาน เพราะผมมองว่าเงินนี้ใช้ฟุ่มเฟือยโดยไม่จําเป็น และข้อเท็จจริงปรากฏ อีกครับบอกว่า ยังไม่มีการเซ็นสัญญาเช่าครับ ไม่ใช่เพราะว่าท่านรัฐมนตรีมองเห็นว่าระบบนี้ ไม่จําเป็นหรือว่าท่าน ผอ. อสมท. เห็นว่าไม่จําเป็น มีก้างครับ เพราะว่ามีคนเขาร้องเรียนครับ คือทางสหภาพได้มีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการคณะหนึ่ง ก็เลยมีการชะลอโครงการนี้ เอาไว้ก่อน แต่ปรากฏว่าข้อเท็จจริงว่าระบบนี้ได้นํามาใช้ที่ทําเนียบรัฐบาลแล้วครับ แล้วก็ เห็นได้ข่าวบอกว่าเป็นรายการของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่พูดคุยกับพี่น้องประชาชน วันอาทิตย์ ซึ่งผมก็ทราบว่าท่านเองก็คงไม่ทราบว่าระบบนี้ได้มีการนําใช้หรือไม่นะครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีองอาจจะลุกขึ้นมาแล้วบอกว่ายังไม่มีการเซ็นสัญญา แต่ว่าอาจจะได้ มีการทดลองให้ไปทดลองใช้ในทําเนียบรัฐบาลก่อนที่จะเซ็นสัญญาเช่า ผมก็เลยไปค้นต่อว่า ถ้าท่านจะอ้างแบบนี้ผมก็เลยไปดูในบันทึกข้อตกลงร่วมทุนครับ ระหว่าง อสมท. กับ บริษัทเอกชนรายนี้ละครับ ถามว่าทําไมต้องไปดูครับ เพราะว่าการระบุระยะเวลาของ การทดลองใช้ระบบนี้มีความจําเป็นครับ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้ามีการทดลองใช้จริงจะต้องมีการระบุ ในบันทึกข้อตกลงร่วมทุนระหว่าง ๒ บริษัท ก็คือบริษัท อสมท. และบริษัทเอกชนบริษัทนี้ ว่าจะใช้ระยะเวลานานเท่าไร และรัฐจะจ่ายสตางค์เมื่อไร บริษัทเอกชนจะได้รู้ครับ ว่าเขาจะได้สตางค์เมื่อไร แล้วถ้าถามว่าถ้ามีการทดลองจริงก็แปลว่าท่านก็ยังไม่ทราบว่า ระบบนี้ดีจริงอย่างที่บริษัทแม่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาโชว์ให้ดูหรือเปล่า คําถามก็เกิด ตามมาครับว่าถ้าไม่รู้ว่าจะดีจริงหรือเปล่าทําไมเซ็นสัญญา ๒ ปีล่ะครับ ทําไมท่านไม่ลอง เซ็นสัญญาเพียงแค่ ๑ ปีก่อน ๑๒ ล้านบาท ท่านก็จะประหยัดงบประมาณแผ่นดินไปได้อีก ๑๒ ล้านบาท เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนท่านประธานครับว่าเหตุผลแบบนี้ทําให้ผมเชื่อได้ว่า ท่านรัฐมนตรีนั้นได้ใช้อํานาจของตนเองเห็นชอบแล้วก็รู้เห็นเป็นใจครับให้ทาง อสมท. นั้น ได้เช่าซื้อระบบนี้ให้มีไว้ใช้ในหน่วยงานที่ตัวเองกํากับดูแลแล้วก็เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ โดยไม่จําเป็นครับ รวมทั้งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนคู่สัญญาครับท่านประธาน นี่เป็นเหตุผลประการแรกที่ผมจะขออนุญาตเป็นเหตุผลที่ไม่สามารถไว้วางใจท่านได้ในเหตุผล แรกครับ
เหตุผลที่ ๒ นั้นเป็นเหตุผลของการทุจริตคอร์รัปชันและเอื้อประโยชน์ พวกพ้อง ท่านประธานครับ แน่นอนข้อหานี้หนักนะครับ แต่ข้อหานี้เป็นข้อหาที่พรรครัฐบาล ปัจจุบันนั้นเคยใช้กับรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยครับในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่ารัฐบาล ในขณะนั้นมีการทุจริตคอร์รัปชันและเอื้อประโยชน์พวกพ้อง วันนี้ผมในฐานะตัวแทนของ ฝ่ายค้านก็จะใช้คํานี้กับรัฐบาลของท่านนั่นละครับ เนื่องจากว่าทางกระทรวงพาณิชย์ ได้จัดสรรงบประมาณก้อนหนึ่งให้กับ อสมท. ซึ่งผ่านมาทางสํานักปลัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ทาง อสมท. นั้นเป็นผู้ดําเนินโครงการผลิตแล้วก็เผยแพร่สื่อโทรทัศน์พาณิชย์สร้างสรรค์ ครับ ผมคาดว่าก็คงเป็นความคิดของท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ที่จะประชาสัมพันธ์ หน่วยงานที่ ตัวเองกํากับดูแล ท่านคงมี ๒ ช่องทางในการสื่อสารเรียกว่าทําโฆษณาระหว่างรัฐกับรัฐ ช่องแรกที่จะมองไปก็คือช่อง ๑๑ จะเห็นว่าช่อง ๑๑ นั้นอาจจะคนดูน้อย ทางสํานักปลัด ก็เลยเรียกบอกว่าให้มาที่ อสมท. ก็คือช่อง ๙ เพราะว่ามีคนดูมากกว่า รวมทั้ง อสมท. นั้นก็มี ช่องอยู่ที่ทรูวิชั่นส์ (True vision) ด้วยสามารถออกได้ตลอดเวลา งบประมาณของกระทรวง พาณิชย์ที่มอบให้กับ อสมท. นั้น ๕๐ ล้านบาท และมีระยะเวลาของการดําเนินโครงการนั้น ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ซึ่ง ๕๐ ล้านบาทนี้ก็จะรวมกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วย เมื่อให้ไปท่านประธานเงินส่วนนี้ถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนครับ ส่วนที่ ๑ เขาเรียกว่า ค่าเวลามูลค่า ๕,๘๘๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่ ๒ เขาเรียกว่า ค่าผลิตรายการ ตรงนี้ ๔๔,๑๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งถ้ารวมกันก็พอดีครับ ๕๐ ล้านบาท ซึ่งในเอกสารของ อสมท. ได้ระบุเลยครับบอกว่า อสมท. นั้นไม่สามารถดําเนินการเองได้ ดังนั้นบริษัทจึงต้องจัดจ้าง หน่วยงานภายนอกที่มีความชํานาญเฉพาะด้านมาดําเนินงานแทน ๒ บริษัทครับ เรื่องมัน เกิดขึ้นตรงนี้ละครับท่านประธาน ผมถามว่าทําไมถึงต้องไปจ้างบริษัทเอกชนครับ ในเมื่อ อสมท. เองที่มีพนักงาน ๑,๔๑๖ ท่าน ไม่มีใครเลยหรือครับที่สามารถผลิตรายการแบบนี้ได้ แล้วรายการนั้นก็ออกอากาศของ อสมท. เท่านั้นเองครับ ช่องเดียวนี่ละครับ และที่สําคัญ ท่านประธานคงจําข้อมูลเบื้องต้นของบริษัท อสมท. ที่ผมเรียนท่านประธานไปได้ อสมท. นั้น มีบริษัทลูกที่เรียกว่า บริษัท พาโนโรมา เวิลด์วาย จํากัด บริษัทนี้มีพนักงาน ๖๗ คน แล้วก็ ผลิตสื่อโทรทัศน์ทุกประเภทครับ ผมไม่เข้าใจว่าทําไมต้องเอางบประมาณ ๔๔ ล้านบาทเศษนี้ ไปมอบให้เอกชนครับ ๒ บริษัทที่ผมจะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้นะครับ บริษัทแรกชื่อว่า บริษัทบางกอก โชว์เคส จํากัด แล้วบริษัทที่ ๒ ชื่อว่า บริษัท เดนท์สุ มีเดีย ประเทศไทย จํากัด ซึ่งในเอกสารก็ยังระบุอีกครับท่านประธาน บอกว่าบริษัท อสมท. นั้นได้พิจารณาร่วมกับ สํานักปลัดกระทรวงพาณิชย์เห็นว่า ๒ บริษัทนี้เป็นที่ยอมรับมีความเชี่ยวชาญ ประกอบกับ เป็นผู้เสนอราคาต่ํากว่าบริษัทอื่น ท่านประธานครับ ขอขีดเส้นใต้ ๒ เส้นเลยที่บอกว่า ประกอบกับเป็นผู้เสนอราคาต่ํากว่าบริษัทอื่น ผมก็เลยตามไปดูครับใบเสนอราคาของ ๒ บริษัท ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีคงมีเหมือนผม บริษัทแรกบริษัท บางกอก โชว์เคส จํากัด เสนอราคามาที่ ๒๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท เสนอมาบริษัทเดียว วันที่ในการเสนอราคาของบริษัท บางกอก โชว์เคส จํากัดเขียนไว้แค่เดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ครับ ไม่มีการระบุวันที่ครับ มาดู บริษัทที่ ๒ ครับ บริษัท เดนท์สุ มีเดีย ประเทศไทย จํากัด เสนอราคามูลค่า ๑๘,๒๘๐,๐๐๐ บาท แต่ใบเสนอราคาลงวันที่ว่า ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ท่านประธานจําได้ไหมครับ เดี๋ยวผมบอกให้ท่านประธานได้จําเดือนและปีดี ๆ ครับ เพราะโครงการของกระทรวง พาณิชย์นั้นเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ทําให้เกิดข้อสงสัยตามาครับว่าเสนอราคา เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายนนั้นบริษัทเอกชน ๒ บริษัทนี้จะทํางานทันหรือครับท่านประธาน ผมเองนั้นเคยมีบริษัทเล็ก ๆ ผลิตรายการทีวี ๑ นาทีเท่านั้นละครับ เรียนท่านประธานว่า ขั้นตอนมากมายครับ ไหนจากที่ไปหารือกับลูกค้าในที่นี้คือกระทรวงพาณิชย์นะครับ ท่านต้องไปเขียนบท ต้องตรวจสอบบท หาคนเล่น ต้องถ่ายทํา ต้องตัดต่อ ต้องใส่เพลง สารพัดนะครับ ระยะเวลาเท่านี้ผมมองว่าไม่น่าจะทําได้ครับ ปรากฏว่าพอผมไปตรวจสอบ ครับ สันนิษฐานของผมผิดครับ ๒ บริษัทนี้เก่งกาจมากครับท่านประธาน เนื่องจากว่า มีจดหมายยืนยันการออกอากาศของรายการของกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมด มี ๓ ใบครับ ใบแรกนั้นลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ เป็นใบยืนยันการออกอากาศทางทรูวิชั่น ๙๘ บอกว่า เป็นสปอร์ทโฆษณาสั้น ๆ นะครับ ๓๐ วินาที ออกมาถึง ๖๐๐ ครั้ง และลงวันที่ว่าได้ออกไว้ เมื่อวันที่ ๑๕-๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เรียบร้อยแล้ว ก็คือรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ออกอากาศเสร็จไปแล้วนะครับ ทั้งที่เพิ่งมีการเสนอราคาเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ อีกใบหนึ่งลงวันที่เดียวกัน ๑๔ ธันวาคมเช่นเดียวกันครับ รายการพาณิชย์สร้างสรร ๓ รายการ บอกว่าออกอากาศตั้งแต่วันที่ ๑-๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ใบที่ ๓ ซ้ําร้ายกว่าเดิมครับท่าน ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เป็นหนังสือยินยอมให้เอารายการที่ออกอากาศไปแล้วนั้นมาออกอากาศอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะดําเนินการตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ผมงงครับว่านี่คือการทํางานของบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์หรือครับ นี่คือการทํางานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐหรือครับ นั่นแปลว่าอะไรครับ แปลว่า ๒ บริษัทเอกชนนี้ต้องผลิตรายการไปก่อนออกอากาศไปแล้ว แล้วยังไม่ทราบว่าจะได้รับสตางค์หรือเปล่าครับ เพราะยังไม่มีการอนุมัติเลยครับ มีแค่เสนอ ราคา บริษัท ๒ บริษัทเอกชนนี้กล้าหาญมากครับ แล้วที่สําคัญนะครับท่านรัฐมนตรี คงจะต้องรับผิดชอบร่วมกับลูกน้องของท่านคือท่าน ผอ. ครับ ที่ซ้ําร้ายไปกว่านั้นคือว่า ท่าน ผอ. อสมท. ได้เซ็นอนุมัติโครงการนี้เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๔ ครับท่านประธาน เป็นอย่างไรครับ สิ่งที่ผมเข้าใจผิดมาตลอดเลยใช่ไหมครับว่าการทํารายการนั้น ระบบ ระเบียบของบริษัทหรือของราชการนั้นต้องเป็นระบบที่ถูกต้องตรงไปตรงมาตรวจสอบได้ เหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกครับ ทําไมวันที่มันกลับไปกลับมาแบบนี้ละครับ เมื่อเห็น วันที่กลับไปกลับมาแบบนี้ทําให้เกิดข้อสงสัยทันทีว่า ๒ บริษัทเอกชนนี้มีความกล้าหาญ อย่างไรถึงจะกล้ารับงานแบบนี้ ผมก็เลยตามไปดูครับว่า ๒ บริษัทนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร บริษัท ที่ได้รับงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ไป ๒๓ ล้านบาท บริษัทโชเคสนั้นมีทุนจดทะเบียน ๓๐ ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นบริษัทที่ใหญ่ใช้ได้ มีกรรมการบริษัท ๔ ท่าน ท่านแรกชื่อว่า นายสุรพงษ์ นามสกุล จุด จุด จุด ท่านที่ ๒ นายอรรถพัฒน์ นามสกุล จุด จุด จุด ๒ ท่านนี้ ไม่ได้เป็นพี่น้องกันนะครับ เพียงแต่ว่าผมละไว้ในฐานที่เข้าใจ พยายามไม่เอ่ยถึง บุคคลภายนอกโดยไม่จําเป็น ท่านที่ ๓ กรรมการบริษัทนั้นชื่อว่า นางสาวอัจฉรา นามสกุล จุด จุด จุด ละไว้เช่นเดียวกัน มาถึงรายที่ ๔ ท่านประธาน ชื่อว่า นาง จุด จุด จุด นามสกุล สลักเพชร ท่านประธานเห็นหรือยัง ความกล้าหาญของบริษัทนี้ทําให้มองเห็น และผมเชื่อว่า จากหลักฐานที่ผมมาปะติดปะต่อร้อยเป็นเรื่อง ซึ่งจากเอกสารของ อสมท. มองได้ว่า อาจจะมีการทุจริตคอร์รัปชันและเอื้อประโยชน์พวกพ้อง และเพื่อให้ความเป็นธรรมกับ คนนามสกุล สลักเพชร ผมเข้าใจดีครับ อาจจะเป็นครอบครัวใหญ่แต่ว่ามีพี่น้องเยอะ บางคน อาจจะไปทํางานในสาขาแตกต่างกันก็เข้าใจได้ แต่ข้อกล่าวหาของผมนั้นจะไม่มีน้ําหนักเลย ครับท่านประธาน ถ้าการจัดซื้อจัดจ้างถูกต้องตามกฎระเบียบของบริษัท อ.ส.ม.ท.ครับ ท่านประธาน และถ้าท่านรัฐมนตรีจะลุกมาแก้ตัวบอกว่า ผอ. ท่านเก่านั้นก็เคยใช้บริษัทหนึ่ง เช่นเดียวกันก็คือบริษัทเด็นซุ บริษัทนี้เป็นบริษัทข้ามชาติ จดทะเบียนนั้นรายชื่อเป็นคนญี่ปุ่น ทั้งนั้น ผมไม่ปฏิเสธครับว่าบริษัทนี้เคยทําโฆษณาให้กับรถยนต์รายหนึ่งเป็นรายใหญ่ของ ประเทศไทย และขณะนั้นคนที่ใช้บริษัทนี้มาดําเนินการก็ท่าน ส.ส. มิ่งขวัญ นั่นละครับ เพราะท่านจะบอกว่าบริษัทนี้ก็เคยใช้ ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ผมเรียนท่านประธานครับว่าสถานะ เศรษฐกิจปัจจุบันกับเมื่อตอนที่ใช้สมัยโน้นมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สมัยนั้นเศรษฐกิจเฟื่อง ฟู สมัยนี้เราเป็นหนี้ เราต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อจะมาปิดงบประมาณของแผ่นดิน เพื่อที่จะมา ใช้จ่ายในประเทศของเราเอง เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินโดยเอื้อ ประโยชน์ให้กับบริษัทพวกพ้องของตัวเองแบบนี้ไม่น่าจะถูกต้อง แล้วมองว่าการดําเนินการ ธุรกิจถ้าจะมีการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐ น่าจะใช้รัฐต่อรัฐน่าจะดีที่สุด ผมว่าเข้ากับ เศรษฐกิจในขณะปัจจุบันเป็นอย่างมากครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนท่าน ประธานครับว่าด้วยหลักฐาน ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ผมเรียนท่านประธานไปแล้ว ๒ ข้อ ทําให้ ผมเกิดความไม่สบายใจว่าภาษีของพี่น้องประชาชนที่รัฐบาลชุดนี้นั่งบริหารอยู่นั้นจะโปร่งใส อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้จริงหรือไม่ ๒ บริษัทนี้กล้าหาญไปแล้วนะครับ ผมก็ตามไปดูอีกว่าทําไมท่าน ผอ. ถึงกล้าหาญขนาดว่าเซ็นย้อนหลังให้ได้ขนาดนี้ ผมก็ไป ค้นคว้า ปรากฏว่าคุณสมบัติของ ผอ. ท่านนี้ ท่านขาดคุณสมบัติที่จะดํารงตําแหน่งนี้มา ตั้งแต่ต้นแล้วครับท่านประธาน จะเป็นอย่างไรเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ท่านฟัง เรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องเงียบ เป็นเรื่องที่ทางสหภาพก็ร้องเรียน แต่ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีองอาจได้ทํา อะไรไปบ้าง ผมเข้าใจดีครับว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในขณะที่ท่านนั้นยังไม่ได้รับตําแหน่ง แต่เมื่อ ท่านทราบแล้วท่านทําอย่างไรบ้างครับ ท่านประธาน เมื่อมีการว่างลงของ ผอ. อสมท. แน่นอนบริษัทใหญ่ขนาดนี้ บริษัทมหาชนต้องมีการสรรหาใหม่ และระเบียบของบริษัทนั้น ก็ได้ระบุไว้ชัดเจน ระเบียบนั้นระบุไว้ ๒ ส่วนด้วยกัน
ส่วนแรกเขาเรียกว่าคุณสมบัติทั่วไปครับ ก็แน่นอนครับระบุว่าสัญชาติไทย ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นได้หรือเปล่า อายุไม่เกิน ๕๘ ปี ไม่ล้มละลาย เขาเรียกว่าคุณสมบัติทั่วไป ขออนุญาตไม่อ่านหมดนะครับ
ส่วนที่ ๒ เรียกว่าคุณสมบัติเฉพาะครับ เขาบอกว่าเป็น หรือเคยเป็นผู้บริหาร จากหน่วยส่วนราชการตั้งแต่ระดับกรมขึ้นไป หรือหน่วยงานของรัฐเทียบเท่ากรมโดยต้อง ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองผู้บริหารสูงสุดขององค์กรนั้น พูดกันง่าย ๆ คือถ้ารับราชการ ก็เป็นระดับท่านอธิบดีทั้งหลายนี่ละครับ อีกข้อหนึ่งครับ บอกว่าถ้าไม่เคยรับราชการ บอกว่า เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารจากหน่วยงานภาคเอกชนโดยต้องดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่า รองผู้บริหารสูงสุดขององค์กรนั้น มีรายได้ไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาทต่อปีครับ แล้วต้อง ดํารงตําแหน่งอย่างน้อย ๒ ปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นใบสมัครครับท่านประธานครับ นี่คือ ๒ ข้อ ที่ถือว่าเป็นคุณสมบัติเฉพาะครับ ถามว่าทําไมต้องระบุไว้ว่าต้องมีรายได้ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ก็เพราะอยากให้คนที่มีประสบการณ์ อยากให้คนที่เคยบริหารองค์กรใหญ่ ๆ มาแล้ว ไม่อย่างนั้นก็ลูกตาสีตาสาที่ไหนก็มาบริหารได้ครับ เปิดบริษัทตัวเองไม่นานนั่งเป็นเจ้าของ สักพักก็มาบริหารได้แล้วครับท่านประธาน ซึ่งผมก็ไปดูใบสมัครของท่าน ผอ. คนปัจจุบัน วันสมัครท่านอายุเพียงแค่ ๓๗ ปีครับ อ่อนกว่าผมอีกครับซึ่งตามปกติคนอายุขนาดนี้ บริหารงานบริษัทเอกชนนั้นมีอยู่ ๒ แบบเท่านั้นละครับ แบบแรก คือมีความเก่งจริงครับ แบบที่สอง คืออาจจะเป็นลูกเจ้าของครับท่านประธาน ผมไปตรวจมาแล้วจากใบสมัครของ ท่าน ผอ. ระบุว่าเคยดํารงตําแหน่งใหญ่โตมาแล้ว ๕ ตําแหน่งใหญ่ ๆ แต่ตําแหน่งที่ใกล้เคียง กับกฎของบริษัทที่สุดนั้นยังห่างไกลครับท่านประธาน ผมเลือกมาให้เลยครับบริษัทที่ ใกล้เคียงที่สุดชื่อว่าบริษัท สตาร์ ทีวี เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งขณะนั้นดํารงตําแหน่งเป็น รองประธานภูมิภาคครับ แน่นอนหลายคนที่เคยฟังชื่อบริษัทสตาร์ทีวีนั้น คนที่ทํางานสื่อเองนั้น ร้องอ๋อทุกคนครับ บริษัทนี้มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศฮ่องกง มีรายได้ ท่านประธาน ทราบไหมครับ ปีหนึ่ง ๒๔๕ ล้านเหรียญสหรัฐ มีพนักงาน ทั่วโลก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน แต่บริษัทที่ท่าน ผอ. คนนี้เคยทํางานอยู่ จดทะเบียนในชื่อของบริษัท สตาร์ กรุ๊ป รีจินอล (ประเทศไทย) จํากัด บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียน ๓ ล้านบาท สืบไปแล้วพูดง่ายท่านเป็นเพียงรองผู้จัดการสาขาเท่า นั้นเองครับ ผมก็ตามต่อไปครับเขาบอกว่าดูแลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมดูแล้วมีทั้งหมด ๗ ประเทศครับ ถ้านํารายได้มารวมกันผมเดาว่าอย่างไรก็ไม่น่าถึง ๑,๕๐๐ ล้านบาท และที่แย่ ไปกว่านั้น ผมได้ตามไปดูเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพราะว่าบริษัท สตาร์ กรุ๊ป รีจินอล ไทยแลนด์ มีรายได้ปีหนึ่ง ๑๘ ล้านบาทเท่านั้นเองครับ นี่ปี ๒๕๔๘ นะครับ ปี ๒๕๔๗ มี ๑๔.๗ ล้านบาทครับ ผมบวกไปสามสี่รอบแล้ว อย่างไรมันก็ยังไม่ใกล้ ๑,๕๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนท่านประธานครับ ผมเข้าใจผมเรียนมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ท่านรัฐมนตรีนั้นขณะที่มีการแต่งตั้งนั้นท่านไม่ได้ดํารงตําแหน่งอยู่ แล้วท่านก็ไม่มีอํานาจครับ เพราะเขามีคณะกรรมการสรรหา ท่านจะบอกว่าท่านไม่รู้เพราะว่าคณะกรรมการสรรหา เขาทํากันมา ท่านประธานบอร์ดของ อสมท. ดอกเตอร์สุรพล นิติไกรพจน์ ครับ ท่านจํากันได้ ก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ขึ้นตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นอาจารย์ท่านนี้อยู่ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ นั่งโต๊ะเดียวกับท่าน ผบ.ทบ. อนุพงศ์ เผ่าจินดา แล้วบอกให้ นายกรัฐมนตรีสมชายลาออกในขณะนั้นละครับ ท่านเป็นประธานคัดสรรและท่านรัฐมนตรี ก็เลยบอกว่าบริษัท อสมท. อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะต้องผ่านคณะกรรมการของตลาด หลักทรัพย์ ท่านก็อ้างได้เช่นเดียวกันครับ แต่ผมเรียนว่าเมื่อท่านทราบแล้วว่าการดํารงตําแหน่ง มีข้อสงสัยแบบนี้ ผมเชื่อครับว่าอํานาจท่านรัฐมนตรีนั้นทําอะไรได้มากกว่านี้ ท่านน่าจะทํา อะไรได้มากกว่านี้ เมื่อท่านทราบแล้วนะครับว่าการดํารงตําแหน่งมีข้อสงสัยแบบนี้ ผมเชื่อครับว่าอํานาจ ท่านรัฐมนตรีนั้นทําอะไรได้มากกว่านี้ ท่านน่าจะทําอะไรได้มากกว่านี้ และที่สําคัญครับ ผู้ที่สงสัยและเคลือบแคลงในคุณสมบัติของ ผอ. ท่านนี้ไม่ใช่ใครอื่นครับ ลูกน้องของ ท่านรัฐมนตรีใน อสมท. เองละครับ ท่านประธานทราบไหมครับตอนนี้ อสมท. นั้น ถ้าท่าน ได้มีโอกาสเข้าไปติดต่องานจะเห็นเลยครับ แต่งทั้งสีดํา ทั้งสีชมพู สีดํานั้นคัดค้านครับ สีชมพูนั้นเห็นด้วยครับ ผมถามว่าเมื่อในองค์กรไม่มีเอกภาพขนาดนี้การทํางานในฐานะ ผอ. ก็ดี หรือรัฐมนตรีที่กํากับดูแลก็ดีนั้นท่านจะทําให้บริษัทนี้ก้าวหน้าไปได้อย่างไรครับ ท่านประธาน อย่าลืมนะครับ บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียน ๓,๘๐๐ กว่าล้านบาทอยู่ในตลาด หลักทรัพย์ ผมก็เลยไม่เข้าใจครับว่าเมื่อความเชื่อถือของผู้บริหารนั้นไม่เกิดขึ้นจากลูกน้อง ของเขาเอง บริษัทนี้จะมีความน่าเชื่อถือต่อพี่น้องประชาชนที่จะมาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ได้อย่างไรครับท่านประธาน ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้เรียนท่านประธานไปนั้นเป็นเหตุผล เพียงพอที่ทําให้ผมเองรวมทั้งเพื่อน ๆ สมาชิกฝ่ายค้านได้มองว่าพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน เอื้อประโยชน์พวกพ้องและใช้งบประมาณของแผ่นดินด้วยความสิ้นเปลืองแบบนี้ ในฐานะ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านก็ไม่สามารถไว้วางใจท่านรัฐมนตรีให้ดํารงตําแหน่งต่อไปได้ครับ แน่นอน ครับก็ฝากบอกท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลนะครับว่า อีกไม่กี่ชั่วโมง อีกไม่กี่วันครับท่านต้องลงมติท่านก็ลองพินิจพิจารณาครับว่าเหตุผลเนื้อเรื่องที่ผมกล่าวให้ ท่านประธานฟังผ่านไปยังสมาชิกทุกท่านนั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด และสมควรที่จะ ไว้วางใจรัฐมนตรีท่านนี้หรือไม่ และถ้ามองข้ามไปอีกถึงวันเลือกตั้งครับก็ฝากไปถึงพี่น้อง ประชาชนครับ วันนี้ผมได้ทําหน้าที่ ส.ส. ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ แล้วก็หวังว่าพี่น้องประชาชน ที่จะมีอํานาจในการเลือกตั้งกลับมาสู่ในมือของท่านอีกครั้งหนึ่งเร็ว ๆ นี้เหมือนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เรียนไว้กับประชาชนทั่วประเทศ ท่านจะได้ตัดสินใจถูกครับว่า ท่านจะ ลงคะแนนให้พรรคไหนเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินให้พรรคไหนได้เข้ามาดูแลภาษีของ พี่น้องประชาชน ขอบคุณครับท่านประธานครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี ต้องบอกว่าท่านเป็น ส.ส. มา ๓ ปีผมเพิ่งได้ยินท่านอภิปรายครั้งนี้ เป็นครั้งแรก การอภิปรายครั้งแรกผมคิดว่าข้อมูลน่าจะหนักแน่น มีเนื้อหาสาระพอที่จะ กล่าวหาและถอดถอนผมจากการเป็นรัฐมนตรีในข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน อย่างที่ท่านได้กล่าว ไว้ว่าทุจริตคอร์รัปชันเอื้อประประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่และส่อว่า กระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นรัฐมนตรีมา ประมาณ ๗ เดือนกว่า ๆ เมื่อถูกกล่าวหาและถอดถอนต้องส่งเรื่องไป ป.ป.ช. ว่าทํางานทุจริตนั้น ต้องถือว่าเป็นข้อหาที่ร้ายแรงสําหรับผม ผมเองเฝ้ารอนะครับว่าเนื้อหาสาระของเนื้อหา ที่จะถอดถอนผมนั้นหรือที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตนั้นเป็นอย่างไร เพราะเมื่อท่านยื่นถอดถอน ว่าผมทุจริตและอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยนั้นท่านต้องมีพฤติกรรมว่าผมน่ะทุจริตอย่างไร และส่งไปที่ ป.ป.ช. ด้วย ป.ป.ช. ก็จะเป็นผู้ที่พิจารณาว่าคํากล่าวหาของท่านนั้น สามารถถอดถอนผมในฐานะที่ทุจริตได้หรือไม่ ผมไปขอให้ประธานวิปฝ่ายรัฐบาล และที่สําคัญครับ ผู้ที่สงสัยและเคลือบแคลง ป.ป.ช. ก็จะเป็นผู้ที่พิจารณาว่าคํากล่าวหา ของท่านนั้น สามารถถอดถอนผมในฐานะที่ทุจริตได้หรือไม่ ผมไปขอให้ประธานวิป ฝ่ายรัฐบาล ไปขอข้อมูลหนังสือยื่นถอดถอนผมที่ประธานวุฒิสภา ประธานวุฒิสภาไม่ให้ครับ ผมทําหนังสือด้วยตัวเองเพราะผมอยากจะรู้ว่าผมทุจริตเรื่องอะไร เพราะผมเชื่อมั่นในตัวผม เองดีว่าตั้งแต่มาทําหน้าที่ประมาณ ๗ เดือนนั้น ผมไม่มีพฤติกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทุจริต แน่นอนครับ แล้วผมขอท้านายดนุพร ปุณณกันต์ ไว้ตรงนี้เลยครับ ผมเชื่อมั่นว่า ป.ป.ช. ตรวจสอบอย่างไรก็ตาม ไม่สามารถถอดถอนผมแน่นอน แต่ที่ถอดถอนผมไม่ได้นั้นไม่ใช่ว่า ป.ป.ช. ไม่มีน้ํายา ป.ป.ช. มีน้ํายา แต่ ป.ป.ช. จะไม่สามารถหาข้อเท็จจริงใด ๆ ที่จะมา ถอดถอนผมจากการทุจริตได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านอภิปรายผมวันนี้ว่าผมทุจริต ๒-๓ เรื่องที่ ท่านกล่าวขึ้นมา ผมคงไม่ใช่ลักษณะท้าทายท่านหรอกครับ ว่าถ้า ป.ป.ช. ได้ถอดถอนผม ท่านก็ควรจะลาออกจากการเป็น ส.ส. เพราะอีกไม่กี่เดือนก็จะยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้ง หรือถ้า ป.ป.ช. ถอดถอนผมแล้วผมจะลาออกจาก ส.ส. ไม่ท้าทายอย่างนั้นหรอกครับ แต่ผม เพียงอยากจะเรียนยืนยันกับท่านไว้ตรงนี้ว่าผมไม่ได้มีพฤติกรรมทุจริตดังที่ท่านกล่าวหา อย่างแน่นอน สิ่งที่ท่านอภิปรายมาไม่ได้ชี้ตรงไหนเลยว่าผมไปทุจริต แล้วเดี๋ยวผมจะชี้ให้ท่าน เห็นว่าผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้องตรงไหน ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านอภิปรายผมนี้มันไม่ควรมาเป็นส่วนหนึ่ง ของญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจและยื่นถอดถอนรัฐมนตรีให้ข้อหาทุจริตส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. สอบ ผมคิดว่าเรื่องนี้แค่สอบในคณะกรรมาธิการของสภา หรือยื่นกระทู้ถามนี้ผมว่าก็มาก เกินไปแล้ว แล้วเดี๋ยวจะชี้ให้เห็นว่าในหนังสือที่ท่านยื่นถอดถอนผมนี้มีข้อความอันเป็นเท็จ แล้วเป็นข้อความพื้นฐานธรรมดาสําหรับคนที่จะคิดถอดถอนคนอื่นเขาว่าทุจริต ต้องสามารถ หาข้อมูลพื้นฐานอย่างนี้ได้ แล้วท่านทราบไหมครับว่าให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. นั้น ท่านจะมีโทษทัณฑ์อย่างไร ท่านไปถาม ป.ป.ช. ตอนที่ท่านไปให้การก็แล้วกันว่าโทษทัณฑ์ ตรงนั้นจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวผมจะชี้ให้ท่านเห็น ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ท่านกล่าวมา ทั้งหมดมีอยู่ ๒ และ ๓ เรื่อง แต่ทั้ง ๒ และ ๓ เรื่องนั้นมีหลักการเดียวกันครับ ผมอยากจะ ชี้ให้เห็นว่าผมไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปทุจริตอะไรใน อสมท. ได้เลยครับ เพราะผมแทบไม่มี อํานาจหน้าที่อะไรตรงนั้นเลย ผมมีอํานาจหน้าที่อยู่ประการเดียวในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี แล้วผมจะชี้ให้ท่านเห็น ผมคิดว่าถ้าท่านหาข้อมูลมากกว่านี้ท่านอาจจะปฏิเสธการอภิปราย ผมเหมือนกับที่ ส.ส. ในพรรคท่านหลายคนปฏิเสธในการที่จะอภิปรายผมครั้งนี้ จนกระทั่ง ท่านต้องมารับหน้าที่อภิปรายผมในคืนวันนี้ เพราะท่านหาข้อมูลไม่เพียงพอครับ ท่านจึงได้ ลุกขึ้นมากล่าวหาด้วยลีลาที่น่าสนใจในฐานะที่เป็นอดีตนักแสดงเก่า
ท่านรัฐมนตรีครับ ผมว่าลงประเด็นเลยดีกว่า ข้อกล่าวหาท่านก็ชี้แจงไปเลย มันดึกแล้วครับ มันจะเช้าแล้วครับ
ไม่เป็นไร ผมคุ้นเคยอยู่แล้วครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าอํานาจหน้าที่ของคนเป็น รัฐมนตรีกํากับดูแล อสมท. นั้นมีอํานาจหน้าที่อะไรบ้าง ถ้าเป็นสมัยก่อนปี ๒๕๔๗ สิ่งที่ท่าน พูดมาทั้งหมดนั้นถูกต้องครับ ท่านสามารถเข้ามาอภิปรายผม กล่าวหาผมได้ แต่เมื่อมาถึงวันนี้ หลังปี ๒๕๔๗ มานั้น ท่านแทบจะไม่สิทธิที่จะมากล่าวหาผมว่าทุจริตดังที่ท่านได้อภิปรายไป เพราะอะไร เพราะก่อนปี ๒๕๔๗ นั้น อสมท. มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๒๐ อํานาจหน้าที่ของ อสมท. นั้นมีมากมายครับท่านประธาน ครม. เป็นคนแต่งตั้งกรรมการ ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีก็ไม่ได้ตั้งกรรมการโดยตรงครับ มีกรรมการสรรหา รัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ มีอํานาจหน้าที่เรียกประธานกรรมการ เรียกกรรมการ เรียก ผอ. เรียกพนักงานหรือลูกจ้าง มาชี้แจงข้อเท็จจริงได้ ปัจจุบันนี้ทั้งหมดนี้ทําไม่ได้เลยครับ แล้วเดี๋ยวท่านได้ยินผมพูดแล้ว ท่านจะเข้าใจว่าทําไมทําไม่ได้ แล้วถ้าผมทําผมก็จะถูกถอดถอนครับ ตามพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. เช่นเดียวกัน เพราะท่านไม่ได้ศึกษาตรงนี้ท่านถึงได้อภิปรายผม นอกจากเรียกใครมา ไม่ได้แล้ว มาชี้แจงข้อเท็จจริงยังเรียกมาไม่ได้เลยในปัจจุบันนี้ เมื่อก่อนปี ๒๕๔๗ เรียกได้ สั่งให้กระทําหรือยับยั้งการกระทําใด ๆ ยังทําไม่ได้เลยครับ สั่งสอบสวนข้อเท็จจริงสมัยก่อน ทําได้ครับตามนี้ ปัจจุบันผมทําไม่ได้แล้วครับ ปัจจุบันเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน หลังจาก วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๗ มาถึงปัจจุบัน อสมท. ไม่ใช่ อสมท. แบบเดิมเหมือนที่เคยจัดตั้ง เมื่อปี ๒๕๒๐ อสมท. ปัจจุบันนั้นเป็นไปตาม พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ มาตรา ๒๖ พูดไว้ชัดเจน ครับ ท่านไปเปิดดูครับ แล้วท่านจะเข้าใจ อํานาจของรัฐมนตรีผู้กํากับก็คือที่นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ผมกํากับดูแล บอกไว้เลยครับ อํานาจของรัฐมนตรีผู้กํากับดูแล อํานาจสิทธิ หรือประโยชน์เป็นอันสิ้นสุดลงครับ ที่เคยมีมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ ซึ่งปัจจุบันสิ้นสุดลงครับ เมื่อมีการตรากฎหมายว่าด้วยการดําเนินการกิจการเป็นบริษัทมหาชนจํากัด เพราะฉะนั้น อํานาจที่ผมมีมากมายก่อนปี ๒๕๔๗ หรือใครมาเป็นรัฐมนตรีมีมากมาย ทุกวันนี้ไม่มีอะไร เลยครับ ผมไปทําอะไรอย่างที่กําหนดไว้ตรงนี้ไม่ได้เลยครับ นอกจากนั้นพระราชบัญญัติ บริษัมหาชน จํากัด มาตรา ๗๗ บอกว่า การจัดการบริษัทเป็นของคณะกรรมการ ก่อนปี ๒๕๔๗ การจัดการบริษัท การจัดการทั่วไปเป็นอํานาจของรัฐมนตรีนะครับ แต่พอมี บริษัทมหาชนขึ้นมา เป็นบริษัทมหาชนไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ การจัดการบริษัทเป็นของ คณะกรรมการ เป็นของ บมจ. อสมท. เป็นของคณะกรรมการพูดง่าย ๆ และมาตรา ๑๒๗ บอกว่า บริษัทต้องจัดส่งรายงานประจําปี งบดุล บัญชีกําไรขาดทุนลงโฆษณาทางหน้า หนังสือพิมพ์เพื่อแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบ เขาไม่ต้องมาแจ้งอะไรรัฐมนตรีเลยครับ ไม่ต้องส่ง รายงานประจําปี ไม่ต้องส่งงบดุล ไม่ต้องรายงานอะไรมาให้ผมทราบเลยครับว่าแต่ละปี เขาบริหารจัดการไปอย่างไร เพราะเขารับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นเนื่องจากเขาเป็นบริษัทมหาชน นโยบายผมก็ให้ไม่ได้นะครับท่านดนุพร อยากจะเรียนท่านประธานทราบ ผมไป อสมท. วันแรกหลังจากเป็นรัฐมนตรี ผมไม่ได้ไปให้นโยบายนะครับ ผมไม่ใช้คํานี้เลยแต่ผมไป กรมประชาสัมพันธ์ผมบอกผมให้นโยบาย เพราะอะไรครับ เพราะในหนังสือมอบอํานาจ นายกรัฐมนตรีให้ผม ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าให้ผมไปสั่งและปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรีที่กรมประชาสัมพันธ์ แต่ที่ อสมท. ท่านไม่ได้มอบให้ไปสั่ง ผมสั่งอะไรไม่ได้ เพราะกฎหมายบอกไว้ ผมมีเพียงกํากับดูแล เพราะฉะนั้นตอนผมไป อสมท. ท่านทั้งหลาย ไปเปิดเทปดู ไปขอเทปที่ อสมท. ดู ผมไม่เคยใช้คําว่า มอบนโยบาย เพราะผมมอบไม่ได้ ถามว่านโยบาย อสมท. มาจากไหนครับ มาจากผู้อํานวยการ อสมท. ตอนเขาไปสรรหา เขาจะไปแสดงวิสัยทัศน์เขาจะไปบอกว่าเขาจะทําอะไรให้ อสมท. เจริญรุ่งเรือง และนอกนั้น นโยบายมาจากไหนครับ มาจากคณะกรรมการ อสมท. นโยบายมาจากไหนอีกครับ มาจาก ผู้ถือหุ้นทุก ๆ ปีที่เวลามีการประชุมผู้ถือหุ้นเขาจะบอกว่าเขาอยากเห็น อสมท. เป็นอย่างไร ๆ เพราะฉะนั้นท่านผู้อภิปรายครับ ท่านจะเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อมี พ.ร.บ. บริษัท (มหาชน) จํากัด เมื่อมี พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ ๒ กฎหมายนี้บีบบังคับผมไว้แล้วว่าให้ผมทําอะไรท่านไม่ได้ นอกจากนั้น พ.ร.บ. ตลาดหลักทรัพย์ ยังมีอีกชั้นหนึ่งครับ ทั้งหมด ๓ ชั้น บอกไว้เลยครับว่า กรรมการผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง ซื่อสัตย์สุจริต ตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัท ไม่ได้บอกเลยนะครับว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ รับผิดชอบ ระมัดระวัง ซื่อสัตย์สุจริต ตามนโยบายของรัฐมนตรี ไม่มีหรอกครับท่านประธาน ตรงนี้บอกว่าตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัท และมติของคณะกรรมการ เห็นไหมครับ และมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ไม่มีตรงไหนเลยบอกว่าต้องปฏิบัติตามรัฐมนตรีให้นโยบาย แม้แต่บอกให้เขาซื่อสัตย์สุจริตเขายังไม่ฟังผมเลยครับ เขาไปฟังมติคณะกรรมการและมติ ที่ประชุมของผู้ถือหุ้น ในนี้เขาบอกไว้ครับ พ.ร.บ. ตลาดหลักทรัพย์ มาตรา ๘๙ เพราะฉะนั้น ผมจึงเรียนท่านประธานครับว่ารัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบให้ไปกํากับดูแล อสมท. ที่ท่านอภิปรายผมวันนี้นี่มีหน้าที่อย่างเดียวนะครับ หน้าที่ที่ผมได้รับมอบมาจาก กระทรวงการคลัง ที่ท่านบอกว่าถือหุ้นอยู่ในนั้นด้วยนี่ และไม่ใช่ถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นะครับที่นั่น ถือหุ้นอยู่ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นหุ้นใหญ่ มีต่างชาติถือหุ้นส่วนหนึ่ง นอกนั้น เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย ท่านคงไม่ทราบนะครับ วันนี้ที่ท่านอภิปรายผมนี่ผู้ถือหุ้นรายย่อยหรือ ผู้ที่ถือหุ้น อสมท. เขาจะคิดอย่างไร กระทบกระเทือนมากนะครับ ผมทําได้อย่างเดียวครับ อํานาจผมก็มีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดําเนินในกิจการของรัฐ มาตรา ๘ บอกว่า ให้กระทรวงเจ้าสังกัดของหน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณาผล การศึกษาและวิเคราะห์โครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ ๑,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไปต่อสภาพัฒน์ เพื่อเสนอ ครม. พิจารณาเห็นชอบในหลักการ มีโครงการใหม่เกิดขึ้นที่ อสมท. เมื่อไรที่มีเงิน มากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ผมมีหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์เอาเรื่องนี้เข้าไปคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ผมมานั่งอยู่ที่นี่ยังไม่เคยอะไรเข้าไปในคณะรัฐมนตรีเลย เพราะยังไม่เคยมีโครงการใหม่ นี่คืออํานาจหน้าที่ที่ผมได้รับจากกระทรวงการคลัง นี่คืออํานาจหน้าที่ของคนเป็นรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรีครับท่านผู้อภิปราย นี่คืออํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ผมอยากจะ กราบเรียนท่านครับว่าผมเป็นรัฐมนตรีใหม่ หลักการในการทํางานของผมคือเมื่อผมเข้ามานั่ง ทํางานปุ๊บผมต้องดูอํานาจหน้าที่ผมตามกฎหมายทั้งหมดก่อน เพราะพวกเราทั้งหมด ที่มาเป็นนักการเมืองไม่มีใครสามารถทําอะไรตามอําเภอใจได้ครับ เราเป็น ส.ส. เราอยากจะทําอะไรตามอําเภอใจได้ไหมครับ ท่านอยากจะพูดในสภานี้เรายังต้องมี กฎระเบียบ มีข้อบังคับ การตรวจสอบรัฐบาลเราจะต้องมีว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามกฎหมาย รัฐมนตรีก็เช่นเดียวกันครับ เราต้องทําตามกฎหมาย ผมถึงต้องมาศึกษา กฎหมายพวกนี้ทั้งหมดว่าผมมีอํานาจหน้าที่อะไรบ้าง มีหนังสืออะไรก็ตามที่มาจาก อสมท. ผมแทบจะไม่เซ็นเลย อย่างมากคือทราบ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ นอกเหนือจากนั้นนี่คือตามกฎหมายนะครับ ท่านบอกว่าผมทุจริตไปเกี่ยวข้อง ผมเรียนให้ ท่านประธานทราบครับว่าที่ อสมท. นั้นรัฐมนตรีอนุมัติเงินบาทหนึ่งก็ไม่ได้ มีการจัดซื้อ จัดจ้างอะไร ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของ อสมท. พูดไว้ชัดเจนครับ ต่ํากว่า ๕๐ ล้านบาท ลงมาเป็นอํานาจของผู้อํานวยการ อสมท. วิธีพิเศษ ๒๕ ล้านบาท แต่ถ้าเกินจากนั้นขึ้นไป เกินจาก ๕๐ ล้านบาทขึ้นไปเป็นอํานาจหน้าที่ในการอนุมัติของคณะกรรมการบริษัท นอกเหนือจากนั้นไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีเลย เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่า เมื่อไม่ได้ไปเซ็นอนุมัติเงินแม้แต่บาทเดียวแล้วจะไปทุจริตตรงไหนครับ ใครเขาจะเอาเงินมา ให้ผม นอกเหนือจากนั้นองคาพยพใน อสมท. ขณะนี้ในปัจจุบันทั้งหมด กรรมการผมก็ไม่มี อํานาจหน้าที่ไปตั้งแม้แต่คนเดียว ไม่เคยตั้งใครเลยในสมัยผม ผู้อํานวยการ อสมท. ท่านผู้อภิปรายก็บอกแล้วว่าก็ไม่ได้ตั้งในสมัยผม ไม่มีอะไรเลยในสมัยผม กรรมการเป็นมา ตั้งแต่ยุค คมช. จนกระทั่งมาถึงยุคที่ท่านเป็นรัฐบาล กรรมการคนเหล่านั้นก็ยังอยู่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน เพราะกรรมการเขาก็มาจากการสรรหา ผอ. ก็มาจากการสรรหา เขาก็ทํางานกัน ตามปกติ เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนครับว่าอํานาจหน้าที่ของผมนี่ที่เกี่ยวข้องกับ อสมท. จริง ๆ ตามกฎหมายและตามพฤตินัยก็อย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนว่าผมนั้นไม่ได้ไปเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างใด ๆ ใน อสมท. โดยเฉพาะ ๒ เรื่องที่ท่านเป็นผู้หยิบยกขึ้นมา ผมกราบเรียนท่านครับว่าผมเอง ก็มาทราบว่ามี ๒ เรื่องนี้ตอนที่ท่านยื่นอภิปรายนี่นะครับ ที่ผมเห็นเอกสารที่ท่านส่งไป ประธานวุฒิสภา แล้วประธานวุฒิสภาส่งไปที่ ป.ป.ช. ถ้าท่านไม่ยื่นอภิปรายผมก็คง ไม่สามารถรู้ได้หรอกครับ เพราะถ้าผมปฏิบัติขัดต่อกฎหมาย ท่านทราบไหมครับว่าอะไร จะเกิดขึ้นกับผม ถ้าผมปฏิบัติขัดต่อกฎหมาย ท่านประธานครับ ผมจะเจอ พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ มาตรา ๕๘ กรณีที่รัฐมนตรีมีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย วุฒิสภามีอํานาจดําเนินการถอดถอนออกจากตําแหน่ง คือถ้าผมทํานอกเหนือจากนี้ทั้งหมด ผมไปล่วงรู้ว่าเขาจะจัดซื้อจัดจ้างอย่างไร นี่ผมถูกยื่นถอดถอนนะครับ ถ้าท่านมีหลักฐานว่า ผมไปล่วงรู้ตรงไหนอย่างไร เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าไม่ได้หรอกครับ นอกเหนือจากนั้น ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญนะครับ เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนนะครับ รัฐธรรมนูญก็ยัง มาบังคับผมไว้อีกชั้นหนึ่งนะครับ บังคับว่าอะไรครับ มาตรา ๔๘ ครับ ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองก็ว่าไปยาวนะครับ ทํางานในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคมมิได้ อันนั้นก็คือทําไม่ได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของ กิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดําเนินการโดยวิธีอื่น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่สามารถ บริหารกิจการดังกล่าวในทํานองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการถือหุ้นอยู่ในกิจการดังกล่าว ตรงนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมเองก็ต้องระมัดระวังว่าผมจะเข้าไป
มีผู้ประท้วง ประท้วงอะไรครับ
ต้องขอกราบอภัยท่านรัฐมนตรี กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพ พวกกระผมก็มาในสภานื้ใหม่ ยังไม่ถึงสมัย คือผม ท่านสมาชิกสภา พรรคฝ่ายค้านได้กล่าวหาท่านรัฐมนตรี พวกผมไม่ต้องการคําสั่งสอน ต้องการคําชี้แจงว่าเมื่อ ท่านไม่ไปมีส่วนร่วมในด้านการไปจัดซื้อจัดจ้างครับท่านประธาน เพราะอํานาจหน้าที่ของ รัฐมนตรีมี ของนักการเมืองมี พวกเราก็พอจะทราบ แต่ถ้าในเมื่อว่าท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ท่านก็บอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ท่านไม่ได้ต้องการมาร่ายรํามากท่านประธาน เพราะว่า เราต้องกล่าวหาท่าน ท่านก็มีทางแก้ตัวนะครับท่านรัฐมนตรีนะครับ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านก็ไม่ได้ประท้วงอะไรหรอกครับ ขณะนี้ท่านรัฐมนตรีก็กําลังชี้แจง นั่นละครับว่าข้อกล่าวหาทั้งหลายที่กล่าวหามามันไม่น่าจะมาโดนตัวท่าน เพราะท่าน ไม่มีอํานาจอะไรเลยใน อสมท. แล้ว ท่านก็กําลังชี้แจงอยู่ เชิญให้ท่านชี้แจงต่อ แต่กรุณา กระชับหน่อยก็ดีนะครับท่านรัฐมนตรีครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผมก็ง่วงเหมือนกันนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติกระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครในฐานะ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ผมอยากจะชี้ให้เห็นข้อหนึ่งที่เมื่อสักครู่ผมบอกไว้ นะครับ ในเรื่องเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพฤติกรรมส่อทุจริตต่อหน้าที่ในการ จัดซื้อจัดจ้างของ อสมท. กับกระทรวงพาณิชย์ ผมกราบเรียนว่าเมื่อผมไม่ทราบ ถ้าสิ่งที่ท่าน อภิปรายทั้งหมด ท่านก็จะถามผมว่าแล้วผมจะทําอย่างไร เพราะผมก็ทราบจากที่ท่านได้ อธิบายนี่ละครับ แล้วก็ทราบจากที่ท่านเขียนญัตติที่จะถอดถอน ถามว่าทําอย่างไรครับ ในฐานะเป็นรัฐมนตรี เมื่อพบว่ามีปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้น ผมอยากจะกราบเรียนว่า การตรวจสอบบริษัทมหาชนนั้นกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้ทั้งหมด หรือผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ไปขอให้ทะเบียน แต่งตั้งผู้ตรวจสอบพนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องต่าง ๆ ได เพราะฉะนั้น บริษัทเป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาด เมื่อพบว่ามีพฤติกรรมอย่างที่ท่านกล่าวหาผม แต่จริง ๆ ผมไม่แน่ใจว่าท่านอภิปรายรัฐมนตรีหรืออภิปรายผู้อํานวยการ อสมท. นะครับ สิ่งที่กล่วหาผมก็จะมีวิธีการดําเนินการตามนี้ หรือกรรมการ อสมท. อาจจะตั้งกรรมการ ขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องเหล่านี้ ส่วนผมเองนั้นไปสั่งให้เขาตั้งกรรมการ ตรวจสอบนั้นก็ไม่ได้ครับ แต่ว่าก็จะผู้ถือหุ้นสามารถดําเนินการได้ในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นของ บริษัทมหาชน ซึ่งในกรรมการเองนั้นก็มีตัวแทนผู้ถือหุ้นอยู่ ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือ กระทรวงการคลัง ซึ่งเขาก็จะต้องไปดําเนินการ เมื่อท่านได้อภิปรายแล้ว ได้มีการยื่นเข้าสู่ ป.ป.ช. แล้ว ผมคิดว่านี่เป็นช่องทางที่จะดําเนินการ เพราะฉะนั้นในข้อเท็จจริงที่ท่านพูดบอก ว่าประมูลย้อนหน้า ย้อนหลังอะไรกันอย่างไร ตรงนี้ผมคงต้องกราบเรียนท่านว่าผมคง ไม่สามารถมาให้ข้อมูลกับท่านได้ว่าเขาทําอะไรอย่างไร เพราะว่าผมไม่ได้อํานาจหน้าที่เข้าไป ตรงนี้นะครับ แต่ผมอยากจะเรียนข้อเท็จจริงอันเดียวครับที่ผมเห็นว่ามันคลาดเคลื่อน จากความเป็นจริงก็คือ ในข้อ ๒ ผมเชื่อว่าท่านมีเอกสารที่ยื่นญัตติถอดถอนผม ท่านบอกว่า ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ งบประมาณ ๕๐ ล้านบาทที่ท่านบอกเมื่อสักครู่นี้ ข้อ ๒ ท่านบอกว่า การจัดจ้างยังไม่ได้รับการอนุมัติจากบอร์ด บมจ. อสมท. เพราะเกินวงเงิน อันนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานมากนะครับ ซึ่งท่านก็ทราบอยู่แล้วว่าระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของ อสมท. นั้น ๕๐ ล้านบาทไม่เกินวงเงินที่อยู่ในอํานาจของผู้อํานวยการเขาสามารถทําได้ เพราะฉะนั้นการที่ยื่นถอดถอนผมด้วยข้อมูลที่ไม่ได้เป็นไปตามความเป็นจริง และเป็น ข้อมูลพื้นฐานที่ท่านไปเปิดระเบียบ อสมท. ดูก็เห็น แต่ท่านก็ยังมากล่าวหาคนที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องราวใน อสมท. เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนท่านว่าอันนี้ก็คือเรื่องของกระทรวง พาณิชย์ ๕๐ ล้านบาทที่ท่านหยิบยกขึ้นมา ส่วนเรื่องเทเลพรีเซนท์ ที่ท่านพูดก่อน เป็นเรื่องแรกนั้นผมขอกราบเรียนท่านเป็นเบื้องต้นว่ารัฐบาลยังไม่เคยใช้อะไรที่เกี่ยวข้องกับ เทเลฟรีเซนต์ของ อสมท. เลย ยังไม่เคยใช้และยังไม่เคยทดลองใช้ครับท่านผู้อภิปราย ยังไม่เคยใช้เลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกล่าวหานั้น ไม่เป็นความจริงครับ ที่ท่านบอกว่า นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ปรากฏว่ายังไม่ได้มีการทําสัญญาเช่าอย่างเป็นทางการ ท่านพยายาม อภิปรายอย่างนี้ ยังเช่าไม่เป็นทางการ แต่ บมจ. อสมท. กลับนําระบบการถ่ายทอด เทเลฟรีเซนท์ของบริษัทดังกล่าวมาใช้งานแล้วที่ทําเนียบรัฐบาล ยังไม่มีการใช้อะไรที่ทําเนียบ รัฐบาลเลยแม้แต่ครั้งเดียวในสิ่งที่ อสมท. ดําเนินการในเรื่องเทเลฟรีเซนท์ แล้วก็ไม่มี เทเลฟรีเซนท์ใด ๆ จากบริษัทนี้ที่ท่านอ้างว่าจะเช่า ๒๔ ล้านบาทที่ทําเนียบรัฐบาลครับ ยังไม่มีครับท่านผู้อภิปราย นอกเหนือจากนั้นเมื่อสักครู่นี้ท่านอภิปรายบอกว่าพฤติกรรม ของผมนั้นใช้อํานาจหน้าในการเห็นชอบหรือรู้เห็นเป็นใจให้ อสมท. เช่าระบบนี้ เพราะฉะนั้น ท่านได้ฟังอํานาจหน้าที่ของผมแล้วผมคิดว่าท่านจะชัดเจน ผมไม่ได้ใช้อํานาจหน้าที่ เห็นชอบหรือรู้เห็นเป็นใจใด ๆ ทั้งสิ้นในเรื่องนี้ ท่านบอกต่อไปนะครับ เมื่อสักครู่นี้ ท่านก็อภิปรายในญัตติท่านก็เขียนที่ยื่นถอดถอนผมบอกว่าเพื่อนํามาใช้ในงานที่อยู่ในกํากับ ของตนเองทั้งที่ไม่มีความจําเป็น เท่ากับเป็นการใช้งบประมาณโดยไม่จําเป็น ผมขอ กราบเรียนว่าที่ทําเนียบรัฐบาลนั้นผมไม่ได้กํากับงานอะไรที่เกี่ยวข้องกับท่านนายกรัฐมนตรี เลย เช่น สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือสํานักปลัด พูดง่าย ๆ ว่าผมมีออฟฟิศ นั่งอยู่ในทําเนียบรัฐบาล แต่ผมไม่ได้มีหน้าที่กํากับงานใด ๆ ในทําเนียบรัฐบาลเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นสํานักเลขาธิการ สํานักปลัด นายกรัฐมนตรี หรือสํานัก ครม. สํานักอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่า อสมท. จะไปติดตั้งอะไรที่ไหนอะไรอย่างไรในทําเนียบรัฐบาล ผมก็ไม่สามารถอนุมัติอะไรเขาได้ที่นั่นด้วย แล้วที่ อสมท. ผมก็ไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ ท่านอภิปรายผม ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับผมเลย แล้วด้วยความสัตย์จริงผมก็รู้เรื่องนี้เมื่อเห็น เอกสารนี้พร้อม ๆ กับที่ท่าน ท่านอาจจะไปศึกษาค้นคว้ารายละเอียดมากกว่าผมเสียอีก ในรายละเอียดต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าเฉพาะ ๒ เรื่องที่ ท่านหยิบยกมา ผมขอกราบเรียนเป็นเบื้องต้นว่าผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น กับการทุจริต ส่วนเรื่องคุณสมบัติของผู้อํานวการ อสมท. ที่ท่านหยิบยกขึ้นมว่าเขาไม่มี คุณสมบัติอย่างนั้นอย่างนี้ ผมกราบเรียนว่าผมไม่เห็นว่ามีคนร้องในเรื่องคุณสมบัติของเขา ก็คือตอนที่มีคนร้องไปที่ท่านนายกฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้เองครับ เมื่อสัก ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมา แล้วท่านนายกฯ ก็เกษียรหนังสือส่งมาให้ผม ถามว่าเขาสมัคร ผมก็มาทราบรายละเอียด ที่ท่านอภิปรายเมื่อสักครู่นี้ หรือเห็นจากข่าวสารก่อนหน้านี้บ้าง ว่าเขามาสมัครเป็น ผู้อํานวยการ อสมท. ๒ ครั้งแล้วครับ ครั้งแรกเขาไม่ได้เป็น เพิ่งมาได้เป็นครั้งที่ ๒ ผมเข้าใจ ว่ากระบวนการในการสรรหาไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่แน่นอนที่สุดท่านบอกว่ามีปัญหา ก็เป็นเรื่องที่จะต้องตรวจสอบกันต่อไป เพราะฉะนั้นกระบวนการในการตรวจสอบนั้นก็ สามารถดําเนินการไปได้อยู่แล้วในเรื่องคุณสมบัติของผู้อํานวยการ อสมท. แต่ทั้งหลาย ทั้งปวงเกิดขึ้นก่อนที่ผมเข้ามา แล้วผมก็มาทราบที่มีสหภาพ อสมท. ไปพบท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และท่านนายกฯ ก็เกษียรหนังสือส่งมาให้ผม เท่านั้นเองในเรื่องนี้เท่าที่ผมจะตอบท่านได้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนนะครับว่าสิ่งที่ท่านมา กล่าวหาผมว่าทุจริตอะไรต่าง ๆ ผมกราบเรียนว่าผมไม่เห็นความเชื่อมโยงใด ๆ เลยที่ผม จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ได้ แต่อย่างไรก็ดีครับ ก็คงได้มีปัญหาอะไร เพราะการ อภิปรายไม่ไว้วางใจและท่านได้ยื่นถอดถอนผมด้วย เรื่องก็จะถูกส่งไปที่ ป.ป.ช. ผมก็อยากจะ เรียกร้องให้ท่านเอาข้อมูลทั้งหมดไปให้ ป.ป.ช. ข้อมูลที่ผมมีเท่าไรเราก็เอาไปให้ ป.ป.ช. ด้วยกัน ป.ป.ช. เขาก็จะมีภาระหน้าที่ในการทําหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และถึงแม้ว่า ท่านจะยื่นถอดถอนผม อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องกับใครก็ตาม ป.ป.ช. เขาก็ต้องสามารถที่จะดําเนินการได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนท่านในช่วงว่า ผมไม่ได้มีอํานาจหน้าที่ใด ๆ ที่จะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าทุจริต คอร์รัปชันเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง หรือมีส่วนทุจริตต่อหน้าที่และส่อว่ากระทําความผิด ต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ และส่วนที่ท่านมาบอกว่าเมื่อสักครู่นี้มีบริษัทหนึ่งไปได้งาน ในเรื่องนี้และมีนามสกุลนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมาทราบเรื่องนี้พร้อม ๆ กับท่าน ผมก็คงไม่ทราบว่าใครนามสกุลอะไร จะไปอยู่บริษัทหน แล้วจะได้งานอะไร ผมก็ทราบ แต่เพียงว่านามสกุลสลักเพชร ในจังหวัดตราด ครึ่งจังหวัดมังครับ จะเกี่ยวพันกับใคร อะไร อย่างไรต่าง ๆ บ้าง ผมไม่มีโอกาสไปรับรู้ตรงนั้นละครับ และกราบขออภัยท่านจริง ๆ ว่าผมไม่สามารถจะชี้แจงในเรื่องนี้ได้เลยว่าเขาไปทําอะไรตรงนั้นอย่างไร แต่ถ้าท่าน มีหลักฐานใด ๆ ว่าเขาไประมูลงานได้ แล้วมาเกี่ยวพันกับผม ท่านช่วยเอาไปให้ ป.ป.ช. ครับ ท่านจะได้ถอดถอนผมได้ แต่ผมเชื่อมั่นโดยตัวผมเองอย่างชัดเจนว่าว่า มาได้ยินชื่อ มารู้ ที่ท่านพูดนี่ละครับ เพราะฉะนั้นก็ขอบคุณที่ได้กรุณาให้ข้อมูลในวันนี้ด้วยครับ แล้วเราจะได้ เอาข้อมูลต่าง ๆ ไปให้ ป.ป.ช. ด้วยกันครับ ขอบพระคุณครับ
จบแล้วครับ ท่านดนุพรครับ
ท่านประธานสาภาที่เคารพครับ ผม ดนุพร ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ก็กราบขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีนะครับ สําหรับคําสั่งสอนและคําขู่ ก็จะน้อมนําสิ่งที่ท่านขู่ ท่านสอนก็เอาไว้ใช้ ในวันที่ผมมีโอกาสได้ไปดํารงตําแหน่งแทนท่านนะครับ ส่วนเรื่องของท่านนายกรัฐมนตรี ก็กราบขอบพระคุณครับ แต่ว่าเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีเองได้ฟังคําชี้แจงของท่านรัฐมนตรีแล้ว หนังสือที่ท่านเกษียรไปให้ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีคงจะต้องยกเลิกก่อน ผมรบกวนท่านายกรัฐมนตรี เมื่อเห็นคําฟ้องร้องของทางสหภาพแล้ว ก็ส่งหนังสือฉบับนี้ไปให้ ท่าน ผอ.อสมท. เถอะครับ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีท่านไม่มีอํานาจ ผมคงไม่มีอะไรมากครับ ก็เชื่อว่าผมก็ทําหน้าที่ตาม ส.ส. ฝ่ายค้านที่ควรจะทํา หมายถึงท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีองอาจนั้นเคยทําเมื่อสมัยเป็นฝ่ายค้านเท่านั้นเองครับ แล้วก็ผมหวังว่าเรื่องนี้ ก็คงจะเข้าไปสู่การสอบสวนของ ป.ป.ช. อีกชั้นหนึ่งอยู่แล้วนะครับเพราะฉะนั้นผมถือว่า ผมได้ทําหน้าที่โดยสมบูรณ์แบบก็กราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีและท่านนายกรัฐมนตรี อีกครั้งหนึ่งที่ได้ร่วมนอนดึกด้วยกันในคืนนี้ ขอบคุณครับ
ไม่มีอะไรแล้วจบนะครับ พอแล้วครับ ท่านมีอะไรครับท่านรัฐมนตรี
ขออนุญาต ท่านคะ เนื่องจากว่าญัตตินี้มีการยื่นถอดถอนดิฉันด้วยนะคะ ดิฉันก็ต้องขอชี้แจงนิดหนึ่งค่ะ
คือของท่านเมื่อคืนวานนี้
ใช่ มีถอดถอน เรื่องนี้ด้วย ซึ่งดิฉันก็เพิ่งทราบเหมือนกันค่ะ
เชิญครับ
ก็อยากจะ กราบเรียนอย่างที่เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีองอาจได้พูดไปบ้างแล้วในส่วนที่ท่านไม่มี ความเกี่ยวข้องเลย ในฐานะที่ ดิฉัน พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านประธานที่เคารพ แล้วก็เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เรื่องของโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบให้ อสมท. ดําเนินการในงบประมาณ ๕๐ ล้านบาท โดยให้ดําเนินการในเรื่องของ การผลิตรายการแล้วก็ออกอากาศ รวมทั้งสปอต (Spot) ประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งก็ถือว่า เป็นโครงการที่ถือว่าเป็น ๑ ใน ๑๐ ยุทธศาสตร์การค้าของกระทรวงพาณิชย์ด้วยงบประมาณ ที่เรามีจํากัด ส่วนหนึ่งก็ถือว่ามาจากงบประมาณเหลือจ่ายของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเรา มีความจําเป็นที่จะต้องใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารแล้วก็ประชาสัมพันธ์ในเรื่องของความรู้ ความเข้าใจให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการในงานต่าง ๆ ของกระทรวง โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะได้พัฒนาในเรื่องของความรู้แล้วก็ทักษะที่เป็นนวัตกรรม กระทรวงเราก็มีความจําเป็นที่จะมีช่องทางสื่อสารในรูปแบบนี้ ซึ่งตรงนี้เรามองว่า ๕๐ ล้านบาท ที่เราได้มอบให้ อสมท. ดําเนินการนี้ถือว่าค่อนข้างจะมีความคุ้มค่าเนื่องจาก ว่าเป็นโครงการที่มีการออกอากาศให้เราเยอะมากในเรื่องของระยะเวลา คือออกให้เอ็มคอท ๑ (MCOT 1) แล้วก็ทรู ๙๘ (True 98) วันหนึ่งไม่น้อยกว่า ๕ ชั่วโมง ๕๐ นาที มี ๓ รายการ ซึ่งตรงนี้รวมแล้วของเอ็มคอทก็จะ ๓๓๕ ชั่วโมง ๕๐ นาที หรือประมาณ ๒ เดือนเต็ม แล้วก็ ยังผลิตโฆษณาสปอตของกระทรวงอีก ๓๐ วินาที ๒ ชุด ออกเอ็มคอท ๑ อีก ๑,๒๐๐ ครั้ง แล้วยังออกโมเดิร์น ไนน์ ฟรีให้เราอีก ๑๒๕ ครั้ง ซึ่งใช้งบประมาณ ๕๐ ล้านบาท เราก็มอง ว่าคุ้มค่า
ส่วนในเรื่องของกรณีของการยื่นถอดถอนดิฉันด้วยแล้วก็กล่าวหาว่าดิฉัน ทุจริตต่อตําแหน่งหน้าที่แล้วก็ถอดถอนในประเด็นนี้ดิฉันก็ขอยืนยันว่าประเด็นที่พูดถึงเขาพูด ถึงเรื่องผู้ใกล้ชิดอีกต่างหาก ซึ่งดิฉันขอยืนยันว่าไม่มีผู้ใกล้ชิดคนใดที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ โครงการทีวีพาณิชย์ แล้วก็ดิฉันขอเรียนว่าหากมีบุคคลใดที่มีตําแหน่งในกระทรวงพาณิชย์ หรือบุคคลใด ๆ ก็ตามที่ใกล้ชิดดิฉัน ดิฉันก็ไม่ยอมให้กระทําการทุจริตในกระทรวงแน่นอน เรื่องของการทุจริตซึ่งตรงนี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ให้นโยบายไว้อยู่แล้วว่าจะไม่ให้มี บุคคลใดกระทําการทุจริตเกิดขึ้น ดิฉันก็อยากจะยกตัวอย่างให้เห็นอย่างที่ผ่านมา ว่ามีการเคลือบแคลงว่าโครงการต่าง ๆ ที่มีทั้งผู้ช่วยและที่ปรึกษาดิฉันเข้าไปเกี่ยวข้อง ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้บุคคลดังกล่าวนี้ออกจากตําแหน่งไว้ แล้วก็เพื่อให้มีการตรวจสอบ อย่างเต็มที่ ซึ่งกรณีนี้ก็ถึงที่ปรึกษาดิฉันด้วยเช่นกันที่ว่ามีการเชื่อมโยงไปเครือข่ายอะไร มากมายจากเรื่องของการประมูลสินค้าเสร็จ ดิฉันก็ได้ให้ลาออกเช่นกัน ซึ่งตรงนี้กรณีของ บุคคลทั้ง ๒ ดิฉันก็ไม่ได้ไปสอบถามเขาว่าเกี่ยวข้องกับใคร อย่างไรหรือไม่ซึ่งมันไม่ใช่ประเด็น แห่งความผิด แต่ว่าที่ดิฉันได้ให้ความสําคัญคือต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าท่านเหล่านั้น ทําผิดกฎหมายหรือไม่ ก็ประเด็นแห่งความผิดก็คือทําผิดต่อกฎหมายแล้วก็มติ ครม. หรือระเบียบต่าง ๆ หรือไม่ก็มีการทุจริตซึ่งดิฉันไม่เคยมอบให้ใครไปดําเนินการนะคะ แล้วดิฉันก็ขอเรียนยืนยันอีกครั้งว่าโครงการทีวีพาณิชย์นี้นะคะ ขอยืนยันว่าไม่มีผู้ใดเกี่ยวข้อง กับดิฉันแล้วก็ให้ไปรับจ้าง อสมท. โครงการนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่กระทรวงพาณิชย์มอบให้ อสมท. ดําเนินการ ส่วน อสมท. จะไปบริหารจัดการอย่างไรเป็นเรื่องภายในองค์กร ตรงนี้ ก็อยากจะขอชี้แจงว่าดิฉัน ๒ ปีที่ผ่านมาก็ตั้งใจทํางานเต็มที่ เรื่องเหล่านี้ก็คงคิดว่ามันไม่ใช่ นะคะ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณนะคะครับ แล้วก็ในเรื่องของการทุจริตถ้าคิดว่ามีประเด็น ว่าใครดิฉันพร้อมให้ความร่วมมือแล้วก็ให้ดําเนินคดีให้ถึงที่สุด ดิฉันพร้อมให้ความร่วมมือแล้ว ก็สนับสนุนนะคะ ให้ ป.ป.ช. ทํางานให้เต็มที่ ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่าน สมาชิกสภาผู้ทรงเกียรตินะคะที่ได้กรุณารับฟังนะคะ เพราะว่าประเด็นนี้ก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไร นะคะ ขอกราบขอบพระคุณมากค่ะ
เอาละครับเดี๋ยวผมจะได้ให้ท่านธีระ สลักเพชร ถูกพาดพิง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธีระ สลักเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคประชาธิปัตย์ ก็รู้สึกผิดหวังในข้อมูล ที่ทางเพื่อนสมาชิกได้มานําเสนอในที่ประชุมนะครับ ผมทราบเรื่องนี้เมื่อวันที่ ๑๑ ที่ผ่านมานะครับ ท่านรัฐมนตรีองอาจได้โทรไปพูดคุยกับผมว่าน้องรู้จักบริษัท บางกอก โชว์เคส จํากัด ไหม ผมก็บอกทันทีว่าไม่รู้จักเพราะไม่เคยได้ยินชื่อ แล้วก็ถามต่อมาว่ามีชื่อ มีนามสกุลของผมไปเกี่ยวข้องกับหนังสือรับรองของบริษัท ผมก็บอกว่ารู้จักเพราะว่าเป็นญาติ แต่ก็ไม่ทราบว่าเขาไปมีชื่ออยู่ในบริษัทนี้ได้อย่างไร ดูในญัตติที่เสนอเข้ามาในสภา ถ้าท่านสมาชิกท่านดนุพรได้ดูนะครับ ชื่อบริษัทน้องเขาเขียนผิดนะครับ เขาชื่อบางกอก โชว์ เคสไม่ใช่ชื่อบริษัท โชว์เคส เฉย ๆ ผมถือว่าข้อมูลค่อนข้างที่จะหลวม แล้วก็การที่ไปเห็น นามสกุลที่เหมือนกันแล้วก็ไปคิดจินตนาการไปว่าผมไปเกี่ยวข้องแล้วก็เชื่อมโยงไปถึง ท่านรัฐมนตรีองอาจ ก็เป็นเรื่องที่มันสรุปง่ายไปนะครับ ผมเองไปหาข้อมูลเพื่อจะเติมข้อมูล ให้มันเต็ม เมื่อวันที่ ๑๔ ที่ผ่านมาก็นัดไปพบประธานบริหารบริษัทพร้อมกับพบกับญาติผม ที่นามสกุลสลักเพชร ก็ไปถามพูดคุยว่ามันเป็นมาอย่างไร เขาก็เล่าให้ฟังว่าตัวเขาเองเขาเป็น ลูกจ้างบริษัทหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่มั่นคงในประเทศเรานี่นะครับ กระผมขออนุญาต ที่ไม่เอ่ยชื่อเขาว่าเป็นบริษัทอะไร แต่ว่าเมื่อปี ๒๕๔๗ มีกลุ่มเพื่อนเขากลุ่มหนึ่งไปซื้อหุ้น ที่บริษัท บางกอก โชว์เคส จํากัด แต่ว่าเป็นหุ้นส่วนน้อย ก็มาขอให้เขาเข้าไปเป็นกรรมการ เพื่อดูแลเรื่องของบัญชีแทนบริษัทแทนเขา แต่ว่าตัวเขาเองไม่มีหุ้น ไม่มีเงินเดือน ฉะนั้น ด้วยความที่กลุ่มเพื่อนถือหุ้นส่วนน้อยก็จึงไม่มีอํานาจในด้านบริหารใด ๆ แล้วก็เล่าให้ผมฟัง ว่าในปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ เขาก็ไม่ได้ไปร่วมประชุมกับบริษัทนี้เลย เพราะว่าเพื่อนได้ทยอยถอนหุ้นไปเรื่อย ๆ หนังสือรับรองที่ท่านสมาชิกได้พูดเมื่อสักครู่ นะครับผมก็มีอยู่ในมือ ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่มีรายชื่อยู่ ๔ คนนะครับ ก็ต้อง ขอบคุณทางเพื่อนสมาชิกที่ไม่ได้เอ่ยชื่อของทั้ง ๔ คน ผมเองก็เตรียมมาแต่ก็ขออนุญาต ที่ไม่เอาขึ้นเพราะว่ามันปรากฏไปทางจอภาพได้ เพื่อไม่ให้บุคคลที่สามเสียหาย แต่ถ้าหากว่า คุณดนุพรใจกว้างและพูดความจริงทั้งหมดนะครับ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ มีชื่อ ๔ คนนี้ แต่ว่า ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ หลังจากนั้นไม่นานตัวบุคคลก็จะเปลี่ยน ญาติของผมไม่มีชื่อ อยู่ในบริษัทแล้วในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน จะมีบุคคล ๔ คนเหมือนเดิม แต่ว่าญาติผม ที่คุณดนุพรเอ่ยถึงที่นามสกุลสลักเพชรก็ไม่ได้อยู่แล้วครับ เพราะว่าเพื่อนได้ถอนหุ้นไปหมด เขาก็ถูกตัดออกไปโดยการขายหุ้นแล้วก็โอนหุ้นนะครับ ผมไปเช็คล่าสุดเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ล่าสุด ๒๕๕๔ บริษัทนี้มีกรรมการบริษัทเหลือเพียงแค่ ๒ คนเอง การเคลื่อนไหวของหุ้น ก็เป็นไปตามความเป็นจริงของบริษัท เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องปรับเปลี่ยนกรรมการบริหาร ของเขาตามความเป็นจริง เขาก็ได้ไปดูอีกกรณีของที่
ก็สรุปเลยก็ไม่มีชื่ออยู่ในบริษัทนี้แล้วนะครับ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เอาอย่างนั้นเลยนะครับ เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะยาว
ไม่ยาวหรอกครับท่านประธานครับ
ช่วยสรุปด้วยนะครับ
ผมจะสรุปแล้วครับ กรณีเหล่านี้ผมถือว่า เป็นบทเรียนอย่างหนึ่งที่เราต้องระมัดระวัง เพื่อนสมาชิกก็พูดถูกว่าในความรู้สึกของเรา เราก็รักในสถาบันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พอมีเรื่องเหล่านี้ออกไปก็สร้างความเสียหาย ต่อองค์กรของเรา แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ากรณีของการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจถ้าข้อมูล ไม่ชัดเจนก็ไม่ควรจะมากล่าวหากันนะครับ เพราะมันยิ่งซ้ําเติม
เอาละครับ คงไม่ให้อภิปรายเรื่องพวกนี้ แล้วก็ถือว่าผู้ยื่นเขาก็รับผิดชอบสิ่งที่เขายื่นไป นะครับ เพราะถ้าวิพากษ์วิจารณ์กันมันจะยาว ท่านได้ใช้สิทธิพาดพิงพอสมควรแล้วนะครับ
ผมก็สรุปว่าผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น แล้วก็ถ้าหากว่าทางเพื่อนสมาชิกมีข้อมูลมากกว่านี้โดยเกี่ยวข้องอย่างไรผมก็ยินดีว่าให้ ตรวจสอบครับ ก็นําเสนอวันนี้ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว สร้างความเสียหายให้กับองค์กรของเรานะครับ กราบขอบพระคุณมากครับ
นั่งลงได้แล้วครับพอแล้ว ท่านสมาชิกครับ ก็ได้ประชุมพิจารณากันมาจนถึงช่วงเช้านี้แล้ว ผมขอพักการประชุม และจะได้ประชุมพิจารณาญัตตินี้ต่อในเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกานะครับ
พักประชุมเวลา ๐๓.๐๗ นาฬิกา
ของวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
ของวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
ต่อไปจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญ ดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข ผู้อภิปรายครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ ผมได้รับ มอบหมายให้ทําหน้าที่เป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีข้อกล่าวหาตามที่ได้ยื่นญัตติไปแล้ว ก็คือท่านรัฐมนตรี มีพฤติการณ์ที่ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ จงใจใช้ อํานาจหน้าที่โดยขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานจริยธรรมโดยมีพฤติการณ์ที่ได้ระบุไว้ในญัตติไว้แล้วก็คือพฤติการณ์ ของรัฐมนตรีท่านนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ถือว่าเป็นพฤติการณ์ส่วนตัวของท่านเอง ก็คือกรณีไปบุกรุก ที่ดินของรัฐและการใช้งบประมาณของรัฐสร้างถนนเข้าไปในที่ดินของตนเอง และกรณีส่อว่า จงใจใช้อํานาจหน้าที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในการจัดเก็บเงินสงเคราะห์การทําสวนยาง ที่เรียกกันทั่วไปว่าเงินเซส (Cess) ครับ ในเรื่องของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์การทํา สวนยาง กรณีหลังนี้ก็จะมีบางส่วนเกี่ยวข้องไปถึงรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายยางพาราแห่งชาติด้วย ท่านประธาน นายศุภชัย โพธิ์สุ ได้ถูกร้องเรียนจากประชาชนหลายคนในพื้นที่จังหวัดนครพนม ว่าได้บุกรุกที่ดินของรัฐและ ที่ดินทํากินของเกษตรกรในพื้นที่ที่เรียกว่าป่าดงพะทายซึ่งอยู่ในท้องที่อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม โดยได้เข้าไปครอบครองที่ดินในพื้นที่นี้จํานวนหลายร้อยไร่ อันที่จริงแล้ว กระผมเองก็ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับป่าดงพะทายในคณะกรรมาธิการและในการประชุม สภาผู้แทนราษฎรมาแล้วหลายครั้ง ทั้งได้ฟังจากประชาชนที่มาร้องเรียนต่อทางราชการ ต่อคณะกรรมาธิการ รวมทั้งการพิจารณาเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎรด้วย รวมทั้งก็เคยได้ฟัง ท่านรัฐมนตรีท่านนี้ได้ชี้แจงว่าตนได้ครอบครองที่ดินมานี้โดยถูกต้อง ความจริงถ้าท่านได้ใส่ใจ ศึกษากฎหมาย ยอมรับข้อเท็จจริงความถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะมาเป็น ประเด็นที่จะมาเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ในเมื่อท่านเองยังยืนยันว่าตนได้ครอบครอง ที่ดินนี้มาโดยถูกต้อง ขณะเดียวกันราษฎรผู้ร้องเรียนก็ไม่ลดละความพยายาม เขาเองได้เข้า ไปร้องเรียนต่อหลายหน่วยงาน ทั้งที่จังหวัดนครพนมแม้กระทั่งที่ทําเนียบรัฐบาล แล้วสุดท้าย ก็ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ละครับ เรื่องยังไม่ยุติก็มีข่าวว่าท่านรัฐมนตรีเองก็ไปมีคดีพิพาท กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่มีการฟ้องร้องกันทั้งที่ศาลก็ได้พิพากษาเป็นที่ยุติไปแล้ว และน่าจะ ยังมีคดีที่ยังไม่ยุติด้วย เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านที่จะต้องทําหน้าที่ตรวจสอบ การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล กระผมก็คงจะต้อง ทําหน้าที่ได้เสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้วินิจฉัยว่ารัฐมนตรีท่านนี้ได้ประพฤติปฏิบัติตามข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน อย่างไรหรือไม่ ท่านประธานครับ พื้นที่ที่เป็นปัญหาที่ท่านรัฐมนตรีเองได้ถูกร้องเรียนว่าได้เข้า ครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบ ก็คือพื้นที่ที่เราเรียกว่าป่าดงพะทาย ซึ่งก็เป็นพื้นที่ที่ดิน แปลงใหญ่ เนื้อที่ประมาณ ๒๑,๕๐๐ ไร่ ซึ่งทางราชการได้นํามาจัดสรรให้แก่ราษฎรเข้าทํากิน กระผมจะขออนุญาตท่านประธานได้นําพาท่านประธานและคณะ และท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้ไปที่จังหวัดนครพนมด้วยกัน เพื่อจะดูข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่น มีความเป็นมากันอย่างไร ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนําเสนอภาพประกอบตามที่ได้ยื่นเรื่อง ขออนุมัติไว้แล้ว ที่ดินที่เรียกว่าป่าดงพะทาย ซึ่งอยู่ในท้องที่อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ที่ดินตรงนี้เป็นผืนใหญ่ แต่ว่าทางราชการได้นํามาจัดสรรเพราะมันเป็นที่เสื่อมโทรม รกร้างว่างเปล่า ก็นํามาจัดสรรเป็นที่ดินแปลงใหญ่ เนื้อที่ประมาณ ๒๑,๕๐๐ ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ใน พื้นที่ตําบลพะทาย ตําบลหนองเทา แนวเขตอําเภอท่าอุเทน โดยได้ดําเนินการจัดสรรมา ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจัดที่ดินทํากินให้แก่ราษฎรเพื่อประกอบ อาชีพและให้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องนะครับ ผมจําเป็นต้องอธิบาย ไปตามหลักฐานข้อกฎหมายเสียก่อน ในการดําเนินการจัดที่ดินอย่างนี้ก็จะต้องเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน ตามมาตรา ๑๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แล้วก็มีการดําเนินการ ตามมาตรา ๒๐ (๑๐) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ส่วนวิธีการดําเนินการนั้นก็จะใช้ระเบียบ ว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นระเบียบที่ออกประกาศมาใช้ตั้งแต่ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๔๙๘ ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านประธานครับ ในการดําเนินการจัดสรรที่ดินอย่างนี้ก็จะมีคณะกรรมการระดับจังหวัดไปดําเนินการ เพื่อคัดเลือกราษฎรที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ยากจน และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ทั้งนี้คุณสมบัติระเบียบต่าง ๆ นั้นจะอยู่ในระเบียบว่าด้วยาร จัดที่ดินเพื่อประชาชน โดยในการดําเนินการนั้นก็จะมีการออกเอกสารใบจองที่เรียกว่า น.ส. ๒ ไว้ให้ โดยมีเงื่อนไขในการจัดที่ดินว่าราษฎรนั้นจะต้องเข้าทําประโยชน์ในที่ดินภายใน ๖ เดือน และให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปี ทั้งนี้ก็เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดิน เพื่อประชาชนตามที่ผมได้กล่าวมาถึงเมื่อสักครู่นี้ ทั้งนี้มีข้อเงื่อนไขว่าห้ามโอน หรือเปลี่ยนแปลงการซื้อขายใบจองนี้ อันนี้ก็เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดินด้วย ซึ่งก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคํารับรองจากนายอําเภอ ว่าได้ทําประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดโดยมรดก อันนี้ท่านรัฐมนตรี อาจจะอ่านตามผมก็ได้นะครับ เพื่อจะดูว่าที่ดินที่ท่านได้มานั้นมันเข้าข่ายอย่างไร หรือไม่ ทั้งนี้ใบจองนี้ก็เป็นแต่การรับรองว่าให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราว ยังไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ แต่อย่างใด นี่ก็คือเงื่อนไขที่เขากําหนดไว้ว่าทําไมจึงห้ามจ่ายโอน เว้นแต่ตกทอดทางมรดก ถ้าราษฎรได้เข้าทํากินภายใน ๖ เดือน และทําประโยชน์ให้เสร็จภายใน ๓ ปีตามระเบียบ เจ้าพนักงานก็จะออกหนังสือแสดงสิทธิให้ ซึ่งหมายถึงอาจจะออกเป็น น.ส. ๓ ก็ได้ หรือออกเป็นโฉนดก็ได้ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน แม้จะได้ออกเป็น น.ส. ๓ ไป หรือออกโฉนดไป ในกฎหมายที่ดินก็ยังบอกมีเงื่อนไขอีกครับ ห้ามโอนภายในกําหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่ได้รับเอกสารสิทธิคือโฉนดนั้น นี่เป็นข้อห้ามข้อที่ ๑ นี่ก็เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน ในกรณีที่ราษฎรนั้นไม่ได้เข้าทําประโยชน์ภายใน ๖ เดือน หรือไม่แล้วเสร็จภายใน ๓ ปี ตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน หรือไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่ คณะกรรมการกําหนด ข้อนี้สําคัญครับ ตามระเบียบบอกว่า ให้ผู้ถือใบจองนั้นเป็นอันขาดสิทธิ ในการครอบครองและทําประโยชน์ในที่ดิน ในกรณีนี้ก็ให้เจ้าพนักงานรายงานเสนอไปยัง อธิบดีกรมที่ดินเพื่อพิจารณาให้ผู้รับใบจองนั้นขาดสิทธิอันจะพึงได้ตามมาตรา ๓๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ก็จะทําให้ที่ดินนั้นกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่ากลับมาตกเป็นที่ดินของรัฐ อีกครั้งหนึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดินนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อราษฎรไม่ได้เข้าทําประโยชน์ หรือไม่ได้ทําให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปีตามระเบียบที่ว่ามานั้นนะครับ เมื่อที่ดินกลับมาเป็นที่ รกร้างว่างเปล่า คือกลับมาเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดินตามเดิมแล้ว การนําใบจองที่ได้ไปขาย ไม่ว่าจะให้ใครก็ตาม จะเป็นบุคคลหรือเป็นกลุ่มนายทุน จะทําให้ ผู้ซื้อใบจองถ้าเข้าไปครอบครองที่ดินแปลงนั้นก็ต้องถือว่าเป็นการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยมิชอบ ขัดต่อกฎหมาย เพราะว่าในมาตรา ๘ วรรคสอง ก็บัญญัติไว้ซ้ํานะครับว่าที่ดิน ที่รับใบจองนั้นแต่ยังไม่ได้รับคํารับรองจากนายอําเภอว่าด้วยการทําประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับ อนุญาตจะโอนไปไม่ได้ ที่ผมได้กราบเรียนมาแล้ว เว้นแต่การตกทอดโดยทางมรดก ประมวลกฎหมายที่ดิน ยังบัญญัติต่อไปอีกว่าที่ดินของรัฐในกรณีนี้นะครับ ถ้าบุคคลใดก็ตามเข้าไปยึดถือครอบครอง รวมตลอดคนสร้างหรือเผาป่าซึ่งเป็นการกระทําที่ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ก็จะมีโทษครับ โทษตามมาตรานี้ก็คือจําคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ท่านประธานครับ นี่เป็นข้อกฎหมายที่ผมอยากจะกราบเรียนให้ ท่านประธานและท่านสมาชิกได้ทราบว่ากฎหมายบัญญัติไว้อย่างนี้ ตอนนี้ท่านรัฐมนตรี ก็ได้ทราบข้อกฎหมายในเบื้องต้นไปแล้ว ประเดี๋ยวท่านก็ต้องติดตามกันต่อไปนะครับ เมื่อกี้นี้ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานว่าในการดําเนินการจัดสรรที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินนี้ ก็จะมีระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ซึ่งได้ออกประกาศนี้มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ในระเบียบนี้ก็จะได้กําหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะจัดให้เข้าอยู่อาศัยหรือประกอบการ เพื่อการเลี้ยงชีพ เพราะว่าวัตถุประสงค์ก็คือจัดที่ดินให้แก่ราษฎรที่ไม่มีที่ทํากินหรือเป็นคนที่ ยากจนนั่นเอง ในระเบียบนี้บอกว่า บุคคลที่จะต้องจัดให้เข้าอยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพ หาเลี้ยงชีพ จะต้องเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้นะครับ แน่นอนเป็นคนไทย บรรลุนิติภาวะแล้ว มีร่างกายสมบูรณ์ มีความขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ มีความประพฤติดี มีความสามารถประกอบอาชีพเกี่ยวกับที่ดินที่จัดให้ได้ ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีอยู่แล้ว แต่เป็นจํานวนน้อยไม่พอเลี้ยงชีพ และต้องปฏิบัติตามระเบียบก็คือต้องไปยื่นคําขอ ต่อเจ้าหน้าที่ เขาก็จะตรวจสอบคุณสมบัติแล้วก็จะดําเนินการกันต่อไป ในคุณสมบัติ ผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีเองท่านก็คงดูทุกข้อแล้ว แต่ก็คงมีข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๗ ท่านประธานครับ ที่บอกว่า ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองหรือมีแต่ไม่เพียงพอต่อการครองชีพ อันนี้ก็เป็นคุณสมบัติ ที่จะต้องตรวจ ท่านคงตอบได้เองว่าท่านเข้าคุณสมบัติหรือไม่ ที่จริงถ้าท่านดูระเบียบอย่างนี้ ท่านก็คงจะพอตอบตัวเองได้แล้ว และถ้าดําเนินการตามระเบียบตั้งแต่ต้นเรื่องราวก็คง ไม่มาถึงสภา ในระเบียบนี้ก็บอกต่อไปว่า บุคคลใดประสงค์จะเข้าอยู่อาศัยหรือประกอบการ ทํามาหาเลี้ยงชีพในที่ดิน ให้ยื่นคําร้องต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งเขาก็จะต้องมีการดําเนินการต่อไป ตรวจสอบคุณสมบัตินะครับ ก็จะมีการออกใบจองตามเงื่อนไขที่กระผมได้กราบเรียนไปแล้ว เมื่อสักครู่นี้ว่าเมื่อเข้าไปอยู่แล้วก็จะออกใบจองให้บุคคลนั้นถือไว้เป็นหลักฐาน แล้วก็เข้า ทําประโยชน์ภายใน ๖ เดือน และทําให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปี อันนี้ระเบียบก็กําหนดไว้อย่าง ชัดเจนนะครับ ระเบียบก็ยืนยันซ้ําเข้าไปอีกตามประมวลกฎหมายที่ดินนะครับ ว่าถ้าบุคคลนั้น ที่ได้ใบจองไปแล้วไม่ทําให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปี หรือภายในเวลาที่คณะกรรมการกําหนด เจ้าหน้าที่ก็จะเสนอไปยังอธิบดีกรมที่ดินเพื่อสั่งให้ผู้นั้นออกจากที่ดิน และให้ผู้ถือใบจองนั้น ขาดสิทธิที่จะใช้ครอบครองและทําประโยชน์จากที่ดินนั้นนะครับ นี่คือระเบียบ ท่านประธานครับ ซึ่งก็มีระเบียบระบุไว้อย่างนี้อย่างชัดเจนเรื่อยมา ผมทราบว่าในที่ดินแปลงนี้ราษฎรได้เข้าไป ขอใบจองจํานวนไม่น้อย เนื่องจากเรื่องนี้ได้มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการติดตามการบริหาร งบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรด้วย คณะกรรมาธิการเองก็ได้ดําเนินการสอบสวน ร่วมปีมาแล้วนะครับ ได้มีการขอให้ทางที่ดินจังหวัดนครพนม ได้รายงานมาบอกว่า ที่ดินที่ราษฎรได้เข้าไปจับจองอย่างนี้นะครับ ได้ออกใบจองไปประมาณเท่าไร จังหวัดก็รายงานมายัง ที่คณะกรรมาธิการ และผมเองก็ได้ทําหนังสือไปถึงคณะกรรมาธิการเพื่อจะขอเอกสาร ที่เปิดเผยแล้ว ที่สามารถจะให้ได้นะครับ เพราะว่าคณะกรรมาธิการเองก็ได้ทําสรุปรายงาน การสอบสวนหมดแล้วและอยู่ในขั้นตอนที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการต่อไป เขาได้แจ้งบัญชีรายชื่อผู้ได้รับใบจองที่มี น.ส. ๒ นะครับท่านประธาน เป็นชุดมาขนาดนี้ ผมก็เปิดดูทั้งหมด มีใบจองเลขที่เท่าไร ตั้งอยู่ที่ไหน หลัก ๆ ก็จะเป็นตําบลพะทายนะครับ ผู้จองมีชื่อ นามสกุลชัดเจน ใบจองหลายใบ เมื่อมีการตรวจสอบกันภายหลังก็มีการหมายเหตุ ว่าชํารุด ชํารุด ชํารุด เข้าใจว่าที่ชํารุดนั้นอาจจะเป็นเพราะชาวบ้านเก็บ เหมือนที่เราเห็นทั่วไปว่า ชาวบ้านก็จะเก็บไว้ที่บ้าน ไม่ได้เก็บไว้อย่างดี ทําให้เอกสารนั้นชํารุดเสียหายออกไปได้ นี่ก็คือ ความเป็นมาของทั้งหมด ของที่ดินแปลงนี้ ถามต่อไปว่าที่ดินแปลงนี้ที่ราษฎรได้เข้าไปทํากิน หลังจากได้ น.ส. ๒ ไปแล้วร่วม ๑,๕๐๐ กว่าฉบับ ได้ดําเนินการอย่างไรต่อไป เนื่องจากราษฎร จํานวนหนึ่งได้เข้าไปทําประโยชน์ ก็มีการออก น.ส. ๓ หรือออกโฉนด ผมไม่แน่ใจนะครับ แต่ว่า ที่ดินจังหวัดนครพนมยืนยันมาต่คณะกรรมาธิการว่าที่ดินแปลงนี้ได้มีการออก น.ส. ๓ ไปประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ส่วนนอกนั้นยังไม่ได้ออกเป็นโฉนด แต่ก็ยัง ไม่มีการเพิกถอน น.ส. ๒ ของผู้ใดเลย ยังไม่มีการสั่งให้บุคคลที่ได้ น.ส. ๒ นั้นออกไปจากที่ดิน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผมเข้าใจว่าที่ดินมันอยู่ห่างไกล การคมนาคมบาก เจ้าหน้าที่เองก็ไม่ได้ เคร่งครัดที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ได้เตือนให้ผู้ที่ได้รับใบจองไปแล้วให้รีบเข้าทําประโยชน์ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกําหนด ก็เป็นปัญหาทําให้มีผู้บุกรุกเข้าไป และโดยเฉพาะในระยะหลัง ที่จังหวัดนครพนมเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การปลูกยางพารามาก ก็จะมีนายทุนเข้าไปกว้านซื้อ น.ส. ๒ เจ้าหน้าที่ที่ดินเองรายงานว่านอกจากนายทุนจะกว้านซื้อเข้าไป แล้วก็ยังมีชาวบ้าน เป็นผู้ทําหน้าที่ เป็นผู้รวบรวมหลักฐานทั้งหมด รวบรวมใบจองแล้วก็นําเสนอขายให้แก่นายทุน ต่อไปนะครับ ปรากฏก็เป็นไปอย่างนี้ ถามว่าที่ดินตรงนี้ท่านรัฐมนตรีศุภชัยเข้าไปเกี่ยวข้อง ตอนไหน ท่านรัฐมนตรีศุภชัยได้ให้ข่าวบอกว่าตนเองได้เข้าทําประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ตั้งแต่ ปี ๒๕๓๑ ถึงปี ๒๕๓๒ ขณะที่ยังเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วย อําเภอ ท่าอุเทน ที่ดินทุกแปลงที่มีปัญหาได้ซื้อใบจองจากเจ้าของเดิมและได้ครอบครองที่ดินทํากิน มาแล้ว ๑๖ ปีแล้ว ปลูกอ้อย ๗ กว่าปีมาแล้ว ปลูกยูคาลิปตัส ไม่เคยมีปัญหา ช่วงนั้นก็มีชาวบ้าน บางส่วนเข้ามาขอทํากิน บางแปลงก็อนุญาต บางรายเข้ามาทํากินในที่ดินก่อนที่จะเข้าครอบครอง แต่ว่าก็ได้ประนีประนอม บางรายไม่ยอมก็ได้ไปร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ แต่บางรายก็มีการฟ้องร้อง คดีกันด้วย นี่ก็แปลว่าท่านยัไปมีเรื่องกับราษฎรอยู่ เพราะบางแปลงเขาอยู่ก่อนแล้วท่านก็ ไปซื้อ ที่จริงเมื่อสักครู่ผมได้เรียนต่อท่านประธานไปแล้วนะครับว่า ท่านบอกว่าท่านได้ซื้อ ใบจองมา ก็กฎหมายมันระบุไว้ชัดเจน ใบจองนี้เขาห้ามจําหน่ายจ่ายโอน เว้นแต่ตกทอด โดยมรดก ก็ชัดเจนมันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีคนมาร้องเรียน เมื่อเขาร้องเรียนกัน มากขึ้น ไปร้องเรียนหลายหน่วยงานก็ไม่เป็นผล ท่านประธานครับ ร้องเรียนต่อที่จังหวัด หลายคนนะครับที่ผมดูจากรายงานก็ยังไม่เป็นผล ก็มีบางรายมาร้องเรียนต่อ ท่านนายกรัฐมนตรีด้วย บอกว่ามีรัฐมนตรีในรัฐบาลของท่านมีพฤติการณ์ไปบุกรุกที่ดิน นี่เขาเพิ่งร้องเรียนเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ นี้เอง สํานักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็รับเรื่องราวไว้แล้ว ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้มีการดําเนินการตรวจสอบ ข้อร้องเรียนนี้อย่างไร หรือไม่ จนในที่สุดก็มีผู้มาร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการติดตาม การบริหารงบประมาณ ถามว่าทําไมต้องร้องเรียนที่นี่ด้วย ก็ในเมื่อเขาไปร้องเรียนตั้งหลายแห่ง มันไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ผล แล้วในการพิจารณาเรื่องการใช้งบประมาณของรัฐบาลที่เอาไปนี่ก็มี ปัญหาด้วย คือทางกรมที่ดินก็ขออนุมัติงบประมาณไปจํานวนหนึ่งเพื่อที่จะไปดูแลที่ดิน ที่ไปจัดสรรอย่างนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการเองก็ถามแล้วก็ให้งบประมาณไป ทําไมไม่ไป ดําเนินการ เขาก็ยกตัวอย่างที่ดินตรงนี้ ที่ป่าดงพะทายขึ้นมา เป็นเหตุที่ทําให้ คณะกรรมาธิการนี้ได้เข้าไปตรวจสอบ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีศุภชัยท่านแจ้งว่า ท่านได้เข้าซื้อที่ดินใบจองนี้มาจากชาวบ้าน คณะกรรมาธิการเองก็สงสัยว่าท่านซื้อเข้าไปแล้ว ท่านได้ดําเนินการต่อไปอย่างไรหรือไม่ ก็มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกันต่อไปเกี่ยวกับผืนที่ดิน แปลงนี้ ผมก็ทราบว่าท่านรัฐมนตรีเองในคราวที่ท่านเข้ารับตําแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของท่าน ในหน้ารายการเหล่านี้ท่านแจ้งว่า มีทรัพย์สินทั้งสิ้นรวมกับคู่สมรสประมาณ ๓๓ ล้านบาทเศษ ซึ่งทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องเหล่านี้ ท่านรัฐมนตรีมักจะพูดว่าท่านเป็น ส .ส .คนจน รัฐมนตรีคนจน พูดอยู่เสมอ หลักฐานที่ท่าน ได้แสดงต่อ ป .ป .ช . ก็จะเป็นอย่างนี้ ที่น่าสนใจต่อไปครับในบรรดารายการที่ท่านได้แจ้งต่อ ป .ป .ช. ด้วย มันมีรายการของ น.ส . ๒ ท่านประธาน ประเภทเป็น น.ส . ๒ มีหมายเลขชัดเจน บอกที่ตั้งชัดเจน บอกจํานวนเนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๑ ไร่ ๑๐ ไร่ ๑ ไร่ ๑๐ ไร่ ๑ ไร่ เป็นอย่างนี้ ตลอด แล้วท่านก็มีราคาประเมิน ๑๐ ไร่ กับ ๑ ไร่ ก็ตรงกับที่ดินที่ทางราชการได้นํามาจัดสรร ให้แก่ราษฎร ให้จัดเป็นที่ทํากิน ๑๐ ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย ๑ ไร่ เพราะฉะนั้นที่ดินแปลงนี้ แน่นอนอยู่ในโครงการจัดสรรของทางราชการในพื้นที่ป่าดงพะทาย เพราะผมได้ยินหลายครั้ง เวลาท่านพยายามจะให้ข้อเท็จจริง บอกว่าที่ดินแปลงนี้อยู่นอกเขตบ้าง ในเขตบ้าง แต่ว่า ถ้าดูตามหลักฐานที่ท่านนํามาเสนอแล้วไปแจ้งต่อ ป .ป .ช . ไว้แล้ว เป็นที่ดินที่ชัดเจนว่า อยู่ในพื้นที่นี้ ถ้าพลิกดูกันต่อไปว่าที่ดินแปลงนี้เมื่อบอกเลขที่อย่างนี้ ตกลงในใบจองนี้ เป็นชื่อของใคร เขาก็มีการตรวจสอบกันต่อไป ใบจองเลขที่ข้างหน้าเมื่อกี้นี้นะครับ กับรายชื่อผมมาดู ที่ขอให้ตรวจสอบว่ารายชื่อตามใบจองเป็นใคร เข้าใจว่าเป็นประชาชน ในพื้นที่ที่ไปยื่นคําร้องไว้ เช่น นายมานะ นายทา นายหิน นางทองใบ นายอะไรต่ออะไร ก็เลขที่นี้จะตรงกับบัญชีที่ท่านได้ยื่นไว้กับ ป .ป .ช . ไม่ปรากฏชื่อนายศุภชัย โพธิ์สุ ในใบจองแม้แต่ ใบเดียว แต่ท่านบอกไปแล้วครับท่านซื้อมา แต่กฎหมายบอก ห้ามซื้อ ห้ามจําหน่ายจ่ายโอน แล้วท่านที่ได้ เอาไปจําหน่ายจ่ายโอนไปก็ทําไม่ได้ คนที่ซื้อไปก็ไม่ได้สิทธิ ที่ต้องยืนยัน จากส่วนนี้ก็เพราะว่าได้เคยมีบางท่านได้มาชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ บอกว่า ท่านศุภชัยบอกว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า ท่านซื้อสิทธิครอบครองต่อจากบุคคลอื่น ผมก็ว่าที่ทราบ ที่ตอบกันอย่างนั้นน่าจะหมายถึงที่รกร้างว่างเปล่า ซึ่งพวกเราเรียกกันว่าที่หัวไร่ปลายนา นั่นเอง ซึ่งอาจจะมีได้ แต่ที่นี่ไม่ใช่ ชัดเจนนะครับว่าเป็นพื้นที่ที่ดินที่อยู่ในป่าดงพะทาย ผมเองก็ชวนสงสัยต่อไปว่าถ้าอย่างนั้นก็ในเมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าที่ดินแปลงนี้ ห้ามจําหน่ายจ่ายโอน เว้นแต่ตกทอดโดยมรดก ผู้ซื้อไปก็ซื้อไปโดยไม่ชอบ อันนี้ไม่ใช่ผมพูด นะครับ เจ้าหน้าที่ที่ดินยืนยัน ทั้งที่จังหวัดนครพนม ทั้งที่อธิบดีกรมที่ดินยืนยัน ทั้งที่ ท่านรัฐมนตรีเคยพูดไว้ผ่านสื่อ บอกว่าได้ถามเจ้าหน้าที่ที่ดินแล้วเขาว่าซื้อได้ ผมก็ไม่ทราบว่า ถามใคร ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้หลักฐานเป็นอย่างนี้ชัดเจนก็ทําให้น่าคิดต่อไป ตกลงถ้าตาม กฎหมายแล้วนะครับที่ดินแปลงนี้ที่ท่านมายื่น ป.ป.ช. มันเป็น น.ส. ๒ ประเภทห้ามจําหน่าย จ่ายโอนทั้งนั้น แล้วท่านมาอ้างกับ ป.ป.ช. ว่าเป็นทรัพย์สินของท่านอย่างไร ประเด็นนี้ทําให้ ผมสงสัยต่อไปว่าถ้าอย่างนั้นเท่ากับเอาที่ดินของรัฐมาอ้างเป็นของตนเอง เดี๋ยวก็จะเป็นการ แจ้งรายการทรัพย์สินเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. อีก มีเรื่องเข้าไปอีก ท่านประธานครับ นี่คือจุดที่น่า เป็นห่วงเรื่องเพิ่มขึ้นไปอีก เอาละครับ ท่านประธานครับ ในเมื่อหลักฐานมันเป็นอย่างนี้ คณะกรรมาธิการเองเมื่อได้รับการร้องเรียนแล้ว เอาให้มันชัดเจนเลยนะครับ ก็ได้ลงไปในพื้นที่ คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ ซึ่งมีท่านเจริญ จรรย์โกมล เป็นประธานอยู่ หลังจากที่ได้ศึกษาเอกสารมากมายพอสมควรแล้ว เป็นร่วมปีนะครับ เชิญหลายหน่วยงาน เข้ามาชี้แจงให้ข้อเท็จจริง เมื่อได้ข้อมูลเพียงพอแล้ว สุดท้ายก็ลงไปดูในพื้นที่ครับ ไปเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ท่านประธานครับ ก็จะเป็นท่านเจริญกับคณะกรรมาธิการลงไปพร้อมกับ เจ้าหน้าที่ด้วย นี่ก็เป็นคนชี้ให้ดูพื้นที่นะครับ ท่านประธานสังเกตนะครับ ที่ดินตรงนี้ ต้นยางทั้งนั้นเลยครับ สวยครับท่านประธาน ไม่ทราบกําลังจะบอกการกรีดยาง ราคายางกําลัง ดีขึ้น เพราะว่าท่านรัฐมนตรีบอกว่าราคายางปีนี้จะขึ้นไปสูงมาก สวนชาวบ้านปลูกเยอะ นะครับ สองข้างทางนี้นะครับ คณะกรรมาธิการได้ถามชาวบ้าน เมื่อสักครู่ผมเรียนว่า ในภาพนี้มีกํานันอยู่ด้วยนะครับ มาร่วมให้ข้อเท็จจริงกับคณะกรรมาธิการด้วย เป็นกํานัน ในพื้นที่ป่าดงพะทายครับ ก็ไปถามเพราะว่ามีคนงานที่ไปเฝ้าบ้านอยู่ ว่าที่ป่าเหล่านี้เป็นของ ใครบ้าง เขาก็ได้ข้อมูลมา ท่านประธานครับ น่าห่วง ตกลงที่ดินกว่า ๒๑,๐๐๐ ไร่ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ คือกํานันเองได้บอกกับคณะกรรมาธิการ บอกว่ามันเป็นของ นายทุนไปหมดแล้ว เป็นของเสี่ย พ. ๔,๐๐๐ ไร่ เสี่ย ม. ผมต้องบอกอักษรย่อ ท่านประธานครับ ไม่อยากเอ่ยชื่อ ๕,๐๐๐ ไร่ เสี่ย ช. ๓,๐๐๐ ไร่ เสี่ย จ. ๑๕,๐๐๐ ไร่ บวกกับของท่านรัฐมนตรีเองซึ่งตามหลักฐานที่แจ้งกับ ป.ป.ช. ๒๐๐ ไร่ แต่รัฐบาล เขาบอกว่าท่านปลูกยางในเนื้อที่ประมาณ ๗๐๐ ไร่ รวม ๔-๕ ท่านนะครับ ปาเข้าไป ๑๔,๒๐๐ ไร่แล้ว นี่ครับที่ ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่ ที่ราชการบอกจะเอามาจัดที่ทํากินให้แก่ราษฎร คนละ ๑๐ ไร่ สําหรับไปทํามาหากินก็ ๑ ไร่ สําหรับทําเป็นที่อยู่อาศัยนั้น ๑๔,๒๐๐ ไร่ มันได้ตกอยู่ในมือของนายทุนแล้ว น่าห่วงครับ ท่านประธานครับ ดูกันต่อไปครับ ก็ปรากฏว่า มีการทําถนนอย่างดีผ่านเข้าไปในพื้นที่นี้ด้วย กระผมเองไม่ได้ไป แต่ผมก็ได้ถามจาก ท่าน ส.ส. ในพื้นที่ โดยเฉพาะ ส.ส. ชวลิต วิชยสุทธิ์ ซึ่งก็ได้เข้าไปดูด้วยตาตัวเองมาแล้ว ตัดถนนเข้าไปครับ ทําถนนอย่างดี ตอนนี้เข้าใจว่าน่าจะใกล้เสร็จแล้ว หน่วยงานที่เข้าไปทํา ก็ทราบว่ามีหน่วยทหารพัฒนาเข้าไปด้วย ดูจากเครื่องมือ เครื่องจักรก็ระบุไว้ชัดเจน นี่ภาพเครื่องจักรนะครับ เป็นของทางหน่วยราชการ เข้าใจว่าเป็นของหน่วยทหารพัฒนา ที่เข้าไป ถนนนี้ก็ผ่านบ้านหลังนี้ เป็นบ้านนะครับ ถามกํานัน ถามชาวบ้านที่มาดู เขาบอกว่า เป็นของท่านรัฐมนตรีศุภชัยครับ นี่ก็จะเห็นรถเครื่องจักรที่จอดอยู่ ผู้ถ่ายภาพ จงใจถ่ายภาพให้ผมมาเห็นท่อตรงนี้ ถามว่าทําไมเอาท่อมาให้ดู เขาบอกว่ามันใหญ่กว่าที่อื่น ก็แปลว่าถ้าผ่านตรงนี้ช่วยทําให้มันดี ๆ หน่อยเพราะที่อื่นมันไม่แข็งแรงขนาดนี้ จงใจจะบอก อย่างนั้นครับ ตรงนี้เป็นบ้าน ถ้าผมใช้ความรู้เรื่องกฎหมาย เรื่องควบคุมอาคาร อาจจะถามว่า ได้ขออนุญาตก่อสร้างหรือเปล่าเพราะว่ามันเป็นอาคาร ท่านมีคนงานเฝ้าอยู่นะครับ เห็นชัดขึ้นครับ ตกลงก็มีคําถามว่าถนนที่ตัดเข้าไปนี้ใช้งบประมาณที่ไหน แน่นอนครับ ไม่ใช่งบประมาณส่วนตัวของท่าน ยืนยันได้ว่างบประมาณที่ใช้มาตัดถนนเส้นนี้ ข่าวบอกว่า มีการใช้งบประมาณผิดประเภท หรือใช้งบประมาณของ อบจ. ๒.๒ ล้านบาท งบซีอีโอ (CEO) ๑.๕ ล้านบาท งบหน่วยทหารพัฒนา ๓.๙ ล้านบาท ตัดถนนผ่านเข้าไป ถามว่าผิดไหม แน่นอนครับท่านประธาน ใคร ๆ ก็อยากได้ถนน ผมถามว่าที่ดินนี้มีหมู่บ้านไหม ตลอดเส้นทางเกือบ ๑๐ กิโลเมตรนี้ ไม่มีครับ อาจจะมีหมู่บ้านที่ต้นทางทะลุอีกปลายทาง ถามว่าจําเป็นไหม คือถ้าถนนตรงนี้มีหมู่บ้านอยู่ มีผู้คนอยู่อาศัย แล้วราษฎรเขาเดือดร้อน ก็คงจําเป็นจะต้องทํา แต่ในเมื่อที่ดินมันเป็นอย่างนี้ แปลงมันเป็นอย่างนี้ ผมเข้าใจว่าถ้าท่านศุภชัย ไม่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีการตัดถนนเส้นนี้เข้าไปไหม เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ นี้ก็คือท่าน บวกกับหลายเสี่ยที่ผมได้เอ่ยชื่อเมื่อกี้นี้ว่าเป็นผู้ที่ ได้ประโยชน์แน่นอน ทําให้ผมต้องนึกถึงพี่น้องชาวนครพนมซึ่งเขาคงอยากจะได้ถนนที่ดี เพราะที่ทําขึ้นมานั้นเป็นถนนคอนกรีตแล้วก็ลาดยางบางส่วน ใกล้เคียงกันมีถนนไหม มันมี แต่ว่าก็เป็นลูกรังเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ที่สําคัญก็คือว่าการตัดที่ดิน ตัดถนนเข้าไปในส่วนนี้ มุ่งที่ จะให้ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือตัวท่านเอง ไม่ได้ทําเพื่อประโยชน์ของราษฎรเป็นหลัก เพราะฉะนั้นมันก็เกิดข้อสงสัยอย่างนี้ขึ้นมา ท่านประธานครับ ในข้อมูลที่ผมได้เรียนกับท่าน ประธานไปแล้วนะครับ ท่านรัฐมนตรีเคยพูดอยู่หลายครั้งบอกว่าท่านซื้อสิทธิครอบครองมา มันก็มีข้อมูลยืนยันจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คือทางคณะกรรมาธิการเองได้ขอให้ทางที่ดิน จังหวัดนครพนมได้ตรวจสอบแล้วก็ยืนยันว่าเป็นอย่างไรต่อไป ปัญหาที่แท้จริงของที่ดิน นะครับ ผมดูคําตอบของที่ดิน ของกรมที่ดิน ก็เพียงแต่บอกยืนยันว่ามีการจัดสรรที่ดินอย่างนี้ จริง แต่ว่าที่ดินนั้นได้ดําเนินการอย่างไรต่อไปก็ยังไม่ชี้ชัด ถามถึงที่ดินที่ท่านรัฐมนตรีไป ครอบครองอยู่ ก็พยายามจะเลี่ยงไม่ฟันธง เป็นเพราะอะไรครับ ก็คงจะเป็นเพราะความ เกรงใจ กลัวบทบาทกลัวอิทธิพลของท่านกระมัง ทําให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ลังเลที่จะชี้ว่าจริง ๆ มันเป็นอย่างไร แต่คนที่ยืนยันอยู่เสมอก็คือที่ดินในอําเภอท่าอุเทนครับ เขายืนยันว่าที่ดินที่ ท่านครองอยู่นี้เป็นที่ดินที่อยู่ในป่าจัดสรร ป่าดงพะทาย แล้วเขาก็ยืนยันว่าการที่เข้าไปครองที่ดิน ของท่านนั้นโดยผิดกฎหมาย ผิด แต่ยังไม่มีการดําเนินการอย่างไรต่อไป คนที่พูดไว้ชัดเจนอีก คนหนึ่งก็คือหน่วยงานที่เขาไปพร้อมกับคณะกรรมาธิการด้วย ก็คือคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปพร้อมกับคณะกรรมาธิการด้วย เขาก็ ยืนยันว่าได้ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ที่ดินทั้งจังหวัดและอําเภอ ถามกํานัน ถามผู้ใหญ่บ้าน ถาม ชาวบ้านแล้ว ผลการตรวจสอบ ป.ป.ท. ยืนยันว่ามีการบุกรุกที่ดินสาธารณะสมบัติจริง แล้วก็ ที่ดินที่ท่านรัฐมนตรีอ้างว่าครอบครองอยู่นี้ก็อยู่ในพื้นที่นี้จริง เขาจึงเสนอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบแล้วก็ดําเนินการตามกฎหมาย ท่านประธานครับ ข้อมูลที่เห็นมา เมื่อกี้นี้ เป็นข้อมูลที่เป็นหลักฐานทางราชการนะครับ ไม่ใช่ผมจะยกขึ้นมาเอง คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ โดยท่านเจริญได้ลงไปตรวจดูพื้นที่เอง ผมยังได้เคยพูดกับท่านเจริญบอกว่า ท่านเจริญระมัดระวังหน่อยนะครับ อย่าไปกลั่นแกล้ง ขออภัยที่เรียกว่า ครูแก้ว เพราะเราก็เรียกท่านอย่างนั้น อย่าไปกลั่นแกล้งครูแก้ว เพราะท่านเคย พูดในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ไปแล้วหลายครั้ง ผมก็คิดว่าคณะกรรมาธิการซึ่งได้ไปตรวจดูพื้นที่ เองนั้นสามารถที่จะยืนยันความเป็นมาของป่านี้ได้ สามารถที่จะยืนยันการเข้าครอบครองถือ ที่ดินโดยมิชอบของท่านรัฐมนตรีศุภชัยได้ ฉะนั้นท่านประธานครับ ก็ในเมื่อหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งที่ดิน ทั้งกรมที่ดิน ที่ดินจังหวัดนครพนม ป.ป.ท. ก็ต่างสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านเข้าไป ครอบครองโดยผิด โดยไม่ชอบ วันนี้ท่านยังจะยืนยันไหม บอกว่าท่านเป็นเจ้าของที่ดิน แปลงนี้อยู่ แล้วท่านจะไปยืนยันกับ ป.ป.ช. อีกไหม บอกว่าที่ดินที่ท่านมาแจ้งกับ ป.ป.ช. มันเป็นที่ดินของรัฐ ไม่ใช่ที่ดินของท่าน ด้วยข้อมูลอย่างนี้ผมคิดว่าคงไม่มีทางอย่างอื่น ก็คือท่านต้องออกจากที่ดินแปลงนี้ ถ้าไม่ออกนะครับ ก็คงจะต้องดําเนินการตามกฎหมาย กันต่อไป นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานในเรื่องการครอบครองที่ดิน ในพื้นที่ป่าดงพะทายของท่านรัฐมนตรีศุภชัย ซึ่งจากพฤติกรรมอย่างนี้นะครับผมเห็นว่า ท่านชอบพูดอยู่เสมอ ท่านเป็นคนจน คนยากคนจน เป็นครูจน ๆ เป็น ส.ส. คนจน มาเป็น รัฐมนตรีก็ยังคนจนอยู่ แต่ว่าพฤติกรรมที่มันเกิดขึ้นกับที่ท่านกระทํากับราษฎร ไปแย่ง ที่ทํากินของเขา ไปฟ้องร้องเขา ไปบุกรุกเอาที่ดินของเขา ที่สําคัญก็คือเอาที่ดินของหลวง ซึ่งตนเองไม่มีสิทธินั้นมาเป็นของตนเอง ไม่สามารถที่จะให้ความไว้วางใจที่จะทําหน้าที่นี้ อีกต่อไปได้ โดยเฉพาะท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งมีหน้าที่นี้ โดยตรงอยู่ด้วย นี่เป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมขอกราบเรียนต่อท่านประธาน
ท่านประธานครับ ยังมีเรื่องที่ ๒ ที่ฝ่ายค้านได้เสนอ เป็นเหตุที่ไม่สามารถที่จะ ให้ความไว้วางใจกับท่านรัฐมนตรีศุภชัยต่อไป ก็คือกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินสงเคราะห์ ของคณะกรรมการสงเคราะห์การทําสวนยาง ที่เรียกว่าเงินชดเชยสงเคราะห์การทําสวนยาง ซึ่งในกลุ่มเดียวกันนั้นเขาจะเรียกว่าเป็นเงิน
ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ครับ ท่านศุภชัยจะขอชี้แจงเลยตอนนี้ใช่ไหมครับ ต้องขอให้ผู้อภิปราย อภิปรายให้จบแล้วเดี๋ยวท่านตอบทีเดียวเลยนะครับ เชิญดอกเตอร์พีรพันธุ์ต่อครับ
ในประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับ เงินสงเคราะห์การทําสวนยาง ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าเซส ตัว ซี อี ดับเบิลเอส ท่านประธานครับ พวกเราคงทราบกันดีว่ายางพารานะครับมันมีความสําคัญมาก เป็นพืชเศรษฐกิจสําคัญของประเทศไทย เป็นพืชที่ทํารายได้ให้กับประเทศมาก สามารถทํารายได้ ให้กับประเทศถึงปีละ ๓ ๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นผู้ผลิต และส่งออกเป็นอันดับ ๑ ของโลกได้ ด้วยความสําคัญอย่างนี้ก็จะมีกฎหมายโดยเฉพาะ ก็คือส่งเสริมให้เกษตรกรช่วยตนเองเป็นการเฉพาะ กฎหมายนี้ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ ตามกฎหมายนี้ได้กําหนดให้ผู้ส่งออกต้องจ่ายเงินสงเคราะห์การทําสวนยาง ที่เรียกว่าเงิน เซสตามอัตราเงื่อนไข และวิธีการที่คณะรัฐมนตรีกําหนด เงินนี้ตามพระราชบัญญัติกองทุน สงเคราะห์การทําสวนยางได้กําหนดไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ ว่า ถ้าไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ ให้จัดเพื่อ เป็นการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับกิจการยาง ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อบริหารการสงเคราะห์ ของสํานักงานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง หรือ สกย. ๘๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อสงเคราะห์ เจ้าของสวนยาง นี่คือวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของเงินที่เรียกว่าเงินเซส ก็คือเป็นเงินที่จะต้อง เอามาสงเคราะห์เจ้าของการทําสวนยางนั่นเอง โดยมุ่งที่จะทําให้มีการปลูกพืชสวนยางใหม่ เมื่อมันครบอายุของมันแล้วนะครับ กฎหมายนี้ยังบอกว่าเงินจํานวนนี้ถ้ามีดอกผลนะครับ ส่วนอื่นก็คือการทดลองหรือการบริหารงานของสํานักงานกองทุนสงเคราะห์สวนยางนั้น ให้ใช้เท่าที่จําเป็นและห้ามเอาไปทําอย่างอื่น ก็คือมุ่งมาให้ใช้เพื่อการนี้อย่างนั้นนั่นเองนะครับ การใช้เงินเซสนี้นะครับก็เป็นอย่างนี้มาตลอด จนกระทั่งอุตสาหกรรมยางพาราของไทย ก้าวหน้าขึ้นมาเป็นลําดับ กลายเป็นสินค้าส่งออกอันดับ ๑ ของประเทศ มีการเก็บเงินเซส เรื่อยมาจนกระทั่งถึงปีปัจจุบันนี้ เมื่อปี ๒๕๕๓ สามารถเก็บเงินเซสได้ถึง ๔,๘๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเงินก้อนโตครับ เมื่อปี ๒๕๕๓ ท่านประธานครับ ราคายางดีขึ้น เมื่อราคายางดีขึ้น ก็มีคนเสนอว่าควรจะเพิ่มอัตราการเก็บเงินเซส คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ให้ปรับอัตราการจัดเก็บเงินสงเคราะห์ เงินเซสให้สูงขึ้น โดยเก็บเป็น ๕ ระดับ จากต่ําสุด ๙๐ สตางค์ต่อกิโลกรัม ไป ๑.๔๐ บาท ๒ บาท ๓ บาท และ ๕ บาท สําหรับราคายางที่เกิน ๑๐๐ บาทต่อกิโลกรัมขึ้นไปนะครับ การจัดเก็บเงินเซสแบบก้าวกระโดดนี้ จากอัตราเดิม ที่เคยเก็บกันทั่วไป ๑.๔๐ บาทต่อกิโลกรัม เป็น ๕ บาท ก็มีหลายหน่วยงานโดยเฉพาะ ผู้ประกอบการเขาก็แสดงความห่วงใยว่ามันจะเกิดผลกระทบต่อราคายางของประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของเราเขาเก็บเงินเซสต่ํา อยู่แค่ ๑.๔๐ บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น มันอาจจะเกิดทําให้มีการลักลอบส่งยางพาราไปขายบริเวณประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะ ทางภาคใต้มากขึ้นนะครับ การจัดเก็บเงินเซส ท่านประธานครับ มันก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่มันมีปัญหาก็คือตรงที่มีบทเฉพาะกาล บอกว่าให้จัดเก็บสงเคราะห์ในอัตราเดิม สําหรับ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ทํามาก่อนวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการ สกย. ได้เสนอขอมติต่อคณะรัฐมนตรี และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า แห่งประเทศไทยที่กําหนดส่งมอบสินค้าจนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ และในมตินี้ ก็ได้มอบหมายให้สํานักงานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง คือ สกย. ได้เข้าตรวจสอบ สต็อก (Stock) ยางพารา ตั้งแต่วันที่ ๒๐-๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ ด้วย บทเฉพาะกาลตรงนี้ ไม่เคยมีมาก่อนท่านประธานครับ ๒๐ ปี ๓๐ ปีที่เก็บเงินเซสมา มีแต่เก็บจากสต็อก เพราะฉะนั้นบทเฉพาะกาลคราวนี้ที่บอกให้เอาสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามาเป็นตัวกําหนดนั้น ถือว่าเป็นการเปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่จากเดิมซึ่งเคยปฏิบัติกันมาอย่างที่ผมได้เรียนมาแล้ว โดยรวมเอาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเข้าไปด้วย บทเฉพาะกาลตรงนี้ครับท่านประธาน มันเปิด ช่องให้เกิดความไม่ชอบมาพากลในการที่จะให้สิทธิสงเคราะห์สําหรับเงินสงเคราะห์ในอัตราเดิม ผมเข้าใจง่าย ๆ ว่าถ้าจะมีการปรับเปลี่ยนกฎหมาย อะไรที่ทําเสร็จไปก่อนแล้ว ก็คงให้ใช้ ของเดิมไปก่อน นั่นก็ถูกต้อง แต่ทุกครั้งที่ทํามาตลอด ๒๐ ปี ๓๐ ปีก็คือเขาตรวจสต็อก ไม่เคยเอาเรื่องสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามาเป็นตัวกําหนด พอมีมติ ครม. ออกไปอย่างนี้แล้วก็ สกย. เริ่มเข้าไปตรวจสอบสต็อก มีการตรวจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ข้อมูลมันเริ่มออกมา ๆ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตรวจแล้วมันผิดปกติมาก มีจํานวนขึ้นสูงมาก สต็อกซึ่งปกติน่าจะเป็นสัก ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ก็เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ ตันนะครับ ตรงนี้ในกลุ่มผู้ประกอบการ เขาก็เลยตั้งข้อสงสัยกันว่าใครกันนะ มารดําที่ไหนเป็นคนที่ชงเรื่องนี้เข้าสู่ ครม. จนมีมติ อย่างน ี้ออกมา เปิดช่องให้มีการเรียกผลประโยชน์นี้ได้ง่ายมาก ก็เพราะมีการเปิดช่อง ให้มีการเรียก ให้มีการให้สิทธิแก่คนที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก่อนวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ นั้น ได้สิทธิที่จะชําระเงินเซสในอัตราเดิมได้ รวมทั้งแน่นอนครับ ก็จะมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งไปคอย ควบคุมการตรวจสอบสต็อกยางพาราที่มีอยู่ด้วย ตรงนี้ที่บอกว่าเปิดช่องให้ทํามาหากินกัน ได้มากขึ้น ความไม่ชอบมาพากลมันเกิดขึ้นตรงไหนครับท่านประธาน ความไม่ชอบมาพากล ในเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นจากช่องว่างตรงนี้ละครับ จากช่องที่มีการเปิดในบทเฉพาะกาลที่ให้เอา สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อจะขอสิทธิจ่ายในอัตราเดิม ก็คือ ๑.๔๐ บาท แทนที่จะเป็น ๕ บาท มีการประชุมคณะกรรมการ สกย. เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ คณะทํางานตรวจสต็อก ของ สกย. คือสํานักงานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางได้เข้าไปตรวจสอบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่ขอรับสิทธิชําระในอัตราเดิมนะครับ รวมทั้งตรวจสอบสต็อกด้วย ก็มีรายงานเข้าไปสู่ คณะกรรมการว่ามีกลุ่มที่ได้ทําสัญญาล่วงหน้า ทั้งที่ควรได้สิทธิและไม่ได้สิทธินั้นรวมถึง ๘๐๐,๐๐๐ ตัน จากปกติที่เคยมาประมาณ ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ตันครับ ส่วนสต็อก ที่คาดว่าควรจะได้สิทธิชําระในอัตราเดิม ๓๘๔,๐๐๐ ตัน จากที่เคยมีอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ตรงนี้ละครับทําให้ผู้ประกอบการหลายคนเริ่มสงสัยว่าตัวเลขเหล่านี้มันมาอย่างไร ในคณะกรรมการ สกย. ก็มีข้อถกเถียงกันว่าตกลงควรจะให้ใครไม่ให้ใครนะครับ ผมได้ไปอ่านดูรายงานการประชุมแล้ว มันมีข้อสังเกตครับท่านประธาน คือมีความพยายาม ที่จะหาประโยชน์จากเงินส่วนนี้ เงินเซสเกือบ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท อย่าลืมนะครับเงินเซสจ ริง ๆ เขาบอก เก็บเมื่อผู้ส่งออกส่งออก แต่ข้อเท็จจริงก็คือผู้ส่งออกเขาไม่ได้เสียเอง หรอกครับ เขาก็เก็บจากชาวบ้านแล้วก็นําไปจ่ายเมื่อส่งออกนะครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ เงินนี้ก็คือเงินของเจ้าของสวนยางนั่นเองนะครับ ในการประชุม สกย. ครั้งที่ ๑๑ ปี ๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ ผมอ่านดูรายงานการประชุมอยู่ตลอด มีการถกเถียงกัน พอสมควรว่าจะให้ใครไม่ให้ใคร สต็อกเป็นอย่างไร สัญญาเป็นอย่างไร ดูให้ดี ๆ นะครับ ประธานคณะกรรมการสงเคราะห์การทําสวนยางก็คือท่านรัฐมนตรีศุภชัยซึ่งเป็นประธาน สกย. อยู่นะครับ ก็กล่าวว่าสําหรับวันนี้จะพิจารณาเรื่องหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติ โดยขอปรับปรุงคณะทํางานการตรวจสต็อกของ สกย. ซึ่งก็มีอยู่แล้ว อยู่ดี ๆ ท่านบอกว่า ไม่เอาแล้วคณะทํางานนี้ ขอตั้งคณะกรรมการขึ้นไปกําหนดหลักเกณฑ์เสียใหม่ ในคณะกรรมการนี้ สังเกตดูนะครับมี ๗ ท่าน มีอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นประธาน ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นรองประธาน นอกนั้นกรรมการบางท่านก็เป็นกรรมการ สกย. ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ ครม. แต่งตั้ง ตกลงใน ๗ คนนี่นะครับก็จะมีภาคราชการอยู่เพียง ๒ คน เห็นไหมครับ เดิมมีคณะกรรมการ ตรวจสต็อกอยู่ ท่านไม่เอา พอถึงอย่างนี้กําลังพิจารณากันอยู่ดี ๆ ท่านก็พูดอยู่อย่างนี้ ไม่เอาแล้ว เอาคณะนี้ไปพิจารณานะครับ ผมก็ตั้งข้อสังเกตว่า เห็นไหมครับใน ๗ คน เป็นพวกท่าน เป็นฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็น ๕ คนเข้าไปแล้ว คณะทํางานนี้ก็ไปประชุม เร็วมากครับ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๐ ประชุมครั้งแรกก็คงจะพิจารณา กําหนดหลักเกณฑ์ว่าจะกําหนดหลักเกณฑ์อย่างไร พอวันที่ ๑๐ ผมดูรายงานการประชุม ปรากฏว่าอธิบดีกรมวิชาการเกษตรไม่เข้าประชุม ถามว่าทําไมถึงไม่เข้า เพราะกําลังจะ พิจารณาเรื่องสําคัญ ก็ทราบว่าที่ท่านไม่เข้าก็เพราะรู้แล้วเข้าไปก็จะถูกฝ่ายการเมืองกดดัน ข้อเสนอของท่านหลายอันนะครับเขาไม่เอาด้วย เมื่อเขาไม่เอาด้วย วิธีที่ดีที่สุดก็คือท่านก็เลย ไม่เข้าประชุม นี่เป็นข้อสังเกตนะครับ ข้อเสนอที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เวลาพิจารณา หลักเกณฑ์ว่าจะให้สิทธิชําระเงินเซสในอัตราเดิมแก่ใคร ไม่เอาใครบ้างนะครับ ท่านก็เป็นห่วง หลายเรื่อง ข้อเสนอที่ไปจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตรซึ่งถูกปฏิเสธไปนะครับ เช่น ข้อเสนอ ที่บอกว่าการตรวจสอบสัญญาระหว่างบริษัทที่อยู่ในประเทศไทยกับต่างประเทศนั้น ขอให้สถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยที่อยู่ในต่างประเทศที่เป็นคู่สัญญากับบริษัท ของประเทศไทยนั้นได้เป็นผู้ตรวจสอบด้วย เพื่อความชัดเจนแน่นอนไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันก็จะ เต็มไปด้วยบริษัทนอมินี (Nominee) ก็อย่างที่เห็นเมื่อกี้นี้ สัญญามันไม่น่าจะขึ้นมาเป็น ๘๐๐,๐๐๐ ตัน ไม่กี่เดือนนะครับ ข้อนี้เขาก็ไม่เอา ไปดูในเรื่องบอกว่าการออกสัญญา ขอให้ ระบุราคาซื้อขายที่ชัดเจน กรรมการชุดนี้ซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองเป็นส่วนใหญ่เขาบอกไม่เอาอีก ข้อเสนอที่บอกให้ดูความน่าเชื่อถือของการปฏิบัติตามสัญญาด้วย ความน่าเชื่อถือของการ ปฏิบัติตามสัญญาก็คือให้ดูประวัติการส่งออกย้อนหลังของบริษัทที่เสนอขอใช้สิทธิชําระเงิน เซสในอัตราเดิมด้วย เขาก็ไม่เอา เมื่อไม่เอาอย่างนี้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรก็คงไม่มีทาง เป็นอย่างอื่นแล้วไม่เข้าประชุมดีกว่า ก็ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองถ้าอยากจะได้อะไรก็เอาไป เขาก็ไปทํา ไปประชุม ๒ ครั้ง วันที่ ๘ วันที่ ๑๐ เสร็จแล้ว แล้วก็รีบทําบันทึกนี้สรุปเสนอ ท่านรัฐมนตรีว่าหลักเกณฑ์และแนวทางการพิจารณาให้สิทธิชําระเงินสงเคราะห์ในอัตราเดิม เป็นอย่างนี้ ข้อเสนอหลัก ๆ ที่ทางฝ่ายข้าราชการประจําที่เขาเป็นห่วง ไม่ได้หยิบขึ้นมาเลย เพราะฉะนั้นในหลักเกณฑ์ที่นําเสนอขึ้นมาอย่างนี้ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องที่เป็นหลักเกณฑ์ หลัก ๆ อย่างนี้ ก็รีบไปทําบันทึกเสนอท่านรัฐมนตรี คนที่ลงนาม ผู้อํานวยการสํานักงานกองทุน สงเคราะห์การทําสวนยาง ซึ่งมีตําแหน่งเป็นเลขานุการ เสนอท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ก็เห็นชอบทันทีเลย แล้วหลักเกณฑ์นี้ไม่ได้นําเสนอเข้าสู่ สกย. อีกนะครับ ทราบว่าในบันทึกนั้น บอกว่าให้เวียน ที่จริงเรื่องอย่างนี้ถ้าจะไม่เป็นหลักเกณฑ์อย่างนี้ ที่ถูกต้องแล้วมันควรจะ เสนอ สกย. อีกครั้งหนึ่ง ให้เกียรติกรรมการคนอื่นหน่อย แต่ผมก็มีข้อสังเกตนะครับว่า เรื่องหลัก ๆ อย่างนี้โดยทางปฏิบัติราชการแล้ว คนที่ควรจะลงนามเสนอท่านรัฐมนตรี ไม่ควร จะเป็นเลขานุการ ต้องเป็นประธานครับ นี่ก็คือข้อสังเกตที่เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามที่จะ หาประโยชน์จากเงินเซสตัวนี้ โดยมุ่งที่จะเอาประโยชน์ ไม่เอาสต็อก แต่เอาสัญญาเป็นหลัก เพื่อจะได้เปิดช่องให้ทํามาหากินได้ง่าย ช่วงนั้นก็มีการเปิดเผย รายงานข่าวออกไปว่าบริษัท ที่มีการเสนอออกไปว่าควรจะได้สิทธิมีใครบ้าง ผู้ประกอบการจํานวนมากเห็นตัวเลขเหล่านี้แล้ว เขาก็มองเห็นแล้ว มีบางรายครับตรวจสัญญา ตรวจสต็อก บางรายได้ไปเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของที่อยู่ในบัญชีเสนอว่าผู้ที่ควรจะได้ มันเป็นไปได้อย่างไร ก็นี่ละครับ เมื่อข้อมูลเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ทําให้ผู้ประกอบการจํานวนมากสงสัย ไม่เห็นด้วย ช่วงนั้นกระแสข่าว ก็ออกไปสู่สื่อจํานวนมาก ผู้ประกอบการจํานวนมากก็ให้ข้อมูลว่ามีความพยายามของ คณะทํางานของท่าน ฝ่ายการเมือง พยายามที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการบางราย ตรงนี้ที่ผม บอกว่าเงื่อนไขบทเฉพาะกาล ที่ท่านบอกว่าให้เอาผลประโยชน์จากสัญญาซื้อขายล่วงหน้า มาเป็นเกณฑ์ซึ่งไม่เคยทํามาก่อน มันเปิดช่องให้มีการเรียกหาประโยชน์กันได้ง่าย แล้วอย่าลืมนะครับ ก่อนนั้นยังมีประกาศของ สกย. อีกว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าซึ่งกําหนด ส่งมอบออกไป ถึงวันส่งมอบแล้วส่งมอบไม่ทันก็ให้เสนอ สกย. ให้ความเห็นชอบได้อีก ก็แปลว่าอะไรครับ แปลว่าเนื่องจากเมื่อเปิดช่องอย่างนี้ เปิดช่องอ้าซ่าไว้อย่างนี้ เพื่อจะให้ ฝ่ายที่อยากหาผลประโยชน์จากใคร จากเงินเซสตรงนี้มันทําได้ง่ายขึ้น ยังเปิดช่อง ยังถ่างออกไปอีก เรียกว่าจะเอาให้ได้ เพราะฉะนั้นก็มีความพยายามหลาย ๆ ฝ่ายว่าเรื่องนี้ เกิดความไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน ก็ทําให้ผู้ประกอบการ ผู้สื่อข่าวหลายสํานัก โดยเฉพาะผู้สื่อข่าวด้านการเกษตร รวมหัวกันตีพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์การเก็บเงินเซสใหม่ จํานวนมาก และโดยเฉพาะความพยายามที่จะมีการหาประโยชน์โดยมิชอบจากเงินเซสนี้ ด้วยความพยายามอย่างนี้ก็ทําให้ความพยายามของทีมของท่านมีปัญหา ไม่สะดวกแล้ว แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตามท่านรัฐมนตรีศุภชัยเองซึ่งจะอยู่เบื้องหลัง แต่ผมดูแล้วนะครับว่า ถ้าดูพฤติกรรมอย่างนี้ผมคิดว่าท่านไปอยู่ตรงนั้นไม่นานเท่าไรนะครับ เรียนรู้เรื่องพวกนี้ได้เร็ว มากว่ามันจะมีช่องทางตรงไหนที่ทํามาหากินได้ง่าย มีคนบอกว่าท่านเรียนรู้จากลูกพี่ของท่าน ได้เร็วมาก เขาพูดกันอย่างนั้นนะครับ ท่านก็ยังไม่ลดความพยายามนะครับ ก็มีการตั้ง คณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาอีก คราวนี้เอาข้าราชการประจํามาเป็นข้าราชการกลั่นกรอง แถมคณะกรรมการกลั่นกรองนั้นท่านบอกว่าให้เอาหลักเกณฑ์ที่ท่านได้เห็นชอบไว้เมื่อ วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน เป็นหลัก เอาละ เอาคนการเมืองมาทํายังไม่เสร็จ ตั้งคณะกรรมการ กลั่นกรองใหม่อีก แต่กําหนดว่าหลักเกณฑ์นี้ต้องเอาตามที่ผมให้ไว้นะ ยืนยันไปถึง ขนาดนี้ครับ มาถึงตอนนี้ ท่านประธานครับ ภาคเอกชนเขาทนไม่ไหว ผู้ประกอบการรู้ ใครส่งออกจริง ไม่จริง ใครมีสต็อกจริง ไม่จริง ใครที่เคยทําสัญญาส่งออกไปเพียง ๑,๐๐๐ กว่าตันเพิ่มมาเป็น ๑๐,๐๐๐ ตัน ใครที่มีอยู่ ๕๐,๐๐๐ ตัน เพิ่มเป็นแสนตัน ได้อย่างไร เขารู้กัน ในวงในคณะกรรมการรู้กันอีก ก็เลยมีการประชุมสมาคมผู้ผลิตและ ส่งออกน้ํายางข้นไทย มีการประชุมใหญ่วิสามัญของสมาคม คราวนี้เขาทําหนังสือเปิดผนึก ไปถึงนายกรัฐมนตรี ถึงรองนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ถึงรัฐมนตรีด้วย สวนมติ ครม. เลย ไม่เอาแล้วสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพราะมันเปิดช่องให้มีการทุจริต และเขาเห็น ความพยายามตลอดของฝ่ายพวกท่าน เขาเสนอให้กลับไปใช้สต็อกตามเดิมก่อนมติ ครม. ที่เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นมานะครับ นอกจากนั้นคณะทํางานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็มีการประชุมสัมมนาเรื่องนี้ แล้วเขาก็ได้ พิจารณาเรื่องผลกระทบของการเก็บเงินเซสด้วยว่าไม่ควรจะยึดถือสัญญาซื้อขายเป็นเกณฑ์ ควรจะเอาสต็อกเป็นเกณฑ์ สุดท้ายนะครับ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ข้อเสนอเหล่านี้ส่งไปถึง นายกรัฐมนตรี ก็มีการประชุม กนย. คราวนี้ที่ประธานที่ประชุม กนย. คือท่านรอง นายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เข้ามาประชุม แต่ดูเหมือนการประชุมครั้งนั้น ท่านก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพียงแต่กําชับบอกว่าให้เอาข้อเสนอของ กสย. ไปพิจารณา หน่อยนะ ขณะนั้นความพยายามของท่านศุภชัย เมื่อจะเอาสต็อกเดิม สัญญาซื้อขาย ล่วงหน้าเดิม เพื่อจะให้สิทธิเท่าเดิมยังไม่สําเร็จ ท่านก็ยังมีความพยายามอีกนะครับ มีการประชุมคณะกรรมการ กสย. เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๔ นี้ ก็มีการพิจารณาให้ สิทธิกับบริษัทต่าง ๆ ที่ควรจะได้รับสิทธิชําระเงินเซสในอัตราเดิม คือ ๑.๔๐ บาท แทนที่จะ เป็น ๕ บาท แล้วก็เสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองไปพิจารณาและเสนอ กนย. ต่อไป ตรงนี้ครับ สมาคมผู้ประกอบการเขาทนไม่ไหวกันจริง ๆ สมาคมยางพาราไทยซึ่งไม่ค่อยจะได้ ออกแรงนักจัดประชุม แล้วสุดท้ายเขาก็เสนอกลับไปยังรัฐบาล เหมือนกับสมาคมน้ํายางข้น บอกว่าไม่เอาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ให้เอาสต็อกอย่างเดียว ความพยายามของภาคเอกชน นะครับ ผู้ประกอบการต่าง ๆ เหล่านี้ ที่สุดก็มีการประชุม กนย. เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ผมทราบว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพได้พูดในที่ประชุม กนย. บอกว่าเรื่องนี้กําลังจะเป็น เรื่องที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่ แต่ในที่สุดคณะกรรมการ กนย. ก็เห็นด้วย ก็คือให้มี การยกเลิกสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ทําไว้ก่อนวันที่ ๔ มิถุนายน ส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยนั้นให้เป็นไปตามบัญชีเดิมได้ และให้ชดเชย เฉพาะสต็อกที่ได้รับการตรวจถูกต้องแล้วเท่านั้น พูดง่าย ๆ ก็คือว่ากลับไปสู่มติเดิม ก่อนมติ ครม. เมื่อปี ๒๕๕๓ นะครับ ท่านประธานครับ นี่คือความพยายามที่จะก่อให้เกิด การทุจริต ด้วยความพยายามของผู้ประกอบการต่าง ๆ ครับ เขาก็สามารถที่จะดึงอ้อยออกจาก ปากช้างได้ครับ ท่านประธานครับ นั้นเป็นเงินที่จริง ๆ แล้วก็คือเก็บจากพี่น้องเจ้าของสวนยาง นั่นละ อย่ามาหาประโยชน์จากเงินเหล่านี้เลยนะครับ ที่จริงถ้าท่านรองนายกรัฐมนตรี ไปดูเสียหน่อยก็คงจะทราบว่าเงินเซสของประเทศเพื่อนบ้านนั้นเขาเก็บถูกกว่าเรามาก ๑.๔๐ บาท หลายประเทศไม่เก็บครับ มีแต่ประเทศมาเลเซียเท่านั้นที่เก็บ เพราะฉะนั้ นเป็นปัญหาอย่างนี้ภาคเอกชนเขาถึงขอร้องให้มีการทบทวนเรื่องนี้ และผมทราบว่าขณะนี้ ราคายางมันตกมาก คนเขาเดือดร้อนมาก พ่อค้ายางที่ตุนไว้กินกําไร ตามข่าวเขาบอกราย หนึ่งนี่ช็อกตายไปแล้ว ที่ไหนละครับ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีบ้านท่านเองนั่นล่ะ นี่คือผล จากการดําเนินการเหล่านี้ วันนี้ผมยังไม่เห็นท่านได้ลุกขึ้นมาว่าจะช่วยเหลือชาวสวนยางกัน อย่างไร ท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ขอให้ทางรัฐบาลได้พิจารณาข้อเสนอของ ภาคเอกชนอย่างเร่งด่วนเพื่อหาทางช่วยชาวสวนยางกันต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องการเก็บเงิน เซส ผมได้กราบเรียนมาแล้วว่าด้วยความพยายามของภาคผู้ประกอบการร่วมกับภาคเอกชน ต่าง ๆ เขาสามารถที่จะระงับยับยั้งไม่ก่อให้มีการทุจริตเงินของประชาชนนี้ออกไปได้ อย่าพยายามทําต่อไปอีกเลยนะครับ แน่นอนครับ ที่ท่านบอกว่าท่านจะเอาข้อเสนอของ ผู้ประกอบการไปพิจารณาเสนอ ครม. อีกครั้งหนึ่งนั้น ทราบว่าขณะนี้ยังไม่เสนอ ยังรออยู่ ผมเองก็เลยยังไม่มั่นใจว่า สุดท้ายหลังการอภิปรายที่ผ่านไปแล้ว เผลอ ๆ นะครับท่านอาจจะ ไม่เสนออีก ขอให้รีบกลับไปทําตามที่ผู้ประกอบการเขาเสนอเสีย เอาพิจารณาทบทวน เรื่องเซส แล้วก็อย่าให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก อย่าไปทําร้ายชาวสวนยางต่อไปอีกเลยครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนมาแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของท่านรัฐมนตรี ศุภชัยนั้น ท่านได้ครอบครองที่ดินที่ผ่านการสัมปทานโดยไม่ชอบ พฤติกรรมของท่าน ในเรื่องการเก็บเงินเซส มีความพยายามอย่างชัดเจนถึงความพยายามที่จะประพฤติมิชอบ แต่ไม่ประสบความสําเร็จ ด้วยเหตุผลที่ผมได้กราบเรียนมาแล้วอย่างนี้ ผมเองจึงไม่สามารถ ที่จะให้ความไว้วางใจกับท่านและปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีต่อไปครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีศุภชัย โพธิ์สุ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศุภชัย โพธิ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประธานครับ ผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข และพรรคฝ่ายค้านที่กรุณาได้เอาเรื่องที่พวกท่านบางคนยังข้องใจในที่มาที่ไปในที่ดินของผม ในที่มาที่ไปของถนน ในที่มาที่ไปของการดําเนินงานในบทบาทอํานาจหน้าที่ของผม ความจริงท่านยื่นไว้ ๔ ประเด็นนะครับ ประเด็นเรื่องบอร์ด (Board) สกย. ที่ไม่มีคุณสมบัติ ท่านยังไม่ได้ถามผมนะครับ ไม่ถามไม่ได้นะครับ เพราะท่านยื่นต่อ ป.ป.ช. ถอดถอนผมแล้ว เรื่องที่ ๔ ฉะนั้นจึงอยากจะเรียนท่านประธานว่าทุกเรื่องที่ทางท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ ได้นําเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ ท่านพูดความจริงเป็นเพียงบางส่วน ซึ่งส่วนมากเป็นข้อมูล ที่ไม่เป็นจริง ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าตลอดระยะเวลา ๑ ปีเกือบ ๑๐ เดือน ที่ผมได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดํารงตําแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ตลอดระยะเวลา ๑ ปีกับอีก ๑๐ เดือนที่ผมได้ร่วมกับ ฯพณฯ ธีระ วงศ์สมุทร ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ในฐานะที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ดูแล ภาพรวมทั้งหมดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ๑ ปีเกือบ ๑๐ เดือนที่ผมได้ร่วมงาน กับข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมได้ทุ่มเททํางานในบทบาทอํานาจหน้าที่ ที่ผมได้รับมอบหมายร่วมกับท่านรัฐมนตรีว่าการ เพื่อพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา คนยาก คนจนอย่างเต็มที่ครับ เกือบ ๒ ปีทํางานอย่างไม่เคยพัก ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่เคยมีวันเสาร์ ไม่เคยมีวันอาทิตย์ เพื่อที่จะให้ผลของงานเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนคนยากคนจน ผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคที่ ฯพณฯ ธีระ วงศ์สมุทร ร่วมกับผมในฐานะ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการดูแล ได้แก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชนได้ค่อนข้าง มากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนพัฒนาเกษตรกรตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้มีชีวิตความมั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่พอเพียง เกษตรกรมีชีวิตที่เข้มแข็งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมผลักดัน การสร้างระบบชลประทานทั้งในเขตชลประทาน นอกเขตชลประทาน ก็ขยายตัวเกิดผล ประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรอย่างมากมายมหาศาล นอกจากนั้นกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ยังได้รับภาระอันยิ่งใหญ่ของรัฐบาล นั่นก็คือโครงการประกันรายได้เกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทําหน้าที่ในการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อร่วมโครงการ ประกันรายได้ของเกษตรกร มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนร่วมโครงการ ๖,๒๐๐,๐๐๐ ครอบครัว และเป็นเกษตรกร ๖,๒๐๐,๐๐๐ ครอบครัวที่ได้ประโยชน์จากการประกันรายได้ ประกันข้าว มันสําปะหลัง ข้าวโพด และนอกจากนั้นก็ยังมีผลงานอีกมากมายครับ ไม่ว่าจะ
ท่านรัฐมนตรีครับมีผู้ประท้วงครับ คุณสมคิดประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย ผมประท้วง ท่านรัฐมนตรีศุภชัย โพธิ์สุ ครับ เพราะท่านมาแถลงนโยบาย ไม่ได้ตอบคําถามครับ ขอเชิญ ตอบคําถามครับ
ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ ท่านรัฐมนตรีมีสิทธิจะตอบในเรื่องที่ถูกถามนะครับ แล้วก็ เรื่องอื่น ๆ ได้ทุกเรื่องครับ ก็อยู่ที่ผู้ถามนะครับ เชิญรัฐมนตรีต่อครับ เดี๋ยวขออนุญาตต้อนรับ บรรดาผู้มีเกียรติที่เข้ามาเยี่ยมสภาสักนิดนะครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับผู้นําชุมชน กํานันผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหาร พนักงาน และประชาชนขององค์กรบริหารส่วนตําบลบางพระ จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยความยินดีครับ ขณะนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ ท่านศุภชัย โพธิ์สุ ครับ เชิญท่านรัฐมนตรีต่อครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ตอนที่ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์อภิปรายผม ผมไม่เคยไปขัดขวางอะไรท่านเลยนะครับ ท่านจะพูดอย่างไรผมก็รับฟัง วันนี้ผมปฏิบัติ แล้วก็การอภิปรายของท่านมันทําให้คนทางบ้านมองว่าผมนี่แย่เหลือเกิน เลวร้ายเหลือเกิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ ๑ ปีกับ ๑๐ เดือน ดูเหมือนจะไม่มี อะไรเลย ผมขออนุญาตเกริ่นนําสั้น ๆ นิดเดียวครับ ไม่พูดอะไรยาว แล้วผมจะตอบ ให้ท่านได้ฟังทุกประเด็นที่ท่านต้องการ ท่านประธานครับ ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทย เจอวิกฤตการณ์ภัยพิบัติ ทั้งศัตรูพืช ทั้งอุทกภัย ทั้งวาตภัย ๕๗ จังหวัดของประเทศไทย ได้รับความเสียหายอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนําของ ฯพณฯ ธีระ และกระผมนี่ละครับลงไปดูแลพี่น้องเกษตรกรร่วมกับ ใช้นโยบายของรัฐบาลที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ได้รับประโยชน์มากมายมหาศาล น้ําท่วม ๗ วันได้เงินไปครอบครัวละ ๕,๐๐๐ บาท น้ําท่วมไร่นา ปรับราคาจาก ๖๐๖ บาท เป็น ๒,๐๙๘ บาท พี่น้องประชาชนได้รายได้จากการถูกอุทกภัย วาตภัย ได้รับการช่วยเหลือ ทุกครอบครัว การประกันรายได้ ไม่ว่าข้าว มันสําปะหลัง ข้าวโพด พี่น้องเกษตรกรทุกหลังคาเรือน ได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องเอาข้าวไปขาย โดยไม่ต้องเอาข้าวไปจํานํากับ ธ.ก.ส. แล้ว นอกจากนั้นผมเองยังได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ธีระ วงษ์สมุทร ตั้งให้เป็นประธาน คณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ําอยู่ในขณะนั้น โดยเฉพาะผมเป็นคนดูแล เรื่องยาพาราของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ใหม่ ๆ ยางพาราราคากิโลกรัมละ ๓๕ บาท สูงสุดไม่เกิน ๔๐ บาทครับ ผมเองได้ร่วมกับ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ร่วมกันประชุมผลักดันการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ํา บินไปเจรจากับ ประเทศอินโดนีเชีย บินไปเจรจากับประเทศมาเลเซีย รวม ๓ ประเทศมาประชุม ปรึกษาหารือกันโดยมีผมเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปประชุมที่ประเทศมาเลเซีย จนกระทั่งสามารถผลักดันราคายางพาราจากราคา ๓๕ บาท ๔๐ บาท ขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาทนี่ เป็นปีเศษแล้วพุ่งขึ้นไปกิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท สูงสุดตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมา ตั้งแต่มียางต้นแรกของประเทศไทยมา ในยุคของรัฐบาลชุดนี้ เท่านั้น และนอกจากนั้นผมเห็นว่าการปลูกยางพาราเป็นการสร้างรายได้สร้างความเข้มแข็ง สร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกร ผมหารือกับท่านธีระ วงศ์สมุทร ผลักดันให้มีการ ส่งเสริมปลูกยางในพื้นที่ปลูกยางใหม่อีก ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งขณะนี้ได้เปิดรับพี่น้องเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม มีพี่น้องเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ ๒๑๙,๓๘๒ ราย มีพื้นที่ที่พี่น้องเสนอเข้าร่วมโครงการถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ เกินโควตา เกินเป้า ท่านประธานครับ นี่คือผลงานคร่าว ๆ ที่ผมได้ทํามา แต่ถ้าหากว่าท่านสมาชิก ท่านผู้มีเกียรติสงสัยข้องใจในประเด็น ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ได้ให้เกียรติไม่ไว้วางใจผม ในประเด็นเรื่อง ผมขออนุญาตเอาเรื่องการเก็บเงินเซสก่อนนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะขออนุญาตทําความเข้าใจกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าเรื่องเงินเซสก็คือเงินภาษี ส่งออกยางพาราที่กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง หรือรัฐบาลเก็บจากผู้ประกอบการ ที่ส่งยางพาราไปขายยังต่างประเทศ นี่เรียกว่าเป็นการเก็บเงินเซสภาษีส่งออกแต่ว่าเป็น รูปแบบพิเศษ คือเก็บมาแล้วเอามาเก็บไว้ที่กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางเพื่อที่จะเอาไป ดูแลพี่น้องเกษตรกร เอาไปพัฒนากระบวนการยางพาราทั้งระบบ ทีนี้เก็บเงินเซสมาแล้ว เอาไปใช้อย่างไร ท่านประธานครับ เงินเซสนี่แบ่งใช้เป็น ๓ ประเภท ประเภท ๑ ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ มอบให้สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรเอาไปศึกษาวิจัยยางพารา พัฒนายางพาราทั้งกระบวนการ จนกระทั่งยางพาราเราสามารถพัฒนาจากที่ล้าหลัง มาจนกระทั่งถึงก้าวหน้ามากกว่าทุกประเทศในขณะนี้ อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จัดไว้สําหรับการ บริหารจัดการภายในกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง อีก ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ใช้ในการส่งเสริม การปลูกทดแทนยางเก่าของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ การทําสวนยางที่ปลูกยางแล้วกรีดยางไปแล้ว ๒๕ ปี ๓๐ ปี ต้นยางเก่าไม่มีน้ํายางแล้ว จําเป็นต้องปลูกทดแทน กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางก็ใช้เงินส่วนนี้ไปส่งเสริม การปลูกทดแทนเป็นจํานวนอัตราไร่ละ ๑๑,๐๐๐ บาทต่อไร่ ก็สามารถพัฒนายางพารามาได้ โดยลําดับครับ ทีนี้ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าทําไมเราจึงต้องมีการปรับปรุง การจัดเก็บเงินเซส สาเหตุที่ต้องมีการปรับปรุงการจัดเก็บเงินเซส เนื่องจากว่าในระยะที่ผ่านมานั้น ค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นส่วนของสถาบันวิจัยยาง ๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนของการบริหารจัดการ ของกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วส่วนที่เอามาใช้ส่งเสริมการปลูกแทน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่เพียงพอ ในอัตราเดิมที่พวกเราเก็บนั้น ผมอยากจะเรียนท่านประธานทราบว่า เราเริ่มต้นจากอัตราราคายางไม่เกินกิโลกรัมละ ๓๐ บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรา กิโลกรัมละ ๙๐ สตางค์ ไม่เกิน ๓๐ บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตราไม่เกิน ๙๐ สตางค์ ราคายางเกินกิโลกรัมละ ๓๐ บาท แต่ไม่เกินกิโลกรัมละ ๓๕ บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรา กิโลกรัมละ ๑.๒๐ บาท ราคายางเกินกิโลกรัมละ ๓๕ บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรา กิโลกรัมละ ๑.๔๐ บาท นี่คืออัตราเดิมที่เก็บมา ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นอัตราเก็บที่ค่อนข้างต่ํา รายได้ของกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางในการจะทําการศึกษาวิจัย ในการพัฒนา ยางพารา ในการส่งเสริมการปลูกแทนและบริหารจัดการไม่เพียงพอ ผมจะยกตัวอย่าง ให้ท่านฟัง เงินที่ใช้ในการบริหารจัดการ ท่านประธานที่เคารพจากปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๕๔ เงินที่ได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จากเงินกองทุนมาใช้ในการบริหารจัดการของกองทุน ในปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๕๔ รวมเวลา ๕ ปี เงินที่ได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์จากกองทุนไม่เพียงพอต่อการที่จะมา บริหารจัดการดูแลชาวสวนยาง อย่างปี ๒๕๕๐ ต้องของบประมาณแผ่นดินจากงบปกติของ รัฐบาลมาเพิ่มอีกตั้ง ๙๘๙ ล้านบาท ปี ๒๕๕๑ ต้องของบมาเพิ่มอีก ๙๘๓ ล้านบาท ปี ๒๕๕๒ ของบมาเพิ่มอีก ๑,๐๑๖ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ ขอเพิ่ม ๙๐๓ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ขอเพิ่มอีก ๙๑๑ ล้านบาท และนอกจากนั้นเงินที่จะใช้ในการส่งเสริมการปลูกแทน ปกติแล้วแต่ละปีสวนยางพาราเก่าของเกษตรกรนั้นจําเป็นจะต้องตัดโค่นเพื่อปลูกใหม่ ปีหนึ่งยื่นคําขอมาประมาณปีละ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ แต่กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางมีเงิน ในส่วนของ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ไปส่งเสริมการปลูกทดแทน ปีหนึ่งไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ครับ เพราะเงินมันไม่พอ ฉะนั้นจึงเป็นปัญหากับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องมีสวนยางเก่า ที่จําเป็นต้องโละ ต้องตัดโค่นแล้วปลูกใหม่ แต่กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางไม่มีเงิน เพียงพอไปทดแทน ในขณะที่ราคายางมันสูงขึ้น ตอนนั้น ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงได้มีดําริว่ากองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางควรจะไปคิดอัตรา การเก็บเงินเซสอัตราใหม่ขึ้นมา เพราะเราสามารถผลักดันให้ยางพาราสูงขึ้นมาเกือบกิโลกรัม ละ ๑๐๐ บาท ช่วงนั้นผมจําได้ประมาณกิโลกรัมละ ๙๖ บาท ก็การปรับอัตราการเก็บใหม่ แบบขั้นบันได แบบพัฒนา ผมอยากจะเรียนว่าอัตราใหม่ที่ได้จัดให้มีการเก็บ ท่านครับ มี ๕ ระดับด้วยกัน ราคายางไม่เกินกิโลกรัมละ ๔๐ บาท คืออัตราขั้นต้นนี้เกษตรกรไม่เสียเปรียบ เลยครับ ขั้นต้น อัตราแรก ๓๐ บาท เก็บไม่เกิน ๙๐ สตางค์ แต่อัตราใหม่ ราคายางไม่เกิน กิโลกรัมละ ๔๐ บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตราไม่เกิน ๙๐ สตางค์ ตอนแรกไม่เกิน ๓๐ บาท แต่อัตราใหม่ปรับฐานขึ้นมาให้อีก ๔๐ บาท จึงเก็บเงินสงเคราะห์ ๙๐ สตางค์ ขั้นที่ ๒ ราคายางเกินกิโลกรัมละ ๔๐ บาท แต่ไม่เกินกิโลกรัมละ ๖๐ บาท เก็บเงิน สงเคราะห์ในอัตรากิโลกรัมละ ๑.๔๐ บาท ราคายางเกิน ๖๐ บาท แต่ไม่เกิน ๘๐ บาท เก็บเงินสงเคราะห์กิโลกรัมละ ๒ บาท ราคายางเกินกิโลกรัมละ ๘๐ บาทขึ้นไปนะครับ แต่ไม่เกินกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท เก็บกิโลกรัมละ ๓ บาท ราคายางเกินกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาทขึ้นไป เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรากิโลกรัมละ ๕ บาทขึ้นไป ทําไมจึงเก็บเพิ่ม ในอัตราขั้นบันได เพราะว่าถ้าราคายางสูงแล้วเกิดสมมุติผู้ประกอบการอาจจะใช้เทคนิคบวก อัตราเงินเซสมากดราคาค่ายางเกษตรกร เมื่อราคายางสูงเราก็คิดว่าเกษตรกรไม่เดือดร้อน ครับ แต่ถ้าหากราคายางตกต่ํา ฐานขั้นต้นในการเก็บก็ยังดีกว่าเดิมอีก ฉะนั้นการจัดเก็บเงิน เซสในอัตราใหม่เปรียบเทียบกับอัตราเก่าแล้วพี่น้องเกษตรกรไม่เดือดร้อนครับ นี่คือสิ่งที่ผม อยากจะเรียนกับท่านประธานได้รับทราบ ท่านประธานครับ ในญัตติที่ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ บอกว่าน่าจะมีการส่อว่าจะเป็นการทุจริต น่าจะมีการทุจริตประพฤติมิชอบจะทําให้เกิดความ สูญเสียกับประเทศชาติ ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปถึงท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข ได้รับทราบครับว่าผมเองเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง ผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนยางต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ผมเรียนกับท่านว่าเมื่อทางสํานักงานกองทุนสงเคราะห์ การทําสวนยางได้เสนออัตราการจัดเก็บเงินเซสอัตราใหม่ผ่านที่ประชุม กนย. ซึ่งมี ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานได้พิจารณาด้วยความรอบคอบแล้ว ได้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ให้จัดเก็บเงินเซสในอัตราใหม่ตามที่เสนอ ผมเรียนกับท่านที่เคารพครับ ว่าผมในฐานะที่เป็นประธานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง และในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้นําเอามติคณะรัฐมนตรีมาดําเนินการ ด้วยความระมัดระวัง ด้วยความละเอียด ด้วยความรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง มติคณะรัฐมนตรี ออกมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เราได้นํามาประกาศเป็นประกาศกระทรวงเพื่อที่จะแจ้ง ให้พี่น้องเกษตรกร แจ้งให้ผู้ประกอบการ แจ้งให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียภาษีการส่งออก เงินเซสได้รับรู้รับทราบ โดยการดําเนินการนั้นเราดําเนินการเป็นขั้นตอนอย่างนี้นะครับ ครม. มีมติเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๓ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศเรื่องกําหนดอัตราสงเคราะห์ที่ผู้ส่งออกยางนอกราชอาณาจักรต้องชําระเงิน สงเคราะห์ และประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ตัว นี้มีประกาศของกระทรวงชัดเจน วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๓ สํานักงานกองทุนสงเคราะห์ การทําสวนยางแจ้งผู้ประกอบการถึงแนวทางและวิธีการดําเนินการเพื่อให้ใช้สิทธิชําระเงิน สงเคราะห์ในอัตราเดิม แจ้งดังนี้นะครับ ๑. ให้ผู้ส่งออกยางที่ทําสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไป ต่างประเทศก่อนวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ ต้องการรับสิทธิชําระเงินสงเคราะห์หรือเงิน เซสตามอัตราเดิม ให้ยื่นแสดงหลักฐานสัญญาซื้อขายดังกล่าว พร้อมหลักฐานที่ได้ส่งออกยาง ไปแล้วทุกครั้งต่อ สกย. ภายในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ โดยสัญญาที่จะได้รับสิทธิ ต้องส่ง ยางออกให้เสร็จภายใน ๖ เดือนนับจากวันที่เริ่มจัดเก็บเงินสงเคราะห์ ในเมื่อมติ คณะรัฐมนตรีออกมาว่า คนที่ทําสัญญาซื้อขายยางล่วงหน้าก่อนวันที่ ๔ มิถุนายน ให้ได้รับ สิทธิในการที่จะจ่ายอัตราเดิม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สกย. ก็ทําเป็นอื่นไม่ได้ ต้องปฏิบัติตามมติของคณะรัฐมนตรี ต่อมาผู้ส่งออกยางที่ซื้อขายนะครับ ๒. ผู้ส่งออกยาง ที่ซื้อขายยางผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย ให้ใช้รายงานการส่งมอบยาง ที่รับรองปริมาณยางที่ส่งมอบในแต่ละเดือนจนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ โดยตลาดสินค้า เกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย ส่งให้ สกย. ๓. ให้ผู้ส่งออกยางแจ้งสถานที่ตั้งของโกดัง เก็บยางและปริมาณยางในสต็อกไปยัง สกย. ทุกแห่งภายในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ สกย. ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบสต็อกยางตั้งแต่วันที่ ๒๐-๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ ๔. วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๓ บอร์ด กสย. ได้แต่งตั้งตัวแทนบอร์ดทําหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการตรวจ สต็อกยางของเจ้าหน้าที่ สกย. เมื่อมีการกําหนดให้ตรวจสอบสต็อกยางโดยมติคณะรัฐมนตรี ว่าให้ตรวจสอบช่วงวันที่ ๒๐-๓๐ กันยายน บอร์ด กสย. ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบอร์ด ไปทําหน้าที่ในการตรวจสอบสต็อกควบคู่กับการตรวจสต็อกของเจ้าหน้าที่ สกย. อีกชั้นหนึ่ง โดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่ สกย. จะลงไปตรวจสต็อก แต่เพื่อมั่นใจเราแต่งตั้งบอร์ดจาก สกย. จํานวนหลายท่านไปเป็นผู้ตรวจสต็อก นี่ครับ คําสั่งคณะกรรมการสงเคราะห์การทําสวนยาง ที่ ๙/๒๕๕๓ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสต็อกยางมี ๕ ท่าน มี นายเพิก เลิศวังพง เป็นประธานคณะทํางานซึ่งเป็นบอร์ดนายปิยะชนก ลิมปะพันธุ์ คณะทํางาน นายสมชาย ณ ประดิษฐ์ คณะทํางาน คุณวันชัย ปริญญาศิริ คณะทํางาน แล้วก็มีผู้อํานวยการ สถาบันวิจัยยางจากกรมวิชาการเกษตร เป็นคณะทํางานและเลขานุการ มาจาก กรมวิชาการเกษตร นี่คือเราแต่งตั้งไปตรวจสอบรอบที่ ๒ แล้วนอกจากนั้นท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ผู้อํานวยการสํานักงานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสัญญา เพื่อเสนอ กสย. พิจารณาให้เป็นไปตามประกาศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะเป็นหน้าที่
ท่านรัฐมนตรีครับมีผู้ประท้วงครับ คุณเกียรติอุดมประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพท่านรัฐมนตรี ท่านประธานครับ เมื่อเช้าผมได้นั่งฟังท่านอาจารย์พีรพันธุ์ ได้ถามท่าน ไม่ได้เกี่ยวว่าราคายางเท่าไรเลยครับท่านประธาน ท่านเกี่ยวแต่ว่าท่านได้ที่ดินนี้ มาอย่างไร แค่นั้นเองนะครับ ไม่ได้ว่าท่านไม่ได้มีผลงานเรื่องราคายาง
สรุปแล้ว คุณเกียรติ์อุดมประท้วงอะไรครับ
ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ก็ต้องอย่างนี้ครับ ผมได้วินิจฉัยไปหลายครั้งแล้วว่าเป็นสิทธิของท่านรัฐมนตรีจะตอบอย่างไร ก็ได้นะครับ ขึ้นอยู่กับประชาชนเขาจะรับฟังว่าได้ตอบตรงคําถามหรือไม่นะครับ ท่านประธานวิปครับ
ท่านต้องวินิจฉัยนะครับ
ก็ผมวินิจฉัยไปแล้วอย่างไรครับว่าท่านรัฐมนตรีก็ยังตอบอยู่ในเรื่องเกี่ยวกับราคายาง เกี่ยวกับ สกย. เพราะฉะนั้นก็เป็นสิทธิที่ท่านรัฐมนตรีจะตอบได้นะครับ ประชาชนก็จะฟังเอง ว่าตอบตรงคําถามหรือไม่นะครับ ขอให้อยู่ในระยะเวลาที่กําหนด เชิญคุณวิทยาครับ
ท่านประธานครับ กระผม วิทยา บุรณศิริ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน กระผมได้ฟังมา หลายครั้งต่อกรณีของการวินิจฉัยของท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นต่อท่านประท้วงหรือต่อ ท่านรัฐมนตรีผู้ตอบชี้แจง ต้องขอประทานโทษท่านประธานด้วย บังเอิญว่าท่านประธาน ซึ่งทําหน้าที่ตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นท่านประธานท่านใดก็แล้วแต่ ผมขอความกรุณาว่าบางครั้ง เพื่อให้การทํางานกระชับ ผมยกตัวอย่าง อย่างเมื่อคืนนี้ ผมขอใช้เวลานิดเดียวครับท่านครับ เมื่อคืนนี้ก็มีการอภิปรายยาวกันไปถึงตีสาม ไม่มีเหตุผลครับ บางครั้งนะครับ ผู้ตอบชี้แจง ขอความกรุณาให้ตอบชี้แจงอยู่ในญัตติที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเป็นประเด็นที่ผู้อภิปราย ได้ถามท่าน ผมได้ฟังมาตลอดครับ โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีศุภชัย
มีผู้ประท้วงนะครับ เชิญคุณสมบูรณ์ก่อนครับ คุณสมบูรณ์ยกมือประท้วงก่อนครับ อย่างนั้น นายแพทย์วรงค์ ต้องเป็นคําประท้วงนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ขออนุญาตประท้วงทั้งประธานและ ประท้วงท่านผู้ที่กําลังประท้วงทั้ง ๒ ท่าน เราต้องกราบเรียนนะครับว่าญัตตินี้คือ ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครับ อย่าไปสับสนกับญัตติเรื่องกระทู้ถามสด ถ้ากระทู้ถามสด ท่านรัฐมนตรีต้องตอบตามสิ่งที่เขาถามมา แต่ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นเป็นญัตติที่มี เนื้อหาที่ครอบคลุมอะไรก็แล้วแต่ รัฐมนตรีมีสิทธิชี้แจงในเนื้อหาญัตตินั้น
ผมได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ สรุปแล้วท่านประท้วงตรงที่ว่าผู้ประท้วงเมื่อกี้ประท้วงไม่ถูกต้อง ใช่ไหมครับ
ผมขออนุญาตตอบ
ท่านกําลังจะทําผิดเหมือนกันครับ คือท่านประท้วงแล้วท่านอภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้น เชิญนั่งเถอะครับ คุณสมบูรณ์ต่อครับ ท่านประท้วงอะไรบอกมาเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมประท้วง ในเงื่อนไขของข้อตกลง เพราะว่าการประชุมในครั้งนี้เราจะใช้กฎอยู่ ๒ อย่าง กฎข้อที่ ๑ คือ ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และกฎข้อที่ ๒ คือข้อตกลงร่วมระหว่างวิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน ข้อตกลงที่ ๒ ฝ่ายตกลงกันด้วยดังนี้ท่านประธาน ฝ่ายค้านใช้เวลา ๔๐ ชั่วโมง เป็นสิทธิของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ๒๐ ชั่วโมงครับท่านประธาน ดังนั้นรัฐมนตรี ท่านสามารถชี้แจงได้เต็มที่ในเวลาไม่เกิน ๒๐ ชั่วโมงครับ ขอบคุณครับ
ผมได้วินิจฉัยไปหลายครั้งแล้วนะครับว่าเป็นสิทธิของรัฐมนตรีจะตอบนะครับ แล้วประชาชน ก็จะฟังเองว่าท่านรัฐมนตรีท่านตอบได้ตรงคําถามหรือไม่นะครับ ตอนนี้ไม่ต้องประท้วงแล้ว ผมได้วินิจฉัยหลายครั้งแล้วก็อยู่ในกรอบของเวลาตามที่ตกลงกันไว้นะครับ ไม่อย่างนั้นก็จะมี คนประท้วงต่อนะครับ เอาคุณสมบูรณ์ก่อนครับ ประท้วง ก็จะต้องตามลําดับนะครับ เพราะว่าคุณสมบูรณ์ประท้วงผู้ประท้วงอีกทีนะครับ ก็ต้องให้คุณสมบูรณ์ต่อครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ เนื่องจากเมื่อสักครู่ทางพรรคเพื่อไทย ได้แจ้งว่าท่านรัฐมนตรีตอบไม่ตรงกับเรื่องที่
สรุปแล้วคุณสมบูรณ์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ให้เรียงเรื่องนิดครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีผมถูกถอดถอนนะครับท่านประธานครับ แล้วโดยเฉพาะเมื่อสักครู่
คือสรุปแล้วคุณสมบูรณ์ไม่ได้ประท้วงนะครับ เพราะฉะนั้นเชิญนั่งลงครับ เดี๋ยวคุณวิทยาครับ เพราะว่าคุณสมบูรณ์กําลังจะอภิปรายครับ ซึ่งผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ วินิจฉัยตามที่ คุณสมบูรณ์พูดนะครับ จะได้ไม่เสียเวลาครับ เชิญคุณสมบูรณ์นั่งลงเถอะครับ เชิญนั่งลงก่อน
(นายวิทยา บุรณศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เดี๋ยวให้คุณวิทยาก่อนนะครับ
นั่นเป็นตัวอย่างที่ถูกครับ ผมประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ผู้อภิปรายก็เหมือนกันครับ ถ้าอภิปราย นอกเหนือจากญัตติที่ยื่นถอดถอน ท่านต้องตัดเลย ควรอภิปรายรัฐมนตรีท่านใด เรื่องอะไร เฉพาะเรื่องนั้น เฉกเช่นเดียวกันครับรัฐมนตรีตอบเฉพาะเรื่องอะไร มันถึงจะทําให้การประชุม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องขอประทานโทษที่บังเอิญเป็นท่านประธานอภิวันท์ ผมได้เรียนแล้ว เมื่อเช้าผมก็เรียนกับท่านนะครับ ผมขอความกรุณาท่านช่วย ผมไม่อยากให้ เกิดอย่างนั้น ผู้ประท้วงเช่นเดียวกันนะครับ แต่วันนี้ผมประท้วงท่านประธาน ผมจึงต้อง ขออนุญาตอธิบายให้ท่านประธานฟัง ท่านอื่นเหมือนกันครับ พอขึ้นมาปุ๊บมาพาดพิง มันคงไม่ได้ ต้องบอกเลยครับว่าเขาทําผิดข้อบังคับข้ออะไร แต่วันนี้ผมประท้วงท่านประธาน ผิดข้อบังคับ เสนอให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๘ นะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานควบคุม ท่านรัฐมนตรีด้วยครับ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ คุณสมบูรณ์ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ผมวินิจฉัยนะครับ เป็นสิทธิของ รัฐมนตรีที่จะตอบ ย้ําอีกครั้งหนึ่งครับ ในเมื่อท่านถามมาท่านก็ต้องเกริ่นเพื่ออภิปราย ให้ประชาชนได้เข้าใจนะครับ แต่ขอให้อยู่ในเวลาครับ เชิญนั่งก่อนครับ คุณสมบูรณ์ก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขอประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ เนื่องจากท่านรัฐมนตรีของผมถูกอภิปราย โดยเฉพาะเรื่อง เงินเซสครับ ธรรมเนียมการส่งออกยางพารา และขณะนี้ท่านรัฐมนตรีก็กําลังชี้แจง เพราะฉะนั้นให้โอกาสท่านนิดหนึ่งครับ ก็ขออนุญาต
คืออย่างนี้ไม่ใช่การประท้วงนะครับ เป็นการอภิปรายสนับสนุน ผมจะไม่ให้ประท้วงอย่างนี้ ท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ และข้อ ๑๗๑ กระผมกราบเรียนท่านประธาน ว่าการตอบของรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ มาตรา ๑๕๙ ก็ตาม ในการอภิปราย ท่านรัฐมนตรีอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๑๗๑ มาตอบชี้แจงนะครับ เขาใช้คําว่า ชี้แจง ท่านประธานในการที่ใช้ดุลยพินิจบอกว่าตอบได้ ทุกเรื่อง จะเป็นการชี้แจงนอกเรื่องไม่ได้ครับ คําว่า ชี้แจง คือการตอบคําถามที่เขาถามมา เท่านั้น ท่านประธานจะต้องวินิจฉัยให้ถูกต้องนะครับท่านประธาน
ผมได้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๘ ข้อ ๖๑ อย่างเคร่งครัดนะครับ ย้ําอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านรัฐมนตรี มีสิทธิตอบในทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่จะไปพาดพิงทําให้คนอื่นเสียหายนะครับ เพราะท่าน มีความจําเป็นจะต้องเกริ่นเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจการทํางานของ สกย. เชิญนั่งครับ ผมได้วินิจฉัยไปแล้วครับ
ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘
เชิญครับ
การที่ท่านวินิจฉัยว่าตอบได้ทุกเรื่อง คําว่า ตอบได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ครับ คําว่า ตอบ นี่ใช่ แต่ว่าคําว่า ทุกเรื่อง ไม่ใช่ ท่านจะต้องอ่าน ข้อบังคับโดยเคร่งครัด โดยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเคร่งครัดด้วย การที่ท่านจะวินิฉัย ในกรณีใด ๆ ถึงแม้ว่าท่านจะอยู่พรรคเดียวกันกับผมก็ตาม แต่การทําหน้าที่ตรงนั้น ท่านจะต้องวางตัวเป็นกลางและวินิจฉัยอย่างเคร่งครัดครับท่านประธาน การบอกว่าตอบได้ ทุกเรื่องนี่ไม่ใช่ครับ ทุกเรื่องไม่ได้
ผมวินิจฉัยซ้ําอีกครั้งนะครับ ทั้งข้อ ๘ ข้อ ๖๑ และข้อ ๖๓ นะครับ ยืนยันว่าท่านรัฐมตรี ตอบได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวพันกับคําถามนะครับ ก็ต้องขอทุกคนเชิญนั่งครับ ผมได้วินิจฉัยหลายทีแล้ว หมอวรงค์ไม่ต้องครับ จะได้รักษาเวลาครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาต ประท้วงเพื่อนสมาชิก ใช้ข้อ ๒๓ ครับ เนื่องจากว่าอาจจะทําให้เกิดความเข้าใจผิด ถ้าดูข้อ ๒๓ ของข้อบังคับการประชุม เขียนไว้ชัดเจนว่า รัฐมนตรีขอแถลงหรือชี้แจง เรื่องใดต่อที่ประชุมให้ประธานพิจารณา เรื่องใดก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับญัตตินี้ ซึ่งญัตตินี้ มีความชัดเจนครับ ขอกราบเรียนท่านประธานครับ
ความจริงข้อ ๒๓ ที่ผู้ประท้วงเสนอมา เป็นคนละเรื่องกับการอภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจนะครับ กระผมได้วินิจฉัยชัดเจนแล้วนะครับว่ารัฐมนตรีสามารถตอบได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวพันกับคําถาม เชิญนั่งลงเถอะครับ
(นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญครับประท้วงอะไรครับ คุณประยุทธ์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมขอประท้วงท่านผู้ประท้วงผม คือหมอวรงค์ ท่านประธานครับ ท่านจะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๒๓ มาประท้วงผมไม่ได้ ผมต้องกราบเรียนว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจมันมีบทบังคับเฉพาะของมันอยู่ ข้อ ๑๗๑ ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องให้หมอวรงค์ไปอ่านดูข้อบังคับเสียให้ครบถ้วนก่อนที่จะมาประท้วงผม ไม่เช่นนั้นผมเสียหายนี่ครับ ผมไม่ใช่คนหยาบคาย ผมไม่ใช่คนเตะถ่วง ผมไม่ใช่คนหาเรื่อง หาแง่หามุม แต่ผมอยากจะให้ปฏิบัติตามข้อบังคับเท่านั้นครับท่านประธาน
ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ ผมนี่เคร่งครัดในการใช้ข้อบังคับทั้งข้อ ๘ ข้อ ๖๑ ข้อ ๖๓ ข้อ ๑๗๑ จึงได้วินิจฉัยว่าเมื่อกี้นี้คุณหมอวรงค์เสนอมา ข้อ ๒๓ เป็นคนละเรื่องกับการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ แต่อย่างไรก็ตามผมได้วินิจฉัยซ้ําอีกครั้งหนึ่งว่า รัฐมนตรีสามารถตอบได้ทุกเรื่อง ที่เกี่ยวพันกับการถาม โดยไม่ไปพาดพิงทําให้ผู้อื่นเสียหาย ตอนนี้อย่าประท้วงเลยครับ ขอดําเนินการต่อครับ เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ
ท่านประธานที่เคารพ ขอบคุณครับ ผมขอร้องพี่ ๆ ฝ่ายค้านทนฟังผมอีกนิดเดียวครับ
มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ เชิญอาจารย์มานิตย์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจมิใช่การอภิปรายเหมือนอย่างอื่น ๆ การอภิปราย ไม่ไว้วางใจนั้นเพื่อจะให้มีการลงโทษผู้ที่ถูกไม่ไว้วางใจให้พ้นจากตําแหน่ง เปรียบได้เหมือนว่า เป็นการยื่นฟ้องครับ
สรุปแล้วอาจารย์มานิตย์ประท้วงอะไรครับ
ก็กําลังอธิบายให้ท่านประธาน ว่าที่ท่านประธาน
ท่านควรจะต้องบอกก่อนนะครับว่าประท้วงเรื่องอะไรแล้วท่านอธิบายต่อได้ครับ
ประท้วงว่าท่านประธาน วินิจฉัยไม่ถูกครับ ขออนุญาตอธิบายนิดเดียวเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่เป็นเรื่องถามตอบนะครับ แต่เป็นเรื่องกล่าวหาว่าทําผิด อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องแก้ข้อกล่าวหาไม่ใช่ถามกันไปตอบกันมา เป็นอย่างนั้นนะครับ แล้วประชาชนที่เป็นศาลสูงสุดเขาก็จะได้วินิจฉัยว่าทําผิดตามที่ ผู้กล่าวหาฟ้องคดีหรือไม่ ต้องเทียบอย่างนั้นนะครับ ไม่ใช่เป็นหลักทั่วไป ขอบพระคุณครับ
ผมวินิจฉัยซ้ําอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ ๔ นะครับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นการกล่าวหา รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิตอบได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวพันกับคําถาม เพราะว่าเป็นการปกป้องตัวเอง แล้วก็ชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นเชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ อยากจะเรียนท่านประธานว่าวันนี้ ผมถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากในชีวิตทางการเมืองของนักการเมือง แต่ละคน แล้วไม่ได้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเฉย ๆ ผมถูกยื่นถอดถอนต่อ ป.ป.ช. ด้วย ฉะนั้น เมื่อท่านกล่าวหาผมว่าการจัดเก็บเงินเซส กระบวนการการจัดเก็บเงินเซสนี้มันมีการทุจริต ผมก็ต้องอธิบายให้ท่านฟังว่าตั้งแต่มีมติ ครม. วันที่ ๓ สิงหาคม ผมมาทําอย่างไรบ้าง ในฐานะผมเป็นประธานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง ผมก็ต้องบอกมาเรื่อย ๆ ตามขั้นตอนว่าผมทําอย่างนี้ ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ตอบพวกท่าน อันที่ ๒ ตอบ ป.ป.ช. ที่เขากําลัง ฟังอยู่ว่าผมทําอะไร อย่างไร มันเป็นจริงอย่างที่ท่านพูดหรือไม่ นี่มันอยู่ในกระบวนการ ทั้งหมดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนให้ที่ประชุมได้รับทราบว่า หลังจากนั้นในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ กสย. ในคราวประชุมครั้งที่ ๑๑/๒๕๕๓ สํานักงาน กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางเสนอผลการตรวจสต็อกยางมา คือหลังจากที่ได้ลงไป ตรวจสต็อกแล้ว เขาก็เสนอผลการตรวจสต็อกมาครับ ปรากฏว่าการตรวจสต็อกนั้น มีจํานวนทั้งหมด ๑๑๐ บริษัท จํานวน ๑๘๙ โกดัง โดยมีปริมาณยาง ๓๘๔,๒๙๗ ตัน ท่านประธาน ต้องขออภัยบางครั้งผมก็ต้องได้อ่านเอกสารบ้าง เพราะเป็นการถอดถอน ถ้าผมพูดผิดเดี๋ยวก็ถูกถอดถอนครับ ยางที่อยู่ในสต็อกที่ไปตรวจมานี้ ๓๘๔,๒๙๗ ตัน และมี บริษัทยื่นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ๗๒ บริษัท รวมแล้ว ๔๘๔ สัญญา ที่ประชุมมีการอภิปราย กันอย่างกว้างขวางครับในการพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ผู้ประกอบการที่จะต้องได้รับสิทธิในการชําระเงินเซสในอัตราเดิม เพราะว่าเงินที่เก็บมาเป็น เงินหลวง เป็นเงินแผ่นดิน ฉะนั้นการที่จะคืนสิทธิให้ใครไปจ่ายในอัตราเดิมนั้นมันต้องพิจารณา ด้วยความละเอียดรอบคอบครับ ฉะนั้นเพื่อความละเอียดรอบคอบในขณะนั้นจึงได้แต่งตั้ง คณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ ที่ตั้งคณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ขึ้นมาในการ กลั่นกรองว่าหลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาควรจะเป็นอย่างไรบ้าง ทําไมจึงต้องมีคณะกรรมการ พิจารณาหลักเกณฑ์ เพราะตอนที่เจ้าหน้าที่ สกย. เขาตั้งขึ้นมากันเองนั้นเขายึดมติ คณะรัฐมนตรี ยึดประกาศกระทรวง ในมติคณะรัฐมนตรีและประกาศกระทรวงได้ระบุ เพียงว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีเอกสารประกอบที่น่าเชื่อถือแล้วก็ให้สิทธิ กรรมการ พิจารณาบอกว่าถ้าน่าเชื่อถือแล้วเป็นอย่างไร แนวปฏิบัติไม่ชัดเจนคนปฏิบัติ ก็ปฏิบัติไม่ได้ก็เลยจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาคิดหลักเกณฑ์ขึ้นมาประกอบครับ คณะกรรมการคิดหลักเกณฑ์ขึ้นมานั้นก็ได้เรียนที่ประชุมไปแล้วครับว่ามีท่านอธิบดี กรมวิชาการเกษตร ท่านจิรากรเป็นประธาน และมีที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการท่านหนึ่ง เป็นรองประธาน มีคุณเพิก เลิศวังพง กรรมการบอร์ด เป็นกรรมการ คุณวันชัย ปริญญาศิริ เป็นกรรมการ แล้วก็ยังมีผู้อํานวยการสํานักงานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง ฝ่ายเลขาเป็นกรรมการ ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เป็นกรรมการและ ผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการชุดนี้ทําการกลั่นกรองว่าคนที่ควรจะได้รับสิทธิในการจ่าย เงินเซสอัตราเดิมนั้นจะต้องมีเอกสารอะไรประกอบบ้าง เพราะฉะนั้นพอเขาพิจารณา เสร็จแล้ว ในมติบอร์ดบอกว่าถ้ามอบอํานาจเนื่องจากว่าผู้ประกอบการก็เร่งครับ เพราะว่า เขาส่งยางออก เขาก็ต้องจ่ายเมื่อยางราคา ๑๐๐ บาทขึ้นเขาต้องจ่าย ๕ บาท ๕ บาท ๕ บาท เขาเดือดร้อนครับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยเขาบอกว่าเมื่อไรจะเร่งพิจารณาเสียที เพราะว่าเขาจ่ายกิโลกรัมละ ๕ บาท ๕ บาท แทนที่เขาจะจ่าย ๑.๔๐ บาท ฉะนั้นบอร์ดจึงมี มติว่าถ้าคณะกรรมการคิดหลักเกณฑ์เสร็จแล้วตามแนวทางที่บอร์ดได้ระบุ ได้แนะนําเอาไว้ ก็ให้เสนอประธานบอร์ดเซ็นให้ความเห็นชอบ ท่านประธานครับ ผมจึงได้เซ็น ให้ความเห็นชอบสรุปหลักเกณฑ์และแนวทางพิจารณาเป็นลําดับดังนี้ครับ
๑. หลักเกณฑ์ที่เรานํามาพิจารณา พิจารณาจากเอกสารของคู่สัญญา เป็นลําดับแรก ว่าเอกสารระหว่างผู้ประกอบการภายในประเทศ ผู้รับซื้อต่างประเทศ เชื่อถือได้ไหม ถ้าเชื่อถือไม่ได้เราก็ไม่รับ
๒. พิจารณารายละเอียดเนื้อหาและความถูกต้องในสัญญา อย่างน้อย ในสัญญาต้องมีรายละเอียดชนิด ปริมาณยาง กําหนดระยะเวลาส่งมอบ สถานที่ส่งมอบ เงื่อนไขราคาตกลงซื้อขาย การลงนามของคู่สัญญาครบถ้วนถูกต้องไหม
๓. เมื่อพิจารณาตามข้อ ๑ ข้อ ๒ แล้ว พิจารณาความน่าเชื่อถือของ การปฏิบัติตามสัญญา มีความเป็นไปได้และเป็นจริงมาประกอบ
๔. สัญญาระบุปริมาณยางส่งมอบเป็นต่อเดือน จะถือว่าได้สิทธิเฉพาะ ในแต่ละเดือน จะถือสิทธิสะสมไม่ได้
๕. สัญญาระบุปริมาณยางการส่งมอบเป็นยอดรวม จะถือว่าได้สิทธิตามยอด คงเหลือจากที่ส่งมอบ
๖. ระยะเวลาให้สิทธิไม่เกิน ๑ ปีนับจากวันทําสัญญา
นี่คือหลักเกณฑ์ที่ทางคณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์คิดเอาไว้ และนอกจากนั้นยังระบุเอาไว้ในหลักเกณฑ์ว่าบริษัทผู้ยื่นจะต้องยืนยันและรับผิดชอบ ต่อสัญญาและเอกสารอื่น ๆ ที่ยื่นให้กับ สกย. หากตรวจพบภายหลังว่าเป็นเท็จ ผู้ยื่นจะต้อง รับผิดชอบทั้งทางแพ่ง ทางอาญาต่อ สกย. ทุกกรณี นี่คือสิ่งที่ทาง สกย. คณะกรรมการ กําหนดหลักเกณฑ์ได้กําหนดไว้ ท่านประธานที่เคารพ จากนั้นทาง สกย. ก็ได้เสนอผล การตรวจสอบซื้อขายสัญญาตามแนวทางที่คณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ส่งมาให้บอร์ด กสย. เป็นผู้พิจารณา คณะกรรมการของ สกย. เองสรุปแล้วส่งเข้ามา กสย. ซึ่งเป็นบอร์ด ได้พิจารณาข้อมูลเบื้องต้นแล้วว่าเฉพาะเจ้าหน้าที่ สกย. ตั้งกันเองขึ้นมาตรวจสอบนั้นเรายัง ไม่สบายใจ คณะกรรมการยังไม่มั่นใจ ฉะนั้นคณะกรรมการจึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบกลั่นกรองชุดที่ ๒ คณะกรรมการตรวจสอบกลั่นกรองชุดที่ ๒ เป็นคณะกรรมการ แต่งตั้งจากบอร์ด ฟังนะครับ เดี๋ยวท่านก็บอกว่าตั้งจากบอร์ดก็ฝ่ายการเมืองเข้าไปร่วม ไม่มีครับ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายจิรากร โกศัยเสวี เป็นประธาน ท่านจิรากร โกศัยเสวี อธิบดี กรมวิชาการเกษตร ท่านก็รู้ว่าชีวิตของท่านผ่านเฉียดคุกเฉียดตะรางเพราะเรื่องยางพารา มาแล้ว ฉะนั้นท่านมีความระมัดระวังตัวค่อนข้างสูง ๑. ท่านจิรากร เป็นประธาน ๒. อธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นกรรมการ ๓. รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ ๔. ผู้อํานวยการสํานักงานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง เป็นกรรมการและเลขานุการ ๕. ที่ปรึกษาด้านการบริหารสํานักงานกองทุนสงเคราะห์การทํา สวนยาง เป็นผู้ช่วยเลขานุการ คือกรรมการกลั่นกรองชุดสุดท้ายนี้ ท่านประธานครับ เป็นความดําริของผมเองว่าต้องเป็นข้าราชการเท่านั้น บอร์ดที่มาจากตัวแทนเกษตรกร ห้ามไม่ให้เข้ามายุ่ง บอร์ดที่เป็นตัวแทนมาจากผู้เกี่ยวข้องเรื่องยางพาราห้ามไม่ให้มายุ่ง ฝ่ายการเมือง ที่ปรึกษาอะไรผมไม่ต้องมายุ่ง ให้ข้าราชการเขา เพราะเขามีความรับผิดชอบสูง เป็นคนพิจารณากลั่นกรองโดยละเอียด บัดนี้คณะกรรมการกลั่นกรองได้พิจารณาจบนะครับ ในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ คณะกรรมการกลั่นกรองก็ได้พิจารณาตรวจสอบสัญญาซื้อขาย ล่วงหน้าที่ทําก่อนวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ นําเสนอ กสย. ในคราวประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๕๔ ผมขออนุญาตท่านประธานได้ดูในรายละเอียดนะครับ คือบอร์ดได้ประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ นี่นะครับ มีบริษัทที่ได้เสนอขอรับสิทธิในการที่จะ ชําระเงินเซส เสนอเข้ามานะครับ เขาเสนอเข้ามาทั้งหมด ๗๘ บริษัท ๕๑๐ สัญญา เป็นปริมาณยางในสัญญาที่เขาระบุว่าเขาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าถึง ๗๒๑,๘๐๗ ตันครับ ท่านประธานครับ ๗๘ บริษัท ๕๑๐ สัญญา จํานวนยาง ๗๒๑,๘๐๗ ตัน สูงมากครับ ผมเห็น ผมก็ตกใจครับ ทําไมขอกันมาเยอะมาแยะขนาดนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองที่มี ชุดท่านจิรากรตรวจสอบครับ ตรวจสอบแล้วเสนอให้ สกย. ได้พิจารณา ปรากฏว่าตรวจสอบ ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้านั้นไม่ได้รับสิทธิ คือตรวจสอบแล้วคุณสมบัติไม่เข้า ไม่ตามเกณฑ์ มีทั้งหมด ๒๗๔ สัญญา ตัดสินว่าไม่ให้เลยครับ เพราะเป็นสัญญาที่ไม่สมบูรณ์ สัญญาที่ทําขึ้น เพื่อหวังเอาเงินเซส ๔๘๕,๕๙๔ ตัน จากที่เสนอมา ๗๐๐,๐๐๐ ตัน คณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีท่านจิรากรเป็นประธาน แคนเซิล (Cancel) ออกไป ๔๘๕,๕๙๔ ตันครับ แต่เพื่อความเป็นธรรม คณะกรรมการยังให้สามารถอุทธรณ์ได้ภายใน ๖๐ วัน ต้องให้ความเป็นธรรมกับ ผู้ประกอบการเขาด้วยนะครับ ถ้าเกิดว่าคณะกรรมการกลั่นกรองแล้วไม่เกิดความเป็นธรรมกับเขา ให้เขาอุทธรณ์ได้ภายใน ๖๐ วัน แล้วส่วนที่คณะกรรมการกลั่นกรองได้พิจารณาแล้ว ใน ๗๒๑,๘๐๗ ตัน ท่านประธานครับ สัญญาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ได้รับสิทธิที่ตรงกับมติ คณะรัฐมนตรี ตรงกับประเทศกระทรวง ตรงกับหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการได้เขียนเอาไว้แค่ ๑๕ บริษัทเท่านั้นเองนะครับ ทั้งหมด ๗๘ บริษัท เราเห็นชอบ คณะกรรมการกลั่นกรองเห็นชอบ ว่าถูกต้อง สมบูรณ์แค่ ๑๕ บริษัท จํานวน ๑๐๕ สัญญา และจํานวนปริมาณยางแค่ ๘๖,๔๐๘ ตัน เท่านั้นครับ จาก ๗๒๐,๐๐๐ ตัน คณะกรรมการเห็นชอบว่าถูกต้อง เห็นด้วยกับ คณะกรรมการกลั่นกรอง ท่านจิรากรเสนอมา แค่ ๘๖,๔๐๘ ตัน นี่ถ้ากระผมหวังผลประโยชน์ ทําไมผมไม่เอาสัก ๕๐๐,๐๐๐ ตัน ๖๐๐,๐๐๐ ตัน หรือเอาทั้ง ๗๐๐,๐๐๐ ตันเลยก็ได้ แต่วันนี้เงินทุกบาทเป็นเงินของประเทศชาติ เป็นเงินของประชาชน ผมบอกประธาน คณะกรรมการกลั่นกรอง ท่านจิรากรว่าไม่ต้องคิดถึงหน้าใครทั้งนั้น เอาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด และไม่ต้องบอกผมว่าเป็นบริษัทไหน อย่างไร ผมจะไม่รับรู้ว่าเป็นบริษัทไหน แต่ถ้าบริษัทไหนผ่านตะแกรงร่อน ๓-๔ ชั้นมา ผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการกลั่นกรองมา เรายินดีที่จะให้ได้รับสิทธิจ่ายเงินเซส ตามอัตราเดิม ปรากฏว่าจาก ๗๒๑,๘๐๗ ตัน กลั่นกรองมาเหลือแค่ ๘๖,๔๐๘ ตันเท่านั้นครับ แล้วก็มีอีกส่วนหนึ่งที่น่าจะมีโอกาสได้ สัญญาไม่ครบถ้วน สมบูรณ์ รอเอกสารให้ครบถ้วน มี ๘ บริษัทครับ จํานวน ๑๓๑ สัญญา จํานวนทั้งหมด ๑๔๙,๘๐๕ ตัน ตัวนี้ให้โอกาสส่งเอกสาร เข้ามาให้คณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบเพิ่มเติมอีกภายใน ๓๐ วัน ให้โอกาสเขาครับ ให้ความเป็นธรรม ทีนี้ในจํานวน ๑๐๕ สัญญา ๑๕ บริษัท ๑๐๕ สัญญา ๘๖,๔๐๘ ตัน คณะกรรมการเห็นชอบแล้ว ถามว่า ๑๐๕ สัญญานี้ไปรับเงินจาก สกย. ได้เลยไหม ไม่ได้เลยครับ เพราะคณะกรรมการยังระบุว่าเอกสารถูกต้อง สมบูรณ์แล้ว แต่ถ้าคุณจะมาขอใช้สิทธิรับเงิน ส่วนต่างที่คุณจ่ายเกินไป คุณต้องมีเอกสารอะไรมาประกอบบ้าง ๑. ใบอินวอยซ์ (Invoice) หรือใบแจ้งหนี้ ๒. ใบขนส่งสินค้าลงเรือ เอาให้ชัด ๆ เลยครับ ๓. ใบตราสินค้าลงเรือ บีแอล (B/L) ๔. หลักฐานการจ่ายเงินค่ายาง หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชี และสุดท้าย ผู้ประกอบการรายนั้นต้องนําเอาใบรับเงินสงเคราะห์ ๕ บาท ถ้าราคายางเกิน ๑๐๐ บาท ก็คือจ่าย กิโลกรัมละ ๕ บาท เอามายืนยันกับเจ้าหน้าที่ ท่านครับ ไม่ใช่ว่าเห็นชอบแล้วจ่ายทันที แต่ผู้ประกอบการต้องนําเอกสารทั้ง ๕ ประเภทนี้ ใบอินวอยซ์ ใบขนส่งสินค้าลงเรือ ใบตราสินค้าลงเรือ และที่สําคัญหลักฐานการจ่ายเงินค่ายาง คุณส่งยางไป คุณจ่ายเงินกันจริงไหม จ่ายเงินกันจริง มีการโอนเงินเข้าบัญชีไหม เอาหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีมาให้เจ้าหน้าที่ดูด้วย และที่สําคัญว่าคุณส่งยางไปต่างประเทศคุณได้จ่ายเงินเซสตามกฎหมายหรือยัง นี่เป็นเครื่อง ยืนยันครับ หลักฐานทั้ง ๕ ชนิดนี้เป็นเครื่องยืนยันครับว่าวัตถุประสงค์ของการเก็บเงินเซส คือให้ผู้ประกอบการส่งยางไปต่างประเทศจริง ๆ ขายไปต่างประเทศจริง ๆ แล้วจ่ายเงินค่าเซสให้กับ กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางจริง ๆ นี่คือส่วนแรกที่คิดว่าน่าจะได้ แต่ต้องมีเอกสาร ๕ ชนิดนี้มาประกอบ ละเอียดขนาดไหนครับ ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ดูเอาเอง ส่วนนี้ครับ ส่วนที่น่าจะมีสิทธิได้เพิ่มเติม ๑๓๑ สัญญา ๑๔๙,๘๐๕ ตัน เอกสารยังไม่ครบถ้วน เช่น การเซ็นหนังสือมอบอํานาจอะไรต่าง ๆ นั้นอาจจะไม่ครบถ้วน เราก็ให้โอกาส ผู้ประกอบการเขาได้ส่งเอกสารภายใน ๑ เดือน ถ้าเกิน ๓๐ วันก็ตัดทิ้งไป ถ้าสมมุติว่า ๑๓๑ สัญญานี้ได้นําเอกสารที่ทางคณะกรรมการกลั่นกรองระบุว่าต้องเอาเพิ่มเติมให้ สมมุติคณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบเอกสารถูกต้องแล้วจึงเข้ามาอยู่ในหมวดนี้ หมวดที่ ถือว่าสัญญาครบถ้วน สมบูรณ์ พอเข้ามาอยู่ในหมวดที่สัญญาครบถ้วนสมบูรณ์ก็ต้องมี เอกสาร ๕ ชนิดนี้ประกอบอีกครับจึงมาเบิกเงินจากกองทุนได้ อยากจะเรียนว่าการที่เขา มาเบิกเงินจากกองทุน มันไม่ใช่ว่าเขามาเบิกเอาฟรี ๆ ครับ บังเอิญว่าเขาส่งยางไปต่างประเทศ หลังวันที่ ๔ มิถุนายนมานั้นส่งยางไปต่างประเทศ ตั้งแต่เราปรับอัตราเงินเซสตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมมานั้น ยางกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท เขาจ่ายกิโลกรัมละ ๕ บาทครับ ภาษีส่งออก แต่ถ้าเขาได้สิทธิที่จะจ่ายเท่ากับอัตราเดิม คือเขาต้องจ่าย ๑.๔๐ บาท ฉะนั้นถ้าหากว่า เอกสารหลักฐานถูกต้องเขาต้องได้รับคืนกิโลกรัมละ ๓.๖๐ บาท ท่านประธานครับ อยากจะ เรียนเพิ่มเติมสรุปสุดท้ายเลยเกี่ยวกับเรื่องเงินเซส บริษัทที่สมควรได้รับสิทธิตามที่ คณะกรรมการกลั่นกรองเสนอให้บอร์ดพิจารณาทั้งหมดนี่นะครับ ล็อต (Lot) แรกที่เห็นว่า สมบูรณ์ ๘๖,๔๐๘ ตัน บวกกับให้เอาเอกสารมาเพิ่มเติม ถ้าเอามาเพิ่มเติมได้ก็ถือว่ามีสิทธิ ที่จะได้ คือ ๑๔๙,๘๐๕ ตัน รวมแล้วทั้งหมดจากที่เสนอขอมา ๗๒๑,๘๐๗ ตัน คาดว่าเขาน่าจะ ได้แค่ ๒๓๖,๒๑๓ ตันเท่านั้นครับ ท่านพีรพันธุ์ดูให้ดีนะครับ จาก ๗๒๑,๘๐๗ ตัน คณะกรรมการกลั่นกรอง ๓-๔ ชุด คาดว่าน่าจะได้ถ้าเอกสารมาครบ ประมาณ ๒๓๖,๒๑๓ ตัน เท่านั้น ถ้าพิจารณาให้สิทธิผู้มียางในสต็อกอย่างเดียวนะครับ จะมีจํานวนในสต็อกอย่างเดียว จะมีถึง ๓๘๗,๑๐๘ ตัน มีความแตกต่างกันอยู่ถึง ๑๕๐,๐๐๐ ตัน แต่ไม่เป็นไร เมื่อวันที่ ๒๘ คณะกรรมการบอร์ด กสย. ประชุมเสร็จแล้ว ก็ได้เสนอไปที่คณะกรรมการนโยบาย ยางธรรมชาติที่มีท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพเป็นประธาน ในที่ประชุมคณะกรรมนโยบาย การยางธรรมชาติ ที่ท่านสุเทพเป็นประธานนั้น มีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ตัวแทนเกษตรกร ทุกสัดส่วน ๕๐ ๖๐ ๗๐ คนเป็นกรรมการอยู่ ได้พิจารณาลงความเห็น กันว่าถ้าเอาตามมติคณะรัฐมนตรีเดิมอาจจะไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ แล้วที่ประชุม ใน กนย. ผมคิดว่าท่านสุเทพคงจะชี้แจงออกนะครับ ที่ประชุม กนย. ก็มีมติว่าน่าจะให้เกิด ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะให้คณะรัฐมนตรี มีการปรับมติคณะรัฐมนตรีอีกใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผมเรียนกับท่าน ที่เคารพในฐานะผมเป็นประธานบอร์ด กสย. ครับ ผมทําตามมติคณะรัฐมนตรี ทําตาม ประกาศกฎกระทรวง ทําตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการได้ทําเอาไว้ จนกระทั่งกลั่นกรองมา เหลืออยู่แค่นี้ละครับ ฉะนั้นจึงยืนยันว่าในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นประธานบอร์ด กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางที่จะต้องดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศ ผมได้ทําด้วยความระมัดระวังและมั่นใจว่ารักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและ ผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรโดยไม่มีนอก ไม่มีในอะไรโดยเด็ดขาด สิ่งที่ท่านเอามา กล่าวหาผมเป็นการเอาไปเอาข่าวจากสื่อมวลชน ไปเอาข่าวจากคนที่มาบอกมาเล่า ที่จริง ผมกับท่านพีรพันธุ์รักและเคารพกันครับ ทุกครั้งผมเคารพท่าน ท่านน่าจะถามน้องเสียบ้างว่า แก้ว เรื่องนี้มันเป็นอย่างไร ผมก็ยินดีที่จะอธิบายให้ท่านฟัง ไม่จําเป็นต้องถึงขนาดมาเสนอ อภิปรายและถอดถอนผมในเรื่องนี้ผมขออนุญาตชี้แจง ยืนยันตรงนี้ว่าไม่มีการทุจริตประพฤติ มิชอบแต่อย่างใดทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตต่อไปที่เรื่องที่ดินหลายท่านกําลังรอ ติดตามเรื่องนี้ ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เรื่องโครงการเรื่องที่ดินของผมที่อยู่บริเวณป่าดงพระทายนะครับ ก็มี ส.ส. ในพื้นที่ มีบางคน สงสัยข้องใจ ได้มีการเอามาร้องร้องไปหลายที่ครับ ผมก็ทราบว่าท่านพยายามเต็มที่ที่จะเอา เรื่องนี้ ดิสเครดิต (Discredit) ทางการเมืองผมให้ได้ ร้องไปที่ไหน ๆ เขาก็บอกว่ามันไม่ผิด ๆ เมื่อบอกว่ามันไม่ผิดก็ไม่รู้จะให้เขาทําอย่างไร ท่านก็เลยยังไม่ยอมลดละความพยายาม ความจริงคนที่ควรจะอภิปรายเรื่องนี้คือ ส.ส. ชวลิต วิชยสุทธิ์ ตัวตั้งตัวตีในการที่จะ เอามาพูดเรื่องนี้ เรื่องที่ดินป่าดงพะทาย แล้วก็ที่ตัดถนนเข้าไปในสวนยาง ผมภาวนาตั้งแต่ วันแรก กลัวพวกท่านจะไม่อภิปรายเรื่องนี้ ผมภาวนาผมจะได้เคลียร์ (Clear) ตัวเองเสียที ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานครับว่า ถามว่าพื้นที่ตรงนี้ ในแผนที่คือแผนผังจัดที่ดินแปลงใหญ่ตําบลพะทาย ความจริงชื่อเริ่มต้นนี่เขาเรียกว่า โครงการจัดที่ดินแปลงใหญ่ตําบลพะทาย ปี ๒๕๑๘ ไม่มีคําว่าป่านะครับ ใช้คําว่า ที่ดินแปลงใหญ่ตําบลพะทาย แต่โดยทั่วไปท่านที่เคารพครับ เวลาคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ได้ทําการจัดที่ดินให้กับประชาชนนั้นเขาจะไปเอาพื้นที่ ส่วนมากแล้ว ไม่ใช่ส่วนมากครับ มันเป็นระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติว่า ๑. จะต้องเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จะต้องไม่เป็น ที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จะต้องไม่เป็นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่เป็นไปตามประกาศของคณะรัฐมนตรี ไม่เฉพาะพื้นที่ป่าดงพะทายตรงนี้เท่านั้นนะครับ ทุกป่าทั่วประเทศที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติเขาจะมีระเบียบว่าจะต้องเป็นที่รกร้าง ว่างเปล่าหรือป่าจําแนก ไม่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชน ใช้ประโยชน์ร่วมกัน นี่คือระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ในปี ๒๕๑๘ คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติไม่ได้จัดเฉพาะที่ที่ดินแปลงใหญ่ตําบลพะทายเท่านั้นนะครับ เขายังจัดอีก ๑๐ แห่งครับท่านพีรพันธุ์ ไม่ทราบว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ติดตามการบริหารงบประมาณได้ไปติดตามไหม ตําบลเพทาย จังหวัดนครพนม ตําบลเพทาย ก็คือตําบลพะทายนี่ละครับ ขณะนั้นเขาพิมพ์ผิด เป็นตําบลเพทาย ๒. ตําบลป่าดงพันนา จังหวัดสกลนคร ๓. ตําบลหนองกะท้าว จังหวัดพิษณุโลก ๔. บ้านป่าน้ําดิบ จังหวัดตราด ๕. ตําบลวังหิน จังหวัดระนอง ๖. บ้านทุ่งขมิ้น จังหวัดสตูล ๗. บ้านโนนโคกกลาง จังหวัดเพชรบูรณ์ ๘. ตําบลหนองรี จังหวัดกาญจนบุรี ๙. ห้วยมะนาว จังหวัดเชียงใหม่ และ ๑๐. ป่าแม่แขม จังหวัดแพร่ ท่านประธานครับ ปีนั้นมีประกาศจัดสรรที่ดินให้กับ ประชาชนทั้งหมด ๑๐ ป่า ในเรื่องวัตถุประสงค์ ในเรื่องกฎเกณฑ์ ในเรื่องเจตนารมณ์ ผมไม่เถียงท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ครับ ป่าดงพะทายมีการประชุมพิจารณากันของจังหวัดนครพนม เมื่อปี ๒๕๑๗ แล้วมาดําเนินการในปี ๒๕๑๘ เสร็จเรียบร้อยในปี ๒๕๑๙ ตอนนั้นผมยังเป็น นักศึกษาอยู่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฉะนั้นยืนยันได้ว่าผมไม่ได้เป็นประชาชนที่ได้มารับการ จัดสรรที่ตรงนี้ หลังจากปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๑๙ เป็นต้นมา ท่านประธานครับ คณะกรรมการ จัดที่ดินแห่งชาติได้ทําการจัดสรรแบ่งแปลงเป็นแปลง ๆ เป็นล็อก เป็นล็อกอย่างที่เห็น ในชาร์ทแผ่นนี้นะครับ จากนั้นก็ประกาศให้ชาวบ้านทั้งจังหวัดนครพนมเข้ามาจับสลากเพื่อที่จะ เข้ามาอยู่อาศัย อันนี้ผมก็เข้าใจ ทีนี้ในปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๑๙ ราษฎรเข้ามาจับสลากแล้วเข้ามา อยู่อาศัย ปรากฏว่ามันมีปัญหาอย่างนี้ครับความเป็นมาที่ผมเข้าใจมากเพราะว่าบ้านผม อยู่ห่างจากที่นี่ประมาณ ๒๐ กิโลเมตรเท่านั้นครับ แล้วในปี ๒๕๓๐ ผมก็มาเป็นครูใหญ่อยู่ที่ โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วย ซึ่งต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านถนนสายนี้ ผ่านป่าดงพะทายนี้ ตลอดทุกวันไปกลับ ไปกลับทุกวัน ที่ตรงนี้ท่านประธานครับ อย่างที่ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ ได้นําเสนอไปแล้ว มีพื้นที่ทั้งหมด ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่ แล้วก็จัดสรรเป็นแปลงให้กับประชาชน ทั้งหมดได้ ๑,๔๙๒ แปลง แล้วก็ออกโฉนดไปแล้ว ๓ แปลง ออก น.ส. ๓ ไปแล้ว ๔๓ แปลง คงเหลือเป็นใบจองอยู่ ๑.๔๔๖ แปลง ทําไมจึงยังไม่ออกก็คงต้องไปถามทางกระทรวงมหาดไทย ถามผม ผมก็ตอบไม่ได้ ทีนี้ถามว่าตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาตินั้น ในการดําเนินการของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาตินั้น ไม่ได้มีระเบียบที่จะบอกไว้ ให้ชัดเจนว่าหลังจากจัดสรรที่ทํากินให้กับประชาชนแล้ว คณะกรรมการจะต้องดําเนินการ อย่างไรต่อไป พอชาวบ้านจับสลากเข้าไปอยู่อาศัยแล้ว หลังจากที่เจ้าหน้าที่ที่ดิน ของจังหวัดนครพนมได้ดําเนินกระบวนการจัดจับสลากแล้ว เขาถือว่ากระบวนการ การจัดสรรที่ดินให้กับประชาชนเสร็จเป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่จังหวัดนครพนมและที่ดิน จังหวัดนครพนมได้ส่งรายงานไปที่กรมที่ดินว่าได้จัดสรรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือว่าภารกิจของ คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติจบแล้วครับ ท่านไม่เข้าใจก็เปิดอ่านระเบียบของ คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ หรือไม่ท่านก็ไปดูประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดิน เดี๋ยวผมจะอธิบายท่านต่อไป วันนี้ผมก็หนักใจอยู่เพราะว่า ต้องมาพูดเรื่องกฎหมายแข่งกับนักกฎหมายอังดรัวส์ (En droit) จากประเทศฝรั่งเศส เป็นดอกเตอร์ ผมมันเกษตรกรชาวนาชาวไร่ไม่รู้พูดแล้วท่านจะเข้าใจหรือเปล่าก็ฟังผม ไปก่อนแล้วกัน ท่านประธานครับ ในการจัดสรรที่ตรงนี้แล้วราษฎรเข้ามาอยู่อาศัยเต็มพื้นที่ไหม ก็ต้องบอกท่านประธานว่าผมได้สืบทราบจากชาวบ้านที่อยู่ก่อนหน้านั้น เขาบอกว่ามันมีปัญหา พอจัดสรรที่นี้แล้ว จับสลากแล้ว คนจากต่างอําเภอในจังหวัดนครพนมก็มาจับจอง ปรากฏว่ามันมีปัญหากันระหว่างคนในพื้นที่ คือที่ตรงนี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่ใช่ที่ป่าสงวนครับ ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ฉะนั้นพี่น้องชาวบ้านผมในละแวก ๔ ตําบลนี้ เขาก็มาจับจองทําประโยชน์กันอยู่เต็มพื้นที่ แต่มันไม่ได้ทําจนโล่งเตียน แต่ทําเป็นหย่อม ๆ เขามีกําลังเท่าไรเขาก็ทําเท่านั้น ฉะนั้นคนที่จับสลากได้ส่วนหนึ่งเข้ามาก็มาเจอกับเจ้าของถิ่น คือชาวบ้านที่เขาครอบครองอยู่แล้วก็หนีออกไปไม่ยอมมา ละทิ้งไปเลย ละทิ้งไปจองไปเลย อีกส่วนหนึ่งก็เข้ามาทําประโยชน์ แต่ในขณะนั้นพื้นที่แถวนี้ทุรกันดารมากอยู่ติดกับชายแดน ผืนพื้นดินตรงนี้อยู่ติดใกล้กับลําน้ําโขง ห่างประมาณ ๓ กิโลเมตรเท่านั้นจะถึงลําน้ําโขงแล้ว ฉะนั้นจากปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๑๙ จนกระทั่งผมได้เข้ามาพื้นที่ตรงนี้เมื่อปี ๒๕๓๐ ที่ดินแถวนี้ คนที่มีชื่อในใบจองที่ได้รับสิทธิตั้งแต่ทีแรกก็กลับไปอยู่บ้านเดิมบ้าง ขายทอดกัน ขายทอดกรรมสิทธิ์ ถามว่าใบจองโอนได้ไหม โอนไม่ได้ ขายได้ไหม ขายไม่ได้ แต่ชาวบ้าน เขาขายสิทธิครอบครอง คือเขาซื้อขายกันแล้วเขาก็เข้าทําประโยชน์ อย่างนาย ก เข้ามาอยู่ มาอยู่แล้วไม่มีสาธารณูปโภคอะไร ไฟฟ้าไม่มี ประปาไม่มี แหล่งทํามาหากินไม่มี ก็เลยขาย ให้คนในพื้นที่ เอา จะมอบให้ลุงแล้วผมก็กลับไปอยู่บ้าน อะไรทํานองนี้ จะเป็นแบบนี้ ฉะนั้นสภาพพื้นที่ตรงนี้เรียนตามตรงว่าหลังจากที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติได้จัดสรร จับสลากแล้วเรียบร้อย ภารกิจของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแห่งชาติจบลง ที่ดินตรงนี้ ก็เข้าไปอยู่ในอํานาจของกฎหมายอื่น กฎหมายอื่นก็คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินต่อไป รัฐบาล หน่วยงานใดที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ไปดําเนินการ ตามไป ถ้าสมมุติว่าประชาชนที่เขามีใบจองอยู่เขาก็นําใบจองนี้เข้าไปทําประโยชน์ในแปลงนี้ ภายใน ๓ ปี แล้วต้องทําประโยชน์ให้ได้ ๓ ใน ๔ ก็สามารถไปแจ้งเจ้าหน้าที่พนักงานที่ดิน มาเดินรังวัดออก น.ส. ๓ ออกโฉนดได้ แต่บางแห่งก็ถูกปล่อยปละละเลย พื้นที่ที่ถูก ปล่อยปละละเลยก็ถือว่ากลายเป็นที่ว่างเปล่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ความจริงแล้วถ้าหากว่าท่านดอกเตอร์จะกรุณาได้ดูประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๑) ที่รกร้างว่างเปล่า ท่านว่า บุคคลอาจได้มาตามกฎหมายที่ดิน แล้วก็ไปดู ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๑) และวรรคสาม ท่านดอกเตอรพีรพันธุ์ อาจจะไม่ต้องมาอภิปรายผมให้เสียเวลาของสภาเลย ท่านประธานครับ ผมยืนยันครับว่า ผมมีที่ดินอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ ขออนุญาตชี้แจงตรงนี้ก่อนครับ ที่จริงแผ่นดินของประเทศไทย ถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทั้งนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ ถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทั้งนั้น แต่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น มันจัดไว้เป็น ๓ ประเภทครับ ประเภทที่ ๑ คือประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งทิศทางของ ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ก็คือเมื่อใครเข้าไปครอบครอง อย่างเช่น ที่จัดสรรตรงนี้เหมือนกันครับ ก็จะได้ใบจองหรือ น.ส. ๒ แล้วปฏิบัติตามข้อกําหนดเงื่อนไขอะไรต่าง ๆ เข้าทําประโยชน์ ด้วยตนเอง ห้ามจําหน่ายอะไรต่าง ๆ เรียบร้อย ปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบก็จะออกเป็นโฉนดได้ แล้วถ้าสมมุติว่าไม่ปฏิบัติตามระเบียบ มีการไปซื้อขายกัน โอนให้คนอื่นเข้าไปทํา ตัวเองไม่ทํา ก็ถือว่าปฏิบัติผิดระเบียบ ที่ดินตรงนั้นก็จะกลายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ผู้ครอบครอง หรือรับโอนการครอบครองดําเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินต่อไปได้ ประเภทที่ ๒ ครับ ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ เป็นที่ ที่พลเมืองใช้ร่วมกันครับ ที่สาธารณะ ตัวนี้ไปแตะไม่ได้ครับ ยกตัวอย่างที่จังหวัดนครพนม ที่ดินหนองญาติ จังหวัดนครพนม ก็มีนักการเมืองเอาไปใช้ทําประโยชน์อะไรเยอะแยะเลยครับ ประเภทที่ ๓ เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะก็คือที่ราชพัสดุ ฉะนั้นที่ดินป่าดงพะทาย จึงเป็นที่ดินที่เป็นประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ใครที่มีใบจอง ทําถูกต้องตามระเบียบ ก็สามารถเดินไปสู่การออกโฉนดได้ ถ้าหากว่าที่แปลงใดเจ้าของใบจองไม่ปฎิบัติตามระเบียบ ที่ตรงนั้น ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับมอบจากอธิบดีกรมที่ดินประกาศยกเลิกสิทธิตรงนั้น ที่ตรงนั้นก็จะกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า หรือถ้ามีใครครอบครองทํากินอยู่ก็สามารถที่จะนํา เดินสํารวจออกโฉนดได้ นี่คือหลักใหญ่ ๆ ของสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มันมีอยู่ ๓ ประเภทดังนี้ ท่านประธานครับ ผมได้มาที่อย่างนี้อย่างไรนะครับ ผมได้มาด้วยวิธีไหน ก็จะขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ ปี ๒๕๓๐ ท่านประธานครับ ผมเองได้รับแต่งตั้ง ให้ไปเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วย ตําบลพะทาย ตอนนี้เป็นตําบลหนองเทา เมื่อก่อนเรียกว่า ตําบลพะทาย พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ตําบลพะทายมาก่อน แต่ว่าช่วงหลัง บ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วยตัดไปเป็นตําบลหนองเทา ผมมาเป็นครูใหญ่ตรงนี้เมื่อปี ๒๕๓๐ ในขณะที่ผมเป็นครู ผมก็เป็นเกษตรกรทํานาทําไร่ทําสวนมาด้วย ท่านประธานครับ ผมไม่เป็นเพียงแต่ลูกชาวนาเท่านั้นนะครับ ตัวผมยังเป็นชาวนาเป็นเกษตรกรทํานาตั้งแต่เกิด จนถึงปัจจุบันผมก็ยังทํานาครับ ฉะนั้นเมื่อผมชอบทําการเกษตรก่อนที่ผมจะมาเป็นครูใหญ่ โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วย ผมได้เห็นชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดนครพนมของผม โดยเฉพาะอําเภอศรีสงครามของผมเดือดร้อนทุกข์ยากลําบาก ผมร่วมกับพรรคพวกไปขอ โควตาอ้อยจากโรงงานน้ําตาลสหเรืองมาส่งเสริมการปลูกอ้อย อําเภอศรีสงครามจะอยู่ทางโซน (Zone) นี้ครับ แล้วปี ๒๕๓๐ ผมได้มาขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบากเอ็นดูโร (Enduro) สีเหลือง ผ่านไปมาทุกวัน ๆ ก็เห็นชาวบ้านทําไร่มันสําปะหลังบ้าง ทําไร่ข้าวบ้าง เป็นหย่อม ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ที่ส่วนใหญ่รกร้างว่างเปล่าครับ ผมก็เลยไปสอบถามกับกํานัน กับผู้ใหญ่บ้าน กับผู้หลักผู้ใหญ่ ในพื้นที่ กํานันในพื้นที่ว่าที่ตรงนี้มันเป็นที่อย่างไร เขาก็บอกว่าเป็นที่จัดสรรให้ชาวบ้านเข้ามา อยู่อาศัย แต่ชาวบ้านที่จับสลากได้ไม่มีใครเข้ามา หรือเข้ามาแล้วก็ขาย โอนสิทธิในการทํา ประโยชน์ให้กันและกันหมดแล้ว สรุปพื้นที่ตรงนั้นในปี ๒๕๓๐ เหลือแต่คนในพื้นที่เท่านั้น ที่มาทํากินทําประโยชน์อยู่ ผมก็เลยมองเห็นว่าพี่น้องในตําบลพะทาย และหลายตําบล ๓-๔ ตําบลแถวนี้ ท่านประธานครับ ก็อยู่ในฐานะที่ยากจนไม่ต่างจากอําเภอศรีสงครามผมเท่าไร ผมก็เลยมีความคิดว่ายังทําอย่างไรถึงจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตรงนี้ได้ ผมก็เลย ร่วมกับชาวบ้านในละแวกนี้ไปขอโควตาอ้อยจากโรงงานสหเรือง จังหวัดมุกดาหาร มาส่งเสริมปลูกอ้อยอยู่ในพื้นที่แถวนี้ ชาวบ้านทั่วไปก็เริ่มปลูกอ้อยโดยมีผมเป็นหัวหน้าโควตา ผมเองก็มาปลูกอ้อยอยู่ในพื้นที่แถวนี้ ปีแรกเริ่มต้น ๔๐-๕๐ ไร่ ปีต่อมาก็ขยาย แต่ตอนนั้น ผมเช่าที่จากชาวบ้านที่เขาครอบครองอยู่ ไม่ได้เช่าจากเจ้าของใบ น.ส. ๒ เพราะคนที่มีชื่อ ใน น.ส. ๒ เขาหนีไปอยู่บ้านอื่นเมืองอื่นกันหมดแล้ว เหลือแต่คนในพื้นที่ที่เขาครอบครองทํา ประโยชน์อยู่ เขาก็ชี้ว่าตรงนี้ที่ของผม ถามว่ามี น.ส. ๒ ไหมก็ไม่มี ถ้าจะให้มีก็จะไปตามจาก เจ้าของเดิมมา ฉะนั้นที่ตรงนี้คนในพื้นที่เขาครอบครองอยู่ผมก็ได้อาศัยเช่าที่ตรงนี้ทําไร่อ้อย ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าไร่ครับ ที่ทําไร่อ้อยได้ ๑,๐๐๐ กว่าไร่ ผมเป็นครูเอาเวลาไหนมาทํา ท่านประธานครับ ผมมีครอบครัว ผมมีน้องชาย ๒ คน ผมมีหลานอีก ๒ คนได้ออกรถไถ ฟาร์มแทรกเตอร์ (Farm Tractor) มีรถหกล้อ และปีต่อ ๆ มาก็ออกรถสิบล้อเพื่อมาบรรทุกอ้อย ๔-๕ คน ทั้งผม ทั้งน้องชาย ทั้งหลานก็ได้มาทําไร่อ้อยอยู่ที่ตรงนี้และที่อําเภอศรีสงครามด้วย ในพื้นที่เฉพาะตรงนี้ผมทําไร่อ้อยอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าไร่ ๑,๐๐๐ กว่าไร่นี่ไม่ใช่ที่ผม นะครับ เป็นที่ที่เช่าจากเขา เช่าสิทธิการทําประโยชน์จากชาวบ้าน แต่พอหลายปีต่อมา ท่านประธานครับ ผมเริ่มเข้ามาทําไร่อ้อยอยู่ตรงนี้ปี ๒๕๓๒ ครับ ท่านไพจิต ศรีวรขาน ยืนยันได้เพราะตอนนั้นผมไปหาพี่ใหญ่ ท่านไพจิต ศรีวรขาน โดยตลอด ผมทําไร่อ้อย ตั้งแต่ ปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๓๒ ก็ทําไร่อ้อยมาเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ ตอนทําไร่อ้อยอยู่นั้นประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าไร่ ไม่มีปัญหาอะไรเลยนะครับ ไม่มีใครมาทักท้วงผมว่าที่ตรงนี้ป่าสงวน ที่ตรงนี้ เป็นที่สาธารณประโยชน์ มันไม่มีครับ เพื่อความมั่นใจผมไปถามเจ้าหน้าที่ที่ดิน ที่อําเภอท่าอุเทน ตอนนี้จําชื่อไม่ได้จริง ๆ ครับ ไปถามเจ้าหน้าที่ที่ดินจากจังหวัดว่า ที่ตรงนี้ผมเข้าไปครอบครองทําประโยชน์ได้ไหม เขาก็บอกว่าครอบครองทําประโยชน์อีกได้ แต่ใบจองที่มีอยู่ซื้อขายกันไม่ได้ โอนกันไม่ได้ ผมก็เข้าใจครับท่านประธาน ฉะนั้นผมจึง ครอบครองทําประโยชน์จากตอนแรก จากการเช่า หลายปีต่อมาพี่น้องชาวบ้านที่ให้ผมเช่า ที่ดินอยู่ตรงนี้เขามีความเดือดร้อน บางคนลูกจะไปทํางานเมืองนอก บางคนลูกป่วยเข้า โรงพยาบาล บางคนลูกไปเรียนหนังสือไม่มีเงินก็มาขอยืมสตางค์ผม ผมก็เงินเดือนเดือนละ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาทตอนนั้น แต่อาศัยว่าทําไร่อ้อยสามารถเบิกเงินล่วงหน้าจากโรงงานน้ําตาลได้ ก็ช่วยเหลือดูแลเขาไป เขาก็บอกว่าคุณครู เอาเงินคุณครูไปเยอะแล้วพวกผมไม่เอาแล้วที่ดิน ตรงนี้ ก็ให้คุณครูครอบครองทําประโยชน์ต่อเถอะนะครับ หลายรายครับมาบอกกับผมอย่างนี้ ผมก็บอกกับชาวบ้านว่าถ้าเอาให้ผมอย่างนี้ แล้วถ้าเกิดเจ้าของที่ น.ส. ๒ เขามาทวงจะทํา อย่างไร เขาก็บอกว่าไม่มีปัญหา ผมจะไปหาเจ้าของ น.ส. ๒ เองที่อยู่ต่างอําเภอ คือคนที่ขาย ผมเขาจะเดินทางไปเองไปคุยกัน แล้วก็ทําสัญญาประกอบจะซื้อจะขายอะไรมาประกอบ ให้ผม เพื่อให้ผมสบายใจว่าคนที่มีชื่อใน น.ส. ๒ นี่ไม่เข้ามายุ่งอีกแล้ว เขาทิ้งไปแล้ว คุณจึงมา ครอบครอง แล้วคุณมามอบให้ผมครอบครองทําประโยชน์ต่อ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ทําไร่อ้อยมาประมาณ ๘-๙ ปี เสร็จแล้วทําไร่อ้อยไปไม่รอดครับ เนื่องจากว่ามันไกล ส่งอ้อยไปจังหวัดมุกดาหารมันไกล ส่งไปจังหวัดอุดรธานีก็ไกลขาดทุนครับ ผมจึงมา ปรับเปลี่ยนใหม่ ครอบครัวผม น้องผมก็มาพูดคุยกันว่าส่วนไหนใครจะไปดูแล แล้วมาปลูก ยูคาลิปตัส ปลูกยูคาลิปตัสอยู่อีก ๖ ปี ในช่วงที่ปลูกยูคาลิปตัสนี่ครับผมเองไม่ค่อยได้เข้าไปดูแล เพราะว่าในช่วงนั้นผมมุ่งที่จะทํางานการเมืองเพื่อที่จะเป็น ส.ส. จังหวัดนครพนมให้ได้ อยากจะเรียนท่านประธานเพิ่มเติมครับว่าผมเข้าไปอยู่ตรงนั้น ปี ๒๕๓๒ ในฐานะเป็น เกษตรกรและเป็นครูบ้านนอก ปี ๒๕๓๕ เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผมลาออกจากครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ มาลงสมัคร ส.ส. ผมสอบตกครับ ผมไม่ได้เป็น ส.ส. พอผมไม่ได้เป็น ส.ส. ผมก็เป็นเกษตรกร นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือนายแก้วธรรมดา ๆ นี่ละครับ ผมก็เป็นเกษตรกร ฉะนั้นเมื่อมีคนเขาครอบครองที่ตรงนี้อยู่แล้วมอบให้ผม ผมก็บอกว่าอย่างนั้นไปทําสัญญามา ไว้เพื่อจะไม่ให้คนที่มีชื่อที่เขาหนีไปหลายปีแล้วมาทวงถามผมอีก เรียนท่านประธานครับว่า ที่มีการกล่าวหาว่าผมมีที่ดินอยู่ตรงนี้ ๗๐๐-๘๐๐ ไร่ ไม่ใช่ครับ ถ้าบอกว่ามีสวนอ้อย ๗๐๐ ไร่ ๑,๐๐๐ ไร่ ถูกต้องครับ แต่ว่าที่ดินจริง ๆ ผมได้ยื่นกับ ป.ป.ช. ไว้แล้ว ทําไมผมจึงยื่น ป.ป.ช. ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ชื่อของผม เพราะผมด้วยความรับผิดชอบว่าที่ตรงนี้ผมได้ครอบครองมานาน ถึงแม้จะยังโอนไม่ได้ แต่ว่าผมได้ทําประโยชน์มาจากปี ๒๕๓๒ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๔ ในปีนี้ ท่านประธานครับ ๓๓ ปีแล้วครับ ไปถามใคร ใครก็รู้ว่านี่ครูแก้วทําสวนอยู่นี่ ครูแก้วทําไร่อยู่นี่ และบ้านหลังที่ท่านกรุณาไปถ่ายรูปมานะครับ เป็นบ้านผมจริง บ้านสวน แล้วแจ้งบัญชี ในบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ไว้เรียบร้อย ผมไม่เผลอหรอกครับ ในส่วนใดที่ผมมั่นใจว่า เป็นทรัพย์สินของผมแน่ ๆ ผมแจ้ง ป.ป.ช. ครับ ถึงแม้อาจจะแจ้งช้า แต่ผมก็แจ้งเพิ่มเติมเข้าไป เมื่อผมมั่นใจแล้วว่าเป็นทรัพย์สมบัติของผม ผมครอบครองมา ๓๐ กว่าปี แล้วก็ไม่มีปัญหา จะมีปัญหาบ้างที่ท่านบอกว่ามีการฟ้องร้องมีอะไรกัน ท่านประธานครับ มันก็มีบ้างตอนที่ผม ไม่ได้เข้าไปดูแลใกล้ในช่วงปลูกยูคาลิปตัสทิ้งเอาไว้นะครับ ปี ๒๕๔๔ ผมได้เป็น ส.ส. จากปี ๒๕๓๕ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๔๔ ผมเป็นราษฎรธรรมดาครับ ๙ ปีเต็ม ๆ แต่เพราะผม ไม่ได้เข้าไปดู ชาวบ้านก็เลยคิดว่าครูใหญ่คงทิ้งแล้ว และยิ่งปี ๒๕๔๔ ได้เป็น ส.ส. แล้ว เข้าไปขอทําประโยชน์บ้าง บุกรุกเข้าไป แอบเข้าไปทําอะไรแปลงนาข้าวบ้างอะไรบ้าง จนกระทั่งปี ๒๕๔๗ ผมก็มีความคิดว่าที่ตรงนี้น่าจะเป็นของเราแน่แล้ว ก็เลยทําโครงการ ปลูกยางพารา ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับโครงการยางล้านไร่นะครับ เป็นโครงการที่ทําเอง จากเงินที่ผม ขายรถสิบล้อ ขายรถหกล้อ เลิกกิจการไร่อ้อย เลิกกิจการทําธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างอะไร มาทําสวนยางอย่างเดียว ท่านประธานครับ ผมได้ทําสวนยางมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จนกระทั่ง ถึงวันนี้ ยางที่ผมปลูกไว้ตรงนี้กรีดแล้วครับ เปิดกรีดไปแล้ว นี่ละครับพอราคายางพุ่งขึ้น กิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท คนแถวนั้นบางคนนะครับอิจฉาตาร้อนว่าผมจะรวย ก็เลยพยายาม ที่จะเตะตัดขาเพื่อทําประจานผมว่าผมไม่มีสิทธิ ครอบครองมาแล้ว ๓๓ ปี จะ ๓๔ ปีแล้ว ท่านครับ นี่คือสิ่งที่ผมได้มา ถือว่าผมได้มาโดยสิทธิที่ได้มาด้วยความชอบธรรม ด้วยการเข้า ครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าในฐานะเกษตรกรและในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่พึงมีพึงได้เหมือนกับคนทั่ว ๆ ไปครับ เป็นการได้สิทธิในที่ดินโดยการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ช่วยเปิดดูมาตรา ๑๓๐๔ (๑) ที่รกร้างว่างเปล่า และมาตรา ๑๓๓๔ เขาระบุเอาไว้ว่าที่รกร้างว่างเปล่า ท่านว่า บุคคลอาจได้มา ตามกฎหมายที่ดิน และเป็นไปตามกฎหมายประมวลกฎหมายที่ดิน เพราะการจัดที่ดิน มันจบแล้วครับ มันเป็นหน้าที่ของกรมที่ดินครับ เป็นหน้าที่ของประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ต้องมาดําเนินการต่อ เป็นหน้าที่ของประมวลกฎหมายที่ดินต้องมาดูแล ต้องมาดําเนินการต่อครับ และนอกจากนั้นผมยังได้มาตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๑) และวรรคสาม ดังที่ผมจะได้อ่าน ขออนุญาตท่านประธานได้อ่านให้ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ นักกฎหมายจากฝรั่งเศสได้ฟังเอาไว้บ้าง ท่านเก่งกฎหมายต่างประเทศ กฎหมายไทย ท่านอาจจะผ่านหูผ่านตาไปครับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เอาประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์นะครับอ่านไปแล้ว ประมวลกฎหมายที่ดิน ประมวลกฎหมายนี้ออกมา เมื่อปี ๒๔๙๗ มาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง บุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือ หนังสือรับรองการทําประโยชน์ตามวรรคหนึ่งให้ได้ คือฟังให้ดีนะครับดอกเตอร์พีรพันธุ์ครับ บุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน์ตามวรรค หนึ่งให้ได้ คือ (๑) ผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน มีใบจอง ใบเหยียบย่ํา หนังสือ รับรองการทําประโยชน์ โฉนดตราจอง ตราจอง ที่ตราว่า “ได้ทําประโยชน์แล้ว” หรือเป็นผู้มี สิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ อันนี้ (๑) ก็คือชาวบ้านที่เขาได้รับ ใบจอง เขาทําประโยชน์ตามเงื่อนไขของกฎหมาย ตามเงื่อนไขของระเบียบ เขาก็สามารถ ออกโฉนดได้ นี่ยังไม่เกี่ยวกับผมนะครับ (๓) ผู้ซึ่งครอบครองที่ดินและทําประโยชน์ในที่ดิน ภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ ฟังให้ดีนะครับ ผู้ซึ่งครอบครองที่ดินและทําประโยชน์ ในที่ดิน ภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ และไม่มีใบจอง ใบเหยียบย่ํา หรือไม่มี หลักฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ ของผมจะเข้า ประเด็นนี้ครับ ผู้ซึ่งครอบครองที่ดินและทําประโยชน์ในที่ดิน ภายหลังที่ประมวลกฎหมายนี้ ใช้บังคับ และไม่มีใบจอง ไม่มีใบเหยียบย่ํา หรือไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วย การจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ และวรรคสาม วรรคท้าย ท่านพีรพันธุ์ฟังให้ดีนะครับ เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ อย่าคุยกันนะครับ ฟังนะครับ เดี๋ยวไม่เข้าใจ เพื่อประโยชน์แห่ง มาตรานี้ ผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินตามวรรคสอง (๑) ให้หมายความรวมถึง ผู้ซึ่งได้ครอบครองและทําประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย ท่านพีรพันธุ์ ครับ จบข่าวนะครับ ถ้าท่านจะดําเนินการต่อก็ต้องไปฟ้องกรมที่ดินให้แก้กฎหมายฉบับนี้แล้ว ค่อยมาเอาผิดผมครับ พวกท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ได้พยายาม อย่างเต็มที่ครับที่จะดําเนินการกับผมในเรื่องนี้ พยายามให้คนแม้แต่ชาวบ้านทะเลาะกับผม ความจริงท่านครับผมนี่เจ็บปวดรวดร้าวมากที่จะต้องมีคดีความกับชาวบ้าน เพราะชั่วชีวิต ของผมเป็นชั่วชีวิตที่ต่อสู้เพื่อคนจนมาตลอด เพราะผมเป็นคนจน ผมเคยออกป่าเป็น คอมมิวนิสต์ ๔ ปี ก็เพื่อที่จะไปสู้เพื่อคนจน ปลดปล่อยประเทศไทย แล้วพอมีปัญหากับ ชาวบ้าน ความจริงปัญหานี้สามารถแก้ไขกันได้ พูดคุยกันได้ เพราะที่จริงแล้วผมครอบครอง สิทธิอะไรมากกว่านี้ แต่พอชาวบ้านมาบอกว่าคุณครู ผมเคยมาทําไร่มันสําปะหลังนะ ผมขอเสีย ก็ยกให้ ก็ยกให้ ยกให้กันไป แล้วมีอยู่ ๕ รายครับ พอดีมีข่าวว่ามันทับซ้อนกันกับ ที่ดินของผม ก็เกิดปัญหากัน พอเกิดปัญหากันเท่านั้นละครับ กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ที่อยากทําลายผม รีบเป็นผู้หวังดีเข้ามาช่วยเหลือทันทีครับ นําไปพบนักกฎหมาย ให้นักกฎหมายทําฟ้องผมเลยครับ ทั้ง ๕ ราย เขียนแนวเดียวกันหมดคําฟ้อง ฟ้องยื่นต่อศาล ฟ้องผม แล้วก็ฟ้องตรงนั้นไม่พอครับ เอามาออกข่าวสื่อมวลชน ให้ประโคมข่าวไปทั่วประเทศ ทุกช่องว่า ส.ส. ศุภชัย โพธิ์สุ ครูแก้ว ไปบุกรุกชาวบ้าน ข่มเหงรังแกชาวบ้าน ท่านประธาน ที่เคารพครับ พอมีข่าวออกไปทั่วประเทศอย่างนั้นผมเจ็บปวดครับ แต่ว่าเพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรี ชื่อเสียงและเกียรติยศของผมเองในฐานะที่ต่อสู้เพื่อคนจนมาตลอด ผมก็จําเป็นต้องดําเนินการทางกฎหมาย ผมก็ไปแจ้งความกับสถานีตํารวจว่าช่วยดําเนินคดี ให้ว่า ๕ คนนี้บุกรุกที่ผม ที่จริงแล้วผมก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะเอาเป็นเอาตายกับชาวบ้านหรอกครับ แต่ว่าเพื่อพิทักษ์เกียรติและศักดิ์ศรีชื่อเสียงของผม ผมก็ไปแจ้งความดําเนินคดีอยู่ที่สถานีตํารวจ กระบวนการต่อสู้ทางศาลผมก็ไปครับ ผมไปด้วยตัวเอง ผมก็ไปให้การต่อศาลอย่างนี้ ๆ ตามข้อเท็จจริงนี่ละครับ ปรากฏว่า ๑ ใน ๕ ศาลยกคําร้อง เพาะเขาฟ้องผมว่าผมไปบุกรุก ทําให้เขาเสียหาย ศาลฟังผม ผมให้เหตุผลว่าผมเข้ามาอยู่ในนี้กี่ปีแล้ว ทําประโยชน์อะไรบ้าง แล้วยายคนนี้เข้ามาขอทําปลูกข้าว ปลูกข้าวประมาณ ๒ ไร่ ประมาณไร่เศษ ๒ ไร่ และสุดท้ายพอผมจะปลูกยางพาราเขาก็ไม่ยอมออก ผมก็เอาเงินไปให้ ๑๐,๐๐๐ บาท ออกเสียเถอะยาย แกก็บอกว่ามาอยู่ที่นี่ ปี ๒ ปีก็ลงทุนไปเยอะแล้ว ที่ ๒ ไร่ ที่ของผมนี้ เขามาทํา ผมบอกว่าผมให้ค่าชดเชย ๑๐,๐๐๐ บาท ยายเอาไปเสีย รับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ของผมไปต่อหน้ากํานัน ผู้ใหญ่บ้าน พอรับไปแล้ว แกก็มาหาผมอีก บอกว่าถ้าจะให้ออกจากนี้ แกมีที่อยู่ข้าง ๆ ประมาณ ๑๕ ไร่ ๑๖ ไร่ ช่วยไถที่ปลูกยางให้หน่อย ผมก็รับปากไถ ที่ปลูกยางให้ พอไถที่ปลูกยางให้แล้วผมก็ไถของผมด้วยประมาณ ๑๐ ไร่ ของแก ๑๖ ไร่ ๑๕ ไร่ผมก็ไถให้ พอไถเสร็จฝนตกลงมาแทนที่แกจะปลูกยางที่ตัวเอง แกก็เอายางมาปลูก ในที่ของผม ผมเองก็ไปเจรจากับแกอีกบอกว่า ยายทําไมทําอย่างนี้ ยายแกก็บอกว่าเสียดาย เสียดายได้อย่างไรก็ตกลงกันแล้ว มาทําข้าว ทํานาตรงนี้ก็ขออนุญาตผม ผมก็ให้ทํา พอให้ทําแล้ว ไม่อยากออก ผมก็ให้ค่าเสียเวลา ๑๐,๐๐๐ บาท แกก็บอกว่าแล้วทําอย่างไรละ ยางก็ปลูก ไปแล้วประมาณ ๑๐๐ กว่าต้นแล้ว ผมก็บอกว่าเอาอย่างนี้ยาย ฝนตกรอบหน้ายายช่วยขุด ออกไปแล้วไปปลูกที่ตัวเองเสีย อย่าไปทะเลาะกันผมก็ทํารั้วทําอะไรเสร็จแล้ว ยายก็บอกว่า ถ้าจะย้ายก็ต้องขอค่าขนย้าย ผมก็บอกว่าอย่าเอาค่าขนย้ายเลยยาย ถามว่าเอาเท่าไร ค่าขนย้าย แกก็บอกว่ายางกี่ต้นก็บวกเข้าไปคูณเข้าไปต้นละร้อย ๆ ผมบอกเอาอย่างนี้สิยาย ยายเอาค่าขนย้าย ฝนตกรอบหน้านี้ยายปลูกที่ตรงนี้ประมาณ ๑๐๐ กว่าต้น ผมเอาพันธุ์ยาง ให้ยายเลย ๓๐๐ ต้น ภายใน ๓ วันนี้ยาง ๓๐๐ ต้นมาถึงยายแน่นอน ตกลงกันเรียบร้อย ต่อหน้ากํานัน ผู้ใหญ่บ้าน พอถึงเวลา แกก็เอารถไถมาไถยาง พันธุ์ยางก็เอาไปแล้ว เงินก็เอา ไปแล้ว ที่ก็ไถให้แล้ว แกก็เอารถไถมาไถที่ของผมทําลายรั้วลวดหนามของผม ท่านครับ ผมก็เป็นปุถุชนธรรมดา แต่ผมยังไม่ทําอะไร เพียงแจ้งความว่ามาบุกรุกที่ผม บังเอิญ ที่ที่เขาไปฟ้องศาลเอาไว้ ศาลรับฟังผม เชื่อผม ศาลยกคําร้องแล้วสั่งให้ยายคนนั้นชดใช้ ค่าเสียหายผม ผมเรียกร้องเท่าไร ทั้งยางที่ปลูกมาแล้ว ๑ ปี ทั้งรั้วลวดหนามทั้งอะไรต่ออะไร เรียกร้อง ๖๐๐,๐๐๐ บาทครับ เรียกร้องอย่างเป็นธรรมนะครับ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ค่าเสียหาย ๑๐ ไร่ แต่ยายไม่มี มากราบผม ขอผม ผมก็ถามว่ามีเท่าไรยาย ยายทํากับผมมากแล้วนะ ผมให้เฉย ๆ คงไม่ได้ ยายบอกว่าทั้งเนื้อทั้งตัวก็มีอยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท ผมบอกว่า เอาอย่างนี้ได้ไหม ๕๐,๐๐๐ บาทนี้ผมไม่เอา แต่ผมจะให้ลูกน้องผมที่เขาทนทุกข์ทรมาน กับยายมา พวกน้อง ๆ ของผม เขาก็จ่ายกัน ๕๐,๐๐๐ บาทก็จบกัน แล้วอีก ๔ ราย มาหาผมครับ มากราบ มาขอโทษว่า ขอโทษด้วย เพราะว่าอะไร เพราะว่าถูกหลอกให้ ไปหาสื่อ ไปหานักข่าว คิดว่าไปเปิดข่าวออกมาแล้ว ส.ส. จะกลัว คงจะได้ที่ดินกันหมด ผมก็คุยกันตกลงกันในที่สุดครับ เราเข้าใจกัน อีก ๓–๔ รายก็ถอนฟ้องผม แล้วผมก็ถอน แจ้งความดําเนินคดี ทุกวันนี้ในพื้นที่เราอยู่กันอย่างสงบแบบพี่แบบน้องครับ ไม่มีปัญหากัน ครับ ส่วนที่ท่านดอกเตอร์พีระพันธุ์ บอกว่าอาจจะยังมีคดีค้างคาอยู่ ไม่มีแล้วนะครับ หรือเว้นแต่ท่านจะไปทําขึ้นใหม่ แต่ของเก่าหมดแล้วครับ ไม่มีปัญหา สวนยางพาราผม ชาวบ้านที่มีผลกระทบกันตอนนั้นคุยกันแล้ว จบแล้ว เขาก็ดูแลให้ผม นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ เรียนท่าน ท่านครับ ท่านร้องผมไปหลายที่ ร้องไปกรมที่ดิน ร้องไป ป.ป.ช. ร้องไปหลายที่ ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้ครับ ผมไม่ได้กล่าวลอย ๆ นะครับ ผมมีหลักฐานของ กรมที่ดินที่ทําถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เรื่อง การตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการบุกรุก ที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ป่าดงพะทาย ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ หนังสืออ้างถึง ผมจะไม่ พูดถึงนะครับ ตามที่แจ้งว่าจังหวัดได้อนุมัติแผนงานเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินป่าดงพะทาย ปีงบประมาณ ๒๕๕๔ เพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถือใบจอง จํานวน ๑,๔๔๖ แปลง อันสืบเนื่องมาจากกรณีการจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกรบริเวณพื้นที่ป่าดงพะทายที่ได้ดําเนินการมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ และมีใบจอง (น.ส. ๒) ที่เจ้าของที่ดินยังมิได้นํามาขอออกโฉนดที่ดินอีก ๑,๔๔๖ แปลง และที่ดินสาธารณสมบัติกลางอีก ๑๐ แปลง ซึ่งจังหวัดไม่สามารถตรวจสอบ ตําแหน่งได้ จึงส่งแผนงานดังกล่าวให้กรมที่ดินพิจารณาดําเนินการต่อไป กรมที่ดิน ได้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับป่าดงพะทายซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ที่มีการดําเนินการตามโครงการ จัดที่ดินผืนใหญ่ป่าดงพะทาย อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม แล้ว ปรากฏดังนี้ ฟังนะครับ นี่เป็นหนังสือของกรมที่ดิน ๑. บริเวณดังกล่าวคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติได้อนุมัติโครงการ จัดที่ดินช่วยเหลือชาวนา ชาวไร่ ให้กรมที่ดินเข้าดําเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๘ จํานวน ๑๐ โครงการ ตามมติคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๑๘ เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๘ โดยโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ชื่อตําบลเพทาย หรือโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ ป่าดงพะทาย ตําบลพะทาย ในขณะนั้นมีที่ตั้งโครงการโดยประมาณปรากฏตามแผนที่แสดง ตําแหน่งบริเวณโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ป่าดงพะทาย อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ๒. ฟังนะครับตรงนี้สําคัญ ตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏว่ามีการกําหนดให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรี หรือเขตป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ แต่อย่างใด สามารถดําเนินการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินได้ตามนัยหนังสือ กรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๓/ว ๒๙๑๖๗ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๖ ซึ่งวางแนวทางปฏิบัติ ไว้แล้ว กรมที่ดินพิจารณาแล้วเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถเดินสํารวจ ออกโฉนดที่ดินได้ และเนื่องจากในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ กรมที่ดินมีแผนงานโครงการ เร่งรัดการออกโฉนดที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศในท้องที่จังหวัดนครพนม โดยให้ส่ง เจ้าหน้าที่เข้าดําเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ จึงขอให้จังหวัด แจ้งศูนย์อํานวยการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดนครพนม ๑ ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ อําเภอเมือง อําเภอนาแก อําเภอท่าอุเทน อําเภอโพนสวรรค์ และอําเภอบ้านแพง พิจารณา ดําเนินการในพื้นที่ดังกล่าวตามแผนงานโครงการปีงบประมาณ ๒๕๕๔ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอแสดงความนับถือ นายมงคล อินทสุวรรณ์ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมที่ดิน ท่านประธานครับ นี่หนังสือฉบับหนึ่ง ฉบับแรกที่ กรมที่ดินยืนยันว่าสามารถเดินสํารวจออกโฉนดได้นะครับ และหนังสือที่มีความสําคัญยิ่ง ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ครับ ท่านช่วยดู ท่านอย่าเพิ่งคุยกันครับ เดี๋ยวท่านจะไม่เข้าใจ ที่ผมอธิบาย กรมที่ดิน วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๖ เรื่อง โครงการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดิน ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๗ เรียนผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด หนังสือกรมที่ดินไม่ได้ไปที่ จังหวัดนครพนมที่เดียว ไม่ได้ไปแก้ปัญหาให้ผม ไม่ได้ไปเอาใจผม แต่เขาทําหนังสือถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่มีป่าผืนใหญ่ ที่เคยจัดสรรให้กับประชาชน เฉพาะปี ๒๕๑๘ นี่ ๑๐ โครงการเขามีหนังสือไปทุกจังหวัด ที่จริงแล้วถ้ารวมหลาย ๆ ปีมาเป็น ๑๐๐ โครงการ แล้วครับ เรียน ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด อ้างถึงหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๒๕/ว ๒๑๗๙ ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ ตามหนังสือที่อ้างถึง กรมที่ดินได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า ฟังนะครับตรงนี้หลักเกณฑ์ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นต้นไป กรมที่ดิน จะไม่ดําเนินการเดินสํารวจรังวัดเพื่อออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในท้องที่ที่มีการจัดที่ดิน แปลงใหญ่ หรือท้องที่ที่มีการจัดที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยที่รัฐได้ให้ความช่วยเหลือ ด้านสาธารณูปโภคอื่น ๆ อีกต่อไป ความละเอียดแจ้งแล้วนั้นคือตามหนังสือที่อ้างถึง ตอนนั้น เขาสั่งระงับไม่ให้มีการเดินสํารวจออกโฉนดในที่ที่จัดแปลงใหญ่ แปลงเล็ก แปลงน้อยนะครับ แต่ตามเนื้อหาของหนังสือฉบับที่ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๖ ต่อนะครับ กรมที่ดินพิจารณา แล้วเห็นว่า การจัดที่ดินตามโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แม้จะดําเนินการตามกฎหมาย เช่นเดียวกับกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (กรมประชาสงเคราะห์) และกรมส่งเสริม สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เนื่องจากกฎหมายกําหนดขั้นตอนการจัดตั้งนิคมโดยให้กระทําโดย พระราชกฤษฎีกา และเมื่อการจัดนิคมบรรลุผลตามความมุ่งหมายแล้ว ให้รัฐมนตรีประกาศ วันสิ้นสภาพของนิคมในราชกิจจานุเบกษา ฟังนะครับ ส่วนการจัดที่ดินตามโครงการจัดที่ดิน ผืนใหญ่ เมื่อคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติอนุมัติโครงการแล้ว กรมที่ดินก็จะส่งเจ้าหน้าที่ไป ดําเนินการวางผัง แบ่งแปลง และสร้างสาธารณูปโภคร่วมกับทางจังหวัด เมื่อจัดคนเข้าไปอยู่ อาศัยและทําประโยชน์ พร้อมทั้งออกใบจองไว้เป็นหลักฐาน จังหวัดก็จะรายงานผลการจัด ที่ดินตามโครงการนั้น ๆ ให้กรมที่ดินทราบ และถือได้ว่า ฟังให้ดีนะครับ รายงานให้กรมที่ดิน ทราบ และถือได้ว่าภารกิจการจัดที่ดินตามโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจัดที่ดิน แห่งชาติเสร็จสิ้นเมื่อจังหวัดปิดหน่วยจัดที่ดินและรายงานผลต่อกรมที่ดิน ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว ท่านพีรพันธุ์ไปหาหนังสือฉบับนี้มาอ่านนะครับ ท่านจะได้เข้าใจมากขึ้น เมื่อที่ดินดังกล่าว ไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อจํากัดใด ๆ ที่ดินป่าดงพะทายตรงนี้ละครับท่าน วันนี้เป็นที่ รกร้างว่างเปล่า ไม่อยู่ในเงื่อนไขหรือข้อจํากัดของกฎหมายใด ๆ นะครับ กล่าวคือที่ดินส่วนที่ เป็นส่วนถนน ป่าชุมชน มันจะมีที่เป็นถนน เขาตัดเอาไว้ ๆ นี่ครับ แล้วก็กันเอาไว้ เป็นส่วนกลาง สีเหลืองนี่นะครับ นี่สีเหลือง ผมให้เจ้าหน้าที่ที่ดินเขาช่วยเอาภาพถ่าย ทางอากาศมาทาบให้ดูว่ามันมีอยู่ตรงไหน อย่างไรบ้าง สีส้มนี่ของผม สีเหลือง ๆ คือที่สงวน เอาไว้สําหรับใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่สาธารณะ เมื่อที่ดินดังกล่าวไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือ ข้อจํากัดใด ๆ และเมื่อการจัดที่ดินเสร็จสิ้น ที่ดินก็ตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายทั่วไปครับ ตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายทั่วไป กล่าวคือที่ดินส่วนที่เป็นถนน ป่าชุมชนหรือที่ สาธารณประโยชน์ก็จะมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่เป็นถนน เป็นป่าชุมชน สีเหลือง ๆ นี่ครับ ก็จะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินสําหรับพลเมืองใช้ รวมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ฟังนะครับ ส่วนที่ดินที่จัด ให้ราษฎรอยู่อาศัยและทํากิน แต่ผู้ได้รับการจัดที่ดินเดิมละทิ้งไปด้วยประการใดก็ตาม ฟังนะครับ ส่วนที่ดินที่จัดให้ราษฎรอยู่อาศัยและทํากิน แต่ผู้ได้รับการจัดที่ดินเดิมละทิ้งไป ด้วยประการใดก็ตาม เมื่ออธิบดีโดยผู้ว่าราชการจังหวัดผู้รับมอบอํานาจได้สั่งให้ผู้ได้รับ การจัดที่ดินเดิมออกจากที่ดินตามมาตรา ๓๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ที่ดินนั้น ก็มีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) ประชาชนอาจได้มาตามกฎหมายที่ดิน ตามมาตรา ๑๓๓๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ครับท่าน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ถือครองที่ดิน ในพื้นที่โครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ หรือท้องที่ที่มีการจัดที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยที่รัฐให้ความ ช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภคอื่น ๆ ก็สามารถดําเนินการได้โดยการเดินสํารวจเพื่อออก หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน โดยไม่มีข้อจํากัดว่าจะดําเนินการให้เฉพาะผู้ที่มีชื่อตามใบจอง ฟังนะครับ โดยไม่มีข้อจํากัดว่าจะดําเนินการให้เฉพาะผู้ที่มีชื่อตามใบจอง จึงให้ยกเลิก หนังสือกรมที่ดินที่ มท ๐๖๒๕/ว ๒๑๗๙๐ ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ ทั้งนี้ตั้งแต่ ปีงบประมาณ ๒๕๔๗ เป็นต้นไป เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถทําการเดินสํารวจออก โฉนดที่ดินในท้องที่ที่มีการจัดที่ดินแปลงใหญ่ หรือท้องที่ที่มีการจัดที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อย ที่รัฐให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภคได้ โดยให้ทําการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินให้กับ ผู้มีชื่อตรงตามหลักฐานใบจองตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๑) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และ และนะครับ ฟังด้วยนะครับ และให้ทําการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ที่ได้รับโอน การครอบครองที่ดินตามใบจองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๓) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สําหรับการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ที่ได้รับการโอน ครอบครองที่ดินตามใบจองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติ ตามนัยหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๒๕/ว ๐๐๖๐๘ ลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เรื่อง รับโอนการครอบครองที่ดินที่มีใบจอง และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการเพิกถอน และจําหน่ายใบจองออกจากทะเบียนที่ดิน พ.ศ. ๒๕๒๗ ประกอบกับคําสั่งกรมที่ดิน ที่ ๒๒๔๔/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๓ เรื่อง มอบอํานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ปฏิบัติราชการแทน แต่ก่อนที่จะออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้นําทําการสํารวจ อย่างผมนี่นะครับ ให้แก่ผู้นําทําการสํารวจจะต้องดําเนินการให้ผู้มีชื่อตามใบจองขาดสิทธิในที่ดินตามมาตรา ๓๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยจําหน่ายใบจองเสียก่อน จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติต่อไป ขอแสดงความนับถือ นายบัญญัติ จันทน์เสนะ อธิบดีกรมที่ดิน ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ ท่านประธานครับ ท่านบัญญัติ จันทน์เสนะ ผมรู้จัก แต่ชื่อครับ ไม่ได้สนิทกัน ไม่ใช่ญาติโกโหติกาผม ท่านคงไม่ทําหนังสือสั่งการอย่างนี้มา เพื่อที่จะช่วยเหลือผม แต่ท่านทําเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน วันนี้ประชาชนจํานวนหลายพันคนที่ครอบครองพื้นที่แถวนี้อยู่ ท่านเอาคําพูดของคนมาบอกว่า นายทุนมาครอบครองอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคือคํากล่าวหา แต่ความจริงมีประชาชนจํานวน อีกหลายพันคนครับรอการออกโฉนดที่ดิน พอท่านเชื่อนายอําเภอชวลิต วิชยสุทธิ์ ยื่นอภิปรายผมเรื่องนี้ ข้าราชการที่จะเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินก็สงสัย ก็ต้องหยุดชะงัก ท่านดอกเตอร์ครับ คนบางคนจะโกรธ จะเกลียดผมอย่างไรไม่เป็นไร จะแข่งขันทางการเมือง อย่าไรไม่เป็นไรครับ แต่อย่าทําในสิ่งที่สกัดกั้นผลประโยชน์ของพี่น้องชาวจังหวัดนครพนม พี่น้อง ๔ ตําบลในละแวกนี้รอการออกโฉนดที่ดินที่เขาควรจะได้สิทธิมานานแล้ว และพี่น้องอีก ๘ อําเภอที่เขารอการเดินรังวัดออกโฉนดที่ดิน อําเภอศรีสงคราม อําเภอนาหว้า อําเภอนาทม อําเภอบ้านแพง อําเภอท่าอุเทน อําเภอเมือง อําเภอนาแก อําเภอวังยาง ที่เขากันเขต ส.ป.ก. ออกจากเขตแล้ว เขาควรจะได้รับสิทธิการออกโฉนดในที่ดินตรงนี้ ที่หัวไร่ปลายนา ที่ว่างเปล่าอะไรเขาออกโฉนดได้ แต่พอถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้ ข้าราชการเขาก็รอดูว่านักการเมืองมันทําอะไรกันอยู่ ทั้ง ๆ ที่ข้าราชการเขาอยากจะช่วย แก้ปัญหาให้กับประชาชนครับ ท่านประธานครับ คนที่ต้องการทําลายผมทางการเมืองด้วย เรื่องที่ดินนี้ไม่ได้ร้องเฉพาะคณะกรรมาธิการการติดตามบริหารงบประมาณ ยังร้องไปที่ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ของสภาผู้แทนราษฎรด้วย และร้องไปถึง ป.ป.ช. ด้วย ผมได้เอกสาร ฉบับหนึ่ง มาเป็นหนังสือของสํานักงาน ป.ป.ช. ออกเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ ครับ เขาเรียนถึงหน่วยราชการส่วนหนึ่งของจังหวัดนครพนม ตรงนี้ผมขออนุญาตไม่พูด แต่ผมยัง จะเอาเอกสารหลักฐานทั้งหมดให้ท่านประธานครับ ถ้าท่านอยากได้ไปดูทีหลัง สิ่งที่ส่งมาด้วย หนังสือกล่าวหาพร้อมเอกสารประกอบ จํานวน ๓๗ แผ่น ด้วยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับ เรื่องกล่าวหาร้องเรียนนายศุภชัย โพธิ์สุ เมื่อครั้งดํารงตําแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม บุกรุกที่ดินของรัฐและที่ดินทํากินของเกษตรกรและคนจนในบริเวณ ป่าดงพะทาย ซึ่งอยู่ในท้องที่ตําบลพะทายและตําบลหนองเทา อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ท่านประธานครับ คนที่ร้องไปก็กล่าวหาผมไปบุกรุก ไปแย่งที่ชาวบ้าน และยื่นไปให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบและจะถอดถอนผม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินของรัฐ คือคนกล่าวหา บอกว่าผมบุกรุกที่ดินของรัฐนะครับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็เลยบอกว่าได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าเป็นการกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินของรัฐและที่ดินทํากินของเกษตรกรคนจน ซึ่งเป็นการกระทําความผิดในฐานะส่วนตัว ถ้าสมมุติว่าผมผิดตามที่ผู้ร้องร้อง ๆ ป.ป.ช. ก็ต้องบอกว่าเป็นการกระทําความผิดในฐานะส่วนตัว มิใช่การกระทําความผิดต่อตําแหน่ง หน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ หรือทุจริต ต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติไม่รับพิจารณา ลงชื่อ นายณรงค์ รัฐอมฤต ผู้ช่วยเลขาธิการปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ครับ ถ้าท่านถามน้องคนนี้สักครั้งหนึ่งท่านคงไม่ต้องถูกให้เขาหลอก มาอภิปรายเรื่องที่ไร้สาระอย่างนี้ เกียรติและศักดิ์ศรีของนักกฎหมายระดับปริญญาเอก จบจากประเทศฝรั่งเศสมันไม่ควรจะมาใช้กับเรื่องที่ไม่มีข้อเท็จจริงอย่างละเอียดแล้วมาพูด ผมขอยืนยันกับท่านประธานว่า ผมได้เข้าไปทํากินในที่ตรงนี้มา ๓๓ ปีแล้ว ทําอะไร หลายอย่างมาแล้ว แต่ว่าผมมั่นใจว่าผมมีกรรมสิทธิ์จริง ๆ หลังจากที่ผมได้เห็นหนังสือสั่งการ ของกรมที่ดินลงไป ผมจึงมั่นใจ ฉะนั้นในส่วนที่ผมครอบครอง ผมจึงยื่นต่อ ป.ป.ช. ไว้แล้ว พร้อมกับบ้านหลังที่ท่านพีรพันธุ์เอามาโชว์ ฉะนั้นผมจึงอยากจะเรียนให้ท่านได้รับทราบครับ
ผมมีอีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมอยากให้ ส.ส. ชวลิต วิชยสุทธิ์ เป็นคนอภิปราย แต่ตัวเองไม่กล้าอภิปราย ไปหลอกคนอื่นมาอภิปราย ท่านประธานครับ พื้นที่แถวนี้ ถนนที่ท่านเห็นตรงนี้ที่ผมชี้นี่เป็นถนนเชื่อมระหว่างจังหวัดนครพนมไปถึง จังหวัดหนองคายครับ ถนนหลวงหมายเลข ๒๑๒ ตรงช่วงนี้เป็นช่วงที่จากบ้านไชยบุรี ผ่านตําบลพนอม ผ่านตําบลพะทาย ผ่านตําบลหนองแวง ตําบลนาพระชัย ไปถึงอําเภอบ้านแพง แล้วบังเอิญตรงนี้เป็นลําน้ําโขงครับท่านประธาน แล้วฝั่งน้ําโขงด้านขวามือเป็น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จากบ้านไชยบุรี ได้รับความกรุณาจากทางหลวงชนบท เขาได้ตัดถนนเลียบริมฝั่งแม่น้ําโขงเพื่อให้พี่น้องที่อยู่ชายแดนและริมแม่น้ําโขงได้มีถนนใช้ แต่เป็นทางหลวงชนบทครับ ที่กําลังตัดเลาะเลี้ยวไปตามทางลําน้ําโขงจากบ้านไชยบุรี ไปบรรจบที่ปากห้วยม่วงหรือไปถึงอําเภอบ้านแพงครับ และในช่องว่างระหว่างถนน หมายเลข ๒๑๒ จากนครพนม-หนองคาย กับถนนเลียบฝั่งโขงของอําเภอท่าอุเทน จากบ้านไชยบุรีไปถึงบ้านปากห้วยม่วง เพราะผมอยู่ทีนี้มา ๓๐-๔๐ ปีแล้วครับ ผมหลับตาพูดได้ ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ท่านไม่ไปดู ถ้าท่านไปดูแล้วท่านจะไม่พูดเรื่องนี้ ความยากลําบาก ความทุรกันดารของพี่น้องที่อยู่แนวชายแดนมีมาตั้งแต่บรรพบุรุษครับ ถนนหลายสาย เกือบทุกสายครับ เมื่อก่อนนั้นผมเป็น ส.ส. อยู่เขตอําเภอศรีสงคราม อําเภอนาหว้า อําเภอนาทม ไม่ได้เป็น ส.ส. อยู่อําเภอท่าอุเทนและอําเภอบ้านแพง ปี ๒๕๓๐ ผมมาเป็น ครูใหญ่อยู่ที่โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วย ตรงนี้ครับท่านประธาน ถนนทุกสายจากตําบลพะทายถึงตําบลบ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วย จากบ้านโคกสว่าง ถึงบ้านนาข่าท่า จากบ้านดอนกลางไปปากห้วยม่วง บ้านนาเขทุ่งจนกระทั่งมาถึงปากทาง ถนนหมายเลข ๒๑๒ มาถึงปากหาดทรายเพ จากปากทางบ้านเสียวมาถึงบ้านหนองเทา จากปากทางถนนหมายเลข ๒๑๒ มาถึงบ้านเหล่าหนาด มาถึงบ้านนากระเสริม มาถึงบ้านพนอมทุ่ง มาถึงบ้านหนองสาหร่าย ท่านประธานครับ เป็นถนนลูกรังทั้งนั้นเลยครับ ปี ๒๕๓๐ ผมมาบรรจุเป็นครูใหญ่ รถเอ็นดูโรคันใหม่ เพราะเป็นครูใหญ่ออกรถคันใหม่ ไปกู้สหกรณ์มา ขี่ไปกลับทุกวัน ทุกวัน ทุกวันไม่กี่เดือน รถผมพังหมดครับ เพราะว่าเป็นถนน ลูกรังที่ไม่ได้บูรณะปฏิสังขรณ์เลย ถามว่าถนนสายนี้ที่ท่านพีรพันธุ์เอาขึ้นโชว์ ท่านพีรพันธุ์ เอาขึ้นโชว์อีกทีก็ได้ครับ เป็นถนนสายจากบ้านพะทาย ตําบลพะทาย บ้านโนนสวรรค์ มาถึงบ้านเหล่าสวนกล้วย บ้านท่าหนามแก้ว ตําบลหนองเทา เป็นถนนเชื่อมระหว่างตําบล กับตําบล ระหว่างตําบลพะทายกับตําบลหนองเทา แล้วถนนพวกนี้ก็เชื่อมระหว่าง ตําบลพะทาย ตําบลหนองเทา ตําบลพนอม ตําบลหนองแวง แล้วก็ตําบลไชยบุรี อยู่ในพื้นที่ ๔-๕ ตําบลแถวนี้ เขาจะไปมาหาสู่กัน พื้นที่ตรงนี้เสี่ยงภัยมากครับ เสี่ยงทั้งยาเสพติด เสี่ยงทั้งโจร เสี่ยงทั้งผู้ร้าย ขโมย อะไรต่าง ๆ วันดีคืนดีปล้นจี้กัน ฆ่ากัน ผมไปเป็นครูใหญ่แรก ๆ ถ้าค่ํามืดแล้วผมไม่กล้ากลับบ้านเพราะกลัว มีการเอาคนมาฆ่าขวางทางอยู่เรื่อย พื้นที่ตรงนี้ ปี ๒๕๕๑ ครับท่านประธาน ผมเองได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. พรรคพลังประชาชน เขตใหญ่ ทีนี้ผมได้มาเป็น ส.ส. ของอําเภอท่าอุเทน อําเภอบ้านแพง พอผมเป็น ส.ส. แถวนี้ ผมก็มาดูว่าถนนซอยเชื่อมจากถนนหลวงเส้นหนองคาย-นครพนม หมายเลข ๒๑๒ จากถนน เลียบริมฝั่งโขงจากบ้านไชยบุรีถึงปากห้วยม่วง ทําไมมันจึงมีแต่ลูกรัง และลูกรังไม่ได้ บูรณะปฏิสังขรณ์เลย มีใครเป็นนายอําเภออยู่ที่นี่หลายปีครับ มีใครเป็น ส.ส. อยู่ที่นี่ หลายสมัย แต่ไม่เคยดูแล ไม่เคยเอาใจใส่พี่น้องประชาชน ๓-๔ ตําบลนี้เลยครับ ปี ๒๕๕๑ ผมเป็น ส.ส. ที่นี่ ส.จ. กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. มาร้องทุกข์กับผมว่า ท่าน ส.ส. สงสารพวกผมเถอะ ร้อยวันพันปีถนนเหล่านี้ก็ไม่เคยมีลาดยาง ไม่เคยมี คอนกรีตเลย เดือดร้อนมาก หน้าฝนนี่ไปไม่ได้ครับ เพราะว่าถนนลูกรังมันเป็นหลุมเป็นบ่อ มันเสียหายยับเยิน หน้าแล้งก็มีแต่ฝุ่น โคลนตม ท่านครับ ผมเลยแนะนําชาวบ้านซึ่งมี ส.จ. เป็นผู้นํา มีนายก อบต. มีกํานัน ว่าช่วยกันทําเรื่องหน่อยสิ เพราะว่าในขณะปี ๒๕๕๑ ผมเห็นหน่วยทหารพัฒนาทําการลาดยาง ทําการบูรณะถนนให้กับตําบลนาเข อําเภอบ้านแพง ท่านไพจิตรู้ดี เคยเป็นคุณครูอยู่ที่นั่น เขาบูรณะลาดยางปี ๒๕๕๑ ผมไปเห็น ดังนั้นผมก็เลยว่าถ้าจะรอกรมทางหลวงชนบทจัดงบมาทําคงอีกหลายปี ถ้าจะรอ กรมทางหลวงแผ่นดินมาทําอีกหลายปี ถ้าจะรองบท้องถิ่นมาทําคงรอไม่ไหวแล้ว ผมแนะนํา ชาวบ้านว่าช่วยทําหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้หน่อยเถอะ เพราะตอนนั้น ผมอยู่พรรคเดียวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะนั้นชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ด้วยความเคารพท่านครับ ท่านเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ผมก็นําหนังสือของชาวบ้าน ประชุมพรรคผมก็ยื่นให้กับท่าน ท่านมีเวลาคุยกับผมนิดเดียว ผมบอกกับท่านว่า ท่านครับ ประชาชนเดือดร้อนเรื่องถนน รอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูแลคงไม่ไหวแล้วครับ ไม่ทันแล้วครับ ถ้าท่านจะเมตตาช่วยประสานหน่วยทหารพัฒนาดูแลถนนพวกนี้ให้ผมหน่อยเถอะครับ ตอนนี้เขาทําอยู่ตําบลนาเขครับ ท่านสมัครก็รับหนังสือจากผมไป แล้วจากวันที่ท่าน รับหนังสือจากผมไปถึงวันนี้ ท่านยังไม่ตอบผมสักคําว่าท่านไปดําเนินการอย่างไรบ้าง ท่านพีรพันธุ์ช่วยตามไปถามให้หน่อย ท่านไม่ได้บอกครับว่าท่านทําอย่างไร แต่หลังจากมาถึง ปี ๒๕๕๒ ผมได้เห็นหน่วยทหารพัฒนาเข้ามาทําถนนลาดยางจากบ้านเหล่าสวนกล้วย บ้านท่าหนามแก้ว ปรากฏว่าทํามาได้ครึ่งทาง ตอนที่ท่านเจริญไปตรวจสอบที่ดินผม นั่นละครับก็ไปเห็นถนนออกจากบ้านเหล่าสวนกล้วยมาประมาณครึ่งทาง ฟังนะครับ แล้วอีกครึ่งหนึ่ง ยังไม่ทํา เพราะงบประมาณเขาหมด ท่านเจริญครับ บ้านผมอยู่อําเภอศรีสงคราม อยู่ทางนี้ ถ้าผมจะทําถนนเข้าสวนยางตัวเอง ผมต้องเริ่มจากบ้านตะบ้อย บ้านพระทาย บ้านโนนสวรรค์เข้าไป สิครับ ทําไมผมจึงไปทําจากริมน้ําโขงเข้ามา บ้านผมอยู่อําเภอศรีสงคราม อยู่ทางนี้ แต่หน่วยทหารพัฒนาเขามาดําเนินการ ผมเองพูดตรง ๆ ได้จอดรถขอบคุณเขาครั้งเดียว จากนั้นไม่มีโอกาสได้คุยกันเลย ขอบคุณแทนชาวบ้าน แล้วหน่วยทหารพัฒนาไม่ทําเฉพาะ ถนนเส้นนี้เส้นเดียว ปี ๒๕๕๑ หน่วยทหารพัฒนาทํา โครงการมีทั้งหมด ๘-๙ โครงการ จากบ้านนาเขท่าถึงบ้านปากห้วยม่วง ระยะทาง ๓,๑๓๕ เมตร งบประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ อยู่ตรงนี้ แล้วโครงการที่ ๒ นาเขทุ่งไปถึงถนนทางหลวง หมายเลข ๒๑๒ อยู่ตรงนี้เขาก็ทํา ไม่ได้เกี่ยวกับผมเลย แล้วตรงนี้บ้านนาข่าท่า เขาก็มาทํา แต่ว่างบประมาณหมดได้แค่นี้ บ้านนาข่าท่า บ้านโคกสว่างไปได้แค่ ๑,๓๕๐ เมตร ๒,๙๐๐,๐๐๐ บาท แล้วถนนสายบ้านเหล่าสวนกล้วย-โนนสวรรค์-พะทาย เขาได้งบประมาณ ปี ๒๕๕๓ เขาเลยมาทําต่อเชื่อมต่อจนหมด ผมได้ยินอยู่ว่าพวกท่านทั้งหลายไปคุยกันว่า ผมให้หน่วยราชการไปทําถนนไปเข้าสวนยางตัวเองแล้วไปถึงบ้านพักในสวนยางแล้วก็จบอยู่ แค่นั้น มันไม่ใช่ นั่นคือเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้เรียบร้อยหมดแล้ว แล้วไม่ได้ทําแค่สายนี้สายเดียว ขณะนี้หน่วยทหารพัฒนากําลังทําถนนสายจากบ้านเหล่าหนาด จากถนนทางหลวง ๒๑๒ ไปบ้านเหล่าหนาด แล้วก็กําลังบูรณะอยู่ถนนหาดบ้านทรายเพมาปากทางและกําลังลาดยาง สายบ้านหนองสาหร่ายออกมาปากทางรวมทั้งหมด ๙ โครงการที่หน่วยทหารทําตรงนี้ ถามว่าเขาไปทําเพื่อตอบสนองครูแก้ว ส.ส. ศุภชัย รัฐมนตรีศุภชัยไหม เปล่าเลย แต่เขาทํา ตามแผนยุทธศาสตร์ในการก่อสร้างถนนเพื่อพัฒนาเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมัคร สุนทรเวช ขอกราบขอบพระคุณหน่วยทหารพัฒนา ที่ได้เห็นความเดือดร้อนของคนชายแดน ไม่เหมือนกับคนบางคนที่ไม่สํานึกในข้าวแดงแกงร้อน ของคนจังหวัดนครพนม คอยแต่จะเตะตัดขากัน คอยแต่จะถ่วงความเจริญกัน ไม่ใช่ทําเฉพาะ ที่ผมที่เดียว ท่านประธานครับ ผมให้ทีมงานสํารวจดูว่าขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดนครพนม ถนนทางหลวงชนบทที่ยังไม่ได้ลาดยางอยู่ ๓๐๐ กว่ากิโลเมตร เป็นทางหลวงท้องถิ่นอยู่อีก ๓๐๐ กว่ากิโลเมตร รวมแล้วเกือบ ๗๐๐ กิโลเมตรที่ยังไม่ได้ลาดยาง ท่านประธานครับ ถ้าผมมีอํานาจวาสนา ผมไปกราบท่านนายกรัฐมนตรี กราบท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ กราบท่านประวิตร กราบท่านกรณ์ ให้ช่วยเอางบประมาณไปลาดยาง ๗๐๐ กิโลเมตร ของจังหวัดนครพนมให้เรียบร้อยให้หมด ผมจะต้องถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจอีก ๑๐๐ ครั้ง ผมก็ยอมครับ แล้วถ้าหาก ๗๐๐ กิโลเมตร ได้รับการลาดยางทั้งหมด ในฐานะผมเป็น ส.ส. จังหวัดนครพนม ผมจะต้องถูกถอนออกจากการเป็นรัฐมนตรีวันนี้ นาทีนี้ ผมก็ยอม เพื่อจังหวัดนครพนมของผมจะได้เจริญรุ่งเรือง คนอภิปรายก็ไม่ลงไปดู ผมสงสารท่าน ดอกเตอร์พีรพันธุ์จริง ๆ ทําไมต้องให้เขาล้างสมองท่านได้ขนาดนี้ ผมเคารพท่าน แต่ว่าน่าจะ ดูข้อมูลให้ละเอียดถึงเอามาอภิปรายผม ฉะนั้นวันนี้ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมได้ชี้แจงมา มันมีอยู่แค่ ๓ เรื่อง อีกเรื่อง ๑ ที่ท่านยื่นถอดถอนผมแต่ไม่ยอมอภิปราย ช่วยอภิปรายหน่อย สิครับ เรื่องการตั้งบอร์ดที่ไม่มีคุณสมบัติ นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนกับท่านประธานและท่านที่ เคารพว่า ผมนั้นได้ทําหน้าที่ตรงนี้เพื่อพี่น้องชาวจังหวัดนครพนม พอได้รับตําแหน่งเป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้ทําหน้าที่ตรงนี้เพื่อพี่น้องเกษตรกรคนไทย ทั้งประเทศ วันนี้ถ้าอะไรจะเกิดขึ้นกับผมผมก็น้อมรับถ้าหากว่าสิ่งที่ผมทํามามันผิดพลา ดผมก็น้อมรับ แต่ขอให้จังหวัดนครพนมผมได้เจริญรุ่งเรืองขึ้น ผมก็พอใจ ขอบคุณครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อชี้แจงประเด็นที่ถูกอภิปรายพาดพิง ไม่ใช่พาดพิงหรอกครับ กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเรื่องเงินค่าสงเคราะห์ หรือเงินเซสที่เป็นค่าธรรมเนียมพิเศษที่เก็บจากการส่งออกยางพารา ประเด็นที่ท่านสมาชิก ได้อภิปราย ผมสรุปสั้น ๆ ว่า ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ท่านสมาชิกอภิปรายว่าการเก็บเงินสงเคราะห์หรือเงินเซส หรือเงินค่าธรรมเนียมพิเศษที่เก็บจากการส่งออกยางพาราในอัตราใหม่นี้เป็นเรื่องที่ ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง
ประเด็นที่ ๒ ท่านสมาชิกก็อภิปรายในทํานองว่า การที่ผู้ส่งออกที่ชําระเงิน ค่าสงเคราะห์ในอัตราใหม่แล้วมาขอรับคืน มีช่องทางของการทําทุจริต ผมขอกราบเรียนว่า การเก็บเงินเซสหรือเงินสงเคราะห์อัตราใหม่ มันเป็นเรื่องที่เราได้พิจารณากันด้วย ความรอบคอบ แล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์สําหรับชาวสวนยาง เป็นประโยชน์สําหรับประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติก็มีกันเกือบ ๓๐ คน ท่านประธานครับ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาครัฐทั้งหมด ๑๙ คนด้วยกัน แล้วก็มีภาคเอกชน มีเกษตรกรอีก ๑๑-๑๒ คน มีเลขาธิการสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นกรรมการและเลขานุการ หน้าที่ของกรรมการนโยบายยางธรรมชาติก็คือดูแลรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ดูแลแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ เพื่อที่จะให้มีการพัฒนาแก้ไขปัญหายางพาราทั้งในระยะสั้น ในระยะยาว นอกจากนั้นก็มีหน้าที่ติดตามกํากับดูแลการปฏิบัติงานตามนโยบาย ตามยุทธศาสตร์ยางพาราและมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลกําหนด ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามารับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นราคายางพาราที่เกษตรกร ในประเทศไทยขายได้ อยู่ที่ ๓๗ ๓๘ ๓๙ บาท เรียกว่าไม่ถึง ๔๐ บาท ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจ อย่างนี้ต้องถือว่าเกษตรกรไม่มีกําไร นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีก็คือว่าต้องให้เกษตรกร ทุกสาขาอาชีพมีกําไร ชาวสวนยางนั้นเมื่อก่อนก็คิดกันว่าเป็นเกษตรกรที่อยู่เฉพาะภาคใต้ หรือภาคตะวันออก แต่ว่าปัจจุบันนี้ชาวสวนยางมีทั่วประเทศทุกภาคในประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีก็มอบหมายให้ผมไปดูแลเป็นพิเศษว่าต้องยกระดับราคายางพาราขึ้นให้ได้ ผมก็ได้ปรึกษากันในคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ปรึกษากับผู้ประกอบการทุกฝ่าย ผมต้องเรียนให้บันทึกไว้ตรงนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ถือว่าเป็น ประวัติศาสตร์ ผู้ค้า ผู้ขาย ผู้ซื้อยางพารา เกษตรกร เราร่วมมือกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วก็พยายามทํากันสุดความสามารถทุกฝ่ายเพื่อที่จะยกระดับราคายางพาราของประเทศไทย ให้เกษตรกรของเราขายยางแล้วมีกําไร มีฐานะ เป้าหมายที่ผมกําหนดไว้ในขณะนั้น ที่กราบเรียนกับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เอาไว้ก็คือว่า จากราคายางที่ต่ํากว่า ๔๐ บาท จะต้องผลักดันให้เกิน ๘๐ บาทต่อกิโลกรัมให้ได้ แล้วเราก็ทําด้วยความระมัดระวังครับ ไม่ให้ไปบิดเบือนตลาด ไม่ให้ไปทําให้กระบวนการค้าขายตามปกติเขาเสียหาย แต่ว่าเราทํา อย่างมีแผนการ มีจังหวะจะโคน มีระบบ ผมได้ประชุมปรึกษาหารือกันกับผู้ค้า ผู้ซื้อว่า เราจะร่วมมือกันค่อย ๆ ยกระดับราคายางขึ้นทุกเดือน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เราก็ได้ดําเนินการ อย่างนั้นมาโดยตลอดและเราก็ได้ทําสําเร็จครับ ในปี ๒๕๕๒ เรายกระดับราคายางพารา ขึ้นมาอยู่ในระดับ ๖๐ กว่าบาท เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๒ อยู่ที่ ๖๖ บาท แล้วพอถึงเดือนมกราคม ๒๕๕๓ ก็เกิน ๘๐ บาท และพยายามที่จะรักษาระดับนี้อยู่โดยตลอด ที่ทําได้อย่างนี้เพราะว่า รัฐบาลกับผู้ประกอบการผู้ค้า ผู้ซื้อ ผู้ส่งออกมีความเชื่อใจกันทําการทุกอย่างด้วยความ เปิดเผย ด้วยความโปร่งใสข้อมูลแลกเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา แล้วก็รัฐบาลให้ความมั่นใจได้ ว่าถ้าผู้ประกอบการให้ความร่วมมือจะไม่มีใครขาดทุน ทุกคนก็จะมีกําไร เกษตรกรก็จะมีกําไร ผู้ค้า ผู้ส่งออกก็จะมีกําไร รัฐบาลมีเงินที่ได้อนุมัติให้ยืมมาจาก ธ.ก.ส. ๘,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อไว้ เป็นทุนสําหรับเป็นเครื่องมือในการยกระดับราคายางพารา แล้วก็ไม่ได้ใช้เลยท่านประธาน ครับ ภาคเอกชนเขารับหน้าที่ รับภาระในการดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เป้าหมายของเราอย่างที่ ผมกราบเรียนแล้ว ท่านประธานครับ ยกระดับราคาขึ้นแล้วคอยพยุงราคาเอาไว้ไม่ให้ตกต่ํา แล้วก็ช่วยรักษาราคานั้นให้คงที่เอาไว้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังอย่าให้เสียตลาด ยางพาราในต่างประเทศด้วย เมื่อเราได้ดําเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนจนสามารถยกระดับ ราคายางพาราเกินเส้น ๘๐ บาทต่อกิโลกรัมไปแล้ว ผมได้นําคณะไปพบท่านประธานาธิบดี ประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตยางพาราเป็นอันดับ ๒ รองจากประเทศไทย กราบเรียนข้อเท็จจริงให้ท่านประธานาธิบดีประเทศอินโดนีเซียได้ทราบว่าทางประเทศไทยนั้น ทั้งรัฐบาล ทั้งพ่อค้า ทั้งชาวสวนเราได้ร่วมมือกันยกระดับราคายางพาราขึ้นมา จนเกินเส้น ๘๐ บาทต่อกิโลกรัมเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่จะต้องขอความร่วมมือในฐานะประเทศ ผลิตยางพาราด้วยกันก็คือว่าขอให้ท่านประธานาธิบดีประเทศอินโดนีเซียได้พูดจา ทําความตกลงกันภายในผู้ค้าของประเทศอินโดนีเซียว่าอย่าขายยางพาราตัดราคายาง จากประเทศไทย ท่านประธานาธิบดีประเทศอินโดนีเซียท่านเห็นด้วยกับแผนการนี้ แล้วท่านก็ขอ อาสาว่าท่านจะพูดจากับท่านนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย ท่านนายกรัฐมนตรี ประเทศเวียดนามเพื่อให้ ๔ ประเทศนี้ร่วมมือกันดูแลรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ในตลาดโลก ไม่ขายตัดราคากัน ไม่แย่งตลาดกัน แล้วเราแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ กันมาโดยตลอดตามลําดับครับ ผลของความร่วมมือของประเทศผู้ผลิตยางพาราซึ่งทําเป็น ครั้งแรกนี้ ทําให้เราสามารถยกระดับราคายางพาราในตลาดโลกได้และทําให้เราได้สร้าง ประวัติศาสตร์ใหม่ครับ เกษตรกรสามารถขายยางพาราได้สูงสุดถึงกิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท ท่านประธานครับ เคยตั้งเป้าว่ากิโลกรัมละ ๘๐ บาท ทําให้เกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท เราก็ดีใจมากครับ และเราก็พยายามที่จะดูแลรักษาต่อไป ขณะนี้มีวิกฤติ นิดหน่อย ท่านประธานครับ มีการทุบราคายางพาราในตลาดล่วงหน้า ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ที่ประเทศญี่ปุ่นราคาลดลงครับ จากกิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท ลงมาเหลือ ๑๐๐ บาท เหลือ ๙๐ กว่าบาท ผมได้ประชุมผู้ส่งออกยางพาราแล้วครับได้ตกลงกันว่าเราจะไม่ส่ง ยางพาราออกขายในช่วงนี้ เก็บเอาไว้ แล้วก็ขอให้ธนาคารช่วยปล่อยเงินกู้ให้กับบรรดา ผู้ส่งออกซึ่งเก็บสต็อกยางพาราเอาไว้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ตันนี้ครับ เขาจะได้มีทุนไปซื้อต่อ ผมก็ได้บอกกับเกษตรกรทั้งประเทศว่าขณะนี้ใกล้จะถึงฤดูปิดกรีดแล้วยางพาราก็จะขาด ตลาดยังต้องการอยู่ เพราะฉะนั้นไม่จําเป็นต้องรีบเก็บ รีบขายยางพารา ให้เก็บเอาไว้ ยางพาราไม่บูดไม่เน่า ท่านประธานครับ เก็บ ๓ เดือน ๔ เดือนได้ เพราะฉะนั้นรอไว้ขายตอน กิโลกรัมละ ๑๒๐ บาทขึ้นไป นี่ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้เห็นภาพรวมก่อน ท่านประธานครับ เมื่อก่อนเราเก็บเงินค่าสงเคราะห์ เงินสงเคราะห์ หรือเงินเซสหรือเงิน ค่าธรรมเนียมพิเศษที่เวลาพ่อค้าจะส่งยางออกไปขายต่างประเทศ เราเก็บเป็นรายกิโลกรัม เมื่อเราเก็บเงินเซสเข้ากองทุนกิโลกรัมละ ๑.๔๐ บาทครับ วันนี้ได้เสนอคณะรัฐมนตรี ขอปรับราคาใหม่อย่างที่ท่านรัฐมนตรีศุภชัยได้เสนอไปแล้ว สูงสุดคือถ้ายางพาราส่งออก เกิน ๑๐๐ บาท เราเก็บเงินเซสกิโลกรัมละ ๕ บาท ฟังดูเหมือนมากครับ ท่านประธานครับ จาก ๑.๔๐ บาท กลายเป็น ๕ บาท แต่ถ้าเรามองดูประโยชน์ที่จะได้คุ้มค่ามหาศาล เมื่อก่อน เกษตรกรขายยางได้ ๓๐-๔๐ บาท เสียเงินเซส ๑.๔๐ บาท วันนี้ขายได้ ๑๐๐ กว่าบาท เสียเงินเซส ๕ บาท เงินที่เอากลับบ้านยังมากกว่าเดิมมากมาย ไม่กระทบกระเทือนเกษตรกร แต่ที่เป็นผลดีก็คือว่าเงินกองทุนสงเคราะห์นี้เป็นเงินที่จะได้ประโยชน์สําหรับชาวสวนยาง อย่างแท้จริง ยางมันพอกรีดได้ไปถึงอายุ ๒๔-๒๕ ปี หมดสภาพก็ต้องโค่นครับ คนที่โค่นยาง แล้วปลูกใหม่จะต้องใช้เวลา ๗ ปี กว่าจะกรีดได้ เงินเซสก้อนนี้ที่จะมาช่วยดูแลสงเคราะห์ ให้เกษตรกรจะได้มีทุนที่จะปลูกยางใหม่และดูแลยางไป ๗ ปี ที่เราคิดต่อไปครับ ในเมื่อวันนี้ ปรากฏแล้วว่าเศรษฐกิจของโลกดีขึ้น ยางเทียมมีราคาแพงขึ้นเพราะน้ํามันดิบแพงขึ้น ในตลาดโลก ความต้องการใช้ยางธรรมชาติมีมากขึ้น ประเทศที่จะปลูกยางได้มีจํากัด เราก็คิดที่จะส่งเสริมให้คนไทยที่มีที่ดินที่เหมาะสมปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สําคัญของประเทศ เราก็คิดที่จะเอาเงินกองทุนนี้ครับช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดิน ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ ๑๕ ไร่ ได้มีโอกาสได้เป็นเจ้าของสวนยางกับเขาบ้าง เหมือนที่รัฐมนตรีศุภชัย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอโครงการปลูกยางในพื้นที่ใหม่ ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ ในขณะนี้ แล้วเรายังคิดต่อไปครับว่าถ้าเรามีเงินกองทุนมากพอ เราจะจัดระบบสวัสดิการ ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางรายเล็ก ๆ แล้วก็ผู้ใช้แรงงานที่เป็นคนกรีดยางในสวนขนาดเล็ก เหล่านี้ เมื่อเขาอายุ ๕๐ ปี ๖๐ ปี จะได้มีบํานาญ เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องฝันครับ ท่านประธานครับ เราส่งยางออกขายต่างประเทศปีหนึ่งร่วม ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ถ้าเราเก็บเงินเซสในอัตรา ๕ บาท และถ้าราคายางเราสามารถรักษาให้ได้เกิน ๑๐๐ บาทอยู่อย่างนี้ ในปีนี้ ปีหน้ากองทุนจะมี เงินเป็นแสนล้านบาท และนั่นคือการที่เราจะสามารถสงเคราะห์พี่น้องเกษตรกรของเราได้ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และไม่เป็นภาระกับรัฐบาลต่อไป เงินเซสนี้นอกจากเก็บไว้เพื่อ ช่วยเหลือสงเคราะห์เกษตรกรแล้ว ยังเอามาใช้ในการวิจัยเพื่อพัฒนากิจการยางภายใน และในเมื่อเราเก็บเงินเซสแพงขึ้น จาก ๑.๔๐ บาท เป็น ๕ บาท ก็จะทําให้คนที่ซื้อยางเรา จากต่างประเทศเพื่อไปป้อนโรงงาน ต้องซื้อยางแพงกว่าเจ้าของโรงงานที่ซื้อยางในประเทศ เพราะเขาไม่ต้องส่งออก มันเป็นเรื่องจูงใจที่จะทําให้คนมาลงทุนสร้างโรงงานผลิตภัณฑ์จากยาง ในประเทศไทยมากขึ้น เพราะทําให้มีโอกาสในการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีสําหรับ เศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย เมื่อเราคิดสะระตะอย่างนี้แล้ว ทุกฝ่ายเห็นชอบกันว่า ปรับอัตราภาษี อัตราค่าธรรมเนียมพิเศษส่งออกยางเสียใหม่ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ และเราได้เก็บเงินเซสนี้ในอัตราพิเศษตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมา ขณะนี้ ก็มีเงินอยู่ในกองทุนจํานวนเพิ่มมากขึ้นแล้ว ทีนี้มีปัญหาครับ เคยเก็บอยู่ ๑.๕๐ บาท อยู่ ๆ จะเก็บ๕ บาท คนที่ค้าขายอยู่ก็ต้องมีผลกระทบครับ ท่านประธานครับ เราก็ได้ประกาศ ให้ทราบกันล่วงหน้าว่าอีก ๖ เดือน เราจะเก็บเงินเซสเพิ่มขึ้นเป็น ๕ บาท แต่ขอร้องบรรดา พ่อค้าทั้งหลายว่าอย่าเพิ่งไปกดราคาซื้อจากเกษตรกรต่ําลง ๕ บาท ซื้อไปในอัตราเดิม ช่วยกันยกระดับราคาตลาดขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วพอถึงวันที่คุณส่งออกยางไป ส่วนที่คุณไม่ได้ คํานวณเอาไว้ก่อน ไม่ได้ไปหักจากผู้ขายคือเกษตรกร พอคุณส่งออกตามอัตราใหม่ ๕ บาท แล้ว มาขอเงินทอนได้ เราจะพิจารณาให้ ตรงนี้ละครับเป็นที่มาที่ท่านสมาชิกตั้งข้อสงสัย และเอามาอภิปรายว่าสุจริตหรือไม่ ท่านรัฐมนตรีได้อธิบายวิธีการที่เราเตรียมการที่จะทํากัน มาให้ท่านได้ทราบแล้ว ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าเรื่องนี้เราพยายามดูแลไม่ให้มีใครเอารัด เอาเปรียบได้โดยแน่นอน คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติติดตามกํากับควบคุมดูแล เรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แม้กระทั่งในการประชุมเมื่อวันที่ ๔ มีนาคมที่ผ่านมานี่ครับท่านประธาน เราก็ได้มีมติทบทวนเรื่องนี้และเราเห็นว่าวิธีที่จะให้ยุติธรรมที่สุด โปร่งใสที่สุดก็คือเอาตาม ของจริง เก็บเงินเซสเพิ่มขึ้นวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ แสดงว่าคนที่ซื้อยางเตรียมที่จะส่งออก ในล็อตนั้น ที่เคยซื้อไว้โดยไม่ได้คํานวณเงินเซสที่จะต้องหักราคาซื้อต่ําลงไป ๕ บาท มีเท่าไรเอามาแสดง อยู่ตรงไหนละครับ มีเท่าไร ก็ดูที่เขาซื้อสต็อกเอาไว้ แล้วไม่ใช่สต็อก ที่นานครับ สต็อกวันที่ ๒๐-๓๐ กันยายนเท่านั้น คณะกรรมการก็ไปตรวจนับสต็อก นับจริง ๆ กันเลย มีตัวแทนทุกฝ่ายเข้าไปนับนะครับ แล้วก็ตรวจสต็อกแล้ว ยังไปดู อีกว่าสต็อกที่เขาซื้อไว้ในโกดังทั้งหลายนั้นมีบางส่วนประมาณ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ใช้ในประเทศไทย อีกประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ส่งออก เราไปดูหลักฐานการส่งออก ด้วยนะครับ ที่ทําอย่างนี้แตกต่างจากมติของคณะรัฐมนตรีซึ่งเคยให้ไว้เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม เล็กน้อย มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๓ สิงหาคมนั้นดูสต็อกด้วย ดูสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้วย แต่ว่าพวกเราได้มาพิจารณากันแล้วว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้านั้นมันหลวม ใครอาจจะทํา สัญญาย้อนหลังไปได้ สัญญาสมบูรณ์ไม่สมบูรณ์ต้องพิสูจน์กันมาก เอาสต็อกอย่างเดียวพอ ก็ได้มีมติกันครับว่าเราจะทําเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีให้ทบทวนเรื่องนี้ สรุปรวมความอย่างนี้ ท่านประธานครับ ตั้งแต่เก็บเงินเซสมา เก็บเพิ่มมาแล้ว ๕ บาท มีคนยื่นขอเงินทอนคืน มากมาย ยังไม่มีใครได้เลยสักบาท แล้วก็เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะฉะนั้นที่จะมากล่าวหาว่า ท่านรัฐมนตรีทุจริตอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มีหรอกครับ และผมก็ยืนยันว่าเข้าไปประชุม ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้ ในวันที่ทบทวนเรื่องนี้ ผมก็จะได้ เอาตัวเลข เอาหลักฐานทั้งหลายมาแสดงให้ชัดเจน แต่วันนี้ยืนยันกับท่านประธานที่เคารพว่า ไม่มีการทุจริตใด ๆ อย่างที่ท่านสมาชิกเป็นห่วง แล้วก็ขอบคุณที่ท่านสมาชิกตั้งข้อสังเกต เรื่องนี้ ผมและคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติก็จะได้ติดตามดูแลให้รอบคอบและรัดกุม ยิ่งขึ้นครับ ขอขอบคุณครับ
เชิญคุณพีรพันธุ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ฟังคําตอบจาก ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วนะครับ ในประเด็นเรื่องเงินเซส วันนี้ถ้าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถามท่านรองนายกรัฐมนตรีสักหน่อย ท่านคงไม่ต้องเสียเวลามาอธิบายให้มากมายเลย เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเงินเซสนั้นคืออะไร และที่มติคณะรัฐมนตรีให้ไปเก็บใหม่นั้นเพราะอะไร ท่านก็มัวไปตอบเสียยาวเหยียด จะไปอันโน้นอันนี้ คําถามผมนะครับถามท่านเพียงว่า มติ ครม. เมื่อ ๓ สิงหาคมนั้นที่ให้เอาสัญญาที่ซื้อขายล่วงหน้า ณ วันที่ ๔ มิถุนายน มาคิด ซึ่งไม่เคยทํามาก่อน ตรงนี้มันเปิดช่องให้มีการเรียกหาผลประโยชน์โดยมิชอบได้ง่ายมาก เปิดช่องอย่างไร เห็นไหมครับ ผมก็พูดให้ฟังแล้ว ท่านที่เป็นประธาน สกย. รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั่นละครับ ตั้งคณะทํางานขึ้นมา ชุดแรก เอาคณะฝ่ายการเมือง ของท่านเองไปทํา คนที่เป็นกรรมการ สกย. อยู่หลายคนเขาก็ไม่เห็นด้วย เขาถึงเอาเรื่องนี้ ออกมา ผ่านหลายหน่วยงาน เสนอความเห็นไปหลายฝ่าย เขาก็พยายามที่จะบอกว่าไม่เห็นด้วย เพราะว่ามันกําลังจะมีอะไรเกิดขึ้น พรรคพวกท่านโดยที่ท่านเองจะรู้เห็นเป็นใจ กําลังจะไป เรียกผลประโยชน์จากบางราย เพราะเขาขอชําระเงินในอัตราเดิม ๑.๔๐ บาท แทนที่จะเป็น ๕ บาท เพราะย้อนกลับไปให้ตามเดิม ส่วนต่างมัน ๓.๖๐ บาท อย่าลืมนะครับ เงินนี้เป็นเงิน ของราษฎร เงินของชาวสวนยางนะครับ ถ้าคิดจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เห็นไหมครับ เมื่อกี้ท่านบอกผมแล้วว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าคิดกันไว้เสนอ ที่เสนอเข้ามา ๗๐๐ กว่าตันครับ ท่านลองคูณ ๓.๖๐ บาท เข้าไป เป็นเท่าไร เกือบหมดนะครับ เงินเซสที่มีอยู่ เห็นไหมครับ แล้วตอนหลังนี้เขาก็ต่อต้าน เขาก็เปิดตัวเรื่องนี้มากขึ้น ๆ สุดท้ายท่านก็ไปตั้งคณะกรรมการ กลั่นกรองชุดที่ ๒ บอกว่าชุดนี้ไม่มีฝ่ายการเมืองอยู่เลย เห็นไหมครับ สุดท้ายก็มีการอนุมัติ จากที่เคยเสนอมา ๗๐๐ กว่า ไม่ผ่าน ๔๘๕ ท่านอนุมัติ ๒๓๒ แสนตัน เห็นหรือยังว่าที่ผม พยายามจะบอกท่าน ว่าการเอาตามมติ ครม. เดิมซึ่งไม่เคยทํามา เพราะเดิมเขาเอาสต็อก อย่างเดียวเท่านั้น ตามของจริง พอท่านเปิดช่องให้ใช้สัญญาล่วงหน้า สัญญาผีมันถึงเกิดขึ้น แล้วอย่างนี้จะไม่เรียกว่ามีความพยายามจะหาผลประโยชน์หรือ ดีนะครับที่ผู้ประกอบการ หลายฝ่ายเขาไม่เห็นด้วย เขาถึงมีการจัดประชุม จัดสัมมนาอะไรออกมา สุดท้ายท่านก็ บอกว่าให้ความเป็นธรรม เห็นไหม ถ้าท่านมั่นใจว่าที่ทํามาถูก ทําไมไม่เดินหน้าต่อ และสุดท้ายเมื่อกี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกแล้ว ยอมรับแล้วว่าสุดท้ายเนื่องจากสมาชิกน้ํา ยางข้นไทยบอก เสนอย้อนศร ครม. เลย บอกว่าไม่เอาสัญญาล่วงหน้า เอาสต็อกอย่างเดียว ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการที่เป็นประธาน กสย. ยังพยายามอีก จะดันอีก จะเอาสัญญาล่วงหน้า สมาคมยางพาราไทยทนไม่ไหว ทําอีก ย้ําอีก ขอสต็อกอย่างเดียว แล้วเมื่อกี้ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการฟังหรือยังครับ ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ไปทํา กนย. เขาบอกว่าอย่างไร เพื่อความเป็นธรรม ไม่เอาแล้วสัญญาล่วงหน้าเพราะมันเปิดช่องให้มีการทุจริตกันมาก ผมถึงบอกท่านบอกว่าอ้อยกําลังจะเข้าปากช้างมีคนมาดึงออกมา สุดท้ายก็กลับไปที่เดิมก็คือ ต้องประชุมมติ ครม. เมื่อวันที่ ๓ นั่นล่ะ กลับไปที่เดิม เอาแต่สต็อกอย่างเดียว แล้วตรวจกันจริง ตรวจ ณ วันที่ ๒๐-๓๐ กันยายน ปี ๒๕๕๓ ผมถึงบอกว่าใช้ความพยายาม ของภาคผู้ประกอบการ ของสมาคมต่าง ๆ ที่เห็นความไม่ชอบมาพากลของการดําเนินงาน ของคณะทํางานของรัฐมนตรีช่วยว่าการ มันไม่ถูกต้อง ผมก็หวังว่าคงจะเอาเข้า ครม. ให้เร็ว นะครับ และเป็นไปตามมติ กนย. แล้ว ก็ต้องชมนะครับว่าผู้ประกอบการเขามุ่งมั่น เขาพยายามจะรักษาประโยชน์ของพี่น้องจริง ๆ เพราะเงินเซสมันไม่ใช่เงินของใครครับ ท่านประธาน เก็บมาจากชาวสวนก็คืนให้เขา นี่คือข้อต่อสู้ของพวกเขา เขาไม่ได้คัดค้าน เรื่องเก็บเงินเซสเลย แต่เห็นว่าความพยายามที่มันผ่านมามันเกิดขึ้นอย่างนี้ นี่คือสิ่งที่ผมถาม มาแล้วท่านก็เลี่ยงไปตอบเรื่องอื่นกันอยู่เรื่อย
เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ดินของท่าน ผมก็อยากจะเรียนต่อท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ เราจะเป็นพี่น้องกันอยู่เสมอ แต่ว่าความถูกต้องมันต้องเหนือกว่าความเป็นพี่เป็นน้องกันนะครับ ประชาชนต้องเป็นหลัก ผมคิดว่าท่านพยายามจะพูดตั้งนาน บอกว่าท่านมีผลงาน พยายามจะแก้ไข ปัญหาคนยากคนจนมากที่สุด ก็ขอให้เป็นอย่างนั้น แต่ว่าจะมีผลงานมากแค่ไหน จะมีความ ตั้งใจมากแค่ไหน ท่านก็ไม่มีสิทธิที่จะมาเอาที่ทํากินของชาวบ้านไปเป็นของตัวเองโดยไม่ชอบ นี่คือเรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนท่าน เพราะหลายครั้งที่ท่านพูดมาถึงพวกผม บอกว่าผมนี่ เป็นเครื่องมือของคนอื่นบ้าง รับจ๊อบ (Job) มาจากคนอื่นบ้าง ดูถูกกันอย่างนี้ ไม่ใช่ครับ กว่าเรื่องจะถึงอย่างนี้ พวกผมถกเถียงกันมากพอสมควรว่าควรหรือไม่ควรที่จะเอาเรื่องของท่าน หลายคนบอกว่ามันเรื่องเล็ก ผมก็เห็นว่าถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กแต่นี่เป็นเรื่องประโยชน์ ของชาวบ้าน เพราะท่านพยายามเลี่ยงบาลีมานานแล้ว หลายหนแล้ว ทั้งที่หลายหน่วยงาน เขายืนยันว่าท่านครอบครองที่ดินนี้โดยไม่ชอบ ไม่ถูก ก็มันชัดเจนว่าเป็น น.ส. ๒ ซึ่งตาม ระเบียบ ตามกฎหมาย ห้ามซื้อ ห้ามขาย ห้ามจําหน่ายจ่ายโอน ตกทอดไปทางมรดกเท่านั้น นี่คือสิ่งที่กฎหมายได้เขียนไว้ เพราะฉะนั้นท่านเองนั่นละสับสน อ้างเอาหนังสือจากกรมที่ดินบ้าง จากคนโน้น จากคนนี้มาบ้าง มาพยายามที่จะอธิบาย หลายเรื่องก็พาดพิงไปถึงบุคคลอื่น บอกว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณจะเอาเรื่องของท่าน ให้ได้ ผมก็ถึงบอกท่านเจริญไป บอกอย่าไปกลั่นแกล้งครูแก้วนะ เราพี่น้องกันอยู่ อย่าไปกลั่นแกล้ง ตรงไปตรงมา ท่าน ส.ส. ชวลิตนี่ครับ ท่านก็หาว่าเขานี่มีความเคียดแค้น ทางการเมือง จะเอาท่านตายให้ได้ คนที่เอาท่านตายไม่ใช่ ส.ส.ชวลิตครับ พี่น้อง ที่จังหวัดนครพนมนั่นละ ที่อย่างน้อยผมก็ทราบว่าเขาก็รอวันที่จะเอาท่านออกจากตําแหน่ง เหมือนกันในการเลือกตั้ง เนื่องจากพวกท่าน เขารู้สึกว่าท่านหักหลังพวกเขา เพราะตอนหาเสียง พูดอย่างหนึ่ง พอมีตําแหน่งหน้าที่แล้วเป็นอีกอย่างหนึ่ง นี่คือเรื่องที่มันเกิดขึ้น ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าที่ดินที่ผมถามมันเป็นที่ป่าจัดสรรหรือที่เรียกว่าป่าดงพะทาย ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็เอาหนังสือของคนโน้นคนนี้มาอ่านนะครับ ที่จริงเมื่อประกาศเป็นที่จัดสรรแล้วนี่นะครับ มันจะปิดเมื่อไร ไปจัดสรรเสร็จก็จะต้องมีการดําเนินการตามระเบียบ เมื่อดําเนินการออก ใบจองให้เรียบร้อยแล้ว กรมที่ดินก็จะปิดโครงการ เรียกว่าปิดหน่วยที่ดิน มีการปิดโครงการนี้ ไหมครับ ไม่มีนะครับ ท่านเอาหนังสือทั่วไปของกรมที่ดินที่อธิบายหลักทั่ว ๆ ไปซึ่งไปใช้ อันนั้นเป็นหลักทั่วไป บอกที่ไหนที่มีการปิดแล้วก็ให้ดําเนินการอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ผมได้ถาม ชัดเจนแล้ว ข้อมูลเรื่องนี้ก่อนที่จะนํามาพูดกันนี่นะครับ บอกมีการปิดโครงการนี้ไหม เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันชัดเจนว่ายังไม่มีการปิด ส่วนที่ท่านพยายามจะพูดอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา นี่นะครับก็เป็นเรื่องความเข้าใจของท่าน แต่กฎหมายไม่ได้เขียนอย่างนั้น กฎหมายบอกว่า ใบจอง เขาห้ามจําหน่ายจ่ายโอน ตกทอดทางมรดกเท่านั้น แล้วท่านบอกว่าท่านเข้าไป ครอบครอง ชาวบ้านมาเสนอให้เป็นเจ้าของใบจองบ้างไม่เป็นบ้าง เห็นไหมครับ มันก็คนละเรื่องอีก ใบจองที่ว่านี้มันออกตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๓๐ ไม่จําเป็นต้อง บอกว่าผมนี่จบดอกเตอร์อะไรต่ออะไรเสียมาก เป็นกฎหมายที่ดินทั่ว ๆ ไปนี่ละครับ ท่านเองก็อ่านดูได้ เป็นการออกใบจองตามมาตรา ๓๐ ส่วนที่ท่านอ้างมาว่าของท่าน ได้อย่างนั้น ได้อย่างนี้ มันคนละเรื่องกันอีก คือในระเบียบเขาก็เขียนไว้ถ้าเป็นกรณี ออกใบจองตามมาตราอื่นคือมาตรา ๓๒ จึงจะเข้ากรณีอย่างของท่าน ซึ่งท่านก็ต้องไปออกไป ขอใบจองเหมือนกัน ท่านพยายามจะบอกว่าที่ดินตรงนี้มันเป็นที่จัดสรรเขายังไม่ปิดโครงการ และออกใบจองนี่นะครับตามมาตรา ๓๓ ที่ท่านพูดว่าไปเอามาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสองนั้น เป็นการออกใบจองตามมาตรา ๓๓ คนละมาตราอีก ครูแก้วครับ ท่านประธานครับ ก็ต้องบอกกลับไปอีกทีถ้าจะอ่านก็อ่านให้มันครบ กฎหมายที่ดินไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก หรอกครับ คนละมาตรา เพราะฉะนั้นเรื่องมันก็มีอยู่แค่นี้ ท่านบอกว่าท่านมีหลายเรื่อง ก็ไปฟ้องชาวบ้าน ผมก็อ่านดูแล้วคําฟ้อง คําพิพากษาของศาล เขาไม่ได้ตัดสินเรื่องกรรมสิทธิ์ เรื่องสิทธิครอบครอง ท่านฟ้องศาลละเมิด ที่ศาลยกคําร้องก็เพราะฟ้องละเมิดทําให้ทรัพย์เสียหาย ท่านจ่ายเงินเขาแล้วก็ไม่เสียหาย ศาลก็เลยยกคําร้องก็แค่นั้น นี่ท่านกําลังจะไปตีความ คําพิพากษา บอกว่าเห็นไหม ศาลยังเห็นด้วยว่าผมมีกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดิน ไม่ใช่ หลายคดีที่ท่านอ้างเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น เอาเรื่องไป ป.ป.ช. ก็เอาอีกแล้ว อ่านเอง เข้าใจเอง ทําไมไม่ถาม ป.ป.ช. แปลว่าอะไร ที่เขายกเพราะว่าเขาฟ้องไปที่ ป.ป.ช. ฟ้องผิดเรื่อง เท่านั้นเอง ฟ้องผิดเรื่อง เขาฟ้องว่าท่านเป็นเจ้าหน้าที่ ที่จริงตอนนั้นเป็นครูแก้ว ไม่ใช่ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ก็เลยไม่รับคําร้องก็แค่นั้นละ ไม่ได้หมายความว่าท่านไม่ผิดนะ คนละเรื่องอีก เห็นไหมครับที่พูดมานี่ผมยังเข้าใจว่าท่านเข้าใจผิดเยอะเลย ผมถึงบอกท่านว่า ทางที่ดีที่สุด ไม่ต้องมาทะเลาะกับผมหรือเพื่อนผมต่อไปอีกแล้ว ออกจากที่ดินแปลงนั้นเสีย เพราะอะไรครับ ก็เพราะ น.ส. ๒ นี่เขาเขียนไว้ชัด ห้ามจําหน่ายจ่ายโอน คนที่เข้าไปครอบครองไม่มีสิทธิ ที่ไปครอบครอง เมื่อไม่ได้ทําประโยชน์ กรมที่ดินก็ต้องทําการเพิกถอนและเอาที่ตรงนั้น มาจัดสรรให้คนอื่นต่อไป ถ้าคนที่ชื่อครูแก้วอยากจะได้ ก็ไปยื่นคําขอสิครับ ไปตรวจสอบ คุณสมบัติสิครับ ท่านบอกว่าเมื่อปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๓๒ ท่านเป็นครู เป็นเกษตรกรด้วย ผมนี่ ก็ไม่ต่างกับท่าน ตอนเป็นเด็ก ๆ พ่อผมก็ผู้ใหญ่บ้านเหมือนกัน ไม่ได้มีอะไร แต่ผมก็รู้ว่าผมไป ยื่นแล้วผมไม่เข้าคุณสมบัติหรอก ผมก็เลยไม่ทํา แต่ท่านนี่ไปทํา ก็แปลว่าทํา คือทํานี่ ท่านไม่ได้ไปยื่นคําขอ ท่านเป็นผู้ซื้อขายจากชาวบ้านเอง ซึ่งเป็นการซื้อขายทางแพ่ง มันซื้อขายกันได้ แต่ท่านมาซื้อขาย มาทํากับรัฐไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นที่สาธารณะสมบัติ ของแผ่นดิน ต้องดําเนินการตามกฎหมายที่ดินครับ ท่านประธานครับ ฉะนั้นก็อยากจะเรียน ท่านอีกครั้งหนึ่งว่าเวลาอ่านอะไรนี่นะครับ ถ้าไม่เข้าใจ ว่าง ๆ มานั่งถามผมก็ได้ แล้วผมจะ อธิบายให้ฟังว่าจริง ๆ เป็นอย่างไร หนังสือของกรมที่ดินแต่ละเรื่อง ๆ ที่เขาพูดคืออะไร ไม่ใช่ไปเห็นอันไหนที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง เอาแล้ว นี่เห็นไหม เขาให้ผมทําได้ ให้ผมทําได้ ไม่ใช่ รายละเอียดมันมากกว่านั้น ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น มีพรรคพวกหลายคนเขาก็ห่วงท่าน ก็รู้ดีว่าท่านเป็นมาอย่างไรนะครับ ท่านเคยเป็นผู้คนที่มี อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ เขาเรียกว่า อ้ายน้องสหาย หลายคนที่นั่งอยู่ข้างหลังผม ก็อยากจะฝาก ท่านบอกว่า ยังไม่สายหรอก สําหรับสหายท่านรัฐมนตรี สงสารพี่น้องสหายร่วมอุดมการณ์ สงสารพี่น้องชาวนครพนม สงสารกรรมาชีพ หยุดเถอะท่านรัฐมนตรีสหาย คืนที่ให้ประชาชน เขาเถอะครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญท่านรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงแล้วผมได้อธิบายค่อนข้างละเอียดแล้วนะครับ แต่ว่าเมื่อ ท่านพีรพันธุ์ยังคลางแคลงใจอยู่ผมก็ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับ
มีอะไรท่านชวลิต ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอ อนุญาตใช้สิทธิพาดพิง ท่านรัฐมนตรีพาดพิงถึงผมไม่ต่ํากว่า ๕-๖ ครั้ง แล้วก็กล่าวหาผม เสียหายมาก ๆ นี่หลายประเด็น
เดี๋ยวให้รัฐมนตรีตอบก่อน แล้วก็พาดพิงทีหลังก็ได้
ได้ครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนชี้แจงไปค่อนข้างละเอียดนะครับ ใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมง ในการชี้แจงเรื่องนี้นะครับ แล้วก็ได้อ้างตัวบทกฎหมายเป็นที่ชัดเจน เดี๋ยวก่อนที่จะพูดถึง เรื่องที่ดิน ผมย้ําอีกนิดหนึ่งครับว่า เรื่องมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคมนี่นะครับ ผมเองไม่ได้เสนอมตินี้เข้าไปโดยพลการนะครับ แต่เป็นการเสนอเรื่องการจัดเก็บเงินเซส นี่นะครับ มีการเสนอเข้าไปในที่ประชุมคณะ กนย. หรือคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ โดยมีท่านสุเทพเป็นประธาน ถึง ๓ ครั้งครับ พิจารณาเรื่องนี้ถึง ๓ ครั้งใน กนย. เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องนโยบายของรัฐบาล คนที่จะตัดสินใจในเรื่องว่าจะตัดสินใจปรับอัตรา เก็บเงินเซสเพิ่มขึ้นไหม ปรับอัตราใหม่ไหม ต้องผ่าน กนย. กนย. ประชุมครั้งแรกเมื่อ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๒ วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๒ ครับ ครั้งที่ ๒ ประชุมเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ และประชุมครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๔ ครับ นี่เป็นการประชุม กนย. เพื่อพิจารณาการปรับปรุงอัตราการเก็บเงินเซส พอ กนย. มีมติว่านโยบายต้องปรับอย่างนี้ จึงมอบให้ทาง กสย. หรือบอร์ดของคณะกรรมการสงเคราะห์การทําสวนยางมาพิจารณา ทําในรายละเอียด พอ กสย. บอร์ดคณะกรรมการสงเคราะห์การทําสวนยางพิจารณา ในรายละเอียดแล้วก็เสนอผ่านไปที่ กนย. ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง แล้วเสนอเข้า ครม. คนที่เสนอเข้า ครม. ไม่ใช่ผมครับ เป็นท่านรองนายกรัฐมนตรี ชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะท่านเป็นประธาน กนย. ฉะนั้นเรื่องนี้ผมจึงยืนยันว่าผมไม่ได้ ตัดสินใจทําอะไรโดยพลการครับ และการที่ได้มีมติเสนอเป็นมติ ครม. เพื่อที่จะให้คนที่ทํา สัญญาล่วงหน้าก่อนวันที่ ๔ มิถุนายนนั้น ก็ออกจากความเห็นของคณะกรรมการ กนย. ซึ่งมีทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งผู้ประกอบการ ทั้งตัวแทนเกษตรกร ทั้งผู้ส่งออกยาง ทั้งสมาคม อะไรต่าง ๆ เยอะแยะได้ลงมติกันเสนอเข้าไป เมื่อเป็นมติคณะรัฐมนตรีออกมาแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเอามติคณะรัฐมนตรีนั้นมาดําเนินการ มาประกาศเป็น ประกาศกระทรวง มาตั้งคณะทํางาน ออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ แล้วก็ดําเนินการตรวจสอบ ที่ท่านบอกว่าถ้าเอาตามมติ ครม. ตัวเดิม ประเทศชาติจะเสียหายมากมาย ผมย้ําตัวเลขอีก นิดหนึ่งครับ ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ ท่านประธานครับ ท่านช่วยดูตัวเลขหน่อยครับ ผู้ประกอบการขอเข้ามา ๗๘ บริษัท ๕๑๐ สัญญา ยางทั้งหมด ๗๒๑,๘๐๗ ตัน ไม่ใช่ ๗๐,๐๐๐ นะครับ ๗๒๑,๘๐๗ ตัน เราทําตามมติคณะรัฐมนตรี ทําตามประกาศกระทรวง กลั่นกรองมา ๒ ชุด ๓ ชุด กลั่นกรองมาจนกระทั่งได้ข้อสรุปว่าบริษัทที่สมควรได้รับสิทธิแค่ ๘๖,๔๐๘ ตันเท่านั้น แล้วยังมีอีก ๑๔๙,๘๐๕ ตัน ทั้งหมด ๑๓๑ สัญญา ๑๔๙,๐๐๐ ตัน ต้องส่งเอกสารเพิ่มเติม ให้โอกาสเขาส่งเอกสารเพิ่มเติมอีกภายใน ๓๐ วัน แล้วถ้าสมมุติว่า เอกสารถูกต้อง สัญญาอะไรถูกต้อง คุณต้องมีการส่งใบอินวอยซ์ ใบขนส่งสินค้าลงเรือ ใบตราสินค้า หลักฐานต่าง ๆ ใบรับเงินสงเคราะห์ คือยืนยันว่าเขาส่งยางออกจริง เขาได้จ่ายเงินเซสจริง เมื่อเขาส่งออกจริง จ่ายเงินเซสจริง จะเป็นใคร อย่างไรไม่รู้ แต่ว่าเขา ได้ทําตามกฎเกณฑ์ ตามกติกา ทําตามมติคณะรัฐมนตรีแล้วเขาก็ควรจะได้รับสิทธิในการ ชําระเงินเซสในอัตราเดิม ตามมติคณะรัฐมนตรี ไม่ได้ทํานอกเหนือ แต่ทีนี้ถามว่าทําไม กนย. ที่ประชุมเมื่อวันที่ ๔ ที่ผ่านมาต้องให้มีการเสนอไปเพื่อปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี ก็เมื่อมี ผู้ประกอบการบางส่วนร้องเข้ามาถึงท่านนายกรัฐมนตรี ถึงท่านรองนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นอย่างนี้ ควรจะเป็นอย่างนี้ น่าจะเกิดความเป็นธรรมมากกว่า คณะ กนย. ก็ประชุมกันอีก ผมก็เป็นรองประธาน กนย. ประชุมทุกครั้งกับท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ถ้าเสียงส่วนใหญ่ ของ กนย. พิจารณาว่าเอาอย่างไร ปรับอย่างไร เราก็ยืนยันว่าต้องเสนอเข้า ครม. ให้ ครม. เห็นชอบ ครม. ก็จะได้พิจารณาทบทวนว่ามติเดิมเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม มันบกพร่องตรงไหน ผิดอย่างไร แล้วมติที่จะแก้ใหม่เป็นอย่างไรก็ต้องไปว่ากันใน ครม. ถ้า ครม. เห็นชอบอย่างไร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางก็ต้องปฏิบัติตามตามนั้นครับ ไม่มีข้อแม้เลย และยืนยันว่าทุกวันนี้ยังไม่ได้จ่ายเงินคืนให้กับใครแม้แต่สตางค์แดงเดียวครับ ยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมไม่ได้คิดนอกกรอบมติคณะรัฐมนตรี แล้วมติคณะรัฐมนตรีนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพเป็นคนเสนอ ถ้าท่านจะชมรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ก็ต้องชมผมด้วยในฐานะผมเป็นรองประธาน กนย. นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียนให้ท่านทราบ และอีกอย่างหนึ่งเรื่องที่ดินของผม ผมก็ได้อธิบายจนหมดแล้วครับ ว่ามีข้อกฎหมายข้อใด เกี่ยวข้องอะไร อย่างไร ผมก็คงจะไม่ไปพูดซ้ําอีก ผมขอยืนยันว่าท่านอ้างทุกทีว่าหน่วยงาน ต่าง ๆ หน่วยงานโน้นก็บอกว่าผิด หน่วยงานนี้ผิด เอาเอกสารหลักฐานมายืนยันหน่อยสิครับ ว่าหน่วยงานไหนยืนยันว่าผมครอบครองที่อยู่ตรงนั้นผิดเอามายืนยันว่ามีข้อกฎหมายข้อใด เกี่ยวข้องอะไรอย่างไร ผมก็คงไม่ไปพูดซ้ําอีก ผมขอยืนยันว่าท่านอ้างทุกทีว่าหน่วยงานต่าง ๆ หน่วยงานโน้นก็บอกว่าผิด หน่วยงานนี้ก็ผิด เอาเอกสารหลักฐานมายืนยันหน่อยสิครับว่า หน่วยงานไหนยืนยันว่าผมครอบครองที่อยู่ตรงนั้นผิด เอามายืนยันสิครับ วันนี้ผมมีหลักฐาน หนังสือสั่งการจากกรมที่ดินหลายฉบับ กรมที่ดินมีหน้าที่ในการดูแลที่ดินของประเทศ แล้วถ้า มีหนังสือสั่งการจากกรมที่ดิน แล้วผมไม่เชื่อกรมที่ดิน ผมจะเชื่อใคร วันนี้ท่านที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนกับท่านพีรพันธุ์ว่าถึงแม้ผมจะไม่เรียนจบกฎหมาย แต่เรื่องนี้ผมละเอียดครับ ผมดูมายาวนาน เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับผม ก็ไปบอกกันต่อ คือขั้นตอนกระบวนการ การจัดที่ดินมันจบแล้ว จบหลังจากที่จัดแบ่งแปลง โดยเจ้าหน้าที่ที่ดินจัดแบ่งแปลงแล้วจัดคน เข้าไปจับสลาก แล้วถือว่าประชาชนที่ได้รับเข้าไปดําเนินการแล้ว แล้วรายงานให้กรมที่ดิน รับทราบ นั่นถือว่าเป็นการปิดโครงการ นี่คือหลักการทั่วไปของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ มันระบุเอาไว้อย่างนั้นครับ แล้วจากนั้นที่ตรงนี้ก็ต้องไปดําเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่ง พาณิชย์และกฎหมายที่ดินทั่วไปที่จะต้องมาดูแลว่า ถ้าคุณได้ น.ส. ๒ แล้วคุณเข้าไปทํา ประโยชน์ ๓ ใน ๔ แล้ว ภายใน ๓ ปีแล้ว คุณก็สามารถที่จะออกโฉนดออกอะไรได้ตามปกติ ก็ยืนยันว่าที่ตรงนี้มันเป็นที่รกร้างว่างเปล่าแล้วครับ มันปิดโครงการมันจบไปแล้ว จากปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๑๙ จนกระทั่งผมเข้าไปครอบครองปี ๒๕๓๒ปี ๒๕๓๓ เริ่มเข้าไปทํา ไร่อ้อยที่นั่น โดยการเช่าเริ่มต้น แล้วก็มีใครมาขอให้ผมช่วยเหลือ ก็ได้ช่วยเหลือไปนะครับ ผมไม่ได้ซื้อใบจอง แต่ผมซื้อสิทธิที่จะเอาไปครอบครองทําประโยชน์ตรงนั้นในฐานะที่เป็น เกษตรกรคนหนึ่งเท่านั้น ผมไม่ได้ใช้สิทธิที่ไปแย่งที่ชาวบ้านตอนที่เขาจัดสรร ตอนจัดสรร เขาจัดสรรกันไปหมดแล้ว แต่ว่าพอที่ตรงนั้นถูกละทิ้ง พอที่ตรงนั้นมีคนครอบครองใหม่ คนครอบครองใหม่เขามีสิทธิในการทําประโยชน์ครอบครอง แล้วเขาเดือดร้อน เขามาให้ผม ช่วยเหลือผมก็ดําเนินการไป ไม่เป็นไรครับ ก็พิสูจน์กันต่อไป ไม่มีปัญหา ผมยืนยันว่า ผมพร้อมที่จะพิสูจน์ทุกเมื่อ จะฟ้องศาลก็เชิญ ถ้าศาลตัดสินว่าผมผิดผมพร้อมครับ แต่ถ้าศาลบอกว่าผมไม่ผิด พวกคุณจะรับผิดชอบอย่างไร ผมยืนยันครับว่าผมนี่เกิดมามีแต่ตัว เวลาตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ครับ แต่ที่ผมได้มาตอนที่ผมเป็นเกษตรกร ตอนที่ผมเป็น ชาวบ้านธรรมดา ๆ เป็นครูใหญ่ ไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีเลย นี่ถ้าผมใช้อํานาจ การเป็นรัฐมนตรี ป่านนี้ที่ ๒๐๐ กว่าไร่ที่ผมซื้อสิทธิครอบครองมาผมออกโฉนดไปแล้วครับ แต่วันนี้ความจริงเขาเดินรังวัดออกโฉนดได้ ผมบอกเจ้าหน้าที่ที่ดินว่าอย่าเพิ่งมาแตะของผม ไปออกให้ชาวบ้านทั้งหมดก่อน เพราะผมรู้ว่าเรื่องนี้ยังเป็นประเด็นการเมืองที่เขาต้องการ ทําลายล้างผมอยู่ก็ให้เขาเล่นกันให้เต็มที่เสีย ของผมไม่มีปัญหา ถ้ากฎหมายยืนยันว่า ออกโฉนดให้ผมได้ก็ค่อยว่ากันไป ถ้าออกไม่ได้ก็ค่อยว่ากัน ถ้าศาลบอกว่าผมผิดผมก็ยินดี ที่จะคืน เพราะตายไปก็ไม่มีอะไรจะเอาไปได้ แต่วันนี้ผมยืนยันว่าผมครอบครองต่อจากคนที่ ครอบครองสิทธิอีกต่อหนึ่ง แล้วผมยืนยันว่าผมไม่มีอะไรผิดครับ เรียนท่านประธาน ได้รับทราบ นี่มีแต่กล่าวหาว่าหน่วยงานนั้นก็ว่าผิด หน่วยงานนี้ก็ว่าผิด หน่วยงานที่เขา รับผิดชอบเรื่องที่ดินเขายืนยันว่ามันไม่ผิด เจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดนครพนมเขาก็บอกว่าไม่ได้ ไปบุกรุก นี่ครับท่านประธานครับ ที่ถนนหนทาง โอเคเป็นที่สาธารณะ ที่มีสีเหลืองติดแปะ ๑๐ แผ่น คือที่กันไว้เป็นที่หลวง ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ของผมอยู่ตรงนี้ครับ ไม่ได้ เกี่ยวกับที่สาธารณะ ไม่ได้เกี่ยวกับถนน ไม่เกี่ยวกับที่กันไว้เป็นส่วนกลาง ส่วนหลวง นี่คือสิ่งที่ ผมยืนยันว่าผมเข้าทําประโยชน์ตรงนี้มา ๓๓ ปีแล้ว ใช้สิทธิความเป็นคนไทยนี่ละครับ ครอบครองที่ตรงนี้ ฉะนั้นก็อยากจะให้ได้ช่วยเข้าใจด้วยนะครับ ความจริงแล้วผมก็ขอเรียนว่า ประธานคณะกรรมาธิติดตามการบริหารงบประมาณ ก็ยอมรับว่าท่านขยันจริง ๆ นะครับ ท่านขยันมาก ไปตรวจสอบเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณที่จังหวัดนครพนมไปหลายครั้ง แล้วก็ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ ผมก็เพียงแต่สงสัยว่าทําไมจึงต้องไปตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๑๙ ข้าราชการเขายุ่งมากเลยครับ ปวดหัวมากครับท่านประธาน ไม่รู้จะไปเอาหลักฐานอะไรที่ไหนมาให้ตรวจสอบ แต่ทําไมละครับ การใช้จ่ายงบประมาณในช่วงปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ หลายโครงการ ที่ทางคนนครพนมเขาได้ร้องกับท่านเอาไว้ ที่เราบอกว่าเป็นโครงการอัปยศครับ ไม่ว่าจะเป็น โครงการเลี้ยงปลาเผาะ ขายกระชัง โครงการปลูกไม้เศรษฐี งบประมาณเป็นร้อย ๆ ล้านบาท ชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการเป็นกระยาจก แต่คนผลักดันงบประมาณเข้าไปเป็นเศรษฐี จริงครับ แต่ชาวบ้านจนครับ โครงการสร้างถังประปาแล้วรอไฟฟ้า ๖ ปีแล้วยังมีไฟฟ้าไปไม่ถึง หอถังจะล้มทับแล้ว โครงการที่ไปเอาหนองน้ําสาธารณะหนองญาติ มาถมที่แล้วก็ขุดที่ งบประมาณหลายร้อยล้านบาททุ่มเทลงไป สร้างสุสาน ความจริงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ครับ แต่สร้างแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ เป็นพิพิธภัณฑ์อยู่เดี๋ยวนี้ ย้ายที่ว่าการอําเภออยู่ในเมืองดี ๆ เขาอยู่ติดถนน เขาอยู่ติดตลาด อยู่ติดที่ราชการ ย้ายไปอยู่ตําบลหนองญาติห่างออกไปตั้งอีก ๖ กิโลเมตร ไปถมที่หนองน้ําสาธารณะ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ไร่ เดี๋ยวนี้เหลืออีกนิดเดียวเท่านั้น ทําไมท่านจึงไม่ตรวจสอบครับ ขณะนี้ก็พยายามผลักดันเงินงบประมาณลงไป ผมจะอ่าน ให้ท่านฟัง เลี้ยงปลาเผาะเพื่อขายกระชังก็ ๔๑๒ ล้านบาท พิพิธภัณฑ์ปลาน้ําโขง ๔๖ ล้านบาท หอเฉลิมพระเกียรติที่ตําบลหนองญาติ ๕๐ ล้านบาท ศูนย์แสดงสินค้า โอทอป (OTOP) หนองญาติ ๕๐ ล้านบาท ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง อีก ๑๖.๕ ล้านบาท โครงการปลูกต้นไม้เศรษฐี ที่คนผลักดันงบประมาณลงไปเป็นเศรษฐีเอง ๓๐ ล้านบาท สนามกีฬากลางจังหวัดมีดี ๆ ครับ แต่ว่าไม่ไปสร้างและบูรณะ เอาที่ไปถมหนองน้ําสาธารณะ มาสร้างสนามกีฬา ตอนนี้เท่าไร ๒๓ ล้านบาท ย้ายที่ว่าการอําเภอดี ๆ อยู่ในเมืองแท้ ๆ ออกไปอีก ๖ กิโลเมตร สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ไปกลับ ๑๕๐ บาท ๑๔ ล้านบาท สร้างสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขุดสระน้ําขนาดใหญ่หนองญาติ คือไปถม และเอางบประมาณส่วนหนึ่งไปขุดนะครับ ๙๐ ล้านบาท ทําไมไม่ตรวจสอบ โครงการโรงสีข้าวตําบลขามเฒ่า สร้างมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๒ มูลค่า ๒๒ ล้านบาท ตอนนี้ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย ชาวบ้านมาถือหุ้นด้วย หลอกชาวบ้านมาถือหุ้นด้วย เจ๊งแล้ว ชาวบ้านขอหุ้นคืนก็ไม่มี โครงการประปาหมู่บ้าน อย่างที่ผมบอก ๖ ปีแล้วครับ ทําไมไม่หาไฟฟ้าเข้าไปให้เขา วิสาหกิจชุมชน พนมโขงฟิชเชอรี่ ท่าค้อถังห้องเย็น สร้างแล้วไม่ได้ทําอะไรเลยครับ ๑๒ ล้านบาท ทิ้งเอาไว้เฉย ๆ รวมมูลค่าที่เป็นผลงานอัปยศ ที่คนคนนี้ผลักดันงบประมาณลงไปเกือบพันล้านครับ อาศัยความเป็นเลขานุการของประธาน คณะกรรมการแก้ไขปัญหาความยากจน แล้วโยนงบประมาณลงไป คนผลักดันไปรวยครับ แต่ชาวบ้านนครพนมเดือดร้อนและยากจน ผมยินดีครับดอกเตอร์พีรพันธุ์ครับ พี่น้องนครพนมรอพิสูจน์ในการเลือกตั้งเที่ยวนี้ ผมท้าครับ เอาเขตไหนก็ได้จังหวัดนครพนม ผมพร้อมที่จะสู้กับท่าน ให้พี่น้องนครพนมตัดสินชะตาชีวิตของผมว่าผมทําขนาดนี้ ถ้าพี่น้อง นครพนมให้ท่านชนะผม ผมก็หยุดการเมืองครับ ก็ให้ท่านดูแลจังหวัดพนมไปก็แล้วกัน ท่านชวลิตรับคําท้าผมนะครับ เขตไหนก็ได้ครับ ผมพร้อมที่จะสู้กับท่าน ไม่ใช่เขตเลือกตั้งผมก็ได้ เชิญครับ
เชิญท่านชวลิตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ก็เกรงว่า ท่านรัฐมนตรีจะเครียด สมองจะแตกเสียก่อนครับท่านประธาน คุมสติอารมณ์ไม่อยู่ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง ซึ่งท่านรัฐมนตรีพาดพิงถึงผมนี่หลายครั้งมากครับท่านประธาน ผมก็รักษามารยาทไม่ทักท้วงอะไรเลยไว้รอสุดท้ายนะครับ ท่านรัฐมนตรีบอกว่า ทําไมผมไม่อภิปรายท่านเอง ไปหลอกใช้ดอกเตอร์พีรพันธุ์ทําไม ก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรี ลองตรึกตรองดูสักนิดนะครับว่าพรรคเพื่อไทยมอบหมายให้ผมอภิปรายหัวหน้าพรรค ของท่าน คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทําไมคณะกรรมการของพรรค ไม่มอบหมายให้ผมอภิปรายท่าน ท่านลองกลับไปคิดดูเอาเองครับ
ประการที่ ๒ ผมไม่อยากจะให้ชาวบ้านฟังว่าการอภิปรายกันเป็นเรื่อง จังหวัดนครพนมเลย ไม่ใช่อย่างนั้นท่านประธาน ที่ดิน ๒๑,๕๐๐ ไร่ ให้กับเกษตรกร คนยากคนจนครอบครัวละ ๑๐ ไร่ ที่อยู่อาศัย ๑ ไร่ ออกเป็น นส.๒ ห้ามโอน กันเป็นที่ สาธารณะ วัด โรงเรียน สถานีอนามัย ๒๐๐ ไร่ ใน ๒๑,๕๐๐ ไร่ ไปดูครับ ถ้าเป็น ๑๐๐ ไร่ขึ้นไป เป็นนายทุนทั้งนั้นครับ เกษตรกรจน ๆ จะมีสักกี่ราย ผมพูดเท่านี้ครับ นี่คือเรื่องส่วนร่วม ไม่ใช่เรื่องจังหวัดนครพนม
ประการที่ ๓ ท่านรับกลางสภาหลายครั้งว่าท่านได้ที่ดินมาโดยไม่มีคุณสมบัติ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการจัดสรรที่ดินของรัฐแปลงใหญ่ ผมก็ต้องแทบจะไม่ต้องพูด อะไรมากท่านประธาน เพราะจําเลยรับกลางสภาแล้ว เทียบเคียงได้กับกรณี ส.ป.ก. ถ้าเข้าครอบครอง โดยไม่มีคุณสมบัติ รัฐก็ต้องดําเนินการให้ถูกต้องครับ
ประการต่อมาท่านประธานครับ ข้อเท็จจริงที่กล่าวหาว่าผมเป็นคนตัวตั้งตัวตี ร้องเรียนท่าน ลองไปดูเรื่องเดิมครับ ร้องท่านมาตั้งแต่ผมยังเป็นนายอําเภอยังไม่ได้ทํางาน การเมืองเลย ผู้ร้องเป็นประธานสาขาพรรคการเมืองพรรคหนึ่งในจังหวัดนครพนม ต่อมาคนร้องก็เป็นอดีต สสร. ซึ่งก็เป็นคนมีหน้ามีตาอยู่ในจังหวัดนครพนม นี่ก็คือสิ่งที่ผม อยากจะเรียนว่ามันมีคนร้อง แล้วที่ท่านเป็นคดีความกับเกษตรกรผู้ยากจน ดอกเตอร์พีรพันธุ์ ก็บอกแล้วว่าที่ศาลยกฟ้องนั้นมันเรื่องละเมิด ไม่ได้มีการวินิจฉัยในเรื่องว่าท่านมีคุณสมบัติ หรือไม่ มาพูดอย่างนี้ชาวบ้านก็เข้าใจผิดหมด
ประการต่อมาครับ ท่านบอกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้ทําให้กรมที่ดิน ไม่ได้ไปเดินออกสํารวจออกโฉนด ส.ส. ชวลิตทําให้ชาวบ้านเดือดร้อน กรมที่ดินไม่ไป เดินสํารวจออกโฉนด เดี๋ยวเสร็จจากนี้ผมจะบอกท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านถาวร ซึ่งคุมกรมที่ดินเป็นอย่างนั้นจริงไหม ถ้าเป็น ท่านต้องดําเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอน ตามระเบียบต้องออกไปถ้ามีแผนงาน มีโครงการอยู่ ท่านบอกว่าถนนในจังหวัดนครพนม ยังไม่ได้ลาดยางอีก ๗๐๐ กิโลเมตร แล้วก็บอกว่าผมเป็น ส.ส. ไม่ได้ทําอะไรเลย ผมอยากจะ ย้อนกลับไปทางท่านรัฐมนตรี ถ้าอย่างนั้น ๑๒ กิโลเมตรนี้ ทําไมท่านไม่เอาไปลงในพื้นที่ ๗๐๐ กิโลเมตรนั้นก่อน เอามาลงผ่านในที่สวนยางของท่านทําไม ตรงนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ท่านเห็นแก่ตัวใช้หน่วยงานของรัฐถึง ๓ หน่วย ทําถนนเข้าพื้นที่สวนยางของตัวเอง ท่านลอง ขับรถไปดูครับ สวนยางของนายทุนทั้งนั้น ๒ ฝั่ง ไม่มีบ้านเรือนราษฎรแม้แต่หลังเดียว มีแต่บ้านของท่านอยู่ตรงกลางกับหัวท้ายถนนซึ่งเป็นหมู่บ้าน ซึ่งเขาก็มีทางออกอยู่ แต่ถามว่า โครงการถนนนี้เป็นประโยชน์ไหม เป็น แต่ถ้ามาจัดลําดับความสําคัญ ยังมีพื้นที่ที่ท่านรัฐมนตรี บอกอีก ๗๐๐ กิโลเมตร ลองไปสํารวจดูครับยังมีประโยชน์ที่จะไปทําตรงนั้นได้มากกว่า ท่านบอกว่าผมอิจฉาท่านผมเสียหายครับ ผมไม่มีอะไรต้องอิจฉาท่าน การเป็นฝ่ายค้าน ก็ทําหน้าที่ได้อย่างมีเกียรติ ผมพอใจ ผมภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองยินดี มีอยู่และทําอยู่ ถ้าผมทําไม่ดี ในสิ่งที่ท่านบอกมาว่าผมทําเสียหายอย่างโน้นอย่างนี้ ผมก็คงไม่ได้รับเลือกเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมรับคําท้าท่านครับ ผมจะลง ส.ส. เขต ในเขตอําเภอเมืองนครพนม ก็เจอกันในการเลือกตั้งครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณเจริญนิดหน่อยครับ เดี๋ยวมันมีงานใหญ่ที่เราจะต้องทําต่อไป
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม เจริญ จรรย์โกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ ประธานคณะกรรมาธิการติดตาม การบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ที่จริงผมนั่งฟังการอภิปรายของท่าน ท่านก็ว่ากันไป ระหว่างผู้อภิปราย ท่านก็ตอบไป ท่านก็แขวะเข้ามาหาผมอยู่เกือบตลอดเวลา ที่จริงท่านก็ บอกกล่าวหาคณะกรรมาธิการของผมว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทําไมไม่ไปตรวจ ในโครงการอื่น ๆ บ้าง แล้วก็โครงการจังหวัดนครพนม ในโครงการนําที่ดินของรัฐเพื่อจัดสรร ให้กับประชาชนผู้ยากจนและยากไร้และไม่มีที่ทํากิน กรรมาธิการติดตามการบริหาร งบประมาณได้รับการร้องเรียนจากบุคคลภายนอกร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการในวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเรื่องนี้แล้วรับมาพิจารณา ไม่ใช่ผมคนเดียวนะครับ รับมาพิจารณาว่าทําไมรัฐบาลจัดสรรเงินงบประมาณแล้ว เอาเงินไปบริหารการจัดการในการ จัดสรรที่ดินแปลงนี้ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ จึงมีประชาชนร้องเรียน ต้องเข้าใจ แล้วคณะกรรมาธิการก็มีมติมอบหมายให้ผมและเจ้าหน้าที่ป้องกันการปราบปรามการทุจริต ในภาครัฐและกรมสอบสวนคดีพิเศษ คือ ดีเอสไอ (DSI) ให้ไปสอบสวนเรื่องนี้เพื่อให้ ความเป็นธรรมกับนายศุภชัย โพธิ์สุ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ เราจะไปกลั่นแกล้งใครทั้งสิ้น กรรมาธิการอย่างที่ท่านประธาน เคยมอบหมายให้เรา ต้องมีมติออกไปเป็นขั้นเป็นตอน อันนี้ท่านต้องเข้าใจก่อนว่านี่คือ กระบวนการของนิติบัญญัติ ไม่ใช่อยู่ ๆ จะดําเนินการอย่างนั้นอย่างนี้
ประเด็นที่ ๒ ที่จะต้องเรียนชี้แจงผ่านท่านประธานไปที่ท่านรัฐมนตรีและให้ ประชาชนให้เข้าใจบทบาทภาระหน้าที่ของกรรมาธิการ ท่านบอกว่าทําไมไม่ไปตรวจสอบ โครงการ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ในจังหวัดนครพนมอย่างที่ท่านพูด คณะกรรมาธิการเพียงแต่ได้รับ จากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ ว่าแต่ละครั้ง แต่ละปีท่านพิจารณาอะไรบ้าง ท่านพิจารณาโครงการทางด้าน เม็ดเงินไปเท่าไร เราก็เอามาดู แล้วก็กับการร้องเรียนเท่านั้นเอง เราไม่ใช่เป็นบุคคลที่ต้องไป จัดสรร ไม่ใช่ ท่านต้องเข้าใจบทบาทภารกิจของกรรมาธิการของสภาก่อน
ผมว่าคงจะพอกระมังครับ
ประเด็นที่ ๓ ที่ท่านกล่าวหาวันนี้ หลายเรื่องที่จริงก็ไม่น่ามาเกี่ยวข้องกับผมเลย ผมอุตส่าห์นั่งฟังด้วยความมีสมาธิ คือในประเด็นที่ท่านกล่าวหามา กรรมาธิการขณะนี้ก็ได้สรุปแล้ว กําลังจะจัดพิมพ์รูปเล่ม ส่งให้ท่านประธานจะรายงานต่อสภาแห่งนี้
ถูกต้องครับ
พอรายงานสภาแห่งนี้ เผอิญท่าน ผู้อภิปรายและท่านผู้ชี้แจงก็มาพาดพิงถึงข้อมูลของคณะกรรมาธิการ ผมจะขอสั้น ๆ อย่างนี้ ก็แล้วกัน ไม่ถึง ๑ นาที ข้อเท็จจริงมันฟังเป็นที่ยุติในสภาแห่งนี้ว่าท่านเองครอบครองที่ดิน แปลงนี้ ท่านก็รับแล้ว แล้วผมยังให้ความเป็นธรรมท่านด้วยนะครับ ผมยังไม่เชื่อว่า ท่านครอบครอง กรรมาธิการ ผมจึงต้องลงไปดู เขาจึงชี้ว่าอันนี้แปลงของท่านรัฐมนตรีศุภชัย นะครับ ประมาณ ๗๐๐ ไร่ อันนี้ของเสี่ยพินิจอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ เราก็บันทึกไว้ แต่ผมยังไม่เชื่อ ผมก็เอาบัญชีทรัพย์สินซึ่งท่านยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันการปราบปราม ป.ป.ช. มาดู ผมยังให้ความเป็นธรรมท่าน ท่านก็แจ้งบัญชีทรัพย์สินลําดับที่ ๑๙ ถึงลําดับที่ ๕๐ กว่า ท่านบอกว่าท่านมีทรัพย์สินอย่างที่ท่านพูดเป็น น.ส. ๒ ลําดับที่ ๑๙ ถึงลําดับที่ ๕๘ นี่เอกสารของ ท่านเอง ผมก็ให้ที่ดินจังหวัดของท่านนี่ละครับหรือที่ดินอําเภอท่าอุเทน ช่วยส่งรายการออก เอกสารสิทธิในที่ดินแปลงนี้ทั้งหมด ๑,๕๐๘ แปลงมาให้ผมดู ก็ส่งมาที่กรรมาธิการ ผมก็ให้เจ้าหน้าที่กรรมาธิการลองดูบัญชีหมายเลขของ น.ส. ๒ ทั้งหมดที่ท่านศุภชัยถือไว้ทั้งหมด เป็นชื่อของใคร ก็ปรากฏว่าไม่มีชื่อท่านเลย เดี๋ยวเจ้าหน้าที่มารับเอาไปให้ท่านประธานสภาได้ดู นี่คือรายงานให้เห็นเลยครับ ท่านประธานครับ ผมให้ความเป็นธรรมเลย ทั้งหมดนี่นะครับ ไม่ใช่ของท่านเลย เป็นของคนอื่น ท่านก็ยอมรับว่าท่านนี่ไปเอาของเขามาครอบครองนั่นละ ผมไม่ว่า แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าการเอาที่ดินของรัฐไปให้กับประชาชนมันจะต้องมีหลักเกณฑ์ มีกติกา คือเขาจัดสรรให้คนละ ๑๑ ไร่ ทํากิน ๑๐ ไร่ แล้วก็อยู่อาศัย ๑ ไร่ ศาลก็ตัดสินเป็นที่ ยุติแล้วว่าที่ดินแปลงนี้เขานําจัดสรรให้ประชาชนคนยากจน ๑๐ ไร่ แล้วก็อยู่ ๑ ไร่ อย่างที่ ท่านพูด ท่านพูดไม่หมด เขาฟ้องเรื่องละเมิด เขาไม่ได้ฟ้องเรื่องกรรมสิทธิ์ ฟังเป็นที่ยุติ ประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาอย่างเดียวก็คือว่าเขากําลังกล่าวหาท่านว่าท่านไม่มี จริยธรรม เท่านั้นเอง ว่าที่ดินแปลงนี้มันต้องคืนให้รัฐเขา ท่านจะครอบครองอย่างไร ท่านครอบครองไม่ได้หรอกในที่ดินของรัฐ แค่นั้นเอง ส่วนท่านจะได้มาระหว่างท่านกับ ก ข ค เอกชนเป็นเรื่องของท่าน โดยสามัญสํานึกมันต้องคืนเขา แต่ผมเป็นห่วงเป็นใย ผมถึงบอกอย่างนี้ท่านแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จสิ ป.ป.ช. ฟังไว้ ท่านต้องไปแก้เอง ต้องเรียนไว้ก่อนครับท่านประธาน
ประเด็นสุดท้าย ก็คือประเด็นที่ท่านไปอ้างข้อกฎหมายข้อนั้นข้อนี้ ด้วยความเป็นห่วงท่านจริง ๆ เลย ท่านเป็นคนที่อนาคตไกล ท่านอ่านกฎหมายแล้วท่านไม่เข้าใจ แล้วท่านไปฟังใครก็ไม่รู้ ท่านไปอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อ้างประมวลกฎหมาย มาตรา ๕๘ มันไม่เข้าอะไรสักเรื่องหนึ่ง เมื่อที่ดินแปลงนี้ใครได้ น.ส.๒ ไปแล้ว ไม่ทํากิน ภายใน ๖ เดือนและให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปี ภารกิจในที่นี้ก็คือว่ากรมที่ดินหรือสํานักงาน จัดสรรที่ดินต้องเรียกคืนเท่านั้นเองครับ ยกเลิก น.ส. ๒ ก่อน อันนี้ยังไม่มีการยกเลิกเลย ท่านบอกว่าเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ขอขอบคุณครับท่านประธาน ถ้าพูดไปมากกว่าจะเสียหาย มากกว่านี้เอาเท่านี้ละครับ
ก็พอแล้วหอมปากหอมคอ เอาสักหน่อยพอหอมปากหอมคอครับ เพราะเรื่องใหญ่อยู่ข้างหน้าเยอะ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตผมยืนยันว่าคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ หลังจากจัดแบ่ง ล็อก (Lock) แบ่งแปลงแล้ว มีประชาชนเข้าไปจับสลากเข้าไปดําเนินการแล้ว แล้วได้ รายงานให้ทางกรมที่ดินรับทราบแล้ว นั่นถือว่าปิดโครงการ ยืนยันตรงนี้ครับ มีหนังสือของ กรมที่ดินยืนยันมาตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เรื่อง ขออนุมัติรื้อสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว เรียน ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ตามที่แจ้งหน่วยจัดที่ดินตําบลพะทาย อําเภอท่าอุเทน ได้เตรียมเคลื่อนย้ายไปปฏิบัติงานที่หน่วยจัดที่ดินตําบลหนองแวง อําเภอบ้านแพง แล้วมีความจําเป็นที่จะต้องปลูกสร้างที่ทําการชั่วคราวและบ้านพักคนงานชั่วคราว จึงขออนุมัติรื้อสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวทั้งหมดของหน่วยที่จัดตําบลพะทาย เพื่อนําไปปลูกสร้าง สิ่งที่จัดที่ดินตําบลหนองแวง อําเภอบ้านแพง กรมที่ดินพิจารณาแล้วเห็นว่าสิ่งปลูกสร้าง ดังกล่าวเป็นสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวโดยใช้งบประมาณหมวดค่าวัสดุเพื่อเป็นการประหยัด งบประมาณปลูกสร้างที่พักคนงานชั่วคราว จึงอนุมัติให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปสร้าง ในที่จัดที่ดินแปลงใหม่นะครับ ขอเรียนท่านประธานว่าหนังสือฉบับนี้ไม่ได้บอกว่าให้มีการ ปิดบัญชี แต่การดําเนินการนั้นโดยระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติโดยประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน เขายืนยันว่าถ้ารายงานการจัด การจบเป็นที่เรียบร้อยแล้วส่งกรมที่ดิน ก็ถือว่าเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจของคณะกรรมการ จัดที่ดินแห่งชาติ ผมไม่ลงในรายละเอียดเพราะพูดมาเยอะแยะแล้ว มีประเด็นเดียวที่อยากจะ เรียนท่านประธานถึงท่านชวลิต ผมอยากจะเรียนว่าถนนที่หน่วยทหารพัฒนาไปทําทั้งหมด ๙ โครงการในพื้นที่ชายแดน ล้วนแล้วแต่เป็นถนนที่มีความสําคัญมาก ยิ่งถนนจาก ตําบลพะทายเข้าไปบ้านท่าหนามแก้ว บ้านเหล่าสวนกล้วย ท่านประธานครับ มันเป็นถนน ที่ใช้ร่วมกันเพราะสายอื่นมันเป็นลูกรังหมดยังไม่เป็นลาดยางสักสายเดียวตั้งหลายเส้น หน่วยทหารพัฒนาเขาเริ่มดําเนินการให้ตั้งแต่ตําบล
ท่านรัฐมนตรีครับ ผมเข้าใจว่า คนทั้งประเทศเขาฟังที่ท่านชี้แจงแล้วก็ชี้อะไร ๆ ในเรื่องถนนหนทางจาก กรป. กลาง ที่ท่านไปว่ากัน
ข้อมูลเพิ่มเติมนิดเดียว อยากจะเรียนเพิ่มเติมว่าที่บ้านเหล่าสวนกล้วย บ้านท่าหนามแก้ว มีทั้งที่ทําการ อบต. มีทั้งสถานีอนามัย
เดี๋ยวครับมีผู้ประท้วง เดี๋ยวให้เขาประท้วงก่อน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ตั้งแต่เป็นผู้แทนราษฎรมาสมัยนี้ไม่เคยประท้วงใคร ขอประท้วง ท่านประธานหน่อย ทําไมปล่อยให้รัฐมนตรีมาพูดเลอะเลือนอย่างนี้
คือทุกฝ่ายผมให้เกียรติหมด
ผมว่าชาวบ้านเขารู้นะครับว่า ที่แปลงนี้เหมือนเขายายเที่ยง เดี๋ยวสักวันหนึ่งจะเจอ แล้วรัฐมนตรีมาตอบเหมือนนักเลง ไม่ใช่นักการเมือง ขอให้ท่านประธานควบคุม
ผมควบคุมอยู่แล้ว ก็กําลังบอก แล้วท่านขอนิดเดียวนะครับ ผมก็ปฏิบัติหน้าที่ แต่ท่านมาพูดใส่ว่าเลอะลง เลอะเลือนอะไรนี่ก็ใส่ร้ายเขาอีก มันก็ไม่ถูก มันจะไปกันไกลครับ
(นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
พอแล้วครับคุณเชิดชัยครับ
ผมขอให้ข้อมูลนิดเดียว ท่านเชิดชัย ขออภัย
ให้รัฐมนตรีนิดเดียว เขาก็จะเลิก เพราะว่ารอฟังคุณสมชายกับคุณวิรุฬห์จะพูดต่อไป สําคัญนะครับ เชิญครับ
นิดเดียวท่านประธานครับ ถนนจากตําบลพะทายถึงตําบลหนองเทา บ้านเหล่าสวนกล้วย เป็นถนนเชื่อมระหว่างตําบลต่อตําบล เพราะตัวอื่นมันเป็นลูกรังหมดครับ มันไปไม่ได้ อยู่ที่ตําบลพะทายมีทั้งโรงเรียนมัธยม ซึ่งลูกหลานพวกนี้ไปเรียนหนังสืออยู่ที่นี่ มีที่ทําการ อบต. มีตลาดนาพระชัยซึ่งเป็นตลาดที่เป็นเส้นชีวิตของคนอยู่ที่นี่ ส่วนอีกตําบลหนึ่งคือ ตําบลหนองเทา ผมอยากจะเรียนว่าถนนพวกนี้นะครับ เชื่อมกันอยู่ถึง ๔-๕ ตําบล อย่างตําบลพนอมมีประชากรทั้งหมด ๑,๒๘๕ ครัวเรือน ประชากร ๕,๑๓๖ คน ตําบลพะทายมีทั้งหมด ๙๒๙ ครัวเรือน ประชากร ๔,๕๘๙ คน รวมทั้ง ๔-๕ ตําบลที่เขา ใช้ประโยชน์จากเส้นทางที่หน่วยทหารพัฒนากําลังดําเนินการนี้ รวมทั้งหมดนะครับ ๖๒๗๙ ครัวเรือน และมีประชากรทั้งหมด ๒๕,๗๔๐ คน ที่ใช้บริการอยู่ ณ ที่ตรงนี้ เป็นพื้นที่ ที่มีความสําคัญมาก ฉะนั้นผมต้องขอขอบคุณหน่วยทหารพัฒนาอีกครั้งหนึ่งที่กรุณาพี่น้อง ชายแดนจังหวัดนครพนม ขอบคุณมากครับ
ก็จบ ต่อไปนะครับ เป็นรายการของท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ที่ฝ่ายผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจจะเริ่มดําเนินการ โดยพันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ คนแรกครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดโคราช ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าในการอภิปรายครั้งนี้อยากจะฝากไปยังเพื่อนสมาชิก ในสภาผู้แทนราษฎรก่อนว่าที่ผมจะพูด จะอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องอาวุธ ยุทโธปกรณ์ หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจว่า แล้วทําไม พลเอก ประวิตร ไม่ได้ถูกอภิปราย แล้วผมนั้นจะอภิปรายเรื่องอะไร ผมเรียนว่าที่ผมจะพูดคืองบประมาณเรื่องเรือเหาะ งบประมาณอยู่ที่กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในเป็นผู้ที่จัดสรรงบประมาณ แต่ให้กองทัพบกเป็นผู้จัดซื้อ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องบอกที่ประชุมให้ได้รับทราบก่อนว่านี่คือ เรื่องที่จะต้องอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี ประเดี๋ยวไม่เข้าใจก็ประท้วงกันวุ่นวาย ท่านประธานครับ ผมเรียนว่ามีเรื่องที่จะต้องอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องกองทัพ เรื่องกระทรวงกลาโหมมากมาย แต่ผมได้แยกแยะออกมาอยู่ ๒ เรื่องนะครับ ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาสาระนั้นผมเรียนนิดหนึ่งว่า ไม่ว่าเป็นจีที ๒๐๐ (GT ๒๐๐) ที่เป็นปัญหาในเรื่องการของการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ซึ่งพี่น้องประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ถึงประสิทธิภาพ ถึงเม็ดเงินที่ใช้ลงไป นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีในเรื่องรถเกราะล้อยางของประเทศยูเครน ซึ่งมีเงื่อนงําที่ ร้อยตํารวจโท เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ ก็ได้อภิปรายไปแล้ว แต่เรียนว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ บ่งบอกให้ชัดเจนว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมาที่รัฐบาลนี้ได้บริหารราชการแผ่นดิน ทําให้กองทัพ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เอาใจใส่น้อยเหลือเกิน ในกระทรวงกลาโหม และสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ยังมีเรื่องปรากฏอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการซ่อม รถถังเบา นี่คือปัญหาที่ส่อไปในทางที่ดูแล้วเหมือนกับว่าไม่โปร่งใสเท่าไรนัก แล้วก็เกี่ยวกับ เรื่องของที่ดินทํากินของพี่น้องประชาชนที่รัฐบาลนี้บอกอยู่เสมอว่าพี่น้องประชาชนนั้น ต้องแก้ไข ต้องช่วยกันไม่ให้อดยาก ต้องมีงานทํา ต้องมีที่ดินทํากินเป็นของตัวเอง ที่ดินทหาร ๒๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ ขณะนี้กระทรวงการคลังได้เจรจากับทางกระทรวงกลาโหม เพื่อคืนที่ดินให้ ๕๖,๐๐๐ ไร่ ขณะนี้ยังไม่ได้รังวัดจัดที่ดินต่อพี่น้องเลยครับ ท่านประธานครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้บ่งบอกชัดเจนว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับทางทหารดูจะเป็นปัญหาไปหมด พี่น้อง ประชาชนเดือดร้อนมาก บ้านช่องก็ไม่ได้ลงไปรังวัด ไม่ได้แสดงสิทธิ ไม่มีสิทธิเลย แต่ว่าสิ่ง ต่าง ๆ เหล่านี้ผมจะเว้นเอาไว้นะครับ ก็ขอนําสู่การอภิปรายของผมในเรื่องของเรือเหาะ ท่านประธานครับ ปัญหาชายแดนภาคใต้นั้นมีปัญหามายาวนานมาก แล้วก็ดูทวีความรุนแรง มากขึ้นทุกวัน เดี๋ยวระเบิดที่โน่น เดี๋ยวระเบิดที่นี่ เดี๋ยวยิงพระภิกษุสงฆ์ เดี๋ยวฆ่า ครูบาอาจารย์ หลายอย่างหลายหน ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลนี้ก็ประกาศชัดเจนก่อนที่จะเป็นรัฐบาล บอกชัดเจนต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่า เอาละ ๙๙ วันเราทําได้ ติดป้ายไปทั่วหมด ตั้งแต่จังหวัดชุมพรยันภาคใต้หมด ลองเราขึ้นเป็นรัฐบาลสิปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้แก้ไขได้ ตรงนั้นไม่ว่ากัน ท่านประธานครับ แต่สิ่งที่จะต้องบอกต่อก็คือว่าปัญหาก็ขาดความสนใจ เอาใจใส่อย่างจริงจัง ทําให้พี่น้องประชาชนชาวภาคใต้นั้นเดือดร้อน มีปัญหาถูกฆ่ารายวัน ข้าราชการตํารวจ ทหาร ล้มตายเสียชีวิตมากมาย หลายครั้งหลายหน ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่เป็นเหตุที่ทาง กอ.รมน. ก็มาคิดว่าวันนี้สิ่งที่จะต้องหาเครื่องมือเครื่องไม้ อาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลายที่จะต้องไปเสริมแต่งในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการแก้ไขปัญหาชายแดน ก็มีการจัดซื้อเรือเหาะขึ้น ผมใช้คําว่า เรือเหาะ นะครับ ไม่ใช่ บอลลูน (Balloon) นะครับท่านประธาน ผมไม่เห็นว่าสิ่งที่ผมกําลังจะให้ดูนี่คือเรือเหาะ ท่านประธานครับ เรือเหาะนี่
ท่าน พันตํารวจโท สมชาย ท่านนายกรัฐมนตรีขอครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตหารือนิดเดียวนะครับ พอดีเมื่อกี้ก็ตั้งใจฟัง ผู้อภิปรายอยู่ แล้วก็บอกว่าเรื่องเหล่านี้ท่านจะอภิปรายผม ผมก็เกรงว่าเดี๋ยวพี่น้องประชาชน ที่ดูอยู่จะมองว่า แล้วสมมุติว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพเป็นคนตอบ มันจะถูกต้อง หรือเปล่า ขอกราบเรียนนะครับ ผมไม่ทราบว่าประเด็นที่ท่านจะอภิปรายคืออะไร แต่ว่า ในกรณีของเรือเหาะและยานเกราะถ้าท่านบอกว่าเป็นการทุจริต ถ้าท่านอภิปรายผม ท่านต้องยื่นถอดถอนผมในข้อหาเหล่านี้ ท่านไม่ได้ยื่น แต่ท่านยื่นถอดถอน ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เพราะฉะนั้นเพื่อความเข้าใจก็คือว่าตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ ถ้าท่านจะอภิปรายผมใน ๒ เรื่องนี้ ท่านกล่าวหาผมว่าทุจริตไม่ได้ แต่ถ้าท่านจะ กล่าวหาว่าทุจริต ก็แปลว่าท่านกําลังอภิปรายท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เพราะท่านยื่น ถอดถอนท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพครับ จะได้ทําความเข้าใจ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าทําไม อภิปรายผม แล้วทําไมท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพตอบ
พอเข้าใจนะครับผู้เสนออภิปราย
ท่านประธานครับ ไม่ได้ เป็นปัญหาครับ ขอเรียนว่าท่านจะตอบหรือท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพจะตอบ ไม่เป็นไรครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าผมเชื่อได้ว่าความเข้าใจความรู้ในเรื่องการทหาร มันมีไม่มากคนหรอกครับ เพราะฉะนั้นใครถนัดก็ตอบได้ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจครับ แต่อย่างน้อยที่สุดการกํากับดูแลเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ท่านประธานครับ ที่ผมพูด ตรงนี้เพราะว่าท่านเป็น ผอ.กอ.รมน. ครับ และเสธ.กองทัพเป็นเสธ.กอ.รมน. นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเรียนให้ทราบว่านี่คือสิ่งที่มันจําเป็นที่จะต้องกล่าวถึงท่านนะครับ ทีนี้ผมเรียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ เรือเหาะนี่นะครับ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมาย หลังจากที่มีการที่จะพยายามแก้ไขเพื่อที่จะให้ภาคใต้สงบ ผมยินดีครับท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพครับ และท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมที่ได้กรุณามานั่งตรงนี้ ผมเรียนว่าผมดีใจครับ นี่คือแนวคิดครับ แนวคิด ที่จะหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ทั้งหลายเพื่อที่จะไปเฝ้าตรวจชายแดน เพื่อที่จะ ไปดูเส้นทางคมนาคม เพื่อที่จะไปอํานวยการยุทธ์ เพื่อที่จะตรวจตราเฝ้าดูบุคคลที่เราสงสัย แต่ในเวลาเดียวกันนั้นปัญหาที่ตามมาก็คือว่าเราดูสภาพพื้นที่ ท่านประธานครับ วันนี้ภาคใต้มรสุม ๘ เดือน ฝน ๘ แดด ๔ ท่านประธานครับ แล้วเรือเหาะขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ มีคนครับ ท่านประธานครับ ฝนตกนี่ในระยะไม่ต้องเกิน ๑ กิโลเมตร ท่านประธานครับ เรือเหาะนี้ถูกซื้อมาด้วยราคา ๓๔๐ ล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จอุปกรณ์ก็ ๒ ระบบ ประเดี๋ยวถ้าเกิดว่าผมพูดว่า ๓๔๐ ล้านบาท ก็จะบอกว่าแพง จริง ๆ แล้วมันซื้อเป็น โททอล แพคเกจ (Total Package) ก็ไม่ได้ว่ากัน ระบบที่ ๑ ระบบที่ ๒ แต่ผมเรียนว่า วันนี้ถ้าหากว่าไปดูประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้เขาไม่ได้ใช้กัน เป็นครั้งแรกที่เราจัดซื้อเข้ามา เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ เฝ้าตรวจ เฝ้าระวังตรวจตราอะไรทั้งหลายทั้งปวง แต่ว่าสิ่งที่กําลังจะบอกท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าวันนี้ความเอาใจใส่ ความสนใจ การเจรจา การดูแล คณะกรรมการมาตรฐานการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์คงไม่มี ความสําคัญมาก ในฐานะท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ผมอยากให้ท่านลงไปดูลึก ลงไปดู รายละเอียด อาวุธยุทโธปกรณ์แต่ละชนิดที่จะซื้อมันเกิดประโยชน์จริงไหม มีคุณภาพสมกับ เม็ดเงินที่ได้ใช้จ่ายไปหรือเปล่า แต่ที่ผ่านมานั้นท่านไม่ได้ดูตรงนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ท่านควรจะโยนไปให้กระทรวงกลาโหม ขวามือของท่านสุเทพคือท่าน พลเอก ประวิตร ทีนี้ผมเห็นว่าสิ่งที่มันเป็นปัญหาก็คือเนื่องจากว่าเราซื้อมาแล้ว ตามสัญญานะครับมันขึ้นไม่ได้ หลายคนวิพากษ์วิจารณ์เมื่อเอามาสู่ที่อู่ตะเภาแล้วมันขึ้นไม่ได้ สาเหตุที่ขึ้นไม่ได้ก็เพราะว่า มันมีรอยรั่วซึม ปริ ท่านประธานครับ ที่ผมให้ดูตรงนี้นะครับ ดูไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่ทดสอบบิน อยู่ที่ภาคใต้ที่จังหวัดปัตตานี ขาวโพลนครับ เห็นแล้วดูดีดูสวยงาม แต่อันนี้สวยแต่รูปจูบไม่หอม ท่านประธานครับ ท่านประธานดูนะครับเดี๋ยวจะหาว่าผมพูดเปล่า ๆ ท่านประธานครับ นี่เอาเข้ามาที่อู่ตะเภาครับ อันนี้รอยซึม รั่วหมดเลยครับ นี่คือปัญหาตั้งแต่แรกเริ่มเอาเข้ามา แล้วในสัญญาบอกไว้ชัดเจนต้องใหม่ ไม่ชํารุดเสียหาย เรื่องการประกันไม่ว่ากันพูดกันทีหลัง ท่านประธานครับ ท่านดูครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ยืนยันชัดเจน มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า เอามาแล้วยังไม่ทันใช้เลย ท่านประธานครับ เอามาแช่อยู่ที่อู่ตะเภา ๔ เดือน พยายามที่เอา ขึ้นแล้ว เอาขึ้นอีกโผล่ไม่พ้นยอดตาลเลยท่านประธาน ครั้งแรกที่ผ่านมา เห็นไหมครับ นี่คือปัญหาอุปสรรคในการจัดซื้อและวิธีการจัดซื้อนั้น ท่านประธานครับ ส่งเจ้าหน้าที่เทคนิค ครับ ก่อนที่จะส่งเจ้าหน้าที่เทคนิค ๓ คนไปดู ส่ง ๙ คนไปสังเกตการณ์ว่าเรือเหาะนี้ใช่ได้ หรือไม่ ส่งไปดูที่สหรัฐอเมริกา ตัดมาเสร็จปั๊บให้ ๓ คนเจ้าหน้าที่เทคนิคไปดู ไปดูปั๊บกลับมา เซ็นสัญญาตรวจรับทางเทคนิคครับ เซ็นรับทางเทคนิคเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่ตรวจรับพัสดุ ตามกฎหมายนะครับ จ่ายเงินทันที ๗๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ไม่ต้องดูอะไรเลยครับ เห็นแต่ของ อยู่เฉย ๆ เจ้าหน้าที่เทคนิค ๓ คน ถามว่าทําได้ไหม เอาละในระเบียบท่านจะหลบ ท่านเลี่ยง อย่างไรก็สุดแล้วแต่ สรุปว่าทําได้ก็แล้วกัน แต่ไปดู ถามว่าดูละเอียดไหม ล่องให้ดูหรือเปล่า ตัวเรือเหาะ ทุกขั้นตอนได้ดูไหม ได้ดูเขาขึ้นบินไหม ได้ดูที่สนามบินหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่เป็น ปัญหาครับ เสร็จแล้วก็ปรากฏว่าเมื่อนําเข้ามาแล้วมันใช้การไม่ได้ ก็ป่วยเป็นไข้อยู่ที่อู่ตะเภา ๔ เดือนครับ สุดท้ายล่าสุดพอรั่วซึมขึ้นมา แก๊สฮีเลียม (Gas Helium) ที่ใช้นะครับ ลูกบาศก์เมตรเพียง ๙๐๐ บาท เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเรียนว่านี่คือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องงบประมาณทั้งสิ้น สุดท้ายหลังจากที่นําเข้ามาแล้ว ผมขออนุญาตเรียนนิดหนึ่งครับ ขอดูเอกสารนิดเดียว วันที่ ๒๓ ท่านทําสัญญา แต่ก่อนที่จะทําสัญญาก็ยื่นซองถูกไหมครับ ท่านประธานผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพครับ ๒๙ ธันวาคม ยื่นซองเสนอราคาครับ ยื่นซองเสนอราคา บริษัท เอเรียล อินเตอร์เนชันแนล คูเปอเรชั่น ได้เป็นบริษัทเดียวที่ถูกเรียกเข้ามาเพราะว่าดูจากแค็ตตาล็อก ท่านประธานครับ ดูจากแค็ตตาล็อกแล้วบอกว่าบริษัทนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว ดูแล้วชัดเจนที่สุดมีประโยชน์ที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด ราคาถูกที่สุด เอาละเอาบริษัทนี้ก็ไม่ว่ากันครับท่านทําได้ไม่เป็นไร ท่านประธานครับ พอ ๐๙.๐๐-๑๐.๐๐ นาฬิกา ยื่นซองเสนอราคา วันเดียวกันครับ ๒๙ ธันวาคม เวลา ๑๐.๓๐ นาฬิกา ขอแก้ไขเงื่อนไขเลย การชําระเงินด้วย ปกติแล้ว ๑๕ เปอร์เซ็นต์ รับเงินล่วงหน้า ถ้าบริษัทมีหลักประกันให้ธนาคารรับไปเลย ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เสร็จแล้วก็ส่งไปงวดที่ ๒ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ งวดที่ ๓ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วงวดสุดท้าย ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เปลี่ยนมาเป็นรับสัญญาหลังจากเซ็นสัญญาแล้วเบิกล่วงหน้า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ พองวดที่ ๒ เบิก ๗๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ท่านประธาน เบิก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อ ๓ คน ไปตรวจรับแล้วมีของ ไม่จําเป็นต้องส่งลงเรือมาก่อน เห็นว่ามีของกลับมาตรวจรับเสร็จ เรียบร้อยด้วยเทคนิค เบิกไปเลย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๓๘ ล้านบาท ท่านประธานครับ ของยัง ไม่มาเลย ๒๓๘ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่ผมถามว่าถ้าเกิดว่าท่านจะเลี่ยง จะหลบ จะช่วยกัน อย่างไรก็สุดแล้วแต่ แต่ให้มันเนียนกว่านี้หน่อย แล้ว ๑๕ เปอร์เซ็นต์หลังนี่ถึงมาว่ากัน เมื่อมาถึงแล้วใช้การได้แล้ว ตรวจพิสูจน์แล้วอะไรเรียบร้อยหมดแล้ว บินขึ้นในระยะเพดาน บินเรียบร้อยหมดแล้วถึงจะเบิก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ท่านดูตรงนี้นิดหนึ่งครับ ปรากฏว่าบริษัทนี้ครับ ๑๕ เปอร์เซ็นต์แรกนี่นะครับไม่ยอมรับ เบิกเงินล่วงหน้า ไม่รับครับ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้ารับไปแล้วนี่นะครับท่านประธาน จะรับไปได้ ๑,๔๕๕,๐๐๐ เหรียญ สหรัฐ ก็ประมาณ ๔๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ แต่การรับเงินสดไป ๔๐ กว่าล้านบาท ในงวดแรกจะต้องมีหลักทรัพย์มากันกับทางธนาคาร ราคาเท่ากัน ๔๐ กว่าล้านบาทครับ ถ้ามองว่าบริษัทนี้มีเงินเยอะแยะ ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องเบิกล่วงหน้า ใช้เงินบริษัท ถ้ามองไว้ก็ดีครับท่านประธาน แต่เรามาติดตามต่อว่าบริษัทนี้ไม่ค่อยจะมีเงินทุนเท่าไรนัก ครับ ไม่มีการตรวจสอบนะครับท่านประธาน ตรวจสอบเรื่องเงินของบริษัท เงินหมุนเวียน ของบริษัทก่อนที่จะทําสัญญากันครับ ไม่มี ปรากฏว่าเบิกไปเลยพองวดที่ ๒ ปั๊บโดดเลยครับ พอทําสัญญา เมื่อ ๓ คนไปตรวจ ๓ นายทหารไปตรวจเสร็จกลับมาปั๊บเบิกได้เลยครับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ๗๐ เปอร์เซ็นต์นี่เบิกไปวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ เป็นเงิน ๖,๗๙๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ ตกอยู่ที่ ๒๐๐ กว่าล้านบาท ของยังไม่มาเลย ถ้าคุณจ่ายสัก ๓๕ ไม่ว่าเลยครับท่านประธาน นี่ ๓๐ น้อยลงไปหน่อยก็ไม่ว่าครับ เมื่อมาถึงแล้วนี่นะครับมาดูว่า ระบบของเขา มันไม่ใช่เอาบอลลูน เอาเรือเหาะขึ้นอย่างเดียวนะครับ ระบบมันมีหลายอย่าง ท่านประธานครับ จะต้องมีรถคอมมานด์คอนโทรล (Command Control) หรือรถกริซลี่ (Grizzly) ๑๙ ล้านบาท ท่านประธานท่านดูด้วยนะครับ ข้างล่างนี่ครับ นี่ครับรถที่จะต้องวิ่ง ตรวจสอบคู่ไปกับเรือเหาะ แล้วถามว่าวันนี้มาครั้งแรกเข้ามาถึงประเทศไทย ส่งเข้ามาถึง ประมาณวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๒ ท่านประธานครับ สุดท้ายเป็นไปได้หรือครับ ๑๙ ล้านบาท สตาร์ท (Start) ไม่ติดครับ เอาละไม่ว่ากันเมื่อมาถึงแล้วสตาร์ทไม่ติด ไม่ว่ากัน อาจจะต้องเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่อะไรก็สุดแล้วแต่ ไม่ได้ตําหนิตรงนั้น แต่เรียนให้เห็นว่าวันนี้ คุณภาพก็ดีอะไรก็ดี ถ้าดูจากภาพประกอบ เพราะว่าท่านซื้อจากแคตตาล็อกไม่ได้เห็นของ จริง เพราะฉะนั้นตรงนี้มันก็เลยเป็นอุปสรรคเป็นข้อขัดข้อง เป็นข้อที่เราวิพากษ์วิจารณ์และดู เหมือนเสียหาย ท่านประธานครับ หันมาในเรื่องของราคาหน่อย ที่จริงแล้วอยากจะพูดเรื่อง คุณภาพก่อนแล้วกัน ท่านประธานครับ ในแคตตาล็อกเขียนไว้ชัดเจนว่าเรือเหาะจะต้องบิน ได้สูงถึง ๑๐,๐๐๐ ฟุต ก็ประมาณ ๓,๐๘๔ เมตร ก็ประมาณ ๓ กิโลเมตรกับอีกนิดหน่อย ท่านประธานครับ หลังจากที่รั่วซึมแล้วก็มีการส่งกลับไป ๑๕ เดือนนะครับอยู่ที่เมืองไทย ส่งกลับไปแก้ไขที่สหรัฐอเมริกา ทีนี้ก็กลัวถูกปรับสิครับก็กลายเป็นว่าระยะการดําเนินสัญญา ๑ ปี ก็บอกว่าเอาไปปรับปรุงครับไม่ใช่เอาไปซ่อม เพราะว่าสภาพอากาศของประเทศไทย ไม่เหมาะสม แล้วคุณไม่รู้หรือ เจ้าหน้าที่ ๙ คนไปไม่รู้หรือ แล้วก็มาอยู่อู่ตะเภาอีกตั้ง ๔ เดือนอย่างนี้ท่านประธานเขาไม่รู้หรือสภาพอากาศประเทศไทยเป็นอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีงงไหมครับ ๑๕ เดือนครับ ส่งกลับไปครับ แสดงว่าระหว่างที่บอกว่า จะต้องการทําการฝึกนักบิน นักบิน ๒ คนแล้วก็นายช่างอีก ๑๒ คนเป็น ๑๔ คน ๑ คอร์ส (Course) ๖ สัปดาห์ ถามว่าฝึกหรือเปล่า ก็เรือเหาะไม่อยู่บินไม่ได้แล้วมาชี้แจง บอกว่าผมบินด้วย บินกลางคืนด้วย กลางคืนเวลาบินก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ ไม่ใช่บิน ได้อย่างเดียวมันจะต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือประกอบการช่วยบินหลายอย่าง เรื่องนี้มันไม่ได้ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เวลาบินขึ้นไปจริง ๆ แล้วนี่นะครับในสเปกเขียนไว้ ชัดเจนว่าบิน ๓ บินระยะบินทําการ ระยะบินสูงสุดนี่นะครับอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ ฟุต ๓ กิโลเมตร กับอีก ๘๔ ๓ กิโลเมตรเศษ ๆ ก็แล้วกัน บินอยู่ได้ ๓,๐๐๐ ฟุตครับเกือบ ๆ กิโลเมตรครับ แล้วกองทัพบกเองบอกว่าต้องใช้เรือเหาะนี่บินด้วยครับ สูงเกินระยะปืนเล็ก ท่านประธานครับ ผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพครับ กระซิบถามท่าน พลเอก ประวิตรก็ได้ครับ ปืนเล็กอาก้าถึงไหมครับ กิโลเมตรถึงไหมครับ แล้วถ้าเกิดไปเจอ ๗.๖๒ และสไนเปอร์ (Sniper) ซุ่มยิงนี่นะครับ มันจะไป ๒ กิโลเมตรกว่านะครับ เพราะฉะนั้นบินได้แค่ ๓,๐๐๐ ฟุต ประมาณ ๑ กิโลเมตร เพราะฉะนั้น ๑ กิโลเมตรนี่ผมถามว่ามันจะรอดจาก ปืนเล็กได้อย่างไร ใครตาย เจ้าหน้าที่ทหาร ท่านไม่ได้นั่งข้างบน ลูกน้องนั่ง ลูกน้องต้องไป เสี่ยงชีวิตก่อนท่านเลย เห็นไหมครับ นี่คือสิ่งที่ต้องบอกว่าวันนี้ดูในแคตตาล็อกแล้ว ท่านประธาน แล้วก็มาบอกว่าเมื่อทดสอบบินได้ ๓,๐๐๐ ฟุต ๑ กิโลเมตร เขาบอก นี่ละมีแค่นี้ ระยะปฏิบัติการอยู่แค่นี้ละครับ ๓,๐๐๐ ฟุต เวลาคุณไปซื้อรถมา คุณจะต้องรู้สเปกว่าคุณจะ ซื้อรถที่มันวิ่งเร็วเท่าไร แต่เวลาทดสอบอาจจะไม่ถึงประมาณ ๑๗๐ ๑๘๐ หรอก แต่ว่า มันอยู่ในเกณฑ์ได้ เขาบอก ๑๐,๐๐๐ ฟิต ก็ต้อง ๑๐,๐๐๐ ฟิต ปรากฏทุกวันนี้ทําไมไปเป็น ๓,๐๐๐ ฟิต แล้วทาง ทบ. เขาออกมาบอกนี่ละครับสเปก นี่ละครับมาตรฐาน พอแล้วในการ ตรวจการณ์ นี่คือสิ่งที่ผมเป็นกังวลว่าวันนี้ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ไม่เข้าไปดูแลเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ใกล้ชิด ต่อให้มีคณะกรรมการมาตรฐาน การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพอย่างไรก็ตาม ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นอีก ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ดูเรื่องราคาครับท่านประธาน คงไม่พูดถึงเรื่อง ประสิทธิภาพแล้วครับ ท่านประธาน ดูนะครับ เดี๋ยวเวลาชี้ อธิบายจะได้ถูกต้องนะครับ เรือเหาะนี่นะครับ ผมไปได้ใบอินวอยซ์เก็บเงินนี่นะครับ ใบส่งมาเรียกเก็บสตางค์ ได้ราคามา นี่ครับ ดูเรือเหาะนะครับ แล้วก็พวกเครื่องยนต์นี่นะครับ อยู่ที่ ๑,๕๘๐,๒๗๐ ดอลลาร์ เป็นเงินอยู่ที่ประมาณ ๕๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานดูนะครับ เรือเหาะ ๑,๕๘๐,๒๗๐ ดอลลาร์ เป็นเงิน ๕๕ ล้านบาทครับ ขอโทษครับ ท่านประธานครับ ๕๕,๕๔๖,๔๙๐ บาทครับ นี่เฉพาะตัวเรือเหาะกับเครื่องยนต์นะครับท่านประธาน มีใบหลักฐานชัดเจนครับ จากกรมศุลกากร ทีนี้ไปเช็กราคานําเข้าอุปกรณ์เรือเหาะ ซึ่งประกอบเป็นสัดส่วนของ เรือเหาะที่ต้องใช้ในตัวเรือเหาะยังไม่รวมกล้อง อยู่ที่ ๒๖๓,๐๐๐ ดอลลาร์ เป็นเงินไทยก็อยู่ที่ ๙,๒๔๔,๔๕๐ บาท ท่านประธานครับ เบ็ดเสร็จรวมกันแล้วอยู่ที่ ๖๐ กว่าล้านบาท ท่านประธาน ไม่รวมกล้องครับ กล้องนี่เขาจะติดที่เฮลิคอปเตอร์ ๓ ตัว ๓ ลํา ตัวละลํา แล้วก็ติดอยู่ที่ เรือเหาะเวลาขึ้นไปแล้วตรวจส่องลงมาข้างล่าง กล้องต้องส่องกลางวันได้ กลางคืนได้ ท่านประธานครับ เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวผู้ที่ต้องสงสัย วัตถุ บุคคลทั้งหลาย ระยะที่ เขาประกาศ บอกเอาไว้เลยครับว่ากล้องที่ใช้นี่อย่างน้อยที่สุด ๓๐ กิโลเมตรท่านประธาน ส่องจากเครื่องบินลงมาครับ ๒.๑ ล้านพิกเซล (Pixel) เป็นอย่างไรครับ หลังจากที่บินขึ้นไป ๓,๐๐๐ ฟุต ถ่ายลงมานี่ครับ ป้ายรถยังไม่รู้เลยหมายเลขอะไร ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ ประสิทธิภาพ ที่ผมกําลังเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ นี่คือประสิทธิภาพครับ ส่วนรถคอมมานด์คอนโทรล หรือรถกริซลี่ นี่นะครับ ก็ส่งตามเข้ามาหลังจากที่เบิกเงิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ไปแล้วนะครับ ก็ปรากฏว่าขณะนี้ อยู่ในพื้นที่ใช้การได้แล้ว ราคา ๑๙ ล้านบาทท่านประธาน ๑๙ ล้านบาทนะครับตรงนี้ เบ็ดเสร็จแล้วท่านประธานครับ ผมรวมเลยครับ กล้อง ๓ ตัว ๓ ตัวที่ติดในเฮลิคอปเตอร์นี้ ราคา ๑๓๑,๖๓๘,๐๐๐ บาทเศษก็แล้วกันนะครับ สรุปว่าเบ็ดเสร็จว่าประมาณ ๑๓๑ ล้านบาท ส่วนกล้องที่ติดกับตัวเรือเหาะคือแอร์ชิพ (Airship) ๒ กล้องนะครับ เป็นเงิน ๘๗.๗ ล้านบาท โดยประมาณ เพราะฉะนั้นเบ็ดเสร็จกล้อง ๕ ตัวรวมกันเป็นเงินประมาณ ๒๑๘ ล้านบาท ๒๑๘ ล้านบาทนี้นะครับ รวมด้วยเรือเหาะ ๖๔.๗ ล้านบาท บวกด้วยรถคอมมานด์คอนโทรล อีก ๑๙ ล้านบาท รวมเป็น ๓๐๑ ล้านบาทโดยประมาณ เขาบอกว่าเป็นตัวต้นแพ็กเกจ (Package) เขาจะจัดโรงเก็บให้ โรงเก็บประมาณ ๒๐-๓๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ นั่นคือของแถม ของแถมมาคิดบวกราคาตรงนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเรียนว่า นี่คือ ๓๐๑ ล้านบาทเศษ ๆ แต่ ทบ. อนุมัติ กรมการขนส่งทหารบกอนุมัติ ขออนุมัติอยู่ที่ ๓๔๐ ล้านบาทโดยประมาณ เศษส่วนนิดหน่อยไม่พูดถึง ท่านประธานครับ เรื่องนี้ถูกร้องเรียน ถูกร้องเรียนไปยังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เขาร้องเรียนว่าราคาแพง เอาละ ผมไม่อ่านรายละเอียดอะไรมากมายครับ ร้องเรียนไปยัง กองทัพบก มีหนังสือด่วนมากจากกองทัพบกนะครับ ออกหนังสือมาที่ เลขที่ กห ๐๔๐๗/๗๐๕ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ กองทัพบก ศูนย์ปฏิบัติการของ ทบ. กองบัญชาการ กองทัพบก เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๐๐ เรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริงการจัดหาเรือเหาะ พร้อมระบบกล้องตรวจการเวลากลางวัน กลางคืน เรียน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในนี้นะครับ เขาแจ้งว่า หากพิจารณาเฉพาะราคา เรือเหาะเอรอส ๔๐ ดี (Aeros 40D) จากข้อมูลดังกล่าวมีราคา ๒.๘-๓.๒ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๙๘-๑๑๒ ล้านบาท ท่านประธานครับ ทั้ง ๆ ที่ราคาตามใบอินวอยซ์อยู่ที่ ๖๔.๗ ล้านบาท แต่ในนี้รายงานไป ป.ป.ช. เองเลยครับ ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อคนที่ลงนามนะครับ บอกสักหน่อยดีกว่า ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ผมเชื่อได้ว่าลูกน้องคงตรวจสอบไม่ละเอียดหรอก แล้วก็บวก ลบ คูณ หารก็ไม่รู้จะลงตัวอย่างไร ทบ. มาชี้แจง เอาสมุดเล่มสีฟ้ามาชี้แจง ก็อยู่ที่ ๑๐๓ ล้านบาท ตรงนี้รายงานมา ๙๘ อยู่ถึง ๑๑๒ ก็ไม่เป็นไร ตัวเลขเรายังไม่ฟิกซ์ (Fix) ไม่ชัดเจน จึงเรียนมาเพื่อกรุณาทราบ ขอแสดงความนับถือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก เสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ทําการแทนผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ไม่ละเอียดครับท่านประธาน ไม่ได้ดูให้ละเอียดว่า ใบนําเข้า ใบอินวอยซ์ราคาเท่าไร อะไรราคาเท่าไร บวก ลบ คูณ หารแล้ว มันไม่ถูกต้องครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นถึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามาอย่างไรบินไม่ได้ มาอย่างไรมาแช่อยู่ นอกเหนือจากนั้นครับท่านประธาน กองทัพบกเองก็พยายามแก้ไขปัญหา ผมก็รู้ครับ ท่านเองก็พยายามแก้ไขปัญหา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอโทษนะครับ สุดท้าย ก็ปรากฏว่าส่งเกินระยะเวลาตามสัญญา เบ็ดเสร็จ บวก ลบ คูณ หารแล้วอยู่ที่ ๓๓๔ วันครับ บริษัทเอาผ้าใบเก่า ๆ มา แล้วก็เอากลับไปเปลี่ยนใหม่หรือเอาไปซ่อมใหม่ นี่คือสิ่งที่เขาล่าช้า ไม่ใช่ความผิดของกองทัพบกครับ แล้วทําไมกองทัพบกจะต้องไปรักษาประโยชน์กับผู้ขายละ ทําไมไม่ดูแลประโยชน์ของกองทัพ กลายเป็นว่าวันนี้เขาผิดสัญญาไป ๓๓๔ วัน โดยอ้างว่า กล้องที่จะติดกับเฮลิคอปเตอร์นี้ เนื่องจากว่าเฮลิคอปเตอร์ต้องใช้งานปฏิบัติหน้าที่ มาไม่ทัน เสียเวลา ทําให้เขาล่าช้าไป ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงไม่เป็นไร ก็นับ บวก ลบ คูณ หาร กันให้เรียบร้อย เบ็ดเสร็จวันนี้ได้ ๓๓๔ วัน ท่านประธานครับ ถ้าปรับกันจริง ๆ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ต่อวัน เป็นเงินวันละ ๑๙,๔๐๐ เหรียญครับ วันหนึ่งครับท่านประธาน ผ่านไป ยังท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพด้วย ถ้าปรับนะครับ ๑๙,๔๐๐ เหรียญ ทั้งหมด ๓๓๔ วัน รวมทั้งหมดเป็นเงิน ๖,๔๗๙,๖๐๐ เหรียญครับ ลองคุณดู เอา ๓๕ คูณครับ เพราะในขณะนั้น แลกเปลี่ยนอยู่ที่ ๓๕.๑๓ ครับ ท่านประธานครับ ปรากฏด้วยความห่วงใยของบริษัทและ ดูเหมือนว่าบริษัทนี้ถ้าจะทุนน้อย กองทัพบกพิจารณาแล้วด้วยความรอบคอบสุขุม ปรับอยู่ที่ ๑๒ วันท่านประธาน ปรับอยู่ที่ ๑๒ วันครับจากที่เขาผิดสัญญาไป ๓๓๔ วัน ผมตามไป สตง. สตง. บอกว่า สตง. ก็ทําหนังสือถึงกองทัพ บอกว่าพิจารณาใหม่ในเรื่องของค่าปรับได้ไหม เพราะดูแล้วน่าห่วงว่าวันนี้ไม่ใช่ ๗ วันผิดของกองทัพบก ผมเรียนแต่ทีแรกแล้วครับ ท่านประธานครับ ผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมเห็นด้วยครับ เอาอาวุธยุทโธปกรณ์ เอาสิ่งที่จะมาใช้อํานวยความสะดวกในการที่จะดูแลพื้นที่ภาคใต้ให้เรียบร้อย สมบูรณ์ ซื้อไปเลยครับ แต่เอามาแล้วต้องได้ประโยชน์ครับ ต้องมีคุณภาพครับ ไม่ใช่ปล่อยอย่างนี้ ท่านประธานดูนี่สิครับ นี่ที่ผมบอกสวยแต่รูปจูบไม่หอมครับ ท่านประธานครับ คณะกรรมการ จะเป็นส่วนรับ ถ้าพิสูจน์ได้ เรือเหาะนี่สีจะต้องทาให้สวย ถ้าจะสวยหน่อยต้องใส่สีแดง เยอะ ๆ หน่อยท่านประธาน แล้วมันมีอื่น ๆ สีอื่นก็มีนะครับ แล้วในแบบก็มีกองทัพบก มี ๒ แบบครับ แต่ ณ วันนี้เอาขึ้นไปบินเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ขาวโพลนเลยครับ ถึงเรียกว่า เรือเหาะหรือลูกกรงปะผุนิรนาม แล้วอย่างนี้ครับ แล้วเซ็นรับไปได้อย่างไรครับ เรียนท่านประธานผ่านท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรู้ไหมว่าสติกเกอร์ (Sticker) นี่มันมาจาก ประเทศเยอรมัน ถ้าติดหนักมากมันขึ้นบินไม่ได้ มันบินไม่ขึ้น ผมเรียกมาชี้แจงว่า ถ้าบินไม่พ้นระยะปืนนี่ทําอย่างไร เขาบอกเขากําลังคิดหาแผ่นอะไร รองใต้คนขับ ที่เจ้าหน้าที่นั่งขับเครื่องบินอยู่นี่ครับเพื่อกันกระสุนปืน ลองติดอยู่ครับท่านประธาน เขาบอกลองติดอยู่แต่ว่าติดแล้วมันขึ้นไม่สูงก็เลยต้องเอาลงมา แล้วก็มาเป็นอย่างนี้ ท่านประธาน แต่ดูแล้วสวยเชียว พาพี่น้องสื่อมวลชน นัดพี่น้องสื่อมวลชนออกไปว่าไปดู หน่อยวันนี้ขึ้นได้แล้ว เพียงแต่ว่าต้องให้สื่อมวลชนเชียร์ สื่อมวลชนบางฉบับก็เชียร์ครับ บางคนไปถึงเข้าดูไม่ได้ เข้าไปดูแทบไม่ได้ ท่านประธานครับ สื่อที่จะพาไปดูว่าเรือเหาะ เหาะได้แล้ว ก็ดีใจเหาะได้แล้ว เหาะได้แต่ปฏิบัติการไม่ได้ วันนี้มันต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ถ่ายทอดสัญญาณลงมาอีก ยูเอชเอฟ (UHF) วีเอชเอฟ (VHF) อีกครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นซื้อมันทั้งระบบมันใช้อะไรไม่ได้ ณ วันนี้เลยท่านประธาน วันนี้ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ๓๔๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เอาไปให้คนยากคนจน หาที่ดินให้อยู่ให้กินดีกว่า เห็นไหมครับ อ้ายที่ผิดพลาดก็ผิดพลาดไป แต่วันนี้ท่านเอง ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ ไม่รับผิดชอบไม่ได้ ดูสักหน่อยก็ได้ครับ ผมดูในแคตตาล็อก ต่ออีกหน่อยก็ได้ครับท่านประธาน ท่านเป็นนักเรียนต่างประเทศด้วย โอเปอเรติ้ง อัลติจูด เรนจ์ ๑๐,๐๐๐ ฟีต (Operating Altitude Range 10,000 Feet) หรือ ๓,๐๔๘ เมตร แมกซิมัม โอเปอเรติ้ง แอท อัลติจูด ๗,๕๐๐ ฟีต (Maximum Operating at Altitude 7,500 ฟีต) และ ๓,๐๐๐ ฟีต มันจะอยู่ในข้อกําหนดตรงนี้หรือเปล่า อยู่ในแคตตาล็อกของบริษัทนี้ หรือไม่ ท่านประธานครับ กล้องครับ กล้องตัวละ ๔๐ ล้านบาทครับ เสียดายครับ ผมมีแต่เอกสารก็ให้ดูตรงนี้นิดเดียวท่านประธาน หาตัวอย่างไม่ได้ พยายามจะหาก็มีแต่ ในรูปครับ ๕ ตัวครับ ล่อเข้าไป ๒๐๐ กว่าล้านบาท วันนี้ได้ขึ้นไปข้างบนส่องลงไปข้างล่างนี่ มันต้องชัดแจ๋วเลย ชาวไร่ชาวนาถือจอบหรือถือปืนนี่ต้องรู้ทันทีนะครับ สูงขึ้นไป ๓๐ กิโลเมตรครับ หันไปทางท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลความมั่นคงครับ เพราะฉะนั้น นี่คือปัญหาที่ต้องแก้นะครับ แต่วันนี้มันเลยเวลาที่ท่านจะแก้แล้ว เพราะว่ามันสั่งมาแล้ว แล้วก็ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล ถ้าท่านยอมรับนี่ ผมว่าถ้าท่านยอมรับแล้วแก้ไข นะครับมันก็เป็นเรื่องที่น่าคิด แต่ผมเรียนท่านวันนี้ ท่านประธานครับ กล้องตัวนี้ท่านไปเช็ก เลยครับ มันเสียอยู่ ๓ กล้อง ท่านประธานได้ยินไหมครับ ใช้ได้ ๒ กล้องครับ เขาบอกว่า บริษัทนี้ก่อนที่จะมานี่ เขาซื้อผ่านบริษัท พีวีที เนื่องจากว่าจะเลี่ยงพัสดุ เพื่อซื้อผ่านบริษัท พีวีที แอนด์แอสโซซิเอสท์ จํากัด ไม่ได้ซื้อตรง จริง ๆ แล้วถ้าซื้อตรงต้องถามเอกอัครราชทูต ต้องถามคนที่อยู่ต่างประเทศซึ่งเป็นคนไทย ลองสืบราคาดูสิว่าเรือเหาะทั้งระบบนี่ราคาขนาดนี้ ใช้ได้หรือไม่ นี่คือระเบียบ แต่เอาละไม่ถาม ท่านบอกบินไปเองเลย ส่ง ๙ คนไปดู ส่ง ๓ คน ไปตรวจทางเทคนิค ก็กลายเป็นว่าเขาส่งมาอย่างไรก็เอาอย่างนั้นท่านประธาน เพราะฉะนั้น กลัวว่าจะต้องผ่านเอกอัครราชทูตก็เลยผ่านบริษัท พีวีที แอนด์แอสโซซิเอสท์ จํากัด ท่านประธานครับ ผมก็ไปค้นว่าเขาเป็นใคร บริษัทนี้จดทะเบียน บค ๑๒๖๘๑/๒๕๓๔ ครับ ท่านประธาน ทุนของบริษัทกําหนดไว้จํานวนแค่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธาน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นครับ จะผ่านตรงนี้ด้วยเรื่องอะไร อย่างไร ก็ไม่ได้ตามไปดูอะไร มากมาย แต่บอกให้เห็นนะครับ แล้วปี ๒๕๕๒ ไม่ได้ปิดงบดุลด้วย ไม่ได้ปิดงบดุล ท่านประธาน แล้วเอาบริษัทนี้มาเป็นตัวแทนของกองทัพ เอาบริษัทที่มันเข้าท่าเข้าทางหน่อย มีต้นทุนสูง ๆ หน่อย มีประสบการณ์หน่อย ไม่ว่ากัน เอาละไม่ไปก้าวก่ายอะไรมากมาย ถึงชื่อเขาอะไร แต่เรียนให้ทราบ เห็นไหมครับท่านประธาน ดูแล้วมันช่วยเหลือกันไปหมด ปรับ ๑๒ วันมันก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วท่านประธานครับ ในเรื่องนี้ก็คงจะใช้เวลาเพียงเท่านี้ ละครับ ที่ผมเรียนว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ผมไม่ได้เกลียดทหารนะครับ ผมบอกหลายครั้งหลายหนแล้ว ผมเป็นลูกเขยทหาร เพื่อน ๆ เยอะแยะ มีความรัก แล้วท่านเอาอุปกรณ์ดี ๆ ไปให้เขาใช้เถอะครับ วันนี้เขาลําบากมากครับ เดือดร้อน เรื่องนี้เขาก็ไม่อยากจะเซ็นหรอก แต่ไม่เซ็นก็ไม่ได้ ทําไมเซ็นช้า ทําไมไม่เซ็น อะไร ต่าง ๆ เหล่านี้ คนมันอยู่ในเครื่องแบบครับท่านประธาน มันก็มีวินัย บางทียอมครับ เพื่อผู้บังคับบัญชา ใจมันถึงใจกันอย่างนั้น ก็เลยเซ็นรับไป ดังนั้นตรงนี้ต้องเรียนว่านี่คือสิ่งที่ผม บอกว่าผมเป็นห่วงครับท่านประธาน ถ้าเกิดกองทัพเป็นอย่างนี้มันจะเข้มแข็งได้อย่างไร ท่านประธาน มันเข้มแข็งไม่ได้ท่านประธานครับ ท่านจะเห็นได้เลยในเรื่องการจัดซื้อ ยุทโธปกรณ์ทั้งหลายทั้งปวงในวันนี้วิธีพิเศษกันหมด ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรอง นายกรัฐมนตรีท่านทราบดี วิธีพิเศษ ๆ ไม่ยอมอะไรกันนักหนา ผมนี่มั่นใจในตัว ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ครั้งแรกก่อนที่ท่านจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมคนหนึ่งดีใจ อยู่ในใจ ผมเคยบอกท่านแล้วในสภาแห่งนี้ แต่วันนี้ท่านต้องลงไปดูลึกละเอียด เพราะมันมี ทุกเรื่อง ไล่ตั้งแต่กริพเพน (Gripen) ยานเกราะล้อยางจากยูเครน จีที ๒๐๐ เรือเหาะ การซ่อมรถถังเบา นี่ครับทุกอย่าง ทุกเรื่อง ท่านประธาน ผมเคยยื่นเอกสารผ่านมือ ท่านนายกรัฐมนตรี เลื่อนการคัดค้านเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบการซื้อปืนเอเค ๑๐๒ (AK102) อาก้า ๑๐๒ ที่ในช่วงนั้นกระทรวงมหาดไทยเขาซื้อ เขาอยากได้มาก เขาซื้อไว้ที่ ๘๕,๐๐๐ บาท ให้อาสารักษาดินแดน นิดเดียวครับท่านประธาน ผมบอกว่า อาสารักษาดินแดนเขาไม่มีความรู้ทางด้านนี้เท่าไรนัก ต้องใช้เวลาฝึกฝนอบรม แม้กระทั่ง ทหารหลักยังไม่ใช้เลยท่านประธาน ที่แบกกันโครม ๆ ที่มาบอกว่านี่ละเป็นปืนอาก้า ปืนอาก้าไม่มีในกองทัพ ไม่มีได้อย่างไรเต็มไปหมด วันนี้หยิบตรงไหนก็ได้ท่านประธาน แต่นั่นคือสิ่งที่ผมจะบอกว่าสิ่งที่เรากําลังบอกท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีเองไปให้ กระทรวงมหาดไทยแก้ไข ตั้งกรรมการสอบสวน หรือไม่ก็เอาไปตรวจสอบสิควรอนุมัติ ไม่ควรอนุมัติ แต่ท่านไม่เคยลงมาด้วยตัวเองเลยท่านประธาน เอาสักครั้งสิ เรียนท่านประธาน ผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรี ลงไปสักครั้ง ดูสิครับ ท่านลงไปเขาเกรงใจหมด เขาจะกลัว เขาจะระวังเยอะแยะมากกว่านี้ ทีนี้ความสําคัญ ความสนใจ ความเอาใจใส่ นี่อย่างไรครับ มันมีเงื่อนงําหรือเปล่า ผมถึงอภิปรายท่านทั้งสอง วันนี้ท่านเห็นไหมครับ วันนี้เหมือนกัน ท่านประธาน เดี๋ยวเรื่องที่ ๒ ผมทําหนังสือถึงท่านอยู่ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าผมไม่รู้จะ ไว้วางใจท่านได้อย่างไร ในเมื่อท่านปล่อยปละละเลยอย่างนี้ ข้าราชการลําบากใจมากครับ เจตนาดีแต่ข้าราชการลําบากใจมาก เพราะมันใช้ประโยชน์ลําบากมาก แล้ววันนี้ ผบ.ทบ. ออกมาบอกว่าถ้าอย่างนั้นจะให้ไปตรวจป่าไม้ด้วย เห็นไหมครับ พอรู้แล้วมันขึ้นสูงไม่ไหว ท่านประธาน แล้วนักบินวันนี้พอเขาฝึก ๑ คอร์ส เป็นนักบิน ๒ คน นายช่างอีก ๑๒ คน เป็น ๑๔ คน ผู้ขายออกให้แล้วก็มาฝึกอีก ๔ รุ่น อีก ๔ รุ่นหรือ ๖ รุ่น ผมจําไม่ได้ทั้งหมด ท่านประธาน วันนี้ถามว่าวันนี้ฝึกเรียบร้อยหรือยัง มันเพิ่งจะเหาะได้ มันเพิ่งจะบินได้ แช่ไว้ ๘ เดือนแล้ว เรียกมาชี้แจงบอกฝึก บอกบินแล้วกลางคืนก็ขึ้นแล้ว กลางคืนมันขึ้นอย่างไร ผมบอกเอากล้องมาดูที่ส่องกลางคืนมันจะปรากฏเลข วันที่ เวลา เอาให้ไม่ได้ครับ ท่านประธาน ก็แสดงว่ากลางคืนยังไม่ได้ขึ้น กล้องกลางคืนยังไม่ได้ถ่าย ไหนบอกว่ามีแสง และอินฟราเรด (Infrared) ที่มันสามารถตรวจสอบได้ว่าคน ๆ โน้น คนนี้คนนั้น ใครเคลื่อนไหวไปอะไร อย่างไร เอกสารไม่มีไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องบอกว่าวันนี้ถ้าปล่อยให้ การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปในลักษณะนี้ตายหมด ท่านประธานครับฝากไปให้ท่านช่วยคิดครับ ในเรือเหาะมันมีบอลลูนข้างใน ข้างหน้าลูกหนึ่ง ข้างในลูกหนึ่ง ผ่านท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพก็ได้ ไปดูเสียเดี๋ยวนี้เลยมันรั่วซึม เปลี่ยนแต่ผ้าใบอย่างเดียว มันรั่วซึม วันนี้มันถึงขึ้นสูง ไม่ได้ครับ บอลลูนอากาศมันออก มันลอยไปกับก๊าซฮีเลียมมันก็ขึ้นสูงไม่ได้มันก็ต้องลงต่ํา เฉพาะผ้ายางของบอลลูนท่าน ๕๐,๐๐๐ ยูเอสดอลลาร์ (US Dollar) ท่านประธานครับ แล้วถามว่าใครจะเป็นคนออกเงินละทีนี้ บริษัทนี้เขาบอกว่ามันไม่มีเงิน กล้องที่ล่าช้า แล้วบอกสภากลาโหมสหรัฐอเมริกาตรวจสอบ เพราะว่ากล้องนี้น่าจะเป็นกล้องที่ใช้ในทาง ทหาร ดูท่าทางดี ข้อมูลลึก ๆ ขอให้ตรวจสอบก่อนที่จริงไม่ใช่ครับ ไม่มีเงิน เห็นไหมครับ ทําไมถึงต้องมาเบิก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ทําไมถึงต้องมาแก้เงื่อนไขในการเบิกจ่าย ท่านประธาน มีบริษัทอยู่บริษัทหนึ่ง ท่านไปเช็กเองจะเท็จจะจริงไม่รู้ เขาบอกว่าเป็นคนให้ยืมเงิน ๒๐๐ ล้านบาทไปซื้อกล้อง ให้บริษัทนี้ไปซื้อกล้อง มันถึงล่าช้า ท่านประธาน ท่านตรวจสอบ นะครับตรงนี้ เห็นไหมนั่นคือสิ่งที่บอกว่าตายแล้ว ถ้าเกิดวันนี้ในกองทัพเป็นอย่างนี้ พี่น้องทหารของเราที่รักทั้งหลายเขามีความตั้งใจดีกับกองทัพ เขาอยากทํางาน อยากปฏิบัติ หน้าที่มีเครื่องมือเครื่องไม้ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะช่วยสนับสนุนเขาในการรบ ในการทํางาน ในการตรวจตรา แต่ ณ เวลาเดียวกันข้างบนก็กัดอย่างนี้เละเทอะไปหมดวิธีพิเศษ ๆ สุดพิเศษจริง ๆ ก็ขออนุญาตในส่วนนี้เท่านี้ครับท่านประธาน ก็ไม่ไว้วางใจท่านครับ เพราะท่านปล่อยปละละเลยไม่รักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน
ท่านประธานครับ อีกเรื่องครับ ขออนุญาตต้องพูดจริง ๆ ด้วยความรัก โชคดี ท่านประธานครับ พลเอก ประวิตร ท่านไม่ได้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้วยบารมี ด้วยความมีเพื่อน ด้วยความน่ารักของท่านก็เลยไม่มีชื่อก็ไม่เป็นไรท่านประธาน ท่านนั่งอยู่ฟังตรงนี้ก็จะได้ รับทราบปัญหา ขอโทษทีครับ พูดแบบชาวบ้านหน่อย อย่ายักคิ้วหลิ่วตา ท่านประธาน อย่าปากว่าตาขยิบ ขอโทษทีที่ใช้คําอย่างนี้ ก็ขออภัย สิ่งที่พูดนี้หมายถึงว่าท่านรับทราบ ผมหน่อยในสิ่งที่มันเป็นปัญหา ไม่มีเจตนาอื่นใดต้องการที่จะให้กองทัพเข้มแข็ง ต้องการให้ พี่น้องทหารทั้งหลายเขามีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ชั้นหนึ่งเยี่ยม
เรื่องต่อไปที่ผมต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจท่าน คือการจัดซื้อรถยนต์บรรทุก จากประเทศญี่ปุ่นครับ อีซุซุ (Isuzu) ทั้งหมด ๑,๔๗๔ คัน มูลค่างบประมาณที่ตั้งเอาไว้ ๕,๐๐๐ ล้านบาท บริษัทนี้เก่งมาก เปิดซองมา ๔,๙๙๔,๖๔๙,๐๐๐ บาท ใกล้เคียงกับ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เป็นไร เปิดจะได้ดูนิดหน่อยว่าเป็นปกติ อย่างที่เรารู้ ๆ กันอยู่ก็ไม่ได้ว่ากัน สัญญาเลขที่ ๑๖๕/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ ผมก็พยายามที่จะทําเรื่องนี้ กับเพื่อนผู้แทนอีกหลายท่านหลายคนด้วยความห่วงใยของท่าน ว่าสิ่งของที่ซื้อมามันจะ ไม่สมประโยชน์กับราคา เพราะทหารเขาก็อยากได้อาวุธยุทโธปกรณ์ รถราที่ใช้ที่มีประโยชน์ และเป็นของดี ไม่ใช่เดือนหนึ่งก็ซ่อม เดือนหนึ่งก็ซ่อม ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ท่านประธานครับ บริษัทที่ได้นี่เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดแก่ฝ่ายการเมืองไม่น้อย คือบริษัท อิทธิพรอิมปอร์ต จํากัด ก็ไม่ได้ว่าเขาจะใกล้ชิดใคร ไม่ได้แปลกในการที่จะไปใกล้ชิดใคร แต่ประโยชน์กองทัพ ต้องได้ ประโยชน์ประชาชนต้องมีเพราะเสียภาษีอากร เป็นเงินของพี่น้องประชาชน ขายราคาคันละ ๓,๓๘๘,๕๐๐ บาท ๑ คันนะครับ เช่นเดียวกันนะครับท่านประธาน ตรงนี้ซื้อผ่านแคตตาล็อก ซื้อผ่านแคตตาล็อกอีกแล้ว วิธีพิเศษอีกแล้ว ท่านประธานครับ ท่านดูนะครับ นี่คือแบบครับ มีการประทับตราของบริษัทเรียบร้อยครับ ๔ คูณ ๔ นี่ ๔ ล้อนะครับ บรรทุกลําเลียงคนได้ ๑๒ คน นี่คือแบบ แบบที่ตกลงกันไว้ในสัญญาครับ ดูท่าทางน่าแข็งแรง บึกบึนครับ ในสัญญามันก็แปลกนิดหนึ่งครับท่านประธาน มีเอกสารแนบท้ายสัญญา สัญญาของกรมสรรพาวุธทหารบกเขียนบอกว่า ให้ใช้รถกระบะแบบลอยตัว ให้ใช้รถกระบะ แบบลอยตัวนะครับ นี่คือสัญญาของทางราชการ ส่วนบริษัทนั้นก็มีสัญญาอีกฉบับหนึ่ง แนบไปในสัญญาฉบับนี้ บอกว่าใช้รถกระบะที่ผลิตในประเทศไทย เติมเข้าไปด้วยนะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นในสัญญานี้ก็มีเงื่อนงํา อยู่ดี ๆ ทําไมเมื่อบอกกระบะลอยตัว ซื้อรถ ซื้อทั้งคันต้องซื้อจากประเทศญี่ปุ่นถูกไหมครับ ผ่านอีซูซุตรีเพชร ท่านประธาน ๑,๔๗๔ คันต้องซื้อทั้งคัน รถมาทั้งคันครับ ราคา ๓,๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท รถต้องมาทั้งคัน นี่ไม่เสียภาษีนะครับ เสียแต่มูลค่าเพิ่มครับ ๗ เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นภาษีขาเข้านะครับ ๓,๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ท่านประธานครับ พอมาถึงปั๊บเปลี่ยนเลยครับมาแต่คัสซีกับหัวเก๋ง เราก็โต้แย้งว่าสัญญานี้มันต้องรักษาประโยชน์ทางราชการถ้าตีความกันจริง ๆ แล้ว จะไปตีความเข้าทางผู้ขายได้อย่างไรครับ ต้องตีความให้เข้ากับกองทัพครับ เขาก็แจ้งมา เขาบอกว่ามันไม่ได้หมายความว่าประกอบในประเทศไทยไม่ได้ เอาละครับไม่ว่ากันตรงนั้น แต่ว่าสิ่งที่เขามาเปลี่ยนแปลงทีหลัง ท่านประธานครับ ถ้าหากว่ากล้องจะโคลสเข้าไปหน่อย จะเห็นครับ หัวเก๋งนี่รุ่นเอฟทีเอส (FTS) ๔ คูณ ๔ ๒ ตันครึ่งเอฟทีเอสอีซูซุ ท่านประธานครับ ดูอะไร ดูทะมึน ดูเท่ ดูสง่า ดูอดทน ดูบึกบึนมาก เห็นไหมครับ ดูแล้วยังน่าเกรงขามบ้างครับ รถบรรทุกทหารเอาไปเป็นแบบคอมเมอร์เชียล (Commercial) เอาเป็นแบบรถธุรกิจ ที่วิ่งไปวิ่งมาส่งของ ส่งขนม ขนมปังไม่ได้ มันกลายเป็นว่าเมื่อเวลาส่งมอบแล้วกลายเป็น หัวเก๋งอีกแบบหนึ่งท่านประธาน ต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยนะครับ แต่ตอนที่มันต่างกัน เจ้าของบริษัทคือนายสมานทําหนังสือถึงท่านเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบกว่าขอเปลี่ยนหัวเก๋งครับ ทําง่าย ๆ อย่างนี้ท่านประธาน แล้วก็เปลี่ยนกันมันต้องมีคณะกรรมการ มีการตรวจเทคนิค แล้วก็มีทดลองใช้ มันใช้ได้ไม่ได้ มันดีไม่ดี นี่ผมพูดถึงในเรื่องของราคา สรุปเบ็ดเสร็จ ท่านประธานครับ เมื่อผมร้องไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ร้องหรอกครับ ขอให้ท่านระงับ ชะลอการตรวจรับไว้ก่อน เพื่อให้ได้ตรวจสอบให้รายละเอียดก่อนถึงท่าน ถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมครับ ผมเป็นคนลงนามเอง ด้วยความห่วงใยครับ เพราะพี่น้องทหาร หลายคนคุยกับผม บอกว่าถ้าปล่อยอย่างนี้ไม่ได้ เพราะว่าเขาจะไม่ได้ซื้อแค่นี้ ปี ๒๕๕๔ ก็ซื้ออีก ๕,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๕ จะซื้ออีก ๕,๐๐๐ ล้านบาท เบ็ดเสร็จ ๓ ปี ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วถ้าเอารถอย่างนี้มาให้พี่น้องทหารใช้นี้มันจะใช้ได้นานแค่ไหน ระยะ ประกัน ๒ ปีก็จริง เราก็อยากได้สิ่งของที่ดี ๆ เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน นายกรัฐมนตรีครับ เวลาท่านขับรถท่านอยากจะซื้อรถเก๋ง เมดอินไทยแลนด์ (Made in Thailand) หรือเมดอินเจแปน (Made in Japan) หรือเมดอินยูเอสเอ (Made in USA) ถามท่านตรง ๆ ก่อน เหมือนกันครับ ความรู้สึกไม่ได้ต่างกันครับ เพราะเทคโนโลยีเรา ยังไม่ถึง ฝีมือเรายังไม่สเปเชียลไลซ์ (specialize) อะไรเท่าไรนัก ทั้ง ๆ ที่เราก็พยายามที่จะ ทําให้ แต่นี้ก็ต้องบอกว่าวันนี้กองทัพเขาก็อยากจะใช้สิ่งที่ดี เจ้าหน้าที่คนใช้ก็อยากจะใช้สิ่งที่ ดี ๆ วันนี้เพียงแต่บันทึกถึงเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบกขอเปลี่ยนหัวเก๋ง อย่างนั้นจบแล้วครับ แล้วก็เอาสแปร์ พาร์ท (Spare part) เอาจากส่วนอื่น เอาผ้าใบมาจากที่อื่นทั้งนั้น บริษัทสมุทรสาครนี้ไม่เอ่ยชื่อ เป็นคนผลิตและส่งครับ ท่านประธานครับ ผมส่งเจ้าหน้าที่ไป ตรวจสอบ ซึ่งเป็นอดีตเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก อดีตเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบกการันตี ชัดเจนในเรื่องความรู้ความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่น ไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้ากรมสรรพาวุธ ทหารบกในขณะนี้ แต่สิ่งที่เขาเป็นห่วงคือความเป็นห่วงที่อยากจะเห็นกองทัพมีอาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่อยากจะเขียนสัญญาอะไรก็เขียน อยากจะแก้ไข อย่างไรก็แก้ไข เรียนท่านประธานผ่านท่านนายกรัฐมนตรีครับ เข้มแข็งอีกหน่อยครับ ท่านอยู่นานอีกนิดหนึ่ง เข้มแข็งอีกหน่อยให้ผมเห็นหน่อย เพราะฉะนั้นนี่คือ สิ่งที่บอกว่าผมอยากเห็นท่านเข้มแข็ง กองทัพเขาเสนออะไรมา ผมไม่อยากพูดว่าตามใจ ไม่ใช่ เพราะพี่น้องประชาชนเขามองกันวันนี้ท่านมาอย่างนี้ กองทัพขออะไร ผมไม่อยากจะ พูดตรงนี้เลย ไม่อยากจะให้เกิดความรู้สึกจริง ๆ เพราะอะไรที่มันผ่านไปแล้ว พอผ่านได้ ผมก็อยากจะผ่าน แต่ ณ วันนี้เห็นท่านครับ ยังไม่ทันไรเลย พล.ร.๗ มาอีกแล้ว พล.ม.๓ มาอีกแล้ว พล.ร.๗ ท่านประธาน เริ่มต้นที่เท่าไร ๖ ระยะ ระยะกี่หมื่นครับ ๒๐,๐๐๐ ระยะหนึ่ง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เห็นไหมครับท่านยอมหมด ทันทีเลย จ่าย ๒,๓๐๐ ๒,๐๐๐ เอาไป พล.ร.๗ พล.ม.๓ ท่านเอาไป ๒,๐๐๐ พล.ม.๓ จําเป็นแค่ไหน รถถังวันนี้วิ่งติดโคลนหมดขึ้น ไม่ได้ ผมอยากจะพูดอีกสักนิดหนึ่งด้วยซ้ําไป พล.ม.๑ มันยังกลวงอยู่ ท่านประธานครับ ผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรีท่านเข้าใจว่ากลวงไหมครับ พล.ม.๑ นี้มีแค่ ๒ กรม อีกกรมหนึ่ง ไม่กลับเลยครับอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ วันนี้เผลอไปตั้งที่จังหวัดขอนแก่นแล้วครับ พล.ม.๓ มันอะไรละ ๗๐,๐๐๐ เริ่มต้นนะครับถ้าเกิดทําไปทํามานี้เขาบอกว่า ฉันขี้เกียจเอาไป ๒,๐๐๐ ตามมาอีก ๗๐,๐๐๐ อย่างต่ํา ไม่ใช่แค่รถถังนะครับ ตามมาหมด ปืนใหญ่สนับสนุนการรบมาหมด กําลังพลมาหมดโยกย้ายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา นี่ละครับท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอยากจะตั้งนี่นะครับ เอา พล.ม.๒ รอ. ที่เกียกกายนี้ไปอยู่ จังหวัดขอนแก่นเลย เอาไปเลย อยู่ตรงที่การเมืองทั้งนั้น ท่านประธานครับ หันมาทางนี้ครับ ท่านมาดูภายในเขาสิครับ ๓,๓๘๐,๐๐๐ ก่อนที่จะมาถึง ๓,๓๘๐,๐๐๐ ท่านประธานครับ มีการเสนอราคา ๒ ครั้ง เสนอราคา ๒ ครั้งครับ ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีประวิตร ที่นั่งอยู่ตรงนี้ด้วยก็แล้วกัน ผมไม่ทราบรายละเอียด ท่านทราบไหมครับ เสนอครั้งแรก บริษัทนี้ได้ บริษัทนี้ก็ถูกเสนอด้วยแต่ยังไม่ได้ บริษัท อิทธิพรอิมพอร์ต จํากัด นี้เสนอไป ๒,๙๐๐,๐๐๐ บาทต่อคัน พอมีการเสนอหนที่ ๒ นี้ท่านประธาน ปกติมันจะต้องต่ําลง ถูกไหมครับ กลายเป็นว่าบริษัทอื่นไม่รู้ว่ารู้ได้อย่างไรบริษัทอื่นเขาเพิ่มมา บริษัทนี้เลยตาม พรวดเข้าไป ๓,๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ครั้งแรกเสนอ ๒,๙๐๐,๐๐๐ บาท แสดงว่ามีกําไรแล้ว ถูกไหมครับ เที่ยวนี้เสนอไป ๓,๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท พอผมทําหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรี ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านก็ไม่ได้ส่งคนเข้าไปตรวจสอบ ท่านก็ไม่ได้เอา คนนอกเข้าไปตรวจสอบ ท่านไม่ได้ใช้สํานักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเข้าไปตรวจสอบให้เขาสอบ กันเอง ให้เขาตรวจสอบกันเองแพงไม่แพง เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมแล้วก็รายงานท่านขึ้นมา ชี้แจงมาทางผม ท่านประธานครับ ผ่านท่านนายกรัฐมนตรีครับ เงินขนาดเกือบ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านมีคณะของท่านในส่วนของสํานักนายกรัฐมนตรีลงไปดูหน่อย อัยการลงไปดูหน่อย ท่านมีในมืออยู่แล้ว เอาหลาย ๆ คนมีความรู้ทางด้านกฎหมายไปดูหน่อย ตามใจไปหมด เฉยอย่างเดียวอย่างนี้ไม่ได้ครับท่านประธาน ให้ไปตั้งกรรมการสอบกันเอง เขาก็แจ้งมา คณะกรรมการต่อรองราคา ๓๓๐,๐๐๐ บาท ต่อรองราคาเพื่อรักษาประโยชน์ เพื่อรักษา ประโยชน์ของกองทัพครับ ไปต่อรองราคา ลดราคาแล้ว ลดไปคันละ ๑,๕๐๐ บาท ซึ่งผมพูดมาแล้วครั้งหนึ่ง บ้านผม รถมอเตอร์ไซด์บ้านผมไปซื้อบริษัทห้างร้าน ลด ๑,๕๐๐ บาท เขายังไม่เอาเลย เขาไม่ลดรถ แล้วอันนี้ลด ๑,๕๐๐ บาทครับประธาน เพื่อประโยชน์รักษาของชาติแผ่นดิน ของกองทัพ ลดให้ ๑,๕๐๐ บาท แล้วกองทัพเอง ก็ทําหนังสือแจงมาทางผม ผมไม่ทราบแจ้งไปทางท่านหรือเปล่า สรุปเบ็ดเสร็จตัวเลขมาให้ เรียบร้อยหมดท่านประธาน แปลกไหมครับ ตอบแทนผู้ขายเลยครับ แทนที่จะแจ้งมา ว่าได้สรุปตรวจสอบอะไรก็สุดแล้วแต่ สอบสวนกันไปก็สอบสวนกันมาแล้ว ปรากฏว่าเขามี กําไรน้อย ก็บอกไปสิ ไม่ได้กําไรมากมาย กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ามา ปรากฏว่าวันนี้แจ้งมาบอกว่า ได้ตรวจสอบแล้ว เสียค่ามูลค่าเพิ่มแล้ว ยกเว้นภาษีนําเข้าแล้ว ค่าโน้นค่านี้เท่านั้น แล้วกําไรคันละ ๔๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ๆ กําไรครับ แล้วไม่ได้ยกเว้นเรื่องของค่าขนส่งค่าอะไร ๔๐๐,๐๐๐ บาท ครั้งแรกเสนอ ๒,๙๐๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่ ๒ เสนอ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาทยังกําไรอยู่แค่ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๙๐๐,๐๐๐ บาท ก็ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาท แสดงว่าคันนี้มีกําไรประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาทจริงหรือเปล่า นี่บวก ลบ คูณ หาร ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเห็นได้เลยว่า เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วท่านลองเอา ๑,๔๗๔ คูณ คูณได้ ๔๐๐,๐๐๐ บาท กองทัพแจ้งมาเอง ขนส่งแจ้งมาเองครับ กําไรคันละ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ หากินสบายเลยท่านประธาน เดี๋ยวมาอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวมาอีก ๑๐,๐๐๐ บาท ดูครับ ประสิทธิภาพ นี่ภายในตัวรถครับ ท่านประธาน ท่านมองเห็นหรือเปล่า ไม่ทราบ นี่ระหว่างหัวเก๋งกับข้างหลังนะครับ ข้างล่างโล่งเลยเห็นไหมครับ แล้วดูสิครับ การจัดวาง ฟิลเตอร์ (Filter) อะไรอย่างไร ไม่ได้ดูให้มันชัดเจนเลย ไม่มีอะไรที่จะหุ้มจะอะไร อย่างไร นี่รถลําเลียงพลทหารที่จะต้องวิ่งไปในป่า ในเขา ในดง แล้วท่านประธานดูข้างล่าง ขออีกรูปครับ นี่สวยใหญ่เลยท่านประธาน นี่เห็นไหมครับ นี่เป็นอย่างไรครับสายยางร้อยท่อ ตรงเฟือง น้ํามันเฟืองอะไร ท่านดูสิครับ สายเบรกรุงรัง พะรุงพะรังไปหมด นี่ตรวจรับแล้ว ปล่อยให้ ผ่านหูผ่านตาไปได้อย่างไรกรรมการตรวจรับ ใครรับผิดชอบ นี่ภายนอกใต้ท้องรถ นี่ภายในครับ ท่านประธาน ดูคร่าว ๆ ท่านไปดูดี ๆ ยกทีมรัฐมนตรีไปดูทั้งหมดเลยครับ ท่านนายกรัฐมนตรีนําไปเลยครับ ท่านประธานครับ นี่ดูผ้าใบครับ ก็บอกว่ารถ ๔ คูณ ๔ ๒ ตันครึ่ง รุ่นเชียงกงผลิตหรือเปล่า ท่านดูครับ ผ้าใบนี้ครับ ไปตรวจสอบนะครับ ดูไกล ๆ อาจจะไม่ชัดเท่าไร คราวหน้าท่านประธานต้องไปเช็กแล้ว ไม่มีการนําเข้านะครับท่านประธาน ไม่ได้นําเข้าจากต่างประเทศ เอาในนี้ เขาก็มาโต้แย้งว่าต้องให้ได้ปีผลิตมากมันคนละเรื่องกัน ไม่เกี่ยวครับ เพราะนี่เซ็นสัญญาเขียนให้ไว้ชัดเจน จะไปตีความเข้าข้างผู้ขายไม่ได้ นี่ครับ ขนาดไปตรวจสอบครับท่านประธาน แล้วดูข้างใต้นี่อีกนิดครับ กล้องจับหน่อยครับ กล้องอย่าเพิ่งผ่านไปสิ ตรงนี้ เรื่องตรงนี้สําคัญ หน้าพวกเราตรงนั้นเอาไว้ค่อยดูกันทีหลัง พวกเราเห็นกันบ่อย ๆ ในโทรทัศน์ ท่านประธานดูครับ อันนี้ไฟท้ายนะครับ จะอยู่ด้านใน ท้ายรถ อยู่ด้านในใต้ท้องรถนะครับ ท่านประธานดูนะครับ ร้อยสายไฟ นี่หรือครับ ๓,๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ยกเว้นภาษี ท่านไปดูสิครับ จังหวัดศรีสะเกษว่าอย่างไร ท่านพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ มันไปวิ่งที่จังหวัดศรีสะเกษ ข้ามไปภูมะเขือยังไม่ทันไรเลย ไฟท้าย ไฟทางดับ หมดแล้ว สวิตช์ที่เขาบอกให้ตั้งแต่รุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ครับ ไม่มีขายผลิตอยู่ใน ประเทศญี่ปุ่นแล้วท่านประธาน ผมทําหนังสือถึงเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น เพราะผมรู้ว่าถ้า ประเทศญี่ปุ่นผลิตรถลําเลียงพลทหาร ผลิตไม่ได้ ส่งไม่ได้ ขายไม่ได้ เพราะมันมีสัญญากันอยู่ ระหว่างที่เขาแพ้สงคราม ถ้าเราเรียกว่ารถยนต์บรรทุก ไม่ใช่คําว่า ทางทหาร เขาไม่ใส่ ทางทหารไป อย่าคิดว่าผมทําอะไรต่อไม่ได้นะครับ ที่พูดหมายถึงว่าเวลาซื้อมาก็เอาของดี ๆ มาให้ทหารหน่อย มาให้ทหารเขาใช้ดี ๆ หน่อย ถ้าผมทําไปถึงยูเอ็น (UN) เพราะว่าในนี้ เขียนไว้หมดเลย สเปก ลําเลียงพลทหารไปเท่าไร ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์กันอะไร อย่างไร สัพเพเหระหมด แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วส่งไป มันไม่กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นหรอกครับ นี่คือความไม่รอบคอบ ความไม่เอาใจใส่ ความไม่สนใจ ท่านประธาน เห็นไหมครับ ๓,๓๘๘,๕๐๐ บาทต่อคัน ท่านประธาน ท่านไปดูอีกนิด จะไม่ให้ถอดถอนท่านได้อย่างไรท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ เพราะท่านดูแลเรื่องความมั่นคง ท่านประธานครับ อีกสักนิดหนึ่งครับ เมื่อผมได้แจ้งหนังสือ เพื่อขอให้ชะลอการตรวจรับ ถึงท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้ทาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ดําเนินการตรวจสอบ เรื่องนี้ ตรวจสอบภายในกันเองครับ ทางบริษัทนี้ก็ทําหนังสือถึงท่านเจ้ากรมสรรพาวุธ ทหารบก ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ หลังจากที่รับหนังสือการให้ชะลอ จากคณะกรรมาธิการการทหารแล้ว เขาทําหนังสือเรื่องรายละเอียดราคารถบรรทุกขนาด ๒ ตันครึ่ง ยี่ห้ออีซูซุ เอฟทีเอส แบบ ๔ คูณ ๔ ซึ่งมาเปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่แบบเอฟทีเอส เป็นอีกแบบหนึ่ง ท่านประธานครับ เขาบอกว่า ในการนี้บริษัทขอชี้แจงรายละเอียด ค่ารถยนต์บรรทุก ๒ ตันครึ่ง ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นเอฟทีเอส แบบ ๔ คูณ ๔ ๔ ล้อดังนี้ ค่าหัวรถบรรทุกอีซูซุ เอสทีเอส แบบ ๔ คูณ ๔ ล้อ พร้อมอุปกรณ์ราคาคันละ ๒,๘๓๘,๕๐๐ บาท นี่เฉพาะหัวกับคัสซี ท่านประธานครับ ตัวประกอบนี่อย่างลอยตัวนะครับ เอาละ มาเอากระบะในเมืองไทย ก็ไม่ว่ากันครับ ค่าประกอบตัวถังรถบรรทุกราคาคันละ ๕๕๐,๐๐๐ บาทครับท่านประธาน เฉพาะกระบะข้างหลังนะครับ ๕๕๐,๐๐๐ บาทครับ ผมก็เลยไปดูที่กรมศุลกากรครับท่านประธาน ว่า เอ๊ะ เขาส่งมาเก็บเงิน ส่งอินวอยซ์มาเท่าไร ใบราคาเท่าไร ก็ปรากฏว่าราคานําเข้ารถบรรทุก ๑,๗๕๙,๘๙๙.๓๕ บาทเท่านั้นเองครับ ท่านประธาน และนี่ตัวบริษัท ตัวผู้จัดการบริษัท กรรมการผู้จัดการแจ้งเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก มาว่าตัวนี้ราคา ๒,๘๓๘,๕๐๐ บาท ไม่ตรวจสอบเลยหรือครับ ผู้ตรวจคณะกรรมการ ตรวจรับพัสดุไม่ตรวจสอบเลย พวกกันทั้งนั้น เป็นญาติโกโหติกากันหรือเปล่าครับ หรือว่า อย่างไรครับท่านประธาน บริษัทอื่นอีกเหมือนกันที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ ไม่ปรับเขา ไม่ปรับ ปรับ ๑๒ วัน มันเป็นญาติเป็นพี่เป็นน้องกันตั้งแต่เมื่อไร เราได้ไม่ดีก็ส่งไปเปลี่ยน ไปปรับสิ ถูกไหมครับ หรือไม่ก็ยึดเงินสิครับ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดีเหลือเกิน ก็ไม่รู้จะไว้วางใจ ท่านอย่างไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็รับผิดชอบนโยบายนะครับ ไม่ไว้วางใจท่านครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพครับ ด้วยความเคารพครับ ด้วยความห่วงใยเช่นเดียวกัน ไม่ได้ต่างกันครับ ผมก็เลยขออนุญาตสรุปไว้เพียงสั้น ๆ เท่านี้ครับท่านประธาน แล้วเดี๋ยวผม มีอีกรอบนะ ผมมีอีกรอบครับท่านประธาน ไม่ใช่รอบนี้ รอบหน้าครับ ก็เรียนด้วยความเคารพครับ เพราะฉะนั้นผมไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ แล้วก็ไม่ไว้วางใจท่านสุเทพด้วย ขออนุญาต เสนอถอดถอนท่านด้วย เนื่องจากว่าท่านปล่อยปละละเลย ไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่ ไม่รักษา ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ไม่กล้าหาญพอที่จะเข้าไปตรวจสอบงบประมาณของแผ่นดิน ท่านเป็นส่วนที่คุมนโยบาย กราบขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย อย่างที่กระผม ได้หารือท่านประธานก่อนหน้านี้ก็คือว่าตอนที่ยื่นญัตติและยื่นถอดถอน กล่าวหาทํานองว่ามีการ ทุจริตนะครับ แล้วก็ไม่ได้กล่าวหาผมเพราะว่าไม่ได้ยื่นถอดถอนผม แต่ว่าผมจําเป็นจะต้อง ตอบประเด็นที่ท่านได้กล่าวว่าผมปล่อยปละละเลย ไม่สนใจ ในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าที่จริงแล้วไม่ใช่เฉพาะเรื่องของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง หรอกครับ แต่ว่าข่าวสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาซึ่งอาจจะมีการทุจริตในการ จัดซื้อจัดจ้าง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทบวง กรมใด ผมขอยืนนะครับ แล้วก็ในช่วงวันพรุ่งนี้ ที่ผมจะชี้แจงในตอนท้าย ก็จะชี้ให้เห็นถึงแนวทางของการทํางานของผม แต่ว่าเฉพาะที่ท่าน ได้มีการพาดพิงถึงในโครงการเหล่านี้ อยากจะกราบเรียนสั้น ๆ ครับ
ประเด็นแรก ท่านพูดเฉียดไปถึงเรื่องของจีที ๒๐๐ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เลยนะครับว่าแนวคิดการทํางานเป็นอย่างไร เพราะว่าจีที ๒๐๐ ไม่ได้มาเริ่มซื้อในสมัยรัฐบาล ชุดปัจจุบันนะครับ ซื้อกันมาต่อเนื่อง ๔-๕ปีเป็นอย่างน้อย และผมเองผมไม่รู้จัก จีที ๒๐๐ เลยนะครับตอนที่ผมมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมรู้จักครั้งแรกก็เพราะว่ามี คณะกรรมาธิการชุดหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ คือคณะกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องยาเสพติด มาพบกับผมครับ อยากให้ผมจัดงบประมาณซื้อเครื่องมือตัวนี้ครับ โดยอ้างว่าเป็นเครื่องมือ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานแล้วได้ผล นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินครับ ผมยังจําได้ว่า ผมก็สอบถามซักไซ้ไล่เรียงว่าเครื่องมือตัวนี้ใช้ได้ผลจริงหรือไม่ อย่างไร ผมคงจําเป็นที่จะต้อง ให้หน่วยงานต่าง ๆ ตรวจสอบเพิ่มเติม ผมอยากจะกราบเรียนว่าเพราะฉะนั้นในวันนั้น ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ฝ่ายค้านหรือ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเราก็ได้รับข้อมูลมาจากผู้ปฏิบัติว่าเครื่องมือ ตัวนี้ดีอยากให้ซื้อเพิ่ม จริง ๆ มาขอพบผมเพื่อให้จัดงบประมาณซื้อเพิ่มด้วยซ้ํา แต่ยังไม่ได้ ดําเนินการครับ ต่อมาจึงมีผู้ที่มาตั้งข้อสังเกตเพราะว่ามันมีข่าวสารที่เกิดขึ้นในต่างประเทศว่า เครื่องมือตัวนี้มันใช้ไม่ได้จริง เป็นของเก๊ละครับพูดกันง่าย ๆ ซึ่งเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น ผมก็ตัดสินใจชัดเจนครับว่าเรื่องนี้จะต้องมีการพิสูจน์กันทางวิทยาศาสตร์ ก็จึงได้มอบหมาย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในขณะนั้นซึ่งมีคุณหญิงกัลยาท่านเป็นรัฐมนตรี ไปดําเนินการในการที่จะออกแบบ การทดสอบ การทดลองทุกอย่าง แล้วก็ทําตรงไปตรงมา โปร่งใส เปิดเผย นําผลดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีซึ่งเมื่อผลการตรวจสอบ พบว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ไม่ได้ คณะรัฐมนตรีก็มีมติชัดเจนว่าต่อไปนี้ก็ต้องระงับการซื้อเพิ่มเติม ไม่ว่าจะซื้อโดยหน่วยไหนอย่างไร เห็นไหมครับเรื่องนี้ทํากันมากี่รัฐบาลไม่ทราบ กี่ปีไม่ทราบ แต่เมื่อมีข่าวว่ามันมีความผิดปกติมันใช้ไม่ได้ ผมไม่ได้เพิกเฉย ผมเป็นคนเอาเรื่องนี้เข้าไปด้วย ตัวเอง แล้วก็กระทรวงอย่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งเป็นกระทรวงที่มี ความเป็นกลางก็ไปดําเนินการ เมื่อดําเนินการเสร็จก็เอาเข้ามาสู่การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี และทุกกระทรวง ทบวง กรม ก็ต้องนําไปปฏิบัติเพราะขณะนั้นจะมีทั้ง กระทรวงกลาโหม ทั้งกระทรวงมหาดไทย ทั้งกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีความคิดในการที่จะซื้อ อุปกรณ์ตัวนี้หรือลักษณะเดียวกัน เรื่องอื่นเหมือนกันครับที่จริงในบรรดาเรื่องที่ท่านพูดมา ทั้งหมด ที่คณะรัฐบาลชุดปัจจุบันอาจจะมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องมากที่สุดก็คงจะเป็นเรื่อง เรือเหาะ ซึ่งรายละเอียดในประเด็นที่ว่าแพงไปหรือไม่ ใช้การได้หรือไม่ มีการดําเนินการ รักษาผลประโยชน์ของรัฐตามสัญญาหรือไม่ เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ชี้แจง ในรายละเอียด ผมติดตามข่าวแล้วก็กราบเรียนเลยครับว่าเมื่อมีข่าวหรือมีเสียงทักท้วง หรือมีหนังสือร้องเรียน ผมยกตัวอย่างเช่น พลเอก ปฐมพงษ์ ก็ทําหนังสือร้องเรียนมาถึงผม ผมก็จะคุยกับท่านผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้นคือท่าน ผบ. อนุพงษ์ และผมกําชับมาตลอด ว่าถ้าทําไม่ได้ตามคุณลักษณะที่ได้กําหนดไว้อย่าตรวจรับ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวผมเข้าใจว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพก็จะอธิบายว่าทําไมกระบวนการต่าง ๆ มันดําเนินการมาถึง ทุกวันนี้ก็เพราะไม่ได้ละเลยครับ ก็เอาใจใส่ครับ ไม่ใช่ปล่อยว่าอย่างไรก็ได้ ใครจะทักท้วง ใครจะเสนอข้อมูลมาก็ปล่อยไปเช่นนั้น อันนี้น่าจะเป็นการพิสูจน์ยืนยันได้นะครับว่าเป็นเรื่องที่ ทุกเรื่องผมจะมีการติดตาม มีการเอาใจใส่
ส่วนกรณีรถบรรทุก ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดนะครับ โครงการนี้น่าจะเป็นโครงการ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน เพราะว่าอยู่ในงบประมาณปี ๒๕๕๒ ท่านต้องให้ความเป็นธรรม กับผมนะครับ กระบวนการที่ท่านมาพูดทั้งหมดในเรื่องการตรวจรับอะไรต่าง ๆ เรื่องเหล่านี้ อย่าว่าแต่ผมเลยครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีหรือท่านรัฐมนตรี โดยปกติจะไม่ได้เป็นคนเข้าไป ทําของเหล่านี้เองเลยนะครับ แต่ถ้าท่านเสนอข้อมูลมาและเห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากล รับรองได้ครับว่าพวกเราไม่มีเพิกเฉย แล้วก็ขณะนี้เท่าที่ผมตรวจสอบก็มีการตรวจรับไปบ้าง แต่เป็นจํานวนค่อนข้างน้อยนะครับ เดี๋ยวจะมีรายละเอียด ซึ่งถ้ามีประเด็นความไม่ถูกต้อง ความไม่ชอบมาพากล ไม่เป็นไปตามความต้องการนั้นเราก็พร้อมที่จะไปดําเนินการ ตรวจสอบเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นข้อหาที่ท่านกล่าวหาผม พวกท่านยอมรับเองว่าไม่ได้ กล่าวหาว่าผมทุจริต เพียงแต่บอกว่าผมไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่ ก็กราบเรียนว่าทั้ง ๓ เรื่อง ที่ท่านพูดขึ้นมาแล้วเกี่ยวข้อง ผมได้เอาใจใส่ ได้ติดตามแล้วก็มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ส่วนรายละเอียดนั้นท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพจะเป็นผู้ชี้แจงต่อไป
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบงานทางด้านความมั่นคง กระผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ครับว่า มีประเด็นที่ท่านได้ยกขึ้นมา อภิปรายเป็นข้อกล่าวหาผม สําคัญอยู่ ๒ ประเด็น คือเรื่องเรือเหาะกับเรื่องรถบรรทุกทหาร นอกนั้นท่านก็พาดพิงไปซึ่งผมก็ไม่ถือเป็นสาระเพราะว่าคงเป็นลูกติดพันของท่าน ก่อนที่ผม จะเรียนในรายละเอียดเรื่องนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเป็นพื้นฐานอย่างนี้ ท่านประธานครับ ในการปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในพื้นที่ส่วนหน้า เต็มไปด้วยภัยอันตราย คนร้ายออกปฏิบัติการทั้งกลางวัน กลางคืน และเลือกพื้นที่เป้าหมาย ได้อย่างเสรี จะเป็นรถโดยสาร จะเป็นรถไฟ จะเป็นโรงเรียน วัดวาอาราม มัสยิด บ้านเรือนราษฎร แม้กระทั่งผู้คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง อย่างเช่น แม่ค้าหรือเด็กนักเรียน ปัญหาก็คือว่าในพื้นที่ปฏิบัติการ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นกว้างใหญ่ ภูมิประเทศ ยากลําบากในการปฏิบัติงานกับทางเจ้าหน้าที่ แล้วเจ้าหน้าที่ต้องเสี่ยงชีวิตอยู่ตลอดเวลา โดนซุ่มโจมตี โดนวางกับระเบิด เราก็คิดกันครับว่าทําอย่างไรเราถึงจะมีระบบตรวจการที่ดี ที่มีประสิทธิภาพแล้วลดความเสี่ยงภัยของเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นลูกหลานของคนไทยเรา ให้มากที่สุด วิธีที่เขาใช้กันอยู่ตามปกติ ท่านประธานครับ ก็คือใช้เครื่องบิน ใช้เฮลิคอปเตอร์ ถ้าเป็นประเทศใหญ่มหาอํานาจเขาก็มีเครื่องบินตรวจการลําใหญ่เลยครับขึ้นไปลอยอยู่ ข้างบน เราไม่มีปัญญาซื้อครับท่านประธาน เราก็พยายามหายุทโธปกรณ์ที่มีความเหมาะสม กับกําลังเงินของเราและภูมิประเทศของเรา ก็คิดกันครับว่าระบบเฮลิคอปเตอร์น่าจะเป็น ประโยชน์น่าจะเหมาะกว่าอย่างอื่น แต่ว่าเฮลิคอปเตอร์ก็มีความจํากัดครับท่านประธาน บินได้ในบางสภาพอากาศ บินได้กลางวัน กลางคืนก็ยุ่งยากแล้วก็เสี่ยงภัย โดยเฉพาะพื้นที่ ที่เป็นภูเขาสูงมีโอกาสเสียหายมาก การบินตรวจการด้วยสายตานี่ไม่เพียงพอ ท่านประธานครับ ถ้าบินต่ําลงไปก็ถูกยิง เพราะฉะนั้นก็ต้องหาระบบตรวจการที่เราสามารถอยู่ในที่สูงแล้วก็ มองมาเห็นในระยะไกลแล้วเขาทําอันตรายทหารของเราไม่ได้ ความคิดในเรื่องนี้จึงคิดเรื่อง ระบบตรวจการที่มีเป้าหมายอย่างที่ผมว่า ซึ่งแท้ที่จริงแล้วจะประกอบด้วยเฮลิปคอปเตอร์ ๓ ลําในแต่ละครั้งของการปฏิบัติการหรือว่าการปฏิบัติการปกติ แล้วก็บวกด้วยบอลลูน ที่เรียกว่าเรือเหาะอีก ๑ ลํา องค์ประกอบของทั้งหมดนี้ครับท่านประธาน ก็จะมี เฮลิปคอปเตอร์ จะมีเรือเหาะแล้วจะมีกล้องที่ใช้ตรวจการได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน แต่บังเอิญว่าพอทําโครงการ เรียกเป็นโครงการเรือเหาะดูมันเข้าใจง่ายแล้วก็ดู เป็นที่น่าตื่นเต้นนะครับ เพราะฉะนั้นโครงการนี้ก็เลยเรียกกันว่าโครงการเรือเหาะ มูลค่าโครงการทั้งหมดก็เป็นอย่างที่ท่านสมาชิกว่านะครับ ๓๔๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ นั่นไม่ได้หมายความว่าเรือเหาะลําเดียวหรือบอลลูนลูกนั้นมีราคา ๓๔๐ ล้านบาทนะครับ ใน ๓๔๐ ล้านบาทนี้ ก็จะประกอบด้วย ๑. คือเรือเหาะ ตัวบอลลูนหรือตัวเรือเหาะ พร้อมด้วยโรงเก็บ พร้อมด้วยอุปกรณ์ภาคพื้นดินที่เกี่ยวกับการบํารุงรักษาเรือเหาะทั้งหมดนี้ ๑๐๒ ล้านบาทเท่านั้น อีก ๒๓๐ กว่าล้านบาท เป็นกล้องตัวการณ์ ไม่ว่าจะตรวจ จากเฮลิคอปเตอร์หรือตรวจลงมาจากเรือเหาะนี้ ทั้งหมดด้วยกัน ๕ กล้อง สําหรับใช้ติดที่ ตัวบอลลูนหรือเรือเหาะมี ๒ กล้อง ติดเฮลิคอปเตอร์อีก ๓ กล้อง กล้องนี้ใช้ได้ทั้งกลางวัน ใช้ได้ทั้งกลางคืน คือในเวลากลางคืนบินผ่านไปพลังงานความร้อนนี้มันแสดงขึ้นมาในจอ ทําให้รู้ว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไร ส่วนที่ ๓ นอกจากตัวเรือเหาะ ตัวกล้องแล้ว ก็คือมี รถหุ้มเกราะกลิซลี ๑ คัน รถหุ้มเกราะนี้ก็เหมือนกับห้องควบคุมการปฏิบัติการเคลื่อนที่ เรือเหาะไปลําเดียว คนเดียว ตรวจการออกมาไม่สามารถถ่ายทอดภาพมาให้กองบัญชาการได้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็ต้องมีรถตรวจการณ์ตามเพื่อรับช่วงกันมา ท่านประธานครับ อย่างที่ผมกราบเรียนว่าค่าเรือเหาะ ๑๐๐ ล้านบาท พร้อมโรงเก็บ พร้อมอุปกรณ์บริการ ภาคพื้นดินทั้งหมด ค่ากล้องส่องทั้งกลางวัน กลางคืน ๕ กล้องนี้ รวมแล้ว ๒๑๙ ล้านบาท ๒ กล้องแรกนี้ ๘๘ ล้านบาท ๓ กล้องหลังนี้ ๑๓๑ ล้านบาท รถหุ้มเกราะราคา ๑๙ ล้านบาท ท่านสมาชิกพูดนั้นถูกต้องแล้ว ที่ผมต้องมาเรียนแจกแจงราคาอย่างนี้ เพื่อไม่ให้ท่านได้ไปรู้สึก พะวงกับน้ําหนักว่าเรือเหาะลําเดียวราคาตั้ง ๓๐๐ กว่าล้านบาทอย่างที่ว่า ในการดําเนินการ สิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมด ผมจับประเด็นได้ ๓ เรื่อง ว่า ๑. ราคาแพง ๒. ใช้ไม่ได้ ๓. เขาส่งของช้าเราไม่ปรับ หรือปรับถูก ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าในการพิจารณา ราคานี้มีคณะกรรมการเขาพิจารณากัน เรื่องของกล้องสําหรับตรวจการณ์นี้ ผมคิดว่า ท่านคงจะมองเห็นเป็นไปได้ เพราะเป็นราคาที่ค่อนข้างจะมาตรฐาน กล้องหนึ่งราคา ประมาณ ๔๓.๘ ล้านบาท ทั้งกล้องทั้งระบบ ๑ ชุด ตัวที่เป็นของใหม่ที่ไม่เคยซื้อ ไม่เคยหา กันมาก่อนก็คือตัวบอลลูนนี้ ตัว ๑๐๒ ล้านบาทนี้ครับ ซึ่งก็ได้มีคณะกรรมการเขาตรวจสอบ แล้วเห็นว่าในราคาอย่างนี้ ที่เขาใช้กันอย่างนี้ ต้นทุนอย่างนี้ ส่งมอบให้เรามีการค้ําประกัน ดูแลรักษา ก็มีความสมเหตุสมผล อันที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าใช้ไม่ได้ ผมเรียนท่านด้วยความ เคารพ ตอนเข้ามาใหม่ ๆ มีปัญหา เพราะว่าเป็นของที่ทําไว้สําหรับใช้ในประเทศที่มี ภูมิอากาศ มีความชื้น มีความร้อนอีกแบบหนึ่ง มาบ้านเราก็มีปัญหา แต่ว่าเราไม่ได้ผลีผลาม เอามาถึงใช้เลยครับ เอามาทดลองกันดูก่อน เอามาฝึกใช้กันดูก่อน ประสิทธิภาพของบอลลูน นี้ตามปกติมันบินได้สูง ๑๐,๐๐๐ ฟุตจริงครับ ตามที่ท่านว่าแล้วเราก็ดูสเปกนั้น แต่ว่าเวลา เราเอาคนขึ้นไปอยู่ ๕-๖ คน เอาอุปกรณ์ตรวจการณ์ทั้งหลายเพิ่มน้ําหนักขึ้น มันก็แน่นอนละครับ มันจะบิน ๑๐,๐๐๐ ฟุตไม่ได้ มันก็ลดต่ําลงมา แต่ในทางทหารเราคิดว่าถ้าบินได้สูงเกิน ๓,๐๐๐ ฟุต เกิน ๑ กิโลเมตร ปืนเล็กยาวยิงไม่ถึงอยู่แล้ว ทหารของเราปลอดภัยอยู่แล้ว ในตอนแรก ๆ เอามาใช้มีการรั่วซึม เราก็ไม่รับ ทางกองทัพก็ส่งคืนไป เขาก็เอากลับไป สหรัฐอเมริกา เปลี่ยนวัสดุหุ้มใหม่จะเรียกว่าผ้าใบหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เรียกอย่างนั้น คือตัวหุ้มที่กันไม่ให้แก๊สฮีเลียมมันรั่วออกไป เขาปรับมาเรียบร้อย ระยะเวลาตรงนี้ ที่ทําให้เสียเวลากันอยู่ แต่ว่าอุปกรณ์อื่นที่เราจะต้องเอามาใช้ก่อน เราเอามาแล้วครับ คือกล้องที่จะติดกับเฮลิคอปเตอร์ทั้งหลาย แล้วเราต้องปฏิบัติงานทั้งกลางวันกลางคืน มีกล้องอยู่ ๓ ชุด เราก็ต้องเตรียมเฮลิคอปเตอร์ไว้ ๖ ลํา ผลัดเปลี่ยนถอดจากลํานี้ขึ้นลํานี้ เมื่อลํานี้พัด เราก็มีวิธีการที่จะทํางานกันอย่างนั้น ตอนส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ไปให้เขาติดตั้ง ระบบก็มีเสียเวลาอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตามผมเรียนยืนยันกับท่านสมาชิกครับ เรียนยืนยัน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าในขณะนี้ระบบนี้ทํางานได้ผลครับ ทําอยู่ ผมยังคิดว่า เสร็จเรื่องเสร็จราว อภิปรายกันเสร็จ ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนเชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการการทหาร เพื่อนสมาชิกไปช่วยกันดู เมื่อวานนี้ท่านผู้บัญชาการทหารบก ก็ยังไปดูอยู่ครับ ยังยืนยันกับผมว่าปฏิบัติงานได้ผล ท่านสมาชิกครับ มันจะได้ผล ร้อยเปอร์เซ็นต์ พันเปอร์เซ็นต์หรือไม่ สําหรับผมขอให้ใช้งานได้ผลแล้วก็ทําให้ทหารของเรา ที่มีหน้าที่ลาดตระเวนไม่ต้องเสี่ยงภัย ไม่ต้องเสียชีวิต ผมพอใจแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ อยากจะขอความกรุณาว่าช่วยกรุณาพิจารณาด้วยใจที่กว้าง ผมเรียนกับท่านครับว่าที่ท่าน บอกว่ากล้องเสียอยู่ ๓ กล้อง ใช้ไม่ได้ ใช้ได้หมดครับ วันนี้ใช้ได้อยู่เรียบร้อย ถ้าใช้แล้ว มีปัญหา มีอุปสรรค ตัวที่เสียนี่จะเป็นตัวที่ติดกับเฮลิคอปเตอร์ครับ เวลาบินแล้วมันสั่น ไม่ได้ เหมือนกับบอลลูน แต่นี่ถ้ามีปัญหาก็ซ่อมบํารุง ว่ากันตามปกติ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าตอนที่ท่านพูดมาผมก็ตกใจครับ เพราะท่านตั้งข้อหานี้ว่ามีการทุจริต ถอดถอนผม ผมกราบเรียนว่า ที่ท่านบอกว่ารัฐบาลนี้ทหารต้องการอะไรก็ให้หมด ไม่มีระบบ ไม่จริงครับ ทําเหมือนกับตอนที่ท่านเป็นรัฐบาลครับ การจัดซื้อจัดจ้าง ทหารเขาก็ต้องปฏิบัติ ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง ทหารก็ต้องถูกตรวจสอบด้วย สํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน มีอะไรที่ไม่เข้าท่า ไม่ดี เขาฟ้อง ป.ป.ช. ก็ต้องถูกสอบ เหมือนกันครับ เรื่องนี้พวกท่านยื่นเรื่องไปที่ ป.ป.ช. แล้ว เราก็ตรวจสอบแล้ว เราก็ส่งเอกสาร หลักฐานทุกอย่างให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช. ทุกอย่างครับ อย่าเป็นห่วง อย่ากังวลเลยครับ แล้วที่ท่านตั้งเป็นประเด็นว่าคนขายไม่รับเงินล่วงหน้า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ มีพิรุธ จนเดี๋ยวนี้ ส่งของมาแล้วยังไม่ดําเนินการปรับในฐานะที่เขาส่งของล่าช้า ไม่ใช่ครับ เวลาเราทําสัญญากัน คนขายมีสิทธิที่จะเบิกเงินล่วงหน้าได้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เขาไม่เบิกเรื่องของเขา ไม่ได้เสียหาย อะไรกับเรา แต่ว่าเมื่อเขาส่งมอบเรานะครับ ส่งกล้อง ส่งรถยนต์มาตามลําดับ เราก็จ่ายเงิน ตามสินค้าที่เรารับมา ส่วนที่ยังมีปัญหาอยู่ก็คือเรือเหาะที่เขาส่งมาแล้วมีปัญหา เอาไป ซ่อมแซม เอากลับมาใหม่ ตอนนี้ยังเถียงกันอยู่ครับว่าปรับกี่วัน ปรับกี่บาท ที่ท่านตั้ง ข้อสังเกตถูกแล้วครับ ท่านอยากให้ปรับเยอะ ๆ คนขายก็อยากให้ปรับน้อย ๆ ขณะนี้ยังไม่ได้ ข้อยุติครับ ยังไม่มีอะไรที่จะส่อไปในเรื่องของทุจริตคอร์รัปชันอย่างที่ท่านเป็นห่วง แล้วผม พร้อมที่จะร่วมมือกับท่านในการตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป ที่ไปตรวจสอบนี้ไม่ใช่ไม่ไว้ใจเขา แต่ว่าเพื่อให้เกิดความสบายใจและผมต้องการให้ท่านมีความรู้สึกที่ดีต่อทหาร ต่อกองทัพด้วย เพราะว่าเขาทําหน้าที่แทนเราอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงภัย นี่เป็นเรื่องเรือเหาะนะครับ
เรื่องที่ ๒ ที่ท่านพูด อันนี้ผมยิ่งงงใหญ่เลยครับท่านประธาน ท่านพูดถึง เรื่องรถบรรทุกทหาร ๑,๔๗๔ คัน ท่านกล่าวหาผม ฟังดูน่ากลัว แถมเอารูปรถบรรทุกมาดูว่า รถก๋องแก๋งอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ดูไม่น่าจะมีราคาแพงเท่านั้นเท่านี้ ผมขอความกรุณา เถอะครับ เขาใช้รถอย่างนี้กันมาตลอดในทหาร ไม่ค่อยสวยงามเหมือนรถที่เราใช้กัน ไม่ใช่รถเก๋งนั่งสําหรับพวกเรา เป็นยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในทางทหาร วิ่งลุยน้ํา วิ่งลุยโคลน วิ่งเข้าไปในภูมิประเทศแห่งการสู้รบ ก็ต้องมีส่วนที่พะรุงพะรังน้อยที่สุด เอาของที่มีคุณภาพ เอาของที่ทนทาน เอาของที่สามารถพาทหารเข้าไปถึงแนวรบได้ทันที ผมยังไปนั่งพูดด้วย ภาษาเขาเลยครับว่าทําไมไม่ซื้อรถปกติ รถตลาดที่เราใช้ได้มา ทหารเขาก็อธิบายครับ ชอบครับ ถ้าเรามีรถโค้ช (Coach) รถบัส (Bus) ขนทหารให้ได้เขาก็นั่งสบาย แต่ว่าพอไปถึง แนวรบนี่ต้องลงเดินกันนะครับ ไปไม่ทัน เขาก็ต้องใช้รถที่เป็นพิเศษอย่างนั้น ท่านประธาน ครับ และที่มากล่าวหาตั้งข้อสงสัยผมนี่ไม่เป็นธรรมกับผมอย่างยิ่งครับ เพราะว่าโครงการนี้ อนุมัติไปรัฐบาลท่าน ๑,๔๗๔ คัน อนุมัติทําไว้ก่อนพวกผมมาเป็นรัฐบาล แต่ว่ากระบวนการ ในการส่งมอบนี่มันมาตกถึงช่วงรัฐบาลนี้ครับ และผมเรียนกับท่านว่าที่ส่งมอบมาแล้ว ๑,๔๗๔ คันนี่เพิ่งส่งมา ๙๐ คันเองครับ แล้วก็ตรวจสอบอยู่ ที่เหลือนี่ถ้าท่านยังสงสัยผมก็ยัง จะชวนท่านไปตรวจสอบอีก ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าที่กราบเรียนมานี่เพียงแต่ต้องการให้ท่าน ได้มั่นใจได้ว่า ผมไม่ได้ทําอะไรผิดแผกออกไปจากที่เคยปฏิบัติตามปกติ และผมไม่ได้กล่าวหา ว่าที่ท่านทําไปนั้นผิดใช่ไหมครับ ผมเพียงแต่เรียนให้ท่านได้ตระหนักว่าทั้งหมด ที่ท่านกล่าวหาผมนี่เป็นเรื่องที่ติดพันมาจากรัฐบาลของรัฐบาลท่านครับ ผมก็ขออนุญาต กราบเรียนเพื่อความเข้าใจเท่านี้ครับท่านประธานครับ
เชิญพันตํารวจโท สมชาย เดี๋ยวครับท่านสมชาย ให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงเพิ่มเติม เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระผมขออนุญาตที่จะเรียนชี้แจงทําความเข้าใจกับท่าน สมาชิกว่าเกี่ยวกับในเรื่องของการจัดตั้ง พล.ม.๓ กับ พล.ร.๗ ที่ท่านกล่าวถึงนั้น ผมอยากจะทําความเข้าใจกับท่านว่ามันไม่ใช่อย่างที่ท่านพูดทั้งหมด คือการจัดตั้ง ผมจะพูดถึง พล.ม.๓ ก่อน พล.ม.๓ เป็นทหารม้า เราจัดตั้งที่ทหารบกจังหวัดขอนแก่น อยู่ในพื้นที่ จังหวัดขอนแก่น แต่เราจัดตั้งเพียงตัวกองบัญชาการกองพลแล้วก็ ๑ กองร้อยเท่านั้น ใช้ระยะเวลา ๓ ปี ถามว่าทําไมตั้งแต่เฉพาะตัว ๑ กองร้อย แล้วก็ตัว บก. พล เพราะว่ามันมี กรมทหารม้าที่ ๖ อยู่ที่จังหวัดขอนแก่นนั้นอยู่ ๑ กรม แล้วไม่มีหัวในการบังคับบัญชา ขณะนี้ ฝากการบังคับบัญชาไว้กับทางกองทัพภาคที่ ๒ ซึ่งท่านแม่ทัพดูแลอยู่ ฉะนั้นเราก็จําเป็นที่ จะต้องจัดตั้งตัวผู้บัญชาการกองพลเพื่อมาดูแลในเรื่องของการฝึกการหัด ดูแลในเรื่องของ การบังคับบัญชาการใช้งานของทหารม้าที่กรมทหารม้าที่ ๖ อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น เรียนก่อนว่า เราใช้เวลา ๓ ปี แล้วใช้เงินเพียง ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๓ ปีทยอยในการจัดตั้ง ไม่ใช่ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทอย่างที่ท่านพูด บางทีท่านพูดไปมันก็เกินไป โครงการนั้นอาจจะถึง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นไปได้แต่เรารู้ครับว่าเราควรจะทําอย่างไร เพราะเรื่องพวกนี้มันจะต้องผ่าน สภากลาโหม ไม่ใช่อยู่ดี ๆ มาตั้งมันทําไม่ได้หรอกครับ ผมเรียนอย่างนี้ ฉะนั้นความจําเป็น ในการนั้น ฉะนั้นทางสภากลาโหมก็เห็นว่ามีความจําเป็นจึงได้ตั้งแล้วก็ตั้งเรื่องเสนอทาง รัฐมนตรี เพื่อให้กรุณาพิจารณาอนุมัติ ส่วนในเรื่องของการจัดตั้ง พล.ร.๗ นั้นก็เป็น พล.ร. เบา เรียนท่านว่าเป็น พล.ร.เบา แล้วไปตั้งอยู่ในพื้นที่ทางภาคเหนือ ถามว่าทําไมต้องตั้งตรงนั้น เนื่องจากในพื้นที่ทางภาคเหนือนั้นเรามีกองพลอยู่เพียงกองพลเดียวคือกองพลที่ ๔ เดี๋ยวผมจะเท้าความนิดหนึ่งว่า ในพื้นที่ของประเทศไทยนั้นเรามีกองทัพภาคอยู่ด้วยกัน ๔ กองทัพ ในกองทัพภาคที่ ๑ นั้นเรามีกองพลอยู่ ๒ กองพลในพื้นที่ภาคกลาง พล.๑ พล.๒ พล.๙ คือ พล.๙ ก็ทําหน้าที่เป็นกองหนุนของกองทัพด้วย ส่วนพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มี พล.๓ กับ พล.๖ อยู่ ๒ กองพลดูแลในพื้นที่ภาตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วทางใต้ก็มี พล.๕ กับพล.๑๕ ซึ่งดูแลทางด้านใต้ แต่ทางภาคเหนือซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ยาวประมาณ ๒,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร มีกองพลเดียว แล้วคิดมานานแล้วครับว่าจะจัดตั้ง พล.ร.๗ แต่เนื่องจากว่าไม่มีงบประมาณในการที่จะดําเนินการ เพราะฉะนั้นทางกองทัพ จึงได้เสนอเรื่องผ่านมายังสภากลาโหมเช่นเดียวกัน แล้วก็จัดตั้งขึ้นอีก ๑ กองพลคือกองพล ทหารราบที่ ๗ เบา ตรงนี้ก็ไปในเรื่องของการบังคับบัญชาเช่นเดียวกัน จะไปอยู่ ทางด้านเหนือตอนบน ด้านเหนือตอนล่างก็จะเป็นกองพลทหารราบที่ ๔ ก็จะมาดูแล กรมทหารราบที่ ๔ กับกรมทหารราบที่ ๑๔ ด้านบนก็เป็นกรมทหารราบที่ ๗ กับกรมทหารราบที่ ๑๗ ซึ่งการจัดตั้งนี้ก็จะใช้เงินตั้งกองพลทหารราบแล้วตั้ง ๑ กรม แล้วก็มีส่วนฐานของกองพล ใช้เงินเพียง ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท และใช้ระยะเวลา ๓ ปี และใช้เงินของกองทัพบก อย่าไป คิดครับว่าใช้เงินเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านไม่ใช่ครับ เรารู้ เราทราบครับกองทัพก็มีวินัยครับ กองทัพก็มีกฎมีเกณฑ์ในการที่จะบังคับบัญชา ในการที่จะดําเนินการ เพราะเข้าใจว่า เงินพวกนี้เป็นเงินภาษีราษฎร และเราต้องใช้อย่างประหยัด เพราะฉะนั้นผมฟังท่านพูดแล้ว ผมก็เกรงว่าท่านจะไม่เข้าใจ ผมอยากเรียนให้ท่านได้รับทราบนะครับ และเรียนว่าทางกองทัพ เองมีบุคลากรในทุก ๆ เรื่อง ไม่ใช่ว่าอยากจะใช้เงิน อยากจะใช้ทําอะไรก็ทําไปเรื่อย ไม่ใช่ ครับ มีบุคลากรในทุกสิ่งทุกอย่าง ผมฟังท่านเหมือนว่ากองทัพไม่มีขื่อไม่มีแป อยากทําอะไร ก็ทํา ไม่ใช่นะครับ กองทัพจะต้องถูกตรวจสอบทุกอย่าง อย่างเช่นท่านรองนายกรัฐมนตรีว่า แล้วก็มีคณะกรรมการทุกขั้นตอน ในเรื่องการจัดซื้อจัดหาก็เริ่มมาตั้งแต่การดําเนินการ จะต้องมีคณะกรรมการกําหนดแบบ กําหนดแบบเสร็จแล้วมาดําเนินการตามขั้นตอนตาม ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งมาถึงคณะกรรมการตรวจรับ จะต้องมีทุกขั้นทุกตอน มีทําเหมือนกันหมดครับ เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่หรือคณะกรรมการที่เขาเป็นอยู่นั้นก็คงไม่ทํา ให้ตัวเองนั้นจะต้องมาผิดกฎหมายแล้วก็จะต้องถูกได้รับโทษหรอกครับ ผมอยากเรียนให้ท่าน ทราบอย่างนี้ เพราะฉะนั้นท่านต้องคิดบ้างว่ากองทัพเองนั้นระมัดระวังในเรื่องของการใช้เงิน ใช้งบประมาณของประเทศชาติ ของประชาชนอยู่นะครับ ฉะนั้นผมขออนุญาตเรียนทําความ เข้าใจในชั้นต้นครับ ขอบคุณครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติมครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากเรื่องที่ท่านได้หยิบยกขึ้นมาอภิปรายเป็น โครงการ ๆ แล้ว มันมีคําพูดหนึ่งซึ่งนอกจากจะบอกว่าผมไม่สนใจแล้ว เสมือนกับที่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมท่านได้พยายามชี้แจงเมื่อสักครู่ว่ากองทัพ หรือกระทรวงกลาโหมมีสิทธิพิเศษในเรื่องของการที่จะได้รับอนุมัติโครงการอะไรต่าง ๆ หรือไม่ ผมอยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้นะครับ
ประการแรก ในช่วง ๒ ปีที่ผมอยู่ มีโครงการที่ผูกพันมาจากรัฐบาล ก่อน ๆ เยอะ แล้วก็เมื่อถึงเวลามันมีปัญหาว่าจะต้องใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไร ผมขอยืนยันเลยนะครับว่าในส่วนตัวของผมเองแล้วก็ด้วยความร่วมมือของเหล่าทัพ เราพยายามอย่างมากในการที่จะประหยัดงบประมาณ ผมยกตัวอย่างเช่นกรณีของเอฟ ๑๖ (F16) ซึ่งจะต้องมีการอัพเกรด (Upgrade) มีการปรับปรุง เมื่อมีการไปเจรจากับทาง สหรัฐอเมริกา ก็มีปัญหาว่าแนวโน้มก็คือว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายมันจะสูงกว่าที่เราเคยอนุมัติ กรอบงบประมาณไว้ นี่ก็ไม่ได้มาขอเพิ่มนะครับ แต่ก็ไปร่วมมือกันเจรจา จนในที่สุดบีบให้ กลับเข้ามาอยู่ในกรอบของงบประมาณได้
กรณีของกริพเพน ก็มีการไปเจรจาในเรื่องของความร่วมมือต่างตอบแทนที่จะ ได้รับจากทางสวีเดน อันนี้ก็ทําแบบร่วมมือกัน ซึ่งถ้าหากว่ามันเป็นอย่างที่ท่านพยายามจะ วาดภาพก็คือว่าอยากได้อะไรก็ขอ ๆ ผมกราบเรียนเลยว่าไม่ใช่ ทุกคนคํานึงถึงกรอบ งบประมาณ ภาระที่มันเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน แล้วก็งบประมาณของกระทรวงกลาโหม และของกองทัพต้องให้ความเป็นธรรมนะครับว่าที่เติบโตขึ้นแต่ละปี ความจริงก็อยู่ในสัดส่วน ที่ต่ํากว่าการเติบโตของงบประมาณโดยเฉลี่ย การจัดตั้ง ไม่ว่าจะเป็น พล.ร.๗ พล.ม.๓ อะไรนี่นะครับ อยากจะกราบเรียนว่าทางกองทัพหรือกระทรวงกลาโหมเสนอมานี่ ไม่ของบกลางด้วยนะครับปีนี้ ขอไปปรับงบประมาณในส่วนของตัวเอง แล้วก็ทําแผน ๓ ปี อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ชี้แจงไปแล้ว
สุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนครับ ผมเข้ามานี่ ผมเริ่มต้นนโยบายที่สําคัญ อีกประการหนึ่งก็คือว่าผมพยายามจะส่งเสริมในเรื่องของความสามารถในการผลิตอาวุธ ยุทโธปกรณ์ในประเทศของเรา จะได้ไม่ไปพึ่งพาแล้วก็ซื้ออาวุธจากต่างประเทศน้อยลง มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยที่เป็นองค์การมหาชน แล้วก็พยายามจะดูในเรื่องของข้อกฎหมายว่า ทําอย่างไรศักยภาพที่เรามีอยู่บ้างในขณะนี้ในการผลิตอาวุธ จะเป็นที่จังหวัดนครสวรรค์ จะเป็นที่จังหวัดลพบุรีเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่จะส่งเสริม เพราะฉะนั้นก็อยากจะย้ํา อีกครั้งครับว่าข้อกล่าวหาท่านที่ว่าผมไม่สนใจ ละเลย กรณีที่คิดว่ามีความไม่โปร่งใส ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่เคยปล่อยปละละเลย ติดตามแล้วก็ตรวจสอบ แล้วก็ยินดีที่จะ ตรวจสอบพร้อมกับท่านสําหรับกรณีที่ยังคั่งค้างอยู่ต่อไป และขณะเดียวกันก็วางรากฐาน สําหรับอนาคต
สุดท้ายเลยก็คือว่าผมยังเคยเชิญทุกเหล่าทัพมาประชุม ไม่ได้พูดเป็น โครงการ ๆ แล้วครับ แต่ให้ประเมินล่วงหน้ากันไปเลย ๑๐ ปี ว่าขีดความสามารถที่เราจําเป็น จะต้องมีในการป้องกันประเทศ กรอบมันควรจะเป็นอย่างไร กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ จะต้องมีอะไรเพิ่มเติมจะได้วางแผนระยะยาวไปเลย ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวโครงการนี้มาโครงการนั้นมา แล้วก็ ต้องมาไล่ดูกันไปแล้วก็ตัดสินกันไปแบบนั้น แล้วก็ยังจะกราบเรียนด้วยว่าแม้กระทั่งสัดส่วน ซึ่งเคยกําหนดกันตายตัวว่าถ้ากองทัพเรือได้อย่างนี้ กองทัพบกต้องได้อย่างนี้ ผมก็ได้บอกว่า แล้วระบบนี้ต้องไม่ยึดตายตัวอย่างนี้ครับ เพราะจะดูตามดูความจําเป็นของยุทธศาสตร์ของการ ป้องกันประเทศว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ กองทัพเรือ กองทัพบก กองทัพอากาศ ตรงไหนจําเป็น ก่อนหลังอย่างไร ต้องมีความยืดหยุ่นในตรงนี้ อันนี้ก็เพื่อให้ท่านได้เกิดความมั่นใจว่าเราไม่ได้ ปล่อยปละละเลย และวางแผน วางรากฐานสําหรับระบบในอนาคตด้วยครับ
เชิญท่าน พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ
ท่านประธาน ที่เคารพ พันตํารวจโท สมชาย พรรคเพื่อไทย โคราชครับ ท่านประธานครับ ทําความเข้าใจ นิดครับ เดี๋ยวจะเสียหายต่อเพื่อนทหารเพราะผมก็มีเพื่อนทหารหลายคน พี่ ๆ น้อง ๆ ก็รับราชการทหาร ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่าได้มี ความรู้สึกที่ดีต่อกองทัพ ท่านไม่ได้ต่างจากผมหรอกครับ เรามีความรู้สึกที่ดี ๆ เหมือนกัน ผมก็อยู่พื้นที่ชายแดนมาเก่า ไม่อยากจะบอกว่าร่วมออกลาดตระเวน ร่วมออกตรวจตรา พร้อมกับพี่น้องทหารหลายคนครับ ผมอยู่จังหวัดอุบลราชธานี อยู่อําเภอเลิงนกทา สมัยเก่า ถามท่าน พลเอก ประวิตรครับ ขออนุญาตครับ มันรุนแรงไหมครับ เรากอดคอกันทํางาน ผมอยู่ในสมัยช่วงที่จังหวัดอุบลราชธานี อําเภอน้ํายืน มีปัญหานะครับ ก็อยู่ไม่ไกลท่านตรงนั้น อําเภอวารินชําราบ ทหารเยอะแยะพี่น้องหมด ผมเรียนว่านี่คือความผูกพันที่มีต่อกัน ที่อยากจะเห็นอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ จัดซื้อแล้วมีคุณภาพมีประสิทธิภาพ วันนี้ท่านตอบในใจท่านได้ไหมครับว่าวันนี้ท่านคิดว่าสิ่งที่กําลังซื้อมันได้ประโยชน์สูงสุด จริงหรือไม่ ด้วยความเป็นธรรม ท่านบอกด้วยความเป็นธรรมที่ผมต่อสู้ตรงนี้ เรียกร้องตรงนี้ อภิปรายตรงนี้เพื่อประโยชน์ในกองทัพทั้งสิ้นเลย ผมไม่ได้มีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อพี่น้องทหาร แม้แต่นิดเดียว เห็นใจด้วยซ้ําไปนะครับ เหนื่อยยากทุกข์ยากลําบากตรากตรํา ตกระกําลําบาก อดมื้อกินมื้อมาด้วยกันสมัยที่อยู่ในพื้นที่สู้รบครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่กําลังจะบอกว่าท่านไม่ต้องห่วงครับ ในความสํานึก ในความรับผิดชอบ ในความรัก ในความรู้สึกที่ดีต่อเพื่อนทหาร แต่มันดูไม่ได้ ดูไม่ออกนะครับท่านประธานว่าวันนี้สิ่งที่ กองทัพจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์แต่ละครั้งมันเรื่องด่วน ๆ แล้วที่ได้มามันไม่เกิดประโยชน์ มันไม่ดี ท่านต้องท้วงติง ท่านต้องบอกก็ต้องอธิบายแสดงให้ท่านเห็น ท่านประธานครับ ท่าน พลเอก ประวิตรที่ท่านบอกว่าที่ผมพูด ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมพูดจริงครับ แต่ผมบอกว่า ไม่ใช่แค่ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน มันเริ่มต้นคือกองพลทหารม้า ๑ กองพล แน่นอนท่านต้องมีลําดับของมันอยู่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ไล่ยาวไปสุด ถ้าเป็นกองพลมาตรฐาน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเอาอยู่ไหมท่านประธาน ผ่านไปทางท่าน พลเอก ประวิตรครับ แต่ท่านจัดกองทัพ กองพลทหารม้าให้มันสมบูรณ์ครับ ถ้าท่านจัด ๗๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ไม่อยู่ ท่านประธาน ผมเรียนว่านี่คือสิ่งที่ไม่ได้กังวล แต่ว่าสิ่งที่อยากจะบอกว่าวันนี้กําลังจะบอกว่า เงินรัฐบาลก็ไม่มี ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นอย่างไรครับวันนี้ เงินในท้องพระคลังเป็นอย่างไรครับ หารายได้เข้าประเทศนี่เป็นอย่างไรครับ เป็นหนี้เป็นสินพะรุงพะรังเยอะแยะไปหมด ท่านใจเย็น ๆ รออีกสักนิดได้ไหม สําคัญที่สุดคือการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์หรือท่านจะตั้ง กองพลหรือพล.ม. อะไรก็สุดแล้วแต่ มันต้องดูครับภัยคุกคาม ภัยคุกคามที่จะเกิดอีก ๑๐ ปีข้างหน้ามันมีกองทัพที่จะรบเป็นกองทัพอย่างนี้ไหม อย่างดี ๆ แค่กรมเดียว ที่เขมรกับไทย กรมเดียวเอาอยู่แล้วนะครับ สนับสนุนนิดหน่อย มันเป็นกองทัพมันไม่มี เพราะฉะนั้นผมถึง บอกว่ามันสิ้นเปลืองท่านประธาน วันนี้มันยังไม่พร้อม เงินเรายังไม่มี ใช่ไหมครับ ท่านประธาน สิ่งที่ผมบอกว่าวันนี้เมื่อประเทศเรายังยากจนอยู่ รายได้ยังไม่มีจะทําอะไร ชะลอนิดหนึ่งท่านไม่ต้องกลัวหรอกครับ ถ้าผมไปเป็นรัฐบาลเราก็จัดให้ แต่เรียนว่าที่ผ่านมาผม ขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับเพื่อที่จะให้ได้รับทราบครับ ที่ผ่านมานี่เราคํานึงถึง ความยากจนของประเทศ ของพี่น้องคนในชาติ เห็นไหมครับที่ดินทํากินยังไม่มีเลย แล้วนี่ ที่ทหารที่ผมบอก ๕๖,๐๐๐ ไร่ เห็นไหมครับยังไม่คืนให้เลย ตกลงว่าจะคืนแต่ไม่ไปรังวัดจัด ที่ดินให้เอกสารสิทธิมอบที่เช่าให้ บางพื้นที่หมู่บ้านนี่อยู่ในเขตทหาร ทุกหมู่บ้าน ๔๐ หมู่บ้าน มีหมด บ้านซับหินแก้วมันไม่มีเป็นเพราะอะไรละ ทําไมท่านไม่ให้ด้วยความเมตตากรุณาให้ ชาวบ้านเขา ๕๐ ปีแล้วไม่มีไฟฟ้าใช้ นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่า ณ วันนี้ทหารต้องทําให้ประชาชน รักสภา ไม่ใช่อืดอาด ๆ ก็ทบเต้าปึงปัง ๆ ไม่ได้ ภาคใต้เช่นเดียวกันพี่น้อง ส.ส. นี่ออกมา แสดงความคิดความเห็น เพราะว่าเขาห่วงใยภาคใต้แก้ปัญหาไม่ได้ ท่านก็ออกมาแสดงตัว แสดงตนซึ่งผมไม่ได้ว่าท่าน แต่นี่คือสิ่งที่มันดูแล้วว่ามันไม่ใช่ ผู้แทนราษฎรก็ต้องแสดง ความคิดความเห็นว่าเวลานี้เขาเดือดร้อนเรื่องอะไร ชาวบ้านเดือดร้อนเรื่องอะไร ฆ่ากันตาย ทุกวัน ยิงกันตายทุกวัน เดี๋ยวระเบิดโน่นระเบิดนี่จะให้เขาเฉย ๆ ได้อย่างไร เห็นไหมครับ นี่คือความรับผิดชอบก็แสดงว่าพวกนี้ไม่รักกองทัพสิ ส.ส. ในซีกพรรคประชาธิปัตย์ ภาคใต้ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นไม่รักกองทัพหรือ ไม่รู้จักที่จะอะไร เข้าใจกองทัพหรือ ไม่ใช่ครับ มองแยกกันให้ออกครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมบอก ในสมัยผมเป็นรัฐบาล ท่านประธาน ครับ ดูนะครับปี ๒๕๔๔ ๗๗,๑๙๔ ล้านบาท กระทรวงกลาโหม ในสมัยปี ๒๕๔๕ เราเป็นรัฐบาลอีก ๗๗,๒๑๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๔๖ เราจัดเก็บ ๙,๙๒๓ ล้านบาท ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาททั้งนั้นนะครับ ปี ๒๕๔๗ ๗๘,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๔๘ จัด ๘๑,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๔๙ จัด ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท พอมาสมัยท่านสุรยุทธ์ท่านจัดขึ้นมา ๑๑๕,๐๒๔๐ ล้านบาทเศษ ๆ แล้วก็มาจัดอีก ๑๔๓,๕๑๘ ล้านบาท แล้วในสมัยท่านนะครับ ไม่ได้ว่าครับ แต่ให้มันเกิดประโยชน์ประสิทธิภาพ แต่ต้องการให้พี่น้องประชาชนเห็นครับ ในสมัยท่าน ปี ๒๕๕๒ ครับ ท่านจัดงบประมาณ ๑๗,๑๕๗ ล้านบาทเศษ ๆ ปี ๒๕๕๓ จัดงบประมาณ ทั้งหมด ๑๕๔,๐๓๒ ล้านบาท แล้วในปี ๒๕๕๔ ๑๖๘,๕๐๑ ล้านบาท แล้วมันจะเหมือนกัน ได้อย่างไรครับที่ท่านบอกว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพท่านบอกว่าเหมือนฉัน ยู (You) ก็จัดให้ทหารอย่างนี้เหมือนกัน ก็จัดได้ครับ จัดได้แต่ต้องดูสถานะประเทศ ดูภัยคุกคาม วันนี้ภัยคุกคามมันมีอะไรบ้างอย่างดี ๆ ก็ทางประเทศกัมพูชาที่เราไปกังวลกันหน่อย ประเทศพม่าก็มีนิดหน่อย เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ต้องบอกว่าท่านอยากจะจัดอะไรก็จัดไป แต่ว่าวันนี้ต้องคํานึงถึงภัยคุกคาม คํานึงถึงประโยชน์ประเทศ คํานึงถึงภาษีอากรที่พี่น้อง ประชาชนเสีย แล้วนั่นคือสิ่งที่ผมบอกว่า ณ วันนี้เรามีความคิดเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่อยากจะ บอกว่าเรามีความรักในกองทัพ เรามีความรักในกองทัพ ไม่ใช่เราไม่รัก เราเป็นห่วงเป็นใย ส่วนท่านมาบอกว่างบประมาณที่จัดเรื่องรถยนต์ ๑,๔๘๔ คัน เกิดขึ้นในสมัยที่เราเป็นรัฐบาล ท่านประธานครับ สัญญาลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ เราไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว ประเดี๋ยว ท่านถามประธานคณะอนุกรรมาธิการได้ ท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ท่านเป็นประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้จะชัดเจนครับไม่ได้ว่ากัน ใครจะจัดไม่ได้ว่า ท่านประธานครับ ไม่ได้แปลก เลยท่านนายกรัฐมนตรีครับ แต่สิ่งที่บอกว่า ณ วันนี้คุณภาพมันไม่ได้ เราอยากให้ทหารใช้ ของที่ดีอย่างนี้ผมผิดหรือเปล่า อย่างนี้ผมมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อทหารหรือครับ ผมมีความรู้สึก ที่ดีต่อทหารสิครับผมถึงออกมาบอกอย่างนี้ครับว่าวันนี้อย่าไปจัดอย่างนี้เลย ซื้อมาทั้งคัน ก็ไปซื้อมาทั้งคันนะครับไม่ใช่ไปเข้าข้างผู้ขายอย่างเดียวอย่างนี้ รักษาประโยชน์ของกองทัพ เป็นหลัก ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยอย่างนี้หรือว่าไม่เอาใจใส่อย่างนี้นะครับ ไล่กันมาตั้งแต่ ข้างบนยันท้ายเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับ ด้วยความเคารพผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประวิตร ว่าสิ่งที่กําลังพูดวันนี้นี่คือสิ่งที่มันเป็น ข้อบกพร่อง นโยบายของท่านดูดีมาก แต่ถึงเวลาจริง ๆ แล้วมันเวิร์ค (Work) ไม่ได้ ใช้ไม่ได้ ท่านไม่ได้ติดตาม ไม่ได้ใกล้ชิด ไม่ได้ดูแลเอาใจใส่ แม้กระทั่งตรงนี้ ถึงอย่างไรก็ตามสรุปว่า เอาละครับท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนไว้เท่านี้ก็ไม่อยากจะไปพูดอะไรมาก เพราะเพื่อนผู้แทนก็รออยู่อีกหลายเรื่อง หลายกระทรวง ก็เรียนด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ
เดี๋ยวให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีชี้แจงก่อน แล้วเดี๋ยวให้ท่านชูวิทย์ได้สิทธิพาดพิงในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ เชิญครับ ท่านชูวิทย์จะอภิปรายเรื่องเดียวกันนี่นะครับ อย่างนั้นเดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีจะได้ตอบทีเดียว เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส. จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในปี ๒๕๕๑ ผมได้เป็นประธานอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง ซึ่งกระทรวงกลาโหม ได้ของบประมาณในการจัดซื้อรถบรรทุกขนาด ๒ ตันครึ่ง จํานวน ๑,๔๗๔ คันจริง แต่ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการเราได้สอบถามผู้มาชี้แจงนะครับว่ารถเป็น อย่างไร แพงเกินจริงไหม เมื่อถามเสร็จเรียบร้อยทางผู้ชี้แจงก็บอกว่าไม่แพง เรายังถามต่อไป อีกนะครับว่าเราอยากให้พี่น้องทหารหาญที่อยู่ภาคใต้ได้มีความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน ซึ่งเขาเป็นแนวหน้าที่จะต้องป้องกัน เราก็เลยถามต่อว่า รถนี่ซื้อจากประเทศไหน เขาบอกว่ารถต้องซื้อจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งวันนี้เราได้สอบถามหมดแล้ว แต่เมื่อมีการประกาศ ประกวดราคามันอยู่ในช่วงที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้บริหารบ้านเมืองซึ่งมีการเซ็น สัญญาในวันที่ ๓๐ กันยายน ปี ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นวันที่สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๕๒ พอดีเลย ทําไมบังเอิญจริง ๆ ว่าต้องเซ็นสัญญา ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ แล้วก็มีการส่งของกัน ซึ่งเราได้ถาม อีกนะครับว่าในการจัดซื้อรถยนต์ทําไมต้องไประบุยี่ห้ออีซูซุ เพราะผู้ประกอบการ มีหลายบริษัทและมีคุณลักษณะใกล้เคียงกันมีหลายบริษัททําไมต้องซื้อจากบริษัทอีซูซุ แล้วก็ทําไมต้องไปเปลี่ยนหัวของตัวรถ ซึ่งอยากจะกราบเรียนพี่น้องประชาชนว่าเราได้มี ความห่วงใยในชีวิตของพี่น้องประชาชนทหารนะครับ แต่ว่าในการจัดซื้อก็อยากได้ของที่มี คุณภาพ ซื้อแล้วให้ได้ของถูกแต่เป็นของดี ไม่ใช่ซื้อของไม่ดีแต่ราคาแพง ขอบคุณครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานครับ ไม่ได้ตั้งใจจะมาต่อล้อต่อเถียงเลยนะครับ แต่ว่าเพื่อให้บันทึกไว้ให้ถูกต้องในสภาผู้แทนราษฎร โครงการรถยนต์ ๑,๔๗๐ คันนี้นะครับ ๑,๔๗๔ คัน เป็นโครงการที่จัดทําขึ้นในสมัยของรัฐบาล ท่านจริง ๆ อนุมัติเอาไว้ เพราะฉะนั้นการพิจารณาโครงการ รายการตรวจสอบอะไรตั้งแต่ เริ่มต้นท่านทําเอาไว้ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็ไม่ได้ไปกล่าวหาว่าท่านทําผิดหรืออย่างไร เพียงแต่ว่า ไม่ต้องการให้ท่านเอามาพูดจาในทํานองว่าพวกผมชงเองกินเองอะไรพรรค์อย่างนั้น มันไม่ได้ เป็นอย่างนั้นนะครับ มันมีตัวเลขอยู่ชัดเจนครับว่าวงเงิน ๔,๙๙๔ ล้านบาท ให้มีผลผูกพัน ปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ มาตามลําดับ กระบวนการในการจัดซื้อจัดหา ในการกําหนดสเปก เสนอมา ๓ แบบ ๔ แบบ ๓ บริษัทอะไรทํามาเสร็จสิ้นเรียบร้อย ทีนี้พอมาในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ถึงได้มาลงนามในสัญญา ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่จะผิดแผกที่จะดู ว่าเขาทุจริตตรงไหน อย่างไรทั้งสิ้นนะครับ ผมก็กราบเรียนท่านประธานว่าเราตรวจสอบ กองทัพก็มีระบบ คนที่ออกแบบกําหนดสเปกกับคนที่จะมาตรวจสอบรับมอบของมันคนละชุดกัน คนละฝ่ายกัน เขาก็มีระบบเรียบร้อยท่านประธานครับ แล้วผมก็ได้เรียนแล้วว่าถ้ายังติดใจ เราก็ติดตามไปดูให้ แล้วที่ท่านพูดมานี้ผมก็เอาข้อมูลทั้งหมดนั้น แล้วผมเชื่อว่าทุกหน่วยที่เขา มีหน้าที่รับผิดชอบ เขาก็ฟังแล้วเขาจะต้องปฏิบัติตามนั้น ผมเพียงแต่มาเรียนว่า ท่านเอาเรื่องนี้มากล่าวหาว่าทุจริต ขอให้เขาถอดถอนผมทั้ง ๆ ที่ความจริงมีเท่านี้เองว่า เป็นกระบวนการในการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ แล้วผมซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ เข้าไปเกี่ยวข้อง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทําตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีทุกอย่างทุกประการ ก็มีเท่านี้ ครับ
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เหลือประเด็นเดียวนะครับ เมื่อสักครู่ท่านกรุณาไล่ตัวเลข งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกระทรวงกลาโหมกับกองทัพ แต่ว่าท่านดูจะสรุปผิดไป นิดหนึ่งนะครับ จริงครับสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ตัวเลขค่อนข้างที่จะคงที่ แล้วก็เป็นข้อสังเกตมาโดยตลอดครับ จริง ๆ ท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการการทหาร ท่านน่าจะศึกษาดูว่าสัดส่วนของงบประมาณในด้านการป้องกันประเทศ กับสัดส่วนต่อจีดีพี (GDP) และอัตราการเติบโตนี้ของประเทศเพื่อนบ้านเราเป็นอย่างไรในช่วงนั้น และท่านจะทราบครับ ว่าดุลต่าง ๆ มันเริ่มเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นตัวเลขที่ท่านบอกว่ากระโดดขึ้นมานี้ ใช่ครับ กระโดดขึ้นมาครั้งแรกคือสมัยรัฐบาลท่าน พลเอก สุรยุทธ์ แต่ท่านลืมบอกต่อนะครับว่า ที่กระโดดขึ้นมาอีกก็คือรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ที่กระโดดขึ้นมาจริง ๆ รัฐบาลของท่าน และผมก็จําได้ว่าผมก็เป็นผู้นําฝ่ายค้าน ผมก็ไม่ได้ตําหนิท่าน เพราะผมก็ได้ดูตัวเลขต่าง ๆ แล้วว่าถ้าคํานึงถึงสัดส่วนการเติบโตต่าง ๆ เทียบกับประเทศในภูมิภาคนี้ ช่วงรัฐบาลของ พลเอก สุรยุทธ์กับรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร มาชดเชยช่วงที่มันเสียดุล ก่อนหน้านั้นไป แล้วจะเห็นครับว่าพอมาถึงรัฐบาลของผมชุดปัจจุบันนี้และเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจนี้ก็ต้องปรับลดลงมาไม่ต่างจากกระทรวงอื่น ๆ นี่คือสิ่งที่ยืนยันได้ว่าไม่ได้เป็น อย่างที่ท่านพูดว่าขณะนี้กระทรวงกลาโหมทําอะไรได้ตามใจชอบ ขออะไรมาก็ต้องให้ครับ
ท่านสมชายมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ เรื่องของรถ ๒ ตันครึ่ง ผมเรียนว่าเป็นความต้องการของกองทัพเสนอขึ้นมา เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมบอกท่านว่า ผมไม่ได้บอกว่ากองทัพนี้ขอไม่ได้ ไม่ใช่ครับ วันนี้สัญญามีบอกไว้ชัดเจน ในเรื่องของการทําสัญญานี้เราอยากจะดูว่าประสิทธิภาพเรื่องของรถยนต์ ราคาให้ถูก ลงไปหน่อย ทั้ง ๆ ที่ผมชี้ให้เห็นชัดเจนแล้ว เห็นไหมครับว่าตัวเลขมันเป็นอย่างไร แม้กระทั่ง เรือเหาะก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้มันไม่ได้เป็นเรื่องที่จะมาโยนให้รัฐบาลโน้นรัฐบาลนี้ ไม่ใช่หรอกครับ แต่ผมเรียนว่านั่นคือสิ่งที่เรากําลังจะบอกว่าตรงนี้มันเป็นเรื่องที่น่ากังวล มันเป็นเรื่องตรวจสอบและเห็นได้เลยชัดเจนว่าตัวเลขมันค่อนข้างสูง แล้วประโยชน์นี้มันไม่ได้ โดยสมบูรณ์ก็เท่านั้นครับ ไม่ได้มีอะไรครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ก็เชิญท่านผู้อภิปรายท่านต่อไป ท่านแวมาฮาดี แวดาโอะ เชิญครับ ท่านได้ขออนุญาต ใช้อุปกรณ์ประกอบคือแผ่นชาร์ท กรรมการได้อนุญาต เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ผมเป็นผู้หนึ่ง ที่เซ็นในเอกสารยื่นญัตติเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ส่วนที่ผมจะอภิปรายในวันนี้จริง ๆ แล้วตั้งใจจะพูด ๓ เรื่อง เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ เกี่ยวเนื่องกัน คือเรื่องภาคใต้ เรื่องชายแดนเขมร แล้วก็เรื่องก๊าซธรรมชาติ แต่เนื่องจากเวลา จํากัด จึงขอเลือกที่จะไปพูดถึงเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตามครับ ก่อนที่ผมจะไปเริ่มในประเด็นที่ผมต้องอภิปรายในวันนี้ ผมอยากจะบอกท่านประธาน ฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่า ประเด็นมันมีอยู่อย่างนี้ครับ ในเรื่อง ภาคใต้นั้นอยากจะท่านรับทราบด้วยว่า ๒ เดือนแรกของปีนี้เหตุการณ์เกิดขึ้นมากที่สุด ในช่วงเวลาเดียวกันในรอบ ๔ ปีที่ผ่านมา จริง ๆ แล้วผมอยากจะพูดถึงเรื่องคาร์บอมบ์ (Car bomb) มอเตอร์ไซค์บอมบ์ (Motorcycle bomb) โชเล่บอมบ์ (Sholay bomb) สไปเดอร์บอมบ์ (Spider bomb) ไปค์บอมบ์ (Pipe bomb) แอลพีจีบอมบ์ (LPG bomb) และบอมบ์ (Bomb) แบบเหยียบที่ปรากฏอยู่ในสื่อ แล้วก็เรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นช่วงที่รัฐบาลนี้ เป็นผู้บริหารประเทศ ในขณะเดียวกันก็อยากจะพูดถึงจีที ๒๐๐ อยากจะพูดถึงบอลลูน เสื้อเกราะ บอมบ์สูท (Bomb suit) แล้วก็อยากจะพูดถึงประเด็นที่อัตราส่วนของเจ้าหน้าที่ ๑ ต่อ ๑๒ ในขณะนี้ที่อยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัด แต่เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบลง และที่สําคัญยิ่งก็คือ อยากจะบอกฝากไว้กับท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ชรบ. ในพื้นที่ ๓ จังหวัด กําลังแสวงหาปืน ๓,๐๐๐ กระบอก ซึ่งไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน ผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่าบางท่านไปพูด ว่ามันหายไปช่วงที่ปราบเสื้อแดง ซึ่งผมเองจนถึงวันนี้ผมก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่เป็นจริงประการใด ก็ฝากให้นายกรัฐมนตรีไปสอบสวนดูก็แล้วกันนะครับ ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ผมอยากจะ พูดในวันนี้เกี่ยวกับก๊าซนี้เนื่องจากว่าทุกครั้งที่ผมเข้าไปในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส แล้วที่ ที่อําเภอจะนะ คําถามที่ประชาชนถามอยู่ว่าทําไมก๊าซ โรงแยกก๊าซอยู่ในอําเภอจะนะ แต่คนอําเภอจะนะและคนจังหวัดสงขลาต้องซื้อก๊าซด้วยราคาแพงกว่าจากกรุงเทพมหานคร คนจังหวัดนราธิวาสเองก็เหมือนกันครับ หลุมก๊าซธรรมชาติเจดีเอ (JDA) ก็อยู่ไม่ห่างไกล ชายหาดนราธิวาสไม่เกิน ๑๐๐ กิโลเมตรครับ แต่คนจังหวัดนราธิวาสก็ต้องซื้อ คน ๓ จังหวัดก็ต้องซื้อก๊าซธรรมชาติด้วยราคาที่แพงกว่าจากกรุงเทพมหานครครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงอยากจะเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วผู้ที่จะต้องรับผิดชอบดูแล ทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ในอ่าวไทยนั้น ในขณะนี้ก็คือท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็น ประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือที่เรียก กพช. ท่านเป็นประธาน โดยตําแหน่งครับ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ประเทศไทยได้เปลี่ยน ระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้คืนพระราชอํานาจของพระองค์ ให้กับราษฎร และได้มีพระราชกระแสดํารัสว่าอย่างนี้ครับ ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละ อํานาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอํานาจ ทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อํานาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดย ไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร เพราะฉะนั้นวันนี้ราษฎรได้มอบอํานาจที่ราษฎรมีอยู่ ให้แก่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมทั้งได้มอบหมายให้ดูแลทรัพยากร พลังงานของประชาชนทั้งประเทศด้วย เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ทราบดีครับว่าท่านต้อง ดูแล โดยที่ท่านได้แถลงนโยบายเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ว่ารัฐบาลนี้จะกํากับดูแล พลังงานให้อยู่ระดับที่เหมาะสม มีเสถียรภาพและเป็นธรรมต่อประชาชน โดยกําหนด โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงที่เหมาะสม รวมทั้งสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากที่สุดครับ แล้วก็ รัฐบาลนี้จะส่งเสริมการแข่งขันและการลงทุนในธุรกิจพลังงาน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ทราบดีนะครับว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๔ ได้ระบุว่ารัฐต้องป้องกันการผูกขาด เพราะว่าการผูกขาดนั้นทําให้สินค้าราคาแพง เช่นเดียวกัน รัฐต้องคุ้มครองผู้บริโภค เพราะการไม่คุ้มครองนั้นมันทําให้ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ ตลอดจนมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ระบุเหมือนกันนะครับว่า คนไทยต้องได้สิทธิครับท่านประธาน คนไทยต้องได้สิทธิประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน เพราะฉะนั้นครับ น้ํามันที่มีอยู่ ในอ่าวไทย ก๊าซที่อยู่ในอ่าวไทยนั้นคนไทยต้องได้รับประโยชน์ครับ เพราะฉะนั้นสรุปก็คือ ในอดีตนั้นการจัดการทรัพย์ของแผ่นดินนั้น ในระบบกษัตริย์ กษัตริย์จะเป็นผู้ดูแลและจัดสรร ทรัพยากร แต่ในปัจจุบันเป็นระบอบประชาธิปไตย ประชาชนดูแลสมบัติของแผ่นดินเอง แต่ประชาชนได้เลือกบุคคลมาทําหน้าที่ครับ คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการที่จะดูแล ทรัพยากรของตน รวมทั้งน้ํามันและก็ก๊าซธรรมชาติครับ สิ่งที่ผมอยากจะให้ท่านประธานเห็น ก็คือว่าที่ผมต้องกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี เพราะท่านอยู่ในฐานะประธาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติครับ ที่เราเรียกว่า กพช. ขณะเดียวกันจะมี คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน แล้วก็ภายใต้อันนี้จะมีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ที่เก็บจากน้ํามันทุกลิตรที่ประชาชนใช้ครับ
อันนี้คือผังครับ กพช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรีและ ท่านอื่น ๆ ครับ เพราะฉะนั้นหากเกิดการไม่ยุติธรรมในเรื่องของพลังงานนั้นนายกรัฐมนตรี จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ในการดูแลพลังงานและก๊าซในอ่าวไทยครับ คําถามที่ประชาชน ตั้งขึ้นมาก็คือว่านายกรัฐมนตรีจัดการทรัพยากรพลังงานที่มาจากอ่าวไทย ดีหรือยัง ถ้าดีแล้วทําไมราคาน้ํามันจึงแพงครับ และก๊าซธรรมชาติจึงขาดแคลน โดยเฉพาะ แอลพีจี (LPG) จนกระทั่งรัฐบาลนี้พยายามที่จะออกคําสั่งและระเบียบเพื่อจะบังคับรถยนต์ ไม่ให้ใช้แอลพีจีท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ ถ้ารัฐบาลนี้โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ดําเนินการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ํามันและก๊าซธรรมชาติแล้ว ท่านทราบไหม ว่าวันนี้เหตุไฉนนายกรัฐมนตรีจึงเอาน้ํามันดี ๆ ที่มีคุณภาพสูงที่ขุดเจาะมาจากอ่าวไทยไปขาย ให้กับต่างประเทศ แล้วก็มีการสั่งน้ํามันที่เลว ๆ คุณภาพไม่ดีจากต่างประเทศมาให้คนไทยใช้ ครับ ๒. ส่วนแบ่งกําไรที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กํากับดูแลในเรื่องนโยบายนั้น ทําไมบริษัท ที่ขุดเจาะและจัดการนั้นได้กําไรสูงมาก ในขณะที่รัฐได้ผลประโยชน์เข้ารัฐน้อยมาก ๆ ครับ ๓. ทําไมขายน้ํามันให้คนไทยจึงแพงกว่าการขายน้ํามันให้กับคนต่างชาติครับ ๔. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ปล่อยให้มีการปล้นต้นน้ํานะครับ คือให้บริษัทรับซื้อก๊าซ ที่ขุดเจาะได้ในอ่าวไทยในราคาที่ถูกกว่ามาตรฐานครับ ๕. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้อุ้มบริษัทปิโตรเคมี แต่ในขณะเดียวกันกดขี่ประชาชน ๖. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไม่ได้กําหนดนโยบายที่ถูกต้องจนทําให้ก๊าซดิบที่ขุดเจาะมาจากอ่าวไทยนั้นไม่สามารถ จะเข้าโรงแยกแก๊สทําแอลพีจีให้เพียงพอ ให้กับความต้องการของประชาชน ๗. มีการโกง ประชาชนเกี่ยวกับแอลพีจีและแอลจีวี (LGV) คือใส่ไม่ครบถัง เพราะไปอัดก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป ๑๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในถังนั้นมีแอลพีจีหรือก๊าซมีเทน (Methane) เพียงไม่ถึง ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ใส่เข้าไปทําไมครับ ๘. หลอกหลวงประชาชน โดยโฆษณาชวนเชื่อว่าเอ็นจีวีนั้นดีกว่าแอลพีจีสําหรับการใช้ในรถยนต์ ๙. บริหารอย่างไร หรือครับ ประเทศไทยที่มีน้ํามันแก๊สระดับใกล้กับประเทศโอเปค (OPEC) ผมมีข้อมูลครับ และมากกว่าประเทศบรูไน แต่เราจนครับ ๑๐. คนอีสานมีก๊าซ แต่ทําไมคนอีสานถึงต้องใช้ แก๊สมากกว่า แพงกว่าคนกรุงเทพมหานครครับ ๑๑. คนอําเภอจะนะ จังหวัดสงขลา มีโรงแยกแก๊ส แต่ซื้อแก๊สแพงกว่ากรุงเทพมหานคร ในขณะเดียวกันคน ๓ จังหวัดมีหลุมแก๊สหน้าบ้าน แต่ซื้อแก๊สราคาแพงครับ
ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะให้ท่านประธานเห็นในวันนี้ก็คือว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไร้ซึ่งประสิทธิภาพในการจัดการบริหารนโยบายเกี่ยวกับพลังงานแห่งชาติ จนทําให้ ๑๑ ประเด็นที่ผมได้กล่าวมาแล้วนั้นเกิดขึ้นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ประชาชนโดยทั่วไปเข้าใจว่าประเทศไทยมีน้ํามันน้อย มีก๊าซธรรมชาติน้อยใช่ไหมครับ จริง ๆ ไม่ใช่ครับ ประชาชนที่รับฟังทางบ้านครับ ไม่จริงครับ ข้อที่ ๑ ผมอยากจะให้เห็น ตารางแสดงปริมาณการผลิตพลังงานของประเทศไทยต่อวันครับ นี่คือน้ํามันดิบนะครับ มีอยู่ ๒๕ ล้านลิตรต่อวัน คอนเดนเสท (Condensate) ครับ หรือก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งตัวนี้สามารถที่จะผลิตเป็นเบนซินได้นะครับ มีอยู่ ๑๒ ล้านลิตรต่อวัน ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสามารถผลิตเบนซินเช่นกัน มีอยู่ ๘๗ ล้านลิตรนะครับ เพราะฉะนั้นน้ํามันดิบนี้มันเป็น เพียงส่วนหนึ่งของวัตถุดิบที่จะให้มีการผลิตน้ํามันนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ อย่าไปเบี่ยงเบนบอกว่าน้ํามันดิบเรามีน้อยครับ เพราะคอนเดนเสทและก๊าซธรรมชาติ สามารถที่จะผลิตเบนซินได้เช่นกัน รวมแล้วในแต่ละวัน ประเทศไทยสามารถผลิตพลังงานได้ ทั้งหมด ๑๒๕ ล้านลิตรต่อวันครับ เป็นจํานวนที่มหาศาลครับ ถ้าไปเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศ โอเปค สิ่งที่น่าทึ่งมากครับ ปริมาณการผลิตวัตถุดิบ ผมไม่ใช่คําว่า น้ํามันดิบ นะครับเพราะมันมี คอนเดนเสทอยู่ในนี้ด้วย มันมีก๊าซเหลวธรรมชาติด้วย ที่ใช้กลั่นน้ํามัน ปรากฏว่าตั้งแต่ ปี ๒๕๓๐ ไล่มาเรื่อย ๆ ครับ จนถึงปี ๒๕๕๒ ประเทศไทยสามารถหาวัตถุดิบเพื่อใช้ กลั่นน้ํามันดิบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ล่าสุดผมมีข้อมูลถึงปี ๒๕๕๒ ครับ ปรากฏว่าเรามีวัตถุดิบ ทั้งหมด ๔๒.๖ ล้านลิตรต่อวัน ต่อไปครับ อันนี้คือการผลิตก๊าซธรรมชาติครับ ก็เช่นกัน เรามี การผลิตเพิ่มเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึงปี ๒๕๕๒ ล่าสุดครับ เราผลิตได้ ๓,๑๔๖ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เหลือเฟือสําหรับใช้ในประเทศไทย ก๊าซย่อมไม่ขาดครับ ไม่ต้องไปบังคับหรอกประชาชน ไม่ให้ใช้แอลพีจีครับ เพราะมีเหลือเฟือครับท่านประธาน มากขนาดไหนครับ มาเทียบกับรัฐอลาสก้าครับ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีก๊าซธรรมชาติมาก ในโลกแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าประเทศไทยมีมากกว่ารัฐอลาสก้าครับ โดยที่รัฐอลาสก้ามีเพียง ๑,๐๑๐ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในขณะที่ประเทศไทยมี ๓๑๔๖ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันครับ ผมไปค้นหาข้อมูลจากอีไอเอ เอนเนอร์จี อินฟอร์เมชั่น แอดมินิสเตรชั่น (EIA Energy Information Administration) จากประเทศสหรัฐอเมริกา หาในประเทศไทยไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่ค่อยถูกเปิดเผยครับ สิ่งที่ผมอยากจะให้ท่านเห็นก็คือว่าประเทศไทย อยู่ในลําดับที่ ๒๓ ในการผลิตก๊าซธรรมชาติครับ ที่น่าทึ่งก็คือประเทศที่อยู่ในสมาชิกโอเปค ประเทศเวเนซุเอลาผลิตก๊าซธรรมชาติน้อยกว่าประเทศไทย ท่านประธานครับ ประเทศไนจีเรียผลิตก๊าซธรรมชาติน้อยกว่าประเทศไทย ประเทศโบลิเวียผลิตก๊าซธรรมชาติ น้อยกว่าประเทศไทย ประเทศคูเวต เศรษฐีน้ํามัน ผลิตก๊าซธรรมชาติน้อยกว่าประเทศไทย ประเทศคาซัคสถาน ประเทศอิรัก ก็เช่นกันครับ ผลิตก๊าซธรรมชาติน้อยกว่าประเทศไทย เสียอีกนะครับ มาดูน้ํามันดิบครับ นี่คือประเทศไทยครับ นี่คือประเทศเอกวาดอร์ เอกวาดอร์ เป็นสมาชิกโอเปค ผลปรากฏว่าประเทศไทยผลิตน้ํามันดิบแต่ละปีมากพอ ๆ กันกับ ประเทศเอกวาดอร์ ประเทศบรูไนเป็นประเทศที่บอกว่าร่ํารวยครับปรากฏว่าอยู่ตรงนี้ เทียบไม่ได้กับประเทศไทย ประเทศไทยผลิตมากกว่าประเทศบรูไนถึง ๒ เท่า เวลาเราพูดถึง ประเทศบรูไน ก็คือเศรษฐีครับ แต่วันนี้ประเทศบรูไนผลิตน้อยกว่าประเทศไทย ประเทศยูเครนก็ผลิตน้อยกว่าประเทศไทยครับ เอาละครับ ทีนี้ตัวเลขที่ผมชี้เมื่อสักครู่นี้ เรามาดู ความต้องการของประเทศอีก เรื่องน้ํามันครับ นี่คือน้ํามันดิบที่ผลิตอยู่ในประเทศไทยมีอยู่ ๔๒.๖ ล้านลิตรครับ นี่คือการค้าใช้น้ํามันสําเร็จรูปที่ต้องการครับ ก็คือ ๑๐๙ ล้านลิตรต่อวัน เพราะฉะนั้นประเทศนี้ราชอาณาจักรไทยต้องนําเข้าน้ํามันเพียง ๖๖.๔ ล้านลิตรเท่านั้นต้อง นําเข้าแค่นี้เอง แต่มาดูครับว่าเป็นอย่างไร ปรากฏว่าการนําเข้าล่าสุดครับ ปี ๒๕๕๒ ๒ ปีที่แล้วตัวเลขอันนี้ขึ้นอีกครับ นําเข้า ๑๒๘.๑๓ ล้านลิตรต่อวัน แสดงว่าน้ํามันที่เรา ขุดเจาะมาจากอ่าวไทย ๔๐ กว่าล้านลิตรต่อวันนั้น ท่านประธานครับ รัฐบาลนี้เอาไปทิ้ง ที่ไหนครับ เดี๋ยวตามไปดูต่อไปครับ ผมก็ไปดูในข้อมูลการส่งออกพลังงาน ท่านประธานครับ เรามีน้ํามันไม่พอสําหรับใช้ในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันเราก็บอกว่าแอลพีจีไม่พอที่จะใช้ใน ประเทศ ในที่สุดสถิติการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ได้ระบุว่าประเทศไทย มีการส่งออกพลังงานเป็นล้านดอลลาร์สหรัฐ ๙,๖๗๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะคูณด้วย ๓๐ บาท ก็คือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านต่อปีครับ เกือบ ๆ ๑ ใน ๔ ของจีดีพีของประเทศครับ ทีนี้มาดูครับ การส่งออกจํานวน ๙,๖๗๓ ล้านลิตรนั้นมันมากหรือน้อยครับ ผมจึงอยากจะ เปรียบเทียบกับประเทศเอกวาดอร์ในฐานะที่เป็นสมาชิกของโอเปค ปรากฏว่าประเทศเอกวาดอร์ เป็นสมาชิกของโอเปคการส่งออกน้ํามันเพียง ๑๒,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเท่านั้น ตรงนี้ละครับ ประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกของโอเปค แต่มีการส่งน้ํามันพอ ๆ กับประเทศ เอกวาดอร์ เรียนท่านประธานฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าประเทศไทยเป็นผู้ส่งออก พลังงานระดับโลกเสียแล้วครับในขณะนี้ ทําไมที่เป็นอย่างนี้ครับ เหตุที่เป็นอย่างนี้ ผมอยากจะให้ข้อมูลกับท่านประธานเพื่อที่ประชาชนทางบ้านจะได้รับทราบว่ามันเกิดอะไร ขึ้นในการบริหารจัดการพลังงานที่มีท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธาน กรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ข้อมูลที่มีอยู่ในบลูมเบิร์ก (Bloomberg) นะครับ เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน เขาบอกว่ามาเลเซีย ตะปริซ ซึ่งแปลว่ากลองนี่ละครับ ในภาษา มาเลเซีย บอกว่าน้ํามันที่เกิดจากอ่าวไทยนั้น ปรากฏว่ามีน้ํามันที่มีกํามะถันต่ําที่สุด แล้วก็เป็นน้ํามันที่ดีที่สุดของโลก แล้วก็เป็นน้ํามันที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย ประเทศไทย เป็นช่วงของอ่าวไทยนั้นเป็นน้ํามันที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลกครับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏขึ้นในประเทศไทยก็คือว่าน้ํามันที่ดี ๆ ที่เราขุดเจาะมาจากอ่าวไทย รัฐบาลนี้ไม่ได้ กํากับดูแลและกําหนดนโยบายที่ชัดเจน จึงทําให้บริษัทเอกชนได้เอาน้ํามันที่ดี ๆ จากอ่าวไทย คุณภาพดี ๆ ส่งขายในต่างประเทศเพราะมันได้ราคาที่ดีที่สุด เหมือนข้อมูล ที่ผมได้นําเสนอต่อไป และในขณะเดียวกันประเทศนี้ได้สั่งน้ํามันมาจากประเทศดูไบเป็นหลัก ซึ่งเป็นน้ํามันที่เลวที่สุด ที่สกปรกที่สุด มีสารกํามะถันยีสต์ซัลเฟอร์มากที่สุดในโลก แล้วในที่สุดเราก็ต้องมาปรับปรุงคุณภาพของน้ํามัน ซึ่งบริษัทก็จะไปเบิกจ่ายค่าชดเชย กับรัฐบาลต่อไป แสดงว่าของดี ๆ เราไปขายแพง ๆ ไปหาน้ํามันไม่ดีเข้ามาในประเทศ แล้วก็ มาปรับปรุง แล้วคนอื่นเป็นคนจ่ายแล้วก็ไปขายน้ํามันให้กับประชาชน
ต่อไปก๊าซแอลพีจี บ่อยครั้งที่เราบอกว่าเรามีจํานวนน้อย ไม่จริงครับ อันนี้ คือแก๊สดิบที่เราขุดเจาะมาจากอ่าวไทยมีทั้งหมด ๓,๑๔๖ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ปรากฏว่า เข้าโรงแยกได้เพียง ๑,๗๗๐ ล้านลูกบาศก์ฟุตครับท่านประธาน ที่เหลือเข้าโรงแยกไม่ได้ นายกรัฐมนตรีที่ควบคุมนโยบายพลังงานแห่งชาติไม่ไปจัดการอะไรเลยภายใน ๒ ปีที่ผ่านมา แก๊สดิบ ๑,๓๗๖ ล้านลูกบาศก์ฟุต ถ้าเข้าโรงแยกแล้วสามารถจะผลิตแอลพีจี ๒.๑ ล้านตันต่อปี ในขณะนี้ประเทศไทยขาดเพียง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านตันต่อปีเท่านั้น แต่เราไม่ไปสกัด ไม่ไปกรองเพื่อเป็นก๊าซแอลพีจี ๒.๑ ล้านตันต่อปี อันนี้คือความผิดพลาด ของนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นประธานนโยบายพลังงานแห่งชาติครับ ผมขออนุญาตไปเร็ว ๆ ครับ เพราะเวลาน้อย ปัญหาอยู่ตรงไหนครับ อันนี้คือแก๊สที่เราเอามา ๓,๑๔๖ ล้านลูกบาศก์ฟุต เราก็แยกมาเป็นแอลพีจี ส่วนหนึ่งก็ไปขายให้ประชาชน แต่อีกส่วนหนึ่งก็เข้าในธุรกิจ ปิโตรเคมี แต่ที่เหลือ ๑,๓๗๖ ล้านลูกบาศก์ฟุต เราไม่ได้ไปเข้าโรงกลั่น มันก็กลายเป็นเอ็นจีวี แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าเอ็นจีวีตรงนี้ ไม่ใช่เอ็นจีวีบริสุทธิ์ ยังมีการผสมส่วนอื่น อยู่ด้วย แล้วก็ถือว่าเป็นแก๊สที่ไม่ดีครับ ต่อไปครับ รัฐบาลปล่อยให้มีการผูกขาดครับ ผูกขาดตั้งแต่ การซื้อแก๊สจากปากหลุม ผูกขาดธุรกิจโรงแยกแก๊ส กึ่งผูกขาดธุรกิจโรงกลั่น ผูกขาด ในการขนส่งแก๊ส ผูกขาดธุรกิจเอ็นจีวีและครอบงําธุรกิจปั๊มค่าปลีก ที่สําคัญรัฐบาลนี้ไม่ได้ไป แก้ไขเรื่องผลประโยชน์ของรัฐที่ควรได้รับจากน้ํามันแล้วก็แก๊สธรรมชาติ เพราะรัฐบาลอ้างว่า สําหรับในพื้นที่ประเทศไทยนั้นการขุดเจาะนั้นลําบาก เราจึงได้รับส่วนแบ่งกําไร หรือค่าสัมปทานต่ําถ้าเทียบกับประเทศอื่น ทีนี้ผมก็ไปดูว่าจริง ๆ แล้วผู้รับสัมปทานนั้นจะได้ เงินมากหรือน้อยครับ ที่บอกว่าเจาะยาก ๆ ปรากฏว่ากําไรขั้นต้นไม่ต่ํากว่า ๗๖ เปอร์เซ็นต์ต่อปี เอาละครับ เรามาดูเงื่อนไขการสัมปทานขุดเจาะปิโตรเลียม ตารางนี้เป็นตารางเปรียบเทียบ ระหว่างประเทศพม่า ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศกัมพูชา แล้วก็ประเทศไทย ค่าเรียลลิตี้ (Reality) เรากําหนดพอ ๆ กัน แต่ที่ซึ่งมากก็คือว่าส่วนแบ่งกําไรที่รัฐต้องได้รับ ปรากฏว่าในประเทศพม่า ทุก ๑๐๐ ลิตร ทุก ๑๐๐ บาท รัฐบาลต้องได้ ๘๐ บาทครับ ประเทศอินโดนีเซีย ทุก ๑๐๐ บาท รัฐบาลต้องได้ ๖๐ บาท ประเทศกัมพูชาซึ่งอยู่ในอ่าวไทย ก็ได้รับ ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด แต่สําหรับของประเทศไทยไม่ต้องแบ่งครับ เพียงแค่ ค่าเรียลลิตี้ก็พอแล้ว แต่ส่วนแบ่งรัฐบาลจะไม่ได้รับส่วนแบ่งจากบริษัทที่ขุดเจาะปิโตรเลียม แต่ประการใด รวมทั้งหมดถ้าไปดูในประเทศพม่าจะได้ประมาณ ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ในประเทศไทยจะได้ประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ต้น ๆ ครับ ต่อครับ ค่าภาคหลวง ที่ขุดเจาะ ปัจจุบันอัตราค่าภาคหลวงอยู่ที่ ๕-๑๕ เปอร์เซ็นต์ อัตราค่าภาคหลวงของไทยนั้น เป็นอัตราที่ต่ํากว่าประเทศพม่า ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศจีน ประเทศอินเดีย และประเทศปากีสถาน แสดงว่าเราได้รับ ค่าภาคหลวงจากบริษัทที่ไปขุดเจาะต่ําที่สุดในประเทศย่านนี้ครับ อันนั้นคือค่าสัมปทาน ทีนี้มาดูตอนที่ได้ก๊าซแล้วรัฐบาลนี้ได้ปล่อยละเลยให้มีการซื้อขายก๊าซธรรมชาติดังนี้ครับ ราคาของก๊าซธรรมชาติ ณ ปากหลุมที่ ปตท. ซื้อครับ จากแหล่งอ่าวไทย เทียบกับราคาที่ ปตท. ซื้อจากแหล่งในทะเลพม่าครับ ราคาซื้อจากอ่าวไทยครับ ซื้อจากทรัพย์สมบัติ ของประชาชนทั้งประเทศด้วยราคาเพียง ๖.๑ บาทครับ ในขณะที่ ปตท. ซื้อก๊าซจาก ประเทศพม่าในราคา ๑๐.๓๖ บาท นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในฐานะที่เป็นประธาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติทําไมถึงปล่อยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะการซื้อที่ ราคาต่ําจะมีผลกระทบต่อเนื่องในเรื่องของรายได้ของประเทศนี้ครับ ต่อครับ เอาละครับ ส่วนแบ่งรายได้ของรัฐในต่างประเทศ ประเทศโบลิเวีย ๘๒ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ประเทศคาซัคสถาน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศรัสเซีย ๙๐ เปอร์เซ็นต์ครับ หากประเทศไทย ใช้อัตราเดียวกับประเทศโบลิเวีย และประเทศคาซัคสถาน จะมีรายได้เข้าประเทศกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่ขณะนี้เราได้เพียง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ในขณะที่บริษัท ที่ไปได้รับสัมปทานและซื้อขายนะครับ ได้กําไรปีที่ผ่านมาครับ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวม ๖ ปี คือ ๔๔๐,๐๐๐ บาท แสดงว่าก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่ได้เป็นประธานคณะกรรมการกําหนดนโยบายพลังงานแห่งชาติ ไม่สามารถที่จะกํากับและกําหนดนโยบายที่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน เพราะรายได้ จากแหล่งธรรมชาติเหล่านี้ประชาชนและโดยรัฐได้เงินจํานวนที่ต่ํามากครับ ต่อไปครับ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ วันที่แถลงนโยบายบอกว่าจะกํากับดูแลโครงสร้างราคาน้ํามัน ของไทยให้ดีที่สุด ให้เป็นธรรม ให้กับประชาชนชาวไทย แต่โครงสร้างที่ผมกําลังจะให้ท่านดูนี้ เป็นสิ่งที่น่าตกใจ ทําไมครับ โครงสร้างราคาน้ํามันของไทย ขายคนไทยแพงกว่าขายต่างชาติ เป็นไปได้อย่างไร เอาละ อิมพอร์ต พาริตี้ ไพรซ์ (Import Parity Price) ที่ขายให้คนไทย เขาคิดราคาอย่างไรครับ คือพี่น้องผู้ชมทางบ้านครับ เวลาขายนี่ รัฐบาลนี้เขากําหนดราคา อ้างอิงที่เอฟ.โอ.บี. (F.O.B.) สิงคโปร์ หมายความว่าไปอิงราคาน้ํามันที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นหลัก ทั้ง ๆ ที่เราเจาะในอ่าวไทยนี่ละครับ แต่รัฐบาลนี้ไปกําหนดราคาโดยอิงราคา เอฟ.โ.อ.บี. ของสิงคโปร์ ราคาเอฟ.โอ.บี. สิงคโปร์ยังไม่พอครับ เวลาจะขายให้คนไทย รัฐบาลนี้ไม่ได้กําหนดนโยบายควบคุม ปรากฏว่าบริษัทไปบวกค่าปรับปรุงคุณภาพครับ บวกกับค่าขนส่ง บวกกับค่าประกันภัย หมายความว่าถ้าที่ประเทศสิงคโปร์ราคา ๒๐ บาท ค่าปรับปรุงคุณภาพ ๑ บาท ขนส่ง ๕๐ สตางค์ ค่าประกันภัย ๕๐ สตางค์ มันก็กลายเป็น ๒๒ บาทครับ ทั้ง ๆ ที่น้ํามันเจาะมาจากอ่าวไทย ต้นทุนแค่ ๑๘ บาท แล้วทําไมต้องไปอิงกับ ประเทศสิงคโปร์ และกลายเป็นราคา ๒๒ บาท แต่เวลาคุณขายให้กับต่างชาตินะครับ ราคาหน้าโรงกลั่นไทย คุณก็อ้างราคาเอฟ.โอ.บี. สิงคโปร์ ราคาจากแหล่งซื้อที่ประเทศสิงคโปร์ แล้วคุณก็มาลบกับค่าปรับปรุงคุณภาพ มาลบค่าขนส่ง มาลบค่าประกันภัยครับ ถ้า เอฟ.โอ.บี. ที่สิงคโปร์ ๒๐ บาท บวกสิ่งเหล่านี้กลายเป็น ๒๒ บาท ในขณะที่ขายให้คนต่างชาติต้องมาลบ มันกลายเป็น ๑๘ บาท แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าน้ํามันทั้งหมดมันเจาะมาจากประเทศไทยแล้ว คุณก็ไปกลั่นที่จังหวัดระยอง แล้วไปอิงกับประเทศสิงคโปร์ทําไม เวลาเอาน้ํามันดี ๆ ของ อ่าวไทยนี่จะขายให้ต่างชาติ คุณก็ไปลบค่าขนส่งโดยอ้างว่าก็เขามารับเองนี่ เราไม่ต้องมา ขนส่งแต่ประการใด ตรงนี้ละครับ มันเป็นปัญหาครับ จึงทําให้คนไทยไปซื้อน้ํามันแต่ละลิตร ราคาแพงกว่าคนต่างชาติมาซื้อจากประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นทรัพย์สมบัติของคนไทย ถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้กําหนดมาตรการต่าง ๆ แล้วท่านสามารถที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด หมายความว่า ท่านสามารถจะหารายได้จากก๊าซธรรมชาติจากน้ํามันที่มีอยู่ในอ่าวไทยนี่เพิ่มขึ้นเพื่อเป็น รายได้ของประเทศ ท่านไม่ต้องไปกู้หรอกครับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันอยู่ในอ่าวไทยนั่นละครับ ถ้าท่านปกป้อง กําหนดนโยบายชัดเจนก็สามารถที่จะเอาเงิน เหล่านั้นให้กับประเทศได้ ในขณะเดียวกันคนไทยก็จะได้ใช้น้ํามันที่ดีครับ คนไทยสามารถจะ ใช้พลังงานที่ดี คนไทยจะได้ใช้น้ํามันที่ดีที่สุดในโลกที่มันอยู่ในอ่าวไทย อันนี้คือประเด็นที่ผม ไม่อาจจะไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นะครับ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ สิ่งที่ผมเศร้าใจมากก็คือเกี่ยวกับก๊าซแอลพีจีกับเอ็นจีวี ท่านคิดอย่างไร ก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวีที่อยู่ในภาคอีสานที่คุณเจาะมาจากใต้ดินมันเป็นก๊าซ ธรรมชาติเอ็นจีวีที่บริสุทธิ์ มีค่าคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นก๊าซเอ็นจีวีที่ดี เทียบเท่าที่สหรัฐอเมริกาใช้ครับ แต่วันนี้ครับ ท่านทราบไหมท่านประธานคิดได้อย่างไรไปเอา คาร์บอนไดออกไซด์ที่ผลิตมาจากปิโตรเคมี ที่จะต้องไปกําจัด แต่บริษัทปิโตรเคมีไม่ต้องกําจัด รัฐบาลนี้โดยนโยบายของ กพช. ที่นั้นท่านอภิสิทธิ์ควบคุมนี่บอกว่าสามารถจะเอา ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเสียครับ อัดเข้าไปในก๊าซแอลพีจีหุงต้มที่บ้าน ก๊าซแอลพีจีที่ใช้บนรถ ปรากฏว่ามันก็ปล่อยสิ่งมลพิษออกมาในบรรยากาศของประเทศไทย และบริษัทที่เกี่ยวข้องพยายามสร้างภาพพจน์ ใช้เงินมหาศาลครับในการที่จะบอกว่าพยายาม จะปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มออกซิเจน จริง ๆ ความชั่วที่ท่านทําไว้โดยการอัดคาร์บอนไดออกไซด์ เข้าไปในก๊าซแอลพีจีนั้นไม่เพียงพอหรอกครับกับเงินงบประมาณ ๑๐๐ ล้านบาทที่ท่านให้ ในการที่จะรณรงค์ทําให้ธรรมชาตินี้ดีขึ้น เพราะสิ่งนั้นมันอภิมหาโคตรชั่วครับในการที่ทําให้ ประชาชนได้รับสิ่งที่ไม่ดีให้กับประเทศนี้ครับ เอาละครับท่านประธาน ทั้งหมดนั้น ผมไม่อาจจะไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในฐานะที่เป็นประธาคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ ท่านประธานครับ มีในบางครั้งที่รัฐบาลนี้พยายามที่จะบอกว่า เหตุที่แอลพีจีต้องสั่งเข้ามากนี่เพราะคนไปใช้กับรถยนต์มากขึ้น และพยายามที่จะออกคําสั่ง ระเบียบไม่ให้ประชาชนใช้แอลพีจีครับ ผมมีตัวเลขให้ท่านดูว่าอัตราส่วนของคนที่ใช้ แอลพีจีนั้นถ้าเทียบระหว่างปี ๒๕๕๑ กับปี ๒๕๕๒ นั้น ปรากฏว่าสัดส่วนของคนที่ใช้ ก๊าซแอลพีจีครับ ระหว่างประชาชนที่ใช้ก็คือครัวเรือน ปี ๒๕๕๑ ครัวเรือนใช้ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๒ ครัวเรือนใช้ลดลงครับ คือ ๔๓ เปอร์เซ็นต์ มาดูยานยนต์ครับ ยานยนต์ใช้ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๑ แต่ปี ๒๕๕๒ ยานยนต์ใช้ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ลดลงนะครับท่านประธาน ในขณะเดียวกันปิโตรเคมี เดิมใช้ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ใช้เพิ่มขึ้นเป็น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตัวเลขที่ท่านต้องดูต่อไปก็คือว่าก๊าซธรรมชาติที่นําเข้า ๗๕๓,๐๐๐ ตันนั้น เป็นก๊าซธรรมชาติที่ถูกนําเข้าเพื่อที่จะให้บริษัทปิโตรเคมี เป็นคนใช้ เพราะอุตสาหกรรมปิโตร เคมีท่านดูดี ๆ ปี ๒๕๕๑ ใช้เพียง ๑,๘๘๘ พอปี ๒๕๕๒ ใช้ ๒,๒๘๖ เพิ่มขึ้น ๓๑,๓๙๘ ก็คือ ๓๙๘,๐๐๐ ตันต่อปีเพิ่มขึ้น ในขณะที่ประชาชนใช้ลดลง ลดนะครับ ๒,๐๐๐ ตันต่อปี แล้วเวลาท่านนําเข้านะครับ อันนี้ท่านไปขายกับบริษัทปิโตรเคมีต่ํากว่าที่ท่านขายให้กับ ประชาชนอีก เวลาท่านขายขาดทุนแล้ว ท่านก็เอาเงินจากกองทุนนี่ละครับไปชดเชยที่เก็บมา จากประชาชน ๔-๕ บาทต่อลิตรที่ประชาชนเติมน้ํามัน ผมมีตัวเลขอีกอันหนึ่งครับว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างแอลพีจีที่นําเข้าด้วยราคา ๒๗ บาท ท่านขายให้กับปิโตรเคมีเพียง ๑๖ บาท ในขณะที่ท่านขายให้กับประชาชน ๑๘ บาท ตกลงปิโตรเคมีอันนี้มันเกิด คาร์บอนไดออกไซด์ ท่านก็ไปอัดใส่ในแอลพีจี ให้ประชาชนต้องแบกอีก ซื้อมาแพงขายให้ถูก กับปิโตรเคมี ปิโตรเคมีผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ ท่านก็ไม่ให้เขากําจัด แต่ท่านเอามาอัดใน ถังแก๊สแอลพีจี เรียกเอ็นจีวี ผมเคยถามผู้เกี่ยวข้องว่าในเมื่อเอ็นจีวีที่เจาะมาจากภาคอีสาน มันเป็นเอ็นจีวีที่สะอาดที่สุดแล้ว ทําไมต้องไปใส่คาร์บอนไดออกไซด์ให้มันสกปรก คําตอบ ก็คือว่าเพื่อให้เหมือน ๆ กันกับเอ็นจีวีที่ได้เจาะมาจากอ่าวไทย เพราะเอ็นจีวีที่เจาะมาจาก อ่าวไทยนั้นมีแก๊สมีเทนเพียง ๘๒ เปอร์เซ็นต์ เราก็เลยอัดคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหมือน ๆ กันครับ ซึ่ง ๑๘ เปอร์เซ็นต์นี้ถือว่าเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ที่มันไม่ถูกต้องตามหลักสากล เพราะโดยทั่วไปแล้วเอ็นจีวีที่ใช้อยู่ในต่างประเทศนั้นจะต้องมีคาร์บอนไดออกไซด์ห้ามเกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ คือต้องมีแก๊สมีเทนอยู่ ๙๗ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้เนื่องจากว่าผมมีเวลาจํากัด จริง ๆ ในการที่จะอภิปราย ผมจึงบอกกับท่านประธาน อยากเรียนท่านประธาน แล้วก็ประชาชนผู้ชมทางบ้านว่าวันนี้ทรัพยากรที่มีอยู่ในอ่าวไทย จริง ๆ แล้วเรามีมาก เพียงพอครับ เพียงแต่ว่าเราไม่มีการจัดการที่ดี ซึ่งผู้ที่ผิดพลาดในครั้งนี้ ๒-๓ ปีนี้ก็คือ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ท่านประธานครับ ที่ประเทศมาเลเซียเขาไม่ให้บริษัทปิโตรนาสเข้าในตลาดหุ้นครับ เขาให้ ปิโตรนาสเป็นของรัฐบาล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เขาจึงเอาผลประโยชน์จากน้ํามันนั้นไปดูแล สวัสดิการประชาชน มีหลายประเทศ ประเทศคูเวตก็เช่นกันครับ สุดท้ายนี้นะครับ เนื่องจากว่ามีโน้ตมา ๓ ครั้งเพื่อให้ผมหยุดพูด เพราะว่าใช้เวลาเยอะแล้ว ก็ไม่เป็นไรครับ จริง ๆ ผมมีเวลาอยู่ ๑ ชั่วโมง แต่วันนี้เพียง ๔๐ นาที เบื้องต้นก็อาจจะทําให้ประชาชน ทางบ้านเข้าใจว่าเหตุใดทําไมเราถึงได้ใช้ก๊าซธรรมชาติราคาแพง และเราได้ใช้น้ํามันที่แพง เหมือนกันครับ ก่อนที่ผมจะยุติการอภิปราย ผมอยากจะฝากท่านประธานครับว่าในอดีต ครั้งหนึ่งประมาณ ๑,๔๐๐ กว่าปีที่แล้วมีนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งปกครองประเทศอาหรับ ชื่อมูฮัมหมัด ท่านได้กล่าวไว้ในคําสั่งเสีย บอกว่า ใครก็แล้วแต่ที่จะปกครองรัฐใดก็แล้วแต่ เขาจะต้องยึดหลักในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติดังนี้ครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน เพื่ออ่านเป็นภาษาอาหรับครับ เขาพูดอย่างนี้ครับ อันนาร์ ซูเราะห์กะห์ฟีซาราเซ็น เป็นภาษาอาหรับครับท่านประธาน จะจบแล้วครับ อัลมา วั้ลกะลา วันนาร์ มันเป็นภาษา อาหรับ หมายความว่ามี ๓ สิ่ง ที่ประชาชนต้องมีสิทธิร่วมกัน ประธานาธิบดีพูดนะครับ เมื่อประมาณ ๑,๕๐๐ กว่าปีที่แล้ว ๑,๔๐๐ กว่าปีที่แล้ว เขาบอกว่ามี ๓ สิ่งในแผ่นดินนี้ ที่ประชาชนต้องมีสิทธิร่วมกัน ๑. คือน้ําครับท่านประธาน ๒. อัลกาล่า ก็คือทุ่งหญ้าและ ป่าไม้ ๓. อันนาร์ คือไฟและพลังงาน เพราะฉะนั้นถ้า ๓ สิ่งนี้รัฐบาลใดประเทศใดได้หยิบหยก ทรัพยากรธรรมชาติ ๓ อย่างนี้ไปให้กับเป็นตัวปัจเจก หรือให้กับเอกชนแล้ว แน่นอนมันเป็น สัญญาณความล่มสลายของชาตินั้น เพราะผลประโยชน์ของประเทศชาติจะหายไปครับ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะบอกกับท่านประธาน เรียนท่านประธานและประชาชนว่าถ้าใครมี โอกาสปกครองประเทศใดก็สุดแล้วแต่ครับ ก็อยากจะให้รับฟังบ้าง ในสิ่งที่ประธานาธิบดี มูฮัมหมัดซึ่งปกครองประเทศเมื่อประมาณ ๑,๔๐๐ กว่าปีที่แล้ว บอกว่าต้องรักษา ๓ สิ่งนี้ ให้เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ ต้องรักษา ๓ สิ่งนี้ให้เป็นผลประโยชน์ของประชาชนคือ น้ํา ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ไฟหรือพลังงาน ณ วันนี้ครับ ผมก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่อนุญาต ให้ผมใช้เวลาไป ๔๔ นาทีในการที่จะอภิปรายเพื่อไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ โดยส่วนตัวก็ไม่มีอะไรเพียงแต่ว่าไม่อยากจะดูสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินนี้ เพราะมันทําให้ความเสียหายนั้นมันเกิดขึ้นต่อรัฐและมันเกิดความเสียหายต่อประชาชนและ มันสร้างความยากลําบากต่อประชาชนครับ ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่แก้ไขนโยบายที่ท่านกํากับดูแลนั้น ผมขอตั้งสมญานามว่า นายอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลแมวครับ ไม่ใช่ แม้ว เป็นรัฐบาลแมว ก็คือแมวที่ผม ประชาชนได้มอบให้คอยดูแลปลาย่าง แต่ท่านไปจัดการอย่างไรไม่ทราบครับ จนคนมากินปลาย่าง จนหมดแล้วครับท่านประธาน
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ความจริงก็แปลกใจเหมือนกันครับที่ทราบว่า ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอภิปรายผมในเรื่องของพลังงาน โดยถือเอาว่าผมเป็นประธาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นความรับผิดชอบที่สําคัญแล้วก็คง ไม่มีปัญหาในการที่จะชี้แจงท่านนะครับ แต่ว่าอยากจะกราบเรียนเบื้องต้นนิดหนึ่งครับว่า ฟังการอภิปรายของท่านแล้วมันเป็นเรื่องที่สําคัญจริง ๆ ก็คือเป็นเรื่องที่ดีที่ท่านได้ หยิบหยกประเด็นในเรื่องของโครงสร้างของพลังงานของประเทศมาให้พี่น้องประชาชน ได้รับทราบ แล้วก็เรียกร้องหรือเรียกหาความเป็นธรรมมากขึ้น ผมก็คิดเหมือนท่านครับ แต่ที่ผมอดรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมไม่ได้ก็คือว่าโครงสร้างที่ท่านพูดมาทั้งหมด บางครั้งท่านพูดจน พี่น้องประชาชนอาจจะเข้าใจว่าเป็นโครงสร้างที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมากําหนดขึ้น ที่จริงไม่ใช่ เราจะเห็นว่าในตารางบางตารางที่ท่านแสดงนี้ครับ ตัวเลขมีถึงปี ๒๕๕๑ เท่านั้นเองครับ รัฐบาลนี้ยังไม่ได้เข้ามารับผิดชอบเลย แต่ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปว่าหลายเรื่องที่ เป็นโครงสร้างอยู่ผมอธิบายได้ว่าทําไมเป็นเช่นนั้น และอีกหลายเรื่องผมคิดแก้ไขได้แก้ไขและ กําลังจะแก้ไขต่อไปด้วย ซึ่งเป็นแนวทางซึ่งน่าจะทําให้สอดคล้องกับความต้องการของเพื่อนสมาชิก ที่เพิ่งอภิปรายไป ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นแรก ที่อาจจะต้องอธิบายก่อนก็คือ โครงสร้างที่เป็นอยู่และมีเหตุมีผลของมัน ท่านสมาชิกกรุณาเปรียบเทียบตัวเลขผลผลิตหรือ วัตถุดิบทางด้านพลังงานหลายครั้ง ก็แสดงว่าปริมาณของประเทศไทยที่มีอยู่หรือสามารถ ผลิตได้ หลายครั้งท่านก็บอกว่าเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศสมาชิกโอเปคแล้วเรามีมากกว่า ฟังดูอย่างนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนตกใจ ถามว่าทําไมเราถึงต้องไปนําเข้า ทําไมประเทศ เหล่านั้นส่งออก ท่านไม่สังเกตบ้างหรือครับว่าหลายครั้งที่ท่านเปรียบเทียบกับประเทศ กลุ่มสมาชิกโอเปค ท่านไม่ดูจํานวนประชากร ไม่ดูความต้องการในประเทศเลย เปรียบเทียบประเทศไทย ซึ่งมีประชากร ๖๐ กว่าล้านคนที่ต้องใช้พลังงาน กับประเทศลิเบีย ซึ่งมีประชากร ๖๐๐,๐๐๐ คน หรือประเทศบรูไนซึ่งประชากรเป็นหลักแสนนะครับ มันคงไม่สามารถที่จะบ่งบอกได้ถึงดุลหรือขีดความสามารถในการที่จะส่งออกหรือนําเข้าครับ การส่งออกนําเข้าขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างผลผลิตกับความต้องการ เพราะฉะนั้น ประเด็นแรกที่อยากจะต้องเน้นย้ํากราบเรียนก็คือว่าที่ผมพูดนี้ไม่ได้ปฏิเสธว่าเรามีผลผลิต หรือมีต้นทุน หรือมีวัตถุดิบครับ แต่ที่เรานําเข้าเพราะมันไม่เพียงพอกับความต้องการ ท่านก็อาจจะถามต่อไปบอกว่าไม่จริง เพราะเรามีการส่งออกด้วย ถูกต้องครับ แต่การนําเข้า การส่งออก เราไม่ได้พูดถึงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกัน เมื่อมีการนําเอาวัตถุดิบต่าง ๆ มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการซื้อขายหรือมีการใช้กันเป็นเชื้อเพลิงนั้นจะมีความแตกต่างกัน ในเรื่องของคุณภาพหรือประเภทของผลิตภัณฑ์ เช่น สิ่งที่เรามี นํามากลั่น นํามาผลิตต่อ แล้วมันสอดคล้องกับความต้องการในประเทศหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น สิ่งที่เรามี พอทําออกมาแล้ว ผลผลิตบางตัวเราไม่ใช้ในประเทศครับ เพราะมีสารอาจจะเป็นปรอทหรือสารบางตัวสูงกว่า มาตรฐานที่เราต้องการ อย่างนี้เราก็ส่งออก หรือเราต้องดูดุลด้วยว่าผลิตออกมาแล้ว เป็นเบนซิน เป็นดีเซล ตรงกับความต้องการภายในประเทศหรือไม่ นั่นคือเหตุผลว่าทําไมจึงมี การส่งออกมีการนําเข้าอยู่ ขณะเดียวกันครับที่บอกว่าทําไมเราไปอิงราคาประเทศสิงคโปร์ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ เวลาพูดราคาประเทศสิงคโปร์ ไปเข้าใจว่าเป็นราคาของประเทศใด ประเทศหนึ่งที่กําหนด ไม่ใช่หรอกครับ การซื้อขายที่ตลาดประเทศสิงคโปร์มีปริมาณมาก พอที่จะใช้เป็นราคาอ้างอิงเสมือนเป็นราคาของตลาดโลกที่ใช้ในภูมิภาคนี้ครับ คําถามมีว่า เกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่อิงราคาที่เป็นราคาตลาดโลกหรือราคาประเทศสิงคโปร์ คําตอบก็คือว่า ยกเว้นเราจะมีการห้ามซื้อห้ามขายระหว่างประเทศ ถ้าราคามันไม่เท่านี่ครับ ปริมาณของ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มันก็จะไหลเข้าหรือไหลออก เช่น เราไปกําหนดราคาข้างในนี้ต่ํามาก ทุกคนก็จะพยายามขายออกไปนอกประเทศ ถ้าเรากําหนดสูงก็จะมีความพยายามนําเข้ามา เพราะมันถูกกว่าครับ นั่นคือเหตุผลว่าทําไมราคามันจึงอิงกันอยู่ แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ โครงสร้างเหล่านี้แม้ว่าเราจะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่โครงสร้างหลายเรื่องผมเห็นด้วย กับท่านว่าเราสามารถที่จะต้องพยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลง เช่น อะไรที่เราสามารถที่จะผลิต แล้วก็ใช้ทรัพยากรธรรมชาติของเราเองให้เป็นประโยชน์มากขึ้น เราต้องเร่งทําครับ กรณีก๊าซธรรมชาติ ที่จริงในช่วงที่ผ่านมา มาเกิดปัญหาต้องนําเข้าประมาณปี ๒๕๕๑ ครับ ก่อนที่รัฐบาลนี้เข้ามา เหตุผลเพราะความล่าช้าในเรื่องของการทําโรงแยกก๊าซครับ ซึ่งเมื่อ รัฐบาลนี้เข้ามาก็จึงมาเร่งทําจนกระทั่งขณะนี้โรงที่ ๖ จึงสามารถมาดําเนินการได้แล้ว และกําลังเร่งศึกษาที่จะทําโรงที่ ๗ แต่ก็มีปัญหาอยู่บ้าง เช่น ปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรณีของมาบตาพุด แต่ยืนยันได้ครับว่าผมกับท่านมองตรงกันและรัฐบาลนี้ไม่ได้ เพิกเฉยจึงได้มาเร่งทําเรื่องของโรงแยกก๊าซเพื่อให้เรามีก๊าซใช้ในประเทศมากขึ้น ส่วนกรณี ของโครงสร้างของผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิงก็คือ ปตท. ที่ท่านพูดทํานองว่า มีการเอารัดเอาเปรียบ ผมก็ขอกราบเรียนนะครับว่าที่เข้าไปสู่ตลาดมีการแปรรูปเกิดขึ้นมา เป็นระยะเวลาก็เกือบ ๑๐ ปีแล้ว กําไร มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสูงเกินไปหรือไม่ แล้วก็มี การวิพากษ์วิจารณ์ว่าการค้าขายมีความเป็นธรรมหรือไม่ อย่างไร แล้วก็จึงมาพันกับอีก หลายเรื่องว่าท่านคิดว่าโครงสร้างหรือการกําหนดการใช้ราคาในเรื่องของแอลพีจี เอ็นจีวี แล้วก็เชื้อเพลิงอื่น ๆ นี้รัฐบาลนี้ไม่ดูแลประชาชน ผมอยากจะกราบเรียนว่าตรงกันข้าม เลยครับ ที่ผมบอกว่าตรงกันข้ามก็คือว่าก่อนรัฐบาลนี้เข้ามา รัฐบาลก่อนหน้านี้เกือบทุกชุด มีแผนอย่างหนึ่งก็คือว่าจะให้พี่น้องประชาชนคนไทยใช้ก๊าซหุงต้มราคาเดียวกับที่ขาย ในตลาดโลกครับ พยายามไปคํานวณสูตรว่า ต่อไปจะต้องมีการลอยตัวก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี เพราะบอกว่าควรจะให้เป็นราคาเดียว เป็นราคาซึ่งสะท้อนที่ซื้อขายกันในตลาดโลก รัฐบาลของผมเข้ามาแล้วบอกว่าให้เปลี่ยนแนวคิดนี้ ผมจึงประกาศชัดตั้งแต่วันที่เป็นผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรว่า ผมไม่มีความคิด ว่าพี่น้องประชาชนคนไทยที่ใช้ก๊าซหุงต้มกันอยู่ ทุกครัวนี้ควรจะต้องจ่ายในราคาตลาดโลกเพราะก๊าซธรรมชาติที่เป็นของเรามีพอที่จะเข้าไป สู่ทุกครัว ท่านไม่สังเกตหรือครับว่า ไม่ว่าราคาน้ํามันเปลี่ยนแปลงอะไร อย่างไร ความแน่วแน่ ประการหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลชุดนี้คือการตรึงราคาก๊าซหุงต้มสําหรับทุกครัวเรือน มาโดยตลอด และยังประกาศที่จะเดินหน้าในแนวทางนี้ต่อไปครับ
ส่วนกรณีที่เมื่อราคาโครงสร้างต่าง ๆ มีหลายราคา แล้วท่านก็บอกว่า ปิโตรเคมีมาใช้มากขึ้น อุตสาหกรรมมาใช้มากขึ้น ผมในฐานะประธาน กพช. นี้ละครับ นั่งหัวโต๊ะ เพิ่งอนุมัติเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเรื่องของแรงจูงใจ เพื่อที่จะให้มีการปล่อยก๊าซ มาให้ภาคครัวเรือนมากขึ้น และใช้ในปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมน้อยลงครับ ถ้าประเด็น ที่ท่านกําลังอภิปรายบอกว่ารัฐบาลพยายามจะขายก๊าซหุงต้มแพง กําลังจะเอาก๊าซไปขาย ปิโตรเคมีไปขายอุตสาหกรรม ท่านอภิปรายรัฐบาลผิดชุดครับ เพราะรัฐบาลชุดนี้เป็นชุดแรก ที่มาเปลี่ยนแปลงนโยบายในทิศทางที่ท่านบอกว่าควรจะทํา และจะทําอย่างต่อเนื่องครับ ผมกราบเรียนต่อไปว่าเรื่องของแอลพีจีที่ท่านบอกว่าเราพยายามที่จะไปบีบเรื่องของ การขนส่ง ว่าไม่ให้ใช้ ไปใช้เอ็นจีวี ไม่จริงครับ เพียงแต่ว่าข้อเท็จจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่า เอ็นจีวีนี้ต้นทุนมันถูกกว่าแอลพีจี และเมื่อเป็นเช่นนั้นรถบางประเภท โดยเฉพาะขนส่ง สาธารณะนี้ถ้าเราสามารถที่จะทําให้เขาไปใช้เอ็นจีวีได้ มันดีสําหรับตัวเขาเอง และเป็น การลดต้นทุนในการขนส่งสาธารณะสําหรับทุกคนครับ ถึงมีความพยายามที่จะให้ รถสาธารณะทั้งหลายนี้มาใช้ เอ็นจีวี และรวมทั้งเรื่องของแท็กซี่ซึ่งมีการให้เปลี่ยนมาจาก แอลพีจีเป็นเอ็นจีวี เพื่อประโยชน์ของพี่น้องผู้ขับแท็กซี่เอง แล้วก็จึงมีโครงการในการที่จะ ช่วยเหลือในเรื่องของการเปลี่ยนอุปกรณ์ เปลี่ยนเครื่องยนต์ต่าง ๆ ให้มาใช้ได้ แต่ไม่ได้ห้าม เรื่องของแอลพีจีไปใช้ในเรื่องของการขนส่ง ในขณะที่เราตรึงราคาในภาคครัวเรือน ก๊าซหุงต้มนี้ครับ เรากําลังมองว่าภาคอุตสาหกรรม ภาคปิโตรเคมีควรจะใช้ในราคาที่แพงขึ้น แล้วก็สะท้อนต้นทุนของตลาดโลกมากขึ้น มีการเถียงกันมากว่าแล้วภาคขนส่งนี้ควรจะจ่าย เท่าภาคครัวเรือนหรือควรจะจ่ายเท่าภาคอุตสาหกรรม ผมนั่งหัวโต๊ะ กพช. ที่ท่านอภิปราย ผมนี้ครับ ผมเป็นคนที่พูดชัดว่าในทัศนะของผม เรายังยืนยันว่าขนส่งนี้ควรจะจ่ายเท่ากับ ครัวเรือน ไม่เคยมีนโยบายเลยครับที่บอกว่าจะผลักให้เขาไปจ่ายแพงกว่า เพราะผมพูดเสมอ ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเราเข้าไปตรวจ เข้าไปกํากับได้ เพราะจํานวนรายไม่เยอะ ถ้าเรา จะขายเขาแพงกว่านี้เราต้องป้องกันไม่ให้เขาลักลอบเอาของถูกนี้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะเราต้องการช่วยพี่น้องประชาชนคนยากคนจนในการหุงต้ม แต่ที่ผมไม่สนับสนุน ให้ไปเก็บขนส่งแพงกว่า เพราะผมเกรงว่าควบคุมยาก จะมีการดัดแปลงเอาถังก๊าซ สําหรับการหุงต้มในครัวเรือนไปใช้ในรถครับ แล้วอาจจะเกิดอันตรายขึ้น มีความไม่ปลอดภัย กับพี่น้องประชาชน ผมจึงให้นโยบายว่าราคาขนส่งเราอย่าไปแตะตรงนั้นครับ แต่ถ้าเราอยากจะสนับสนุนให้รถมาใช้เชื้อเพลิงอะไร อย่างไร นโยบายขณะนี้คือผมมอบทาง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม ไปดูว่าการจัดเก็บภาษีป้าย ภาษีรถแต่ละประเภท จะใช้ตรงนี้เป็นแรงจูงใจอย่างไรว่ารถควรจะใช้เชื้อเพลิงประเภทไหน อย่างไร เห็นไหมครับว่าทั้งหมดมันสวนทางกับที่ท่านอภิปรายว่ารัฐบาลชุดนี้ทําอะไร รัฐบาล ชุดนี้กําลังปรับโครงสร้างไปในทิศทางที่ท่านเรียกร้องเรียกหาในการอภิปรายของท่าน แน่นอนครับบางเรื่องเราก็ยังทําไม่ได้ทั้งหมด อย่างแอลพีจี เรากําหนดได้ว่าขายราคาเดียวทั่ว ประเทศ ก็เป็นนโยบายที่ต้องมีการชดเชยด้วยนะครับ แต่ว่าเอ็นจีวีหรือสินค้าตัวอื่น ๆ มันก็ยังเป็นปัญหาอยู่ว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ห่างไกลต้องจ่ายแพงกว่าเพราะมันมีค่าขนส่ง มันมีต้นทุนเพิ่มเติมครับ แล้วมันไม่มีระบบชัดเจนเหมือนกับที่เราทําในเรื่องของก๊าซหุ้งต้ม ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าท่านจะเห็นภาพตรงนี้ได้ชัดเจนว่าในฐานะประธาน กพช. บางสิ่งบางอย่างเป็นโครงสร้าง เป็นธรรมชาติ เป็นพื้นฐาน ผมแก้ไขไม่ได้ แต่บางสิ่งบางอย่าง ผมกําลังแก้ไขและทําต่อเนื่อง เพื่อนสมาชิกน่าจะจําได้นะครับ ผมได้มีการกําหนดแนวทาง ในนโยบายที่แถลงตอนปีใหม่ ชัดเจนครับ ว่าเรื่องการก๊าซหุ้งต้มจะสนับสนุนต่อเนื่องต่อไป แล้วก็จะลอยตัวในส่วนภาคอุตสาหกรรม ภาคปิโตรเคมีเพื่อที่จะลดภาระกองทุนน้ํามัน เอาผู้ที่ใช้รายใหญ่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาสนับสนุนประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่ใช้อยู่ใน ครัวของเขา ผมใช้หลักคิดเดียวกันกับเรื่องของไฟฟ้า ที่เดิมเป็นโครงการชั่วคราวว่า ฟรี ๙๐ หน่วย ก็กําลังจะบอกว่าต่อไปนี้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทําให้การไฟฟ้า หรือใครต้องไปลงทุน และทําให้ต้นทุนไฟฟ้ามันสูง คนเหล่านั้นครับต้องมารับผิดชอบ แล้วให้ คนเหล่านี้ซึ่งเป็นคนที่ใช้ไฟไม่มากเลย ๙๐ หน่วยต่อเดือนจะได้ใช้ฟรีเป็นการถาวร นี่คือการ เดินหน้าไปสู่ความเป็นธรรมครับ ส่วนกรณีของค่าภาคหลวงสัมปทานนะครับ กราบเรียนว่า จริง ๆ ถ้าเปรียบเทียบดูนะครับ ผมคงไม่ลงรายละเอียดนะครับ โครงสร้างที่เราจัดเก็บ ในเรื่องของค่าภาคหลวง ภาษี ถ้าเทียบเคียงกับต่างประเทศนะครับ เราก็อยู่ระดับกลาง ๆ นะครับ เฉลี่ย เมื่อกี้ท่านตกไปตัวหนึ่งครับ คือท่านพูดถึงแต่ภาษีพูดถึงแต่ค่าสัมปทาน ค่าภาคหลวง ท่านลืมไปนะครับว่ามันมีกําไรอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งในฐานะที่เรายังเป็นผู้ถือหุ้นเรา ได้มาด้วยครับในฐานะรัฐบาล แล้วนโยบายที่ผมประกาศปีใหม่เช่นเดียวกันครับ เรากําลัง ทบทวนเรื่องของค่าภาคหลวง ค่าสัมปทานว่าแทนที่จะนําเงินเหล่านี้ไปส่งไปคลังเฉย ๆ กัน ออกมาส่วนหนึ่งเพื่อช่วยในเรื่องของการใช้พลังงานของคนยากคนจนได้แค่ไหน อย่างไร ท่านประธานครับ ส่วนกรณีการผูกขาด ผมก็เป็นคนที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด แล้วก็กําลัง สนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมายการแข่งขันทางการค้า เพราะว่าก่อนหน้านี้กฎหมายแข่งขัน ทางการค้านี้เราไม่ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท. ผมพูดเสมอว่าวันนี้ถ้าพูดกัน อย่างตรงไปตรงมา ปตท. ออกจะมีสถานะที่แปลกอยู่ คือพอเราจะไปกํากับโดยการใช้ กฎหมาย อย่างเช่น การแข่งขันทางการค้าก็บอกว่าตัวเองเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่เดี๋ยวก็จะมี สมาชิกอภิปรายว่าเป็นรัฐวิสาหกิจแต่เพราะไปเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาด ก็จะอ้างว่า จะมาสนองนโยบายรัฐบาลไม่ได้ เพราะว่าต้องไปรับผิดชอบกับผู้ถือหุ้น ตรงนี้ลักลั่นจริง ๆ ผมจึงบอกว่าขณะนี้เรากําลังจะแก้ไขกฎหมายการแข่งขันทางการค้าให้ไปครอบคลุม ถึงรัฐวิสาหกิจ อย่างเช่น ปตท. ทั้งหมดนี้ครับ มันยืนยัน ยืนยันว่าแนวคิดและการกระทํา ของรัฐบาลชุดนี้ แทนที่ท่านจะมาไม่ไว้วางใจหรือตําหนิว่าไม่คํานึงถึงความเป็นธรรม ไม่คํานึงถึงการร่วมใช้ของประชาชน ตรงกันข้ามครับเป็นรัฐบาลที่ได้ริเริ่มนโยบายในเชิง โครงสร้างชุดแรก โดยคํานึงถึงความเป็นธรรม โดยคํานึงถึงว่าทรัพยากรของคนไทย คนไทย ควรซื้อในราคาเป็นธรรมและดูแลคนยากคนจนเป็นพิเศษ ความรู้ของผมไม่เท่าท่าน หรอกครับเรื่องที่ว่า ๑,๔๐๐ ปีที่แล้ว มีการพูดถึงว่าจะต้องให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งในเรื่องพลังงาน เรื่องน้ํา หรือเรื่องของที่ดิน แต่ผมก็ดีใจว่าถ้านั่นคือปรัชญาที่ท่านยึดถือ รัฐบาลนี้ลงมือปฏิบัติ ดูแลทุกอย่างครับ เรื่องน้ํานี่ครับเรื่องเล็ก ๆ อย่างเช่นจะเปิดประตูน้ํา หรือปิดประตูน้ําเขื่อนปากมูล ผมไม่ได้ตัดสินว่าจะอยู่ข้างใคร ผมตัดสินว่าทําอย่างไรพี่น้อง ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนมีโอกาสใช้น้ําครับ จะเป็นชาวประมงหรือทําการเกษตร เรื่องที่ทํากิน โฉนดชุมชนครับ รูปธรรมที่สุดที่ประชาชนมาร่วมกันใช้ที่ให้เป็นประโยชน์ และพลังงานวันนี้ นโยบายที่ผมได้ริเริ่มมาทั้งหลายล้วนแต่สอดคล้องกับปรัชญา แนวคิด หรือสิ่งที่ท่านเรียกร้องทั้งสิ้นครับ ผมไม่ใช่แมวหรอกครับ คือถ้ามีนั่นคือรัฐบาลชุดก่อน ๆ ที่ไม่มาแตะโครงสร้างครับ รัฐบาลชุดนี้ได้ไล่แมวออกไปเรียบร้อยแล้วครับ ขอขอบพระคุณครับ
เชิญท่านแวมาฮาดี แวดาโอะ ครับ เดี๋ยวครับท่านพีรพันธุ์ ให้คุณหมอแว เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ประเด็นแรกที่ผมมีความจําเป็นที่จะต้องให้ความกระจ่าง เดี๋ยวประชาชนจะเข้าใจผิดก็คือว่า ที่ท่านบอกว่าเราพยายามที่จะมีการซื้อขายโดยยึดราคาตลาดโลก ท่านดูตัวเลขนี้ครับ บริษัท ที่ซื้อก๊าซจากอ่าวไทยนะครับ จากอ่าวไทย ซื้อมาด้วยราคาเท่าไรครับ ปี ๒๕๕๒ ที่ท่านกําลัง บริหารอยู่ ๖.๑๓ บาท ซ้ายสุดนะครับ อันนี้นะครับ อันนี้ไม่ใช่ราคาตลาดโลกครับ หมายความว่า ปตท. ซื้อมาด้วยราคาถูก ราคาตลาดโลกที่มีก็คือราคาที่ท่านไปซื้อจาก ประเทศพม่านี่ละครับ คือ ๑๐ บาท ท่านซื้อของคนไทยด้วยราคาที่ถูกกว่าที่ท่านซื้อจาก ต่างประเทศ ผมย้ําอีกทีครับ ทรัพยากรอันนี้ ก๊าซธรรมชาติอันนี้เราขุดเจาะมาจากอ่าวไทย เป็นทรัพย์สมบัติของคนไทย แต่ท่านไปขายกับบริษัทต่าง ๆ ด้วยราคาที่ต่ํากว่าตลาดโลก และเวลาท่านมาขายกับประชาชนท่านบอกว่าจะอ้างถึงตลาดโลก เป็นไปได้อย่างไร ถ้าท่าน ซื้อจากประเทศพม่าด้วยราคาตลาดโลก ผมไม่ว่าครับที่ท่านขายให้ประชาชนด้วยราคา ตลาดโลก แต่ขั้นต้นตั้งแต่ต้นทางนะครับซื้อมาจากที่ขุดเจาะก๊าซด้วยราคาที่ถูกกว่า ประเทศพม่า แล้วขณะเดียวกันเวลาท่านคิดราคาก็เช่นกัน เมื่อกี้พยายามเบี่ยงเบน ผมกําลัง จะบอกกับท่านว่าน้ํามันที่มีอยู่ในประเทศไทยไม่จําเป็นต้องอ้างเอฟ.โอ.บี. เพราะเราจะผลิต ให้คนไทยใช้ เรามีอยู่แล้วครับ เราขาดเพียง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เรามีอยู่แล้ว ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ทําไมท่านถึงเอาน้ํามันที่นําเข้าทั้งหมดมาคิดราคาเดียวกัน แล้วถ้าท่านบอกว่ายึดตาม เอฟ.โอ.บี. แล้วทําไมเวลาขายละครับ เวลาขายนี่ท่านลดไปหมด อันนี้เราเรียกว่า เอฟ.โอ.บี. บวกครับ ไม่ใช่เอฟ.โอ.บี. เฉย ๆ ท่านซื้อขายกับคนไทยด้วยราคาเอฟ.โอ.บี. บวก แต่ท่านซื้อ ขายกับคนต่างชาติด้วยเอฟ.โอ.บี. ลบ ผมนะครับเพียงรัฐบาลนี้กําหนดเป็นค่าเอฟ.โอ.บี ผมดีใจแล้วครับ ผมดีใจแล้ว ถ้าบอกว่ารัฐบาลภายใต้การนําของท่านอภิสิทธิ์จะกําหนดซื้อ ขายให้กับคนไทยเท่ากับเอฟ.โอ.บี. ประเทศสิงคโปร์ โอ.เค. ผมไม่เป็นไรแล้ว ทั้ง ๆ ที่ ยังไม่ยุติธรรมครับ ซื้อมาจากแหล่งธรรมชาติที่เป็นของเรานี่คุณซื้อมาถูก เวลาคุณมาขายกับ คนไทยคุณขายแพง ผมยังไม่เป็นอะไรอีกตรงนั้น ยังไม่เจ็บใจเท่ากับการที่คุณเอาน้ํามัน ที่เจาะมาจากอ่าวไทยซึ่งเป็นน้ํามันที่ดีที่สุดไปขายให้กับคนต่างชาติเพื่อได้เงินเยอะ ๆ ให้กับบริษัท แม้ ปตท. มีหุ้นส่วนโดยรัฐวิสาหกิจที่มีกระทรวงการคลังก็ตาม แต่คนที่ถือหุ้นที่เป็นประชาชนอีกมากมายเพียงส่วนหนึ่งครับที่ได้กําไรเป็นแสนล้านบาทต่อปี ทําไมไม่พูดถึง ที่ท่านกําลังจะบอกว่าเรากําลังจะสร้างโรงกลั่นเพิ่มอีก ๖ ๗ ๘ แม้ท่านจะ สร้างอีกมันก็ไม่เกิดการแข่งขันครับ ทําไมครับ เพราะท่อที่มาจ่อที่จังหวัดระยองเป็นของ ปตท. คนเดียว เมื่อก่อนปั๊มน้ํามันเยอะครับ วันนี้สู้ไม่ไหวหรอกครับ ไม่มีแรงจูงใจที่จะไปตั้ง โรงกลั่นโดยบริษัทอื่น ยกเว้นบริษัทจํากัดที่ถือหุ้นโดย ปตท. เพราะ ปตท. เอาเปรียบในแง่ที่ เอาท่อมาจ่อครับที่ไปมีปัญหาเรื่องผูกขาดในท่อขนส่งจากแหล่งเจาะก๊าซมายังที่ฝั่งไทย ท่านต้องพูดให้หมดครับในประเด็นเหล่านี้ ทีนี้มาเรื่องค่าภาคหลวง ค่าเปอร์เซ็นต์ ผมยืนยัน ครับว่าที่ประเทศไทยได้แม้เรื่องของภาษีนิติบุคคลก็ตาม ค่าภาคหลวงก็ตาม ส่วนแบ่งกําไร ไม่ต้องมี ที่ประเทศอื่นนะครับเวลาคุณเจาะออกมาเขาคิด ๒ วิธีครับ วิธีที่หนึ่ง คุณตีราคา มาเลยแล้วก็แบ่งให้กับรัฐบาล ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หรือคุณเอาน้ํามันมาเลยครับฉันจะไปจัดเอง ให้กับประชาชนของฉัน แต่รัฐบาลนะครับ ผมทราบครับว่าปัญหามีมานานผมไม่ได้กล่าวหา ว่าท่านเป็นคนทําให้ก่อเกิดปัญหา แต่ผมกําลังพูดถึงท่านละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่แก้ไข ท่านไม่มีความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และในบางครั้ง ท่านก็ใส่นิยามของคําสั่งท่านเองครับ ท่านไปพลิกดูเลยครับปี ๒๕๕๓ บอกว่าก๊าซสําหรับ รถยนต์คือก๊าซที่มีมีเทนเป็นส่วนใหญ่ เป็นคําสั่งของท่านผมไม่อยากเอาออกครับเพราะมี เวลาน้อย เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่จะคุยในครึ่งชั่วโมง ๑ ชั่วโมง มีรายละเอียดเยอะ แล้วผมก็เข้าใจ ที่ท่านกําลังเบี่ยงเบน แต่จะอย่างไรก็ตามผมถามว่าถ้ารัฐบาลนี้มีการจัดการพลังงานดีแล้ว ทําไมประชาชนถึงใช้พลังงานที่ราคาแพงและบางครั้งขาดแคลน ท่านครับเรื่องภาคหลวง ผมไม่อยากจะไปดูในรายละเอียด แต่ที่แน่ ๆ ถ้าท่านมีนโยบายในการเก็บค่าภาคหลวง เท่ากับประเทศโบลิเวียครับ ประเทศโบลิเวียอดีตเป็นประเทศคอมมิวนิสต์นะครับ รายได้ของ ท่านจะได้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้กับประเทศนี้ เท่ากับจีดีพี ๒๕ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ท่านพยายามอย่ามาว่าเปอร์เซ็นต์มันอยู่กลาง ๆ ไม่จริงครับ เหตุที่ผมบอกไม่จริงก็คือว่า วันนี้ปัจจุบันประเทศไทยได้ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมน้อยกว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ประเทศโบลิเวียได้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ประเทศพม่าที่ขุดเจาะจากอ่าวไทยเหมือนกัน ก็ได้มากกว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านไปดูตัวเลขจากอะไรก็แล้วแต่ครับ อันนี้คือ ประเด็นที่ ๒ ที่ผมไม่อยากจะให้ท่านเบี่ยงเบน ผมเข้าใจว่าท่านสามารถที่จะเคลิ้มประชาชน ได้แต่ข้อเท็จจริงมันมีอยู่ว่าวันนี้ประชาชนซื้อน้ํามันราคาแพงครับ ต้องชดเชยครับ เอาละครับเมื่อกี้ท่านบอกว่าต้องนําเข้าแอลพีจี ไม่จริงครับ ก๊าซดิบนะครับมีอยู่ ๓,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่วันนี้นะครับที่เราไม่ไปกลั่นไม่กรอง ไม่แยก ๑,๓๐๐ กว่าลูกบาศก์ฟุต มูลค่าคือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตันนะครับ ท่านประธานครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตันต่อปีในขณะที่มีการนําเข้าเพียง ๔๐๐,๐๐๐ ครับในขณะนี้ แล้วนําเข้า ๔๐๐,๐๐๐ นี้ไม่ใช่ที่ประชาชนครัวเรือนเป็นคนใช้ แต่ท่านสั่งซื้อให้กับปิโตรเคมีครับ แล้วท่านไปเอาเงินชดเชยจากกองทุนน้ํามันไปชดเชยครับ ทําไมผมพูดอย่างนี้ครับ เพราะตัวเลขมันบอกชัดว่ามันมีการดึงจากตัวนั้นไป เพราะฉะนั้นยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับ นี่คือตัวเลขน้ํามันที่ขาดครับ นี่คือตัวเลขน้ํามันที่ขาดเพียง ๖๖ ล้านตัน แต่ที่ท่านนําเข้าคือ ๑๒๘ ล้านตัน อย่าไปอ้างเลยครับว่าน้ํามันชนิดนี้จะใช้ น้ํามันชนิดนี้ประเทศนี้ใช้ไม่เป็น ไม่จริงครับ ผมไปเช็กข้อมูลหมดแล้ว แล้วก็ ๑๒๘ ล้านตันนี้มันเกิน ทําไมเกินครับ เพราะเราเอาน้ํามันที่เจาะไปขายให้ต่างประเทศเพราะเป็นน้ํามันดีครับ เป็นน้ํามันที่ชาวโลก ต้องการเพราะมันมีซัลเฟอร์ (Sulfur) หรือกํามะถันต่ําที่สุดในโลก ถ้าเราเอาน้ํามันที่ไม่ดี เข้ามาครับมันก็ต้องทํากรรมวิธีในการเพิ่มคุณภาพ เพราะเหตุนี้ละครับในโครงสร้างราคานั้น ท่านจะต้องบรรจุในเรื่องค่าเพิ่มคุณภาพในเอฟ.โอ.บี. บวก ที่ท่านคิดกับคนไทย เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ครับมันมีรายละเอียดผมไม่อยากโต้เถียงกับท่านในเรื่องรายละเอียดแต่ที่แน่ ๆ ผมยืนยันกับท่านว่าประเทศนี้ประชาชนใช้น้ํามันราคาแพง ขอบคุณมากครับท่านประธาน
เชิญท่านนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขอชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ คือเมื่อสักครู่เวลาชี้แจง เดี๋ยวท่านเอาเรื่องแก๊สกับเรื่องน้ํามันไปสับสนกันก็มี ที่ผมชี้แจงราคาอ้างอิงผมพูดถึงน้ํามัน ส่วนเรื่องแก๊สที่ท่านแยกระหว่างไทยกับพม่านี่ครับ มันอยู่ที่โครงสร้างเรื่องของต้นทุน ในการนําแก๊สขึ้นมา และที่สําคัญก็คือว่าการซื้อนี่ถ้าซื้อแพงก็จะไปเป็นภาระให้กับประชาชน เช่นเดียวกับการไปเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการก็จะมีการผลักภาระไปให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นจะไปคิดว่าเอาตรงนี้เข้ามาให้รัฐมากขึ้นแล้วไม่ดูผลกระทบที่เกิดขึ้นกับราคา กับประชาชนไม่ได้ครับ มันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของการค้าขายของการประกอบ กิจการ ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนย้ําอีกครั้งนะครับ เพื่อไม่ให้ท่านได้สับสนผมไม่ได้ เบี่ยงเบนครับ เมื่อกี้ที่ท่านบอกบอกว่าไปนําเข้าแอลพีจีมาต้องชดเชยต้องอะไรแล้วก็ไปใช้ ให้ปิโตรเคมีผมย้ําอีกครั้งนะครับ รัฐบาลนี้ขายแก๊สให้กับพี่น้องใช้ในการหุงต้ม ในราคาต่ํากว่าราคาที่ขายให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและราคาตลาดโลก เพราะเป็น นโยบายของรัฐบาลนี้และจะทําต่อไป และก็เพิ่งมีนโยบายที่กําลังจะปรับไปสู่การเพิ่มราคา แก๊สให้สะท้อนต้นทุนสําหรับปิโตรเคมีอุตสาหกรรมมากขึ้นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเอากองทุน น้ํามันไปชดเชยด้วยครับ เพราะฉะนั้นผมไม่เข้าใจว่ามากล่าวหาผมหรือว่ารัฐบาลนี้ได้อย่างไร ว่าไม่สนใจละเลยไม่แก้ไขเพราะเป็นคนแรกที่ทํา แล้วกําลังเดินหน้าทําต่อ น้ํามันดีเซล ที่ประกาศกันอยู่ ๓๐ บาทนี่ครับที่เมื่อวานนี้หรือวันก่อนที่คุณมิ่งขวัญบอกว่า อีกไม่กี่เดือน ต้องขึ้นเป็น ๓๕ บาท ๓๖ บาท แอลพีจีต้องลอยตัว ไม่ครับ รัฐบาลนี้ไม่ทําครับ แล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็จะไม่ทําถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครับ เพราะมีวิธีการในการ บริหารโดยคํานึงถึงเรื่องคนยากคนจนเป็นหลัก ผมไม่เบี่ยงเบนหรอก วันนี้ท่านกลับไปบ้าน ถ้าบ้านท่านใช้แก๊สหุงต้ม ไปตรวจสอบสิครับว่าท่านซื้อแพงเท่าปิโตรเคมีเท่าอุตสาหกรรม เท่าที่ขายกันในตลาดโลกหรือไม่ ไม่ใช่ครับ เพราะรัฐบาลผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า เราดูแลตรงนี้ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมไม่ได้ชี้แจงไปรอบแรกนะครับเรื่องของการที่เอา คาร์บอนไดออกไซด์ไปผสม เป็นเรื่องของการที่จะปรับคุณภาพของแก๊สหลายแหล่งให้เข้ามา เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเครื่องยนต์ครับ อันนี้เป็นเรื่องทางเทคนิค เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนย้ําอีกครั้งนะครับว่า ผมนี่เห็นด้วยกับท่านในเจตนาที่ดี ว่าวันนี้โครงสร้างพลังงานยังมีหลายเรื่องที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม กับพี่น้องคนไทยมากขึ้น เพียงแต่อยากจะเน้นย้ําว่าความเปลี่ยนแปลง ๒ ปีที่ผ่านมา เป็นรูปธรรมที่สุดแล้วของการที่จะเดินหน้าปรับโครงสร้างทางนี้ครับ ขอบคุณครับ
หมอแวมาฮาดีเชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม หมอแวมาฮาดี แวดาโอะ ครับ เห็นด้วยกับการที่ท่านจะปรับให้เอ็นจีวีนี่เป็นมาตรฐาน เดียวกัน แต่การปรับในครั้งนี้ที่ท่านทําน่ะมันทําผิด คือเอาของดี ๆ ให้เป็นของสกปรก ผมมีข้าวสาร มีก้อนกรวดอยู่ครับ อีกเจ้าหนึ่งมีข้าวสารอย่างเดียวท่านไปเอาก้อนกรวดมาใส่ ในข้าวสารได้อย่างไร ก๊าซ ผมย้ําอีกทีนะครับเอ็นจีวีที่ขุดเจาะใต้ผืนแผ่นดินไทยเป็นเอ็นจีวี ที่สะอาด มีก๊าซบีเทนอย่างน้อย ๙๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานโลก แต่เอ็นจีวี ที่เจาะมาจากอ่าวไทยต่างกับน้ํามันนะครับ น้ํามันเป็นน้ํามันที่ดีที่สุด มันมีส่วนผสมส่วนอื่น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ อยู่ ๆ ท่านบอกว่าจะให้มาตรฐานเดียวกันท่านไปเอาคาร์บอนไดออกไซด์ นี่อัดเข้าไปในก๊าซที่มันสะอาดมลภาวะมันก็แย่สิครับ คนอีสานเจ้าของแผ่นดินอีสาน ที่เจาะก๊าซธรรมชาติเขาอยากจะใช้สิ่งที่ดี ๆ ครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ต้องชี้แจง ให้หมดก็คือสรุป ผมเห็นด้วยกับการปรับมาตรฐาน แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการปรับมาตรฐานที่ ต่ําลง เพราะประชาชนจะเสียหาย มันอันตราย คาร์บอนไดออกไซด์ที่ออกมามีอันตราย ต่อสุขภาพ ท่านต้องเข้าใจตรงนั้น ถ้าท่านจะปรับมาตรฐานต้องเอาก๊าซเอ็นจีวีที่มันผสมกับ ส่วนอื่นที่คัดออกมา ทําไมเอ็นจีวีที่ออกมาจากโรงก๊าซมันไม่สะอาดหรอกครับ เพราะท่าน ไปเข้าโรงก๊าซไม่หมด ถ้าอันไหนเข้าโรงก๊าซมันจะแยกแอลพีจีออกมา ส่วนที่เหลือ ๑,๓๐๐ ที่อยู่ข้างบนเมื่อกี้นี้มันจะกลายเป็นเอ็นจีวีที่ผสมแอลพีจีและผสมคาร์บอนไดออกไซด์ครับ ผมย้ําครับ ก๊าซดิบที่ไม่เข้าโรงแยกนี้มันจะเหลือไปเป็นเอ็นจีวีที่มีส่วนผสมของแอลพีจีส่วน หนึ่ง และมีส่วนผสมของคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนหนึ่งที่ท่านบอกว่ามันมี ๑๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นใน ๑ ถังที่เราซื้อเอ็นจีวีนี้มีก๊าซเพียง ๘๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วตอนหลังท่านเอา ส่วนที่สะอาดนี้ไปเอาคาร์บอนไดออกไซด์จากปิโตรเคมีอัดเข้าไปอีก ๑๘ เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นเอ็นจีวีไม่ได้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอกครับ มีเพียง ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ผมเคย คํานวณตัวเลขครับ ตัวที่ท่านปล่อยให้มีการโกงอย่างนี้ มูลค่าไม่ต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปี ขอบคุณมากครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยความเคารพท่านนะครับ ถ้าทําแบบท่านก็ได้ครับ แต่ว่าพี่น้องประชาชนจะต้องใช้เอ็นจีวีแพงขึ้นกิโลกรัมละ ๓ บาทครับ ผิดหลักที่ท่าน พยายามจะบอกให้ผมทําแน่นอนครับ
ต่อไป พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย แบบสัดส่วน ในวันนี้ที่กระผมได้มาอภิปรายถึงความล้มเหลวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการแก้ปัญหาความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถ คุ้มครองชีวิตของประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ ทั้ง ๆ ที่ได้ทุ่มเททรัพยากรจํานวน มหาศาล แต่กับมีเหตุรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องที่ผมเรียนกับท่านประธานเมื่อกี้นี้ ผมอยากขอพูดสั้น ๆ ว่าเป็นความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของการดับไฟใต้ คําว่า ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้น ผมขอเรียนให้ประธานได้ทราบว่าหมายถึงจังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดสงขลา ๔ อําเภอ ได้แก่ อําเภอจะนะ อําเภอเทพา อําเภอสะบ้าย้อย และอําเภอนาทวี เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้นั้น เหตุการณ์เกิดมานานแล้ว ความขัดแย้งในพื้นที่เกิดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ ตลอดจนถึงรัฐบาลในปัจจุบันซึ่งเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย แต่รัฐบาลได้แก้ปัญหา ต่าง ๆ ให้แก่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ บางครั้งเหตุการณ์ก็สงบลง บางครั้งเหตุการณ์ ก็ปะทุขึ้น และครั้งหลังสุดก็มีเหตุการณ์ที่ปะทุขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๔๗ แล้วก็มีการแก้ปัญหา อย่างต่อเนื่องกัน จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นเวลา ๗ ปี ปรากฏผู้คนได้มีการก่อการร้ายจากการ กระทําผู้ก่อความไม่สงบในรูปต่าง ๆ ไม่ว่าซุ่มโจมตี การยิง การระเบิด ด้วยหลักการต่าง ๆ นี้ ครับ จะเห็นว่าในรอบ ๗ ปีที่ผ่านมานั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด ๔,๕๔๕ คน บาดเจ็บ ๘,๐๑๑ คน รวมผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทั้งหมด ๑๒,๕๕๖ คน ที่ผ่านมาในระยะ ๗ ปีจนถึงปัจจุบันนี้ ได้ใช้กําลังพลในการเข้ารักษาความสงบและรักษาความเรียบร้อยในพื้นที่ ใช้กําลังพล ทั้งพลเรือน ตํารวจ ทหาร เป็นจํานวนถึง ๖๘,๐๐๐ คน และใช้งบประมาณทั้งสิ้นในการ แก้ไขปัญหาตั้งแต่รัฐบาลตลอดมา เป็นเงินถึง ๑.๔๔ แสนล้านบาท ในรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีที่เข้ามารับผิดชอบ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์รับผิดชอบ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๒ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นเวลา ๒ ปีเศษ ๆ มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น ๙๖๕ คน บาดเจ็บ ๒,๐๐๘ คน รวมผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งสิ้น ๒,๙๗๓ คน กําลังพลที่ใช้ในการ รักษาความสงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นก็ใช้อยู่ประมาณ ๖๘,๐๐๐ คน แล้วรัฐบาลนี้ในเวลา ๒ ปีเศษนี้ได้ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๖๓,๑๘๓ ล้านบาท ที่ผมเรียน ในที่ประชุมให้ท่านประธานทราบนี้ก็เป็นเพียงการเริ่มต้น แล้วมันมีปัญหาสําคัญอย่างไร ที่รัฐบาลนี้ซึ่งนําโดยท่านอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีนี้ มีเรื่องที่เราจะต้องพิจารณาว่านโยบาย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านไปหาเสียง การพูดต่อประชาชนว่าพื้นที่จังหวัดภาคใต้นี้เป็นพื้นที่ ของท่าน พรรคของท่านนายกรัฐมนตรีนี้เป็นของภาคใต้ เป็นพรรคของพรรคประชาธิปัตย์ การแก้ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้นี้ท่านรู้ดี ท่านเป็นคนใต้ ท่านแก้ปัญหาคนใต้ ไม่ต้องให้คนอื่น มาแก้ ถ้าแก้แล้วรัฐบาลภายใต้การนําของนายอภิสิทธิ์นี้จะเกิดความสงบ ความสําเร็จ ให้แก่ประชาชนและได้พูดต่อประชาชนทั้งหลายสมัยที่ท่านเป็นฝ่ายค้าน บอกว่า ท่านจะจัดการให้เสร็จภายใน ๙๙ วันที่ท่านโฆษณา ประชาสัมพันธ์ สัญญาประชาคมต่อ ประชาชนในพื้นที่และเป็นที่ทราบโดยทั่วไป แต่สิ่งที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านบอกว่า ศอ.บต. ยังไม่จัดตั้งขึ้นมา ท่านจะจัดร่างพระราชบัญญัติการบริหารพื้นที่ชายแดนภาคใต้นี้ให้เสร็จ ภายใน ๙๙ วัน แต่ละท่านผมเห็นแล้ว และผมก็ได้ร่วมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ท่านใช้เวลาเกือบ ๒ ปี และประกาศใช้ มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ปี ๒๕๕๓ เป็นต้นมา ท่านจะเห็นว่าสิ่งที่ปรากฏออกมาก็คือว่าหลังจากที่ประกาศการบริหารจังหวัดชายแดน ภาคใต้เกิดขึ้นนั้นมีเหตุการณ์ทั้งหลายรุนแรงยิ่ง ๆ ขึ้นไป นับแต่วันที่มีโจรก่อการร้ายเข้าไป โจมตีฐานปฏิบัติการของหน่วยทหารในพื้นที่อําเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส แล้วมีเหตุการณ์ ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น ซึ่งผมจะได้นําเรียนที่ประชุมต่อไป สิ่งที่บอกให้เห็นชัดเจนก็คือว่านโยบายที่ท่านพูดถึงนั้นแม้แต่ร่างพระราชบัญญัติเสร็จ ภายใน ๙๙ วัน มันเป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่เห็นว่าสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดไว้นั้น เป็นสิ่งล้มเหลวเป็นเรื่องแรก
ต่อมาครับ ผมจะได้เรียนให้ท่านทราบว่าความเป็นมาของ ศอ.บต. เป็นอย่างไร เพราะท่านได้ตั้งพื้นที่จังหวัดชายแดน พระราชบัญญัติบริหารจังหวัดชายแดน เสร็จสิ้น และมีผลบังคับใช้เพื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคมแล้ว ความเป็นมาเป็นอย่างไรครับ ผมก็นําเรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่าตาม พ.ร.บ. ความมั่นคง พ.ศ. ๒๕๕๑ สมัยที่ท่าน พลเอก สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านออกพระราชบัญญัติความมั่นคง พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกมาบอกว่าในสถานการณ์ของประเทศที่ไม่มีความมั่นคง กระทบต่อความปลอดภัย ชีวิต ทรัพย์สินของประชาชนนั้น ให้มีการประกาศเป็น กอ.รมน. เกิดขึ้น อย่างนั้น กอ.รมน. สมัยนั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ นั้นมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและให้ตั้ง กอ.รมน. ขึ้นมารับผิดชอบในการรักษาความมั่นคงในพื้นที่ทั่วประเทศไทย ขณะเดียวกันในหลังจากที่ ประกาศพระราชบัญญัติความมั่นคงออกมาแล้ว เห็นว่าพื้นที่ในจังหวัด ๓ ชายแดนภาคใต้นี้ ไม่มีความสงบ มีเหตุร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้น จึงประกาศใช้ให้จัดตั้ง กอ.รมน.ภาค ๔ ซึ่งหมายความพื้นที่กองทัพภาคที่ ๔ ให้รับผิดชอบในการรักษาความมั่นคงภายใน และรับผิดชอบในเรื่องการพัฒนาของประเทศ โดย กอ.รมน.ภาค ๔ นี้ได้จัดกองกําลัง เข้าดําเนินการในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้เรียกว่ากองกําลังพลเรือนตํารวจและทหาร กองกําลังนี้มีหน้าที่รับผิดชอบดําเนินการด้านทหาร ด้านความมั่นคง ด้านความปลอดภัยชีวิต ทรัพย์สิน ส่วนอีกด้านหนึ่งที่คู่กับกองกําลังตํารวจทหารเป็น ศอ.บต. เรียกว่าศูนย์อํานวยการ บริหารราชการชายแดนภาคใต้ มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาหรือด้านการเมือง ที่ตั้ง กอ.รมน. ภาค ๔ ขึ้นมาหรือ กอ.รมน. นี้ในการแก้ปัญหาที่แนวคิดที่ตั้งกันไว้ก็คือว่า การเมืองนําการทหาร อยู่ภายใต้การควบคุมของ กอ.รมน.ภาค ๔ และนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็น ผู้บังคับบัญชาสูงสุดตามกฎหมายความมั่นคง
ต่อมาครับ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มาเป็นรัฐบาลท่านได้ประกาศ ขึ้นมา ๙๙ วันของท่านนั้น ท่านว่าจะจัดตั้ง ศอ.บต. หรือศูนย์อํานวยการบริหารราชการ ชายแดนภาคใต้ ท่านดําเนินการอย่างที่ท่านพูดครับ ท่านจะแยกงานด้านการเมือง หรือการพัฒนาออกจากด้านการทหาร โดยร่างพระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับที่ผมเรียนให้ท่าน ทราบว่า ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ เป็นอย่างไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งดูแล กอ.รมน. ซึ่งยังอยู่ แล้วนายกรัฐมนตรีท่านก็ตั้งศูนย์อํานวยการบริหารราชการชายแดนภาคใต้ หรือเรียกกันย่อ ๆ ว่า ศอ.บต. รับผิดชอบอะไรครับ รับผิดชอบในด้านการเมืองหรือด้านการ พัฒนา ในพื้นที่อะไรครับ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล นี่นะครับออกมาใหม่ ขณะเดียวกันท่านนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ โดยการบริหารอะไร รับผิดชอบโดยการบริหารของ กอ.รมน. ซึ่งมีอยู่เดิมแล้วรับผิดชอบ การบริหารอะไร กอ.รมน. ภาค ๔ แต่ท่านตัดด้านการพัฒนามาไว้ที่ ศอ.บต. ขึ้นตรงต่อ นายกรัฐมนตรี แล้ว กอ.รมน. ภาค ๔ นี่ยังคงดําเนินการในด้านการความมั่นคงเฉพาะ กองกําลังพลเรือนตํารวจ ทหาร รับผิดชอบอะไรครับ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส กับ ๔ อําเภอในจังหวัดสงขลา ท่านจะเห็นว่าทั้ง ๒ แห่งนี่รับผิดชอบการทหารไปอยู่เพียง ๓ จังหวัดกับ ๔ อําเภอ ถ้าด้านการพัฒนาหรือทางด้านการเมืองท่านรับผิดชอบ ๕ จังหวัดครับ พื้นที่ ไม่เหมือนกันนะครับ แต่ทั้ง ๒ หน่วยนี้เขาจะประสานกันข้าง ๆ กับ กอ.รมน.ภาค ๔ ซึ่งเรา จะมองเห็นว่าในการที่จัดตั้งขึ้นมาครั้งนี้มันมีปัญหาครับ มันมีปัญหาก็คือปัญหาสําคัญที่สุด คือแยกการทหารและการเมืองออกจากกัน และหน่วยทั้ง ๒ หน่วยนี้ขึ้นตรงกับ นายกรัฐมนตรี มีปัญหาเกิดขึ้นก็คือว่าท่านไม่มีหน่วยกลางที่จะประสานการทํางานระหว่าง ศอ.บต. กับ กอ.รมน. ซึ่งทําหน้าที่ในเรื่องอะไรครับ ช่วยท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องกําหนด นโยบาย กําหนดด้านยุทธศาสตร์ กําหนดแผน แล้วประสานแผนในการทํางานทั้ง ๒ หน่วยนี้ ระหว่างกําลังพลเรือน ระหว่างฝ่ายการเมืองและการทหารให้ควบคู่กันไป ปรากฏหน่วยนี้ ไม่มี และเสร็จแล้วกํากับดูแลให้ทั้ง ๒ หน่วยนี้ให้เดินไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อการ ปฏิบัติการ บางครั้งการทหารก็เพิ่มขึ้น รุนแรงขึ้น บางครั้งพลเรือนก็ต้องนําหน้าแล้วเรา จะทําอย่างไร เลยมีปัญหาครับ ปัญหาส่วนนี้ละที่จัดการขึ้นมานี้เดี๋ยวนี้ตั้ง ศอ.บต. ขึ้นมานี้ เลขาธิการยังตั้งไม่ได้นะครับ และตั้งจิตใจจริง ๆ แล้วเขาบอกว่า ศอ.บต. นี่เป็นอะไรครับ เป็นรัฐบาลส่วนหน้า ท่านนายกรัฐมนตรีกระโดดลงมาอยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้นะครับ ซึ่งมันเหลือกําลังที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะไปได้ในความรับผิดชอบทางปฏิบัติจริงนะครับ จึงเห็นว่าปัญหาเรื่องการบริหารจัดการมีปัญหาเกิดขึ้น การบูรณาการก็มีปัญหาเกิดขึ้น อย่างนั้นการจัดองค์กรนี้ยังไม่สมบูรณ์ แล้วผมก็เห็นใจครับ เดี๋ยวนี้การดําเนินการทั้งด้าน ศอ.บต. หรือด้าน กอ.รมน.ภาค ๔ หรือด้านการทหารนี้มีปัญหาเกี่ยวกับผู้ปฏิบัติ จึงคิดว่า การดําเนินการของท่านนั้นเป็นการล้มเหลวใหม่ ๆ ในการจัดตั้ง ศอ.บต. ขึ้นมา และทําให้ เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งผมจะกล่าวต่อไปครับ
ผมขอกลับมาอีกครั้งหนึ่งครับว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างไรครับ ผมเล่าให้ฟังว่าเมื่อปี ๒๕๔๗ มีเหตุการณ์เริ่มรุนแรงเกิดขึ้นมีคดี สมัยนั้นครับเป็นเหตุการณ์ เกิดขึ้น เมื่อปี ๒๕๔๗ มีเหตุการณ์ ๑,๐๐๐ กว่าคดี ในปี ๒๕๔๘ เพิ่มขึ้นเป็น ๒,๗๐๐ กว่าคดี ในปี ๒๕๔๙ คดีเริ่มลดลง แต่เหตุการณ์ตรงนั้นมีการรัฐประหารเกิดขึ้น รัฐบาลท่านสุรยุทธ์ เข้ามาดําเนินการ พอปี ๒๕๕๐ นี่ครับ เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นถึง ๒,๐๐๐ กว่าคดี ซึ่งเป็น จํานวนขึ้นปรู๊ดที่สุดเลยครับ หลังจากที่ต่อมาในปี ๒๕๕๑ รัฐบาลท่านสมัครเข้ามาต่อเนื่อง หลังจากใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงแล้วคดีเริ่มลดลง ปี ๒๕๕๒ รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ลดลงอีก นิดหนึ่ง พอถึงปี ๒๕๕๓ ลดลง พอปี ๒๕๕๔ หลังจากใช้ ศอ.บต. มันเพิ่มขึ้น แล้วเหตุการณ์ ที่รุนแรงเกิดขึ้น ปัญหาที่ท่านพูดในการแถลงนโยบายของรัฐบาลในการที่รัฐบาลทํางานมา แถลงผลงานของรัฐบาลคราวที่แล้ว ท่านคุยบอกว่าทําให้เหตุการณ์ลดลงครับ แต่ความจริงแล้ว ผมจะนําเสนอท่านว่าเหตุการณ์มันไม่ลดลงหรอกครับ ลดลงเฉพาะเหตุการณ์ แต่สิ่งที่มัน ปรากฏคือมันมีความรุนแรง เราจะเห็นว่ามีมิติเหตุการณ์ที่รุนแรงก็คืออะไร การระเบิด การซุ่มยิง การฆ่า รวมทั้งการปฏิบัติการรุนแรงต่าง ๆ เกิดขึ้น ปรากฏว่าเปรียบเทียบ ในปี ๒๕๕๒ กับปี ๒๕๕๓ ที่ท่านรับผิดชอบ ความรุนแรงทั้งหมดเพิ่มขึ้นทั้งหมด ๗ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ เพิ่มขึ้น มันเริ่มเพิ่มขึ้นความรุนแรงมันเพิ่มขึ้น แต่เหตุการณ์ที่ว่ารบกวน ไปทําโน้นทํานี้เล็ก ๆ น้อย ๆ ไปก่อกวนมันลดลงครับ อาชญากรส่วนหนึ่งก็ลดลง แต่เกิดเหตุการณ์รุนแรงซึ่งเฉกเช่นในปี ๒๕๕๔ นี้มันเพิ่มขึ้นถึง ๗ เปอร์เซ็นต์ ที่จะนําเรียนต่อ ท่านว่าในรอบ ๒ ปีกว่าที่ท่านที่ผ่านมานี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นเวลา ๓ เดือนที่ผ่านมานี้รวมเป็นเวลา ๒ ปีเศษ มันมีสถานการณ์ที่รุนแรงที่ผมนําเรียนต่อท่านไป แล้วเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ซึ่งสถานการณ์รุนแรงนี้มันเพิ่มขึ้น ๗ เปอร์เซ็นต์ และขณะเดียวกันท่านจะเห็นว่ารัฐบาลมีความตั้งใจทุ่มเทงบประมาณลงไปทั้งสิ้น ๖๓,๑๘๕ ล้านบาท แต่ผลออกมามีผู้เสียชีวิต ๙๖๕ คน บาดเจ็บ ๒,๐๐๐ คน และมีผู้เสียชีวิตและ บาดเจ็บทั้งสิ้นรวมแล้ว ๒,๙๐๐ เศษ ๆ คือเกือบ ๓,๐๐๐ คน งบประมาณที่ท่านทุ่มลงไปนี้ เราเห็นว่าเป็นงบประมาณไทยเข้มแข็งท่านก็ลงไป ไม่เกี่ยวงบประมาณ ๖๓,๐๐๐ ล้านบาท โครงการไทยเข้มแข็งก็ลงไปในพื้นที่ภาคใต้แล้วลงไปมากด้วย และตามมาก็อะไรครับ งบประมาณ ๖๓,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ไม่รวมถึงงบเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน ค่าเบี้ยเลี้ยงของ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ไม่เกี่ยวครับเป็นอีกส่วนหนึ่ง และงบประมาณส่วนนี้ไม่รวมถึง งบประมาณในการเยียวยา ผู้ที่รับการกระทบเทือนที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นงบประมาณที่ไม่เกี่ยว ตัวนี้ แต่เมื่อท่านทุ่มคน ทุ่มเงินลงไปมันก็ไม่ทําให้เหตุการณ์นี้มันไม่ลดลงในความรุนแรง ความรุนแรงทั้งหลายมันต่อเนื่องขึ้นมาเริ่มตั้งแต่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๔ ท่านจะเห็นกันชัด ๆ ว่าความรุนแรงเป็นอย่างไร สิ่งที่ปรากฏตามว่าท่านจะเห็นว่าเหตุการณ์นี้ เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ตีฐานปฏิบัติการณ์เราเสียชีวิตนายทหารชั้นผู้บังคับกองร้อย ทหารชั้นผู้น้อย อีก ๓ คน แล้วบาดเจ็บอีก ๓ คน ยึดปืนเราไปครับ หลังจากนั้นเป็นอย่างไรครับ ผมเอา เหตุการณ์ที่สําคัญ ปรากฏพระออกไปบิณฑบาตที่จังหวัดปัตตานีทหารคุ้มกันถูกยิง ชาวไทย ออกไปหาของป่าถูกยิงตายทีเดียว ๙ คน ต่อจากนั้นเป็นอย่างไรต่อครับ คาร์บอมบ์ที่จังหวัด ยะลากลางเมืองบาดเจ็บ ๑๖ คน บ้านถูกเผาอีกต่างหาก จําได้ว่า ๘ หลังหรือไม่ ต่อมาอีก ครับกลางเมืองจังหวัดนราธิวาส สถานบันเทิงถูกคาร์บอมบ์หรือถูกซุ่มยิงบาดเจ็บระนาว เหตุการณ์เกิดขึ้นที่จังหวัดนราธิวาส และหลังจากนั้นอีกครับ เมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้ โต๊ะครูถูกฆ่า พอโต๊ะครูถูกฆ่า พระไปบิณฑบาตถูกยิงตาย ๑ รูป เณรบาดเจ็บอีก ๒ องค์ เอาละครับสุดท้ายนี่ผมเอากว้าง ๆ เลยครับวันที่ ๑๔ ปล้นร้านทองที่กลางเมืองสุไหงโก-ลก ตาย ๓ คน บาดเจ็บต่างหาก แล้วไปยึดปืนคืนมาได้ ปืนได้มาจากไหนครับ ได้มาจากพวกนี้ ไปปล้นที่ฐานปฏิบัติการพระองค์ดําที่จังหวัดนราธิวาส เป็นปืนชนิดนี้ นี่ละครับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วเมื่อวันที่ ๑๔ ที่ผ่านมาวันที่ ๑๕ นี่สารวัตรกํานันอยู่บ้านเฉย ๆ ถูกยิง กับชาวบ้านตายรวมเป็น ๓ คน เขตที่จังหวัดสงขลา ที่อําเภอนาทวี ซึ่งเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปแล้ว เป็นอย่างไรครับพวก ชรบ. ถูกฆ่า ถูกยิง ชาวบ้านไปทําสวนยางถูกยิงเหตุการณ์สด ๆ ร้อน ๆ ที่ผมนําเรียนให้ท่านว่า เหตุการณ์เหล่านี้ทําท่าที่จะบานปลายต่อไปนะครับ ทําท่า จะบานต่อไปผมก็ยังมองเป็นห่วงเป็นใยว่าขอภาวนาเถอะ ขอให้มันอยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้หรือ ๔ อําเภอ ขอให้พยายามเถอะอย่าให้มันขยายออกไปไกลกว่านั้น ท่านต้องช่วยกันคิดแก้ ช่วยกันแก้ปัญหา และสําคัญที่สุดนี่ครับบุคคลที่สําคัญที่สุด ที่ตายทั้งหลายนี่ชาวบ้านนี่ตายมากกว่าเพื่อนครับ ชาวบ้านตายมากครับ ครูตายมากครับ ที่สอนนักเรียนแก่การศึกษาทั้งหลาย นี่เป็นปัญหาสําคัญถึงความล้มเหลวที่ว่าท่านใช้คนลงไป งบประมาณทุ่มเทลงไป แล้วก็ใช้คนทุ่มเทลงไปมันล้มเหลวครับ มันล้มเหลวอย่างที่ผมเรียน มานี้ ท่านล้มเหลวในการแก้ปัญหา นี่เป็นประเด็นที่ผมเรียนมา
ประเด็นต่อไป ผมก็ไม่อยากจะพูดในเรื่องประเด็นเรื่องนี้ครับ ประเด็นเรื่อง ภาวะการเป็นผู้นําของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ในการผู้นําของรัฐบาลในการแก้ปัญหา พื้นที่ภาคใต้นะครับผมเอาเฉพาะเรื่องนี้ เอาละครับการแก้ปัญหาพื้นที่ภาคใต้ แต่ก่อนมานั้น ตั้งแต่โบราณกาลนะครับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กระทรวง ที่สําคัญที่สุดในการดูแลความสงบภายใน บําบัดทุกข์บํารุงสุขให้แก่ประชาชนนั้นคือ กระทรวงมหาดไทย การดูแลป้องกันประเทศคือกระทรวงกลาโหม ซึ่งล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ท่านได้ตั้งขึ้นไว้ มี ๒ กระทรวงนี้แต่ปรากฏว่าการจัดการเรื่องรัฐบาลนะครับท่านเลือกคน มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะตัวท่านรัฐมนตรีท่านชวรัตน์นะครับ ท่านไม่เหมาะเลยในการที่จะแก้ปัญหาความสงบภายใน ท่านน่าจะไปทําเรื่องค้าขาย ท่านไม่ได้อาศัยกําลังหลักที่เป็นข้าราชการที่เป็นหลักของประเทศ ท่านจะไปพึ่ง หน่วย กอ.รมน. ท่านจะไปพึ่งหน่วย ศอ.บต. ซึ่งท่านตั้งขึ้นมามันเป็นหน่วยพิเศษ แต่หน่วยที่รับผิดชอบบ้านเมืองจริง ๆ ท่านไม่ผนึกกําลังในการใช้ เป็นอย่างไรละครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตลอดเวลา ๓ ปีไม่เคยไปเหยียบแผ่นดิน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้แต่ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านไปบางครั้งไม่กี่ครั้งครับผมว่าท่านไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องความเป็นมา สําคัญในการที่จะแก้ปัญหา
เรื่องสําคัญอีกครับ เรื่องจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในพื้นที่สนามหรือที่มี การต่อสู้หรือที่มีต่อกันในภาวะเกือบจะเป็นสงคราม พวกเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่มีกําลังใจ อย่างยิ่ง ผมยกความล้มเหลวของท่านในการแก้ปัญหาให้แก่เจ้าหน้าที่ หรือจ่าเพียร หรือพันตํารวจเอก สมเพียร เอกสมญา เสียชีวิต ถูกผู้ก่อความไม่สงบหรือโจรก่อการร้ายยิงตาย เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคมปีที่แล้ว และครบ ๑๔ มีนาคมที่ผ่านมานี้เอง เขาได้เข้ามาพบกับ ท่านนายกรัฐมนตรี เขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาระดับต้น ขอมาอยู่จังหวัดตรัง ไม่ให้ มาร้องไห้ที่ทําเนียบรัฐบาล ขอความปราณีจากท่าน แต่ท่านเพิกเฉย ท่านเป็นประธาน ก.ต.ช. กําหนดนโยบายของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ กําหนดและเป็นประธาน ก.ตร. ในการ แก้ปัญหา การบริหารรับผิดชอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ท่านสามารถที่จะไป สั่งการแก้ปัญหา ถ้าการแต่งตั้งผ่านไปแล้วมันเกือบไป แต่สิ่งสําคัญที่ท่านต้องทําได้ก็คือ สั่งมาช่วยราชการออกนอกพื้นที่ แต่ท่านกระทําการครั้งนี้ ท่านปล่อยเขาไปตาย ทั้งชีวิตเขา ต่อสู้ตั้งแต่นายสิบ จ่า นายร้อย จนกระทั่งนายพัน ไปตายที่อําเภอบันนังสตา ต่อสู้ ไปรับราชการตั้งแต่นายสิบจนกระทั่งนายพัน ตายที่บันนังสตาครับ เสียใจ ผมคิดว่าท่านต้อง สะเทือนใจเหมือนกัน ว่าเรื่องนี้การเพิกเฉยการแก้ปัญหาท่านไม่ได้สนใจตรงนี้ ที่สําคัญ อีกอย่างหนึ่งครับที่ฐานปฏิบัติการพระองค์ดํา ที่ถูกตีนี้ ญาติของผู้ตาย ญาติของผู้กองกฤช ได้บอกว่า บอกอย่างไรครับ บอก ก่อนเขาจะตายนี้ขอเงินทางบ้านมา ๕๐,๐๐๐ บาทเพื่อจะ ไปปรับปรุงฐานในการให้ความปลอดภัย มันเป็นปัญหาถามว่าเงินมหาศาลที่ลงไปในกองทัพนี้ ไปอยู่ที่ไหน ทําไมไม่ถึงพวกทหารผู้น้อย ไปไหน มันถึงไม่ถึงตัวเขา ปัญหาเบี้ยเลี้ยง ปัญหาสิทธิกําลังพลทั้งหลายเป็นอย่างไรครับได้ตามดูแลไหม เอาละครับ ขณะเดียวกัน ถ้าประชาชนทั้งหลายทุ่มเทลงไป ไม่ว่าไทยเข้มแข็งอะไรทั้งหลายมันไม่ถึงมือชาวบ้าน ถึงก็ถึงน้อยครับ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่เช่นนี้มันเป็นสิ่งภาวะที่ต้องพิจารณาครับ จึงฝากท่านว่า ถ้าได้สนใจ อย่าให้ ส.ส. ในพื้นที่มากล่าวหาแม่ทัพบกเลยว่าไม่สนใจในการปราบปราม แต่ความจริงเราต้องมาโทษตัวเองที่ท่านเป็นผู้นําทําไมปล่อยให้เกิดการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ผมจึงขอสรุปสุดท้ายว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมไม่อยากจะกล่าวว่าท่านไร้ภาวะผู้นํา ท่านไร้ซึ่งประสบการณ์ และข้อสําคัญที่สุดผมไม่อยากจะกล่าวว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีฝึกหัด ขาดการบริหารจัดการที่ดี จึงทําให้ท่านดับไฟใต้ไม่ได้ เกิดความล้มเหลว กระผมจึง ไม่สามารถที่จะไว้วางใจให้ท่านบริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไปครับผม
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ หารือเพื่อนสมาชิกว่ากรณีภาคใต้มีท่านอื่นไหมครับ ไม่มีนะครับ ท่านซูการ์โนจะต่อเลยไหม ให้ตอบก่อนใช่ไหมครับ
เอาอย่างนี้ดีกว่าไหมครับ ให้ท่านซูการ์โนอภิปรายจนจบเรื่อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วทางคณะรัฐมนตรีก็ตอบทีเดียวเลยดีกว่า ดีไหมครับ เชิญคุณซูการ์โน มะทา ครับ คุณประเสริฐประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ให้ท่านซูการ์โน อภิปรายเสร็จ เดี๋ยวขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ
ถ้าพาดพิงแล้วทําให้เกิดความเสียหายก็ยินดีครับ เชิญคุณซูการ์โน มะทา ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ ในการอภิปรายครั้งนี้ ผมได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยให้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผมได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทย ให้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหา ความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็เป็นที่ปรากฏชัดว่าทุกคนที่อยู่ในที่นี่ จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทั้งในรัฐบาลที่ผ่านมา และรัฐบาล ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหลายฝ่ายก็ให้การยอมรับว่า เป็นรัฐบาลที่ดีที่สุด และเป็นรัฐบาลที่ดีที่สุดสําหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ เพราะว่า ข้อเท็จจริงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ๑๔ จังหวัดภาคใต้ ต่างมีความศรัทธาต่อนโยบาย และตัวแทนที่สังกัดอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพ จากข้อเท็จจริงที่ผม ได้กล่าวเมื่อข้างต้นนี้ ก็มีตัวชี้วัดที่จะเป็นตัวชี้วัดที่บอกว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้นั้น มีความหวัง และได้ตั้งความหวังกับการเข้ามาเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ไว้ในการ แก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมาก จะเห็นได้ว่าผลของการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปเมื่อปี ๒๕๕๐ ตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับ การสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่มากกว่าพรรคการเมืองอื่น ๆ เพราะในอดีตที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และในฐานะผู้นําฝ่ายค้าน ได้เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจถึงแนวทางการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานวันนี้จะต้องกล่าวถึง บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี หลาย ๆ ท่านที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านประธานที่เคารพ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนนี้เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติแห่งนี้ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีนายสมัคร สุนทรเวช นั้น เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ได้เพียงแค่ ๔ เดือน ๔ เดือนของการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช นั้น เป็น ๔ เดือนที่ยังไม่ได้ทําอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน และท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะที่เป็นผู้นําฝ่ายค้าน ท่านก็ได้ใช้ความสามารถพิเศษที่เพื่อนสมาชิกใน สภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติแห่งนี้ก็ทราบดีว่าท่านมีลีลาในการอภิปราย มีวลีเด็ด ๆ ในการอภิปราย ซึ่งการอภิปรายของท่านอภิสิทธิ์นั้นได้ทําให้ถูกใจบรรดาแม่ยกทั้งหลาย ซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานได้นําคําพูดการอภิปรายของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีหัวหน้าพรรค พลังประชาชนดังต่อไปนี้ บางตอนบางส่วนนะครับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คนนี้ได้ใช้ความสามารถในการพูดและลีลาการอภิปราย และกล่าวหาว่า ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ๔ เดือนของรัฐบาลมันจึงนานมากสําหรับประชาชน มันนานมากสําหรับประชาชนที่เขา คาดหวังครับว่าหลังการเลือกตั้งการเมืองจะสงบ เศรษฐกิจจะฟื้นตัว พี่น้องประชาชน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเห็นความหวังว่าบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า และในการอภิปราย วันนั้นยังมีบางตอนบางช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวว่าอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช มีความสุขอยู่กับตําแหน่ง ผอ.กอ.รมน. ไม่เข้าไปแก้ปัญหาความรุนแรง ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ผมมีความเชื่อว่า สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อภิปรายกล่าวหานายสมัคร สุนทรเวช ก็กําลัง เกิดกับท่าน และท่านวันนี้คงไม่กล้ามาปฏิเสธกลางสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่าท่านก็ไม่ได้นั่ง อยู่บนเก้าอี้อันแสนสุขที่ท่านเคยกล่าวหานายสมัคร สุนทรเวช ว่ามัวแต่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ผอ.กอ.รมน. ไม่ไปแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าท่านปฏิเสธ ผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรครับ เพราะวันนี้ก็เข้ากับสุภาษิตที่ว่า ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ท่านประธานที่เคารพ เวลา ๓ ปีของการบริหารราชการแผ่นดินของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๗ ของประเทศไทย มันไม่นานสําหรับท่านนายกรัฐมนตรีครับ แต่มัน นานมากสําหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มันนานมากกว่าเวลา ๔ เดือนอย่างที่ท่านได้กล่าวหาไว้ และมันนานมากสําหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานีและจังหวัดนราธิวาส ที่ได้ตั้งความหวังไว้ว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็น รัฐบาล แนวนโยบาย ๙๙ วันเราทําได้จะแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ อย่างที่เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ได้กล่าวอภิปรายในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ดังนั้น วันนี้ผมเชื่อว่านโยบาย ๙๙ วันเราทําได้จึงเป็นการโกหกพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส ที่เขาศรัทธาต่อพรรคประชาธิปัตย์และเลือกตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาจํานวนมาก ๆ เพื่อเข้ามาแก้ปัญหา นําความสงบสุข ความสันติสุข วันนี้ผมจึงไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป โดยผมมีเหตุผลประกอบการอภิปราย ไม่ไว้วางใจครั้งนี้ดังต่อไปนี้
ท่านประธานที่เคารพ ต้องยอมรับความจริงว่าการแก้ปัญหา ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของพี่น้องประชาชนที่เขา ตั้งตารอความหวังการบริหารการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะในจํานวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเมื่อสักครู่ ท่านนายกรัฐมนตรีชอบใช้วาทศิลป์และพูดว่า ตั้งแต่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์ลดลงกว่ารัฐบาล ที่ผ่าน ๆ มา ท่านประธานที่เคารพ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายว่าในปริมาณของ เหตุการณ์ที่ลดลงนั้นมันลดลงเพียงจํานวนของเหตุการณ์ แต่โดยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้น มันทวีความรุนแรงมากขึ้น พี่น้องประชาชนเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบเสียหายมากขึ้น และเป้าหมายของการทําลายล้างของผู้ก่อการซึ่งรัฐบาลชุดนี้ให้สมญานามว่า ผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ ก็เปลี่ยนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการทําลายล้าง ในการสร้าง ความเสียหายไปสู่เป้าหมายในที่มีประชาชนอยู่กันอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตเทศบาลนครยะลา เทศบาลปัตตานี เทศบาลเมืองนราธิวาสหรือแม้กระทั่ง เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่เขาอยู่ หนาแน่น เป็นสถานที่หรือที่ที่ทําให้ทุก ๆ สิ่งทุกอย่างในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ทั้งหมด แม้ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการในเรื่องของด้านเศรษฐกิจ ก็เป็นพื้นที่ชุมชนหนาแน่นในเขตเทศบาลก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นที่มาของการสร้างรายได้ ของคนในพื้นที่ ท่านประธานที่เคารพวันนี้จากปัญหาความล้มเหลวในการแก้ปัญหาของพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นผมเห็นใจท่านนายกรัฐมนตรี ผมเห็นใจคณะรัฐมนตรีเพราะว่า ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมันมีความสลับซับซ้อนและต้องใช้ เวลาในการแก้ปัญหาแต่ในการเปิดยุทธศาสตร์ในการรณรงค์หาเสียงนั้นผมขอย้ําอีกว่า ท่านได้สร้างความหวัง ได้สร้างจินตนาการให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ เชื่อและมีความเชื่อว่านโยบาย ๙๙ วันของท่านนั้นสามารถแก้ปัญหาของพื้นที่ได้ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ท่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศในฐานะ ผู้นําประเทศสูงสุด สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะมาเติมเต็มในส่วนที่เพื่อน สมาชิกได้อภิปรายเมื่อสักครู่ซึ่งผมก็ไม่อยากจะยกตัวเลขที่ท่านนายกรัฐมนตรีหรือ คณะรัฐบาลก็มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่ผมอยากจะย้ําให้ท่านได้ทราบว่าวันนี้ความรู้สึกของพี่น้อง ประชาชนที่เขาตั้งความหวังกับรัฐบาลชุดนี้นั้นผมจะเปรียบเปรยหรือเปรียบคําพูดให้ท่าน ได้ฟังว่าความรุนแรงในพื้นที่ที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งผลกระทบกับคน ในพื้นที่เปรียบเสมือนว่าคนในพื้นที่เป็นคนที่กําลังจะจมน้ํา เมื่อเห็นขอนไม้ลอยมาก็ว่ายน้ํา จะไปเกาะขอนไม้นั้น แต่ท่านนายกรัฐมนตรี พี่น้องประชาชนที่ว่ายไปเกาะขอนไม้นั้น เมื่อไปถึงขอนไม้บนขอนไม้เต็มไปด้วยมดคันไฟเกาะเต็มไปหมด ผมถามว่าคนที่กําลังจมน้ํา จะกล้าเกาะขอนไม้นั้นเพื่อเอาชีวิตรอดหรือไม่ ดังนั้นผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็น ย้ําว่าจากสถิติในรอบ ๗ ปี ของความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้นเรามีความสูญเสียจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ๑๑,๐๐๐ กว่าครั้งนั้น ขออนุญาตท่านประธานครับ คือผมขออนุญาตเริ่มที่ประเด็นของกองกําลังที่ใช้อยู่ในพื้นที่ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบดีครับว่าวันนี้รัฐบาลชุดนี้ได้อนุมัติให้มีการส่งกองกําลังลงไป ในพื้นที่มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ รายเข้าไปแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ผมขอแยกและจําแนกกองกําลังที่อยู่ในพื้นที่เพื่อมาเปรียบเทียบกับเม็ดเงิน งบประมาณที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทุ่มงบประมาณลงไป วันนี้การแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้นรัฐบาลนี้ได้ส่งกองกําลังไปทั้งหมดประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่านายในพื้นที่ จําแนกเป็นทหารจากกองทัพภาคต่าง ๆ ๓๐,๐๐๐ นาย กองกําลังตํารวจ ๓๐,๐๐๐ นาย ฝ่ายปกครองหรืออาสาสมัครและอาสาสมัครประมาณ ๑,๘๐๐ นาย ชุดรักษาความปลอดภัย หมู่บ้าน ๔๘,๗๙๐ คน อาสาสมัครรักษาผู้สร้าง ๑๕,๔๔๓ คน จากตัวเลขของกําลังพล ในพื้นที่ที่รัฐบาลชุดนี้ได้อนุมัติจัดตั้งและปฏิบัติไปแก้ปัญหาในพื้นที่นะครับ วันนี้ท่าน ก็ยอมรับต่อสาธารณชนในวันแถลงนโยบายที่ทําเนียบรัฐบาลว่าเหตุการณ์ในความรุนแรง ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงเพียงนิดเดียว ซึ่งวันนี้ผมว่าถ้ามาดูในเม็ดเงิน งบประมาณที่ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศ ๒ ปีเศษใช้เม็ดเงินงบประมาณถึง ๖๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทในการจัดทํางบประมาณ ๓ ปีของรัฐบาลชุดนี้ เมื่อเทียบกับเม็ดเงิน งบประมาณของรัฐบาลที่ผ่านมาแล้วรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนําของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้เม็ดเงินงบประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชนในการ แก้ปัญหาภาคใต้นั้นมากกว่ารัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา และวันนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์คนนี้ครับ ซึ่งในอดีตในตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีท่านสมัคร สุนทรเวชนั้นได้เสนอแนะ ให้รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ฟื้นคืนชีพหน่วยงานหรือองค์กรซึ่งมาเป็นองค์กรถาวรในการแก้ไข ปัญหาภาคใต้ คือ ศอ.บต. และถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิงจากอดีตนายกรัฐมนตรี เพราะว่าวันนั้น นายอภิสิทธิ์คนนี้มีความเชื่อมั่นว่าการจัดตั้งองค์กรถาวรขึ้นในพื้นที่ภาคใต้จะสามารถ แก้ปัญหาความรุนแรงหรือความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ได้ และเชื่อมั่นว่านโยบาย ๙๙ วัน ของรัฐบาลนั้นจะสามารถทําได้ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อกลับมาดูที่ความรุนแรงเหล่านี้ มันกลับไปตรงกันข้ามหมดครับ เมื่อท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านบอกว่า ๙๙ วันจะสามารถ ตั้งหน่วยงานองค์กรขึ้นมาได้เพื่อมาเป็นองค์กรที่แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนกับปัญหา ความรุนแรงในพื้นที่ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านใช้เวลากี่วันครับ ตั้ง ศอ.บต. ซึ่งวันนี้ ศอ.บต. ก็ไม่ได้ขับเคลื่อนหรือเป็นตัวช่วยอย่างที่ท่านหวังในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ผมไม่อยากพูดถึงหน่วยงาน ศอ.บต. มาก เพราะว่าวันนี้มันพูดถึงความล้มเหลวที่ เกี่ยวข้องกับตัวท่านนายกรัฐมนตรีให้มากกว่าดังต่อไปนี้ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดถึงยอดสถิติ แต่ผมอยากย้ําและเปรียบเทียบให้ท่าน นายกรัฐมนตรีได้เห็นว่า สถิติในรอบ ๗ ปีซึ่งอาจจะเป็นสถิติของช่วงรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา แล้วก็เป็นสถิติที่เพื่อนสมาชิกได้อภิ ปรายเพิ่มเติมของรัฐบาลชุดนี้ว่า พี่น้องประชาชนนั้น เสียชีวิตถึง ๓,๙๗๒ ราย ท่านประธานดูสิครับ ในส่วนของการเสียชีวิตนั้นอัตราส่วน ความห่าง ทหารเสียชีวิตเพียง ๓๑๐ ราย ตํารวจเสียชีวิตแค่ ๒๖๓ ราย แล้วท่านยังมาบอก ได้อย่างไรว่าประชาชนเสียชีวิตน้อยมาก ตอนที่ท่านมาบริหารราชการแผ่นดินนี้ ท่านประธานที่เคารพ ชีวิตของประชาชนแม้จะ ๑ ชีวิต มันมีคุณค่ามหาศาลที่ท่าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนนี้จะต้องแสดงความรับผิดชอบ ท่านอย่ามาแสดงท่าทีของการไร้ภาวะ ผู้นํามาพูดกลางสภาแห่งนี้ว่า รัฐบาลนี้แก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ มีประชาชนเสียชีวิตเพียง ๙๐๐ กว่าคน และผมคิดว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้น มันรุนแรงที่เพิ่มขึ้น มันส่งผลให้ความรู้สึกด้านจิตใจของพี่น้องประชาชนนั้นเสียหาย ท่านประธานที่เคารพ เมื่อท่านนายกอภิสิทธิ์มาทํางานวันนี้ มาบริหารราชการแผ่นดิน ในวันนี้ทําให้ประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้สูญเสียมากที่สุด ผมจึงขออนุญาต จะชี้ให้เห็นว่ามีอยู่หลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ใช้ภาวะผู้นําในการชี้แจงสร้างความเข้าใจกับประชาชนแล้วประชาชน เกิดความสับสน ผมยกกรณีแรก ท่านได้ใช้วาทศิลป์หรือลีลาของการเป็นนักพูดที่ดี ในการตอบคําถามเกี่ยวกับปัญหาคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะคดีที่มีการยิงประชาชนที่เป็นพี่น้องมุสลิมกําลังละหมาดในมัสยิดอัลฟุรกอน บ้านไอร์ปาแย ตําบลจวบ อําเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ท่านจําได้นะครับ ท่านบอกว่าเป็นฝีมือของผู้ก่อการ ซึ่งตอนหลังจากรายงานของความคืบหน้าของตํารวจ ก็ปรากฏชัดว่า ผู้กระทําผิดที่ก่อเหตุครั้งนี้เป็นความผิดพลาด เป็นความขัดแย้ง ของคนในพื้นที่ระหว่างอดีตเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้มันสร้าง ความหมดศรัทธาให้กับพี่น้องประชาชนว่าท่านไร้ภาวะผู้นํา ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานที่เคารพ ประชาชนที่เขาไม่ได้ รับความกระจ่างจากการชี้แจงของผู้นําประเทศในหลาย ๆ เหตุการณ์ ทําให้คุณลักษณะ ในความมั่นใจต่อตัวนายกรัฐมนตรีที่ทําให้บางครั้งนั้นการพูด การตอบอย่างรวดเร็ว ของท่านมันไปจี้จุดใจดําและความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันนี้มีกรณีการลอบสังหารผู้นําทางด้านศาสนา ไม่ว่าจะเป็นผู้นําศาสนาอิสลาม พระสงฆ์ ขณะบิณฑบาต ความล่าช้าในการสร้างความกระจ่างหรือการติดตามความคืบหน้าของผลทางคดี วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีรู้ไหมครับว่าประชาชนในพื้นที่นั้นเขามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นฝีมือใครกันแน่ บางส่วนของประชาชนในพื้นที่ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นฝีมือ ของฝ่ายรัฐหรือไม่ เพราะแต่ละเหตุการณ์ในการลอบสังหารผู้นําศาสนานั้นไม่มีความคืบหน้า ของคดีเลย และคดีสุดท้ายที่ผมอยากจะยกตัวอย่างว่าวันนี้ท่านไร้ภาวะผู้นํา ไร้ประสิทธิภาพ ในการแก้ปัญหาก็คือคดีฆ่า ๔ ศพที่อําเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส แล้วมาทิ้งอยู่ในเขต พื้นที่รอยต่อของเทศบาลนครยะลา เทศบาลตําบลสะเตงนอก ท่านประธานที่เคารพ ๔ ศพของพี่น้องชาวไทยพุทธที่ถูกขนผ่านโดยผ่านจุดสกัดต่าง ๆ มามากกว่า ผมว่าเกือบ ๆ ๓๐-๔๐ จุดสกัด มาได้อย่างไร วันนี้ความคืบหน้าของท่านนายกรัฐมนตรีสามารถให้คําตอบ หรือให้ความกระจ่างกับคดีนี้ได้หรือไม่ นี่เป็นคดีตัวอย่างที่ผมให้ท่านเห็นว่ามันเสียหายครับ และมันสร้างความเสียหายกับความรู้สึกของคนที่เขาตั้งความหวังกับท่านและ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตพูดถึงความเสียหายในภาพของ เศรษฐกิจ วันนี้ปัญหาของเศรษฐกิจของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ท่านก็ทราบว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจภาคใต้นั้นหยุดชะงัก นักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจในภาคใต้ต้องดิ้นรน ด้วยตนเอง ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด บางกิจการก็ต้องหยุดกิจการ วันนี้ปัญหาการเลิกจ้าง งานในพื้นที่จึงเกิดขึ้น ปัญหาแรงงานในพื้นที่ก็มีการว่างงานมากขึ้น วันนี้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ที่เป็นแรงงานอยู่ในพื้นที่ต้องเดินทางไปประกอบอาชีพ ในประเทศเพื่อนบ้านคือประเทศมาเลเซียมากกว่าแสนคน เพราะวันนี้เขารอคอยความหวัง ในยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ของท่าน โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรม อาหารฮาลาล ท่านประธานที่เคารพ ๓ ปีของการรอคอยเขตพัฒนาพื้นที่พิเศษนิคม อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล มันเป็น ๓ ปีที่รอคอยที่ยาวนานของแรงงานในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ท่านเคยออกมาพูดไหมครับ มีความคืบหน้าแค่ไหน ก็ยังไม่เกิดขึ้นในพื้นที่ ปัญหาสุดท้ายที่ผมอยากจะพูด ซึ่งถ้าพูดถึงปัญหาหลายปัญหาแล้วมันจะมีเรื่องของ การศึกษา วันนี้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้นตกต่ํา ต่ํากว่าเกณฑ์มาตรฐานทุกตัวชี้วัด ท่านนายกรัฐมนตรีรู้ไหมครับว่าเหตุใดการศึกษาในพื้นที่ ของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นตกต่ํา ท่านคงทราบนะครับ พี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัด มีประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นพี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลาม เพราะฉะนั้น พี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลามหลังจากเกิดจากท้องแม่ ภาษาแรกที่เขาใช้ก็คือภาษามลายู ภาษาแรกที่เขาสามารถติดต่อสื่อสารและสามารถใช้ในชีวิตประจําวันก็คือภาษามลายู ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองที่เยาวชนในพื้นที่สามารถพูดได้ แต่วันนี้ผมอยากถาม ท่านนายกรัฐมนตรีว่าเมื่อไรการศึกษาในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่มีครูที่ล้าหลัง จะมีครูที่มีวิสัยทัศน์และมาจากกระบวนการเรียนการสอนที่ทันสมัยเทียบเท่ากับภูมิภาคอื่น ของประเทศ เมื่อไร ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีครูที่เข้าใจภาษามลายูเพื่อมาสื่อสาร ในกระบวนการการเรียนการสอนเพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในโรงเรียนทั้งในระบบและ นอกระบบโรงเรียนสามารถมีตัวชี้วัดที่ใกล้เคียงหรือมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ถึงเวลาแล้วหรือยังครับท่านนายกรัฐมนตรีที่วันนี้ภาษามาลายูจะเป็นภาษาที่สองในการ ติดต่อราชการของคนในพื้นที่ ถึงเวลาแล้วหรือยังครับที่ท่านจะแก้ปัญหาเรื่องของ กระบวนการจัดการเรื่องหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่ ท่านนายกรัฐมนตรีรู้ไหมครับว่าเยาวชนในระดับมัธยมศึกษานั้น ๖๕ เปอร์เซ็นต์เป็นเยาวชน นักเรียนหญิง ๓๕ เปอร์เซ็นต์เป็นเยาวชนชาย ทั้ง ๆ ที่ผมบอกข้างต้นว่าประชากรระดับ เยาวชนนั้นมีความใกล้เคียงกันทั้งหญิงและชาย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของเยาวชนชายหายไปไหน ท่านวิเคราะห์ดูสิครับ มันหายไปได้อย่างไร จากระบบโรงเรียนในพื้นที่นะครับ วันนี้ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากฝากกับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้เห็นถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือเรื่องของความยากจนและยาเสพติด ความยากจนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นรัฐบาลชุดนี้ชอบพูดเสมอว่าท่านได้วางยุทธศาสตร์ที่จะเพิ่ม รายได้ให้กับประชาชนถึง ๑๒๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน โดยจัดทําโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการพัฒนาชุมชนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการเพิ่ม รายได้ให้กับประชาชนที่มีรายได้ต่ํากว่า ๖๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน และจะต้องใช้ งบประมาณถึง ๓๐๐ ล้านบาทต่อปี ระยะเวลา ๔ ปีติดต่อกัน ท่านนายกรัฐมนตรีรู้ไหมครับ ว่าโครงการนี้สํารวจโดยจังหวัดเป็นผู้หาข้อมูลว่าประชาชนในพื้นที่ต้องการอะไร แล้วรวบรวมข้อมูลส่งให้ ศอ.บต. หน่วยงานที่ท่านตั้งขึ้นมาใหม่นี้เป็นผู้จัดซื้อ และหาวัสดุ เช่นไก่ เช่นเป็ด หรือเครื่องสูบน้ํา แต่ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรี เคยทราบไหมว่ามีพี่น้องประชาชนในพื้นที่กี่พื้นที่ที่เขาปฏิเสธไม่ยอมรับสิ่งที่รัฐบาลพยายาม ยัดเยียดให้ประชาชนในพื้นที่รับ หลายพื้นที่เขามาร้องเรียนผมว่าโครงการที่ท่านคุยนักคุยหนา ว่าจะสร้างรายได้ให้กับประชาชน ให้มีรายได้ ๑๒๐,๐๐๐ ต่อครัวเรือนต่อปีนั้นมันมีการทุจริต มากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านนายกรัฐมนตรีใช้สิครับ กฎเหล็กของท่าน ลงสิครับพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส ท่านไปถามสิครับ เป็ด ไก่ ที่ท่านใช้งบประมาณถึง ๓๐๐ ล้านบาท แจกให้กับครอบครัวยากจน เหลือจริง ๆ อยู่ในพื้นที่เท่าไร ท่านไปตรวจสอบสิครับ เพราะผมได้ยินมาว่าการทุจริตตรงนี้นี่มันมีมาก ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าท่านได้แจกงบประมาณให้ครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท แต่สิ่งที่ ประชาชนได้รับมันมูลค่าแค่ ๒,๐๐๐ กว่าบาท ท่านประธานที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรี รู้ไหมครับว่าเขาลําบาก เขาเดือดร้อน เขายากจน ท่านก็ยังปล่อยให้มดคันไฟไปเกาะขอนไม้ ที่มันลอยอยู่ เกาะกินงบประมาณของคนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมหาศาล นี่คือปัญหาเรื่องของความยากจน ผมถือว่าท่านล้มเหลวในการแก้ปัญหาแล้วก็ล้มเหลวในการ แก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้
และสุดท้ายที่ผมจะพูดก็คือประเด็นของยาเสพติด ปัญหาของยาเสพติด วันนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเยาวชนที่เป็นพี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลามติดยาเสพติดมาก และยาเสพติดนั้นสามารถที่จะหาซื้อและเสพได้อย่างง่ายในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผมมีสถิติของความล้มเหลวในการแก้ปัญหาความรุนแรงและการแก้ปัญหายาเสพติด ในพื้นที่ภาคใต้มาแสดงให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็น ท่านอย่าชมนะครับว่าสถิติการจับกุม มากขึ้น การจับกุมสถิติยาเสพติดที่มากขึ้น นั่นเป็นตัวชี้วัดที่แสดงให้เห็นว่าการทํางาน ด้านการปราบปรามยาเสพติดล้มเหลว การป้องกันเยาวชนหรือประชาชนเข้าสู่ขบวนการ หรือการติดยาเสพติดนั้นล้มเหลว จากสถิติของ ป.ป.ส. ภาค ๙ พบว่าจํานวนผู้ติดยาเสพติด ที่สามารถจับกุมได้นั้นเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปีครับ ผมไม่ยกตัวอย่างของปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ เดี๋ยวท่าน จะอ้างว่าไม่ใช่รัฐบาลของท่าน ผมจะยกตัวอย่างเฉพาะปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ให้ท่านดู ในปี ๒๕๕๐ มีการจับกุมได้ ๔,๓๔๔ คดี ปี ๒๕๕ จับกุมได้ ๕,๒๙๗ คดี ปี ๒๕๕๒ จับกุมได้ ๕,๘๘๘ คดี และ ๔ เดือนของปี ๒๕๕๓ จับกุมได้ถึง ๒,๑๐๐ กว่าคดี ตัวชี้วัดตรงนี้แสดงว่า คดีการจับกุมยาเสพติดนั้นเพิ่มขึ้นทุกปี ท่านอย่ามาตอบผมหรือว่าตอบสภาอันทรงเกียรติว่า นั่นคือตัวชี้วัดความสําเร็จของการแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติด ถ้ามันสําเร็จจริง ๆ ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรี จํานวนการจับกุมผู้กระทําผิดยาเสพติดนั้นมันจะต้องลดลง ลดลง ลดลง ซึ่งแสดงถึงมาตรการการแก้ปัญหายาเสพติดที่ประสบความสําเร็จของท่าน นอกจากนี้ในเรื่องของยาเสพติดก็มีการจับมากขึ้นในพื้นที่ ยกตัวอย่าง ยาบ้า จับได้ ๑๗๕,๙๕๐ เม็ด พืชกระท่อม จับได้ถึง ๕.๘ ตัน คือ ๕,๘๐๐ กว่ากิโลกรัม ยาแก้ไอ มากถึง ๓,๕๒๐ ลิตร กัญชา ๔๐.๒๕ กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับปี ๒๕๕๒ มันเพิ่มขึ้น ยาบ้ามี เพิ่มขึ้นถึง ๕๐,๐๐๐ กว่าเม็ด พืชกระท่อมเพิ่มขึ้น ๑,๐๐๐ กว่ากิโลกรัม กัญชาเพิ่มขึ้น ๑๐๐ กว่ากิโลกรัม และยาแก้ไอเพิ่มขึ้น ๒,๐๐๐ กว่าลิตร สิ่งเหล่านี้ผมถือว่ามีความล้มเหลว ในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ เพราะปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ไม่ได้อยู่ในเรื่องเฉพาะ เรื่องของความมั่นคงเพียงอย่างเดียว การแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จะสงบได้จะต้องแก้ ทั้งเศรษฐกิจ ทั้งการศึกษา ทั้งด้านสังคม และด้านการส่งเสริมอาชีพ ดังนั้นผมขอสรุปว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีคุณลักษณะดังนี้ พูดอย่างทําอย่าง ลอยตัวหลีกเลี่ยงปัญหา ด้อยประสิทธิภาพการบริหาร มีพฤติกรรมไม่ไว้วางใจคนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมไม่อาจไว้วางใจให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงบริหารราชการแผ่นดินได้อีกต่อไป ขอบคุณครับ
ต่อไปคุณประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ เอาเฉพาะที่พาดพิงและทําให้เกิดความเสียหายนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ บังเอิญว่ามีผู้ที่อภิปรายจบไปก่อนหน้านี้นะครับ พูดถึงว่าอย่าปล่อยให้ ส.ส. ในพื้นที่ออกมากล่าวหาแม่ทัพบก ทีนี้ผมต้องขออนุญาต ท่านประธานอธิบายความนิดหนึ่งว่ามันเป็นไปอย่างไรมาอย่างไร บังเอิญมีเหตุเกิดขึ้นที่ จังหวัดยะลา วันจันทร์ ผมจําวันที่ไม่ได้ ทีนี้วันนั้นวันจันทร์ก็อยู่กรุงเทพฯ กัน มีภารกิจ จําไม่ได้ว่าประชุมอะไรกันอยู่ วันอังคารก็ได้ลงไปพื้นที่ในจังหวัดยะลานะครับ ไปถึงพื้นที่ ก็ไปเยี่ยมชาวบ้านที่เกิดเหตุ ขึ้นมาประชุมวันพุธ ขึ้นมาถึงวันพุธเช้า พวกผม ส.ส. ในพื้นที่ พรรคประชาธิปัตย์ ๔ ท่าน มีผมแล้วก็มี คุณอับดุลการิม เด็งระกีนา แล้วก็มีคุณอันวาร์ สาและ จากจังหวัดปัตตานี แล้วก็มีคุณอิสมาแอล เบญอิบรอฮีม จากจังหวัดปัตตานี ก็คุยกันก่อนจะเข้าประชุมว่าจะขออนุญาตหารือกับท่านประธานต่อกรณีปัญหาความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่บังเอิญว่าคิวผมไม่ถึง ท่านประธานก็บอกว่าให้มาหารือพรุ่งนี้ ๘ โมงครึ่ง ทีนี้วันรุ่งขึ้นผมจําไม่ได้สภาคงมีเรื่องอะไร ซึ่งคิดว่าไม่มีโอกาสได้หารือ ก็เลยเดิน ลงไปข้างล่าง ตั้งใจไปแถลงข่าว แต่ว่าการไปตั้งใจแถลงข่าวก็คิดว่าเป็นความหวังดี ผมคิดว่า เป็นความตั้งใจเป็นความหวังดีของเพื่อน ส.ส. ๓ คนรวมทั้งผม ๔ คน คืออยากเห็นบ้านเมือง สงบ อยากเห็นบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เราพบเห็นอะไรเราก็ไปทํา เราพบเห็นอะไร เราก็อยากจะมาเล่า อยากจะมาบอก การไปแถลงข่าวมีสื่อมวลชนถาม ถามว่าที่จะมา แถลงข่าวว่ารัฐบาลเดินมาไม่ถูกทางใช่ไหม พวกผมตอบเองครับ ตอบว่ารัฐบาลชุดนี้มาถูกทาง ถูกทางเป็นอย่างยิ่งด้วยในความรู้สึกของผม เพราะรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ใช้การเมืองนํา การทหาร ไม่นิยมความรุนแรง มีอะไรก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผิดกับในอดีต ในอดีตมีเหตุการณ์รุนแรงมาก เช่นมีเหตุการณ์กรณีมัสยิดกรือเซะ ตายเป็นจํานวนเยอะ มีเหตุการณ์อําเภอตากใบ
เรื่องนี้ผมต้องขอร้องคุณประเสริฐให้ท่านพูดเฉพาะในส่วนที่ว่าท่านออกมาพูดโจมตี ผบ.ทบ. เพราะว่าเดี๋ยวถ้าเรื่องข้อมูลท่านส่งให้รัฐมนตรีถาวร หรือท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพพูดได้ เอาเฉพาะที่ท่านเสียหายครับ
เดี๋ยวขออนุญาตเท้าความนิดเดียว ไม่ได้ไปไกลจะจบแล้วครับ ทีนี้การที่ผู้ชี้แจงชี้แจงมาเมื่อสักครู่อภิปรายไปท่านดูตัวเลขสถิติ ท่านชี้เอง ปี ๒๕๕๒ จํานวน ๑,๓๐๐ กว่าครั้ง ปี ๒๕๕๓ จํานวน ๑,๑๐๐ กว่าครั้ง ๒ ปี รวมกัน ๒,๐๐๐ เศษครับ ถ้าไปเทียบกับปี ๒๕๔๘ ก็ ๒,๐๐๐ เศษ ปีเดียวนะครับ ไปเทียบกับ ปี ๒๕๕๐ ก็ ๒,๐๐๐ เศษ รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี
มีผู้ประท้วงนะครับ คุณอดุลย์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส. จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ได้ดําเนินการมาถูกแล้วครับ ท่านประธานกรุณาช่วยให้ผู้ที่กําลังอภิปรายว่าเขาเสียหาย ตรงไหน ท่านประธานครับ สถิติต่าง ๆ เดี๋ยวทางนายกรัฐมนตรีกับทางรองนายกรัฐมนตรี เขาชี้แจงได้ ที่เกี่ยวกับพาดพิงท่านแล้วทําให้เสียหายมันอยู่ตรงไหน ถ้าเกิดพอแล้วก็ควรจะ พอได้แล้วครับท่านประธานครับ
ก็ต้องขอคุณประเสริฐครับ คุณประเสริฐได้อภิปรายถึงความเสียหายที่คุณประเสริฐได้รับ จากการที่ผู้อภิปรายก่อนหน้าท่านออกมาวิจารณ์ ผบ.ทบ. ครับ ผมก็ขอรวบรัดได้แล้วครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะมีประท้วงครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผมเข้าใจว่าจะชี้แจงอย่างไร แต่ว่าผมเกรงว่าพูดสั้นเดี๋ยวผู้ฟังที่อยู่ทางบ้านจะไม่เข้าใจ ก็ขออนุญาตท่านประธานไม่เยอะครับ ใช้เวลา ๑-๒ นาทีเอง
ก็ขออย่างนี้ว่าท่านไม่ได้เจตนากล่าวร้ายท่าน ผบ.ทบ. อะไรอย่างนั้นครับ ส่วนรายละเอียด เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพท่านพูดครับ ขอเถอะครับ
ท่านประธานจะให้สรุปอย่างนั้นเลย หรือครับ ผมคิดว่าเดี๋ยวคุยนิดหนึ่งครับ ผมเข้าใจเพื่อนที่ประท้วง แต่ว่าผมไม่โกรธ เพราะผม ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ผมในฐานะ ส.ส. ในพื้นที่ผมก็มีสิทธิชี้แจงถูกไหมครับ
ผมในฐานะเป็นกรรมการ เป็นประธาน ผมก็ต้องรักษาหลักการ ผมอนุญาตให้พูดได้ เฉพาะส่วนที่ทําให้คุณประเสริฐเสียหาย แล้วอาจจะอะลุ่มอล่วยได้นิดหน่อยครับ ขอรวบรัด เถอะครับ
ก็เอาเป็นว่าผมไม่ได้กล่าวถึง ท่าน ผบ.ทบ. แล้วกันครับ ถ้าท่านต้องการอย่างนั้นผมก็จบเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ท่านที่ได้ หยิบยกปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแม้ว่าความคิดเห็นหรือมุมมองของท่านกับผมจะไม่ตรงกันแต่ผมถือว่าหยิบยกปัญหานี้ ขึ้นมาก็ด้วยเจตนาที่น่าจะตรงกันก็คือต้องการที่จะสร้างความสงบสุขในพื้นที่ซึ่งเป็นเป้าหมาย ร่วมกัน ก่อนที่ผมจะได้กราบเรียนถึงแนวทางการแก้ปัญหาแล้วก็ชี้แจงเพื่อนสมาชิก ในหลาย ๆ เรื่องที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมา คงต้องขออนุญาตทําความเข้าใจ ๒ เรื่องที่มักจะมี การพาดพิงแล้วก็อาจจะทําให้เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการแสดง จุดยืนของผมหรือของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต
เรื่องแรก ก็คือที่ได้พูดว่าพรรคประชาธิปัตย์ไปหาเสียงว่าจะทําให้เกิด ความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ใน ๙๙ วัน ไม่ใช่ครับ เขียนชัดครับว่าเป็นเรื่องของการ จัดตั้งองค์กรมาแก้ไขปัญหา แล้วก็นโยบาย ๙๙ วันที่ท่านบอกว่าทําได้หรือไม่ได้ ผมก็กราบเรียนนะครับว่าจะเรียนฟรี จะเรื่อง อสม. จะเรื่องของการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจ พอเพียงหรือชุมชนพอเพียง ทําครับ แล้วผมก็เป็นคนยอมรับความจริงเพียงพอที่ ๙๙ วัน ผ่านไป บอกว่าที่จะตั้ง ศอ.บต. เป็นการถาวรยังทําไม่ได้ แต่ที่ทําเลยก็คือใช้กลไกใหม่ก็คือ คณะรัฐมนตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาระหว่างที่เราจะมีการนําเสนอกฎหมายต่อไป อันนี้ก็คือเพื่อทําความเข้าใจนะครับว่า ท่านชอบหยิบยกว่า ๙๙ วันไปสัญญาว่าจะทําให้ เหตุการณ์สงบ ผมว่าทั้งพวกผมแล้วก็พี่น้องชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีใครคิดหรอกครับ ว่าจะแก้กันได้ใน ๙๙ วัน
เรื่องที่ ๒ ครับ ท่านพูดว่าพี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเสมือนกับว่า ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์นั้นน่าจะมี ความได้เปรียบในเรื่องของการแก้ไขปัญหา ความจริงเราก็ได้รับความกรุณาจากพี่น้อง จังหวัดชายแดนภาคใต้พอสมควร แต่ว่าสถิติหนึ่งที่ท่านต้องยอมรับก็คือว่า ความสําเร็จของ พรรคประชาธิปัตย์ใน ๓ จังหวัดนี้ในการเลือกตั้ง ถ้าเทียบกับความสําเร็จของ พรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดอื่นในภาคใต้ต้องถือว่าต่ํากว่า มีปีเดียวเท่านั้นละครับ คือปี ๒๕๔๘ ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอย่างชนิดที่เรียกว่าถล่มทลาย เกินความคาดหมายใน ๓ จังหวัดภาคใต้ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านและผมวิเคราะห์ไม่ต่างกันครับ ว่าเป็นปฏิกิริยาจากนโยบายรัฐบาลและจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น กรณีของกรือเซะ และตากใบที่นําไปสู่ปรากฏการณ์เช่นนั้น แต่ว่าอย่างไรก็ตามผมก็อยากจะกราบเรียนต่อว่า แล้วที่ผมเคยอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ผมไม่อยากจะ ก้าวล่วงท่านนะครับ แต่ว่ามุมมองของผมกับของท่านนายกรัฐมนตรีสมัครนี่แตกต่างกัน คําพูดที่ท่านได้อ้างว่าเป็นคําพูดของผมนั้นเป็นการอภิปรายต่อจุดยืนของอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร ที่มีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาว่าเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ของทาง ตํารวจ ทหารเป็นหลัก แล้วความจริงเมื่อวันก่อนท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม ก็ยังได้พูด ด้วยซ้ําครับในการตอบโต้ที่มีเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลบอกว่า ทําไมท่านไม่ลงไปในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม ท่านพูดในสภาแห่งนี้ครับว่าเป็นนโยบาย ของรัฐบาลในขณะนั้นที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้าไป พูดง่าย ๆ เหมือนกับว่าต้องการ ทําให้เรื่องของการแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องปกติของตํารวจ ทหารที่จะทํากัน ผมอภิปรายวันนั้น ผมบอกว่านายกรัฐมนตรี วันนั้นเป็นผู้อํานวยการ กอ.รมน. ซึ่งเป็นโครงสร้างที่รัฐบาลของพล เอก สุรยุทธ์ ได้สร้างขึ้นมาใหม่แล้วบังเอิญเอาเรื่องของภาคใต้เข้าไปรวมในนั้นด้วย เพราะไม่ได้ทํากฎหมายเรื่อง ศอ.บต. เป็นการเฉพาะ ที่ผมอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร จึงเป็นประเด็นที่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของท่านที่บอกว่าฝ่ายการเมืองอยู่ตรงนี้ ปล่อยเป็นเรื่องของทหารตํารวจ แต่ผมเห็นกับแนวทางว่าการเมืองต้องเข้าไปนําการทหาร ในพื้นที่ และผมเชื่อว่าการเมืองที่เข้าไปนําการทหารในพื้นที่ก็จะต้องยึดอยู่บนหลักในเรื่อง ของปรัชญาหรือแนวพระราชดําริเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ๒ ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลชุดนี้ ก็ดําเนินการอย่างนี้ ตามแนวทางนี้ ผมไม่โต้แย้งท่านเลยครับ ถ้าท่านถามผมวันนี้ว่ารัฐบาล มองว่าสิ่งที่ทํามานี้ดีแล้ว สําเร็จแล้ว พึงพอใจแล้วไม่ใช่ครับ ผมยอมรับครับ แล้วก็ผมไม่เคยพูด นะครับ ถ้าคนตายน้อยกว่าความสําเร็จ เหมือนผมจะไม่เคยพูดว่าจับยาเสพติดได้มากกว่า คือความสําเร็จ เพราะผมตระหนักดีว่าตัวชี้วัดที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ครับ ผมยังเคยนําตัวชี้วัด อีกหลายเรื่องเข้ามา สําคัญที่สุดจากแนวคิดเรื่องนโยบายการเมืองนําการทหาร ก็คือว่า ที่สุดแล้วนี้จํานวนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต้องลดลงครับ ที่สุดแล้วการใช้กฎหมายพิเศษ ต้องลดลงครับ เพราะฉะนั้นอยากจะทําความเข้าใจกับท่านอย่างนี้ เช่นเดียวกับประเด็น ที่ท่านพูดว่าใช้งบประมาณลงไปมามายมหาศาล กราบเรียนครับว่า รัฐบาลก็ถืองบประมาณ เป็นเครื่องมือสําคัญในการแก้ปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ไม่ได้มองว่า การแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้แก้ได้ด้วยเงิน อันนี้ก็ต้องแยกเช่นเดียวกัน ทีนี้เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องถามว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและแนวทางของการแก้ไขปัญหานั้น เราประเมินกันอย่างไร ผมขอกราบเรียนว่าหัวใจสําคัญ ๒ เรื่องที่เราพยายามทําคือ ๑. การพัฒนา ๒. คือการอํานวยความยุติธรรม แต่เป้าหมายสุดท้ายคือทําอย่างไรชนะใจ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ เพราะถ้าเราสามารถชนะใจพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้ นั่นคือ การมีแนวร่วม นั่นคือความสําเร็จที่เกิดขึ้นจากล่างขึ้นบน นั่นคือแนวทางที่จะเป็น หลักประกันที่ดีที่สุดของความสงบสุขที่จะมีความยั่งยืนและเกิดขึ้นได้ใน ๓ จังหวัด ในกระบวนการพัฒนานี้ที่พูดถึงงบประมาณที่ลงไปมากนี้ กราบเรียนว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่ บอกว่าจัดงบประมาณไปเยอะ ๆ และนั่นจะเป็นความสําเร็จ ไม่ใช่ครับ แต่เราก็พยายามทํา โครงการในลักษณะซึ่งมีความเจาะจงลึกลงไปในแง่ของความต้องการของชุมชน และครอบครัว เช่น โครงการที่ให้แต่ละหมู่บ้านนั้นคิดกันเอง สนับสนุนเงินไป ถ้าผมจําไม่ผิด ก็ ๑๒๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ไปดําเนินการกัน ซึ่งผมก็ลงไปในพื้นที่ก็มีพี่น้องประชาชน เอาความสําเร็จของโครงการเหล่านี้มาด้วยความภาคภูมิใจ ทั้งใน ๕ จังหวัด และที่สําคัญ ก็คือเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจตรงนี้ จริงอยู่ครับปัญหาของผู้ประกอบการก็แก้ไขกันไป ในเรื่องของสินเชื่อบ้างอะไรบ้าง แต่สําคัญก็คือว่าเป็นครั้งแรกที่เราวางเป้าหมายไปเลยว่า พี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัดภาคใต้ควรที่จะมีรายได้เฉลี่ยเท่ากับเฉลี่ยของประเทศเสียที วางไว้ปลายทาง ๑๒๐,๐๐๐ บาท เริ่มต้นประมาณ ๖๔,๐๐๐ บาท ผมเข้าใจว่าขณะนี้ ประเมินดูแล้ว ๖๔,๐๐๐ บาททําได้เป็นส่วนใหญ่หรือเกือบหมด ถามว่าตรงนี้ส่งผลไหม ผมยืนยันครับว่าส่งผล ส่งผลให้หลายพื้นที่ถ้าจะพูดกันตรง ๆ เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปในชุมชน บางชุมชนด้วยความยากลําบาก วันนี้ลักษณะของพื้นที่เหล่านั้นลดลงครับ ทําให้หลายพื้นที่ ซึ่งพี่น้องประชาชนจะไม่ค่อยช่วยในเรื่องของข่าวสาร วันนี้ช่วยมากขึ้นครับ แต่ถามว่า ทําได้ครอบคลุมหรือยัง ยังครับ ยังมีอีกหลายร้อยหมู่บ้านชุมชนซึ่งยังทําไม่สําเร็จ นี่เราเอาความจริงมาพูดกัน ขณะเดียวกันในแง่ของการที่จะปรับกระบวนการในเรื่องของ ความยุติธรรมหรือกลไกของการใช้กฎหมายเราก็เดินหน้าเช่นเดียวกัน ศอ.บต. กฎหมายออก เมื่อปลายปี โครงสร้างยังไม่เสร็จครับ เพิ่งอยู่ในกระบวนการของการที่จะไปสรรหาคนที่จะ เข้ามาเป็นสภาที่ปรึกษา มีตัวแทนมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในตัวคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ซึ่งเราก็จะเร่งทําต่อไป ขณะเดียวกันปัญหาในลักษณะของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ผมกราบเรียนครับว่าผมให้ความสําคัญมากแล้วก็เอาจริง เราต้องไม่ให้เกิดปัญหาที่มัน ค้างคาใจมาถึงปัจจุบัน อย่างกรณีของกรือเซะ ตากใบอย่างที่ว่า แต่ก็เกิดเหตุในรัฐบาลนี้ ก็คือกรณีของมัสยิดที่บ้านไอร์ปาแย แต่ผมขอกราบเรียนนะครับเมื่อสักครู่ที่ท่านพูด ผมยืนยันแน่นอนว่าไม่เคยมีคําพูดออกจากปากผมเลยครับว่าที่บ้านไอร์ปาแยเป็นเรื่องของ ผู้ก่อการหรือก่อความไม่สงบ ตรงกันข้ามครับ ท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีจะยืนยัน กับผมได้ว่าสิ่งแรกที่ผมคุยกับท่านเหล่านี้ ผมกําชับว่าอย่าพูด อย่าไปคาดคะเน อย่าไป คาดการณ์ อย่าไปชี้นําว่าเป็นใคร แล้วสุดท้ายก็มีการออกหมายจับ และผมคิดว่าตอนที่ออก หมายจับ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนในชุมชนมองว่าเราไม่ได้ไปพยายามใส่ความใคร แต่สุดท้ายพอตํารวจจัดให้มีพยานต่าง ๆ มาชี้ตัว ไม่ชี้ ก็ปล่อยตัว เสนอสั่งไม่ฟ้องนะครับ แต่ผมก็บอกว่าหยุดไม่ได้นะ ที่สุดอัยการก็จึงส่งกลับมาใหม่ แล้วขณะนี้ผมก็จึงบอกว่าพิสูจน์ หลักฐานและหน่วยงานอื่น ๆ ต้องเข้าไปช่วยครับ เพราะผมรู้ว่าประเด็นอย่างนี้เช่นเดียวกับ บางกรณีที่เกิดขึ้นนะครับ อย่างเช่นในทัณฑสถาน หรือกรณีที่เกิดกับผู้นําชุมชน ผู้นําศาสนา มันกระเทือนใจพี่น้องประชาชน ยากจริง ๆ ครับ แต่ผมตามตลอด กรณีอย่างอิหม่ามยะผา ผมก็ดูแลว่าไม่ใช่เรื่องเงียบหายไปเฉย คดีต้องเดินต่อ ตอนนี้กลับมาอยู่ที่ ป.ป.ช. เพราะเป็นการ กล่าวหาว่ามีการเสียชีวิตขึ้นระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมให้ความมั่นใจครับ ว่านี่คือแนวทางที่ทํา เมื่อทําอย่างนี้แล้วในภาพรวมโครงสร้างนโยบายท่านก็จะเห็นครับ ขณะนี้ที่ท่านบอกว่าเราส่งกองกําลังเข้าไปเป็นแสนอะไรนี่ครับ ที่จริงสิ่งสําคัญคือว่า เราพยายามลดกําลังที่ไปจากนอกพื้นที่ครับ เพราะเรารู้ว่ามีปัญหาความกลมกลืนในเรื่องของ วัฒนธรรม การปรับตัว ความไม่เข้าใจซึ่งเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรม และผมดูแล กอ.รมน. มา ๒ ปี หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงเขาตอบสนองนะครับ เขาปรับลด แต่ยังลดช้าครับ เขาลดลงครับ แต่กําลังที่ท่านนับจํานวนมาก นั่นคือคนในพื้นที่ครับที่เราก็ได้ ดึงเข้ามาให้เขามีส่วนร่วมในการดูแลในเรื่องของความปลอดภัยพร้อม ๆ กันไป สิ่งที่ท่าน เสนอแนะและเป็นประโยชน์และผมเห็นด้วยเราก็ขยับไปทุกทางเช่นการศึกษา ดึงต่างประเทศเข้ามาครับให้เห็นว่าเราไม่เคยปิดกั้น และยังส่งเสริมในเรื่องของการที่จะเป็น ศูนย์กลางของอิสลามศึกษาด้วยครับ มอ. ปัตตานีก็จะทําหน้าที่ตรงนี้ด้วยเช่นเดียวกัน แล้วก็ส่งเสริมการสอนระบบ ๒ ภาษา มีการนําไปทดลองนําร่องแล้วก็พบว่าเมื่อเรื่องภาษา เราสามารถคลายให้กับเด็กในพื้นที่ได้เป็นกุญแจสําคัญไปสู่ความสัมฤทธิ์ในเรื่องของ การศึกษาในวิชาการอื่น ๆ ด้วยของเด็กในพื้นที่ ส่วนกรณีที่ท่านตั้งข้อสังเกตซึ่งผมต้อง ขอขอบคุณว่าพอถึงระดับมัธยมผู้ชายหายไปไหน ผมขอกราบเรียนครับว่านโยบายปฏิรูป ประเทศขณะนี้เป้าหมายสําคัญที่กําลังขับเคลื่อนเรื่องหนึ่งก็คือว่าพยายามไปตามให้ได้ครับ ว่าเด็กที่ออกไปจากระบบโรงเรียนทําอย่างไรจะกลับเข้ามา ผมขอขอบคุณที่ท่านได้ชี้ตรงนี้ และผมก็จะไปพยายามดําเนินการเพื่อให้เรานําคนเหล่านี้กลับเข้ามาสู่ระบบโรงเรียนมากขึ้น แต่ว่าที่สําคัญที่สุดครับ แนวคิดการเมืองนําการทหารและแนวคิดว่าที่สุดต้องแก้ด้วย การพัฒนาและความยุติธรรม ไม่ใช้กฎหมายพิเศษ เราเดินอย่างต่อเนื่องจริง ๆ ครับ ๔ อําเภอ จังหวัดสงขลา ยกเลิกกฎอัยการศึก อําเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี ยกเลิก พ.ร.ก. เอากฎหมายความมั่นคงเข้าไป เดือนนี้เป็นเดือนแรกที่กําลังเดินเรื่องกระบวนการตามมาตรา ๒๑ ซึ่งผมคิดว่าและหวังว่าท่านจะให้การสนับสนุน มาตรา ๒๑ ก็คือการที่เราจะเปิดโอกาสให้ คนที่กระทําความผิดเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงด้วยความหลงผิด รู้เท่าไม่ถึงการณ์เข้ามามอบตัว แล้วแทนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามปกติ ศาลก็จะให้เข้าไปรับการอบรม แล้วเราก็จะดูแลเขาครับให้กลับมาเป็นคนของสังคม กําลัง ดําเนินการแล้วก็เชื่อว่าเร็ว ๆ นี้ก็จะเริ่มมีคนกลุ่มแรกใน ๔ อําเภอ จังหวัดสงขลา ที่เข้ามาสู่ กระบวนการนี้ ถามว่า ถ้าผมบอกว่าสิ่งเหล่านี้เราทํามามันมีความสําเร็จในแง่ไหน อย่างไร ก็ต้องบอกนะครับว่าหลายเป้าหมายมันไปได้ครับในระดับหนึ่ง การมีส่วนร่วม การยกระดับ ความเป็นอยู่ การยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม การระมัดระวังในเรื่องการดูแล สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการทําความเข้าใจกับต่างประเทศ แต่ตัวเหตุการณ์ความรุนแรง นี่ครับ ตรงนี้ยังเป็นปัญหาที่เราจะต้องมีการปรับแนวทางอีก ข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิก ที่อภิปรายท่านแรกเป็นข้อสังเกตที่ดีครับ ที่บอกว่าพอเอาตัวเลขเหตุการณ์มาเปรียบเทียบแล้ว เห็นได้ชัดว่ามันเป็นลักษณะของการก่อความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่ลักษณะอาชญากรรมการ ก่อกวนลดลง มันจะสอดคล้องกับข้อเท็จจริงว่าเมื่อเราใช้วิธีรุกทางการเมืองนี่ครับ พื้นที่ของ ผู้ที่ใช้ความรุนแรงมันจะถูกบีบ แล้วเขาจะต้องใช้วิธีการตอบโต้ด้วยความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น แทนความถี่ นี่เป็นปัจจัยหนึ่ง ปัจจัยที่ ๒ แนวการต่อสู้ซึ่งพยายามจะขยายวงไปสู่ การต่างประเทศครับ ต้องยอมรับว่าจังหวะเวลาช่วงนี้ที่จะมีการประชุมโอไอซี (OIC) มักจะ เป็นปัญหาอยู่เสมอ ประการที่ ๓ ผมยอมรับครับว่าการปรับแนวทางหลายอย่าง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในแง่ของการประสานการบูรณาการ เรายังต้องปรับปรุง โดยเฉพาะเหตุที่เกิดขึ้น ในพื้นที่เมือง ซึ่งขณะนี้ผมได้มีการจัดให้มีการประชุมและเพิ่งลงบันทึกความเข้าใจร่วมกันว่า ต่อไปนี้ทุกหน่วยครับเราจะให้ฝ่ายที่จะต้องดูแลความสําคัญที่สุด ซึ่งก็สอดคล้องกับ การอภิปรายของท่านก็คือผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นหลัก ถ้านับในระดับจังหวัดขึ้นมา ก็จะเป็นท่านเลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งปัจจุบันก็คือเป็นผู้ที่รักษาการอยู่ระหว่างที่เรากําลังขอ อนุมัติอัตรากําลังเข้ามาในตัวสํานักงานของ ศอ.บต. เป็นการถาวร บทบาทที่จะแบ่งกัน ระหว่างตํารวจ ทหารกับอาสาสมัครนี่ครับกําลังจัดให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ช่องว่างมีครับ กรณีครูนี่ครับต้องขอกราบเรียนว่าพอเกิดเหตุเมื่อปีที่แล้วก็มาทําข้อตกลงกัน ปรับปรุงข้อตกลง ก็ไปได้ค่อนข้างดีครับ แต่ยังมีช่องโหว่อยู่บ้าง เช่นวันเสาร์ วันอาทิตย์ อย่างนี้เป็นต้น กรณีการตอบโต้ โดยเฉพาะผู้นําทางศาสนาทั้ง ๒ ศาสนาก็ยังเป็นปัญหาอยู่ และที่เราต้องสังเกตเช่นเดียวกันก็คือว่าเมื่อใดที่มีปฏิบัติการในลักษณะของการปิดล้อม ตรวจค้นจะมีการตอบโต้ที่รุนแรงตามมา ซึ่งเราต้องปรับปรุงระบบการป้องกันตรงนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามปัจจัยอื่น ๆ ที่แทรกซ้อนก็มี ความจริงก็มีการตั้งข้อสังเกตกันมาในอดีตว่า นอกเหนือจากปัญหาความไม่สงบ ซึ่งวันนี้อาจจะไม่ได้พูดว่าแบ่งแยกดินแดน หรือปกครอง ตนเองหรืออะไรนี่นะครับ มันมีปัจจัยอื่นด้วย เช่นกระบวนการการค้าเถื่อนทั้งหลายเข้ามา เกี่ยวข้องในช่วงระยะเวลา ๒–๓ เดือนหลังนี้ ผมกราบเรียนครับว่าสภาพอย่างนี้เราต้อง ปรับปรุง แต่หัวใจสําคัญวันนี้ เพราะว่าที่ท่านอภิปรายผมนี่ท่านพูดถึงการเป็นหัวหน้ารัฐบาล และภาวะผู้นํา คือประเด็นวันนี้เราต้องตัดสินใจ ตัดสินใจว่าแนวทางที่รัฐบาลเดินมา เรื่องการเมืองนําการทหาร โครงสร้างแบบ ศอ.บต. การอํานวยความยุติธรรม การยกระดับ รายได้ การพัฒนาเศรษฐกิจเราจะเดินหน้าแนวทางนี้ไหม แม้ ๒-๓ เดือนนี้เกิดเหตุความ รุนแรงที่ดูเหมือนจะมีมากขึ้น ผมตัดสินใจแล้ว พวกผมแน่วแน่ว่าทางนี้เป็นทางที่ต้องเดินต่อ แต่ท่านต้องตัดสินใจเหมือนกันว่าท่านมีความแน่วแน่เหมือนพวกผมไหม หรือท่านจะบอกว่า ต้องเปลี่ยนกลับไปเป็นเรื่องทหาร ตํารวจ ต้องเปลี่ยนเป็นตาต่อตา ฟันต่อฟัน นี่คือทางเลือก ที่สังคมต้องเผชิญ ผมจึงขอกราบเรียนว่า ๒ ปีที่ผ่านมาผมทําในสิ่งที่ผมเคยพูด ผมยังทํา ไม่เสร็จ ความสําเร็จสุดแล้วแต่คนจะประเมิน ผมเองประเมินว่าบางเรื่องเดินหน้าแต่บางเรื่อง ยังมีปัญหา แต่เราก็กําลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งก็เป็นโอกาสดีที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้เสนอว่า แนวที่ผมพูดมานี้จะเดินต่อหรือไม่อย่างไร ของผมชัดเจนอยู่ในตัวครับเราคงมีความเห็นที่ แตกต่างกัน แต่ผมก็คิดว่าเป็นความงดงามของระบอบประชาธิปไตยเพราะเป้าหมายเราคง ตรงกันคือการสร้างความสงบสุขให้กับพี่น้อง ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอขอบพระคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ถาวร เสนเนียม ครับ
(นายไพจิต ศรีวรขาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านไพจิตประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานเรื่องการปฏิบัติ ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๘ ครับท่านประธาน เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ญัตติก็เขียนชัดเจน เป็นนายกรัฐมนตรีในการบริหารราชการ แผ่นดินล้มเหลวในเรื่อง ๓ จังหวัดชายแดน ฟังท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงพอที่จะเป็นวิสัยทัศน์ ในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นเจตนารมณ์ของสมาชิกที่จะอภิปรายท่าน มิได้อภิปราย ท่านอื่น ๆ เลยนะครับ เมื่อเจตนาเป็นแบบนี้ก็ควรที่จะเป็นการตอบระหว่างท่านรัฐมนตรี ที่ถูกญัตติอภิปราย ด้วยวิธีปฏิบัติแบบนี้การที่ท่านประธานจะอนุญาตให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาตอบเพื่อขยายความอะไรมันขัดเจตนาของการทําหน้าที่ ในการตรวจสอบ ในการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจโดยสิ้นเชิงครับท่านประธานครับ อยากจะขอ ความกรุณาให้เป็นเจตนารมณ์ดังนี้
ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ เนื่องจากว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้มอบหมายภารกิจให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านถาวร เสนเนียม เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่ออภิปรายถึงเรื่องการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมก็ต้อง เปิดโอกาสให้ท่านได้ชี้แจงนะครับแต่ต้องขอความกรุณารวบรัดด้วยนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่รัฐบาลภายใต้การนําของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มอบหมายให้ดูแลแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ ท่านประธานครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ก่อนที่จะ มอบหมายให้ผมลงไปปฏิบัติภารกิจทั้งหมดภายใต้ความรับผิดชอบของผมนั้น ท่านย้ําเสมอว่า ถาวร การแก้ไขปัญหาภาคใต้นั้นรัฐบาลนี้และพรรคประชาธิปัตย์จะไม่เอาชนะทางการเมือง ของการแข่งขันของพรรคการเมืองในพื้นที่และขอให้ยึดเอาสันติสุขของพี่น้องประชาชน ในภาคใต้เป็นหลักเท่านั้นอย่าได้เอาการเมืองมาเป็นตัวปัญหาในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นเพื่อน สมาชิก ๒ ท่าน ที่ได้นําเสนออภิปรายที่ผ่านไปนั้นขอได้โปรดเข้าใจด้วยว่าเรามาแก้ไขปัญหา ภาคใต้ด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพ กรอบของการพูดของผมในวันนี้จะเริ่มต้นด้วยการ ตอบคําถามของท่าน พลตํารวจเอก วิรุฬห์ เป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยการตอบคําถามของ ท่านซูการ์โน เป็นอันดับตามมา
มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่าน พลตํารวจเอก วิรุฬห์ ครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพ เรื่องนี้นะครับผมได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามญัตติคือตัวท่านนายกรัฐมนตรี ไม่เกี่ยวกับคนอื่น แล้วมาตอบแทนก็ไม่ได้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนตอบ แล้วผมก็นั่งฟังนายกรัฐมนตรี เป็นคนตอบ ถ้าท่านประธานจะขยายออกไปท่านทําผิดข้อบังคับอย่างที่ท่านได้พูดไปแล้วครับ จะมาตอบคําถามผมทําไม ผมไม่ได้ถามท่าน ผมถามนายกรัฐมนตรี ผมอธิบายเรื่องนี้เรื่องที่ ท่านทําอะไร ท่านไม่ต้องมาชี้แจงผมหรอก ผมพูดถึงความเป็นเรื่องนายกรัฐมนตรี ประสบความล้มเหลวในการแก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ไม่เกี่ยวกับคนอื่น อย่างนั้นก็ขยาย ไม่รู้จักจบเสียทีครับ ผมขอประท้วงท่านประธานท่านปล่อยให้เรื่องนี้ขยายไปอยู่
ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ เพราะว่าการอภิปรายเมื่อกี้เป็นการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไข ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมก็เปิดโอกาสให้ท่านตอบ แล้วผมก็ยังบอกว่าให้รวบรัด ด้วยนะครับ แต่ไม่ต้องไปตอบคําถามหรอกครับท่านเขียนโน้ตให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ ก็แล้วกันครับ หรือท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพตอบ ผมว่าจะเหมาะสมกว่ากระมังครับ
เอาอย่างนี้ แล้วกันท่านประธานครับ สั้น ๆ
เอาชนิดที่ท่านพูดถึงความเกี่ยวข้องของท่านนิดหน่อยครับ เชิญนั่งลงครับ หมอประสิทธิ์ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ไม่อยากประท้วงท่านประธาน อยู่พรรคเดียวกัน แต่คําวินิจฉัยของท่าน คนที่ไม่เกี่ยวข้อง ท่านวิรุฬห์ท่านพอใจแล้วครับ พอใจแล้วเขาไม่ซักเลยเห็นไหมครับแล้วรัฐมนตรีขึ้นมาพูด มีหน้าที่อะไรครับผมไม่เข้าใจ ท่านวินิจฉัยอย่างไรผมไม่เข้าใจ ในเมื่อตอบพอใจกันแล้ว แต่ให้รัฐมนตรีมาพูดอะไรครับ มาแสดงผลงานมาแถลงผลงานอย่างนั้นหรือครับ ผมประท้วง ท่านประธานครับ เพราะว่าท่านแถลงผลงานท่านก็ไม่กล้าแถลงที่นี่ ท่านไปแถลงที่ กระทรวงการต่างประเทศ ทําไมจะแถลงผลงานเรื่องอะไร ท่านประธานวินิจฉัยหน่อยครับ
คุณซูการ์โนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยะลา วันนี้ผมอภิปรายตัวนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะการแก้ปัญหาความล้มเหลวในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็อยากให้ท่านใช้ข้อบังคับให้เคร่งครัดด้วย เพราะว่าถ้าท่าน ปิดประเด็นให้ผู้อื่นที่ไม่ได้ถูกอภิปรายไม่วางใจของพรรคเพื่อไทยวันนี้ ปัญหาภาคใต้ไม่ใช่มีเฉพาะ ศอ.บต. เท่านั้นที่เข้าไปแก้ปัญหา ๑๓ กระทรวง รัฐมนตรี ๑๓ คน รัฐมนตรีช่วยว่าการทุกคน ก็สามารถตอบปัญหาการอภิปรายของพวกเราในสมาชิกวันนี้ วันนี้ญัตติเราอภิปราย ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่ชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงความล้มเหลวของการแก้ปัญหา ความรุนแรง ผมไม่ได้เกรงใจ รู้สึกไม่สบายใจที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยจะตอบ แต่ผมไม่ได้อภิปรายท่าน แล้วเมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ตอบประเด็นที่พวกเรา ได้อภิปรายไปแล้ว ผมอยากให้ท่านประธานได้เคร่งครัดในข้อบังคับการประชุมสภาด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
มีผู้ประท้วงนะครับ หมออสิประท้วงอะไรครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยทีเดียว ๓ เรื่องเลยนะครับ
ผม นายแพทย์อสิ มะหะมัดยังกี สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ เรามีข้อบังคับในการประชุมสภา ข้อ ๖๓ เขียนไว้ชัดเจนว่า การวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาดครับ เพราะฉะนั้น ในเมื่อท่านประธานวินิจฉัยแล้วท่านต้องทําตามที่ประธานวินิจฉัยครับ ท่านมีสิทธิประท้วง ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่จบหรอกครับในเมื่อประธานวินิจฉัยแล้ว ต้องให้เคารพครับ ถ้าไม่เคารพประธานก็ไปไม่ได้หรอกครับ ห้องประชุมนี้ไปไม่ได้ครับ
ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ ประธานก็เป็นมนุษย์ครับ บางครั้งก็วินิจฉัยผิดได้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องด้วยเหตุผลและด้วยหลักการนะครับ สาเหตุที่ผมอนุญาตให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยอภิปรายได้เพราะว่าท่านอภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง การแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผมเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีภารกิจนี้ เป็นภารกิจโดยตรงของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ ผมจึงได้อนุญาต ให้อภิปรายแต่ไม่ได้ให้ออกมาตอบคําถามแทนท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ต้องขอรวบรัด ด้วยครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขํา กราบเรียนท่านประธานว่าคําวินิจฉัยของท่านประธานถูกแล้ว อาจจะผิดพลาดได้ วันนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก ๙ ท่าน การอภิปรายของ ๒ ท่านที่ผ่านมาไม่ได้พาดพิงถึงรัฐมนตรีถาวร เสนเนียม เลย เพราะฉะนั้นท่านไม่มีสิทธิตอบ ไม่มีสิทธิอภิปรายด้วย ท่านประธานวินิจฉัยต้องวินิจฉัยใหม่ครับ ถ้าเขาพาดพิงถึงท่าน ระบุชื่อ นั่นใช้สิทธิพาดพิงได้ครับ แต่ว่าในเรื่องนี่ไม่ได้พาดพิงถึงท่านเลย แล้วท่านก็ไม่มีสิทธิ เพราะว่าเขารู้ว่าท่านไม่ได้ผิดอะไร เขาจึงไม่ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ แต่เขาไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก ๘ คน ท่านไม่มีสิทธิพูดครับ ท่านประธานครับ
ครับ ผมวินิจฉัยอย่างนี้ครับ คือท่านรัฐมนตรีก็ต้องพูดในสิ่งที่พาดพิงอันอาจจะทําให้ท่าน เกิดความเสียหายได้ แล้วก็ขอรวบรัดด้วยนะครับ
(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
น่าจะมีผู้ประท้วงอีกครับ หมอสุกิจนะครับ แล้วก็ต่อไปเป็นท่านไพจิตครับ หมอสุกิจครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ท่านประธานได้วินิจฉัยไปนั้นถูกแล้วครับ คือไม่ได้มีข้อห้ามนะครับว่าไม่ให้ คนอื่นชี้แจงแทนรัฐมนตรีที่ถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ท่านประธานดูหมวด ๑๐ ในข้อบังคับที่ว่าด้วยการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจสิครับ มีข้อ ๑๖๘ จนถึง ข้อ ๑๗๒ ข้อ ๑๗๒ เขียนว่า ในการอภิปรายและการลงมติไม่ไว้วางใจ สมาชิกมีอิสระ จากพรรคการเมือง อันนั้นวรรคหนึ่งนะครับ แต่วรรคสองบอกว่า การอภิปรายตามวรรคหนึ่ง นอกจากที่กําหนดไว้ในส่วนนี้แล้ว ให้นําความในหมวด ๓ ส่วนที่ ๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ยกเว้นข้อ ๕๙ ทีนี้เราไปดูข้อบังคับ หมวด ๓ ส่วนที่ ๓ นะครับ ท่านประธานดูนะครับ ส่วนที่ ๓ เป็นส่วนที่ว่าด้วยการอภิปราย ถ้าไม่เอาข้อ ๕๙ ที่เขาไม่ยกเว้นนะครับ มาดูข้อ ๖๙ บอก
ครับ ก็ไม่ต้องประท้วงนะครับ เพื่อตัดปัญหาครับ ท่านรัฐมนตรีถาวรยินดีไม่พูดนะครับ ไม่อภิปรายนะครับ จะได้จบปัญหาไป แต่ผมเรียนอย่างนี้ครับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ท่านประธานครับ
ผมอย่างนี้ครับ ผมวินิจฉัยสิ่งที่หมอสุกิจพูดนะครับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่อนุญาตให้ ผู้ที่ไม่ถูกอภิปรายตอบหรืออภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร จะยกเว้นบางครั้งถูกพาดพิง ซึ่งอันอาจจะทําให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกพาดพิง ประธานก็จะอนุญาตให้ท่านเหล่านั้น ได้อภิปรายเหมือนอย่างที่เมื่อกี้คุณประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ก็ขออภิปราย ในเรื่องนี้ ผมพิจารณาเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรงของท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนะครับ จริง ๆ แล้วเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของท่าน ผมจึงอนุญาตให้ท่านอภิปรายได้โดยรวบรัดนะครับ แต่ท่านยืนยันว่าไม่อภิปรายแล้วนะครับ เพื่อตัดปัญหานะครับ ขอเชิญนะครับ นั่งลงเถอะครับ จะได้ให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมต้องพูดให้จบ ไม่อย่างนั้นผมเสียหายว่าผมไปยกอะไรมาไม่รู้นะครับ เมื่อกี้ผมเชื่อมโยงมาแล้วนะครับว่า เขาอนุโลมให้เอาส่วนที่ ๓ การอภิปรายมาใช้ได้นะครับ แล้วผมอยากให้ท่านประธานดู ข้อบังคับ ข้อ ๖๘ ที่บอกว่า ประธานอาจอนุญาตให้รัฐมนตรีมอบหมายให้บุคคลใด ๆ ชี้แจง ข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมประกอบการอภิปรายของรัฐมนตรีก็ได้
ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ข้อ ๖๘ นี่เป็นข้อที่ไม่สามารถบังคับใช้กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ นะครับ เช่นเดียวกับข้อบังคับ ข้อ ๒๓ ครับ แต่เรื่องนี้ที่ผมวินิจฉัยให้ท่านถาวรอภิปรายได้ ก็เพราะว่าเป็นเรื่องรับผิดชอบโดยตรงของท่านนะครับ เพราะว่าการอภิปรายนี่มันอาจจะทํา ให้เกิดความเสียหายแก่ตัวท่านได้ ซึ่งผมก็จะต้องฟังว่าท่านอภิปรายแล้ว แบบที่เมื่อกี้คุณ ประเสริฐอภิปรายไปผมก็ต้องตัดนะครับ ตอนนี้ไม่ต้องประท้วงแล้วนะครับ หมอสุกิจครับ ไม่เป็นไรครับ จะได้เอาท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ครับ
(นายถาวร เสนเนียม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านว่าอย่างไรครับ ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ เพื่อตัดปัญหานะครับ จริง ๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีและท่าน รองนายกรัฐมนตรีสามารถตอบคําถามและชี้แจงได้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากความรู้สึกของผม ความคิดของผมอย่างที่ท่านประธานวินิจฉัย แต่ไม่เป็นไรครับ ต้องขอขอบคุณเพื่อน ที่เป็นห่วงเป็นใย อย่างน้อยที่สุด ๒ ท่านที่เห็นความสําคัญของการแก้ไขปัญหาภาคใต้ แล้วก็ หยิบยกเอาคําถาม รวมทั้งการเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ผมยังคงดูแลพื้นที่ภาคใต้อยู่ ถ้าท่านทั้งหลายอยากจะไปแก้ปัญหากับผม ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ซึ่งหลายท่าน ที่อยู่พรรคเพื่อไทยเคยลงไปบ่อย ๆ ก็ขอเชิญนะครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านวิรุฬห์เมื่อกี้ประท้วงอะไรหรือเปล่าครับ
ผมขอยืนยันเจตนาในญัตติ ของกระผม ได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นการอภิปรายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพด้วยประการใด ๆ ทั้งสิ้น ปัญหาเดียวกันก็เป็นปัญหาที่ซ้อนเข้ามาอีกครับ ถ้าเรามีวัตถุประสงค์จะอภิปรายท่าน รองนายกรัฐมนตรีเราก็พูดไปแล้ว แต่นี่วัตถุประสงค์เราไม่มี ญัตติเราเขียนไว้ชัดเจน อย่างนี้ ก็ขยายความไม่รู้จักจบ ตอบกันไปตอบกันมาอย่างนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงไปพวกผม ก็พอใจ และผมก็นั่งอยู่เฉย ๆ แล้วท่านจะมาชี้แจงทําไมอีกล่ะ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ ขอให้ท่าน รักษาระเบียบข้อบังคับครับ ปกติผมก็จะไม่เคยยุ่งหรอกครับ แต่เห็นมันวุ่นวายมาตลอดแล้ว
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอท่านรองนายกรัฐมนตรีไม่ต้องอภิปรายในเรื่องนี้ก็แล้วกันนะครับ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้อภิปรายไปแล้วแล้วนะครับ คุณเจะอามิงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานถ้าจะจับใจความของสมาชิกที่อภิปราย ท่านสมาชิกอภิปรายว่า พรรคประชาธิปัตย์ประกาศนโยบาย ๙๙ วัน แล้วพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ไม่สามารถดําเนินการได้ เป็นสิทธิที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จะต้องมาชี้แจงในสภา โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบด้านนี้
สรุปแล้วคุณเจะอามิงประท้วงใช่ไหมครับ จริง ๆ นะครับ ผมวินิจฉัยว่าท่าน รองนายกรัฐมนตรีสุเทพอภิปรายได้ เพราะว่าตัวท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพเอง ก็ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เรื่องนี้นะครับ แต่ท่านก็รับผิดชอบ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง รับผิดชอบโดยตรงนะครับ แต่ท่านก็อาสาว่า จะไม่อภิปรายแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมเรียนอย่างนี้ ไปกลัวอะไรกับความจริงที่รัฐมนตรีจะต้องตอบ กลัวอะไรครับ ไม่ต้องกลัวครับ
เขาคงไม่ได้กลัวอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมเรียนอย่างนี้ ว่าถ้ามีความใจกว้างให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีตอบสิครับ แล้วสังคมจะได้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น อะไรที่แก้ไข อะไรที่ไม่ได้แก้ไข แล้วปัญหาที่มาถึงพรรคประชาธิปัตย์วันนี้คือรัฐบาลของ สมัยคุณนั่นละครับที่ทําให้เกิดปัญหา
อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นการประท้วงนะครับ ผมต้องขอความกรุณาทุกฝ่ายนะครับ เวลาประท้วง แล้วกรุณาอย่าใช้วิธีการแบบนี้ครับ ประท้วงแล้วก็วิจารณ์ท่านอื่นนะครับ ต้องขอความกรุณา ทุกฝ่ายนะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพอาสาไม่อภิปรายนะครับ เชิญคุณอรุณี ชํานาญยา ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน อรุณี ชํานาญยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา พรรคเพื่อไทย ดิฉันขออนุญาต ท่านประธานที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อตัวท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านประธานที่เคารพ เหตุผลที่ดิฉันจะได้อภิปรายนั้น เนื่องด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในหัวหน้ารัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ บริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นไปตามนิติธรรม จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ไม่เคารพประชาธิปไตย ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนอย่างร้ายแรง ขยายความขัดแย้งแตกแยกในสังคมให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ ท่านประธานที่เคารพ การอภิปราย ไม่ไว้วางใจนั้นแน่นอนย่อมต้องมีเหตุผล ย่อมต้องมีคําอภิปรายประกอบ ความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในสังคมเรานั้น วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีล้มเหลวในการแก้ปัญหา แต่ที่ดิฉันจะพูดนั้น ดิฉันได้เวลาประมาณไม่เกิน ๓๐ นาที เพราะฉะนั้นดิฉันจะขออนุญาตตัดตอนเริ่มลําดับ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรานะคะ มันเริ่มขึ้นมาค่ะ ท่านประธานที่เคารพ เริ่มขึ้นมาหลังจากที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี ๒๕๔๘ ตอนนั้นพรรคไทยรักไทย ได้เสียงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ได้ ส.ส. ถึง ๓๗๗ คนค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกวาระหนึ่ง ซึ่งเป็นการสนับสนุนของพี่น้องประชาชนที่เป็น ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มากที่สุด เราสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่นั่นละค่ะ หลังจากนั้นปี ๒๕๔๙ ก็มีการชุมนุมของกลุ่มคนที่เรียกว่า พันธมิตร หรือเราเรียกกันว่า กลุ่มเสื้อเหลืองเกิดขึ้น เขาไม่ไว้วางใจต่อการบริหารราชการของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ และขณะเดียวกันก็มีการขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ของการชุมนุมประท้วง ใช้สื่อที่เรียกว่า เอเอสทีวี (ASTV) มาเป็นตัวช่วยขยายความรุนแรงของการประท้วงให้มากขึ้น จนในที่สุด เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณถึงได้ใช้หลักประชาธิปไตยในการตัดสินใจ ก็คือ ยุบสภา คืนอํานาจให้พี่น้องประชาชนเพื่อจะได้ตัดสินว่า การที่เขาถูกพันธมิตรกล่าวหา แล้วพอนํามาสู่การเลือกตั้ง แล้วพี่น้องประชาชนจะคิดอย่างไร เลือกอย่างไร แต่นั่นละค่ะ ๒ เมษายน เมื่อมีประกาศกฤษฎีกาเลือกตั้งกลับเกิดปรากฎการณ์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นก็คือ พรรคที่ใหญ่ที่สุด เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยกลับไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า ให้เวลาน้อยเกินไปแค่ ๓๗ วัน ซึ่งไม่น่าเชื่อนะคะ พรรคที่เป็นพรรคใหญ่เก่าแก่กลับบอกว่า เวลาน้อยไป เวลาไปพูดที่อื่นบอกว่าพร้อมเสมอสําหรับการเลือกตั้ง ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านประธานที่เคารพคะ การเลือกตั้งครั้งนั้นนําไปสู่การโมฆะค่ะ การโมฆะก็ไม่น่าเชื่อว่า จะเกิดขึ้นเหมือนกัน และขณะเดียวกันก็นําไปสู่การฟ้องร้องเรื่องการยุบพรรคไทยรักไทยด้วย พอนําไปสู่การฟ้องร้องขึ้นศาล กลุ่มชุมนุมของเสื้อเหลืองก็ขยายตัววงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ที่สําคัญดิฉันมั่นใจว่าเหตุที่สําคัญนั้นไม่อยากให้มีการ เลือกตั้งมากกว่า ที่ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งก็เพราะว่าเลือกตั้งไปก็แพ้พรรคไทยรักไทยอีก ทําอย่างไรดีคะ ก็ต้องปฏิวัติ ในที่สุดวันที่ ๑๙ กันยายน ทหารก็เดินหน้าเข้าสู่การปฏิวัติ รัฐประหาร เกิดรัฐบาลเผด็จการขึ้นค่ะ รัฐบาลโดยการที่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ท่านประธานและพี่น้องประชาชนคงรู้จักดีนะคะ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ตอนนั้น มีข่าวเกรียวกราวทั่วประเทศ ไปรุกที่เขายายเที่ยง สร้างคฤหาสน์ใหญ่โต แต่ไม่ผิดกฎหมาย พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศจําได้ดี ขณะเดียวกันเมื่อเกิดรัฐบาลเผด็จการขึ้น กลุ่มเสื้อแดงที่เรียกว่า นปช. ก็ออกมาต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ ท่านประธานที่เคารพ ระหว่างนั้นการบริหารงานของรัฐบาลโดย พลเอก สุรยุทธ์ ก็ได้เริ่มมีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขึ้น และขณะเดียวกันมีการติดตามล้างผลาญพรรคไทยรักไทยขึ้นมาอีก ก็เลยต้อง ถูกยุบเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ข้อหาที่ถูกยุบบอกว่าเป็นปรปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย แปลกนะคะ เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง กลับบอกว่าเป็นปรปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ แต่พรรคที่ไม่ส่งเข้าลงสมัครกลับไม่เป็นปรปักษ์ ก็ไม่น่าเชื่อ เหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรค่ะ ยุบแล้วก็ตั้งใหม่ พรรคไทยรักไทยจึงเกิดเป็นพรรคพลังประชาชน และในที่สุดวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ เราเลือกตั้งกันใหม่ พรรคพลังประชาชนก็ชนะ เลือกตั้งอีก ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคก็ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ถูกหาว่าเป็นนอมินี (Nominee) อีก ก็พยายามที่หาความให้อีก ใส่ความให้อีก ในที่สุดก็ถูก ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ไปจัดรายการชิมไปบ่นไป ไม่น่าเชื่อนะคะท่านประธาน ทั่วโลกเขาตะลึงกันหมดเลยว่านายกรัฐมนตรีจะหลุดจากเก้าอี้ ด้วยการไปจัดรายการโทรทัศน์ ซึ่งมีการตีความคําว่า ลูกจ้าง ตามพจนานุกรม กลับไม่ใช้ กฎหมายแรงงานเข้ามาตีความ ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย สังคมโลก และสังคมของตุลาการนั่นเอง ท่านประธานที่เคารพคะ วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ ท่านสมัคร หลุดจากเก้าอี้ วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๑ ท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็น หัวหน้าพรรคก็ได้รับคัดเลือกขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอีก หลังจากนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว วันที่ ๗ ตุลาคมก็มีการแถลงนโยบาย จําได้ไหมคะ พวกเราคงจําได้ทุกคน วันที่ ๗ ตุลาคม เสื้อเหลืองพันธมิตรมาล้อมปิดสภาอีก ข้อหาเดิมก็คือไม่อยากให้นอมินีของท่าน นายกรัฐมนตรีทักษิณขึ้นบริหารบ้านเมือง จะเอาเป็นเอาตายให้ได้ วันนั้นมีการสลาย การชุมนุม มีการเสียชีวิตไป ๒ ศพ ศพหนึ่งคงจําได้นะคะ ระเบิดในรถจิ๊ปเชอโรกี (Jeep Cherokee) อีกศพหนึ่งตายเนื่องจากระเบิดปิงปองซึ่งก็ยังหาตัวคนร้ายไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพ อันนี้คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ พรรคพลังประชาชนก็ถูกยุบ ถูกตามล้างตามผลาญอีก ยุบ ข้อหาทุจริตเลือกตั้ง ท่านประธานคะ ครั้งนี้หนักหนาสาหัสพ่วงเอาพรรคชาติไทยเข้าไปด้วย พ่วงเอาพรรคมัชฌิมาธิปไตย เข้าไปด้วย เพราะอยากไปร่วมกับพรรคพลังประชาชนตั้งรัฐบาลดีนัก ต้องยุบไปเลยค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ พูดง่าย ๆ อันไหนที่มาร่วมหัวร่วมโรงกับพรรคพลังประชาชน ต้องอยู่ไม่ได้เช่นกัน อันนี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นท่านประธานคะ ก็มีความพยายาม ตั้งรัฐบาลใหม่ เมื่อพรรคของเราถูกยุบเราก็ไปเกิดเป็นพรรคใหม่คือพรรคเพื่อไทย แยกย้าย กันไปค่ะ แต่เราก็ถูกดึงตัว ส.ส. ไปร่วมกับพรรคอื่น พรรคของเราโดนแยกออกไป จนในที่สุด มีการตั้งรัฐบาลขึ้นในค่ายทหารขึ้น อันนี้เป็นเรื่องจริง ทุกคนก็คงไม่ปฏิเสธนะคะ พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนําในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีทหาร โดยมีมือที่มองไม่เห็น มาช่วยเป็นคนจัดตั้ง ก็เอาละค่ะท่านประธาน อยากเป็นรัฐบาลแล้ว ถึงจะตั้งในค่ายทหาร ก็ต้องเอาละค่ะ พรรคอื่น ๆ ก็ถูกเกมการเมืองบังคับให้ร่วมรัฐบาลด้วย ก็ไม่เป็นไรละค่ะ ท่านประธาน ถ้าไม่ร่วมรัฐบาลก็อาจจะถูกยุบเป็นรอบ ๒ อีก แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์วันนี้ก็แน่ชัด เราไม่ต้องสงสัยแล้วว่าเป็นรัฐบาลที่มีทหารอยู่เบื้องหลัง มีตุลาการภิวัฒน์สนับสนุนอยู่ มีมือที่มองไม่เห็นคอยบงการอยู่ด้วย ท่านประธานที่เคารพคะ วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ นายอภิสิทธิ์จึงขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลใต้เงาทหารค่ะ เกิดขึ้นแล้ว ขณะเดียวกัน กลุ่ม นปช. ก็ออกมาเคลื่อนไหวอีกเพื่อต่อต้านรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลที่เรียกว่ารัฐบาลใต้เงา ทหารเผด็จการนั่นเอง ท่านประธานคะ การเคลื่อนไหวตรงจุดนี้ที่เป็นเรื่องของความรุนแรง ที่เริ่มขึ้น มันเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ดิฉันอยากจะให้ท่านประธานได้ดูภาพ และอยากจะให้ทางกล้องช่วยโคลสภาพมาตรงข้างหลังของดิฉัน แล้วก็ไม่ต้องโคลสภาพของ ตัวดิฉันก็ได้ ให้โคลสไปที่ภาพเลยจะเปลี่ยนไปเรื่อย เพียงแต่ดิฉันจะชี้แจงให้เห็นว่าวันที่ ๑๒ มันมีความเป็นไปเป็นมาอย่างไร ท่านประธานเห็นไหมว่านี่คือขบวนรถ รถไม่ว่าจะเป็นรถปิกอัพ รถเก๋ง รถหกล้อ รถโดยสาร รถอีต๊อกอีแต๋นมาหมดเลยค่ะของพี่น้องคนเสื้อแดงมาจากทั่วทุ กรทิศ เห็นไหมคะพี่น้องจากจังหวัดอุตรดิตถ์ก็มาด้วยของท่านทนุศักดิ์ ท่านกฤษณา นั่งรถอีแต๋นเข้ามาเลยเป็นขบวน พี่น้องประชาชนที่อยู่ข้างทางก็เดินออกมาส่งว่าพี่น้อง เสื้อแดงจะเข้ากรุงเทพมหานครกัน มาจากต่างจังหวัดกันทั้งนั้นเลย เพื่อขอให้นายกรัฐมนตรี ยุบสภาคืนอํานาจให้แก่พี่น้องประชาชน นั่นคือยุบสภาเลือกตั้งค่ะ ท่านประธานเห็นไหมคะ นี่ก็มาจากภาคอีสานค่ะ มากันหนาแน่นเลย ทั้งรถอีต๊อกอีแต๋น รถหกล้อ รถโดยสารมาหมด เลย อันนี้จังหวัดนครสวรรค์ชุมนุมกันเต็มไปหมด จังหวัดนครสวรรค์ไปจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ไม่น่าเชื่อกล้องช่วยโคลสให้เต็ม ๆ หน่อย พี่น้องจะได้เห็นว่านี่คือที่มาของ วันที่ ๑๒ ท่านประธานคะ แล้วนี่ก็พี่น้องจากกรุงเทพมหานครลงรถมอเตอร์ไซค์มากัน เป็นแถวมาเพื่อจะรวมพลังกันเพื่อให้รัฐบาลยุบสภานําไปสู่การเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพ ภาพที่แสดงให้เห็นอีกภาพหนึ่งเห็นไหมคะ พี่น้องที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร อยู่บนสะพานลอย ยืนต้อนรับเป็นแถว ไม่ว่าคณะพี่น้องจากภาคเหนือ ภาคอีสานเต็มไปหมดเลยค่ะ ดิฉันเอง ดิฉันยอมรับว่าดิฉันมาด้วยกับขบวน เพราะรู้ว่าพี่น้องของดิฉันเขามาเพื่อขอให้รัฐบาลยุบสภา คืนอํานาจไปสู่การเลือกตั้งแค่นั้นเอง อันนี้คือที่มาท่านประธานที่เคารพคะ นี่คือที่มา แต่ท่านประธานที่เคารพคะ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเมื่อเกิดปัญหาทางการเมือง แน่นอนมันจึงมี การเดินขบวน การชุมนุม การประท้วงเคลื่อนไหวเพื่อขอให้ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเรา ก็ถือว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญค่ะ การชุมนุม ดําเนินต่อไปเรื่อย ๆ ขบวนยาวตั้งแต่หน้าอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า ถนนราชดําเนิน สะพานมัฆวานรังสรรค์ สะพานผ่านฟ้าลีลาศไปจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิไตย แต่ไม่น่าเชื่อ ท่านประธานคะ แทนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้ปัญหาด้วยการเจรจาสันติหรือทําให้เกิด ความสงบโดยการพูดคุยกัน แต่ท่านกลับเป็นผู้ที่ยกระดับความรุนแรงของการชุมนุมให้เป็นการ ต่อสู้ขึ้น เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กลับประกาศพระราชกําหนด ฉุกเฉินร้ายแรงขึ้น วันที่ ๗ เมษายน ท่านประกาศขึ้นมาตรงนี้ต่างหากที่มันทําให้มองเห็นว่า เป็นการยกระดับความรุนแรงขึ้น เหมือนหลาย ๆ ประเทศ ท่านประธานที่เคารพคะ การจลาจล การปะทะเกิดการเจ็บการตายมักจะเกิดขึ้นหลังจากการประกาศพระราชกําหนด ร้ายแรงทั้งสิ้น การชุมนุมของคนเสื้อแดงถูกยกระดับขึ้นแล้วค่ะท่านประธาน นายกรัฐมนตรีให้มี การปราบผู้ชุมนุม ให้มีการสลายผู้ชุมนุม โดยใช้คําพูดที่ว่าขอคืนพื้นที่ค่ะ แต่การกระทํา มันไม่ใช่ ท่านประธานที่เคารพ มันไม่ใช่ ไม่ใช่จริง ๆ มันจะใช่ได้อย่างไร ในเมื่อมันมีการขน กองกําลังทหารติดอาวุธเข้ามา ในเมื่อวันมีการขนรถลําเลียง รถหุ้มเกราะติดปืนกลเข้ามา ในเมื่อมันมีการใช้เฮลิคอปเตอร์โรยแก๊สน้ําตาลงมามันเป็นการยั่วยุให้เกิดการปะทะกับ พลังของพี่น้องประชาชน มันเป็นการจงใจไหม และที่ร้ายที่สุด ท่านประธานที่เคารพ ที่ร้ายที่สุดก็คือการยั่วยุโดยการใช้สื่อของรัฐ ดิฉันไม่พูดเปล่านะคะ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะเอาคําพูดของเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) ซึ่งไปให้ปากคําต่อการประชุมของคณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือที่เรารู้กันในนามของ คอป. ซึ่งเป็นการตรวจสอบหาความจริงจากเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน เขาบอกว่าอย่างไรคะ ท่านเจ้าหน้าที่ท่านนี้ท่านบอกว่า รัฐบาลพยายามที่จะใช้สื่อ คือสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ไม่ว่าจะเป็นข้อความตัววิ่งหน้าจอหรือการจัดเวทีสนทนา จะต้องเชิญวิทยากรที่คิดเหมือนกับ รัฐบาลมาแสดงความเห็นผ่านโทรทัศน์ โดยที่ผู้จัดไม่สามารถหาคนที่เป็นกลางหรือฝ่ายที่ คิดเห็นแบบเดียวกับเสื้อแดงมาออกรายการได้ เพื่อที่จะโจมตีกลุ่มชุมนุมเหมือนเป็นการราด น้ํามันลงบนกองไฟ ซึ่งเอ็นบีทีก็กลายเป็นสื่อที่จุดชนวนความรุนแรงให้เกิดขึ้น เขายังบอก อีกว่ารัฐบาลพยายามใช้องค์กรของผม ถ้าสังเกตจากตัววิ่งที่ขึ้นหน้าจอแล้วจะเห็นว่า ข้อความนั้นจะด่าคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดไม่เหมือนกับรัฐบาล ในรายการสนทนาทางผู้จัดทํา รายการที่จะเชิญวิทยากรมาพูดถึงความรุนแรงในช่วงนั้น ไม่สามารถที่จะเชิญนักวิชาการที่มี ความเป็นกลางหรือความคิดเห็นทางฝ่ายคนเสื้อแดงมาได้ พูดง่าย ๆ ก็คือระบุมาแล้วว่า จะต้องเอาคนที่คิดเหมือนรัฐบาลเท่านั้น เพื่อมาแสดงความคิดเห็นโจมตีกลุ่มผู้ชุมนุม กลุ่มประชาชนที่เห็นแตกต่างจากรัฐบาล ตรงนั้นเป็นส่วนที่เหมือนกับการราดน้ํามันลงบนกองไฟ รัฐบาลไม่ได้ใช้สมองค่ะ เขาพูดอย่างนั้นในการที่จะเลือกหนทางที่จะแก้ไขปัญหาให้ถูกต้อง นอกจากนั้นเขายังบอกว่าความรุนแรงตรงส่วนนี้ ส่วนหนึ่งรัฐบาลหลีกเลี่ยงได้ แต่เลือก ที่จะมองประชาชนกลุ่มหนึ่งเป็นศัตรูของตนเอง เขาพูดอย่างนั้น ทําให้นําพาเหตุการณ์ไปสู่ ความรุนแรง ถ้า คอป. ไปเจาะลึกข้อมูลจากบุคลากรในสถานี เชื่อว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีใคร กล้าพูด เหตุผลที่น่าจะทราบเพราะว่าพวกตนนั้นได้รับเงินเดือนจากรัฐบาล แต่ส่วนตัว ของเขาเองเขาเห็นใจประชาชนจึงกล้าออกมาพูด นี่ละค่ะท่านประธานที่เคารพ การยกระดับ ความรุนแรงในเหตุผลที่ดิฉันบอกว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ก่อเหตุในการยกระดับความรุนแรง วันนั้น ๑๐ เมษายนถึงมีคนตายถึงประมาณ ๒๐ กว่าศพ ความรุนแรงถูกยกระดับขึ้นแล้ว นะคะ และหลังจากนั้นท่านประธานที่เคารพ มันมีคําพูดขึ้นมาในสังคมไทยก็คือคําพูดคําว่า ผู้ก่อการร้าย เป็นคําพูดที่ออกมาจากคนในรัฐบาลด้วยซ้ํา เพราะอะไรคะ ต้องยัดเยียดนะคะ ต้องยัดเยียดข้อหานี้ให้กับคนเสื้อแดงให้ได้ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะเปรียบเทียบนะคะ ว่าคําว่า ผู้ก่อการร้าย กับเหตุการณ์ที่อยากจะแสดงในชาร์ท นี่ค่ะคือความรุนแรงที่เกิดขึ้น จากสถานการณ์ภาคใต้ รถโดนระเบิด โคลสอัพด้วยนะคะ ทหารบาดเจ็บ บางคนก็ตาย รถถังเสียหายหมดนะคะ นี่คือเหตุการณ์ที่ภาคใต้ พระออกบิณฑบาตก็โดนยิงเสียชีวิต โดนยิง บาดเจ็บ ท่านประธานคะ ดูภาพเหล่านี้นะคะ หรือไม่ก็ดูภาพสุดท้ายอีกอันหนึ่งค่ะ อันนี้ล่าสุดเลยค่ะ คาร์บอมบ์ นี่ออกมาจากสื่อนะคะ อาวุธโหด ดิบ เถื่อน ของการก่อการร้าย นี่สื่อเป็นคนพูดว่าก่อการร้ายนะคะ แต่รัฐบาลเองก็ยังพูดค่ะว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องของ ผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ แต่พี่น้องเสื้อแดงกลับถูกยัดเยียดคําว่า ผู้ก่อการร้าย ท่านประธานที่เคารพคะ เมื่อตายเกือบ ๓๐ ศพมันจึงเกิดการยกระดับความรุนแรงขึ้น ขึ้นที่ไหนคะ ขึ้นในใจนะคะ ในใจของพี่น้องเสื้อแดงที่เขาเพียงแต่มาเรียกร้องชุมนุม ให้คืนอํานาจ ให้มีการเลือกตั้ง ให้มีการยุบสภา มีการยกระดับความรุนแรงขึ้นในใจของ พี่น้องทหารที่เขาสูญเสียเพื่อนของเขาไปในเหตุการณ์ นี่ละค่ะ ท่านประธานที่เคารพ มันจึงมีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดเกิดเป็นเหตุการณ์ที่ราชประสงค์ แล้วเป็นอย่างไรคะ ก็ขอคืนพื้นที่อีกนั่นละ ขอคืนพื้นที่ประกาศพระราชกําหนดสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงขึ้น อีกหลายครั้งหลายครา ต่อแล้วต่ออีก จนมีเหตุการณ์ปะทะ ไม่ว่าจะเป็นการที่ เสธ. แดงถูก ยิงเสียชีวิตกลางที่ชุมนุม ท่านประธานคะ ไม่ว่าจะเป็นการปะทะที่ถนนสีลม บ่อนไก่ เห็นไหมคะ บาดเจ็บ ตาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ (Central Word) เดี๋ยวเพื่อนของ ดิฉันก็จะพูดต่อไป คงลงลึกในรายละเอียด แต่ที่สําคัญค่ะ การตายที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ผลจากการปะทะทั้งหมด ๙๑ ศพ บาดเจ็บนับ ๒,๐๐๐ คน ติดคุกอีกร่วม ๓๐๐ คน ท่านประธาน ที่เคารพ นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการประกาศ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การเจ็บเกิดขึ้นเรื่อย ๆ การตายเกิดขึ้นเรื่อย ๆ แก้ปัญหา ก็แก้ไม่ได้เรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่หลายฝ่ายเขาพยายามเสนอตัวเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ส.ว. คณะทูตจากประเทศต่าง ๆ ก็เข้าไปดูเหตุการณ์ว่าการชุมนุมนั้นมัน ไม่ได้เป็นการก่อการร้าย ๙๑ ศพ นายอภิสิทธิ์อาจจะคิดว่าประสบชัยชนะท่านประธาน แต่ท่านล้มเหลวในการบริหารความมั่นคงภายในประเทศ ท่านเป็นคนที่เพิ่มความขัดแย้งใน ประเทศให้รุนแรงขึ้น ดังนั้นดิฉันคิดว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กําลังตกอยู่ในที่นั่งลําบากค่ะ จึงต้องมีการปรากฏคําว่า การยัดเยียดคําว่าผู้ก่อการร้ายให้กับพี่น้องเสื้อแดงและแกนนํา คนเสื้อแดง เพื่ออะไรคะ เพื่อไปปกปิด ปกป้องความผิดของตนเอง เพื่อไปนิรโทษกรรมให้กับตนเอง เพราะไม่อย่างนั้นแล้วอาจจะถูกข้อหาคําว่าสั่งฆ่าประชาชนบนศาลโลกก็ได้ ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉันก็ยังมั่นใจว่าคําว่าผู้ก่อการร้ายนั้นใช้กับผู้ชุมนุมพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดง ไม่ได้ค่ะ เพราะเหตุที่มาเขามาจากการชุมนุมเพื่อการเมืองเท่านั้น มาให้นายกรัฐมนตรี ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ค่ะ แต่ขณะเดียวกันการสูญเสียกลับมาจากการยกระดับความรุนแรง ของนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น การชุมนุมทั้งหมดทั้งสิ้นของคนเสื้อแดงเขาไม่ได้ใช้กําลัง ประทุษร้ายหรือกระทําการใด ๆ อันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายร้ายแรงต่อ ร่างกายหรือเสรีภาพของบุคคลใด ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดการก่อการร้าย เขาไม่ได้กระทําการใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่ระบบขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคมหรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เขาไม่ได้กระทําการ ใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐใดรัฐหนึ่ง หรือบุคคลใดหรือสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นสําคัญ นั่นหมายถึงว่าเขาไม่ได้ปิดทําเนียบ รัฐบาล เขาไม่ได้ไปปิดสนามบิน เขาไปปิดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีในช่วงนั้น แล้วจะเรียกเขาว่า เป็นผู้ก่อการร้ายได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ซึ่งการเดินขบวนชุมนุมนั้นเขาไม่ถือว่า เป็นการก่อการร้าย เพราะฉะนั้นไม่น่าจะใช้คําว่าผู้ก่อการร้าย ต้องกลับไปใช้คําว่า ผู้ก่อทางการร้ายกับผู้ที่สั่งการ ท่านประธานที่เคารพ และยิ่งล่าสุดผลการสืบสวนของดีเอสไอ ต่อการเสียชีวิตทั้งหมดจากเหตุการณ์เมษายนถึงพฤษภาคม จํานวน ๙๑ คน ปรากฏว่า ๑๒ ศพ ดีเอสไอสรุปมาบอกว่าเป็นการตายที่น่าเชื่อว่าเป็นการกระทําของ นปช. ๑๒ ศพ แต่ ๑๓ ศพ เป็นการตายที่อาจเกิดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐค่ะ เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้กระทํา แล้วรับคําสั่งมาจากใครคะ ก็จากนายกรัฐมนตรีนั่นล่ะ ท่านประธานคะ เหลืออีก ๖๔ ศพ ยังไม่ปรากฏตัวผู้กระทําผิดนะคะ เพราะฉะนั้นที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดนี้ก็หมายถึงว่าวันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านคงจะนั่งอยู่ในที่นั่งลําบาก ถ้าเป็นบ้านดิฉันก็อาจจะเรียกว่า นั่งอยู่ระหว่างเขาควายเสียแล้วค่ะท่านประธาน เพราะท่านนั่งอยู่ในที่นั่งหนึ่ง ท่านหนีจาก ความกลัวที่จะต้องถูกข้อหาคําว่า สั่งฆ่าประชาชน อีกที่นั่งหนึ่ง ท่านพยายามจะยัดเยียดคํา ว่า ผู้ก่อการร้ายให้กับผู้ชุมนุมและแกนนํา แต่พอลึกลงไปในเรื่องของการสืบสวนสอบสวน ท่านจะกลับเป็นผู้ก่อการร้ายไปเอง ท่านประธานที่เคารพคะ วันนี้ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะพยายามสร้างภาพเพื่อให้เกิดความปรองดอง ไม่ว่าจะด้วยการที่มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการประกาศยุบสภา แต่ดิฉันคิดว่ามันสายไปเสียแล้วค่ะ มันสายไป เสียแล้ว เพราะคําว่า ปรองดอง ของท่าน ท่านไม่ได้จริงใจที่จะปรองดอง ท่านกลับเพิ่ม ความขัดแย้งขึ้นในสังคมขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธานคะ เสื้อแดงยังไม่ขอที่จะขัดแย้ง แน่นอนค่ะ วันนี้เสื้อเหลืองอีกแล้ว ท่านไปฟังสิคะ สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี วันนี้ด่านายกอภิสิทธิ์ ด่าเสียแบบจนไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบ ฟังแทบยังไม่ค่อยได้เลยค่ะท่านประธานคะ มันขัดแย้งขึ้นเรื่อย ๆ ท่านสร้างความแตกแยกขึ้นในสังคมมากวันนี้ แม้กระทั่งที่บ้านของท่าน รถแท็กซี่ยังไม่กล้าที่จะไปส่งผู้โดยสารเลย เข้าไปก็ถูกตรวจ ถูกค้น ถูกตั้งข้อสงสัยสารพัด ชาวบ้านเดือดร้อน ผู้ประกอบการก็เดือดร้อนไปหมด ท่านสร้างความแตกแยกค่ะ หรือไม่ ท่านเดินทางไปไหนวันนี้ ไปเปิดงานทั้งหลาย กระบวนการคุมเข้มรักษาความปลอดภัย ของท่าน ตํารวจเป็นร้อยเป็นพันนาย ชาวบ้านเดือดร้อนไปหมดค่ะ วันนี้สังคมอย่างนี้มันเกิด ความปรองดองขึ้นหรือคะท่านประธาน การแก้รัฐธรรมนูญที่ท่านสร้างภาพ ดิฉันว่ามันไม่ใช่ การปรองดองหรอกค่ะ เพราะที่ท่านแก้มันไม่เกี่ยวเลย ไม่มีข้อไหนที่จะปรองดองได้ แต่ว่า มันปรองดองได้กับพรรคร่วมของท่านที่ท่านรับปากมาใช่ไหมคะ ท่านไม่อยากแก้หรอกค่ะ รัฐธรรมนูญเป็นเขตเล็ก แต่ท่านต้องแก้ ไปรับปากพรรคร่วมที่อุตส่าห์มาเป็นพรรคร่วม รัฐบาลให้กับท่าน เพราะฉะนั้นที่ท่านประกาศยุบสภานําไปสู่การเลือกตั้ง วันนี้คนไม่ตื่นเต้น หรอกค่ะท่านประธาน เพราะว่าคนไทยเขาเลือกแล้วค่ะวันนี้ เขาเลือกแล้ว เขาบอกว่า เลือกตั้งครั้งหน้าเขาจะไม่เลือกนายกรัฐมนตรีที่สั่งฆ่าประชาชน เขาจะไม่เลือกนายกรัฐมนตรี ที่ทําให้ปากท้องเขาต้องตกต่ํา เศรษฐกิจตกต่ําลง ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่านอกจากนั้นยัง มีอีกที่จะเป็นเหตุผล แต่ว่าดิฉันเองก็เป็นนักการเมืองหญิงนะคะ เป็นนักการเมืองผู้หญิงเข้าสู่ การเมืองมันแสนยากลําบากค่ะ ต้องต่อสู้กับศรัทธาของพี่น้องประชาชน แต่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์คงจะใช้ความอดทนน้อยกว่าดิฉัน แต่ดิฉันก็คิดว่าตําแหน่งที่ท่านคือตําแหน่ง นายกรัฐมนตรีท่านใช้ความอดทนน้อยจริง ๆ สําหรับการสลายการชุมนุมที่ผ่านมา และดิฉัน ยังทราบอีกนะคะว่าการที่มีการให้ประกันแกนนํา นปช. ความพยายามไม่ได้เกิดจากฝ่ายรัฐบาล เลย แต่เกิดจากหลาย ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น คอป. หรือแม้กระทั่งพลตรี สนั่น ก็มีความพยายามที่ จะเข้าไปช่วย ท่านประธานที่เคารพคะ เพราะฉะนั้นวันนี้ดิฉันเองจึงไม่สามารถที่จะไว้วางใจต่อ นายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตามที่ดิฉันได้กล่าวมาเบื้องต้น และที่สําคัญ ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่ดิฉันจะสรุปนั้นเป็นเหตุผลที่แท้จริงขมวดเข้าก็คือว่า เขาไม่สามารถทําให้เกิด ความปรองดองได้ แต่กลับเป็นต้นเหตุขยายความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้นอีก สร้างความแตกแยก ในสังคมมากขึ้นทุก ๆ ด้าน เขาเป็นผู้ที่สั่งการเพื่อให้เกิดการยกระดับความรุนแรงต่อการสลาย การชุมนุม มีการเจ็บ การตาย จึงเป็นข้อหาที่เรียกว่าสั่งฆ่าประชาชนและเป็นผู้ก่อการร้าย ตัวจริงค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผมทราบดีครับว่ามีเพื่อนสมาชิกที่จะอภิปรายเรื่องนี้ อีกหลายท่าน แต่ว่าขอที่จะใช้เวลาสั้น ๆ ในบางประเด็นเท่านั้นเองที่จะชี้แจงสิ่งที่ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นะครับ
ประเด็นแรก ผมเองฟังแล้วก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่ ที่ข้อหาหนึ่งซึ่งท่านพยายาม ที่จะยัดเยียดใส่ผมก็คือว่า ผมไม่มีความพยายามที่จะปรองดอง หรือไม่มีความอดทน ที่จริง ผมก็อยากจะถามท่านเหมือนกันครับว่าสิ่งที่ท่านกําลังจะทําจากนี้ไป ส่งเสริมการปรองดอง หรือไม่ ในภาวะซึ่งเรากําลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาของพี่น้อง ประชาชน แต่ไม่เป็นไรมันเป็นสิทธิของท่านที่เลือกที่จะหยิบประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาอภิปรายได้ แต่ผมต้องกราบเรียนว่าบางเรื่องมันเป็นข้อเท็จจริง กรณีการประกันตัวของคนเสื้อแดงและ จะรวมถึงแกนนําด้วยหรือไม่อย่างไรก็ตาม ถูกต้องครับมีหลายฝ่ายเข้ามาช่วย คณะกรรมการ ของท่านอาจารย์คณิต ซึ่งตอนที่ผมตั้งขึ้นพวกท่านก็ไปกล่าวหาท่านต่าง ๆ นานา รวมไปจนถึง ท่านรองนายกรัฐมนตรีสนั่น ซึ่งท่านก็จะมีการเล่าให้คนในรัฐบาลทราบว่าท่านมีความคิดหรือ จะไปดําเนินการอะไร แต่ผมเรียนนิดหนึ่งนะครับว่ากลุ่มแรกเลยที่ได้ประกันตัวออกมา เป็นผลมาจากที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเขาไปเยี่ยมคนเสื้อแดงหลายคน ซึ่งปรากฏว่าไม่มีใครช่วยทางกฎหมายครับ ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทําไมคนเหล่านี้ ไม่ได้รับการดูแลจากใครเลย ผมเป็นคนสั่งให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเข้าไปดําเนินการ กลุ่มนี้ ในที่สุดเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับการประกันตัวออกมา ผมกราบเรียนเพียงเพื่อยืนยัน ข้อเท็จจริงครับว่าเวลาที่ผมพูดเรื่องของความปรองดอง ผมพยายามทํา แต่ไม่ง่ายหรอกครับ ถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งตั้งเป้าหมายอยู่ตลอดเวลาว่าต้องไม่ให้เกิดความปรองดองขึ้น ซึ่งบางครั้ง หลายท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ครับพูดตรง ๆ เลยในสภาว่าไม่ปรองดองด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอยากจะชี้แจงในเบื้องต้นก็คือปัญหาความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการลําดับ เหตุการณ์หลายอย่าง ความจริงท่านย้อนกลับไปจนถึงปี ๒๕๔๙ อย่างที่ผมเรียนครับ ผมอยากจะมองไปข้างหน้ามากกว่า แต่ว่าจําเป็นต้องย้อนบางประเด็นที่ท่านกล่าวข้ามไป อย่างจงใจ เช่นท่านพูดขึ้นมานี่พูดถึงการชุมนุมปี ๒๕๕๓ เลยครับว่าเรียกร้องให้มีการ ยุบสภาเพราะว่าไม่พอใจความไม่ชอบธรรมของการเกิดขึ้นของรัฐบาล ที่จริงไม่ใช่นะครับ ที่จริงการชุมนุมของคนเสื้อแดงมีมาตลอด และปี ๒๕๕๒ ที่เมื่อวานนี้ก็มีการอภิปรายกัน ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งซึ่งท่านข้ามไป ผมเพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นนะครับว่าข้อเรียกร้องซึ่งเป็น ข้อเรียกร้องที่กําหนดขึ้นโดยแกนนํา มันเปลี่ยนแปลงตลอดนะครับ ปี ๒๕๕๒ ไม่ได้เรียกร้อง เรื่องยุบสภาเลยครับ มาเรียกร้องปี ๒๕๕๓ หลังจากที่เกิดกรณีของการตัดสินของศาล ในเรื่องของคดียึดทรัพย์ และตอนหลังมาก็บอกว่ายุบสภา ก็ไม่สนใจตรงนี้ครับ คือผมคิดว่า เราต้องให้ความจริง และผมกราบเรียนครับว่าผมนี่ไม่มองผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้ายครับ จริง ๆ ศัพท์แสงการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการชุมนุมมันเริ่มต้นจากที่ท่านเองละครับ ไปร้องว่ากลุ่มพันธมิตรเป็นกลุ่มที่ก่อการร้าย และถ้าท่านจะเทียบเคียงพฤติการณ์ของกลุ่ม พันธมิตรที่ท่านว่าเป็นผู้ก่อการร้าย กล่าวหาเขาก่อนในสภาแห่งนี้ เหมือนกับกลุ่มที่ก่อการ ในภาคใต้ไหมครับ ก็ไม่ได้เหมือนนะครับ แล้วก็พยายามซักผมว่าเขาเป็นผู้ก่อการร้ายไหม จําได้ไหมครับตอนที่ผมเข้ามารับตําแหน่งแรก ๆ และผมก็บอกว่าผมไม่ให้ความเห็นหรอก เพราะผมถือว่าเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และกฎหมายการก่อการร้าย นิยามที่สร้างขึ้นมาก็มาจากรัฐบาลของท่านที่กําหนดไปในประมวลกฎหมายอาญาที่ได้มีการ แก้ไข ท่านประธานครับคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายครับ และผมยืนยันเกือบทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นก่อน ระหว่าง และหลังการชุมนุม แต่คนที่มีพฤติกรรม ตามที่กฎหมายอาญาระบุว่าก่อการร้าย มีครับ วันนี้ท่านเอาภาพของพี่น้องที่มาร่วมชุมนุม โดยความบริสุทธิ์ใจ เป็นขบวน เป็นภาพซึ่งเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ก่อนจะไปถึงวันที่ ๑๐ เมษายน ท่านไม่พูดเรื่องเอ็ม ๗๙ (M79) ไม่พูดเรื่องอาร์พีจี (RPG) ไม่พูดเรื่องเหตุการณ์ ระเบิดหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีการจับกุมละครับ และท่านพูดได้อย่างไรครับว่าแทนที่ ผมจะไปเจรจา ผมเมินเฉย ผมว่าผมเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกและอาจจะเป็นคนเดียวที่ เมื่อมีการชุมนุมแล้ว ผมไปนั่งเจรจากับแกนนํา ๒ วัน วันละ ๓ ชั่วโมง และทุกครั้งที่เลิก การเจรจาก็คือแกนนําขอเลิกเพราะมีโทรศัพท์ทางไกลเข้ามา นี่คือข้อเท็จจริงที่ท่านไม่พูด ส่วนรายละเอียดของการที่จะพูดถึงเหตุการณ์ในวันที่ ๑๐ เมษายนนั้น ประเดี๋ยวคงมีท่านอื่น อภิปรายนะครับ ยังไม่ลงรายละเอียดครับ แต่กราบเรียนครับว่าการยกระดับการชุมนุม มันไม่ได้เกิดขึ้นจากการประกาศวันที่ ๗ นะครับ มันเริ่มจากการไปยึดใจกลางเมืองที่ ราชประสงค์ มันเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการประกาศ พ.ร.ก. ท่านลืมไปแล้วหรือครับ มีกลุ่มคน บุกเข้ามาในสภาและมีอาวุธด้วย ลืมไปแล้วหรือครับ มันเกิดขึ้นจากการที่มีการเดินไปแล้วก็ เริ่มมีการปะทะยกระดับขึ้นมาที่ลาดหลุมแก้ว ที่สถานีไทยคม อย่างนี้เป็นต้น ผมจึงคิดว่า ที่ท่านพูด ท่านไม่ซื่อสัตย์กับข้อเท็จจริง เราอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันครับ แต่แนวทาง ของผม ผมคิดว่าผมพิสูจน์ว่าเรามีความอดทน ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนกรณีที่อ้างว่า สื่อของรัฐยั่วยุ อ้างบุคคลซึ่งได้ไปให้ข้อเท็จจริงกับทางคณะกรรมการอิสระฯ ความจริงบุคคลนั้น เข้ามาเป็นพนักงานราชการหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้วครับ เป็นความเห็นส่วนตัวของเขาครับ เพราะขณะนั้นเขาไม่ได้ทําหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทํางานในสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ในเรื่องที่มีการพูดถึงเมื่อสักครู่เลย อันนี้คือข้อเท็จจริงครับ ที่สําคัญผมอยากจะกราบเรียนว่า จริงครับ สื่อของช่อง ๑๑ อาจจะมีคนมาแสดงมุมมองในส่วนของฝ่ายรัฐ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมย้ํา เสมอเลยครับก็คือว่าสําหรับกลุ่มคนที่เขาไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงซึ่งก็มีไม่น้อยนะครับ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการมายึดสี่แยกราชประสงค์ในวันนั้น เราพยายามอย่างยิ่งยวด ก็คือว่าใครก็ตามไม่เห็นด้วย อย่าไปแสดงออกโดยวิธีการที่ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม จะมีเสื้อหลากสี จะมีเสื้อเหลืองหรืออะไรก็ตามในช่วงนั้นเราจะไม่ให้เกิดการปะทะกันครับ ไม่เหมือนกับวันที่เสื้อเหลืองหรือพันธมิตรอยู่บริเวณทําเนียบรัฐบาล แล้วก็มีการไปทําร้าย ปะทะกันเพราะมีการยุยงกันครับว่าให้ใช้ความรุนแรงต่อกัน นี่คือความจริงและนี่คือ ความแตกต่าง ฉะนั้นผมขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ท่านได้พยายามยัดเยียดใส่ผม ผมไม่เคย ยกระดับความรุนแรงด้วยการไปกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย แต่คนที่เป็น ผู้ก่อการร้ายแล้วไปอาศัยประโยชน์จากการที่มีมวลชนของผู้ชุมนุม เป็นเรื่องที่เราจะต้อง พูดกันต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งมีส่วนรับผิดชอบแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ และจนปัจจุบันนี้ ก่อนอื่นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อบันทึกไว้ก่อนว่า เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านได้พูดถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ แล้วก็ไม่มีคนทักท้วงและท่านประธานก็ไม่ได้ทักท้วง เพราะฉะนั้นผมก็ขอว่านี่เป็นเรื่องที่พูดกันได้ และประการต่อไปผมขออนุญาตกราบเรียน ชี้แจงเพื่อความเข้าใจสําหรับผู้ฟังหรือเพื่อนสมาชิกที่อาจจะลืมไปแล้ว ท่านสมาชิกกล่าวหา ว่าเราพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลกันขึ้นในค่ายทหาร มีมือที่มองไม่เห็นมาช่วยจัดตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลมีทหารอยู่ข้างหลัง มีตุลาการอะไรต่าง ๆ แล้วก็บอกว่าเป็นรัฐบาลภายใต้เงาของ ทหาร ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ในเวลาสั้น ๆ ไม่มีหรอกครับ มือที่มองไม่เห็นที่มาช่วยจัดตั้งรัฐบาล มือพวกเรานี่ละครับที่ตั้งรัฐบาล แล้วก็ตั้งรัฐบาลกัน ในสภานี้ครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านเพื่อทวนความว่า ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันที่ใช้กันอยู่นี่ หลังการเลือกตั้งทั่วไปมีการประชุมสภา ผู้แทนราษฎรเพื่อคัดเลือกตัวคนเป็นนายกรัฐมนตรี มีการกําหนดวาระประชุมเพื่อให้สภา พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรจะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีและทํากัน ในสภาแห่งนี้ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกก็ได้พูดแล้วครับว่าสภาแห่งนี้ได้เลือกนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็พ้นตําแหน่งไปเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ปี ๒๕๕๑ หลังจากนั้น สภาก็ประชุมแล้วก็เลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้พูดแล้ว ถูกต้อง แล้วครับ เพราะฉะนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๒ ให้สภาแห่งนี้ เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ปีนั้นเลือกนายกรัฐมนตรีกัน ๓ หนครับ ๒ หนแรกฝ่ายท่านชนะ ทุกอย่างถูกต้องเรียบร้อย ชอบธรรม สนุกสนานบันเทิงใจ พอมาหนที่ ๓ ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับความเห็นชอบจากสภาแห่งนี้ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านไม่พอใจท่านโกรธ ไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้อง ปล้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนกับท่านประธานว่าผมบันทึกเอาไว้ครับ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๙.๓๒ นาฬิกา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ได้ประชุมลงมติออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผยให้ความเห็นชอบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง ๒๓๕ เสียง ชนะคนที่ ฝ่ายท่านเสนอคือ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ซึ่งได้เพียง ๑๙๘ เสียง ชัดเจน ถ้าวันนั้น พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ชนะ ท่านก็ไม่ก่อเหตุวุ่นวายท่านก็ยอมรับอยู่แล้ว ท่านก็ต้องดีใจอยู่แล้ว บังเอิญว่าคุณอภิสิทธิ์ชนะ ท่านถึงไม่พอใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ตั้งแต่วันนั้นแล้วครับเหตุร้ายจึงเกิดขึ้นครับ พวกผมที่ลงคะแนนออกเสียงเห็นชอบให้ท่าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ถูกพวกท่านล้อมอยู่ที่สภานี้ไม่ให้ออกครับ เอาก้อนหินทุ่มใส่ เอาระเบิดเพลิงขว้างใส่ เอาน้ํากรดสาด นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงครับ ไม่ได้เพิ่งเกิด เป็นเรื่องที่พวกท่านเตรียมการวางแผนมาแล้ว การที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้รับเสียงส่วนใหญ่ เสียงข้างมากเพื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีนี้เป็นเรื่องที่พวกเรา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคต่าง ๆ ได้ปรึกษาหารือกันเองแล้วตกลงกันเอง ไม่มีมือที่ไหน มาทําครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าหลังจากที่มีการให้ความเห็นชอบ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วนะครับ พวกท่านก็เริ่มกระบวนการวางแผนในการที่จะสร้างความรุนแรงขึ้นในบ้านเมืองเพื่อที่จะล้ม รัฐบาลนี้ ทํากันเป็นขั้นเป็นตอน แบ่งงานกันทําเป็นระบบ ซึ่งเดี๋ยวสักครู่ผมก็จะกราบเรียน ต่อไป แต่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับเพื่อทราบว่าเมื่อสักครู่พอเลือก นายกรัฐมนตรีเสร็จ ท่านก็ข้ามไปปี ๒๕๕๓ เลยไม่ใช่ครับ ปี ๒๕๕๒ นั้นท่านก็เอาแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้รับเลือกตั้ง ได้รับความเห็นชอบจากสภาเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ปี ๒๕๕๑ แถลงนโยบายเสร็จก็วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ ๒ เดือนเศษท่านมาแล้วครับ เข้าแผนท่านแล้ว ท่านดําเนินการแล้ว ไม่ได้รอถึงปี ๒๕๕๓ หรอกครับ แล้วเหตุการณ์ในปี ๒๕๕๒ นั้นก็ปรากฏต่อสายตาของพี่น้องประชาชนชัดเจนว่า ท่านได้ก่อการจลาจลวุ่นวายขึ้นในกรุงเทพมหานคร ท่านไปพังการประชุมผู้นําอาเซียน ที่พัทยา ท่านมาเผาบ้านเผาเมืองที่กรุงเทพมหานคร วันที่ ๑๒-๑๓ เมษายน ๒๕๕๒ นั้น เป็นฝันร้ายของคนกรุงเทพมหานครโดยแท้ พวกท่านจับเขาเป็นตัวประกัน อกสั่นขวัญแขวน กันไปหมด แล้วปีนั้นเองครับที่ท่านยิงคนที่นางเลิ้งตายไป ๒ คน บาดเจ็บอีก ๕ คน ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ว่ารัฐบาลเขาอดทน เขาไม่ขยายเหตุการณ์ให้รุนแรง แก้ปัญหา ด้วยความนุ่มนวลและคลี่คลายสถานการณ์สงบเรียบร้อยลงได้เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๒ โดยไม่มีคนตายเลย ยกเว้นที่นางเลิ้ง ไม่หนําใจท่านอย่างไรครับ ท่านถึงไปคบคิดกันใหม่ แล้วกลับมาอาละวาดใหม่ในปี ๒๕๕๓ ซึ่งคราวนี้เอาผู้ก่อการร้ายมาด้วย เอาคนเสื้อดํา เอาอาร์พีจี เอาเอ็ม ๗๙ เอาอาก้า เอาเอ็ม ๗๖ มาด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ คนที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นมาก็คือกลุ่มของท่านทั้งหลายนั่นละ ท่านบอกว่ารัฐบาลนี้ เลือกเองที่จะให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งเป็นศัตรู ไม่ใช่ครับ รัฐบาลนี้ไม่เคยมองพี่น้องประชาชน กลุ่มไหนเป็นศัตรูเลยจนเดี๋ยวนี้ รัฐบาลนี้ไม่เคยไปประณามพี่น้องประชาชนว่า เป็นผู้ก่อการร้าย คนที่เราประณามว่าเป็นผู้ก่อการร้ายคือคนที่เราเห็นประจักษ์หลักฐานว่า ได้กระทําการก่อการร้ายจริง ๆ แล้ววันนี้ในสภาแห่งนี้ผมจะชี้ให้เห็นว่าที่นั่งอยู่ในสภา ใครบ้างที่โดนข้อหาก่อการร้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ในชั้นนี้ผมตั้งใจที่จะกราบเรียน กับท่านประธานว่า รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลที่มา โดยกระบวนการประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ รัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวกับที่นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีอะไร ผิดแผกแตกต่างกันเลย และรัฐบาลนี้ยังยืนยันที่จะดําเนินการในการแก้ไขปัญหา หวังให้เกิด ความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง แม้แต่กับท่านทั้งหลายเราก็หวังที่จะเจรจาพูดจากัน ด้วยเหตุด้วยผลถ้าท่านร่วมมือด้วย อันนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงไว้เป็นเบื้องต้น เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการและเรามาตามกระบวนการประชาธิปไตยครับ
ต่อไปเชิญท่านผู้อภิปราย ท่านวิเชียร ขาวขํา ครับ ท่านบุญยอดประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ท่านประธานคงจะได้สังเกตเห็น บริเวณมุมของพรรคเพื่อไทยนะครับ มีวัตถุที่เข้ามาสีแดงนะครับ ผมเรียนถามท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ซึ่งเป็นกรรมการในการตรวจรับเอกสารว่า วัตถุนี้ได้มีการขออนุญาตต่อกรรมการ หรือไม่ ซึ่งท่านเองก็เป็นกรรมการคนหนึ่งด้วย ท่านวิรัตน์เองนี่บอกว่าวัตถุนี้ไม่ได้รับการ อนุญาตที่จะให้นําเข้ามา แล้วผมต้องเรียนถามต่อท่านประธานนะครับว่า วัตถุประสงค์ที่ท่าน นําเข้ามาตั้งแบบนี้ท่านต้องการทําพิธีกรรมอะไรในรัฐสภาอันทรงเกียรติ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ ไม่เหมาะสมครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานกรุณาวินิจฉัยครับ
ท่านสมาชิกครับ ถ้ากรณีวัตถุที่ตั้งอยู่นี่ไม่ได้รับการอนุญาตจากกรรมการ ก็ขอความกรุณา เก็บด้วยนะครับ เชิญท่านวิเชียร ขาวขํา อภิปรายครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต
ท่านประยุทธ์ประท้วงอะไรครับ เดี๋ยวให้ท่านประยุทธ์ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม
ท่านประยุทธ์ครับ เดี๋ยวนะครับ ขออนุญาตนิดหนึ่ง พอดีท่านอรุณีซึ่งท่านเกี่ยวข้องโดยตรง กับวัตถุนี่ท่านจะขอชี้แจงก่อนได้ไหมครับ
กระผมขออนุญาตท่านประธาน ว่ากระผมจะประท้วงต่อเนื่องกับคําประท้วงเมื่อกี้
ได้ครับ ประท้วงก่อน ใช้สิทธิประท้วงก่อนท่านอรุณี
ท่านประธานครับ ตามที่ ท่านประธานวินิจฉัยว่า ถ้ากรรมการไม่อนุญาตแล้วแปลว่าต้องนําออกไป ข้อบังคับข้อไหน ที่ท่านใช้ในการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยข้อนี้
ข้อ ๖๑ ครับ
ข้อ ๖๑ ประธานที่ประชุมเท่านั้น ถ้าหากท่านสั่งได้ แต่ท่านใช้คําว่า กรรมการไม่อนุญาตแล้วต้องนําออกไป ถ้าในกรณี ถ้าท่านวินิจฉัยว่า ท่านเป็นคนสั่งให้ออกไป ผมไม่ว่าเลย แต่ท่านใช้คําว่า กรรมการไม่อนุญาต ต้องนําออกไปนั้น ผมว่าท่านประธานวินิจฉัยไม่ถูกต้องครับ ผมไม่ว่าเลยถ้าท่านใช้คําว่า กรรมการไม่อนุญาตต้องนําออกไป นั้น ผมว่าท่านประธานวินิจฉัยไม่ถูกต้องครับ
ผมขอเรียนวินิจฉัยและชี้แจงนะครับ คือท่านประธานชัย ชิดชอบ ซึ่งเป็นประธาน สภาผู้แทนราษฎร ท่านได้เป็นผู้ออกคําสั่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบอุปกรณ์ทั้งหลาย ที่ประกอบการอภิปราย คณะกรรมการดังกล่าวก็จะมีหน้าที่ตรวจสอบ เสร็จแล้วก็จะให้ ความเห็นชอบ จากนั้นก็จะส่งเอกสารไปยังท่านประธานชัยในฐานะเป็นผู้ออกคําสั่ง ตั้งกรรมการเป็นผู้เซ็นอนุมัติอีกทีนะครับ ฉะนั้นก็ต้องถือว่าท่านประธานชัยซึ่งเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านอาศัยข้อบังคับดังกล่าวตั้งคณะกรรมการ เพราะฉะนั้น อํานาจสิทธิขาดก็เป็นของท่านประธานชัยที่ท่านได้ออกคําสั่งตามข้อบังคับ ก็ต้องถือว่า เป็นคําสั่งที่ชอบ ฉะนั้นเราก็ได้ปฏิบัติกันมาโดยตลอดนะครับ ผมขอเชิญท่านอรุณีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ
ท่านต่อเนื่องครับ เชิญท่านประยุทธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ที่ท่านประธานได้กรุณาเล่าให้ฟัง นั่นคือวิธีการ กระผมไม่ได้ไปปฏิเสธและไม่ได้ไปทักท้วงตรงข้อนั้น ท่านประธานอ่านสิครับ มีตรงไหน ถ้าผมสมมุติว่าข้อบังคับ ข้อ ๖๑ บอก ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็น ผู้อนุญาต ผมไม่ติดใจเลย เขาใช้คําว่า ประธาน เฉย ๆ แปลว่าประธานของที่ประชุม ในขณะนั้น ท่านใช้ดุลยพินิจ
เอาละครับ ผมเข้าใจแล้วครับ เชิญท่านนั่งลงได้แล้วครับ ฉะนั้นเดี๋ยวผมจะสอบถามท่านอรุณี ถ้าท่านอรุณีไม่ได้ขออนุญาตจากคณะกรรมการที่ท่านชัย ชิดชอบ ตั้งขึ้น ผมก็จะใช้อํานาจ ขณะนี้ที่ผมเป็นประธานจะไม่อนุญาตให้นําสิ่งดังกล่าวมาไว้ในห้องประชุม เชิญท่านอรุณีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน อรุณี ชํานาญยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพะเยา พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ เรื่องของวัตถุนั้นดิฉันทราบจากเพื่อนสมาชิกว่าท่านสุชาติ ลายน้ําเงิน เป็นผู้ขออนุญาตนะคะ แต่ดิฉันขออนุญาตที่จะต่อเนื่องจากคําชี้แจงของท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรอง นายกรัฐมนตรีนิดเดียวค่ะท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าดิฉันไม่ซื่อสัตย์กับ ข้อเท็จจริง กล่าวข้ามความคลาดเคลื่อนของการลําดับเหตุการณ์ ท่านประธานคะ ดิฉันมี เวลาแค่ ๓๐ นาทีนะคะ ไม่ใช่ ๓ ชั่วโมง ไม่ใช่ ๓ วัน มันไม่ครบหรอกค่ะ แต่ดิฉันมั่นใจว่า ที่พูดไปทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่ดิฉันได้อยู่ตลอด ดิฉันจึงมั่นใจว่าเป็นข้อเท็จจริงค่ะ
และอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรี ดิฉันคงไม่ถามกลับในที่ประชุม แห่งนี้ละคะว่า พวกที่นั่งอยู่ข้างในนี้มีความพยายามในการปรองดองมากน้อยแค่ไหน นี่หรือคะ ความคิดของคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี มันมองต่างมุมค่ะ ถ้าดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรี ดิฉันคงไม่ทําให้เกิดการตายเกิดขึ้น ดิฉันมั่นใจค่ะ และที่ท่านได้บอกว่าเรื่องราว ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพได้ชี้แจงเรื่องของการตั้งรัฐบาลในค่ายก็ดี
มีผู้ประท้วงครับท่านอรุณี ประท้วงอะไรครับ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ครับ ท่านควบคุมการประชุมอย่างไรครับ เมื่อกี้ท่านบอกว่าจะให้คุณอรุณีมาชี้แจงเรื่องวัตถุที่คุณบุญยอดประท้วงไว้เมื่อกี้ แล้วท่าน กลายมาเป็นให้คุณอรุณีมาพูดอะไรก็ไม่รู้ ให้มันจบเป็นเรื่อง ๆ สิครับท่านประธาน เอาเรื่องวัตถุ ในเมื่อคุณบุญยอดประท้วงก่อน ต้องจัดการเรื่องนั้นให้จบก่อน ส่วนคุณอรุณี จะมาขึ้นอะไร เป็นผู้หญิง ผมไม่ประท้วงท่านหรอกครับ และผมไม่ได้ประท้วงท่านด้วย ท่านไม่ต้องร้อนใจครับ
เอาละครับ เอาอย่างนี้ครับท่านอรุณี ก็จริงอย่างที่ว่า คือผมให้โอกาสท่านอรุณีเพื่อจะถาม เรื่องวัตถุที่เอามาวางนี้ ท่านชี้แจงว่าท่านสุชาติได้ขออนุญาต คือท่านสุชาติก็ไม่ได้ขออนุญาต ฉะนั้นก็ขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ได้นําวัตถุดังกล่าวออกจากห้องประชุมหน่อย เชิญท่านอรุณีต่อ
(นายวิเชียร ขาวขํา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ประท้วงอะไรครับท่านวิเชียร
ท่านประธานที่เคารพ คําวินิจฉัยของ ท่านประธานไม่ถูกต้องครับ เพราะว่าวัตถุพยานเหล่านี้บุคคลเขาจะอภิปรายนี่เขาจะยื่น ขออนุญาต เขายังมีเวลา เขาจะพูดตีหนึ่ง ตีสอง นี่ยังไม่ใช่ของคุณอรุณี เมื่อนายกรัฐมนตรีตอบ หรือรองนายกรัฐมนตรีตอบคุณอรุณี คุณอรุณีก็พูดตอบโต้กับนายกรัฐมนตรีกับ รองนายกรัฐมนตรีได้ แต่วัตถุพยานเหล่านั้นยังไม่มีใครใช้ประโยชน์กับวัตถุพยานเหล่านี้เลย
ฉะนั้น ตอนนี้ก็ขอเชิญเอาออกไปก่อนครับ เดี๋ยวขออนุญาตเสร็จเรียบร้อยก็เอามา อนุญาตเสร็จ ค่อยมาวาง ขอเชิญเก็บออกไปก่อนครับ ท่านพิเชษฐ์ประท้วงอะไรอีกครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธานต้องใช้ คําวินิจฉัยที่รอบคอบกว่านี้นะครับ ไม่ใช่ว่ามีสมาชิกท่านหนึ่งลุกขึ้นมาประท้วง แล้วท่าน ก็ปฏิบัติตาม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ไม่รู้จัก
นั่งลง ๆ คือผมไม่ได้ไปตามใครว่านะครับ ผมเอาตามกติกาคือข้อบังคับ ได้เรียนท่านแล้วว่า วัตถุอุปกรณ์ทั้งหลายที่จะมาประกอบการอภิปรายนี่ต้องได้รับการอนุญาต ซึ่งท่านประธานชัย ได้ตั้งคณะกรรมการ ฉะนั้นถ้าคณะกรรมการอนุญาตแล้ว มีลายลักษณ์อักษรก็เอามาใช้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็อนุญาตกันตลอดละครับ นี่ก็เพิ่งเซ็นอนุญาตไปของอีกหลายท่าน เพียงแต่อันนี้ มีประเด็นเอามาวางไว้ก่อนได้รับการอนุญาต ซึ่งเดี๋ยวท่านขออนุญาต กรรมการอนุญาต ท่านก็เอามาวางได้นะครับ ตอนนี้ก็ให้เอาออกไปก่อนครับ พอแล้วครับท่านพิเชษฐ์ครับ นั่งลงเถอะครับ พอแล้วครับ ผมวินิจฉัยไปแล้ว เชิญนั่งลงได้ครับ ประธานได้วินิจฉัย เป็นเด็ดขาดแล้ว เชิญนั่ง ขอเชิญเจ้าหน้าที่ได้เก็บอุปกรณ์ออกจากห้องประชุมก่อนครับ แล้วไปดําเนินการขออนุญาตให้ถูกต้อง แล้วถึงนํามาแสดงได้ ถ้าท่านสุชาติเป็นผู้ขออนุญาต ก็เดี๋ยวท่านสุชาติขออนุญาตก่อน ถึงเวลาท่านอภิปรายก็เอามาประกอบได้ครับ เก็บไปก่อน
(นายสุชาติ ลายน้ําเงิน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านสุชาติครับ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี เพียงแค่รูปท่านก็กลัวแล้วหรือครับ ผมก็บอก
คือมัน ไม่ใช่กลัว ไม่กลัว ขณะนี้เรากําลังปฏิบัติทุกอย่างตามข้อบังคับ เดี๋ยวท่านทําเรื่องขออนุญาต นะครับ ท่านก็ได้รับอนุญาต ท่านก็มาวางจะอภิปรายก็ว่าไป แต่ตอนนี้นี่เราจะได้ดําเนินการ อภิปรายต่อ เดี๋ยวมีท่านวิเชียรอีก อะไรอีกนะครับ พอถึงตอนท่านค่อยว่ากันนะครับ เจ้าหน้าที่เก็บออกไปครับ เก็บเลย ๆ ท่านสมาชิกครับ คําวินิจฉัยประธานถือเป็นเด็ดขาด ท่านสุชาตินั่งลงครับ ไม่มีพูดเรื่องอื่นแล้ว เดี๋ยวจะให้ท่านอรุณีได้ชี้แจง นั่งลงครับท่านสุชาติ ขอความกรุณานั่งลงครับ เจ้าหน้าที่เก็บวัตถุออกไปก่อน เจ้าหน้าที่เก็บสิครับ เจ้าหน้าที่ เก็บออกไป แล้วเชิญท่านอรุณีได้อภิปราย ท่านสุชาตินั่งลงครับ ไม่ประท้วงแล้วครับ ท่านอรุณีจะชี้แจงต่อแล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ดิฉัน อรุณี ชํานาญยา พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดพะเยา สั้น ๆ ต่อการชี้แจงของท่านรองฯ สุเทพ ไม่ว่า ท่านจะบอกว่าการตั้งรัฐบาลของท่านเป็นอย่างไร ไม่ว่าท่านจะบอกว่าคนเสื้อดําคือใคร ใครเผาบ้านเผาเมือง วันนี้คําตอบมันมีหมดแล้วค่ะ ท่านไปดูสิคะ ที่เอเอสทีวีเขาตอบแล้ว และวันนี้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็ตาสว่างแล้วค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ก็เชิญ ท่านผู้อภิปรายท่านต่อไปนะครับ ท่านวิเชียร ขาวขํา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขํา ส.ส. จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย เบื้องต้นก็ไม่รู้ท่านประธานกลัวผี ท่านสุชาติ ลายน้ําเงิน เขากําลังจะเซ็นไหว้ดวงวิญญาณเสธ. แดงครับ ให้มาหักคอพวกโกหกในสภา ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รองนายกรัฐมนตรีชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ดังต่อไปนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขาดวุฒิภาวะ ของความเป็นผู้นําประเทศ ไร้ความสามารถ ขาดวิสัยทัศน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ปล่อยปะละเลยให้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชัน บริหารบ้านเมืองผิดพลาดล้มเหลว ประชาชนทั่วไปเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน แสวงหาอํานาจ ยินยอมให้ถูกบงการอย่างไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยึดติดอํานาจ ขาดคุณธรรมจริยธรรม ขาดความเมตตา บงการเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าอย่างอํามหิตผิดมนุษย์มนา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขาดคุณธรรมจริยธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน ลุแก่อํานาจ หวังชนะทางการเมืองอย่างไร้คุณธรรม กล่าวหาใส่ร้ายประชาชนที่จงรักภักดี สร้างสถานการณ์ทําลายบ้านเมือง ใส่ร้ายประชาชน มีจิตสํานึกโหดเหี้ยมอํามหิต สั่งฆ่า ประชาชนมือเปล่า ด้วยข้อกล่าวหาดังกล่าวมาข้างต้น อยากกราบเรียนท่านประธาน ในรายละเอียดว่า การที่ประชาชนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ใครจะกล่าวหาประชาชน ว่าอะไรก็ตาม แต่ประชาชนเข้ามามือเปล่า ท่านประธานที่เคารพ ถ้าลุกขึ้นมาพูดกันตอนนี้ ถ้าไม่เท้าความประชาชนที่อยู่ทางบ้านหรือใครไม่ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองนั้นก็จะ ไม่เข้าใจว่าความเป็นมาของนายสุเทพ ของนายอภิสิทธิ์นั้น ก่อนจะมาเป็นรัฐบาลเป็นมา อย่างไร เบื้องต้นท่านประธานต้องยอมรับว่า พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนยกย่องสรรเสริญในการบริหารราชการแผ่นดินทั่วประเทศ หลังจากนั้นเลือกตั้งแต่ละครั้ง นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ไม่สามารถนําพรรคมาเป็นแกนจัดตั้ง รัฐบาลได้ จึงร่วมมือกับคนภายนอก ซึ่งสิ่งที่ผมกล่าวนี้ ผมไม่ได้กล่าวลอย ๆ เพราะพวกกลุ่ม พันธมิตร เดิมที่เคยร่วมมือกับนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพนั้น ได้พูดตลอดเวลาบนเวทีพันธมิตร ทุกวันนี้ว่าเมื่อก่อน ๒ ท่านนี้ร่วมกันกับเขาโค่นล้มนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยมีทหาร เป็นเครื่องมือ หลังจากนั้นก็เกิดการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น แล้วก็มีการเลือกตั้ง พอมีการ เลือกตั้งอีกก็ใช้วิธีการโกงประชาชน ใครจะโกงก็ช่าง ผมไม่ได้ว่านายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพโกง แต่ผลสุดท้ายก็ยังเอาชนะพรรคพลังประชาชนไม่ได้ สุดท้ายก็มีการทําให้แตกแยกจากพรรค ที่เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล แล้วก็ไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหารคือกรมทหารราบที่ ๑๑ ท่านอย่าปฏิเสธเลยครับ ไปร่วมมือ ไปประชุมกันที่กรมทหารราบที่ ๑๑ ครับ แล้วหลังจากนั้น เกิดอะไรขึ้น ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมพูดในวันนี้ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ดําเนินการทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจ เมื่อได้มา ซึ่งอํานาจแล้วยังปกปิด ซ่อนเร้น เข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าอีกด้วย กราบเรียนท่านประธานว่า เขาออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย แต่กลับได้ลูกปืนเอ็ม ๑๖ ท่านประธานครับ นอกจาก เอ็ม ๑๖ แล้ว หลาย ๆ เรื่อง แต่วันนี้เดี๋ยวเพื่อนผมอีก ๒-๓ คนเขาจะมาพูดรายละเอียด อยากกราบเรียนท่านประธานว่าในรายละเอียดทั้งหมดนั้นจะมีขั้นตอนในการสลาย การชุมนุม ท่านประธานเชื่อไหมครับ หลักสากลในการสลายการชุมนุมนั้นมีหลายขั้นตอน แต่ว่าการใช้อาวุธสงครามและใช้ทหารออกมาสลายการชุมนุมนั้นมีอยู่ประเทศหนึ่งที่ทําอยู่ ขณะนี้คือประเทศลิเบียครับ นายมูอัมมาร์ กัดดาฟี (Muammar Gaddafi) หรือ พันเอก มูอัมมาร์ กัดดาฟี เขาได้อํานาจมาจากการปฏิวัติครับ เดิมทีเดียวเขายศร้อยเอก ปัจจุบันนี้ เขายศพันเอก แล้ววันนี้เขาก็ต่อสู้กับประชาชนใช้กองทัพออกมาเข่นฆ่าประชาชน แต่มี ประเทศที่อ้างตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยที่นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง
เจ้าหน้าที่กรุณาเอาภาพเก็บหน่อย เชิญต่อ เก็บเถอะครับ เชิญอภิปรายต่อ
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานผมขออนุญาตครับ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ต้องขออนุญาต ต้องประท้วง เพราะว่าเขาก็ยังไม่ได้เอาวัตถุที่ไม่ได้รับอนุญาตออกจากห้องประชุม ห้องประชุมนี้ มีพระบรมสาทิสลักษณ์ ท่านทําอะไรกันครับ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งนะครับ
เอาออกไปแล้วครับ นั่งเถอะครับ อภิปรายต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานเพื่อข้ามขั้นตอนไป เพราะว่าเวลามีน้อยเดี๋ยวพรรคพวกเพื่อนฝูงก็จะมา อภิปรายต่อ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในระหว่างการชุมนุมนั้น ทําไมผมถึงพูดบอกว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั้นมีจิตใจอํามหิต ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไร เพราะว่าในระหว่างการชุมนุมท่านประธานทราบไหมครับว่า ในการชุมนุมแต่ละครั้งไม่มีประเทศไหนที่เขาเป็นรัฐบาลแล้วสั่งตัดน้ําตัดไฟประชาชน
อันที่ ๒ ใช้กําลังทหารเข้าปิดล้อม ห้ามคนเข้าออกส่งข้าวส่งน้ําอย่างนี้ มันโหดครับ มันอํามหิตครับ
อันที่ ๓ กําหนดพื้นที่ใช้กระสุนจริงครับ อยู่ไหนบ้างสื่อมวลชนก็ออกหมด แล้วก็มีปืนจริงกระสุนจริงครับ ใครสั่งละครับ ก็รองนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีสั่ง หรือว่า ผบ.ทบ. ทําเองโดยพลการครับ พลเอก อนุพงษ์ เขาไม่ได้ทํา แล้ววันนี้เป็นอย่างไร แม่ทัพภาคที่ ๑ พลเอก คณิต สาพิทักษ์ เดี๋ยวนี้เป็นที่ปรึกษาประจํากองบัญชาการ กองทัพไทย ก็เพราะว่าไม่ฟังคําสั่ง ๒ ท่านนี้ เพราะคนที่สั่งคําสั่งก็ได้ดี ใครออกมาปราบประชาชน ก็ได้ดี เพราะทั้งที่ผมกล่าวหาผมต้องมีเหตุผลของผม ใช้กําลังทหารนําอาวุธยุทโธปกรณ์ สงครามเข้าปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงและโหดเหี้ยมทําให้ประชาชนเสียชีวิต ๙๑ ศพ บาดเจ็บ ๒,๐๐๐ กว่าคน ติดคุก ๒๐๐ กว่าคน ปกติธรรมดาถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศอื่น เขาลาออกแล้วครับ เขาไปแล้ว เพราะนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เคยพูดไว้วันที่ ๓๑ สิงหาคม พูดในสภาครับ เขาบอกว่าสํานึกของนักการเมืองนั้นสูงกว่าคนธรรมดา นี่ครับสูงกว่า คนธรรมดา แล้วตอนที่ท่านด่านายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ วันที่ ๗ ตุลาคม ท่านบอกว่า การที่นายกรัฐมนตรีปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตํารวจสลายการชุมนุมจนทําให้ประชาชนเสียชีวิต ๒ คน อย่าว่าแต่เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้เลย เป็นคนยังไม่ได้ ท่านอภิสิทธิ์พูดอย่างนี้ แล้วประชาชนตาย ๙๑ ศพ ท่านเป็นอะไรได้ครับ เป็นคนได้ไหม ผมว่าเป็นพวก ๆ เพื่อน ๆ กระต่ายครับ ท่านประธานรู้ไหมเพื่อนกระต่ายคืออะไร มันวิ่งอยู่ข้างหลังกระต่าย กล่าวหา ประชาชนมือเปล่า เป็นผู้ก่อการร้ายบ้าง เป็นคอมมิวนิสต์บ้าง บางครั้งไม่จําเป็นจะต้องใช้ กําลังเข้าปราบปรามประชาชน ท่านประธานครับการใช้กําลังเข้าปราบปรามประชาชนนั้น มันต้องมีเหตุมีผลซัพพอร์ต (Support) ผมยกตัวอย่างอยู่ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ วันที่ ๒๘ เมษายน ประชาชนคนเสื้อแดงเขาผิดอะไร เขาเคลื่อนขบวนรถประมาณ ๒๐๐ คัน เขาจะไปเป็นกําลังใจให้พวกเสื้อแดงปทุมธานี ท่าน ส.ส. สุรทิน ประชาชนเขาถูกจับ ๑๑ คน บางคนก็จะไปช่วยประกัน บางคนก็จะไปช่วยให้กําลังใจ ไปถึงอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ใช้กําลังตํารวจ ทหาร เอาปืนลูกซองมาไล่ยิงมาดักยิงชาวบ้านครับ จนกระทั่งค่ํามามีการต่อสู้ กันขึ้นเลย ไม่รู้พวกไหนมา ทหารเสียชีวิต ๑ คน ก็คือ พลทหารณรงค์ สาระ ถูกยิงครับ หลังจากนั้นก็ไปเอาอาวุธสงครามใหม่ ๆ จากกองทัพออกมาแล้วก็บอกว่าจับได้จาก มอเตอร์ไซค์ เป็นอาวุธสงครามที่พวกเสื้อแดงจะมายิง แล้วยิงตํารวจ อย่างนี้ครับ ผมถึงกราบ เรียนท่านประธานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะพูดอย่างไรก็ช่าง จะใส่ร้ายประชาชน อย่างไรก็ช่าง ไม่มีคนเชื่อนายสุเทพ นายสุเทพพูดอะไรประเทศไทยวันนี้ไม่มีใครเชื่อ นายสุเทพครับท่านประธาน นี่เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ สถานการณ์การยึดรถเมล์ นายสุเทพพูดจ้อย ๆ ๆ เมื่อวานนี้ครับ พูดบอกว่าพวกเรายึดรถเมล์ออกมาเผาบ้านเผาเมือง จากการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๓ ฝ่าย ๑. สมาชิกวุฒิสภา ๒. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ๓. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายรัฐบาล มีคําสั่งแต่งตั้งโดยนายชัย ชิดชอบ เขาสรุปออกมา เขาเรียกนายปุณวิช ฉลอง เนตรสดใส พนักงานขับรถ ปอ. สาย ๕๑๑ มาถามว่ารถที่คุณขับแล้วถูกยึดไปใครยึด นายฉลองบอกว่าวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๒ มีชายฉกรรจ์ ๖ คน ท่าทางแข็งแรง ผมเกรียน ไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไป มีระเบียบวินัยสั่งการเป็นระบบ เหมือนได้รับการฝึกฝนมาก่อน สามารถขับรถและสตาร์ทรถได้ ผมได้ท้วงติงว่ารถบัสฮีโน่ (Bus Hino) นี้สตาร์ทและขับไม่ได้ ถ้าคนไม่รู้ นายปุณวิชพูดอย่างนี้ ทหารกลุ่มนั้นบอกว่าไม่เป็นไร ผมเคยขับรถของทหาร มันเป็นยี่ห้อเดียวกัน เขาพูดอย่างนี้เพราะว่ารถยี่ห้อฮีโน่นี้เวลาสตาร์ทเสร็จ ก่อนจะเข้าเกียร์ ต้องเหยียบเบรกก่อน นายปุณวิชเขาก็ยืนดูพวกนี้สตาร์ทได้ ทําได้ ขับเคลื่อนได้ออกไป แล้วแต่งกายครึ่งท่อน อย่างนี้ผมถามว่าการใส่ร้ายป้ายสีว่าคนเสื้อแดงขับรถ ไปยึดรถเมล์ ออกมาเผาบ้านเผาเมือง คุณพูดเขาก็ไม่เชื่อคุณ แต่ว่าสิ่งที่ยืนยันออกมา ท่านประธานครับ เอกสารชุดนี้เป็นรายงานของคณะกรรมาธิการ พวกเราไปทําหนังสือขอไปที่ประธานสภา ประธานสภาแทงหนังสือไปยังผู้อํานวยการ ผู้อํานวยการทําหนังสือแจ้งพวกเรามาว่า เป็นความลับ ไม่สามารถอนุญาตให้มาเผยแพร่ได้ ซึ่งตอบเรา นี่ฉบับนี้ เดี๋ยวผมจะให้ ท่านประธานดู ท่านประธานครับ ในนี้เขาบอกหมดว่าใครทําอะไร เพราะว่าถูกเอามาสืบสวน สอบสวน ครบถ้วนกระบวนความ
ท่านประธานครับ ประเด็นต่อมาคือเรื่อง พลทหาร อภินพ เครือสุข ผมใช้คําว่า โหดเหี้ยมอํามหิตกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะเหตุผลต่าง ๆ ที่กล่าวมา ๒-๓ อย่างนี้ และอีกเรื่องนี้เป็นการฆ่าพลทหารอย่างโหดเหี้ยม ทารุณ ท่านประธานครับ พลทหาร อภินพ เครือสุข ถูกทําร้ายจนเสียชีวิตเพราะอะไร เพราะส่งเอสเอ็มเอส (SMS) จากมือถือตัวเองไปให้ภรรยา ไปให้แฟนที่จังหวัดเลยครับว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาพักที่กรมทหารราบที่ ๑๑ คืนนี้ แค่นั้นละครับ คณะกรรมการชุดนี้ แล้วมีนายแพทย์ชันสูตรแล้วว่า ๑. พลทหาร อภินพ เครือสุข ถูกตีด้วยของแข็ง ต้นคอ ๑ แห่ง ท้ายทอย ๑ แห่ง ไม่ใช่วัตถุทรงเหลี่ยม แต่เป็นวัตถุถ้าไม่ทรงรีก็ทรงกลม มันก็เหมือนพานท้ายปืน จากบาดแผลช้ําที่แขน ช้ําที่ขา ต้นคอ ท้ายทอย อย่างนี้ทางทหารบอกว่า พลทหาร อภินพ เครือสุข หกล้มในห้องน้ําเสียชีวิต ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ และจากการบอกเล่า ของเพื่อน ๆ และคนบ้านใกล้เรือนเคียงบอกว่า ถ้าพลทหารคนนี้ถูกทําร้ายจนเสียชีวิต แต่ไม่มีใครกล้าเผยตัว บาดแผลที่ปรากฏตามชันสูตรของแพทย์นั้นก็ยืนยันชัดเจนว่า ถูกทําร้าย ๓. หลังจากเสียชีวิตแล้วมีฝ่ายทหาร ๔-๕ คน ตามไปบังคับขู่เข็ญพ่อแม่เขา ให้รีบเผาให้เสร็จ ๆ เร็ว ๆ แต่เขาก็ไม่ได้เผา เขาก็รอ แล้วเขาก็ยังเก็บไว้ ท่านประธานที่เคารพ กรณีเสธ. แดง ผมกราบเรียนท่านประธานว่า คุณสุชาติ ลายน้ําเงิน เอาวัตถุพยานพวกนี้มา นี่เทียน นี่ดอกไม้แดง แล้วก็นี่ธูป เพื่อที่จะ
มีผู้ประท้วง ท่านบุญยอดประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร แบบนี้ใช้วัตถุพยานที่ว่าแล้ว นะครับ แล้วก็ไม่ได้ขออนุญาตท่านถูกไหมครับ ไม่ได้ขออนุญาตกรรมการที่ถูกแต่งตั้งขึ้นไป ทําไมดื้อกันขนาดนี้ครับ บ้านผมมีธูปมีเทียนแดงไหว้ศพทั้งนั้นครับ เป็นผมผมไม่นั่งแถวนั้น ครับท่านประธาน
เอาละครับ ท่านวิเชียรครับ ท่านอภิปรายต่อได้แต่อย่าไปใช้วัตถุที่มิได้ขออนุญาต อภิปรายต่อครับ
ไม่ได้ใช้ครับท่านประธาน เพราะว่า เดี๋ยวคุณสุชาติจะมาทําพิธีบวงสรวงหักคอพวกนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็น เสธ. แดง ผมกราบเรียนท่านประธานว่าอย่างนี้ คนที่บงการสั่งฆ่า เสธ. แดง นั้นไม่ใช่ธรรมดา เป็นบุคคลที่สามารถสั่งทหารและเป็นระบบได้ เพราะอะไรครับ พวกผมอยู่ในเหตุการณ์ พอยิง เสธ. แดงล้มลง ท่านประธานเชื่อไหมครับ เขายิง เขาเรียกว่ายิงข่มหรือยิงกดตามที่ พลโท มะ โพธิ์งาม บอกผม ตามยุทธวิธีของทหาร เขายิงเอ็ม ๑๖ ยิงปืนมาใส่พวกชุมนุม อยู่แถวนั้น เพื่อไม่ให้คลาน เพื่อไม่ให้เข้าไปช่วย เสธ. แดง ใช้เวลา ๑๐ นาที ยิงปืน สนั่นหวั่นไหว ปล่อยให้ เสธ. แดงเลือดไหลนองแล้วก็เสียชีวิต นอกจากนั้นมีพลตํารวจโท คนหนึ่ง ชื่อบ้านผมนี้เขาบอกว่าถ้าชื่อแบบนี้ชื่อเหมือนหัวส้วมครับท่านประธาน ไปตามดูเอาเอง และเป็นคู่กรณี เสธ. แดง ไม่ชอบกับ เสธ. แดง เกลียด เสธ. แดงอย่างมาก รีบวิ่งไปโรงพยาบาลหัวเฉียว ดีนะครับ ผู้การแต้ม พลตํารวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ไปด้วยครับ แล้วก็ทหารกลุ่มหนึ่งกรูเข้ามาแย่งศพ เสธ. แดงครับ กรูเข้ามาแย่ง พวกเสื้อแดงเรา ก็ไม่ยอมก็สู้กันชุลมุนวุ่นวาย พอดีผู้การแต้มไป พอผู้การแต้มไปนี้ก็จึงเอากําลังตํารวจ ไปแยกระหว่างทหารกับคนเสื้อแดงออก ผมถามว่าทําไม ทําไมกําลังทหารเข้ามาแย่งเอาศพ เสธ. แดงไปทําไม แล้วบุคคลที่เป็นคู่ปรปักษ์หรือเป็นคู่กรณีกับ เสธ. แดง ยศพลตํารวจโท วิ่งเข้าไปในห้องไปเจอลูกสาวเขา เขาบอกว่ามาทําไม กระหยิ่มยิ้มย่องเดินเข้าไป จะเป็นวิธีการวิสามัญฆาตกรรม ถ้าเข้าไปอย่างนั้น ผมไม่ใช่ตํารวจ ผมไม่ใช่ทหาร ผมไม่รู้หรอก มันเป็นขบวนการครับท่านประธาน และนอกจากนั้น ท่านประธานครับ ทิศทางยิงเขายิง อย่างไร มีคนรู้ครับ ทหาร ตํารวจอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นไปอยู่หลังตึกโรงแรมดุสิตธานีมานานแล้ว แล้วพวกผมอยู่ศาลาแดงครับ อยู่ตรงอนุสาวรีย์ตรงนั้น ยิงเข้ามาจากด้านนั้นมุมนั้นเลย เสธ. แดงยืนอยู่นอกรั้ว พอยิงเสร็จพวกผมจะช่วยเอาไปโรงพยาบาลก็ไม่ได้ ท่านประธาน ทราบไหมครับ ใครยิงครับ ผมบอกเลยว่าทหาร กล้าสอบไหมครับ นายสุเทพ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงนี้กล้าไหมครับ กล้าไปสอบไหมครับ ฉก. ๙๐ ลพบุรี มือสไนเปอร์ ผมบอกให้ก็ได้ ยศสิบเอกครับ อักษรย่อข้างหน้า พ. นามสกุล ป. ขึ้นต้น ไปตามเอาครับ นั่นละคือมือสไนเปอร์ สอบกันสิ ท่านประธานที่เคารพ นอกจากนั้น กระบวนการไล่ล่าของรัฐบาลอํามหิตเกิดขึ้นต่อไป ออกหมายจับโดยดีเอสไอ หมายจับ นายรชต หรือกบ วงศ์ยอด ท่านประธานครับ นายรชต หรือกบ วงษ์ยอด นั้นไม่มี นายกบนั้น อีกคนหนึ่ง แต่นายรชต วงษ์ยอด หรือนายป๊อดนี้คนละคน เขาเป็นทหารยศสิบโท สังกัดพลทหารราบที่ ๑๕๒ กองพันทหารราบที่ ๓ ค่ายสิรินธร จังหวัดยะลา เขารับราชการทหาร ไปจับเขามา ผู้บังคับบัญชา ผบ.พัน พันโท ปัญญาพล สุรทิณฑ์ นี้เขายืนยัน ลูกน้องเขา เข้าเวรตลอด เพื่อนฝูงก็ยืนยันว่าเข้าเวรตลอด จับเขามาขังคุก ๘ เดือนฟรี ๆ ครับ ท่านประธาน นายกบ วงษ์ยอด มันก็หนี แต่นายรชต วงษ์ยอด นี้คนละคน เขาพลทหารครับ สิบโท เขาก็รับราชการทหาร วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ดีเอสไอไปบอกว่าเขาเป็นทหารปลอม ท่านประธานที่เคารพ มีคําสั่งบรรจุโดยพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา วันที่ ๑ ตุลาคม อย่างนี้ เป็นทหารปลอมได้อย่างไร ทุกวันนี้เขาก็โดนออกจากราชการนี่คือความอํามหิต ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ผมอยากกราบเรียนท่านประธานให้ท่านประธานเข้าใจว่าสิ่งที่ผม อภิปรายมาทั้งหมดนี้ การเผาบ้านเผาเมืองก็ตาม การเผารถเมล์ก็ตาม ใส่ร้ายป้ายสี สร้างสถานการณ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ บอกว่าพวกผมเป็นรัฐบาลพวกผมจะทําทําไม พวกผมจะต้องรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง พูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อหรอกครับ ผมบอกประธานเลยครับว่านายสุเทพทําทําไมครับ ทําเพื่อสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายป้ายสี คนเสื้อแดง เพื่อเป็นเหตุในการสลายการชุมนุมและใส่ร้ายป้ายสี นี่คือเหตุครับ เพื่ออะไรครับ เพื่อหวังอํานาจ อยู่ในอํานาจต่อไป เพื่อกีดกัน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ไม่ให้กลับมา บริหารบ้านเมือง ร่วมกับคนภายนอก คุณบอกว่ามือที่มองไม่เห็น คุณอย่าโกหกประชาชน เลยครับ บอกว่าไม่มี ไม่มี ไม่มี ประชาชนรู้หมดครับ รู้ไหมครับเขามีชมรมตาสว่างครับ พวกนี้รู้หมด แต่ว่ามีนายสุเทพคนเดียวที่ไม่รู้ว่ามีมือที่มองไม่เห็น ประชาชน ชาวไร่ ชาวนารู้ หมดครับท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการตัดสินใจสลาย การชุมนุมด้วยความรุนแรงนั้นท่านคิดไหมว่าจะมีการสูญเสีย ถ้าท่านไม่คิดแสดงว่าท่านไม่รู้ เรื่องอะไรเลย จะมีประชาชนบาดเจ็บล้มตาย ท่านคิดไหมว่าบาดแผลทั้งร่างกายและจิตใจ ของพี่น้องประชาชนจะฝังแน่นกลายเป็นรอยแค้นที่ฝังในใจของประชาชนตลอดไป ท่านคิดไหม ว่ามันจะไม่มีวันลบเลือนจากความทรงจําอันโหดร้ายนี้ไปได้ ท่านคิดไหมว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ และในอนาคตท่านจะไม่มีโอกาสเดินทางไปไหนมาไหนเหมือนบุคคลทั่วไป เพราะรอยแค้น พวกนี้มันฝังอยู่ แล้วก็รอวันแก้แค้นพวกคุณอยู่แล้ว อย่าลืมว่าญาติพี่น้องที่เขาบาดเจ็บล้มตาย ลูกน้อง เสธ. แดง ลูกน้องใครต่อใครเขารอวันคิดบัญชีพวกคุณอยู่ อย่าคิดว่ามันจะสบาย ในอนาคต และกฎหมายบ้านเมืองกฎหมายโลกนี้ คุณถือสัญชาติอังกฤษคุณต้องขึ้นศาลโลกได้ จริงอยู่วันนี้คุณมี รปภ. ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ คน ไปจังหวัดขอนแก่นมี รปภ. ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ คน แล้วกลับด้วยเฮลิคอปเตอร์ กลับด้วยเครื่องบิน แล้ววันหนึ่งคุณไม่มีอํานาจวาสนาเป็น นายกรัฐมนตรีแล้วคุณจะอยู่อย่างไร มีคนสั่งคุณ คุณอ้างว่าไม่มีใครสั่ง แต่พวกผมบอกว่า มีคนสั่ง ท่านก็อ้างบอกว่าไม่มี จะไม่มีอย่างไรครับ คุณก็รู้อยู่แล้วว่าใครสั่งคุณ แล้วพวกไหน ไปสั่งคุณ คุณก็รู้ คุณก็เข้าไปหาเขาประจํา แต่ผมบอกคุณแล้วว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อายุยังน้อย ถ้าในระหว่างนั้นเขาสั่งคุณให้ไปฆ่าประชาชน ถ้าเป็นผม ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมอายุ ๔๐ กว่าปี ผมไม่ทํานะครับ ผมลาออกดีกว่า แล้วรอจนพวกนั้นตายห่าก่อนครับ รอพวกอายุมาก ๆ ตายก่อนแล้วค่อยกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ผมไม่รู้ว่าใคร ท่านประธาน ที่เคารพ สุดท้ายอยากกราบเรียนท่านประธานว่าความผิดพลาดล้มเหลวในการบริหาร ราชการแผ่นดิน ประชาชนเดือดร้อนทั่วแผ่นดินยังมีคนมาเยินยอสรรเสริญกันในกลุ่มหมู่ พวกเดียวกันว่าบริหารบ้านเมืองได้สุดยอด พอประชาชนฟังแล้วกินข้าวไม่ได้ครับ มันอาเจียน เพราะฉะนั้นจึงกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ทํามาทั้งหลาย ถ้าเป็นประเทศอื่น เขารู้ตัวว่าผิดพลาดล้มเหลว เขาจะต้องขอโทษประชาชน การเข่นฆ่าประชาชนให้ตาย ๑๐๐ ศพ เขาต้องขอโทษประชาชน แต่นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ๒ ท่านนี้ไม่เคย คิดว่าตัวเองผิดเลย จึงชูคออยู่ในตําแหน่งต่อไปโดยไร้ความสํานึก สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ เขาพูดว่าผู้ปกครองต้องเป็นธรรมจึงนําชาติพ้นพินาศชาติเจริญสรรเสริญทั่ว ทุกวันนี้มีแต่ ผีตามัว ไม่รู้ชั่วเข่นฆ่าประชาชน ขอบคุณครับ
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังไม่ประสงค์จะชี้แจงอะไรเพิ่มเติมนะครับ แต่ว่ามีประเด็นซึ่งท่านพูดขึ้นมาที่จําเป็นจะต้องทําความกระจ่าง คือท่านพูดเรื่องมีคนสั่งผม หรือสั่งท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ผมยืนยันว่าไม่มีครับ ไม่มีครับ แล้วถ้าท่านว่ามีท่านต้อง ระบุให้ได้ครับว่าเป็นใครครับ
ท่านวิเชียร เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าถึงนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยืนยันว่าไม่มีใครสั่งก็ตาม แต่ประชาชนทั้งแผ่นดิน เขารู้ครับ พวกผมก็รู้ครับ ยืนยัน ไม่ยืนยันไม่สําคัญหรอกครับ วันนี้ผมฟ้องประชาชนครับ ผมฟ้องประชาชน นี่คือการพิพากษาต่อประชาชนครับ เราจะได้รู้กันสักทีว่าเลือกตั้ง คราวหน้าผลออกอย่างไร ผมอยากให้ท่านยุบสภาตามที่ท่านกําหนดนะครับ ขอบคุณครับ
ครับ ต่อไปนะครับ เชิญท่านผู้อภิปราย ท่านวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ท่านวรวัจน์ได้ทําเรื่อง ขอใช้เอกสารแผ่นภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ราชประสงค์ การใช้จ่ายงบประมาณ การซื้ออาวุธ ของกองทัพ จํานวน ๗๑ แผ่น แล้วก็มีวีซีดีจํานวน ๔ แผ่นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ราชประสงค์ ซึ่งคณะกรรมการก็ได้ประชุมพิจารณาอนุญาตนะครับ เชิญท่านวรวัจน์ครับ ท่านสมาชิก ก็กรุณาอยู่ในความสงบนะครับจะได้ฟังท่านวรวัจน์อภิปราย เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้คงเป็นวันที่เราคงต้องพิสูจน์ความจริงกันหลายประการ ผมได้อภิปรายในสภาแห่งนี้ หลายครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้ตอบ ในสภาแห่งนี้หลายครั้ง หลายครั้งท่านใช้โวหาร ท่านพยายามตั้งคณะกรรมการเหมือนตอน เหตุการณ์ ๑๐ เมษายน ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ และจนถึงวันนี้สิ่งเหล่านั้น ก็ยังไม่กลับมาในสภา ท่านตอบผมหลายครั้งบอกว่า อย่างเช่น วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพบอกว่าไม่มีทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า วันนี้เราจะพิสูจน์กันว่า มีทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าหรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมอภิปราย ในสภา ผมบอกท่านว่าเหตุการณ์เผาของเซ็นทรัลเวิลด์นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติ ท่านบอกว่าท่านเลือกที่จะเชื่อ รปภ. ของเซ็นทรัลเวิลด์ ท่านประธานครับ ผมใช้เวลา หลายเดือน ผมว่าวันนี้คนไทยอยากจะรู้ครับว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม คนไทย อยากจะรู้ครับ หลังจากที่ทาง นปช. เลิกชุมนุม มีผู้ก่อการร้ายจริงหรือไม่ มีประชาชนเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนพุ่งเข้าไปเผาเซ็นทรัลเวิลด์จริงหรือไม่ ผมคิดว่าพี่น้องประชาชน อยากรู้ วันนั้นยังเป็นปริศนาที่ดํามืด ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีหลายเรื่องที่จะนํามาอภิปราย ในสภา และผมคิดว่าวันนี้ท่านตอบยาก ผมบอกไว้เลยนะครับวันนั้น วันที่ ๑๙ พฤษภาคมนั้น ถ้าคนที่เป็นรัฐบาล คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมีจิตสํานึกวันนั้นกรุงเทพมหานครไม่ถูกเพลิงไหม้ ไม่มีทางครับท่านประธาน ผมอยากเรียนท่านประธานครับ วันนี้ผมนั่งจับคําพูดของ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพหลายครั้ง ท่านพูดความจริงครึ่งเดียว ผมอยากให้ท่านกลับไป ฟังคําพูดของท่านอีกสักครั้ง วันนั้นเราอภิปรายกันในสภานี่ละครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี บอกว่าวันที่ ๑๙ ไม่มีทหารบนรางรถไฟฟ้า ขอคลิปแรกครับ ขอฟังเสียงก่อนว่าท่านพูดจริง หรือไม่ ขอคลิปแรกเลยครับ ขอเสียงหน่อยได้ไหมครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปเสียง)
“ท่านประธานครับ ภาพนี้เป็นภาพที่เป็นปัญหาอยู่โดยตลอด แต่ว่าประเด็นที่ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ได้นํามาอภิปรายนั้น กระผมคิดว่าสมควรที่จะได้อธิบายข้อเท็จจริง เพื่อให้ทราบเอาไว้เป็นเบื้องต้นครับ เอาเรื่องสุดท้ายเลยนะครับ ที่ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ ได้ยกภาพ บอกว่าเป็นทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ในเวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกาของ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับว่า ภาพนี้เป็นภาพที่เป็นปัญหาอยู่ โดยตลอด และจะต้องมีการพิสูจน์กันว่าภาพที่นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์เอามาแสดงนั้น เป็นภาพที่ถ่ายในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกา จริงหรือไม่ ผมขอกราบเรียน ท่านประธานครับว่า ผมได้ซักถามเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติงานในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ผมเรียนว่า ณ จุดที่ปรากฏว่าภาพนี้อยู่นั้นที่ถ่ายมา ที่เมื่อแสดงเมื่อสักครู่ครับ ในเวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกา ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารของเราอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสครับ ผมกราบเรียนกับ ท่านประธานอย่างนี้ครับ เจ้าหน้าที่ของเราในชุดที่จะเคลื่อนที่มาจากสี่แยกปทุมวันนั้นมาได้ แค่แยกเฉลิมเผ่า แล้วก็เข้าที่ยางนั้นไม่ได้ครับ ยังไม่สามารถเข้าไปได้ในขณะนั้น มีเจ้าหน้าที่ ที่จะพยายามเข้าไปเพื่อไปคุ้มครองเจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็ถูกฝ่ายผู้ก่อการร้ายยิงใส่ ก็ต้องถอย ไปอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธาน ผมกราบเรียนว่าภาพที่ถ่ายนั้นผมเชื่อครับเป็นทหารแน่นอน แต่ภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ตอนที่เข้าคุ้มกันให้มีการเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ข้อเท็จจริงเรื่องนี้คงเถียงกันวันนี้ก็คงไม่จบนะครับ แต่ว่าข้อเท็จจริงนี้พิสูจน์ได้ ในวันข้างหน้า”
ท่านประธานครับ ข้อเท็จจริงนั้น วันนั้นพิสูจน์ไม่ได้ ก็เพราะข้อเท็จจริงวันนั้นเรากําลังสอบสวนกันอยู่ แล้วข้อเท็จจริง ที่ท่านบอกว่าไม่มีทหารอยู่บนรถไฟฟ้าตรงหน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร วันนั้น มีการยิงคนตายทั้งหมด ๗ ศพ ๑ ศพอยู่นอกวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร อีก ๖ ศพ อยู่ในวัด ปทุมวนารามราชวรวิหาร ท่านบิดเบือนครับ ท่านบอกว่าไม่มีใครอยู่บนรางรถไฟฟ้า ท่านประธานดูผลการสอบสวนนะครับ ลองมาดูตรงนี้ครับท่านประธาน ขอโคลสภาพไป ใกล้ ๆ เราดูภาพนี้นะครับ เป็นบันทึกคําให้การของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สอบถาม จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา เขาบอกว่าประมาณ ๑๖.๓๐ น. ถึง ๑๖.๔๐ น. ได้รับคําสั่ง ให้ถอนตัวมาที่สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬา เพื่อปรับแผนใหม่ จากนั้นเวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น. ข้าฯ ได้รับคําสั่งจาก ผบ.ฉก. ปทุมวัน ให้คุ้มครองระวังป้องกันกองกําลัง ร. ๓๑ พัน ๒ รอ. ข้างล่างมีอีกชุดหนึ่งนะครับ ข้างบนมีอีกชุดหนึ่ง รักษาไว้อย่างดีเลย มีทั้งข้างบน ข้างล่าง กระชับพื้นที่ไปยังสถานีรถไฟฟ้าสยาม เนื่องจากเพลิงไหม้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ข้าฯ จึงเคลื่อนเท้า เดินไปที่สถานีรถไฟฟ้าสยามโดยเดินบนรางรถไฟฟ้าชั้นที่ ๑ เหนือชั้นสกายวอล์ก ฝั่งวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร จนถึงสถานีรถไฟฟ้าสยามเวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. ข้าฯ เข้าควบคุมพื้นที่ ชัดเจนครับ คําให้การนี้ชัดเจน แล้วไม่ใช่คนเดียวนะครับท่านประธาน ลองไปดูอีกครับ ชุดที่ ๒ ของ พันตรี นิมิตร วีระพงศ์ บอกอย่างไรครับ ซึ่งเป็นคนควบคุม บอกว่า ข้าฯ เตรียมพร้อมด้วยกําลังปฏิบัติการทั้ง ๔ ชุดเข้าปฏิบัติการ ๔ ชุดนะครับ เข้าปฏิบัติการ โดยมีกําลังชุดของข้าฯ ขึ้นปฏิบัติบนรางรถไฟฟ้า ตั้งแต่สถานีสนามกีฬาไปถึง สถานีรถไฟฟ้าสยาม ข้าฯ พร้อมกําลังจํานวน ๒ ชุดรับผิดชอบบนรางรถไฟชั้น ๒ นี่ครับ ผมสั้น ๆ แล้วกัน ยังมีอีกครับท่านประธาน ชุดที่ ๓ ของสิบเอก วิฑูรย์ อินทํา ต่อมา ผก.ฉก. ๖ ได้สั่งการให้เคลื่อนที่ไปยังข้างหน้าด้านซ้าย โดยมีข้าฯ สิบเอก ชัยวิชิต สิบเอก ศิริศักดิ์ตามมา โดยเดินบนรางมุ่งหน้าไปทางแยกราชประสงค์ เมื่อถึงบริเวณสระน้ําที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ข้าฯ ได้ตรวจการบนรางรถไฟฟ้า อันนี้คือถ้อยคําที่ปรากฏอยู่ในสําเนาบันทึกการสอบสวน ตรงนี้ผมจะแสดงให้เห็นเลยครับว่าวันนั้นทหารได้ควบคุมพื้นที่ทั้งหมด จริง ๆ ท่านประธานครับ วันนั้นผมจะชี้แจงให้ท่านประธานรับฟังว่า วันนั้นทหารเข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่ตอนไหน ควบคุมเบ็ดเสร็จเมื่อไร แล้วผู้ก่อการร้ายมีจริงหรือไม่ ผมจะชี้แจงให้ท่านประธานเห็นช้า ๆ วันนี้ถ้าเราพูดไปโดยไม่มีพยานหลักฐาน ท่านก็จะบิดเบือนอีกเพราะท่านไม่ทราบ แล้วสุดท้ายมันจะบอกอย่างไรครับ ไฟไหม้กรุงเทพมหานครนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ท่านประธานครับ วันนั้นเขาบอกมีผู้ก่อการร้ายเยอะ ยิงกันโครมคราม ๆ แต่พอวันที่ ๒๐ ที่มีการตรวจสถานที่ ท่านประธาน ไม่มีปลอกกระสุน ไม่มีรอยการต่อสู้ แต่การยิงมาจากทหาร บนรางรถไฟฟ้านี่นะครับยิงประชาชน ยิงทําไม เดี๋ยวผมจะบอกครับทําไมถึงยิง ยิงตอน ประมาณ ๔ โมงขึ้นไปนี่ยิงหนักเลย ยิงจนกระทั่งไปยิงประชาชนที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ที่วิ่งออกมา นั่นสิครับคนตาย ท่านยิงทําไมครับ เดี๋ยวจะบอกให้ วันนั้นนะครับท่านประธาน ถ้าใครจําไม่ผิดครับ ตั้งแต่ช่วงเช้าตีห้าทหารเคลื่อนกองกําลังมาบริเวณแยก ศาลาแดง บุกเข้ามายิงประชาชนตาย ยังจําได้ไหมครับ มีภาพคนตายอยู่ ๒ คนครับ คนแรก นายถวิล คํามูล ถูกยิงเสียชีวิตด้วยเวลา ๑๑.๓๐ น. ถูกยิงตายนะครับท่านประธาน อันนี้เป็นใบรายการเราตรวจสอบนะครับ ต่อไปคนที่ ๒ ครับ นายธนชอบ ชุ่มเย็น ถูกยิง เสียชีวิตเมื่อเวลา ๑๑.๓๐ นาฬิกาเช่นกัน อย่างน้อย ๒ คนครับ เสียชีวิตโดยการกระชับพื้นที่ ของทหาร ตอนเช้าทหารเข้ามานี่บอกว่าเป็นพันคนครับ ถ้าจําไม่ผิดมีรถถังรถต่าง ๆ นานา บุกเข้ามายิงกันกระหน่ําสนั่นหวั่นไหว ประชาชนบาดเจ็บ จับคนได้จํานวนมากครับ แต่ท่านบอกว่าไม่มีทหารขึ้นอยู่บนรางรถไฟฟ้า ไม่มีทหารอยู่บริเวณแยกราชประสงค์ เดี๋ยวจะชี้แจงให้ท่านเห็นครับ ท่านประธานครับ พอเวลาประมาณ ๑๓.๔๐ นาฬิกา บ่ายโมง สี่สิบนาที นี่คือกลุ่มของ นปช. ไปมอบตัว เขามอบตัวเมื่อเวลา ๑๓.๔๐ นาฬิกา ดูนาฬิกา ด้านบนสิครับ บ่ายโมงสี่สิบนาที มอบตัวแล้ว พอมอบตัวเสร็จประชาชนก็ถูกกดดันไปยัง วัดปทุมวนารามราชวรวิหารตั้งแต่บ่ายสองโมง ถูกกดดันไป ท่านบอกใช่ไหมครับ ไม่มีทหาร ที่แยกราชประสงค์ ท่านประธานจําภาพผู้หญิงคนสุดท้ายได้ไหมครับ นี่ครับ เผยแพร่ และปรากฏไปทั่วโลกครับ ทหารเข้ามาถึงผู้หญิงคนสุดท้ายเวลาบ่ายสองโมงสี่สิบนาทีครับ นี่มาถึงเวทีนี้ครับ ไม่มีได้อย่างไรครับ กองทหารจํานวนนั้นมาถึงเวทีตั้งแต่บ่ายโมงสี่สิบนาที ภาพนี้เผยแพร่ไปทั่วประเทศครับ ท่านประธานครับ ตอนนั้นผมอยากเรียนย้ํานะครับ เสื้อแดงกระจัดกระจายไปหมดแล้ว ไม่มีหรอกครับเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสน ไม่มี ท่านประธานดูต่อครับ ห้าโมงเย็น อันนี้คือเวที ทหารยืนอยู่ตรงนี้สบาย ๆ ครับ คนนี้ ถอดเสื้อเลยครับ สบาย ๆ ครับ อิริยาบถแบบสบาย ๆ ไม่มีอะไรเลยครับ ไหนละครับ ผู้ก่อการร้าย ไหนละครับยิงกัน ไหนละครับคนเป็นหมื่นเป็นแสนไปเผาเซ็นทรัลเวิลด์ วันนี้ ผมมีภาพทั้งภายนอก มีภาพทั้งภายใน เดี๋ยวจะให้ท่านเห็น นี่ครับ ๑๗.๐๔ นาฬิกา เห็นไหม ทหารยืนอยู่ข้าง ๆ นี่คือภาพของเซ็นทรัลเวิลด์เห็นไหมครับ ทหารตรึงกําลังรอบเลยนะครับ ต่อไปครับ ตรงนี้ ๑๗ นาฬิกา ๔ นาที ๓๕ วินาที ยืนสบาย ๆ ครับ ดูปืนสิครับ ไหนครับ ผู้ก่อการร้ายยิงกัน ไม่มีครับ ด้านหลังนะครับท่านประธาน ในเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ นาฬิกา เหมือนกัน คนในเซ็นทรัลเวิลด์ พนักงานในเซ็นทรัลเวิลด์มีอยู่ ๔๑๗ คน ไม่น้อยนะครับ เขาถูกไล่ออกมาจากเซ็นทรัลเวิลด์ ผ่านใครครับ ผ่านทหารครับ มีโล่เขียนว่ากองทัพบก ทหารใช่ไหมครับ ทหารอยู่ทั้งด้านหน้า อยู่ทั้งด้านข้าง อยู่ทั้งด้านหลัง ล้อมหมดทุกด้านครับ พนักงานเหล่านี้จะออกมาไม่ง่ายนะครับ ท่านประธานครับ ดูภาพนี้ครับ ทหารอยู่บน รางรถไฟฟ้าแต่เช้าครับท่านประธาน ตั้งแต่ตอนเช้าอยู่บนรางรถไฟฟ้า ตรึงกําลังหมดนะครับ เคลื่อนที่โดยรถโยกครับ ตั้งแต่แยกศาลาแดงเข้ามา ตรึงกําลังทุกด้านนะครับ ท่านกําลัง บอกว่าไม่มี นี่ครับ อันนี้ก็เป็นการสอบสวนของกรมคดีพิเศษ บอกว่า ชุดปฏิบัติงานอยู่ด้าน รถไฟฟ้าฝั่งโรงหนังสยาม มีหมดนะครับ นี่ครับ ต่อมาของวิฑูรย์ อินทํา ตรงนี้ครับ เป็นหนังสือสอบถามของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติสอบถามไปว่า มีตํารวจอยู่ในพื้นที่ไหม พลตํารวจตรี วรศักดิ์ นพสิทธิพร กองบัญชาการตํารวจนครบาล ได้ดําเนินการตรวจสอบข้อมูลของหน่วยต่าง ๆ ในสังกัดแล้ว พบว่าไม่มีการสั่งการ ให้ข้าราชการตํารวจของหน่วยขึ้นยุทธการหรือขึ้นการบังคับบัญชาเข้าปฏิบัติหน้าที่ในเขต วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร และพื้นที่ใกล้เคียงตามห้วงเวลาดังกล่าวแต่อย่างใด ตํารวจก็ไม่มีครับ ทหารล้วน ๆ ครับที่ให้ไปปฏิบัติการ วันนั้นท่านประธานครับ ทหารคุมพื้นที่ตั้งแต่บ่าย เขาจินตนาการบอกว่ามีผู้ก่อการร้ายแล้วก็มีศพไปเผา วันนั้นผมก็นึกตามครับ วันนั้นพอมี การชุลมุนมากเลย คนคงเฮโลกันไปเผาเซ็นทรัลเวิลด์ คงเป็นอย่างนั้น แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ท่านประธานครับ บ่ายโมง ๔๐ นาที ทาง นปช. ไปนะครับ ผมมีคลิป ท่านประธานครับ จริง ๆ เป็นคลิปยาวประมาณ ๓ ชั่วโมง ๓๒ นาที ถ่ายทุกมุม ๑๑ คลิป ถ่ายซ้ายถ่ายขวา ถ่ายรอบ ถ่ายจนถึงบริวณโรงหนังสยามถ่ายหมดครับ ผมขอคลิปที่ ๒ ก่อนครับ จะได้เห็นภาพว่า ตรงนั้นเวลานั้นมีใครหรือเปล่า ผมขอย่อ ๆ นะครับ ผมตัดมาย่อ ๆ แล้วมาต่อให้ท่านดู ทุกคลิปครับ ขอภาพหน่อยครับ คลิปที่ ๒ ท่านประธานดูสิครับ มีใครไหมครับ ผมมีภาพที่จะ ให้ท่านประธานดูนะครับ ทั้งหมด ๑๑ คลิป ความยาว ๓ ชั่วโมง ๓๒ นาที ตั้งแต่เวลา ประมาณบ่ายโมงเศษ ยาวจนถึงประมาณ ๔ โมงเศษ ไม่มีคน ท่านประธานครับ ถ้านับคน ในบริเวณนั้นไม่ถึง ๓๐ คน น้อยมาก ท่านประธานครับ อันนี้ทุกมุมแล้วนะครับ ที่ควัน ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่บริเวณของด้านนอก ท่านประธานดูนะครับ มีคนไปถ่ายไว้หมดครับ ความยาว ไม่มีคนครับ น้อยมากครับ มีบ้างนะครับ แต่ไม่มีร่องรอยของผู้ก่อการร้าย ไม่มีการยิงเลยกันเลยครับท่านประธาน ผมนั่งดูคลิปหลายชั่วโมงนะครับ แต่ไม่มีการยิงกันเลย ซึ่งภาพตรงนี้สามารถพิสูจน์ได้นะครับ วันนี้เรามีหลักฐานแล้วนะครับ ไม่มีคนครับ น้อยมาก ครับที่ยืนอยู่บริเวณนั้น ในบริเวณนั้นมีเยอะที่สุดคือนักข่าวต่างชาติครับ อยู่เยอะมาก แต่คนน้อยมาก ผมตัดไปให้ท่านประธานดูย่อ ๆ นะครับ เพื่อให้เป็นสภาพการณ์ทั้งหมด แล้วคลิปตัวจริง ๓ ชั่วโมงเศษมีให้ครับ จะได้รู้ว่ามีคนถ่ายภาพอยู่บริเวณนั้นตลอด ไม่ได้มี อย่างที่เขาบอกเลยครับ มีผู้ก่อการร้ายยิงกัน ทหารเข้าไปไม่ได้ ไม่มีครับ คนยังไปมาสัญจร นักข่าวต่างชาติเดินกันไปมาปกติ ไม่มีอย่างที่ท่านว่าเลย ท่านจะเห็นตรงนี้นะครับ รูปของ เดอะ เฮด ซึ่งจะเป็นจุดที่เกิดเหตุตอน ๕ โมงเย็นอีกครั้งหนึ่งครับ ตรงนี้ไม่มีไฟไหม้ครับ ตรงนี้ดับหมดแล้วครับ ไม่มี มุมนี้ไม่มีครับ มุมนี้ไม่มี อยู่อย่างสงบครับ ไม่มีครับ ไม่มี สงบหมดครับ ตรงนี้เป็นอีกมุมหนึ่ง ท่านประธานครับ ถูกปล่อยทิ้งไว้ อีกฝั่งหนึ่งนะครับ เป็นคนละฝั่งกับที่เกิดเหตุระเบิดใหญ่ อีกฝั่งหนึ่งครับ ก็ไม่ดับหรอกครับ ปล่อยให้ไหม้กันไป อย่างนั้น ปล่อยเลย ท่านปล่อยปละละเลยให้มีการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ได้อย่างไร รถดับเพลิง นะครับ มีถึงประมาณ ๑๒๙ คันครับอยู่รอบนั้น แต่ไม่สามารถไปดับเพลิงได้ ท่านกําลังปล่อย ให้เข้าไป นี่คือสภาพด้านนอกครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานดูภาพนะครับ นี่เป็นภาพ ผู้หญิงคนสุดท้ายนะครับ นี่ถ่ายจากด้านหลังมานะครับ มีไหมครับ จริง ๆ ตรงนี้มีผู้หญิงอีก คนหนึ่งอยู่นะครับ เสื้อสีฟ้า ๆ มี ๒ คน ที่อยู่สุดท้าย นอกนั้นเป็นนักข่าวต่างชาติหมด ผู้หญิงคนนี้นั่งอยู่ถึง ๖ โมงเย็นครับ ไม่เห็นมีผู้ก่อการร้าย ถ้ายิงป่านนี้คนนี้กระเจิงไปแล้ว นี่ครับ อันนี้คือภาพถ่ายจากกล้องนะครับ ผมเอาตัวพร็อพเพอร์ตี้ (Property) มาด้วยนะครับ บ่าย ๓ โมงครึ่งครับท่านประธานครับ ไม่มีครับ ตรงเดอะ เฮด ที่เคยเกิดเหตุระเบิดใหญ่ ไม่มีครับ ไม่ได้ถูกเผาไหม้เลยบ่าย ๓ โมงครึ่ง ไฟดับหมดครับ ไม่มีเลยครับ น้ําไหลจนนอง ไปหมดครับ ไม่มีครับ นี่ภาพผู้หญิงคนสุดท้ายนะครับ ท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นอีกมุมหนึ่ง ท่านประธานเห็นภาพผู้ชายคนนี้ไหมครับ มีฝรั่งอยู่คนหนึ่งเดินไปยืนสบาย ไหนละครับ ผู้ก่อการร้าย ภาพนี้อยู่เวลา ๑๕.๕๐ คือบ่าย ๓ โมง ๕๐ นาทีครับ ไม่มีครับ ไม่มีผู้ก่อการร้าย อะไรเลย ท่านปล่อยให้มีการเผาเซ็นทรัลเวิลด์โดยท่านไม่ดับไฟอย่างไรครับแถวนั้น เพราะเดี๋ยวจะมีแผนปฏิบัติการของทาง กทม. มีของหน่วยดับเพลิง มีหมดนะครับ นี่บอกว่าทุกคนพร้อม เพราะทุกคนพร้อมครับ แต่เข้าไม่ได้ รอใครครับ รอคําสั่งของท่านรอง นายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ เพียงคนเดียว ท่านเป็นคนที่สั่งให้เข้าได้หรือไม่ได้ คราวนี้ ผมต้องกล่าวหาท่านละครับ ท่านปล่อยให้เกิดเพลิงไหม้ ท่านประธานครับ ดูภาพภายนอก มาหรือยัง ลองไปดูข้างในไหมครับ แต่ก่อนดูเข้าข้างในผมขอคลิปของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ทราบหายไปไหนแล้วครับ มาดูหน่อยสิครับ ท่านบอกผมว่าท่านเชื่อ รปภ. ของห้าง เซ็นทรัลเวิลด์ วันนี้ผมนํา รปภ. ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์มาพบท่าน ขอคลิปครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปเสียง)
“ผมก็เคารพเมื่อท่านประธานวินิจฉัยนะครับ ก็ไม่อยากจะท้วงซ้ํา แต่ความจริงแล้ว ผมดูแล้วมันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับมาตรานี้เลย เหตุผลหลายประการครับ ข้อแรกถ้าพูดถึงงบในส่วนของ สสว. ก็ไม่ใช่มาตรานี้นะครับ
ประการที่ ๒ กรณีของเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นกรณีเดียวที่เขามีประกันก่อการร้าย ครับ ไม่ใช่ไม่มี และ
ประการที่ ๓ ท่านจะพิสูจน์ด้วยรูปของท่านว่าใครเป็นผู้เผาก็ตาม ถ้าเป็นการ จงใจเผาก็เป็นการก่อการร้ายก็ดี ไม่ได้กระทบกับเรื่องที่ว่าประกันจะจ่ายหรือไม่จ่ายเลยครับ เพียงแต่ว่าใครก่อการร้ายแค่นั้นเอง ผมเพียงแต่กราบเรียนชี้แจงครับว่าเท่าทึ่ดูจากสิ่งที่ท่าน พยายามแสดง แล้วก็สรุปว่า ณ เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ นาฬิกาของวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมพื้นที่ตรงรอบ ๆ เซ็นทรัลเวิลด์ ก็ขอกราบเรียนว่าไม่ใช่แน่นอนครับ เจ้าหน้าที่ในส่วนของผู้ที่เดินทางไปจากทางเพลินจิตนะครับ ขณะนั้นไปได้ไกลที่สุดก็อยู่ ประมาณชิดลมครับ จากสวนลุมก็หยุดอยู่ตรงสามแยก ตรงสารสินครับ จากราชปรารภ อยู่ประตูน้ําไม่ได้เข้ามาครับ แล้วจากสนามกีฬาเข้ามาตรงเฉลิมเผ่าครับ อย่างที่เคย กราบเรียนไป เพราะฉะนั้นไม่มีกรณีที่เจ้าหน้าที่ไปควบคุมครับ แล้วก็ที่สําคัญที่สุดครับ สําหรับเหตุการณ์การเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ท่านจะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ครับ แต่ผมเลือกที่จะเชื่อ รปภ. ของเซ็นทรัลเวิลด์ ที่หลายคนคงได้อ่านคําสัมภาษณ์ในสื่อมวลชนว่าเขาต้องเผชิญกับ อะไร ใครพยามเผา เผาแล้วพอไฟดับกลับเข้าไปเผาใหม่ แล้วก็พยายามที่จะทําร้ายแม้กระทั่ง พยายามที่จะฆ่าเขาด้วย ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้โกหกหรอกครับ แต่ผมเชื่อสิ่งที่เขาพูดมากกว่า ที่ท่านพูดครับ”
ท่านประธานครับ วันนั้นผมอภิปรายท่าน ผมบอกวันนั้นเราไม่อยู่ในเหตุการณ์หรอกครับ ท่านนํา รปภ. ของเซ็นทรัลเวิลด์ มายืนยันก่อน วันนี้ผมจะนําสิ่งที่คนที่ท่านกล่าวถึงนะครับมายืนยันกับท่าน ว่าเหตุการณ์ ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านพูดเลย ท่านโกหกกลางสภา วันนี้ผมนั่งฟังท่านโกหกมาตลอด ท่านบิดเบือนมาโดยตลอด ผมอยากจะรู้ท่านจะตอบว่าอย่างไร ทุกคนบอกว่าท่าน ปล่อยปละละเลยให้ไฟไหม้เซ็นทรัลเวิลด์ ท่านประธานจําหนังสือฉบับนี้ไว้ได้นะครับ หนังสือฉบับนี้ที่เขียนว่าเสียงจากเจ้าของบ้าน พนักงานดับเพลิงที่เขารักและหวงแหน ถิ่นที่ทํากินของเขา เขารักบ้านของเขา เขาปกป้องเซ็นทรัลเวิลด์ด้วยหัวใจ วันนี้ละครับ เขาจะมาบอกท่านว่าเกิดอะไรขึ้นภายในเซ็นทรัลเวิลด์ เขาจะพูดถึงความใจดําของท่าน พูดถึงความอํามหิตของท่าน ถ้าวันนั้นไม่ใช่ท่านนั่งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรองนายกรัฐมนตรี ไฟไม่ไหม้กรุงเทพมหานครแน่นอน แล้วคนเหล่านั้นเขาพร้อมที่จะมาตอบโต้กับท่านครับ ว่าความจริงคืออะไร ผมบอกได้เลยครับหลักฐานเหล่านี้ถ้าไปสู่สาธารณชน ท่านลําบาก ผมมีหลักฐานตั้งแต่เป็นเรื่องหนังสือจากเจ้าของบ้านทั้ง ๔๑๗ คน มีหนังสือมติชน ท่านยังจําได้ไหมครับ ที่ใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ท่านสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ พูดว่าอะไร ผมมีหนังสือสัมภาษณ์ เดี๋ยวผมจะให้ท่านดูนะครับ คนค้นคน นะครับ เป็นหนังสือของ พนักงานดับเพลิง เดี๋ยวเขาจะเขียนว่าอะไร ผมจะเล่าให้ฟังครับ มันอยู่ในนี้หมดละครับ ผมมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายบันทึกอุบัติเหตุทางการของเซ็นทรัลในนี้หมดครับ เกิดเหตุการณ์ ทุกขั้นตอนนะครับ ของเซ็นทรัลเขาทําไว้ภายในมีหมดครับ จะยืนยันกับท่าน ผมมีหลักฐาน ที่เป็นคลิปวิดีโอที่เขาทําขึ้นมา บรรยายความเจ็บช้ํา เจ็บปวดของเขาที่ถูกเพลิงไหม้ ผมมี หลักฐาน มีภาพถ่ายจากผู้เห็นเหตุการณ์ชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่บนชั้น ๒๓ ของ คอนโดมิเนียมเพรสซิเดนท์ เพลส อยู่ไม่ไกลครับ เขาบันทึกภาพเหตุการณ์การระเบิด เซ็นทรัลเวิลด์ ระเบิดบ้านระเบิดเมือง เกิดขึ้นได้อย่างไร ภายใต้การควบคุมของทหาร อย่างใกล้ชิด ผมมีครับ เวลา ๑๗.๔๐ นาฬิกา ผมมีหลักฐานเป็นแผนผังและการควบคุม การปฏิบัติการของการป้องกันการดับเพลิงทั้งหมด มีหมดเลยครับ มีรายชื่อพนักงานดับเพลิง หมดว่าใครอยู่จุดไหน ๆ เดี๋ยวผมจะให้ดูแผนผัง คลุมหมดครับ ใกล้ชิดมากครับ แต่ดับเพลิงไม่ได้ เพราะข้างล่างมันมีผู้ก่อการร้ายอย่างไรครับ ท่านสั่งไม่ให้พนักงานดับเพลิง เข้าครับ ทหารสั่งถอย สั่งถอย เขาถามอยู่ไหนละครับผู้ก่อการร้าย ทหารเป็นพันคนนะครับ ผู้ก่อการร้ายมีกี่คนครับที่เข้าไปในเซ็นทรัล ไม่ถึง ๒๐ คนนะครับ ผมนับดูทุกวันนี้ ภาพกล้องวงจรปิด ดูหมด ไม่ถึง ๒๐ คน หายไปไหนท่านประธาน ผมบอกนะครับ ท่านปล่อยปะละเลย ผมให้ท่านประธานดูหนังสือแล้วนะครับ นี่เป็นภาพที่มาจากภายในของ เซ็นทรัลเอง ทั้งหมดเป็นผู้บริหารระดับสูงของเซ็นทรัลครับ เขาประชุมกันมาก่อนตั้งแต่ ๒ เดือนแล้วครับ ตั้งแต่ นปช. ไปชุมนุมกัน เขาอยู่ตรงนั้นตลอด นี่คือภาพนะครับ เขาประชุม ดูแลกันนะครับ ท่านประธานครับ กินอยู่ หลับนอนกันเบ็ดเสร็จ ภาพดูช้า ๆ ครับ อยู่ชั้นบน คอยรักษาการณ์ดูกันตลอด นอนก็นอนที่นั่น ไม่กลับไปไหนเลยครับ อยู่ตรงนั้นมา ๒ เดือน มีการ์ดประมาณ ๒๐๐ กว่าคนอยู่ตรงนั้น ยามรักษาการที่ท่านพูดละครับ ๒๐๐ กว่าคน เดี๋ยวเขาจะบอกว่าเกิดอะไรขึ้น เขาสังเกตการณ์ อยู่ตึกสูงตลอดเวลา อุปกรณ์ ถังดับเพลิง ท่านประธานครับ เป็นพัน ๆ ชุด เยอะมาก ไม่มีทางหรอกครับ ไฟไหม้ได้ เป็นไปไม่ได้ หรอกครับ ทุกฝีก้าว ท่านประธานครับ แหว่ง ๆ นี้ไม่ใช่อะไรท่านประธานครับ จริง ๆ เป็นภาพภายในของเซ็นทรัลละครับ ท่านศิริโชคบังคับให้ตัดออก กลัวครับ นิดเดียวก็เอาครับ แต่จริง ๆ คือภาพนี้เอาออกมาจากข้างในของเขาเองนะครับ เป็นภาพที่เขาใช้กันอยู่ แต่ท่านกลัวภาพของเซ็นทรัลมันหลุดออกมา บังคับให้ตัดแค่นี้ แหว่ง ๆ นี่นะครับ ดูนะครับ นิดเดียวก็เอาครับ ผมบอกว่ามีอะไร ของในภาพนั้น ท่านบอกไม่ได้ครับ เอาละครับ ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร นี่ครับ ภาพการมอบตัวที่ผมให้ดูเมื่อสักครู่ เขาเป็นคนถ่ายไว้ครับ เขารู้ทุกฝีก้าว ไปมอบตัวตั้งแต่กี่โมงนะครับ เอาละครับท่านประธาน ตอนนี้ผมจะมีภาพของซีซีทีวี (CCTV) อยู่ เวลาประมาณบ่ายสองโมงตรง มีคนเข้ามาที่ประตูอี ด้านที่ติดกับรางรถไฟฟ้า ท่านประธานดูนะครับ เขาเอาอะไรเข้ามาครับ กล่องโฟมท่านประธาน ยกกล่องโฟมเป็นแพ็ค (Pack) เลยครับเอาเข้ามา มาอย่างไรครับ ชุดนี้ปฏิบัติการเองครับ คนไหนทุบ ทุบครับ คนยกของก็ยก บ่ายสองโมงนะครับ แต่ที่เข้ามานั่นนะครับ พนักงานเขามี ๔๐๐ กว่าคน เข้ามาเสร็จชุดแรกเขาผลักดันออก อันนี้เป็นภาพที่เขาผลักดันออกไปหมดครับ ไล่ออกหมด เลยครับ ไม่มีเหลือ ที่เข้ามาเขาไล่หมด อันนี้เป็นภาพสปริงเกอร์ ทํางานตอนเย็นนะครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าภายในมีสปริงเกอร์ (Springer) นะครับ ที่ดับเพลิงนี่ง่ายมาก ผมอยากจะเรียนท่านประธานนะครับว่าที่จริง พลตํารวจโท ชุมพล บุญประยูร ผู้เชี่ยวชาญ พิเศษด้านสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เลขาธิการ สมาคมบรรเทาสาธารณภัย ที่ปรึกษาด้านการป้องกันอัคคีภัยในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป (Central Group) ได้พูดเรื่องนี้เอาไว้ในหนังสือของคนค้นคน เขาบอกว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาบอกว่า เอาเฉพาะแค่ระบบป้องกันอัคคีภัยในห้างก็เกินพอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงบุคลากร เผาอย่างไร ก็ไม่ไหม้ เพราะทุก ๆ ๓ ตารางเมตรจะมีสปริงเกอร์เต็มไปหมดครับ ในทุกเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓ เมตรจะมีสปริงเกอร์คุมหมด ไหนจะสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ไหนจะกล้องซีซีทีวี ที่มองเห็นทุกจุดที่เกิดเหตุ ไหนจะมีกล้องควบคุมสถานการณ์อีก ๓ จุด จะเห็นได้เลยครับ ไม่มีทางไหม้ลุกลามได้เลย แต่นี่มันตั้งใจเผาแล้วไล่คนที่ดับเพลิงออกมา เผาอย่างนี้ ๒-๓ ชั่วโมงก็ไหม้หมดแล้วถ้าไม่มีคนดับ เขาบอกว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาบอกต่ออีกครับ เขาบอกทําไมผมถึงรู้สึกโกรธ เจ็บแค้น ปวดร้าว ทั้ง ๆ ไม่ใช่สมบัติอะไรของผมเลย หรือของพ่อแม่ผมเลย เราก็เป็นนักดับเพลิง มันเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องช่วยชีวิต พิทักษ์ทรัพย์สิน ต้องช่วยเหลือตามมนุษยธรรม แต่เรากลับทําอะไรไม่ได้เลย มันเป็น โศกนาฏกรรมที่ไม่น่าเกิดขึ้น ท่านประธานหัวอกของคนเป็นพนักงานดับเพลิง ผมอยากจะ เรียนท่านเลยครับ ผมเคยเป็นนายกเทศมนตรีมา ดูแลดับเพลิง ผมบอกได้เลยครับถ้าไฟไหม้ ด้วยหัวใจพวกเราเราดับไฟทันทีครับ เราไม่มานั่งดูไฟไหม้กันอย่างนี้หรอกครับ ทหารที่ รายล้อมทั้งหมดใจดําครับ แต่ผมไม่ว่าทหารใจดํานะครับ ใจดําเพราะว่าคน ๆ หนึ่งสั่งการ ไม่ให้เข้าไป เขาก็สั่งการต่อบอกห้ามเข้าไป พนักงานดับเพลิงก็มองตาปริบ ๆ ครับ เขาไม่ให้เข้า ทําอย่างไร คือความเลวร้ายของผู้ปกครอง ท่านประธานครับ ผมจะเรียนท่าน ท่านดูนะครับ ต่ออันนี้ หนังสือคนค้นคนเขาบอกว่า จงใจเผา คนโดนเศร้า คนเผาลอยนวล นี่ครับจะอยู่หนังสือของ คนค้นคน ท่านประธานทั้งหมดที่เห็นจะอยู่ภายในของเล่มนี้หมด ขอบคุณครับ ท่านประธาน ตรงนี้ พลตํารวจโท ชุมพล เขาบอกว่าวันนั้นมีคนอยู่ในเหตุการณ์ ๓๐๐ กว่าคนที่สามารถชี้ได้ ว่าเป็นฝีมือใคร นี่ครับกลุ่ม รปภ. ใครทําหรือไม่ทํา โต ๆ อาจจะพูดไม่ออก ผู้บริหาร พูดไม่ออก แต่เด็ก ๆ นั้นพูดกันทั้งนั้น เพราะพวกเขาบาดเจ็บมา โดนไล่ยิงมา ต้องคลาน ต้องหมอบกันไปตลอดทางห่างเป็นกิโลเมตรกว่าจะออกมาจากสถานการณ์เลวร้ายตรงนั้น ได้ ออกไปถึงสนามกีฬาโน่นครับถึงจะเป็นอิสระ เขาเจ็บปวด เขาเฝ้ารักษาอยู่ตรงนั้น ๔๑๗ คน ถ้าจะให้เขาออกมา ท่านประธานเขาบอกอย่างไรครับ ตลอดเวลา ๒ เดือนเต็ม ๆ เราได้ประสาน ไมตรีกับผู้ชุมนุมมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะพวกการ์ดแทบรู้จักกันทุกคน แต่ในวันเกิดเหตุ เราไม่เห็นหน้าคนเหล่านั้นเลย มีแต่ผู้ที่เรียกตัวว่า กองกําลังไม่ทราบฝ่าย กลุ่มนี้ เป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผู้ก่อการร้ายที่แม้แต่ตํารวจ ทหารก็ไม่กล้าแตะ ถ้าแตะมันต้องมีศพ กันบ้าง แต่นี่ไม่ คนกลุ่มนี้เข้าออกที่เกิดเหตุโดยไม่มีใครกล้าทําอะไรพวกเขา เจ้าหน้าที่ มีข้อมูลทุกอย่าง แต่ทําไมถึงจับคนร้ายไม่ได้ ท่านประธานครับ หัวหน้าดับเพลิงเขาพูดอยู่ ในหนังสือของคนช่วยคนครับ หนังสือคนช่วยคนเขาบอกหมดเลยครับ นี่คือเป็นหนังสือ ที่ไปหาได้เลยในท้องตลาด ไปดูของสมาคมเขาไปดูครับ นี่คือเหตุการณ์ที่เขาพูดออกมา ความเจ็บปวดของเขาเป็นอย่างไร ท่านประธาน ตอนนี้เป็นช่วงที่ ๒ ตรงนี้เป็นคําบรรยาย ที่ออกมาจากเซ็นทรัลเอง ของพนักงานเขาออกมา เขาเขียนว่าอย่างไรครับ เวลา ๑๔.๐๐ น. ผู้บุกรุกซึ่งแต่งกายชุดทหารได้เตรียมขว้างระเบิด เห็นไหมครับ เลา ๆ นี่ครับ เขาเห็นชัดเจนครับ ไม่มีหรอกครับคนที่เป็นกลุ่ม นปช. จะแต่งตัวอย่างนี้ ลองพลิกไปอีกหน้า เอาให้ดูชัด ๆ หน่อย เขาเห็นชัดครับ เขายืนหลบอยู่ใกล้ ๆ เขาเห็นหมดเลยครับ แต่งกาย ชุดทหารครับ ไม่มีครับพวกกลุ่ม นปช. จะแต่งตัวแบบรัดกุม ใส่รองเท้าโอ๊ปอย่างนี้ รองเท้านี้ ไม่มีหรอกครับ แต่งตัวเรียบร้อยอย่างนี้ไม่มีหรอกครับ ส่วนใหญ่อยู่ในที่ชุมนุมเป็นเดือน แต่งตัวกะรุ่งกะริ่งไปเลยครับ ไปดูต่อครับ คนนี้ขว้างระเบิดเข้ามาครับ เป็นระเบิดน้อยหน่า ละครับ หลุมใหญ่มากครับ ไม่ใช่ระเบิดปิงปอง ทําไม่ได้ครับ แล้วดูนะครับเกิดอะไรขึ้นครับ พนักงานครับ เหวอะหวะหมดเลยครับ หนีหมดเลยครับ เขาไล่พวกเขาออกครับ บาดเจ็บ หมดเลยครับ เหวอะหวะหมดเลยครับ เมื่อเวลาบ่าย ๓ โมง ๔๕ นาที เขาก็ประสานงาน ไปยังตํารวจของวังสระปทุมครับ ก็มีเข้ามาครับ เข้ามาช่วยเหลือ มีตํารวจเข้ามาครับ แล้วเขา ก็จับผู้ที่บุกรุกเข้ามาได้ ๙ คน ถูกดําเนินคดีไปแล้ว ไม่มีอะไรครับ ๙ คนนี้ แต่ท่านเป็นคน บอกว่า ๙ คนนี้เข้ามาเผานะครับ ในสํานวนบอกมาเผา เอาถังแก๊สมาด้วย ๗ ถังครับ แต่ในตอนที่จับกุมไม่มีนะครับ ไม่มีถังแก๊ส ๗ ถังนะครับ ไม่มีภาพนะครับ ผมถามว่า เขามีไหมถังแก๊ส ไม่มีนะครับ แต่ท่านบอกว่ามี เอาละครับ เขาก็ปฏิเสธกันหมดละครับ อันนี้ ก็ไปว่ากันในชั้นศาลครับ นี่ครับการปฏิบัติงานของตํารวจของวังสระปทุม เข้ามาตั้ง ๔๐ คน เขาก็เข้ามาตรวจตรา เข้ามาดูครับ จับคนได้ ๙ คน นี่ครับ แต่พอประมาณสัก ๔ โมง ๔๐ นาที ตํารวจบอกว่าไม่ได้ครับ มีผู้ก่อการร้าย มีผู้บุกรุก ถอยครับ บอกถอยดีกว่า ตํารวจ ที่มีอาวุธครบมือ ถอยหมดครับ อยู่ไม่ได้ครับ พนักงานอีก ๔๑๗ คนครับ ถอยครับ แล้วในตรงนั้นผมบอกว่าคนเข้ามา จากภาพซีซีทีวีมีไม่ถึง ๒๐ คน คน ๔๐๐ กว่าคน พร้อมตํารวจอีก ๔๐ คน ถอยครับ ต้องออกครับ เพราะท่านบอกให้ออก ผมอยากจะเรียน นะครับ ถามนิดหนึ่งครับ ท่านสั่งเขาออกแล้ว ตํารวจรู้ครับ อยู่รอบนั้นหมดเลย ทําไม ท่านไม่เข้าไป ทําไมท่านไม่เข้าไปในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ตํารวจ ทหาร หายไปไหนครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพทําไมไม่สั่งทหารเข้าไปครับ จงใจหรือเปล่าครับ เดี๋ยวผมจะบอก ให้ว่าทําไมถึงไม่เข้าไปครับ งานนี้วางแผนกันไว้อย่างดีเดี๋ยวจะบอกให้ท่านฟัง นี่ครับ ท่านประธานครับ นี่ภาพของผู้บุกรุก นี่ครับคนของเซ็นทรัลเวิลด์บอก คนนี้ละครับบุกรุก ดูแต่งกาย นะครับ รองเท้าบูท (Boot) แต่งกายรัดกุมครับ กระชับอย่างดีเลย ตัดผมสั้น ผมดูนะครับ เหมือนเจ้าหน้าที่เลย ชัดเจนครับ บุกรุกเข้าไป นี่เขาถ่ายได้ตรงลานจอดรถ นี่คนเดิม อยู่ตรงลานจอดรถ มีแค่นี้เองครับ ท่านประธานครับ มีแค่นี้เอง ไม่กี่คนเลยครับ แต่ท่าน ไล่คน ๔๐๐ คนออกไปได้ครับ ประหลาดไหมครับ ข้างนอกเองก็ไม่มีนะครับ เมื่อครู่เห็นภาพ ของวิดีโอนะครับ ไม่มีนะครับ คนข้างนอกก็ไม่มีข้างในก็ไม่มีครับ แต่ทหารปล่อยให้ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ไฟไหม้ได้ เกิดอะไรขึ้นครับ เมื่อกี้ผมให้ท่านประธานดูแล้วนะครับ เขาบอกว่า ทหารไม่ต้องเยอะหรอก คนเข้าไปไม่ถึง ๒๐ คน ท่านจะได้กรุณาส่งทหารสัก ๒๐ คนเข้าไป เรียบร้อยครับที่เข้ามา ไม่มีทางหรอกครับ กรุงเทพมหานครจะไฟไหม้ขนาดนี้ แล้วเดี๋ยวผม จะมีแผนผังการปฏิบัติงาน การสั่งการของพนักงานดับเพลิงทุกขั้นตอน ผมจะให้ท่านดู ท่านสั่งการให้พนักงานดับเพลิงถอยหมดครับ อ้างว่ามีการยิงกันครับ แต่ไม่มีกระสุนปืน ไม่มีครับ เข้าไปตรวจสภาพ ไม่มีครับ มีเสียงยิงกันจากบนรางรถไฟฟ้าเท่านั้นครับ นี่ครับ ตรงนี้จุดสําคัญ ผมจะให้ท่านประธานดูนิดหนึ่ง ภาพนี้ครับ ท่านประธานดูนี่ก่อนครับ ภาพนี้ท่านประธานครับ ตรงนี้ละครับ เวลาประมาณ ๕ โมง ๔๒ นาที เดี๋ยวผมจะมีภาพให้ ท่านประธานเห็นหมดนะครับ จะมีภาพเปรียบเทียบ เพลิงไหม้เกิดที่ตรงที่หลังเดอะ เฮด ระเบิดกลุ่มนี้ ระเบิดกลุ่มนี้เดี๋ยวผมจะมีภาพให้เห็น เป็นระเบิดที่ใช้น้ํามันเป็นพัน ๆ ลิตร ระเบิดตู้ปุ๊บ ภายใน ๑ นาทีควันหายหมดเลย เป็นระเบิดที่ลักษณะเป็นการใช้เชื้อเพลิงดับ น้ํามัน ไม่ใช่กลุ่มควันปกติ ผมถามว่าเวลา ๕ โมงเย็น ช่วงแรกพนักงานเซ็นทรัลอยู่ภายใน หมดนะครับ พอ ๔ โมง ๔๐ นาที ท่านเอาเขาออกหมดครับ ๔ โมง ๔๙ นาที ไปหมดครับ ไม่มีเหลือ ๕ โมง ๔๒ นาที ประมาณ ๕ โมง ไล่ยิงครับ เริ่มยิงคนตายแถว ๆ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร กดดันหมดครับ คนวิ่งหนีแทบตาย อยู่ไม่ได้ครับ แล้ว ๕ โมง ๔๒ นาที ก็มีระเบิดลูกนี้ เกิดขึ้นมาหลังเดอะ เฮด เมื่อสักครู่ที่ผมบอกครับ ตรงนั้นไฟไม่ไหม้มันดับหมดแล้วครับ จู่ ๆ ๕ โมง ๔๒ นาที มันเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ บริเวณนั้นที่ภาพวิดีโอ ที่เขาเห็น ไม่มีอะไรเลยนะครับ ไม่มีคน ไม่มีอะไร ผมมีภาพถ่าย ๓ ชั่วโมงเศษ ไม่มีคนครับ ไม่มีเสียงยิงปืน ไม่มีอะไรเลยครับ ท่านเก็บกล้องซีซีทีวีบริเวณถนนเกสรไปไหนครับ เอาไปไหนครับ เก็บหมดครับ เพราะท่านถือว่าหมดแล้ว ไม่มีใครรู้ท่าน ท่านเก็บหมดครับ ซีซีทีวีอยู่แถวหน้าสํานักงานตํารวจแห่งชาติเก็บหมดครับ เอามาดูสิครับ มีจริงหรือเปล่า มีผู้ก่อการร้ายไหม เอาไปไหน ไม่มีท่านประธานครับ นี่ตอน ๕ โมง ท่านประธานครับ ก่อนเพลิงไหม้นิดหนึ่ง ทหารคุมหมดนะครับ ตรึงกําลังอยู่โดยรอบ ท่านประธานดูดี ๆ ทหารตรึงหมดครับ สบาย ๆ ถอดเสื้ออยู่กัน เดินไปเดินมา มีแต่นักข่าวนะครับ นี่ครับ ๕ โมง ๒๔ นาที ร้อยตํารวจเอก ชาญณรงค์ พึงรัตนะมงคล ผู้อํานวยการฝ่ายปฏิบัติการ เขตใต้และธน สมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย เจ้าของรหัส อส. ๕๐ หัวหน้าทีมดับเพลิงที่ห้างเซ็นทรัล เขาบอกอย่างไรรู้ไหมครับ ผมอึดอัดมากที่ไม่สามารถ เข้าไปดับเพลิงได้ตั้งแต่แรก แต่ต้องคํานึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ก่อน จะเข้าไป ช่วยเขาเราก็ต้องปลอดภัยนะครับ ถ้าเขามียิงอยู่ เขาเผาอยู่ เราเข้าไปดับ เขาก็ไม่พอใจ มันไม่ใช่อุบัติเหตุ มันจงใจเผา มีการกีดกั้นไม่ให้เข้าไปดับ มีการปิดล้อมรถ ยึดรถ มีทุกอย่าง ทําให้การทํางานยากขึ้นมาก คนดับเพลิงก็เสียใจกันทั้งนั้นละครับที่มีคนเข้าไปเผา แล้วเรา ไม่สามารถเข้าไปดับได้ หัวหน้าใหญ่เขาบอกไว้เลยครับ ไม่ใช่แต่หัวหน้าใหญ่ครับ ท่านประธาน พนักงานดับเพลิง ผมเข้าไปพบมาแล้ว ไปคุยกันมาหมดแล้วครับ เขารู้หมดครับ เอามาเป็นพยานไหมครับ ไปสอบสวนกันในศาลเมื่อไร ผมจะขึ้นไปเป็นพยานแล้วจะ พาเขาไปด้วย
เดี๋ยวมีผู้ประท้วง ท่านประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ประมวล เอมเปีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดชลบุรี ไม่ต้องห้ามผม ผมขอนิดเดียว ผมนั่งฟังอย่างสัปหงกนะครับท่าน ผมฟังท่านวรวัจน์บรรยายมาตลอด ผมขออภัยนิดหนึ่งครับว่า ผมก็ยังไม่รู้ทุกวันนี้ว่าใครเผากันแน่ ทําไมท่านไม่บอกว่าทหารเผาหรือใครเผา แล้วท่านทําไม ไม่พูดบ้างละครับว่าเวลาเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วเพชรที่ไปอยู่บุคคลที่สามนั่นใคร
ไม่ใช่ เป็นการประท้วงแล้วครับ นั่งเถอะครับ คือท่านสมาชิกครับขณะนี้ฝ่ายผู้ยื่นญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจเขากําลังกล่าวหานะครับ แล้วก็ใช้คําบรรยายรายละเอียดต่าง ๆ เดี๋ยวตอนสรุป คงจะได้ทราบตอนเขาจะกล่าวหาว่าอย่างไร ทนฟังหน่อยครับ เชิญนั่งครับ เชิญท่านวรวัจน์ ต่อครับ
ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ใจเย็น ๆ พรรคประชาธิปัตย์ใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งร้อนตัว ผมไม่ได้บอกอะไรครับ ตอนนี้ ผมยังไม่ได้บอกใครเผา ผมยังไม่ได้บอกว่าใครทําให้ไฟไหม้ แต่ผมบอกครับ คนที่ใจดํา นั่นคือท่าน คนที่อํามหิตนั่นคือท่าน ท่านให้ทหารปฏิบัติการสักนิดหนึ่งนะครับ ไฟไม่ไหม้ หรอกครับ ท่านปล่อยปละละเลย ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่าใครเผา ผมไม่เห็นมือตรงนี้ ท่านเก็บกล้องซีซีทีวีมาดูหน่อย แต่พร้อมที่จะยันกับท่านครับ แล้วผมมีพยานบุคคลนะครับ หนังสือเหล่านี้เขาเขียนออกมาครับท่านประธาน เดี๋ยวสื่อมวลชนจะนําหนังสือนี้ไปเผยแพร่ นําข้อความไปเผยแพร่ ยินดีเลยครับ นี่ครับ เสียงจากเจ้าของบ้าน ใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เขาเขียนทุกขั้นทุกตอนครับ ทุกบท ทุกตอนครับ ใจเย็น ๆ ครับ ผมบอกได้เลยครับ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ไม่เป็นผู้ว่า กทม. ไม่คุม กทม. ไว้ ไฟไม่ไหม้หรอกครับ ไปถามพนักงานดับเพลิงเขาดูสิครับ ท่านประธานดูนี่อีกทีหนึ่งครับ ผมให้ท่านประธานดู ย้ําไว้เลยครับ ๕ โมง ๔๒ นาที ระเบิดลูกแรก ๕ โมง ๔๒ นาที ๑ วินาที ตรงนี้ยังมีพรอพเพอร์ตี้อยู่นะครับ ที่บอกได้เลยว่าไฟไหม้เท่าไร ระเบิดตูมขึ้นมาควันโขมงเลย ๔๒ นาที ๑ วินาที กับ ๔๒ นาที ๔๗ วินาที ห่างกัน ๔๖ วินาที ควันจางไปแล้วท่านประธาน มันเป็นระเบิด ใช้เชื้อเพลิงประเภทน้ํามัน บึ้มแล้วก็จางไป ทันทีครับ ไม่ใช่กลุ่มควันปกติ แล้วหลังจากนั้น ๕ โมง ๔๓ นาที จุด ๓๖ วินาที อีกประมาณนาทีเดียว เพลิงก็เริ่มเกิดไหม้ ที่ชั้น ๓ ผมบอกเลยครับระเบิดลูกนี้เกิดขึ้นภายใต้การควบคุมของทหารนะครับ ทุกจุดเลย แล้วท่านก็ปล่อยปละละเลยครับ พนักงานดับเพลิงห้ามเข้าครับ มีผู้ก่อการร้าย ผมก็นึก คงชุลมุนกันน่าดู ผมไปตรวจดูหลักฐานทั้งหมดไม่มี แล้วคนที่เข้าไปแต่งกายรัดกุม แล้วทําไม ท่านไม่สงสัยเลยครับ ทําไมพนักงานดับเพลิง เจ้าหน้าที่ที่อยู่เป็นร้อย ๆ คนเขามายืนยันครับ แต่งกายแบบเจ้าหน้าที่ทหารครับ เขาบอกว่าได้ เขาบอกว่าอย่างไรครับ โต ๆ พูดไม่ออก เจ้าของพูดไม่ออกครับ แต่พนักงานดับเพลิงเขาพร้อมจะพูด ท่านไม่เชื่อเขานี่ครับ ก็ไหน ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเชื่อทาง รปภ. ครับ
ท่านวิชาญประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ มีชาย ๓ คนอยู่บนห้องกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ พกปืนขึ้นไปด้วยครับ ให้ รปภ. ขึ้นไปดูด่วนครับ ส.ส. สุชาติอยู่ข้างบนด้วยครับ เขากําลังดูกันอยู่ครับ ขออนุญาตครับ ท่านประธาน
ก็ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสภาไปตรวจสอบกันนะครับตามที่ท่านวิชาญได้ให้ ข้อมูล เชิญอภิปรายต่อครับท่านวรวัจน์
ท่านประธานครับ อย่าตื่นเต้น กันมากครับ
ท่านสมาชิกครับ กรุณาอยู่ในความสงบ ฟังอภิปรายต่อ ไม่มีอะไรหรอกครับ ท่านวิชาญ ก็ให้ระแวดระวังไว้เท่านั้นเอง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเราเข้มแข็ง เดี๋ยวคง ตรวจสอบครับ เชิญครับ มีอะไรครับ ท่านประท้วงอะไรอีกครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต ประท้วงผู้อภิปรายนะครับ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิก ได้กรุณาอภิปราย ผมจดไว้อย่างนี้ครับว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นรัฐบาล ไฟคงไม่ไหม้ ถ้าผู้ว่า กทม. ไม่ได้เป็นพรรคประชาธิปัตย์ ไฟไม่ไหม้ อันนี้เป็นการเสียดสี พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ส่วนการอภิปรายผู้ถูกอภิปรายเป็นเรื่องที่ผู้อภิปรายต้องชี้แจง ผมอยากให้ท่านได้ถอนคําพูดเมื่อสักครู่ครับ
ท่านวรวัจน์ครับ ประธานวินิจฉัยขอความกรุณาท่านถอนถ้อยคําดังกล่าวเสียครับ แล้วอภิปรายต่อ
ท่านประธานครับ ท่านประธานดูก่อน ได้ไหมครับ วันนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ ผมกล่าวหาครับ ท่านฟังคํากล่าวหาสิครับ รัฐมนตรีต้องแก้เองสิครับ ทําไมท่านต้องร้อนตัวด้วย
ท่านวรวัจน์ครับ ท่านกล่าวหา ในญัตติกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีกับรองนายกรัฐมนตรี นะครับ ก็ท่านไม่ได้ไปกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ฉะนั้นคําอภิปรายอย่าได้ไปพาดพิง ถึงบุคคลนอกญัตติที่ท่านได้ยื่นนะครับ ขอความกรุณาท่านถอนเถอะครับ
เอาละครับ ท่านประธานครับ ผมไม่อยากเสียเวลา ถ้าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ผมถอนคําว่า พรรค นะครับ แต่ผมก็บอกว่าถ้าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ดํารงตําแหน่งเป็นผู้บริหารนะครับ ไฟไม่ไหม้ เซ็นทรัล ถ้าพวกผมเป็นรัฐบาลอยู่วันนั้นไม่มีทางไฟไหม้กรุงเทพมหานครครับ ผมยืนยัน ท่านประธาน เพราะอะไร ผมจะชี้ให้เห็น มาดูสิครับ มาดูก่อนครับ
มีผู้ประท้วง เดี๋ยวนะครับ เชิญครับท่านผู้ประท้วงครับ ท่านสมาชิกครับ กรุณาเงียบหน่อย เดี๋ยวฟังผู้ประท้วงก่อนครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมยืนยันความเห็นและยืนยันข้อประท้วงของผมนะครับ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ทุกคําพูด ต้องถอนทั้งหมดครับ
ประธานก็วินิจฉัยให้ถอนนะครับ ถอนนะครับท่านวรวัจน์จะได้เดินหน้าต่อ
ท่านประธานครับ เรื่องเล็กครับ มันเหมือนกันละครับผมถอน คําว่า พรรคประชาธิปัตย์ ออก พอใจหรือยังครับ
เอาละครับ ถอนแล้ว อภิปรายต่อครับ มีอะไรอีกครับ ประท้วงกันใหญ่
(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านหมอวรงค์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลกครับ ผมขออนุญาต ประท้วง ต้องให้ท่านประธานชี้แจงกับคําพูดที่ว่า มีชายชุดดํา ๓ คนอยู่ในห้องกลุ่มงาน โสตทัศนูปกรณ์ครับ ผมว่าท่านประธานต้องชี้แจงให้ได้นะครับว่ามีอยู่จริงหรือไม่ครับ ถ้าท่านประธานตรวจสอบดูแล้วว่ามีอยู่จริง ท่านก็ต้องชี้แจงเพราะว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ รัฐสภาครับ ท่านประธานต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าไม่มี ท่านที่พูดครับ โกหกนะครับ ท่านประธาน ต้องถอนคําพูดนะครับ ท่านประธานครับ
เอาอย่างนี้ครับ ท่านประธานก็ให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ เดี๋ยวเขาคงรายงานนะครับ เพราะประธานก็นั่งอยู่บนนี้นะครับ เดี๋ยวได้รับรายงานแล้วก็จะเรียนให้ท่านสมาชิกทราบ ข้อเท็จจริง
(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านวิชาญมีอะไรครับ ในฐานะผู้นําข้อมูลมา เชิญครับ
ท่านประธานครับ วิชาญ มีนชัยนันท์ พรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร ยืนยันครับ ตอนนี้มีชายชุดดํา ๓ คนอยู่ในห้อง กลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ ล็อกประตูและไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ของสภาเปิดประตูเข้าไปครับ ท่านประธานครับ ต้องเร่งดําเนินการในเรื่องดังกล่าวนะครับ
ครับ
ทําไมปล่อยให้คนที่พกอาวุธปืน เข้ามาอยู่ในสภาได้ครับ
นั่งเถอะครับ คือประธานได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบแล้วนะครับ เดี๋ยวก็รอฟังรายงาน
ก็ตอนนี้อยู่ในห้องนะครับ
ไม่ว่าจะอยู่ในห้องไหนในบริเวณรัฐสภาถือว่าไม่ชอบทั้งนั้นละครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่เขาจะดูแลเอง
(นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านอรรถวิชช์มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส. กทม. ครับ ข้างบนมีเจ้าหน้าที่ครับเป็นทีมงานของท่านสุเทพ ขึ้นไปทําการเปิดคลิป ซึ่งเป็นคลิปที่ได้รับอนุญาตเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่า อย่ากลัวเกินเหตุครับ ท่านประธานครับ เป็นเจ้าหน้าที่ที่เขาได้รับอนุญาตในการเปิดคลิปครับ
ก็ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่เขาก็รายงานเองครับว่าใครเป็นใคร เชิญท่านวรวัจน์อภิปรายต่อครับ
ท่านประธานครับ พวกผมไม่เห็นมีสิทธิ เข้าไปในห้องโสตฯ เปิดคลิปเองเลย ท่านมีสิทธิอะไร ท่านมีสิทธิอะไรครับ วันนี้ท่านเข้ามา
กราบเรียนท่านประธานว่าในขณะนี้ การถ่ายทอดเสียงทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ เอ็นบีที ถูกตัดทั่วประเทศ ไม่มีเสียงสักช่องครับ ให้ท่านประธานช่วยตรวจสอบ แล้วก็ฝากท่านรัฐมนตรีให้เป็นไปตามความเหมาะสมด้วยครับ
ก็ ๒ เรื่องนะครับ ๑. ขอให้หัวหน้ารักษาความปลอดภัยของรัฐสภาได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เรื่องมีบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องได้เข้าไปและมีการพกพาอาวุธปืน ก็ตรวจสอบและรายงาน ให้ประธานทราบด้วยนะครับ แล้วก็ ๒. เรื่องการถ่ายทอดสด ขณะนี้ที่บอกว่าสถานีโทรทัศน์ ไม่ถ่ายทอดสด ก็ขอความกรุณาผู้รับผิดชอบได้ตรวจสอบดูนะครับ เพราะเหตุใดถึงไม่มี การถ่ายทอด เชิญต่อครับท่านวรวัจน์
ท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่า ท่านอะไรกันนักกันหนา แล้วต้องเรียนนะครับ
อะไรอีกละ ประท้วงอะไรอีกครับ เชิญหมอวรงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก กําลังโชว์ท่านประธานครับ ขณะนี้ช่อง ๑๑ กําลังถ่ายทอดสดอยู่พร้อมเสียงครับท่านประธาน
เอาละครับ เชิญท่านอภิปรายต่อ ขณะนี้ก็มีการถ่ายทอดอยู่ เชิญครับ
ท่านประธานครับ อะไรกันนักกันหนา แล้วผมต้องเรียนนะครับ พนักงานที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพที่เขาบอกว่าไปเปิดคลิป พกอาวุธปืนเข้าไปในสภา ไปตรวจคลิปครับ
ประเด็นนี้ผ่านไปนะครับ อภิปรายครับ เจ้าหน้าที่เขาตรวจสอบอยู่ ท่านอภิปรายของท่านไป นะครับ
ท่านประธานครับ ผู้อภิปรายนะครับ วันนี้เอาคนชุดดําเข้าไปอยู่ในห้องกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ พกพาอาวุธปืนไปด้วย มันไม่เกินไปหรือครับ เล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้อย่าทําเลยครับ
เดี๋ยวก็ ไม่ได้อภิปรายกัน ประท้วงอีกแล้ว เชิญครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ผมว่าท่านวรวัจน์ก็อภิปรายไปเถอะ ข้างบนยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าไม่มีครับ แล้วเดี๋ยวก็จะมีทีมงานขึ้นไปช่วยดูนะครับ ซึ่งอาวุธไม่มี นะครับ ไม่มีอาวุธครับ อย่ากลัวครับ
ท่านสมาชิกครับ กรุณาอยู่ในความสงบ ฟังท่านวรวัจน์อภิปรายต่อครับ พอแล้วครับ ท่านสุชาตินั่งเถอะครับ ท่านวรวัจน์เชิญอภิปรายครับ
(นายสุชาติ ลายน้ําเงิน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงอะไรอีกครับ ท่านสุชาติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี เมื่อกี้นี้เหตุมันเกิดท่านประธานครับ ในเมื่อ ท่านประธานให้ผมเป็นผู้แทนราษฎร ทําเอกสารแบบถูกต้อง ผมก็เอารูปเสธ. แดง กับเอกสารไปให้หน่วยตรวจเอกสารตรวจสอบ แต่ไม่ทราบว่าชายชุดดํา ๓ คนไม่รู้มาจากไหน สงสัยจะเป็นนักเลงโต พกอาวุธหรือเปล่า แต่ไม่กล้าออกจากห้องท่านประธานครับ
เอาละครับ ผมได้ให้เจ้าหน้าที่เขาไปตรวจสอบแล้วครับ พอแล้วครับ ไม่มีแล้วครับ ท่านวรวัจน์อภิปรายต่อเลยครับ ท่านอรรถวิชช์นั่งเถอะครับ พอแล้วครับ
(นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ประท้วงอะไรอีกครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อีกครั้งครับ ท่านรองประธานอภิวันท์ขึ้นไปตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอาวุธใด ๆ ทั้งสิ้นครับ อภิปรายต่อเลยครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
เชิญอภิปรายได้เลยครับ เชิญนั่งครับท่านวิชาญ พอแล้วครับ ท่านวรวัจน์อภิปรายต่อครับ ท่านรองประธานอภิวันท์ท่านเป็นรองประธานที่กํากับดูแลเรื่องความสงบเรียบร้อยนะครับ ฉะนั้นท่านก็ไปดูแลของท่านแล้ว เชิญท่านวรวัจน์อภิปรายต่อครับ บรรยากาศก็เป็นไปด้วยดี นะครับ เชิญอภิปรายต่อครับ
ก็ทุกครั้งที่ผมขึ้นอภิปราย ก็จะเป็น อย่างนี้ละครับ อย่าเกรงไปเลยครับ ผมกําลังบอกว่าอย่างนี้ครับ ผมกําลังบอกว่าตั้งแต่เช้า ของวันที่ ๑๙ นั้นนะครับ ทหารได้บุกเข้ามาตลอดครับ ยิงประชาชนตายไป ๒ คน และเมื่อบ่าย ๒ โมง ๔๐ นาที ก็บุกเข้าไปจนถึงเวที พบกับภาพผู้หญิงคนสุดท้าย แล้วก็คุมอยู่ จนถึงเย็น มีภาพทหารไล่อยู่ขั้นตอนหนึ่ง แล้วตอน ๕ โมง ๔๒ นาที ก็เกิดเพลิงไหม้ ท่านบอกว่ารถดับเพลิงเข้าไม่ได้ เขาบอกครับ ถ้าจะเข้าไปได้ท่านต้องสั่ง ทหารไม่ให้เข้าครับ แล้วตรงนี้ครับจะเป็นแผน เห็นไหมครับแผนปฏิบัติระงับเหตุความไม่สงบเรียบร้อย ในสถานการณ์ฉุกเฉินบริเวณแยกราชประสงค์ และแยกศาลาแดง สํานักป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร อันนี้เป็นของสํานักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประจําวันที่ ๑๙-๒๑ นะครับ ตรงบริเวณของห้างเซ็นทรัลเวิลด์นะครับ ได้รับแจ้งจาก หน่วยทหารที่ดูแลบริเวณแยกราชประสงค์ ไม่อนุญาตให้เข้าเพราะไม่ปลอดภัยจาก ผู้ก่อการร้าย และล่าสุดมีการยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่จนเวลาผ่านไป ๔ ชั่วโมงจึงสามารถเข้าที่ เกิดเหตุได้ เขาเข้าไปไม่ได้ครับ อันนี้คือที่เขาใช้วิทยุโต้ตอบกันครับ เขาบอกว่าเขาไปตรงนี้ เขาเข้าไม่ได้ ท่านประธานครับตรงนี้เป็นผังระงับเหตุ ขอโคลสภาพนิดหนึ่งนะครับ ตรงนี้ผม จะขอชี้ให้ดู ท่านประธานครับ ตรงจุดที่มีวงกลมนะครับ จุดเหลือง ๆ ตรงนี้เรียกว่าจุดจอด รถดับเพลิง เห็นไหมครับอยู่รอบเซ็นทรัลเวิลด์ มีหมดครับ แต่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้อยู่ตรงหลัง วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร อยู่ตรงสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แล้วก็อยู่ตรงแถว ๆ ของ ห้างเกษรพลาซ่าเลยครับ ล้อมอยู่ครับแต่ไม่ปฏิบัติงาน บอกเข้าไปไม่ได้ครับ มีผู้ก่อการร้าย ท่านประธานครับ แปลกนะครับ ผมขอดูต่อนะครับ โคลสภาพนิดหนึ่ง เห็นตรงที่เป็นดาว ๆ ไหมครับมาตรงสยามพารากอนนิดหนึ่งครับ เห็นตรงดาวไหมครับ อันนั้นเขาเรียกว่า จุดควบคุมสั่งการ เห็นไหมครับอยู่ตรงสยามพารากอน อยู่ตรงสํานักงานตํารวจแห่งชาติ อยู่ตรงเกษรพลาซ่า ภาพดาว ๓ จุด เอาไว้อยู่ตรงกลางภาพครับ เอาละครับ เห็นภาพ ดาวสีม่วง ๆ นะครับ เรียกว่าจุดควบคุมสั่งการครับ พารากอนไฟไม่ไหม้ครับ เกสรพลาซ่า ไม่ไหม้ครับ ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ไม่ไหม้ แต่เซ็นทรัลเวิลด์ทําไมไม่มี ไม่มีครับ แล้วคนที่เผานี่นะครับรู้ได้อย่างไรครับว่าในพารากอนมีจุดควบคุมสั่งการอยู่ มีคนดูแล รู้ได้อย่างไรครับว่าที่เกษรพลาซ่ามีคนดูแลอยู่ ไม่เข้าไปครับ คน ๑๐ กว่าคนนี้ เข้าไปครับ ตรงเข้าไปเผาที่เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลเวิลด์มีคนอยู่ ๔๐๐ กว่าคน แต่ถูก ให้ออกมาตอน ๔ โมง ๔๙ นาที ออกหมดครับ ออกแล้วก็ปล่อยว่าเขาส่งมอบพื้นที่ให้กับ ทหารแล้ว ท่านให้เขาออกไปท่านดูแลสิครับแล้วตอน ๕ โมง ๔๒ นาทีเกิดระเบิดไหม้ขึ้นมา แล้วในช่วงเวลานั้นก็ยิง ยิง ยิง บนรางรถไฟฟ้า ยิงจนถึงวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ตายไป ๗ ศพ คนในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร คนละแวกนั้นโงหัวไม่ได้เลยครับ พนักงาน เซ็นทรัลเวิลด์ที่ออกมาโงหัวไม่ได้เลยครับ อะไรกันครับ ผู้ก่อการร้ายอยู่บนรางรถไฟฟ้า ทั้งนั้นเลยครับผมบอกให้ ผมถึงบอกอย่างไรครับ ถ้าท่านไม่ใช่นายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์ แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีชื่อสุเทพนะครับ ไฟไม่ไหม้หรอกครับ คนไม่ตายอีก ๗ คน ที่วัดปทุมวนารามราชวิหาร ผมยืนยันครับในสิ่งเหล่านี้ นี่ครับท่านประธานครับ อันนี้ตรงจุด ที่เกิดเพลิง ตรงบริเวณของสยามสแควร์ เขาบอกว่ารถดับเพลิงไม่สามารถเข้าไปที่เกิดเหตุได้ มีหน่วยทหารแจ้งว่าไม่ปลอดภัยที่จะเข้าไป เนื่องจากมีการปะทะด้วยอาวุธปืน หากเข้าไป ผู้ขัดขวางจะทําร้ายเจ้าหน้าที่ดับเพลิง แล้ว ๑๘.๑๙ น. ทหารได้สั่งให้ถอนกําลังออกจาก ที่เกิดเหตุ ทหารสั่งหมดเลยครับ ไม่ให้เข้าแล้วครับ บริเวณรอบ ๆ เมื่อกี้ที่ผมให้ดูคลิปวิดีโอ ที่ต่อ ๆ กันหลาย ๆ อันนะครับ ผมมีคลิป ๓ ชั่วโมงเศษนะครับ ไม่มีนะครับ ไม่มีผู้ก่อการร้าย ไม่มีการยิงกันครับ ตรงนี้เป็นตรงของห้างเซ็นเตอร์วัน (Center One) ไม่มีเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติการ เนื่องจากทหาร ตํารวจไม่อนุญาตให้เข้าไปทําการดับเพลิง เพราะมีการยิงปะทะกัน ระหว่างผู้ขัดขวางกับหน่วยทหาร ตํารวจ ผมดูภาพเมื่อกี้ก็ไม่มีครับ อันนี้ก็เป็นของห้าง เซ็นเตอร์วันครับ เมื่อเวลา ๑๘.๕๐ น. ไม่สามารถเข้าไปทําการดับเพลิงได้ เนื่องจากมีการ ยิงปะทะกันระหว่างผู้ขัดขวางกับหน่วยทหาร ตํารวจ ทําให้ไม่มีความปลอดภัยในการ เข้าระงับเหตุ จนถึงเวลา ๑๙.๐๐ ทุ่มหนึ่งครับ จึงเข้าไประงับเหตุได้ แต่เพลิงก็ลุกลามไหม้ ไปแล้ว ในเวลาที่คนจะดับเพลิงได้ เข้าไปไม่ได้เลยครับ มีแต่ผู้ก่อการร้ายของท่าน อย่างไรครับ ท่านประธานครับ พอไปดูจํานวนรถดับเพลิงทั้งหมดที่เข้าไปปฏิบัติการในวันนั้น มีรถดับเพลิงทั้งหมด ๒๒๓ คัน แต่เข้าไปไม่ได้ แผนปฏิบัติการนะครับท่านประธาน มีหมดเลยครับท่านประธาน ใครอยู่ตรงไหน มีรถบรรทุกน้ํา เป็นใคร อยู่ตรงไหนบ้าง ผมมีอยู่ ในมือหมดละครับ เอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารที่ออกมาหมดครับ ซึ่งผมเรียนนะครับว่าถ้าดู เอกสารเหล่านี้จะรู้เลยครับ ความเตรียมพร้อมมาเยอะ แต่ท่านไม่ให้เอาเข้าไปครับ ผมถึง บอกอย่างไรครับ ไฟไหม้กรุงเทพมหานคร ท่านละครับ จริง ๆ ตรงนี้ถ้าท่านดูรายชื่อ อันนี้คือ รายชื่อผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด เยอะมากครับ นี่ครับรถดับเพลิงอยู่รอบ ๆ หมด นี่คือภาพของ รถดับเพลิงนะครับ มีอยู่หมดครับ ท่านประธานครับ อันนี้หนังสือมติชนฉบับนี้นะครับ ใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์ (วะ) คุณสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารใหญ่ของกลุ่มเซ็นทรัลให้ สัมภาษณ์ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เมื่อ ๑๒ กรกฎาคม ตอนหนึ่งว่า ถามว่าเรากลัวเสื้อแดง ไหม เราไม่กลัว มีความเสี่ยงเดียวกับเสื้อแดง คือหากรัฐบาลยังคุยไม่รู้เรื่อง เขาก็ถือโอกาส หาแพะรับบาป เราไม่ได้เกี่ยวกับเสื้อแดงเลย เรากับเสื้อแดงก็รักกันดี แล้วก็เสื้อเหลือง ที่รักกันได้ เราไม่มีสีเสื้อ พนักงานดับเพลิงในเซ็นทรัลก็บอกครับ เขารู้จักการ์ดเสื้อแดงทุกคน เขาอยู่ตรงนั้นมา ๒ เดือน เขาเข้า ๆ ออก ๆ รู้จักกันหมดเลยครับ แต่คนที่เข้าไปเผา ๑๐ กว่าคน ไม่เคยเห็นหน้าเลยนะครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผม พยายามที่จะอภิปรายให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ถึงความใจดําของท่านนะครับ การทําให้เกิดเพลิงไหม้ทั้งหมด ผมพยายามทําให้ท่านเห็น ท่านประธานครับ ผมอยากให้ ท่านประธานกลับไปดูอีกทีนะครับ เพลิงไหม้ เหตุการณ์ที่ยิงที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร มีการยิง ระดมยิงตั้งแต่ตอน ๔ โมงเย็น ภาพรอบ ๆ นั้นไม่มีนะครับ ทหารอยู่ที่หน้าเวที ทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า ทหารตรึงกําลังหมด ทําไมถึงยิงครับ ขออนุญาตท่านประธาน นะครับ ผู้เสียชีวิตที่ตรงหน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร นายรพ สุขสถิต ถูกยิงเสียชีวิต ที่หน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อาสา พยาบาลถูกยิงตัดขั้วหัวใจเสียชีวิต ๑๖.๐๐ นาฬิกาเหมือนกัน นายอัครเดช ขันแก้ว ถูกยิงเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา นายสุวัน ศรีรักษา ถูกยิงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา นางสาวกมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด ถูกยิงเวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกา โดยประมาณนะครับ นายมงคล เข็มทอง ถูกยิง เวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกา นายวิชัย มั่นแพร ถูกยิงเวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกา ทั้งหมดยิงหนักมากครับ ตั้งแต่ ๔ โมงเย็น ยิงจนคนโงหัวไม่ได้เลย ยิงจนตายไปถึงหน้าวัดปทุมวนารามราชวิหาร แล้วตอนเวลา ๑๗.๔๐ นาฬิกา ระเบิดก็เกิดขึ้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ ท่านไม่ดับเพลิง ท่านไม่ทํา อะไรเลย ผมถึงบอกว่าเกิดเพลิงไหม้เพราะท่านปล่อยปละละเลย ท่านเป็นผู้บริหารประเทศ ที่ปล่อยปละละเลยทําให้เกิดเพลิงไหม้ เดี๋ยวท่านตอบด้วยนะครับ ท่านอาจจะบอกว่า ท่านไม่ได้เผา แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าท่านเผาด้วยตัวเองนะครับ แต่ว่าท่านปล่อยปละละเลย ให้คนเข้าไป และคนเหล่านั้นแต่งกายชุดทหาร นี่คือ รปภ. ของเซ็นทรัล ที่ท่าน นายกรัฐมนตรีบอกว่าเชื่อครับ เป็นคนบอก ถ้าท่านอยากจะพบเขา หลังอภิปรายเขาจะมา ปรากฏตัวให้ท่านเห็นในนี้ครับ เพราะวันนี้เขาไม่ไหวเหมือนกันครับ เขาบอกว่าคนที่เผา นี่ครับเป็นคนที่ทหารแตะต้องไม่ได้ ปล่อยให้เขาไปเผา คนเผาเข้าได้ครับ แต่คนดับเข้าไม่ได้ ผมอยากจะเรียนท่านนะครับ วันนี้ผมดูหลักฐานจํานวนนี้มาเป็นเวลาหลายเดือน ผมดูหลักฐาน จนรู้ครับ ไม่มีการก่อเหตุวุ่นวาย ไม่มีการชุลมุนอะไรเลย ท่านเป็นคนที่ทําให้เกิดเพลิงไหม้ ผมอยากจะเรียนนะครับ วันนี้คนปล่อยปละละเลยให้มีการระเบิดบ้านระเบิดเมือง ผมเรียน ท่านนะ ระเบิดบ้านระเบิดเมือง ตอนที่ ๕ โมง ๔๒ นาที ไม่ใช่เผาบ้านเผาเมืองนะ ระเบิดเลย คนเผาลอยนวล ท่านดึงเอาทหารเข้ามาช่วยเหลือท่าน ดีครับ ทางทหารพยายามช่วยเหลือท่าน เพราะอะไร ก็เพราะว่าเมื่อก่อนทหารมีงบประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท พอตอนหลังมีการ ปฏิวัติขึ้นไปเป็น ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปีที่แล้วขึ้นมาอีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วปีนี้ ท่านประธานดูเอกสารชิ้นนี้นะครับ ในหนังสือพิมพ์ของมติชน คําของบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ ๒๕๕๕ เป็นกรอบงบประมาณเสร็จแล้วนะครับ งบทหารสูงถึง ๒๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับท่านประธาน ผมถามว่าวันนี้ท่านทะเลาะกับเพื่อนบ้านไปหมด รอบบ้าน แล้วท่านก็เอางบประมาณเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ผมอยากจะบอกท่านว่าวันนี้ พี่น้องประชาชนเขาไม่ไหวแล้วนะครับ เขายากจน งบประมาณที่ท่านกู้มาจํานวนมาก ไม่ถึงมือเขาเลยครับ ไม่ถึงครับ แต่วันนี้ท่านตั้งงบทหารแบบนี้ ท่านเอาทหารหนุนครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพบอกว่า ไม่จริงหรอกครับ ท่านตั้งรัฐบาลในสภาแห่งนี้ ท่านหลอกกันในสภา คนไทยไม่รู้ถึงขนาดนั้นหรือครับ ท่านหลอกกันในสภา วันนี้คนทั้ง แผ่นดินก็รู้ครับ ท่านจัดตั้งในค่ายทหาร แล้วท่านก็เอาใจทหารครับ เอางบให้ทหาร วันนี้ท่านเอากันมากเกินไป น้ํามันปาล์มครับ พรรคเพื่อไทยอภิปรายวันเดียวเท่านั้นลดราคาไป ๕ บาท บอกว่าปาล์มดิบมันลดราคา นี่ปาล์มดิบมันยังไม่ทันจะกลั่นออกมาเลยครับ อีกนานครับ เพราะอะไร เพราะพอถูกประท้วงมาก พออภิปรายในสภา ท่านลดได้ครับ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ผมอยากจะเรียนนะครับพี่น้องประชาชนจดจําพรรคประชาธิปัตย์ ที่เอาทุกอย่าง นั่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล โกงกิน กินน้ํามันปาล์มมา พรรคประชาธิปัตย์ ที่ดูแลภาคใต้
มีผู้ประท้วงครับ คุณหมอวรงค์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก จริง ๆ แล้วไม่อยากจะไปประท้วง ท่านผู้อภิปรายครับ แต่เขากําลังอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครับ ไม่ได้ไม่ไว้วางใจ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านต้องถอนครับ เพราะเป็นความจงใจของท่านครับ ต้องถอนคําว่า พรรคประชาธิปัตย์ ออกนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านวรวัจน์ครับ ประธานวินิจฉัย ถูกต้องตามที่ผู้ประท้วงเขาประท้วงนะครับ ขณะนี้ ท่านกําลังกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านรองนายกรัฐมนตรี ขอความกรุณาท่านถอน ที่ท่านพูด พรรคประชาธิปัตย์กินน้ํามันปาล์ม นี่ขอถอนนะครับ
ท่านประธานครับ เพื่อประหยัดเวลา ผมขออนุญาตถอนคําว่า พรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนอย่างนี้นะครับ วันนี้ประชาชนเขาจดจํา คนในพรรค จุด ๆ ได้อย่างขึ้นใจเลย
มีผู้ประท้วงอีกครับ เชิญข้างหลังก่อนครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม โกวิทย์ ธารณา พรรคประชาธิปัตย์ครับ คําพูดหลาย ๆ อย่าง ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นที่ให้สังคมรู้ แต่ผมจะพูดความจริงให้ท่านฟังอีกประเด็นหนึ่งครับ
นี่ไม่ได้ประท้วงแล้วครับ ท่านจะประท้วงอะไรครับ คือผมไม่ให้อภิปรายหรือไปพูดอะไร เดี๋ยวก็เป็นปัญหาอีกครับ ผมได้ให้ผู้อภิปรายได้ถอนคําพูดไปแล้วครับ ถ้าไม่มีประเด็นใหม่ ก็ไม่ให้ประท้วงแล้วครับ
(นายธนิตพล ไชยนันทน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านข้างหน้านี้ครับ ท่านนั่งลงครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ผมประท้วงท่านประธานครับ ผมสังเกตท่านประธานหลายครั้งแล้วครับ ท่านประธานรู้ทั้งรู้ว่าญัตตินี้ไม่ได้เป็นการยื่น อภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคประชาธิปัตย์ แล้วท่านผู้อภิปรายท่านก็พูดพาดพิงอยู่ตลอด พร้อมที่จะทําหน้าที่ที่จะเป็นกลาง ท่านให้ผู้อื่นมาทําหน้าที่ครับ
ผมว่า ผมก็เป็นกลางดีนะครับ ผมก็วินิจฉัยให้เขาถอน มันผิดข้อบังคับผมก็ให้ถอน และย้ําตลอดว่า เขาอภิปรายใคร เชิญนั่งครับ ผมได้ให้เขาถอนและเขาก็ถอนแล้วนะครับ ก็ทราบแล้วครับ ท่านประท้วงอะไรอีกครับ ประธานได้วินิจฉัยแล้ว นั่งเถอะครับ พอแล้วครับ ประท้วงซ้อน ประท้วงไม่ได้แล้วครับ นั่งครับ เชิญท่านวิรัตน์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ กรณีที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้กล่าวต่อสภาว่ามีชายชุดดําถืออาวุธเข้าไปในห้องกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ ของสภานะครับ แล้วท่านประธานได้กรุณามอบหมายให้ท่านอรรถวิชช์ ผม ท่านวิชาญ ท่านพิเชษฐ์ ขึ้นไปดูเมื่อสักครู่นี้นะครับ โดยที่ท่านรองอภิวันท์ วิริยะชัย ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ขึ้นไปดูด้วยนะครับ ท่านขึ้นไปแล้ว ผมกราบเรียนครับว่าพวกกระผม ๔ คนนะครับเข้าไปดูในห้องกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ อันนี้ เพื่อความเข้าใจตรงกันกับพี่น้องประชาชน แล้วก็ถ้าปล่อยไปรัฐบาลเสียหาย พรรคประชาธิปัตย์ก็อาจจะเสียหาย ก็เรียนว่าในฐานะที่ท่านประธานชัย ชิดชอบ ได้กรุณา ตั้งกระผม ท่านศิริโชค ท่านอรรถวิชช์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สภา ท่านประธาน แล้วก็ ท่านรองอภิวันท์ ร่วมกันเป็นคณะกรรมการตรวจคลิป ตรวจเอกสารนะครับ พวกผม ก็ทําหน้าที่ครับ เมื่อทําหน้าที่แล้วอะไรที่เราเห็นชอบเราก็เซ็น แล้วก็นําเรียนท่านรอง นําเรียนท่านประธาน กระบวนการเมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว เมื่อถึงวาระฝ่ายค้าน ฝ่ายค้าน ก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปในห้องกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ เมื่อถึงวาระฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายรัฐบาล ก็จะส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นไปห้องกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์เช่นเดียวกัน แล้วก็แต่งชุดดํา เขาไปชุดดํา ผมก็ชุดดํา ทุกคนในที่นี้ส่วนมากก็เป็นชุดดํา ไม่ใช่ว่าแต่งชุดดําเหมือนกับทหาร ตํารวจ ที่เห็นอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าชายชุดดําที่ว่านี้ก็แต่งตัวเหมือนผมนี่ครับ แล้วก็ ไม่มีอาวุธใด ๆ แล้วก็ไปส่งเอกสาร ส่งคลิปตามปกติของสภาที่ปฏิบัติกัน อันนี้ต้องกราบเรียน นะครับว่าท่านรองอภิวันท์ได้ขึ้นไปดูแล้ว แล้วก็ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ว่าไม่มีอาวุธใด ๆ และเป็นการ ปฏิบัติตามปกติ จึงกราบเรียนท่านประธานเพื่อพี่น้องประชาชนที่ดูอยู่จะได้เข้าใจความจริง ขอบพระคุณท่านประธานครับ
จบเรื่องนี้นะครับ เชิญท่านวรวัจน์อภิปรายต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่อยากเสียเวลา ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ผมสรุปเลย วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ทหารเข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่ตีห้า ยิงประชาชน คนตาย ตอนเข้ามา ๒ คน รุกคืบไปถึงแยกราชประสงค์เวลาบ่าย ๒ โมง ๔๐ นาที คุมสถานการณ์อยู่โดยรอบ แต่ไม่ทําอะไรเลย อ้างสถานการณ์ บอกมี ผู้ก่อการร้ายยิงกัน ผมแสดงภาพให้เห็นมีคลิปยาวอยู่ ๓ ชั่วโมง ไม่มีครับ คนอยู่ที่นั้นนับดู ไม่ถึง ๓๐ คนเลย น้อยมาก นอกห้างเซ็นทรัลเวิลด์ไม่มีอะไร ไม่มีคนเป็นหมื่น เป็นพัน เป็นแสนเข้าไปเผาในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์กล้องวีดีโอจับได้ ซีซีทีวีจับได้ ชุดแรกเข้าไป ตํารวจวังสระปทุมออกมาช่วยไล่ออกไปได้ ชุดที่ ๒ เข้ามา คนในนั้นบอกเลยครับ แต่งกายคล้ายทหาร เห็นครับ เป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มของ นปช. เลย ไม่เกี่ยวกันเลย เขาอยู่ ตรงนั้นมา ๒ เดือน ไม่เห็นครับ ไม่เห็นเลย แต่คนที่เข้ามาแต่งกายคล้ายทหาร แต่งกายรัดกุม เห็นภาพหลายภาพ แต่กายรัดกุมหมดครับ ทหาร ผมไม่ว่าทางทหารเลยครับ เจ้าหน้าที่ ทั้งหลายละครับ แต่งกาย ลืมเปลี่ยนรองเท้าครับ เหมือนกันหมดเลยครับ รองเท้าบูทเท่านั้น ละครับ คนตรงนั้นเขาไม่แต่งกันหรอกครับ ท่านอย่านึกว่าไม่มีกล้องซีซีทีวี มีคนถ่ายได้ครับ แล้วผมอยากจะเรียนนะครับ พอถึงตอน ๔ โมง ๔๐ นาที ท่านก็บอกว่าผู้ก่อการร้าย เยอะมากครับ เยอะมาก พนักงานของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ๔๑๗ คนออกไปให้หมด เอาออกครับ ทหาร ถ้าเข้าไปช่วยเหลือสัก ๒๐ คน ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ก็ไม่ไหม้ ท่านปล่อยให้ พนักงานดับเพลิงเข้าไปดับเพลิงครับ ไฟก็ไม่ไหม้ ที่ไหม้คือตรงหลัง เดอะ เฮด ตรงที่แยกราชประสงค์ครับ ตรงจุดที่ห่างจากเวที ตรงที่ผู้หญิงคนสุดท้ายนั่งอยู่ละครับ ระเบิดขึ้นตอน ๕ โมง ๔๒ นาที ถ้าเป็นดินระเบิดลูกนั้น ไม่ไหม้หรอกครับ แล้วภาพผม ก็แสดงให้เห็นแล้วครับ บริเวณนั้นไม่ไหม้มาก่อน ไหม้เมื่อ ๕ โมง ๔๒ นาที เกิดจากระเบิด ลูกใหญ่ที่มีลักษณะการใช้น้ํามันบึ้มขึ้นมาแล้วก็หายกันไปภายใน ๑ นาที ไม่เคยมีสาเหตุ ที่เกิดเพลิงไหม้ เพราะฉะนั้นผมกล่าวหาท่านนะครับ ปล่อยปะละเลยแล้วก็ทําให้เกิด เพลิงไหม้ ผมเรียนนะครับวันนั้นไม่มีผู้ก่อการร้าย มีแต่ช่างภาพชาวต่างประเทศเยอะมาก ถ้ามีจริงนะครับ ทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าใช้สไนเปอร์ยิงตายหมดแล้วครับ แล้วทหารที่เขา ล้อมนะครับ ล้อมวงเล็ก ตรงเซ็นทรัลเวิลด์ ล้อมปิด ๓-๔ ด้าน ล้อมหมด วงนอกมีอีกวงหนึ่ง ครับ เข้าไม่ได้หรอกครับ ถึงเข้าไปเผาได้ ออกไปได้อย่างไรครับ ถ้าเข้าไปในเซ็นทรัลเวิลด์ ได้ อีก ๑๐ กว่าคนนี้ออกไปได้อย่างไรครับ อาวุธปืนก็ไม่มี แล้วในเซ็นทรัลเวิลด์ก็ไม่มีนะครับ นอกจากระเบิดลูกแรก ไม่มีรอยยิงอาวุธปืนเลย เข้าไปเผาได้อย่างไร ทําไมท่านไม่ยิงบ้างละครับ สไนเปอร์ก็มี ทหารก็มี ล้อมอยู่ตรงนั้น อาวุธปืนก็เยอะ ทําไมละครับ เข้าไปได้อย่างไรครับ เข้าได้ เผาได้ เหตุการณ์ก็ไม่มีอะไรนะครับ ผมบอกนะครับ การป้องกันดีมาก แต่ท่านปล่อย ปละละเลย ผมขอกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีและท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าท่านต้อง คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือโดย บุคคลอื่น และท่านไม่อํานวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน โดยท่านเล็งเห็น นะครับ ท่านปล่อยให้เกิดเพลิงไหม้ ท่านปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ร้าย เพราะท่านต้องการสร้าง ว่ากลุ่ม นปช. เป็นคนที่เผาบ้านเผาเมือง ท่านต้องการกลบสาเหตุที่ท่านฆ่าคนตายไปถึง ๙๑ ศพ ถ้าวันนั้นเซ็นทรัลเวิลด์ไม่ไหม้ วันนี้ท่านต้องถูกข้อกล่าวหาแล้วครับว่าท่านฆ่าคนตาย ท่านสั่งให้มีการฆ่าคน เหตุการณ์วันนั้นถึงปล่อยปละละเลยอย่างไรครับ แค่ปล่อยปะละเลยให้ เกิดเพลิงไหม้นี่แย่แล้ว แล้วสิ่งเหล่านี้ประชาชนจะจดจําไว้ ก็ผมเรียนกับท่านประธานแล้ว นะครับ วันนี้ผมอยากให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศดูไว้ คนที่มีพฤติกรรมการโกงกิน พฤติกรรม การปล่อยให้บ้านเมืองถูกเผา ถูกทําลาย เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ก็คือคนที่อยู่ในพรรค ประชาธิปัตย์
ท่านวรวัจน์ครับ ขอความกรุณานะครับ ท่านถอนคําพูดคําว่า พรรคประชาธิปัตย์ดีกว่า
จะให้ผมพูดอย่างไรครับ ท่านอยู่ใน พรรคประชาธิปัตย์
คือถ้าท่านกล่าวหาในฐานะเขาเป็นผู้บริหารประเทศ ในตําแหน่ง เดี๋ยวจะได้ถือโอกาส ท่านจะได้มาชี้แจง
เอาละครับ คณะผู้บริหารประเทศ ไม่เอ่ยพรรคแล้วครับ แต่ผมฝากไปถึงพรรคอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
ท่านถอนคําพูดเมื่อสักครู่ก่อนครับ
ผมถอนครับ ท่านไม่ได้สังกัดพรรคอะไร หรอกครับ
ถอนแล้วนะครับ ลบออกจากบันทึกการประชุม
แต่ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลนะครับ ถ้าท่าน เห็นความเจ็บช้ําของพี่น้องประชาชน วันนี้ตราบาปที่เกิดจากการปล่อยปละละเลยให้มีการ ระเบิดบ้าน ระเบิดเมืองอันนี้ ปล่อยให้มีการโกงกินทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งข้าว ปาล์ม มันสําปะหลัง จําไว้ พี่น้องประชาชนจําไว้ ถ้าการลงมติในไม่กี่วันข้างหน้านี้เกิดขึ้น ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลยังลงมติให้กับพวกท่าน ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านคณะรัฐมนตรี ทั้ง ๙ คน ถ้ายังลงมติให้ พี่น้องประชาชนจําไว้เลยครับ วันนี้เป็นการต่อสู้กันระหว่าง พวกท่านกับประชาชน พวกท่านอุ้มกันได้ครับ เอางบประมาณไปให้ใช้ในกองทหารมากขึ้น ๆ พี่น้องประชาชนจนลง ๆ วันนี้ผมเรียนท่านประธานนะครับ เศรษฐกิจที่ดูเหมือนดีนะครับ พวกต่างชาติเท่านั้นนะครับ พวกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) ร่ํารวยครับ แต่พี่น้องประชาชน ในประเทศจนลง ๆ ทุกวัน สิ่งเหล่านี้วันเลือกตั้งจะพิสูจน์กัน วันนี้ผมถือว่าผมทําหน้าที่ ที่บอกกับพี่น้องประชาชนว่า ท่านไม่สมควรอยู่บริหารประเทศต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ
ครับ ท่านจะชี้แจงเลยไหมครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพครับ ท่านจตุพรมีอะไรครับ
ผมขอหารือท่านประธานนะครับว่า คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้ฟังอภิปรายผมต่อจาก คุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล และจะได้ตอบในคราวเดียวกัน เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการ ประหยัดเวลาของสภา แต่ว่าถ้านายสุเทพต้องการจะตอบ ๒ ครั้งก็ไม่เป็นอะไร แต่ความเห็นผม เพื่อเป็นการประหยัดเวลาทั้งสองฝ่าย เพราะสองฝ่ายต่างฝ่ายต่างก็มีเวลาจํากัด เหลือเวลา อันจํากัด ถ้าจะจัดการอย่างนี้ว่าซีกรัฐบาลก็ตอบทีเดียวหลังจากผมอภิปรายจบ จะเป็นประโยชน์มากกว่า ก็แค่หารือละครับ
ต่อประเด็นหารือท่านในข้อบังคับ ข้อ ๑๗๑ วรรคสอง ก็เป็นสิทธิของรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปราย แล้วแต่ว่าท่านจะตอบผู้อภิปรายทีละท่านหรือจะรวมตอบทีเดียว ก็ถือว่าเป็นสิทธิของท่าน นะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีต่อคําหารือ ท่านจะตอบเลยไหมครับ
ท่านประธาน ผมขออนุญาต ชี้แจงเลยนะครับ
เชิญเลยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าวันนี้เป็นวันที่สภาจะได้บันทึกไว้อีกครั้งหนึ่งว่าการที่มาพูด ในสภา สามารถที่จะเอาหลักฐานมาบิดเบือนกล่าวหา ซึ่งอย่างน่าเสียดาย แต่ว่าผมจะ ขออนุญาตท่านประธานชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตามที่ท่านสมาชิกวรวัจน์ ได้กล่าวหา ที่กล่าวหาว่าผมปล่อยปละละเลยให้มีการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วก็พูดจา ไปในทํานองว่า เอาทหารเข้ามาเผา ทหารวางระเบิด ทําให้เกิดเพลิงไหม้ เอาซีดี เอาภาพ มาแสดง ท่านประธานครับ ผมก็ขออนุญาตท่านประธานว่าจะขอภาพขอคลิปที่ได้เตรียม เอาไว้ พร้อมทั้งแผ่นชาร์ทนี้มาแสดงให้ท่านประธานได้เห็น ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก็โปรดได้กรุณาชั่งน้ําหนักว่าสิ่งที่ท่าน ส.ส. วรวัจน์ได้พูด กับสิ่งที่ผมได้นําเสนอมีความเป็นจริง อยู่ข้างไหนกันแน่
ในประการแรก ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานเสียก่อนว่า ที่คุณวรวัจน์อ้างว่าคนเผาลอยนวล ทําอะไรไม่ได้ ไม่จริงครับ นี่คือเรื่องที่โกหก เป็นประการแรก คนที่เผาเซ็นทรัลเวิลด์นั้น เจ้าหน้าที่จับกุมตัวคนร้ายได้ครับ จับได้แล้ว ๔ คน กรมสอบสวนคดีพิเศษทําคดีส่งฟ้องต่อศาลอาญาใต้ไปแล้ว แล้วอีก ๕ คน มีรายชื่อ สามารถที่จะหมายจับได้ทั้งหมดรวมเป็น ๙ คน ผมเรียนเสียเลยผู้ต้องหาที่จับกุมได้ วางเพลิง ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ๔ คนที่ฟ้องไปแล้วคือ นายสายชล แพบัว อายุ ๒๘ ปี นายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ ๒๖ ปี นายอรรถพล วันโต อายุ ๑๗ ปี นายภาสกร ชัยสีเทา อายุ ๑๗ ปี ส่วนที่ยังหลบหนีก็ดําเนินการออกหมายจับ คน ๔ คนนี้ได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว กรมสอบสวนดีพิเศษเห็นควรสั่งฟ้องเสนอพนักงานอัยการคดีพิเศษ และพนักงานก็ได้มีคําสั่ง ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดําที่ ๒๔๗๘/๒๕๕๓ และต่อศาลเยาวชน คดีหมายเลขดําที่ ๑๖๘๒/๒๕๕๓ ท่านประธานครับ เริ่มต้นก็เรียนให้ทราบว่าที่คุณวรวัจน์ อภิปรายว่าพวกผมปล่อยให้คนเผาลอยนวล นี่โกหกครับ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างที่ผมว่าพิสูจน์ได้
ในประการที่ ๒ ที่คุณวรวัจน์ลุกขึ้นมาอ้าง บอกว่าผมปล่อยปละละเลย ไม่ให้ทหารเข้าไปดับเพลิง ให้ทหารห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดับเพลิง เพลิงจึงไหม้ คุณวรวัจน์โกหกครับ ที่อยู่ในมือผมนี่คือเอกสารหลักฐานสํานวนการสอบสวนในคดีนี้ ที่ผมได้ คัดลอกมา ผมกราบเรียนให้ท่านประธานได้ฟังอย่างนี้ครับว่า ในวันนั้นกรณีที่เพลิงไหม้ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ จากหลักฐานที่เรามีอยู่ เวลาบ่ายโมง ๔๐ นาที เกิดไฟไหม้ที่อาคารภายใน ห้างสรรพสินค้าเซน (ZEN) เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของห้างเขาช่วยดับเพลิงไว้ได้ เวลาบ่าย ๒ โมง เจ้าหน้าที่ของห้างเซ็นทรัลได้ตรวจพบกลุ่มคนประมาณ ๒๐ คน ทุบทําลายประตูกระจก เข้าไปที่โซนอี ด้านตรงกันข้ามกับโรงพยาบาลตํารวจ บุกรุกเข้าไปในศูนย์การค้าเซ็นทรัล แล้วคนกลุ่มนี้ละครับ เป็นผู้จุดเพลิงที่ไหม้ทางเข้าด้านหน้า ด้านโซนอี แต่ว่าระบบสปริงเกอร์ ของห้างเขาทํางานได้ ทําให้ควบคุมเพลิงได้ ท่านประธานสังเกตเห็นไหมครับ ภาพเหมือนกันเลย สถานการณ์เดียวกันเลย แต่คุณวรวัจน์แปลอีกอย่างหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงเป็นอีกอย่างหนึ่ง พยายามวางเพลิงมา ๒ รอบ ไม่สําเร็จครับ รอบที่ ๓ ส่งคนเข้ามาใหม่ครับ บุกเข้ามา ทุบประตูกระจกเข้ามา แต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานดับเพลิงของห้างมีจํานวนมากกว่า คนที่บุก ก็ถอยออกไป อีก ๒๐ นาที คนชุด ๒ เข้ามาครับ เที่ยวนี้เข้ามามากกว่าเจ้าหน้าที่ของห้าง แล้วก็ขว้างระเบิดใส่บริเวณที่เจ้าหน้าที่ของห้าง ของบริษัทเขาอยู่ ทําให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ก็เลยต้องล่าหนีไปจากบริเวณนั้น แล้วเจ้าหน้าที่ชุดนี้ที่ได้ไปขอความช่วยเหลือ โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากตํารวจ เวลาบ่ายโมง ๓๐ นาที เจ้าหน้าที่ตํารวจได้เข้าไป ช่วยเหลือและนําคน ๔๗๑ คนนี้ออกเดินเท้าจากห้างเซ็นทรัลไปจนถึงสนามศุภชลาศัย ท่านประธานครับ ผมนึกว่าจะเอาคลิปชุดนี้มาแสดง นี่คือภาพที่เหมือนกับที่คุณวรวัจน์ เอามาแสดง แต่คุณวรวัจน์แปลความอีกอย่างหนึ่ง คนเหล่านี้ที่เข้ามาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหาร ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตํารวจ เป็นคนที่เข้ามาเพื่อที่จะเผาห้างเซ็นทรัล ตํารวจไม่เข้าไปทุบห้าง อย่างนี้หรอกครับ ตํารวจไม่แต่งตัวอย่างนี้ นี่ชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ คนที่เข้าไปในห้าง คือคนลักษณะอย่างนี้ แล้วก็มีอยู่ในคลิป ถ้าเจ้าหน้าที่กรุณาจะฉายคลิปตอนที่คนเดินเข้าไป ในห้าง เพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้ดูอีกสักครั้งหนึ่งก็จะเป็นประโยชน์ ท่านประธานที่เคารพครับ พอบุกเข้าไปในห้างได้ระลอกที่ ๓ เที่ยวนี้ใช้ระเบิดครับ ที่คุณบอกว่าทหารขว้างระเบิด ไม่ใช่ คนที่บุกเข้าไปนี่ละครับเป็นคนขว้างระเบิด แตกกระจุยกระจายอย่างที่เห็น นี่ครับ คนที่บาดเจ็บหน้าตาอย่างนี้ครับ ผมเรียนกับท่านประธานที่เคารพและเพื่อนสมาชิกว่า คนที่บาดเจ็บทุกคนได้ให้เจ้าหน้าที่ตํารวจไปสอบสวนบันทึกปากคํา บันทึกเทปไว้เรียบร้อย หมดทุกคน ก่อนหน้านี้คนอย่างนี้ท่านทั้งหลายไปอ้างว่าเป็นคนที่ถูกยิงด้วยปืนลูกซอง ออกข่าวมาก่อนหน้านี้ ๒-๓ วัน บอกว่าเจ้าหน้าที่ยิงด้วยลูกซอง ยิงกลางหลังบ้างอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดไม่ใช่ครับ ท่านโกหกทั้งสิ้น คนเหล่านี้ถูกระเบิดของพวกท่านครับ ขว้างระเบิดไล่เขา ออกไป พนักงานดับเพลิงเขาอยู่ครบ เขาดับเพลิงได้ ท่านไล่เขาไปครับ เพื่อท่านจะได้เข้าไปเผา ท่านประธานที่เคารพ ผมนี้จะกราบเรียนกับท่านประธานว่า การเผาเซ็นทรัลเวิลด์อย่างที่ว่า นี่ครับ พอไล่พนักงานออกไปหมด ทีนี้ใครเข้ามาดับเพลิงก็ยิง เจ้าหน้าที่จะดับเพลิงเข้ามา ดับเพลิงก็ถูกยิง เราต้องเพียรพยายามทํากันมานาน ท่านประธานครับ กว่าจะดับเพลิงได้ กว่าจะหาทางที่จะคุ้มกันเจ้าหน้าที่เข้าไปได้ ท่านบอกว่าผมละเลยไม่ดูแล ปล่อยให้ไฟไหม้ บรรยายเป็นตุเป็นตะเลยว่าผู้บริหารเซ็นทรัลร้องห่มร้องไห้โกรธเคืองผม ผมได้พูดคุยกับ ผู้บริหารเซ็นทรัลด้วยตัวเองในวันนั้น ผมเรียนกับเขาว่าขณะนี้เรากําลังประสบ ความยากลําบากในการทําหน้าที่ เพราะผมสั่งให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าไปแล้วเขาถูกยิง ผมก็ต้องรักษาชีวิตเจ้าหน้าที่ ขอเวลาหาช่องทางที่จะเข้าไปช่วยดับเพลิงให้ได้ ท่านประธานครับ ในที่สุดผมก็ได้ประสานงานพูดจาจนได้นายตํารวจที่เขาคุมตํารวจ ควบคุมฝูงชน ชื่อ พันตํารวจเอก ฤชากร จรเจวุฒิ เขาปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณใกล้เคียง บริเวณที่ท่านบอกว่าไปล้อมเซ็นทรัลอยู่นั่น ที่จริงไม่ใช่ เขาไปอารักขาวังสระปทุม อยู่ตรงนี้ ที่ท่านบอกว่าไปปิดล้อมเซ็นทรัลไว้หมดคนออกไม่ได้ ไม่จริง ที่ที่เขาอยู่กันบริเวณนี้ เขาดูแล รักษาความสงบ ความเรียบร้อยหน้าบริเวณวังสระปทุม ท่านประธานที่เคารพ ผมได้พูด โทรศัพท์กับ พันตํารวจเอก ฤชากร จรเจวุฒิ ด้วยตัวเอง บอกว่าท่านมีกําลังพอไหม เข้าไปช่วยคุ้มครองพนักงานดับเพลิงหน่อยได้ไหม ท่านรู้ลู่ทางดีท่านอยู่ตรงนี้ นายตํารวจ ท่านนี้ครับเป็นรองผู้บัญชาการ เป็นรองผู้บังคับการตํารวจนครบาล ๖ ครับ บน. ๖ ท่านจัด กําลังตํารวจ ๑๕๐ คน คุ้มกันรถดับเพลิง ๑๒ คัน เข้าไปทางด้านหลังสยามพารากอน ลัดเลาะไปจนถึงบริเวณที่เพลิงไหม้อยู่ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล แล้วก็ได้อํานวยการดูแล ดับเพลิงอยู่จนถึงตี ๑ ไปเผาอีกข้างหนึ่งที่บิ๊กซี (Big c) ตํารวจชุดนี้ก็คุ้มครองเข้าไปช่วย อํานวยการดับเพลิงอีก จนกระทั่งผู้บังคับการนครบาล ๕ พลตํารวจตรี อนุชัย เล็กบํารุง เข้ามาสับเปลี่ยนกําลัง เขาจึงปฏิบัติการดับเพลิงกันจนเช้า ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมบอกว่าผมได้สั่งการเอง ได้พูดโทรศัพท์เอง ทําอยู่ตลอดเวลา แล้วไม่ใช่เฉพาะกระผม พวกเราที่ทํางานอยู่ในศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ทุกคนก็ช่วยกันที่จะ ประสานงานกับหน่วยนั้นหน่วยนี้เพื่อแก้ไขสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา แต่บังเอิญกรณี เซ็นทรัลผมเป็นคนสั่งการ ไม่ใช่เฉพาะสั่งการกับตํารวจ พันตํารวจเอก ฤชากร จรเจวุฒิ เท่านั้นครับ ในขณะที่พูดกับ พันตํารวจเอก ฤชากร จรเจวุฒิ ผมก็ติดต่อกับทาง กทม. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ผมกราบเรียนกับท่านประธานที่เคารพครับ ว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นทางกรุงเทพมหานครก็ตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ขึ้น มีท่านผู้ว่ากรุงเทพมหานครเป็น ผอ. กอ.รมน. ของ กทม. มีปลัด กทม. มีรองปลัด กทม. เป็นรองผู้อํานวยการ กอ.รมน. ตามมติเขามีความพร้อมครับ เตรียมรถดับเพลิง เตรียมรถน้ํา กําหนดจุดประจําที่ ตํารวจทั้งหลายรู้รถดับเพลิงอยู่ที่ไหน รถน้ําอยู่ที่ไหน ถ้าไฟไหม้ตรงไหนเขาก็ไปช่วยกันดับได้ แล้วเขาทําอย่างนี้มาตลอด แต่ว่าพอไฟไหม้ เซ็ลทรัลเวิลด์ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามจะเข้าไป เขาเข้าไม่ได้เพราะถูกยิง ผมได้ติดต่อกับ ทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของ กทม. ตั้งแต่เมื่อเวลา ๑๖.๔๙ นาฬิกา ผมได้สั่งการปลัด กทม. นายพงษ์ศักดิ์ เสมสันต์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาการอยู่ที่ศูนย์บัญชาการของ กทม. นายพงษ์ศักด์ก็สั่งรองปลัด กทม. ในขณะนั้นคือ นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ซึ่งเป็นคนกํากับดูแล สํานักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แล้วให้ผู้อํานวยการคือ นายยุทธศักดิ์ ร่มฉัตรทอง เป็นคนประสานงานให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ สั่งตอนแรกเขาเข้าไม่ได้ ผมก็บอกว่าให้เตรียมตัวไว้ให้พร้อม ถ้าเจ้าหน้าที่ตํารวจ ทหาร สามารถคุ้มครองได้เมื่อไร ขอให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าไปทันที ผมสั่งครั้งแรกตอนเวลา ๑๖.๔๙ นาฬิกา ครั้งที่ ๒ เวลา ๑๗.๒๘ นาฬิกา จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของ กทม. และเจ้าหน้าที่ตํารวจ ชุดของพันตํารวจเอก ฤชากร จรเจวุฒิ ประสานกันได้ จึงได้ไปอํานวยการดับเพลิง ท่านประธานครับ ที่อยู่ในมือผมนี้คือสําเนาวิทยุสั่งการวิทยุสื่อสารของกรุงเทพมหานคร มาพูดวันนี้ไม่มีใครปลอมได้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น เขาบันทึกเทปไว้ ผมถอดมาหมดทุกนาที ที่ผมพูด ที่ผมเรียนท่านประธานไปทั้งหมดมีบันทึกอยู่ในวิทยุสั่งการทุกนาที แล้วเขาบอก หมดครับ ถ้าท่านประธานมาดูวิทยุสั่งการเรื่องนี้แล้วท่านประธานจะเข้าใจ แล้วท่านประธาน จะเข้าใจเลยว่าคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์คือพวกนี้ละครับ ผมเรียนกับท่านประธานครับ ไม่ใช่ มาเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เฉพาะวันที่ ๑๙ ตอนเย็นเท่านั้นครับ เผามาก่อนเป็นระยะ เผามาตั้งแต่ เมื่อวันที่ ๑๗ เผามาตั้งแต่วันที่ ๑๘ ครับ เฉพาะวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ถ้าพวกท่านจําได้ เจ็ดโมงเช้าเผาแล้วครับ เผาที่ทําการ ป.ป.ส. ที่ดินแดง ผมทวนความเพื่อให้สื่อมวลชน ให้พี่น้องประชาชนที่ฟังความนี้ได้เข้าใจ เผาตั้งแต่ตอนเจ็ดโมงเช้า เผาที่ทําการ ป.ป.ส. ที่ดินแดง เจ็ดโมงครึ่งเอายางไปสุมเผาสถานีรถไฟฟ้าคลองเตย ทุ่งมหาเมฆ ๘ โมงครึ่ง เอากองยางไปเผาหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ๑๐ โมง เผาตึกแถวที่ทุ่งมหาเมฆ ๑๐ โมงครึ่ง เผาเทสโกโลตัส เอ็กเพรส (Tesco Lotus Express) ที่ซอยงามดูพลี ๑๐ โมง ๕๗ นาที ไปเผาตึกร้างที่สุขุมวิท ๖๒ ๑๑ โมง เผา ๔ แห่งเลย ซอยปลูกจิต ถนนบรรทัดทอง ซอยราชวิถี ๑๑ โมง ๕๐ นาที เผาธนาคารกสิกรไทย สวนมะลิ บ่ายสองโมงกว่า ๆ เผาธนาคารนครหลวง สาขาดินแดง บ่าย ๒ โมงครึ่ง เผาสยามสแควร์ บ่าย ๒ โมง ๕๓ นาที เผาอาคารมาลีนนท์ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ ท่านประธานที่เคารพ แล้วก็ไปเผา ตลาดหลักทรัพย์ตอนบ่าย ๓ โมง ๒๔ นาที เผาธนาคารกรุงเทพ สาขาอโศก-ดินแดง ตอนบ่าย ๓ โมง ๓๐ นาที ตอนบ่าย ๓ โมง ๔๐ นาที จึงได้มาเริ่มเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ท่านประธานที่เคารพครับ ประชาชนที่ฟังอยู่ที่ติดตามอยู่ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล บริหารราชการบ้านเมือง มีเหตุมีผลอะไรที่จะ ลุกขึ้นเผาบ้านเมืองเป็นบ้าเป็นหลังอย่างนี้ครับ ทําเพื่ออะไร คนเป็นรัฐบาลมีแต่จะดูแล ให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไอ้พวกคิดขบถสิครับถึงจะทําให้บ้านเมืองมันวุ่นวาย ท่านประธานที่เคารพ ผมกราบเรียนกับท่านประธานที่เคารพว่าเวลาเขาเอาเรื่องมาพูดกับ ประชาชน แม้กระทั่งมาพูดในสภา เขาพูดนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วก็ใส่สีตีไข่ ไม่เอาความจริง ทั้งหมดมาพูด ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานที่เคารพครับ หน้าตาคนเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นอย่างนี้ครับตัวจริง ตัวจริงเป็นอย่างนี้ นี่ครับ ผู้ชายคนนี้ครับ มีปลอกแขนอย่างนี้ คนนี้ครับ หน้าตาอย่างนี้ มีหมดเลยครับ ผมจะเรียนกับท่านประธานให้ทราบว่าในรูป เจ้าหน้าที่ช่วยออกมาดูด้วยนะครับจะเห็น ท่านประธานที่เคารพครับ คนของท่านทั้งหลาย เหล่านี้เขามีสัญลักษณ์ ไม่ใส่ปลอกแขน เขาก็ใส่ปลอกมือ เขาได้แสดงตัว พวกที่มีข้อมือ อย่างนี้กับพวกที่ถ่ายรูปเต็มรูป ชุดการ์ดเสื้อดําของเขานี่เหมือนกันครับ เราจับหลักฐานได้ มีบางคน คนเดียวกันครับ นี่ครับรูปนี้ครับ เป็นรูปการ์ดนักรบโรนิน (Tonin) ครับ แต่งกาย ใช้ผ้าพันคอสีดําสลับกับสีแดง สวมสายรัดข้อมือ สัญลักษณ์ธงชาติไทย เหมือนกับคนเผา นี่ครับ ท่านประธานที่เคารพ สิ่งเหล่านี้ต้องพิสูจน์กันอีก แต่ผมมาเรียนให้ทราบว่านี่กําลังเผาชัดเจน ท่านประธานดูเถอะครับ เจ้าหน้าที่ไม่ต้องถ่ายที่ผมนะครับ เพื่อให้คนทางบ้านจะได้เห็น พี่น้องประชาชนจะได้เห็นไปด้วย นั่นละครับ ที่ว่าใส่รองเท้าบูท แต่งชุดทหาร ท่านประธาน ก็ต้องดู นี่อย่างไรครับทหาร นี่หรือที่คุณวรวัจน์บอกว่าทหารเผา ช่วยดูสิครับ นี่คือข้อเท็จจริง นี่คือสิ่งที่คนเขาถ่ายรูปเอาไว้ได้ แล้วก็รูปอย่างนี้ยังมีบันทึก มีสายรัดข้อมือ สัญลักษณ์ แล้วก็ เวลาถ่ายรูปหมู่ก็มีสายรัดข้อมือ สัญลักษณ์อย่างนี้ เห็นชัดเจนครับ นี่นั่งยอง ๆ เตรียมการอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ทุกรูปทุกอันยังมีหลักฐาน ยังมีข้อเท็จจริง น่าเสียดายที่คุณวรวัจน์ เอาข้อเท็จจริงเหล่านี้มาบิดเบือนแล้วมาพูดจาโกหกเพื่อให้เกิดความเกลียดชังระหว่างคนไทย ด้วยกัน ท่านบังอาจมากที่มาบอกว่าทหารเข้ามาช่วยรัฐบาลเพราะเห็นแก่เงินงบประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านหมิ่นน้ําใจกองทัพ ผมอยากจะกราบเรียน กับท่านประธานที่เคารพครับ ไม่มีทหารคนไหนที่เข้ามาทํางานเพราะเห็นแก่งบประมาณ อย่างที่ท่านกล่าวหา แต่ที่เขาเข้ามาเพราะเป็นหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษาความสงบ เรียบร้อยของบ้านเมือง พวกท่านก่อจลาจล พวกท่านเผาบ้านเผาเมือง พวกท่าน สร้างความวุ่นวาย เราต้องช่วยกันเพื่อทําให้บ้านเมืองสงบ และผมกราบเรียนครับ ที่ท่านอ้างว่า ผู้บริหารเซ็นทรัลก็ดี พนักงานเซ็นทรัลก็ดี เขาทุกข์ใจ ช้ําใจอย่างนั้นอย่างนี้เพราะการกระทํา ของรัฐบาล ท่านโกหกครับ ผมพบเขามาแล้วทั้งนั้น เจ้าหน้าที่ของเราได้สํารวจ ได้บันทึก ปากคําเอาไว้แล้วทั้งนั้น ทุกรูปที่ผมแสดงให้ท่านประธานดู ผมท้าพิสูจน์ได้ทุกรูปครับ ท่านประธานครับ
ผมกราบเรียนกับท่านประธานต่อไปครับว่า ในกรณีที่คุณวรวัจน์ได้ไปอ้างว่า ตั้งแต่เช้าของวันที่ ๑๙ ทหารเข้าไป บุกเข้าไปและฆ่าคน เช้ามืดก็ตายไป ๒ คน อย่างที่คุณบอก นั่นก็โกหกอีกครับ ตอนที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปปฏิบัติการกระชับวงล้อม กระชับพื้นที่ มีเจ้าหน้าที่สื่อมวลชนทั้งชาวไทย ชาวต่างประเทศ ได้ติดตามเข้าไปทําข่าว อยู่ติดกับทหารเลยครับ แล้วก็พบความจริงว่าผู้ชาย ๒ คนนั้นเมื่อตอนเจ็ดโมงเช้า ที่ทหารเข้าไปนั้น ตายมานานแล้ว นอนถอดเสื้ออยู่ เลือดแห้งหมดแล้ว ไม่มีรอยคราบเลือด สด ๆ เลย รูปนี้สื่อมวลชนทั้งหลายต้องเป็นพยานได้แล้ว นายวรวัจน์เพิ่งมาบอกว่า เพิ่งตายเมื่อเวลา ๑๑.๓๐ นาฬิกา นายวรวัจน์โกหกครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า นายวรวัจน์อ้างว่าวันที่ผมมาอภิปรายในสภา ผมได้บอกว่า ไม่มีทหารบนรถไฟฟ้า ที่จริงเมื่อสักครู่นายวรวัจน์ก็เอาคลิปมาเปิดเอง ผมไม่ได้พูดอย่างนั้น ผมจดเลยตามคลิปเลย ผมได้บอกว่าภาพนี้เป็นภาพที่มีปัญหามาโดยตลอดต้องพิสูจน์กันอีก ผมได้ไปซักถามเจ้าหน้าที่ ณ เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ตรงจุดที่นายวรวัจน์บอกว่าทหารไปอยู่ ไม่มีแล้ว นายวรวัจน์ก็เอาสําเนาสํานวนการสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษมาอ่านให้สภาฟัง เพื่อที่จะบอกว่าผมโกหก แต่ที่จริงตรงนี้นายวรวัจน์ไม่ได้โกหกครับ เพียงแต่อ่านความจริง ไม่หมด ความจริงของจ่าทหารที่ให้การนะครับ เขาบอกว่าอย่างนี้ครับว่า เขาเดินไปถึง สถานีรถไฟฟ้าสยาม เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา เข้าควบคุมพื้นที่ ขณะนั้นได้ยินเสียงปืนและ เสียงตะโกนจากหน่วยที่อยู่ภาคพื้นดินให้คุ้มกันให้ด้วย จึงได้วิทยุแจ้งไปยัง ผบ.ฉก. ปทุมวัน พันตรี นิมิตร วีระพงศ์ แจ้งว่า ข้างล่างขอให้ชุดของข้าฯ ป้องกันให้ ได้รับคําสั่งการ ให้ปฏิบัติการคุ้มครองจึงเคลื่อนจากสถานีสยามไปทางชิดลมประมาณ ๕ เมตร ซึ่งมันห่าง จากหน้าประตูวัดปทุมวนารามราชวรวิหารมากมายแสนสาหัส ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วเขายังบอกต่อไปว่า ตรวจพบชายชุดดําจํานวน ๔ คน มีอาวุธปืนเอ็ม ๑๖ ทุกคน บริเวณ ตอหม้อแยกเฉลิมเผ่า กําลังยิงใส่กําลังที่อยู่ทางด้านหลัง ข้าฯ จึงได้ยิงปืนไปที่ตอหม้อ ๗ นัด แล้วก็มีการยิงสวนขึ้นมาจากกลุ่มของชายดังกล่าวประมาณ ๒-๓ นัด กลุ่มชายดังกล่าว ได้วิ่งหลบไปทางด้านหลังตอหม้อ ข้าฯ จึงสั่งให้ลูกน้องในชุดจํานวน ๓ คนคุ้มกันทางด้านซ้าย ของรางไฟฟ้า จุดที่ปฏิบัติอยู่บนรางไฟฟ้าห่างจากสถานีประมาณ ๕-๗ เมตร เวลาขณะนั้น ๑๘.๑๐ นาฬิกา ท่านประธานเห็นไหมครับ เวลามาพูดก็พูดไม่หมด พูดให้คนสงสัย จีบปากจีบคอ ท่านประธานที่เคารพ คนอย่างนี้ครับเหมือนนักแสดง แสดงให้คนเขาเกลียดชังกัน แล้วก็ยังบอกอีกครับ ยังอ้างคําให้การของอีกคนหนึ่ง พันตรี นิมิตร วีระพงศ์ ผมขออนุญาต เอามากราบเรียนให้ท่านประธานได้ทราบ ไม่พูดหมดทุกคําก็ได้ครับ แต่ก็จะเรียนกับ ท่านประธานทราบว่า นายทหารผู้นี้ก็ได้อธิบายให้การกับกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า กําลังของเขาอยู่ที่สถานีสยาม กําลังอยู่บนรางรถไฟ อยู่ตรงบริเวณสถานีสยาม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตจับโกหกของนายวรวัจน์ต่อไป นายวรวัจน์บอกว่า ในพื้นที่ตรงนั้นทหารเข้าไปควบคุมไว้ได้หมดแล้วตั้งแต่ตอนบ่าย แล้วก็เอาคลิปที่มีทหาร ผ้าพันคอสีเขียวเอามาแสดง ผมก็ขอให้ฉายคลิปนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขอเจ้าหน้าที่ช่วยเอาคลิปที่มีทหารผ้าพันคอสีเขียวเมื่อสักครู่
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ นี่คือคลิปของทหารผ้าพันคอสีเขียวซึ่งพยายามจะคุ้มกันรถดับเพลิงเข้าไปดับเพลิง แต่ไปติด เครื่องกีดขวางประเภทพรรค์อย่างนี้ ค่ายคูประตูรบของพรรคพวกนายวรวัจน์ เข้าไม่ได้ เข้าไม่ได้ ไปดับเพลิงไม่ได้ ถึงต้องวนเวียนกันอยู่หาช่องที่จะเข้าไปดับเพลิงอย่างไรครับ กว่าจะเข้าได้ต้องลัดเลาะเข้าไปทางด้านหลังสยามพารากอน ท่านประธานครับ พูดมาถึงตรงนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานโดยสรุป เพื่อไม่ทําลายเวลานะครับว่า
ประการที่ ๑ ทหารไม่ได้เป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ หลักฐานนี้พนักงานของ เซ็นทรัลเวิลด์มากกว่า ๔๐๐ คนพร้อมที่จะเป็นพยานให้ ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ผู้บริหาร ของเซ็นทรัลเวิลด์ที่ได้พูดจาติดต่อประสานงานกับผมตั้งแต่ในขณะที่ไฟกําลังไหม้ เซ็นทรัลเวิลด์อยู่จนเดี๋ยวนี้เป็นพยานได้ ที่คุณวรวัจน์ไปอ้างนั้นโกหกทั้งสิ้น
ประการที่ ๒ พวกผมไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่ว่าทุกคนทั้งตํารวจ ทั้งทหาร ทั้งเจ้าหน้าที่ กทม. ทั้งพวกผมที่อยู่ใน ศอฉ. ได้ร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ จนกระทั่ง สามารถดับเพลิงที่เผาเซ็นทรัลเวิลด์ได้ในที่สุด ตามที่ผมได้กราบเรียนมาแล้ว
ประการที่ ๓ กรณีที่นายวรวัจน์ได้เอามาอ้างว่าทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า ไปยิงตรงนั้นตรงนี้ โดยอ้างสํานวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้งหมดนั้น นายวรวัจน์โกหก ทั้งสิ้น ผมขอกราบเรียนในรอบนี้เอาไว้เพื่อให้ได้เป็นข้อมูลพื้นฐาน แล้วอีกสักครู่ผมเชื่อว่า มีการอภิปรายอีก แล้วผมก็เอาหลักฐานเพิ่มเติมมาแสดงอีกครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ประท้วงอะไรครับ เดี๋ยวนี้ คุณวรวัจน์เขายกมือ
ก็พาดพิงผมด้วย ผมใช้สิทธิพาดพิง ก่อนคุณวรวัจน์ครับ ผมเป็นพวกนายวรวัจน์ครับ แล้วกล่าวหาผมด้วยครับ แล้วก็แจ้ง ข้อกล่าวหาผมเป็นผู้เป็นผู้ก่อการร้ายด้วยครับ ถ้าไม่กล่าวหาผมแล้วกล่าวหาใครครับ
ผมทราบ แต่ว่าผมไม่ได้ยิน ชื่อคําว่า วิเชียร เลย
ไม่ได้ยิน แต่ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี บอกว่ากับพวกคุณ คําว่า พวกคุณนี่กระผมด้วยครับ
เอาคุณวรวัจน์ให้จบก่อน
ผมอีกนิดเดียวครับไม่ถึง ๑ นาที ท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ สิ่งที่รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ พูดนั่นโกหกครับ เพราะอะไรครับ ในชาร์ทที่รองนายกรัฐมนตรีสุเทพเอามาแสดงนั้น มันเป็นการที่ประชาชนเขาถูกทหารไล่ยิงมาจากถนนพระราม ๔ จะมาศาลาแดง แล้วเขา ก็เอายางรถยนต์เหล่านี้ไปปิดกั้นแล้วก็เผาให้ควันมันอําพรางพวกเขาหนีออกจากตรงนั้น เพราะทหารไล่ยิงเขา เพราะฉะนั้นในรูปที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพเอามาแสดง เห็นเฉพาะคนถือยางรถยนต์เท่านั้น ไม่ได้เห็นคนเผาที่ห้างครับ เพราะฉะนั้นพวกผม อยู่ในเหตุการณ์ โห่หาพ่อมึงหรือ
หยุด ๆ รักษามารยาทหน่อยครับ
แล้วกูอยู่ในเหตุการณ์ผิดหัวพ่อมึงหรือ ไอ้ห่า พวกผมอยู่ในเหตุการณ์ นายสุเทพไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ อย่าโกหกกลางสภา เอารูปติดนิดติดหน่อย แปะนิดแปะหน่อยมาใส่เสื้อสีอะไร ใส่เสื้อสีดํา ใครก็ใส่ได้ทั้งนั้นละครับ
คุณวรวัจน์เชิญครับ
(นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณอดุลย์ คุณประท้วงผม เรื่องอะไร
ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายเมื่อกี้นี้ ในข้อบังคับ ข้อ ๖๑
ตอนที่เขาอภิปราย ทําไมไม่เห็นประท้วง
ผมไม่ต้องการให้เสียอรรถรส ผมไม่ต้องการจะขัดจังหวะของผู้ที่อภิปรายคือท่านรองนายกรัฐมนตรี
ถ้าอย่างนั้นก็นั่งลงก่อน เชิญคุณวรวัจน์ก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ต้องเรียนบอก ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ อย่าลุกลี้ลุกลน ผมวรวัจน์ ไม่ใช่อภิวัฒน์ จําให้ดีครับ อย่าลุกลี้ลุกลน ผมอยากจะเรียนท่านประธานครับ โกหกกลางสภาบิดเบือน พยายามบอกว่า ๙ คนนี้ จับได้ ใช่ครับ ผมก็บอกอย่างไรครับ ๙ คนชุดแรก ตํารวจวังสระปทุม เขาจับได้ ดําเนินคดีไปหมดแล้ว แต่ชุดที่แต่งกายคล้ายทหารที่คนของเซ็นทรัลเวิลด์ บอกมา จับไม่ได้ครับ หายไปหมด ชุดนั้นละครับเข้ามาเผาได้ ออกไปได้ ที่เข้ามาชุดแรก ๆ ที่ท่านบอกว่าขนถังแก๊สมา ๗ ถัง มาไล่เผา ดําเนินคดีเขานี่ ตอนที่จับกุม ผมบอกได้เลยครับ ถามพนักงานเซ็นทรัลดูทั้งหมด ไม่มีครับ แล้วเดิมพันกันเลย เปิดกับสื่อมวลชน ต่อหน้า สื่อมวลชนเลยไหมครับ เอาหลักฐานทั้งหมดเปิดกัน ใครของจริง มันคล้ายกันครับ แต่ตรงนั้น ผมบอกได้เลยนะครับ เอาพนักงานเซ็นทรัล เอาไหมครับ มาเป็นพยานกัน ดูว่าเขาจะยืน ข้างท่านหรือยืนข้างใคร ผมบอกท่านนะครับ นี่คือหนังสือที่ออกมาจากพวกเขาทั้งหมด เดี๋ยวผมจะให้สื่อมวลชนลงตีพิมพ์เผยแพร่เลยครับ เสียงจากเจ้าของบ้านใครเผา เซ็นทรัลเวิลด์ ถามหน่อยครับ แล้วเคยดูไหมครับ พนักงานดับเพลิงที่เมื่อกี้ที่หัวหน้า พนักงานดับเพลิงที่ออกมาพูดนั้น ดูไหมครับ เขามาออกหนังสือคนช่วยคน ที่ผมพูดเมื่อสักครู่ เขาจะบอกว่าใคร จําได้ไหมครับ ท่านบอกว่าท่านพูดกับผู้บริหารเซ็นทรัล เขาบอกว่าอย่างนี้ พลตํารวจโท ชุมพล บุญประยูร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสาธารณภัยที่ปรึกษาการป้องกัน อัคคีภัยในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป พูดไว้ในหนังสือนิตยสารคนช่วยคน ที่ผมโชว์ให้ดูเมื่อสักครู่ นะครับ นี่ครับท่านประธาน เขาพูดไว้ชัดเจนครับท่านประธาน นี่ละครับ เขาพูดไว้ในหนังสือ ชัดเจน ไม่ต้องไปเอาที่ไหนเลย ตัวเขา ผมว่าเขาสัมภาษณ์เอง เขาว่าเอง ไปเอามาเป็นพยาน สิครับ ดูว่าเขาจะบอกว่าเชื่อท่านรองนายกรัฐมนตรีหรือเขาจะเชื่อตัวเขาเอง เขาบอกว่า อย่างไรรู้ไหมครับ เขาบอกว่าวันนั้นมีคนอยู่ในเหตุการณ์กว่า ๓๐๐ คน ที่สามารถชี้ได้ว่า เป็นฝีมือใคร ใครทําหรือไม่ทํา โต ๆ อาจจะพูดไม่ออก แต่เล็ก ๆ พูดทั้งนั้น เพราะพวกเขา บาดเจ็บมา โดนไล่ยิง ต้องคลาน ต้องหมอบกันตลอดทางเป็นกิโลเมตร กว่าจะออกไปจาก สถานการณ์ที่เลวร้ายนั้นได้ เอาไหมครับ เอามายืนยันไหมครับ ดูว่าใครเป็นใคร แล้วผมอยากจะเรียน นะครับ ผมก็มีอย่างที่ท่านว่า หลักฐานพวกนี้มีหมดเลยครับ การควบคุมสั่งการทั้งหมด มีหมดครับ ท่านบิดเบือนมาหมดเลย ผมอยากจะเรียนท่านครับ ที่ท่านบอกว่าเกิดเพลิงไหม้ ท่านพูดถูก แต่คนที่ถูกบุกเข้ามาโยนระเบิด จับกุมไม่ได้สักคน แล้วผมอยากจะเรียนนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพ ไปดูคลิปที่ท่านเอามาให้ดูอีกทีครับ ที่ท่านบอกว่า เป็นกลุ่ม นปช. เผา ขอขอบคุณที่ท่านเอามาให้ดู ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ด้วยความเคารพ ผมสังเกตการณ์แต่งกายของผู้เข้าร่วมชุมนุม คนเสื้อแดงเขาไม่นิยมใส่ สายรัดข้อมือ ไม่ว่าจะเป็นธงชาติหรือเป็นอะไรก็ตาม เขาไม่ใส่ครับ ไปดูสิครับส่วนใหญ่ จะเป็นพวกพันธมิตร แล้วอันนั้นผมคิดว่าเป็นภาพเก่าทั้งนั้นเลย ท่านเอาภาพเก่ามาดู หรือเปล่า เป็นลักษณะของการแต่งกายของคนที่แตกต่างกันนะครับ เป็นคนละกลุ่มนะครับ แตกต่างกันเลย ท่านไปดูนะครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนนะครับที่ท่านว่ามาทั้งหมดนั้น ท่านกล่าวผิดคน แล้ววันนี้ผมอยากจะเรียนนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ ในหนังสือนี่ครับ เสียงจากเจ้าของบ้านนี้ เขาเขียนไว้ตรงนี้ นิดเดียวครับ น่าสนใจ เขาบอกว่า ขอท้าทายต่อผู้ที่ กล่าวหาว่าเสื้อแดงเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ผมจะได้ดูว่าไอ้พวกอมนุษย์นี้เป็นใคร เขาเขียนมาครับ ท่านประธาน สิ่งเหล่านี้สื่อมวลชนจะได้เห็น แล้วผมย้ําอีกทีครับ ทหารผ้าพันคอสีเขียวนี่ละครับ มาถึงเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเวลา ๑๔.๔๐ นาฬิกา รูปที่ท่านเอาคลุม รถดับเพลิงอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ บิดเบือนไปหมดแล้วครับ ทําให้คนเข้าใจผิด ผมพร้อมนะครับที่จะเผชิญท่านต่อหน้า สื่อมวลชนทั้งหมด แล้วก็ภาพของตึกถล่ม ที่ท่านปล่อยให้ไฟไหม้จนถึงสามทุ่ม เอาออกมา สิครับ ตรงหน้าห้างเกษรพลาซ่า จริง ๆ ผมมีภาพหมดครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา นะครับ ผมไม่อยากจะใช้เวลามาก แล้วผมอยากจะเรียนท่านนะครับ วันนี้ท่านขายต่อไป ไม่ได้ ท่านพร้อมไหมครับที่จะเผชิญกับผมต่อหน้าสื่อมวลชน แล้วเปิดหลักฐานกัน ทุกคํา ต่อคํา ผมมั่นใจครับสิ่งที่เอามาเสนอวันนี้ท่านปล่อยปละละเลยให้เพลิงไหม้กรุงเทพมหานคร และผมเรียนนะครับ ไฟไหม้กรุงเทพมหานคร วันที่ ๑๙ พฤษภาคม เป็นเพราะท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้บริหารถึงได้เกิดเหตุการณ์วันนี้ ขอความ กรุณาอย่าบิดเบือนกลางสภาต่อไป ท่านต้องการบิดเบือนการสังหารพี่น้องประชาชน และต้องการบิดเบือนในการกระทําที่ท่านทําไว้ทั้งหมด ท่านถึงได้กล่าวหาเขา ผมคิดว่าวันนี้ เหตุการณ์คงกระจ่างแล้วนะครับ ท่านอํามหิตครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมใช้เวลานิดเดียว
เชิญครับ
ผมไม่ได้จงใจที่จะให้เป็น บรรยากาศของการท้าทาย แต่ผมเรียนกับท่านไปครับว่าทั้งหมดที่ผมพูด ผมจะทําเป็นซีดี แจกให้คนได้เห็นกันทุกภาพ ทุกช็อต
ว่าอย่างไรคุณอดุลย์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส. เขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วง ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพ ในข้อ ๖๑ วรรคสองครับ ขอให้ท่านถอนคําพูด ห้ามผู้อภิปรายแสดงกริยาหรือใช้วาจาใส่ร้ายผู้อื่น ท่านประธานครับ ที่ผมไม่ประท้วงเมื่อกี้นี้ เพราะต้องการจะไม่ขัดคอท่าน และต้องการให้ท่านแสดงธาตุแท้ของท่านออกมาอย่างเต็มที่ ท่านประธานครับ เมื่อกี้ผมพยายามที่จะฟังแล้วก็คล้อยตามท่านไป นิดเดียวครับท่านประธาน ผมกําลังจะบอกว่าทําไมผมถึงจะต้องให้ถอนคําพูด ผมต้องการจะให้ท่านโกหก ให้ท่านแสดง ความเก่งในการกล่าวหาใส่ร้าย ท่านประธาน เมื่อกี้ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพชี้มาทางนี้ แล้วก็บอกว่าพวกท่านเผาบ้านเผาเมือง ผมไม่ได้เผา ผมไม่มีเหตุจูงใจ ไม่มีแรงจูงใจที่ผมจะต้องเผาบ้านเผาเมือง ท่านประธาน ผมไม่ต้องหลีกเลี่ยงหรือหลบหนี ข้อกล่าวหาที่ว่าเข่นฆ่าหรือทําร้ายประชาชนจนต้องเผาบ้านเผาเมือง ท่านประธาน เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุจูงใจใด ๆ เลย เพราะฉะนั้นขอให้ท่านถอนคําพูดแล้วก็ลบเทป (Tepe) ที่ท่านชี้มาทางนี้ ขอให้ท่านถอนคําพูดคํานั้น รวมทั้งการชี้ของท่านที่ชี้มาทางพวกผมว่า พวกท่านเผาบ้านเผาเมือง เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ผมวินิจฉัยแล้วว่าทางโน้น ก็ว่ามาแรง ๆ ทางนี้ก็ตอบไปแรง ๆ ผมว่าก็พอ ๆ กันนั่นละ จะให้ผมทําอย่างไร ผมก็ฟัง แล้วประชาชนเขาวินิจฉัยเองครับ เขาฟังแล้ว ตอนนี้ประชาชนไม่หลับ ประชาชนกําลังตื่น ดูทั้ง ๒ ฝ่าย ฉะนั้นให้ประชาชนวินิจฉัยครับ คุณอดุลย์เชื่อผมเถอะ ไม่เชื่อคุณเดินทางไป จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชาวแม่ฮ่องสอนเขาจะบอกว่าตอนคุณอดุลย์อภิปรายทักท้วงอะไร ต่าง ๆ เขาก็จะบอกว่าเขาเห็นนะครับ ชัดเลยตอนนี้ครับ ผมว่าเพื่อไม่ให้เสียเวลา เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ใช้เวลานานครับ เพราะผมคิดว่าคําชี้แจงของ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพค่อนข้างที่จะสมบูรณ์ แต่ว่ามีประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธาน แล้วก็โดยเฉพาะผ่านไปยังพี่น้องประชาชน
ประเด็นแรก ความจริงทั้งหมดที่พยายามสร้างเรื่องขึ้นมา ก็ไปพาดพิง คนนั้นคนนี้เขา อยู่ดี ๆ เมื่อกี้ก็แวะไปที่พันธมิตรนะครับ ไม่เป็นธรรมกับเขานะครับ ผมกับเขาก็ไม่ได้รักใคร่อะไรกันตอนนี้หรอกครับ แต่ว่าไม่เป็นธรรมครับ อย่างนี้ไม่ควร ที่จะทํา เช่นเดียวกันกับที่พยายามอ้างว่า ที่สุดแล้วนี่ต้องการที่จะให้มีการเกาะเกี่ยวกัน สร้างสถานการณ์เผาบ้านเผาเมืองเพื่อที่จะมามีงบประมาณเยอะ ไม่ใช่เลยครับ ถ้าท่าน ส.ส. วรวัจน์อยากทราบนะครับ งบประมาณในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้รับ งบประมาณสูงสุด ท่านทราบไหมครับงบประมาณปีไหน ปี ๒๕๕๒ ปีงบประมาณนะครับ คือในสมัยรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ท่านน่าจะจําได้ ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว แสดงผลงานแจกปลัดขิก อยู่ตอนนั้น กราบเรียนท่านประธานว่า หลังจากนั้นมาพอเกิดวิกฤติเศรษฐกิจงบประมาณ กระทรวงกลาโหมก็ปรับลดลง เหมือนกับกระทรวงอื่น ๆ ครับ พอเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ก็ปรับลงมาเหลือ ๑๕๔,๐๐๐ ล้านบาท ปีปัจจุบันก็ ๑๖๘,๐๐๐ ล้านบาท และเมื่อสักครู่นี้ ที่ท่านบอกว่าจะให้กัน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่หรอกครับ ผมเพิ่งทํากรอบงบประมาณเสร็จ กระทรวงกลาโหมนี่เราวางเป้าหมายไว้ที่ประมาณ ๑๗๔,๐๐๐ ล้านบาทครับ ซึ่งเพิ่ม ร้อยละ ๗.๔ เพิ่มในอัตราที่ต่ํากว่างบประมาณในภาพรวม เพราะฉะนั้นที่สร้างเรื่องสร้างราว วาดภาพอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่ครับ ผมกราบเรียนว่าไม่โดนด้วยตัวเองไม่ทราบหรอกครับ ผมกับท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพโดนมาแล้ว อยู่ในรถที่กระทรวงมหาดไทย ปี ๒๕๕๒ ตอนแรกก็บอกว่าแดงเทียมมาทุบรถ พอต่อมาเห็นได้ชัดเจนว่ามีการยึดเอาอาวุธของ รปภ. กลับไปขึ้นเวทีเสื้อแดง ก็มาใหม่ว่าพวกผมไม่ได้อยู่ในรถ ประหนึ่งว่าถ้าไม่ใช่ผมอยู่ในรถ ถ้าไม่ใช่คุณสุเทพอยู่ในรถ แล้วพฤติกรรมที่ไปทําลายทุบรถเป็นสิ่งที่ไม่เป็นเรื่องผิด วันนี้เหมือนกันครับ พยายามเขียนประวัติศาสตร์ใหม่เพื่อประโยชน์ของการสร้าง ความขัดแย้งเพิ่มเติม แทนที่เราจะช่วยกันพาบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า แก้ปัญหา ของประชาชน ผมกราบเรียนท่านประธานครับ พยายามไปทําเรื่องให้มันสลับซับซ้อน แต่ที่จริงไม่ต้องคิดอะไรมากครับ ความจริงเมื่อกี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพพูดไม่หมดครับ เหตุการณ์เผามันไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในกรุงเทพมหานครนะครับ ศาลากลางอีกกี่จังหวัด แล้วจับได้ด้วยครับ แล้วก็รู้ด้วยครับว่าตัวเป็นใคร แล้วก็คือแกนนําที่ในที่สุดนี่ครับ ก็ต้องขึ้นศาล ขึ้นโรงขึ้นศาล ถูกตัดสินก็มี แปลว่าอะไรครับ ท่านกําลังกล่าวหาว่า สมคบกัน สร้างสถานการณ์ทั่วประเทศ โดยอาศัยคนที่ยอมรับตัวว่าเป็นแกน นปช. อย่างนั้นหรือครับ แล้วจําได้ไหมครับ ของในเซ็นทรัลเวิลด์นี่ครับ ของมีค่านี่ครับมันขึ้นรถของแกนนําคนไหนไป แล้วไปโผล่ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร แล้วมันจะเป็นทหารไปได้อย่างไรครับ พยายามพูด ให้มันเกิดความลึกลับซับซ้อน แต่คนทั่วประเทศเขาทราบครับว่าอะไรเป็นอะไร ผมอยู่ที่ กรมทหารราบที่ ๑๑ ผมจําได้ครับ ติดต่อมากที่สุดก็คือพวกช่อง ๓ ครับ นั่นเขาก็เห็นชัดเจน ว่าใครเผา ใครพยายามยิง เวลาที่เขาพยายามที่จะต้องออกจากตึกที่มีการเผา และเราก็ส่ง เฮลิคอปเตอร์ไปช่วย และคนที่ไปโผล่เผาช่อง ๓ นี่ที่เป็นชาวต่างประเทศคนหนึ่ง ปีที่แล้ว เอาคลิปมาให้ดูนี่ ก็ประกาศตั้งแต่ก่อนวันที่ ๑๙ ว่ามีอะไรขึ้นก็จะไปเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมครับ สุดท้ายท่านก็บอกว่าปีที่แล้ว ผมบอกให้ฟัง รปภ. ก็ใช่ครับ รปภ. ที่ผมพูดถึงนี่เขาก็ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์ (Post Today) ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านเล่าครับ เขาก็ระบุชัดเจนว่าคนที่เข้ามาแต่งตัวอย่างไร เกี่ยวข้องกับ การชุมนุมอย่างไร เหมือนกับสํานวนดีเอสไอที่ท่านก็ไม่พูดถึงครับ ที่มี รปภ. ให้การชัดเจน เช่นเดียวกันว่าคนที่เข้ามาก็คือกลุ่มผู้ชุมนุมหรือคนเสื้อแดง ผมไม่ทราบว่าท่านพยายาม ทําสิ่งเหล่านี้ไปทําไมนะครับ ผมกราบเรียนว่าหน้าที่ของพวกผม ต้องรักษาความสงบ เรียบร้อยของบ้านเมือง ท่านคิดของท่านไปได้ครับว่าถ้าไม่มีนายกรัฐมนตรีคนนี้ รองนายกรัฐมนตรีคนนี้เหตุการณ์จะไม่เกิด ผมไม่ทราบหรอกครับ แต่ที่แน่ ๆ ถ้าไม่มีแกนนํา ไปปลุกระดมให้คนมาเผา แล้วพูดไว้ล่วงหน้าว่าจะทํากรุงเทพมหานครให้เป็นทะเลเพลิง เหตุการณ์ไม่เกิดแน่นอนครับ ขอบคุณครับ
ผมว่าให้คุณจตุพรกระมังครับ เดี๋ยวจะดึกมากไป เชิญคุณจตุพรครับ คุณวรวัจน์พอสมควรแล้วครับ ผมว่าชัดทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วละครับ เชิญเอาสักนิดหน่อย
ท่านประธานครับ ผม นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมว่าวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ผมถามไม่ตรงคําตอบหรือเปล่า ผมกําลังพูดถึงเหตุการณ์ ที่เจาะให้ดูเลย เซ็นทรัลเวิลด์ ผมก็บอกท่าน บอก รปภ. เอาตัวเป็น ๆ ไหมมาแสดงกัน ต่อหน้าสื่อมวลชนก็ยังได้ แล้วผมขออนุญาตนะครับ คนที่ท่านเอามันมาแสดง ที่ผมบอกว่า แต่งกายแบบนั้น ลักษณะของการแต่งกายคนทั้ง ๒ กลุ่มแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มพันธมิตร ลักษณะสัญลักษณ์แตกต่างกัน ท่านเป็นคนนําภาพเหล่านั้นมาโชว์ แต่ผมบอกท่านว่าท่านเอามาโชว์อย่างนั้น ใส่ริบบิ้นธงชาติ ริบบิ้นสีเหลือง คนเสื้อแดง เขาไม่ใส่อย่างนั้นครับ ท่านกําลังเข้าใจผิด แล้วผมอยากเรียนท่านนะครับ ข่าวเรื่อง งบประมาณทหารก็ออกมาจากหนังสือพิมพ์ ดีนะครับลดงบประมาณทหารไป แต่ผมก็บอกไว้ เลยครับ ไม่มีปฏิวัติ งบประมาณทหารไม่ขึ้นขนาดนั้นหรอก ใช่ ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ท่านอาจจะทําใจ ถูกทํานะครับ ฐานะเป็นใหญ่ในแผ่นดินในวันนี้ทําอะไรก็ได้ เอะอะก็ปฏิวัติ ๆ เคลื่อนกําลัง สบายใจกันที่ไหน เราก็บอกนะครับ วันนี้ท่านทราบความรู้สึกระหว่างกลุ่ม ที่ท่านเรียกว่าอํามาตยาธิปไตย กลุ่มประชาชน ผมไม่ว่าทหารทั้งกองทัพนะครับ
มีผู้ประท้วงครับคุณวรวัจน์ ประท้วงว่าอะไรก็ว่ามา
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานที่ได้วินิจฉัยผู้อภิปราย ได้ใช้สติ เพื่อให้ผู้อภิปรายรายต่อไปได้อภิปรายครับ กระผมขออนุญาตหารือท่านประธาน เพื่อประโยชน์ของเพื่อนสมาชิกครับ
คุณประท้วงหรือคุณจะอภิปราย
ผมประท้วงและขอหารือสั้น ๆ นิดเดียวครับ
มันไปพร้อมกันไม่ได้ ถ้าประท้วงก็ประท้วง ถ้าอภิปรายก็ไม่มีสิทธิ
ผมประท้วงท่านประธานว่า ท่านประธานต้องใช้ดุลยพินิจในการควบคุมผู้อภิปรายนะครับ และผมคิดว่าสิ่งที่เหมาะสม ที่สุดในขณะนี้ ท่านประธานหาปี๊บสักใบให้ท่านวรวัจน์เถอะครับ ถูกจับได้คาหนังคาเขา กลางสภาอย่างนี้ อายแทบจะแทรกแผ่นดิน
พอแล้ว ไม่ให้อภิปราย แล้วครับ สร้างปัญหาอีก พอแล้วครับ พอแล้วคุณชลน่านครับ ให้คุณจตุพรเถอะครับ
ท่านประธานครับ ผมจะขอยุติ การอภิปรายเพียงเท่านี้ ผมคิดว่าวันนี้คนไทยเห็นภาพ มองเห็นภาพ ตาสว่างทั้งแผ่นดิน ผมพร้อมที่จะพิสูจน์กับท่านต่อหน้าสื่อมวลชนทุกที่ ทุกเวที ถ้าท่านรับ ขอสื่อมวลชนนะครับ รับเลย แถลงต่อหน้าสื่อมวลชน เปิดหลักฐานกันทุกช็อต ท่านไม่ต้องทําหลักฐาน ด้านเดียวไปแจกพี่น้องประชาชนหรอกครับ เปิดต่อหน้าสื่อมวลชนจะดีกว่า แฟร์ ๆ (Fair) พร้อมไหมครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ประท้วงผมหรืออย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ผมต้องขออนุญาตประท้วงท่านรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ท่านทําผิดข้อบังคับขณะที่ท่านได้ชี้แจง ข้อกล่าวหาต่อสภาแห่งนี้ ในข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ครับท่านประธาน ท่านได้กล่าวชื่อ บุคคลภายนอกเยอะแยะไปหมดเลยในการประกอบคําชี้แจงของท่าน จริงอยู่เอกสิทธิ์ คุ้มครองในสภาผู้แทนราษฎร ไม่คุ้มครองกรณีถ่ายทอดเป็นสื่อสาธารณะ และไม่คุ้มครอง ต่อบุคคลภายนอก แต่บุคคลเหล่านั้นเขาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับเล็กครับ ผมขออนุญาต ท่านประธาน ประท้วงให้ท่านสุเทพได้กรุณาถ้าจะให้มีการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎร น่าจะอนุญาตให้เข้ามาให้ข้อมูล ไม่ต้องถอนหรอกครับ ไม่ต้องทําอะไร เพียงแต่ขออนุญาตมาเท่านั้นเอง กราบเรียนท่านประธานครับ
ครับ เชิญคุณจตุพรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าเกิดมายังไม่เคยพบคนที่มาโกหกได้ตลอดระยะเวลาเฉกเช่นนี้ ความจริง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ควรจะมุดรางรถไฟฟ้าตั้งแต่บอกว่าวันที่ ๑๙ ไม่มีทหารอยู่บน รางรถไฟฟ้า คําให้การของนายทหาร ลูกน้องของพันตรี นิมิตร มีหลายคนครับ ระบุใน สํานวนเสร็จสรรพ เดี๋ยวจะได้ฟังกัน ใครให้ปากคํากันบ้าง นายสุเทพบอกว่าโจรยิงใส่ในวัด ปทุมวนารามราชวรวิหาร เดี๋ยวจะรู้ว่าหัวหน้าโจรมันเป็นใคร ผมเรียนกับท่านประธานว่า การเผาเซ็นทรัลเวิลด์ที่ท่านบอกว่าจับนายสายชลนั้น เขาไม่ได้ถูกจับข้อหาวางเพลิง ไปถูกจับ ที่สนามหลวงข้อหาร่วมกันปล้น รวม ๗ คน อีก ๔ คนที่ถูกจับ ก็ถูกจับก่อนห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถูกไฟไหม้ ผมเรียนกับท่านประธานว่าผมก็ได้ฟังชุดดูแลรักษาความปลอดภัย ชุดผจญเพลิง ชุดดับเพลิงของเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมกับ ส.ส. วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ท่านประธานที่เคารพ มีการจับกุมผู้ต้องหาได้ ๑๑ คน แต่จงใจไปขังคนเดี่ยว พวกผมสั้นมีลักษณะคล้ายทหาร ได้มีการปล่อยตัวทั้งหมด และถ้ามีคน ๒ คนที่ถูกจับดําเนินคดี ที่อ้างว่าเผาเซ็นทรัลเวิลด์จริง ชุดผจญเพลิงในเซ็นทรัลเวิลด์ร่วม ๔๐๐ คน เขาได้อยู่มาก่อนหน้านี้ร่วม ๒ เดือน ความจริงแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั่งใกล้ ๆ ควรจะอับอายตํารวจของวังสระปทุมที่เขาเดินทางเข้ามา ระงับยับยั้ง แต่ท้ายที่สุดเขาทําได้เพียงแค่หามคนเจ็บออกจากห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ทําไมโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ (Centara Grand at Central World) ทําไมห้างเกษรพลาซ่า (Gaysorn Plaza) จึงไม่ถูกไฟไหม้ ลองไปถามเจ้าของสิครับ หลังจาก ผ่านเหตุการณ์ไป จ่ายให้ชุดบรรเทาสาธารณภัย ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท อื้ออึงกันจนถึงเดี๋ยวนี้ เพราะทุกอย่างนั้นได้วางแผนล็อกเป้าเซ็นทรัลเวิลด์ไว้ทั้งสิ้น ผมเรียนกับท่านประธานว่า การที่นายสุเทพเอาภาพในเหตุการณ์ต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกันนั้นเป็นความเท็จอย่างน่าเกลียดที่สุด และความจริงว่าโทรทัศน์รัฐบาล ก็ดูทุกช่อง ไปออกโทรทัศน์ประกบกับท่านวรวัจน์ แทนที่จะก้มหน้า แลบลิ้นปลิ้นตาโกหก แบบนี้ผมไม่รับ ผมเรียนกับท่านประธานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ เอะอะพี่น้องที่รักทั้งหลาย ก็เพราะถูกใส่ความ เช่นว่าเอาเรื่องเมื่อครู่นี้นายอภิสิทธิ์บอกว่า ขณะที่เจรจาความกับพวกผมนั้นมีโทรศัพท์ มาจากต่างประเทศ แล้วฝ่ายพวกผมมีอันต้องยกเลิกทุกครั้งในจํานวน ๒ วัน วันละ ๓ ชั่วโมง ที่สถาบันพระปกเกล้า เพื่อพยายามสร้างจินตนาการให้คนมีความรู้สึกว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนโทรมาสั่ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ รวมกระทั่งคนในรัฐบาลลองไป ตรวจการใช้โทรศัพท์ในวัน เวลาดังกล่าว มีคนโทรหาผมคนเดียวคือนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งทนฟังและบอกพี่น้องประชาชนเขาไม่ยอมรับท่วงทํานองการเจรจาอย่างนั้น เพราะผม บอกให้ณัฐวุฒิโทรมา เขาก็แจ้งคนเดียว ไม่ได้มีนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ไหน เพราะฉะนั้นจินตนาการที่เป็นความเท็จแบบนี้ บางครั้งท่านก็เท็จหลอกตัวเอง ท่านประธานที่เคารพ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่นะครับ เอกสารอยู่ในมือผม พ.ก. ๔ ปี ๒๕๔๖ ใบหนึ่ง ตอนเป็น รองหัวหน้าพรรค ปี ๒๕๕๑ ใบหนึ่ง ตอนเป็นหัวหน้าพรรค ไปแจ้งกับคณะกรรมการ การเลือกตั้งบันทึกประวัติผู้ได้รับเลือก นั่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง ปี ๒๕๔๖ ในหัวข้อที่ ๓ หลังจากหัวข้อที่ ๑ ชื่อ หัวข้อที่ ๒ เกิด หัวข้อที่ ๓ สถานที่เกิด ปี ๒๕๔๖ บอกว่าเกิดที่ประเทศอังกฤษ พอปี ๒๕๕๑ ทําไปอีกครั้งบอกว่าเกิดที่กรุงเทพฯ ท่านเป็นคนเดียว ที่เกิดสองที่ครับในโลกนี้ นี่ครับอยู่ในมือผม ปี ๒๕๔๖ เกิดที่ประเทศอังกฤษ พอปี ๒๕๕๑ เกิดใหม่อีกรอบ ผมเรียนกับท่านประธานว่า การโกหกนั้นใครก็สามารถที่จะโกหกได้ แต่คนที่ โกหกแม้กระทั่งตัวเอง ต่อไปนี้ผมเรียนกับท่านประธานว่า ผมจะได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ข้อหาร่วมกันในการฆาตกรรมประชาชน ผมเรียนกับท่านประธานว่า ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ จนกระทั่ง ถึงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ หลังจากนั้นตลอดมาผมไม่เคยนอนหลับด้วยความรู้สึกแม้แต่ เพียงคืนเดียว เพราะมีความรู้สึกว่าพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ที่มีความเห็นต่างกับ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพ จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร มีหน้ามาบอกว่า ถูกต้อง เท่ ยังบอกว่าโกหกกันทั้งบ้านทั้งเมือง เห็นกันทั้งบ้านทั้งเมือง แถไปจนได้ แต่ผมเรียนกับ ท่านประธานว่า ตลอดระยะเวลา ๙ เดือน ๑๐ เดือน ผมได้แสวงหาข้อเท็จจริง เพราะกระผมนั้นถูกข้อกล่าวหาโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าฆ่ากันเองตาย ๙๑ ศพ ท่านประธานที่เคารพ เป็นความเจ็บปวด เป็นความขมขื่น อย่าว่าแต่มนุษย์เลยครับ ไก่ ปลา ผมยังไม่กล้าฆ่าเลยครับ ในชีวิตยังไม่เคยแย่งเมียเพื่อน แสดงความกล้าสักคนเดียว ผมเรียนกับท่านประธานด้วยความรู้สึกว่า ผมมีความรู้สึกว่าเราเป็นประชาธิปไตย ต่อสู้เมื่อเห็นว่าประชาชนเขาไม่ได้เลือกนายอภิสิทธิ์เพื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ๑๖๔ ที่นั่ง พรรคพลังประชาชนได้ ๒๓๓ ที่นั่ง ห่างกัน ๗๐ ที่นั่ง เพราะฉะนั้นพวกกระผม เห็นว่าการได้อํานาจของนายอภิสิทธิ์ที่ไปรวมตัวกันที่ปั๊ม ปตท. ที่ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ สร้างไว้สมัยเป็นผู้บัญชาการทหารบก ที่ถนนวิภาวดีรังสิต รับขึ้นรถตู้แล้วไปจัดตั้งรัฐบาลกัน ในค่ายทหาร สื่อมวลชนเขาเห็นกันไปหมด แต่วันนี้พยายามมาอธิบายว่าตัวเองถูกต้อง ก็เป็นความถูกต้องของนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพ แต่คุณจะมาบิดเบือนประวัติศาสตร์แบบนี้ ไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพ กระผมเองนั้นมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง ความเป็นนักการเมือง พรรคฝ่ายค้านหาข้อเท็จจริงยากกันอยู่แล้ว แต่ท้ายที่สุดท่านประธานที่เคารพ ความที่ว่า ถ้าเขาไม่ได้มีปัญหา หรือจะบอกว่ารักใคร่กลมเกลียวกันนั้น ความลับต่าง ๆ ที่เป็นเอกสาร ที่ผมยื่นให้มีการตรวจสอบ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ยอมรับวิธีนี้ แต่ต้องการให้เห็นว่าเป็นเอกสารของ ดีเอสไอและหน่วยงานราชการต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ท่านประธานที่เคารพ ความที่ว่า รัฐบาลชุดนี้อยู่ร่วมกับทหารโดยไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่ง ไม่มีใครรู้เลยว่าจุดที่มีความตาย ของประชาชนนั้น มี ๒๑ จุด ๘๙ ความตาย เป็นความตายทหารบวกประชาชนเป็นส่วนใหญ่ และบวกต่างจังหวัดอีก ๒ ศพผมเรียนกับท่านประธานว่าความมาแตกตรงอันไหนครับ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อรัฐบาลได้บอกโยกคดีจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติไปทําเป็นคดี พิเศษ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเขาดําเนินคดี ผมเรียนกับท่านประธานว่าพวกผมแสดง ความทักท้วงมาตั้งแต่ต้น เพราะคดีนี้เจ้าหน้าที่ตํารวจท้องที่เขาได้ชันสูตรตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ว่าวิถีกระสุนบางศพจากบนลงล่าง หัวกระสุนสีเขียวบางศพในระนาบ ท่าน ประธานที่เคารพ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม วันที่ ๑ มิถุนายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังมาโกหกในสภาและโกหกคนไทยทั้งชาติว่าไม่ได้มีวิถีกระสุนจากบนลงล่างด้วยการยิง กระสุนปืนเอ็ม ๑๖ เอ ๒ (M16A2) จากรางรถไฟฟ้า เดี๋ยวท่านประธานจะได้ดูสํานวน ผมเรียนต่อท่านประธานว่าเอกสารที่ผมจะเบิกต่อไปนี้นั้นมันเป็นเรื่องราว เรื่องว่าทําไม ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ผมนํามาเปิดเผย แล้วท้ายที่สุดดีเอสไอไปถอนประกัน ให้ศาลปิดปากผม แล้วให้ผมมาพูดได้ที่รัฐสภาเท่านั้น วันนี้ผมก็มาปฏิบัติตามเงื่อนไขศาล มีการวิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็นเอกสารเท็จหรือเปล่า เดี๋ยวจะได้ดูกันครับท่านประธานที่เคารพว่ามันมีตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม พันตํารวจโท วีระวัฒน์ เดชบุญภา พนักงานชํานาญการพิเศษ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ที่ ๓ เขาได้ทําเรื่อง ขอทราบข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการสอบสวนคดีพิเศษ ท่านประธาน ที่เคารพ เขาระบุเลยว่าคณะกรรมการคดีพิเศษ เอกสารตามนี้นะครับ ขึ้นจอนะครับ มีมติ ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๓ ที่นายสุเทพมาประชุมกันที่ กรมทหารราบ ที่ ๑๑ ให้คดีความผิดทางอาญากรณีก่อการร้าย การบังคับขู่เข็ญ เรียงไป ตามลําดับ และกรณีผู้เสียชีวิตจากการถูกกระสุนปืน จํานวน ๖ ศพ ที่วัดปทุมวนารามราช วรวิหาร เขาบอกว่าข้อเท็จจริงและข้อเสนอระหว่างวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เจ้าหน้าที่ ทหารได้เข้ากระชับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่บริเวณแยกราชประสงค์และผู้ชุมนุนจํานวนมากเข้าไปในวัดปทุมวนารามราชวิหาร ต่อมา มีผู้เสียชีวิตจากการถูกกระสุนปืน จํานวน ๖ ศพ ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในชุดปฏิบัติการที่ ๓ ได้สอบสวนพยานที่เป็นประชาชนไปส่วนหนึ่งแล้ว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง เพิ่มเติมที่ถูกต้องและเป็นธรรมทุกฝ่าย จึงเห็นควรมีหนังสือไปยังศูนย์อํานวยการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. เพื่อขอทราบว่าระหว่างวันที่ ๑๙-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยใด สังกัดใด ได้รับมอบหมายให้เข้าดําเนินการกระชับพื้นที่ บริเวณแยกราชประสงค์ เพื่อที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะได้ดําเนินการสืบสวนสอบสวน ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ท่านประธานที่เคารพ พันตํารวจโท วีระวัฒน์ เดชบุญภา หัวหน้าชุดปฏิบัติการที่ ๓ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทําหนังสือถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ก็ได้ทําหนังสือในวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๓ เรื่องอะไรครับ ขอทราบ ข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการสอบสวนในคดีพิเศษ ถึงใครครับ ผู้อํานวยการศูนย์อํานวยการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เขาระบุอย่างชัดเจนว่าชุดปฏิบัติการที่ ๓ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับมอบหมายกับดําเนินการคดีพิเศษ ที่ ๑๒๓๔/๒๕๕๓ กรณีมีผู้เสียชีวิตจากการถูกกระสุนปืนจํานวน ๖ ศพ ในวัดปทุมวนารามราชวิรวิหาร เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่ถูกต้อง กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมีความประสงค์ ขอทราบว่าในระหว่างวันที่ ๑๙-๒๐ เจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยใด สังกัดใด ได้รับมอบหมาย ให้ดําเนินการเข้ากระชับพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ เพื่อที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะได้ ดําเนินการสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ท่านประธานที่เคารพ หลังจากนั้นนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ได้ทําหนังสืออีกฉบับหนึ่ง ลงวันที่ ๗ กันยายน ที่ ยธ (อสพ. ๐๘๐๐/๒๑๒) ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๓ เรื่อง รายงานความคืบหน้าและข้อเสนอในการดําเนินการกรณีผู้เสียชีวิต ในเหตุการณ์ชุมนุม เรียน ผู้อํานวยการ คือนายสุเทพ ผู้อํานวยการศูนย์อํานวยการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งนี้เขาขอใหม่ครับ เขาบอกว่า ตามที่ศูนย์ ศอฉ. ได้มีหนังสือ กห. ๐๔๐๗๗.๔๕/๘๖๓ ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ แจ้งมติที่ประชุมเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานอื่น ที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งชุดสืบสวนสอบสวนกรณีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมระหว่างวันที่ ๑๐ เมษายน ถึงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เป็นการแต่เฉพาะแต่ละรายเพื่อให้ได้รายละเอียด ข้อเท็จจริงมากที่สุด ท่านประธานที่เคารพ นายธาริตยังระบุต่ออีกว่า ทั้งนี้ โดยให้นําผล การชันสูตรพลิกศพของตํารวจ รายงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ รวมทั้งพยานหลักฐานต่าง ๆ มาเป็นหลักฐานประกอบสํานวนและรายงานผลการดําเนินการให้ ศอฉ. ทราบภายใน ๖๐ วัน ความละเอียดแจ้ง นั้น นายสุเทพคงจะจําได้ กรณีนายฮิโรยูกิ มูราโมโต สถานทูต ญี่ปุ่น เขาถามเรื่องการชันสูตรพลิกศพ เรื่องความคืบหน้าทางคดี นายสุเทพบอกว่าขอเวลา ๖๐ วัน นายธาริตทําหนังสือสนองไปทันที นายธาริตบอกต่ออีกว่า เพื่อดําเนินการให้เป็นมติ ตามที่ ศอฉ. ประกอบกับสํานวนการชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต ถือเป็นส่วนหนึ่งของคดี การทําร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้เป็นคดีพิเศษ อยู่แล้วนะครับ และคําสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๓ มอบหมาย หน้าที่รับผิดชอบให้แต่ละชุดทํางานดําเนินการสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงมากที่สุดว่า ผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด สาเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ใครเป็นผู้ทําให้ตาย โดยวิธีใด เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนถึงสาเหตุการตายของผู้เสียชีวิตแต่ละรายเป็นไปด้วย ความเรียบร้อย โปร่งใสและเป็นธรรมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานที่เคารพ รายละเอียด ฉบับนี้ เขาได้อธิบายอย่างชัดเจน เป็นที่มาของการรู้ว่ามีทหารจุดใดไปประจําจุด กับความตายในแต่ละจุด ใช้ปืนกระสุนอะไร มีคําสั่งราชการอย่างไร ท่านประธานฟังต่อ นะครับว่าจดหมายของนายธาริตที่ทําไปถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในหน้าที่ ๒ ระบุอย่างนี้ ท่านประธาน ในการสืบสวนสอบสวนถึงเหตุการณ์ตายของผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ชุมนุม แต่ละรายนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษมีความจําเป็นต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวม พยานหลักฐานทั้งหลายเพิ่มเติมนอกเหนือเท่าที่ปรากฏอยู่ในสํานวนการชันสูตรพลิกศพ ของพนักงานสอบสวนพื้นที่พบศพ คือสํานักงานตํารวจแห่งชาติให้ได้มากที่สุด นี่ก็เป็นการยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจได้ไปชันสูตรพลิกศพแล้ว แต่ยังไม่ได้ทันทําสํานวน ชันสูตร คดีก็ถูกโยกไป ผมมีเอกสารทุกชิ้น เดี๋ยวท่านประธานตามมานะครับ อย่างไรก็ตาม ในการดําเนินการดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษมีความจําเป็นจะต้องรับทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหน่วยทหารและผู้บังคับบัญชา พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ความจริงไม่น่าลับ ๆ ล่อ ๆ มาอยู่ด้านหลังนายสุเทพ จะได้ฟังกันอย่างเข้าใจ เห็นครับ พกมาด้วย ทีหลังอย่าให้ลูกน้องพกปืนเข้าไปในห้องคอนโทรล (Control) อีก ท่านประธานที่เคารพ
ขอประท้วงครับ
เชิญครับ
ขอใช้สิทธิประท้วงครับ คือว่าคุณจตุพรต้องไม่โกหกอย่างนั้นนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อกี้นี้ท่านรองประธาน ท่านอภิวันท์ไปตรวจแล้ว คนของผมขึ้นไปเปิดคลิป แต่งชุดสากลเรียบร้อย หน้าตาดีกว่า คุณจตุพรอีกครับ และไม่ได้พกพาอาวุธครับ
ถ้าโลกนี้คุณสุเทพหน้าตาดี ผมว่าประเทศนี้คนหน้าตาดีทุกคน คนจังหวัดเดียวกันครับ เขาได้ขออะไรครับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีความจําเป็นต้องได้รับทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหน่วยทหารและผู้บังคับบัญชา ซึ่งควบคุมการปฏิบัติในพื้นที่ หลักเกณฑ์ กฎการใช้กําลัง มาตรการและอาวุธที่ใช้ในการ ขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดําเนิน ถนนดินสอ ถนนตะนาว และถนนประชาธิปไตย ในวันที่ ๑๐ เมษายน เขาขอต่ออีกว่า บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ วันที่ ๒๘ เมษายน ซึ่งสักครู่ท่านประธานจะได้ดู จะเห็นว่าแดงฆ่าแดง ไม่ปรากฏชัด แต่ทหาร ฆ่าทหาร โดยสํานวนของดีเอสไอ กรณีนี้ท่านประธานจะได้ฟัง การปิดกั้นเส้นทางเข้าไปยัง บริเวณพื้นที่ราชประสงค์ และการกระชับวงล้อมขอคืนพื้นที่บริเวณสวนลุมพินี บริเวณแยกปทุมวัน บริเวณแยกเพลินจิต และแนวถนนสารสิน ระหว่างวันที่ ๑๓ ถึงวันที่ ๒๑พฤษภาคม ๒๕๕๓ ตลอดจนร่องรอยของอาวุธที่ถูกกระทําต่อ และผลการตรวจรักษาบาดแผลของฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งได้รับบาดเจ็บ ด้วยเหตุผลและความจําเป็นดังกล่าว จึงขอได้โปรดกรุณามอบหมาย ให้ส่วนยุทธการของศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมข้อมูลที่มีรายละเอียดดังกล่าวข้างต้น และกําหนดตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ โดยใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่สามารถให้ข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วน แจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทราบภายในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๓ เพื่อจัดให้มีการบันทึกถ้อยคําพยานบุคคลต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ขอแสดงความนับถือ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ท่านประธานที่เคารพ หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๓ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ได้ทําหนังสือไปยังหัวหน้าส่วนยุทธการของ ศอฉ. เรื่อง แจ้งรายละเอียด การสอบสวนพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่ในคดีพิเศษ ที่ ยธ ๐๘๐๐/๓๑๗๓ ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่นายธาริตส่งไปด้วยนั้นคือรายละเอียดการนัดสอบสวนพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่ คดีชันสูตร ครั้งที่ ๑ และทางศูนย์อํานวยการฯ หลังจากที่ได้มีการทําหนังสือของนายธาริตในวันที่ ๗ กันยายน เรื่อง รายงานความคืบหน้าและข้อเสนอในการดําเนินการกรณีผู้เสียชีวิตในการ ชุมนุม และทาง ศอฉ. ได้มีหนังสือตอบ ที่ กห ๐๔๐๐๗.๔๕/๙๗๕ ลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๓ เรื่อง ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ นั้น นายธาริตระบุต่อว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดําเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุม ระหว่างวันที่ ๑๐ เมษายน ถึงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ในการสอบสวนมีความจําเป็น ที่จะต้องสอบปากคําเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวจึงขอให้ท่านได้โปรดสั่งการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคํากับพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษ โดยมีรายละเอียด ที่ส่งมาด้วย ขอแสดงความนับถือ ลายเซ็น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าการอภิปรายของผมนั้นผมต้องขออนุญาตท่านประธานว่าผม จะเดินตามเอกสาร ว่าสิ่งที่ทําทั้งหมดนั้นของรัฐบาลและกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมกระทั่ง กองทัพ เป็นกรณีน่าศึกษาน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง นายธาริตได้ส่งหมายของการนัดไปยัง หัวหน้าส่วนยุทธการของ ศอฉ. เช่น คดีพิเศษ ที่ ๖๐/๒๕๕๓ วัน เวลา ของเหตุการณ์ที่ต้อง ทําการสอบสวน ๑๐ เมษายน ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐-๒๔.๐๐ นาฬิกา บริเวณรัฐสภาและ สวนสัตว์ดุสิต ท่านประธานที่เคารพ ทางทหารเขาก็ส่งบัญชีแนบทันทีว่า วันที่ ๑๐ เมษายน ในระหว่างเวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกาถึงเวลาเที่ยงคืนนั้น เหตุการณ์เกิดที่รัฐสภาและสวนสัตว์ดุสิต เขาก็ส่งใครมาครับ ส่ง พันเอก วิรัตน์ พันโท สุรเดช สุริยะภาค พันโท มหรรณพ พึ่งพัฒน์ ซึ่งตารางนี้เอามาจากการเทียบ ๒ ตาราง ระหว่างการนัดหมายของดีเอสไอ และทางทหาร ได้ส่งรายละเอียดของทหารตรงกันทุกอย่าง เช่น วันที่ ๑๐ เมษายน ๐๘.๐๐ นาฬิกา เที่ยงคืน สี่แยกคอกวัว ถนนตะนาว แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร พนักงานสอบสวนผู้ประสานงาน พันตํารวจโท บรรฑูรย์ ฉิมกรา นัดวันสอบสวนเสร็จ วันที่ ๔-๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ วันที่ ๑๑-๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ ทาง ศอฉ. ให้ใครไปสอบครับ พล.ร.๒ รอ. พันเอก กู้เกียรติ ศรีนาคา ท่านประธาน ที่เคารพ บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลาย พวกกระผมนั้นไม่มีทางจะล่วงรู้ได้เลย และผมเชื่อว่า ดีเอสไอไม่มีทางจะล่วงรู้ได้เลยว่าความตายที่เกิดขึ้น ๒๑ จุด กับ ๘๙ ความตายนั้น จะมีทหาร หน่วยใด สังกัดใด ถ้าทาง ศอฉ. โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ไม่ได้ส่งรายชื่อ ให้กับทางดีเอสไอ ดีเอสไอก็ไม่สามารถที่จะสอบสวนได้เลย ท่านประธานที่เคารพ จะได้เห็น ลําดับที่ ๓ เห็นไหมครับ วันที่ ๑๐ เมษายน ระหว่างเวลาหกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน พื้นที่สลาย การชุมนุม ถนนดินสอ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร รายชื่อผู้เสียชีวิต นายฮิโรยูกิ มูราโมโต นายวสันต์ ภู่ทอง นายจรูญ ฉายแม้น นายทศชัย เมฆงามฟ้า นายสมศักดิ์ แก้วสาร นาย ธวัชฒนชัย กลัดสุข นายบุญจันทร์ ไหมประเสริฐ เจ้าหน้าที่ทหารที่ ศอฉ. ส่งมาให้ดีเอสไอสอบ นั้น พันเอก ธรรมนูญ วิถี พันเอก ประวิทย์ ฉายาบุตร ท่านประธานที่เคารพ สังกัดอะไรครับ พล.ร.๒ รอ. เขาให้สอบวันไหนครับ เขาให้สอบในวันที่ ๔-๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ วันที่ ๑๑-๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ เป็นกําหนดการที่ส่งทหารไปให้ดีเอสไอสอบ หลายคนบอกว่าเหตุการณ์ที่มี การสอบสวนนะครับ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าความตายที่เกิดขึ้น เช่น เวลาหกโมงเย็นถึง เที่ยงคืน บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ถึงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดําเนินนอก เขตป้อมปราบ กรุงเทพมหานคร ผู้เสียชีวิต นายเกรียงไกร คําน้อย ทาง ศอฉ. ส่งใครให้ดีเอส ไอสอบครับ เป็นนายทหารจาก พล.๑ รอ. พันโท อัศวิน บุนนาค พันโท ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ร้อยเอก มลชัย ยิ้มอยู่ สิบเอก สรายุทธ ศรีวะโส ยกตัวอย่างต่อนะครับ เช่น หน้าธนาคาร กรุงศรีอยุธยา อาคารซิลลิคเฮาส์ ถนนสีลม วันที่ ๒๒ เมษายน ระหว่าง ๒๐.๐๐-๒๓.๐๐ นาฬิกา พี่น้องม็อบหลากสีนี่นะครับ ผู้ที่ตาย นางสาวธัญนยนันท์ แถบทอง ใครเป็นทหารอยู่ บริเวณนั้นที่ให้ดีเอสไอสอบ ศอฉ. ก็ส่งนายทหาร พล.ม.๒ รอ. พันโท อุดม แก้วมหา ร้อยโท เกษม เตปิยะศิลป์ ร้อยเอก ธงชัย ธีราธรรม ท่านประธานที่เคารพ นี่กรณี ๒๘ เมษายน เวลาบ่าย สามโมงครึ่ง บริเวณใต้ทางขึ้นโทลเวย์ (Toll Way) ใกล้อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ผู้เสียชีวิต พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ มีทหารที่อยู่บริเวณนั้น และ ศอฉ. ส่งไปให้ดีเอสไอสอบ มีใครบ้างครับ เป็นนายทหารจาก พล.ร.๙ รอ. กองพล ๙ จากเมืองกาญจนบุรี เช่น พันโท สิทธิพร จุลปานะ ร้อยเอก สรยุทธ ศัยนันทน์ ร้อยเอก ธนะรัชต์ มณีวงศ์ ร้อยโท ปกรณ์ จันทรวิสุทธิ์ จ่าสิบเอก โกศล นิลบุตร จ่าสิบตรี นพดล จ่าสิบเอก วสันต์ สุริยฉาย สิบตรี ประยุทธ์ ชวนอยู่ ท่านประธานที่เคารพ แม้กระทั่งความตายของเจ้าหน้าที่ตํารวจ สิบตํารวจโท กานต์พันธ์ เลิศจันทร์เพ็ญ วันที่ ๗ พฤษภาคม ๔ ทุ่ม ๔๕ นาที หน้าธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยอาคาร ซิลลิคเฮาส์ ถนนสีลม ก็เป็นนายทหารจาก พล.ม.๒ รอ. พันเอก จุมพล จุมพลภักดี พันโท ฉกาจพงษ์ หงษ์ทอง ร้อยเอก วีระโชค การภักดี พันโท กิตติพงษ์ เนื่องชมพู ร้อยเอก วีรพล อุ้มเงิน วันที่ ๘ ความตายของจ่าสิบตรี วิทยา พรมสําลี ก็เป็น พล.ม.๒ รอ. ชุดเดิม วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นายชาติชาย ซาเหลา ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สอบสวนเหมือนกับพลทหาร สอบเสร็จสิ้นแล้ว และระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นความตาย จากการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เดี๋ยวท่านประธานจะได้เห็นในสํานวน เขาก็เอา นายทหารชุด พล.ม.๒ รอ. ไปสอบสวน วันที่ ๑๕ บริเวณปากซอยงามดูพลี ถนนพระราม ๔ แขวงทุ่งมหาเมฆ บริเวณแยกบ่อนไก่ ถนนพระราม ๔ บริเวณหน้าซอยสุวรรณสวัสดิ์ ถนนพระราม ๔ ทุ่งมหาเมฆ ผู้ตาย ๔ คน นายมานะ แสนประเสริฐศรี นายพรสวรรค์ นาคะไชย นายเกรียงไกร เลื่อนไธสง นายวารินทร์ วงศ์สนิท ก็เป็นทหารจาก พล.ม.๒ รอ. ๔ คนไปให้ ดีเอสไอสอบสวน ต่อมาท่านประธานที่เคารพ นี่น่าสนใจครับ ลําดับที่ ๑๑ เหตุการณ์วันที่ ๑๑-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลากลางวันกลางคืนต่อเนื่องกัน บริเวณวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ถนนพระราม ๑ บริเวณรางรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานี หน้าวัดปทุมวนารามราชวิหาร บริเวณรถรางไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยาม สถานีชิดลม ผู้เสียชีวิต นายรพ สุขสถิต นายมงคล เข็มทอง นางสาวเกดกมล อัคฮาด นายสุวัน ศรีรักษา นายอัครเดช ขันแก้ว นายอัฐชัย ชุมจันทร์ นายวิชัย มั่นแพร เขาสอบสวนใครบ้างครับ ท่านประธาน ที่เคารพ สอบทหารจาก พล.๑ รอ. พันโท ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ สอบทหารจากศูนย์สงคราม พิเศษ พันเอก ณรงค์ฤทธิ์ คําภีระ สอบทหารจาก ร.๓๑ พัน.๒ รอ. กองพันรบพิเศษที่ ๑ กรมรบพิเศษที่ ๓ (ลพบุรี) พันตรี นิมิตร วีระพงศ์ หัวหน้าชุด จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา รองหัวหน้าชุด และพวก ซึ่งท่านประธานก็จะได้แลเห็นต่อไป กรณีนี้น่าสนใจ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม เวลาหกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน บริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสีลม สวนลุมพินี ถนนพระราม ๔ และบริเวณแยกศาลาแดง ถนนสีลม กรุงเทพมหานคร ผู้เสียชีวิต พันตรี ขัตติยะ สวัสดิผล ศอฉ. ส่งใครไปให้ดีเอสไอสอบครับ พันตรี สุรพงษ์ กาญจนโพธิ์ พันตรี ณัฐพล บุญกระพือ ร้อยเอก จิรจํานง โกษาวัง ร้อยเอก ศันสนะ เพ็ชรสุข ซึ่งการสอบสวนในคดีนี้ ความจริงแล้วจะได้เดินหน้า เพราะความจริงแล้วมือลั่นกระสุนปืน ตามที่ ส.ส. วิเชียร ขาวขํา ได้ระบุอย่างชัดเจนในแวดวงทหารได้ยินชื่อกันอื้ออึง ตอนยิงเป็นสิบเอก ยิงเสร็จขึ้นจ่า รู้กันหมดครับ วิถียิงจากตรงไหน ที่ผมบอกนี่ครับ แม่ยายบางคนของรัฐมนตรีพวกท่าน เจ้าของ โรงแรม ท่านประธานที่เคารพ กรณีที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผู้ที่ตาย นายประจวบ ศิลาพันธ์ นายปิยะพงษ์ กิติวงศ์ บริเวณถนนวิทยุ บริเวณสนามมวยลุมพินี ธนาคารกรุงเทพ สํานักงานใหญ่ นายทหาร พล.ม.๒ รอ. พันโท วิฑูรย์ โพธิ์ร่มชื่น พันโท โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ พันตรี อวยชัย เอกะกุล พันตรี กอบปิติ ถาวรพฤกษ์ ร้อยเอก ผดุงศักดิ์ ปิ่นเกตุ ความตาย ต่อมาครับ หน้าร้านซ่อมจักรยาน ซอยปลูกจิต ถนนพระราม ๔ แขวงลุมพินี อาคารลุมพินี ทาวเวอร์ ผู้ที่ตาย นายสมัย ทัดแก้ว ทหารที่ไปสอบจาก พล.ม.๒ รอ. พันเอก เพชรพนม โพธิ์ชัย พันตรี กอบปิติ ถาวรพฤกษ์ ร้อยเอก ผดุงศักดิ์ ปิ่นเกตุ ร้อยเอก กําธร งามสะอาด กรณี นายบุญมี เริ่มสุข ซึ่งศพนี้ ท่านประธานจะได้ดูในสํานวนการสอบสวนของดีเอสไอ และเป็นโศกนาฏกรรมของการฆาตกรรมของรัฐบาลฆาตกร ท่านประธานที่เคารพ เจ้าหน้าที่ทหารจาก พล.ม.๒ รอ. ที่ดีเอสไอสอบตามที่ ศอฉ. ส่งมาให้ คือ พันโท โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ พันตรี อวยชัย เอกะกุล พันตรี สุรพงษ์ กาญจนโพธิ์ พันตรี ณัฐพล บุญกระพือ ร้อยเอก ศันสนะ เพ็ชรสุข ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านให้ครบ ๒๑ จุด กับ ๘๙ ความตาย ท่านประธานที่เคารพ วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ตอนตีสี่ บริเวณหลังสวนลุมพินี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ผู้ที่ตาย นายสุพจน์ ยะพิมา ทหารที่ถูกสอบ พล.ม.๒ รอ. นําโดย พันโท โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ ผู้ที่ตายในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ถึงเที่ยงครึ่ง บริเวณสวนลุมพินี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ผู้ที่ตาย นายถวิล คํามูล นายธนโชติ ชุ่มเย็น ใครไปถูกสอบครับ ศอฉ. ส่งไปให้ดีเอสไอ คือนายทหารจาก พล.ม.๒ รอ. พันเอก ถนัดพล โกศัยเสวี และพวก วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ เวลา ๑๐ โมง บริเวณ ถนนราชดําริ หน้าตึก สก. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ผู้ที่ตาย เป็นนักข่าวชาวอิตาเลียน นายฟาบิโอ โปเลนซี ปรากฏว่า ศอฉ. ส่ง พันเอก ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ จาก พล.ม.๒ รอ. และคณะ ไปให้ดีเอสไอสอบ กรณีความตายของนายวงศกร แปลงศรี ตายเมื่อ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ปากซอยสวนพลู ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นนายทหารจาก พล.ม.๒ รอ. นําโดย พันโท ฉัตรชัย ดวงรัตน์ และพวก ความตายที่ ๒๐ ตาย ๔ คน วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ เวลาบ่ายสามโมง ที่แยกบ่อนไก่ ถนนพระราม ๔ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ผู้ที่ตายนายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล นายประจวบ ประจวบสุข นายเฉลียว ดีรื่นรัมย์ นายวุฒิชัย วรางค์คํา นายทหารจาก พล.ม.๒ รอ. นําโดย พันเอก เพชรพนม โพธิ์ชัย ศอฉ. ส่งไปให้ดีเอสไอสอบ ความตายที่ ๒๑ ผู้ที่ตาย นายกิตติพงษ์ สมสุข ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เวลาสี่โมงเย็นถึงหกโมงเย็น ถนนราชดําริ แยกศาลาแดงถึงแยกราชประสงค์ เป็นทหารจาก พล.ม.๒ รอ.เช่นเดียวกัน โดย พันเอก ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ และพวก ได้ไปให้ปากคํา ที่ผมลําดับความให้ท่านประธานได้แลเห็นว่า หัวหน้าชุดของดีเอสไอ ชุดที่ ๓ ทําเรื่องถึงนายธาริต วันที่ ๓๑ ขอรายละเอียดจาก ศอฉ. นายธาริตทําหนังสือถึงในวันที่ ๑ กันยายน ถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขอรายละเอียด ช่วงแรกเฉพาะเหตุกรณีวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ได้ทําหนังสืออีกครั้งในวันที่ ๗ กันยายน ขอทุกเหตุการณ์ว่าทหารเป็นใคร ใครสั่งการ การใช้อาวุธทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบ ท่านประธานที่เคารพ ซึ่งเขาได้แจ้งต่อมาในหนังสือวันที่ ๒๓ เขาได้อ้างว่าทาง ศอฉ. ได้ตอบเขามาวันที่ ๑๓ เขาจึงไปนัดหมาย แล้วก็เป็นตารางสอบสวนเลยครับว่า ความตาย ของประชาชนซึ่งทุกศพไม่มีใครมีอาวุธอยู่แม้แต่เพียงรายเดียวนั้น นายทหารคนไหน. ประจําอยู่ ณ จุดใด การสอบสอบสืบสวนจะได้เริ่มต้นขึ้น ผมเรียนกับท่านประธานว่า ผมได้เคยอุปมาอุปไมยเรื่องคนขี่เสือ ความจริงแล้วคนเขียนหนังสือเรื่องนี้คือ แมกซิม กอร์กี้ แต่ว่าในสํานวนไทยนั้นเราได้ยกกรณีเรื่องคนขี่เสือไว้ว่า ลงจากหลังเสือก็ไม่ได้ ลงจากหลังเสือ เสือมันก็กินคนขี่ ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายนจนถึงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นั้น คนขี่เสือได้บังคับเสือหรือสมคบกับเสือให้ไปกัดกินเลือดของประชาชน ได้ตายเสียชีวิต ๙๑ ศพ ๑๐ ศพเป็นทหาร และ ๘๐ กว่าศพเป็นประชาชน และบาดเจ็บ เสียแขน เสียขา เสียดวงตาอีก ๒,๐๐๐ โดยสัญชาตญาณของคนขี่เสือก็รู้เฉกเช่นเดียวกันว่า วันหนึ่งเมื่อเสือมันหิวมามันก็คิดจะกินคนขี่ คนขี่ในที่นี้คือรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพ อย่างที่ผมได้เรียนว่าลําดับความตาย สถานที่เกิดเหตุและนายทหารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่มีทางใครจะล่วงรู้ได้เลย ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ความที่ ศอฉ. โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้อํานวยการ ศอฉ. ถ้าจะเล่นบทคนดี ชี้แจงได้ว่าผมตรงไปตรงมา แต่ผมรู้ว่านี่เป็นสัญชาตญาณของคนขี่เสือ เพราะเขาก็ต้องการเอาผลการสอบสวน เอาไว้บีบคอทหาร เอาไว้ข่มขู่ทหารอีกทีหนึ่งว่าคุณได้ร่วมฆ่าประชาชนกับผมนะ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากให้ท่านประธานได้ติดตามว่าภายหลังที่มีการสอบสวนดังกล่าว ดีเอสไอเขาทําสํานวนอย่างแข็งขัน และท่านประธานจะแลเห็นเลยว่า เขาได้ทําสํานวน แล้วส่งสํานวน ๑๓ ศพไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๓ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คงจะจําได้ว่าสํานวนที่ดีเอสไอส่งมานั้น มาก่อนที่นายสุเทพ จะกลับมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีรอบที่สอง ตอนที่ไปเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๓ วัน นายสุเทพไปถวายสัตย์ปฏิญานตนในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๓ แต่ดีเอสไอ ทําสํานวนเสร็จในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ก่อนที่นายสุเทพจะกลับมารอบที่สอง ๓ วัน จะโดยจงใจหรือเปล่าไม่ทราบได้ สํานวนได้ถูกส่งมายังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพ ต่อไปนี้ผมเรียนกับท่านประธานว่า ผมเองได้รับเอกสารทุกชิ้น ไม่ว่าผลการชันสูตรพลิกศพ บันทึกพนักงานสอบสวน รายงานการชันสูตรพลิกศพ การให้ปากคําของผู้กล่าวหา บันทีกการตรวจ สถานที่เกิดเหตุ รายละเอียดของผู้ตาย อยู่ในมือผมครบถ้วนท่านประธาน แต่เอกสารมาก ผมเองก็อยากอธิบายเพื่อความเข้าใจของ พี่น้องประชาชนอย่างง่าย ๆ เอาคดีแรกท่านประธาน กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทํารายงาน การสอบสวน หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีมติให้คดีเป็นคดีพิเศษในวันที่ ๑๖ เมษายน แล้วนั้น เจ้าหน้าที่ตํารวจซึ่งไปชันสูตรพลิกศพแล้ว ยังไม่ได้ทําสํานวนเพื่อจะส่งให้อัยการ ปรากฏว่าเขาเอาผลการชันสูตรพลิกศพซึ่งบันทึกในวันที่ ๗ กันยายน นายธาริตก็ระบุอย่างนั้น แต่ผมจะได้เล่าเรื่องต้นก่อน เพื่อจะถอยไปว่าทําไมคดีฆาตกรรมประชาชน มันไม่มี ความคืบหน้า ผมเรียนกับท่านประธานว่า นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพจะเกี่ยวข้อง ใน ๙๑ ศพ แม้แต่เพียงความตายเดียว นายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ก็ต้องโทษประหารชีวิต เช่นเดียวกัน ฆ่า ๑ คน ก็ต้องโทษประหารชีวิต ฆ่า ๙๑ ศพ ก็ต้องโทษประหารชีวิต และที่ผม จะได้ลําดับความต่อไปนี้ ผมเองอยู่ท่ามกลางความขมขื่น ถูกกล่าวหาว่าฆ่ากันเองตาย ๙๑ ศพ ผมมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง ผมเรียนไปยังผู้พิพากษา พนักงานอัยการ เจ้าหน้าที่ตํารวจ พี่น้องประชาชนผู้รักความเป็นธรรมทั้งประเทศว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายจะได้แลเห็นต่อไปนี้นั้น ถ้านายจตุพรมากล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ บงการใช้จ้างวานฆ่าประชาชน หรือฆาตกรรมประชาชน เป็นคําพูดของนายจตุพร นี่ถือว่าเป็นปฏิปักษ์ นายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ก็บอกว่าเป็นปฏิปักษ์ ใส่ร้าย ท่านประธานที่เคารพ คดีต่อไปนี้นั้น ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเขาได้ส่งเรื่องไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ในวันที่ ๑๖ เมษายน ท่านประธานดูนะครับว่า คดีพิเศษที่ ๒๓๔/๒๕๕๓ สํานักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พันตํารวจโท ธัชชัย บุญเพ็ง ผู้กล่าวหา ผู้ต้องหา นี่เว้นไว้ แล้วท่านประธานจะแลเห็นว่า ดีเอสไอเขาสรุปคดีนี้ อย่างไร ฐานความผิดร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ท่านประธานที่เคารพ วัน เวลาเกิดเหตุ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๘.๐๐ น. ตําบลที่เกิดเหตุ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร บาดแผลปรากฏตามรายงานชันสูตรบาดแผลและรายงาน ชันสูตรพลิกศพเอกสารปึกนี้ ท่านประธานที่เคารพ วัน เวลาที่ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ วันที่๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ วันที่คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับเป็นคดีพิเศษ วันที่ ๑๖ เมษายน วันที่รับเลขคดีพิเศษ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๓ ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่าเขาได้มีการ สอบสวนพยานทั้งหมด ๔๑ ปาก เป็นประชาชน เป็นแม่ เป็นพ่อ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นผู้อยู่ใน เหตุการณ์ เช่น สอบนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของนางสาวกมนเกด อัคฮาด สอบนายสุรศักดิ์ สุขสถิตย์ ซึ่งเป็นลูกคนที่ ๓ ของนายรพ สุขสถิตย์ ท่านประธานที่เคารพ สอบประชาชน มากมาย เช่น นายวสันต์ สายรัศมี ซึ่งพยานเป็นอาสาสมัครหน่วยกู้ชีพวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน นายวสันต์ สายรัศมี ระบุว่า เนื่องจากพยานเห็นทหารยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าเป็นระยะ ๆ จุดที่พยานยืนอยู่ห่างจากรางรถไฟฟ้า ๕๐ เมตร จนกระทั่งเวลา ๑๙.๐๐ น. พยานกับ กลุ่มผู้ชุมนุมหลายคนค่อย ๆ คลานเข้าไปช่วยพานายอัครเดชเข้าไปบริเวณชั้นใน และนายอัครเดชเสียชีวิตเวลาต่อมา เห็นไหมครับ รวมกระทั่งพยานผู้กล่าวหาจํานวน ๑ ปาก พันตํารวจโท ธัชชัย บุญเพ็ง ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลาเที่ยงครึ่ง ขณะผู้กล่าวหาปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน สน. ปทุมวัน ได้รับแจ้งเหตุ พบศพจํานวน ๖ ศพอยู่บริเวณศาลาพระราชศรัทธาภายในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ในเบื้องต้นแพทย์นิติเวช ชันสูตรเบื้องต้นแล้วมีความเห็นว่า ๖ ศพถูกเคลื่อนย้ายจากที่อื่น แล้วมาวางเรียงกัน โดยผู้กล่าวหาได้นําทั้ง ๖ ศพส่งไปยังสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตํารวจ เพื่อทําการชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการตาย โดยชันสูตรพลิกศพร่วมกันระหว่างแพทย์นิติเวช โรงพยาบาลตํารวจ พนักงานอัยการ และเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคสาม ท่านประธานที่เคารพ เพราะความตายที่ เกิดขึ้นมันเป็นโศกนาฏกรรม ผมเรียนกับท่านประธานว่าเขาสอบสวนหมดละครับ ประชาชน จนกระทั่งทหาร ชาวต่างประเทศที่มาทําข่าวก็มี เช่น นายสตีฟ ทิกเนอร์ และพยาน ซึ่งอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร สอบเจ้าหน้าที่ตํารวจซึ่งเขาเป็นคนบันทึกภาพ ที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ได้นํามาฉายเป็นคลิป เป็นทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าขณะยิงใส่ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เวลานั้นนายสุเทพก็ยังเบี้ยวว่าเป็นวันที่ ๒๐ ซึ่งวันนี้หน้าแหก เป็นที่เรียบร้อย และท่านประธานจะได้แลเห็น จ่าสิบเอก อดุลย์ พรหมนอก ซึ่งผมต้องบอก สํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าอย่าคิดไปรังแกเขานะครับ ได้ให้การว่า นี่ในสํานวนดีเอสไอนะครับ สิบตํารวจเอก อดุลย์ พรหมนอก ให้การว่ารับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจ พยานได้เข้าเวรที่ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ในช่วงระหว่างวันที่ ๑๐-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ พยานได้ขึ้นไป ถ่ายภาพไฟไหม้เซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ นาฬิกา ในขณะที่พยานถ่ายภาพไฟไหม้อยู่นั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นบริเวณรางรถไฟฟ้าบีทีเอสชั้น ๑ ซึ่งขณะนั้นเวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น. พยานเห็นมีชายแต่งชุดลายพรางคล้ายทหาร สวมหมวกทหารและมีอาวุธปืนอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสและกําลังเล็งปืนไปยัง วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร พยานและพวกได้ถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวไว้ได้ ขณะที่ ถ่ายภาพนั้นจะมีเสียงปืนดังตลอดที่บริเวณถนนพระราม ๑ พยานได้ใช้กล้องดิจิตอล (Digital) ยี่ห้อโซนี่ (Sony) รุ่น อัลฟา (Alpha) ๓๕๐ เลนส์ (Lens) ๑๐๐-๓๐๐ มิลลิเมตร ซึ่ง พยานได้มอบภาพให้พนักงานสอบสวนประกอบการสอบสวนด้วย ที่แถกันในสภา ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่แล้ว ท้ายที่สุดเขาก็เรียกไปให้ปากคําเพราะในคลิปฉบับนั้น ก็เห็นภาพคนถ่าย ท้ายที่สุดเขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ไปเป็นพยาน ผมเรียนกับท่านประธานว่า เวลานั้นผมอยู่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ พรรคพวกผมที่ไปมอบตัว ไม่ว่าจะเป็นนายณัฐวุฒิ นายนิสิต นายขวัญชัย นายเจ๋ง และคณะถูกนําตัวไปค่ายนเรศวร จังหวัดเพชรบุรี ผมเองนั้น ต้องรอกรมสอบสวนคดีพิเศษมาสอบสวนเจอด้วยความอเนจอนาถ เจอรักษาการณ์ ผู้ บัญชาการกองปราบบอกว่าจะเข้ามาเป็นไปด้วยความยากลําบาก ทหารค้น แนะนําตัวแล้ว ยังเข้ายาก ดีเอสไอซึ่งมาสอบสวนผม บอกว่าวันนี้ไม่พร้อม เพราะกว่าจะเข้ามาได้เป็นไปด้วย ความยากลําบาก ทหารคุมเต็มพื้นที่ไปหมด ผมอยู่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เห็นภาพ ควันไฟ ได้ยินเสียงปืน เพราะผมออกไปช่วงเย็นเช่นเดียวกัน ขณะที่ออกมาก็ยังไม่รู้ว่า จะมีชะตากรรมอย่างไร ผมเรียนกับท่านประธานว่าเขาไปสอบสวนตํารวจหลายคน เช่น จ่าสิบตรี สุชาติ ขอมกวน ซึ่งก็สอดคล้องเรื่องการถ่ายภาพ ไปสอบ พันตรี นิมิตร วีระพงศ์ ท่านประธานที่เคารพ พันตรี นิมิตร วีระพงศ์ มีคําให้การยาวเหยียดที่เป็นฉบับเต็ม ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานว่านี่เป็นฉบับเต็มของการให้การของ พันตรี นิมิตร วีระพงศ์ ซึ่งเขาระบุในแต่ละเรื่องท่านประธานต้องเข้าใจนะครับว่าทหารที่ถูก เรียกไปสอบสวน เขาตกเป็นผู้ต้องหา พันตรี นิมิตร ได้ให้การถึงอาวุธประจํากายที่เบิกใช้ ให้การถึงการแต่งกายโดยมีสัญลักษณ์สติกเกอร์สีชมพู และยืนยันถึงชุดปฏิบัติการ ๙ คนที่อยู่ บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร แล้วเปิดเผยถึงรายชื่อเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่บนรางรถไฟฟ้า บริเวณหน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร จํานวน ๗ คน ๑. จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา ๒. สิบเอก เดชาธร มาขุนทด ๓. สิบเอก ภัทรนนท์ มีแสง ๔. สิบเอก สุนทร จันทร์งาม ๕. สิบเอก ชัยวิชิต สิทธิวงษา ๖. สิบเอก เกรียงศักดิ์ สีบุ ๗. สิบเอก วิฑูรย์ อินทํา ทหารทั้งหมด โดยเฉพาะทหารทั้ง ๗ นายปฏิบัติหน้าที่บนราง รถไฟฟ้าบริเวณหน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ถือเป็นทหารที่อยู่ในข่ายที่จะถูกดําเนินคดี ในฐานะที่ผู้ต้องหาฆาตกรรมประชาชน โดยการสั่งการและฐานะผู้ใช้มาปฏิบัติหน้าที่ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานว่าการให้ ปากคําแต่ละคนนั้นได้ให้การในลักษณะคล้าย ๆ กันแล้วก็มีการแตกต่างกัน แต่จับได้ว่า หลักฐานสําคัญอย่างหนึ่งคือ เรื่องการใช้อาวุธปืนเอ็ม ๑๖ เอ๒ ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ หัวกระสุนสีเขียว ซึ่งตรงกับความตายของศพที่อยู่ในวัดปทุมราชวนารามราชวรวิหาร ซึ่งท่านประธานจะได้แลเห็นต่อไป ท่านประธานที่เคารพ กระบวนการสอบสวนนี่ละครับ เขาได้สอบปากคํานายทหารทั้งหมด ตารางการสอบสวนนี่นะครับ อยู่ในวันที่ ๖ ตุลาคม นี่ครับเป็นการบันทึกของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สอบปากคํา พันตรี นิมิตร วีระพงษ์ จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา สิบเอก เดชาธร มาขุนทด สิบเอก ภัทรนนท์ มีแสง สิบเอก สุนทร จันทร์งาม สิบเอก ชัยวิชิต สิทธิวงษา สิบเอก เกรียงศักดิ์ สีบุ สิบเอก วิฑูรย์ อินทํา ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่บนรางรถไฟฟ้าไว้ประกอบการสอบสวน นี่เป็นบันทึกการสอบสวน คดีพิเศษที่ ๒๓๔/๒๕๕๓ แผ่นที่ ๑๓ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ท่านประธานที่เคารพ การให้การของทหารคนต่อมาเช่นว่า สิบเอก ภัทรนนท์ บุญแสง ได้ให้การโดยมีรายละเอียด สังเขปว่า การปฏิบัติของข้าฯ เป็นไปตามคําสั่งของหัวหน้าชุด คือ จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา พร้อมลูกทีมในชุด ๘ คน ท่านประธานที่เคารพ ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๑.๐๐ นาฬิกา ชุดปฏิบัติการของ สิบเอก ภัทรนนท์ ได้รับคําสั่งไปประจําจุดที่สถานีรถไฟฟ้า สนามกีฬาแห่งชาติ ต่อมาเวลา ๑๕.๐๐ น. ได้รับคําสั่งให้ไประวังป้องกันหน่วยกองร้อย รส.ร. ๓๑ พัน๒ รอ. ต่อมาจ่าสิบเอก สมยศ หัวหน้าชุดของตน ได้รับคําสั่งจาก พันตรี นิมิตร ให้มาที่สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ โดยระบุว่า ขณะที่เดินไปข้างหน้า หัวหน้าชุด ได้ยิงปืน ๑ นัด โดยบอกเห็นชายถืออาวุธอยู่ในบริเวณวัด แล้วต่อมาเดินผ่านกําแพง เห็นชาย ถือระเบิดเพลิงวิ่งเข้ากําแพงวัด ตนจึงยิงขู่ไปยังกําแพงวัด ห่างจากชายดังกล่าว ๒ เมตร เพื่อให้การสอบสวน จนกระทั่งดีเอสไอเขามีการสรุป ทหารก็ให้การเอาตัวรอด บางคนก็ไป ให้การขัดกัน แต่การชันสูตรพลิกศพ ท่านประธานที่เคารพ ตามมาครับ สิบเอก ภัทรนนท์ รับว่าอาวุธประจํากายของตน เป็นเอ็ม ๑๖ รุ่นเอ๒ กระสุนจริงขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร เครื่องแบบแต่งกาย เป็นชุดพรางทหาร มีแล็คซีน (Lack Seen) สีชมพู ซึ่งพี่น้องประชาชน คนไทยเห็นกันทั้งชาติอยู่แล้ว ที่ด้านหลังหมวกกันกระสุน โดยรับมาจาก รส.ร.๓๑ พัน๒ รอ. สิบเอก ภัทรนนท์รับว่า เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เดินผ่านวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เห็นชาวบ้านประมาณ ๓-๔ คน ได้ส่งสัญญาณมือให้หมอบลงกับพื้นด้วย นี่เขาอ้างอย่างนี้ครับ ต่อมา สิบเอก วิฑูรย์ อินทํา ได้ให้ปากคําว่า เป็นทหารกองพันจู่โจม ค่ายลพบุรี วันเกิดเหตุ หัวหน้าชุดได้สั่งตนกับ สิบเอก ชัยวิชิต สิบเอก เกรียงศักดิ์ เดินมุ่งหน้าไปแยกราชประสงค์ ต่อมา ได้สั่งการให้บุคคลที่อยู่ใต้ท้องรถออกมาให้หมด แต่ไม่มีใครออกมา สิบเอก ชัยวิชิตที่อยู่ห่าง จากตน ๕ เมตร ได้ยิงเตือนขึ้นฟ้า ๔ นัด ก่อนหน้านี้ก็ระบุว่าได้ยิงขู่เข้าไป ๒ นัด และเห็น คนใต้ท้องรถ คํานวณด้วยสายตาประมาณ ๒๐ คน และเห็นชายชุดดําถือปืนเอ็ม ๑๖ ท่านประธานที่เคารพ สิบเอก วิฑูรย์รับว่า ตนใช้อาวุธเอ็ม ๑๖ เอ๒ บรรจุกระสุน ๕.๕๖ ได้รับกระสุนมา ๑๔๐ นัด ซึ่งเป็นกระสุนจริง ใช้ไปในเหตการณ์นี้ ๕ นัด โดยยิงที่ แผงกั้นตอม่อ สถานีรถไฟฟ้าสยาม ๒ นัด ยิงรถยนต์ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ๒ นัด ยิงที่พื้น ๑ นัด มีสัญญาณบอกฝ่าย เป็นสติ๊กเกอร์แล็คซีนสีชมพูติดหลังหมวก นี่เขาให้การ แบบนี้ สําหรับกรณีสิบเอก วิฑูรย์ ผู้รับว่าใช้กระสุนปืนยิงไปยังรถยนต์ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร จํานวน ๒ นัด ทั้งที่รู้ว่ามีบุคคลอยู่ใต้ท้องรถ ๒๐ คน และคนที่อยู่ใต้ท้องรถ ไม่สามารถทําร้าย สิบเอก วิฑูรย์ได้ เพราะตัวเองอยู่บนรางรถไฟฟ้า ประชาชน ๒๐ คน อยู่ใต้ท้องรถ และการที่คนไปอยู่ใต้ท้องรถในลักษณะหนีตายเช่นนี้เป็นเรื่องที่มีข้อสังเกต ที่มีภัยร้ายแรงอย่างยิ่งก็คือว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ หนังสือพิมพ์ข่าวสดได้ไปสัมภาษณ์ ลุงบัวศรี ทุมมา เหยื่อปืนย้อนอดีตถูกระดมยิง เป็นผู้ที่วิ่งเข้ามาหลบในวัด เห็นทหารจํานวน ๕ รายยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้า เห็นทหารระดมยิงปืนใส่เข้าไปในวัดชุดใหญ่ จนประชาชนอยู่ ข้างในต่างวิ่งหลบกระสุนปืนอย่างวุ่นวาย และมีคนเสื้อแดงถูงยิงล้มลงหลายคน ส่วนลุงบัวศรี หลบอยู่ใต้ท้องรถบริเวณทางเข้าวัด แต่ก็ถูกยิงใส่รถจนกระสุนทะลุบริเวณขาซ้ายจนทะลุ ก่อนที่นายเก่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะเข้ามาลากเข้าไปในวัด ท่านประธานที่เคารพ คนที่ยิงลุงบัวศรี ทุมมา ก็คือสิบเอก วิฑูรย์ นั่นเอง เห็นไหมครับ รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้นี่ผมเรียนกับ ท่านประธาน ต่อมา สิบเอก สุนทร จันทร์งาม สังกัด กองพันจู่โจม กรมรบพิเศษ จังหวัดลพบุรี ได้ให้การพอสังเขปว่าการมาปฏิบัติหน้าที่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส มี จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา เป็นผู้มีอํานาจตัดสินใจ มีสัญญาณบอกฝ่าย คือแล็คซีนสีชมพู มีอาวุธประจํากาย เอ็ม ๑๖ เอ๒ ซึ่งมีหัวกระสุนสีเขียว สิบเอก สุนทร บอกว่า เมื่อวันที่ ๑๙ ได้มาปฏิบัติภารกิจ อยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้น ๒ เพื่อคุ้มกันทหาร รส.ร.๓๑ พัน๒ มีกําลัง ๙ คน และมีหน่วยอื่นอีก ๑๐ คน แต่งกายและมีเครื่องหมายบอกฝ่ายเช่นเดียวกับตน สิบเอก สุนทร ให้การกับ พนักงานสอบสวนเป็นประโยชน์ที่ทําให้เกิดความจริง ๒ ประการ และได้จับโกหกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเพื่อนทหารของ สิบเอก สุนทร ที่อ้างว่ามีกลุ่ม ผู้ก่อการร้ายมีอาวุธในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ท่านประธานที่เคารพ สิบเอก สุนทร เขาบอกว่า เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ของวันที่ ๑๙ ในช่วงเวลาดังกล่าว ทหารได้เปิดทางให้กลุ่ม นปช. เดินทางทยอยกลับบ้านโดยเปิดช่องทางเท้าสนามกีฬาแห่งชาติ ประชาชนจํานวนมาก ทยอยกลับทางเฉลิมเผ่า โดยมีทหารอยู่บนพื้นราบด้านล่าง จัดแถวกับกลุ่มประชาชน นปช. นี่เขาระบุอย่างนั้น ประจําอยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้น ๒ จนกระทั่งเวลา ๑๕.๐๐ น. นปช. ได้เดินทางกลับทั้งหมด นี่เขาระบุแบบนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานว่า รายละเอียดต่าง ๆ นั้นเขาได้ให้ปากคํา เขาระบุต่ออีกว่าในขณะปฏิบัติหน้าที่ สิบเอก สุนทร บอกว่าที่บริเวณหน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ขณะที่ตนอยู่บนรถรางไฟฟ้าหน้าวัด ปทุมวนารามราชวรวิหาร เวลา ๑๘.๐๐ น. แสงสว่าง ยังไม่มืด สิบเอก สุนทร ไม่เห็นว่า ผู้ใดเป็นคนใช้อาวุธยิงปะทะบริเวณด้านล่าง จะมีเต็นท์ของกลุ่ม นปช. เรียงรายตามริมถนน เป็นแนวยาว บริเวณภายนอกวัดปทุมวนารามราชวรวิหารจะมีต้นไม้บังแต่พอมองเห็นคนอยู่ ภายในวัด ซึ่งคนที่อยู่ในวัดจะแต่งกายชุดปกติธรรมดา ไม่มีอาวุธใด ๆ ทั้งสิ้น เห็นไหมครับ นี่เป็นการให้การของทหารที่เป็นชุดเดียวกันที่ไปปฏิบัติการบนรางรถไฟฟ้า มีการให้การ ของทหารอีกหลายคน เช่น สิบเอก เกรียงศักดิ์ สีบุ ระบุการใช้อาวุธปืน เอ็ม ๑๖ เอ๒ กระสุนขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร รวมกระทั่ง จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา สังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษ จังหวัดลพบุรี ได้ให้การโดยมีรายละเอียดว่า ตนเองเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการอาวุธที่ใช้ เอ็ม ๑๖ เอ๒ เริ่มปฏิบัติการวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ เวลา ๑๘.๑๐ นาฬิกา ถึงวันที่ ๒๒ เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา เป็นการปฏิบัติตามคําสั่งของพันตรี นิมิตร วีระพงศ์ อาวุธที่ใช้ประจํากาย เอ็ม ๑๖ เอ๒ ผมเรียนกับท่านประธานว่ารายละเอียดทั้งหมดนั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่านายทหารชุดนี้ ๑. ยอมรับว่าอยู่บนรางรถไฟฟ้ากันจริง ๒. ได้ใช้อาวุธประจํากาย เอ็ม ๑๖ เอ๒ ซึ่งมีหัวกระสุนสีเขียวจริง แล้วก็จะได้อ้างเหมือนกัน ว่ามีชายชุดดํา ข้อเท็จจริงครับท่านประธานที่เคารพ ในการรายงานการสอบสวนของคดี พิเศษ เขาได้สอบทั้งประชาชน สอบตํารวจ สอบทหาร สอบบุคคลที่เกี่ยวข้องที่อยู่ใน เหตุการณ์ทั้งหมด ท้ายที่สุดเขาจึงมีมติอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธานว่า แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยืดยาว แต่ว่ามีความจําเป็นเขาได้มีพยานเอกสารและพยานวัตถุ มีทั้งหมดนี้นะครับ ไม่ว่าเป็นรายงานการชันสูตรพลิกศพ มีทั้งหมดนี้นะครับ ถึง ๔๑ รายการ นี่เป็นพยานเอกสารและพยานวัตถุ นอกจากนี้ยังมีพยานวัตถุที่เป็นปลอกกระสุนปืนจํานวน ๒ ปลอก กระสุนปืนจํานวน ๑ นัด นอกนั้นมีขวดน้ํา ขวดลิโพวิตัน-ดี แม้กระทั่งกระป๋อง เบียร์ลีโอ (LEO) ท่านประธานที่เคารพ ทางดีเอสไอเขาสอบครบหมด สอบแล้วมีผลอย่างไร ครับ เขาบอกอย่างนี้ครับท่านประธาน ที่ผมได้ใช้เวลาโดยส่วนใหญ่ด้วยการอ่าน เพราะผม ไม่ต้องการให้นายสุเทพ นายอภิสิทธิ์บอกว่านั่นเป็นความเห็นของนายจตุพร นายจตุพร เป็นผู้ก่อการร้ายตามที่อ้าง ทั้งที่นายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ก็อยู่ในฐานะของฆาตรกร เช่นเดียวกัน เพราะต่อไปนี้ครับท่านประธานที่เคารพ หลักฐานทางคดีและความเห็นของ พนักงานสืบสวนสอบสวน ในหน้า ๑๓ รายงานการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษที่ ๒๓๔/๒๕๕๓ ผมอ่านเป็นบางตอนว่า คดีนี้พนักงานสืบสวนสอบสวนดําเนินการสืบสวนสอบสวนเสร็จแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริง รับฟังในชั้นนี้ได้ความว่า เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เวลา ๑๓.๐๐ น. แกนนําได้ประกาศยุติการชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ แกนนําส่วนหนึ่งได้มอบตัว ต่อทางราชการ ท่านประธานที่เคารพ และได้แจ้งให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับ พร้อมทั้งแจ้งให้ ผู้ชุมนุมบางส่วนเข้าไปพักอาศัยอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตนิดเดียวเอกสารเยอะ ประมาณร่วม ๒๐๐ กว่าหน้า
พักบ้างก็ได้ครับ เดี๋ยวเหนื่อยมาก
ขอบคุณท่านประธานครับ ดีเอสไอ ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าแกนนําส่วนหนึ่งได้มอบตัวต่อทางราชการ และได้แจ้งให้ผู้ชุมนุม เดินทางกลับ พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ชุมนุมบางส่วนเข้าไปพักอาศัยภายในวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ซึ่งอยู่ใกล้สี่แยกราชประสงค์ โดยในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารได้กําหนดให้ เป็นเขตอภัยทาน ผู้ร่วมชุมนุมส่วนหนึ่งเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางที่ทางราชการกําหนด และเส้นทางอื่น ๆ แต่อีกส่วนหนึ่งได้พักอาศัยในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร และในช่วงนั้น เกิดเพลิงไหม้จํานวนหลายจุดบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เซ็นทรัลเวิลด์ โรงหนังสยาม ถนนพระราม ๑ และขณะดียวกันกําลังเจ้าหน้าที่ทหารที่รับผิดชอบสี่แยกปทุมวัน ซึ่งทราบว่าเป็นหน่วยทหารของ พล.๑ รอ. ร.๓๑ พัน.๒ รอ. รับผิดชอบแยกปทุมวัน บนถนนพระราม ๑ หน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร โดยมีชุดปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษ เป็นกําลังคุ้มกันบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ตั้งแต่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติถึงสยาม จากการสอบปากคําของพยานต่าง ๆ แล้วให้การสอดคล้องตรงกันว่าในเวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา มีเสียงปืนดังติด ๆ กันหลายนัดมาจากทิศทางสถานีรถไฟฟ้าสยามซึ่งเป็นจุดที่หน่วยทหาร พล.๑ รอ. รับผิดชอบ และปรากฏว่ามีผู้ชุมนุมถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหน้าวัด ปทุมวนารามราชวรวิหาร ได้มีพยานถ่ายภาพไว้และเข้าช่วยเหลือ โดยได้นําผู้ถูกกระสุนเข้า ไปในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารหน้าเต็นท์พยาบาล ซี่งบริเวณหน้าสหกรณ์ของวัด ชายคน ดังกล่าวทราบชื่อภายหลังว่านายอัฐชัย ชุมจันทร์ ได้ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ซึ่งปรากฏ จากภาพที่ช่างภาพตามไปถ่ายภาพได้ในเวลา ๑๗.๕๐ นาฬิกา ของวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ โดยในขณะที่อาสาพยาบาลซึ่งอยู่ในเต็นท์พยาบาลภายในวัดและผู้ชุมนุมได้ทยอยมาในวัด ได้เข้าช่วยเหลือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ นั้น นายมงคล เข็มทอง อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ก็ได้เข้ามาช่วยเหลือด้วย ปรากฏตามภาพถ่ายที่พยานถ่ายไว้ก่อนที่นายมงคล เข็มทอง จะถูกยิงจนถึงแก่ความตาย ในขณะที่กําลังช่วยเหลือนายอัฐชัยนั้น เป็นเวลาเดียวที่พยาน ที่ได้รับบาดเจ็บและอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ได้เห็นมีเจ้าหน้าที่ทหารแต่งกาย ชุดลายพราง หมวกทหารลายพราง มีอาวุธปืนยาวได้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร โดยยิงเข้าไปที่เต็นท์พยาบาลซึ่งมีนางสาวเกดกมน อัคฮาด กําลังช่วยเหลือ ผู้บาดเจ็บในเต็นท์พยาบาล ได้ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตายภายในเต็นท์พยาบาล นายอัครเดช ขันแก้ว อาสาพยาบาลอีกคนหนึ่งได้เข้าไปเพื่อที่จะช่วยเหลือนางสาวเกดกมน อัคฮาด ในเต็นท์พยาบาล ก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ที่เต็นท์พยาบาลเช่นเดียวกัน ซึ่งกรณีนางสาวเกดกมนและนายอัครเดชถูกยิงในบริเวณ เต็นท์พยาบาลนั้นมีพยานถ่ายภาพเป็นคลิปเคลื่อนไหว พนักงานสอบสวนได้นําประกอบ ในการสอบสวนด้วย กรณีของนายรพ สุขสถิตย์ นายสุวัน ศรีรักษา ที่พบเป็นศพบริเวณ วัดปทุมวนารามราชวรวิหารนั้น ในชั้นนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานจากจุดใดที่ชี้ถึงจุดถูกยิงได้ แต่การชันสูตรพลิกศพของแพทย์ ปราฏว่าศพนายรพ สุขสถิตย์ และศพนายสุวัน ศรีรักษา นั้น เป็นวิถีกระสุน เป็นลักษณะบนลงล่างทั้ง ๒ ศพ นี่ในสํานวนดีเอสไอแบบนี้นะครับ นอกจากนี้ ทั้ง ๒ ศพยังพบเศษกระสุนของผู้ตายทั้ง ๒ ศพ ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของ กองพิสูจน์หลักฐานกลางว่าเป็นกระสุนปืน .๒๒๓ (๕.๕๖ มม.) ตามภาพจะมีหัวสีเขียว และศพนายมงคล เข็มทอง เจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ้ง ที่ได้เข้าช่วยเหลือนายอัฐชัยนั้น เป็นลักษณะวิถีกระสุนเป็นบนลงล่างเช่นเดียวกัน และรายงานการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์ หลักฐานกลางว่าเป็นกระสุนปืนขนาด .๕๖ มิลลิเมตร ซึ่งเขาได้บรรจุภาพอยู่ในสํานวนด้วย นะครับ มีภาพหัวสีเขียวเช่นเดียวกับรายอื่น ส่วนการชันสูตรพลิกศพนางสาวเกดกมน นายอัครเดช อาสาพยาบาล แม้ผลการตรวจพิสูจน์จะพบว่าวิถีกระสุนเป็นลักษณะล่างขึ้นบน ในลักษณะศพของนางสาวเกดกมนและนายอัครเดช ตามปรากฏตามรายงานของ กองพิสูจน์หลักฐานกลางว่ากระสุนที่พบเป็นกระสุนปืนขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร มีหัว สีเขียวเช่นเดียวกัน ส่วนในศพนายอัครเดชนั้นไม่สามารถยืนยันกระสุนปืนได้ แต่จาก ภาพคลิปที่พยานถ่ายภาพและบุคคลยืนยัน เห็นว่าเป็นการยิงจากบนรางรถไฟฟ้า ในเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกาเศษ ของวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ กรณีนายอัฐชัย ชุมจันทร์ ท่านประธานที่เคารพ ถูกยิงที่บริเวณหน้าวัดเป็นคนแรก ไม่สามารถหาหัวกระสุนตรวจได้ เพราะกระสุนทะลุ ไม่สามารถตรวจกระสุนได้ อย่างไรก็ตาม คํายืนยันจากพยานช่างภาพ อิสระสามารถยืนยันได้ว่านายอัฐชัยถูกยิงในแนวระดับได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย ในเวลาต่อมา จากผลการสอบสวนวิถีกระสุน การพิสูจน์ศพ วัตถุพยานที่พบในตัวผู้ตาย ทั้ง ๖ ศพ จากคําให้การของพยานที่เห็นเหตุการณ์ ประกอบภาพของช่างภาพอิสระ ภาพเคลื่อนไหวและพยานประกอบแล้วนั้น ท่านประธานที่เคารพ เขาระบุอย่างชัดเจนว่า ภาพเคลื่อนไหวของบุคคลที่แต่งกายคล้ายทหารพร้อมอาวุธปืนยาวอยู่บนรถรางไฟฟ้าบีทีเอส ฝั่งวัดปทุมวนารามราชวรวิหารในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ในเวลาใกล้เคียงที่ผู้ตายถูกยิง ถึงแก่ความตาย โดยมีเสียงปืนจากทิศทางของชายแต่งกายคล้ายทหารดังกล่าว ประกอบ คําให้การของพยานที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารว่า เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๘.๐๐ น. พยานยืนยันเห็นทหารแต่งกายชุดพราง มีอาวุธปืนยาว ยืนอยู่บนรถรางไฟฟ้าบีทีเอสฝั่งวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร และได้ใช้อาวุธปืนประจํากาย ดังกล่าวยิงพยานและผู้ตายบริเวณวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ยิงเข้าไปในเต็นท์พยาบาล ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารเป็นเหตุให้พยาบาลได้รับบาดเจ็บ ท่านประธานที่เคารพ นี่เป็นประจักษ์พยานในจํานวน ๔๑ ปาก ซึ่งเขาสอบทุกฝ่าย และจากการให้ปากคําของ เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยรบพิเศษ ลพบุรี ที่รับผิดชอบบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ให้การว่าได้รับมอบหมายให้ทําหน้าที่ชุดคุ้มกันให้กับชุดทหารในแนวราบ ร.๓๑ พัน.๒ รอ. ซึ่งข้างล่างก็เป็นทหารอีกชุดหนึ่ง ก็แปลว่าทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าและอยู่ ข้างล่าง และในภารกิจนี้ได้รับว่าอาวุธประจํากายของตนในการปฏิบัติภารกิจคือ เอ็ม ๑๖ เอ๒ ซึ่งมีหัวสีเขียว พยานปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๒๐ ซึ่งคําให้การของเจ้าหน้าที่ทหารบนรางรถไฟฟ้า พยานที่อยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร พยานที่ถูกยิงบาดเจ็บขณะที่หลบอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร พยานที่เป็นช่างภาพอิสระ ต่างชาติ และพยานเจ้าหน้าที่ตํารวจที่ถ่ายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เหตุการณ์บนรางรถไฟฟ้า บีทีเอส และพยานเกี่ยวข้องอย่างอื่น ประกอบหลักฐานการชันสูตรพลิกศพทั้ง ๖ ศพ การตรวจพิสูจน์เขม่าปืนจากศพและนําเศษกระสุนที่พบในทั้ง ๖ ศพไปทําการตรวจสอบ เพื่อทราบถึงขนาดและกระสุนปืนที่ทําให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ปรากฏว่าทั้ง ๖ ศพ ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย ปรากฏว่าศพของนายรพ นางสาวเกดกมน นายมงคล และนายสุวัน ผลการตรวจพิสูจน์ยืนยันว่าเป็นกระสุนปืนเอ็ม ๑๖ เอ๒ ๕.๕๖ มิลลิเมตร ส่วนศพนายอัฐชัย และนายอัครเดชนั้นไม่สามารถที่จะยืนยันได้ เพราะกรณีศพของนายอัฐชัย กระสุนทะลุไม่สามารถตรวจสอบได้ ส่วนกรณีนายอัครเดชนั้นพบกระสุนในศพมีจํานวนน้อย ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่อย่างไรก็ตามพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งรายละเอียดท่านประธานจะแลเห็นเลย เขาตรวจ เขม่าปืนในมือของทั้ง ๖ ศพที่ตาย ถ้าคนเหล่านี้เป็นคนชุดดําจริงจะต้องมีเขม่าปืน แต่ปรากฏว่าทั้ง ๖ คนไม่มีใครมีเขม่าปืน ไม่มีแอลกอฮอล์ในเลือด ท่านประธานที่เคารพ ทุกคนมือเปล่า นางสาวเกดกมนตายในชุดพยาบาลที่ไปช่วยชีวิตคน ท่านประธานคงจะแล เห็นว่า ศพที่ ๑ ตาย ศพที่ ๒ ไปช่วยก็ถูกฆ่าตาย ศพที่ ๓ ไปช่วย ศพที่ ๒ ก็ตาย ศพที่ ๔ ไปช่วยศพที่ ๓ ก็ตาย นี่เป็นความงดงามท่ามกลางโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ของพี่น้อง ประชาชน ท่านประธานที่เคารพ เขาจึงสรุปจากหลักฐานการตรวจพิสูจน์ศพของผู้ตาย ทั้ง ๖ ศพ ดังนี้นะครับว่า เช่น รายงานตรวจวิถีกระสุน มีการรายงานตรวจวิถีกระสุนของ นายรพ สุขสถิตย์ นายมงคล เข็มทอง นายสุวัน ศรีรักษา เป็นกระสุนในแนวบนลงล่าง นางสาวเกดกมน นายอัครเดช เป็นกระสุนในแนวล่างขึ้นบน นายอัฐชัยเป็นวิถีกระสุนในแนว ระดับ รายงานการชันสูตรพลิกศพ ๖ ศพ ปรากฏว่านายรพ สุขสถิตย์ พบเศษกระสุนในศพ จํานวน ๒ ชิ้น มีเศษกระสุนสีเขียว ๑ ชิ้น นายอัฐชัย ชุมจันทร์ ศพที่ ๒ ไม่พบเศษกระสุน นางสาวเกดกมน อัคฮาด พบเศษกระสุนในศพ ๑ ชิ้น ตะกั่ว ๒ ชิ้น มีเศษกระสุนสีเขียว ๑ ชิ้น นายมงคล เข็มทอง พบเศษกระสุนในศพ ๒ ชิ้น ตะกั่ว ๓ ชิ้น มีเศษกระสุนสีเขียว ๑ ชิ้น นายสุวัน ศรีรักษา ศพที่ ๕ พบเศษกระสุนในศพ ๒ ชิ้น มีเศษกระสุนสีเขียว ๑ ชิ้น นายอัครเดช ขันแก้ว พบเศษกระสุนในศพ ๑ ชิ้น ตะกั่ว ๒ ชิ้น จากการไปตรวจบน รางรถไฟฟ้าบีทีเอส ดีเอสไอเขาไปพบว่าซึ่งเป็นสถานที่ที่พยานเห็นเจ้าหน้าที่อยู่บน รางรถไฟฟ้า แล้วพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าปฏิบัติอยู่บนรางรถไฟฟ้าในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผลปรากฏว่าพบปลอกกระสุนจํานวน ๒ ปลอก ผลตรวจพิสูจน์เป็นขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร และพบกระสุนปืนจํานวน ๑ นัดที่มีหัวกระสุนสีเขียว ผลตรวจพิสูจน์เป็นขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร ๔ จุด ตามคําให้การของพยานเจ้าหน้าที่ทหาร รับว่าปฏิบัติหน้าที่บนราง รถไฟฟ้าเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ โดยมีและใช้อาวุธปืนประจํากาย เป็นอาวุธปืน เอ็ม ๑๖ เอ๒ ท่านประธานที่เคารพ ดีเอสไอเขาจึงสรุปอย่างนี้ครับ จากพยานหลักฐาน ข้างต้นทําให้เชื่อได้ว่ากรณีของนายรพ สุขสถิตย์ นายมงคล เข็มทอง นายสุวัน ศรีรักษา รวม ๓ ราย จากหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวง มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตาม สมควร เข้าข่ายน่าเชื่อว่ามีความตายเกิดขึ้นจากเจ้าพนักงานซึ่งกระทําการตามหน้าที่ ดังนั้น เห็นควรส่งมอบสํานวนการสอบสวนและสํานวนการชันสูตรพลิกศพนายรพ สุขสถิตย์ นายมงคล เข็มทอง นายสุวัน ศรีรักษา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดําเนินการเพื่อให้เป็นไปตาม กฎหมายเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคสาม ต่อไป ลงชื่อ พันตํารวจโท ธรณินทร์ คลังทอง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชํานาญการพิเศษ ๘ นางสาวทัศนันท์ วัฒนชัชพงศ์ เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ชํานาญการพิเศษ ๘ ปรากฏว่า พันตํารวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ซึ่งเป็นรองหัวหน้าชุดนี่นะครับ เขาบอกว่า เขาทําหนังสือถึงรองอธิบดีคดีพิเศษ บอกคดีนี้เป็นการรวมพยานหลักฐานและพฤติการณ์ มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามสมควรที่น่าเชื่อว่าความตายของนายมงคล เข็มทอง นายรพ สุขสถิตย์ นายสุวัน ศรีรักษา รวม ๓ ศพนี้เกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติการตาม หน้าที่ เห็นควรดําเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ โดยส่งไปยังพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ตามกฎหมายต่อไป ลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พันตํารวจเอก ณรัชต์ เศวตนันท์ รับเรื่อง ทําหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าเห็นควร ส่งสํานวนการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนของ สตช. ดําเนินการต่อไป ความเห็นทางคดี นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ลงนามในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เห็นชอบให้ดําเนินการตามที่เสนอ ลายเซ็น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ท่านประธานที่เคารพ จากที่ผม อ่านผังตารางทั้งหมด นําพาไปสู่การคลี่คลายคดี ๖ ศพของวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ผมเรียนกับท่านประธานว่าคดีนี้ถ้าเป็นคดีตามปกติ บัดนี้หลังจากการชันสูตรพลิกศพ เจ้าหน้าที่ตํารวจในขั้นตอนของชั้นพนักงานสอบสวนขอขยายเวลาได้ ๒ ครั้ง รวมกันว่า ไม่เกิน ๓ เดือนก็ต้องส่งอัยการ อัยการจะดึงเต็มที่ก็ไม่เกิน ๓ เดือน ส่งไปไต่สวนในศาล เพื่อจะหาสาเหตุของการตาย รวมกระทั่งว่าคนที่ทําให้ตายเป็นใคร แล้วก็จะได้ทําสํานวนคดี ฆ่าคนตายโดยเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน ผมเรียนกับท่านประธานว่า ถ้ากระบวนการของบ้านเมือง มันเดินไปตามปกติ บัดนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องถูกดําเนินคดีฐาน ฆ่าคนตายโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ผมเรียนกับท่านประธาน แต่เนื่องจากทั้ง นายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ดูแลทั้งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ดูแลทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ว่าท้ายที่สุดความจริงหนีความจริงไปไม่พ้น เพราะการสอบสวนกรมคดีพิเศษนั้น สักพัก ท่านประธานจะแลเห็นว่าไม่ใช่เฉพาะเป็นข้าราชการของกรมสอบสวนคดีพิเศษเท่านั้น ยังมี ทหารร่วมไปสอบสวนด้วย ยังมีตํารวจร่วมไปสอบสวนด้วย มีตัวแทนจากข่าวกรอง มีตัวแทน จากหน่วยงานต่าง ๆ มากมายเข้าไปครบถ้วน แต่สอบไปสอบมาก็พบว่าความตายที่เกิดขึ้น เป็นการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านประธานที่เคารพ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็เป็นทหาร ซึ่งนําโดย พันตรี นิมิตร หัวหน้าชุด จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา และพวก คนสั่งการครับ ท่านประธานที่เคารพ ก็นายอภิสิทธิ์ตั้งนายสุเทพเป็น ผอ. ศอฉ. มีการสั่งกําลังเคลื่อนย้าย ผมยกตัวอย่าง ท่านประธานที่เคารพ เอาคําสั่งศูนย์ปฏิบัติการหน่วยสงครามพิเศษ ท่านประธานดูพร้อม ๆ กันนะครับ นี่เป็นคําสั่งศูนย์ปฏิบัติการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ที่ ๔๔/๒๕๕๓ เรื่อง ให้กําลังพลปฏิบัติการภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย สนับสนุน ศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เรียงมา จึงให้กําลังพล นปพ.ทบ.มวปพ. ที่ ๓ จํานวน ๘๐ นาย ปฏิบัติการหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของ ศอฉ. ตั้งแต่วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นต้นไปจนจบภารกิจ ดังรายชื่อต่อไปนี้ ท่านประธานลองดูสิครับ เรียงมานะครับ นี่ยกตัวอย่าง เช่น ลําดับที่ ๔.๑๒ สิบเอก วิฑูรย์ อินทํา ตําแหน่ง พลปืนเล็ก นี่ไม่นับชุดคน อื่น ๆ นะครับ สิบโท รัชพล ยศปัญญา สิบเอก บุญเทียน ศรีจันทร์ นี่หัวหน้าพวกทําลาย ชื่อน่ารักมาก แต่ว่าชุดที่อยู่ในกรณีวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เห็นไหมครับ สิบเอก ภัทรนนท์ มีแสง ตําแหน่งพนักงานวิทยุ แต่ถือปืนเอ็ม ๑๖ เอ๒ สิบเอก เกรียงศักดิ์ สีบุ ตําแหน่ง พนักงานวิทยุ พกเอ็ม ๑๖ เอ๒ หัวสีเขียว ท่านประธานที่เคารพ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓ ลงชื่อใครครับ พลตรี ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ รอง ผบ.ศปก.นสศ. ทําการแทน ผบ.ศปก.นสศ. ศูนย์สงครามพิเศษนั่นละครับ ผมเรียนกับท่านประธานว่าทุกอย่างทําปฏิบัติการกัน อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ถ้าเราเรียงผังง่าย ๆ ก็ดูว่า ก่อนจะดูคดีอื่นครับท่านประธาน นี่ครับแผนผัง ศอฉ. ผู้ปฏิบัติการสลายการชุมนุม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยความเห็นชอบ ของคณะรัฐมนตรี ตั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อํานวยการ ศอฉ. คณะกรรมการ ศอฉ. เช่น อธิบดีดีเอสไอ ปลัดกระทรวงต่าง ๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งคน ๆ นี้ให้การเป็นประโยชน์มาก เลขาธิการ สมช. เป็นเลขานุการ พลเอก อนุพงศ์ เผ่าจินดา เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นผู้บัญชาการทหารบกในเวลานั้น พันเอก สรรเสริญ แก้วกําเนิด พลโท ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นแผนยุทธการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ออกคําสั่งไปยังทหารในภาคสนาม ถามว่าพวกผมรู้ได้อย่างไร ก็ตอบว่า นายถวิล เปลี่ยนศรี นี่ละครับเป็นคนบอก ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่า นายถวิล เปลี่ยนศรี ได้ให้สัมภาษณ์มติชน ลําดับที่ ๑๖ เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๔ โดยระบุว่า นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงในฐานะเลขานุการ ศอฉ. เริ่มเล่าว่า เดิม ศอฉ. เคยประเมินว่ารัฐบาลอยู่ไม่ได้แล้ว หลังเกิดเหตุการณ์ยิงปะทะกันที่ สี่แยกคอกวัว ในวันที่ ๑๐ เมษายน จนทําให้ผู้เสียชีวิต ๒๕ คน ในคืนนั้นทั้ง ครม. และนายพล ในห้องประชุมที่กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ ต่างนั่งเงียบหลังจากมีรายงานคนตาย ทยอยเข้าสู่ห้องประชุม ทั้ง ๆ ที่ พลเอก อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ขณะนั้นได้สั่งถอนกําลัง ออกจากบริเวณดังกล่าว แผนยุทธการแผนที่ได้ถูกปิดไว้ทั่วห้องประชุม กลายเป็นหลักฐาน ประจานความล้มเหลว พลเอกหลายคนหน้าเครียด ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทําลาย ความเงียบด้วยการกล่าวขึ้นว่า นี่ผมต้องไปบอกเรื่องนี้กับประชาชนใหม่ ทว่าปาฏิหาริย์ ก็เกิดขึ้นเมื่อคลิปวินาทีระเบิดเอ็ม ๗๙ ตกใส่กองทหารหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา โผล่ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ และถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ บนโซเชียล เน็ทเวิร์ค (Social Network) ขณะที่ภาพถ่ายชายชุดดําถูกตีพิมพ์ขึ้นหน้าหนึ่ง หนังสือพิมพ์หลายฉบับในวันรุ่งขึ้น สิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นทําให้กระแสสังคมตีกลับ หันกลับมาสนับสนุนรัฐบาล แทนที่จะบ่นด่า ซึ่งนายถวิลยอมรับตรง ๆ ว่าผิดคาดมาก นับจากนั้นวาทกรรม ชายชุดดําผู้ก่อการร้าย กองกําลังติดอาวุธจึงถูกระดมเข้าใส่ผู้ชุมนุมอย่างไม่ยั้ง ด้วยลีลาการแถลงข่าวของเสธ. ไก่อู พันเอก สรรเสริญ แก้วกําเนิด โฆษก ศอฉ. ที่อาศัยข้อมูลจากที่ประชุม ศอฉ. และลีลาท่าทาง อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทําให้คนส่วนใหญ่คล้อยตามข้อมูลของ ศอฉ.
ท่านจตุพรครับ ขออนุญาต สัก ๑ นาทีครับ คือเนื่องจากผมได้ออกระเบียบวาระการประชุม วันที่ ๑๕ วันที่ ๑๖ วันที่ ๑๗ นะครับ ขณะนี้ก็ครบระเบียบวาระที่เราได้ออกแล้ว ฉะนั้นเราจะดําเนินการ ขยายเวลาต่อไปก็ต้องแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ เพื่อให้ถูกต้องตามระเบียบ ฉะนั้นผมขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าผมขอขยายเวลาการพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในวันที่ ๑๘ วันพรุ่งนี้ถึงห้าทุ่มนะครับ ก็แจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ เชิญดําเนินการต่อครับ
นายถวิล เปลี่ยนศรี ได้ระบุต่อว่า สําหรับแผนยุทธการต่าง ๆ นายถวิลเผยว่าส่วนใหญ่ออกมาจากมันสมองของ พันโท ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการกองทัพบกในขณะนั้น ขณะที่ฝ่ายเสนาธิการ เบอร์ ๑ ทําหน้าที่โอเค (OK) เยสมากกว่าคิดค้น นี่ครับ ใครเป็นเสนาธิการเวลานั้น ไปผูกคอตายเสีย ส่วนการสั่งการ ป๊อก ประยุทธ์ จะช่วยกันถ่ายทอดคําสั่งไปยังทหาร ในภาคสนาม นายถวิล เปลี่ยนศรี ยังบอกต่ออีกว่า ครั้งนี้เหตุการณ์ระทึกที่สุดใน ศอฉ. ได้แก่ การปฏิบัติการเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่สั่งการให้รถหุ้มเกราะนําทหาร บุกทะลวงเข้าไปในสถานที่ชุมนุม ไหนละครับ ไม่มีอาวุธ นายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นเลขาธิการ ศอฉ. เป็นเลขาธิการของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ บอกชัดเจนว่าเหตุการณ์ระทึกสุดใน ศอฉ. ได้แก่ ปฏิบัติการเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่สั่งการให้รถหุ้มเกราะนําทหารบุกทะลวง เข้าไปในสถานที่ชุมนุม เขาบอกต่ออีกว่า เพราะแม้จะมีการปิดล้อมสี่แยกราชประสงค์ไว้ ทั้ง ๔ ด้าน ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ แต่ราว ๒ ทุ่มของทุกวัน ผู้ชุมนุมเพิ่มจาก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน เป็น ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ คน เพื่อฟังณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เห็นไหมครับ นปช. ปราศรัยได้อย่างน่าอัศจรรย์ผ่านซอกซอยต่าง ๆ ที่ทหารดูแลได้ไม่หมด นายถวิล เปลี่ยนศรี ยังเล่าต่ออีกว่ายังเปิดเผยที่มาของชื่อปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ และกระชับวงล้อมเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ คําว่า ขอคืนพื้นที่ ตนนี่ละเป็น ผู้เสนอ เพราะเห็นว่าคนเสื้อแดงใช้พื้นที่มากไป ทําให้การจราจรติดขัด จึงอยากขอคืนพื้นที่ ให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน ๒๕ ศพ บาดเจ็บ ๘๓๐ กว่าคน ส่วนคําว่า กระชับวงล้อมในวันที่ ๑๙ พฤษภาคมนั้นถูกหยิบมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คําว่า สลายการชุมนุม เห็นไหมครับ สารภาพสรรพเสร็จ เลขาธิการ ศอฉ. ที่นายสุเทพเป็น ผอ. นั่นละครับ บอกว่าเพื่อต้องการ หลีกเลี่ยงการใช้คําว่า สลายการชุมนุม เพราะรัฐบาลคิดว่าแค่กระชับเข้าไป ผู้ชุมนุมก็จะยอมแพ้ เหมือนเดือนเมษายน ๒๕๕๒ เข้าใจว่าคนแรกที่เสนอใช้คํานี้คือ พันเอก สรรเสริญ แก้วกําเนิด นายถวิล เปลี่ยนศรี ยังบอกต่ออีกว่า แต่ท้ายที่สุด ศอฉ. จะบรรลุภารกิจสลายม็อบกลางกรุง พร้อมจับแกนนํา นปช. มาคุมขังได้ แต่ตราบาปที่ติดตัว ศอฉ. มาถึงวันนี้ คือกรณีเปิดโปง แผนผังเครือข่ายล้มเจ้าที่เกิดจากเหตุขัดข้องทางเทคนิค ซึ่งว่ากันว่าเป็นแค่ข้อมูล ที่ฝ่ายยุทธการกับฝ่ายข่าวเขียนขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่าง นปช. กลุ่มต่าง ๆ เท่านั้นเอง ศอฉ. ยังไม่มีมติให้มีการนําไปแถลง จึงไม่น่าแปลกใจที่ผังล้มเจ้าจะฮือฮา อยู่วูบเดียวและไม่เคยดําเนินคดีกับใครทั้งสิ้น ท่านประธานที่เคารพ นายถวิล เปลี่ยนศรี เขาก็ยังมีความเป็นลูกผู้ชายมากกว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เป็น ผอ. ศอฉ. นี่เขาสารภาพ เสร็จสรรพว่าผังล้มเจ้าเป็นการเชื่อมโยงของฝ่ายข่าวกับฝ่ายยุทธการของการเชื่อมโยงบุคคล แล้วก็ไม่ได้มีการแถลงข่าว แต่ปรากฏว่าโฆษก ศอฉ. นํามาแถลงข่าวเป็นเรื่องเป็นราว ขณะนี้ก็เป็นคดีความขึ้นศาล คดีนี้พวกผมก็แจ้งความจับนายสุเทพและพวกอยู่เหมือนกัน คดีก็ตายคากองปราบอยู่นี่ แต่คดีที่อาจารย์สุธาชัยเขาฟ้องศาลนั้น โฆษกไก่อู พันเอก สรรเสริญ แก้วกําเนิด ก็เป็นจําเลยคดีนี้ นี่สารภาพสรรพเสร็จ เป็นตราบาปติดตัว ศอฉ. คือเปิดโปงแผนเครือข่ายล้มเจ้า ไม่มีมูลแต่อย่างใด เหตุการณ์ฆ่าประชาชนอ้างว่า เขาไม่จงรักภักดี ท่านประธานที่เคารพ มันจึงเป็นความเลวร้ายที่สุด แล้วนายถวิล เปลี่ยนศรี มาระบุหมดว่าใน ศอฉ. เขาทําอะไร มีใครทําอะไรกันบ้าง แล้วเรื่องผังล้มเจ้า สารภาพสิ้นว่า นี่เป็นตราบาปของ ศอฉ. รู้สึกผิด ยัดเยียดประชาชนกับผู้ใหญ่ของบ้านของเมืองว่า เป็นเครือข่ายล้มเจ้า ทั้งที่เป็นเรื่องการวิเคราะห์ระหว่างฝ่ายข่าวและฝ่ายยุทธการ ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงเรียนกับท่านประธานว่าตราบาปอันนี้นายสุเทพเป็น ผอ.ศอฉ. นายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นเลขาธิการ ศอฉ. ทําไมนายถวิล เปลี่ยนศรี เขาจึงมีความเป็น ลูกผู้ชาย มีความเป็นมนุษย์มากกว่าตัว ผอ.ศอฉ. นี่เขาสารภาพเสร็จสรรพ เพราะฉะนั้น ผมเป็นคนหนึ่งที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นพวกล้มเจ้า กลายเป็นโอละพ่อ กลายเป็นว่าเป็นเรื่องที่เป็น ตราบาปของ ศอฉ. แล้วตราบาปที่มันตราหน้าพวกผมนี่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายจะรับผิดชอบอย่างไร ผมเรียนกับท่านประธานว่าความเลวร้ายแบบนี้นี่ละครับ เพราะการกล่าวหาว่าคนล้มเจ้า เลขาธิการของ ศอฉ. สารภาพสิ้น แต่นายสุเทพทําเหมือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วนี่ก็เป็นเหตุหนึ่งของการฆ่าประชาชน บอกว่าเขาต้องการล้มสถาบัน มีอาวุธร้ายแรง เป็นผู้ก่อการร้าย ผมอภิปรายครั้งที่แล้ว ท่านประธานที่เคารพ บอกว่า ทุกศพตายด้วยมือเปล่า นายสุเทพตอบผมเลยว่าเหตุที่ตายทั้งมือเปล่าเพราะเขาเหล่านั้น เป็นมืออาชีพ กล้าจริง ๆ กล้าจริง ๆ เพราะว่าท่านตราหน้าว่าเขาเป็นผู้ก่อการร้าย แล้วก็บอกว่าตายมือเปล่า เหตุที่ตายมือเปล่า ยังรู้ว่าตัวเองจะตายจึงเอาอาวุธไปฝากไว้ที่ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร แล้วก็ไปงมเจอ รู้ว่าจะตาย บอก มายิงในสภาพมือเปล่า มืออาชีพ แถไปได้ครับ ประเทศไทย ผมเรียนกับท่านประธานแม้กระทั่งว่าพอเราบอกว่า นายสุเทพกล่าวหาประชาชนว่าถูกจ้างมาตาย พอผมบอกว่าใครจ้างให้ใครไปตายได้บ้างลอง บอกเถอะ ถ้าจ้างให้ใครไปตายได้ ผมนี่เอาสมบัติทั้งหมดที่มีในตัว เงินเดือนทุกเดือนจ้าง นายสุเทพให้ไปตายจริง ๆ ท่านประธาน แต่การพูดโดยไม่ได้มีความรู้สึกของประชาชน เห็นไหมครับ ความตายของ ๖ ศพวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร สารภาพสิ้น ดีเอสไอสรุป สํานวนเรียบร้อยว่าเป็นความตายที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่รัฐ ทหารสารภาพ เจ้าหน้าที่ตํารวจ ถ่ายภาพบันทึกบนสํานักงานตํารวจแห่งชาติ สารภาพ ดีเอสไอชี้คดีเสร็จ ไม่เห็นนายสุเทพ จะแสดงความรับผิดชอบอะไรเลย นายสุเทพยืนยันตอนแรกบอกว่าโจรยิง พาดหัวข่าว หน้า ๑ ว่า โจรยิงวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ถ้าโจรยิงจริงหัวหน้าโจรตัวจริงนั่งอยู่นั่น ท่านประธาน ยิ้มดีเสียด้วย ต่อมาท่านประธานครับ กรณีของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต เอารูป ฮิโรยูกิ ผมอยากให้นายสุเทพได้สบตานายฮิโรยูกิ มูราโมโต คดีนี้ พันตํารวจโท สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ เป็นผู้กล่าวหาในฐานความผิดฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ขึ้นภาพแช่ไว้นะครับ เหตุการณ์เกิดวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ เวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นสํานวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานการสอบสวนคดีพิเศษ คดีพิเศษ ที่ ๖๑/๒๕๕๓ ระบุว่าบาดแผลปรากฏตามรายงานการตรวจศพของสถาบันนิติวิทยา โรงพยาบาลตํารวจ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่ ๐๑๕๑๙/๒๕๕๓ วันที่รับเรื่องร้องทุกข์หรือ คํากล่าวโทษ วันที่ ๑๑ เมษายน วันที่คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้เป็นคดีพิเศษ วันที่ ๑๖ เมษายน ปี ๒๕๕๓ ท่านประธานที่เคารพ ข้อเท็จจริงและความเห็นที่กรมสอบสวน คดีพิเศษได้ไปสอบสวนนั้นระบุว่า ในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ เวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา ได้มีคนร้ายบังอาจใช้อาวุธปืน ยังไม่ทราบชนิดและขนาดยิงนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุเกิดที่ถนนดินสอ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจนครบาลชนะสงครามได้รับคําร้องทุกข์คํากล่าวโทษไว้ทําการ สอบสวนเป็นคดีอาญา ที่ ๒๓๓/๒๕๕๓ กรมสอบสวนนี้นะครับ ได้พิจารณาเห็นว่า การเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต เป็นความผิดทางอาญาที่เกี่ยวพันกับคดีพิเศษตามมติ ของคณะกรรมการคดีพิเศษ เขาได้มีการสอบพยาน เช่น การสอบสวน พันตํารวจโท สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ การสอบสวน ร้อยตํารวจโท อริย์ธัช อธิสุรีย์มาศ พยาน ซึ่งเขาระบุ อย่างชัดเจนว่า นายฮิโรยูกิได้เสียชีวิต โดยการชันสูตรผลิกศพ ผลการตรวจศพ พบว่าเสียชีวิตจากกระสุนปืนความเร็วสูงที่ทรวงอก ทําลายปอด หลอดเลือดใหญ่ นี่นะครับ ๒. ไปสอบนายณัฐพงษ์ หรือม่อน โพธิยะ พยานไม่เห็นว่าผู้ใดเป็นผู้ยิง แต่เห็นแสงไฟ ลักษณะเหมือนออกจากปากกระบอกปืนออกมาจากกลุ่มทหาร สอบสวนดาบตํารวจ ชาตรี อุตสาหรัมย์ พยานให้การว่ารับราชการตํารวจประจํากองบัญชาการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตํารวจนครบาล พยานนี่นะครับ อยู่ห่างประมาณ ๕๐ เมตร พยานเห็นทหาร ถืออาวุธปืนยาวในลักษณะเฉียง อาวุธอยู่แนวเดียวกับพยาน ขณะนั้นพยานได้ยินเสียงดัง เหมือนของหนักหล่นกระแทกพื้นด้านหลัง เมื่อหันไปดูเห็นผู้สื่อข่าวต่างชาติ ทราบภายหลังว่า คือ นายฮิโรยูกิ มูราโมโต แบกกล้องถ่ายวิดีโอขนาดใหญ่หงายหลังกับพื้นทางเท้า หันศีรษะ ไปทางรั้วโรงเรียนสตรีวิทยา ท่านประธานที่เคารพ พยานเข้าไปดู เห็นที่หน้าอกซ้ายของ นายฮิโรยูกิมีจุดรอยเลือดเล็ก ๆ และขยายใหญ่ขึ้น พยานจึงทราบว่าถูกยิง ช่วยประคองลําตัว ไว้บนตัก เรียกให้กลุ่มผู้ชุมนุมช่วยนําร่างออกไปทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พยานไม่ทราบ ว่านายฮิโรยูกิถูกยิงจากทิศทางใด แต่แน่ใจว่าไม่ได้ถูกยิงมาจากทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อกลับไปที่พัก พยานได้เห็นคราบเลือดโลหิตติดอยู่กับกางเกงยีนส์ที่สวมใส่ จึงได้เก็บและนํามามอบให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อตรวจพิสูจน์ และพยานได้นําไปชี้ สถานที่เกิดเหตุเพื่อตรวจหาวิถีกระสุนต่อไป มีการสอบสวนพันเอก ธรรมนูญ วิถี สอบสวนนายขวัญชัย ศรีวิเวก หน่วยกู้ชีพ สอบสวนนายสรณคมน์ บัวพึ่งน้ํา นักข่าวอาชญากรรม หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ สอบสวนร้อยตํารวจเอก มนต์ชัย ศรีชู ซึ่งก็ให้การ รวมกระทั่งดีเอสไอ ก็ระบุพยานเอกสาร พยานวัตถุ เช่น ๑. สํานวนรายงานการชันสูตร ๒. สําเนาแผนที่ สถานที่เกิดเหตุ จัดทําโดยพนักงานสอบสวนพิเศษ ๓. สํานวนเอกสารภาพจากวิดีโอคลิป จากกล้องของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ซึ่งถ่ายก่อนจะถูกยิงเสียชีวิต จํานวน ๒ แผ่น ซึ่งเขาถ่ายก่อนจะถูกยิง ๓ นาที ๔. สําเนาภาพถ่ายกลุ่มที่ชุมนุมช่วยกันนําร่างมิสเตอร์ฮิโรยูกิ มูราโมโต ออกจากที่เกิดเหตุหลังจากถูกยิง ซึ่งภาพถ่ายโดยนายสรพงศ์ บัวพึ่งน้ํา นักข่าว อาชญากรรมของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ๓ แผ่น ๕. สํานวนการสอบสวนคดีชันสูตรพลิกศพ ที่ ช ๗/๒๕๕๓ ของ สน.พลับพลาไชย ๑ จํานวน ๓๑ แผ่น หลักฐานทางคดีและความเห็น ของพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คดีนี้พนักงานสืบสวนสอบสวนดําเนินการ สอบสวนแล้วปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ เวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา ช่วยโคลสภาพนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ให้นายสุเทพได้เห็นไว้ ประจําสํานักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) กําลังทําข่าวปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติกับเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งได้รับคําสั่งให้มาทําการขอคืนพื้นที่การชุมนุมเพื่อเปิดเส้นทาง การจราจร ซึ่งในเวลานั้นมีเหตุชุลมุนจนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารและกลุ่มผู้ชุมนุมได้รับ บาดเจ็บและเสียชีวิตจํานวนมากจากการใช้อาวุธร้ายแรง โดยนายฮิโรยูกิผู้สื่อข่าวได้เข้าไปทํา ข่าวอยู่ในระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ทหาร จนเป็นเหตุให้ถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง ไม่ทราบขนาดเข้าบริเวณหน้าอกซ้าย ทะลุกล้ามเนื้อใต้รักแร้ออกทางต้นแขนขวาด้านหลัง มีผู้นําส่งโรงพยาบาลกลางและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งร้อยตํารวจโท อริย์ธัช อธิสุรีย์มาศ พนักงานสอบสวน สน.พลับพลาไชย ๑ ได้ร่วมกับแพทย์ชันสูตรพลิกศพ และส่งศพไปผ่า พิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยา โรงพยาบาลตํารวจ ปรากฏตามรายงานการตรวจศพจากสถาบัน นิติวิทยา โรงพยาบาลตํารวจ ที่ ๐๑๙๑๕/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ จากการ สืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ปรากฏจากคําให้การของ ดาบตํารวจ ชาตรี อุตสาหรัมย์ พยานให้การยืนยันว่านายฮิโรยูกิผู้ตายยืนห่างจากพยานประมาณ ๑ เมตร โดยยืนยันจากทิศทางกระสุนปืนที่ยิงถูกนายฮิโรยูกิไม่ได้มาจากด้านกลุ่มผู้ชุมนุมและจาก คําให้การของนายณัฐพงศ์ หรือม่อน โพธิยะ พยานยืนยันว่าในขณะที่เกิดเหตุเห็นนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ถูกยิงล้มลงโดยเห็นแสงไฟจากกระบอกปืนมาจากเจ้าหน้าที่ทหาร ประกอบกับ เอกสารภาพวีดีโอคลิป จากกล้องของนายฮิโรยูกิ มูาโมโต ซึ่งถ่ายก่อนที่จะถูกยิงเสียชีวิต คือเวลา ๒๐.๕๗ น. ถ่ายภาพเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่บริเวณเดียวกัน โดยถ่ายเห็นด้านข้าง ซึ่งจะต้องหันหน้าไปแนวทางเจ้าหน้าที่ทหารเช่นเดียวกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งสอดคล้องกับ บาดแผลของผู้ตายตามรายงานของการตรวจศพของแพทย์ ทางคดีมีพยานหลักฐานและ พฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวง มีข้อเท็จจริงและเหตุผลพอสมควร เข้าข่ายน่าเชื่อว่าการเสียชีวิต ของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ผู้ตาย เกิดจากการกระทําของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการ ตามหน้าที่ จึงเห็นควรส่งเรื่องกลับให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ศพนั้นอยู่ดําเนินการ ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ เพื่อให้มีการไต่สวนของศาลต่อไป เห็นไหมครับ ผู้ตาย เกิดจากการกระทําของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติตามหน้าที่ ลงชื่อ พันตํารวจโท วีรวัชร์ เดชบุญภา พันตํารวจโท บรรฑูรย์ ฉิมกรา ซึ่งเป็นพนักงาน สอบสวน ชํานาญการพิเศษ พันตํารวจโท วรรณรัตน์ ก็ได้แทงคดีถึงรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยระบุว่าคดีนี้ จากการรวบรวมพยานหลักฐานและพฤติการณ์ มีข้อเท็จจริงและ พยานหลักฐานสมควรน่าเชื่อว่ากรณีความตายของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต เกิดขึ้นจากเจ้า พนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติตามหน้าที่ เห็นควรดําเนินการตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ โดยส่งไปยังพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ดําเนินการต่อไป ลงชื่อ พันตํารวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผบ.สคท. ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพนักงานสอบสวนในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ก่อนที่นายสุเทพจะกลับมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ต่อมาครับ พันตํารวจเอก ณรัชต์ เศวตนันท์ ทําหนังสือถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เห็นควรดําเนินการตามเสนอ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ลงนามในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน เห็นชอบดําเนินการตามที่เสนอ มีระบุสักคําหนึ่งไหมว่า ในสํานวนนี้จะมีปืนอาก้า ตอนแรกนี้เอาคนที่ไม่ได้ดําเนินการสอบสวนการชันสูตรพลิกศพมา ดูรูป ที่ผมไปแจ้งความดําเนินคดี มาตรัสรู้เลยว่าตายด้วยกระสุนปืนอาก้า และทําอวดรู้ว่า กองทัพไม่มีปืนอาก้า พอผมบอกว่าหน่วยไหนมีปืนอาก้าบ้างเงียบกริบ แต่ทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ ถ้านายจตุพรเป็นคนบอกว่าทหารเป็นคนฆ่านายฮิโรยูกิ มูราโมโต เพราะคําว่าเจ้าพนักงานของรัฐนั้นไม่ใช่พนักงานกรมปศุสัตว์อย่างแน่นอน แต่เป็นทหาร เข้าไปปฏิบัติในพื้นที่โดยการสืบสวนสอบสวนการตายของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพ ชาวญี่ปุ่นของสํานักข่าวรอยเตอร์ส จึงเป็นการฆาตกรรโดยเจ้าพนักงานที่เป็นทหาร โดยคําสั่งแต่งตั้งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งนายสุเทพเป็นผู้อํานวยการ ศอฉ. ได้ปฏิบัติการสั่งการให้ทหารเข้าไปขอคืนพื้นที่ จนกระทั่งไปยิงนายฮิโรยูกิ มูราโมโต เสียชีวิต ท่านประธานที่เคารพ นี่เป็นพฤติกรรมว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพเข้าอยู่ในสถานะตัวการ บงการใช้จ้างวานฆ่า ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ผมเรียนกับท่านประธานว่าชาวญี่ปุ่นเขาจึง มีความโกรธแค้น ตอนแรกผมเองซึ่งก็โชคดีในความโชคร้าย เห็นสํานวนอันนี้เข้าก็รู้ว่าพ่อแม่ ของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ที่ประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลของประเทศญี่ปุ่น เขาก็มีความรักในลูก เขา เอาชีวิตคืนมาไม่ได้ แต่เขาต้องการความยุติธรรม รัฐบาลญี่ปุ่นส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ เอาดอกไม้ไปวางที่ฟุตบาทที่ใต้โคนต้นไม้จุดที่นายฮิโรยูกิ มูราโมโต ตาย ๑ ชีวิต ของประเทศญี่ปุ่นมีความสําคัญมากกว่า ๙ ชีวิตในประเทศไทย ๒,๐๐๐ ผู้บาดเจ็บ ในประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ รัฐบาลญี่ปุ่นเขาเอาจริงจัง ผมเรียนกับท่านประธานว่า สถานทูตญี่ปุ่นเขาก็ดําเนินการ พวกกระผมก็ได้นําหลักฐานชิ้นนี้ครับท่านประธาน ก็ใช้วิธีโดย มิดชิดเพื่อให้ทางประเทศญี่ปุ่นเองเขาไม่ได้รับรู้ว่าเหตุการณ์อะไรได้เกิดขึ้น เพราะท่านประธาน ลองดูสิครับ ดูภาพสิครับ ถ้าความตายเกิดจากคนเสื้อแดงไปยิง ใครหามนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ครับ ถ้าคนเสื้อแดงฆ่า ทหารก็ต้องเป็นฝ่ายหาม อ้ายนี่เขาอยู่กับคนเสื้อแดงและคนเสื้อแดง ก็หาม ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่านี่เป็นโศกนาฏกรรมที่เขาไม่ควรจะมาตาย ในประเทศไทย และผู้บงการฆ่าก็คือตัวนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานต่อไป นี่ครับ ในสภาเราก็มีเซ็นเซอร์ (Sensor) คณะกรรมการชุดนายศิริโชค โสภา นายวิรัตน์ นายอรรถวิชช์ ผมไม่ตรวจ ไม่มีปัญหาครับ คือเขาให้เอกสารแสดงได้ แต่เนื่องจากว่าภาพเป็นภาพที่ถูกยิง จําเป็นจะต้องเซ็นเซอร์ เลยใช้กระดาษ เอ๔ (A4) ปิดเอาไว้ เอาละ ผมก็บอกไม่ขัดข้อง แต่ว่าถ้าท่านผู้ชมอยู่ทางบ้าน เห็นว่ากระดาษ เอ๔ มาปิดได้อย่างไร นี่เป็นการเซ็นเซอร์ในสภาครับ ขอเรียนกับท่านประธาน นะครับ แต่ก็ยังเห็นภาพอยู่นะครับ เป็นภาพของนายมานะ อาจราญ ซึ่งกล้องแช่ภาพครับ นายมานะ อาจราญ เหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ปี ๒๕๕๓ เวลา ๒๓.๐๐ น. ถึง ๒๓.๓๐ น. นี่เป็นรายงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานการสืบสวนสอบสวนคดี พิเศษเลขที่ ๒๕๕๓ สํานักคดี สํานักงานอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพ กรมสอบสวนคดีพิเศษเขาได้ทํารายงานการ สอบสวน และมีข้อเท็จจริงและความเห็นว่า ด้วยเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ มีคนบังอาจ ใช้อาวุธปืนยิงนายมานะ อาจราญ พนักงานดูแลบํารุงสวนสัตว์ดุสิตถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่สวนสัตว์ดุสิต แขวงดุสิต กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจดุสิต ได้รับคําร้องทุกข์ไว้ทําการสอบสวนเป็นคดีอาญา ที่ ๑๓๓/๒๕๕๓ มีการสอบนายมาโนช อาจราญ ผู้เป็นบิดาของนายมานะ อาจราญ ซึ่งเป็นลูกจ้างขององค์การสวนสัตว์เหมือนกัน มีการสอบพนักงานขององค์การสวนสัตว์ เช่น นายบุญมี แก้วไทรท้วม มีการสอบนายพงษ์พันธ์ เพียรไธสง นายสมบัติ เพียรไธสง ข้าราชการสวนสัตว์ดุสิต นายนพดล ทิพย์ธัญญา พนักงาน สวนสัตว์ นายธวัช แก่นท้าว นายเสรี จตุจรัส จนกระทั่งมีการสอบ สิบเอก อนันต์ ศรีโสภา สิบตํารวจ ธนัฐ วุฒิพงศ์ พลทหาร บารมี ชีพไธสง ร้อยโท จักรพันธ์ ตัณฑสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีพยานเอกสาร พยานวัตถุ มีปลอกกระสุนปืนเอ็ม ๑๖ จํานวน ๒ ปลอก โล่ปราบจลาจล จํานวน ๒ อัน กระบองปราบจราจล จํานวน ๓ อัน เสื้อลายพราง จํานวน ๑ ตัว รายงานตรวจวิถีกระสุนปืนซีดี วิดีโอวงจรปิด รายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุของ พนักงานสอบสวนและกองพิสูจน์หลักฐาน หลักฐานทางคดีและความเห็นของพนักงาน สืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษมีดังนี้ท่านประธาน นี่ก็เป็นกรณีที่น่าสนใจ คดีนี้ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการสืบสวนสอบสวนแล้วปรากฏข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทหารได้มีการขอพื้นที่คืนเพื่อเปิดเส้นทางจราจรตามที่ปรากฏ และเจ้าหน้าที่ทหารมีการลําดับว่าถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนรวมกระทั่งขว้างระเบิดเข้าใส่เป็นเหตุ ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาครับ ผมสรุปความว่าในทางคดี นายบุญมี แก้วไทรท้วม พยานยืนยันว่า หลังเกิดเหตุเห็นทหารจํานวนมากนอนหมอบราบอยู่กับพื้นบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งสอดคล้องกับ คําให้การของร้อยโท จักรพันธ์ ตัณฑสมบูรณ์ พยานให้การว่าช่วงเกิดเหตุทหารจํานวนมาก ตื่นตกใจวิ่งเข้าไปในสวนสัตว์ โดยบางนายถืออาวุธปืนเอ็ม ๑๖ บางนายถือโล่และกระบอง จราจล พยานเข้าไปตามเพื่อเรียกให้ทหารใต้บังคับบัญชาที่วิ่งเข้าไปด้วยกลับมารวมพลที่ใต้ อาคารจอดรถ ขณะนั้นพยานเห็นทหารจํานวนมากนอนหมอบราบอยู่กับพื้นทั่วบริเวณ อีกทั้ง ที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนเอ็ม ๑๖ โล่และกระบองของกลาง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ทําการตรวจร่องรอยของกระสุนแล้ว ผลปรากฏว่าวิถีกระสุน ที่ปรากฏตรงหรือสอดคล้องกับลักษณะของการถูกยิงของผู้ตาย และร่องรอยที่พบ ปลอกกระสุนปืนของกลาง ประกอบกับการสืบสวนสอบสวนบริเวณที่เกิดเหตุ ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลภายนอกเข้าหรือออกในบริเวณดังกล่าว นอกจากทหารที่นอนหมอบราบ อยู่กับพื้นอยู่ทั่วบริเวณตามที่นายบุญมี แก้วไทรท้วม ร้อยโท จักรพันธ์ ตัณฑะสมบูรณ์ พยานให้การ จากพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบกับในช่วงวันเกิดเหตุมีเหตุการณ์ ที่เจ้าหน้าที่ทหารขอคืนพื้นที่เพื่อเปิดการจราจรจากกลุ่ม นปช. ที่ถนนราชดําเนินซึ่งอยู่ ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ ในคดีนี้ได้มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง รวมทั้งขว้างระเบิดเข้าใส่ทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตจํานวนหลายนาย นี่ผมอ่านให้แฟร์นะครับ พิจารณาแล้วเห็นว่าการเสียชีวิตของนายมานะ อาจราญ ผู้ตายในคดีนี้เข้าข่ายน่าเชื่อว่า เกิดจากการกระทําของเจ้าหน้าที่ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จึงเห็นควรส่งเรื่อง กลับให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่พบศพนั้นอยู่ดําเนินการตามประมวลวิธีพิจารณา มาตรา ๑๕๐ เพื่อไต่สวนของศาลต่อไป ลงชื่อ พันตํารวจโท วีรวัชร์ เดชบุญภา พันตํารวจโท สราวุธ บุญศิริโยธิน พนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ท่านประธานที่เคารพ พยานต่าง ๆ ที่ผมไม่ได้อ่านรายละเอียดว่าใครให้การอะไรนั้น เขาระบุอย่างชัดเจนว่ากระสุนปืนออกมาอย่างไร ท้ายที่สุดความตายของนายมานะ อาจราญ ลูกจ้าง ซึ่งเขาอยู่ในบ่อเลี้ยงเต่าขององค์การสวนสัตว์ดุสิตก็ต้องมาตาย คนเรามันโชคร้ายครับ ท่านประธาน เด็กหนุ่มคนนี้อายุ ๒๓ ปี กําลังวางแผนแต่งงาน ขณะที่กลับ หมดเวลาเข้าเวร กําลังเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์ ในมือยังถือลูกกุญแจมอเตอร์ไซค์ นี่ครับท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธานว่า ไหนละครับบอกว่าพวกผมฆ่ากันเอง ๖ ศพ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร นายฮิโรยูกิ มูราโมโต นายมานะ อาจราญ ลูกจ้างองค์การสวนสัตว์ดุสิต กรมสอบสวนคดีพิเศษระบุชัดเจนว่าเป็นความตายที่เกิดจากการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็คือทหารซึ่งอยู่ใต้การบังคับบัญชาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านประธานที่เคารพ นี่ไม่น่าเชื่อว่ามันเป็นโศกนาฏกรรม รูปนี้พี่น้องจะเห็นหน้าเขาชัดเจน แต่ว่าในสภาก็มี กบว. นะครับ ไม่ใช่แปลว่า กูบ้าวะ นะครับ
ต่อไปน่าสนใจครับ พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ ที่ ศอฉ. นําโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หลังจากพลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ ซึ่งซ้อนรถมอเตอร์ไซค์บริเวณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ แม้กระทั่งคําให้การของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้ยื่นไปยัง ป.ป.ช. ก็ระบุเช่นเดียวกันว่าเป็นความตายที่เกิดขึ้นจากพี่น้องประชาชน ผมเรียนนะครับว่า ตอนที่ปรากฏเป็นข่าว ภาพของสื่อมวลชนต้องยกเครดิต (Credit) ให้สปริงนิวส์ (Spring News) เขาไปถ่ายบันทึกได้เสร็จว่าทหารได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์เข้าไป ขับเข้าไปในทิศทางที่ทหารตั้งแถว สักพักก็มีภาพถูกยิงล้มลงท่านประธานที่เคารพ พอเสร็จแล้วอย่างไร หลังจากนั้นปรากฏว่า มีภาพชายชุดดําออกมาอีกแล้ว อยู่ที่ปั้มน้ํามันถือปืนสั้น แต่การชันสูตรพลิกศพ ที่ท่านประธานจะแลเห็นต่อไป เป็นความตายที่เป็นอาวุธจากกระสุนปืนยาว ผมเรียนกับ ท่านประธานครับ ชายชุดดําจึงไม่ได้เตี๊ยมถือปืนสั้น พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ ถูกยิงด้วยอาวุธ ปืนกระสุนปืนยาว นี่ก็เซ็นเซอร์เหมือนกันครับท่านประธาน กบว. ของสภา นี่เป็นภาพถูกยิง รถมอเตอร์ไซค์คว่ํา คดีนี้ครับท่านประธาน กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รายงานการสอบสวน คดีเลขที่ ๑๑๔/๒๕๕๓ เป็นคดีระหว่าง พันตํารวจเอก ณรงค์ฤทธิ์ พรหมสวัสดิ์ ผู้ต้องหายัง ไม่ระบุว่าเป็นใคร ฐานความผิดฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทําการตามหน้าที่ วันเวลาเกิดเหตุ วันที่๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา ตําบลที่เกิดเหตุ แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ท่านประธานที่เคารพ รายงานการสอบสวนมีข้อเท็จจริงและ ความเห็นของพนักงานสอบสวนระบุว่าคดีนี้กล่าวหาว่าระหว่างวันเวลาที่เกิดเหตุมีคนร้าย ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นใครได้ใช้อาวุธปืนยิงพลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ ซึ่งกําลังซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์ซึ่งมีพลทหาร พงษ์ระวี ชนะชัย เป็นผู้ขับขี่เพื่อมาเสริมกําลังบริเวณที่เกิดเหตุ เป็นเหตุให้พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดที่แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวน สถานีตํารวจนครบาลดอนเมือง ได้รับคําร้องทุกข์ คํากล่าวโทษไว้ในการสอบสวน คดีอาญาที่ ๕๖๕/๒๕๕๓ มีการสอบสวนพยานเบื้องต้น ผู้กล่าวหา จํานวน ๑ ปาก คือ พันตํารวจเอก ณรงค์ฤทธิ์ พรหมสวัสดิ์ มีการสอบสวนพยาน ๒๖ ปาก เช่น พลทหาร พงษ์ระวี ชนะชัย ร้อยเอก ธนะรัชต์ มณีวงศ์ สิบเอก ประยุทธ์ ชวนอยู่ สิบเอก วสันต์ สุริยะฉาย สิบเอก นภดล ตนเดชะ แล้วก็มีการสอบสวนนายตํารวจ พันตํารวจเอก ประสงค์ อุทัยศรี พันตํารวจโท สุรศักดิ์ ศักดิ์สมบูรณ์ เช่น ดาบตํารวจ สนธยา ต่วนเครือ พยานที่ ๑๕ ระบุว่ามีกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารยืนอยู่บนแท่นปูนกั้นเกาะกลาง ถนนวิภาวดีรังสิตขาออกทางด้านซ้ายและขวามือของพยาน และเสียงปืนส่วนใหญ่มาจาก กลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารที่ถือปืนลูกซอง ปืนเอ็ม ๑๖ ปืนเอชเค ๓๓ (HK33) ยืนอยู่บนแท่นปูน เกาะกลางถนนด้านขวามือของพยานนี่ละครับที่มีการระบุ สิบตํารวจเอก วินัย กองแก้ว บอกว่า มีเสียงนกหวีดให้เตรียมพร้อม เมื่อรถจักรยานยนต์เข้ามาในแนวสกัดกั้นโดยห่างออกไปประมาณ ๒๐ เมตร มีเสียงปืนดัง ๓-๔ นัด กลุ่มรถจักรยานยนต์ล้มลงกับพื้น ผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้าย คลานเข้าหาที่กําบัง มีเสียงตะโกนว่าทหารถูกยิง สักครู่หนึ่งมีผู้นําเปลสนามมาหามร่าง ผู้บาดเจ็บในชุดสีเขียวออกจากที่เกิดเหตุ พยานที่ ๑๖ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ยิงและยิงมาจาก ทิศทางที่ยิง และในขณะนั้นได้ยินเจ้าหน้าที่ตํารวจพูดกันว่าทหารยิงกันเองเพราะความเข้าใจผิด นี่ละครับพยานที่ ๑๖ พยานที่ ๑๗ นายเพชรไพบูลย์ เปี่ยมมนัส ให้การว่าไม่ยืนยันว่า ผู้ใดเป็นผู้ยิง แต่ยืนยันว่าได้ยินเสียงปืนมาจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งอยู่หน้าโครงการ ท่านประธานที่เคารพ พยานให้ปากคําทั้งหมด ๒๖ ปาก มีพยานเอกสารและพยานวัตถุอยู่ ๗ รายการ เช่น ชิ้นส่วนลูกกระสุนปืนหมวกแค็บบร้า (Cabra) ร่องรอยกระสุนปืนด้านซ้าย ๑ ใบ รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง ทะเบียน กยษ กจ ๖๘๓ จํานวน ๑ คัน รายงาน การตรวจสถานที่เกิดเหตุ รายงานการตรวจพิสูจน์ของกลุ่มงานตรวจพิสูจน์เขม่าปืน สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุของกลุ่มงานตรวจสถานที่ กองพิสูจน์หลักฐาน รายงานการตรวจศพ ลงวันที่ ๓๐ เมษายนของแผนกชันสูตรพลิกศพ นิติเวช สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อํานวยการแพทย์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า หลักฐานทางคดี และความเห็นของพนักงานสอบสวน คดีนี้พนักงานสอบสวนดําเนินการสืบสวนเบื้องต้นแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริง ซึ่งสรุปดังต่อไปนี้ว่า จากการสอบสวนนี่นะครับ พลทหาร พงษ์ระวี ร้อยเอก ธนะรัชต์ สิบเอก อนุพัฒน์ สิบเอก ประยุทธ์ สิบเอก วสันต์ พลทหาร วัชรา พลทหาร กิตติ จ่าสิบเอก โกศล สิบเอก นภดล ให้การยืนยันว่าได้มีการยิงปืนใส่จาก ด้านซ้ายบริเวณที่มีเจ้าหน้าที่ทหารอยู่ โดยสิบเอก วสันต์ และพลทหาร วัชราให้การว่า เมื่อมีเสียงปืนและล้มรถจักรยานตามยุทธวิธีนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ทหารเดินเข้ามาใช้อาวุธปืน ประทับบ่าในท่าเตรียมยิงและเล็งมาที่ พร้อมสั่งให้วางปืน นี่นะครับ เมื่อต่อมาทราบว่า เป็นทหารเช่นเดียวกันจึงได้กลับออกไป จากการสอบสวน ดาบตํารวจ สุกิจ ให้การว่าก่อนจะมี เสียงปืนได้มีรถโดยสารประจําทางคันหนึ่งขับมุ่งตรงมาที่แนวสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ทําให้เจ้าหน้าที่ตํารวจเข้าใจว่าผู้ชุมนุมบุกยึดรถโดยสารและจะขับมายังแนวสกัด จึงเตรียมพร้อม และถัดจากรถโดยสารยังมีแสงไฟรถจักรยานยนต์ขับต่อกันมาประมาณ ๖-๗ คัน แต่ไม่เห็นว่าแต่งกายสวมใส่ชุดสีใด เป็นกลุ่มของใคร เนื่องจากเป็นช่วงที่มีฝนตก มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะเห็นได้ชัดเจน ก่อนที่จะถึงแนวปิดกั้นประมาณ ๕๐ เมตร รถโดยสารได้จอดข้างทาง แต่ขบวนรถจักรยานยนต์ยังคงวิ่งมายังแนวสกัดกั้น แล้วจึงได้ยิน เสียงปืนดังขึ้นมาจากทางด้านขวามือที่มีเจ้าหน้าที่ทหารตั้งแนวสกัดอยู่ จากการสอบสวน พันตํารวจเอก ประสงค์ ได้ความว่าขณะนั้นเกิดท้องฟ้ามืดครึ้ม มองในระยะไกลเห็นไม่ชัด จากการสอบสวน พันตํารวจโท สุรศักดิ์ ยืนยันว่าเสียงปืนที่ยิงพลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ถึงแก่ความตาย มาจากกลุ่มทหารซึ่งอยู่ทางถนนวิภาวดีรังสิตขาออกด้านคู่ขนาน จากการสอบสวน ดาบตํารวจ สนธยา ให้การว่ามีกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารยืนอยู่บนแท่นปูนเกาะกลางถนนวิภาวดีรังสิต ขาออกทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของพยานที่ ๑๕ เสียงปืนส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ ทหารที่ถือปืนลูกซอง ปืนเอ็ม ๑๖ ปืนเอชเค จากการสอบสวนนายเพชรไพบูลย์ ให้การว่าได้ยินเสียงปืน ๔-๕ นัด ด้านหน้าโครงการมีเจ้าหน้าที่ทหารผูกผ้าพันคอสีฟ้ายืนอยู่ จากการสอบสวนนายธีระให้การว่า เห็นเจ้าหน้าที่ทหาร ๒-๓ คนขึ้นไปยืนบนแนวปูนที่กั้น ระหว่างถนนคู่ขนานกับถนนด้านในถืออาวุธเตรียมยิง บางครั้งก็เฉียงอาวุธในระหว่างนั้น พยานที่ ๑๘ เห็นรถจักรยานยนต์ ๒-๓ คันวิ่งตามกันมาโดยทุกคันมีผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้าย ขณะนั้นเองพยานที่ ๑๘ ได้ยินเสียงปืนหลายนัดจากบริเวณหน้าโครงการซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทหาร ยืนอยู่ ประกอบกับผลตรวจศพที่ เอฟเอ็ม ๐๐๕/๕๓ ลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓ รายงาน ว่าสาเหตุการตายเกิดมาจากบาดแผลกระสุนปืนที่ศีรษะข้างซ้ายหางคิ้วผ่านทะลุกะโหลก ศีรษะ ทําลายเนื้อสมอง โดยรายงานการตรวจพิสูจน์ ที่ ข ๕๓๐๐๑๓ ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ รายงานว่าเศษกระสุนปืนที่พบในศีรษะของผู้ตายเป็นเศษรองลูกกระสุนปืนและเศษ แกนกระสุนปืน ขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร ซึ่งใช้กับปืนเล็กกล เอ็ม ๑๖ หรือเอชเค ๓๓ และเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้ใช้เท่านั้น และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง ทะเบียน กยษ สงสัยว่าสีรถมอเตอร์ไซค์ กจ ๖๘๓ วัตถุพยานที่ผู้ตายนั่งซ้อนท้ายมีรอยถูกกระสุนปืน ทางเบาะด้านซ้าย อันเป็นการยืนยันได้ว่ามีการยิงมาจากด้านซ้ายของผู้ตาย ทางคดี มีหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวง มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามสมควร เข้าข่ายน่าเชื่อว่าความตายเกิดขึ้นจากเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงเห็นควร ส่งเรื่องกลับให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่นั้นดําเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๑๕๐ เพื่อให้มีการไต่สวนของศาลต่อไป โดยพันตํารวจโท ไกรวิทย์ อรสว่าง พันตํารวจโท สะอาด สุนทร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ผมเรียนกับท่านประธาน ว่าในกรณีพลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมและพวกกระผมตกเป็นจําเลย ของ ศอฉ. ที่ให้ทั้งโฆษก ศอฉ. ตัวแทนคนในรัฐบาลว่า วันที่ ๒๘ เมษายน พวกกระผมไปยิง พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ พยายามเอาภาพชุดดําอยู่ในปั้มน้ํามันถือปืนสั้น แต่ปรากฏว่า เป็นปืนที่ใช้ ไม่เอ็ม ๑๖ ก็เอสเค เห็นไหมครับ เอาชุดดําเวลานั้นก็คือว่าไม่ตรงกับความตาย ที่เกิดขึ้น ผมเรียนกับท่านประธานว่า พลทหารคนนี้เขาไม่ควรมาตายเลยแม้แต่เพียงนิดเดียว ประชาชนเขาก็ยังถูกนายสุเทพและพวกใส่ร้ายว่าเป็นคนทําให้พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ ถึงแก่ชีวิต ทั้งที่ความตายที่เกิดขึ้นโดยการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คดีพิเศษ เลขที่ ๑๑๔/๒๕๕๓ นั้นได้ระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นความตายที่เกิดขึ้นจากเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่า ปฏิบัติตามหน้าที่ พูดง่าย ๆ ว่าคดีนี้ทหารฆ่าทหาร โดยการสั่งการของนายอภิสิทธิ์และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผมเรียนกับท่านประธานว่านี่ก็เป็นโศกนาฏกรรมที่พลทหารที่เขา จับได้ใบแดงหรือจะสมัครเป็นทหารเกณฑ์ แล้วต้องมาตายให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้มีความ ชัดเจนว่าตัวเองได้รับการเกณฑ์ทหารหรือไม่ ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่าความตายของ พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ ถ้ากรมสอบสวนคดีพิเศษเขาไม่ได้ไปสอบสวนจนพบความจริงว่า ความตายนี้เกิดขึ้นจากทหารฆ่ากันเองนั้น พวกผมก็ตกเป็นจําเลย เพราะนี่ก็เป็นศพหนึ่ง บอกว่าพวกผมฆ่า ท่านประธานที่เคารพ บอกว่าแดงฆ่าแดง แต่หลักฐานที่ปรากฏโดย กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยหน่วยงานที่กํากับโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งไปปฏิบัติราชการแทน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุอย่างชัดเจนว่า เป็นความตายที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งคดีวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร คดีนายมานะ อาจราญ ลูกจ้างองค์การสวนสัตว์ จนกระทั่ง พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ ความตายที่เกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ พลเอก อนุพงศ์ พลเอก ประยุทธ์ จะต้องไปต่อว่าหรือไปต่อสู้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่องนี้ถ้าผมบอก นายสุเทพจะลุกขึ้นมาทันทีว่านายจตุพรใส่ร้าย พูดเท็จ แต่ทุกคดีที่ผม นํามานั้นเป็นสํานวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้งสิ้น ซึ่งท่านต้องไปว่ากันเอง ท่านประธานที่เคารพ ศพต่อไปครับ
(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน))
ต้องขอความกรุณารวบรัดด้วยนะครับ เพราะใช้เวลา ๒ ชั่วโมงเกือบครึ่งแล้วนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ๑ ศพ ๑ ชีวิต ๑ คดี ๑๓ ศพต่อไปที่ผมลําดับนี่นะครับ เท่ากับว่านายสุเทพต้องโทษประหารชีวิต ๑๓ ครั้ง นี่คือนายชาติชาย ซาเหลา ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม เวลา ๔ ทุ่ม ๕๐ นาที มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายชาติชาย ซาเหลา ผมจะอ่านสรุป ให้ท่านประธานฟัง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ฟังว่ามีการสอบพยาน ๓ ปาก คือ พันโท กิตติพงษ์ เนื่องชมพู ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าตัวพยานประจําการอยู่บนสะพานลอย และแบ่งกําลังพลเป็น ๔ หมวด ประกอบด้วย ๑. หมวดปฏิบัติการที่ ๑ กองกําลังพล ๔๐ นายจากกองพันทหารม้าที่ ๘ จังหวัดนครราชสีมา ท่านประธานที่เคารพ ๒. หมวดปฏิบัติการ ที่ ๒ กําลังพล ๔๐ นายจากกองพันทหารม้าที่ ๑๔ จังหวัดขอนแก่น มีร้อยเอก วชิร มีไชยธร เป็นผู้กํากับดูแล ส่วนร้อยเอก วชิร ประจําอยู่บนสะพานลอยริมถนนพระราม ๔ ๓. หมวดระวังป้องกันกําลังพล ๔๐ นายจากกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ ๒๑ จังหวัดนครราชสีมา ๔. หมวดหนุนกําลังพล ๔๐ นายจากกองพันทหารม้า จังหวัดขอนแก่น ในเหตุการณ์โดยสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน ได้มีการสอบพยานบุคคล มีพยานวัตถุและ พยานเอกสาร พยานวัตถุรอยคราบเลือดของนายชาติชาย ซาเหลา บนแผงค้า เก้าอี้วางทับ ลักษณะไหลเป็นทางจากบนลงล่าง และบนพื้นบาทวิถีข้างชั้นแผงค้า รอยครูดบนแผงประตูเหล็ก หน้าบริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง มีเส้นผมติดอยู่เสาอาคารหน้าบริษัท กฤษณา เศษชิ้นส่วนหัวกระสุนปืนบนพื้นบาทวิถี จํานวน ๑ ชิ้น แฟ้มข้อมูลภาพเคลื่อนไหวคลิปวีดีโอ จํานวน ๑ แฟ้ม หลักฐานทางคดีและความเห็นของพนักงานสอบสวนมีดังนี้ครับ คดีนี้พนักงานสอบสวนดําเนินการสืบสวนสอบสวนแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริง ลองสื่อภาพดู เซ็นเซอร์ขนาดนี้ครับ เอาเต็ม ๆ ลงมาเห็นภาพอยู่ครับ ในทางคดีมีภาพเคลื่อนไหว ขณะเกิดเหตุ ปรากฏภาพนายชาติชายผู้ตายอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ถือกล้องถ่ายภาพวีดีโอ เดินมาตามบาทวิถีริมถนนพระราม ๔ ฝั่งตรงข้ามสวนลุมพินี จากด้านสะพานไทย-เบลเยียม มุ่งหน้าเข้าหาด่านเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณสะพานลอยหน้าอาคารอื้อจือเหลียง เมื่อถึงที่เกิดเหตุ ห่างจากด่านประมาณ ๑๐๐ เมตร นายชาติชายไปยืนเกาะอยู่หลังแผงค้า ที่มีเก้าอี้วางทับอยู่ แล้วจึงถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ศีรษะ ทรุดตัวลงที่แผงค้าดังกล่าว สอดคล้องกับสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งพบคราบเลือดไหลลงบนแผงค้าและบนพื้นบาทวิถี จึงยืนยัน ได้ว่าขณะที่ถูกยิง นายชาติชายอยู่ในท่ายืนอยู่หลังแผงค้าหันหน้าไปทางสะพานลอย หน้าอาคารอื้อจือเหลียง เมื่อพิจารณาผลการตรวจศพนายชาติชาย พบว่าถูกอาวุธปืน เข้าทางด้านหน้าขวาทะลุออกด้านหลังซ้าย เป็นมุมกดลง สอดคล้องกับสภาพสถานที่ เกิดเหตุที่พบรอยครูดจากกระสุนปืน เส้นผม และเศษชิ้นส่วนหัวกระสุนอยู่ในพื้นที่ด้านหลัง ทางซ้ายของจุดที่นายชาติชายยืนขณะถูกยิง แสดงให้เห็นทิศทางแรงกระทําของกระสุนปืน จึงยืนยันได้ว่านายชาติชายถูกยิงด้วยกระสุนปืนที่มาจากมุมสูงด้านหน้าทางขวา ประกอบเมื่อ เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จําลองวิถีกระสุนได้ผลว่ากระสุนปืนน่าจะถูกยิงมาจาก ถนนพระราม ๔ บริเวณสะพานลอยหน้าอาคารอื้อจือเหลียง ซึ่งพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหาร ให้การว่ามีกําลังพลประจําการตั้งด่านแข็งแรงอยู่บริเวณดังกล่าว โดยมีอาวุธปืนและไม่มีผู้อื่น อยู่แนวหลังด่าน จึงสามารถสรุปได้ว่ากระสุนปืนถูกยิงจากบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ประจําการในด่านดังกล่าว ซึ่งทางการสอบสวนจะต้องทําการสอบสวนเจ้าหน้าที่ทหาร ที่เกี่ยวข้องในบริเวณที่เกิดเหตุโดยละเอียดและตรวจหลักฐานเพิ่มเติม ในชั้นนี้จึงสามารถ สรุปข้อเท็จจริงได้ว่าตามวัน เวลา เกิดเหตุเป็นช่วงเวลาที่มีการชุมนุม นปช. โดยรัฐบาล ได้ประกาศใช้ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน นายชาติชายร่วมชุมนุมกับ นปช. เดินมาตามบาทวิถี ตามถนนพระราม ๔ ฝั่งตรงข้ามสวนลุมพินี มุ่งหน้าเข้าหาด่านเจ้าหน้าที่ทหาร บริเวณสะพานลอยหน้าอาคารอื้อจือเหลียง ซึ่งที่เกิดเหตุได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร ในด่านดังกล่าวยิงด้วยอาวุธปืน ได้รับบาดเจ็บ และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวง มีข้อเท็จจริงและหลักฐานตามสมควร เข้าข่ายน่าเชื่อว่าความตายของนายชาติชาย ซาเหลา เกิดขึ้นโดยการกระทําของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จึงเห็นควรส่งสํานวนการชันสูตรพลิกศพกลับไปให้ พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจนครบาลปทุมวัน ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ศพนั้นอยู่ ดําเนินการตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ เพื่อให้มีการไต่สวนของศาลต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ นี่คือกรณีของนายชาติชาย ซาเหลา ก็ตายโดยทหาร อีกเช่นเดียวกัน ก็ตายโดยการสั่งการตั้ง ศอฉ. โดยนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพเป็น ผอ.ศอฉ. เป็นผู้รับผิดชอบ เป็นตัวการในการบงการใช้จ้างวานฆ่า ไหนละครับ ตอนแรกคําก็แดงฆ่าแดง ฆ่ากันตาย แล้ววันนี้ใครฆ่าละครับ แล้วนี่ก็เป็นสํานวนในคดีพิเศษ ผมเรียนกับท่านประธานว่า ผมต้องขอบคุณคนที่ทําสํานวนอันนี้ เพราะผมเชื่อว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษก็มีมนุษย์พันธุ์ดี อยู่บ้าง และผมก็ไม่รู้ว่าหลังอภิปรายวันนี้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ จะอยู่อย่างไรผมไม่ทราบ แต่ว่า อย่างน้อยผมมีเรื่องหลายเรื่องที่มีความเห็นแตกต่างกับนายธาริต แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบเท่านี้ ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้ความจริงแล้วพนักงานสอบสวน ตั้งแต่คดีวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร คดีนายฮิโรยูกิ มูราโมโต คดีลูกจ้างองค์การสวนสัตว์ คดีพลทหาร ดีเอสไอ ต้องส่งไปให้พนักงานอัยการ เพราะเจ้าหน้าที่ตํารวจเขายืนยันว่าเขาไม่มีอํานาจ ไม่ว่าจะเป็น ผู้การกองปราบ กรณี ๖ ศพ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ผู้กํากับสถานีตํารวจนครบาลปทุมวัน ผู้การสอบสวนกลางยืนยันว่าตํารวจไม่มีอํานาจ เป็นอํานาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ที่นายสุเทพเป็นประธาน ซึ่งความจริงแล้ว ท่านประธานที่เคารพ คดีเวลาฟ้องพวกผม ฆ่ากันเองตาย ๙๑ ศพ ส่งให้อัยการ บอกว่าตัวเองมีอํานาจ แต่พอคดีทหารฆ่าประชาชนซึ่งนายสุเทพต้องรับผิดชอบร่วมกับ นายอภิสิทธิ์เท่ากับตัวการ โทษประหารชีวิต ดีเอสไอส่งกลับไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แล้วสํานักงานตํารวจแห่งชาติมาบอกว่าตัวเองไม่มีอํานาจ ไปชันสูตรศพเสร็จแล้ว ซึ่งรอทํา สํานวนเพื่อส่งให้อัยการ ปรากฏว่าส่งไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เก็บไว้ ๕ เดือนได้แบบนี้ ซึ่งความจริงแล้วเขาไปชันสูตรทําสํานวนครบถ้วนเรียบร้อย ความจริงแล้วต้องส่งอัยการ อัยการก็ฟ้องศาลเพื่อดําเนินคดีฆ่าคนตายครับท่านประธาน ผมจึงบอกครับ เวลานี้เวลาเจอกันก็ผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง ฆ่ากัน วันนี้ต่างหาก พวกท่านฆ่าประชาชน พวกท่านให้ทหารฆ่าทหาร กรณีพลทหารนี่ชัดเจน แล้วไม่ได้ตอบ โดยนายจตุพรซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับนายสุเทพ กับนายอภิสิทธิ์ แต่ตอบตามสํานวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งอยู่ภายใต้การกํากับของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพนั่นเอง ท่านประธานที่เคารพ ต่อไปครับ ความตายของนายบุญมี เริ่มสุข ซึ่งนางนันทพร เริ่มสุข ภรรยาเป็นผู้กล่าวหา ฐานความผิดฆ่าผู้อื่น วันเกิดเหตุ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ตําบล สถานที่เกิดเหตุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ปรากฏตามรายงาน การชันสูตรศพ สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตํารวจ ท่านประธานที่เคารพ นี่เป็น โศกนาฏกรรม ตามวัน เวลาเกิดเหตุ ตามสํานวนของดีเอสไอระบุว่านายบุญมี เริ่มสุข อายุ ๗๑ ปี ขณะรับประทานอาหารที่ร้านระเบียงทองเสร็จแล้ว ได้เดินออกจากร้านเพื่อจะ กลับบ้าน ระหว่างที่เดินอยู่บนทางเท้าข้างร้านอาหารดังกล่าว นายบุญมี เริ่มสุข ถูกคนร้าย ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด ถูกบริเวณหน้าท้องขวา หลังจากนั้นได้มี การนําตัวนายบุญมี เริ่มสุข ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ได้ย้ายนายบุญมีไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลตํารวจเรื่อยมา จนกระทั่ง วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๕.๐๐ นาฬิกา นายบุญมี เริ่มสุข ได้เสียชีวิตลง นายบุญมีถูกยิงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ได้รับบาดเจ็บ มาตายเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ตอนตีห้า อายุ ๗๑ ปี ไปกินข้าวกับเมีย ท่านประธานที่เคารพ มีการสอบพยานจํานวน ๒ ปาก และมีพยานเอกสาร ๘ รายการ มีพยานวัตถุ ๒ รายการ แต่ที่จะให้ท่านประธาน ได้ฟังว่าประชาชนซึ่งถูกทหารยิงโดยคําสั่งของนายอภิสิทธิ์ โดยตั้งนายสุเทพเป็นผู้สั่งการนั้น เขาไม่ควรที่จะมาตายเลย ทางดีเอสไอได้สรุปหลักฐานทางคดีและความเห็นของพนักงาน สืบสวนสอบสวนดังนี้ อยากให้กล้องได้ซูมรูป ซูมรูปแช่ไว้เลยครับ นี่เป็นรูปนายบุญมี เริ่มสุข ถูกยิง ๑๔ พฤษภาคม มาตาย ๒๘ กรกฎาคม แช่ไว้เลยครับ คดีนี้พนักงานสืบสวน สอบสวนดําเนินการสอบสวนแล้วปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในวัน เวลาเกิดเหตุ นายบุญมี เริ่มสุข ผู้ตายยืนอยู่ริมถนนพระราม ๔ ใกล้กับสนามมวยลุมพินี เขตปทุมวัน ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงบริเวณลําตัวได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกนําตัวส่งโรงพยาบาล เจริญกรุงประชารักษ์ แล้วก็ได้ย้ายไปโรงพยาบาลตํารวจ แต่อาการไม่ดีขึ้น จนกระทั่ง วันที่ ๒๘ กรกฎาคม เวลา ๐๕.๐๐ นาฬิกา นายบุญมี เริ่มสุข ถึงแก่ความตาย พันตํารวจโท ณพงศ์ กปิตถัย พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจปทุมวันท้องที่ศพนั้นอยู่ และพันตํารวจเอก ภวัต ประทีปวิศรุต แพทย์สถาบันนิติเวช ร่วมชันสูตรพลิกศพ ทราบว่าผู้ตายคือ นายบุญมี เริ่มสุข อายุ ๗๑ ปี เลขบัตรประชาชนมีเรียบร้อย สถานที่เรียบร้อย จากการสอบสวนมี นายชัยชนะ ตันติกุล พยาน ตําแหน่งแพทย์ ระดับ ๘ ปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้างานกลุ่มเวชศาสตร์ฉุกเฉินและกลุ่มงานนิติเวช โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ให้การยืนยันว่าเป็นผู้รับตัวและรักษานายบุญมี เริ่มสุข ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๖.๐๐ น. พบว่าถูกยิงเข้าบริเวณหน้าท้องด้านขวา กระสุนฝังอยู่ที่ต้นขาด้านซ้าย แต่ไม่ได้ผ่ากระสุนออก กระสุนทะลุลําไส้หลายจุด ขณะรับตัวนายบุญมี เริ่มสุข ยังมีสติ สามารถพูดได้ สอบถามได้ความว่าถูกยิงบริเวณแขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมแต่อย่างใด และนางนันทพร เริ่มสุข ผู้กล่าวหา ภรรยาชอบด้วยกฎหมาย ของนายบุญมี เริ่มสุข ได้ให้การยืนยันว่าขณะที่นายบุญมี เริ่มสุข นอนรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ นายบุญมี เริ่มสุข ยังมีสติดีอยู่และสามารถพูดและฟังได้ เป็นอย่างดี เล่าให้นางนันทพร เริ่มสุขฟังว่า เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม เวลาสี่โมงเย็นหลังจาก ที่นายบุญมี เริ่มสุข รับประทานอาหารที่ร้านระเบียงทองเสร็จแล้ว จากนั้นเดินออกมาที่ร้าน เพื่อที่จะกลับบ้าน และระหว่างอยู่ทางเท้าร้านดังกล่าวได้ถูกยิงด้วยอาวุธปืน ๑ นัด ถูกยิง บริเวณหน้าท้องข้างขวา จากนั้นก็มีอาการชาและล้มลง พลเมืองดีนําส่งรักษาตัวโรงพยาบาล ตามที่ปรากฏ ประกอบกับวัตถุแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงของ นายบุญมี เริ่มสุข บันทึกช่วงเวลา นาทีที่ ๒.๕๗ มีการสอบถามนายบุญมี เริ่มสุข ซึ่งขณะนั้นยังมีสติและสามารถพูดได้ว่า กระสุนยิงมาจากฝั่งไหน นายบุญมี เริ่มสุข ได้ตอบคําถามดังกล่าวว่าฝั่งทหาร และพยาน เอกสารประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลตํารวจ ซึ่งโรงพยาบาลตํารวจได้มอบพยานวัตถุ ลูกกระสุนปืน จํานวน ๑ ลูก ซึ่งแพทย์ผู้ทําการรักษาได้ตรวจพบจากร่างกายนายบุญมี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้รับมอบและส่งกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สํานักงานตํารวจ แห่งชาติ อยู่ระหว่างรอผลการสอบสวน ทั้งนี้สาเหตุการตายของ นายบุญมี เริ่มสุข มีพันตํารวจโท ณพงศ์ กปิตถัย พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจปทุมวันท้องที่ศพนั้นอยู่ และพันตํารวจเอก ภวัต ประทีปวิศรุต แพทย์สถาบันนิติเวชร่วมชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น พบสาเหตุแห่งการตายด้วยการติดเชื้อในกระแสเลือด เนื่องจากถูกยิงบริเวณช่องท้อง และมีพันตํารวจตรีหญิง นปภัช ตําแหน่งนายแพทย์ (สบ.๒) กลุ่มงานนิติพยาธิ โรงพยาบาลตํารวจ ผู้ทําการตรวจศพภายนอกและภายใน ให้การยืนยันว่าผู้ตายมีสาเหตุ การตายจากการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมกับประวัติที่ถูกยิงช่องท้อง ซึ่งตามวัน เวลาเกิดเหตุ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม เวลาสี่โมงเย็น บริเวณทางเข้าร้านอาหารระเบียงทอง ถนนพระราม ๔ ปรากฏตามพยาน ตามเอกสารและบันทึกสถานที่เกิดเหตุ ในทางคดีมีหลักฐานน่าเชื่อว่า การเสียชีวิตของนายบุญมี เริ่มสุข ผู้ตาย เป็นการกระทําของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่า ปฏิบัติตามหน้าที่ จึงเห็นควรส่งเรื่องกลับไปให้พนักงานสอบสวนแห่งที่ศพนั้นอยู่ดําเนินการ ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ เพื่อให้มีการไต่สวนของศาลต่อไป ลงชื่อ พันตํารวจโท จักรกฤษณ์ วิเศษเขตการณ์ ลงชื่อ พันตํารวจ สุวิชชา ถมยาบัตร ท่านประธาน ที่เคารพ คุณลุงบุญมี เริ่มสุข เป็นชายชรา ใช้ชีวิตกับภรรยาไปกินข้าว แต่ปรากฏว่า ก็ถูกทหารภายใต้การสั่งการของนายสุเทพยิง โดยที่เขาไม่ควรที่จะมาตายเลย แล้วถามว่า ถ้าคนถูกกระสุนเป็นคนที่เป็นญาติ เป็นคนที่มีความผูกพัน นายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ จะมีความรู้สึก อย่างไร ภรรยา นางนันทพร เริ่มสุข ต้องใช้ชีวิตในวัยชราอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ซึ่งสามีเขา ไม่ควรจะมาตายเพราะเขาออกไปกินข้าวแล้วออกจากร้าน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเลย เสร็จแล้วผลการสอบสวนชัดเจนว่า เป็นการตายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็คือทหาร ภายใต้การสั่งการของนายสุเทพ ท่านประธานที่เคารพ คดีนี้เหมือนกับทุกคดี ถ้าเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายตามปกตินั้นต้องส่งไปให้อัยการ เพื่ออัยการจะส่งไปยังศาล เพื่อที่จะดําเนินคดีตั้งแต่เรื่องการชันสูตรพลิกศพ จนกระทั่งคดีฆ่าคนตาย ผมเรียนกับ ท่านประธานว่านี่เป็นโศกนาฏกรรม ผมนี่นะครับอยู่ท่ามกลางหัวอกที่มันระกํา ถูกนายสุเทพ และพวกกล่าวหาทุกวันว่าฆ่ากันเอง เป็นผู้ก่อการร้าย ฆ่ากันเอง ๙๑ ศพ นี่อย่างไรครับ แต่ละศพว่าความตายเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ทราบว่าความรู้สึกว่าตัวเองเป็นลูกผู้ชาย รับผิดชอบชั่วดีนั้นอยู่ตรงไหน แล้วถามว่ามีการรู้สึกไปขอโทษลุงบุญมี เริ่มสุขไหม ถ้ามีความ ชิงชังพวกผมว่าเป็นปฏิปักษ์ นี่เขาไม่ใช่ผู้ชุมนุม มากินข้าวกับเมียในวัยชรา กินข้าวเสร็จ ถูกยิงตาย คําว่า ขอโทษ คําว่า เสียใจ ออกจากปากเป็นไหม เขาควรมาตายไหม แล้วถ้า ความตายมันเกิดขึ้นกับคนในตระกูลเดียวกันเองจะมีความรู้สึกอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ดูหน้าคุณลุงสิครับ เป็นคนแก่ที่มีแววตาที่มีความเมตตา ดูหน้าตาอิ่มเอิบ ตายแล้วก็อิ่มเอิบ แต่นี่เป็นความเจ็บปวดของคนที่เขาอยู่ข้างหลัง เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเลย นายสุเทพจะเกลียดพวกผม แต่เขาไม่เกี่ยวครับ ไปฆ่าคนเขาได้อย่างไร ใครเขาให้รอง นายกรัฐมนตรีฆ่าคนเป็นว่าเล่น ท่านประธานที่เคารพ ต่อไปครับ เยอะครับ
ที่เหลือนี้จะขอให้สรุปเลยได้ไหมครับ เพราะใช้เวลาไปเกือบ ๓ ชั่วโมงแล้วนะครับ
อีกไม่กี่ศพแล้วละครับ ยกเว้นว่า ถูกฆ่าเพิ่ม นายชาญณรงค์ พลศรีลา ในมือถือหนังสติ๊ก ถ้าท่านประธานจําได้ ลูกชายเขาเป็น ทหารอากาศ ผู้หญิงนะครับ พยานในคดีนี้ ท่านประธานที่เคารพ มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศ นายนิโคลัส นอสติทซ์ ซึ่งท่านประธานก็คงจะเคยเห็นผู้สื่อข่าวรายนี้ เพราะเขาทําข่าว การเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมกระทั่งการเคลื่อนไหวของประชาชนทุกชุด ไม่ว่า คนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง รัฐบาล ก็เป็นพยาน รวมกระทั่งวัตถุพยาน แต่ผมจะสรุป สั้น ๆ ดังนี้ ท่านประธานที่เคารพ กรณีนายชาญณรงค์ พลศรีลา ตามภาพที่ปรากฏ ภาพแช่ไว้เลยนะครับ คดีนี้สอบสวนเสร็จสิ้นแล้วข้อเท็จจริงได้ความว่า ในช่วงระหว่าง วันที่ ๑๔ ถึงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ได้มีการชุมนุม และได้มีการประกาศเป็นเขตใช้กระสุนยาง และกระสุนจริงจากเหตุปะทะ ซึ่งมีเสียงปืนดังเป็นระยะอย่างต่อเนื่องระหว่างเจ้าหน้าที่ ทหาร ตํารวจ กับผู้ชุมนุม และกลุ่มไม่ทราบฝ่าย เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมชุมุนม ขณะนํายางรถยนต์มากองเป็นกําแพงบังเกอร์ บนถนน ราชปรารภด้านหน้าปั๊มน้ํามันเชลล์ (Shell) ได้ถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บ มีผู้นําส่ง โรงพยาบาลและถึงแก่ความตายในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ในทางคดีนายนิโคลัส นอสติทซ์ ยืนยันเห็นผู้ตายอยู่หลังกําแพงบังเกอร์ยางรถยนต์ แล้วยังมีเสียงปืนดัง จากฝ่ายทหาร นายชาญณรงค์ และกลุ่มผู้ชุมนุมบางคนถูกยิง ซึ่งผู้นํานายชาญณรงค์ หลบเข้าไปในบริเวณห้องน้ําด้านหลังปั๊มน้ํามันเชลล์ แล้วนําข้ามกําแพงไปอีกฝั่งหนึ่งอยู่บริเวณ อ่างบัว พยานยืนยันอีกว่ามีทหารเข้ามาภายในปั๊มน้ํามันเชลล์มาที่กําแพงด้านห้องน้ํา ได้ใช้ อาวุธปืนยิงแล้วมีบางคนใช้อาวุธปืนเล็งมาที่นายชาญณรงค์ นายนิโคลัสนําชี้สถานที่เกิดเหตุ ประกอบคําให้การและมีการบันทึกภาพเอาไว้ มีแผ่นซีดีบรรจุภาพถ่ายที่นายนิโคลัสมอบให้ เป็นพยานเอกสาร ประกอบกับสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ตาย การชันสูตรพลิกศพของ โรงพยาบาลรามาธิบดียืนยันว่าสาเหตุการตายเกิดจากบาดแผลกระสุนปืนความเร็วสูงบริเวณ ท้องทําให้ลําไส้ฉีกขาดหลายตําแหน่ง และพบส่วนหัวของกระสุนปืนอยู่ในศพผู้ตาย ตามพยานวัตถุจากการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขต กรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง จากการสืบสวนทางคดีและพยานหลักฐาน และพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวงแล้วมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานสมควรเข้าข่ายเชื่อว่า มีความตายเกิดขึ้นจากเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จึงเห็นควรส่งเรื่อง กลับไปให้พนักงานสอบสวนในพื้นที่พบศพนั้นดําเนินการตามประมวลวิธีการพิจารณาความ อาญา มาตรา ๑๕๐ เพื่อให้มีการไต่สวนในศาลต่อไป ลงชื่อ พันตํารวจโท ถิรพล พิณเมือง งาม นายจิระ ทองผิว ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชํานาญการพิเศษ ประชาชนมี อย่างมากก็เป็นแค่หนังสติ๊ก นี่ครับ นายชาญณรงค์ พลศรีลา ต่อไปนี่เป็นโศกนาฏกรรมหนักขึ้น
มีผู้ประท้วงครับ คุณวัชระประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่เขาได้นําภาพศพเด็กขึ้นมาเปิด ท่านประธานก็คงจะได้แลเห็น ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ผมได้นั่งดูภาพผู้ตายซึ่งนํามาแช่บนจอโทรทัศน์นั้นนาน เป็นเวลาหลายนาทีและหลายศพ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า การที่นําภาพผู้ตาย มาเปิดเผยนั้นเป็นการเหมาะสมหรือไม่ และเป็นการเคารพต่อพี่น้องประชาชนที่ฟัง การอภิปรายครั้งนี้ตามบ้านเรือนต่าง ๆ หรือไม่ ในฐานะท่านประธานซึ่งเป็นผู้ควบคุม การดําเนินการประชุม
คงไม่ต้องประท้วงต่อเนื่องแล้วครับ เดี๋ยวให้ประท้วง แล้วผมจะวินิจฉัยทีละคนนะครับ ดึกแล้วครับ
ในฐานะที่ประธานเป็นผู้ควบคุม การประชุม การดําเนินการอภิปราย ผมอยากให้ท่านประธานได้คํานึงถึงความเหมาะสมต่อสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้ เพราะทั้งหลายทั้งปวงคนที่ตายไม่ว่าไทยหรือต่างประเทศล้วนแต่ เกิดจากผู้อภิปรายทั้งสิ้น
ผมต้องเคารพคําวินิจฉัยของคณะกรรมการที่ได้อนุญาตให้เอารูปพวกนี้มาออกได้นะครับ เชิญคุณจตุพรต่อครับ คงไม่ต้องประท้วงแล้วครับ แล้วก็ขอคุณจตุพรกรุณารวบรัด ด้วยนะครับ เราใช้เวลามาค่อนข้างมากแล้วครับ
ผมพูดตามจํานวนศพที่พิสูจน์จบแล้ว ว่าเป็นความที่เกิดขึ้นโดยการกระทํานายสุเทพและพวก รูปนี้นะครับเปิดแช่ได้ครับ เพราะว่า คณะกรรมการชุดที่ว่าไม่ได้มีฝ่ายค้านอยู่เลยนะครับ รัฐบาลล้วน ๆ ตั้งแต่วอลเปเปอร์ คุณอรรถวิชช์ คุณวิรัตน์ มีการเซ็นกํากับด้วย ชื่อน้องอีซา
มีผู้ประท้วงครับ เชิญคุณวัชระครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ แม้นว่าคณะกรรมการที่ท่านว่าจะได้อนุญาต แต่ท่านประธานในฐานะ เป็นผู้ควบคุมดําเนินการอภิปราย ควบคุมการประชุม ท่านประธานต้องพิจารณาด้วย วิจารณญาณของท่านประธานเองครับ ศพเด็ก เอามาขึ้นบนจอโทรทัศน์ได้อย่างไรครับ แม้กระทั่งสถานีโทรทัศน์ทั่วไป ถ้าเป็นศพ เขายังทําภาพให้มันเบลอ ๆ มัว ๆ ไม่ให้เห็น ชัดเจน นี่ศพเด็กครับ แล้วผู้ฟังทางบ้านทั่วประเทศขณะนี้ก็ดึกมากแล้ว จะคิดอย่างไรครับ
ให้คุณอรรถวิชช์ซึ่งเป็นกรรมการชี้แจงดีกว่านะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเรียนอีกทีนะครับ คณะกรรมการที่ตรวจคลิปไม่ได้มีเฉพาะ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ครับ มี ส.ส. พรรคเพื่อไทยด้วย นั่นคือท่านสามารถ แก้วมีชัย ท่านทําในฐานะรองประธาน แล้วก็ เป็นทั้ง ส.ส. จากพรรคเพื่อไทยด้วยครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ท่านก็ได้ดูแล้ว แล้วก็ภาพ เมื่อสักครู่นี้ต้องบอกว่าเราก็ได้ดูกันแล้วครับ มันไม่มีเลือดครับ ถึงแม้ว่าจะเป็นศพเด็ก แต่ถ้ามันเป็นประจักษ์พยานที่คุณจตุพรสามารถที่จะพูดได้ในห้องนี้ ผมคิดว่าไม่เสียหายอะไร หรอกครับ ให้คุณจตุพรพูดเถอะครับ แล้วก็จะได้จบ เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง ก็เป็นศพ จริง ๆ
ผมขอช่วงนี้ใกล้จะปิดอยู่แล้วนะครับ ไม่ต้องประท้วงนะครับ ก็ฟังตามที่คุณอรรถวิชช์วินิจฉัย นะครับ แต่ผมต้องขอร้องคุณจตุพรนะครับ ขออย่าใช้รูปนี้นานนัก แค่นั้นละครับ
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณบุญยอดประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานครครับ แม้ว่าจะมีคณะกรรมการ คิดว่าภาพนี้ น่าจะออกได้ ผมคิดว่าคนที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพของการทํารายการโทรทัศน์ต้องมี วิจารณญาณของตนเองด้วยนะครับ แล้วผมคิดว่าเราต้องเคารพต่อการทําหน้าที่ของการเป็น สื่อมวลชน ผมขอให้ผู้กํากับรายการใช้วิจารณญาณตามจรรยาบรรณวิชาชีพด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
อันนี้ผมเห็นด้วยกับคุณบุญยอดนะครับ คุณอรรถวิชช์ไม่ต้องแล้วครับ ไม่ต้องประท้วงครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์อีกครั้งหนึ่งครับ คือคุณจตุพรพยายามจะอธิบายเรื่องของภาพศพครับ เพราะฉะนั้นภาพนี้ไม่ได้มีเลือดเลยครับ ผมคิดว่าก็ให้คุณจตุพรพูดให้จบเถอะครับ จะได้มีการชี้แจงรายละเอียดต่อไป ผมว่าการสู้ด้วยข้อมูลในสภาเป็นเรื่องที่ดีนะครับ ก็ไม่ใช่ เป็นเรื่องที่ผิดอะไร แล้วก็คณะกรรมการตรวจคลิปก็มีทั้ง ๒ พรรค มีทั้งพรรคเพื่อไทยและ พรรคประชาธิปัตย์ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
แต่อย่างไรก็ตามก็ขอไม่ต้องโพสต์ใกล้ ๆ นะครับ เพราะว่าเป็นเด็กครับ จริง ๆ ถึงจะไม่มี ภาพอุจาดอะไรก็ตาม แต่มันเป็นภาพเด็กนะครับ ก็ต้องขอความกรุณาด้วยครับ
ท่านประธานที่เคารพ เด็กชายคุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอิซานี่นะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมเอารูปของชายชรา อายุ ๗๑ ปี แต่ครั้งนี้เป็นรูปของเด็กชายซึ่งเขาไม่ควรที่จะมาตาย เขาอยู่ในวัยสดใสครับ เป็นเด็กที่ยังมีอนาคต ซึ่งไม่รู้ในวันข้างหน้าเขามีชีวิตเขาจะเป็นใคร เขาจะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หรือจะเป็น นายกรัฐมนตรีก็ได้ถ้าเขาไม่มาตาย ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่าคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ที่ ๓๐๖/๒๕๕๓ ผมสรุปอย่างนี้ครับ มีการสืบสวนสอบสวนพยานอย่างที่ว่า แต่เอาตอน การสอบสรุปคดีสั้น ๆ ว่าข้อเท็จจริงคดีนี้สอบสวนเสร็จสิ้นแล้วได้ความว่าในช่วง วันที่ ๑๔-๒๐ ได้มีการชุมนุม ได้มีการประกาศ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ของรัฐบาล ผู้ตายได้ถึงแก่ความตายเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยได้มีการประกาศใช้เขต กระสุนยาง กระสุนจริงจากเหตุการณ์ปะทะ ซึ่งมีเสียงปืนดังเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง ระหว่างเจ้าหน้าที่ตํารวจ ทหาร ผู้ชุมนุมและกลุ่มไม่ทราบฝ่าย เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต รวมทั้งผู้ตาย ผู้ถูกกระสุนปืนยิงบาดเจ็บ ได้มีผู้นําส่งโรงพยาบาลและถึงแก่ ความตายในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓
สรุปว่า โดยพนักงานสอบสวน สน. พญาไทได้สรุปข้อเท็จจริงเชื่อว่าเกิดขึ้น โดยการกระทําของเจ้าพนักงานระหว่างการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ แต่มีความเห็น ท้ายรายงานคดีชันสูตรว่า ความตายของผู้ตายยังไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าผู้ตายตายเนื่องจาก การกระทําของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ แต่การตายดังกล่าวเป็นการตาย โดยผิดธรรมชาติ ถูกผู้อื่นทําให้ตาย อันเป็นผลแห่งการกระทําความผิดทางอาญา ทางคดี จากการสืบสวนสอบสวนในคดีอาญาของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษปรากฏข้อเท็จจริงและ พยานเพิ่มเติมว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายอยู่บริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดสกัดของฝ่ายทหาร ตามวัน เวลาที่เกิดเหตุ มีเหตุการณ์รถตู้คันหนึ่งขับรถฝ่าเข้าไปในเขตพื้นที่ประกาศห้ามเข้า ของฝ่ายทหาร โดยที่ทหารได้ประกาศให้รถหยุด แต่รถตู้ดังกล่าวไม่หยุด ฝ่ายทหารได้มีการ ยิงสกัดรถตู้ดังกล่าวจํานวนหลายนัด หลังจากเหตุการณ์ยิง ผู้ตายถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บ ต่อมาได้รับการช่วยเหลือนําขึ้นรถบรรทุกของฝ่ายทหารและแจ้งหน่วยกู้ชีพมารับต่อ ส่งโรงพยาบาลและถึงแก่ความตาย จากการสืบสวนสอบสวนมีพยานหลักฐานและพฤติการณ์ แห่งคดีทั้งปวง มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามสมควร เข้าข่ายน่าเชื่อว่าเด็กชายคุณากร ศรีสุวรรณ ตายเนื่องจากเหตุการณ์ที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ในช่วงที่รัฐบาลประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงตาม พระราชกําหนดบริหารราชการฉุกเฉิน พุทธศักราช ๒๕๔๘ จึงเห็นควรส่งเรื่องกลับไปให้ พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ศพนั้นอยู่ดําเนินการตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ เพี่อให้มีการไต่สวนของศาลต่อไป ลงชื่อ พันตํารวจโท ถิรพล พิณเมืองงาม พันตํารวจตรีหญิง สมปอง ขวัญประเสริฐ คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ผมเรียน กับท่านประธานนะครับว่าท้ายที่สุดดีเอสไอเขาก็สรุปว่าความตายของเด็กชายคุณากร ศรีสุวรรณ นั้น เป็นการตายจากการปฏิบัติของเจ้าพนักงานซี่งเป็นทหาร โดยการกํากับ สั่งการของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผมเรียนกับท่านประธานว่าความตายของเด็กชายคุณากรนั้น ถ้าพวกผมไปบอก อยู่ดี ๆ บอกว่าเป็นการกระทําของรัฐบาล นายสุเทพก็บอกว่า เป็นชายชุดดํา แดงฆ่าแดง แดงฆ่ากันเอง ซึ่งเป็นสูตรสําเร็จ เป็นวาทกรรมสําเร็จทุกครั้ง แต่เมื่อดีเอสไอเขาสอบ และท้ายที่สุดเขาก็สรุปอย่างนี้ ส่งกลับไปให้มีการชันสูตร ทําสํานวน ชันสูตร ซึ่งความจริงอย่างที่ผมบอกครับ ถ้าไม่มีการแทรกแซง เรื่องนี้จบไปนานแล้ว ความจริงในชั้นพนักงานสอบสวนนี่นะครับ ถ้าเรื่องนี้ไม่เป็นคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่ตํารวจ ต้องทําให้เสร็จภายใน ๓ เดือน ๓๐ วัน ต่ออีก ๓๐ : ๓๐ ชั้นอัยการ ๓๐ : ๓๐ : ๓๐ รวมกัน ๖ เดือน ป่านนี้เรื่องนี้อยู่ในชั้นศาลแล้ว เรื่องนี้อยู่ในชั้นศาลแล้ว นายสุเทพก็ต้องตกเป็นจําเลย แล้วจะไม่ได้มาลอยหน้าลอยตากล่าวหาคนอื่นเป็นผู้ก่อการร้าย เพราะตัวเองก็ต้องถูกเป็น ผู้ต้องหาคดีใช้บงการฆ่าตัวเองก็ต้องกลายเป็นฆาตกรทันที แต่ความที่ตัวเองกดหัว กรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ พวกนี้เขาก็ทําได้เท่านี้ครับท่านประธาน ท้ายที่สุดส่งกลับไปยัง เจ้าหน้าที่ตํารวจ แล้วพลตํารวจตรี อํานวย นิ่มมะโน ก็ไปรําวงต่อ บอกว่าตํารวจทําสํานวน ชันสูตรได้เท่านั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไรแล้วจะส่งไปให้ใคร เพราะชันสูตรเสร็จแล้วทําอย่างไรต่อ ส่งให้อัยการหรือเปล่าแล้วสํานวนคดีฆ่าคนตายล่ะ ก็ไหนว่าเป็นคดีพิเศษ เวลาคดีฟ้องพวกผม ส่งให้อัยการเลย บอกว่าตัวเองมีอํานาจ แต่คดีที่นายสุเทพและพวกฆ่าประชาชนนั้น กลับส่งให้พนักงานสอบสวนดึงเรื่องเข้าไปต่อ จะรอในวันพวกผมเป็นรัฐบาลหรือ ผมบอกว่า คดีความอายุ ๒๐ ปี ผมนี่นะครับอยู่ท่ามกลางความหวานอมขนกลืน เพราะภาพคนที่ตาย เหล่านี้มันตราตรึงอยู่ในหัวใจพวกผม แล้วเขาก็ไม่ควรที่จะมาตาย คนแก่ก็ฆ่า เด็กก็ฆ่า คุณไม่โหดไปหน่อยหรือ ฆ่าเสร็จก็ไปเผา สร้างสถานการณ์ยัดเยียดชายชุดดํา นายถวิล เปลี่ยนศรี พูดชัดเจน มันมีคนโง่ที่ไหนละท่านมันจะใส่ชุดดําหลังจากวันที่ ๑๐ โดยกล่าวหา ว่าชายชุดดํา แต่ว่าเป็นวาทกรรม ถ่ายทําอะไรทุกอย่างก็ต้องชุดดํา ยิงพลทหารเอาชุดดําไป ถ่าย บังเอิญไม่ได้เตี๊ยมกับชายชุดดําให้ถือปืนยาว ดันถือปืนสั้น ไม่ตรงก็เลยเสร็จเลยทีนี้ เพราะเวลานี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานต่อไป ๒ ศพสรุปสั้น ๆ ว่า นายพัน คํากอง ครับ มาจากบ้านท่านอาจารย์พีรพันธุ์ อําเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร สรุปอย่างนี้ครับว่า ในเวลาเกิดเหตุครับสั้น ๆ ผู้ตายถึงแก่ความตายในขณะที่มีเหตุการณ์รถตู้ คันหนึ่งขับฝ่าเข้าไปในเขตพื้นที่ห้ามเข้าของฝ่ายทหาร โดยที่ทหารได้ประกาศให้หยุดรถ มิฉะนั้นจะยิงด้วยกระสุนยางและตามด้วยกระสุนจริง แต่รถตู้คันดังกล่าวไม่หยุด จากนั้นได้ ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดติดต่อกัน แต่ไม่ทราบว่ายิงมาจากทิศทางใด ผู้ตายออกไปดู เหตุการณ์ดังกล่าวบริเวณด้านหน้าที่ทํางานของพยาน หมายถึงนายอเนกซึ่งเป็นพยาน ในคดีนี้ ถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ประกอบกับ สาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ตาย จากการชันสูตรพลิกศพของแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี ยืนยันว่าสาเหตุการตายเกิดจากบาดแผลกระสุนปืนความเร็วสูงที่ต้นแขนข้างซ้าย ทําให้เส้น เลือดแดงใหญ่บริเวณต้นแขนซ้ายฉีกขาดและเสียเลือดมาก และพบหัวกระสุนปืน ซึ่งอยู่ภายในศพของผู้ตาย พยานวัตถุ จากการตรวจสอบพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง มีความเห็นว่าเป็นลูกกระสุนปืนเล็กกล ขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร แบบที่นายทะเบียน จะอนุญาตให้ไม่ได้ ตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ รัฐบาลมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และท้องที่ใกล้เคียง จากการสืบสวนสอบสวนทางคดี มีพยานหลักฐานและพฤติการณ์ แห่งคดีทั้งปวงแล้ว มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามสมควรเข้าข่ายน่าเชื่อว่ามีความตาย เกิดขึ้นจากเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จึงเห็นควรส่งเรื่องกลับไปให้ พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ศพนั้นอยู่ดําเนินการประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ ให้มีการไต่สวนของศาลต่อไป พันตํารวจโท ถิรพล พิณเมืองงาม นายสันต์พล ชัยยาว คณะพนักงานสอบสวน นี่ก็ตายมาจากจังหวัดยโสธร อําเภอเลิงนกทา รุ่นน้องผมปีหนึ่ง นายพัน คํากอง ก็ต้องมาตายโดยทหารที่สั่งการโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กรณีสุดท้ายครับ ซึ่งเป็น ๒ ศพรวมกันนะครับ นายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล และนายประจวบ ประจวบสุข นี่นายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล แล้วก็นายประจวบ ประจวบสุข ซึ่งเป็นรูปตามบัตรประชาชน ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง ใต้ทางด่วนพระราม ๔ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้เป็นคดีพิเศษ ที่ ๓๑๒/๒๕๕๓ มีลําดับเรื่อง มีการสอบพยานมากมาย สรุปอย่างนี้ครับ คดีนี้พนักงานสอบสวนดําเนินการสอบสวนแล้วปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังนี้ กรณี การเสียชีวิตของนายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุนางชลดา ธานีโรจน์ พยานได้ว่าจ้างให้นายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล ผู้ตาย ซึ่งขับรถวินมอเตอร์ไซค์อยู่ที่ปากซอยลิขิต ๕๐/๒๑ อยู่สําโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ ให้มาส่งที่บริเวณเกิดเหตุ แต่ไม่ได้เข้าร่วม ชุมนุมแต่อย่างใด เมื่อมาถึงได้แยกย้ายกันเดินดูรอบ ๆ จนถึงเวลาเกิดเหตุได้มีเสียงปืนดังขึ้น เป็นการยิงทีละนัด เว้นระยะกัน นายเกียรติคุณผู้ตายถูกยิงไม่ทราบว่าผู้ใดถูกยิง ๒. กรณี การเสียชีวิตของนายประจวบ ประจวบสุข ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุนายประจวบ ประจวบสุข ผู้ตายได้มาสังเกตการณ์เหตุชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ จนเมื่อถึงเวลา เกิดเหตุได้มีเสียงปืนดังขึ้นเป็นการยิงทีละนัด เว้นระยะ และนายประจวบผู้ตายถูกยิง ไม่ทราบว่าผู้ใดยิง ต่อมานายเลิศชัย นเรนทรกุล พยาน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือ นายเกียรติคุณและนายประจวบผู้เสียชีวิตทั้งสอง ส่งโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และชีวิตในเวลาต่อมา ทางคดีมีหลักฐานทั้งพยานบุคคลและภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกไว้ ในวันเกิดเหตุ ประกอบกับจุดผู้เสียชีวิตทั้งสองอยู่ในขณะที่ถูกยิง อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับแนวที่ ทหารวางกําลัง ซึ่งภาพถ่ายของนายเกียรติคุณ นายประจวบ ก็ปรากฏรูกระสุนปืนที่อก ด้านซ้าย ทําให้น่าเชื่อได้ว่าการเสียชีวิตของนายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล นายประจวบ ประจวบสุข ผู้ตายทั้งสองเกิดจากการกระทําของเจ้าหน้าที่พนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการ ตามหน้าที่ นี่ครับจึงเห็นควรส่งตามมาตรา ๑๕๐ ต่อไป ลงชื่อ พันตํารวจโท สุวิชชา ถมยาบัตร พันตํารวจโท จักรกฤษณ์ วิเศษเขตการณ์ ท่านประธานที่เคารพครับ ๑๓ ศพที่ผมไล่เรียง ให้ท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธานว่า ไหนละครับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าพวกผม ฆ่ากันตาย ๙๑ ศพ เป็นผู้ก่อการร้าย เรื่องผังล้มเจ้า นายถวิล เปลี่ยนศรี ก็มาฉีกหน้า อย่างยับเยินบอกว่าเป็นตราบาปของ ศอฉ. เกิดจากความผิดพลาด นายถวิล เปลี่ยนศรี ยอมรับ แต่นายสุเทพยังทําเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเรียนกับท่านประธานว่าเรื่องที่ สําคัญอยู่ในเวลานี้ก็คือว่าวันนี้คดีความต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นนั้นมันได้ถูกดําเนินการ อย่างไม่ยุติธรรม เพราะความจริงแล้วคดีนี้ถ้าปล่อยให้กับเจ้าหน้าที่ตํารวจเขาได้ทําเรื่องจบ มาตั้งแต่ต้น แต่ความที่ว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กํากับดูแล ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ กํากับทั้งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แล้วท้ายที่สุดก็ไปเปิดประตู ให้กับดีเอสไอ ซึ่งเป็นประโยชน์กับประชาชนครับ จะโดยจะไปแบล็กเมล์ (Blackmail) ทหารอีกทีหนึ่ง ก็ไปชี้แจงกับทหาร กลายเป็นเรื่องของคนที่ได้ร่วมกันก่อกรรมทําเข็ญ แล้วท้ายที่สุดมันเป็นกงกรรมกงเกวียนที่ได้ตามขึ้นมาย้อน ความจริงนั้นถ้าไม่เกิดการหักกันเองนั้น พวกกระผมไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย และที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ซึ่งเขาเอง นั้น อย่างที่ทราบกันว่าเขาก็ต้องปฏิบัติตามเป็นคนของรัฐ แต่ท้ายที่สุดท่านประธานที่เคารพ ความมันมาแตกตรงที่ว่าสํานวนต่าง ๆ ถ้าท่านประธานเห็นสํานวนของผม เช่น รายงาน การชันสูตรพลิกศพมีหมดครับ ศพตายอย่างไร กระสุนปืนมีครบทุกชิ้น บันทึกการให้คํา เช่น คดีวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ๔๑ ปาก ครบหมดครับ บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุมี ครบหมด รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ตาย มีการปั้มลายมือผู้ตาย รายละเอียดสาระของคดี ยิ่งอ่านยิ่งมีความเจ็บปวด และคดีนี้ท่านประธานที่เคารพ เพราะความมันแตก สํานวนหลุดมาที่ พวกผม พอผมแถลงข่าว ออกมาเลยเป็นเอกสารปลอมบ้าง เท็จบ้าง ให้ข่าวบิดเบือน ถึงขนาด บอกว่า บางคนถึงขนาดบอกว่าใครเชื่อก็ลาออกจากการเป็นคนไทยได้แล้ว แต่วันนี้ ท่านประธานที่เคารพ เป็นวันหนึ่งที่ผมมีความสุขวันหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดก็ได้ทวงความยุติธรรม ให้กับพี่น้องเราที่ตาย และผมรู้ว่าในการแถลงในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ก่อนที่นายสุเทพ จะกลับมา ๓ วันในรอบที่ ๒ พล่านกันทั้งกองทัพเลยครับ ลองถามสิครับว่า ถามพลเอก ดาว์ พงษ์ รัตนสุวรรณ ว่าไปพูดอะไรกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งที่รายละเอียด ๑๓ ศพ ระบุว่า ความตายเกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปรากฏว่าต้องไปแก้คําแถลงว่าคดียังไม่เป็นที่ยุติว่า การเสียชีวิตเกิดจากการกระทําของกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มติดอาวุธไม่ทราบฝ่าย หรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ซึ่งสมควรดําเนินการสอบสวนเพิ่มเติมโดยการทําสํานวนชันสูตรพลิกศพตาม กฎหมาย ซึ่งเป็นอํานาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนท้องที่ ศพอยู่ สตช. ได้แก่คดีวัดปทุม วนารามราชวรวิหาร ได้แก่คดีที่ผมอ่านมาทั้งหมดครับท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธาน ว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษถูกแทรกแซงจนเป็นบ้าเลยครับ ก็คดีระบุว่าความตายเกิดขึ้นจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทําสํานวนเสร็จ กําลังจะส่งให้ไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แถลงข่าว วันที่ ๑๖ ปรากฏว่าชักกันทั้งกองทัพ บางคนถึงขนาดบอกว่าทหารผิดไม่ได้ นักการเมือง มาแล้วก็ไป ทหารยังต้องอยู่กับประชาชน เพราะฉะนั้นทหารจะฆ่าประชาชนไม่ได้ ให้แก้เสีย ผลอย่างไรครับท่านประธาน ก็ไปแก้ และท้ายที่สุดบอกว่า นปช. ฆ่า ๑๒ ศพ ว่าไป พิสูจน์ไป แต่ ๖๔ ศพ นอกจาก ๑๓ ศพที่ทหารฆ่า โดยสํานวนดีเอสไอได้สรุปเรียบร้อย ซึ่งความจริง เขาต้องส่งให้อัยการเพื่อส่งไปยังศาล ท่านประธานที่เคารพ ปรากฏว่าคดีนี้มันไม่ไปไหน ผมเรียนกับท่านประธานว่าเรื่องนี้ ๖๔ ศพ ความจริงเขาสอบสวนไปกันแล้ว ที่ผมบอก ๒๑ ผัง ๒๑ จุด ความตาย ๘๙ ศพ ที่นายสุเทพ ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ที่นายธาริตทําเรื่อง ขอรายละเอียด แล้วให้หัวหน้าส่วนส่งทหารไปให้ดีเอสไอสอบ มันจึงเป็นที่มาของ ๑๓ ศพว่า ทหารเป็นคนลงมือฆ่าประชาชน ผมจึงบอกยังทหารว่า เอ๊ะ พวกท่านมันคบกันอย่างไร เพราะว่าถ้าไม่ไปเปิดประตู ดีเอสไอก็เข้าใจว่ารัฐบาลเอาจริงสิ เขาก็สอบตามเนื้อผ้า พอสอบตามเนื้อผ้า พอได้ ๑๓ ศพ ทหารฆ่า ตกใจกันพล่านกันทั้งหมด ๖๔ ศพ หยุดเลยครับ ท่านประธาน เวลานี้ ๖๔ ศพ ไม่มีการสอบสวนต่อใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเขารู้ ๑๓ ศพนี่พลาดแล้ว ใบแถลงข่าวยังไม่แก้ สวนกับการสรุป ออกอาการบ้าเลยครับท่านประธานที่เคารพ จากบอกว่าความตายที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมจึงอภิปรายวันนี้ว่า ผมไว้วางใจให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปไม่ได้ คุณต้องถูกดําเนินคดีฆ่าคนโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ๑๓ ศพ เป็นความตายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อนายอภิสิทธิ์ ตั้งนายสุเทพ นายถวิล เปลี่ยนศรี ระบุชัดเจน พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นคนคิดแผน พลเอก อนุพงศ์ พลเอก ประยุทธ์ เป็นคนสั่งการ แต่คนเหล่านั้นไปทําไม่ได้ถ้าไม่ได้รับการ อนุญาตจากนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านประธานที่เคารพ และต้องพูด อย่างนี้ว่าคดีความมันมีอายุ ๒๐ ปี พอเกิดเหตุนายฮิโรยูกิ มูราโมโต เอาอดีตนายตํารวจ ซึ่งเกษียณไปแล้ว ไม่ได้ร่วมผ่าศพชันสูตร ปรากฏพยายามมาบิดว่าความตายจากปืนอาก้า ซึ่งบอกว่ากองทัพไม่มีปืนอาก้า ท้ายที่สุดก็หน้าแตกไป เพราะตัวเองดูแค่ภาพไม่ได้ร่วม ชันสูตร ผมเรียนกับท่านประธานครับ ทั้งหมดนั้นเป็นความเจ็บช้ําที่มันเกิดขึ้น ผมเรียนกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าพวกกระผมเป็นคนพูดง่าย และสิ่งที่นายถวิล เปลี่ยนศรี เผยออกมามันก็เป็นตัวตน และผมก็รู้เต็มอก ผมจะไปคิดฆ่าใคร แต่อยู่ดี ๆ ตราบาปมา ๙ เดือน ๑๐ เดือน พวกท่านตั้งข้อหาผมว่าฆ่ากันเอง แล้วสร้างวาทกรรมว่าลูกพรรคพูดต่อ เหน็บแนมกันในสภา ฆ่ากันเอง แดงฆ่าแดง เผาบ้านเผาเมือง แล้ววันนี้พิสูจน์แล้วว่าทหาร ฆ่าประชาชน ทหารฆ่าทหาร ผมยังต้องการพิสูจน์คดี พันเอก ร่มเกล้า เพราะผมมีพยาน ที่เขาไปช่วยพันเอก ร่มเกล้า ผมมีผู้ใหญ่ที่ไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แล้วเขาก็ถามว่าพวกน้อง ๆ ใครยิง เขาระบุสรรพเสร็จเลย วันนี้พวกท่านมีอํานาจ ไม่เป็นไร ผมไม่ได้มีปัญหากับทหาร เขาเป็นคนไทยเหมือนกับผม และผมเชื่อว่าถ้าไม่มีใครสั่ง ทหารที่ไหนเขาจะกล้าฆ่าประชาชน แต่วันนี้ลําพอง บางคนอวดดีว่า ๕๐๐ ออกใบมรณบัตร ล่วงหน้า แล้วท้ายที่สุดท่านเดินถนนได้ไหม คดีความ ๒๐ ปี วันนี้ผมจึงบอกอย่างไรครับว่า วันนี้คดีมันไม่ไปถึงไหน เพราะมีการแทรกแซงกระบวนการชันสูตรพลิกศพ และเห็นได้ อย่างชัดเจนท่านประธานที่เคารพ เป็นการแทรกแซงอย่างที่ไม่น่าให้อภัย เพราะเมื่อคดีนี้ เป็นคดีพิเศษ ปรากฏว่าเรื่องทุกเรื่องจากการชันสูตรเสร็จแล้ว ส่งไปให้ดีเอสไอ ดีเอสไอ เก็บไว้ ๕ เดือน พอไปตอนแรกก็สั่งฟ้องพวก นปช. ให้อัยการ แต่ปรากฏว่าพอพบว่าทหารฆ่า จะต้องจับกุมนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ด้วย ทําเป็นบ้าเลยครับ ส่งกลับมายังพนักงานสอบสวนใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาประท้วงครับท่านประธาน
มีผู้ประท้วงครับ คุณบุญยอดประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่ครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ๓ ชั่วโมง ๒๓ นาทีนะครับ ผมได้ประโยค ซ้ํา ๆ แบบเดิมหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา อัยการไม่สั่ง สั่งไม่ฟ้อง อะไรต่าง ๆ ทํางานช้า อะไรทํานองนี้ครับ ท่านก็เคยเตือนไปครั้งหนึ่งแล้ว ผมคิดว่าต้องเคารพต่อสภานี้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องเตือนต่อสมาชิกว่าต้องอภิปรายอย่าให้วนเวียนซ้ําซากนะครับ
ก็ต้องขอคุณจตุพรรวบรัดด้วยนะครับ เพราะว่าคุณจตุพรใช้เวลาไป ๓ ชั่วโมง ๒๓ นาที ซึ่งประธานวิปได้กําหนดกับผมไว้ว่าให้ใช้ ๒ ชั่วโมงนะครับ ขอรวบรัดด้วยนะครับ
ผมคุยกับประธานวิปแล้วครับ ไม่เกิน ๑๐ นาทีจบแล้วท่านประธาน
ขอให้รวบรัดด้วยนะครับ
ครับ รวบรัดแน่นอนครับ ท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่า วันนี้คือการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ลองคิดกลับกันสิครับ สิ่งที่พวกท่านปฏิบัติ ต่อพวกผมในวันนี้ ท่านคิดจะชนะเลือกตั้งทุกครั้งใน ๒๐ ปีนี้ กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นอัยการ เป็นศาล สํานวนคดีที่ผมอ่านจากดีเอสไอทั้งหมด ถ้าวันนี้คนที่ตาย เป็นพวกเดียวกับท่าน ท่านจะปฏิบัติอย่างปฏิบัติเหมือนกับพวกผมหรือเปล่า ผมเกิดในสังคม พุทธ อยู่เป็นเด็กวัด ใช้ชีวิต รู้จักกฎแห่งกรรม วันนี้กฎหมายอาจจะเอาผิดท่านยังไม่ได้ แต่กฎ แห่งกรรมจะหลอกหลอนท่านไป ชีวิตทุกชีวิต ทุกศพ เขาไม่ควรมาตาย ไม่ว่าจะเป็นทหาร จํานวน ๑๐ กว่าคน ประชาชน ๘๐ คน นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ไม่เห็นผู้บาดเจ็บ หรือพวกผมไปงานชุมนุมรําลึกที่ราชประสงค์ เขานั่งรถเข็นไม่ได้ เพราะนั่งไม่ได้ ต้องนอนเตียงเข็นมาร่วมชุมนุม บางคนเป็นเด็กหนุ่ม เสียดวงตา ๒ ข้าง บางคนเป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้องคนที่ตาย เหมือนกับแม่ของเกดกมน อัคฮาด เดินไปทวงความยุติธรรมให้กับลูก น้องชายก็ตามไปทวงความยุติธรรมให้กับพี่สาว เพราะเขาเห็นว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรม และทําไมพวกกระผมที่ตาย เขาไม่เชื่อเหมือนอย่างที่พวกท่านกล่าวหาว่าฆ่ากันเอง เพราะเขารู้ว่าพวกเรารักกัน มันฆ่ากันไม่ได้ แล้วความจริงผมก็คิดไม่ถึงว่าพวกท่านจะกระทํา เหมือน ๑๓ ศพ และความจริง ๖๔ ศพ ถ้าปล่อยให้มีการสอบสวนตามปกติ ความจริง เป็นความจริงวันยังค่ํา แล้วท้ายที่สุดความตายที่เกิดขึ้น ความรับผิดชอบของการเป็น นายกรัฐมนตรีอยู่ตรงไหน นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ อาจจะเป็นคนพูดเก่ง บทดี แต่ความจริง ก็ความตายมันเกิดขึ้น และคนที่ตายเขายังไม่ได้รับความยุติธรรม วันนี้ถ้าไม่มีการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ผมก็ไม่มีโอกาสมาบอกว่าเอกสารที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ความจริงมีเอกสาร ตํารวจสถานีตํารวจปทุมวันที่เขาไปสอบสวน หลังจากที่นางพะเยาว์ อัคฮาด ไปแจ้งความ เอกสารจากกองปราบที่ทําไปแจ้งกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ จากกองบัญชาการสอบสวนกลาง พลตํารวจโท ไถง ปราศจากศัตรู ทําเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษบอกว่าคดี ๖ ศพ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เจ้าหน้าที่ตํารวจไม่มีอํานาจ ทุกคดีจึงส่งไปยังดีเอสไอหมด ผมจึงเรียนกับท่านประธานว่า วันนี้ท่านประธานที่เคารพ ผมมีคําถามไม่กี่คําถามหรอกครับ ความเสียหาย ความล่าช้าทางคดี ถ้าคดีนี้ไม่เป็นคดีพิเศษมาตั้งแต่ต้น วันนี้ต้องถึงมืออัยการ และถึงศาลไปแล้ว ความตายที่เกิดขึ้นทั้ง ๙๑ ศพ ไม่ว่าเขาจะเป็นทหารหรือประชาชน จะต้องมีคนผิดที่จะต้องเป็นคนร้าย โดยวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ ได้ไปไต่สวน แต่ความที่เราอยู่ในโลกของมายา สร้างจินตนาการ สร้างวาทกรรม ชุดดําเผาบ้านเผาเมือง ฆ่ากันเอง เพราะท้ายที่สุดพอไปตรวจแล้วมันไม่ใช่ สอบสวนแล้วไม่ใช่ ความล่าช้าแห่งคดี อันนี้ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ กํากับทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษและสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นผู้บังคับบัญชา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ พลตํารวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี โดยตรง มีส่วนได้เสียโดยตรง และคดีก็พร้อมที่จะส่งไปให้อัยการ เพราะตํารวจบอกไม่มีอํานาจ แต่ตํารวจ ที่ไปรับ ไปรับได้อย่างไร เพราะทั้งผู้การกองปราบ ผู้กํากับสถานีตํารวจนครบาลปทุมวัน ผู้บัญชาการสอบสวนกลางบอกว่าตํารวจไม่มีอํานาจแล้ว เป็นคดีพิเศษ เพราะนายสุเทพ ไปประชุมวันที่ ๑๖ เมษายน เพราะว่าเป็นคดีพิเศษ แล้วกฎหมายคดีพิเศษบอกว่า ต้องส่งเรื่องภายใน ๑๕ วัน เห็นไหมครับ ลากคดีโดนจับไป ๕ เดือน ของร้อนแล้วก็คาย คายมาปรากฏว่าพอทหารรู้ว่า ๑๓ ศพทหารฆ่า ชักเลยทีนี้ ๖๔ ศพก็หยุด ๑๓ ศพที่ส่งมายัง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็จะมาตายคา พลตํารวจตรี อํานวย นิ่มมะโน ผมเตือนเอาไว้เลย ผมไม่รู้ว่าเปลี่ยนรัฐบาลวันไหน แต่ผมเตือนเลยว่าคุณไม่มีสิทธิที่จะเตะถ่วง คุณต้องปฏิบัติ ตามกฎหมาย ที่สําคัญก็คือว่าก็ไหนบอกว่าตํารวจไม่มีอํานาจ แต่ปรากฏว่าดันไปเอาต่อ วันนี้ดีเอสไอต้องส่งอัยการแล้ว ผมเรียนกับท่านประธานว่าระยะเวลานะครับ ไม่ว่า ระยะเวลาการชันสูตรพลิกศพ จะชั้นพนักงานสอบสวนหรือชั้นอัยการก็แค่ ๖ เดือน เวลานี้ ล่วงเข้าไป ๑๐ เดือน ผมเรียนกับท่านประธานว่าวันนี้นะครับ ถามว่าตัวรัฐบาลที่กํากับ ทั้งสํานักงานตํารวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษจะยึดแนวไหน ถ้ายึดแนวทาง กรมสอบสวนคดีพิเศษ สํานักงานตํารวจแห่งชาติเขาบอกว่าไม่มีอํานาจ แต่ทว่าถ้ายึดใน แนวทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติ คุณส่งให้ดีเอสไอทําไม เห็นไหม ก็ตัวเองนั่งเป็นหัวแถว ทั้งตํารวจและดีเอสไอ แต่ทั้งหมดผมสรุปว่าเพื่อต้องการจะถ่วงคดี ไปบิดเบือนความจริง ก็ไม่ได้ เพราะการฆาตกรรมประชาชน วันนี้พวกท่านเป็นรัฐบาล ตัวช่วยท่านเยอะ เส้นใหญ่ ผัดซีอิ๊ว ว่ากันไปเถอะ ขอให้ท่านชนะตลอด ๒๐ ปีก็แล้วกัน เป็นคดีความ ผมไม่มีปัญหา หรอกครับ ติดคุก ลูกชาวบ้านอย่างผมไม่ยาก แต่พวกท่าน ถ้าพวกท่านชนะไป ไม่มีปัญหา ท่านอาจจะดึงอะไรว่ากันต่อ แต่รังสีแห่งความยุติธรรม พวกผมจึงไปร้องศาลอาญาระหว่าง ประเทศ เลยต้องไปแหวกเรื่องสัญชาติของท่าน ซึ่งเป็นช่องทางอันเดียว ซึ่งความจริงแล้ว ประเทศไทยควรลงสัตยาบันในศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ผมเรียนสรุปอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ที่ผมมาอภิปรายทั้งหมดความจริงมีเนื้อหามากมาย เอกสารเป็นพัน ๆ หน้า ผมต้องขอขอบคุณผู้รักความยุติธรรมทั้งหลายที่ได้นําสํานวนเอกสารทุกชิ้นที่จะได้ทํา ประวัติศาสตร์เรื่องคดีสังหารหมู่ในกรุงเทพมหานคร ตลอดระยะเวลากว่า ๙ เดือน พวกผม ตกเป็นจําเลยของสังคมประเทศนี้ อย่างน้อยวันนี้ ๑๓ ศพได้คืนความยุติธรรมให้กับ พวกที่ตายและพวกกระผมบ้างแล้ว วันนี้ผมจึงบอกกับท่านประธานว่า นายสุเทพและ นายอภิสิทธิ์ ล้วนแต่มีส่วนได้เสียทั้ง ๒ คน เกี่ยวข้องกับชะตากรรมตัวเอง เพราะต้องโทษ มีคดีสูงสุดประหารชีวิต ๑๓ ศพ ก็ประหารชีวิต ๑๓ ครั้ง ๑๓ คดี มันต้องไปตามทิศทางนี้ เพราะความตายที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นความรับผิดชอบของนายสุเทพ เป็นความ รับผิดชอบของนายอภิสิทธิ์ นายอภิสิทธิ์ลองจําคําอภิปราย ตอนอภิปรายรัฐบาลสมชาย กรณี ๗ ตุลาคมนี่ครับ ลองไปอ่านดูสิครับว่าตัวเองพูดอะไรเอาไว้บ้าง วันนี้ถ้านายอภิสิทธิ์ เป็นฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์จะพูดเรื่องนี้ได้ดีที่สุด แต่วันนี้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ไม่เหมือนเดิม และผมก็ไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผมไม่รู้จะมีเลือกตั้งวันไหน ไว้เจอกันในสนามเลือกตั้ง และผมไม่ไว้วางใจ ๒ คน และผม ก็ไม่เชื่อสิ่งที่คุณพูดมา เพราะที่ผ่านมาคุณโกหก ๑๓ ศพนั้นได้พิสูจน์ความจริงชัดเจนว่า ที่ผ่านมาคุณได้โกหกประชาชน สร้างวาทกรรมใส่ร้ายกับประชาชน จึงไม่สามารถไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ ขอบพระคุณมากท่านประธาน
ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพครับ จะตอบคืนนี้เลยไหมครับหรือจะเอาไว้ตอบพรุ่งนี้เช้าครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สอบถามว่าประเด็นนี้ทางฝ่ายค้านมีผู้อภิปรายหรือเปล่าครับ
น่าจะหมดแล้วครับประเด็นนี้
ขอท่านประธานสรุปเวลา ได้ไหมครับ เพราะว่าถ้าจําเป็นจะต้องชี้แจงมันจะยาวเท่านั้นเองนะครับ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเวลาที่เหลือ แล้วพรุ่งนี้เราสามารถบริหารได้ก็ไปต่อพรุ่งนี้
เท่าที่ดูสามารถบริหารได้นะครับ เพราะว่าเวลาของฝ่ายค้านจะเหลืออีกประมาณ ๑๐ ชั่วโมง แล้วผู้อภิปรายก็จะประมาณ ๑๐ ชั่วโมงเหมือนกัน ๘ ชั่วโมงหรือ ๙ ชั่วโมง ของฝ่ายรัฐบาล ก็น่าจะพอครับ เจ้าหน้าที่ครับ พอไหมครับ พรุ่งนี้เช้าก็จะประชุมเก้าโมงเช้า เมื่อสักครู่ ท่านประธานท่านบอกแล้ว เนื่องจากว่าได้ขยายการประชุมไปอีกวันหนึ่ง เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าหากว่าเดี๋ยวอภิปรายเสร็จปั๊บผมก็จะพักการประชุมนะครับ พักการประชุมไป พรุ่งนี้ก็เริ่มเก้าโมงเช้า เชิญประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านวิทยาครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา บุรณศิริ ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนที่รอฟังคําตอบจากการอภิปรายครั้งนี้ ทั่วประเทศมีอยู่เยอะ เราพร้อมที่จะฟังคําตอบจากนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ ผมอยากจะให้ท่านประธานได้โปรดดําเนินการต่อไปเลยครับ
เรื่องนี้จะต้องเป็นสิทธิของทางรัฐบาลว่าท่านจะตอบวันนี้หรือจะตอบวันพรุ่งนี้ แล้วก็เนื่องจากวันนี้ก็พอสมควรแก่เวลา ท่านนายกรัฐมนตรีจะตอบคืนนี้ไหมครับ เพราะเนื่องจากเวลาไม่พอ ท่านจะต้องใช้เวลาพอสมควร ก็เป็นมาตอบในวันพรุ่งนี้ตอนเช้า เพราะฉะนั้นวันนี้เราประชุมมาเป็นเวลาพอสมควร ผมขอพักการประชุมครับ เริ่มประชุมใหม่ วันพรุ่งนี้เช้า เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาครับ
พักประชุมเวลา ๐๒.๐๐ นาฬิกา
ของวันศุกร์ที่ ๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๑๔ นาฬิกา
ของวันศุกร์ที่ ๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
ขณะนี้มีสมาชิกเซ็นชื่อ เข้าประชุม ๔๗๓ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุม ท่านสมาชิกครับ ในการพิจารณาเรื่องด่วน คือญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและญัตติขอเปิดอภิปราย ทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ กับคณะ จํานวน ๑๒๒ คน เป็นผู้เสนอ เมื่อวานนี้ประธานของที่ประชุมคือท่านรองฯ พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย ได้สั่งให้พักการประชุมโดยให้นํามาประชุมต่อเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ผมจึง ขอดําเนินการต่อเลยนะครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีผู้ที่รับผิดชอบงานทางด้าน ความมั่นคงและเป็นผู้ที่ถูกฝ่ายค้านได้อภิปรายไม่ไว้วางใจยื่นเรื่องให้ถอดถอนออกจาก ตําแหน่งหน้าที่ ก่อนที่จะพักการประชุมไปเมื่อคืนนี้ตอนเวลาประมาณ ๐๒.๐๐ นาฬิกา ผู้อภิปรายทางฝ่ายค้าน คือ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ได้อภิปรายกล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และตัวกระผมเป็นฆาตกรได้กระทําการฆาตกรรมประชาชน โดยสั่งให้ ทหารฆ่าประชาชน คําอภิปรายของนายจตุพร พรหมพันธุ์ หลายตอนหรือเกือบจะทุกตอน ได้บิดเบือนข้อเท็จจริง พยายามที่จะให้ผู้ฟังเข้าใจเอาว่าทหารฆ่าประชาชน ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าในคําอภิปรายของคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ทั้งหมดนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่โกหกบิดเบือน เอาความจริงมาพูดเพียงบางส่วน แล้วต่อเติมตัดแต่งให้เหตุการณ์นั้นแตกต่างไปจากเรื่องจริง มีความจริงหลายเรื่อง ที่ผมสามารถที่จะยกขึ้นมาชี้ก่อน เพื่อให้ท่านประธานได้เห็นว่าเขาโกหกอย่างไร เป็นต้นว่า เมื่อผมได้อภิปรายชี้แจงเรื่องการวางเพลิงเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ในขณะที่ฝ่ายค้านพยายามจะสร้างภาพกล่าวหาว่าทหารเป็นผู้เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ บอกว่าคนดับเพลิงเข้าไม่ได้ คนเผาอยู่ข้างใน คนเผาลอยนวล อะไรทํานองนั้น ผมก็ได้ กราบเรียนชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้ครับว่าไม่มีใครลอยนวล เจ้าหน้าที่ได้พยายามติดตาม จับกุมดําเนินคดีกับผู้ที่เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม แล้วก็ได้จับกุม ตัวผู้ต้องหาส่งดําเนินคดีฟ้องศาลไปเรียบร้อยแล้ว ๔ คน มีนายสายชล แพรบัว นายพนิจ จันทร์ณรงค์ นายอรรถพล วันโต นายภาสกร ไชยสินเธาว์ แล้วก็บอกว่ายังมีผู้ต้องหา อีก ๙ คนที่เรารู้ตัวแล้ว ออกหมายแล้วกําลังตามจับกุมตัวอยู่ พอนายจตุพรขึ้นมาอภิปราย ก็บอกว่า นายสายชล แพรบัว คนที่ผมบอกว่าเป็นผู้ต้องหาคดีวางเพลิงนั้นไม่ใช่ ผมพูดไม่จริง เพราะว่านายสายชลถูกดําเนินคดีด้วยคดีอื่น ตรงนี้ครับผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ โกหกเพราะมีหลักฐานอยู่ในมือผมครับว่า นายสายชล แพรบัว โดนจับตามหมายศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ ๓๒๔/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ ที่เขาจับ ตอนแรกเขาจับตามรูปถ่ายครับ ไม่รู้ว่าเป็นใคร พนักงานของเซ็นทรัลเวิลด์ก็ถ่ายรูปเอาไว้ได้ แล้วบอกว่าคนนี้ที่เข้าไปเผาห้าง ในที่สุดก็เอารูปมาดูกันครับ แล้วก็มีคนระบุได้ว่าคนนี้ เป็นนายสายชล เมื่อออกหมายจับกุมตัวก็กลายเป็นนายสายชลคนนี้ แล้วนายสายชลเอง ก็สารภาพว่าเขาเป็นบุคคลคนเดียวกับในรูปนี้ แล้วคดีของนายสายชลนี้ก็กําลังอยู่ในการ พิจารณาของศาล อันนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยครับ แต่ผมต้องการเอามาชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า คุณจตุพรนี่โกหกทุกโอกาส บิดเบือนทุกสถานการณ์ มีเป้าหมายชัดเจนในการพูด ในการแสดงแต่ละครั้ง
ในประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะหยิบขึ้นมาชี้ให้ท่านประธานดูว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรโกหกอีก เมื่อคืนพยายามที่จะพูดเรื่อง ๖ ศพ ในวัดปทุมวนาราม พยายามโยงไปว่าเสียชีวิตเพราะฝีมือเจ้าหน้าที่ เพราะการฆ่าของ เจ้าหน้าที่ และที่สําคัญในประเด็นที่อภิปรายในส่วนหนึ่งก็บอกว่า ทั้ง ๖ ศพนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่เคยจับอาวุธ เขาเอาศพไปพิสูจน์แล้วไม่มีศพไหนเลยที่มีเขม่าดินปืน ไม่มีศพไหนเลย ที่มีเขม่าดินปืน นี่คือคําพูดของนายจตุพร ท่านประธานที่เคารพครับ โกหกอีก ศพในวัดปทุม วนารามราชวรวิหารทั้ง ๖ ศพนั้น จะเป็นใครทําให้ตายนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าหน้าที่กําลัง ดําเนินการสืบสวนสอบสวนว่ากันไป แต่ว่าในการตรวจชันสูตรศพเบื้องต้น เจ้าหน้าที่กอง พิสูจน์หลักฐานตรวจพบว่ามี ๒ ศพ ที่มีเขม่าดินปืนที่มือ คือศพของนายลพ สุขสถิตย์ และนายสุวรรณ ศรีรักษา เขม่าดินปืนที่มือนั้นแสดงให้เห็นว่าผู้ตายทั้ง ๒ คน น่าจะได้เป็น ผู้ใช้อาวุธมาก่อนที่จะเสียชีวิต มีหลักฐานครับท่านประธานครับ นี่คือหลักฐานรายงาน การตรวจของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ความเห็นของผู้ชํานาญ ตรวจพบสารแอนติโมนีและแบเรียม (Antimony and Barium) ที่มือของนายลพและ นายสุวรรณ ศรีรักษา ผู้ตรวจคือ ร้อยตํารวจโทหญิง สุพัตรา ถนอมวงศ์ นักวิทยาศาสตร์ สบ.๑ กลุ่มงานตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ผมเอา ๒ เรื่องนี้มากราบเรียนเสียก่อนเป็นเบื้องต้น เพื่อให้ท่านประธานได้ ตระหนักว่าคุณจตุพรไม่ได้พูดความจริงในสภาผู้แทนราษฎรนี้ นอกจากไม่พูดความจริงเรื่องนี้ แล้ว ก็ไม่พูดความจริงในเรื่องอื่น ๆ ต่อไปด้วย ประเด็นที่คุณจตุพรอภิปรายใช้เวลา ๓ ชั่วโมงครึ่ง กล่าวหาว่าประชาชนหรือคนที่ตายในแต่ละจุด มีทหารที่จะต้องรับผิดชอบอยู่ ในจุดนั้น ๆ แล้วคุณจตุพรก็โมเมสรุปเอา กล่าวหาเลยว่าทหารที่รับผิดชอบแต่ละจุดจะต้อง เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการตาย ผมเห็นว่าการนําเหตุการณ์ตายแต่ละจุดมาพูด แล้วอ่านชื่อ นายทหารที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ พูดซ้ําแล้วซ้ําอีก ชี้นําให้คนฟังเข้าใจผิดว่าความตาย เกิดจากนายทหารเหล่านั้น เป็นการอภิปรายที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อบรรดานายทหาร เหล่านั้น ไม่มีโอกาสมาชี้แจง ไม่มีโอกาสมาแก้ตัว เป็นการใส่ร้ายอย่างจงใจโดยหวังผล ของนายจตุพร ที่ต้องการให้ประชาชนรู้สึกเกลียดชังทหาร เป็นที่น่าสังเกตว่านายจตุพร แทบจะไม่นําเหตุที่ทหารเสียชีวิต ๙ ศพ และตํารวจเสียชีวิต ๒ ศพ รวมเป็น ๑๑ ศพ มาพูดเลย ยกเว้นในตอนสุดท้าย นายจตุพรก็มาพูดถึงว่าอยากจะเข้าไปพิสูจน์เรื่องการตาย ของ พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม
ท่านประธานที่เคารพ อีกประเด็นหนึ่งที่นายจตุพรได้พยายามพูดเมื่อคืน ก็คือว่าได้กล่าวหาว่าดีเอสไอทําไมไม่ส่งสํานวนไปให้อัยการเพื่ออัยการส่งฟ้องศาลทําการ ไต่สวนเรื่องการเสียชีวิตของประชาชน แต่กลับส่งสํานวนคืนไปให้ตํารวจ แล้วยังพูดจา ในทํานองว่าเวลาจะส่งคืนไป ต้องส่งคืนในตอนที่ผมลาออกจากตําแหน่งรองนายกรัฐมนตรี แล้วด้วย แล้วก็พูดไปในทํานองว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผมนั้นคุมทั้ง ตํารวจ คุมทั้งดีเอสไอ เพราะฉะนั้นคดีความทั้งหลายก็เลยไม่ก้าวหน้า ๑๐ เดือนแล้วไม่ไป ถึงไหน นี่ถ้าไม่เอาเป็นคดีพิเศษ ปล่อยให้เป็นคดีธรรมดาป่านนี้เรื่องถึงศาลไปแล้ว ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าถ้าคุณจตุพรพูดเรื่องนี้ด้วยความจริงใจก็แสดงว่ามีสมอง วิปลาส คิดเอาเอง ไม่ได้คิดตามแนวทํานองคลองธรรม พวกผมไม่เข้าไปแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างเขาดําเนินการไปตามอํานาจหน้าที่ ตามข้อกฎหมาย ตามระเบียบของเขา การที่ดีเอสไอต้องส่งสํานวนไปให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้ทําการ สอบสวนการชันสูตรศพนั้นเป็นเรื่องของการปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายซึ่งผมก็คงไม่เอามาพูด ในรายละเอียดตรงนี้ให้เสียเวลา แต่ผมยืนยันว่าเป็นเรื่องของการดําเนินการตามตัวบท กฎหมาย เพราะว่ากฎหมายกําหนดเอาไว้ ต้องมีสํานวนชันสูตรที่สมบูรณ์แล้วก็ดีเอสไอก็จะ ได้เอาไปรวบรวมกับสํานวนที่อยู่ที่ดีเอสไอ ถ้าเห็นว่าจะต้องส่งอัยการ ส่งศาลก็ว่าไปตาม กระบวนความ นั่นคือข้อเท็จจริง แต่ที่บอกว่าส่งไปตอนที่ผมไม่ได้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ตอนที่ลาออกไปนั้น ไม่จริงครับ เพราะว่าเขาส่งไป ๒ หน ๒ รอบ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ๖ เรื่อง วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน อีก ๗ เรื่อง รวมเป็น ๑๓ เรื่อง นี่ก็กราบเรียนให้ ท่านประธานได้ทราบ
ทีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง มีข้อเท็จจริงอยู่ในสิ่งที่คุณจตุพรอภิปราย ก็คือว่าในบรรดาศพที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารนั้นมีบางศพที่มีกระสุนฝังใน แล้วก็เมื่อเอาออกมาแล้ว พิสูจน์แล้วปรากฏว่าเป็นกระสุนหัวสีเขียว คุณจตุพรก็สรุปเอาเลย ทีเดียวว่านี่อย่างไรล่ะกระสุนสีเขียวเป็นกระสุนที่ทหารใช้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานกระสุนสีเขียวหัวสีเขียวที่ว่านั้นเป็นกระสุนของทหารจริง ๆ ผมจะเรียนให้ท่านประธานได้พิจารณาต่อไปว่าได้มีกรณีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ที่ถนนราชดําเนิน แล้วก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมได้ยึดเอาอาวุธของทหาร อาวุธของเจ้าหน้าที่ ทั้งปืนเอ็ม ๑๖ ทั้งปืนทาโวร์ (Tavor) ปืนลูกซอง ปืนต่าง ๆ ที่ยึดได้ไปในวันนั้น แล้วก็ยึดเอา กระสุนที่มีหัวสีเขียวนี้ไปเป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่เราจะต้องพิสูจน์กัน ต่อไปว่ากรณีที่เกิดขึ้นนั้นเป็นกรณีที่ใครเป็นคนทํา บรรดากระสุนหัวสีเขียวที่ขโมยไปจาก เจ้าหน้าที่ ที่ยึดไปจากเจ้าหน้าที่นี่ครับ บางส่วนเจ้าหน้าที่ไปตามจับกุมได้ อย่างเช่นตอนที่ไป จับปืนทาโวแล้วก็ได้กระสุนปืนสีเขียวนี้กลับมาด้วย มีสํานวนอยู่ที่ตํารวจทุกอย่าง มาถึงตรงนี้ผมต้องขออนุญาตอธิบายให้ท่านประธานได้ทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่เป็นเหตุการณ์ความรุนแรงจนมีคนเจ็บ จนมีคนตาย มันไม่ใช่อยู่ ๆ เกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องที่ คนที่มาชุมนุมแล้วบันดาลโทสะหรือเจ้าหน้าที่บันดาลโทสะ แต่มันเป็นสถานการณ์ที่มีการบ่มเพาะ รุมเร้า สุมไฟให้มันระอุขึ้นมาตามลําดับ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคนไทยถ้าได้มีโอกาสนั่ง ครุ่นคิดรําลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในปี ๒๕๕๓ ย้อนไปถึงปี ๒๕๕๒ และไปถึง ปลายปี ๒๕๕๑ จะเข้าใจลําดับการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ได้ชัดเจน เหตุการณ์ปี ๒๕๕๓ สืบเนื่องมาจากปี ๒๕๕๒ และสืบเนื่องมาจากปี ๒๕๕๑ ท่านประธานครับ ผมได้กราบเรียน ต่อสภานี้ไปเมื่อวานซืนว่ากลุ่มคนได้มีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันทําชัดเจนเพื่อที่จะสร้าง สถานการณ์รุนแรงให้เกิดขึ้นในประเทศนี้ หวังให้มีคนเจ็บ หวังให้มีคนตาย หวังให้มีเหตุ จลาจล หวังที่จะให้มีคนมายุติเหตุการณ์แล้วจะได้เจรจาต่อรองกันทางการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของผู้สั่งการ ปรากฏว่าการดําเนินการในปี ๒๕๕๒ แม้จะรุกเร้า ยั่วยุ กระทําการรุนแรงด้วยประการใด ๆ ก็ตาม ตั้งแต่ปิดล้อมทําเนียบรัฐบาล เผารถเมล์ เผายาง ยึดสามแยก สี่แยกในกรุงเทพมหานคร เรื่อยไปจนกระทั่งไปล้มการประชุมสุดยอดผู้นํา อาเซียนที่เมืองพัทยาแล้วมาปิดกรุงเทพมหานคร อีกรอบหนึ่งในช่วงวันที่ ๑๒ วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๒ แต่รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาด้วยความอดทน อดกลั้น เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการ ด้วยความละมุนละม่อม คลี่คลายสถานการณ์จนสงบลงได้ในวันที่ ๑๔ เมษายน ไม่มีคนตาย เลย กลุ่มผู้ชุมนุม แกนนํา คุณจตุพรนี่แหละตัวดี พยายามที่จะปลุกระดมบิดเบือนข้อเท็จจริง ออกไปโฆษณาชวนเชื่อว่ามีคนตายแล้วหายไป รัฐบาลขนศพไปทิ้ง เอาเทปคําพูดของ ท่านนายกรัฐมนตรีมาตัดต่อสร้างภาพให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งฆ่าประชาชน แต่ไม่มีคนเชื่อคุณจตุพร เหตุการณ์ก็ไม่ขยายตัว ไม่บานปลาย ปฏิบัติการปี ๒๕๕๒ ไปแล้ว ๑ ปี ไม่สําเร็จ ไม่สามารถที่จะทําลายรัฐบาล ไม่สามารถจะทําลายประเทศไทยได้ตาม เป้าหมาย มาใหม่ปี ๒๕๕๓ เที่ยวนี้จึงเตรียมการมาอย่างพร้อมเพรียง ระดมมวลชนมา เดินขบวนซึ่งเป็นพี่น้องประชาชนที่บริสุทธิ์ มีใจดี ฟังคําพูดคําจาหว่านล้อมของกลุ่มคนพวกนี้ แล้วเชื่อถือเห็นใจ นึกว่ามาต่อสู้ด้วยความบริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ แต่ในขณะเดียวกันก็เอา กองกําลังติดอาวุธเข้ามาด้วย ปฏิบัติการคู่ขนานกันไป ส่วนหนึ่งชุมนุมด้วยสันติ ส่วนหนึ่ง ก็ก่อวินาศกรรมใช้อาวุธสงครามเข้ามาก่อเหตุ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๓ ทําให้ คนกรุงเทพมหานครและคนไทยทั้งประเทศเหมือนกับตกนรกเพราะฝีมือของคุณจตุพรและคณะ คณะจะเป็นใครนั้นผมก็จะเรียนให้ทราบในภายหลัง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงขออนุญาต ใช้เวลาตรงนี้ทบทวนให้พี่น้องประชาชน ให้ท่านประธานได้ฟังว่าที่เขาได้ดําเนินการกันมา มันมีการพัฒนาการไปอย่างไรถึงทําให้เกิดการเข่นฆ่ากันเป็นจํานวนมากมายถึงขนาดนั้น การชุมนุมของกลุ่มคุณจตุพรเริ่มตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ วันที่ ๑๔ มีนาคม ก็มาเปิดเวที กลางที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศถนนราชดําเนิน แล้วก็ยึดถนนราชดําเนินทั้งสายเป็นที่ชุมนุม ต้องการให้กรุงเทพมหานครเป็นอัมพาต ถนนราชดําเนินเป็นถนนสายสําคัญของ กรุงเทพมหานคร ใช้ไม่ได้ ฝีมือคุณจตุพรและคณะ หลังจากครับวันที่ ๑๕ มีนาคม บุกประท้วงไปที่หน้ากองบังคับการหรือศูนย์อํานวยการของ ศอ.รฉ. ศูนย์รักษาความสงบ ที่กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ ก่อนไปก็ประกาศขึงขังครับ จะบุกไปจับตัว นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ถึงในที่ตั้งของกรมทหารราบรักษาพระองค์ที่ ๑๑ คนไทยก็ตกอกตกใจ กันมาก เราก็พยายามแก้ไขสถานการณ์ แต่ว่าในขณะที่ไปถึงที่นั่นแล้ว ผู้นําในวันนั้นสามารถ พูดจากันรู้เรื่อง ยกกลับ อีกฝ่ายหนึ่งก็ก่อความรุนแรงขึ้นมาทันที เอาปืน เอ็ม ๗๙ ยิงใส่ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ที่ถนนวิภาวดีทันที คู่ขนานกันเลย พอวันที่ ๑๖ วันที่ ๑๗ กระทําการที่หยาบช้าน่าเกลียดเพิ่มขึ้น เอาเลือดไปเทที่หน้าทําเนียบ เอาเลือดไป เทที่พรรคประชาธิปัตย์ เอาเลือดไปเทที่บ้านท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใครเขา ทํากันเรื่องอย่างนี้ ท่านประธานดูคลิปนี้สิครับ นี่หรือที่อ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติ นี่ละครับเริ่มเร้าภาพ เริ่มสุมไฟเข้าไป ปลุกให้เกิดความรุนแรงขึ้นในภาพที่ประชาชนได้เห็น ไม่ถูกกระทําไม่รู้หรอก แต่ว่าคนอื่นที่เขารักพรรคประชาธิปัตย์ คนอื่นที่เขารักนายกรัฐมนตรี คนอื่นที่เขาเห็นว่าสถานที่ทํางานของรัฐบาล ทําเนียบรัฐบาลไม่ควรจะทําแบบนี้ เขามี ความรู้สึก ท่านประธานที่เคารพครับ จากนั้นอาละวาดรังควานคนกรุงเทพมหานคร ทั่วไป หมดเลยครับ ยกขบวนเต็มถนนอย่างนี้ทุกวัน เดี๋ยวออกไปที่กระทรวงนั้นเดี๋ยวออกไปที่ กระทรวงนี้ทั่วกรุงเทพมหานคร ประกาศว่าเป็นแผนขบวนการดาวฤกษ์ ดาวกระจาย ผมว่า อย่างนี้มันดาวมฤตยูมากกว่า ท่านประธานดูสิครับ ประชาชนคนไหนโชคร้ายหลุดเข้ามา ขวางขบวน กลุ่มนายจตุพรขึ้นไป นั่นครับ กระทืบลงไปบนรถเขาเลย คุกคามเขา ดูสิครับ ท่านประธาน ดูภาพที่เห็น
คุณจตุพรประท้วงแล้ว ท่านรองนายกรัฐมนตรี เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่แน่ใจว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีสมองความจําอย่างไร เมื่อคืนผมอภิปรายเรื่องการฆาตกรรม ๑๓ ศพ และนายสุเทพตอบไม่ได้ วันนี้ก็มาตอบอีกทางหนึ่ง สมองจําได้หรือเปล่าไม่ทราบ เพราะฉะนั้นผมถาม ๑๓ ศพ ๑๓ สํานวน ที่ดีเอสไอสรุปว่าเกิดจากความตายของเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ท้ายที่สุดก็มาลีลาแบบเดิม ๆ ไปนอนคืนหนึ่งคิดได้เท่านี้ ตอบตามคําถามสิครับ ขอบคุณท่านประธาน
ผมว่าท่านอภิปรายมา ทางฝ่ายรองนายกรัฐมนตรีก็ต้องตอบครับ ก็เปิดให้ตอบเราก็ฟังไปก่อนแล้วก็ค่อยแก้กันครับ เชิญครับท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานครับ ผมจะใช้ เวลาในสัดส่วนของรัฐบาลในการชี้แจงและอยู่ในกรอบ สมาชิกผู้ฟัง พี่น้องประชาชนผู้ฟัง ก็จะวินิจฉัยได้ว่าผมได้พูดตรงประเด็นหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ได้ดําเนินการด้วย วิธีการอย่างนี้ รุนแรงขึ้นอย่างนี้ตามลําดับ รังควานคนกรุงเทพมหานคร ดูสิครับภาพอย่างนี้ ที่เห็นแล้วท่านประธานทราบไหม ในรถคันนี้เด็กผู้หญิงเล็ก ๆ คนหนึ่งนั่งอยู่กับคุณพ่อแล้วไป เจอเท้าสกปรกอย่างนี้ครับ เขารู้สึกอย่างไรเขาติดไปอย่างไรนี่คือภาพที่เกิดขึ้นจริง คุณจตุพร ดูไว้ เก็บเอาไว้ในหัวใจบ้าง เวลาไปเดินถนนจะได้ไปเจอคนอย่างนี้ จะได้ยิ้มกับเขาอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่านี่และที่เขาเรียกว่า กระบวนการดาวฤกษ์ของเขาที่กระจายไปรังควานคนกรุงเทพและผมเรียกว่าดาวมฤตยู กรุงเทพมหานครวุ่นวายโกลาหลกันไปหมดครับ แล้วไม่ใช่เฉพาะเท่านี้ครับ กลางวันทํากับ คนกรุงเทพมหานครอย่างนี้ พอตกเย็นเอาอาร์พีจีมายิงครับ ตอนแรกเราเห็นว่ายิงไปที่ กระทรวงกลาโหม แต่ตอนจับผู้ต้องหาได้บอกว่าตั้งใจจะยิงวัดพระแก้ว ที่คุยว่าเป็นเด็กวัดนี่ ทําอย่างนี้หรือครับ ท่านประธานที่เคารพ แล้วกรณีนี้มีผู้ต้องหามีเรื่องของการดําเนินคดีอยู่ ซึ่งผมจะได้มารายงานต่อไปในโอกาสข้างหน้า นอกจากนั้นยังไปปาระเบิดใส่อาคารของ ป.ป.ช. แห่งใหม่ที่จังหวัดนนทบุรีรังควานหมดเลย ยึดถนนราชดําเนินไปสายหนึ่ง กรุงเทพมหานครจราจรแย่ไปแล้วไม่พอครับ ขยายกิจการไปยึดสี่แยกราชประสงค์ตั้งเวที ปราศรัยตรงกลางสี่แยกเลย แล้วไม่ใช่ชุมนุมเฉพาะสี่แยกครับ ยึดถนนทั้งด้านที่ไปประตูน้ํา ทั้งด้านที่ไปเพลินจิตไปปทุมวัน เมื่อวันที่ ๓ เมษายน กลายเป็นว่าจับคนกรุงเทพมหานคร เป็นตัวประกันไว้ ๒ จุดเต็ม ๆ นี่คือสิ่งที่เขาได้ดําเนินการมาในวันนั้น เราพยายามไปเจรจา บอกว่าเอาสักพื้นที่เถอะครับ เอาสักเวทีเถอะครับ ไม่ยอมครับ การจราจรติดขัดเป็นอัมพาต คนกรุงเทพมหานครไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ เดือดร้อนกันไปหมด คนค้าคนขายไม่ต้อง พูดถึง พี่น้องประชาชนที่อยู่ในละแวกใกล้กับบริเวณราชประสงค์นั้นจะเข้าจะออก ถูกด่านเถื่อนของกลุ่มนายจตุพรตรวจค้น สาหัสครับ นักท่องเที่ยวกระเจิดกระเจิงเสียหายไป จนวันนี้ ท่านประธานที่เคารพ พอถึงวันที่ ๕ เมษายน ตั้งหลักที่ราชประสงค์ได้ นายขวัญชัย ไพรพนา ก็พาพวกบุก กกต. ไปกดดันให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ วันที่ ๖ เมษายน ยิงระเบิด เอ็ม. ๗๙ ใส่พรรคประชาธิปัตย์ วันที่ ๗ เมษายน บุกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ นี่ครับ ภาพที่บุกสภาผู้แทนราษฎรผมเอามาแสดงให้เห็น สภาซึ่งเป็นที่ทํางาน ของผู้แทนราษฎรทั้งประเทศโดนคนพวกนี้ครับ เห็นไหมครับ เขย่าประตูเข้ามาแล้วครับ บุกเข้ามาจนถึงชั้นที่เป็นที่ประชุมของพวกเรา บุกเข้าไปในห้องอาหาร หวังจะไปจับกุม ผมครับ วันนั้นครับ ทุบตีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรี นี่ครับ เขาทําผิด อะไรครับ ทุบตีเสร็จ แย่งปืนเขาไปด้วยครับแย่งแก๊สน้ําตาจากเจ้าหน้าที่ตํารวจที่มา รักษาการ นี่ครับ ใครเข้าไปกีดไปกั้นห้ามไม่ฟังนั่นละครับ ขึ้นมาชั้น ๒ แล้วครับ นี่เป็น เหตุการณ์ที่อัปยศที่สุดที่เกิดขึ้นโดยการกระทําของกลุ่มนายจตุพร นําโดยนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ท่านประธานครับ พวกผมอดทนอดกลั้น วันนั้นผมต้องปีนบันได ปีนกําแพง สภาออก เดินทางกลับบ้านด้วยเฮลิคอปเตอร์ที่มารับข้างหลัง เพราะว่าล้อมไว้หมดเลย จะล่า ตัวผมให้ได้ ไม่หนําใจครับ วันที่ ๘-๙ เมษายน ยกพวกไปบุกไทยคมที่ลาดหลุมแก้ว เพราะ อะไร ท่านประธานครับ เพราะว่ากลุ่มของนายจตุพรนั้นนอกจากมีชุมนุม มีการก่อเหตุร้าย คู่ขนานกันไปแล้ว ยังทําการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ตั้งสถานีโทรทัศน์เถื่อน วิทยุเถื่อน แล้วก็ ส่งผ่านดาวเทียมไปปลุกระดมให้คนต่างจังหวัดเขาเดือดร้อน ให้เขามาร่วมการชุมนุม แล้วเห็นไหมครับ เจ้าหน้าที่ถูกทุบ ถูกตียับเยินครับ เป็นภาพที่เห็นชัดเจนเลยว่า กลุ่มคนเหล่านี้ได้กระทํากับเจ้าหน้าที่แล้วยึดเอาอาวุธบรรดานี้ครับไป เจ้าหน้าที่มีอาวุธกับ มือพร้อมไม่ได้โต้ตอบ ไม่ได้ทําร้ายประชาชนเลย ภาพที่ประชาชนคนไทยเห็นเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งเป็นลูกหลานประชาชนถูกกลุ่มอันธพาลนายจตุพรไล่ทุบไล่ตียับเยินนี่ประชาชนน้ําตาตก จําได้ ท่านประธานครับ ที่เลวร้ายที่สุดก็คือเรื่องวันที่ ๑๐ เมษายน ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ ผมเรียนไปถึงพี่น้องประชาชนที่บังเอิญรับฟังอยู่ เมื่อคืนนายจตุพรได้ยกเอาเรื่องของศพต่าง ๆ ที่เสียชีวิตบนถนนราชดําเนินเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน มาอภิปรายในสภานี้แล้วโยนว่า เป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ทหาร ผมจะกราบเรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่าถนนราชดําเนิน เป็นถนนสําคัญ ระหว่างกรุงเทพมหานครกับธนบุรีมีสะพานสําคัญ ๒ สะพานที่ประชาชน ใช้สัญจรไปมาในการใช้ชีวิตปกติคือสะพานปิ่นเกล้าและสะพานพระราม ๘ แต่พอกลุ่มของ นายจตุพรมายึดถนนราชดําเนิน สะพาน ๒ สะพานนี้ก็ใช้ไม่ได้ การจราจรผ่าน ๒ แห่งนี้ ก็เป็นไปไม่ได้ สร้างความลําบากยากเย็นให้กับคนธนบุรีแสนสาหัส รัฐบาลเห็นว่าเมื่อกลุ่ม ของนายจตุพรนี้ไปชุมนุมอยู่ที่ราชประสงค์แล้ว ขอคืนถนนราชดําเนินให้ประชาชนเขาได้ใช้ บ้างได้ไหม เจรจาอย่างไรก็ไม่ยอมครับ ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องปฏิบัติการไปขอพื้นที่คืน หวังที่จะให้เสื้อแดง กลุ่มแดงมันสั้นเข้าไป คนไปชุมนุมอยู่ที่ราชประสงค์จํานวนมากแล้ว เหลือที่นี่จํานวนน้อย ไม่ต้องยึดถนนราชดําเนินทั้งสาย เข้าไปปฏิบัติการในตอนกลางวันเวลา ประมาณบ่ายโมง แล้วเจ้าหน้าที่ก็ปฏิบัติตามกฎสากล ใช้โล่ ใช้กระบอง ใช้แก๊สน้ําตา ใช้รถฉีดน้ํา ใช้เครื่องขยายเสียง เป็นการปฏิบัติตามกฎใช้กําลังขั้นตอนที่เป็นสากลทุกอย่าง ทุกประการ มาตรการสุดท้ายถ้าถึงตัวก็คือใช้กระสุนยางมีเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับหน่วยที่ จะต้องมีอาวุธจริงอยู่เพื่อไว้แก้สถานการณ์ในกรณีที่ภัยถึงตัวเท่านั้นแล้วไม่ได้ใช้ การดําเนินการขอพื้นที่คืนของเจ้าหน้าที่ที่ถนนราชดําเนินในวันที่ ๑๐ เดือนเมษายน ในช่วงแรก ดําเนินไปด้วยดีครับ ผลักกันไปผลักกันมา ดันกันไปดันกันมาอย่างนี้ครับ แต่ว่ากลุ่มของ คุณจตุพรก็มาปะทะกับเจ้าหน้าที่ ใช้ไม้หน้าสาม ใช้บันไดไปฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่ มีโล่ดัน มีไม้กระบองยาวแค่นี้ แต่กลุ่มคุณจตุพรไปฝึกมาครับ มีบันไดยาว ๒-๓ เมตร จับกัน ข้างละ ๓ คน ๕ คน วิ่งชนเจ้าหน้าที่ล้มระเนระนาด สู้ไม่ได้ เจ้าหน้าที่พยายามที่จะผลักดัน ตั้งแต่บริเวณหน้ากองทัพภาคที่ ๑ หวังว่าจะไปให้ถึงตรงหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในที่สุดก็ถูกกําลังของฝ่ายผู้ชุมนุมที่มีมากกว่าดันกลับมาอยู่ที่เดิม ถึงตอนเย็นก็เลิกไปครับ วันนั้นคนที่อยู่ทางบ้านที่ติดตามข่าวก็จะเห็นการดันกันไปดันกันมาที่บริเวณสะพาน มัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดําเนินทางด้านนี้ ไม่มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น ตอนเย็นเราก็สั่งถอย อีกด้านหนึ่งครับ เจ้าหน้าที่ข้ามมาจากสะพานพระปิ่นเกล้า เป็นกองกําลังที่มาจาก ต่างจังหวัด ต้องเอารถเอารา แล้วก็มีอาวุธมาด้วย ใส่มาในรถเพราะเป็นอาวุธประจําหน่วย ไปไหนก็ต้องพาไปด้วย แต่ไม่ได้เอาอาวุธนั้นมาแจกจ่ายให้ทหารเลย ทหารยังคงถือโล่ ถือกระบองเหมือนกับที่ไปปฏิบัติการทางด้านสะพาน มัฆวานรังสรรค์ กลุ่มผู้ชุมนุมก็เข้าไป กลุ้มรุม ปล่อยลมรถ ล้อมรถ ยึดรถ แล้วแย่งเอาอาวุธ ในรถกันไปทั้งหมด เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทํา การต่อสู้ ไม่ได้ทําร้ายประชาชนเลยตรงนั้น ยอม แล้วพอตอนเย็นก็ถอย แต่ว่าในส่วนที่ โชคร้ายคือกําลังเจ้าหน้าที่ที่ไปปฏิบัติการที่บริเวณถนนดินสอ สี่แยกคอกวัว บริเวณ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา เข้าไปปฏิบัติการแล้วถูกกลุ่มนายจตุพรปลุกระดมคนมาล้อมหน้า ล้อมหลัง ถอยไม่ได้ พอถึงเวลาตอนเย็นถอนกําลังไม่ได้กลายเป็นเป้าสังหารของกลุ่ม นายจตุพรไป วันนั้นเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้เห็นบุรุษชุดดําครับ กองกําลังชุดดําที่พวกของ นายจตุพรได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี ถามกันนักกันหนาว่าไหนละชุดดํา วันนี้ผมจะมาแสดง ให้คุณจตุพรดูชัดเจนว่าทั้งหมดนี้เราเห็น เราเก็บภาพไว้ได้แล้วเราเห็น เห็นด้วยครับ ว่ามาเมื่อไร ทําอย่างไร ท่านประธานครับผมขอพักเรื่องวันที่ ๑๐ เดือนเมษายนตรงนี้เพื่อชี้ ที่มาที่ไปของกองกําลังชุดดําให้สภาแห่งนี้ได้ตระหนักและได้เข้าใจ แล้วโปรดพิจารณาว่า ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องจริงอย่างที่ผมกราบเรียนหรือไม่ อย่างไร ท่านประธานครับ นี่ครับคือที่มา ของกองกําลังชุดดํา กองกําลังชุดดํานี่มีด้วยกัน ๔ หน่วยครับ หน่วยแรกเรียกว่ากลุ่มนักรบโรนิน กําเนิดโดย พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล เริ่มฝึกครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๑ ประมาณ ๘๐ ถึง ๑๐๐ คน ใช้สถานที่ฝึกก็ที่สนามหลวงนี่เองครับ ฝึกการต่อสู้ ตอนแรกก็ใช้ไม้พลอง แทนปืนครับ แล้วกลุ่มคนเหล่านี้ได้มีคนถ่ายรูปเอาไว้ได้ แล้วในที่สุดครับ ออกมาปฏิบัติการ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ด้วย คนที่มาปฏิบัติการเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน แล้วร่วมก่อเหตุรุนแรง ฆ่าเจ้าหน้าที่เราออกหมายจับ จับกุมตัวได้แล้ว ที่บอกว่าอยู่ที่ไหน อยู่นี่ละครับ ชื่อนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือนายหรั่ง นายสุขเสก พลตื้อ นายยงยุทธ ท้วมมี หรือบัง นายสมบัติ มากทอง นายศักดา แก้วผูกนาค ทั้งหมดนี้ ๕ คนนี้ถูกจับกุมได้ ดําเนินคดี ท่านประธานครับ รูปที่ ลงมาอยู่ข้างล่าง ตอนนั้นโชว์ฟอร์มครับ ถ่ายรูปหมู่นี่ครับไปถ่ายที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่งชุดดํามีผ้าพันคอดําขลิบแดง แต่งตัวอย่างนี้ครับ แล้วที่วง ๆ ไว้นี่คือคนที่มาก่อเหตุ ในวันที่ ๑๐ แล้วรอตามจับกุมตัวได้ นายชยุต ไหลเจริญ นายมงคล สารพัน นายเจมส์ สิงห์สิทธิ์ นายจรัญ ลอยพูล นายอํานาจ อินทโชติ นายมานพ ชาญช่างทอง นายอรรณพ แซ่ตัน ว่าที่ร้อยตรี สุรภัศ จันทิมา ที่มาปฏิเสธตลอดว่าคนชุดดําไม่มีจริง มีครับ มีรูปที่ถ่าย ไว้ได้ตอนฝึก มีรูปที่ถ่ายไว้ได้ตอนมาโชว์ฟอร์มแสดงตัวที่อนุสาวรีย์ แล้วก็มีรูปที่ออกมา ปฏิบัติการเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ท่านประธานครับ รูปเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ ได้มีการเตรียมการใช้กองกําลังชุดดํากันมาอย่างจริงจัง ท่านเห็นไหมครับ นี่ครับ ที่ถ่ายรูปอยู่ นี่ครับ ที่ผมพูด นายมงคล สารพัน นายยงยุทธ ท้วมมี นายศักดา แก้วผูกนาค นายจักรชลัช ทั้งหมดอยู่ในรูปนี้เลยครับ ชัดเจนเลยครับ ถ่ายแสดงออกมาเลย โฆษณาจากสื่อถ้าสื่อจํา ไม่ได้ แล้วคนพวกนี้เพิ่งไปก่อเหตุวันที่ ๑๐ เป็นส่วนหนึ่งที่ไปก่อเหตุวันที่ ๑๐ เมษายน เข่นฆ่าทหาร เข่นฆ่าประชาชน ใช้อาวุธอะไร อาวุธอย่างนี้ครับ นี่ครับ ที่ถืออยู่นี่ นี่คือปืนอาก้า ใครที่เคยเห็นปืนจะรู้เลยว่าแมกกาซีนโค้ก ๆ อย่างนี้นี่ละครับคือปืนอาก้า ใช้ทั้งปืนอาก้า ใช้ทั้งปืนเอ็ม ๑๖ ใช้ทั้งระเบิดครับ ท่านประธานที่เคารพ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ในวันที่ ๑๐ เมษายน เวลานําเข้ามาก็มีรถเอามาส่งครับ รถคันนี้ที่ผมชี้ให้เห็นคือรถตู้ครับ รถตู้คันนี้คนขับคือ นายธนเดช เอกอภิวัฒน์ หรือ ไก่ เป็นคนหนึ่งที่กองกําลังนํากําลังชุดดํา เข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่ราชดําเนิน ที่สี่แยกคอกวัว ที่ถนนดินสอ ที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ในการเข่นฆ่าประชาชน นี่เป็นชุดแรกที่ผมแสดงใหเห็นก่อน แล้วท่านประธานครับ พอเสร็จ คืนนั้นอาละวาดเสร็จเรียบร้อย ยึดเอาอาวุธยุทโธปกรณ์ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด นี่ครับ เอาไป แสดงบนเวที แล้วพอรุ่งขึ้นคนชุดดํานี้เอาอาวุธเหล่านี้ไปหมดเลยครับ อาวุธที่เอามาใช้ก่อเหตุ ในภายหลังจากวันที่ ๑๐ เมษายน ส่วนหนึ่งเป็นอาวุธที่ยึดเอาไปจากเจ้าหน้าที่อย่าง ที่ผมกราบเรียนนี้ ท่านประธานครับ ภาพเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานให้เห็นว่า กลุ่มกองกําลังชุดดําที่นายจตุพรและคณะปฏิเสธว่าไม่เคยมีนั้น มีจริง ชุดแรกเรียกว่า กลุ่มนักรบโรนิน กลุ่มที่ ๒ ครับท่านประธาน ชื่อว่ากลุ่มเสือดํา นี่เป็นกองกําลังที่เกิดมา จากความคิด ต้นกําเนิดมาจาก พลโท ทวนทอง อินทรทัต และนายอารีย์ ไกรนรา มอบหมายให้ ร้อยเอก สําราญ วาสนาบุญดี นายมนตรี โสเทรพัฒน์ นายสมบูรณ์ ขุนทองชัย หรือกํานันต้อยเป็นผู้ฝึก กองกําลังชุดนี้พัฒนามาจากการ์ดอาสาของคนเสื้อแดง ถ่ายรูป ไว้ครับ มีการฝึกอบรมวิธีใช้อาวุธ ฝึกครั้งแรกฝึกที่จังหวัดที่อุตรดิตถ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ก่อนที่จะนํามาใช้งานในเดือนเมษายน ๒๕๕๓ นี่ครับ มีนายอารีย์ ไกรนรา กําลัง สอนอยู่ วันมอบประกาศนียบัตร พลโท ทวนทอง อินทรทัต ไปมอบครับ ถ่ายรูปไว้เสร็จ แล้วก็ฝึกที่เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เช่นเดียวกัน วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๓ นายอารีย์ ไกรนรา ได้เปิดลงทะเบียนกลุ่มการ์ดเพื่อกําหนดยุทธวิธี การวางกําลัง การป้องกัน แล้วก็การปฏิบัติการในเขตกรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ยังมีกองกําลังชุดดําอีกชุดหนึ่งชื่อว่ากลุ่มสมิงดํา อันนี้เป็นการรวมเอากลุ่มฮาร์ดคอร์บริเวณ ศาลาแดงมาผสมเข้าด้วยกัน พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล เป็นผู้ฝึกยุทธวิธี แล้วแต่งตั้งให้ นายสมพงษ์ บังชม เป็นแกนนํากลุ่ม นายสมพล บังชม เราจับได้แล้วครับ เป็นผู้ต้องหาแล้ว กําลังดําเนินคดีอยู่ มีความสามารถทางการประกอบระเบิด นี่ครับตอนที่เราจับกําลัง ประกอบระเบิดอยู่แล้วมาทําให้ดู เป็นผู้ที่ไปวางระเบิดปฏิบัติการที่ดินแดง ที่พระราม ๔ ที่บ่อนไก่ ที่สวนลุม มีนายกอบชัย บุญปลอด เป็นลูกน้อง มีกลุ่มเสื้อดําชุดเดียวครับ ท่านประธาน ที่พวกผมยังหารูปไม่ได้คือกลุ่มที่เรียกว่ากูคือผู้ชนะ ติดอาร์มเขียนว่ากูคือผู้ชนะ กลุ่มนี้กํากับโดยยงยุทธครับ ผมยังติดตามรายละเอียดไม่ได้ว่าชื่ออะไรบ้าง หน้าตา เป็นอย่างไรบ้าง อันนี้ลึกลับมาก แต่ว่าผมเรียนกับท่านประธานว่ากองกําลังชุดดํามีจริง ทั้งหมดที่ผมพูดนี้เพื่อจะยืนยันให้ท่านประธานได้ทราบว่า
ให้จบเป็นตอน ๆ ไปเลย
ท่านประธานครับ ผมเรียน อย่างนี้ ซักซ้อมนะครับท่านประธาน เมื่อคืนผมนั่งฟังคุณจตุพร ๓ ชั่วโมง ๓๒ นาที แล้วไม่มี ปฏิกิริยาใดเลย เพราะฉะนั้นคุณจตุพรต้องนั่งให้เรียบร้อยแล้วฟังผมพูด
คนเรานี่ท่านประธานอย่าสมองทึบ อย่างเมื่อคืนท่านต้องลุกขึ้นประท้วงผม ที่บอกว่าชื่อยงยุทธ นามสกุลอะไร ผมก็จะได้จด ได้ชี้แจงทีเดียว ท่านจะได้ชี้แจง เท่านั้นละท่านประธาน
คุณรู้อยู่แล้วว่าเขานามสกุลอะไร
เท่านั้นแหละ ผมจะได้ชี้แจงว่า ยงยุทธนามสกุลอะไร
ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ว่า การฝึกคนชุดดํา กองกําลังชุดดําทั้ง ๓ ชุดนี่ ฝึกมาเพื่อกระทําการรุนแรง แล้วเห็นเจตนาชัดเจนครับ ในบรรดากองกําลังชุดดําที่ฝึกนี่ ผมอยากจะให้ช่วยซูมภาพนี้เสียหน่อยครับ แล้วได้เห็นเจตนาเลยครับ ในแผ่นขาว ๆ ที่มี วงกลมแดง ๆ ให้ไปอยู่ตรงกลาง ๆ ภาพหน่อยนะครับเจ้าหน้าที่ครับ อันนี้ฝึกให้ยิงปืนครับ ฝึกเล็งปืน เขาเรียกว่าศูนย์นั่งแท่น กะให้ยิงหัวคนอย่างเดียวครับ นี่ฝึกกันมาเลย ฝึกเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๑ ที่ท้องสนามหลวง นั่งมีรูปแปะเป้าเลย นี่คือสิ่งที่เรายึดมาได้ จากผู้ต้องหาที่เราจับกุมตัวได้ เพราะฉะนั้นท่านประธานไม่ต้องตกใจครับว่าเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายนทําไมถึงยิงหัวคนได้มากขนาดนั้น ผมให้ท่านประธานลองนั่งนึกดูสิครับว่า คนพวกนี้การ์ดสีดํา กองกําลังสีดํานี้ฝึกที่จะยิงหัวคนมาจะยิงใคร ถ้าจะยิงทหาร ทหารใส่ หมวกเหล็กครับ คนที่เขายิงได้มากที่สุดในวันที่ ๑๐ เมษายน คือประชาชนที่ไม่ได้ใส่ หมวกเหล็ก ท่านประธานที่เคารพ ผมขอให้ท่านสมาชิกได้นึกและไตร่ตรองในข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ผมกราบเรียนกับท่านประธานที่เคารพครับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายนนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เลวร้าย เป็นฝันร้ายที่สุดของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ เหตุการณ์ที่คนอารมณ์เสียเพราะมาดันกันไปดันกันมาทั้งวัน แล้วเกิดบันดาลโทสะทุบตีกัน หรือทําร้ายกัน แต่เป็นเหตุการณ์ที่มีการวางแผนล่วงหน้าไว้ก่อนเป็นขั้นเป็นตอน มีความ ตั้งใจอยู่ก่อนแล้วว่าต้องให้เกิดการตายกันให้ได้ ต้องให้เกิดการนองเลือดกันให้ได้ ต้องให้เกิด การจลาจลขึ้นให้ได้ในประเทศไทย จึงได้มีการฝึกกองกําลังชุดดําที่ผมเอามาแสดง แล้วเอามา ปฏิบัติการเข่นฆ่าประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหารในวันที่ ๑๐ เมษายน ผมเรียนมาถึงตรงนี้ เพื่อที่จะเรียนย้ํากับท่านประธานว่าที่นายจตุพรมากล่าวหาว่าท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผมเป็นผู้สั่งฆ่า ทหารเป็นฆาตกรนั้นไม่ใช่ ฆาตกรตัวจริงคือท่าน ผมขอใช้คําเดียวกับท่าน ว่าท่านฆ่าคนโดยเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน ท่านบอกว่าท่านเป็นเด็กวัด ท่านเชื่อกฎแห่งกรรม ก็ดูกันว่าใครมันจะใช้กรรม ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่ได้ไปกระทําการอย่างที่เขากล่าวหา ผมก็ไม่ต้องกลัว แต่ว่าสิ่งที่มีประจักษ์พยานหลักฐานอย่างที่นี่ ก็ให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ ว่ากองกําลังชุดดําของนายจตุพรและพวกได้มีการเตรียมการเอาไว้ก่อนล่วงหน้าตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ เอามาใช้หนเดียว ยิงคนที่นางเลิ้งตายไป ๒ คน เจ็บไป ๕ คน แต่วันนั้น ไม่มีใครถ่ายรูปได้ ไม่มีใครคิดว่าคนพวกนี้จะอํามหิตโหดร้ายผิดมนุษย์ขนาดนั้น แล้วเมื่อ ไม่เกิดเหตุ จลาจล ไม่เกิดเหตุวุ่นวาย ไม่ขยายตัวรุนแรงอย่างที่ตั้งเป้า ปี ๒๕๕๓ จึงเอามา เต็มรูปแบบ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะจะกราบเรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่า ที่ผมนํามาเสนอ แล้วข้อเท็จจริงที่เอามาแสดงเพื่อประกอบให้เห็นว่ากลุ่มคุณจตุพรนี่ละครับ คือฆาตกรตัวจริง ที่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน ฆ่าคนโดยเจตนา ฆ่าทั้งประชาชน ฆ่าทั้งเจ้าหน้าที่ แล้วก็ฆ่าสื่อมวลชน คุณจะพูดอย่างไรก็ตาม ผมว่าพวกคุณฆ่าผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น ผมก็ต้องว่า อย่างนี้ เพราะเมื่อคืนคุณบอกว่าผมเป็นคนทํา แต่ผมพูดอย่างนี้เพื่อให้คนฟังได้ไปชั่งใจ ให้ไป ดูข้อเท็จจริง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนั้นที่ผมได้บอกว่ามีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ตามลําดับ ผมทบทวนความให้ท่านประธานฟัง ในขณะที่ยังเอาโล่ดันไปเอาโล่ดันกันมา เอาน้ําฉีด เอาแก๊สน้ําตาขว้างไปขว้างมา เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา มีการโพสต์ (Post) ข้อความ เข้าไปในเว็บไซต์ (Website) ของพลตรี ขัตติยะ ข้อความว่า ต้องขอบใจที่ทหารเลิกยิง ประชาชนด้วยเอ็ม ๑๖ เกมอาจจะเปลี่ยนด้วยประวัติศาสต์ของนักรบพระเจ้าตาก ที่ทนไม่ไหว ต้องเอากระบี่เสียบเอว พวกมึงอยู่ไหนกันหมดไปช่วยประชาชนด้วยโว้ย บอกว่ากูสั่ง เวลา ๑๖.๑๓ นาฬิกา ยังไม่มีการยิงกันเลยแม้แต่นัดเดียว เป็นสัญญาณ เป็นการสั่งการให้กองกําลังที่เตรียมการอยู่ออกปฏิบัติ พอค่ําคืนนั้นก็เกิดเรื่องอย่างที่ ผมกราบเรียนแล้ว เริ่มต้นยิงเฮลิคอปเตอร์ที่ไปโปรยใบปลิว ที่ไปหย่อนแก๊สน้ําตาเพื่อ เปิดทางให้กําลังเจ้าหน้าที่ที่ถูกล้อมอยู่ได้ถอนตัวไปได้ หลักฐานที่ปรากฏกับรอยกระสุนที่อยู่ ในเฮลิคอปเตอร์คือปืนอาก้า เป็นกระสุนอาก้านัดแรกที่ลั่นขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน แล้วก็ เป็นปืนอาก้าที่ไม่มีทหารหน่วยไหนที่เขาไปปฏิบัติการวันนั้นได้ใช้ นอกจากอาก้าที่คนชุดดําถือ ที่ผมแสดงภาพให้ท่านประธานเห็นเมื่อสักครู่ ทั้งหมดนี้เป็นการเริ่มต้นการปฏิบัติการ ตามแผนที่ให้เกิดการนองเลือดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ภาพทั้งหมดที่ผมเอามาแสดงให้ ท่านประธานดูนั้นเป็นภาพที่เราได้มาจากสื่อมวลชนทั้งต่างประเทศและในประเทศอัลจาซีรา ซีเอ็นเอ็น (CNN) เอเชียไทมส์ (Asia Times) ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) และภาพคลิปที่มีผู้สื่อข่าวอิสระเขาทําไว้ได้ จากหลักฐานทั้งหลายเหล่านี้ครับท่านประธาน แสดงให้เห็นชัดเจนครับว่าได้มีการเตรียมการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า และเป็นที่รับรู้กัน ท่านประธานลองฟังคลิปนี้ดูครับ แม้แต่ผู้ชุมนุมบางคนก็รู้อยู่แล้วว่าจะมีกองกําลังชุดดํา ออกมาโจมตีทหาร ผู้ชุมนุมได้รับคําสั่งไว้แล้วว่าให้ทําเป็นไม่รู้ไม่เห็น ใครถามบอกไม่ได้ยิน ท่านประธานดูคลิปนี้นะครับ นี่คือระเบิดที่ขว้างใส่ทหาร นี่ครับ นี่ครับ ผู้สื่อข่าวเห็นไหม ฝ่ายทหารวิ่งกระเจิดกระเจิงไม่รู้โดนลูกหลงไปเท่าไร แล้วเห็นไหมครับ นี่ถือปืนอาก้า นี่แฝงตัวอยู่ในผู้ชุมนุมครับ ชุดดําทั้งนั้น นี่คือของจริง โกหกอย่างไรก็ไม่ได้ ภาพมันออกมา ไม่มีหนังไหนสร้างฉากได้อย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพ แล้วท่านประธานคอยฟังเสียงจริง ที่ผู้ชุมนุมเขาพูด ขอเสียงด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ นี่คือคลิป นี่คือภาพที่เกิดจากเหตุการณ์จริงที่สํานักข่าวต่างประเทศอัลจาซีรา ซีเอ็นเอ็น เอเชียนไทม์ ไฟแนนเชียลไทส์เขาถ่ายเอาไว้ เป็นภาพที่สลดใจสําหรับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เป็นภาพของความกระหยิ่มยิ้มย่องของนายจตุพรและพวกที่ก่อการได้สําเร็จตามเป้าหมาย แต่ว่าสังเวยชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ไป ๒๐ คน นายทหาร ๕ นาย ท่านประธานที่เคารพ ท่านจตุพรทวงความยุติธรรมให้กับคนเสียชีวิตหลายคน แต่ผมจะบอกท่านประธานว่ารถตู้ คันนี้ที่ขนเอาคนชุดดําเข้ามาปฏิบัติการ หนึ่งในทีมงานที่มาได้สังหาร พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม คนที่นายจตุพรพูดถึงเมื่อคืนนี้ ผมจะเรียนกับท่านประธานว่า พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม หรือวันนั้นชื่อ พันเอก ร่มเกล้า ถูกชิ้นส่วนระเบิดเข้าที่ท้ายทอย แล้วก็ทําลาย เนื้อสมอง แต่ว่าที่น่าเศร้ากว่านั้นท่านประธานครับ เมื่อได้รับบาดเจ็บแล้วทหารเหล่านี้ ไม่สามารถถอนตัวได้ ถูกล้อมปิดอยู่ครับ กว่าจะถึงโรงพยาบาลได้ ๔ ชั่วโมง แล้วก็ไปอยู่ โรงพยาบาลได้คืนกว่า ๆ ถึงเสียชีวิต ผมยังมีข้อติดใจอยู่ตลอดเวลาว่าำคุณร่มเกล้าได้รับการ ขนส่งไปถึงโรงพยาบาลทันเวลาเขาอาจจะไม่เสียชีวิต ผมอยากให้ท่านประธานได้ดูครับ นี่ครับ ทหารที่บาดเจ็บ เราจะพากลับไปรักษาครับ ขนไปนะครับ ถูกกลุ่มของคุณจตุพร ที่ปลุกปั่นกันมาอย่างดี ล้อมทําร้าย ในสนามรบเขายังไม่ทํากันเลยครับ เป็นศัตรูระหว่าง ประเทศในยามสงคราม ไม่ว่าสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ เขายังไม่ทํากับคนเจ็บอย่างนี้ ให้โอกาสไปโรงพยาบาล คุณจตุพรดูนาน ๆ สิครับ ดูเข้าไปในกมลสันดานด้วยว่า มันเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไรกับภาพที่เกิดเห็น ที่เป็นฝีมือพวกคุณที่สร้างขึ้น ท่านประธาน ดูสิครับ ผมเชื่อว่าคนไทยทั้งหลายเห็นแล้วน้ําตาไหล แล้วไม่มีวันที่จะลืมภาพอย่างนี้ได้ ไม่นึกว่าคนไทยด้วยกันจะอํามหิตกันขนาดนี้ ผมไม่ได้โทษพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดง ที่มาชุมนุมแต่ผมโทษบรรดาแกนนําทั้งหลายต้องรับผิดชอบ ดูสิครับท่านประธาน ไม่ได้ไปโรงพยาบาลครับ ไม่ได้ไปโรงพยาบาล ทหารของชาติบาดเจ็บแล้วอยู่อย่างนี้ ถูกตีหมอบลงกับพื้นเลย เดี๋ยวท่านประธานจะได้เห็นภาพ เป็นภาพที่สํานักข่าวต่างประเทศ เขาถ่ายเอาไว้ อนาถใจครับท่านประธาน สลดใจครับ เห็นไหมครับ เจ็บเพราะถูกทําร้าย โดยคนเสื้อดําของคุณจตุพร แล้วจะได้เข้าโรงพยาบาลก็มาเจออย่างนี้ ถ้าพันเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม ได้เดินทางไปถึงโรงพยาบาลได้ทันเวลา ผมเชื่อว่าแพทย์โรงพยาบาลพระมุงกฎเกล้า มีโอกาสที่เยียวยารักษาได้ ท่านประธานครับ ผมเห็นใจคนเสียชีวิตทุกคนครับ ครอบครัว ทุกชีวิต แต่ว่าผมก็ต้องทวงความเป็นธรรมจากคุณจตุพรให้กับทหาร ซึ่งเป็นลูกหลานของ คนไทย อย่างเช่น พันเอก ร่มเกล้า และทหารอีก ๔ คนที่เสียชีวิตในวันนั้น คือพลทหาร ภูริวัฒน์ ประพันธ์ ถูกสะเก็ดระเบิด พลทหาร สิงหา อ่อนส่ง ถูกระเบิดที่อกด้านซ้าย สิบโท อนุพงษ์ เมืองอําพันธ์ ถูกระเบิดเหมือนกัน สิบเอก อนุพล หอมมาดี ถูกระเบิด เช่นเดียวกัน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานให้ได้รู้ ได้ทราบว่า พลเอก ร่มเกล้า ตอนนั้น เป็นพันเอกนะครับ เป็นนายทหารที่มีคุณภาพของกองทัพบก จบนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ ๓๖ แล้วก็เรียนปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ตําแหน่ง สุดท้ายเป็นรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ เป็นราชองครักษ์เวร ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผมอยากจะให้พวกเราได้นึกถึงทหารเหล่านี้ ผมอยากจะ เรียนกับท่านประธานว่านอกจากเจ้าหน้าที่ทหาร ๕ คน ที่เสียชีวิตแล้ว มีคนไทยที่บริสุทธิ์ อีก ๒๐ คน ต้องเสียชีวิตในเหตุรุนแรงที่กลุ่มของคุณจตุพรและพวกก่อขึ้นในวันนั้น และ นั่นคือรอยร้าวฉานที่คนพวกนี้ได้สร้างขึ้นในประเทศไทย เป็นประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายที่ต้อง จารึก แต่ว่าคนเหล่านี้เขามีแผน เขาตั้งใจ เขาไม่กลัวกฎหมายครับ เขาเอาประชาชนเป็นโล่ เป็นเกราะกําบัง วันนั้นท่านประธานครับ วันที่ ๑๐ เมษายน เจ้าหน้าที่ทหารแม้จะมีอาวุธอยู่ กับมือ แต่ว่าไม่กล้าที่จะไปยิงคนเสื้อดํา สู้กับคนเสื้อดําเพราะกลัวถูกประชาชนตาย ตอนที่ยิง ปืนนั้นยิงตอนที่ถอยเพราะถูกรุมตรงนี้ ตอนที่พาคนเจ็บไปโรงพยาบาล ถ้ามีภาพแล้วจะเห็นว่า ยิงแล้วถอย ๆ คนที่เป็นผู้เข้าใจในเรื่องนี้จะเข้าใจได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ปฏิบัติการ ของกลุ่มนายจตุพรและพวก เขาไม่กลัวกฎหมาย เพราะเวลามีอะไรก็ระดมประชาชนมาเป็น เกราะ เหมือนกรณีวันที่ ๑๖ เมษายน นายอริสมันต์ นายสุพร นายพายัพ นายยศวริศ นายวันชนะ ไปพักอยู่ที่โรงแรมเอสซี พาร์ค คนพวกนี้เป็นผู้ต้องหา เป็นผู้ที่ศาลออกหมาย มีหมาย ศอฉ. ไปดําเนินการ เราเอากําลังไปจับกุม ระดมเอาคนเสื้อแดงมารุมล้อม ปลุกระดมคนมา แล้วก็ช่วยให้ไปได้ เจ้าหน้าที่จับไม่ได้สักคนวันนั้น รองผู้บัญชาการตํารวจ นครบาลกลับถูกจับเป็นตัวประกันเสียเอง พามาที่ราชประสงค์ ฮึกเหิมครับ เมื่อฮึกเหิม อย่างนี้ ยึดถนนราชดําเนินได้แล้ว ยึดราชประสงค์ได้แล้วก็ประกาศว่าจะไปยึดสีลม ซึ่งเป็น ย่านการค้าที่สําคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ต้องการให้กรุงเทพมหานครเป็น อัมพาตโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องค้าไม่ต้องขาย ไม่ต้องใช้ชีวิตปกติกัน คนกรุงเทพมหานครอกสั่น ขวัญแขวนหมดครับ เราต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรึงกําลังดูแลอารักขาพี่น้องประชาชนที่สีลม มีประชาชนออกมาสนับสนุนเจ้าหน้าที่ เอาน้ําเอาท่าเอาขนมนมเนยมาให้ คนพวกนี้ โกธรครับ ยิงเอ็ม ๗๙ ใส่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ครับ ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ต่อกรกับเขาเลย ยิงไปที่ศาลาแดง ท่านประธานที่เคารพ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน บันทึกไว้เลยครับคนพวกนี้ครับยิงเอ็ม ๗๙ ๕ ครั้งใส่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง โรงแรมดุสิตธานี ธนาคารกรุงศรีอยุธยาซึ่งอยู่ ในย่านนั้น แล้วทําให้คนเสียชีวิต ผมบอกให้คุณจตุพรช่วยจําไว้ด้วยว่าผู้เสียชีวิต จากการยิงเอ็ม ๗๙ ของพวกคุณวันนั้นชื่อนางสาวธัญญานันท์ แถบทอง อายุ ๕๐ ปี เป็นแม่ค้าขายข้าวแกงในซอยศรีเวียง ไม่ทวงความยุติธรรมให้เขาบ้างหรือคุณจตุพร ผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่าอันนี้เป็นความขมขื่นครับ นี่เป็นสิ่งที่คน พวกนี้จะต้องรับผิดชอบ และไม่เท่านั้นครับเมื่อวานอภิปรายกันเห็นไหมครับ โกรธเคือง เรื่องที่ว่าพรรคการเมืองมายกมือให้ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี วันนั้น ได้โอกาส ๒๕ เมษายน ไปขว้างระเบิดบ้านนายบรรหาร ศิลปอาชา ถนนจรัญสนิทวงศ์ ยังแค้นไม่หาย ลงคะแนนไปตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ ได้จังหวะ ไปขว้างระเบิด ใส่บ้านนายบรรหาร มีคนบาดเจ็บ ๑๑ คนครับงานนี้ ท่านประธานที่เคารพ หลังจากนั้น อาละวาดไปทั่วเลยครับ ปิดกั้นการจราจรถนนพหลโยธินขาเข้า แยกวัดพระธรรมกาย ที่คลองหลวง เข้าไปตรวจตั้งด่านเถื่อน ตรวจที่ซอยนั้นซอยนี้ ประชาชนเดือดร้อนไปหมด เคลื่อนขบวนไปปิดที่ตลาดพญาไทแล้วก็ไปปะทะกับเจ้าหน้าที่ วันที่ ๒๙ เศร้าที่สุด ท่านประธานครับ ต้องพูดให้ปรากฏไว้ในที่นี้ น่าอเนจอนาถที่สุดครับวันที่ ๒๙ คุณจตุพรสั่ง การให้นายพายัพบุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สถานที่รักษาสมเด็จพระสังฆราชและคนป่วยอื่น ท่านประธานฟังครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ นายพายัพมาบอกนายจตุพรว่าที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่อาคาร สก. มีทหาร มีตํารวจ ขึ้นไปอยู่ นายจตุพรใหญ่เต็มบรรทัด ลุแก่อํานาจเต็มที่ สั่งบุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ท่านประธานครับ ไม่เคยมีปรากฏในยุทธภูมิไหนที่เขาบุกโรงพยาบาลกัน แต่ว่าคนพวกนี้ทํา คนไทยที่เห็นเหตุการณ์นี้เศร้าหมดครับ นี่ครับกําลังบุกโรงพยาบาล ขึ้นไปตรวจค้น แพทย์ พยาบาล บุคลากรกระเจิดกระเจิงหมดครับ คนป่วยอพยพกันวุ่นวายเลย โรงพยาบาลต้องปิด ครับ ที่ผมจะต้องเรียนด้วยความเศร้าใจก็คือว่าคุณจตุพรไม่ควรบอกกับสภานี้เลยเมื่อคืนว่า เป็นเด็กวัด ทําให้ผมต้องไปค้นว่าเป็นเด็กวัดไหน ปรากฏว่าเป็นเด็กวัดบวรนิเวศวิหาร ไปอยู่ กับท่านมหาระแบก ท่านเจ้าคุณระแบก ท่านไม่ทราบนะครับว่าวัดบวรนิเวศวิหารนั้น สมเด็จพระสังฆราชท่านเป็นเจ้าอาวาส แล้ววันนั้นครับสมเด็จพระสังฆราชประทับรักษา ประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คุณจตุพรนี่ครับส่งพวกไปบุกโรงพยาบาล ต้องทูลเชิญ สมเด็จพระสังฆราชเสด็จไปประทับรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช วัดไม่เลี้ยงคุณจตุพร เปลืองข้าวสุกไปหน่อยหรือครับอย่างนี้ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานที่เคารพว่า มันอเนจอนาถครับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์วันนั้นต้องปิดกิจการครับ ต้องอพยพคนป่วย ทั้งหมดไปอยู่โรงพยาบาลต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร และในต่างจังหวัด ไปอยู่ โรงพยาบาลนั้น ๕ คน ๑๐ คน ๒๐ คน เดือดร้อนไปหมดครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เขาทําได้ทุกอย่าง ทุกประการเลยเพื่อให้เกิด ความจลาจลวุ่นวายขึ้นในแผ่นดินนี้ เพราะฉะนั้นตั้งแต่ในช่วงเดือนเมษายนมาจนถึง วันที่ ๑๙-๒๐ พฤษภาคม คนเหล่านี้ได้กระทําการก่อเหตุร้ายคู่ขนานไปกับเวทีชุมนุม โดยสงบของประชาชนส่วนใหญ่ ผมอยากจะให้ท่านประธานได้เข้าใจว่าเราต้องให้ความเป็นธรรม พี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมส่วนใหญ่นั่นเขาไม่เห็นภาพที่คนพวกนี้ไปอาละวาดเข่นฆ่าคนอื่น ข้างนอก เขานั่งอยู่หน้าเวที ก็มาดูนายจตุพรเล่นจําอวดปราศรัยทุกวันทุกเวลา นายอรรถวุฒิ นายยศวริศ ใครต่อใคร เขาไม่เห็นว่าในขณะที่มาปราศรัยพวกนี้ดูด้วยท่าทางเรียบร้อย จริงจัง อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นสมุนบริวารออกไปยิงอาร์พีจี ออกไปยิงเอ็ม ๗๙ เอาเอ็ม ๑๖ เอ็มต่าง ๆ ไปรังควาน ไปใช้ความรุนแรง ไปก่อวินาศกรรม ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่านายจตุพรและพวกชอบมาพูดเสมอว่าถ้ากล่าวหาว่า เขามีคนชุดดําจริง เขากระทําความผิดจริง ทําไมไม่เอาหลักฐานมาดําเนินคดี ผมกราบเรียนแล้วว่า บางส่วนที่เราจับได้ มีพยานหลักฐานดําเนินคดีได้ เราดําเนินคดีแล้ว จับกุมเสื้อดําพวกนั้นได้ แล้ว แต่ส่วนใหญ่ที่หลุดไปได้เพราะว่ากล้องมันจับไม่ได้ นายจตุพรก็ท้าว่ากล้องของ กทม. มีมากมาย ไม่เห็นมีสักกล้องทุกเหตุการณ์ มันจะมีได้อย่างไรละครับก็คุณทําลายหมดแล้ว ผมอยากให้ท่านประธานได้ดูครับ นี่คือคลิปที่พวกคุณจตุพรจัดการกับกล้องซีซีทีวีของ กทม. ตรงไหนไปถอดปลั๊ก ไปถอดรื้อแผงออกทํา ตรงไหนทุบได้ทุบ ตรงไหนทุบไม่ได้เอาถุงดําไป คลุม คลุมไม่ได้เสยให้มันเงยขึ้นไปบนฟ้าแล้วไปถ่ายเห็นได้อย่างไร ผมถึงได้บอกว่าคนพวกนี้ ไม่ใช่ผู้ร้ายธรรมดา คนพวกนี้เป็นกระบวนการที่วางแผนกันมาอย่างเป็นระบบ แบ่งงานกันทํา สั่งการกันมาชัดเจน ท่านประธานที่เคารพ ในขณะที่คนพวกนี้ได้ก่อกรรมทําเข็ญ กับพี่น้องประชาชนกรุงเทพมหานคร ไม่เว้นแม้กระทั่งท่านสมเด็จพระสังฆราช พระสงฆ์องค์เจ้า คนป่วย รัฐบาลอดทนครับ แรงกดดันมาจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศจัดการเสียที เอาให้ เรียบร้อยเสียที ทําให้จบเสียที ทนไม่ไหวแล้ว ๒ เดือนแล้ว ๒ เดือนกว่าแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์พยายามที่จะหาหนทางที่สันติเปิดการเจรจากับคนเหล่านี้ครับ วันที่ ๒๘ มีนาคม ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้นัดเจรจากับกลุ่มแกนนําที่สถาบัน พระปกเกล้า นายจตุพรนี่คนหนึ่งละครับ คุณวีระ มุสิกพงศ์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ เป็นตัวแทน ๓ คน ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ไปกับท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์กับคุณชํานิ ศักดิเศรษฐ์ เอาคนที่ใจเย็นไปพูดจาหวังว่าจะหาทางออกกันให้ได้ วันแรกก็ทําท่าว่าจะพอมี โอกาส แต่พอวันที่ ๒ คุณจตุพรได้รับโทรศัพท์สั่งการจากต่างประเทศ ท่าทีเปลี่ยนไปเลยครับ ยกเลิกการเจรจา นายวีระ หมอเหวงจ๋อยไปตาม ๆ กัน วันนั้นได้แสดงให้เห็นว่าผู้นําตัวจริง คือจตุพร พรหมพันธุ์ วันนั้นได้แสดงให้เห็นว่านายจตุพรเหนือนายวีระ เป็นคนลุกขึ้นตัดบท ว่าไม่มีการเจรจากันอีกต่อไป จบแค่นี้ แล้วผู้สั่งการจากต่างประเทศคือ พันตํารวจโท ทักษิณ ก็โทรศัพท์วิดีโอลิงก์มาบอกว่าเป็นไปตามคาดหมายว่าการเจรจาไม่สําเร็จ ท่านประธานครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนให้ท่านประธานเห็นว่าทั้งหมดเป็นไปตามแผน วางแผนเอาไว้ ไม่บรรลุแผน ไม่บรรลุเป้าหมาย ไม่เลิก แผนนั้นไม่ใช่ปรองดอง แผนนั้นไม่ใช่เจรจา เสนออะไรออกไปไม่รับ ตอนแรกที่มาชุมนุมใหม่ ๆ ไม่ใช่มาเรียกร้องประชาธิปไตยครับ มาชุมนุมใหม่ ๆ หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้ตัดสิน ยึดทรัพย์ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ออกมาครั้งแรกนี่มาคัดค้านศาล ออกมาครั้งแรก ประกาศล้มรัฐบาล ออกมาครั้งแรกโจมตีองคมนตรี ตอนหลังละครับ ค่อย ๆ พัฒนามา เพราะว่าแนวทางนั้นประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้ก็ปรับไปเรื่อย บอกว่าอยากให้ยุบสภา อยากให้นายกรัฐมนตรีลาออก แล้วเป็นอย่างไรครับ พอท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เสนอ แผนปรองดอง บอกเลยว่าพร้อมยุบสภา จัดการบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย สร้างบรรยากาศ ให้ดีแล้วไปเลือกตั้งกัน ไม่เอา ไม่เอาแบบมีเชิง ออกมาบอกเลยว่าเอาก็ได้แผนปรองดอง แต่ต้องให้รองนายกรัฐมนตรีสุเทพไปมอบตัวก่อน ต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผมก็ไป มอบตัวครับ ผมไปที่ดีเอสไอ ไปรับข้อกล่าวหาพร้อมที่จะเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่คุณจตุพรประกาศว่าพวกผมเอาเปรียบ คุณเป็นผู้ต้องหาผมนี่ไม่ยอมเป็นผู้ต้องหา ไม่ยอม เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของกระบวนการยุติธรรม มันมีกฎหมาย มันมีวิธีปฏิบัติก็ต้องดําเนินการตามนั้น กรณีของคุณจตุพรผม ขออนุญาตเรียน ท่านประธานเพื่อบันทึกเอาไว้ว่าคุณจตุพรเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย คดีพิเศษที่ ๑๘/๒๕๕๓ นายจตุพร พรหมพันธุ์ กับพวกรวม ๒๖ คนฐานความผิดคือร่วมกันหรือใช้ให้ผู้อื่น หรือสนับสนุนให้มีการกระทําความผิดฐานก่อการร้าย พฤติการณ์แห่งคดี จําเลยเป็นแกนนํา หลักบนเวทีชุมนุมของกลุ่มบุคคลแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือเรียก โดยย่อว่ากลุ่ม นปช. หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากลุ่มคนเสื้อแดง ได้ชุมนุมประท้วง โต้แย้ง เคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาโดยเร็ว และมีพฤติกรรมในการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ใช้ความรุนแรงก่อวินาศกรรม มีและใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดในราชการ วัตถุระเบิดในสงครามในการก่อการร้ายหรือตอบโต้เจ้าหน้าที่ทหาร ตํารวจหรือประชาชน ที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม เพื่อปั่นให้ผู้ชุมนุมกระด้างกระเดื่องให้เกลียดชังรัฐบาลถึงขนาดที่จะก่อ ความไม่สงบ หรือล่วงละเมิดกฎหมายเพื่อบังคับข่มขู่ คุกคาม ต่อต้านหรือปะทะกับเจ้าหน้าที่ ของรัฐมาหลายครั้งหลายหน เช่น เหตุการณ์บุกรุกรัฐสภา บุกรุกสถานีดาวเทียมไทยคม ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตํารวจที่โรงแรมเอสซีปาร์ค ปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหารที่อนุสรณ์สถาน แห่งชาติ หรือเหตุการณ์ปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหารที่สี่แยกคอกวัว หรือบริเวณอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย เผาสถานที่ราชการและเอกชนเผาห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและเผาศาลากลางจังหวัดอีกหลายแห่งจนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ พนักงาน สอบสวนคดีพิเศษรวบรวมประจักษ์พยานหลักฐานเสร็จเห็นว่าสํานวนควรสั่งฟ้อง ส่งเรื่องให้ อัยการ อัยการมีคําสั่งสั่งฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ กับพวก ๒๖ คน ตามคดีหมายเลขดํา ที่ ๒๔๒/๒๕๕๓ ท่านประธานครับ การที่จะให้ใครสักคนหนึ่งเป็นผู้ต้องหานี่ไม่ใช่ลุกขึ้นมา กล่าวหากันลอย ๆ ต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานทําสํานวน เจ้าหน้าที่สอบสวนทําเสร็จ แล้วต้องส่งให้พนักงานอัยการตรวจสอบ สํานักงานอัยการตรวจสอบแล้วส่งฟ้องศาล ศาลก็ต้องพิจารณาว่าพอที่จะรับฟ้องหรือไม่ เพราะฉะนั้นการที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายการุณ โหสกุล นายวิเชียร ขาวขํา นายสถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔ คนที่อยู่ในสภานี้ตกเป็นผู้ต้องหานั้นไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไม่ใช่ เรื่องกลั่นแกล้งของพวกผม แต่เป็นเหตุแห่งพฤติกรรมที่คุณได้ทํากันขึ้นมา มีประจักษ์ พยานหลักฐานจนเขารวบรวมเข้าสํานวนส่งฟ้องดําเนินคดีได้ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อคืนนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้อภิปรายแล้วได้พูดย้ําเรื่องการเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์บอกว่าเจ้าหน้าที่ เป็นคนเผา ผมขออนุญาตทบทวนเรื่องนี้กับท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ผมจะทบทวน เรื่องนี้ผมอยากจะให้ท่านประธานได้เสียเวลากรุณาดูคลิปซึ่งเป็นคลิปรายงานข่าวของ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ สีที่ออกข่าวในวันนั้นเวลานั้น เพื่อที่ท่านประธานจะได้ประจักษ์ด้วย สายตาของท่านเองว่าในวันนั้นจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นที่นายจตุพรมาบิดเบือนว่าเราเผา ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เชิญครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ พิธีกร ทั้ง ๒ ท่านนี้ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรา และเป็นบันทึกเทปที่มาจากเหตุการณ์จริง เวลาจริง ในขณะนั้นที่เขาออกอากาศแล้วเขารายงาน สิ่งที่สื่อมวลชนเขารายงานนี้ ตรงกับที่ผม อภิปรายทุกอย่างทุกประการ ณ เวลาที่แกนนําอย่างคุณจตุพร คุณณัฐวุฒิไปมอบตัวแล้ว ยังมีผู้ชุมนุมอยู่ที่บริเวณนั้น แล้วเขาบอกด้วยครับว่ามีคนชุดดําอยู่ตรงนั้น ปฏิบัติการอยู่ ตรงนั้น ที่มาพูดจาเจื้อยแจ้วอยู่ในสภานั้น โกหก ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ มันมีเหตุการณ์จริง เกิดขึ้นแล้ว ประวัติศาสตร์จารึกไปแล้ว แก้ไขบิดเบือนไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนตรงนี้ว่าในการปฏิบัติการเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ทางเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการตามที่เห็นว่าเหมาะสมและมีความจําเป็นด้วยความรอบคอบ ด้วยความระมัดระวัง เพราะอะไรครับ เพราะว่าตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๓-๑๔ พฤษภาคม เป็นต้นมา เมื่อเราเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมนี้ไม่มีทีท่าว่าจะเลิกการชุมนุม ยังคงเดินหน้าที่จะจับเอา คนกรุงเทพมหานครเป็นตัวประกัน ยึดราชประสงค์เอาไว้เป็นฐานที่มั่น ตั้งค่ายประตูรบ ทุกด้าน ทําอย่างไรก็ไม่เลิก รัฐบาลไม่เคยมีความปรารถนาที่จะเข้าไปสลายการชุมนุม ที่จะยกกําลังเข้าไปขับไล่คนออกจากที่ชุมนุม รัฐบาลไม่ทํา ที่ร้ายไปกว่านั้นครับ กลุ่มคน พวกนี้ได้มายึดเอาสวนลุมพินีแห่งนี้เป็นฐานที่มั่นฝึกการทําระเบิด ฝึกผู้ใช้อาวุธรุนแรง แล้วก็ เป็นฐานที่มั่นยิงเอ็ม ๗๙ ใส่บริเวณสีลม ใส่บีทีเอส อาคารดุสิตธานี อาคารอื้อจือเหลียง ฆ่าตํารวจ ฆ่าทหาร ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ก่อกวนจนกรุงเทพมหานครเป็นแดนมิคสัญญี ไปจากจุดตรงนี้ และผมจะกราบเรียนกับท่านประธานครับ ผู้ชุนนุมอยู่ตรงบริเวณ ราชประสงค์ เป็นเครื่องหมายเหมือนกากบาทอย่างนี้ครับ ไม่ใช่อยู่ตรงบริเวณสีแดง อย่างเดียว ยึดทั้งถนนเลย จากถนนปทุมวันถึงเพลินจิต จากประตูน้ําถึงสามย่าน ท่านประธานดูสิครับ นี่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เราไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสลายการชุมนุม สิ่งที่เราทําได้ก็คือว่าไปตั้งด่านสกัด ตั้งจุดตรวจตามจุดสีน้ําเงินรอบ ๆ ๔ ด้านกระจายไป เพื่ออะไรครับ เพื่อไม่ให้ขนอาวุธเข้าไปเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ระดมคนเข้าไปเพิ่มเติม เพื่อจะ ค่อย ๆ กดดันให้คนที่ชุมนุมนั้นกลับบ้าน ทําอย่างนี้ครับ พอทําอย่างนี้ได้ผล คนไม่เพิ่ม ฝ่ายผู้วางแผน ผู้ก่อการร้ายทั้งหลายออกปฏิบัติการเลยครับ ตั้งแต่คืนวันที่ ๑๓-๑๔ พฤษภาคมเป็นต้นมา ส่งกําลังเข้าไปโจมตีด่านต่าง ๆ ที่เราตั้งอยู่ตรงนี้ รอบนี้ ที่โดนหนักที่สุด คือทางด้านถนนพระราม ๔ ทางด้านบ่อนไก่กับทางด้านราชปรารภ ๒ จุดนั้นครับพุ่งเข้าไป โจมตี ไปปะทะเจ้าหน้าที่ทั้งกลางวัน กลางคืน กลางคืนมากเป็นพิเศษ การบาดเจ็บล้มตาย ทั้งหลาย เสียชีวิตทั้งหมด ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากตรงนี้ครับ จากบริเวณถนนราชปรารภ เขตมักกะสัน กับที่บริเวณถนนพระราม ๔ ครับท่านประธานผมอยากจะกราบเรียนเพื่อ ขอความเป็นธรรมให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการที่อยู่ตามด่านทั้งหลายเหล่านั้นว่า ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ยกกําลังเข้าไปไล่ยิงเข่นฆ่าประชาชน แต่เจ้าหน้าที่อยู่ประจําด่าน ตามจุดสกัดเหล่านี้ แล้วถูก กลุ่มคนชุดดํากองกําลังของท่านบุกเข้าไปโจมตี เขาต้องป้องกันตัว มีการยิงต่อสู้ การปะทะ เป็นอย่างนี้ ๔๐-๕๐ ศพที่เสียชีวิต เสียชีวิตที่นี่ มีรายละเอียดอยู่ ท่านประธานครับ เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ขืนปล่อยไว้ต่อไปก็ทําให้บ้านเมืองยิ่งเสียหายยับเยินมากขึ้น เป็นปัญหากับความมั่นคงครับ รัฐบาลจึงเพิ่มมาตรการในการกดดันเป็นขั้นเป็นตอนในขั้นแรก ปิดด่านเหล่านี้สกัดอย่างแข็งแรง ไม่ให้ส่งอาหาร แต่เปิดให้คนออกได้ ใครอยากจะกลับบ้าน มีรถบัสมาจอดรอเรียบร้อย แต่เข้าไปใหม่ไม่ได้ ขนอาหาร เข้าไปไม่ได้ ยังไม่หยุดครับ ตัดการสื่อสารโทรศัพท์ ตัดน้ํา ตัดไฟ ไม่ใช่เรื่องทารุณโหดร้ายอย่างที่ท่านว่าต้องการให้ กลับบ้าน พอแล้วที่ได้สร้างความเสียหายยับเยินให้กรุงเทพมหานครนั้นพอแล้ว เหลือจะ ทนทานแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ทําเท่านั้นก็ยังไม่หยุด ยังมีกองกําลังที่ตั้งมั่นอยู่ที่สวนลุมพินี ภาพที่เห็นเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้นในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เราจึงจําเป็นที่จะต้องส่งกําลัง เข้าไปกระชับพื้นที่ กระชับวงที่ล้อมอยู่นี่ให้แคบเข้า แล้วกระชับเฉพาะด้านเดียว ด้านถนนพระรามสี่เพื่อที่จะเอาสวนลุมพินีกลับคืนมาให้กับประชาชน ไปจนถึงถนนสารสิน ตรงปลายของเสื้อแดงตรงนี้ครับ ตรงปลายของจุดแดงตรงนั้น ไปแค่นั้นครับ ปฏิบัติการวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ทําเท่านั้น ไม่ได้ไปที่สี่แยก ไม่ได้มุ่งไปหาผู้ชุมนุมเลย ท่านประธานที่เคารพ ที่มีกล่าวหาว่าเอารถเกราะอะไรมาใช้ ใช่ครับ จริงครับ มีบทเรียนแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่มุ่งจะโจมตีจุดตรวจ จุดสกัด ของเจ้าหน้าที่รัฐต่าง ๆ ท่านมีอาวุธร้ายแรง ท่านมีอาร์พีจี ท่านมีเอ็ม ๗๙ ท่านมีเอ็ม ๑๖ ท่านมีอาก้า พวกท่านฝึกการรบมาอย่างดี เหมือนที่ผมแสดงให้เห็น เราต้องรักษาชีวิตทหาร เราใช้รถเกราะ ไม่ได้เอาอาวุธบนรถเกราะมาไล่ยิ่งประชาชน ใช้เพียงแค่เป็นเครื่องกําบัง ทหารของเราจะได้เดินบังรถเกราะเข้าไปให้รอดพ้นจากการถูกทําร้ายของท่าน แล้วก็ได้อาศัย รถเกราะนี่ละครับ ได้พังทําลายป้อมปราการทั้งหลาย ยางรถยนต์ ค่ายไม้ไผ่ ระเบิดแก๊ส ถังแก๊สที่ท่านวางเตรียมเอาไว้เพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ ผมอยากจะเอาภาพ เหล่านี้มาให้พี่น้องประชาชนได้เห็น แล้วเห็นไหมครับการทํางานของเจ้าหน้าที่ มีทั้งสื่อมวลชนชาวไทย ชาวต่างประเทศ ติดตามทํางานอยู่ตลอดเวลา เป็นไปโดยเปิดเผย เจ้าหน้าที่ถูกยิง สื่อมวลชนยังมาช่วยหามเลยครับ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงครับท่านประธาน ที่เคารพ ผมเอามาแสดงให้เห็น ท่านพยายามวาดภาพให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ร้าย เป็นยักษ์เป็นมาร นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นฆาตกร คนนี้ตายครับ ทหารคนนี้พอออกจาก ข้างรถเกราะก็ถูกระเบิดเอ็ม ๗๙ นอนกองอยู่กับชาวต่างประเทศข้าง ๆ คนต่างประเทศ ไม่ตายแต่ทหารเราคนนี้ตายครับ โดนยิงที่บริเวณข้างสวนลุมพินี ตรงอาคารบางกอกเคเบิ้ล เมื่อเวลา ๑๑.๔๕ นาฬิกา อย่างนี้มาบอกว่าฝีมือนายอภิสิทธิ์ ฝีมือนายสุเทพมันก็ใจดําเกินไป ไหมครับนายจตุพรครับ ผมอยากจะกราบเรียนให้พี่น้องประชาชนได้เห็นของจริง แล้วก็พอเราได้พื้นที่สวนลุมพินีจนถึงถนนสารสินเรียบร้อย กําลังทั้งหมดก็หยุดอยู่แค่นั้น วันนั้นจับกุมผู้ที่กระทําความผิดที่ทําร้ายเจ้าหน้าที่ที่ยิงเจ้าหน้าที่ได้ ๒๔ คน เมื่อวันที่ ๑๙ แล้วเราหยุดอยู่ตรงข้างบางกอกเคเบิ้ล ตรงนั้นละครับเราสูญเสีย เจ้าหน้าที่ทหารถูกยิง ผู้สื่อข่าวถูกยิง ประชาชนโดนลูกหลง เสียชีวิตกันตรงนั้น ผมเรียนกับท่านประธานครับว่า วันนั้นจริง ๆ แล้วในการปฏิบัติการเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม มีคนเสียชีวิตจริง ๆ ๖ คน นับรวม ๒ คนที่เสียชีวิตมาก่อนตอนที่เราเข้าไปถึงตอนเจ็ดแปดโมงเช้าเห็นนอนอยู่แล้วที่ ข้างเต๊นท์ที่สวนลุมพินีเลือดแห้งหมดแล้ว ๒ คนด้วย แล้วก็มีทหารเสียชีวิต มีผู้สื่อข่าว เสียชีวิต แล้วก็มีฝ่ายเสื้อดําเสียชีวิตอีก ๒ คน ๖ คนเท่านั้น ที่ไปวาดภาพใหญ่โตว่า วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ รัฐบาลส่งกําลังทหารเข้าไปบดจี้สลายการชุมนุมนั้นโกหกใส่ร้าย ไม่จริง ปฏิบัติการวันนั้นนี่ผมถือว่าเขาทําด้วยความรอบคอบ ด้วยความรัดกุม ด้วยความ ระมัดระวังตามสมควรแก่เหตุการณ์ ผมให้ความเห็นใจเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บ ที่เสียชีวิต เป็นความสูญเสียที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เรื่องเผาเซ็นทรัลเวิลด์ผมไม่พูดถึงแล้วเพราะว่า พูดชัด ยืนยันว่าทหารไม่ได้ทํา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทํา ไม่มีเหตุจูงใจให้ทํา แต่ผมจะพูดสักนิดหนึ่ง ก็ได้ครับว่าเรื่องที่เผานี่ ที่พูดกันมากแล้วมาโยนความผิดให้นี่ แท้ที่จริงแล้วนี่เป็นเรื่องที่ กลุ่มของคุณจตุพรและพรรคพวกวางแผนไว้ก่อน พูดไว้ก่อนแล้วครับ ปลุกระดมไว้ก่อนแล้วว่า ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นให้เผาทันที พูดไว้แล้วครับ คุณอริสมันต์บอกคนที่มาชุมนุม ที่มาจากต่างจังหวัดว่าให้เอาน้ํามันมาคนละ ๑ ลิตร เอามาทําอะไรครับ เอามากินต่างน้ําหรือน้ํามัน ถ้าไม่เอามาเผาเมือง เอามาทําไมที่กรุงเทพมหานคร คุณจตุพรเองก็พูด คุณณัฐวุฒิก็พูด คุณทักษิณ ชินวัตร ก็พูด ไหนลองเอาคลิปที่คนเหล่านี้พูดมาเปิดให้ฟังกันหน่อยดีไหมครับ ท่านประธานว่าเขาพูดกันว่าอย่างไร
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปเสียง)
“ถ้ารู้ว่าเขาจะปราบปรามไม่ต้องเตรียมอะไรมาก มาด้วยกัน ขวดแก้ว คนละใบ มาเติมน้ํามันเอาข้างหน้า บรรจุให้ได้ ๗๕ ซีซี ถึง ๑ ลิตร ถ้าเรามาล้านคน ในกรุงเทพมหานคร มีน้ํามันล้านลิตร รับรองว่า กทม. เป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน การต่อสู้ ของคนเสื้อแดงแบบง่าย ๆ อย่างนี้”
เอาคลิปต่อไปครับ ฉายเป็น ชุดเลย ให้เห็นกันให้ชัด ๆ ให้จะ ๆ วางแผนกันมาชัดเจน
“ดังต่อไปนี้ให้ไปรวมตัวที่ศาลากลาง รอเวลามีการปราบเมื่อไรตัดสินใจได้ ทันที”
นี่คุณจตุพรพูดเองครับ
“ทุกจังหวัดให้ไปศาลากลาง ฟังสัญญาณจากที่นี่ จอมืดเมื่อไรแปลว่า ได้มีการปราบแล้ว พี่น้องใช้ดุลยพินิจจัดการได้ทันที”
ท่านจตุพรคงจํารูปตัวเองได้ จําเสียงตัวเองได้ ผมไม่ได้ตัดต่อแน่นอน นัดหมายประชาชนไว้เลยว่าให้ไปที่ศาลากลาง จัดการทันที ไปถูศาลากลางหรือครับ ที่สั่งไว้นั้นปฏิเสธว่าจะไปถูศาลากลางหรือครับ ท่านประธานที่เคารพ สั่งให้เอาน้ํามันมาล้านลิตรให้กรุงเทพมหานคร เป็นทะเลเพลิง สั่งให้ คนอยู่ต่างจังหวัดไปศาลากลาง แล้วฟังณัฐวุฒิครับ
“ตูม ตูม ตูม คนเสื้อแดงวิ่งเข้าเกษร วิ่งเข้าเซ็นทรัลเวิลด์ วิ่งเข้าพารากอน วิ่งเข้าโรงแรมแถวนี้ ที่ผมพูดอย่างนี้ ๒-๓ คืนนี่ นายทหารแตงโมเขาโทรมาบอกว่าได้ผลมาก นะ เขาบอกว่าสิ่งที่ผมพูดเรื่องการตกใจ มีผลทําให้คนพวกนั้นเปลี่ยนแผนในการ เข้าปราบปรามที่นี่นะครับ เพราะเขากลัวเราตกใจ แต่ที่ผ่านฟ้ามันหาที่ตกใจยากอย่างไรครับ ที่ผ่านฟ้าถ้าตกใจเข้ากองสลาก อภิสิทธิ์ก็เห็นว่าเป็นหน่วยงานของรัฐจัดการได้ ถ้าตกใจ เข้าร้านรวงอะไรที่ไหนมันไม่เหมือนแบบนี้ แต่ถ้าตกใจเข้าห้างแถวนี้ ห้างแถวนี้พรรคพวกเดียว กับอภิสิทธิ์ทั้งนั้นก็เลยกลัวครับ กลัวชาวบ้านจะตกใจ แล้วของเราเท่าที่ผมฟังดู เช็กกระแสอาการตกใจแนวโน้มที่จะเป็นมีหลายอาการครับ บางคนตกใจแล้วชอบวิ่งไปหา กระเป๋าแบรนด์เนมก็มี บางคนเวลาตกใจชอบวิ่งไปร้านเครื่องประดับ ร้านเครื่องทอง เครื่องเพชรก็มี บางคนเวลาตกใจชอบขับรถเข้าไปในห้างก็มี บางคนเวลาตกใจจุดไฟขึ้นมา ดื้อ ๆ ก็มี ทั้งหมดทั้งหลายที่ผมพูดมาจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าไม่ตกใจ”
ท่านประธานครับ ไม่มีอะไร ดีกว่าเอาข้อเท็จจริงมาตีแผ่ ปลุกระดมกันอย่างนี้ ๒ ปีกว่า ย้ําแล้วย้ําเล่า บอกไว้เลยว่า ถึงเวลาให้เผา เผากรุงเทพมหานคร เผาศาลากลาง เผาย่านราชประสงค์ แล้วฟังผู้บงการใหญ่ เขาสั่งสิครับ เขาพูดว่าอย่างไร
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
“บอกคนเสื้อแดงทั่วประเทศครับ อีกครั้งหนึ่งครับว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเขาแรงกับพี่น้องเสื้อแดงที่กรุงเทพมหานคร พี่น้องเสื้อแดงต่างจังหวัดให้ไปที่ศาลากลาง กันให้เต็มที่ พี่น้องเสื้อแดงทั่วโลก พี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ทั่วโลกในสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น ชิคาโก แอลเอ ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ค ขอให้ไปที่สถานกงสุลหรือสถานทูตใกล้ที่ไหน ไปที่นั่นครับ”
ท่านประธานครับ เหมือนกันเลยครับ ลูกพี่ลูกน้องมาอีหรอบเดียวกันเลย ชวนคนไปถูศาลากลางด้วยกันทั้งนั้น ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานครับว่านี่คือข้อเท็จจริง นี่คือแรงบันดาลใจ นี่คือสิ่งที่ได้ ปลุกระดมกันเอาไว้ บอกเลยครับว่าตกใจแล้วให้เผา ตกใจแล้วให้ปล้น ตกใจแล้วให้ขโมย สินค้าแบรนด์เนม (Brand name) แล้วเป็นอย่างไรครับ มีคนเผาศาลากลางไป ๔ แห่ง จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ต้องหาถูกจับ คนสั่งการไปช่วยเขาไหมครับ แล้วเป็นอย่างไรครับ คนที่บุกเข้าไปปล้นขโมยทรัพย์ ที่ราชประสงค์ถูกจับดําเนินคดี ช่วยเขาไหมครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า ผมอยากจะขอความเห็นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุม มาฟังทุกวัน ๆ ทั้งวันทั้งคืน ตลอดทั้ง ๓ เดือน ๕ เดือน มันขึ้นครับ เห็นว่าไม่ยุติธรรมจริง เห็นว่า ๒ มาตรฐาน เห็นว่า ถูกเอาเปรียบ ท่านประธานครับมีอารมณ์ คนพวกนี้มีความชํานิชํานาญ มีความถนัดที่จะ ปลูกฝังให้คนเคียดแค้นชิงชังกันในชาติ ลุกขึ้นทําร้ายกันเองอย่างภาพที่ผมเอามาให้ดูทั้งหมด อันนี้เป็นมืออาชีพของคนเหล่านี้ครับ รับจ้างทํางานอย่างนี้ ดูสิครับทรัพย์สินที่ขโมยไป แล้วถูกจับดําเนินคดีหมดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงที่ผมกราบเรียนมานี้ ไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุ แต่เป็นเรื่อง ที่วางแผนกันมาก่อนแล้วทั้งสิ้น แม้แต่ในสถานที่ชุมนุมครับ ที่ชุมนุมกันที่สะพานผ่านฟ้า ลีลาศก็ดี ที่ราชประสงค์ก็ดี มีการวางแผน มีการจัดกําลังเป็นกระบวนการ ท่านประธานดู ชาร์ทที่ผมเอามาให้ดูครับ นี่เป็นการจัดกําลังที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศครับ ที่ราชดําเนิน มีการจัดตั้งหัวหน้าการ์ด ๑๑๑ คน ใช้การ์ดทั้งหมด ๓๐๗ คนครับ มีการวางแผนแบ่งกันเลย ว่าคุณหมอเหวงอยู่ตรงนี้ นายขวัญชัย สาราคํา อยู่นี่ นายจํารูญศักดิ์ จันทไมย อยู่นี่ พวกคน เหล่านี้ที่ผมเอามานี่ มีหมายจับเป็นผู้ต้องหาทั้งหมด สั่งการกันมาเป็นขั้นเป็นตอน ปฏิบัติการ เลย แล้วมีตั้งจุดสกัด ๓๖ จุดรอบบริเวณเวทีที่ปราศรัยที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ พอมาที่ ราชประสงค์ยกระดับ เที่ยวนี้แทนที่จะให้มีหัวหน้ากํากับเป็น ผบ. ร้อย ขยับขึ้นเป็นลักษณะ ผบ. พัน มีผู้ควบคุม ๒๓ คน มี ผบ. ร้อยอีก ๘๗ คน เพิ่มกําลังเป็น ๓,๒๔๒ คน ท่านประธาน เห็นไหมครับ เตรียมตั้งป้อมสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะให้เกิดการนองเลือด ให้เกิดการปะทะ แล้วการ์ดกองกําลังชุดดําที่ว่านั้นฝึกมาเหมือนที่ผมแสดงให้ท่านประธานดู ทุกอย่าง ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้ระหว่างที่มีการชุมนุมใหญ่ ระหว่างที่มีการเคลื่อนไหว ทั้งหมดได้วางแผนเป็นฝักเป็นฝ่าย มีฝ่ายยุทธศาสตร์ มีฝ่ายการเมือง มีฝ่ายการเงิน มีฝ่ายวิชาการ มีชื่อหมด มีหน้ามีตา นี่ผมกราบเรียนกับท่านประธาน หลายคนก็เป็นผู้แทนราษฎร ผมเรียน กับท่านประธานว่า เขาทํากันมาอย่างนี้ตลอด ผมเรียนกับท่านประธานว่าเขาทําทําไมครับ ท่านประธานครับ เขาทําเพื่อที่จะให้เกิดเหตุจลาจลนองเลือดในประเทศไทย วันนั้นต้องการ นองเลือดครับ เขายกรูปแบบที่เคยเกิดเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ มาเป็น ตัวตั้ง แล้วพยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดเหตุจลาจลนองเลือดแบบปี ๒๕๓๕ หวังจะให้มี คนลงมายุติเรื่อง จะได้เจรจาต่อรองให้ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับประเทศไทย โดยไม่ต้องติดคุก ให้ได้ทรัพย์สินทั้งหมดคืน เหตุผลอื่นเอามาบังหน้า เอามาหลอกล่อ ประชาชนและสาธารณชนทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นเหตุผลเพื่อประชาธิปไตยเพื่อหวังจะให้มีการ เลือกตั้งใหม่ต้องรับข้อเสนอปรองดองของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปแล้ว ป่านนี้เลือกตั้ง กันแล้ว ป่านนี้ตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขอถือโอกาสนี้ กราบเรียนว่าวันนี้ก็ไม่สายครับ มาพูดความจริงกัน แล้วมาปฏิบัติการกันตามความจริง อย่ามาโกหกกัน เหมือนที่มาโกหกกลางสภาว่า ๖ ศพนั้นไม่มีใครมีเขม่าดินปืนเลย ผมบอกแล้วว่า เจ้าหน้าที่เขาตรวจสอบเสร็จ มีหลักฐาน มีเขม่าดินปืนแน่นอน ๒ ศพ เหมือนที่บอกว่านาย สายชลไม่ใช่โดนข้อหาวางเพลิง โดนข้อหาอื่น ผมยืนยัน มีหลักฐานพิสูจน์ได้ เหมือนกับที่ ท่านเอาสํานวนของดีเอสไอมาอ่าน แล้วก็บอกว่ามีพยานให้การว่า เห็นเจ้าหน้าที่อย่างนั้น อย่างนี้ ฆ่าประชาชนอย่างนั้นอย่างนี้ โกหกครับ ไม่จริง ท่านพูดผมก็ไปค้นข้อมูลครับ ผมก็ไป ดูคําให้การของพยานทุกปากที่คุณจตุพรเอามาอ้างถึงตามเอกสารดีเอสไอนั้น ไม่ปรากฏว่า มีพยานปากใดเลยที่ระบุว่าผู้ยิงใส่ประชาชนเป็นทหาร เป็นเจ้าหน้าที่ ไม่มีพยานปากใดเลย ครับระบุว่าทหารฆ่าประชาชน มันเป็นเพียงการอ้างเอกสารของดีเอสไอเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ อ่านแทบตายเมื่อคืน เกือบ ๓ ชั่วโมงฟังอยู่ ความจริงไม่มีสาระส่วนใดของเอกสารดีเอสไอ เลยครับที่จะบอกว่าทหารยิงประชาชน ความจริงก็คือว่าทหารยิงใส่คนร้าย คนร้ายชุดดําของ คุณที่เข่นฆ่าประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนสรุปกับท่านประธานว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่เป็นฝันร้ายของเราทั้งหมดนั้น เป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์แอบแฝง สร้างการเคลื่อนตัวของ ภาคประชาชนให้ดูเป็นมวลชนใหญ่ เพื่อแสวงหาประโยชน์ แล้วก็บิดเบือนไปจาก ความต้องการของคนส่วนใหญ่ สร้างเครือข่ายบิดเบือนข้อมูลข่าวสารให้สาธารณชนเข้าใจว่า รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศโดยไม่ชอบธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย หาว่ารัฐบาลมา โดยไม่ถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลนี้ก็มีที่มาเช่นเดียวกับรัฐบาลชุดก่อน คือรัฐบาลของนายสมัคร และนายสมชาย คือมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ เช่นเดียวกัน เลือกนายกรัฐมนตรีในสภาแห่งนี้ตามมาตรา ๑๗๒ โดยเปิดเผยเช่นเดียวกัน กระบวนการ ขั้นตอนการเข้าเป็นรัฐบาลจึงชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง คนกลุ่มนี้ตั้งโรงเรียนปลูกฝัง อุดมการณ์และความคิดในการต่อต้านระบอบการปกครองกระจายไปตามหมู่บ้าน ตามชนบทต่าง ๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ คนเหล่านี้ได้กระทําการ ที่กระทบกระเทือนจิตใจของพี่น้องประชาชนคนไทย กระทบที่รักที่เทิดทูนของคนไทย คนเหล่านี้ได้กระทําการเพื่อที่จะล้มล้างรัฐบาล ขัดขวางการทํางานของรัฐบาล ปิดล้อม ทําเนียบรัฐบาล กดดันองค์กรอิสระไม่ให้รัฐบาลทํางานบริหารราชการแผ่นดินได้ แม้กระนั้นรัฐบาลก็ได้แก้ปัญหาด้วยความอดทน จนกระทั่งสามารถผลักดันนโยบายที่เป็น ประโยชน์ให้กับประเทศชาติกับประชาชนได้ คนเหล่านี้ได้ดําเนินการก่อการร้ายด้วยอาวุธ สงคราม ก่อวินาศกรรม โจมตีด้วยอาวุธสงครามต่อเป้าหมายที่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาล และต่อภาคธุรกิจที่คนกลุ่มนี้คิดเอาเองว่าสนับสนุนรัฐบาลเหมือนที่เขาพูดในซีดีเมื่อสักครู่ คนเหล่านี้ได้สร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ไปวางระเบิดในที่ต่าง ๆ เช่น ที่โรงเรียน ติณสูลานนท์ จังหวัดขอนแก่น วางระเบิดหลายแห่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ยิงระเบิดเอ็ม ๗๙ เข้าใส่กรมทหารราบมหาดเล็กรักษาพระองค์ ขว้างระเบิดหน้าบ้านอดีตนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา ขว้างระเบิดหน้าธนาคารกรุงเทพ ธนาคารต่าง ๆ เผาที่ทําการรัฐบาล เผาสํานักงานธุรกิจของเอกชน กิจการค้าของเอกชน คนเหล่านี้ชักนําชาวต่างประเทศ ให้เข้ามาก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศไทย บิดเบือนข้อมูลข้าวสาร แสดงออก เพื่อทําลายภาพพจน์ของประเทศ ลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ก้าวก่ายการตัดสินใจ ของรัฐบาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลพยายามที่จะ ยึดมั่นเคารพสิทธิเสรีภาพ การแสดงออกของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ แต่ว่าถ้าเรื่องไหน ที่เห็นว่าเป็นปัญหาเดือดร้อนของประชาชนก็แก้ไขให้ ดําเนินการให้ เช่น เรื่องปัญหา ความเหลื่อมล้ําทางสังคม ปัญหาความเดือดร้อนเรื่องของราคาพืชผล ทําได้สําเร็จ แต่เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองแม้จะได้พยายามแล้วทุกอย่างทุกประการในการคลี่คลาย หากไม่ได้รับความร่วมมือจากคนเหล่านี้ไม่มีทางที่จะทําได้ ผมเรียนย้ํากับท่านประธาน ที่เคารพครับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งหลายที่เกิดขึ้นมานี้มาเพราะคนคนเดียว พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ถูกตัดสินจําคุก ถูกยึดทรัพย์ นี่เป็นสาเหตุที่มาของเรื่องราว ทั้งหลาย และเป็นเหตุของกระบวนการทั้งหมด คนเหล่านี้จึงได้พยายามที่จะเคลื่อนไหว โดยอ้างกฎหมายรัฐธรรมนูญเรื่องการชุมนุมโดยสงบและสันติ แล้วกระทําเหตุรุนแรงคู่ขนาน กับการชุมนุมอย่างที่ผมได้กราบเรียนมา ไม่ว่าเหตุการณ์วันที่ ๗ เมษายน วันที่ ๙ เมษายน วันที่ ๑๐ เมษายน วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๓ หรือแม้กระทั่งในช่วงวันที่ ๑๓-๑๙ พฤษภาคม และเหตุการณ์วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ผมกราบเรียนกับท่านประธานที่เคารพครับว่ารัฐบาลได้ แก้ไขปัญหาทั้งหลายทั้งปวงด้วยความอดทนและใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ศาลแพ่งได้มีคําสั่ง ว่าการกระทําของผู้ร่วมชุมนุมที่เป็นการปิดกั้นกีดขวางการใช้เส้นทางคมนาคมและการใช้ ยานพาหนะของประชาชนทั่วไป เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน กระทบต่อ ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมเกินกว่าขอบเขตของ รัฐธรรมนูญ เป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นี่ชัดเจนครับท่านประธานครับ พฤติกรรมทั้งหมดของเขามีคําวินิจฉัยของศาล รัฐบาลก็ได้ใช้อํานาจตามกฎหมาย คือตาม พระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ออกประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง แล้วก็แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงาน ดําเนินการตามหลักสากลทุกประการอย่างที่ผม กราบเรียนให้ทราบ ที่ผมพูดมาทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้ท่านประธานครับ นอกจาก จะกราบเรียนกับท่านประธานแล้ว ผมอยากจะกราบเรียนไปถึงคุณจตุพรและนายของ คุณจตุพรว่าถ้ารักบ้านรักเมืองรักประเทศชาติรักประชาชน วันนี้ไม่สายที่จะมาร่วมมือกัน รัฐบาลเปิดโอกาสให้แล้วครับ ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศวันเวลาแน่ชัดแล้วว่าจะมีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เริ่มต้นกันใหม่ มาสิครับ มาต่อสู้กันตามแนวทางประชาธิปไตย เดินในแนวทาง ประชาธิปไตยให้ถูกต้อง ท่านเป็นพรรคการเมือง ผมเป็นพรรคการเมือง ไปหาเสียงแข่งขันกัน มีนโยบาย มีแนวทางอย่างไรก็ไปเสนอกับประชาชน พี่น้องประชาชนตัดสินใจเลือกใคร เข้ามา ท่านก็เข้ามาดูแล มีอํานาจบริหารราชการบ้านเมือง ถ้าพี่น้องประชาชนชอบท่าน เชื่อท่าน ศรัทธาท่าน เลือกท่านเข้ามาเกินครึ่งในสภานี้ท่านก็ตั้งรัฐบาล ท่านก็มีเสียงข้างมาก ท่านจะออกกฎหมายใหม่นิรโทษกรรมให้พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ทั้งหมดก็ได้ พวกผม ก็นั่งดูตาปริบ ๆ ท่านเคยทํามาแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร ทําไมไม่สู้อย่างนี้ แต่นี่ท่านเอาเปรียบ นี่ครับ ท่านเล่นมีทั้งพรรคการเมือง ท่านเล่นทั้งไปสร้างมวลชนปลุกระดมเอาไว้ ท่านเล่น ทั้งกองกําลังติดอาวุธ อย่างนั้นมันไม่ใช่วิธีการต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตย ท่านประธาน ที่เคารพ ผมอยากจะถือโอกาสนี้กราบเรียนกับท่านประธานครับ
มีผู้ประท้วงครับ ท่านสมคิดประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สมคิด บาลไธสงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย ผมขอประท้วง รองนายกรัฐมนตรี คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่มาท้าทายมาต่อสู้ทางการเมืองกัน ผมว่าคุณอย่าพูดแต่ปาก
เอาละครับ ไม่ใช่การประท้วงแล้ว นั่งลงครับ นั่งลง ท่านรองนายกรัฐมนตรีกําลังชี้แจง ข้อกล่าวหา และได้แสดงแนวคิดของท่านนะครับ ก็เป็นสิทธิที่ท่านจะแสดง เพื่อนสมาชิก ก็ต้องอดใจนั่งฟังนะครับ ท่านเพิ่งใช้เวลามา ๑ ชั่วโมง ๔๘ นาทีเอง เชิญท่านรอง นายกรัฐมนตรีต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อคืนนี้คุณจตุพรอภิปรายเล่นงานผมมา ๓ ชั่วโมง ๓๒ นาที ผมตั้งใจว่าจะใช้เวลาครึ่งหนึ่งของคุณจตุพร ถ้าไม่มีประท้วงสลับฉากนี่ผมจบแล้ว ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ผมอยากจะชวนคุณจตุพรโทรศัพท์ ไปปรึกษานายเถอะครับ มาต่อสู้กันตามวิธีประชาธิปไตยที่ขาวสะอาด ถ้าอยากจะให้ คนเห็นใจก็กลับมาติดคุกดูสักพัก แล้วก็ไปโฆษณาประชาสัมพันธ์เลยว่าถ้าอยากจะเอาออก จากคุกเลือกให้เต็มสภา บางทีคนเขาอาจจะเลือก อย่างนี้ดีกว่าครับที่จะมาก่อการร้ายที่มา สร้างความวุ่นวาย ผลาญชีวิตผู้บริสุทธิ์ ผลาญชีวิตเจ้าหน้าที่ แต่ท่านต้องต่อสู้ตามแนวทาง ที่สุจริต สะอาด ประชาธิปไตยเหมือนที่นานาอารยประเทศเขาทํากัน นี่ท่านเอาเปรียบครับ ท่านเล่น ๓ อย่างพร้อมกันเลยครับ มีพรรคการเมืองด้วย มีมวลชนจัดตั้งที่ปลุกปั่นมาอย่างดี มีกองกําลังติดอาวุธด้วย นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตยครับ ท่านทําให้ผมคิดถึงอะไรรู้ไหมครับ ผมคิดถึงตอนที่ผมเป็นกํานัน ผมอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมเห็นพฤติกรรมอย่างนี้ พรรคคอมมิวนิสต์เขาทํา ท่านประธานครับ ในสมัยก่อนครับมีพรรคคอมมิวนิสต์
มีผู้ประท้วงครับ ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ผมประท้วง ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพตามข้อ ๖๑ ใส่ร้ายป้ายสี เมื่อกี้ท่านบอกว่าท่านทักษิณหัวหน้า ผู้ก่อการร้ายนะครับ ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อกี้ยังบอกว่าเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย ต้องถอนคําพูดนะครับ
เอาละ คืออย่างนี้ครับ ประธานวินิจฉัย ก็ไม่ต้องถอนครับ คือวันนี้เป็นการอภิปรายญัตติ ไม่ไว้วางใจ เมื่อคืนนี้ผู้ตั้งญัตติก็ได้กล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี วันนี้ ก็เป็นช่วงโอกาสที่ผู้ถูกกล่าวหาเขาก็ชี้แจง แล้วก็ชี้แจงตามความเชื่อของท่านนะครับ เดี๋ยวพูดกล่าวหาก็มีสิทธิที่จะลุกขึ้นมานําเสนอความคิดของผู้กล่าวหาอีกนะครับ เพราะฉะนั้นก็กรุณาฟัง เพราะว่านี่คือความคิดของผู้ถูกกล่าวหาเขามองอย่างนั้น ก็ต่างทรรศนะกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดาในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ได้ผิดข้อบังคับ ประธานวินิจฉัยแล้วนั่งลงครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนที่ผมเป็นกํานันอยู่ผมเห็นว่าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเขาทํากันอย่างนี้ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยวันนั้นท่านประธานครับ เขายกทฤษฎีคอมมิวนิสต์มา เรียกว่าเอาปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี บอกว่าสังคมมีชนชั้นไม่เป็นธรรม กรรมกรชาวนา ถูกกดขี่ นี่พูดไป แล้วก็เวลาเอามาใช้เขาก็นําปรัชญาทฤษฎีเรื่องนี้เอามาใช้ บอกว่าประเทศ ไทยมีศักดินา มีกระฎมพี กดขี่ขูดรีดเอาเปรียบชาวนาผู้ใช้แรงงาน นี่คอมมิวนิสต์ครับ วันนี้ เครือข่ายทักษิณทําเหมือนกันสร้างวาทกรรมใหม่ อํามาตย์และไพร่ เปลี่ยนนิดหน่อย จากศักดินา ถ้ากรรมกรชาวนา เป็นอํามาตย์กับไพร่ แบ่งคนในประเทศไทยเป็น ๒ กลุ่ม ๒ พวก โจมตีสถาบันองคมนตรี โจมตีอํามาตย์ว่าเป็นคนกุมอํานาจชี้นําว่าประชาชนทั่วไป เป็นไพร่ที่จนอยู่ ที่ไม่ได้รับการศึกษาเพราะถูกกดขี่ เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม นี่คือสิ่งที่ พวกท่านกําลังไปปลุกระดมกันอยู่ในหมู่บ้าน ในตําบล ในขณะนี้ วันนั้น พคท. ธงแดงอย่างนี้ กําหนดทฤษฎีการต่อสู้ว่าต้องปฏิวัติประชาธิปไตย พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็มา เสนอแนวทางปฏิวัติประชาชาติ ประชาธิปไตย ปลุกระดมคนทุกชนชั้นร่วมกันโค่นล้มศักดินา เปลี่ยนสังคมเป็นระบบสังคมนิยมสร้างแนวร่วมคนทุกชั้น วันนี้พวกท่านทําเหมือนกันเลย เสนอแนวทางปฏิวัติประชาธิปไตย ท่านโฆษณาทุกวันบนเวที ผมจํามาจากที่ท่านพูด และนี่ เป็นเรื่องจริง ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานลองเปรียบเทียบดูครับ ในสมัยก่อน ยุทธวิธีของคอมมิวนิสต์ก็คือการที่ให้พรรคเป็นแกนนําช่วงชิงอํานาจรัฐ จัดตั้งมวลชนเป็น เครือข่าย สร้างแนวร่วมมีกองกําลังติดอาวุธ ใช้สื่อทุกรูปแบบสร้างแนวร่วมต่างประเทศ ให้การสนับสนุนทางการเงินให้กับผู้ปฏิบัติงาน พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ทํา อย่างนั้น เอาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นแกนนํา จัดตั้งเครือข่ายมวลชนลับ ๆ ตั้งโรงเรียนการเมือง สร้างแนวร่วม ตั้งกองกําลังติดอาวุธ ใช้สถานีวิทยุกระจายเสียงเรียกว่า สถานีวิทยุปักกิ่งเป็นเครื่องมือ มีแนวร่วมเป็นคอมมิวนิสต์สากลแต่ว่ามีเงินน้อย เครือข่าย ทักษิณวันนี้เหมือนเลย ลอกแบบมาเลย คอมมิวนิสต์ใช้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เป็นแกนนํา เครือข่ายทักษิณใช้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนํา คอมมิวนิสต์ตั้งเครือข่ายมวลชน พรรคเพื่อไทยตั้งมวลชนเสื้อแดง แล้วเปิดเผย ไม่อยู่ใต้ดินเพราะวันนี้ไม่มีกฎหมาย คอมมิวนิสต์มาควบคุม ปลุกระดมกันเต็มที่เคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยสร้างโรงเรียนการเมือง แน่นอนเลยครับอึกทึกครึกโครม
เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วงท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนิยมครับ ถ้าจะประท้วงประเด็นเดิม ประธานไม่อนุญาตแล้วนะครับ ได้วินิจฉัยไปแล้วให้ท่านนั่งฟังหน่อยครับ เพราะว่า เป็นแนวคิดของท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ท่านเชื่อแบบนี้เราก็ฟัง เดี๋ยวทางฝ่ายผู้กล่าวหา ผู้อภิปรายก็อาจจะลุกขึ้นมาหักล้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นั่งลงครับ
ท่านประธานครับ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย วันนี้ท่านพูดถึงบุคคลภายนอก ตามข้อ ๖๐ มันผิดชัดเจนอยู่หลายรอบแล้วครับ
เอาอย่างนี้ครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ได้ให้สิทธิกับบุคคลภายนอกกรณีมีการ กล่าวหาถึงบุคคลภายนอกซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรี และมีการเผยแพร่ ถ่ายทอดออกไปบุคคลภายนอกเขามีสิทธิที่จะร้องขอ ที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงและสงวนสิทธิ ให้ฟ้องร้องทางแพ่งและอาญาได้ รัฐธรรมนูญเราให้ความคุ้มครองไว้แล้วท่านนั่งเถอะครับ ผู้พูดเขาจะรับผิดชอบเอง นั่งครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ เครือข่าย ทักษิณดําเนินการแบบเดียวกับที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยทําเลยมีพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนําแทนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จัดตั้งมวลชนเสื้อแดงเปิดเผย ตั้งโรงเรียนการเมืองสร้างแนวร่วม พรรคคอมมิวนิสต์มีกองกําลังติดอาวุธ พรรคเพื่อไทยก็มี กองกําลังติดอาวุธ พรรคคอมมิวนิสต์ใช้วิทยุปักกิ่ง พรรคเพื่อไทยใช้สิ่งพิมพ์วิทยุโทรทัศน์ พีเพิล แชนแนล (People Channel) วิทยุชุมชน นิตยสารไทยเรดนิวส์ (Thai Red News) วอยส์ ออฟ ทักษิณ (Voice of Thaksin) เหมือนกันเลยครับ พรรคคอมมิวนิสต์มีเครือข่าย คอมมิวนิสต์สากล พรรคเพื่อไทยสร้างเครือข่ายต่างประเทศเปิดเว็บไซต์ นปช. ยูเอสเอ (USA)
มีผู้ประท้วงครับ ท่านประยุทธ์ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ประท้วงท่านประธานในฐานะที่ท่านประธานเป็นประธานที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธานครับ ถ้าใครไปนั่งทําหน้าที่ประธานตรงนั้นจะต้องคํานึงถึงอํานาจหน้าที่ของท่าน แต่วาระนี้คือวาระอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๘ มาตรา ๑๕๙ ก็คือ มีการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ มีฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายที่อภิปรายกล่าวหา มีฝ่ายหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๑ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องมาประชุมชี้แจงด้วยตนเอง ตรงนี้ก็คือกล่าวว่า คําว่า มาประชุมชี้แจงด้วยตนเอง แปลว่าจะต้องเข้ามาประชุมด้วยตนเอง ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ คําว่า ชี้แจงด้วยตนเอง นั้นก็แปลว่าตอบคําถามฝ่ายที่เขา อภิปรายซักถาม กล่าวหา เป็นการแก้ข้อกล่าวหา เหมือนในศาลตามประมวลวิธีพิจารณา ความอาญาในศาลนั่นเอง ในการที่ประธานจะกล่าวหา ปล่อยให้ฝ่ายซักถามเกินเลยต่อ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้นท่านประธานก็ทําไม่ได้ การที่ท่านฝ่ายตอบที่จะตอบเกินเลย กว่านั้นก็ทําไม่ได้ ถ้าผมจะไปพูดอย่างนี้ ต่อไปนั้นผมคิดว่าประเด็นที่ความหยาบคายของผม มันไม่พอเพียง ท่านประธานจะต้องใช้ดุลยพินิจให้อยู่ในกรอบ ในประเด็นนี้ ประเด็นที่ ๒ ในการกล่าวหาว่ามีกองกําลังติดอาวุธ เอาปรัชญาของพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งเขาใช้ในโลก คอมมิวนิสต์ซึ่งกระผมไม่ไปแตะต้อง เอาโยงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นการจับแพะชนแกะ มันนอกประเด็น นอกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน จะต้องใช้ความเคร่งครัด ผมไม่ประท้วง ผมไม่ได้เรียกร้องหรอกครับว่าจะให้มีการถอนคําพูด หรือไม่ ผมจะเรียกร้องให้ท่านประธานจะต้องเคร่งครัดตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ครับ ท่านประธาน
ผมวินิจฉัยนะครับ ประธานก็ทราบว่าข้อบังคับ ข้อ ๑๗๑ ก็ให้ผู้ชี้แจงก็คือผู้ถูกกล่าวหา มาชี้แจง เพราะฉะนั้นการชี้แจงนี่นะครับมันก็เป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาที่เขาจะนําประเด็น ต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อจะหักล้างข้อกล่าวหา เพราะฉะนั้นตรงนี้นะครับมันเป็นเส้นแบ่งที่เรา ก็ตัดสินไม่ได้หรอกว่าตรงไหนมันเกินหรือไม่เกิน ผู้ถูกกกล่าวหาก็ถูกกล่าวหามาเกือบ ๔ ชั่วโมงขณะนี้ก็พยายามหักล้าง ประธานได้วินิจฉัยว่าเป็นสิทธิของผู้ที่ถูกล่าวหาเขาก็จะ ชี้แจงได้นะครับ ประธานได้วินิจฉัยแล้วครับ นั่งเถอะครับ ๆ ประธานวินิจฉัยแล้วครับ นั่งครับผมจะได้เชิญผู้อภิปรายได้อภิปรายต่อ ไม่อนุญาตให้ประท้วงแล้วครับ ประธาน วินิจฉัย คําวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาดครับ นั่งลงครับ ๆ ประธานให้ท่านนั่งลงครับ ประธานได้วินิจฉัยคําวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาดนั่งลงครับ ขอความกรุณาครับ ท่านครับ เดี๋ยวผู้ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิที่จะชี้แจงตามสิทธิของเขานั่งลงครับ ประธาน ไม่อนุญาตแล้ว เชิญนั่งลงครับ ท่านได้ประท้วงและประธานได้วินิจฉัยแล้วในข้อบังคับ เช่นเดียวกันบอกว่าคําวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาด เชิญท่านนั่งลงครับ ประท้วงซ้อน การประท้วงไม่ได้ นั่งลงก่อนครับ
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านพิเชษฐ์ประท้วงอะไรครับ อย่าประท้วงซ้ําประเด็นเดิมนะครับ ที่ประธานวินิจฉัยไปแล้ว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ท่านได้พูดจา พาดพิงไปถึงพรรคเพื่อไทยว่าให้การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ มีพฤติกรรมสนับสนุน คอมมิวนิสต์ ซึ่งในสังคมไทยไม่มีการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ ดังนั้นอยากจะให้ ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีนั้นได้ถอนคําพูดที่ใส่ร้ายป้ายสี เสียดสี พรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ท่านใช้คําพูดอื่นได้ครับ อย่าใช้อํานาจมากดขี่ใส่ร้ายข่มเหง พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามครับ ขอให้ท่านถอนครับ ท่านมีคําพูดอื่นเยอะแยะครับ ถอนคําพูดว่า พรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ขอบคุณครับท่านประธาน วินิจฉัยด้วยครับ
ประธานขอวินิจฉัยนะครับ ประธานวินิจฉัยขอความกรุณาท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ กรณีที่ท่านได้พูดว่ามีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนกลางดําเนินกระบวนการคล้ายกับ พรรคคอมมิวนิสต์นะครับ ขอความกรุณาท่านถอนตรงนี้ได้ไหม
ท่านประธานครับ ไม่มี เจตนาจะขัดขืนท่านประธานนะครับ แต่ว่ากราบเรียนว่าที่เขาประท้วงนั้นผิด ผมไม่ได้พูดว่า ผมกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยไปสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ผมเปรียบเทียบให้เขาฟังว่า สิ่งที่เขาทําอยู่วันนี้เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ถ้าแสลงใจผมถอนได้ ไม่เป็นปัญหา
ขอความกรุณาถอนเลยครับ
ครับ
ถอนแล้วครับ นั่งเถอะ ท่านถอนแล้ว เชิญท่านอภิปรายต่อครับ
เพื่อให้การประชุมเดินหน้า ต่อไป ผมก็ตั้งใจจะให้ความร่วมมือกับท่านประธานสภา เมื่อคืนนี้ก็นั่งฟังอยู่ถึงตีสอง ตีสามนะครับ ผมกราบเรียนต่อท่านประธานสภาที่เคารพว่า ที่นําเอาความจริง แล้วก็ ความเห็นมากราบเรียนกับท่านประธานสภานั้น เพราะผมยังมองโลกในแง่ดี ผมยังเห็นว่า ในบรรดาพวกเราที่เป็นพรรคการเมือง เป็นนักการเมือง มันมีโอกาสที่จะสร้าง ความเจริญรุ่งเรืองให้กับบ้านเมืองนี้ได้ แก้ปัญหาให้บ้านเมืองนี้ได้โดยไม่ต้องมาเข่นฆ่ากัน ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่ากลัวนะครับ แต่ผมอยากจะเรียนว่าสิ่งที่ท่านทํามานั้น ท่านไม่มีวันชนะคนไทยได้ คนไทยและประเทศไทยนี้คนส่วนใหญ่ที่เขายืนเฉย เขานั่งมอง เหตุการณ์ทั้งหลายอยู่นี่ครับ เขาติดตามที่ท่านพูดที่ผมพูดวันนี้ไม่ต้องกลัวหรอกครับ อยู่ในสมอง อยู่ในหัวใจของคนไทยทั้งประเทศ เขาวินิจฉัยเอง ผมเรียนกับท่านเลย เลิกข่มขู่คนไทย เลิกทําร้ายประเทศไทย เลิกทําร้ายจิตใจของคนไทย ทําสิ่งที่กระทบจิตใจ คนไทย เลิก เดินมาต่อสู้กันตามวิถีทางประชาธิปไตยตามปกติ ผมคิดว่าคนไทยเขาเปิด โอกาสนะครับ ถ้าท่านประกาศให้เปิดเผยว่าท่านต้องต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของ พันตํารวจโท ทักษิณ ต้องการให้ พันตํารวจโท ทักษิณ กลับประเทศ ไม่ต้องติดคุก ไม่ต้องถูกยึดทรัพย์ ขึ้นเป็นนโยบายเลยครับ คนเขาชอบเขาก็เลือก ท่านชนะ พวกผมก็มานั่งเป็นฝ่ายค้าน ไม่มี เหตุร้าย มันมีวิถีทางที่จะแก้ได้ แต่ถ้าตราบใดที่ท่านใช้การก่อการร้าย ใช้การก่อวินาศกรรม ท่านฆ่าประชาชน ท่านฆ่าเจ้าหน้าที่ ท่านใส่ร้ายทหารว่าเขาเป็นฆาตกร ท่านใส่ร้ายพวกผม ว่าเป็นฆาตกร ไม่มีใครยอมท่านครับ ประชาชนส่วนใหญ่เขาก็ไม่ยอม เชื่อผมเถอะครับ ถ้าท่านยังเดินหน้าวิธีนี้ท่านไม่มีวันชนะ ผมเชิญชวน ผมพร้อม รัฐบาลพร้อมที่จะจับมือกับ ท่านเดินหน้ากันตามครรลองประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ที่พูดมาทั้งหลายทั้งปวงนี้เพื่อเหตุนี้ แล้วขออนุญาตกราบเรียนไปถึงพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงว่า ผมพยายามที่จะพูดจาไม่ให้ไป กระทบมวลชน เพราะผมเคารพในความบริสุทธิ์ของพี่น้องประชาชนที่เขาชักชวนมาชุมนุม ผมขออนุญาตพูดไปถึงบรรดาผู้ที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์ในอดีต เดี๋ยวนี้เลิกมาเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นคนดี ทําคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองมากมาย แม้แต่ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย รัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้มอบหมายให้ผมไปดูแลให้เงินชดเชยค่าเสียโอกาสในชีวิตที่ผ่านมา ผมเคารพท่านเหล่านั้น แต่ว่าผมตําหนิบรรดาคอมมิวนิสต์หลายคนที่เข้าเป็นผู้บัญชาการ วางแผนอยู่ในขณะนี้ซึ่งผมรู้จัก ผมก็รู้จัก เคยเห็น เคยคบ กลับใจเถอะครับ อย่าทําเป็น คอมมิวนิสต์หลงโลกอยู่อีกต่อไปเลย กลับมาเถอะ อย่าทําให้ประเทศไทยเสียโอกาส มากกว่านี้ มาช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองในแนวทางที่ถูกต้องดีกว่า และผมก็หวังว่าคําพูดที่ผม กราบเรียนในที่ประชุมแห่งนี้ถึงแม้ว่าท่านไม่เอาไปคิด อย่างน้อยวันข้างหน้าท่านคงจะนึกได้ ว่าท่านพลาดโอกาสนี้ไปเสียแล้ว ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านจตุพร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย เกิดมาอยู่ในสภา เพิ่งเคยพบเคยเห็นรองนายกรัฐมนตรีพูดใช้ไมค์ ๒ ตัวในสภา ผมเรียนกับท่านประธาน นะครับว่าผมขอจับเท็จนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ผมระบุยืนยันว่าผลตรวจทางเคมีไม่พบ คําว่า เอาเขม่าปืนสารระเบิดและสารเสพติดที่มือของผู้เสียชีวิตทั้ง ๖ ศพในวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหารที่อยู่ในมือของผม ท่านประธานที่เคารพ เป็นหนังสือของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ออกหนังสือเลขที่ ยท ๑๐๐๑/๑๙๔๐ ถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่งรายงานผลการตรวจศพ ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร รายละเอียดตามแนบ โดยคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รับเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ เซ็นสลักบอกว่ามอบผู้ปฏิบัติงาน ชุดที่ ๑๘/๕๓ และชุดทําร้ายประชาชน พันตํารวจโท วีระวัฒน์ แล้วก็เซ็นชื่อนายธาริตกํากับ ตามหนังสือฉบับนี้ คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เขาก็รายงานการตรวจศพในวัดปทุมวนา รามราชวรวิหาร การตรวจศพในเบื้องต้น ศพที่ ๑ ศพที่ ๒ ศพที่ ๓ ศพที่ ๔ ศพที่ ๕ ศพที่ ๖ ระบุศพที่ ๑ ถูกยิงด้วยกระสุนปืนนัดเข้าที่ต้นแขนขวา เรียงกันอย่างนี้จนกระทั่งถึง ๖ ศพ การตรวจบริเวณเต๊นท์พยาบาล สรุปทิศทางของการยิง และนี่ครับท่านประธาน แผ่นที่ ๓ ผลการตรวจสอบทางเคมีไม่พบเขม่าปืน สารระเบิดและสารเสพติดที่มือของผู้เสียชีวิต ทั้ง ๖ ศพ เซ็นชื่อ คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อํานวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม นายสุเทพยังมาหน้าด้านโกหกในสภาท่านประธาน ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าเมื่อคืนนี้ที่ผมเรียนหารือทางประธานวิปว่าให้นายสุเทพตอบทันที แล้ว ท่านประธานให้ความเมตตาคิดได้ ๑ คืน จึงคิดมาตอบสิ่งที่ไม่ต้องตอบคําถามเลย คําถาม ของผมกรณี ๖ ศพวัดปทุมวนารามราชวรวิหารนอนเรียงรายกันนั้นไม่ได้เป็นความเห็นของ นายจตุพร พรหมพันธุ์
มีผู้ประท้วง ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ วรรคสอง ท่านประธาน นายจตุพร พรหมพันธุ์ พูดจาเสียดสีว่าท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ หน้าด้าน ผมขอให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ถอนคําว่า หน้าด้าน เพราะผิดข้อบังคับตามข้อที่ ๖๑ วรรคสองอย่างชัดเจน และเป็นถ้อยคําที่ ไม่สุภาพ ท่านประธานในฐานะผู้ควบคุมการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๘ โปรดวินิจฉัย
ประธานวินิจฉัยนะครับ คือวันนี้นี่เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างที่เรียนให้ทราบ ทั้ง ๒ ฝ่ายก็กล่าวหาและใช้ถ้อยคําตอบโต้กันไปมา ซึ่งประธานถือว่าไม่ได้ผิดข้อบังคับ ขอเชิญผู้อภิปรายอภิปรายต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ กรณี การฆาตกรรม ๖ ศพในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร นี่เป็นสํานวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานการสืบสวนสอบสวน ไม่ได้เป็นความเห็นของนายจตุพร ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ บอกว่าไม่มีการระบุว่ามีทหารเข้าไปยิง เป็นความเท็จร้อยเปอร์เซ็นต์ พยานเขาไปให้การ ๔๑ ปาก ท้ายที่สุดเขาจึงสรุปคดีว่าจากพยานหลักฐานข้างต้นทําให้เชื่อได้ว่ากรณี นายรพ สุขสถิตย์ นายมงคล เข็มทอง นายสุวัน ศรีรักษา รวมจํานวน ๓ รายจากหลักฐาน และพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวง มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามสมควรเข้าข่ายน่าเชื่อว่า ความตายเกิดขึ้นจากเจ้าพนักงานซึ่งกระทําการตามหน้าที่ ดังนั้นจึงเห็นควรส่งมอบสํานวน การสอบสวนชันสูตรพลิกศพให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดําเนินการตามมาตรา ๑๕๐ วรรคสาม ลงชื่อ พันตํารวจโท ธรณินทร์ คลังทอง ต่อมา พันตํารวจโท วรรณพงษ์ คชรัตน์ ได้แทงเรื่องให้กับรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการต่อ พันตํารวจโท วรรณพงษ์ คชรัตน์ ได้เคยไปให้ปากคํากับ พลตํารวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ ว่าดีเอสไอมีอํานาจ ทั้งการชันสูตรพลิกศพและการดําเนินคดีฆ่าคนตาย ท่านประธานที่เคารพ พันตํารวจเอก ณรัชต์ เศวตนันท์ มีลายเซ็นเรียบร้อย ทําหนังสือถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ให้ดําเนินการตามที่ เสนอ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เห็นชอบให้ดําเนินการตามที่เสนอ ลายเซ็นนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ถ้าทหารไม่ฆ่าประชาชน ก็เขาสอบ ทหาร เขาสอบประชาชน เขาสอบตํารวจที่ไปถ่ายคลิปในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเขาจึงสรุปสํานวนว่าทหารฆ่าประชาชน เจ้าพนักงานในที่นี้ใครก็รู้ว่า หมายถึงทหาร นายสุเทพหมายถึงข้าราชการกรมปศุสัตว์หรือครับ ท่านประธานที่เคารพ ศพที่ ๒ ที่นายสุเทพพยายามอธิบาย ไม่มีทหารใช้อาวุธ นี่คนซุ่มสไนเปอร์ทั้งนั้น ลองซูมรูป เข้าไปสิครับ ยังมีหน้ามาอธิบายว่าใช้แนวทางหลักสากลในการสลายการชุมนุม นี่หลักสากล ของนายสุเทพหรือครับ ต่อไปครับสั้น ๆ ท่านประธานที่เคารพ ผมไปรวดเร็วเลยครับ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ นายสุเทพมากล่าวหาพวกผมว่าฆ่านายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ แต่ดีเอสไอ เขาไปสอบสวน และเขาก็สรุปคดีว่าทางคดีมีพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวง มีข้อเท็จจริงและเหตุผลพอสมควรเข้าข่ายน่าเชื่อว่าการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ผู้ตาย เกิดจากการกระทําของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติตามหน้าที่ จึงเห็นควรส่งเรื่องกลับ ให้พนักงานสอบสวนในพื้นที่ศพนั้นอยู่ดําเนินการตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ ลงชื่อ พันตํารวจโท วีระวัฒน์ เดชบุญภา พันตํารวจโท บัณฑูร ฉิมกรา พันตํารวจโท วรรณพงษ์ คชรัตน์ แทงถึงรองอธิบดี พันตํารวจเอก ณรัชต์ เศวตนันท์ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ลงนามเห็นชอบให้ดําเนินการที่เสนอวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ลายเซ็น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ดีเอสไอเขาก็ระบุว่าความตายที่นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ทหารฆ่า ทหารโดยนายสุเทพ โดยการแต่งตั้งของนายอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นตัวการคดีใช้บงการฆ่าทุกศพ ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานว่านายมานะ อาจราญ ลูกจ้างองค์การสวนสัตว์ เด็กหนุ่ม ๒๓ ปี ก็ถูกยิงตาย ดีเอสไอก็บอกว่าเป็นความตายจากการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาระ ซึ่งถูกยิงที่อนุสรณ์สถานตอนแรกอ้างชายชุดดํา ดีเอสไอ ไปสอบสวนแล้วผลชันสูตรบอกว่าเป็นการตายจากการดําเนินการของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติหน้าที่คือทหารยิงทหารด้วยกันอง ยังหน้าด้านมาอธิบายในสภาอีก นายชาติชาย ชาเหลา นี่ก็ตายโดยการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร โดยการสั่งการของนายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ ลุงบุญมี เริ่มสุข คนไทยอายุ ๗๑ ปีไปกินข้าวกับเมียที่ร้านระเบียงทอง ออกมาถูกยิงตาย นี่ละครับ ดีเอสไอเขาสรุปว่าเป็นการกระทําของเจ้าพนักงาน นายชาญณรงค์ พลสีลา พยานปากสําคัญเป็นนักข่าวเยอรมัน เขาระบุชัดเจนว่าทหารยิง ดีเอสไอก็ระบุว่าเป็นการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ น้องวีซ่า เด็กชายคุณากร ศรีสุวรรณ เด็กชาย ดูสิครับ สภาพศพเขาไม่ควรจะมาตายเลย ดีเอสไอก็สรุปว่าเป็นการกระทําของ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านประธานที่เคารพ ฆ่าทั้งคนแก่และเด็ก กล่าวหาว่าพวกผมเอาเด็ก คนแก่มาเป็นเกราะกําบัง แต่นี่ฆ่าคนแก่และฆ่าเด็ก
ท่านจตุพรมีผู้ประท้วงครับ ท่านวัชระ ประท้วงอะไร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธาน ต้องควบคุมการประชุม และท่านประธานอนุญาตให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ นําภาพเด็ก ซึ่งเสียชีวิตขึ้นโชว์ในภาพจอโทรทัศน์ของรัฐสภาได้อย่างไร ท่านประธานครับ ถ้าผู้เสียชีวิต เราต้องเคารพ และภาพเด็กที่เสียชีวิตนั้นไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนําเผยแพร่ทางโทรทัศน์ ซึ่งเมื่อคืนนี้ผมได้กราบเรียนท่านประธานอภิวันท์ วิริยะชัย แล้ว ท่านก็ได้ให้ฉายได้แป๊บเดียว ท่านประธานครับ แล้ววันนี้ไม่ควรที่จะนํามาฉายอีก นายจตุพรนี่เป็นไพร่ร้อยกิโลกรัม
ท่านวัชระครับ ขอความกรุณาท่านถอนคําพูดที่ไปกล่าวหาต่อว่าท่านจตุพรว่าเป็นอะไร ของท่าน ถอนเสีย เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยสิ่งที่ท่านได้ประท้วง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอ ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธานต้องดํารงตนเป็นกลาง ไม่ใช่ท่าน วินิจฉัยว่าผมพูดอย่างนั้นแล้วเป็นการที่เสียดสีหรือดูหมิ่น เพราะผมพูดคําว่า ไพร่ร้อยกิโลกรัม คําว่า ไพร่ นายจตุพรก็ประกาศตัวเองว่าเป็น ไพร่ คําว่า ร้อยกิโลกรัม นํานายจตุพรไปชั่งคือว่าหนักร้อยกิโลกรัมจริงหรือไม่ ผมไม่ได้หมิ่นแต่ประการใดครับ น้ําหนักนายจตุพร ๑๐๐ กิโลกรัมและเป็นไพร่
นั่งเถอะครับ ขอวินิจฉัยเรื่องแรกก่อน
ผมไม่ต้องถอนนะครับ
ไม่เป็นไรครับ
ไม่ต้องถอนนะครับ ท่านผู้ถูกกล่าวหาท่านไม่ติดใจก็ไม่ต้องถอน ทีนี้ผมวินิจฉัยเรื่องภาพ ภาพนี้ผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการซึ่งเมื่อคืนนี้ก็ได้มีการพูดจากันครั้งหนึ่งแล้ว คณะกรรมการก็พิจารณาโดยรอบคอบแล้วบอกว่าภาพนี้ก็ไม่ได้อุจาดสายตาอะไร ไม่ได้ มีเลือดอะไรที่มันออกมาจากภาพไม่ดี เมื่อคืนก็อนุญาตไปทีแล้ว วันนี้เพียงแต่ว่าเป็นการสรุป ของท่านจตุพรท่านก็เอาภาพนี้ขึ้นมาอีก ก็ต้องถือว่าท่านสามารถที่จะนํามาแสดงได้ เพราะกรรมการทั้งหมดเห็นชอบให้แสดงได้ในภาพนี้ เชิญต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ ทุกศพที่ผม นํามาแสดงนั้นเป็นศพที่ดีเอสไอได้ทําสํานวนเป็นที่ยุติแล้วว่าความตายทั้งหมดเกิดขึ้นจาก การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยนัยความสําคัญก็คือว่าเป็นความตายจากการยิง ของทหาร โดยการสั่งการของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยการแต่งตั้งจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านประธานที่เคารพ กรณี ๖ ศพวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร กรณีความตาย ทั้งหมดเขาได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพข้อหาใช้บงการฆ่า เขาได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพข้อหาใช้บงการฆ่า ที่นายสุเทพขึ้นภาพในจอว่าตัวเองไปมอบตัวแล้ว อ้างว่าผมใช้เหตุผลการไม่ยุติการชุมนุม นายสุเทพพูดความเท็จในสภา การที่นายสุเทพไปดีเอสไอในวันนั้น ท่านอาจารย์มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตหัวหน้าคณะในศาลฎีกาจะเป็นพยานได้เป็นอย่างดีว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ได้ไปมอบตัวตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา แต่นายสุเทพไปวันนั้น เพื่อไปรับทราบว่ามีคนแจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งไม่ได้อยู่ในสารบบการดําเนินคดีใด ๆ ทั้งสิ้น พวกผมจึงไม่ชัดเจน จึงตามทั้งตํารวจ พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน พลตํารวจโท ชัจจ์ กุลดิลก อาจารย์มานิตย์ อาจารย์อุดม เฟื่องฟุ้ง นักกฎหมายทั้งนั้น เลยสรุปความว่าการไป รับทราบข้อกล่าวหานั้น ไม่ใช่ไปรับทราบว่ามีคนไปแจ้งความ ไม่ใช่เป็นการรับทราบ ข้อกล่าวหานั้น ไม่อยู่ในประมวลวิธีพิจารณาความอาญา คือก้มกันทั้งประเทศ
ประเด็นต่อมา ท่านประธานที่เคารพ ผมนึกไม่ถึงว่าประเทศนี้จะมีคน สมองทึบขนาดนี้ บอกว่ามีคนชุดดําไปฝึกถ่ายรูปคู่กับเสธ.แดง ฝึกยิงหัวโดยสถานที่ฝึก สนามหลวงท่านประธาน ป่วยแล้วหรือครับ ฝึกยิงสนามหลวง เจ้าหน้าที่ตํารวจชนะสงคราม กองปราบปล่อยได้อย่างไร เขาไปฝึกยิงคนที่ท้องสนามหลวงท่านประธาน เป็นไปได้ครับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ปรากฏว่ามาอธิบายในสิ่งที่คนไทยนึกไม่ถึงว่าไปฝึกยิงคนกันที่ ท้องสนามหลวง แล้วผลเป็นอย่างไรท่านประธาน ผมถามนายสุเทพว่าเหตุผลอันนี้ใช่ไหม ที่พวกท่านตัดสินใจยิงหัวของ พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล เพราะมีความเชื่อว่าเสธ.แดง ไปฝึกกําลังยิงหัวคนที่ท้องสนามหลวง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ พกปืนในสนามหลวงก็ถูกจับแล้ว ท่านประธานที่เคารพถามสิครับว่าอาวุธที่ยิงเสธ.แดงนั้น นายสุเทพรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ ผมชักจะสงสัย
ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นต่อมา ยังมายืนยันกล่าวหาผมอีกว่าที่เจรจา กับนายอภิสิทธิ์ที่สถาบันพระปกเกล้า ผมรับโทรศัพท์จากนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นความเท็จ ร้อยเปอร์เซ็นต์ นายสุเทพให้นายจุติ ไกรฤกษ์ ไปเช็กระบบการใช้โทรศัพท์ของผมสิ ว่าห้วงเวลาดังกล่าวเป็นเบอร์จากต่างประเทศหรือเปล่าที่โทรมาหาผม คนที่โทรหาผมเขาชื่อ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผมยังกระเซ้าเลยว่า พันตํารวจโท ดอกเตอร์ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โทรมา เห็นไหมความเท็จอันนี้ไปขยายว่านายกรัฐมนตรีทักษิณสั่งการ
ท่านบุญยอดประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานครครับ ในประเด็นที่จะได้มาตอบ อีกรอบหนึ่งผมคิดว่าท่านประธานต้องควบคุมว่าจะต้องเป็นประเด็นใหม่ ไม่มีความซ้ําซ้อน ตามข้อบังคับข้อ ๖๑ ประเด็นที่เราได้ฟัง ๒-๓ เรื่องนี้ แล้วรวมทั้งภาพที่เอามาใช้ก็เป็น ประเด็นที่เคยอภิปรายไปแล้วเมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องควบคุมด้วย ไม่อย่างนั้นมันกลายเป็นการอภิปรายรอบ ๒ ถ้าหากว่าเราจะฟังต่อไป ผมเชื่อว่าก็ไม่มี ประเด็นใหม่ครับ เดี๋ยวก็ลองฟังดู ท่านประธานต้องควบคุม
ประธานขอวินิจฉัยกรณีเรื่องโทรศัพท์ เมื่อช่วงเช้าท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านก็ยังยืนยันว่า เป็นโทรศัพท์จากท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ แต่วันนี้ผู้ที่เขาปฏิเสธเขาก็ลุกขึ้นมาปฏิเสธ แล้วเขาก็ยืนยันว่า ไม่ใช่ แล้วนี่ก็ถือว่าเป็นการแก้ข้อกล่าวหาซึ่งกันและกัน เดี๋ยวถ้ามีประเด็น อะไรที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพท่านคิดว่าท่านต้องมาชี้แจงตามสิทธิของท่าน ท่านก็มี สิทธิทําได้ เชิญต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ แล้วที่บอกว่า ชายชุดดําขึ้นรถตู้สีขาวที่ถ่ายมานั้น ผมบอกให้นายสุเทพไปตรวจสอบเลยเป็นนายทหาร ๕๐ นาย ใช้รถตู้สีขาวขึ้นมาหลายคันครับ ผูกคอแดงอยู่ในกรมทหารราบที่ ๑๑ มาจากนายทหาร กองร้อยอาวุธเบาที่ ๓ กองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๑๑ เตรียมพร้อมเข้าปฏิบัติการ ทั้งหมดนั่งรถตู้สีขาวออกจากกรมทหารราบที่ ๑๑ ตอนช่วงกลางคืน เสร็จแล้วพวกท่าน ไปปฏิบัติการถ่ายภาพ ท่านประธานลองนึกดูสิครับ วันที่ ๑๐ เมษายน เกิดกรณีอ้างเรื่อง ชุดดํามา ถ้าชุดดํามันมีมันสมองและมันมีจริงขึ้นมา มันยังหน้าโง่ไปใส่ชุดดําตั้งแต่วันที่ ๑๑ เมษายน เป็นต้นมาหรือเปล่า ไปทําอะไรก็ต้องใส่ชุดดําหมด ผมเรียนกับท่านประธานเลยว่า อ้ายนี่อย่างไรครับ ที่นายถวิล เปลี่ยนศรี บอกว่าเป็นวาทกรรมชุดดําก่อการร้ายให้ พันเอก สรรเสริญ แก้วกําเนิด ได้แถลงข่าวจนกระทั่งคนเชื่อ ท่านโกหกกันอย่างนี้ ต่อมา ท่านประธานที่เคารพ การฝึกที่แอบอ้างเรื่อง คุณอารีย์ ไกรนรา พลโท ทวนทอง เขาไม่ได้ไป ฝึกให้ใช้อาวุธ แต่เขาคุยเรื่องระเบียบวินัยในการดูแลผู้ชุมนุมมาจํานวนมาก ผมเรียนกับ ท่านประธานว่านายสุเทพทําเหมือนกับไม่เคย บริสุทธิ์ดั่งผ้าขาว พันธมิตรเขาพูดอยู่ทุกคืน พูดจนกระทั่งตํารวจท้องเสีย ๔๐ นายเมื่อวานนี้ เขาบอกชัดเจนว่าพวกท่านร่วมกับเขา สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ขนคนมาร่วมชุมนุมให้สตางค์เขา วางแผนยึดทําเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินด้วยกัน มาอวดดีบอกว่าพวกผมเอาเปรียบ มีเสื้อ แดงในสภา แล้วเวลาพวกท่านละครับ นับตั้งแต่ไปเปิดประตูให้กับคณะรัฐประหาร ยึดทําเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินดอนเมือง ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ถามว่าพวกท่านทําได้ ใช่ไหม พวกผมแค่สี่แยกราชประสงค์ ท่านประธานที่เคารพ
ประเด็นต่อมา เรื่องยึดอาวุธปืนที่ไทยคม นายสุเทพฐานะ ผอ.ศอฉ. ผมอภิปรายครั้งที่แล้วบังเอิญว่านายสุเทพตอบคําถามอภิปรายครั้งนี้ผมไม่ได้ เฉไฉ อาวุธ ทั้งหมดท่านไปถาม พลตํารวจโท กฤษฏา พันธุ์คงชื่น พลตํารวจตรี คํารณวิทย์ ธูปกระจ่าง อาวุธทุกชิ้นคืนให้ทั้งหมด เพราะประชาชนเขากลัวทหารยิงเพราะมีการยิงแก๊สน้ําตา หลังจากนั้นก็แยกย้ายกัน วันที่ ๑๐ เมษายนก็เช่นเดียวกัน ก็ตายกัน ๒๕ ศพ บาดเจ็บ ๘๓๕ คน เขาก็ไปยึด ๆ เสร็จเขาก็คืน ท่านถาม พลตํารวจตรี วิชัย สังข์ประไพ รู้เต็มอก ข่าวดังทั้งประเทศแต่ยังบิดเบือน คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ยังไปส่งให้เลย ไปทําพิธีส่งมอบ แต่การบิดเบือนของท่าน ความจริงแล้วผมฟังวันนี้พูดจริงอยู่เรื่องเดียวตอนแนะนําตัวเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ
ท่านสมาชิก ขอความกรุณานะครับอยู่ในความสงบ อย่าไปปรบมือหรืออะไร
แล้วมาใส่ร้าย อริสมันต์เขาพูดกรณี ยึดอํานาจ ณัฐวุฒิเขาพูดเพื่อต้องการป้องกันไม่ให้พวกท่านเข้ามาฆ่าประชาชน ห้างเกษรพลาซ่า สินค้าแบรนด์เนม (Brand name) ของหายสักชิ้นไหม เสร็จศึกยังไปจ่าย ให้ชุดบรรเทาสาธารณภัย ๒ล้านบาทเลย ผมเรียนกับท่านประธานว่าเขาพูดเพื่อป้องกัน ไม่ให้ใครมาฆ่าประชาชน กรณีของผมบอกว่าถ้ามีการฆ่าประชาชนให้ไปรวมตัวที่ศาลากลาง ให้ประชาชนใช้ดุลยพินิจ ผมสั่งเผาหรือนายสุเทพ ถ้าผมบอกให้นายสุเทพใช้ดุลยพินิจ แปลว่าผมบอกให้นายสุเทพเผาหรือครับ ถ้าอย่างนั้น ต่อไปนี้ไปสั่งน้ําพริกเผาก็บอกว่า เป็นน้ําพริกดุลยพินิจนะครับ คิดบ้าง เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีขี้เท่อที่สุด กรณีต่าง ๆ นั้น แม้กระทั่งของ พันตํารวจโท ทักษิณ พยายามยัดเยียดบอกว่าที่คนเสื้อแดงชุมนุมกันมานั้น เกิดมาจาก พันตํารวจโท ทักษิณ ถูกยึดทรัพย์ ไม่ใช่ครับ ไม่เคยมีหัวข้อการเจรจาใด ๆ ระหว่างพวกผมว่าจะต้องอภัยโทษให้กับ พันตํารวจโท ทักษิณ หรือต้องการเอาสินทรัพย์ นายกรัฐมนตรีทักษิณกลับมา การเจรจาทั้งหมดอยู่เงื่อนไขเดียวคือพวกท่านมาโดยมิชอบ ประชาชนเขาไม่ได้เลือกพวกท่าน พวกท่านได้ ๑๖๕ พวกผม ๒๓๓ พวกท่านนี่ ปล้นระหว่างทาง
ท่านประธานที่เคารพ และผมขอถามท่านนายอภิสิทธิ์ต่อด้วยว่า ก่อนยุบพรรคพลังประชาชน ได้ไปพบนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ที่ร้านอาหารแพลทฟอร์มวัน ที่สถานีรถไฟสามเสน โดยนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ แจ้งให้รับรู้ถึงการยุบพรรคและการสลับขั้ว ให้เตรียมการเอาไว้จริงหรือไม่ เพราะหน้าห้องของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เขียนจดหมาย ร้องทุกข์ไปยังนายอภิสิทธิ์นั่นเอง เขาได้ระบุว่าเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญไปแจ้ง เรื่องยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตยให้นายอภิสิทธิ์ทราบก่อน ที่ร้านอาหารแพลทฟอร์มสถานีรถไฟสามเสนจริงหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพ การมาปลุกผี คอมมิวนิสต์ขึ้นมา ผมบอกว่าวันนี้นายสุเทพต้องรู้ว่า ปัจจุบันนี้มันไม่มีคอมมิวนิสต์ มีแต่ คอมมิชชัน (Commission) พวกท่าน ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจมีแต่คอมมิชชัน และฆ่า ประชาชนก็มีคอมแบท (Combat) ผมเรียนกับท่านประธานว่าคอมมิชชันไปใส่ร้ายคนอื่นว่า เป็นคอมมิวนิสต์ แล้วท้ายที่สุดท่านประธานลองดู ประชาชนที่ถูกฆ่าปราบปรามเหตุการณ์ วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่เข้าป่า บางคนเข้าป่าก่อนหน้านี้ มีอยู่ทุกพรรคการเมืองครับ รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายเมื่อวานนี้ก็เป็นพรรคคอมมิวนิสต์เก่ามา ประธานวิปของท่านนี้ก็เข้าป่ามา คนที่จะให้มาเป็นโรงเรียนการเมืองของท่านนี้นะครับ จะทําโรงเรียนการเมืองด้วย เห็นเขาทําอะไรจะเอาตาม เป็นอะไร ก็เอาคนพรรคคอมมิวนิสต์มาทําไม่ใช่หรือ ถ้าบอกว่า ใครเข้าป่าเป็นพรรคคอมมิวนิสต์มาทําได้อย่างไร แล้วก็บอกว่าพีเพิล แชลแนล เป็นโทรทัศน์เถื่อน แล้วมนุษย์ที่ไหนก็บอกว่าจะไปทําทีวีสีฟ้า ระดมทุน ๓,๐๐๐ ท่านก็เถื่อนเหมือนกัน ถ้าพวกผมเถื่อน พวกท่านก็กําลังคิดทําของเถื่อนเช่นเดียวกัน มีอะไรดีกว่าคนอื่นเขา เพราะฉะนั้นการออกมา ใส่ร้ายเวลาใช้คํา สถาบันองคมนตรี ต้องแยกกันนะครับ องคมนตรีไม่ใช่สถาบัน สถาบันก็คือ สถาบัน แล้วมาอวดดีปกป้องความจงรักภักดี วิกีลีกส์ที่เอกอัคราชทูตประเทศสหรัฐอเมริกา เอาข้อความของอดีต ๒ นายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีปัจจุบันเป็นองคมนตรี ที่ประทุษร้าย มุ่งหมายเอาชีวิตองค์รัชทายาทนั้น ท่านปล่อยอยู่ได้อย่างไร ไหนจงรักภักดีขึ้นสมองอย่างไร นายสุเทพ เวลาพวกท่านหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หมิ่นได้ แต่คนอื่นพอเวลาไล่ล่า ผมบอก ว่าเวลาคนของตัวเองไปปฏิบัติ เงียบกริบ สถาบันเอาไว้ใส่ร้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เขาจึงไป สารภาพว่าผังล้มเจ้าเป็นตราบาปของ ศอฉ. เพราะเอาเพียงแค่ข้อมูลฝ่ายข่าวมาเชื่อมโยงของ นปช. แต่ปรากฏว่าไปหลุดเป็นผังล้มเจ้า เขาบอกว่านี่เป็นตราบาป แต่นายสุเทพไม่เคยแสดง ความรับผิดชอบอะไร ผมเรียนกับท่านประธานว่า ขนาดเลขานุการ ศอฉ. เขายังมีความ สํานึกบาปโดยสรุปครับท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนว่าเหตุการณ์ของบ้านเมืองทั้งหมดมานี้ เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถอน เอานายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ความจริงพวกท่านไม่เคยได้รับ ความรักจากประชาชน เทียบเท่ากับ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้เลย เลือกตั้ง ๒ ครั้ง จากการที่ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ครั้งแรกวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ พวกผมได้ ๒๔๘ เสียง พวกท่านได้ ๑๒๕ เสียง ห่างกันเกือบ ๒ เท่าตัว เลือกตั้งครั้งที่ ๒ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ พวกผมได้ ๓๗๗ เสียง พวกท่านได้ ๙๖ เสียง เกือบ ๔ เท่าตัว ถ้าพวกท่านไม่ไปร่วมชุมนุมกันพันธมิตร ไปเปิดตัวให้กับวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ชาตินี้ ท่านสู้ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านจึงสร้างสถานการณ์ สร้างภาพใส่ร้าย พันตํารวจโท ทักษิณ มาโดยตลอด เช่น นายสุเทพกล่าวว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาเป็นประธานาธิบดี เป็นการใส่ร้ายชนิดที่เลวที่สุด ใช้ไม่ได้ ถ้าผมบอกว่าเหตุที่นายสุเทพ บอกว่านายกรัฐมนตรีทักษิณจะกลับมาเป็นประธานาธิบดีเพราะกีดกัน พันตํารวจโท ทักษิณ เพราะตัวเองจะเป็นประธานาธิบดีเอง ผมพูดได้ไหม เพราะฉะนั้นการกล่าวหาใครเหมือนกับ การกล่าวหาพรรคพลังประชาชน บอกว่านายกรัฐมนตรีทักษิณขนเงินสด หมื่นล้านบาท ผ่านเครื่องซีทีเอ็กซ์ ๙๐๐๐ (CTX 9000) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย สนามบินสุวรรณภูมิ มนุษย์ที่ไหนก็คิดไม่ได้ แต่นายสุเทพคิดได้ครับ เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษจริง ๆ ร่างกายท่านทํา ด้วยอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ความทั้งหมดที่สู้ไม่ได้ เมื่อยึดอํานาจแล้วท้ายที่สุด พอคืนอํานาจให้กับประชาชน มีการตั้งองค์กรอิสระเอาไว้ถ่วงเอาอีก กฎกติกาเลือกตั้ง ตอนวันแมนวันโหวต (One Man One Vote) แพ้ ๒ ครั้ง จาก ๒ เท่าตัวมา ๔ เท่าตัว ไปเสนอเป็นพวง คมช. เขาก็ให้ ท้ายที่สุดก็แพ้อีก สุดท้ายก็ไปคว่ํานายสมัครเรื่องทํากับข้าว พวกท่านไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ยึดทําเนียบรัฐบาล จนกระทั่งยุบพรรคพลังประชาชน ก่อนหน้านี้ตอนที่ยึดอํานาจ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นายสุเทพ เทือกสุบรรณได้นําพยานเท็จไป เบิกความในศาลรัฐธรรมนูญจนเป็นเหตุให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบ ๑๔ ล้านคนถูกประหาร ชีวิตทางการเมือง นายสุขสันต์ ชัยเทพ นายชวการ โตสวัสดิ์ เป็นพยานปากเอกที่นายสุเทพ เอาไป ต่อมาเขาเดินทางไปพบ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ท่านอาจจะเถียงผมว่าฟ้องกันในศาล สู้ไป แต่ ๒ ผู้ต้องหานี้เขาได้ระบุชัดเจนว่านายสุเทพตกลงจ้างเขาคนละ ๑๕ ล้านบาท เพื่อใส่ ร้ายพรรคไทยรักไทย นายสุเทพไปจ่ายให้เขาคนละ ๕ ล้านบาท ตกลงตําแหน่งทางการเมือง แล้วก็เบี้ยว จนกระทั่งเขาตกเป็นจําเลยด้วย นายชวการ โตสวัสดิ์ นายสุขสันต์ ชัยเทพ เป็นพยานปากสําคัญในการยุบพรรคไทยรักไทย พอพรรคไทยรักไทยถูกยุบ ท่านประธาน ที่เคารพ ตั้งพรรคพลังประชาชนก็ยังสู้ไม่ได้ แต่ที่มันเจ็บใจก็คือว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ คนนี้ นั่งหน้าดําอยู่ในสภาคนนี้เป็นคนนําพยานเท็จ ปั้นพยานเท็จ พยานมาสารภาพว่าได้รับ ค่าจ้าง ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น ท้ายที่สุดเมื่อพวกท่านขึ้นมาเป็นรัฐบาล ท้ายที่สุดเหตุการณ์เมษาเลือดที่เขาหยิบยกมาอธิบายนั้นเพราะเขาไปแจ้งความดําเนินคดี ส.ส. ไพโรจน์ อิสระเสรีพงศ์ เขาไปแจ้งเรื่องเผารถเมล์ ๕๒ คัน การสอบสวนชุดที่มี การสอบสวนที่ไม่กล้าให้เปิดในสภานั้นเขาก็สารภาพเสร็จสิ้นว่าทหารเอาไปเผา ท่านประธาน ที่เคารพ เหตุการณ์ที่นางเลิ้งที่พยายามยกตัวอย่างนั้นพวกผมก็ต้องการไปจี้คดีว่าฆาตกรที่ยิง มันเป็นใคร มัสยิด ซอย ๕ ซอย ๗ ท้ายที่สุดสอบไปแล้วกลายเป็นเรื่องโอละพ่อ ท่านประธาน ที่เคารพ ผมบอกไปยังพี่น้องคนไทยทั้งชาติว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั้นเป็นคนที่พูดเท็จ พวกผมมีการนัดประชาชนในวันพรุ่งนี้ ถ้าเขาเชื่อนายสุเทพไม่มีใครออกมาหรอก แต่มารําลึก จากการฆาตกรรมอย่างอํามหิต พวกผมตายด้วยมือเปล่าทุกศพ ผมต้องการรําลึกถึงพวกเขา จนกระทั่งเอาคนผิดได้มาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ผมเรียนกับท่านประธานว่า สํานวนที่ผมหยิบยกทั้งหมดว่าถ้านายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ไม่นั่งกํากับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่นั่งกํากับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ บัดนี้เขาต้องอยู่สถานะเดียวกับพวกผมแล้ว นายสุเทพ ก็จะถูกข้อหาฆาตกรรม ข้อหาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพราะความตายที่เกิดขึ้น ๑๓ ศพ เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยคําสั่งของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่ในฐานะของตัวการ คุณคือฆาตกร นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ตอนที่ฟ้องผมคดีก่อการร้าย บอกว่าพวกผมฆ่ากันเองตาย ๙๑ ศพ กระดี๊กระด๊า วันนี้ดีเอสไอพิสูจน์มาแล้วว่า ๑๓ ศพ พวกคุณฆ่า ๖๔ ศพ ไม่กล้าสอบต่อครับ นายสุเทพกล้ารับไหม พลเอก ดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลูกน้องของนายสุเทพกล้าบอกอย่างลูกผู้ชายไหมว่าไม่มีใครไป พูดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษว่าจะทําคดีให้ทหารฆ่าประชาชนไม่ได้ นักการเมืองมาแล้วก็ไป เพราะฉะนั้นทหารฆ่าประชาชนไม่ได้ ดีเอสไอก็ขนลุกสิครับ หยุดทํา ๖๔ ศพ บอกว่าไม่ทราบ สาเหตุ เป็นบ้ากันไปหมดเลยประเทศนี้ท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธานว่าที่ผมหยิบยก มาอธิบายเพื่อบอกว่าคดีนี้ความจริงเลยนะครับ ผู้กํากับสถานีตํารวจปทุมวันระบุอย่างชัดเจน เลยครับ ลองดูหนังสือวันที่ ๘ มิถุนายนสิครับ ทําหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกว่า เนื่องจากวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้ากระชับพื้นที่กลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ที่บริเวณราชประสงค์แล้วเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตจํานวน ๖ ศพ อยู่ในวัดปทุมวนาราม สถานี ตํารวจปทุมวันได้รับคําร้องทุกข์ไว้ตามคดีอาญาในฐานความผิดฆ่าผู้อื่น พันตํารวจโท ธัชชัย เป็นผู้กล่าวหา ส่วนคนร้ายยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด ดังนั้นคดีจึงเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษเขาจึง ส่งไปให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งหมดนั้นเรียงตามลําดับ ไม่เว้นแม้กระทั่งหน่วยงาน อย่างกองปราบปราม หน่วยงานอย่างกองบัญชาการสอบสวนกลางระบุชัดเจนว่าวันที่ ๓ มิถุนายน นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดานางสาวกมลเกตุ อัคฮาด ผู้เสียหายได้มาร้องทุกข์ กล่าวโทษให้พนักงานสอบสวนของกองปราบดําเนินคดีอาญากับนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ พลเอก อนุพงษ์ โดยกล่าวหาว่าเป็นตัวการหรือผู้ใช้ผู้อื่นกระทําความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โดยเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน โดยเฉพาะวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่ทหารอยู่บนราง รถไฟฟ้าบีทีเอสหน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหารได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่ผู้ชุมนุม ทางกองปราบเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีพิเศษ พันตํารวจเอก สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาการผู้การ กองปราบเวลานั้น ที่ผมบอกเมื่อวานนี้ วันที่ ๑๙ ไปเจอผมที่ สตช. บอกว่ากว่าจะเข้ามายาก มากทหารตรวจค้น แนะนําว่าเป็นผู้การกองปราบยังยากเลย พลตํารวจโท ไถง ปราศจาก ศัตรูก็ระบุอย่างชัดเจนว่าวันที่ ๑๙ นางสาวกมลเกตุบุตรสาวผู้กล่าวหากับพวก อาศัยอยู่วัด ปทุมวนารามถูกเจ้าหน้าที่ทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ใช้อาวุธปืนสงครามยิงเสียชีวิต ๖ ศพ และเขาก็ส่งให้เป็นคดีพิเศษ นายสุเทพยังโชคดีครับ ความจริงแล้วดีเอสไอซึ่ง พันตํารวจ โท วรรณพงษ์ คชรัตน์ เขาพูดเองกับ พลตํารวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ บอกว่า ดีเอสไอมี อํานาจทั้งทําสํานวนชันสูตรพลิกศพและสํานวนคดีฆ่าคนตาย แต่ปรากฏว่าความที่พวกท่าน บ้านเมืองนี้ประเทศใดก็ตามเอาฆาตกรมาทําคดี ย่อมเป็นประโยชน์ต่อฆาตกร แทนที่จะส่ง ไปยังอัยการ อัยการจะส่งไปในศาล บัดนี้คดีต้องอยู่ในศาล นายสุเทพต้องประกันตัวฐานะ ผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตาย ปิดสมัยประชุม พูดไม่เข้าหู นายธาริตก็มีสิทธิไปยื่นถอนประกันได้ แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทําหน้าที่เพียงแค่ไปรับทราบว่ามีคนมาแจ้งความ ไปเล่าสู่กันฟัง ผมบอกกับท่านประธานเลยว่านี่คือความเจ็บช้ําของกระบวนการยุติธรรม ผมบอกว่า เมื่อวานนี้ถ้านายสุเทพไม่เล่นแร่แปรธาตุชั้นพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่ตํารวจถ่วงรั้งเต็มที่ ๓๐ วัน ๓ รอบ คือ ๓๐ วัน ครั้งแรกขยายไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน ก็รวม ๓ เดือน อัยการ ๓๐ วัน ๑ ครั้ง ขยาย ๓๐ วัน ๒ ครั้ง รวมทั้งหมด ๖ เดือน ถึงอย่างไรก็ต้องไปถึงศาล แต่ประเทศนี้ไม่มีหลักนิติรัฐ นิติธรรม เอาฆาตรกรมาชูคอ สั่งการดําเนินคดี ประเทศมันก็ ไม่ไปถึงไหน ผมจึงภาวนาอย่างไรครับ พวกท่านถ้าคิดเป็นรัฐบาล ๒๐ ปี ประชาชนเชื่อ นายสุเทพ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะว่าสํานวนทั้งหมดนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องระหว่างผมกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณา แต่เป็นเรื่องของการสอบสวนทางคดีความ ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าบ้านเมืองในวันนี้ นายสุเทพจะพูดบิดเบือนอย่างไรก็ได้ แต่ทั้งหมดความจริง ย่อมเป็นความจริง พวกผมนั้นไม่นิยมความรุนแรง ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีและเคยประณาม โจรห้าร้อยที่ยิงเอ็ม ๗๙ ใส่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อหลายปีก่อนว่าเป็นคนชั่ว หนังสือพิมพ์ ไม่เห็นด้วยกับตัวเอง ยังบังอาจไปยิงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐด้วยเอ็ม ๗๙ และคนชั่วพรรค์อย่างนี้ ใช่หรือไม่ที่มาเที่ยวยิง เที่ยวสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ โดยปราศจากการสํานึก ผมเรียน กับท่านประธานอีกครั้งว่าในเวลาอันสั้น ๆ เมื่อคืนนี้ความจริงนายสุเทพต้องตอบผมทันที ท่านประธานมีความเมตตาไปเตรียมตัวคืนหนึ่งออกมาเป็นคอมมิวนิสต์เลย ผมบอกกับ นายสุเทพผ่านท่านประธานผมคิดว่าท่านสู้คดีได้ครับ คดีฆ่าคนตายในฐานผู้ป่วย ท่านควรไป พบจิตแพทย์ได้แล้ว ขอบคุณท่านประธาน
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ
ท่านสถาพรประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ กระผม สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ผมต้องอาศัยสิทธิตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ของการประชุม สภาผู้แทนราษฎร นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้พาดพิงผมกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งผม ต้องลุกขึ้นมา
อนุญาตให้ใช้สิทธิพาดพิง
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ที่ต้องลุกขึ้นมาใช้สิทธิที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทหาร ตํารวจที่ล้อมปราบประชาชน ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น มีวรรคหนึ่งนายสุเทพกล่าวหากระผม ซึ่งไม่หมด ท่านกําลังโกหก ใช่ครับ ผมเป็นผู้ต้องหา แต่การเป็นผู้ต้องหาของกระผมนั้นมันมี ที่มาอย่างนี้ครับ ท่านประธานผ่านไปยังนายสุเทพ วันที่ ๑๐ เมษายน พี่น้องประชาชน มาชุมนุมกันที่กรุงเทพมหานครทั่วประเทศ เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ นาฬิกา นายสุเทพ ได้สั่งการให้มีเฮลิคอปเตอร์โปรยแก๊สน้ําตาลงมาท่ามกลางฝูงชนที่บริเวณที่ชุมนุมกันอยู่ พี่น้องประชาชนกําลังทานข้าวครับ แก๊สน้ําตาตกลงกลางฝูงชนเหล่านั้นก็เอะอะโวยวายว่า ทหารทําไมทําเกินกว่าเหตุ ท่านโปรยรายชื่อที่จะแจ้งจับคน ๑๘ คน เสร็จจากนั้นท่านเอา เฮลิคอปเตอร์โปรยแก๊สน้ําตาลงมา พี่น้องประชาชนตื่นตระหนกวิ่งกันอลหม่านครับ ท่านรอง นายกรัฐมนตรีสุเทพท่านนึกถึงคนที่เจตนาบริสุทธิ์มาชุมนุมประท้วง
แก้ประเด็นที่ท่านว่าท่านเสียหาย ถูกกล่าวหา เชิญ
เสร็จจากนั้นผมเองในฐานสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรซึ่งติดตามการชุมนุมอย่างใกล้ชิด และพี่น้องประชาชนก็มาชุมนุมครับ ผมเองด้วยความห่วงใยในพี่น้องของกระผม ผมกระโดดขึ้นเวที เรียกร้องให้พี่น้องประชาชน อย่าตื่นตกใจ ให้อยู่ในอาการสงบ ช่วยกันปกป้องตัวเอง ถ้าหยิบได้แก๊สน้ําตาให้โยนไปไกล ๆ เพื่อป้องกันการที่จะเกิดความเสียหาย ผมก็มีแค่นี้ครับ ปรากฏว่าผมได้รับหมายเรียก หมายจับจากดีเอสไอ หาว่าผมมั่วสุม แจ้งข้อกล่าวหาผมตามมาตรา ๒๑๕ ครับ ท่านรองสุเทพหาว่าผมมั่วสุม ผมจะมั่วสุมอย่างไรครับ พวกท่านนั่นละมั่วสุมอยู่ที่ราบ ๑๑ เพราะฉะนั้นการจะพาดพิงใครต้องพูดให้หมด ผมไม่กลัวหรอกครับเรื่องของการต่อสู้ในทาง ระบอบประชาธิปไตย แต่ผมกลัวมือที่มองไม่เห็นบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งจะทําให้พี่น้อง ประชาชนเข้าใจผิดเหมือนอย่างท่านทํา ณ วันนี้ กราบขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านทองดีประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ จังหวัดอุดรธานีครับผม
พาดพิงประเด็นไหนครับ
ประเด็นที่จังหวัดอุดรธานีเผาศาลากลาง จังหวัดอุดรธานีอนุญาตไหมครับ พาดพิงครับ ไม่ถึง ๒ นาที
เชิญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย สืบเนื่องมาจาก วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นั้น เกิดการสลายการชุมนุมกระชับพื้นที่นั้น มีเหตุการณ์ ไฟไหม้ศาลากลาง ๓-๔ จังหวัด รวมทั้งเซ็นทรัลเวิลด์ด้วย เป็นเวลาเดียวกัน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่กล่าวหาว่าจังหวัดอุดรธานีเผาศาลากลางนั้น ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี โครงสร้างยังเหลือหมดครับ มีประตูขึ้นประตูเดียวแล้วมีลวดหนาม เจ้าหน้าที่ ปส. อาสารักษาดินแดน ตํารวจกองทหาร มทบ. ๒๔ และแล้ววันนั้นหัวหน้าส่วนราชการ นัดประชุม รวมทั้งฝ่ายการเมือง ส.ส. จังหวัดอุดรธานีทั้ง ๑๐ คน ๑๐ เขตด้วยครับ ผมใคร่ หารือที่ประชุมว่าท่านคิดเหมือนผมคิดไหม ว่าศาลากลางจังหวัดอุดรธานีไฟไหม้เป็นห้อง ๆ ไปถึงชั้น ๓ ไฟไหม้ลุกที่ชั้น ๓ แล้วใครจะมุดขึ้นไปเผาได้ หัวหน้าส่วนราชการรักษาการ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีตอบว่าผมคิดเหมือนท่านทองดีคิด แต่ตอบไม่ได้ว่าใครเผา ผมไม่ได้กล่าวหาว่าใครเผา แต่จังหวัดอุดรธานีไม่ได้เผาครับ แล้วพี่น้องประชาชนถูกยิงตาย เสียชีวิต ๒ ศพ คืนนั้นเวลานั้นใครรับผิดชอบครับ จน ณ บัดนี้ยังไม่มีการสอบเลยครับ
เอาละครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ ขออนุญาตกราบเรียนยืนยันข้อเท็จจริงบางประการเพื่อให้ บันทึกเอาไว้ตามที่คุณจตุพรได้ลุกขึ้นอภิปรายในรอบหลังนี้นะครับ ก่อนที่ผมจะไปพูดถึง ประเด็นอื่น ผมขออนุญาตท่านประธานชี้แจงเพื่อให้ความเป็นธรรมกับท่านผู้บัญชาการ ทหารบก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งถูกนายจตุพรกล่าวใส่ร้ายในที่ประชุมแห่งนี้ว่า ท่านไปหาดีเอสไอ ไปที่ดีเอสไอ ไปพูดว่าทหารผิดไม่ได้ ไปอาละวาดในนั้นนะครับ พลเอก ประยุทธ์ ท่านไม่สามารถที่จะมาแก้ตัวได้ตรงนี้ ไม่สามารถมาชี้แจงได้ตรงนี้ ผมก็ อยากจะชี้แจงให้ท่านประธานได้ทราบว่าผมได้ทํางานร่วมกันกับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาโดยตลอด ท่านไม่เคยเข้ามาแทรกแซงเกี่ยวข้องในการดําเนินคดีของตํารวจ ของดีเอสไอแต่ประการใดทั้งสิ้น ไม่เคยไปที่ดีเอสไอ ที่คุณจตุพรพูดนั้นเป็นเรื่องที่คุณจตุพร ใส่ร้ายและไม่เป็นธรรม แล้วเขาแก้ตัวไม่ได้ ผมก็ขอยืนยันกับท่านประธานว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้ทํา มันเหมือนกับที่คุณจตุพรกล่าวหาว่าทหารฆ่าคน เหมือนที่ กล่าวหาว่าผมสั่งให้ทหารฆ่าคน ท่านประธานครับ คดี ๑๓ คดีที่คุณจตุพรเอามาอ่านและ มากล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีกับผมเป็นฆาตกรสั่งฆ่าคน แล้วเอาเอกสารสอบสวนของ ดีเอสไอมาอ่านเฉพาะบางช่วงบางตอน แล้วก็พูดจาโน้มน้าวให้คนเข้าใจเอา ผมเรียนยืนยัน เพื่อบันทึกไว้ตรงนี้ว่าจากเหตุผล จากพยานหลักฐาน ยังฟังไม่ได้เลยครับว่าเป็นการกระทําที่ เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่หรือเป็นการกระทําของเจ้าหน้าที่ เพราะว่าในทุกสํานวนที่คุณจตุพร เอามาอ่านและมาอ้างนั้นไม่มีพยานบุคคลยืนยันว่าเห็นผู้ตายถูกเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิงจน ทําให้ถึงแก่ความตาย ไม่มีสักสํานวนเดียว ไม่มีพยานบุคคลที่จะมายืนยันว่าขณะที่ผู้ตาย ถูกยิงนั้นผู้ตายอยู่ในลักษณะท่าทางใด หันหน้าไปทางใด บางราย บางคดีนะครับ ไม่ทราบ ด้วยซ้ําไปว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายอยู่ตรงจุดไหน มันจึงทําให้ไม่สามารถจะยืนยันวิถีกระสุนได้ นี่เป็นคําให้การของผู้เชี่ยวชาญทางวิถีกระสุน
ประการที่ ๓ ต้องยืนยันครับท่านประธานว่าในขณะที่เกิดเหตุทั้งหลายนี้ มีกองกําลังชุดดําพร้อมด้วยอาวุธสงครามปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม และได้ใช้อาวุธเข้าขัดขวาง การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และทําร้ายประชาชน แม้แต่กระสุนหัวสีเขียวที่อ้างว่าเป็นของ เจ้าหน้าที่ ผมก็กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าเป็นอาวุธที่กลุ่มกองกําลังชุดดําได้ยึดไป เมื่อสักครู่คุณจตุพรก็มาบอกว่าอาวุธที่ยึดไปคืนหมดแล้ว ท่านโกหกอีกนะครับ ยึดอาวุธ เจ้าหน้าที่ไป ๒ หน วันที่ ๙ เมษายนที่ลาดหลุมแก้ว ได้คืนหมด ส่วนที่เป็นอาวุธ ยกเว้น แก็สน้ําตาไม่คืน เอาไปแล้วตอนหลังก็มาขว้างใส่เจ้าหน้าที่ ส่วนวันที่ ๑๐ เมษายน อาวุธ ถูกยึดไปทั้งหมด ๑๐๙ กระบอก ที่ได้คืนมาจริง ๆ ๖ กระบอกครับ ยังอยู่ในมือพวกท่าน อีก ๑๐๐ กระบอก นี่เป็นข้อเท็จจริงที่มีบันทึก มีหลักฐานกันไว้ ท่านประธานครับ คุณจตุพร ก็มีลีลามาบอกว่าผมไปกล่าวหาว่าเขามาฝึกยิงอาวุธ ใช้อาวุธกันที่ท้องสนามหลวง ไม่น่าจะ เป็นจริง ที่จริงตอนผมอภิปรายนะครับ ผมบอกว่าตอนที่ฝึกกองกําลังเสื้อดําตอนแรก ๆ ไม่มี คนสนใจ แล้วฝึกที่กลางสนามหลวงเลย การฝึกไม่ได้มาฝึกยิงอาวุธที่สนามหลวงหรอกครับ รูปที่ผมเอามาแสดงก็เห็นเอาไม้พลองทําต่างปืน แต่ว่าสอนวิธีเล็งปืน เล็งนั่งแท่นอะไร ต่ออะไรชัดเจน ท่านประธานที่เคารพ คุณจตุพรบอกว่าเรื่องของการยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน เพราะว่าผมไปปั้นพยานเท็จ ไปใส่ร้าย ผมกราบเรียนครับว่าทั้งหมด เป็นคําวินิจฉัยของศาล อยู่ในประเทศไทยก็ต้องเคารพศาล สิ่งเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการ พิสูจน์ ผ่านกระบวนการยุติธรรมมา ผมไม่มีความจําเป็นที่จะต้องไปโต้เถียงกับท่านจตุพรอีก แต่ว่าคุณจตุพรก็เป็นอย่างนี้ครับ พอเรื่องผ่านไปนาน ๆ คนลืมก็เอามาบิดเบือนแต่งเรื่อง ขึ้นใหม่ เหมือนกันกับที่กรณีเรื่องฆ่า เสธ. แดงเมื่อปีที่แล้วอภิปรายไม่ไว้วางใจผมก็สงสัยว่า ทําไมคุณจตุพรถึงไม่ยกกรณีของ เสธ.แดง มาอภิปรายในสภา เพราะผมสงสัยว่าคุณจตุพร หรือเปล่าที่บงการฆ่า เสธ. แดง ผมเรียนกับท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมไม่เอาเทป ไม่เอาซีดีมาเปิดแล้ว แต่ว่ามีคําสัมภาษณ์ของ เสธ.แดง ก่อนตายไม่กี่ชั่วโมงว่าเมื่อเช้าเกือบยิง กันแล้ว ยิงกับใครครับ ยิงระหว่างพวกคุณกันเอง ไม่พอใจกัน แตกกัน เสธ.แดง ทําให้ ความลับออกมาเผยมาก พูดมาก ปรากฏตัวชัดขึ้น มีการแย่งชิงอํานาจกันครับ เสธ. แดง เป็นคนให้สัมภาษณ์เองครับว่าในขณะนี้คุณทักษิณสั่งตั้งแกนนําชุดใหม่แล้ว ใครไม่สู้ ให้กลับบ้านไป ถ้าคุณจตุพรสนใจผมก็จะเอาซีดีเปิดกลางสภาเพื่อย้ําว่าพูดกันอย่างนี้ ประเด็นอย่างนี้ที่ทําให้ผมสงสัย เมื่อกี้คุณบอกว่าคุณสงสัยว่าผมจะสั่งฆ่า เสธ. แดง ผมสงสัยว่า คุณทํากันเองแล้วมาป้ายความผิดให้พวกผม อันนี้ที่น่ากังวลใจ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะกราบเรียนว่าคุณจตุพรก็มาพูดหลายเรื่อง ยกเป็นประเด็นคล้าย ๆ ว่าผมสร้างเหตุ เวลาผมพูดถึงรถตู้ คุณจตุพรก็บอกว่าเป็นรถตู้ที่ขนทหาร ผมอยากจะเรียนกับท่านประธาน ที่เคารพว่ารถตู้ที่ผมพูดถึงนั้นหมายถึงรถตู้หมายเลขทะเบียน ๕ฝ ๕๒๓๓ กทม. ชนิดนั่ง สี่ตอน ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ท่านประธานครับ เป็นรถที่นายธนเดชขับขนกลุ่มคนเสื้อแดง ประมาณ ๗-๘ คนพร้อมอาวุธสงครามไปยิงเจ้าหน้าที่ที่สี่แยกคอกวัวเมื่อเวลา ๒๑.๐๑ นาฬิกา มีภาพถ่ายอยู่ครับ แล้วก็ไม่ต้องปฏิเสธว่านายธนเดชนี่ไม่เกี่ยวกับท่าน เมื่อไม่นานมานี้ครับ คุณแม่ของนายธนเดชเสียชีวิต คือนายธนเดชนี่เรามีรูปแล้วครับ ออกหมายจับเรียบร้อยแล้วครับ เป็นผู้ต้องหาอยู่ กําลังตามตัวมาดําเนินคดีหนีไปแล้ว แต่เมื่อ ไม่กี่วันนี่คุณแม่ของนายธนเดชเสียชีวิต พวงหรีดของพวกท่านเต็มเลยครับ พวงหรีดของท่าน ทั้งนั้นครับ แม้กระทั่งของคุณจักรภพ เพ็ญแข ก็อุตส่าห์ส่งเข้ามา ท่านประธานที่เคารพครับ ทําให้ผมสามารถที่จะกราบเรียนยืนยันได้ว่ากรณีทั้งหมดทั้งหลายที่พูดมานี่ครับ มันเป็น เรื่องจริงที่เกิดขึ้น แล้วผมก็เอามาพูดเพื่อให้พวกเราได้พิจารณาใช้ดุลยพินิจ ที่ผมพูดถึง เรื่องพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้ปลุกผีคอมมิวนิสต์ครับ ผมเอามาเปรียบเทียบให้ดู มาชี้ให้เห็น มันมีคอมมิวนิสต์หลงยุคที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิดครับ กําลังจ้องทําร้ายบ้านเมืองอยู่ แล้วเข้าไป นั่งสมคบช่วยวางแผนอยู่กับพวกคุณอันนี้ก็เป็นเรื่องจริงที่จะต้องพูดกันครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีบางเรื่องที่ผมไม่ประสงค์ที่จะพูดถึงเพราะว่าไม่บังควร แต่ว่า ผมได้อ่านรายงานทุกวันเวลา พันตํารวจโท ทักษิณ วิดีโอ ลิงค์ ไปยังแดงยูเอสเอ แดงประเทศนั้นประเทศนี้ แล้วพูดจาที่ไม่บังควรว่าอย่างไร ผมเรียนว่าถ้าคนไทยได้ยินไม่ได้ กลับบ้านหรอกครับ ผมเรียนให้ท่านประธานที่เคารพได้ทราบว่าคดีเรื่องผังที่ว่านี้เป็นคดี พิเศษครับ แล้วก็ยังดําเนินคดี ส่วนที่ท่านกล่าวหาผมว่าผมไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ท่านลืมไปเองละครับ วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอแผนปรองดองให้กับท่าน ท่านนึกหาข้ออ้างอะไรไม่ได้ในขณะที่จะปฏิเสธ ท่านก็บอกว่าต้องให้ผมเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม ต้องให้ผมไปมอบตัวที่ดีเอสไอ ผมก็ไปที่ดีเอสไอ ท่านประธานที่เคารพ ข้อกล่าวหาที่บอกว่าผมเป็นผู้สั่งฆ่าประชาชนนั้น เมื่อบอกว่าเป็นคดีฆ่าประชาชนก็ต้องเป็น คดีพิเศษครับ ที่คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้ดีเอสไอรับผิดชอบ ซึ่งคดีพิเศษที่ว่านี้จะมี ๔ ประเภท คือ ๑. การก่อการร้าย ๒. การขู่บังคับไม่ให้รัฐบาลกระทําการใด ๆ ๓. การทํา ร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ๔. การกระทําต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ ท่านกับผมก็โดนอยู่ในข้อหานี้ละครับ แล้วผมก็ไปที่ดีเอสไอ เพราะพวกท่านไปตั้งข้อหาว่า ผมทําร้ายประชาชน ซึ่งดีเอสไอก็ต้องมีหน้ที่รับผิดชอบในการสอบสวน ผมก็ไปรายงานตัวกับ ดีเอสไอ แล้วทราบว่าตอนนี้ดีเอสไอก็ได้ส่งต่อคดีนี้ให้ ป.ป.ช. ไปแล้ว เพราะกฎหมายเขียนไว้ว่า เป็นเรื่องของการปฏิบัติราชการ ถ้าผมจะมีความผิดก็จะต้องมีความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ของประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ผมพร้อมครับ ไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์อะไร ที่ไหน
สําหรับกรณีของคุณสถาพรที่ลุกขึ้นมา ผมต้องเรียนกับคุณสถาพรจริง ๆ ว่าตอนที่ผมกล่าวถึงนี่ ผมไม่ได้พูดเลยนะครับว่าคุณสถาพรถูกข้อหากระทําความผิดฐาน ก่อการร้าย ที่ก่อการร้ายมี ๓ คนผมก็พูดไปแล้ว กรณีของคุณสถาพร มณีรัตน์ เป็นกรณี ที่กระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๓ ๒๑๕ วรรคแรก วรรคสาม ๒๑๖ ๑๑๖ ต้องระหวางโทษจําคุกไม่เกิน ๗ ปี ถ้าศาลได้พิจารณาพิพากษาแล้ว เป็นคดี พิเศษครับ เพราะว่าท่านได้ร่วมกันดําเนินการ เขาบอกเลยครับพฤติการณ์แห่งคดี ของคุณสถาพร มณีรัตน์ เขาบอกไว้ชัด แล้วผมไม่ได้บิดเบือนว่าเป็นกรณีก่อการร้าย เขาบรรยายพฤติการณ์แห่งคดีของคุณสถาพรว่าตามวันเวลาที่เกิดเหตุ จําเลยกับพวกได้ร่วม ชุมนุมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ โดยมีรูปแบบการชุมนุมในลักษณะที่ เป็นการก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ได้แก่ การนํากลุ่มผู้ชุมนุมจํานวนมากเคลื่อน ขบวนไปเทเลือดที่บริเวณหน้าทําเนียบรัฐบาล หน้าพรรคประชาธิปัตย์บ้าง บ้านพัก นายกรัฐมนตรี ปิดล้อมรัฐสภา บุกรุกสถานีไทยคมก็ว่าไป แต่ผมไม่ได้บอกว่าเป็นคดี ก่อการร้าย ก็พูดตามจริงถ้าท่านได้ยินไม่ชัดแล้วท่านจะต้องการให้ผมมายืนยัน ผมก็ยืนยันว่า ท่านเป็นผู้ต้องหาจริง ๑ ใน ๔ คนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วคดีนี้พนักงาน สอบสวนคดีพิเศษก็เห็นควรสั่งฟ้อง อัยการคดีพิเศษสั่งฟ้องท่านกับพวกแล้ว ก็ขออนุญาต กราบเรียนให้ท่านประธานได้ทราบ ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานครับว่ามาถึงวันนี้ นาทีนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าที่ต้องอธิบายค่อนข้างยาวเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมา นาน คนลืมกันบ้างก็ต้องเอามาเรียงลําดับให้เห็น แล้วอธิบายว่าทั้งหมดมีมูลเหตุ มีที่มา มีแรงจูงใจที่จะมากล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กับผมเป็นฆาตกร เป็นผู้สั่งทหาร ให้ฆ่าประชาชนนั้น ท่านใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร ทหารเหล่านั้นก็เป็นลูกหลานประชาชนครับ ไม่ได้มาจากไหน ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์หรือผมสั่งให้ไปฆ่าประชาชนซึ่งเป็นญาติเป็น พี่น้อง เป็นพ่อเป็นแม่เขา เขาไม่ทําหรอกครับ แล้วผมยืนยันได้เลยว่าไม่มีที่จะได้ไปสั่งการ และทหารเขาก็ไม่มีเจตนาที่จะทําอย่างนั้น แต่ในกรณีที่มีการป้องกันตัวในการปะทะกัน นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมพูดเพียงเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ คนเหล่านั้น และยืนยันว่าทั้งท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ดี ผมก็ดีไม่ได้เป็นฆาตกร ผู้กล่าวหา คือนายจตุพร ท่านถูกกล่าวหาคือท่านอภิสิทธิ์กับผม ก็ดูหน้าดูตาก็แล้วกันว่าใครหน้าตา คล้ายกับฆาตกรมากกว่ากัน ก็เอาประกอบการพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก็ได้ ขอบคุณครับ
เชิญท่านจตุพร ท่านสถาพรคงไม่ต้องแล้วครับ เพราะว่าเรื่องของท่านก็อยู่ในกระบวนการ ยุติธรรม ก็พอแล้วครับ ท่านก็ได้ใช้สิทธิแล้ว นั่งเลยครับ เชิญท่านจตุพร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย คือโกหกชนิดที่ คือคิดอะไรก็บิดเบือนซึ่งหน้า กรณีผมกับ พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ. แดงนั้นมีความเห็นแตกต่าง แต่ไม่เคยคิดร้าย ระหว่างกัน ในองค์กรที่เป็นประชาธิปไตยนั้นมีความคิดเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ แต่การ ฆาตกรรม เสธ.แดงนั้น ทําไมไม่ให้ดีเอสไอเดินทางสอบสวนต่อละครับ ที่ ส.ส. วิเชียร ขาวขํา ระบุว่าสิบเอกคนหนึ่งปัจจุบันเลื่อนยศเป็นจ่า เขารู้กันทั้งวงการว่าไปปฏิบัติการยิง จากโรงแรมดุสิตธานี ลั่นกระสุนปืนสไนเปอร์ชนิดที่นายทหารเขานึกไม่ถึงว่าทหารกับทหาร จะต้องใช้วิธีฆ่ากันถึงขนาดนี้ มาบิดเบือนว่าพวกผมฆ่า อย่าว่าแต่คนเลยครับ ปลา ไก่ หมู ยังไม่เคยฆ่า อย่างที่ผมบอก ยังกระเซ้าท่านประธานเมื่อวานว่าแม้แต่คิดจะฆ่าคนเลยครับ คิดแย่งเมียเพื่อนร่วมพรรคยังไม่กล้าเลย ผมเรียนกับท่านประธานว่าถ้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่บอกประชาชนว่าดูหน้าตาระหว่างผมกับนายสุเทพ ใครจะเป็นฆาตกร มากกว่ากัน นี่ท่านคงกระจกที่บ้านเสีย ไปซ่อมกระจกได้แล้วครับ ขึ้นเงาเลยครับ หน้าตา ท่านเหมือนฆาตกรต่อเนื่องเลยครับ นี่ใช่เลย นี่ถ้าเขาแสดงหนังฆาตกรต่อเนื่องท่านจะได้ บทนั้นไป ผมอย่างมากก็แค่คนขายตั๋ว ท่านประธานที่เคารพ เรื่องโจมตีสถาบันเช่นเดียวกัน ก็วันนี้ผมบอกนายสุเทพ บอกนายอภิสิทธิ์ว่ามีอดีตนายกรัฐมนตรี ๒ คน อดีตรัฐมนตรี ๑ คน ประทุษร้ายองค์รัชทายาท นายสุเทพกับนายอภิสิทธิ์ทําไมไม่เอาเรื่องให้กรมสอบสวนคดี พิเศษดําเนินการ นายอภิสิทธิ์แทงเรื่องไป สตช. ทําไมที่บอกไว้ ทําไมไม่ส่งเรื่องให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วที่นายถวิล เปลี่ยนสี เขาสารภาพว่าผังล้มเจ้าเป็นตราบาป เพราะไม่ได้มีกรณีเรื่องนี้ แต่เป็นกรณีเรื่องการเชื่อมความสัมพันธ์บุคคล นายสุเทพยังมา เดินหน้าแถอยู่อีก ผมเรียนยืนยันอีกครั้งว่าคดีทั้งหมด ๑๓ ศพนั้น ไม่ใช่นายจตุพรบอกว่า ทหารเป็นคนฆ่า คนที่บอกว่าความตายทั้ง ๑๓ ศพ เกิดขึ้นจากการปฏิบัตหน้าที่ของ เจ้าพนักงาน ซึ่งหมายถึงทหารนั้นคือดีเอสไอ ซึ่งเป็นหน่วยงานโดยการกํากับการปฏิบัติแทน ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กรณีเรื่องผู้บัญชาการทหารบก กรณีเรื่อง พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ท่านจะใช้วิธีไปพบอย่างไรกันนั้น หรือจะเรียกไปพบหรือจะสั่งการอย่างไรเป็น เรื่องวิธีการของท่าน แต่คําแถลงการณ์ของดีเอสไอในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายนนั้นได้ยินกัน ทั่วเลยว่าใครควันออกหูบ้าง ที่ถ้อยคําที่ผมพูดนั้นไปจับสาบานที่วัดไหนก็ได้ แต่ผมเรียนกับ ท่านประธานว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปทรยศกับหมู่มิตรที่เป็น ทหาร ถ้านายสุเทพโดย ศอฉ. ไม่เอารายชื่อไปให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ เขาจะรู้ว่าทหาร ตรงนั้นเป็นใคร ที่ออกมาบิดเบือนใส่ร้ายผม ว่าเอ่ยชี่อทหารเป็นรายชื่อทหารที่ ศอฉ. โดยนายสุเทพส่งไปให้กับดีเอสไอไปสอบสวน พวกท่านร่วมฆ่ากันเอง แล้วพวกท่านหักหลัง กันเอง ท้ายที่สุดก็เป็นประโยชน์กับประชาชน ผมไม่รู้ถ้าผมเป็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมบีบคอท่านไปแล้ว เพราะว่าทั้งหมดนั้นเห็นว่าสนิทแนะนํา นายถวิน เปลี่ยนศรี บอกว่าสนิทรักใคร่ แต่นายทหารที่มาปฏิบัติในกรุงเทพมหานครมีใครรู้ไหมครับ ใครอยู่บนรางรถไฟฟ้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร พระราม ๔ สะพานลอย บนตึก ใครรู้ไหม มีนายสุเทพเท่านั้นที่รู้ แล้วถ้านายธาริตทําหนังสือวันที่ ๗ นายสุเทพไม่ส่งรายละเอียดมาให้ แล้วแมวที่ไหนส่งมาให้ละครับ ผมเรียนกับท่านประธานว่าทั้งหมดนั้น ผมว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรจะมีสมองที่คิดได้ว่าความลับทั้งหมดของการฆาตกรรมประชาชนนั้น เกิดมาจากรัฐบาลต้องการจะไปขี่คอแบล็คเมล (Blackmail) ทหาร จึงนํารายชื่อไปให้ดีเอส ไอสอบ จึงเป็นที่มาของรายละเอียดการฆาตกรรม ๑๓ ศพไม่กล้าสอบ ๖๔ ศพต่อ เพราะเจอ เป็นทหาร เกิดอาการอาฟเตอร์ ช็อก (After shock) ในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ คุณจะคิดกับผมอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ถ้าผมเป็นนักเลงเหมือนกับคุณ ถ้าเพื่อนผมทําอย่างนี้ผมบีบคอเลยครับ ขอบคุณ ท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ ผมว่าเดี๋ยวมีผู้ที่จะอภิปรายเรื่องนี้อีก ๒ ท่าน จะได้ให้ท่านอภิปรายเลย ขออนุญาตครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ พอแล้วครับเดี๋ยวจะให้ผู้อภิปรายได้อภิปรายเลยครับ เชิญท่านฐิติมา ฉายแสง ครับ ท่านใช้สิทธิพาดพิงได้ เชิญท่านวิเชียร พาดพิง
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิเชียร ขาวขํา ส.ส. จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย จริง ๆ ผมยกมือหลายครั้งแล้ว ท่านประธานไม่ชี้ แต่ว่าจึงจําเป็นต้องใช้สิทธิพาดพิง แต่ความเป็นจริงแล้วเวลาของฝ่ายค้านยังมี แล้วผมเป็น ผู้อภิปราย ผมจะอภิปรายกี่ครั้งก็ได้ ไม่มีข้อบังคับไหนห้าม เพราะฉะนั้นผมจะใช้สิทธิ ๒ สถานะ ๑. ถูกพาดพิง ๒. เป็นผู้อภิปรายที่เรื่องราวเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเรื่องที่ผม อภิปราย เพราะฉะนั้นอยากกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พูดนั้น เมื่อวานนี้ผมพยายามนําวัตถุพยานของ คุณสุชาติ ลายน้ําเงิน เข้ามา เพื่อที่จะเซ่นไหว้ ดวงวิญญาณ เสธ.แดง แล้วให้ดวงวิญญาณเสธ.แดงดลบันดาลจิตใจของผู้ที่ใจดําอํามหิต คิดได้เสียทีว่าใครเป็นคนบงการ ท่านประธาน เรื่อง เสธ. แดงนั้นการกล่าวหาว่าพวกผมฆ่ากันเอง คุณจตุพรฆ่ากันเอง พูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อครับ ในประเทศไทยระหว่างคุณจตุพรพูดกับ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ พูด คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ พูดคนเชื่อ ๕ เปอร์เซ็นต์ คุณจตุพรพูด ๙๕ เปอร์เซ็นต์ การที่นายสุเทพกล่าวหาว่าพวกผมเป็นผู้ก่อการร้ายนั้นมันเกิดขึ้นอย่างไรครับ มันเกิดเรื่องราวอย่างไรครับ
ประการแรก คือกล่าวหาว่าพวกผมเป็นกลุ่มสนับสนุนพวกคอมมิวนิสต์ เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ คนที่ทํางานมาด้วยกันเขารู้นิสัย นายสุเทพดี เขาเป็นภัยต่อความมั่นคงของนายสุเทพครับ ไม่ใช่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ไขว่ขว้าพยายามอยากเป็นรัฐบาล แล้วหาว่าพวกผมล้มล้างรัฐบาลก็พวกคุณก็เคยล้มรัฐบาล ครับ มันไม่รู้กี่ครั้งครับ มันเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่ต้องล้มรัฐบาลชั่วครับ มันเป็นหน้าที่ของ พวกผม มันมีหลายวิธี เมื่อวิธีหนึ่งไม่ได้ประชาชนออกมา พวกผมเป็นประชาชน ผมไปชุมนุม มันผิดอะไร กล่าวหาผมเป็นผู้ก่อการร้ายส่งฟ้องดีเอสไอส่งฟ้องไปที่อัยการ อัยการสั่งฟ้อง หรือไม่ก็ไม่รู้ก็ต้องต่อสู้กันไปไม่ว่ากัน แต่ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวหา พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร นั้นบอกว่าส่งกองกําลังอย่าง นั้นอย่างนี้ จัดคนเสื้อแดงมาเพื่อตัวเองอย่างนั้นอย่างนี้ จริง ๆ เป็นเท็จจริงครับ เป็นเท็จครับ เขาเห็นความไม่ชอบธรรมในประเทศไทย เขาเห็นความไม่มีมาตรฐานของระบบ ยุติธรรมในประเทศไทยของระบบอะไรต่าง ๆ เขาเห็นจนเขาตั้งชมรมตาสว่าง ตั้งกลุ่มตา สว่างขึ้นมา ท่านประธานครับ การเรียกร้องของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เรียกร้องพวกผม เข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้ง เข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย ผมถามย้อนกลับไปสิ ใครไป รวมกลุ่มกับพันธมิตรล้มรัฐบาลทักษิณครับ ใครไปรวมกลุ่มพันธมิตรล้มรัฐบาลสมัคร รวมกลุ่มกับพวกศาลชั่วบางคนครับ
ขอความกรุณากระชับหน่อยครับ
เพราะฉะนั้นวิธีการที่เขาเรียกร้องให้เข้าสู่ กระบวนการการเลือกตั้ง แล้วเวลาเขาเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานั่นคราวก่อนโน้น ทําไมไม่ส่งคน ลงเลือกตั้งล่ะครับ ส่งอย่างไรก็แพ้ก็คิดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงกราบเรียนท่านประธานว่า สิ่งที่นายสุเทพพูดทั้งหลายและสร้างสถานการณ์ทั้งหลายนั้นถามว่าคุณสุเทพบอกว่าผมจะทํา ทําไม รัฐบาลจะทําทําไม ผมกราบเรียนท่านประธานเลย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เพื่อหวัง เป็นรัฐบาลทําทุกวิถีทาง เห็นประชาชนออกมาชุมนุมด้วยความสงบด้วยมือเปล่า พยายาม สร้างความรุนแรงจุดโน้นจุดนี้ด้วยตัวเอง ผมถามว่าตอนที่พวกเสื้อแดงเขาจะไปยื่นหนังสือ ตอนประชุมอาเซียน ซัมมิท (ASEAN Summit) ที่พัทยาเขาไปด้วยความสงบไม่มีอาวุธ นายสุเทพนําคนเสื้อสีน้ําเงินเอาอาวุธมาดักยิงมาดักทําร้ายเขาทําไมครับ นายสุเทพ ไปเองครับ ถามนายสุเทพสิว่าไปหรือเปล่า ไปเองครับ อย่างนี้เป็นรองนายกรัฐมนตรีครับ เอาพวกประชาชนมาต่อต้านและเอาอาวุธไปยิงประชาชน อย่างนี้เขาสร้างเองยิงอาวุธ ตรงโน้นตรงนี้ ยิงเอ็ม ๗๙ ตรงโน้นตรงนี้นายสุเทพสร้างเอง เพื่ออะไรครับ เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนเห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงสร้างความวุ่นวายต่อบ้านต่อเมือง ทําตรงโน้นยึดรถเมล์ เผารถเมล์ตรงโน้นตรงนี้ นายสุเทพทําเองหมดครับ ไม่ใช่พวกผมทําครับ แล้วเป็นเงื่อนไข ในการปราบปรามประชาชน ผมถามว่านายสุเทพกับนายอภิสิทธิ์สั่งกองทัพใช้อาวุธจริง ออกมาทําร้ายประชาชน ออกมาสลายการชุมนุมจะใช้คําพูดอะไรก็ตาม นายสุเทพรู้ไหมว่า พลทหารอายุเท่าไร พลทหารอายุ ๒๑ ปี ๒๒ ปี ใช้อาวุธจริงถืออาวุธจริงมีโอกาสผิดพลาด ได้ไหม คุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพต้องรับผิดชอบครับ สากลเขาไม่ทํากัน เพราะฉะนั้นเรื่องราว เหล่านี้ทั้ง ๒ ท่านต้องรับผิดชอบ ดวงวิญญาณ เสธ. แดง ตามหักคอพวกนี้ด้วยครับ พวกที่ สั่งฆ่าท่านนะครับ
เดี๋ยวฟังประธานวิปรัฐบาลหน่อยครับ นั่งหน่อยครับ เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ขอเวลาท่านประธานสั้น ๆ ครับ เรียนแจ้งครับว่าข้อตกลง ระหว่างทางฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลนะครับ เวลาที่จะใช้ในการหารือและก็การประท้วงที่วาง กรอบไว้ ๖ ชั่วโมง ขณะนี้หมดเวลาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิอันนั้น ก็ต้องหักในเวลาที่ตัวเองจะได้รับสิทธิการอภิปรายครับ จึงเรียนแจ้งเพื่อทราบครับ
คืออย่างนี้ครับท่านสมาชิก ที่ผมจะให้ท่านฐิติมาเลย ผมก็ได้รับการประสานงานจากวิป ฝ่ายท่านนะครับ ว่าให้ประธานเชิญท่านฐิติมาอภิปรายเลย ไม่อย่างนั้นจะบริหารจัดการเวลา ไม่ได้ ท่านวรงค์ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาต ประท้วงท่านวิเชียร ขาวขํา กับคําพูดบางคําพูดที่ท่านกําลังดูหมิ่นสถาบันหลักของประเทศ ครับ คําพูดที่ว่า คําว่า ศาลชั่วบางคน ผมว่ารับไม่ได้ครับท่านประธาน ศาลคือสถาบัน ตุลาการครับ ซึ่งเขาไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนตรงนี้ ดังนั้นผมเชื่อว่าเขาจําเป็นต้องถอน คําว่า ศาลชั่วบางคน ออกไปครับ ขอบคุณครับ
เอาอย่างนี้ครับ กรณีนี้รัฐธรรมนูญได้ให้สิทธิผู้ถูกพาดพิงคือสถาบันนั้นที่จะดําเนินการ ฟ้องร้องได้อยู่แล้ว ท่านผู้พูดก็รับผิดชอบไป ท่านสุชาติ เดี๋ยวท่านมีคิวอภิปราย ไม่ต้องใช้สิทธิ พาดพิง เดี๋ยวท่านพูดยาว ๆ เลย นั่งครับ เพราะว่าเดี๋ยวจะไม่มีเวลา ผมเชิญท่านวรวัจน์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ผมต้อง เรียนท่านประธานนะครับ เมื่อคืนผมเป็นคนพูดอภิปรายเรื่องของการเผา การเกิดเหตุการณ์ เผาใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ว่าใครคือคนที่รับผิดชอบ วันนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ออกมา เอาภาพข่าวออกมา กล่าวหาว่าคนที่เผานั้นที่ทําให้เกิดเหตุเผาใหญ่ โดยเฉพาะของ เซ็นทรัลเวิลด์ นั่นคือกลุ่มของคนเสื้อแดง ผมอยากเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมไม่กล่าวถึงเรื่องอื่นเพราะผมถือว่าจริง ๆ แล้วผมไม่ได้อภิปรายเรื่องนั้น แต่ผมนั่งฟังดู ผมคิดว่าท่านแต่งนิยายขึ้นมาทั้งหมดเลย ผมนั่งดูผมไม่เข้าใจ ผมว่าท่านความจําเสื่อม หรือเปล่า ท่านปล่อยข้อมูลเท็จออกไป สุดท้ายท่านก็เชื่อ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับ เหตุการณ์การเผาเซ็นเวิลด์ที่ผมแสดงเหตุผลให้ฟัง จริง ๆ มีการเผารอบนอก มี แต่ถามว่า ใครเผา ภาพที่ท่านเอามาแสดงเมื่อคืนนี้ ที่เป็นคนเผา ผมยืนยันได้เลยว่าลักษณะ การแต่งกายไม่ใช่คนเสื้อแดง ไปดูพฤติการณ์ ไปดูการแต่งกาย ไปดูการใส่ลิสแบรนด์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่ ผมก็ยืนยันท่านเลยว่าไม่ใช่ ทีนี้การเผาใหญ่เซ็นทรัลเวิลด์ การเผา เล็ก ๆ น้อย ๆ ระบบสปริงเกอร์ทํางาน ดับได้ครับ ผมอยากเรียนท่านประธานนะครับ การเผาข้างใน ระบบสปริงเกอร์ซึ่งผมได้แสดงให้เห็นแล้วเผาได้ ผมเรียนท่านประธานครับ เมื่อคืนผมนําหนังสือมายืนยัน นี่คือคําพูดของหน่วยดับเพลิงและป้องกันที่อยู่ในเซ็นทรัลเวิลด์ เขาบอกเจ้าของบ้าน เขาเอามาตอบโต้แล้วครับ ใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ในนี้เขาเขียนแม้ถึง ขนาดที่เขาบอกนะครับท่านประธาน ผมย้ําอีกนิดหนึ่ง เขาบอกว่าขอท้าทายต่อหน้า ผู้ที่กล่าวหาว่าเสื้อแดงเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ผมจะได้ดูว่าพวกอมนุษย์นี้มันเป็นใคร ท่านประธาน ครับ ที่ผมนํามาแสดงเมื่อคืนอีกอันหนึ่งก็คือหนังสือของคนช่วยคน ซึ่งเป็นหนังสือของ ดับเพลิง มีคําพูดของหัวหน้าทีมดับเพลิงของเซ็นทรัลหลายท่าน ผมอยากให้ท่านประธานฟัง อีกครั้งหนึ่งครับ เราจะได้รู้ว่าใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ท่านว่ามาทั้งหมดคนนั้นเผาคนนี้เผา ไม่ใช่ครับ ถ้าเขาเผาจริง ท่านต้องมีจับได้ แต่คนชุดนี้ที่เข้าไปเผาจับไม่ได้ครับ ๙ คนที่ท่านยืนยัน เมื่อคืนนี้ว่าเข้าไปเผา ไม่ใช่หรอกครับ มีเข้าไปขโมยของนั่นใช่ แล้วจับได้หมดเลยครับ แต่ชุด ที่ไปโยนระเบิดใส่คนของเซ็นทรัลเวิลด์จนเขาบาดเจ็บสาหัสออกมา ไม่ใช่ คนละชุดกัน ชุดนั้นล่องหนเข้าไปได้ เข้าไปเผาได้ครับ แต่จับไม่ได้ ไม่จับครับ แล้วคนเพียง ๑๐-๒๐ คน สามารถเข้าไปไล่พนักงานดับเพลิง ๔๑๗ คนออกมาได้ เอาตํารวจอีก ๔๐ กว่าคนออกมาได้ ทหารนิดเดียวก็ไม่ช่วย รอบนั้นที่ผมให้ท่านประธานดูแล้วนะครับ รอบเซ็นทรัลเวิลด์ที่คลิป วิดีโอที่ให้ไป๓ ชั่วโมง ๓๒ นาที ไม่มีการยิงกัน ไม่มีผู้ก่อการร้าย ไม่มีอะไรเลยครับ ท่านปล่อยมีการเผาแล้วก็ปล่อย ปล่อย ปล่อย จนกระทั่งไหม้ เหตุการณ์ไหม้เซ็นทรัลเวิลด์ เกิดขึ้นในตอนเวลา ๕ โมง ๔๒ นาที ที่เป็นระเบิดลูกใหญ่ ที่ผมอภิปรายเมื่อคืนว่า เหมือนระเบิดที่ใช้น้ํามัน เหมือนน้ํามันที่ให้ระเบิดตูมขึ้นมา และสุดท้ายก็ไหม้ไฟ นั่นคือ ระเบิดเมื่อ ๕ โมง ๔๒ นาที ไม่ใช่เล็กน้อย ๆ เหล่านั้น แต่ท่านเอามาพูดนี่คือจับไม่ได้ ไม่มี หลักฐานยืนยันว่าใครทํา แต่สิ่งที่ผมให้ท่านดูคือท่านปล่อยปละละเลย ท่านฟังสิครับ ฟังอีกครั้งหนึ่ง พลตํารวจโท ชุมพล บุญประยูร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสาธารณภัยการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เลขาธิการอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย ที่ปรึกษาด้านการป้องกันอัคคีภัยในเครือของเซ็นทรัล กรุ๊ป (Central Group) อยู่ตรงนั้น เขาอยู่กับคนของเซ็นทรัลอีก ๔๑๗ คน ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือคนช่วยคน เขาบอกว่าอย่างไร เขาบอกว่า วันนั้นมีคนอยู่ในเหตุการณ์กว่า ๓๐๐ คนที่สามารถชี้ได้ว่าเป็นฝีมือใคร ใครทํา หรือไม่ทํา โต ๆ อาจจะพูดไม่ออก ใช่ ท่านไปพูดกับเจ้าของห้างเขาพูดไม่ออกหรอกครับ ท่านเป็นรัฐบาลนี่ครับ ลองท่านไม่เป็นรัฐบาลสิ แต่ เขาบอกว่า โต ๆ อาจจะพูดไม่ออก แต่เล็ก ๆ พูดกันทั้งนั้น พวกเขาบาดเจ็บมา โดนไล่ยิงมา ต้องคลาน ต้องหมอบกันมาตลอด ทางเป็นกิโลเมตร กว่าจะออกจากสถานการณ์เลวร้ายตรงนั้นได้ เขาบอกครับ ตลอดเวลา ๒ เดือนเต็ม ๆ เราได้ประสานไมตรีกับผู้ชุมนุมมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะพวกการ์ดแทบรู้จัก กันทุกคน เห็นไหมครับว่าการ์ดไม่มีเลย กลุ่มนี้ไม่มีเลย แต่ในวันเกิดเหตุเราไม่พบหน้า คนเหล่านั้น มีแต่ผู้ที่เรียกตัวเองว่ากองกําลังไม่ทราบฝ่าย กลุ่มนี้ละครับที่เรียกว่าผู้ก่อการร้าย เป็นผู้ก่อการร้ายที่แม้ตํารวจกับทหารก็ไม่กล้าแตะ ถ้าแตะ ถ้าเข้าไปได้ก็ต้องมีศพออกมาบ้าง แต่นี่ไม่ คนกลุ่มนี้เข้าออกในที่เกิดเหตุโดยไม่มีใครกล้าทําอะไรพวกเขา นี่คือเหตุการณ์จริง ครับ มีหลักฐานตัวจริง มีคนจริง ผมถึงเรียกท่านนะครับ เปิดต่อหน้าสื่อมวลชนไหมครับ ผมใช้เวลา ๓ เดือนเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อดูพฤติการณ์ของท่านว่าท่านปล่อยให้มีการ เผาเซ็นทรัลเวิลด์ได้อย่างไร และท่านกล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงครับเพียงเพื่อกลบว่า ท่านสังหารประชาชนตาย แค่นั้นเอง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานครับ นี่คือ คําอภิปรายของผม อย่ากล่าวหาเขาต่อไปอีกเลยครับ ถ้าท่านบริหารประเทศแล้วปล่อยให้มี การเกิดเพลิงไหม้แบบนี้ ท่านไม่สมควรจะบริหารประเทศต่อไป พวกผมถึงบอกว่า ผมไม่ไว้วางใจท่านนะครับ อย่าโกหกกลางสภาครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
มียืนอยู่ ๒ ท่าน ท่านสุชาติคืออย่างนี้ครับ ท่านสุชาติท่านสละสิทธิไม่อภิปรายแล้วนะครับ ท่านจะใช้สิทธิพาดพิงใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นผมให้ท่านใช้สิทธิพาดพิง เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายน้ําเงิน พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี เขต ๑ ผมตัดสิทธิการอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ ผมไม่พูดครับ เพราะรัฐบาลนี้ด่าตรงไหนถูกตรงนั้น ท่านประธานครับ ดูตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ มา แล้วก็ฆ่าพี่น้องประชาชนมา ขนาดฆ่ายังนั่งหน้าลอยนวลอยู่ได้
พาดพิงตรงไหน ท่านใช้สิทธิพาดพิงตรงไหน
ผมขอพูดพาดพิงเลยนะครับ ผมนั่งฟังมา ตั้งแต่วันแรก ๆ ต้น ๆ ประเด็นที่ ๑ พาดพิงผมเรื่อง เสธ. แดง เมื่อวานนี้ท่านประธาน เป็นประธานเองนั่งอยู่ข้างบน เพียงแค่ผมเอารูปท่าน เสธ.แดง เข้ามาในสภาเพื่อจะเอามา ประกอบการอภิปรายว่าคนเป็นถึงนายทหาร จนถึงนายพล ท่านครับ แต่โดนยิงในประเทศ ไทย ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น สุดท้ายเมื่อกี้ที่พูดพาดพิงพวกผมนั่งฟังอยู่ ท่านรอนายกรัฐมนตรี สุเทพพูดชัดเจนว่าคุณจตุพรเป็นคนยิง ถามว่าคุณจตุพรเป็นคนวางแผนยิง คุณสุเทพทําไม ไม่ให้ตํารวจมาจับคุณจตุพร ท่านประธานต้องฟังผมก่อนครับ คนเสียชีวิตไปแล้วไม่มีสิทธิมา เรียกร้อง เสธ.แดงไม่มีสิทธิมาเรียกร้องเอาชีวิตคืนครับ ท่านประธานครับ แต่คนสั่งยิง นั่งหน้าเอานิ้วจิ้มปากอยู่ ท่านประธาน ไม่เห็นทําอะไรเลยครับ นี่พี่น้องประชาชนเขาดูอยู่ ทั้งประเทศ ท่านประธานครับ นี่คือความเป็นจริง ผมถึงบอกว่า ๑. พาดพิงผมเรื่อง เสธ. แดง
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธานครับ ผมขอพูดต่อนิดเดียว ไม่ต้องอภิปราย ผมไม่ได้มีคิวอภิปราย แต่รัฐบาลนี้ท่านประธานเห็นไหมครับ บริหารประชาชนมา จนพี่น้องทุกวันนี้แทบจะแย่งหมาแดก ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านสุชาติครับ ขอความกรุณาท่านถอนคําพูดออกหน่อยได้ครับ ๓ คําสุดท้ายของท่าน นะครับ ขอถอนนะครับ ไม่อยากให้มาอยู่ในบันทึก
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ลายน้ําเงิน ถ้าท่านประธานให้ถอน ผมเคารพท่านประธานอยู่แล้วครับ
ถอนนะครับ
เมื่อกี้ท่านประธานให้ถอนคําไหนครับ
ท่านจําได้แน่ครับที่ท่านพูด ๓ คําสุดท้าย ผมไม่อยากจะย้ําในที่นี้ ถอนเถอะครับ
คือผมต้องเรียนท่านประธานครับ ผมบอกว่ารัฐบาลนี้บริหารประเทศมา ผมเริ่มนึกได้แล้วครับท่านประธาน รัฐบาลนี้บริหาร ประเทศมาประมาณ ๒-๓ ปี บอกเศรษฐกิจดีตลอด ชั่วโมงนี้ผมบอกว่าประชาชนแทบจะแย่ง หมาแดก ผมพูดผิดครับท่านประธาน
ถอนเสียครับ
ผมใช้คําว่า สุนัขแย่งรับประทานก็แล้วกัน ท่านประธานครับ ได้ไหมครับ
ท่านก็รับผิดชอบคําพูดท่าน นั่งลง
ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านสมชายครับ
ท่านประธานครับ พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครราชสีมาครับ สั้น ๆ ท่านประธานครับ ผมไม่รบกวนเวลาที่ประชุมอยู่แล้วครับ แต่เมื่อวานนี้ผมมีคิว จะอภิปรายต่อจากคุณจตุพรแต่เผอิญว่ามีการอภิปรายกันใช้เวลานาน ผมได้คุยกับ ท่านนาวาเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ไว้ชัดเจนว่าอภิปราย ๒ รอบ เนื่องจากว่ารอบแรกเป็น เรื่องของการทุจริตผมก็พูดถึงเรือเหาะตามหาเงิน ๓๙ ล้านบาทที่หาย แล้ววันนี้ผมจะต้องพูด ในเรื่องของการสลายฝูงชน การฆ่าประชาชน แต่ไม่เป็นอะไรครับเมื่อเวลามีจํากัดไม่เคยมี ปัญหา แต่ว่าแฟนประจํามันมีท่านประธานครับ เขาติดตามผมอยู่ว่าวันนี้ผมจะเปิดหลักฐาน เด็ดอะไร ไม่เป็นอะไรครับท่านประธานสิ่งที่ผมจะเรียนท่านประธานนิดเดียวเพื่อที่จะได้ บอกว่าวันนี้ท่านประธานกับผมไม่ได้มีอะไรกันนะครับ ผมไม่ได้เลือกท่านประธาน ประธาน ก็โทรศัพท์ไปหาคนอื่นว่าอย่าให้ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการทหาร อย่าเอา เรื่องส่วนตัวมาเล่นกันในเวทีตรงนี้ ผมยืนยกมือตั้งนานท่านประธานครับ ผมบอกว่าที่ผมจะ อภิปรายวันนี้ก็คือผมต้องการจะชี้ให้เห็นที่คุณจตุพรเขาพูดมีการฆ่าประชาชนพวกเราเห็น กันหมด ศอฉ. เบิกกระสุนปืนไป ๕๙๗,๕๐๐ นัด นี่คือกระสุนที่เบิกไปแล้วส่งคืนมา ๔๗๙,๕๗๗ นัด ใช้ไปในการปราบปรามประชาชนในช่วงที่ผ่านมา ๑๑๗,๙๒๓ นัด เพราะฉะนั้นเอ็ม ๑๖ เอ ๑ เอ็ม ๑๖ เอ ๒ หัวเขียวที่มันฝังหัวประชาชนที่ตายมันเกิดจาก ตรงไหน ผมต้องการจะอธิบายให้เห็นชัดเจนว่าผมมีเอกสารชัดเจนครับ เป็นเอกสารลับครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมไม่มีเวลาอภิปรายก็ไม่เป็นอะไรท่านประธานวิปฝ่ายค้านมีสติ แค่นี้ก็เอา ผมไม่ได้ว่าอะไร แต่ผมต้องการจะชี้ให้เห็นว่าสไนเปอร์เบิกไปเท่าไร เบิกไป ๓,๐๐๐ กระบอก ส่งคืน ๔๘๐ กระบอก ใช้ ๒,๐๐๐ กว่านัด มันใช้ที่ไหนเอาแค่นี้ ท่านประธานครับ ถ้าไม่ให้ผมพูดก็ไม่เป็นอะไรครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ผ่านแล้วครับ ส่วนเรื่องที่ท่านพาดพิงถึงผมเป็นเรื่องส่วนตัวเดี๋ยวอาจจะเข้าใจผิดอะไรกัน ผมไม่รบกวนเวลาสภานะครับ พอแล้วครับ ท่านวิชาญมีอะไรอีกครับ จะได้ให้ท่านฐิติมา อภิปราย
นิดเดียวครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ท่านจตุพรมาพาดพิงถึงผมในเรื่องของการส่งมอบอาวุธปืน ขอนิดเดียวครับ นาทีเดียวครับ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย จากเมื่อสักครู่ว่า การส่งมอบอาวุธปืนมี ๖ กระบอก ท่านสุเทพพูดนะครับ แต่ส่วนหนึ่งผมอยู่ในเหตุการณ์แล้ว ก็เป็นคนที่ร่วมสังเกตการณ์แล้วก็ส่งมอบอาวุธปืนทั้งหมด คือมอบให้กับท่านพลตํารวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ซึ่งมีจํานวนเท่าไรเขามีบัญชีทุกอย่าง ส่วนที่บอกว่าหายเป็นร้อยกระบอก คงไม่ทราบ เพราะว่าจํานวนที่รับทราบทั้งในเรื่องของยุทธปัจจัย เรื่องรถถัง เรื่องอะไร ทุกอย่างผมทราบมาว่าได้เป็นคนร่วมในการที่จะส่งมอบคืน แล้วเป็นคนสังเกตการณ์ แล้วก็มี บัญชีทุกอย่าง ขอบคุณครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีจะชี้แจงตอนนี้เลย เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพียงแต่จะเรียนว่าถ้าผมชี้แจงตอนนี้ก็อาจจะใช้เวลา มาก ขอเป็นว่าจะไปชี้แจงรวบอีกทีหนึ่งเผื่อท่านสมาชิกจะได้ไม่ประท้วงเวลาที่ผมชี้แจง ในช่วงเย็นหรือช่วงค่ําครับ
เชิญท่านฐิติมา ฉายแสง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะดิฉันเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ว่าวันนี้ดิฉันคงจะไม่มาพูดเรื่องเกี่ยวกับการสั่งฆ่าประชาชนของรัฐบาลชุดนี้ เพราะว่า เมื่อสักครู่นี้ด้วยนะคะ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพได้พูดมาหรือว่าโชว์ภาพต่าง ๆ แต่ประโยคที่ท่านสุเทพพูดมาว่ามีการซ้อมยิงกันที่สนามหลวงนั้นก็จบเห่ หมดความน่าเชื่อถือ ไปโดยฉับพลัน เพราะฉะนั้นวันนี้ดิฉันจะมาอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ค่ะ ซึ่งดิฉันจะชี้ให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นไม่สมควรเป็น นายกรัฐมนตรีอย่างไร และท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นได้โกหกหลอกต้มประชาชน ไปวัน ๆ อย่างไร หรือว่าทําอะไรไปบ้างที่ทําให้พี่น้องประชาชนนั้นต้องตกระกําลําบาก หรือว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นคนไร้ความสามารถ แล้วก็เก่งแต่ปาก ไร้วิสัยทัศน์ บริหารราชการ แผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาด จนทําให้ประเทศไทยซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเวทีโลกต้องถอยหลัง ลงคลอง แล้วก็แพ้ประเทศอื่นอย่างไร แล้วก็จะชี้ให้เห็นว่านี่ล่ะค่ะประเทศไทย โชคดีหรือ โชคร้ายกันแน่ที่มีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี สุดท้ายเหตุผลต่าง ๆ ดิฉันก็จะ อภิปรายว่าไม่สามารถไว้วางใจอย่างไรนะคะท่านประธาน
ท่านประธานคะ มีคนเคยถามว่าผู้นําประเทศนั้นมีคุณสมบัติพิเศษหลาย ๆ ประการมากกว่าคนปกติอย่างไร เหตุผลที่เขาต้องมีคุณสมบัติพิเศษก็คือว่าผู้นําประเทศ ต้องทํางานใหญ่ค่ะท่านประธาน ทํางานระดับชาติ ทํางานระดับโลก ต้องจัดการกับปัญหา ต่าง ๆ ของบ้านเมืองที่หลากหลายซับซ้อน ต้องดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนจํานวน สิบหรือร้อยล้านคนเลยก็ว่าได้ แล้วต้องบริหารจัดการให้ประเทศเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ ผู้นําประเทศต้องรอบรู้มีวิสัยทัศน์ ต้องกล้าคิด กล้าทํา กล้าตัดสินใจ เพื่อจะนําพาประเทศนั้นไปสู่ความเจริญ โลกใบนี้มันมีการเปลี่ยนแปลง มันมี ความท้าทาย มันมีการแข่งขันรออยู่ข้างหน้า เพราะฉะนั้นผู้นําประเทศจึงสําคัญ แต่ว่า มุมมองของคนทั่วไปบางคนอาจจะบอกว่า ผู้นําประเทศนั้นเป็นคนซื่อมือสะอาดก็เพียงพอ แล้ว ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่ามันก็จริงนะคะ ไม่เถียง ว่าผู้นําประเทศต้องเป็นคนดี ซื่อ มือสะอาด ไม่คอร์รัปชัน แต่ถามว่าแค่นี้มันพอไหม มันพอที่จะนําพาประเทศให้ เจริญก้าวหน้าไปหรือเปล่า ต้องคํานึงถึงความสามารถในการบริหาร ต้องคํานึงถึงการมี วิสัยทัศน์ด้วยหรือเปล่า ถามว่าคํานึงไหม ต้องคํานึง ผู้นําประเทศนั้นจะต้องมีความสามารถ ในการทําให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้ และยิ่งในปัจจุบันมันต้องทําให้ประเทศนั้นสามารถ แข่งขันในเวทีโลกได้อย่างสง่างามด้วยค่ะท่านประธาน แต่ถ้าหากผู้นําประเทศนั้นมีคุณสมบัติ แค่เพียงเป็นคนพูดเก่ง เป็นคนมีวาทศิลป์ พูดจาจนคนเคลิ้ม โต้วาทีหรือปาฐกถาไปไปวัน ๆ แต่ความสามารถไม่มี ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่กล้าตัดสินใจทําในสิ่งที่ถูกที่ควร และแถม ไม่รับผิดชอบในคําพูดของตัวเอง พูดไม่อยู่กับร่องกับรอย ประเทศชาติมันจะเป็นอย่างไร แล้วยิ่งถ้าไม่ซื่อสัตย์สุจริตด้วยประเทศชาตินั้นจะเป็นอย่างไร คําตอบคือประเทศชาตินั้น จะเป็นเหมือนอย่างประเทศไทยที่เป็นอยู่อย่างนี้ค่ะท่านประธาน
เรื่องแรก ที่ดิฉันจะอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้น เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศค่ะท่านประธาน ท่านประธานรู้สึกไหมคะว่า ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมานี้นับจากที่คุณอภิสิทธิ์นั้นดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีมานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชานั้นถือว่าย่ําแย่และไม่ราบรื่น สามารถ พูดได้ว่าการต่างประเทศของไทยนั้นอยู่ในยุคที่ตกต่ํามาก นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์บริหาร ราชการแผ่นดินด้านต่างประเทศล้มเหลวผิดพลาดมโหฬารจริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีบริหาร อย่างไรถึงทําให้คนหนีกระสุน หนีลูกระเบิด แล้วก็อพยพไปอาศัยอยู่ในหลุมหลบภัย ทําอย่างไร ดิฉันไม่เคยคาดเดาเลยนะคะว่าการดําเนินงานของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ จะมาทําให้ดิฉันเห็นภาพแบบนี้ เคยเห็นแต่ตอนที่ท่าน พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นั้น ทํามี ชื่อเสียงมาก เปลี่ยนจากสนามรบเป็นสนามการค้า แต่ว่าตอนนี้ในยุคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปลี่ยนสนามการค้ามาเป็นสนามรบเรียบร้อยแล้ว สงสารประชาชนแถบชายแดนมาก ๆ ท่านประธาน ท่านประธานจําได้ไหมคะว่าดิฉันเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณกษิต ภิรมย์ ดิฉัน บอกว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นไม่ควรแต่งตั้งคุณกษิต ภิรมย์ เพราะคุณกษิต ภิรมย์ นั้นเป็นคนที่มี บุคลิก แล้วก็มีทัศนคติที่เป็นภัยต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดิฉันเคยพูดไว้ เพราะว่าเขา ด่าผู้นําประเทศอื่นเสีย ๆ หาย ๆ เสร็จแล้วถ้าเกิดว่าจะไปเจรจาความเมืองใด ๆ มันไม่มีทาง ประสบความสําเร็จหรอก เรื่องนี้ทําให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นไม่มีประสิทธิภาพ ในการแต่งตั้งคนมาดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะว่าไปเอา นักเลงมาเป็นนักการทูต ท่านประธาน และตอนนี้เป็นอย่างไร มันลามไปถึงอะไร ไปถึงการทะเลาะกับผู้นําประเทศ ไปทะเลาะกับประเทศที่เป็นมหาอํานาจ เช่น ประเทศรัสเซีย ประเทศอินเดีย ประเทศจีน ท่านไม่รู้บ้างหรือว่าประเทศรัสเซียเขาเป็น ๑ ใน ๕ ของประเทศ ที่เป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ แล้วไปทะเลาะกับกรรมการตัดสิน เสียก่อน อะไรจะเกิดขึ้น และประเทศอินเดีย ประเทศอินเดียก็เป็นคณะกรรมการมรดกโลกด้วย เพราะฉะนั้นเขาเลยเปลี่ยนท่าที ท่าทีที่จะให้ไทยนั้นสนับสนุนไทยในยูเนสโกค่ะท่านประธาน ท่านประธานคะ เรื่องที่ให้คุณกษิต ภิรมย์ ทํางานเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศอะไรก็แล้วแต่ จริง ๆ ดิฉันไม่อยากพูด แต่ที่ต้องพูดเพราะว่ามันต้องดูไปให้ เห็นถึงนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่เป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ เป็นผู้นําที่ไม่กล้าตัดสินใจที่จะ ปลดกษิต ภิรมย์ ออก เป็นคนที่ไม่เห็นกับชาติบ้านเมือง ไม่เด็ดขาดเลย เป็นคนที่มัวแต่ เห็นประโยชน์พวกพ้อง เกรงอกเกรงใจกันไป นั่นหมายความว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นไม่เข้าใจ เรื่องการต่างประเทศค่ะท่านประธาน ไม่เข้าใจเรื่องการทูต จึงล้มเหลวเรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศมาก ดิฉันมาพิจารณาดูแล้ว จากเรื่องปัญหาไทย-กัมพูชาที่มันเกิดเรื่อง เกิดราวมานี่เป็นเพราะคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนเริ่มต้น ล้มเหลวผิดพลาดทางการวาง ยุทธศาสตร์ของคุณอภิสิทธิ์เอง ถามว่าล้มเหลวอย่างไร ท่านประธานจําวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ ได้ไหมคะ ตอนที่คุณอภิสิทธิ์เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาและกล่าวปิดอภิปราย ไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีสมัครแล้วก็รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ท่านอภิสิทธิ์ ใช้ความสามารถของตนเอง ใช้วาทศิลป์ของตนเองมาเป็นการร่วมกับกลุ่มพันธมิตร ปลุกปั่น ปลุกกระแสสร้างชาติ ปลุกระดมโดยเอาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาเป็นประโยชน์ใน การที่จะล้มรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ด้วยคําอภิปรายค่ะท่านประธาน คําอภิปรายเกี่ยวกับ เรื่องเขาพระวิหารว่า พูดกับท่านสมัครนะคะว่า ท่านพูดตรงกับที่พวกกระผมพูด คือของ กัมพูชา คืออาคาร คือตัวปราสาท พูดแบบนั้นท่านประธาน มันทําให้คนเข้าใจว่าเฉพาะตัว ปราสาทเป็นของกัมพูชา แต่คนคิดต่อไปบอกว่า ถ้าอย่างนั้นดินใต้ปราสาทก็เป็นของไทยนะสิ มันถึงได้เกิดเรื่องเกิดราวยุ่งเหยิงไปหมด เพราะฉะนั้นการพูดของคุณอภิสิทธิ์นั่นแหละทําให้ กลุ่มพันธมิตรนั้นเขารู้สึกถึงความหวงแหนในดินแดนมาก และเขาก็ลามไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งขณะนี้ทวงเขาพระวิหารคืน ทวงดินแดนที่เคยไม่ได้เป็นของไทยแล้วกลับคืนมาหมด อะไรก็แล้วแต่ มากไปเหลือเกิน เพราะฉะนั้นตัวนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั่นละค่ะ เป็นต้นเหตุท่าน ประธานคะ เป็นต้นเหตุที่ทําให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง เป็นต้นเหตุ ที่ทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชานั้นด้อยลงไป ท่านจงใจใช้เรื่อง เขาพระวิหารมาเป็นแผนล้มรัฐบาลสมัคร ท่านจงใจใช้วาทศิลป์ของท่านปลุกปั่นความรู้สึก ของคน ทําให้พันธมิตรนั้นโกรธแค้นรัฐบาลสมัครแล้วก็โกรธแค้นประเทศกัมพูชา ท่านทําไป แบบนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเพียงเพื่อจะเอาชนะรัฐบาลสมัครเท่านั้น ไม่ได้คิดจะรับผิดชอบอะไร แล้วต่อมาพอท่านมาเป็นรัฐบาลเสียเอง เป็นอย่างไรคะท่านประธาน ท่านก็ไม่รู้จะยุติปัญหานั้น อย่างไร นี่ละค่ะคือการวางยุทธศาสตร์ที่ผิดของคุณอภิสิทธิ์ที่คลายปมปัญหาตัวเองไม่ออก ผลลัพธ์ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียหาย ประเทศชาติล่มจม ท่านประธานคะ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นดําเนินยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผิดพลาดซ้ําอีก ดิฉันจะยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟัง ท่านประธานจําได้ไหมคะว่าประเทศกัมพูชานั้น เขาแต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ จําได้นะคะ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์นั้นไม่พอใจ พอไม่พอใจถามว่าทําอย่างไร ถอนทูตกลับ แล้วก็ประกาศยกเลิก ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจใด ๆ กับทางประเทศกัมพูชา อันนี้มันส่อให้เห็นความอ่อนด้อย ประสบการณ์ เพราะการถอนทูตกลับมันเป็นมาตรการที่แรงเกินเหตุจนไม่เหลือมาตรการ ใด ๆ เอาไว้ตอบโต้อีกเลย ท่านประธาน และยังสามารถทําให้ความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจ มันสะสมไปอยู่ที่ประเทศกัมพูชาอีกด้วย ยังไม่หมดนะคะ คุณอภิสิทธิ์ทําอย่างไรอีก ยังไม่หยุดความผิดพลาด เราก็ทราบกันดีว่าก่อนปีใหม่ท่านส่ง ส.ส. คนสนิทของท่าน พร้อมกับกลุ่มพันธมิตรแล้วก็กลุ่มผู้รักชาติอะไรนี่ละค่ะ ข้ามแดนรุกล้ําจนกระทั่งถูกจับกุม เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเป็นเรื่องที่ดิฉันคิดว่าไม่ค่อยถูกต้องนักที่คุณอภิสิทธิ์ทํา และคุณอภิสิทธิ์ ก็อย่ามาบอกนะคะว่าตัวเองไม่รู้ เพราะว่าคลิปวิดีโอนั้นมันชัดเจน เสียงของ ส.ส. คนสนิท ของท่านบอกว่าเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีรู้คนเดียว พูดชัดเจนท่านประธาน เพราะฉะนั้นอันนี้ อยากจะถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ท่านมีแผนอะไร ท่านควรจะเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ ไม่ใช่สร้างความระแวงระหว่างประเทศค่ะท่านประธาน ๗ คนไทยนี้ก็โชคไม่ดี โชคไม่ดีคือเรื่องมันไปเกิดก่อนปีใหม่แล้วเป็นอย่างไร ก็เลยต้องให้ ท่านนายกรัฐมนตรีไปเที่ยวกับครอบครัวที่น้ําตกทีลอซูเสียก่อน กว่าจะกลับมาช่วยเลยติดคุก ไปเสียหลายวัน ก็น่าเห็นใจ แต่เรื่องมันไปลุกลามบานปลายไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ จนกระทั่ง ขณะนี้จะทําอย่างไรกันดีท่านประธาน ทีนี้เรื่องนี้มันอาจจะไม่หนักหนาสาหัสถ้าคุณอภิสิทธิ์ มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้นําประเทศกัมพูชาถูกไหมคะ ถ้าเป็นผู้นําคนอื่น ผู้นําคนอื่นป่านนี้ เขากริ๊งกร๊างโทรศัพท์ไปหานานแล้ว คงไม่เกิดเรื่องหนักหนาสาหัสแบบนี้หรอก แต่ว่า เมื่อเป็นคุณอภิสิทธิ์ เป็นแบบนี้ก็เลยเป็นลักษณะพูดไม่ออกค่ะท่านประธาน ปล่อยมากขึ้น ก็คือว่าการปล่อยปละละเลยของคุณอภิสิทธิ์นั้นปล่อยอะไรให้สถานการณ์เลวร้ายลง ปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรนั้นยื่นคําขาดให้แสดงแสนยานุภาพทางทหาร จะไปรบกับกัมพูชา ผิด ปล่อยปละละเลยให้กลุ่มพันธมิตรทําอะไร กลุ่มพันธมิตรด่าผู้นํากัมพูชาเสีย ๆ หาย ๆ ท่านประธาน ประเทศเขารับโทรทัศน์ของเราได้ เขาเลยรู้ว่าใครพูดอะไรบ้าง ใครด่าอะไร เขาบ้าง อันนี้จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทําให้ความสําคัญระหว่างประเทศยังคงย่ําแย่และย่ําแย่ ไปเรื่อย ๆ ท่านประธานคะ ท่านผู้นํากัมพูชานั้นเขามีคําปราศรัย คําปราศรัยของเขาเป็นการ ตอกย้ําว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กับกลุ่มคนเสื้อเหลืองไม่เหมือนกัน เขาพูดอย่างนั้น เรื่องนี้ ผมเข้าใจ แต่ผมอยากบอกว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อย่าเอาภาษาของคนเสื้อเหลืองมาพูด เพราะคําบางคําเหมือนคนเสื้อเหลืองพูด ท่านประธานลองคิดดูนะคะว่าเป็นอย่างนี้แล้ว นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะพูดออกไหม ดิฉันคิดว่าก็คงจะพูดไม่ออก แล้วก็คงไม่กล้าโทรศัพท์ ไปหาท่านสมเด็จฮุนเซน เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์มันยังเสียหายอยู่ ท่านประธาน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยังล้มเหลวในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงอีก นะคะ ท่านขาดภาวะผู้นําอย่างร้ายแรงจริง ๆ ตอนที่มีการปะทะกันอยู่ที่ชายแดน ท่านยก บางตอนของเพลงชาติออกมาบอกว่า ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด อันนี้มันทําให้ความรู้สึก ของคนจะต่อต้านกับทางประเทศกัมพูชา ความรู้สึกแบบนี้ต้องถามว่าท่านนายกรัฐมนตรี ต้องการสันติภาพหรือสงครามกันแน่ ท่านวิเคราะห์ออกไหมถึงทําแบบนี้ แล้ววุฒิภาวะแบบนี้ ต้องไปสร้างกันอีกหลายขุมเลยนะคะกว่าจะเป็นผู้นําประเทศที่ดีได้ ท่านเอาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติไปเสี่ยงกับการกระทําแบบนี้ของท่านไม่ได้ มาถึงตรงนี้ดิฉันอยากสรุปอย่างนี้ค่ะ ว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นเป็นคนปลุกกระแสคลั่งชาติด้วยความชํานาญการใช้วาทศิลป์ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นต้นเหตุเสียเองที่ทําให้เกิดความวุ่นวายระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศกัมพูชา นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่มีประสิทธิภาพในการแต่งตั้งบุคคลไปดํารง ตําแหน่งรัฐมนตรี เอานักเลงไปเป็นนักการทูต นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นผู้นําที่ไม่เด็ดขาด ไม่กล้าตัดสินใจที่จะปลดคุณกษิต ภิรมย์ ออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถ้าปลด สถานการณ์ย่อมดีขึ้น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นเป็นผู้นําที่ไม่แก้ปัญหา ปล่อยปละ ละเลยให้กลุ่มพันธมิตรยังคงด่าผู้นําประเทศกัมพูชาอยู่ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นคน ไม่เข้าใจในเรื่องการต่างประเทศ ดําเนินยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผิดพลาด ล้มเหลว ซ้ําแล้วซ้ําเล่า สร้างเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ใช้มาตรการทางการทูตแรงเกินเหตุ นายกรัฐมนตรีขาดวุฒิภาวะ ขาดความเป็นผู้นํา วิเคราะห์ไม่ได้ระหว่างสันติภาพกับสงคราม นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นคนบริหารประเทศเสียจนพี่น้องชาวจังหวัดศรีสะเกษต้องอพยพ หนีภัยไปอยู่ในหลุมหลบภัย นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นคนทําให้การค้าขายชายแดน ไทย-กัมพูชาย่อยยับป่นปี้ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ท่านประธานคะ ที่ดิฉันสรุปเป็นระยะนั้น เพราะว่าต้องการชี้ให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นล้มเหลวต่อการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศจริง ๆ นอกจากล้มเหลวยังล่าช้าและไม่พร้อมเลยสําหรับการที่จะทํางาน ด้านการต่างประเทศหรือการทูต ท่านปล่อยให้สื่อต่างประเทศลงข่าวเกี่ยวกับประเทศ กัมพูชา เสนอข่าวไปในทิศทางที่บอกว่าไทยนั้นได้โจมตีประเทศกัมพูชาอย่างหนักและเกิด ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประเทศกัมพูชา เพราะท่านออกแถลงการณ์เรื่อง การยิงถล่มช้ากว่าประเทศกัมพูชามาก นี่คือความสามารถของท่านที่ด้อยเหลือเกิน และดู ทางประเทศกัมพูชามันจะเป็นเรื่องที่ว่าประเทศกัมพูชานั้นเขาเชี่ยวชาญกว่าท่านประธาน เชี่ยวชาญกว่าทางด้านการทูตเพราะอะไร เพราะพอเสียงปืนสงบลง ประเทศกัมพูชา ก็เดินเกมรุกไทยทันที รุกอย่างไร เขาทําหนังสือร้องไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง สหประชาชาติเรียกร้องให้ประชุมฉุกเฉินและเรียกร้องให้จัดส่งกําลังรักษาสันติภาพเข้ามา ดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา ท่านประธานคะ ถึงแม้ว่าคณะมนตรีความมั่นคงจะไม่เห็นด้วยกับ การที่ขอของประเทศกัมพูชาทั้ง ๒ เรื่องนี้ คือจัดประชุมฉุกเฉินกับส่งกําลังเข้ามา ถึงแม้ ไม่เห็นด้วย แต่เป็นที่สังเกตว่าเขาบรรจุวาระเรื่องความขัดแย้งของไทย-กัมพูชาเข้าไปอยู่ใน ที่ประชุมของเขาเร็วมาก และที่สําคัญคือสมาชิกทั้งถาวรและไม่ถาวรไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้เลย มันแสดงให้เห็นว่าอะไรท่านประธานคะ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเรานั้นไม่มีเพื่อน ประเทศไทยเรานั้นไม่มีคนเห็นด้วย ประเทศไทยเรานั้นไม่มีใครช่วยคัดค้านในเวทีโลกเลย นี่มันยิ่งตอกย้ําให้เห็นถึงความตกต่ําทางการทูตของไทยอย่างสิ้นเชิง และที่คณะมนตรี ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเชิญให้รัฐมนตรีต่างประเทศต่างประเทศอินโดนีเซียเข้าร่วม ประชุม มีความหมายว่าอะไร มันหมายความว่าเป็นการตอกย้ําอีกว่าให้อาเซียนนั้นเข้ามา ไกล่เกลี่ยระดับภูมิภาค ไม่ใช่ให้ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาเจรจากันแบบทวิภาคี คือสองต่อสองอีกแล้ว สอดคล้องกับที่ท่านสมเด็จฮุนเซนท่านพูด กล่าวสุนทรพจน์ไว้เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ท่านบอกว่าต่อไปนี้จะไม่มีการเจรจาทวิภาคีแล้ว การเจรจาต้องมีฝ่ายที่ ๓ เข้าร่วมด้วย ตอนนี้กลไกทวิภาคีไม่มีค่าแล้ว จําเป็นต้องใช้กลไกระหว่างประเทศ แต่ท่านนายกรัฐมนตรียังคงหลอกต้มประชาชนในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย บอกว่ารัฐบาล ยืนยันว่าจะเป็นแนวทางการแก้ไขจะย้อนไปที่การเจรจา ๒ ฝ่ายแบบทวิภาคี ท่านประธาน สถานการณ์มันพาไปจนเป็นพหุภาคีคือการเจรจาหลายฝ่ายไปแล้ว ท่านประธานคะ อันนี้ มันแสดงให้เห็นถึงความสับสนและอ่อนด้อยในเวทีของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาก บางคนเขาบอกว่านายกรัฐมนตรีนับเลขไม่เป็นหรือเปล่า นั่นเขาแซว เพราะว่าอะไร เพราะว่าท่านยังพูดถึงทวิภาคีอยู่ มันเลยกลายเป็นตัวตลกทางการต่างประเทศ ทางการทูต ไปโดยปริยาย และท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้องบอกว่าทําลายประวัติศาสตร์ ทําลายสถิติ เสียแล้ว เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่อาเซียนนั้นได้ใช้การเจรจาแบบพหุภาคี ท่านประธานคะ ดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนถึงกับกล่าวว่าการที่ประธานอาเซียน คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียเป็นประธานอาเซียนเข้าร่วมประชุม กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือยูเอ็นเอสซี (UNSC) นั้นถือเป็นวิวัฒนาการ ครั้งสําคัญของอาเซียน และเป็นการสร้างบทบาทใหม่สําหรับกลไกแก้ไขความขัดแย้งของ อาเซียน ดูสิคะ ท่านพูดแบบนี้ และเรื่องไทย-กัมพูชา ท่านประธานคะ มันอาจจะไปกันใหญ่ นับจากนี้ก็ได้ เพราะว่าอะไร ดิฉันได้ยินข่าวว่าทางประเทศกัมพูชาจะนําเรื่องนี้อาจจะไปสู่ ศาลโลกให้ตัดสินเรื่องดินแดนไปเสียเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ละค่ะที่ถือว่า นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์นั้นอ่อนด้อยทางการทูต ทางประเทศกัมพูชาเขาทําแบบนี้ รัฐบาลของเราทําแบบนั้น มีน้ําหนักแค่ไหน เกมเขาเหนือกว่าเราเยอะท่านประธานค่ะ เพราะฉะนั้นการจะวางแผน อะไรนี่ไม่ใช่เพียงจะชนะคะคานอย่างเดียว มันต้องรับผิดชอบด้วยการวางแผนยุทธศาสตร์ ของท่านนี่ต้องรับผิดชอบประเทศร่วมกัน ท่านทําให้ประเทศไทยเสียชื่อเสียงในอาเซียนไปแล้ว
ท่านประธานคะ ดิฉันพูดมาถึงตรงนี้อยากจะบอกว่าทวีปเอเชียนั้นเป็นทวีป ที่เป็นที่จับต้องของชาวโลก ทั้งประเทศจีน ประเทศอินเดีย ประเทศอินโดนีเซียซึ่งมี ประชากรมาก เขามีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก ณ ขณะนี้ ประเทศไทยเอง ก็เคยเป็นประเทศที่ล้ําหน้าคนอื่น ๆ อยู่เช่นเดียวกัน เคยสามารถนําเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ อยู่ในอาเซียน อยู่ในทวีปเอเชียได้ ถ้าประเทศไทยทําความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีกับ ประเทศทุกประเทศ และทําการต่างประเทศได้ดี ท่านประธาน ประเทศไทยเรายังสามารถขี่ กระแสความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจร่วมไปกับประเทศจีน ประเทศอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย ได้ด้วย ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับนั้นมหาศาลจริง ๆ ท่านประธาน แต่ประเทศไทย ในยุคนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับกลายเป็นทําให้ประเทศไทยนั้นเป็นตัวปัญหา เป็นภาระของอาเซียน เป็นผู้นําสงครามกลับเข้ามาในภูมิภาค ประชาคมอาเซียนถามว่า เขาจะสําเร็จได้อย่างไรท่านประธาน มันต้องมาติดหล่มอยู่กับการกระทําของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ติดหล่มอยู่กับน้ํามือของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วอย่างนี้ดิฉัน จะไว้วางใจให้คุณอภิสิทธิ์นั้นบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้อย่างไร ท่านประธานคะ อภิปรายมาทั้งหมดนั้นเป็นแค่เพียงเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรื่องเดียวเอง ยังให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นเป็นคนที่ล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน มากมายขนาดไหน แต่มันยังมีเรื่องอื่นที่คุณอภิสิทธิ์นั้นทําความเสียหายมาสู่ประเทศไทย อีกมากมาย ท่านประธานคะ ตลอด ๒ ปีที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์บริหารประเทศมานั้น ต้องพบว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นไม่ได้เคยเน้นความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ไม่เอาจริง กับเรื่องภาพพจน์ของประเทศไทย ไม่เคยแสดงให้เห็นว่าท่านนั้นให้ความสําคัญกับ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศท่านไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ไม่กล้า ดําเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่จะทําให้เป็นการเร่งให้ประเทศไทยนั้นกลับมาเป็นหนึ่งในผู้นํา อาเซียนอีกครั้ง ในช่วง ๒ ปีที่คุณอภิสิทธิ์บริหารประเทศมา เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum) ซึ่งดิฉันอยากจะให้ห้องโสตได้นําเสนอภาพที่ ๑ ค่ะท่านประธาน เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ซึ่งเป็นที่ประชุมของผู้นําทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของโลก เป็นผู้จัด อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ห้องโสตขออนุญาต ขอแสดงภาพด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ท่านประธานคะ ภาพบนจอนี้แสดง ให้เห็นถึงตารางเปรียบเทียบการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดิฉันนําเสนอมาเป็น ๓ ปีนะคะ ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ และปี ๒๕๕๓ ซึ่งปี ๒๕๕๒ กับปี ๒๕๕๓ เป็นปีที่คุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นคนจัดการบริหารประเทศอยู่ ท่านดูนะคะ จากข้างล่างแล้วกัน ประเทศอินโดนีเซีย ปี ๒๕๕๑ อันดับเป็นอย่างไร อันดับที่ ๕๕ ปี ๒๕๕๒ อันดับที่ ๕๔ ปี ๒๕๕๓ อันดับที่ ๔๔ อันดับดีขึ้น ต่อมาประเทศจีนอันดับที่ ๓๐ แล้วก็ไปอันดับที่ ๒๙ แล้วก็ไปอันดับที่ ๒๗ เป็นอย่างไรคะ ดีขึ้น ประเทศเวียดนาม ตอนแรก อันดับที่ ๖๙ ต่อมาแย่ลงไปหน่อยเป็นอันดับที่ ๗๕ แต่เขาตีกลับขึ้นมาเป็นอันดับที่ ๕๙ ดีขึ้น ประเทศกัมพูชาจากอันดับที่ ๑๐๗ แย่ไปนิดหนึ่งเป็นอันดับที่ ๑๑๐ แล้วกลับขึ้นมาเป็น อันดับที่ ๑๐๕ ดีขึ้น ท่านดูประเทศไทย ท่านประธาน ปี ๒๕๕๑ อยู่อันดับที่ ๓๔ ปี ๒๕๕๒ อันดับที่ ๓๖ ปี ๒๕๕๓ อันดับที่ ๓๘ ท่านประธานคะ หมายความว่าอะไร ลดลง ๆ ก็หมายความว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นบริหารประเทศเจริญลง เจริญลงทั้ง ๒ ปี ประเทศไทยไม่ถูกจัดอันดับอยู่ในประเทศที่น่าลงทุน ดิฉันขออนุญาตแสดงเอกสารประกอบ ต่อไป เป็นชาร์ทต่อไปนะคะ เชิญภาพต่อไปค่ะ ดิฉันไม่อยากเห็นข่าวแบบนี้ค่ะท่านประธาน หอการค้า ๓๐ ชาติขยาดประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่นเขี่ยประเทศไทยพ้นแผนลงทุน ตกใจ ประเทศไทยตกขบวนประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นเตรียมลงทุน ๙ ประเทศเอเชีย ไม่มีประเทศไทย ท่านประธาน เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ การประกาศแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อการเติบโต ทางเศรษฐกิจ ทางประเทศญี่ปุ่นให้ความสําคัญในเรื่องของการเติบโตเกี่ยวกับกลุ่มประเทศ เอเชีย เพราะเขาบอกว่าเขาเตรียมพร้อมที่จะมาลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนในเอเชียถึง ๙ ประเทศ มีประเทศอินโดนีเซีย มีประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น แต่ไม่มีประเทศไทย ท่านประธานถึงแม้ว่าเม็ดเงินการลงทุนมันจะน้อยมันจะมาก แต่ดิฉันไม่อยากได้ยินข่าวแบบเมื่อกี้นะคะ และนี่เป็นการส่งสัญญาณหรือเปล่า ส่งสัญญาณ จากประเทศญี่ปุ่นหรือเปล่า ที่บอกว่าไปลงทุนประเทศอื่นดีกว่า ท่านประธานจําได้ไหมว่า เมื่อต้นปี ๒๕๕๒ ประมาณสักเดือนมีนาคม มีเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการ สั่นสะเทือน ภาพพจน์ของประเทศไทยมาก นั่นคือเรื่องมาบตาพุดค่ะท่านประธาน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้น แก้ปัญหาแบบต้องเรียกว่า รถไฟหวานเย็น ของเมืองไทย ทั้ง ๆ ที่โลกนี้มันเป็นโลกโลกาภิวัตน์ โลกต้องแข่งขันกัน ใครช้าอด เงินทุนเคลื่อนย้ายกันอย่างรวดเร็วมาก นักลงทุนต้องตัดสินใจ อย่างฉับไว แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่รีบเร่งดําเนินการใด ๆ เลย ยังคง ปล่อยให้มีปัญหาต่อภาพพจน์อยู่ ท่านประธานคะเรื่องมาบตาพุดเป็นเรื่องที่สะเทือนวงการ มาก ตั้งแต่ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษเดือนเมษายน ๒๕๕๒ พอเดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนก็ฟ้องศาลให้ระงับโครงการอีก ๗๖ โครงการเกิดขึ้นไปแล้ว ตอนเดือนกันยายน ศาลปกครองสั่งระงับโครงการไปเลย ทีนี้ถามว่าเรื่องนี้มันจะเป็นอย่างไร ท่านประธานคะเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นไม่ได้คิดที่จะดําเนินการอะไรอย่างรวดเร็วเลย ท่านแก้ปัญหาแบบที่บอกว่า หวานเย็น ท่านประธานคะเรื่องนี้มันใหญ่โตมาก มันเสียหาย เป็นหลายแสนล้านบาทมาก นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม แห่งชาติรู้เรื่องทั้งหมดอยู่แล้วตั้งแต่ต้น แต่ท่านไม่ได้ดําเนินการใด ๆ ด้วยตัวท่านเอง ท่านไม่นั่งหัวโต๊ะ ท่านไม่เรียกหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งท่านสามารถเรียกมาพูดจาพูดคุยแล้วให้ ปัญหานั้นหมดไปได้ท่านไม่ทํา ท่านปล่อยเวลาผ่านไปอีก ท่านไม่ระดมสรรพกําลังทั้งหลาย เลย ท่านเลือกที่จะตั้งคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ท่านเลือกที่จะให้ท่านอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นประธาน แล้วปล่อยให้ท่านอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งท่านไม่รู้เรื่องมากมายตั้งแต่ต้นมา ทํางาน ท่านประธานคะเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องเสียหายมาก เพราะว่าทางหน่วยงานของ ท่านอานันท์ ปันยารชุน ท่านใช้เวลา กว่าจะมารายงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นรอรับ รายงานอยู่ตลอดเวลา ถ้ารายงานยังไม่มา ปัญหาก็ยังไม่ใช่ของรัฐบาล แบบนี้มันเป็นแนวคิด ที่ผิดอย่างหนัก เรื่องรุนแรงใหญ่โตขนาดนี้รัฐบาลต้องลงไปรับผิดชอบเองอย่างเต็มที่ จะปล่อยให้เสียหายแบบนี้ไม่ได้ ดิฉันเลยคิดว่ามันเป็นศิลปะการทํางานของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ด้วย ที่เมื่อมีปัญหาก็ต้องคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบ แล้วตัวเองก็ทําตัวลอย จากปัญหานั้น ท่านประธานการทําแบบนี้จึงถือว่าเป็นการซื้อเวลา แต่การซื้อครั้งนี้ถือว่า ซื้อแพงมาก ซื้อด้วยเงินหลายแสนล้านบาทจริง ๆ เพราะฉะนั้นท่านซื้อเวลาโดยเอา ผลประโยชน์ของประชาชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไปแลกกับ ความไม่มั่นใจของท่านไม่ได้ ท่านประธานคะ ท่านสวมหมวก ๒ ใบ ท่านมีเสียงในสภาก็มาก เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ท่านสามารถทําเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดได้อยู่แล้ว ออกกฎหมายมาเพื่อให้แก้ปัญหาทุกอย่างท่านทําได้อยู่แล้ว แต่ท่านไม่ทํา ๑ ปีผ่านไป ขณะนี้เป็นอย่างไรคะท่านประธานยังไม่เกิดเรื่องอะไรเท่าไรเลย ยังต้องนั่งรอ กฎหมายอยู่ ท่านประธานคะดิฉันไล่เรียงเรื่องต่าง ๆ ให้เห็นวันเวลานั้น เพราะต้องการให้ เห็นว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นเป็นคนไม่มีวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจค่ะ มองไปข้างหน้าไม่ได้ ว่าอะไร หรือสิ่งที่มันทําให้ล่าช้านั้นมันทําให้ประเทศชาติเสียหายอย่างไร ท่านควรจะมา ดําเนินการเองแต่ไม่ทํา ท่านควรจะสร้างความสมดุลระหว่างชุมชนที่มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม กับการลงทุนแต่ท่านก็ไม่ทํา ท่านประธานคะ ในช่วงระหว่างที่เกิดปัญหา ชาวญี่ปุ่น นักลงทุนต่างชาติ เขาได้นําเสนอ ได้แสดงออกถึงความคิดของเขามากมาย ขอเชิญภาพต่อไปค่ะประธาน องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่นบอกว่าผลกระทบ อันนี้บอกว่าในสายตานักลงทุน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยคงไม่โดดเด่นอีกต่อไป แทนที่จะห่วงอนาคต ควรดูว่าแต่ละวัน กิจการที่หยุดไปนั้นสูญเสียอะไรไปบ้าง นี่คือสิ่งที่เขาพูด
ภาพต่อไปเป็นอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่น ท่านบอกว่าเราตอกย้ําอยู่เสมอว่า มาบตาพุดต้องรีบทํา ยิ่งทําเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะนักลงทุนต้องการความชัดเจน ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นการทําลายบรรยากาศการลงทุน เรายังพบด้วยว่าทุกคนรับฟังแต่ที่สุดแล้ว กระบวนการยังคงล่าช้าเหมือนเดิม
อันต่อไป ท่านทูตอีกนะคะว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ได้จํากัดวงเฉพาะ นักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนไทย แต่ขยายกว้างไปยังกลุ่มนักลงทุนประเทศอื่น ๆ ด้วยที่มองอยู่
อันต่อไป ท่านทิ้งท้ายไว้เลยว่าที่สุดแล้วเกรงว่าประเทศไทยอาจมีโอกาสที่จะ สูญเสียความเป็นผู้นําในภูมิภาคไป และหากเป็นเช่นนั้นญี่ปุ่นคงผิดหวังมาก เพราะประเทศ ญี่ปุ่นต้องการเป็นประเทศคงบทบาทความเป็นประเทศผู้นําในภูมิภาคและจะต้องเป็นผู้นํา ที่เข้มแข็งเช่นในอดีตที่ผ่านมา ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประเภทผู้นําที่เก่ง แต่ปากสักแต่พูด ทําแบบนี้ไม่ได้ ผู้นําที่ดีต้องทําให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า เพราะพูดมา ขนาดนี้แล้ว ยังคงทําประเทศไทยเสียหายแบบนี้ไม่ถูกต้อง นักลงทุนประเทศอื่น ชาติอื่น ที่เขาอยากจะมาประเทศไทยเขาก็เลยไปลงทุนประเทศอื่นหมด ท่านประธานคะ เพราะฉะนั้นกรณีมาบตาพุดจึงสามารถเป็นตัวอย่างให้เห็นได้ชัดว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้น ล้มเหลวล่าช้า ไร้วิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถแก้ปัญหาภาพพจน์และการลงทุนของ ประเทศ ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย ทั้งระยะสั้น ระยะยาว สูญเสียโอกาสและขีดความสามารถ ในการแข่งขันในตลาดโลก ท่านประธาน ไม่ว่าจะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือว่า เรื่องของมาบตาพุดเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นทําเสียหายกับประเทศไทยมาก เพราะท่านล่าช้า แต่ท่านไม่ได้ล่าช้าแค่เพียง ๒ เรื่องนี้ เราคงจํากันได้ว่าท่านบริหารงานล่าช้า ขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ําท่วมก็ท่วมกันไปมากมายครึ่งค่อนประเทศ ก็ช่วยช้ากว่าพิธีกร ช่อง ๓ ปล่อยให้พิธีกรช่อง ๓ ไม่ได้เป็นพิธีกรอย่างเดียว เป็นพระเอกไปเลยท่านประธาน แล้วเป็นอย่างไรคะเมื่อเช้านี้ดูรายการทีวี ปรากกว่าการช่วยสึนามิของประเทศญี่ปุ่น ช่อง ๓ ตอนนี้รับริจาคได้ภายในสัปดาห์เดียว ๕๕ ล้านบาทไปแล้ว รัฐบาลไทยยังคงเงียบอยู่เลย
ท่านประธาน เรื่องน้ํามันปาล์มเป็นอย่างไรคะ เรื่องน้ํามันปาล์มรู้เรื่องตั้งแต่ เดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ปล่อยให้คนเดือดร้อน แย่งชิง ชกต่อยกันนานเหลือเกิน เรื่องลิเบียเป็นอย่างไรคะ ท่านประธานภายใน ๑ สัปดาห์ ประเทศจีนเขาสามารถช่วยคนงาน ของเขา ๓๖,๐๐๐ คน ได้ทันที ประเทศบังคลาเทศเอาเครื่องบิน ๗๔๗ ไปรับ แต่ถามว่า ประเทศไทยเป็นอย่างไร ภายใน ๑ สัปดาห์ค่อยเริ่มต้นที่จะช่วยเหลือ เรื่องยาเสพติด เป็นอย่างไร ๒ ปีไม่เคยทําอะไรเท่าไรเลย เงียบเหงาเลย พอตอนนี้มาเร่งทําใหญ่เลย แล้วอย่างนี้ดิฉันจะปล่อยให้คุณอภิสิทธิ์บริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้อย่างไรท่านประธาน ท่านประธาน เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรื่องเดียวมันเยอะแยะ มาบตาพุดมาอีก
ต่อไปค่ะท่านประธาน เป็นเรื่องที่ดิฉันไม่สามารถไว้วางใจให้คุณอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป และไม่ไว้เนื้อเชื่อใจคุณอภิสิทธิ์ เพราะว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นปกปิด คุณอภิสิทธิ์ถือ ๒ สัญชาติ เรื่องที่ดิฉันจะพูดต่อไปคือเรื่องถือ ๒ สัญชาติ ท่านประธานคะ ถามว่าถือ ๒ สัญชาตินั้นผิดไหม คงไม่ผิด มันมีมากมาย หลายคนเขาก็ถือ ๒ สัญชาติกันอยู่ เช่น พ่อ แม่ เป็นคนไทย ไปเกิดในประเทศมาเลเซีย ปรากฏว่าเขาก็มี ๒ สัญชาติ คือสัญชาติไทย กับสัญชาติมาเลเซีย แต่ดิฉันจะไม่มานั่งพูดถึง ๒ สัญชาติของคนทั่วไป ดิฉันจะพูด ๒ สัญชาติ ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านประธานคะ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นยอมรับ กลางสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ว่าท่านนั้นยังไม่ได้สละ สัญชาติอังกฤษ แสดงว่าดิฉันต้องเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นมี ๒ สัญชาติ คือสัญชาติ ไทยและสัญชาติอังกฤษถูกไหมคะ แต่คําถามที่สังคมเขาถามอยู่คือว่า การมี ๒ สัญชาติ ของคนที่เป็นผู้นําประเทศนั้นถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่ นี่คือคําถามที่ ๑ คําถามที่ ๒ ถ้าหากนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยถือ ๒ สัญชาติ จะเสียหายอะไร ท่านประธานคะ คนเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นผู้นําประเทศ เป็นผู้บริหารสูงสุด เป็นผู้มีอํานาจสูงสุด เป็นผู้กําหนดนโยบาย เป็นผู้ชี้ทิศทางของประเทศได้ นายกรัฐมนตรีต้องมี ความรับผิดชอบด้วย ท่านต้องรับผิดชอบประเทศไทย ท่านจะรับผิดชอบหรือรักษา ผลประโยชน์ของประเทศอื่นมากกว่าประเทศไทยไม่ได้ นี่คือหลักการที่ควรจะบริหารราชการ แผ่นดิน และประชาชนเขามอบความไว้วางใจให้ ก็เพราะเขาให้ทําแบบนี้อยู่ ให้บริหาร ประเทศ แต่ทีนี้ปัญหามันคืออะไรท่านประธาน ปัญหาคือว่า ๒ สัญชาติของนายกรัฐมนตรีนั้น ถ้าท่านไปเจรจาความเมืองกับประเทศอื่น หรือไปลงนามทางการค้ากับประเทศอื่น คําถาม คือว่านายกรัฐมนตรีจะคํานึงประโยชน์ของประเทศไหน แน่นอนดิฉันรู้อยู่แล้วว่าคําตอบ ท่านจะต้องตอบว่าก็คํานึงถึงประโยชน์ของประเทศที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ แต่ว่าถามว่าเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่านายกรัฐมนตรีจะรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและ ประเทศชาติได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ มั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะไม่มีใจโอนเอนไปคํานึงถึงอีก ประเทศหนึ่งที่ท่านเคยได้รับประโยชน์อยู่ ประเทศไทยนั้นต้องตกลงทําสัญญาทางการค้ากับ ประเทศอังกฤษ ถ้าสมมุติขึ้นมา ถามว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะเห็นแก่ประเทศอังกฤษ หรือเห็นแก่ประเทศไทย ท่านจะมีใจเอนเอียงไปสู่บรรยากาศเก่า ๆ ตอนที่ท่านเรียนหนังสือ อยู่ไหม หรือว่าตอนนี้ที่ท่านมีประโยชน์อยู่ หรือท่านมีแผนจะย้ายครอบครัวไปอยู่ประเทศ อังกฤษในเร็ว ๆ นี้ ถามว่ามันมารบกวนในการที่ท่านจะเป็นตัวแทนของประเทศไทย ในการ ที่จะลงนามไปตกลงอะไรไหม ย่อมมีท่านประธาน สมมุติว่าร้ายกว่านั้นเป็นกรณีพิพาท ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษเลย ถามว่าท่านจะรักษาผลประโยชน์ของใคร นี่ละค่ะ คือปัญหาที่บอกว่าผู้นําประเทศต้องรับผิดชอบต่อประเทศ ต้องรักษาผลประโยชน์ ของประเทศ ไม่ใช่อาจจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศ อาจจะไม่ได้ เสียหายมาก เพราะฉะนั้นมันจึงต้องมาพูดกันที่คําว่า เหมาะสม ท่านประธาน คนมี ๒ สัญชาติ ไม่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีหรือผู้นําประเทศ ท่านประธานคะปัญหาของคน ๒ สัญชาติ มันถูกหยิบยกมาเป็นตัวอย่างกันก็หลายครั้งในวงสังคมปัจจุบัน คน ๒ สัญชาติ เช่น ประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ท่านประธาน สมมุติว่าคนกลุ่มนี้บางคนทําผิดกฎหมาย ในเมืองไทย เขาหนีไปอยู่ประเทศมาเลเซีย เขาก็ให้รับความคุ้มครองจากประเทศมาเลเซีย ประเทศไทยเอาเรื่องเขาไม่ได้ จับกุมเขาไม่ได้ การทําผิด นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดเท่า ๆ กับ คนไทยทุกคน ท่านประธาน จะมามีสิทธิพิเศษอยู่เหนือกฎหมาย เหนือคนอื่นไม่ได้ ท่านประธาน จะมาทําผิดในเมืองไทยแล้วหนีไปอยู่ประเทศอื่นไม่ได้ ถ้าเรื่องนี้มันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นกับใครได้บ้าง ตัวอย่างที่เห็นในสังคมตอนนี้เป็นข่าวตอนนี้ ท่านประธานนึกถึง ท่านประธานาธิบดีประเทศเปรูท่านมี ๒ สัญชาติ คือสัญชาติเปรูและสัญชาติญี่ปุ่น นายอัลเบอร์โต ฟูจิมูริ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีนั้นได้ทําผิดกฎหมายอยู่ในประเทศเปรู เสร็จแล้ว จะถูกจับก็หนีไปประเทศญี่ปุ่น แล้วเป็นอย่างไร ได้รับความคุ้มครองจากประเทศญี่ปุ่น ก็จับกุมคุมขังเขาไม่ได้ และถามว่ามันเหมือนกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ตอนนี้ไหม เหมือนการหนีไปอยู่ประเทศอังกฤษ ถ้านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ทํานะคะ ทําผิดกฎหมาย แล้วหนีไปอยู่ประเทศอังกฤษ ถามว่านี่คือเหตุผลหรือเปล่าที่ท่านจึงไม่ยอมสละสัญชาติ อังกฤษ ท่านหวังผลอะไร ท่านหวังว่าท่านจะหนีไปอยู่ประเทศอังกฤษตลอดเวลาเลย แล้วใครก็ทําอะไรท่านไม่ได้ เหตุผลแบบนี้หรือเปล่าที่ปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน ในรัฐบาล เหตุผลอย่างนี้หรือเปล่าที่ท่านไม่สะทกสะท้านต่อการใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่า ประชาชนจนตายไป ๙๑ ศพ เพราะว่าท่านสามารถหนีไปอยู่ประเทศอังกฤษ หรือเครือจักรภพได้ แต่สงสารพวกเจ้าหน้าที่ที่ท่านสั่งการ เขาไม่มี ๒ สัญชาติ เขาไม่ได้ถือ ๒ สัญชาติเหมือนท่าน เขาหนีไปไหนไม่ได้ แบบนี้ถึงเรียกว่าไม่เหมาะสม ท่านประธาน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่ควรมี ๒ สัญชาติ ไม่ควรหลอกต้มประชาชนคนไทยมานานขนาดนี้ ควรจะซื่อสัตย์จริงใจต่อการบริหารราชการแผ่นดินและมีคุณธรรม จริยธรรมมากกว่านี้ ท่านจงใจปกปิดความจริง บิดเบือนมาก ท่านประธานดูชาร์ท ของดิฉัน ถามว่าจงใจปกปิด อย่างไร ในปี ๒๕๔๖ ท่านกรอกแบบฟอร์ม กรอกแบบฟอร์มที่จะเป็นกรรมการบริหารของ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน กรอกว่าอะไร กรอกว่าท่านเกิดประเทศอังกฤษ ลายเซ็น ของท่านเลย ปี ๒๕๔๖ ถามว่าตอนนั้นอายุเท่าไร อายุ ๓๙ ปีแล้วท่านประธาน ไม่ใช่เด็ก ๆ ต่อมาภาพที่ ๒ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคในปี ๒๕๕๑ จะต้องกรอก แบบฟอร์มใหม่ส่ง กกต. ใหม่ ท่านบอกว่าอะไร บอกว่าท่านเกิดกรุงเทพมหานคร อะไรกัน ท่านประธาน สมองเลอะเลือนอะไรจะปานนั้น ท่านจงใจปกปิดสัญชาติของท่านมานานแล้ว หลอกต้มประชาชนมานานแล้ว และยังบ่ายเบี่ยงคําตอบอีก ท่านประธานคะ บ่ายเบี่ยง อย่างไร คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้เรียนเชิญให้ท่านมาชี้แจง กรณี ๒ สัญชาติ ท่านไม่ได้มาตอบด้วยตนเอง แต่ท่านตอบเป็นหนังสือ ตอบว่าอย่างไรรู้ไหม คะ ในการตอบหนังสือท่านท่านตอบว่าท่านถือสัญชาติไทย เขาถาม ความหมายเขาถามว่า ท่านถือสัญชาติอังกฤษหรือเปล่า ตอบว่าถือสัญชาติไทย บ่ายเบี่ยงไหมท่านประธาน พอมีคน จับได้ว่าถือสัญชาติอังกฤษ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ย้อนคนอื่นบอกว่าผมสัญชาติไทยครับ ผมไม่มีสัญชาติมอนเตเนโกร ท่านประธาน นายกรัฐมนตรีพูดอย่างนี้ได้อย่างไร นอกจากนั้น แล้วยังถูกจับได้กลางสภาอีก ยังมาพูดเรื่องนี้อีกบอกว่าพ่อแม่เป็นคนแจ้งเกิด แจ้งเกิดเอง ไม่ได้ อยากถามท่านว่าเป็นคนแจ้งเกิดตัวเองหรือไม่ ท่านประธานคะ มันสง่างามนักหรือคะ นายกรัฐมนตรีของไทยที่พูดแบบนี้ มากไปกว่านั้น พูดอีกว่าถ้าจะให้ผมสละสัญชาติอังกฤษ ผมก็สละได้ แต่คนของท่านที่ถือพาสปอร์ต (Passport) หลายประเทศก็ต้องสละด้วยจะยอม หรือไม่ ท่านประธาน นายกรัฐมนตรีพูดแบบนี้ได้อย่างไร หมายความว่าอะไร และหมายถึงใคร แน่นอนดิฉันก็เข้าใจ ท่านก็คงหมายความว่าผมจะสละก็ได้ แต่คนอื่นต้องสละด้วยนะ จะยอมไหม นี่หมายความอย่างนี้หรือ แล้วอะไร ท่านหมายถึงใคร หมายถึงนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ใช่ไหม ท่านบอกว่านายกรัฐมนตรีทักษิณต้องสละสัญชาติตัวเองด้วย ท่านประธาน คุณทักษิณจะมีสัญชาติอะไรก็ตาม ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ตอนที่เขาเป็น นายกรัฐมนตรีเขาถือสัญชาติเดียว ชัดเจน ท่านประธาน นายกรัฐมนตรีต้องสง่างามกว่านี้ ต้องมีสํานึกรับผิดชอบค่ะท่านประธาน ไม่ใช่เที่ยวพูดบ่ายเบี่ยง ยอกย้อน ตอกกลับใคร ๆ เขาไป มีความสามารถในการปาฐกถาไปวัน ๆ แบบนั้น
ท่านประธานคะ การบริหาราชการแผ่นดินสําคัญมาก ท่านต้องมีวิสัยทัศน์ ท่านต้องนําพาประเทศให้ก้าวหน้าไม่ใช่ว่าท่านพูดเก่งอย่างเดียวและพูดก็ขอให้พูดอยู่กับร่อง กับรอยด้วย ดังนั้นพูดมาถึงตรงนี้ดิฉันขอสรุปนะคะท่านประธาน ขอสรุปว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นําที่ไว้เนื้อเชื่อใจไม่ได้ มีเพียงความสามารถในการใช้วาทศิลป์เท่านั้น แต่ไม่มีความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน ไร้วิสัยทัศน์ บริหารประเทศล้มเหลว ผิดพลาดล่าช้า
มีประท้วงนะครับ คุณศิริโชคประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตใช้สิทธิในการ ประท้วง เพราะว่าผู้ที่อภิปรายอาจจะทําผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ ในเรื่องของประเทศไทย เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ แม้ว่าผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการของพันธมิตรนะครับ
สรุปแล้วประท้วงเรื่องอะไรครับ
ประท้วงเรื่องขอให้ถอนคําพูดครับ
ถอนคําพูดว่าอย่างไร
คืออย่างนี้ครับ ผมจะกราบเรียนท่านประธานว่า ผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการของพันธมิตรแต่ว่าเป้าหมายเหมือนกันก็คือปกป้องอธิปไตย ของประเทศนะครับ การที่ท่าน ส.ส. พูดบอกว่าพันธมิตรพูดไปเรื่อยเปื่อยทวงดินแดนที่ไม่ได้ เป็นของไทย ตรงนี้เกิดความเสียหายเพราะดินแดนที่หมายถึงก็คือดินแดน ๔.๖ ตาราง กิโลเมตร บริเวณเขาพระวิหาร เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า อยากจะให้ถอนคําพูดว่า ทวงดินแดนที่ไม่ได้เป็นของไทย ออกไปครับ เพราะว่าดินแดน ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนี้เป็นของไทยอย่างแน่นอนครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ไม่ต้องถอน เพราะว่าเรื่องนี้ยังไม่เป็นข้อยุตินะครับ หลายฝ่ายก็คิดว่า เป็นของประเทศไทย หลายฝ่ายก็คิดว่าเป็นของประเทศกัมพูชายังไม่เป็นที่ยุตินะครับ ก็ยังไม่ต้องถอนครับ เชิญต่อนะครับ จะจบแล้วครับ เชิญคุณอรรถวิชช์ครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ เหตุเดียวกันเลยครับ ผมประท้วงตามรัฐธรรมนูญเหมือนกันครับ คุณฐิติมา ฉายแสง นั้น ใช้คําว่า สถานการณ์ บิดเบือน ผมประท้วงตามข้อบังคับครับ บิดเบือนข้อเท็จจริงครับ บอกว่าสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา สถานการณ์พาไปจนเป็นพหุภาคีแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ สําคัญมากเพราะกระทบต่อเรื่องความมั่นคงและอํานาจอธิปไตยของรัฐเหนือดินแดนนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอให้ถอนคําพูดเพราะบิดเบือนครับ ปัจจุบันสถานการณ์ ระหว่างไทย-กัมพูชานั้นยังอยู่ในรูปแบบของทวิภาคี ท่านประธานอาเซียนก็ยืนยันว่ายังเป็น ทวิภาคีอย่างนี้จะทําให้เกิดความเข้าใจผิดและมีผลต่อความมั่นคง อํานาจอธิปไตยเหนือรัฐ ขอให้ถอนคําพูดว่า สถานการณ์พาไปจนเป็นพหุภาคี ท่านประธานที่เคารพ ผมสั้น ๆ อีกนิดหนึ่ง เรื่องนี้อันตรายมากครับ เพราะจะนําไปสู่การดําเนินการทิศทางกระทรวง การต่างประเทศที่ผิดหมดเลยครับ ขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยว่าให้คุณฐิติมาถอนคําพูด
ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ เพราะว่ามันเป็นความเชื่อของคุณฐิติมาว่าเป็นพหุภาคีนะครับ เดี๋ยวท่านนายกรัฐมนตรีก็จะตอบอย่างที่ท่านอรรถวิชช์ตอบเมื่อสักครู่นี้ว่าแท้ที่จริงแล้ว เป็นทวิภาคี ก็เป็นเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะตอบนะครับ ขอรวบรัดด้วย ท่านใช้เวลา เกินไปเกือบ ๒๐ นาทีแล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพดิฉันจะจบ อยู่แล้วบังเอิญมาถูกประท้วง ไม่เป็นอะไรท่านประธานได้ช่วยพูดไว้แล้ว ท่านประธานคะ คุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นผู้นําที่ดิฉันบอกแล้วว่าไว้เนื้อเชื่อใจไม่ได้ คุณอภิสิทธิ์บริหารประเทศ ล้มเหลว ผิดพลาด ล่าช้า ปล่อยปละละเลยไม่สามารถนําพาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็วทันกับกระแสโลก แต่กลับทําให้ประเทศไทยที่เคยเป็นหนึ่งในผู้นําเวทีโลก ต้องถอยหลังลงคลองแพ้ประเทศอื่น ดังนั้นดิฉันจึงไม่สามารถไว้วางใจให้คุณอภิสิทธิ์ดํารง ตําแหน่งนายกรัฐมนตรีและไม่สามารถปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไปค่ะ
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ นายแพทย์ชลน่านจะขออภิปรายต่อให้จบใช่ไหม และจะให้ ท่านนายกรัฐมนตรีตอบทีเดียวใช่ไหม ก็เป็นสิทธิของท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะตอบตอนนี้ หรือจะตอบตอนทีหลังนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ
คือท่านนายกรัฐมนตรีท่านถามว่าประเด็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า เป็นเรื่องความล้มเหลวของ นายกรัฐมนตรีใช่ไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ เพราะว่าจะมีผู้อภิปรายในกรณีความล้มเหลวของท่าน นายกรัฐมนตรีอีก ๒ ท่าน ผมก็ขอความกรุณาถ้าท่านนายกรัฐมนตรีคิดว่าเก็บประเด็นแล้วก็ ไปตอบทีเดียวก็น่าจะสะดวก เพราะอีก ๒ ท่าน โดยข้อเท็จจริงเรามีเวลา ๒ ชั่วโมง แต่เรา ตัดเวลาเหลือแค่ชั่วโมงเดียวแล้ว เดิมผมมี ๑ ชั่วโมงก็เหลือครึ่งชั่วโมง ท่านไชยามี ๑ ชั่วโมง ก็เหลือครึ่งชั่วโมง ก็ใช้เวลาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง
ก็คงแล้วแต่ท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาเห็นสมควรนะครับ
ท่านประธานครับ ถามเพียง แค่ว่าเป็นเรื่องมาบตาพุดกับเรื่องของประเทศกัมพูชาหรือเปล่าครับ หรือขีดความสามารถ อย่างอื่นของประเทศหรือเปล่า เพราะว่าถ้าไม่ใช่จะได้ตอบเสียก่อนเพราะว่ามันไม่เกี่ยวกัน ใช่ไหมครับ แต่ว่าถ้าใช่ก็ยินดีที่จะฟังการอภิปรายต่อครับ
คงเป็นคนละเรื่องครับ เพราะฉะนั้นเชิญท่านตอบตอนนี้เลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สําหรับประเด็นที่ท่านสมาชิกเพิ่งอภิปรายไปนั้น ผมสรุปมาเป็นประเด็นหลัก ๆ คงจะเป็น ๓ ประเด็น ประเด็นแรก ก็คงเป็นเรื่องของนโยบาย การต่างประเทศ แต่ว่าเจาะจงไปค่อนข้างมากที่เรื่องของประเทศกัมพูชา ถัดมาก็เลยวกมา ในเรื่องของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ความสามารถในการดึงดูดการลงทุน แล้วก็พูดถึงกรณีของมาบตาพุด ส่วนประเด็นสุดท้ายก็มาพูดถึงเรื่องกรณีของสัญชาตินะครับ
ท่านประธานที่เคารพ เรื่องของไทย-กัมพูชา ความจริงในวันที่ได้มีการ ยื่นญัตติอภิปรายกันในเรื่องของปัญหาการที่มีการปะทะกันเกิดขึ้น กระผมได้มี การชี้แจงค่อนข้างชัดครับว่าสาเหตุที่มาของปัญหาเป็นอย่างไร ท่านพยายามจะบอกว่า เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ ในวันที่ผมเป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมไปปลุกกระแส คลั่งชาติแล้วก็ทําให้เกิดปัญหาลุกลามมาถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่ครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ท่าน น่าจะสังเกตได้ก็คือว่า นับตั้งแต่วันที่รัฐบาลในยุคนั้นไปยอมรับให้ทางประเทศกัมพูชา ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ความตึงเครียดและปัญหาในพื้นที่ ลุกลามมาจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกิดขึ้นตลอดเวลา ทําไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะประเทศไทยมีบทเรียนมาจากวันที่เราแพ้คดีในศาลโลกว่าถ้าหากว่าเราไม่มีการสงวน สิทธิ รักษาสิทธิ หรือแสดงการดําเนินการตอบโต้อะไรใด ๆ ต่อการกระทําของ ฝ่ายอื่นที่มาแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในพื้นที่หรือในดินแดนแล้ว เราอาจจะเจอกับ ปัญหากฎหมายปิดปากเหมือนกับกรณีที่เกิดขึ้นในตอนที่คดีปราสาทพระวิหารขึ้นศาลโลก ตรงนั้นละครับคือที่มาของปัญหาว่าหลังจากที่รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยเขายืนยันตลอดว่า ถ้าจะขึ้นปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกต้องเป็นการขึ้นทะเบียนร่วมเป็นอย่างน้อย เพราะไม่ต้องการให้มีการนําเอากรณีของการบริหารพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร หรือรอบ ๆ ปราสาทพระวิหารในฐานะที่เป็นมรดกโลกมาอ้างต่อไปในวันข้างหน้าว่าทางฝ่าย ประเทศกัมพูชาไปขึ้นทะเบียนแล้ว เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่แล้ว แปลว่าในที่สุดถ้ามีการ โต้แย้งกัน วันหนึ่งเหมือนกับไทยได้ยอมรับไปแล้ว นี่คือประเด็นครับ เมื่อประเด็นเป็นอย่างนี้ ผมยืนยันคําอภิปรายของผมทุกถ้อยทุกคําเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ ว่าท่านทําไม่ถูก แล้วผมก็ยังยืนยันว่าเราจําเป็นจะต้องปกป้องอธิปไตยและดินแดนไทย ความตึงเครียดเกิดขึ้น หลังจากนั้น ก็เป็นในยุคที่รัฐบาลของท่านกระทําในสิ่งที่ถูกต้องครับ ก็คือทางฝ่ายกองทัพ โดยทหารได้เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวด้วยเพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นนั้นไม่ใช่พื้นที่ของ ประเทศกัมพูชา แต่ว่าท่านจะเห็นว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมาความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-กัมพูชาที่ต้องเผชิญกับปมนี้จะมีตลอดเวลา เพราะประเทศกัมพูชาถูกแรงกดดัน อยู่ตลอดว่าจะต้องมีการนําเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบ ๆ ปราสาทพระวิหาร รัฐบาล ชุดปัจจุบันที่ท่านบอกอ่อนด้อย สามารถไปหยุดยั้งประเทศกัมพูชาในที่ประชุมมรดกโลก มาแล้วถึง ๒ ปี ไม่ให้เขาสามารถที่จะอนุมัติแผนได้ โดยเรายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเราเห็นว่า เป็นของเรา ถ้าประเทศกัมพูชาเห็นว่าเป็นของเขามันก็เข้าสู่กระบวนการตามเอ็มโอยู มีคณะกรรมการเจบีซีเป็นกลไกอยู่ นี่คือข้อเท็จจริงครับ ส่วนความสัมพันธ์ในช่วงที่ไม่ปกติกับ ประเทศกัมพูชาที่สืบเนื่องมาจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีไปเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลประเทศ กัมพูชานี่ครับ ท่านก็คิดดูก็แล้วกันว่าใครเป็นคนก่อปัญหานี้ละครับ และไม่ได้เป็นเฉย ๆ ครับ เมื่อเป็นแล้วนี่ปล่อยให้ผู้นําของประเทศกัมพูชาให้สัมภาษณ์หรือออกแถลงในลักษณะ ซึ่งกระทบกระเทือนกับสถาบันหลักของประเทศไทย ก็คือสถาบันตุลาการครับ แล้วก็ทําให้ เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนว่าคนซึ่งเคยลงนามในเอ็มโอยูที่เกี่ยวข้องกับปัญหาพื้นที่ที่จะมีการ เจรจากันทางทะเล กลับกลายเป็นคนที่เคยมาเซ็นสัญญาฝ่ายไทยไปเป็นที่ปรึกษาของ ฝ่ายกัมพูชา แต่ผมแก้ปัญหานี้ครับ ในที่สุดเราก็ผ่านพ้นช่วงนั้นมา แล้วก็ความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาก็เดินต่อ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีฮุนเซนก็พูดครับ ว่าความขัดแย้งที่ดํารงอยู่ในเรื่องปราสาทเขาพระวิหารก็เป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ ผมไม่ได้ เปลี่ยนสนามค้าเป็นสนามรบหรอกครับ การค้าชายแดนก็ยังเติบโตอยู่ครับ ปีที่แล้วก็เติบโต ค่อนข้างดี แต่ในพื้นที่นั้นที่ท่านพยายามจะมาอภิปรายในมุมนี้ วันก่อน ปีก่อนท่านไม่ได้ อภิปรายในมุมนี้นะครับ ท่านกลับบอกว่าเราละเลยเพิกเฉยหรือเปล่าในการที่ไม่ประท้วงกับ การก่อสร้างถนนซึ่งวันก่อนเพื่อนสมาชิกก็มาแสดงภาพว่า ก่อสร้างเสร็จ ๖ วันหรือ ๗ วัน หลังจากที่ผมรับตําแหน่งครับ แล้วเราก็ได้มีการประท้วงต่อไป แล้วก็เมื่อมีความพยายาม ที่จะมาก่อสร้างอะไรเพิ่มเติม เราก็มีความจําเป็นที่จะต้องเข้าไปดูแลพื้นที่ก็นํามาสู่การปะทะ กันซึ่งเราก็พยายามหลีกเลี่ยงครับ ท่านบอกผมอ้างถ้อยคําในเพลงชาติ ท่านก็ยังตกเลยครับ ผมเริ่มต้นจากคําว่า รักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เพื่อที่จะบอกให้กับชาวไทย และชาวโลกรู้ครับว่า เราไม่ใช่ฝ่ายที่ประสงค์จะมีความรุนแรงแต่เราไม่ยอมให้ใครรุกราน ท่านไม่เห็นด้วยกับวรรคไหนก็บอกมาเลย ท่านประธานครับ เมื่อเกิดเหตุอย่างนั้นแล้ว ท่านบอกว่าเราอ่อนด้อยหรืออย่างไรถึงปล่อยให้เขานี่เอาเรื่องไปฟ้องในเวทีพหุภาคีก่อน กระผมก็กราบเรียนว่าผมว่ารัฐบาลของท่านกับรัฐบาลของผมซึ่งอาจจะมีความเห็นแตกต่าง กันหลายเรื่อง แต่เฉพาะเรื่องนี้น่าจะเห็นตรงกันนะครับว่า เราเองมีความต้องการที่จะให้ ปัญหาเหล่านี้แก้ไขกันในระดับทวิภาคีหรือ ๒ ฝ่าย ท่านบอกผมช้า ปล่อยประเทศกัมพูชาไป ร้องสหประชาชาติก่อน แปลว่าท่านเสนอว่าให้ผมไปฟ้องสหประชาชาติหรือครับ ในเมื่อ จุดยืนเราคือต้องการที่จะเจรจากันแบบ ๒ ฝายหรือทวิภาคี แล้วท่านก็บอกอ่อนด้อยมากจน เขารับเรื่อง แต่ทําไมไม่พูดละครับ พอพิจารณาเสร็จแล้วนี่เขาไม่ได้เห็นตามประเทศกัมพูชา ท่านก็บอกเอง ที่ประเทศกัมพูชาขอไป ๒ ข้อเขาไม่ให้ครับ แล้วมันเป็นความล้มเหลว อย่างไรในส่วนของฝ่ายไทย ส่วนกรณีของอาเซียนนั้นท่านต้องเข้าใจครับ เรามีกฎบัตรใหม่ มันมีเรื่องกลไกการที่จะดูแลการพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก อาเซียนก็ย่อมมีบทบาท มากขึ้น แต่จนถึงขณะนี้การสนับสนุนของอาเซียนโดยประธานอาเซียนคือประเทศ อินโดนีเซียก็ยืนยันว่า การดําเนินการต่อไปนั้นที่เขาสนับสนุนนั้นเป็นการเจรจาทวิภาคีครับ ภาษาอังกฤษเขาใช้ไบแลทเทอรอล (Bilateral) ก็คือทวิภาคีนั่นเอง ส่วนทางประเทศ อินโดนีเซียหรือประธานอาเซียนจะเป็นผู้ประสานงาน อํานวยความสะดวกเรื่องสถานที่ ที่จะให้มีการประชุมกันได้ ๒ ฝ่าย หรือจะสังเกตการณ์หรือไม่อย่างไร นั่นอีกเรื่องหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่า ไม่ใช่เรื่องที่จะมากล่าวหาละครับว่าผมไป ปลุกกระแสคลั่งชาติแล้วก็เกิดปัญหาลุกลามมา ปัญหามันเกิดขึ้นนับตั้งแต่เรื่องการขึ้น ทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวของประเทศกัมพูชาที่ไปผิดพลาดไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ และขณะนี้ ผมก็พยายามเดินหน้าเต็มที่คลายปมตรงนี้เพื่อขอให้ยูเนสโกนั้นพักเรื่องนี้ไว้เพื่อ ๒ ประเทศ จะได้มีเวลาแก้ไขปัญหาระหว่างกันและกันได้โดยสันติ ส่วนกรณีของบุคคล ๗ คนที่เดินทางไป ผมก็กราบเรียนครับว่าเคยชี้แจงไปหลายครั้ง ผมไม่เคยปฏิเสธ ผมบอกท่าน ส.ส. พนิช ผมเห็นว่าเมื่อท่านอาสาว่าท่านจะไปประสานงานกับกลุ่มที่เขาคลางแคลงใจเรื่องปัญหา ชายแดนไปพูดคุยกันได้ เขาบอกว่ามีปัญหาของพี่น้องประชาชนบริเวณชายแดนไปลงพื้นที่ได้ แต่ว่าเมื่อเข้าไปแล้วเกิดปัญหาขึ้นแล้วถูกจับกุมไปเราก็พยายามดําเนินการครับ ผมพักผ่อน กับครอบครัวช่วงปีใหม่ก็จริงครับ แต่ไม่ได้แปลว่าผมหยุดทํางานนะครับ ผมโทรศัพท์ตลอด ติดตาม เพราะว่าในช่วงปีใหม่คือช่วงที่เราส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปครับ เพราะเราได้วิดีโอมาว่า บุคคลทั้ง ๗ นั้นถูกจับกุมที่ไหนเพื่อไปกดเช็คพิกัดเอามาพล็อท (Plot) ลงเป็นแผนที่ เราจะ ได้มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ออกมาได้ ๕ คนขณะนี้ก็เพราะ ๕ คนนั้นมีเพียง ๒ ข้อหา แต่อีก ๒ คนที่เหลืออยู่ก็พยายามช่วยอยู่ครับ แต่มันมีอีกข้อหาหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา เรื่องจารกรรม เนื่องจากว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของกล้องที่เขาเรียกว่า สปาย แคม (Spy Cam) แล้วก็มีการถ่ายภาพ แล้วมีการสารภาพแล้วไปอยู่ในสํานวนก็ทําให้โทษหนักกว่า แต่ตอนนี้ก็มีการประสานงาน พยายามทําอยู่ครับ อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้บุคคลทั้งสองนั้น ได้รับการดูแลในเรื่องของสุขภาพก็ดําเนินการอย่างเต็มที่ พยายามจะบอกว่าในส่วนของ พันธมิตรเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมไม่ปฏิเสธว่าผู้นําประเทศกัมพูชา รัฐบาลประเทศกัมพูชา คนประเทศกัมพูชาก็คงจะมีโอกาสได้ดูเอเอสทีวี (ASTV) แล้วถามว่าเขาโกธรไหม ผมก็เชื่อว่า เขาโกธรครับ แต่ผมถามท่านว่าผมมีอํานาจอะไรครับที่จะไปห้ามคนพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ผมไม่ มีหรอกครับ แต่ว่าถ้าประเทศกัมพูชาดูอยู่ก็คงเห็นได้ชัดเจนว่าถ้าไปคิดระแวงสงสัยว่าผมไป ให้พันธมิตรด่านายกรัฐมนตรีฮุนเซ็น ด่าประเทศกัมพูชา แล้วทําไมผมไม่ห้ามเขาด่าผม ละครับ มันก็เป็นเรื่องที่ต้องแยกแยะกันระหว่างประชาชน สื่อมวลชน คนเคลื่อนไหว กับจุดยืนของรัฐบาลครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะยืนยันนะครับว่าไม่มีปัญหาว่าเราไปอ่อน ด้อยหรือเราไม่แก้ปัญหาเรื่องของประเทศกัมพูชา แต่ปมที่มันผูกไว้เรื่องมรดกโลกที่เรากําลัง จะคลาย ไม่มีใครอยากให้มีการปะทะกัน ไม่มีใครอยากให้มีความรุนแรงหรอกครับ และเรา ก็จะพยายามดําเนินการทุกอย่างตามแนวทางที่กราบเรียนมาเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป ถัดมา ท่านก็พูดว่าความอ่อนด้อยประสบการณ์ทําให้ประเทศไทยสูญเสียขีดความสามารถทางการ แข่งขัน ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่าที่จริงแล้วลักษณะของการประเมินขีดความสามารถ การแข่งขัน ความน่าลงทุน ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ มีหลายสํานักครับ บางเรื่อง ประเทศไทยก็อันดับแย่ลง บางเรื่องก็ดีขึ้น ผมก็ไม่ปฏิเสธ แต่พยายามแก้ไข แต่บอกได้ครับ ว่าประการแรก ผมทํางานอยู่ท่ามกลางบรรยากาศซึ่งไม่เอื้อเท่าไรที่จะให้คนอยากที่จะมามี ความมั่นใจในประเทศไทย เพราะใครล่ะครับไปล้มการประชุมอาเซียนที่เราเป็นเจ้าภาพ บรรยากาศอย่างนี้มันเอื้อไหมละครับ ต่อการที่จะทําให้ประชาชนในประชาคมโลกเขามีความ มั่นใจแต่ผมก็ออกไปชี้แจง แล้วก็จะเห็นว่าดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ที่ท่านอ้างนี่ครับ ก็ให้ ความเชื่อมั่นกับเราพอสมควร เชิญผมไปทุกครั้ง และจากการที่ผมเดินทางไปครั้งแรกที่ ดับเบิลยูอีเอฟก็เป็นผลนํามาสู่การที่ประธานจี ๒๐ (G20) ตอนนั้นตัดสินใจเชิญเราในฐานะ ประธานอาเซียนเข้าไปร่วมประชุมด้วย รวมไปจนถึงว่าปีหน้าเป็นครั้งแรกที่เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม จะมาจัดการประชุมดับเบิลยูอีเอฟ ภาคเอเชียตะวันออกที่ประเทศไทยครับ ผมกราบ เรียนด้วยว่าที่จริงแล้วเรื่องของการลงทุนการแก้ปัญหาเราได้รับการยอมรับระดับหนึ่งครับ แม้ว่าจะมีความไม่เข้าใจอยู่บ้างในเรื่องต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ท่านหยิบยกเรื่องของมาบตา พุดครับ เรื่องมาบตาพุดมันเป็นปัญหาซึ่งเป็นอํานาจในเรื่องของกฎหมายที่ศาลปกครอง ท่านเป็นผู้ชี้ให้มีการระงับในเรื่องของโครงการที่มีการดําเนินการอยู่ในขณะนั้นว่าได้ปฏิบัติ ตามมาตรา ๖๗ แล้วหรือไม่ ผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยของศาล แต่ผมก็ต้องปฏิบัติ ตามและการแก้ไขปัญหานั้นก็ทํามาโดยลําดับครับ ไม่ได้แปลว่ากฎหมายที่ค้างอยู่ที่สภา ที่ยังไม่เสร็จ เราเร่งอยู่นี่ แปลว่าเราแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่ใช่ครับ ในที่สุดเราก็มีการทํา ความเข้าใจกับทั้งนักลงทุน กับพี่น้องประชาชน แล้วก็กําหนดขั้นตอนในการดําเนินการ ต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรา ๖๗ ให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน การประชุม เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัมปีนี้ ต้นปีที่ผ่านมานี้ผมก็ไปประชุม แล้วก็เขาจัดการพูดคุยเป็นพิเศษ ระหว่างผมกับนักลงทุนที่สนใจประเทศไทย ซึ่งมีผู้ประกอบการชั้นนําจํานวนมากเข้ามาร่วม เมื่อมีการสอบถามว่าปัญหามาบตาพุดแก้ไขหรือยังหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบ เอ่ยชื่อ ก็ได้ครับ บริษัทดาวเคมีคอล เขายกมือ เขาบอก เขาตอบเองเลยครับว่าแก้ไขหมดแล้ว และได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลไทยอย่างไร แม้ว่าจะมีความสลับซับซ้อนในเรื่องของ ข้อกฎหมาย แต่ในอีกมุมหนึ่งผมก็อยากจะกราบเรียนว่าเรื่องมาบตาพุดที่เกิดขึ้นนี้ เราก็เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสในการช่วยพี่น้องประชาชนในมาบตาพุดเองครับ ซึ่งได้รับ ผลกระทบอย่างรุนแรงจากการพัฒนาอุตสาหกรรมแล้วก็ถูกละเลยมาโดยตลอดครับ เราถึง ไปทําเป็นครั้งแรกให้มีโครงการประปาที่เข้าไป ดูแลในเรื่องของการตรวจสุขภาพให้ครบถ้วน ทุกคน พัฒนาในเรื่องของศูนย์ซึ่งต่อไปจะเป็นสถาบันทางด้านอาชีวอนามัย อาชีวเวชศาสตร์ รวมไปจนถึงการที่จะเข้าไปดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น และก็ถือปัญหาของมาบตาพุดเป็น บทเรียนในการตัดสินใจ ในเรื่องของกระบวนการการพัฒนา เช่น ที่เราบอกแล้วว่าในพื้นที่ ชายฝั่งทะเลภาคใต้ซึ่งเคยมีคนคิดว่าอาจจะเอาอุตสาหกรรมหนักต่าง ๆ เข้าไป เราตัดสินใจ ครับ เราบอกไม่เอา ท่านประธานครับ ผลที่ท่านพูดว่าทําให้นักลงทุนประเทศญี่ปุ่นไม่มั่นใจ ก็ไม่จริงครับ ปีที่ผมเข้ามา ปี ๒๐๐๙ ปีแรกนะครับ ปี ๒๕๕๒ ซึ่งมีวิกฤติต่าง ๆ มากมายนี่ หอส่งเสริม การลงทุนก็เข้ามา ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านนะครับ เฉพาะประเทศญี่ปุ่นนะครับ แต่พอปีถัดมาเพิ่มเป็น ๑๐๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมก็ว่าอันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ประเทศ สหรัฐอเมริกาเองเหมือนกันนะครับ เฉพาะการลงทุนของฟอร์ดกับดาวน์ เคมีคอลเป็นการ ลงทุนที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้น ก็มายุคนี้ และที่เราเคยตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้ผลิตยานยนต์ ติด ๑ ใน ๑๐ ให้ได้อีกประมาณ ๕ ปีข้างหน้า ถ้าเป็นไปตามตัวเลขที่เป็นขณะนี้ที่มีการขยาย การลงทุนอีก ๒ ปีเราติด ๑ ใน ๑๐ แน่นอนครับของผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เพราะฉะนั้น ก็อยากจะกราบเรียนว่าไม่เป็นความจริงนะครับที่บอกว่าเรื่องของความเชื่อมั่นการลงทุน หายไปในช่วงที่ผมเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน
ประเด็นสุดท้าย ที่ท่านพูดขึ้นมา หยิบยกขึ้นมาอีกครั้งก็เรื่องสัญชาติ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ที่จริงผมไม่มีการปกปิดอะไรนะครับ บังเอิญก็เพิ่งเห็นเอกสารที่เอา มาแสดงเมื่อสักครู่ ซึ่งอาจจะเป็นความผิดพลาดหรือไม่อย่างไร ผมก็จะไปตรวจสอบ แต่ว่า จริง ๆ แล้วผมเล่นการเมืองมาเกือบ ๒๐ ปี ผมกรอกฟอร์มแบบนี้มาหลายครั้งทุกครั้ง ผมยืนยันว่าผมเกิดที่ประเทศอังกฤษ ไปไหนมาไหน ไปบรรยายที่ไหนเขาอ่านประวัติผม เขาก็เริ่มต้นว่าผมเกิดที่ประเทศอังกฤษทั้งนั้น ไม่เคยปกปิดครับ แต่ว่าท่านถามผมว่า ตกลง ๒ สัญชาติหรือไม่ อย่างไร ผมก็กราบเรียนว่าเรื่องนี้นี่มันเป็นประเด็นในเชิง ข้อกฎหมาย ผมเลือกที่เกิดไม่ได้หรอกครับ ผมก็เกิดที่ประเทศอังกฤษ กฎหมายของประเทศ อังกฤษบอกเกิดที่ประเทศอังกฤษก็ได้สัญชาติอังกฤษหรือมีสัญชาติอังกฤษ แต่ว่าหลักของ กฎหมายระหว่างประเทศนี่ เขาบอกว่าจะดูสัญชาติของคนคนไหนนี่ให้ดูพฤติกรรมครับ ผมเข้ามารับราชการ ทั้งรับราชการทหาร รับราชการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมา ก็ได้มาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แสดงออกชัดเจน อยู่ก็อยู่ที่นี่ จะเข้าประเทศอังกฤษผมขอวีซ่า (Visa) ไม่รู้กี่ครั้งแล้วครับ กรอกฟอร์มให้สถานทูตอังกฤษ เห็นว่าผมนี่สัญชาติไทย ผมก็เลยไม่ได้เคยคิดย้อนกลับไปดูหรอกครับว่ากฎหมายประเทศ อังกฤษมันเขียนว่าอย่างไร ท่านก็ไปหยิบยกขึ้นมาว่าต้องสละสัญชาติ ถามผมว่าสละหรือยัง ผมก็บอกว่าผมยังไม่ได้สละ แต่ถ้าท่านไปอ่านต่อนะครับ ถึงผมสละผมก็มีสิทธิไปขอใหม่อีก ประเด็นก็อยู่ที่ว่า ผมถือว่าผมเป็นคนไทย สัญชาติไทย ผมก็ไม่ไปดูกฎหมายประเทศอังกฤษ ผมยึดถือกฎหมายประเทศไทย แล้วที่ท่านลากเรื่องนี้เข้ามาตรงกันข้ามกับเรื่องนายฟูจิมูริเลย ท่านบอกว่านายฟูจิมูริไปอยู่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อขอความคุ้มครอง ตรงกันข้าม ท่านต้องการ ที่จะพยายามลากเอาผมเป็นสัญชาติอังกฤษเพื่อเอาผมไปขึ้นศาลโลกเท่านั้นเอง ลองผมสละ สัญชาติอังกฤษท่านก็บอกว่านี่อย่างไรจะหนีศาลโลก ไม่ได้เป็นเพราะท่านห่วงใยเลยครับ ว่าผมจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผมคิดว่าตลอดระยะเวลาการทํางาน การใช้ชีวิตของ ผมนี่ผมไม่เคยแสดงอาการที่จะไปยึดถือประโยชน์ของประเทศอื่นเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศอังกฤษหรือประเทศไหน ไม่มีหรอกครับ แล้วที่ท่านบอกว่าผมอภิปราย ผมตอบคําถาม ท่านมาพูดให้มันเหมือนกับวกวน แต่มันไม่ใช่ ท่านดูสิครับ วันนั้นอภิปราย ผมว่าทําไมไปแจ้งเกิดช้า ผมก็เพียงตอบว่าผมไม่ได้เป็นคนไปแจ้งตัวเองเกิด แล้วผมก็ไม่ได้ว่า ตําหนิคุณพ่อคุณแม่ผมครับ เขาอยู่คนละเมืองครับ ผมเกิดที่นิวคาสเซิลครับ ต้องมาแจ้งที่ กรุงลอนดอน แล้วก็แจ้งว่าผมเป็นสัญชาติไทยด้วย แล้วผมไม่เคยบอกละครับว่าจะสละก็ได้ ถ้าคุณทักษิณหรือใครจะสละ ไม่เคยครับ ผมเพียงแต่บอกว่าถ้าพูดถึงว่ายึดถือประโยชน์ ของประเทศหรือไม่ ผมไม่เคยมีความลังเลใจไม่มีคําถามอยู่ในหัวเลย ผมไม่ไปเป็นที่ปรึกษา ให้กับรัฐบาลต่างชาติถ้าจะมีผลประโยชน์ขัดกับประเทศไทยแน่นอน ผมไม่ไปขอสัญชาติ เพียงเพราะอยากไปทําธุรกิจ หรืออยากจะไปหลบอยู่ที่ไหนในโลก ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งเป็นข้อกฎหมาย จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีคนให้ข้อมูลผมมาขัดกันครับ บางคนก็บอกว่าโดยผลของกฎหมายนี่มันชัดเจนอยู่แล้วว่าผมแสดงตนเป็นคนไทย ใช้สิทธิ ในฐานะคนไทย เข้าประเทศอังกฤษขอวีซ่าแสดงว่าเป็นสัญชาติไทยถือว่าจบไปแล้ว แต่บางคนเขาบอกว่า ๒ สัญชาติยังมีอยู่ เพราะต้องดูกฎหมายของแต่ละประเทศก็ว่าไป แต่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ มีคดีที่เคยขึ้นศาลโลกและมีกฎที่เขาเรียกว่า มาสเตอร์ เนชันแนลลิตี้ (Master Nationality) ทั้ง ๒ อย่างนี้ ๒ หลักนี้บ่งบอกชัดครับว่าสัญชาติผม คือสัญชาติไทย ขอขอบคุณครับ
คุณฐิติมาครับ แล้วเดี๋ยวคุณพนิชนะครับ พาดพิงครับ คุณฐิติมาก่อน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตที่จะอภิปรายต่อนิดหนึ่งจากท่านนายกรัฐมนตรีว่า ใน ๓ เรื่องด้วยกัน ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบเรื่องเกี่ยวกับไทย-กัมพูชา ท่านประธานคะ อย่างนี้ค่ะ ในรัฐบาลของท่านสมัคร สุนทรเวช นั้น ให้กัมพูชาตัดพื้นที่ทับซ้อนออก ให้ขึ้นได้ เฉพาะตัวปราสาท เพราะฉะนั้นหมายความว่ายังคงปกป้องดินแดนอยู่ ยังคงปกป้อง อันที่ ๒ เรื่องเพลงชาติ ท่านนายกรัฐมนตรีคําที่ก่อนหน้าที่จะบอกว่าไทยนี้รักสงบ มันมีอยู่ด้วยว่า ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี นั่นหมายความว่าเขาต้องการให้คนทั้งหมดสามัคคีกัน แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรจะมาเปิดเพลงชาติในเวลานั้น เพราะว่ามันทําให้เป็นการปลุกปั่น ความรู้สึกหรือคลั่งชาติโดยปริยาย และเรื่องที่บอกว่าท่านให้คนของท่านไปจังหวัดปราจีนบุรี มันก็เป็นการบิดเบือนซ้ําอีก และการที่ท่านบอกว่าท่านห้ามพันธมิตรไม่ได้ แต่ท่านห้าม คุณกษิต ภิรมย์ ได้ค่ะ อย่าให้พูดแบบนั้นอีก
ต่อมาเรื่องมาบตาพุด ท่านประธาน มาบตาพุดดิฉันชี้ให้เห็นว่าท่านบริหาร ราชการแผ่นดินล่าช้ามันจึงล้มเหลว ถ้าท่านทําได้รวดเร็วกว่านี้ประเทศชาติจะเจริญกว่านี้ ดิฉันไม่เถียงว่าท่านลงไปช่วยพี่น้องมาบตาพุดเรื่องประปาหรือสาธารณสุข หรือว่า สิ่งแวดล้อม ถูกต้องท่านต้องทํา แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นด้วยท่านก็ต้องทําและทําให้รวดเร็วด้วย คือเรื่องของกฎหมาย ท่านควรจะทํา บอกแล้วว่าท่านมีเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีเสียงในสภาก็มาก เป็นทั้งนายกรัฐมนตรี เป็นทั้งประธานสิ่งแวดล้อม ท่านทําได้ ท่านก็ไม่ทํา ท่านไปตั้ง คณะกรรมการ ถึงบอกว่าท่านมีปัญหาอะไรก็ได้แต่ตั้งคณะกรรมการ เห็นไหม ท่านดิเรก ถึงฝั่ง ท่านกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ตั้งแล้วก็ไม่เอาเขาด้วยนะท่านประธาน เรื่อง ๒ สัญชาติ ท่านประธาน ท่านมักจะพูดซ้ํา ๆ ว่า ผมเลือกที่เกิดไม่ได้จนเป็นวาทกรรมไปแล้ว และท่านก็บอกว่าชอบพูด ถึงเรื่องว่าจะสละ สละก็ได้ ก็ทําไมไม่สละเสียเลยล่ะ สละสัญชาติไปเลยสิ ไม่ต้องเกี่ยวกับ เรื่องศาลโลกอะไรหรอก นายกรัฐมนตรีมันต้องชัดเจน มันต้องมีคุณธรรม จริยธรรม มากกว่านี้ ตั้งชื่อก็ผิดแล้วท่านประธาน ชื่อ อภิสิทธิ์ ตั้งชื่อก็ผิดแล้ว ขอบคุณค่ะ
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติม นะครับ คือที่ท่านบอกว่าสมัยรัฐบาลของท่านตัดพื้นที่ออกไป ตัดจากความหมายของคําว่า พร็อพเพอร์ตี้ (Property) ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนมรดกโลก แต่ไม่ได้หยุดยั้งประเทศกัมพูชา ในการเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบ ๆ ครับ นั่นคือปัญหาที่มันตกค้างมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้คือปมที่เราจะต้องแก้ไขต่อไป
ส่วนเรื่องมาบตาพุดนี้กฎหมายเสนอแล้วครับ แล้วก็อยู่ในระหว่าง การพิจารณาของสภาแห่งนี้ครับ ผมเข้าใจว่าคุณหญิงกัลยาซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ก็กําลังเร่งรัดอยู่ครับ แต่เรามีระเบียบที่รองรับแล้วก็ปฏิบัติไปได้ ชาวญี่ปุ่นที่เขาสํารวจล่าสุด เขาจึงเรียกร้องอย่างเดียวครับ เขาเรียกร้องเสถียรภาพทางการเมืองเวลาไปสํารวจ เขาไม่ได้ ติดใจเรื่องนี้แล้วครับ เหมือนที่ผมบอกว่าอเมริกามาลงทุน ๒ บริษัท ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ครับ เรื่องมีเท่านั้นละครับ
ส่วนเพลงชาตินี้ท่านคิดหน่อยสิครับ การที่เราประกาศว่าไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เป็นการบอกให้ชาวโลกรู้ว่าเราไม่ได้ยิงก่อนครับ เป็นการบอกให้ชาวโลก รู้ว่าเราไม่ต้องการมีการปะทะกันเลย แต่เมื่อมีคนยิงเข้ามาหาเรา รุกรานเข้ามาในดินแดน ของเรา เราจําเป็นต้องตอบโต้ครับ ไม่ได้เป็นการปลุกกระแสคลั่งชาติตรงไหนเลย เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียน
ส่วนเรื่องของสัญชาติถามว่าทําไมไม่สละไปเลย ก็เพราะมีนักกฎหมาย บอกผมครับว่าไม่ต้องสละ ผมเป็นคนไทยแสดงตัวเป็นคนไทย ผมไม่ต้องไปสนใจกฎหมายอังกฤษ ถ้าผมสละ ผมก็ต้องเข้าไปอยู่ภายใต้กฎหมายอังกฤษทุกเรื่องหรือเปล่าครับตอนนี้ มันก็เป็นเรื่องซึ่งคนที่เขามีการพิจารณาเรื่องนี้หรือศึกษาเรื่องนี้เขาก็มีการพูดขึ้นมาครับ แต่ประเด็นหลักอยู่ที่ว่าผมยึดประโยชน์ของประเทศ แล้วก็เพื่อให้ท่านได้ประดับความรู้ ผมเกิดปี ๒๕๐๗ วันนั้นไปเปิดพจนานุกรมปี ๒๕๐๗ คําว่า อภิสิทธิ์ แปลว่า ความสําเร็จ ขอบคุณครับ
เผอิญ อภิวันท์ อภิสิทธ์ ชื่อคล้าย ๆ กันเสียด้วยนะครับ ผมว่าคงพอแล้วนะครับคุณฐิติมา เพราะว่ากินเวลาของท่านเฉลิมกับท่านมิ่งขวัญเข้าไปแล้ว ต้องขอรวบรัดสั้น ๆ เดี๋ยวจะให้ คุณพนิช สั้น ๆ จริง ๆ นะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ เรื่องช้า ดิฉันย้ําจริง ๆ ว่าคือท่านเป็นนายกรัฐมนตรีต้นปีคือเดือนมกราคม เขาร้องเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อม มานานแล้ว จนกระทั่งมาประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ ท่านรู้มาตั้งนานแล้ว แล้วจน ศาลปกครองมาระงับอีก นี่คือดิฉันพูดมันช้านานเหลือเกิน จนเขาหนีไปประเทศอื่นกัน หมดแล้ว นี่ความหมายเป็นอย่างนั้น นอกจากนั้นแล้วท่านประธาน เรื่องสัญชาติถ้าท่านยังคง พูดแบบนี้อยู่ ดิฉันก็ยังพูดอยู่ว่าท่านก็คงจะพร้อมอยากจะหนีไปอยู่ประเทศอื่นนะสิ เมื่อเวลา ทําผิด ดิฉันก็ยังพูดอยู่ตลอดไป
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ต้องขอเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะครับ เรื่องสัญชาติ เดี๋ยวคุณพนิชจะได้ใช้สิทธิพาดพิงนะครับ
ผมไม่ได้ตอบเรื่องสัญชาติครับ ผมตอบเรื่องมาบตาพุดครับ เขตควบคุมมลพิษเขาเรียกร้องให้ท่านประกาศเอาไปฟ้องศาล สมัยท่าน ท่านไม่ทําครับ ผมเข้ามาผมเป็นคนประกาศโดยที่คดียังไม่ต้องถึงที่สุด แล้วก็ หลังจากนั้นมามีการไปฟ้องให้ระงับโครงการครับ เมื่อมีการไปฟ้องระงับโครงการแล้วนะครับ ผมก็คิดว่าเราก็ต้องมีการเคารพในกระบวนการของศาล แล้วก็หามาตรการแก้ไขซึ่งก็อาจจะ ต้องใช้เวลาครับ แต่ไม่ได้ล่าช้าไปมาก เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนท่านประธานว่าทั้งหมดนี้ ก็เป็นเรื่องซึ่งอยากจะให้เพื่อนสมาชิกที่สงสัยนะครับ ผมก็จะได้ชี้แจง
ต้องขอเพื่อนสมาชิกนะครับ ยกป้าย ต้องขอความกรุณาด้วยนะครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมจะประท้วงว่าท่านยกป้าย ประท้วงพวกเดียวกันเองทําไมครับ ขอบคุณครับ
ต้องขอเลยนะครับ เพราะว่าท่านยกป้าย ต้องขอคุณสุชาติเลยนะครับ เก็บป้ายไว้นะครับ คงไม่ต้องประท้วงนะครับ ผมเห็นปั๊บผมก็วินิจฉัยให้แล้ว ต่อไป คุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ พาดพิงครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงเล็กน้อยเท่านั้นนะครับท่านประธาน เพราะว่าท่านผู้อภิปรายได้เอ่ยถึง ส.ส. คนสนิทของท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้ส่งไปที่ประเทศ กัมพูชากับกลุ่มพันธมิตร ท่านประธานครับ จริง ๆ ผมก็ค่อนข้างสนิทกับท่านผู้อภิปราย นะครับ แต่ใครจะส่งผมไปที่ไหนคงไม่ได้หรอกครับ เพราะมันเป็นสามัญสํานึก มันเป็นความ รับผิดชอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็แล้วแต่ แต่ผมมั่นใจครับ ถ้า เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าประชาชนเดือดร้อน ประชาชนมา ร้องเรียน ประชาชนมาหาเราเพื่อแจ้งถึงปัญหา เราต้องดําเนินการ และสิ่งที่ดีที่สุดก็คือลงไป ในพื้นที่เพื่อไปดูปัญหานั้น ผมอยากจะขออนุญาตเรียนท่านประธานครับผ่านไปยังท่านผู้ที่ได้ อภิปราย เรื่องนี้ครับเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก เพราะหลังจากที่ผมได้ไปดําเนินการ ตามคําเรียกร้องของประชาชนที่เขาไม่ได้มีโอกาสไปใช้พื้นที่ที่เขามีสิทธิก็เป็นปัญหาที่จะ เกิดขึ้นอย่างที่หลายท่านได้ทราบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นครับท่านประธาน เป็นจุดเริ่มต้นเป็นจุด ที่มีความสําคัญที่จะให้มีการดําเนินนโยบายการแก้ไขปัญหาพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรมและ อย่างเร่งด่วน ท่านประธานครับ ไม่ต้องกลัวครับ รัฐบาลชุดนี้มีการช่วยเหลือ ๗ คนไทย เท่าเทียมกันทั้งหมดผมมั่นใจครับ แล้ววันนี้ยังมีอีก ๒ คนที่ยังอยู่ในนั้น
ผมต้องขอตักเตือนคุณสุชาติอีกครั้งนะครับ กรุณาอย่าถือป้ายในห้องประชุมโดยไม่ได้รับ อนุญาต ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายนะครับ ผมไม่ได้อนุญาตให้พูด ผมเป็นการตักเตือน คุณสุชาตินะครับ เพราะว่าผมได้ห้ามไม่ให้คุณสุชาติชูป้ายแล้ว เชิญนั่งลงผมได้วินิจฉัยไปแล้ว เชิญคุณพนิชต่อครับ
กราบขอบคุณท่านประธานครับ อันนี้คือความรับผิดชอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ถ้าผมไม่ลุกขึ้นชี้แจงก็จะเห็นว่าใครก็ได้สามารถที่จะส่งผมไปได้ แต่ไม่ใช่ครับ สมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ทุกคนถ้าได้รับการร้องเรียนก็จะต้องดําเนินการตามที่ประชาชนร้องเรียน แล้วคงไม่ประท้วงเพื่อที่จะหาเหตุผลที่จะต่อว่าหรือว่าไม่มีการดําเนินการอย่างแท้จริง ผมขออนุญาตใช้สิทธิของผมในการพาดพิงและชี้แจงว่าผมอาสา ผมดําเนินการด้วยความเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ครับ
ต่อไป นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ ๓๐ นาที
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน กระผมต้องขออนุญาตท่านประธาน ที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีที่พรรคร่วมฝ้ายค้านได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ บุคคลที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมจะ อภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นคือ นายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ การอภิปรายไม่ไว้วางใจในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นมาตรการ ที่รุนแรงที่สุด ผมขีดเส้นใต้นะครับ รุนแรงที่สุดที่พึงจะมีในระบบรัฐสภาในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นวันนี้ผมถือว่าผมได้ทํา หน้าที่แทนพี่น้องปวงชนชาวไทยที่เป็นเจ้าของอํานาจที่แท้จริง ที่เขาได้มอบอํานาจมา แล้วท่านนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับมอบอันนั้น อํานาจนั้นไปเป็นผู้บริหาร ประเทศในฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ท่านประธานครับ ถ้าผมจะอภิปรายนายกรัฐมนตรีแล้ว ผมไม่ทราบอํานาจหน้าที่ของท่าน ก็คงจะไม่ยุติธรรมกับผู้ที่จะถูกอภิปราย เพราะข้อกล่าวหา ที่ผมจะกล่าวหาท่านต่อไป จริงอยู่ครับ ผมจะไม่กล่าวหาท่านว่าส่อทุจริต ส่อทําผิดต่อหน้าที่ ราชการ แต่สิ่งที่ผมจะกล่าวหามันเป็นความผิดพลาด บกพร่อง จนทําให้ประเทศชาตินี้ เสียหาย อํานาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีท่านประธานครับ เขียนไว้ในพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารแผ่นดินมาตรา ๑๑ ผมอ่าน ๒ ข้อที่สําคัญครับ ข้อ ๑ กํากับโดยทั่วไป ซึ่งการ บริหารราชการแผ่นดิน ในข้อ ๓ ครับ มียาวกว่านี้ครับท่านประธาน ผมมีเวลาน้อย บังคับ บัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารทุกตําแหน่ง ซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการที่มี ชื่อเรียกอย่างอื่น พอเพียงนะครับที่ผมจะกล่าวหาท่าน และยิ่งมาดูบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ คณะรัฐมนตรีนั่นหมายถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหาร ราชการแผ่นดินตามหลักแห่งความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมจะอภิปราย มานี้หมายความว่าเป็นความรับผิดชอบของท่านนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และที่สําคัญ ท่านประธานครับ การบริหารราชการแผ่นดินท่านเองได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ หน้าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าท่านจะทําไปโดยความซื่อสัตย์สุจริต หลังจากที่ได้ เปล่งวาจาว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขออนุญาตเน้นประโยชน์ ประเทศชาติและประชาชน ผมเอาคํานิยามเอาคําว่า ประโยชน์ มากราบเรียนท่านประธาน เพื่อฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เพราะว่าคํานี้ถ้าไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งแล้ว สิ่งที่ท่านทํา ไปแทนที่ประเทศชาติไปจะได้ประโยชน์ ประชาชนจะได้ประโยชน์ กลับล้มเหลว กลับไร้ซึ่ง อนาคตและจะเข้าสู่หายนะ ท่านประธานครับ ประโยชน์หมายถึงสิ่งที่มีผลใช้ได้ดีนะครับ สมกับที่คิดมุ่งหมายเอาไว้ ให้เขาไปแล้วแต่เขาใช้ไม่ได้ นั่นไม่ใช่ประโยชน์ กับเช็ค ๒,๐๐๐ บาท เงิน ๕๐๐ บาทให้กับเศรษฐี ไม่เกิดประโยชน์ครับ เป็นผลให้ได้ตามต้องการ เป็นสิ่งที่มีผลดี หรือเป็นคุณ อันนี้มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านบริหารประเทศชาติบ้านเมืองตาม คําแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งไม่ใช่ที่นี่แน่ที่กระทรวงการต่างประเทศ มีแผนบริหาร ราชการแผ่นดินเพื่อจะกําหนดจุดมุ่งหมาย สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เมื่อกี้มีคําว่า สปก. อยู่ข้างหลังผม สปก. นี้ไม่ได้หมายความว่าเป็น สปก. อย่างอื่นนะครับท่านประธาน ครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าผมเอามาล้อเลียน ไม่ได้ครับ เป็นชื่อย่อของสํานักปราบโกง ของพรรคเพื่อไทยครับ ไม่ใช่ยันต์นะครับท่านประธาน ผมกล่าวหาท่านนายรัฐมนตรี ตามที่ญัตติที่ยื่นต่อท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร จริง ๆ มีทั้งหมด ๗ หัวเรื่องครับ แต่ผม จะเอาเฉพาะประเด็นที่ผมต้องพูดเท่านั้น
เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องการกําหนดนโยบายบริหารประเทศแบบขาดองค์ความรู้ อ่อนด้อยประสบการณ์ มีผลให้การบริหาราชการแผ่นดินไม่ถูกต้องไร้ทิศทาง เสียดายท่าน นายกรัฐมนตรีไม่อยู่ครับ มิคํานึงถึงความจําเป็นและมิได้แก้ปัญหาความเดือดร้อนที่แท้จริง ของพี่น้องประชาชน หนําซ้ํา ท่านประธานครับ ต้องใช้งบประมาณอย่างมหาศาล ในการบริหารราชการแผ่นดิน หนําซ้ํายังใช้งบประมาณมหาศาลที่จะไปจ้างภาคเอกชนมาคิด นโยบายที่บอกว่าเป็นของขวัญให้กับพี่น้องประชาชน สุดท้ายครับ เขาประเมินออกมา ทําได้แค่ ๒ ข้อครับ จาก ๙ ข้อ ประชาวิวัฒน์ ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้ผมมีตัวอย่างจะให้ดู ภายใต้เวลาอันจํากัด
ผมข้ามไปข้อกล่าวหาข้อที่ ๒ ไร้ความรู้ความสามารถ ขาดการเอาใจใส่ครับ ท่านไม่ส่อทุจริตหรอกครับ แต่ท่านขาดการเอาใจใส่ ไม่ติดตาม ปล่อยปละละเลยให้มี การทุจริตอย่างกว้างขวาง สมาชิกฝ่ายค้านได้อภิปราย โครงการต่าง ๆ อันนี้เพียงเสี้ยวหนึ่ง เท่านั้นเองครับท่านประธานครับ มันไหลนองไปทั่วแผ่นดิน เจาะตรงไหนเจอตรงนั้นครับ แต่มันขุดเอามาเป็นใบเสร็จไม่ได้เท่านั้นเอง
ท่านประธาน ข้อกล่าวหาข้อที่ ๓ ที่เขียนไว้ในญัตตินะครับ เดี๋ยวเพื่อน สมาชิกจะประท้วงผม ในญัตติข้อที่ ๑ วรรคท้ายครับ การเข้าสู่ตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นไปโดยทํานองคลองธรรม ขีดเส้นใต้นะครับ ไม่เป็นไปโดยทํานองคลองธรรม เป็นบุคคล ๒ สัญชาติ ท่าน ส.ส. ฐิติมาพูดไปแล้ว ผมจะไม่เจาะลึก ละเมิดสิทธิมนุษยชน ปล่อยให้ พี่น้องประชาชนล้มตายในขณะท่านดํารงตําแหน่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล อย่าปฏิเสธครับ ว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของผม ท่านบริหารบ้านเมืองอยู่ เขามีการล้มตาย และที่สําคัญ วันนี้มีการชี้ชัดครับว่า ๑๓ รายนั้น เจ้าพนักงานที่ทําหน้าที่คือดีเอสไอสรุปบุคคลกระทํา มาเรียบร้อย สาเหตุการตายเรียบร้อย บุคคลกระทําเรียบร้อย เป็นการกระทําของเจ้าหน้าที่รัฐ ในการที่จะทําหน้าที่ ก็เป็นหน้าที่ของท่านนายกรัฐมนตรีครับจะต้องไปหาต่อไป หรือคนที่ เกี่ยวข้องก็หาต่อไปว่าบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐนั้นเป็นใคร เป็นใคร สืบได้ไม่ยากในเหตุการณ์ การสลายการชุมนุม
ข้อที่ ๔ ท่านประธานครับ ทําลายระบบราชการ รัฐบาลของท่าน สิ่งที่แย่ ที่สุดครับ นี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ผมมาบอกว่าพี่น้องประชาชนไม่ได้ประโยชน์ เพราะระบบ ราชการล้มเหลว ท่านแต่งตั้งโยกย้าย เล่นพรรคเล่นพวก ไม่เอาความรู้ความสามารถ คนดีหนีเข้าป่านะครับ เอาคนไม่ดีที่สามารถตอบสนองนโยบาย ขีดเส้นใต้ นโยบาย ท่านได้มาอยู่ใกล้ชิดหรือไปอยู่ในสิ่งที่ท่านต้องการ จังหวัดน่านบ้านผม ท่านประธานครับ เป็นที่รองรับตํารวจจากจังหวัดเชียงราย ฤดูกาลโยกย้ายทีก็มาที ปีแรก ๆ นี่มา ๑ คันรถบัส เลยนะท่านประธาน โชคดีที่ไม่ตกเขาตาย ย้ายจังหวัดเชียงรายมาจังหวัดน่าน ย้ายจังหวัด น่านไปจังหวัดแม่ฮ่องสอน สารวัตรสืบสวนตําแหน่งเล็ก ๆ นะครับย้ายไปอยู่จังหวัด แม่ฮ่องสอน ท่านประธานครับ อันนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของท่านนายกรัฐมนตรีเองนะครับ ขาดความรู้ ไร้ความสามารถ ไร้วิสัยทัศน์ ขาดภาวะผู้นํา พูดอย่าง ทําอย่าง และสักครู่ครับ ดีแต่พูด โชคดีครับยกป้ายดีแต่พูดนะท่านประธานครับ แต่ผมจะบอกว่าที่พูดมาก็ไม่ดีครับ พูดเอาดีใส่ตัว เอาสิ่งไม่ดีให้กับคนอื่นเขาไป ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือข้อกล่าวหาที่ผม จะกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านประธานที่เคารพ ผมเอาชาร์ท แผ่นนี้ขึ้นมาเพื่อจะบอกกับท่านประธานว่าทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นผลงานที่ล้มเหลวของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ที่มีสถานะเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี อยู่ตรงนี้หมดครับ อยู่ตรงนี้ หมดเลยครับ มีที่มาผิดครับ วิธีคิดผิด วิธีคิดในการกําหนดนโยบายที่จะบริหารประเทศชาติ บ้านเมืองผิด ตัวตนของท่านเอง ผมไม่อยากใช้คําว่า ผิด หรอกครับ แต่ผมจะเขียนล้อกัน ก็คือผิดเหมือนกัน ผิดในฐานะการเป็นผู้นํา การแสดงออก อย่างประเด็นเรื่อง ๒ สัญชาติ ทั่วโลก ทั่วบ้าน ทั่วเมืองครับ ผู้นําสูงสุดในฐานะที่เป็นผู้กําหนดอนาคตชะตาของ ประเทศชาติและพี่น้องประชาชน มันมีผลประโยชน์มหาศาลครับ เขาเลยต้องกําจัดออกไป ว่าควรจะเป็นสัญชาติเดียวเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรี เพื่อความมั่นใจของพี่น้องประชาชนที่อยู่ภายในครับท่านประธาน อย่าได้ขอเลยครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรียืนยันเพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าสิ่งที่ผมอยากเห็น หลังจากที่ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้อภิปรายในสภาแห่งนี้ก็ไม่ได้รับคําตอบหรอก ครับว่าท่านได้มีเจตนาละเว้นที่จะดําเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ กรณีมีผู้ชุมนุม ตายจากการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ๑๓ ศพที่พิสูจน์ได้ เจตนาท่านบอกว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่หลบหนีไปประเทศอังกฤษหรอกถ้ามีคดี มีความ แต่เจตนาเพื่อจะ เอาท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ท่านประธานครับ ไม่มีใครเจตนาจะทําร้ายท่านอย่างนั้นหรอกครับ ต้องว่าไปตามกระบิลเมือง ต้องว่าไปตัวบท กฎหมาย ในเมื่อกฎหมายไทยไม่คุ้มครอง ไม่คุ้มกันสิทธิเสรีภาพอันพึงจะมีจะได้ของพี่น้อง ประชาชนคนไทยแล้วมันก็ต้องไปพึ่งศาลโลก ไม่ได้ผิดอะไรครับ ถ้าท่านบริสุทธิ์ท่านก็พิสูจน์ ตัวท่านเอง อย่าได้รังเกียจกระบวนการยุติธรรมครับ ถึงแม้กระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ บ้านนี้ เมืองนี้จะบิดเบี้ยวอย่างไรก็แล้วแต่ กระผมมั่นใจครับคงจะดีขึ้นมาอีกในไม่ช้า ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมได้นําเรียนท่านประธานว่าที่มาผิด ส่งผลถึงความล้มเหลวของ การบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร ถ้าผมไม่ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวก็อาจจะเป็นการเอา เปรียบท่านนายกรัฐมนตรีเกินไป ผมเองเจตนาครับ ไม่ทําใหม่ครับ เอามาอย่างนี้เลย เพราะอะไร เพราะผมเชื่อว่าถึงแม้จะมีป้ายขนาดใหญ่ขนาดไหนก็แล้วแต่ ปักเต็มไป ทั่วกรุงเทพมหานคร ท่านนายกรัฐมนตรีไม่อ่านหรอกครับ แม้แต่ชายตาดูก็ยังไม่ดูเลยครับ นี่คือสิ่งที่ฝ่ายค้านติดตามผลการทํางานท่านมาตลอด ๒ ปี ๕ ล้มเหลวครับท่านประธาน บริหารประเทศล้มเหลว แก้ปัญหาให้กับประชาชนล้มเหลว ท่านประธานครับ ปัญหา พี่น้องประชาชน ข้าวยากหมากแพง ข้าวแกงจานละ ๔๐ บาท ทุจริตเต็มเมืองครับ ท่านประธานเพื่อนสมาชิกผมพูดไปแล้ว คุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนตกต่ํา ยาเสพติด ระบาดเต็มเมือง โจรกรรมไปทั่ว อยู่ดี ๆ ถูกปาดคอตายคาบ้าน ท่านประธาน ล้มเหลว เรื่องสร้างความยุติธรรมและความปรองดอง ตรงนี้จริง ๆ ผมอยากลงรายละเอียดเยอะ แต่ผมไม่มีเวลาท่านประธาน และที่สําคัญครับ โอกาสของประเทศนี้หลังจากที่ท่านเข้ามา บริหาร ผมฟังท่านตอบเมื่อสักครู่บอก ๒ ปี ประเทศไทยจะกลับขึ้นมาเป็นอันดับ ๑ แต่ผม เชื่อครับ ถ้าปล่อยให้ท่านบริหารประเทศชาติบ้านเมืองต่อไป ๒ ปี ด้วยวิธีการทํางานของ ท่านแบบนี้ แก้ปัญหาแบบนี้ ปะผุไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ประเทศไทยจะเหลือแต่ชื่อ ไม่มีใครจําได้ สถานะของประเทศตกต่ํา ผู้คนในประเทศเดือดร้อนมันยิ่งกว่าสึนามิ ยิ่งกว่าเตาปฏิกรณ์ ปรมาณูที่ประเทศญี่ปุ่นระเบิดอีก ท่านประธาน สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อจะเป็น ตัวอย่างความล้มเหลวในเรื่องการกําหนดนโยบายที่ผิดพลาด ผมไม่ว่าเองหรอกครับ ท่านประธาน การกําหนดนโยบายที่ผิดพลาด ง่าย ๆ เลยครับ ท่านเข้ามาปุ๊บท่านใช้งบกลาง ทําโครงการไทยเข้มแข็ง ๑ กลางปี ๒๕๕๒ นะครับ หลังจากนั้นเข้าสู่โครงการไทยเข้มแข็ง ๒ ใช้เงินทั้งหมดถึงปี ๒๕๕๕ ๑.๔๓ ล้านล้านบาท ๑,๔๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ หลังจากครบรอบสภาพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติได้ประเมินโครงการนี้ เจาะไปที่ ๕ โครงการหลักครับท่านประธาน ที่ท่านบอกว่าโครงการเหล่านี้จะเป็นการแก้ เป็นการ กระตุ้นเศรษฐกิจ จะเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวและยั่งยืน ถนนไร้ฝุ่น แหล่งน้ํา ขนาดเล็ก และโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีมีความภาคภูมิใจมาก ลงมากํากับดูแลเอง และที่สําคัญท่านบอกว่าถ้าพรรคเพื่อไทยแน่จริงไปหาเสียงสิ บอกว่าจะยกเลิกโครงการประกันรายได้ให้เกษตรกร ท่านประธานครับ แน่ครับ แต่เราจะ ไม่ประกาศยกเลิกหรอกครับเราจะทําให้ดีกว่านี้ เดี๋ยวผมมีตัวอย่างท่านประธานครับ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และโครงการเพิ่มทุนสถาบันการเงินที่เป็นสถาบันการเงิน เฉพาะกิจของรัฐ ธ.ก.ส. ออมสิน บสย. ต่าง ๆ ๕ แห่งที่จะช่วยพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ผลประเมินบอกคณะกรรมการติดตามประเมินผลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติเป็นอย่างไรครับ นี่ผมเอาผลสรุปสุดท้ายมาให้ดูครับ ท่านประธานครับข้างบนครับ โดยสรุปทุกโครงการล้มเหลวครับ การกู้เงิน ๔ แสนล้านบาทไม่ก่อให้เกิดผลผลิตเพิ่ม ในประเทศ ท่านหวังนักหวังหนาว่าจะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นสร้างผลผลิตระยะยาว สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเขาบอกเองนะครับผมไม่ได้บอก ไม่เกิดการจ้างงาน ที่เพิ่มขึ้นอย่างที่รัฐบาลอ้าง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครับอย่าโทษผม ทําให้ ประเทศเป็นหนี้จริงเพิ่มขึ้น เรื่องหนี้จริงผมใช้เวลาตรงนี้ขยายท่านประธานครับ ท่านมิ่งขวัญ ได้แสดงภาพให้สภาแห่งนี้ผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนและท่านสมาชิกบอกว่า รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๒ ปีกู้หนี้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ๑,๔๙๐,๐๐๐ บาท กู้หนี้ตัวเลขหนี้สินสูงสุดท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบว่าอย่างไรครับ สมัยรัฐบาลทักษิณหนี้ต่อจีดีพีสูงกว่าสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๔๒ จุด สมัยท่าน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๔๑ จุดตัวเลขข้างหลังผมไม่ได้ใส่ใจมากท่านประธาน แต่เปรียบเทียบ ให้เห็น นั่นคือเวลาที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะตอบเพื่อบอกกับคนอื่นเขาไปท่านอาศัย ลูกบิดครับท่านเป็นนักมวยเก่งมากท่านประธานครับ ประกบอย่างไรตีเข่านี่เก่ง บิดเก่งครับ เขาเพียงแต่บอกว่าตัวเลขหนี้สูงสุดไม่ได้เทียบกับจีดีพี อัตราการเจริญมวลรวม ภายในประเทศไม่เกี่ยวแต่ก็ต้องวัดครับ แต่ถ้าวัดต้องให้ความเป็นธรรมต้องวัด ณ เวลาเดียวกัน ๓๑ ธันวาคมก็ต้อง ๓๑ ธันวาคมในแต่ละยุค ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ท่านประธาน ประเทศไทยคือบ้าน หนี้สาธารณะคือขยะ สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ประเทศไทยบ้านเล็กนิดเดียวครับ ขยะกองท่วมคอเพราะรับหนี้มาจากรัฐบาลชุดก่อน พอมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ครับบ้านขยายใหญ่ขึ้นครับ จีดีพีปัจจุบัน ๑๐ ล้านล้านบาทนะครับ ขณะที่สมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณอยู่ที่ประมาณ ๘ ล้านล้านบาท บ้านมันต่างกันท่านประธาน แต่ตัวขยะเท่าเดิม บ้านใหญ่ขยะท่านก็แฟบลงจากคอก็เหลืออยู่ที่สะดือ อย่าต่ํากว่านั้นไม่ได้ ท่านประธานครับ ตรงนี้ท่านประธานครับ สิ่งที่แย่ที่สุดครับ เงินที่เอามาเป็นเงินกู้นอกระบบ เกิดทุจริตในโครงการของรัฐอย่างมากมายแต่ไร้การตรวจสอบ ตรวจสอบไม่ได้เพราะไม่ผ่านสภา ท่านขอ พ.ร.ก. ไปมอบอํานาจฝ่ายบริหารไป แล้วที่สําคัญครับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติเขาบอกว่าแสดงให้เห็นถึงการขาดความรู้ความเข้าใจทางด้านเศรษฐกิจของ ผู้ที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจคือตัวท่านนายกรัฐมนตรีเองแล้วก็รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง รัฐมนตรีเศรษฐกิจของท่าน ท่านประกาศเป็นผู้นํา แล้วที่สําคัญครับ โครงการนี้ผมกราบเรียนท่านประธานเลยครับ จากการประเมินไทยเข้มแข็งมีความล่าช้ามาก ในการที่จะเบิกจ่าย พระราชกําหนดออกเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ โครงการนี้ไม่มี ระเบียบรองรับครับท่านประธาน เพิ่งมาออกระเบียบรองรับเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ ผ่านไปแล้ว ๓ เดือน แต่ว่าวัตถุประสงค์ของการบอกว่าจะต้องเป็นโครงการที่มีความพร้อม สามารถดําเนินการได้ทันทีทําไม่ได้เพราะไม่มีระเบียบรองรับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ โครงการนี้ เริ่ม ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ แล้วที่สําคัญเขาบอกว่าต้องนําเอาโครงการที่มีความพร้อมจริง มาเข้าสู่ระบบ ไม่มีครับ เอาโครงการที่ตกหล่นจากปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ครับมาใส่ ที่เรา คัด ๆ ออกไปนี่บางโครงการก็ไม่พร้อม ท่านประธาน นี่ละครับ คือความล้มเหลวของ ไทยเข้มแข็ง ท่านประธานครับ มันมีโครงการประกันรายได้เกษตรกรที่ท่านนายกรัฐมนตรีเอง มีความภาคภูมิใจมากว่า นี่คือนโยบายที่พี่น้องเกษตรกรชื่นชอบ มีผู้เข้าร่วมโครงการ ๔ ล้านครอบครัว อันนั้นผมไม่เถียงครับ ๔ ล้านครอบครัวครับ ปี ๒๕๕๒/๒๕๕๓ นี่รวมแล้ว ๔ ล้านครอบครัว ทั่วถึงครับ ได้รับเงิน นี่คือเม็ดเงินที่จ่ายไป เม็ดเงินที่จ่ายในปี ๒๕๕๒/๒๕๕๓ ปีผลิตนะครับ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ไม่รวมภาคใต้ ถ้ารวมภาคใต้จ่ายที่ ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ เข้ามาแค่ครึ่งปีแรกครับท่านประธาน มีคนเข้าโครงการแล้วจ่ายเงินไป ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ โครงการนี้สภา พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเขาประเมินว่าเรื่องของหลักการ วิธีการปฏิบัติอะไรต่าง ๆ การกระจายรายได้ดีครับ ผมไม่เถียง อันนี้ผมต้องยอมรับ แต่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติบอกว่าลักษณะโครงการนี้จะเป็นภาระงบประมาณของรัฐอย่างมโหฬาร ท่านประธานครับ นี่เฉพาะพืช ๓ ตัวนะครับ ๓ ตัว ข้าว ข้าวโพด มันสําปะหลัง ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ๓ ตัว ใช้เงินเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีครับท่านประธาน แล้วเอาไปเปรียบเทียบกับโครงการรับจํานําที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ ต้องทํามา เพราะเป็น มาตรการในการแทรกแซงโดยการรับจํานําเพื่อพยุงราคากลไกตลาด แน่นอนครับ บ้านเมือง ขณะนี้ไม่ว่ายุคไหน สมัยไหน การฉ้อราษฎร์บังหลวง การหากินกับเงินของรัฐเป็นไปทุกยุค ทุกสมัย เว้นแต่ใครจะควบคุมได้ดีกว่ากัน นี่คือข้อด้อยของรับจํานํา แต่สิ่งที่แย่ที่สุด ท่านประธานครับ เงินเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ถามว่าพี่น้องเกษตรกรได้เงินเต็มเม็ด เต็มหน่วยไหมครับ ผมเอาตารางนี้ให้ท่านประธานดูครับ เพราะจะได้เข้าใจกันครับ พี่น้องจังหวัดพิษณุโลกชุมนุม พี่น้องจังหวัดพระนครศรีอยุธยาชุมนุม จังหวัดนครสวรรค์ ชุมนุมเรียกร้อง ข้าวราคาตกต่ํา ท่าน ส.ส. นิยม ช่างพินิจ เป็นผู้อภิปรายเรื่องนี้บอกว่า ขณะนี้ ๖,๐๐๐ บาทยังไม่มีใครซื้อเลย ท่านประธานครับ ราคาขายนะครับ เรียกร้องบอกว่า ขอราคาประกันที่ ๑๔,๐๐๐ บาท รัฐบาลใจดีครับ เติมให้อีก ๑,๐๐๐ บาท ได้เป็น ๑๑,๐๐๐ บาท ราคาประกัน ราคาอ้างอิงกําหนดโดยใครครับทุกสัปดาห์ ก็จะมีคณะกรรมการกําหนดราคา อ้างอิง ขณะนี้อยู่ที่ ๙,๐๐๐ บาท พี่น้องจังหวัดพิษณุโลกเอาข้าวไปขายเก่งสุดในขณะนี้คือ ๗,๕๐๐ บาท ท่านประธาน ถามว่าชาวบ้านจะได้เงินรวมหมดเท่าไร ๙,๕๐๐ บาทครับ โอกาสได้ ๑๑,๐๐๐ บาทมีไหมครับท่านประธาน มีครับ ถ้าราคาขายตามตลาด ชาวบ้าน เอาข้าวไปขายจริงได้ ๙,๐๐๐ บาท พี่น้องจะได้เงิน ๑๑,๐๐๐ บาทตามที่ท่านกําหนดราคา ประกัน มันซ่อนอยู่ในนี้ท่านประธานครับ และผมถามว่าในระบบเศรษฐกิจไทย ระบบ การตลาดไทย ใครเป็นผู้กําหนดราคา พ่อค้ารายใหญ่ครับ ผู้ส่งออกครับ โครงการนี้โรงสี ผู้ค้ารายย่อยตาย ท่านประธานครับ เพราะรายใหญ่ไม่ซื้อ รายย่อยก็ซื้อไม่ได้ ระบบเศรษฐกิจ ชะงักหมด สุดท้ายรัฐบาลต้องเอาเงินตัวเองครับ เกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่เอาไปจ่าย ส่วนต่าง มันก็เหมือนกับเราเอาเงินให้ผู้ประกอบการไปซื้อสินค้าจากพี่น้องเกษตรกร ท่านประธานครับ นี่ละครับ คือข้อเสียของโครงการ ท่านประธานที่เคารพ กระผมเองขอเข้า ไปสู่เรื่องของโครงการที่ท่านเองคิดขึ้นมาแล้วประกาศจะเป็นให้ของขวัญ ประชาวิวัตน์ครับ สื่อมวลชน ผู้คนทั่วไปออกมาแล้วแซ่ซ้องสรรเสริญเลยครับ ทําได้ ๒ โครงการครับ ทําได้แค่ ๒ โครงการ ที่ทําอยู่แล้ว เช่น ไฟฟ้า ใช้ไฟฟ้าต่ํากว่า ๙๐ หน่วยต่อหลังคา อย่างไรก็ทําได้ก็มี อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าขําที่สุดครับ ส.ส. นฤมล นี่ท่านประธานครับ ไปสั่งไข่ ไม่ได้สั่งไข่แบบสด ๆ นะท่านประธาน ข้าวไข่เจียวเลย บอกแม่ค้าบอกว่า แม่ค้า ข้าวไข่เจียวแต่เอาไข่ ๒ ขีด แม่ค้าทําหน้างงแล้วมองหน้า ส.ส. แล้วหัวเราะก๊ากครับ ทิ้งกระทะเลย ขํา แล้ว ส.ส. นฤมล บอกว่าถ้าเกิน ๒ ขีดฉันไม่จ่ายเงิน ฉันจ่ายแค่ ๒ ขีด วิวัฒน์ไหมครับท่านประธาน วิวัฒน์ครับ
อีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานครับที่ผมจะต้องใช้เวลา ผมเลยเวลาไปสักนิดหนึ่ง ผมขออนุญาตท่านประธาน จริง ๆ ผมเตรียมไว้ ๑ ชั่วโมง สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ปล่อยปละละเลยหรือขาดการเอาใจใส่แล้วปล่อยให้มีการทุจริต เรื่องนี้ผมต้องพูดครับ เพราะว่าในญัตติได้เสนออภิปรายไม่ไว้วางใจและถอดถอนด้วย สําหรับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ผมไม่ได้อภิปรายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะท่าน ส.ส. จุลพันธ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้พูดไปแล้ว แต่ผมย้ําครับ นี่คือผลพวงของการปล่อยปละ ละเลยไม่เอาใจใส่ สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ท่านประธานครับ ผมไม่มีใบเสร็จครับ ผมไม่มีใบเสร็จ ที่จะมาบอกกล่าวท่านประธานว่าโครงการนี้มีใบเสร็จนะ สามารถกล่าวหาส่อทุจริตได้ แต่สิ่งที่เหนือกว่าใบเสร็จครับ ผมขออนุญาตอ่านครับ จากศิริราชมูลนิธิ โครงการจําหน่าย สลากการกุศล แต่ผมบอกกับนายกรัฐมนตรีว่านายกรัฐมนตรีไม่แก้ปัญหา ปล่อยให้สลาก ราคาแพง นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งครับที่ทําให้สลากราคาแพง ฮั้วประมูลครับท่านประธาน เหลือเจ้าใหญ่ไม่กี่เจ้า ศิริราชมูลนิธิ เขียนเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ นี่ผมเอามาจาก การสอบของคณะกรรมาธิการ ๒ คณะครับ คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงินของสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีท่านเจริญเป็นประธาน เขาสอบ เชิญผู้เกี่ยวข้องมาหมดเลย เพราะอะไรครับ เรื่องมันถึงดีเอสไอครับ ไม่ใช่ท่านนายกรัฐมนตรีส่งไปเองนะครับ คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน เขาส่งไป ดีเอสไอเขาเลยสอบ นี่ผมได้เอกสารมา สิ่งที่น่าอัปยศอดสูที่สุดนะครับท่านประธาน หนังสือฉบับนี้จริง ๆ ส่งไป ๓ ที่ครับ เรียนผู้อํานวยการสํานักงานกองสลากกินแบ่งรัฐบาล เรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียนนายกรัฐมนตรี กราบเรียนครับ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องกราบเรียน ผมอ่านเลยครับ ศิริราชมูลนิธิเป็นองค์กรการกุศล ที่มีวัตถุประสงค์ที่ช่วยการดําเนินงานเพื่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วยยากไร้ ผมเป็นศิษย์ศิริราช กว่าจะได้เงินเข้ามูลนิธิตรงนี้ได้พวกเราทําธงวันมหิดลทุกปีครับ วันที่ ๒๔ กันยายน การเรียน การสอน และการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล แหล่งที่มาของ เงินบริจาคเป็นสิ่งที่ทางมูลนิธิให้ความสําคัญว่าต้องเป็นเงินบริสุทธิ์ ไม่ใช่การฟอกเงิน เจ็บไหมครับท่านประธาน หรือเงินทุจริต เขียนชัดไว้ในหนังสือที่เป็นทางการครับ หรือเงินทุจริตต่าง ๆ ในระยะเวลา ๓-๔ เดือนที่ผ่านมามีผู้ร้องเรียนมายังศิริราชมูลนิธิ หลายรายว่าเงินซึ่งทางสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะจัดสรรให้กับคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และเงินจะเข้าสู่ศิริราชมูลนิธินั้นมีการฮั้วประมูล เขียนชัดครับ เพราะเขา ร้องเรียน มีการปลอมแปลงเอกสารของมูลนิธิเพื่อขอจัดจําหน่ายสลาก เก่งมาก ท่านประธานครับ ปลอมลายมือชื่อของท่านอาจารย์ผมคนหนึ่งครับ ท่านอาจารย์อรุณ เผ่าสวัสดิ์ สอนผมมา ท่านอาจารย์เป็นอุปนายกคนที่หนึ่ง เพื่อไปบอกกับกองสลากว่า ขอเป็นผู้จัดสรรโดยมีมูลนิธิที่จะเอาสลากไปจําหน่าย ขอจัดสรร ความเลยแตกครับ มีหนังสือ โต้ตอบกันมา สุดท้ายท่านกรรมการผู้จัดการศิริราชมูลนิธิ ผมสามารถเอ่ยชื่อท่านได้ครับ เพราะไม่ได้เสียหายเลย กลับเป็นคุณกับแผ่นดินครับ ท่านศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์เหลือพร ปุณณกันต์ สอนผมเหมือนกันครับ ท่านอาจารย์สอนเรื่องของ วิชาเกี่ยวกับเด็ก มีการฮั้วประมูล มีการปลอมแปลงเอกสารของมูลนิธิโดยมีการปลอม ลายเซ็นมือของรองประธานศิริราชมูลนิธิ คนที่หนึ่ง ไปยังสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย หนังสือของสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นี่คือวงเล็บที่ให้รายละเอียด วรรคท้ายนะครับ ทางศิริราชมูลนิธิจึงขอแสดงจุดยืนเรื่องที่มาของเงินบริจาค และขอความกรุณาทางสํานักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาลช่วยดําเนินการอย่าให้มีความเสื่อมเสียมาสู่ชื่อเสียงของศิริราชมูลนิธิด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง เจ็บไหมท่านประธาน นี่ครับใบเสร็จ ท่านประธาน สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง สลากการกุศลนี่นะครับ เดิมโรงพยาบาลศิริราชจะขอวงเงินไปประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ทําตั้งแต่ปีก่อนหน้านั้น ก่อนเข้าสู่โครงการ แต่หลังจากส่งไปกองสลากกินแบ่งรัฐบาล กองสลากกินแบ่งรัฐบาลตอบกลับมาท่านประธานครับ ขอเพิ่มวงเงินเป็น ๕,๐๐๐ ล้านบาท เนื่องจากโรงพยาบาลศิริราชมูลนิธิมีเครือข่ายร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดีมูลนิธิด้วย ก็เพิ่มวงเงินเป็น ๕ ล้านบาทหมายความว่าอะไรครับท่านประธานครับ ทางมูลนิธิเอาอยู่แล้ว ครับเป็นประโยชน์ เพราะจะนําไปสร้างสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราชครับ โรงพยาบาล ของแผ่นดินครับโรงพยาบาลศิริราชเรานี่ เราอยากได้เงินไปสร้างครับ แต่หารู้ไม่มีสายสนกล ใดไปเพิ่มปริมาณสลากขึ้นเป็น ๑๐ ล้านฉบับครับท่านประธาน แสนเล่มครับ ๑๐ ล้านฉบับ จําหน่ายตั้งแต่ ๑ กันยายน ๒๕๕๓ ถึง ๑๖ มกรคม ปี ๒๕๕๕ ๓๔ งวด งวดละ ๔๐๐ ล้านบาท เงินที่จะได้มาทั้งหมด ๑๓,๖๐๐ ล้านบาท โรงพยาบาลศิริราชจะได้ ๕ ล้านบาทจากส่วนแบ่ง ท่านประธาน นี่อย่างไรครับ ที่ท่านปล่อยปละละเลยไม่ได้สนใจ หนังสือก็ส่งไปที่ท่านแล้ว ท่านติดตามครับ มาอ้างบอกดีเอสไอสอบอยู่ ดีเอสไอไม่เกี่ยวกับที่ท่านส่งไปเลยนะครับ ทางคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง ของสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ส่งไปครับ ดอกเตอร์สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เป็นประธาน คนที่ทําเรื่องนี้เข้าสู่กรรมาธิการคือท่านนคร มาฉิม ต้องยก ความดีให้ท่านครับ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามเพราะเป็นเรื่องดี ช่วยกันตรวจสอบ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่ครับคือตัวอย่างของการปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต อย่างเต็มบ้านเต็มเมือง ท่านประธานครับ วิธีคิดที่ผิด ผมเข้าสู่วิธีคิดที่ผิดในการบริหาร ราชการแผ่นดิน ท่านประธานครับ วิธีคิดที่ผิดส่งผลอย่างยิ่งครับที่ทําให้การบริหารราชการ แผ่นดินคนที่ชื่อว่านายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีที่เป็นนายกรัฐมนตรีของเรามีผลงานล้มเหลว อย่างที่ผมได้นําเรียนไป ก่อความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ข้าวยากหมากแพง ทุจริตเมื่อ สักครู่เมื่อก่อนนี่อยู่บนโต๊ะบุฟเฟ่ต์ คาบิเนท (Buffet Cabinet) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ เพราะเขาพูดกันอย่างนั้นสมัยก่อน ๆ กินตึก กินถนน หิน ทราย ใต้โต๊ะ แต่เดี๋ยวนี้เขาบอกว่า กินถึงก้นครัวท่านประธานครับ น้ํามันพืช น้ําปลา น้ําตาล ทางตรงเลยครับ ไม่ต้องเก็บภาษี ไม่ต้องขอส่วนแบ่ง ไม่ต้องขอเปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ วิธีคิดที่ผิดทําให้รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ทํางานผิดพลาดล้มเหลว บกพร่อง เพราะอะไรครับ บรรดา นโยบายแผนงานโครงการที่ท่านมีเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่ออกมานี่ ผมกล่าวหาท่านนะครับ เป็นเพียงทําเพื่อหลอก ๆ บอกให้รู้ว่านี่คือเป้าหมายและวัตถุประสงค์เท่านั้น แต่ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ครับ ข้อเท็จจริงไม่ใช่ครับท่านประธาน ข้อเท็จจริงคือมีวิธีคิดที่ผ่านมาจากที่มาผิด ท่านมาจากอํานาจนอกระบบ ที่มาผิดมากํากับ มาดูแลมาใส่วิธีคิดให้ท่าน วิธีคิดของท่าน ที่แท้จริงคือกําจัดคู่แข่งทางการเมืองครับ ผมเอ่ยชื่อได้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ทุกวิถี ทุกกระบวนการ ด้านการต่างประเทศก็มอบคนที่มาจากสายตรงครับ ที่ทําเรื่องนี้โดยเฉพาะ ให้ไปทําหน้าที่ กษิต ภิรมย์ ด้านโครงการแผนงานก็ลอกเลียน ลอกเลียน เลียนแบบนโยบาย ของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ อันไหนไม่ชอบใจยกเลิก โอทอปตึกร้าง พี่น้องประชาชน ขาดโอกาสมีคนอภิปรายไปแล้วผมไม่ลงรายละเอียด ชื่อโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ มอบเงินให้ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ว่าไปแต่ละปีเพิ่มขึ้น ท่านไปเปลี่ยนใหม่ครับ ชุมชนพอเพียง เปลี่ยนใหม่ไม่ว่า ท่านประธานครับ ปัญหาก็คือเมื่อเปลี่ยนแล้วแทนที่วัตถุประสงค์เดิมของท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณเพื่อต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับ พี่น้องประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนที่จะพัฒนาศักยภาพตัวเองในการที่จะ บริหารงบประมาณ โดยมีงบประมาณของตนเอง คิดเอง ทําเอง รับผลประโยชน์เอง แต่พอมาเปลี่ยนเป็นของท่าน คิดมาเรียบร้อยเบ็ดเสร็จ บริษัทนั้นบริษัทนี้ ลดนั่นลดนี่ ถ้าไม่ได้ตามนี้ถูกตัดหมด ชาวบ้านตกใจครับ ส่งมาทําอะไรไม่ได้ ๒-๓ วันก่อนนี้อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ทวงผมมาบอกคุณหมอผมยังไม่ได้เลยนี่ กองทุนชุมชนพอเพียงยังไม่ได้ ผมก็ถามว่า แล้วท่านได้ทําตามที่เขากําหนดแนวทางมาหรือเปล่า พูดเอาเกียรติท่านนะครับ ถ้าพูด อีกอย่างหนึ่ง ท่านได้ทําตามที่เขาชี้นํามาหรือเปล่า ช่วงหลังดีขึ้นครับ ก็ต้องยอมรับว่าถ้าท่าน รู้แล้วท่านแก้ไขดี คนที่มีปัญหาเอาออกไปดีครับ นี่ครับท่านประธาน วิธีคิดผิดปุ๊บมันก็เลยทํา ให้กระบวนการการกําหนดนโยบาย จริง ๆ ผมอยากนําภาพนี้มาให้ท่านประธานดู ผมไม่มี เวลาครับ แต่แนะนําได้ครับ การ์ตูนนี้ผมเอามาจากหนังสือที่พิมพ์จากหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ เล่มหนึ่งครับ ระบุชื่อได้เพราะผมเอาของเขามา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ การ์ตูนเซียร์ เขียนเรื่องราวการเมือง เรื่องประวัติศาสตร์การเมือง ๒ ปีที่ผ่านมาได้อย่างดียิ่ง อธิบายได้ ทุกอย่าง นี่คือที่มาภาพนี้ครับท่านประธาน ภาพนี้คือวิธีคิด เงินกู้ ๒ กุมาร อภิมหาประชานิยม ถมเท่าไรไม่มีวันเต็ม ถมใครครับ ทักษิณ ชินวัตร อันไหนที่สามารถที่จะทําต่อได้ ท่านก็ใช้ วิธีการเกทับ ผมใช้ภาษาพี่น้องประชาชนก็แล้วกัน ผู้สูงอายุ ๓๐๐ บาท ฉันให้ ๕๐๐ บาท อสม. เคยได้ค่าตอบแทนเป็นลักษณะงาน ฉันให้ ๖๐๐ บาท ครอบครัว ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยฉันให้ ๒๕๐,๐๐๐ บาท ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ฉันยกเลิก แต่ไม่ใช่ รัฐบาลท่าน ผมไม่โทษท่าน แต่ท่านก็เห็นดีเห็นงามทําต่อ ยกเลิกมาแล้วจะไปเก็บใหม่ก็คง ยาก แต่ปัญหาเกิดขึ้นแล้วท่านประธานครับ ผู้ประกันตน ๙ ล้านกว่าคนไปร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญว่าคนอื่น ๆ ไม่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาล ไฉนฉันต้องหักเงินเดือนฉันจ่าย แล้วฉัน ต้องไปรักษาพยาบาล หนําซ้ําสิทธิประโยชน์ที่ได้รับบางครั้งกลับรู้สึกด้อยกว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยละเมิดสิทธิของพี่น้องประชาชนตามมาตรา ๓๐ เรื่องการดูแล สุขภาพนี่ที่ต้องรับเท่าเทียม กฎหมายประกันสังคม กฎหมายประกันสุขภาพ แก้ไขหมด ท่านประธาน แต่แปลกครับท่านประธาน ผมดูนโยบายประชาวิวัฒน์ของท่าน ข้อ ๑ ท่านจะ จัดสวัสดิการให้กับผู้ทํางานนอกระบบซึ่งมีประมาณ ๒๓ ล้านคนให้เข้าสู่ระบบประกันสังคม ท่านบอกว่าจ่าย ๑๐๐ บาท เดี๋ยวรัฐบาลเพิ่มให้ครึ่งหนึ่ง แต่ขณะนี้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ประกันสังคมเข้าอยู่ในสภาในชั้นกรรมาธิการ ประเด็นนี้ถกเถียงเยอะมากครับ ผมเอง เป็นกรรมาธิการห่วงมาก เพราะว่าในกฎหมายฉบับนั้นจะเอาลูกเมียของผู้ประกันตนมาเข้าสู่ ระบบประกันสังคม แล้วบังคับให้รัฐบาลจ่ายว่าต้องจ่ายเงินเท่ากับจ่ายให้กับผู้มีหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า ผมไม่เรียกบัตรทองหรอกครับเดี๋ยวมันจะแสลงใจ ต้องจ่าย ถ้าได้ ๒,๕๐๐ บาท ก็ต้องจ่ายให้สํานักงานประกันสังคม ๒,๕๐๐ บาท ท่านประธานครับ นี่คือวิธีคิด วิธีคิดผิด ๆ อย่างนี้ละครับมันจะเกิดปัญหา ท่านแก้ไขปัญหาลักษณะของการปะผุครับ มีใครมาร้อง ท่านก็ทําให้ กฎหมายสัญชาติอย่างไรครับ พี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อน อันนี้ถูกครับ ถ้าตอบสนองได้ตอบสนอง แต่ว่าการตอบสนองของท่านมันเป็นเฉพาะจุด เป็นจุด เป็นจุดไป เมื่อเอามารวมเป็นภาพใหญ่แล้วสร้างความแปลกแยก ท่านประธานทราบไหมครับ ในชุมชน เมื่อก่อนเขารักกัน สมัครสมานสามัคคีกัน มีจิตสาธารณะ อุทิศตัวเพื่อสาธารณะ เดี๋ยวนี้ ต้องมีค่าตอบแทน ฝากมาแล้วครับ คุณหมอช่วยไปดูหน่อยเงินค่าตอบแทน อปพร. ทําไมไม่ได้ ผมได้ค่าตอบแทนจากการทํางาน ออกเวรครั้งหนึ่งก็ได้ ๗๐ บาท ผมอยากได้เหมือน อสม. ท่านเตรียมไว้นะครับ เมื่อท่านให้กลุ่มนี้แล้วท่านต้องให้กลุ่มอื่น ท่านอย่าเอาเปรียบเขา เขาก็เป็นคนเหมือนกันที่อยู่ในสังคม ผู้สูงอายุท่านให้ ประธานแม่บ้านท่านให้ไหมครับ เขาก็เป็นอาสาสมัคร หมอดินอาสาท่านให้ไหมครับ อาสาสมัครมาลาเรียท่านให้ไหมครับ พูดอาจจะล้าสมัยไปสักนิดหนึ่งครับ เขาเรียก อาสาสมัครมาลาเรีย เมื่อก่อนไข้มาลาเรีย มันเยอะ คนเหล่านี้เขาอยู่ด้วยกันสงบสุข ท่านใช้เม็ดเงินใส่เข้าไปโดยที่ไม่ได้ศึกษาให้ รอบคอบว่าจะให้อย่างไรให้สังคมเขาอยู่กันได้ ทําลายโครงสร้างพื้นฐานของสังคมอย่างย่อยยับ นี่คือชุมชนครับ นี่อย่างไรครับสังคมล้มเหลวเลย
ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน เรื่องการที่ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเอง วิธีทํางานที่ผิดที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ คือความเป็นตัวของอภิสิทธิ์เองที่เป็นปัญหาหนึ่งที่ทําให้เกิดความล้มเหลว ทําให้ ประเทศชาติไม่ได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ทําให้พี่น้องประชาชนขาดประโยชน์อย่างสูงสุด คือตัวอภิสิทธิ์เอง ท่านอ่อนด้อยประสบการณ์ ขาดความรู้ ขาดวิสัยทัศน์ ไร้ภาวะผู้นํา ผมยกตัวอย่างเดียว ผมไม่มีเวลามาก เดี๋ยวจะเกินเวลาเยอะ การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ปี ๒๕๕๒ นี่แสดงออกถึงการมีภาวะผู้นําใช้ความรู้ความสามารถ เหตุการณ์ตรงนั้นจบไปแล้วท่าน ประธาน จบอย่างไรครับ จบไปโดยตั้งไม่ได้ ไม่ใช่อธิบดี ผบ.ตร. คนนี้ต้องขออภัย ท่าน ผบ.ตร. คนปัจจุบันไม่ใช่ สมัยรักษาการท่าน พลตํารวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ ท่านเสนอเข้าไป คณะกรรมการตํารวจแห่งชาติ ๑๐ ท่าน ไม่เอาด้วย เป็นเรื่องแปลกครับ คนที่หนักใจที่สุดแล้วก็ต้องมีผลกระทบมา ท่านเลขานุการนิพนธ์ก็ต้องลาออกจากการเป็น เลขานุการนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพพูดไม่ออก ต้องขอภัยที่เอ่ยชื่อท่านนะครับ ทําไมครับ มันเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรครับท่านประธาน
ต้องขอความกรุณาสมาชิกงดคุยในห้องประชุมนะครับ เชิญหมอชลน่านต่อครับ
ท่านประธานผมจะสรุปแล้ว ท่านประธานครับ สิ่งที่แสดงออกตอนนั้นคือความที่เป็นคนอ่อนด้อยในเรื่องของการจารีตประเพณี ไม่เข้าใจ มิติสังคมไทย ไม่แปลกครับ เพราะท่านเกิดที่อังกฤษ มิหนําซ้ําท่านบอกเลือกเกิดไม่ได้ จริง ๆ ผมดีใจแทนท่านนะครับ เพราะว่าคุณพ่อท่านก็เสมือนเป็นอาจารย์ผมคนหนึ่ง ถึงแม้ จะไม่ได้เรียนโดยตรงแต่ก็อยู่คณะแพทยศาสตร์ ผมอยู่โรงพยาบาลศิริราช ท่านสอนที่ โรงพยาบาลรามาธิบดี ท่านประธานครับ การไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างนี้ครับ ทําให้เกิด ปัญหา การไม่รู้อะไรเป็นอะไร ท่านนายกรัฐมนตรีต้องมาบอกกับที่ประชุมแห่งนี้ด้วยว่า เพราะทําไม ท่านได้ข้อมูลมาจากไหน อย่างไร ในสิ่งที่เสียงข้างมากเขาอยากได้ ทําไม เขาไม่ได้ แน่นอนครับ ผมเชื่อว่าคนที่จะเข้าสู่ตําแหน่งอีกท่านหนึ่งมีความรู้มีความสามารถพร้อม ท่านประธานครับ นี่ครับคือความเป็นตัวตนคนอย่างอภิสิทธิ์พูดอย่างทําอย่าง หลายคน ยกป้ายดีแต่พูด วันก่อนผมดูทีวีผมตกใจครับ ผู้หญิงคนนั้นกล้าหาญมาก นิ่ง เขาอยากจะ สะท้อนในระบอบประชาธิปไตยเป็นได้แต่ว่าอย่าใส่ร้ายป้ายสีกัน ถ้าดีแต่พูดถือว่าเป็นเรื่องดี ครับ ไม่เสียหายมาก แต่พูดแล้วสิ่งที่พูดก็ไม่ดีด้วยท่านประธานครับ มันเป็นปัญหา ท่าน ส.ส. ฐิติมาได้ยกตัวอย่างไปแล้ว สร้างศัตรูไปทั่วกับประเทศเพื่อนบ้าน สร้างวิกฤติ จริง ๆ ผมมีที่มาตรงนี้ สร้างวิกฤติเพื่อให้อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เขาเขียนจากการ์ตูน ผมไม่ได้พูดเอง สร้างวิกฤติเพื่ออภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี จากการแสดงออก จากท่าที จากการที่ท่านไม่มีเครือข่าย แล้วตัวตนของท่านเองผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่า จะมีลักษณะอําพรางอะไรอยู่หรือเปล่า
สมาชิกครับกรุณา ถ้าจะยกป้ายยกได้คนเดียวคือผู้อภิปรายนะครับ
ท่านประธานครับ ผมก็มีความสงสัยในตัวตน ของท่านเหมือนกัน แต่ผมเชื่อมั่นว่าไม่น่าจะเป็นเหมือนที่คนอื่นเขาบอกกล่าว เช่น ต้องขออภัยท่านประธานครับ ชอบกินไอศกรีมไม่ชอบกินแตงโม ผมงงเหมือนกัน ทําไม พอผมเข้าไปข้างในมีไอศกรีมเมื่อไรผมก็กิน พวกเรากินหมดเลย ท่านนายกรัฐมนตรีก็กิน ไอศกรีมที่เขาเอามาตรงนั้นนะครับ มันเป็นปกติของสามัญชนคนธรรมดาที่ชอบของหวาน ผมก็แปลกใจว่าทําไมไปพูดนายกรัฐมนตรีเราถึงขนาดนั้น มันเป็นสิทธิของท่านที่ท่านจะกิน อะไร ไม่กินอะไร ท่านประธานที่เคารพ โดยสรุปแล้วสิ่งที่ผมกล่าวหาท่านใน ๕ เรื่องนะครับ ไม่ว่าจะเป็นขาดความรู้ความสามารถในการกําหนดนโยบาย ขาดการเอาใจใส่ติดตามปล่อย ให้มีการทุจริตอย่างมโหฬาร การเข้าสู่ตําแหน่งของท่านมีผู้กํากับ ขาดอิสรภาพในการ บริหารงาน แต่จะคิดทําเองบางครั้งสงสารครับไม่ใช่ ท่านอาจไม่ใช่ตัวตนของท่าน ท่านเห็น ไหมครับ มีคนชักใยไปหมดเลยในการ์ตูนครับ ทําลายระบบราชการ ไม่กล้าตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมาก หรือเสียงน้อยถ้าเห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมืองเห็นแก่พี่น้องประชาชนที่พึงจะได้รับประโยชน์ สูงสุดจากการที่เขามอบอํานาจอธิปไตยมาให้ตัวแทนของท่านมาจัดสรรผลประโยชน์ไป เพื่อประโยชน์โดยรวม การเมืองคือเรื่องของการใช้อํานาจในการจัดสรรทรัพยากร จัดสรร ผลประโยชน์คืนสู่ผู้คนที่เป็นคนหมู่มาก ท่านประธาน ตรงนั้นละครับ ถ้าเห็นไปตรงนั้นท่านก็ ไว้วางใจลงคะแนนไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไป แต่ถ้าเห็นว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านนําเสนอ มาทั้งหมดใน ๔ วันนี้แล้วจะมีต่อไปอีกครับ มันเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่เป็นไปแล้ว แล้ว ปล่อยให้เป็นไป ประเทศชาติบ้านเมืองล่มจมเสียหาย ยากที่จะเยียวยาแน่ ก็ลงมติไม่ไว้วางใจ ครับ เพราะญัตติไม่ไว้วางใจฝ่ายค้านต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง อย่างน้อยก็ ๒๓๘ คะแนนขึ้น ผมไม่ฝันหรอกครับว่าจะได้ แต่ ๒๓๘ คะแนน ถ้าไม่ได้ตรงนี้ผมก็หวังว่าพี่น้องประชาชนครับ พี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจที่แท้จริงจะมาช่วยลงคะแนนให้กับสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทํา ที่ทําให้ท่านเดือดร้อนแสนสาหัส เปลี่ยนครับ เมื่อทําไม่ดีก็เปลี่ยนให้คนที่มีความสามารถเข้า มาทําแทน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่าไม่สามารถที่จะ ไว้วางใจให้นายกรัฐมนตรีคนที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บริหารประเทศชาติบ้านเมืองสืบไปได้ เพราะบ้านเมืองจะล่มจม ล้มเหลวไปอย่างที่สุดครับ ท่านประธาน ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ ท่านกรณ์ จาติกวณิช ครับ
กราบขอบคุณ ท่านประธาน
ท่านไชยาประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ประท้วงครับ ประเด็นที่ผมจะอภิปรายต่อไป มันเกี่ยวข้องและให้ท่านรัฐมนตรีตอบทีเดียวเลยได้ไหมครับ
ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีรอคุณไชยาอภิปรายจะมีเรื่องนี้ด้วยนะครับ คุณไชยาจะใช้เวลา ประมาณครึ่งชั่วโมงนะครับ หรือจะตอบตอนนี้ก่อนครับ
ขออนุญาต ท่านประธานนะครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ข้อเท็จจริงก็คือ เมื่อสักครู่ท่านผู้อภิปราย คุณหมอชลน่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านไม่ได้อภิปรายผม แต่ท่านได้ตั้งท่าไว้ว่าท่านอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี แต่ท่านก็ได้พาดพิงมาที่ การทํางานของกระผมและกระทรวงการคลังอยู่ในหลาย ๆ เรื่อง ความจริงหลาย ๆ เรื่อง ที่ท่านได้กล่าวถึงท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่นี้ สําหรับส่วนตัวผมเองผมมองว่าสะท้อน ถึงระดับจริยธรรมของท่าน ผมคงไม่อยากที่จะใช้เวลามีค่าของสภาในการที่จะตอบโต้ แต่มีอยู่ ๓ ประเด็นที่ท่านได้พูดถึงและกระทบต่อการทํางานตามภาระหน้าที่ของผมในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ผมจะขออนุญาตชี้แจง ประเด็นแรกก็คือประเด็นเกี่ยวกับ เรื่องของสลากกินแบ่ง สลากการกุศล โครงการของโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งในอันดับแรก นะครับ ท่านได้แสดงถึงความไม่เข้าใจ
ท่านวิทยาประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมกราบเรียนนะครับ ผมต้องประท้วง ท่านประธานนะครับว่าบางเรื่องถ้ามันเป็นเรื่องใหม่ท่านตอบได้ครับท่านรัฐมนตรี แต่เรื่องนี้ เราได้รับคําชี้แจงมาแล้ว และเป็นประเด็นที่คุณชลน่านขออภิปรายที่เกี่ยวข้องกับ นายกรัฐมนตรีในการกํากับดูแลรัฐมนตรี เราได้รับคําชี้แจงแล้วและตัวท่านกรณ์นั้นเราเข้าใจแล้ว ต้องขอประท้วงท่านประธานนะครับว่า
ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ
ให้ผมพูดจบก่อนครับ ท่านประธาน
เชิญเอาให้จบครับ
ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธานนะครับ ท่านต้องทําหน้าที่ตรงนี้และท่านต้องรับฟังรัฐมนตรีแต่ละท่านในการ ชี้แจงด้วย ไม่อย่างนั้นผมบริหารเวลาไม่ได้ครับ ผมเองมีชื่ออภิปราย ผมก็โน้ตให้ท่านแล้วว่า ผมขอใช้สิทธิ จากเดิมมีเวลา ๑ ชั่วโมง ผมก็จะขอ ๕ นาที หลังจากคุณไชยา หลังจากนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีจะตอบ ผมไม่ขัดข้องครับ เพราะมิฉะนั้นที่เราได้ตกลงวันนี้ว่า ๕ ทุ่ม เราต้องให้เสร็จครับท่านประธาน เห็นใจเราหน่อยครับ ท่านรัฐมนตรีขออนุญาตนะครับ เพราะว่าฟังอยู่ชัดเจนครับ
ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ ถึงแม้ว่าคุณหมอชลน่านอภิปรายถึงความล้มเหลวของ นายกรัฐมนตรี แต่เรื่องที่อภิปรายเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เพราะฉะนั้นผมให้ใช้สิทธิพาดพิงได้ครับ แต่ก็ต้องขอท่านรัฐมนตรีรวบรัดด้วย เพราะว่าเราจะต้องบริหารเวลาให้พอดีนะครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมจะรวบรัดนะครับ ตามที่ผมได้นําเรียนเมื่อสักครู่มีอยู่ ๓ ประเด็น ที่ผมจะขออนุญาตชี้แจง
ประเด็นแรก ก็คือเกี่ยวกับสลากบํารุงการกุศล โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ โรงพยาบาลศิริราชเป็นจํานวนเงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ท่านไม่ได้ เข้าใจถึงกระบวนการการพิจารณาอนุมัติสลากบํารุงการกุศลโดยรัฐบาลนี้ในช่วงที่ผ่านมา ท่านได้เอ่ยว่าในส่วนของโครงการโรงพยาบาลศิริราชนั้นมีเม็ดเงินโดยรวม ๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ทําไมคณะรัฐมนตรีถึงได้มีการอนุมัติวงเงินการออกสลากการกุศลทั้งหมด ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นนี้ผมต้องขออนุญาตชี้แจงครับ เพราะว่าท่านไม่เข้าใจว่าในส่วนของวงเงิน ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท
ท่านรัฐมนตรีมีผู้ประท้วงครับ ประท้วงอะไร
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียน ท่านประธานให้ยึดข้อบังคับการประชุมเป็นหลัก ผมมีปัญหากับการวินิจฉัยของท่านประธานมาก โดยเฉพาะในเรื่องนี้ในการมอบหมายให้ตอบแทน เรื่องนี้ท่านชลน่านได้ชี้แจงชัดเจนว่า เป็นเรื่องการกํากับการบริหารงานรัฐมนตรีใน ครม. ของท่าน ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงการคลัง ท่านอย่าใช้เวลาของสภาให้เสียประโยชน์ไป ข้อบังคับ ข้อ ๖๘ เขียนชัดเจน ประธาน อาจอนุญาตให้รัฐมนตรีมอบหมายให้บุคคลใด ๆ ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมประกอบ การอภิปรายได้ แต่อย่างไรก็ตามถ้านายกรัฐมนตรีออกมาตอบว่าผมตอบข้อนี้ไม่ได้ ผมขอมอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วท่านประธานวินิจฉัยเห็นชอบ อย่างนั้นโอเคครับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ได้ลุกขึ้นมาตอบเลยว่าท่านจะสามารถ อธิบายชี้แจงได้หรือไม่ในการที่ท่านบกพร่องในการกํากับดูแล ครม. ของท่านเอง
ก็ประท้วงไปประท้วงมา เวลามันก็หมดไป เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตชี้แจงต่อไปนะครับว่าวงเงินทั้งหมดที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กับ สลากลบํารุงการกุศล ๑๔,๐๐๐ ล้านบาทนั้น โรงพยาบาลศิริราชเป็นเพียงแค่ ๑ ใน ๕ โครงการที่ได้รับการจัดสรรเม็ดเงิน ๑๔,๐๐๐ ล้านบาทนี้ โดยที่อีก ๔ โครงการเป็นโครงการ ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในการที่จะช่วยเหลือผู้พิการ เป็นวงเงิน ทั้งสิ้น ๘๘๐ ล้านบาท โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยในโครงการการสร้างอาคาร เพิ่มเติม จํานวน ๖,๐๐๐ ล้านบาท มูลนิธิมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ เป็นจํานวนเงิน ๑,๐๗๕ ล้านบาท โรงพยาบาลศิริราชเป็นวงเงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท และมูลนิธิรามาธิบดี เป็นโครงการการสร้างโรงพยาบาลเช่นเดียวกัน ๑,๐๕๖ ล้านบาท ผมได้ชี้แจงไปนะครับ เมื่อวานซืนนี้ว่าในส่วนของรัฐบาลนี้เราได้จัดระบบ จัดระเบียบการอนุมัติโครงการ สลากการกุศลให้มีความชัดเจนว่าทุกบาททุกสตางค์นั้นนําไปสู่การใช้ในโครงการใด อันนี้เป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญเมื่อเทียบกับในอดีตนะครับ นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๖ และ ปี ๒๕๔๘ ที่มีการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีให้ออกสลากบํารุงการกุศลโดยไม่ได้ระบุว่า จะนําเงินไปใช้สนับสนุนโครงการใด เป็นการตัดสินใจของผู้บริหาร ณ เวลานั้นในวงเงินที่สูง มากว่าจะนําเม็ดเงินที่ได้จากการขายสลากการกุศลนั้นไปใช้สนับสนุนโครงการใด นํามาซึ่ง ข้อกล่าวหา ข้อครหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันมากมาย นี่คือสาเหตุที่เราได้ระบุชัดเจนนะครับในส่วนนี้ คราวนี้มาถึงจดหมายที่ได้มีมาถึงทาง สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แล้วก็อ้างสิทธิที่จะขอสิทธิในการคัดเลือกผู้แทนจําหน่ายใน การรับสลากกินแบ่งรัฐบาลในส่วนของสลากพิเศษบํารุงการกุศลโครงการโรงพยาบาลศิริราช ความจริงก็ไม่มีอะไรมากนะครับ จดหมายนี้มา พอมาถึงทางกองสลาก กองสลากก็ทํา จดหมายตอบไปนะครับด้วยจิตบริสุทธิ์ที่คิดว่าจดหมายนี้เป็นจดหมายเป็นทางการ เพราะหัวกระดาษก็ชัดเจนว่ามาจากศิริราชมูลนิธิ แต่ก็ได้ตอบไปว่ามติ ครม. ก็มีชัดเจนว่า ในส่วนของสลากการกุศลทุกกรณีนั้น ครม. ได้มอบอํานาจในการที่จะคัดเลือกผู้แทนจําหน่าย และกระบวนการการจัดจําหน่ายทั้งหมดให้กับกองสลากเป็นผู้ดําเนินการ ดังนั้นทาง สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงได้ตอบกลับไปว่าไม่สามารถที่จะโอนสิทธิในการคัดเลือกนี้ ให้กับศิริราชมูลนิธิได้ หลังจากนั้นไม่นานครับก็มีจดหมายตามมาจากศิริราชมูลนิธิ คราวนี้เป็นจดหมายที่แจ้งให้กับสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ทราบว่า ศิริราชมูลนิธิไม่ได้ มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นในการสงวนสิทธิการคัดเลือกตัวแทนจําหน่ายสลากพิเศษบํารุง การกุศล และหนังสือที่ทางสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแนบมาให้ตามที่อ้างถึงข้างต้น ไม่ใช่หนังสือที่ออกจากศิริราชมูลนิธิ เป็นเอกสารปลอม เรื่องในส่วนนั้นไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เมื่อเป็นเอกสารปลอมก็ตามเอกสารตามมานะครับที่ท่านสมาชิกได้อ่านต่อไป ทางกองสลาก จึงได้ยื่นเรื่องทั้งหมดรวมไปถึงจดหมายที่ศิริราชมูลนิธิได้แจ้งมาในภายหลังว่าเป็นเอกสาร ปลอมนั้นให้กับดีเอสไอเพื่อไปตรวจสอบต่อไป ซึ่งก็หมดเขตส่วนรับผิดชอบในส่วนของ สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนะครับ
ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่าถ้าทางท่านสมาชิกกําลังที่จะสื่อว่า การปลอมแปลงเอกสารนั้นปลอมโดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือปลอมโดยสํานักงาน กองสลากกินแบ่งรัฐบาล ผมขออนุญาตเรียนครับ มันไม่มีเหตุผล ไม่มีตรรก อํานาจในการ จัดสรร สิทธิในการขายสลากกินแบ่งนั้นอยู่ที่กองสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่แล้ว ถ้าจะมีการ ทุจริตคอร์รัปชันในการจัดสรรก็เป็นอํานาจของกองสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ได้มี ความจําเป็นตั้งแต่แรกที่กองสลากกินแบ่งรัฐบาลเองจะเป็นผู้เสนอมติ เสนอให้กับทาง คณะรัฐมนตรีออกมติมาให้มอบอํานาจนี้ให้กับกองสลาก ทําไมถ้ากองสลากกินแบ่งรัฐบาล ต้องการที่จะให้สิทธิในการจัดสรรสลากการกุศลนี้ไปอยู่ที่มูลนิธิใดมูลนิธิหนึ่ง ทางสํานักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ได้ขอมติ ครม. ในลักษณะนั้นตั้งแต่แรก เพราะฉะนั้นมันไม่มีเหตุผล ใด ๆ ทั้งสิ้นว่าทําไมพวกกระผมหรือสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นจึงที่จะต้องจัดทํา เอกสารที่ได้มีการชี้แจงแล้วนะครับว่าเป็นเอกสารปลอมแต่อย่างใด ส่วนใครจะเป็นผู้ทํานั้น ก็เป็นเรื่องของผู้ที่รับผิดชอบนะครับที่จะต้องไปตรวจสอบต่อไป
ส่วนประเด็นต่อมาครับท่านประธาน ที่ผมขออนุญาตที่จะชี้แจงก็คือประเด็น ที่ท่านผู้อภิปรายได้กล่าวถึงโครงการประชาวิวัฒน์ จริง ๆ ก็มีอยู่ ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็น แรกก็คือประเด็นในเรื่องของการว่าจ้างบริษัทเอกชนมาเป็นเอกสาร
ท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ เชิญประท้วง
ท่านประธานครับ ผมเรียนตาม ตรงนะครับว่าเวลานี้ทางท่านเหลือประมาณ ๓ ชั่วโมง เรายังมีเรื่องสําคัญที่จะต้องคืนไมค์ ให้กับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ๑ ทุ่มตรง ถ้าท่านรัฐมนตรียังตอบแบบนี้ ท่านประธานยังปล่อย ผมมีปัญหาครับ ถ้าอย่างนั้นท่านก็เอาเลยไหมครับ เลยเที่ยงคืนไป ผมพร้อมครับ ท่านต้องเห็นใจสิครับว่าเราตกลงว่าจะคืนไมค์ให้กับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เขา ๑ ทุ่มตรง ผมยังเหลือตัวบุคคลที่จะอภิปรายอีกนะครับ และนายกรัฐมนตรีก็จะต้องมาสรุป ตอนทุ่มหนึ่ง อีก ๒ ชั่วโมง และถึงจะเป็นท่านมิ่งขวัญ ผมคิดว่าบางเรื่องที่ท่านรัฐมนตรี ได้ตอบไปแล้วนั้นมันครอบคลุม เดี๋ยวมอบให้ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เถอะ ด้วยควาเคารพ นะครับท่านกรณ์ เรื่องแบบนั้นผมคิดว่ามันยังมีอีกเยอะ เดี๋ยวท่านก็จะต้องตอบ อีกครับ เดี๋ยวพอถึงบุหรี่ท่านต้องตอบ ขอความกรุณาครับท่านประธาน
ทราบแล้วครับ เชิญครับ ท่านนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ความจริงเอาอย่างนี้ครับ เนื่องจากเวลาของ ทั้ง ๒ ฝ่ายกําหนดเอาไว้ตายตัวอยู่แล้ว ท่านไม่จําเป็นต้องคืนให้ผมตอนทุ่มหนึ่งครับ ทุกคน ใช้เวลาของตัวเองไป ไม่มีปัญหาเลยครับ
ถ้าอย่างนั้นท่านประธาน ก็ขอเวลามาให้ผมสิครับ ผมไปบริหารจัดการ เวลาผมก็ยังอยู่ ท่านลองดูสิครับ เพราะมิฉะนั้น ทุ่มหนึ่งผมจะคืนไม่ตรง เดี๋ยวจะหาว่าผมผิดคําพูดกันอีก แล้วประเด็นของเรื่องสําคัญ ๆ ที่จะ เสนอนั้นเดี๋ยวพันไปถึงท่านกรณ์อยู่แล้ว
ผมจะแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ขอดูเวลาหน่อยสิ เอาเวลามา ผมก็เพิ่งมาเปลี่ยนเวร ก็ยังงง ๆ อยู่นะครับ คณะรัฐมนตรี ใช้เวลาไปแล้ว ๑๖ ชั่วโมงกับ ๒๐ นาที ฝ่ายค้านใช้เวลาไปแล้ว ๓๔ ชั่วโมง ๕๖ นาที ก็เหลือกัน ไม่เท่าไรนะครับ ฉะนั้นผมว่ารวบรัดหน่อยก็แล้วกัน ให้เวลาท่านสัก ๒ นาที ท่านพยายาม ทําให้จบใน ๒ นาทีนะครับ
กราบขอบคุณ ท่านประธานที่เคารพ จริง ๆ ผมก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะต้องขึ้นมาชี้แจงนะครับ ท่านบอกว่า เป็นประเด็นที่ผมชี้แจงแล้ว แต่เนื่องจากท่านหยิบยกขึ้นมาอีก ผมคิดว่าก็ต้องให้ ความยุติธรรมกับผม เพราะฉะนั้นในส่วนของประชาวิวัฒน์ สั้น ๆ ครับ คือประเด็นในเรื่อง ของการว่าจ้างบริษัทเอกชนมาให้คําปรึกษานั้น
ท่านรัฐมนตรีครับ มีคุณชลน่านประท้วง ประท้วงอะไรครับคุณชลน่าน มันหมดเวลาประท้วงไปแล้ว ต่อไป ผมไม่ให้ใครประท้วงแล้วนะ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตประท้วงท่านรัฐมนตรีครับ ผมไม่ได้อภิปรายถึง ท่านรัฐมนตรีเลย ผมเพียงโยงให้เห็นว่าตัวอย่างในการปล่อยปละละเลยของท่าน นายกรัฐมนตรีที่ไม่แก้ปัญหาราคาสลากแพง ผมก็ยกตัวอย่างปัญหาราคาสลากแพงนี้ เกิดจากการฮั้วการประมูล ก็เป็นเรื่องที่อภิปรายไปแล้ว ผมก็ยกตัวอย่าง ผมศึกษา อย่างละเอียดครับท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีครับ ที่ท่านพูดมานี้ผมเพียงแต่เอาผลมาพูด ผมรู้หมด อยู่ในนี้หมดครับ เอกสารนี้จากคณะกรรมาธิการ ๕ มูลนิธิท่านให้ ผมก็เลยรู้ ผมเลยเอาเลขรวมมาให้ ๑๐ ล้านบาทคือเลขรวมมาบอกท่าน
ประท้วงพอแล้วครับ
และผมไม่ได้อภิปรายท่าน ท่านไม่ต้องมา ชี้แจงผมหรอกครับ
ท่านรัฐมนตรี เขาไม่ให้ชี้แจง เขาให้คะแนน ท่านนําแล้วนะโพล นั่งลงได้ครับ
ท่านประธาน ผมต้องขออนุญาตท่านประธานนะครับ ท่านให้ผม ๒ นาที ผมจะขอว่าผมจะใช้ ๒ นาที เพื่อความชัดเจนและเพื่อความยุติธรรมเพราะว่าถูกพาดพิงแน่นอน แล้วก็เสียหาย สั้น ๆ นะครับ ผมจะไม่ได้มานั่งบรรยายอีกครั้งว่าประชาวิวัฒน์มีอะไรบ้างที่พี่น้องประชาชน ได้ประโยชน์ ท่านได้เอ่ยว่าเดินหน้าอยู่แค่ ๒ เรื่อง ผมขออนุญาตเรียนสั้น ๆ ว่าไม่จริงครับ มีทั้งในเรื่องของการเปิดให้พี่น้องประชาชน ๒๐ กว่าล้านคนจะได้มีสิทธิเข้าระบบ ประกันสังคมโดยมีรัฐบาลสมทบเม็ดเงินงบประมาณให้ก็จะเริ่มวันที่ ๑ พฤษภาคมนี้ เรื่องของสินเชื่อเข้มแข็งให้กับพี่น้องประชาชนที่มีอาชีพอิสระ ตอนนี้ก็เดินหน้าเต็มที่ การจัด ระเบียบอาชีพอิสระในกรุงเทพมหานครเป็นโครงการนําร่องก็เดินหน้าอยู่กับทาง กทม. การลดอาชญากรรมด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิด การทําให้ถนนหนทางมีแสงสว่างเดินหน้า เต็มที่ด้วยความร่วมมือจากทางเจ้าหน้าที่ตํารวจนครบาล การจัดงบประมาณให้กับสหกรณ์ การเกษตรเพื่อที่จะสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุนการบริหารก็เดินหน้าต่อไป ไฟฟรีแน่นอน การจัดระเบียบการชดเชยก๊าซแอลพีจี (LPG) ก็เช่นเดียวกัน แต่ประเด็น เรื่องการจ้างที่ปรึกษาอิสระที่เป็นเอกชน ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ ผมไม่อยากให้ท่าน เพลี่ยงพล้ําพูดเรื่องนี้มากเกินไป
อันดับแรก คณะกรรมาธิการต่าง ๆ ที่ท่านเป็นประธานได้ตรวจสอบครบถ้วน หมดแล้วไม่พบว่ามีอะไรเป็นพิรุธในกระบวนการการว่าจ้าง เพราะฉะนั้นประเด็นนั้นจบ ผมถือว่าจบไป แต่ผมขออนุญาตเรียนว่าเราเป็นรัฐบาล เราเป็นผู้บริหาร เราต้องพร้อม เปิดตัวเราเองให้กว้างในแง่ของการรับฟังข้อเสนอแนะ แนววิธีการทํางานใหม่ ๆ แนวความคิดใหม่ ๆ ซึ่งบางครั้งเราก็ต้องยอมรับว่าเอกชนเขามีมากกว่า และการได้รับ ความคิดเห็นในข้อเสนอแนะในลักษณะนี้เป็นประโยชน์ต่อการทํางาน ผมขออนุญาตเรียน ว่าเงินที่เราได้ใช้ในการว่าจ้างที่ปรึกษา ผมถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ประชาชน ได้รับ ถ้าผมขออนุญาตเปรียบเทียบ ปี ๒๕๔๖ รัฐบาลของท่านได้จ้างต่างประเทศมาท่าน เดียวนะครับ ผมขออนุญาตเอ่ยนามเขาเลยเพราะไม่ได้เสียหายต่อเขาคือ ไมเคิล พอร์เตอร์ ๓๐ ล้านบาท มาพูดครั้งเดียวครับ แต่ผมก็ไม่ได้จะตําหนิท่านนะครับ เพราะว่าการพูดครั้งนั้น อาจจะสร้างประโยชน์ จุดประกายความคิดให้กับรัฐบาลในสมัยนั้นสามารถไปออกนโยบาย ต่าง ๆ ที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนได้ ผมไม่ได้อยากที่จะปิดโอกาสให้กับ รัฐบาลในอนาคตในการที่จะเปิดตัวเองให้กว้างในลักษณะนี้ เช่นเดียวกันครับ อย่าพยายาม ทําคะแนนกันในลักษณะนี้ สุดท้ายแล้วผู้ที่จะเสียโอกาสคือพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ขอบคุณครับ
ก็จบแล้วครับ ต่อไป คุณไชยา ๒๐ นาที หรือ ๓๐ นาทีครับ
ผมได้เวลา ๓๐ นาทีครับท่านประธาน
๓๐ นาทีนะครับ
ความจริงผมได้ ๑ ชั่วโมงครับ แต่ว่า บริหารเวลาเพื่อมอบให้ท่านเฉลิม อยู่บํารุง ครับ
แต่เห็นท่านวิทยา ๕ นาที เมื่อไรครับ
ต่อจากผมครับ
เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ผมต้องทํา หน้าที่ในการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๒ ที่ผมได้มีโอกาส และคนที่ผมจะอภิปรายนั้นก็หนีไม่พ้นผู้นําประเทศ ผู้นํารัฐบาลคือท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอเรียนด้วยความเคารพว่า โดยส่วนตัวนั้นไม่มีอคติอะไรกับท่าน ผมทําหน้าที่ในฐานะที่เป็นฝ่ายตรวจสอบการทํางาน ของรัฐบาล ถ้าวันนี้คนมานั่งในตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ แต่ว่าได้บริหารชาติบ้านเมืองด้วยความเสียหาย ผมก็ต้องทําหน้าที่ของผม ต้องเรียน ท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีได้เข้าใจ ด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้บริหารราชการล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ให้รัฐมนตรีในรัฐบาลและบุคคลแวดล้อมกระทําการทุจริตคอร์รัปชัน แสวงหาผลประโยชน์ จากการบริหารราชการแผ่นดิน บริหารราชการไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ขาดหลัก ธรรมาภิบาล ดําเนินนโยบายและบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว มีการเลือกปฏิบัติในการ บังคับใช้กฎหมาย จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่เคารพต่อหลักการ ประชาธิปไตย มีการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของ ประชาชน โดยมีพฤติกรรมดังนี้
ข้อที่ ๑ การบริหารราชการแผ่นดินปราศจากองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหา ไร้ทิศทาง ไม่ขจัดปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหา สินค้าราคาแพงและขาดตลาด กระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศ และดํารงสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไร้วุฒิภาวะความเป็นผู้นํา ไม่รักษาคําพูด พูดอย่าง กระทําอีกอย่าง ตลอดจนพูดจาทําให้เกิดความขัดแย้งในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยไม่อยู่ในภาวะที่จะสร้างความสมานฉันท์ ความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม
ข้อที่ ๒ ปล่อยปละละเลยไม่กํากับดูแล ปล่อยให้รัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาล บริหารราชการล้มเหลว ไม่คํานึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ดําเนินการให้เป็นไป ตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภา มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชัน หรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ โดยมีเจตนาฉ้อฉลเพื่อเปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการ ต่าง ๆ ของรัฐบาลมากมาย ทําให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณอันมาจากเงินภาษีอากรของ ประชาชน ท่านประธานที่เคารพ
ข้อที่ ๓ จงใจใช้อํานาจหน้าที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่เคารพหลักการประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ใช้อํานาจละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ใช้อํานาจเพื่อปกปิด ความผิดของตนเอง บิดเบือนข้อเท็จจริง แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เลือกปฏิบัติ เป็นแบบ ๒ มาตรฐาน ส่งผลให้เกิดวิกฤติศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรง ท่านประธานที่เคารพ พฤติกรรมดังกล่าวนี้เป็นพฤติกรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้ความรับผิดชอบของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งจะนํามา ซึ่งความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงยากที่จะเยียวยาได้ จึงไม่อาจให้ ความไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ต่อไป นั่นคือสิ่งที่ผมได้กล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้เกริ่นตั้งแต่ ตอนต้นแล้วว่าการทําหน้าที่ของผม ผมต้องกาตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล ตลอดระยะเวลา ๒ ปีของรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นบุคคลที่ไร้ซึ่งวุฒิภาวะ โดยเฉพาะการบริหารด้วยคําพูด การบริหารด้วยการตอบโต้และ รับปากสัญญาประชาคมไว้อย่างไร แต่ก็ไม่สามารถที่จะวัดผลได้ในการกระทํา ตลอด ระยะเวลา ๒ ปีนําความเสียหายมาต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่เขาบอกว่าท่านบริหารแบบใช้คําพูดนั้นนักการเมืองอย่างพวกเรานั้นถูกสอนไว้ว่า เมื่อท่าน พูดเขาจะฟัง เมื่อท่านลงมือปฏิบัติ เขาจะเชื่อ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ตลอดระยะเวลา ๒ ปี ที่ผ่านมา ผมไม่ได้เห็นว่าสิ่งที่ท่านได้แถลงไว้และท่านได้สัญญาประชาคมกับประชาชนนั้น ท่านทําอะไรได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้ตอบคําถามเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ วันที่ เริ่มต้นในการอภิปราย ท่านได้กล่าวหาและท่านได้ตอบคําถามของท่านมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ โดยกล่าวหาว่าพวกผมนั้นไม่ดูแลคนจน ไม่เห็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนคนจน ผมอยากจะทวนคําถามและความทรงจําของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ สัญญาประชาคมนั้นเป็นสิ่งที่สําคัญอย่างยิ่ง ในเมื่อเราเป็นนักการเมือง การรณรงค์หาเสียง เลือกตั้ง แน่นอนครับ ท่านประธานทุกพรรคการเมืองนั้นจะต้องมีนโยบายที่เสนอต่อ ประชาชน แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดนั่นก็คือว่าพูดแล้วมันทําได้หรือเปล่า หรือเพียงเพื่อ ประดิดประดอยคําพูดให้สวยหรูเพื่อเอาชัยชนะต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเท่านั้น ผมยกตัวอย่างครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านประกาศนโยบาย ๙๙ วันจะทําได้จริง เป็นปฏิบัติการเพื่อประชาชนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการยกเลิกการจัดเก็บ เงินกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงนั้นท่านบอกว่าผมบริหารประเทศ ผมไม่ได้บริหารธุรกิจ ประเทศ เป็นหนี้ในขณะที่ประชาชนยากจน การลงทุนเพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์นั้นเป็นสิ่งที่จําเป็น ถ้าชาวบ้านมีเงิน รัฐบาลก็มีเงิน แล้วท่านยังบอกว่ารัฐบาลของพวกผมในอดีตนั้นไม่ดูแล พี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่าประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านนั้นตัดสินใจได้ครับว่ารัฐบาลท่าน ๒ ปี กับรัฐบาลที่พวกผมบริหารมาในอดีตนั้นใครดูแลคนจนดีกว่ากัน นโยบายแห่งความสําเร็จ เราประกาศนโยบายอะไรไว้ เราทําได้ทุกเรื่องครับ แต่รัฐบาลของท่านประกาศนโยบายอะไร ไว้ ลองย้อนดูสิครับว่าประสบความสําเร็จอะไรบ้าง ดัชนีชี้วัดในเรื่องค่าครองชีพของ ประชาชนดูได้ไม่ยากครับ ดูได้ว่าความสําเร็จในการบริหารของท่านนั้นมันแตกต่างจาก รัฐบาลที่ผ่านมาอย่างไร ดูง่าย ๆ ครับ ดูเรื่องไข่ เรามีนายกรัฐมนตรีในประเทศนี้มาแล้ว หลายสิบคนครับ สมัยก่อนนี้เขาจะดูว่าค่าครองชีพของประชาชนมันจะสูงขึ้นหรือลดลง ประชาชนจะอยู่ได้ เขามีดัชนีชี้วัดเรื่องไข่ ในสมัยไข่ พลเอก เปรม เป็นอย่างไร พลเอก ชวลิต เป็นอย่างไร ไข่บรรหารเป็นอย่างไร ไข่นายกรัฐมนตรีชวนเป็นอย่างไร ไข่นายกรัฐมนตรีทักษิณ เป็นอย่างไร ไข่นายกรัฐมนตรีสมัคร ไข่นายกรัฐมนตรีสมชาย เขาวัดดัชนีเรื่องนี้หรือค่าครองชีพ เรื่องไข่ครับ มีสมัยของท่านมันวัดไม่ได้เพราะว่าดัชนีของท่านมันวัดด้วยการชั่งกิโลกรัม ท่านประธานที่เคารพ นี่คือดัชนีชี้วัดว่าการบริหารของท่านนั้นมันวัดอะไรไม่ได้ ผมได้เกริ่นหัว ไปแล้วว่าเงินกองทุนน้ํามันที่ผมจะพูดถึงนั้นท่านได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคม แล้วท่านยัง บอกว่าพวกผมไม่ดูแลคนจน ไม่หรอกครับ ในสมัยที่พวกผมเป็นรัฐบาล พวกผมก็เห็นว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลทุกรัฐบาลที่จะต้องดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะไม่ให้กระทบไปสู่ ค่าครองชีพของประชาชนในภาวะที่ราคาน้ํามันผันผวน ท่านได้ตอบคําถามในที่สภาแห่งนี้ ผมถึงเห็นว่าสิ่งที่ท่านตอบนั้น ๒ ปีมาแล้วครับ ๘๐๐ กว่าวันแล้วที่ท่านบริหารประเทศนี้ ที่ท่านบอกว่าจะยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน ท่านมาตอบในสภา ท่านบอกว่า ท่านไม่ได้ยกเลิก ท่านเพียงบอกว่าจะยกเลิกการเก็บ แต่สิ่งที่ผมจะชี้ให้เห็นว่ามันเป็นความ ผิดพลาดในการบริหารที่ล้มเหลวในการไม่ตัดสินใจ ไม่ดูแลพี่น้องประชาชนนั้นคืออะไรครับ ท่านมาดูโครงสร้างครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมบอกว่าเงินกองทุนน้ํามันนั้นมันมาจากเงิน ของผู้บริโภคน้ํามัน เขามีไว้เพื่อบริหารจัดการรักษาระดับราคาน้ํามันไม่ให้มันสูงขึ้น ในขณะที่ ราคาน้ํามันในตลาดโลกมันสูง มาชดเชยผู้ใช้น้ํามันไม่ให้เดือดร้อน เพราะน้ํามันนั้นมันเป็น ต้นทุนการผลิต มันกระทบต่อพี่น้องประชาชน และพี่น้องประชาชนไม่ได้เลือกเขาว่า เป็นคนจนหรือคนรวย จะใช้เบนซิน จะใช้ดีเซล จะใช้แก๊สโซฮอล์ เพราะฉะนั้นประชาชน ในประเทศทุกระดับนั้นได้รับผลกระทบหมดเป็นภาระหน้าที่ของทุกรัฐบาลที่จะต้องเข้ามา ดูแลเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ท่านประกาศว่าจะยกเลิกและจะทําทันทีเมื่อท่านได้เป็นรัฐบาล นั่นก็คือ ปฏิบัติการ ๙๙ วันทําได้จริง มันทําไม่ได้ครับ มันไม่เกิดขึ้นครับ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีการจัดเก็บอยู่ แล้วจัดเก็บหนักกว่าทุกรัฐบาลอีกครับ ท่านประธานที่เคารพ ตามผมมาครับ เรื่องนี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ อธิบายให้ท่านประธานได้เข้าใจง่าย ๆ วันนี้การชดเชยราคาน้ํามัน ไม่เฉพาะน้ํามันดีเซลครับ แต่มีการชุดเชยแก๊สแอลพีจีและเอ็นจีวี วันนี้รัฐบาลไม่ได้ส่ง สัญญาณให้กับประชาชนรู้เลยว่าอนาคตในประเทศนั้นเรามีภาวะอัตราความเสี่ยงในเรื่องของ พลังงานมากมาย เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่นําเข้าพลังงาน เงินทุกบาททุกสตางค์เรา จ่ายออกไปนั้นเป็นเงินของประชาชนทั้งนั้นครับท่านประธาน แต่วันนี้การจัดเก็บเงินเข้าสู่ กองทุนนั้นส่วนหนึ่งมันไปชดเชยให้กับคนรวย เพราะฉะนั้นที่บอกว่ารัฐบาลสมัยพวกผม ไม่ดูแลคนจนนั้นไม่จริงครับ รัฐบาลท่านต่างหากครับ นอกจากไม่ดูแลคนจนแล้ว ยังให้คนรวย มาเอาเปรียบคนจนอีก คืออะไรครับท่านประธาน การชดเชยแก๊สแอลพีจีนั้นท่านประธาน คงรู้นะครับว่าในสัดส่วนในภาคครัวเรือนนั้นมีอยู่ ๔๑ เปอร์เซ็นต์เป็นภาคที่เป็นแม่บ้าน ในครัวเรือน ในภาคอุตสาหกรรม ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ในภาควัตถุดิบที่เป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ประมาณ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ เฉพาะ ๒ ส่วนนี้ครึ่งต่อครึ่งของภาคครัวเรือนครับ แต่การชดเชยนี้ ยังชดเชยให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคปิโตรเคมี ซึ่งภาคอุตสาหกรรมและภาคปิโตรเคมีนั้น มันเป็นธุรกิจในเครือของ ปตท. นี่ต่างหากที่ผมบอกว่าท่านไม่รักษาผลประโยชน์ของ พี่น้องประชาชนผู้ที่เป็นผู้บริโภคน้ํามัน นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่านโยบายของท่านนั้น เป็นนโยบายที่ดีแต่พูดและไม่สามารถที่จะทํา
เรื่องต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพได้กล่าวไว้ในกรณีตอบโต้เพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะ เรื่องการสลายการชุมนุม ผมจําเป็นที่จะต้องพูดเรื่องนี้ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการยื่น ถอดถอนท่าน ท่านประธานที่เคารพ ท่านบอกว่าท่านจะปกครองบ้านเมืองนี้ให้มีนิติรัฐ ให้มีนิติธรรม ท่านลองมาสํารวจดูสิครับว่าในสายตาของสังคมโลกนั้นเขามองเราอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ มีการจัดอันดับว่าด้วยประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน องค์กร ด้านสิทธิมนุษยชนของโลกได้จัดลําดับความสําคัญของประเทศต่าง ๆ ที่มีการละเมิดสิทธิ มนุษยชนในประเทศต่าง ๆ ดังนี้ครับ ทางด้านสิทธิการเมืองของประเทศไทย เขาจัดประเทศ ของเรานี่อยู่ในลําดับเดียวกันกับประเทศ ขออนุญาตอ่านนะครับ ประเทศบูร์กินาฟาโซ ประเทศบูรุนดี ประเทศแกมเบีย ประเทศยูกานดา ประเทศกินี ประเทศอิรัก ที่ผม ต้องขออนุญาตท่านประธานอ่านเพราะว่ามันไม่ค่อยคุ้นชื่อนี้ครับ นี่คือองค์กรด้านสิทธิ มนุษยชนที่เขาจัดลําดับความสําคัญในเรื่องของสิทธิทางการเมืองของประเทศไทย มาดู ในเรื่องของสิทธิพลเมืองครับท่านประธานครับ เขาจัดลําดับประเทศไทยอยู่ในลําดับที่มีเรื่อง ของสิทธิพลเมืองนั้นอยู่ในระนาบเดียวกันกับประเทศอาร์เมเนีย ประเทศบังกลาเทศ ประเทศฟิจิ ประเทศกัวเตมาลา และประเทศฮอนดูรัส นี่คือตัวชี้วัดอย่างหนึ่งว่ามีการละเมิด สิทธิมนุษยชนในประเทศนี้ การที่ท่านบอกว่าท่านบริหารชาติบ้านเมืองโดยยึดหลักนิติรัฐ ยึดหลักนิติธรรมนั้นมันมีตัวชี้วัดเด่นชัดครับว่า ประเทศใดก็ตามในโลกนี้จะมีความเป็นนิติรัฐ หรือไม่ มันมีมิติในการชี้วัดอยู่ ๒-๓ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ กฎหมายจะต้องเป็นกฎหมาย และกฎหมายที่ออกมานั้นจะต้อง มีความชอบธรรมให้กับประชาชนด้วยความเสมอภาค
ประการที่ ๒ ขอบเขตอํานาจรัฐนั้นต้องกําหนดไว้แน่นอนครับ จะทําอะไร ได้บ้าง มีการแบ่งแยกอํานาจชัดเจน และสามารถตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐนั้นได้ โดยประชาชน
ประการที่ ๓ องค์กรเรื่องของผู้พิพากษาต้องมีความอิสระในการพิจารณาคดี ต้องปราศจากการครอบงําของฝ่ายอํานาจ ไม่มีการแทรกแซง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้อง ทําให้รัฐนั้นเป็นรัฐแห่งยุติธรรมครับ
หลักประกันดังกล่าวนี้หมายถึงการมีหลักประกันต่อพลเมืองในประเทศ ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพจะนําไปสู่ความเสมอภาคและความมั่นคงในชีวิตของประชาชน การปกครองในมิตินี้มันไม่ใช่เป็นการปกครองโดยปุถุชนครับ แต่มันเป็นการปกครองโดยรัฐ และรัฐนั้นจะต้องปกครองโดยยึดหลักกฎหมาย ไม่ใช่เป็นการปกครองโดยปุถุชน เพราะการปกครอง โดยปุถุชนนั้นมันเสี่ยงต่อการใช้อํานาจตามอําเภอใจ ทําไมผมต้องพูดอย่างนั้นครับ เพราะในขณะนี้มองมายังประเทศของเราภายใต้การบริหารของท่าน ยังไม่เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ยังมีการเลือกปฏิบัติ ยังมีการแทรกแซงอํานาจในกระบวนการยุติธรรม มีความชัดเจนว่า วันนี้คนบางคนในข้อหาที่ถูกกล่าวหาเดียวกันนั้นยังลอยนวลอยู่ พี่น้องประชาชนบ้านผม เขาบอกอย่างไรครับท่านประธาน เขาบอกว่าวันนี้รัฐบาลของท่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์บริหาร อย่างไร ให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนอย่างไร ปกครองโดยนิติรัฐ นิติธรรมอย่างไร คนเสื้อแดงนี่ขังลืมครับ แต่คนเสื้อเหลืองลืมขัง นี่ละครับการปกครองของท่าน มันเป็น ๒ มาตรฐาน นอกจากจะ ๒ มาตรฐานแล้วเพื่อนผมยังบอกว่าท่านยัง ๒ สัญชาติอีก สิ่งเหล่านี้ครับท่านประธาน ความยุติธรรมของพี่น้องมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคําพูดของท่านจะ พูดตอบโต้ในสภา ท่านยังชี้หน้าด่ากราดพวกเราเองในสภาฝั่งนี้ว่าพวกท่านมีความตั้งใจที่ อยากจะสร้างความสมานฉันท์ในชาติหรือเปล่า ท่านเอาอะไรมาชี้วัดครับท่านนายกรัฐมนตรี ผมก็มีความรักบ้านรักเมืองเหมือนกัน วันนี้เราต้องเดินไปข้างหน้าครับ พวกผมให้ความ ร่วมมือ เพราะพวกผมเชื่อว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ประชาชนจะอยู่กับเรา ไม่ได้อยู่ กับท่าน วาทกรรมที่ท่านบอกว่าพวกกระผมนั้นคือพวกนิยมความรุนแรง ไม่ใช่ครับ ท่านต้อง เข้าใจว่าสิทธิของประชาชนมีสิทธิที่จะคิดแตกต่างจากท่านได้ จะให้คนเขาคิดเหมือนกันนั้น เป็นไปไม่ได้ครับ ท่านประธานที่เคารพ การกล่าวหาพวกเราที่รุนแรง เมื่อเช้านี้จนมาถึง ตอนบ่ายนั้น ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกของสภาแห่งนี้ ผมต้องเรียนกับท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านครับ วันนี้ท่านไม่ใช่นายอภิสิทธิ์คนเดิมครับ ท่านไม่ใช่ผู้นํา ฝ่ายค้าน ท่านคือผู้นําของประเทศ ผมจะยอมรับท่านหรือไม่นั้น โดยสถานะ อันแท้จริงนั้นคือ ท่านเป็นผู้นําของประเทศนี้โดยปริยาย ท่านต้องมีความสุขุมคัมภีรภาพมากกว่านี้ ท่านจะต้องเห็นว่าสิ่งที่สมาชิกในสภาได้อภิปรายถึงความล้มเหลวต่อการละเมิดสิทธิ มนุษยชน ต่อการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องปกติในกระบวนการ ประชาธิปไตย แต่การที่จะใช้อํานาจในการกล่าวหาและบิดเบือนข้อเท็จจริงนั้นมันจะต้องใช้ เวลาในการพิสูจน์ครับ สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพได้อธิบาย ในสภาแห่งนี้ตอบโต้กับเพื่อนสมาชิก ผมมีสิทธิที่จะไม่เชื่อคนหนึ่ง และประชาชนที่อยู่ทาง บ้านก็มีสิทธิที่จะไม่เชื่อ เพราะวันนี้ท่านได้ถือครองอํานาจนี้ไว้อยู่ ต้องยอมรับว่า มีกระบวนการในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่อย่างนั้นแล้วพี่น้องของผมส่วนหนึ่ง ต้องไปนอนอยู่ในคุกถึง ๙ เดือน และยังไม่มีการปล่อยตัวอยู่ในขณะนี้อีกจํานวนมาก เพราะฉะนั้นไม่เฉพาะคําพูดที่บอกว่าท่านจะให้ความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ท่านต้องลงมือ ปฏิบัติครับ วันนี้ ๒ ปีกว่าแล้วที่สิ่งเหล่านี้ผมยังไม่เห็นมันเกิดขึ้น เรารอโอกาสและรอ ความหวังต่อไปไม่ได้ มันหมดเวลาสําหรับท่านแล้วครับ เราไม่ได้บริหารเพราะคําพูด แต่เรา บริหารด้วยการกระทําและลงมือปฏิบัติครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรีจําได้ ไหมครับสิ่งที่ท่านพูดไว้ ผมไม่นึกไม่ฝันครับ เรามีรัฐที่ทําร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บ ล้มตาย ท่านกล่าวหาท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสมชายไว้รุนแรงมาก เป็นคนหรือเปล่า กระทํากับบุคคลถึงขั้นเสียชีวิต แล้วยังยัดเหยียดปรักปรําใส่ร้ายเขาว่าเขาพกพาอาวุธ พันธมิตรทําผิด รัฐบาลไม่มีสิทธิทําผิด ไม่มีสิทธิทํากับประชาชน อันนี้คือจุดยืนของ พรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากเห็นคนรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน ผมอยากเห็น รัฐบาลมีบทบาทในการคุ้มครองประชาชนมากกว่านี้ครับ การเมืองในวิถีทางประชาธิปไตย ไม่มีที่ใดในโลกที่ประชาชนถูกทําร้ายจากภาครัฐ แล้วรัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดง ความรับผิดชอบ คําตอบที่ท่านตอบในสภาให้กับสมาชิก เราไม่เชื่อว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ท่านกล่าวหาว่าพี่น้องของเราบางส่วนใช้ความรุนแรง เผาบ้านเผาเมือง ถ้าท่านอยากจะเดิน เข้าสู่กระบวนการปรองดอง จะเดินเข้าสู่กระบวนการความสมานฉันท์ท่านต้องไม่พูดอย่างนี้ องค์กรที่ท่านตั้งขึ้นคณะกรรมการหลายชุดที่ต้องการข้อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นว่า อะไรคืออะไร ข้อเท็จจริงนี้จะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะคณะกรรมการ ที่อํานาจฝ่ายรัฐได้กํากับดูแลและควบคุมอยู่ เพราะมันไม่มีอิสระ เพราะมันขาดความเชื่อถือ ถึงแม้นว่าวันเวลาจะใช้ระยะเวลาเท่าไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่จะต้องปรากฏต่อสังคมนั้นจะต้อง เป็นข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของความชอบธรรมและความถูกต้องที่ไม่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง ครับ ท่านประธานที่เคารพ นักการเมืองฝ่ายค้านอย่างพวกผมก็อยากจะเดินเข้าสู่ กระบวนการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่กระบวนการในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องเป็น กระบวนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของทุกฝ่ายทางการเมือง ผมเห็นด้วยครับ แต่การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจากการใส่ร้ายป้ายสี แล้วโยนความผิดว่าพวกผมในฐานะพรรคฝ่ายค้าน เป็นผู้จุดชนวนความรุนแรงของสังคมนั้น เรื่องนี้มันยอมกันไม่ได้หรอก ท่านนายกรัฐมนตรี และกล่าวหาพวกผมว่าสนับสนุนการชุมนุมของพี่น้องเสื้อแดง ยอมรับว่าความคิดเห็น บางอย่างนั้นเราตรงกัน มันเป็นเรื่องปกติครับที่เราจะเห็นคล้อยตามกันบางเรื่อง แต่ไม่ใช่ ทั้งหมด ก็เหมือนกับท่านตอนท่านสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตร ผมไม่ได้กล่าวหา ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมขออนุญาตเอาคําพูดของคุณประพันธ์ คูณมี บนเวทีพันธมิตร มาพูดเมื่ออาทิตย์ที่แล้วครับ ไม่เสียหาย เขาเป็นคนพูดเองครับ ขอประทานโทษนะครับ เขาบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นลืมกําพืดตนเอง ผมขอประทานโทษจริง ๆ เป็นคําพูดของจริง เขาบอกว่าถ้ารัฐบาลชุดนี้ได้ดิบได้ดีเป็นนายกรัฐมนตรีก็เพราะพันธมิตร เห็นไหมครับว่านี่คือหลักฐานข้อเท็จจริงว่าท่านเองและพรรคของท่านเองก็มีความเห็น สอดคล้องบางเรื่องกับพันธมิตรเช่นกัน เพราะฉะนั้นการกล่าวหาซึ่งกันและกันมันไม่ได้นํามา ซึ่งปัญหาของความร่วมมือทางการเมือง ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะผมก็อยากจะเห็นบ้านเมือง เดินเข้าไปสู่ความสงบสุข เราจะไม่พูดถึงเรื่องเก่า เราจะไม่พูดถึงเรื่องที่ผ่านมา ถ้าเรื่องเก่า และเรื่องที่ผ่านมามันพูดแล้วมันเจ็บปวดกันทั้ง ๒ ฝ่าย และมันไม่มีประโยชน์อะไรกับ บ้านเมือง ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนเริ่มก่อนครับ แต่การที่ท่านจะเที่ยวชี้หน้าด่ากราด ในสภาแล้วบอกว่าพวกผมคือพวกความรุนแรงนั้น ท่านประธานครับมันไม่มีใครยอมใคร หรอกครับ ท่านต้องเป็นคนเริ่มในการยื่นมิตรไมตรีทางการเมือง ผมเรียนด้วยความเคารพว่า มีความบริสุทธิ์ใจครับ ผมก็อยากจะเห็นบ้านเมืองนี้เข้าสู่ภาวะของการพัฒนา เราเสียหายมา เป็นเวลาหลายปีแล้ว ถูกผิดอย่างไรอนาคตจะเป็นเครื่องตัดสินครับ ในวันเลือกตั้งว่า ประชาชนนั้นยืนอยู่ฝั่งไหน ท่านประธานครับ ผมใช้เวลาตรงนี้ก็เพื่ออยากจะเตือนสติไปยัง รัฐบาล ถ้าหากว่าประชาชนยืนอยู่ข้างท่าน วันลงคะแนนนั้นจะเป็นวันตัดสินครับ และเรา อยากจะเห็นว่ากระบวนการในการต่อสู้ที่เราจะต้องยุติปัญหาทุกอย่างในการเลือกตั้งนั้น เราอยากจะเห็น ซึ่งเรื่องนี้เราเคยนําเสนอไปแล้วว่าเราอยากจะให้สู่กระบวนการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่รัฐบาลต่างหากครับที่ไม่ยื่นความปรานีมาก่อนและปฏิเสธมาตั้งแต่ต้น ผมยืนยันว่า สิ่งเหล่านี้ผมพูดไม่ผิดครับ เอาละครับ ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นถึงแม้ว่าท่านจะมี ความตั้งใจในการจะแก้ไขปัญหา แต่การแก้ไขปัญหาในวันข้างหน้ามันต้องได้รับความร่วมมือ จากทุกฝ่าย บ้านเมืองถึงเดินได้ แต่วันนี้ผมไม่เชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้ท่านจะทําได้ ประชาชน คงไม่ให้โอกาสกับท่านอีกแล้ว และผมในฐานะฝ่ายตรวจสอบการทํางานของท่าน ถึงแม้ว่า จะให้ความเคารพเป็นการส่วนตัวก็ตาม แต่โดยหน้าที่ที่ผมต้องทํานั้น ผมไม่อาจที่จะปล่อย ให้ท่านบริหารบนความล้มเหลวในสิ่งเหล่านี้ต่อไปได้ ผมไม่อาจที่จะให้ความไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้บริหารชาติบ้านเมืองต่อไป ขอบคุณครับ ท่านประธาน
เชิญท่านวิทยา บุรณศิริ ๕ นาทีครับ
ท่านประธานครับ ผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ก็ต้องขอเรียนต่อท่านประธานนะครับ จริง ๆ ผมก็มีเวลา ในการอภิปราย ๑ ชั่วโมง แต่เพื่อที่จะให้ภารกิจกระชับและได้ดําเนินไปได้ ผมใคร่จะเรียน ท่านประธานก่อนนะครับว่า เรามีเวลากันแค่เฉพาะว่าอยากจะให้เป็นหลังจากท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ตอบชี้แจง และคืนไมค์กันก็คือ ตอนทุ่มหนึ่งได้ เพราะมันจะมีประเด็นที่จะต้องทําความเข้าใจ หรืออาจจะมีการตอบกัน หลายท่าน ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยนะครับ ด้วยความเคารพ ในส่วนตัวผมเองนะครับ ว่าผมไม่ใช้เวลามาก เพราะว่าผมเองได้ปรับจํานวนสมาชิกออกจากการอภิปรายไปหลายท่าน ถ้าตัวเองจะทําเสียเองมันก็ไม่ค่อยจะถูกต้อง แต่ว่าจําเป็นนะครับ เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นวันสําคัญ เป็นวันของท้องถิ่นไทยที่สมเด็จพระพุทธเจ้า หลวง รัชกาลที่ ๕ ท่านได้สถาปนาให้มีองค์กรปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะสุขาภิบาลที่ได้รับ โปรดเกล้าฯ ในจังหวัดสมุทรสาคร ที่ตําบลท่าฉลอม และที่สําคัญที่สุดผมเองได้มีส่วนร่วม ในการยื่นญัตติต่อความล้มเหลวไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในการบริหารราชการ แผ่นดิน ที่เกี่ยวข้องโดยตรงเลยในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการกระจายอํานาจ ท่านประธานครับ ๗,๐๐๐ กว่าองค์กรท้องถิ่น ๗,๘๕๒ องค์กรปกครองท้องถิ่น ๒ ปีเศษ นะครับที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปล่อยปละละเลยไม่ได้ให้ความสนใจ แถมยังใช้นโยบาย ในเชิงบังคับ ในเชิงของประชานิยม ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการของท้องถิ่นเอง ก็พยายามทําสรุปให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจที่จะดําเนินการ และท่านเองก็พยายาม จะตอบว่าภายใน ๒ ปีจะต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จ พระราชบัญญัติแผนขั้นตอนกระจาย อํานาจตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ครับท่านประธาน บัดนี้ล่วงเลยมา ๑๐ กว่าปีแล้วครับ ภารกิจที่ยัง ถ่ายโอนไม่ครบ ยังอีกหลายส่วนราชการครับท่านประธาน ซึ่งล้วนแล้วแต่รอคําตัดสินใจ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนนี้ละครับ ท่านประธานครับ ท่านเชื่อหรือไม่ว่าองค์การ บริหารส่วนตําบล ที่ปัจจุบันยกฐานะเป็นเทศบาล ผมขออนุญาตนะครับท่านประธาน จากเดือนตุลาคมมาถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๓ ๓๒๐ กว่าแห่งครับ มันยังไม่ได้เป็นเทศบาล โดยสมบูรณ์เลยครับ ยกฐานะแล้วมันต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ ไม่เคยให้ความสนใจเลยครับ ปัจจุบันยังคงเป็น อบต. นั่นคือเม็ดเงินงบประมาณก็ยังเป็น แบบนั้น นี่แค่ตัวอย่างเล็ก ๆ อีกเรื่องหนึ่งจํานวน อบต. ทั้งหมดมีเล็ก กลาง ใหญ่ ๘๐ องค์กร อบต. ขนาดใหญ่มีเม็ดเงินจัดเก็บไปได้เอง ๒๐ ล้านบาทอยู่ได้ ขนาดกลาง ๖-๒๐ ล้านบาท ร่อแร่ครับ ขนาดเล็ก ขนาดเอส (S) ขนาด ๓,๘๖๖ แห่งครับท่านประธาน มีเงินเท่าไรครับ รายรับ ๖ ล้านบาทเขาอยู่ไม่ได้ครับ เราหวังจะให้องค์กรท้องถิ่นเป็นเฟืองจักรสําคัญในการขับเคลื่อน แต่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์คนนี้ไม่เคยให้ความสนใจ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าเป็นวันที่ผม ต้องพูดให้ท้องถิ่นในฐานะเป็นวันท้องถิ่นไทย และผมยืนยันว่าสมาชิกพรรคการเมืองซีกของ ผมนั้นจะสนับสนุนกฎหมายทุกเรื่องที่เป็นไปในเรื่องของการจัดเก็บรายได้ และจะทํา เรื่องของการกระจายอํานาจเข้าไปอยู่ในนโยบายของพรรคการเมือง แต่ตรงนี้ที่ผมต้องพูด เพราะว่าผมมีเวลาอยู่ตรงนี้ แต่รับปากองค์กรปกครองท้องถิ่น ๗,๐๐๐ กว่าองค์กรท้องถิ่นว่า จะดําเนินการเรื่องนี้ให้ คือจะพูดในสภาผู้แทนราษฎรถึงความล้มเหลวอย่างไร เพราะฉะนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกาศบอกว่าจะยุบสภาเดือนพฤษภาคม มันยิ่งเป็นไป ไม่ได้เลย ผมถึงบอกว่าท่านล้มเหลวตั้งแต่ต้น หงายหลังเลยครับว่า ท้องถิ่นอย่าได้หวังเลยว่า รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์จะดําเนินการปรับปรุงแก้ไขในเรื่องของการกระจายอํานาจได้ อย่างสมบูรณ์ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งนะครับ ถึงแม้จะเป็น ๕ นาที ผมจึงไม่สามารถไว้วางใจ ได้เลยว่าผมคนหนึ่งไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะเรื่องการกระจายอํานาจ เพราะท่านประกาศชัดครับว่าเดือนพฤษภาคมยุบสภา มันจึงทําไม่ได้ ขอบคุณครับท่านประธาน ขอส่งเวลานี้ให้ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อครับ
นายกรัฐมนตรีขอก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมหารือนิดนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านมีเวลาตอบภายหลัง แล้วเรื่องที่ผมจะพูดกับท่าน มันเป็นเรื่องใหม่และเรื่องสําคัญ
คืออย่างนี้ครับ
คือท่านตอบนี่มันก็ หนังม้วนเก่า ท่านตอบมาหลายรอบ รอตอบเรื่องใหม่ ๆ บ้างเถอะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี
ท่านร้อยตํารวจเอก เฉลิม ขอความกรุณานิดหนึ่งครับ
ขอให้เป็นสิทธิตามข้อบังคับ นั้นได้ ผมทําไมจะไม่เข้าใจ เพราะผมอยู่สภาผู้แทนราษฎรมาก่อนนายกรัฐมนตรีอีก แต่อันนี้ เราประนีประนอมกัน เดี๋ยวถึงเวลาท่านตอบ เอาของใหม่บ้าง
เดี๋ยวขออนุญาตให้ ท่านนายกรัฐมนตรีนิดหน่อยครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เพราะว่าทราบว่าท่านร้อยตํารวจเอก เฉลิม จะเริ่มประเด็นใหม่อย่างไรครับ ผมก็จะตอบประเด็นของคุณวิทยาให้มันจบไปเสีย เพราะว่า ท่านอภิปราย ๕ นาที ผมก็ขอแค่ ๒-๓ นาทีเท่านั้นเอง เดี๋ยวเวลารอบหลังจะได้ตอบประเด็น ของท่านเป็นการเฉพาะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของการกระจายอํานาจ ขอกราบเรียนนะครับว่ารัฐบาลได้เข้ามา แล้วก็พยายามที่จะปรับปรุงเรื่องของระบบของ การกระจายอํานาจ ขณะนี้ก็มีการผลักดันในเรื่องของกฎหมายที่จะต้องออกตามรัฐธรรมนูญ ให้มีการกระจายอํานาจเพิ่มขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีการผลักดันให้เกิดท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ ดังที่ได้มีการดําเนินการยกร่างแล้วก็ผ่านร่างกฎหมาย กรณีของอําเภอแม่สอด ส่วนกรณีของงบประมาณ ก็ขอกราบเรียนครับว่ากฎหมายรายได้ก็รอการพิจารณา อยู่เช่นเดียวกัน ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว ส่วนประเด็นที่ว่างบประมาณที่ เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ปัจจุบันนับว่าเป็นส่วนของท้องถิ่นนั้น ก็ต้องกราบเรียนครับว่า เนื่องจากว่าภารกิจหลายเรื่อง เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ แม้กระทั่งเรื่อง การสนับสนุนเรื่องนม เรื่องอะไรต่าง ๆ เป็นภารกิจที่ท้องถิ่นเขาทําอยู่ก่อนเหมือนกัน เพียงแต่เมื่อรัฐบาลปรับปรุงมาเป็นลักษณะของเป็นการทั่วไป คือเรียนฟรีทั้งหมด เบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุทุกคน เบี้ยคนพิการเพิ่มขึ้น มีการลงทะเบียนรอบใหม่ ก็ทําให้สัดส่วนตรงนี้ มันเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ท้องถิ่นก็ได้ร้องเรียนมาที่ผม ขณะนี้ผมก็จัดทําแผนเรียบร้อยแล้ว และในกรอบงบประมาณปี ๒๕๕๕ ก็จะมีการนําเอาประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ออกมาจากการนับเป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่น โดยยังคงสัดส่วนของท้องถิ่นไว้เดิม คือที่ประมาณร้อยละ ๒๖ ครับ ก็ขอกราบเรียนเท่านี้ครับ
เชิญท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้อง กราบเรียนท่านประธานและพี่น้องประชาชนที่ฟังทางบ้าน แต่เดิมมีข่าวว่าผมจะ ไม่อภิปราย ในความเป็นจริงไม่ใช่ ผมอยากอภิปรายแต่คิวมันเยอะ และผมได้ทําหน้าที่มา ๒ ครั้ง ฝ่ายรัฐบาลก็อวดดีถือเด่นว่า ๒ ครั้งที่อภิปรายผ่านมา รัฐบาลไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย ถ้าผมจะกรอหนังกลับทบทวนความจําท่านประธานก็จําได้ ท่านผู้ฟังก็จําได้ ผมอภิปราย เรื่องเงิน ๒๕๘ ล้านบาทที่เข้าพรรคประชาธิปัตย์ ๒๙ ล้านบาท พรรคประชาธิปัตย์เอาจาก กกต. มาใช้ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ หลักฐานชัด นักกฎหมายสํานักไหนก็บอก พรรคประชาธิปัตย์ตายแน่ พังแน่ ถูกยุบพรรคแน่ แต่เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรค มีเส้น ศาลรัฐธรรมนูญยกฟ้อง โดยบอกว่าประธาน กกต. ไม่มีความเห็นเรื่องยุบพรรค แปลว่าให้ศาลคิดเอง ศาลก็บอกว่าเมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองในฐานะประธาน กกต. ไม่มีความเห็นขึ้นมา ศาลก็ยกฟ้อง ผมภูมิใจสิครับท่านประธาน ก็ผมรู้ว่านายอภิชาติ สุขัคคานนท์ เป็นเพื่อนกับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน นี่คือความภาคภูมิใจของผม ศาลไม่ได้บอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ผิด ไม่ได้บอกว่าถูก แต่ศาลบอกว่านายทะเบียนพรรคการเมือง ไม่มีความเห็นให้ยุบพรรค เลยไม่ยุบ นั่นครั้งที่ ๑ ที่ผมเป็นผู้นําอภิปราย ครั้งที่ ๒ ผมอภิปรายเรื่องรถไฟฟ้าสายสีม่วง พรรคภูมิใจไทย ผมอภิปรายรัฐมนตรีเสร็จ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปปรับเอารัฐมนตรีที่ไม่ถูกอภิปรายออกจาก ครม. นี่คือความภาคภูมิใจของผม แต่เมื่อสมาชิกส่วนใหญ่บอกว่างานนี้ต้องเปลี่ยนกันบ้าง ผมบอกไม่มีปัญหา ผมก็รอมา โพลออกมาอยากให้ผมพูด พรรคก็มอบหมายให้พูด ผมต้อง ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่อยากฟังความอภิปราย ผมทําการบ้านไม่ดีเท่าที่ควร เพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องสําคัญ มันเป็นเรื่องโจรปล้นชาติ ตัวเป็นไทย ใจเป็นทาส ท่านประธานครับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท คิดภาษีอีก ๔ ตัว โดยเฉพาะภาษีบาป จาก ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท การกระทําของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการฆาตกรรมเศรษฐกิจของชาติ เป็นการทําลายล้างโครงสร้างการเก็บภาษี เป็นการแอบอ้าง แอบดับเบิลยูทีโอ (WTO) แอบอ้างข้อตกลงของแกตต์ (GATT) ไม่มีใครแล้วที่จะกล้าทํา อย่างนี้ เพราะนายอภิสิทธิ์มีความมั่นใจ นายอภิสิทธิ์มีความเชื่อว่ามีแบค (Back) ดี ถ้าผม อภิปรายจบผมมีความเชื่อว่าแบคทั้งหลาย ใครก็ตามที่ยังหนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าแพ้เลือกตั้งบ้านเมืองหายนะ การกระทําของนายอภิสิทธิ์ครั้งนี้ เมื่อวานบริษัทมาขู่ผม ฝากบอกไปยัง บริษัท ฟิลลิป มอริส คุณขู่ผิดคน คุณมาขู่อดีตตํารวจกองปราบไม่ได้ คุณเตรียมตั้งเทป (Tape) แล้วฟ้องผม แต่ก่อนจะเข้าเนื้อหาสาระ ผมบอกท่านประธานไว้ว่า ผมกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคพวกบางคน กระทําความผิดตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ มาตรา ๘๑ (๑) มาตรา ๒๕๕ มาตรา ๒๖๖ (๑) มาตรา ๒๖๘ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และนายอภิสิทธิ์นอกจากถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรม ประชาชนแล้ว ในญัตติถอดถอน พฤติกรรมที่นายอภิสิทธิ์ทําครั้งนี้เป็นการฆาตกรรม เศรษฐกิจไทย เป็นการทําลายธุรกิจคนไทย เป็นการทําลายชาวไร่ยาสูบของประเทศ อย่างโหดเหี้ยม โหดร้ายที่สุด ท่านประธานครับ เมื่อวานผมไม่อยู่ นายอภิสิทธิ์ ที่ไม่ลงไปภาคใต้เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ให้ไป ผมก็บอกท่านสมัครมีนโยบายผมเป็นรัฐมนตรี ว่าการะทรวงมหาดไทย ท่านสมัครบอกว่าอย่าไปเลย คุณอภิสิทธิ์หรือนายอภิสิทธิ์ ก็อุปมาอุปไมยว่าพรรคพลังประชาชนใช้ทหารนําหน้า เอาการเมืองตามหลัง นั่นท่านแปล ของท่านเอง แปลแบบคนเห็นแก่ตัว แปลแบบคนเห็นแก่ได้ นายอภิสิทธิ์คุณโชคดีกว่าผม ที่คุณได้เป็นนายกรัฐมนตรี ชีวิตคุณเคยทํางานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอะไรให้บ้านเมืองบ้าง ผมไม่ใช่แม่ทัพนายกอง ผมไม่ใช่ทหารนักรบ แต่ผมเป็นนายตํารวจกองปราบ ผมจับโจรผู้ร้าย มานับหลายร้อยครั้ง ผมไม่ใช่ตํารวจถือปิ่นโต ผมไม่ใช่ตํารวจไปนั่งสอพลอหน้าห้อง ผมไม่ใช่ ตํารวจติดตามนักการเมือง ตําแหน่งที่ผมอยู่ท่านประธานเป็นพยานได้ เขาเรียกอธิบดีตํารวจ คนที่ ๓ แต่ผมก็ไม่ได้มาบอกว่าผมกล้ากว่านายอภิสิทธิ์ ผมก็ไม่ได้มาบอกว่าผมเก่งกว่า นายอภิสิทธิ์ แต่ผมอยากถามนายอภิสิทฺธิ์กลางสภาแห่งนี้ คุณทําอะไรเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ให้บ้านเมืองบ้าง คุณก็พูดทํานองผมไม่ไปแปลว่าท่านสมัครไม่เอานโยบายการเมือง นําการทหาร ท่านประธานที่เคารพ คนเขารู้จักข้าราชการ คนเขารู้จักทหาร ตํารวจ เขารู้ว่า เมื่อมีงบประมาณให้ มีนโยบายให้ บอกไปเถอะ ทหาร ตํารวจ เขาทําได้ ทําไมผมจะไม่รู้ ว่าปักษ์ใต้มีปัญหา ผมไปทํางานปักษ์ใต้ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๒๓ ไปอยู่ ๑๔ จังหวัด จับเมียคนใหญ่คนโตถูกย้ายไปอยู่ทุ่งสงปีกว่า นั่นก็ปักษ์ใต้สมัย ๓ จังหวัดไม่แรง แต่จังหวัด นครศรีธรรมราชเป็นคิลลิ่งโซน (Killing Zone) ออกจากค่าย ตชด. ๕๐๐ เมตรต้องถูกยิง แต่งเครื่องแบบไม่ได้ ๓ ทุ่มไปไม่ได้ ๒ ทุ่มไปไม่ได้ พระอาทิตย์ตกดินไปไม่ได้ ผมไปอยู่มาแล้ว ผมไม่อยากเอาชนะนายอภิสิทธิ์ เพราะคนอย่างนายอภิสิทธิ์ไม่เคยฟังใคร มาแขวะ มาพูด ผมเรียนอย่างนี้ ที่ผมบอกผมบอกเลยพวกเราเอาการเมืองนําทหารให้ทหารเขาไป แล้วผม ถามว่านายอภิสิทธิ์ นายสุเทพลงไปคุณไปยิงกับใครทหาร ๓๐๐ นาย ตํารวจ ๘๐๐ นาย ผู้ใหญ่บ้าน กํานันมาเต็มหมด มารอรับ กลัวระเบิด ไปสร้างภาระ ผมรู้ว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยลงไปผู้ใหญ่บ้าน กํานัน ปลัดอําเภอ นายอําเภอ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เขามารับ แล้วไปบรรยายสรุป ไปฟังบรรยายสรุป ผอ.กอ.รมน. ก็คือนายกรัฐมนตรี ไปสวนรื่นก็เรียบร้อยครับ ทําไมคุณต้องไปปักษ์ใต้ ทีวีออกทุกช่องนายอภิสิทธิ์มาปักษ์ใต้ นายสุเทพไป พอปล้นปืนเป็นอย่างไรครับ นายอภิสิทธิ์บอกว่าไม่ผิดความคาดหมาย นายกรัฐมนตรีนะ คนเป็นรองนายกรัฐมนตรี เมื่อคืนพูดอะไรผมไม่รู้ ดูบ้าง ไม่ดูบ้าง พอถึงคิว นายสุเทพพูดในบ้านผมเปลี่ยนช่องหมด เขาบอกไม่ฟัง เสร็จเรียบร้อยนายสุเทพบอกว่า ที่ปืนหายเพราะฝ่ายคาวบอย (Cowboy) ต้องการสร้างมวลชน แต่นายอภิสิทธิ์บอกว่าไม่เกิน เอสทิเมท (Estimate) ไว้แล้วมันต้องขโมย มันต้องอย่างนี้ มันไม่ตรงกัน นี่อย่างไรบ้านเมือง มันถึงเป็นอย่างนี้ท่านมองประชาชนเป็นศัตรู เป็นฝ่ายค้านพูดอย่างหนึ่ง แผนที่ไม่รับ เอาสันปันน้ํา ฝนตกตรงไหนไหลพรู นั่นแผ่นดินไทย แล้วก็ไปเอา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ก็ทะเลาะกัน สมัยเราอยู่ บอกว่าค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทํา บ้านใกล้เรือนเคียงมันต้องเจรจาอย่าไปรุนแรงกันเลย นี่ไม่ได้แล้ว ตอนสมัครไม่ได้ ต้องถือสันปันน้ําเป็นหลัก พอมาเป็นรัฐบาลบอกไม่ได้แล้ว เอ็มโอยู (MOU) พ.ศ. ๒๕๔๓ นี่คือพฤติกรรมปลิ้นปล้อน กลับกลอก ของนายกรัฐมนตรีคนนี้ ท่านประธาน ผมอภิปรายครั้งนี้ผมไม่ได้พกความรู้สึก แต่ผมพกความเจ็บใจที่นายอภิสิทธิ์ดําเนินการ จนกระทั่งสํานวนคดีแปรเปลี่ยน ทําให้ชาติบ้านเมืองเสียหายนับไม่ถ้วน เรียกกันมาทั้งรัฐบาล ยกกันมาเลยดีเอสไอ (DSI) ยกกันมาทั้งกรมตํารวจ วันนี้ผมและพรรคเพื่อไทยจะพิสูจน์กับ คุณด้วยความจริง ไม่พกความเท็จ บอกการชุมนุมของ นปช. พวกผมสนับสนุน คุณอภิสิทธิ์ เพิ่งรู้หรือ เขาสนับสนุนกันมานานแล้ว ก็เขาพวกกัน พวกนี้เปิดเผย ตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่เหมือนพรรคการเมืองบางพรรคทําตัวเป็นอีแอบตอนพันธมิตรเขาชุมนุม วันนี้เขาบอกเสร็จ ใครอยู่กับเขา ใครได้ดีเพราะเขา ใครไปกินก๋วยเตี๋ยวกับเขา ไปขอกินอย่างไร ผมเรียน ท่านประธานไว้เท่านั้นนะครับ ชุมนุมหนุนเขา ขนคนของพรรคจนเกิดการปฏิวัติ พอปฏิวัติเสร็จ เลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ได้ ๑๖๐ กว่าคน ผมได้ ๒๓๓ คน แพ้ แพ้เพราะประชาชน ไม่เลือกพวกคุณ เราตั้งรัฐบาล ก็มีพรรคการเมืองบางพรรค ผมไม่ทราบว่าพรรคไหน พรรคเลว ๆ ไม่ยอมพ่ายแพ้การเลือกตั้ง สนับสนุนให้มีการชุมนุม ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่เคยนั่งแม้กระทั่งทําเนียบรัฐบาล พรรคเลวพรรคนั้นเป็นใครผมไม่รู้ ถ้าอยากรู้ให้เปิด เอเอสทีวี (ASTV) ฟัง ท่านประธานที่เคารพ นายสุเทพซึ่งวันนี้ใหญ่โตเหลือเกิน ตั้งแต่ไปนอน กรมทหารราบที่ ๑๑ มานิดเดียวเท่านั้น เดี๋ยวนี้ใหญ่โตเหลือเกิน พูดจา บอกเลยถ้าชนะ เลือกตั้งหรือแพ้เลือกตั้ง ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพและพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศ ถ้าพรรคเพื่อไทยแพ้เลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์คุณตั้งไปเลย แต่ถ้าคุณแพ้ เลือกตั้งคุณอย่าหน้าด้านมาแย่งตั้งรัฐบาล และผมเชื่อว่าใครก็ตามที่เปิดประตูให้ท่านไปตั้ง รัฐบาล ท่านอย่านึกนะว่าผมไม่รู้จักกับ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา อย่านึกนะว่าผมไม่รู้จักกับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผมไปหาท่าน ที่กองทัพภาคที่ ๑ พลเอก ประยุทธ์ ไม่เชื่อฟังทีวีแล้วจดไว้ ท่านแม่ทัพบกท่านเลี้ยงน้ําพริก ปลาทู ก็ปรับทุกข์ผูกมิตรเป็นคนบางขุนเทียน เป็นคนคลองบางประทุน ที่ดินก็มีอยู่ใกล้กัน ท่านบอกไม่เคยไป ถามราคาแพงไหม ท่านเรียกผมพี่ แต่วันนี้จะเรียกอะไรแล้วแต่ท่าน เมื่อท่านพ้นตําแหน่งมาเป็นใหญ่เป็นโต พลเอก อนุพงษ์ ผมก็ไปกินข้าวที่กองทัพบก เพื่อขอความกรุณาปราบยาเสพติดและปราบการตัดไม้ทําลายป่า ต่อไปนี้ท่านประธานครับ ก่อนผมจะลงรายละเอียดขบวนการปล้นชาติ ผมแสดงให้ท่านประธานเห็นว่าคนอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมทุกอย่างเพื่อปกป้องพรรคพวก ยอมทุกอย่างทีเพื่ออะไร ทําให้พรรคร่วมรัฐบาลมีโอกาสหากิน มีเงิน หลังการเลือกตั้งชนะเพื่อจะมาสนับสนุน ให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ผมเคยบอกว่านายอภิสิทธิ์ไม่คอร์รัปชัน แต่วันนี้ ผมจะบอกว่านายอภิสิทธิ์เป็นคนคอร์รัปชันอํานาจ และนายอภิสิทธิ์ปล่อยปละละเลย
ท่านประธานครับ เรื่องแรก การลงทุนของ ปตท. ซื้อหุ้นส่วนทําการวาง ท่อแก๊สในทะเลระยะทาง ๘๗ กิโลเมตร จากประเทศอียิปต์ไปประเทศอิสราเอลผ่านบกไม่ได้ เพราะติดประเทศปาเลสไตน์ ติดฉนวนกาซา ผมรู้ ที่ผมเอามาบอกเพราะเขาผิดกฎหมาย ถามนายกรัฐมนตรีก็ให้รัฐมนตรีมาตอบ เขาเขียนมาเท่าไรตอบเท่านั้น เขียนมา ๓ ใบ ดีนะว่าใบกลางมันไม่หาย ถ้าใบกลางหายพังแล้ว ผมบอกว่าปัญหาที่ผมพิจารณาเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร พร้อมเจ้าหน้าที่ ปตท. ไปเยี่ยม นายซาเมห์ ฟาห์มี รัฐมนตรีว่ากระทรวงปิโตรเคมีประเทศอียิปต์ โดยมีหนังสือของ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ นายปิยสวัสดิ์เป็นรัฐมนตรีพลังงานตอนนั้น แล้วตอนนี้ภริยา นายปิยสวัสดิ์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แล้วใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมบอกต่อว่า เขาไปซื้อทั้งหมดประมาณ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ผัวเป็นรัฐมนตรี เมียเป็นผู้แทนราษฎร ไม่ผิด หรอกครับ ท่านประธานตามต่อ ท่านผู้ชมทางบ้านตามมา จะได้รู้จักนิสัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมถามวันที่ ๒ มีนาคม ไม่ตอบ วันที่ ๙ มีนาคมผมถามอีก ไม่ตอบ ดูแคลน มองตามสายตา คุณจะมองอย่างไรไม่เป็นไร คุณดูถูกผม ผมดูถูกคุณ คุณมีนโยบายอย่างไร ผมมีนโยบายอย่างหนึ่ง พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ น้ํากับน้ํามันไปด้วยกันไม่ได้ ท่านประธานครับ ในระหว่างรัฐบาลรักษาการ วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๐ ปตท. ได้เอาเงินของ บริษัท ไม่ใช่เงิน ปตท. เป็นเงินภาษีอากรพี่น้องประชาชน ๑๖,๔๗๙ ล้านบาทไปซื้อหุ้น อีเอ็นจี (ENG) อีสท์ เมดิเตอเรเนียน แก๊ส (East Mediterranean Gas) แล้วจริง ๆ ซื้ออีเอ็นจีไหม ไม่ใช่ อีเอ็นจีเป็นบริษัทใหญ่ ไปซื้อจากเอ็มจีพี (MGT) เมดิเตอเรเนียน แก๊ส ไพพ์ไลน์ (Mediterranean Gas Pipeline) ของนายฮุนเซน กามา ซาเล็ม เป็นเจ้าของ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไปหากินกันหรือไม่ เพราะปกติต้องซื้อหุ้นจากบริษัทใหญ่ นี่ซื้อหุ้นจากฮุนเซน กามา ซาเลม ฮุเซนถือหุ้น ๒๐ ขาย ปตท. หมดเลย ขายยกลอต (Lot) แล้ววันนี้นายฮุเซน กามา ซาเลม ถูกศาลกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ อายัดทรัพย์สินทั้งหมด อายัดทรัพย์สินทั่วโลก ต่อมา วันที่ ๑๐-๑๒ นายซาเมห์ ซาห์มี รัฐมนตรีกระทรวงปิโตรเลียมประเทศอียิปต์เยือนประเทศไทย มาเยี่ยมนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เขยของพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมถาม เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม รัฐมนตรีตอบ ไม่รู้ว่ากฤษฎีกาห้ามไหมในการลงทุน แต่บอกว่ามีกําไร ผมโง่ขนาดนั้นหรือครับ ไปดูยอดรายงานตลาดหลักทรัพย์ปรากฏรายงานขาดทุนประมาณ ๒,๕๐๐ กว่าล้านบาท แต่เป็นการขาดทุนทางบัญชี ปตท. มันเป็นแก๊งอุบาทว์ ปล้นชาติ ปล้นบ้านปล้นเมืองโดยมีนักการเมืองหนุนหลัง ท่านประธานครับ แล้วธุรกิจนี้วันนี้ กลุ่มเบดูอิน (Bedouin) ในประเทศอียิปต์เขาวางระเบิดท่อบนบก ปกติธุรกิจลงทุน มีผลกระทบ ธุรกิจอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์ ผมก็พูดในฐานะคนเรียน กฎหมายว่าข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์เขามีไว้ว่าคุณต้องไปแก้ไขให้เรียบร้อยตามข้อบังคับ ข้อ ๓ (๒๕) ปตท. ไปบอกว่าเขาระเบิดบนบก ไม่เกี่ยวกับลงทุนในทะเล ท่านประธานหลับตา ดูสิว่าก๊าซธรรมชาติที่มาบตาพุดเอามาจากไหน ๆ เขาไว้บนบก แล้วก็ขายไป ลงทะเลไป อะไรไป ลงบนบกไป อะไรไป เสร็จเรียบร้อยพวกเบดูอินอาละวาด รัฐบาลอิสราเอลต้องขอ กําลังทหารประเทศอียิปต์ไปดูแลรักษา เสียเวลาส่งแก๊ส ๑ เดือน ทําไม ปตท. ไม่รายงาน ตลาด ก็มันสุมหัวกันหากิน นายอภิสิทธิ์มันเปิดโอกาส ผมมาบอกที่นี่แทนที่จะรู้ดํารู้ดี แทนที่จะบอกว่าลงไปดูสิ ไม่ ก็ใครมันคุม ปตท. โยงใย เขยพรรคประชาธิปัตย์เคยอยู่ พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลวันนี้ก็เคยอยู่ แล้ววันนี้ประเทศอิสราเอลเขาค้นก๊าซธรรมชาติ ในทะเลของเขาเจอแล้ว ถ้าเขาค้นแล้วเขาผลิตเอามาใช้ ธุรกิจนี้พังเสียหายหมด เงินพวกคุณ นี่คือเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ผมไม่ได้คิดอะไร พรรคเพื่อไทย ก็ต้องปกป้องประโยชน์ประเทศชาติ เอา ปตท. ขึ้นมาหน่อย ไม่นานครับ ออกฤทธิ์เดช หากินกันมาจากประเทศอียิปต์ ผมกล่าวหาได้ไหมว่าที่นายอภิสิทธิ์ไม่แตะต้องเพราะภรรยา นายปิยะสวัสดิ์เป็น ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ผิดหรอกครับ ผมกล่าวหาได้ไหมครับ
ท่านร้อยตํารวจเอก เฉลิมครับ
ประท้วงอะไร ไม่ใช่ภรรยาหรือ
ท่านประท้วงเชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน อานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ คือทีแรกดิฉัน ก็ตั้งใจว่าจะรอให้ท่านสมาชิกฝ่ายค้านอภิปรายเสร็จก่อนถึงค่อยประท้วง แต่รู้สึกท่าน จะพาดพิงหลายหน แล้วก็พูดจาอย่างไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งเลย สิ่งแรกที่ต้องขอแก้ก็คือว่า สมัยนั้น สมัยที่นายปิยสวัสดิ์ สามีดิฉันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สมัยนั้นดิฉัน ไม่ได้เป็น ส.ส. ค่ะ และสมัยนั้นก็ไม่มี ส.ส. ด้วย เพราะว่าไม่มีสภาผู้แทนราษฎร
ประเด็นที่ ๒ ท่านเฉลิม อยู่บํารุง กําลังพูดให้คนเข้าใจไปในลักษณะที่ว่า นายปิยสวัสดิ์มีเอี่ยว มีผลประโยชน์ในการซื้อขายอะไรของ ปตท. ดิฉันขอยืนยันว่าไม่มี แน่นอนค่ะ แล้วก็หุ้นไม่มีด้วยค่ะ ท่านอย่าเอามาตรฐานของพวกท่านมาคิดว่าคนอื่นเขาต้อง เป็นแบบนั้นด้วยสิคะ
คือไม่ได้ประท้วงครับ
คุณเชาวรินธร์ไม่ต้องครับ ท่านประธาน ผมไม่ถือสา เดี๋ยวมีอีก
คุณเชาวรินธร์ครับ คือท่าน ส.ส. ท่านก็มีสิทธิ ผมนึกว่าท่านประท้วง ท่านไม่ได้ประท้วง ท่านบอกกล่าวให้ ท่านร้อยตํารวจเอก เฉลิมทราบเท่านั้นเองครับ
ท่านประธานครับ พาดพิง เดี๋ยวชี้แจงได้ ถึงคนข้างนอกหมิ่นประมาทฟ้องได้ ท่านเชาวรินธร์นั่งครับ เดี๋ยวมีของดีกําลัง ตามมา ท่านประธานครับ ความเลวระยําของ ปตท. ท่านประธานครับ จากประเทศอียิปต์ แทนที่จะซื้อจากอีเอ็มจี ไปซื้อจากมิสเตอร์ ฮุนเซน กามา ซาเลม ศาลกรุงไคโรออกคําสั่ง เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๔ อายัดทรัพย์สินส่วนตัวและครอบครัว แล้วนายฮุนเซน กามา ซาเลม ขนเงิน ๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ มาถูกจับที่ดูไบ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท นี่ละครับ ปตท. ไปทําธุรกิจกับคนอย่างนี้ ไม่ใช่เงินพวกคุณ เงินพวกผม เงินพี่น้อง ภาษีอากรคนยากคนจน ตาสีตาสา ตามียายแม้น พวกคุณกําเริบเสิบสาน พวกคุณอวดดี ท่านประธานครับ พอจาก ประเทศอียิปต์เผลอแผลบเดียวไปตั้งบริษัท ปตท. (มหาชน) ชื่อบริษัท คลีน เอ็นเนอร์จี ดีเวลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จํากัด ป้ายขึ้นนิดหนึ่ง ผมไม่อยากขึ้นป้ายเพราะเขาไม่โคลส (Close) แต่ไม่ขึ้นป้ายก็ไม่ได้ ท่านประธานเคยชมผม บอกว่าหลานชายเก่ง อุตส่าห์ขึ้นป้าย ครั้งแรกในสภาป้ายขึ้นโดย ร้อยตํารวจเอก เฉลิม คนก็ด่าว่าอ้ายนี้มันเป็นครูมาอธิบายความ เดี๋ยวนี้ผมดีใจ ผมไม่ฟ้องเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ครับ แต่อาจจะฟ้องเลียนแบบรูปรอยประดิษฐ์ ท่านประธานครับ เอาเงินไป ๖,๔๗๔ ล้านบาทไปจดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์คิดเป็น ดอลลาร์ ๒๐๘.๘๕ ล้านเหรียญสหรัฐ เอาเงินไปไว้แล้ว ที่ ปตท. บริษัท กรีน เอ็นเนอร์จี ดีเวลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จํากัด กลัวคนตามทันไปตั้งบริษัทลูกอีก ๓ บริษัท คนบงการ มันเป็นคนอัปรีย์จัญไรในวงการเมือง วันนี้แตกหัก จะฟ้องกี่คดีก็ไม่เป็นไร เพราะจตุพรมันมี เยอะแล้ว ผมยังไม่ค่อยมี ท่านประธานครับ จดทะเบียน บริษัท กรีน เอ็นเนอร์จี ดีเวลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จํากัด บริษัทแรกจดทะเบียนวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ชื่อ บริษัท กาลิมันตัน ไทยปาล์ม ไปซื้อบริษัท พีที มิตรา อะเมกา เรเซกิ ในประเทศ อินโดนีเซีย ราคาเขา ๒๐ ล้านบาท ปตท. ไปจ่าย ๔๙๐ ล้านบาท พอมาบริษัทที่ ๒ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ รองลงมาจาก ปตท. บริษัท กรีน เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จํากัด ราคาเขาเพียง ๔ ล้านบาท ไปจ่าย ๗๐๐ ล้านบาท ต่อมา ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ บริษัท แซน เซนเลอร์ ราคาเขา ๗๖๒ ล้านบาทในประเทศอินโดนีเซีย องค์กรอุบาท รัฐวิสาหกิจที่ปล้นชาติปล้นบ้านปล้นเมืองมันไปจ่าย ๑,๕๒๕ ล้านบาท แล้วท่านประธาน ทราบไหมครับ ผมเป็นคนพวกเยอะ เพราะผมเคยลี้ภัย ผมหนีขึ้นบก ผมลงทะเล ผมไป ประเทศสิงคโปร์ ผมไปตรวจสอบ เขาเรียกโครงการนี้ว่าโครงการอัปยศ เอาเงินไป ไปซื้อ ของถูกราคาแพง ของ ๒๐ ล้านบาท ซื้อ ๔๙๐ ล้านบาท ของ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซื้อ ๗๐๐ ล้านบาท ของ ๗๖๓ ล้านบาท ซื้อ ๑,๕๒๕ ล้าน บาท ท่านประธานจะให้ผมอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ถ้าคุณอภิสิทธิ์มีความสุข รู้อย่างนี้อยู่เฉย ๆ อยู่ไปสิครับ ฟังตรงนี้ประชาชนยังไม่ถึงบางอ้อ เพื่อนสมาชิกยังไม่ร้องอ๋อ
นี่เรื่องที่ ๒ ความอุบาทว์ของ ปตท. มีนักการเมืองหนุนหลัง รวยจนมีเงิน ต้องไปฝากเวิลด์แบงก์ (World Bank) ทีนี้เผลอแผลบเดียวพอผมเอาจริง คนมารายงาน อีกแล้วครับ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ อันนี้อวดดีครับ ไปรายงานเลย ตลาดหลักทรัพย์ ที่ ปตท.สผ. ๒๐.๙๑๐/๒๘๔/๒๕๕๓ ปตท. ไปลงทุนกับบริษัทด้านน้ํามัน จดทะเบียนในนอรเวย์ ชื่อบริษัท สแต็ท ออยล์ เขาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศ นอร์เวย์ เป็นคนนอร์เวย์ แต่ไปลงทุนในประเทศแคนาดา เขาไปทําธุรกิจออยล์แซนด์ (Oil Sand) เอาทรายมาขยี้ เอาทรายมาบด เอามาอะไรต่ออะไร ผมไม่ใช่นักวิศวะ พอเสร็จ เรียบร้อย ไปลงทุนเรียบร้อย เขามีร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาอยู่ของเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณเป็นใคร ที่เขาต้องขายให้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ปรึกษาบริษัทนายหน้า ได้หัวคิว ๒ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ครึ่ง แล้วมาลอยหน้าลอยตัวบอกว่าจีทูจี (G to G) จีทูจี บ้านพวกคุณสิ ก็อ้าย ปตท. ก็ทําเอง บริษัทก็ทําเอง แล้วจีทูจีตรงไหน จีทูจีมันรัฐต่อรัฐ ผมไม่ใช่คนเล่นหุ้น ผมไม่ใช่นักเรียนนอก แต่พรรคเพื่อไทยเขามีสติปัญญา แล้วลงไตรวจสอบว่า ออยล์แซนด์ ปัญหาจะเกิดไหม เขาบอกว่าเกิด เอาวัตถุดิบจากประเทศแคนาดา ต้องวางท่อ ต่อสายเข้ามาในอเมริกา ต่อไปก็จะมีปัญหาเรื่อง แบลซ โพลลูชัน (Blaze Pollution) ก็ปรากฏว่านิตยสารอีโคโนมิก (Economic) ได้รายงานวันที่ ๒๒-๒๘ มกราคม เขาบอกเลย สิ่งสกปรกและความแวววาว ธุรกิจอันนี้เจ๊ง ท่านประธานคิดง่าย ๆ กําไรแน่ ๆ ใครเขาจะให้ เราไปถือหุ้น เขาไม่ให้หรอกครับ ทีนี้ปัญหาที่มีที่ผมพูดมาตั้งเยอะ ปตท. มันคิดโกงมาตลอด ทําไมผมบอกอย่างนี้ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๕ ปตท. เสนอสภาพัฒน์ บอกว่า ครม. มีมติให้ ปตท. ออกจากกฎหมายเพราะไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทมหาชน เรสท์ ฟันด์ (Rest Fund) ระดมทุน มันขอออกจากระบบ ขอหารือไปยัง คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการกฤษฎีกาเขารับเรื่อง คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงขอ หารือว่า ปตท. จํากัด (มหาชน) ขอประทานโทษ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงขอ หารือว่า ปตท. ถึงจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี ๒๕๒๑ มาตรา ๑๒ (๒) (๔) หรือไม่ และระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๒๕ เมษายน ข้อที่ ๔ หรือไม่ ไปถึงกฤษฎีกา พอไปถึงกฤษฎีกา ท่านประธานครับ กฤษฎีกาคณะที่ ๕ เรียกประชุมใหญ่ เรียกประชุมเครียด ปตท. บอกว่า สบาย เราออกมาแล้ว เราจดทะเบียน เราหาเงินเอง เรามีกําไร ปีหนึ่ง ๑.๗ ล้านบาท ๑.๑๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) กฤษฎีกาก็บอกไม่ได้ หารือก่อน พอหารือกฤษฎีกา แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายที่ ๑ บอกว่าให้เขาออกไปเถอะ ฝ่ายที่ ๒ บอกไม่ได้ เมื่อ ๒ ฝ่ายขัดแย้ง กันเองจึงมีการประชุมร่วมของคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ ๕ และคณะที่ ๓ บทสรุป คณะกรรมการกฤษฎีกาบอกว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ ๓ และคณะที่ ๕ ได้ประชุม ร่วมกับผู้แทนกระทรวงการคลัง สํานักงานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ รัฐวิสาหกิจ ผู้แทนตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทน ปตท. เห็นว่า ปตท. จํากัด (มหาชน) ต้องปฏิบัติตาม มาตรา ๑๒ (๒) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๒๑ ที่ผมบอกท่านประธาน บันทึกความเห็นกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ ๑๑๓/๒๕๔๖ ไม่ต้องมาตอบผมหรอก ไปลงโน่นลงนี่ พวกคุณทําผิดกฎหมาย ถามว่าผมมีเหตุผลสนับสนุน อย่างไร ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ครม. มีการประชุมกัน วาระที่ ๑๐ รัฐวิสาหกิจรายงานการลงทุนผ่านสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแจ้ง ครม. เพื่อทราบ คุณไปทราบได้อย่างไร ก็กฤษฎีกาบอกต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (๒) (๔) คืออะไรครับ คือต้องนําเรื่องเสนอสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต้องให้ ครม. อนุมัติ ไม่ใช่ให้พวกคุณไปทํากัน นายอภิสิทธิ์ ไม่กล้าแตะ ผมกล่าวหาอย่างนี้ ผมบอกมา ๒ ครั้ง เพราะถ้าหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ แตะตรงนี้ ไปตรงนั้น แตะตรงนี้ไปตรงนี้ แตะตรงนี้ก็ถึงนายปิยสวัสดิ์ อย่ามาประท้วงแล้วชี้แจง ไม่พอใจ ไปฟ้อง นี่เรื่องแรกที่ผมกล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์มีพฤติกรรม มีพฤติการณ์ ละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่ ไม่เหมาะที่จะให้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี สมคบกับพรรคพวกที่เปิดเผยและ ไม่เปิดเผยกระทําผิดกฎหมายบ้านเมืองอย่างชัดเจน
ท่านประธานที่เคารพ ต่อไปเรื่องนี้ผมเรียนท่านประธานและท่านผู้ฟัง ผู้ชม ทางบ้านว่ามันเป็นเรื่องยาก เพราะมันเป็นกรณีโจรใส่สูท มันสมคบโดยอ้างว่าเป็นผู้แทน การค้าไทย ผมถามท่านประธานว่าเขียนคําสั่งบอกว่าเป็นผู้แทนการค้าไทย ทําไมคุณถึงไป เป็นผู้แทนการค้าของประเทศอเมริกา ทําไมคุณถึงต้องไปเป็นผู้แทนการค้าของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด เป็นบริษัทแสดงเท็จ สําแดงเท็จ คดโกงทุกช็อท (Shot) ทุกเรื่อง คุณอภิสิทธิ์วันนี้ได้เวลาแล้ว คุณจะให้นายกรณ์ช่วยตอบก็ได้ถ้าคุณไม่อาย เพราะผมอภิปราย นายอภิสิทธิ์มหาบัณฑิตจากอ๊อกฟอร์ด ผมไม่ใช่นักธุรกิจ เล็ก ๆ ที่มี แต่ไม่เคยคดโกง ไม่เคย ทุจริต แต่พวกคุณเปิดโอกาสให้มีการทุจริตและหาประโยชน์ให้กับริษัทต่างชาติเป็นจํานวน เงินมหาศาล ท่านประธานที่เคารพ ถ้าบอกผ่าน ๆ ว่านายเกียรติ สิทธีอมร เป็นใคร ผมไม่ได้ ท้าทาย ออกมาขู่ฟ่อด ๆ จะฟ้องผม อยากบอกไปว่าคุณเกียรติ คนอย่างคุณไม่คู่ควรกับที่ผม จะเอ่ยถึง แต่มันมีตัวละครที่ต้องพูดถึงผมก็จําเป็น นายอภิสิทธิ์ตั้งนายเกียรติเป็นประธาน ผู้แทนการค้า ประวัติจบวิศวะ ไปเมืองนอกเรียนอะไรผมไม่ทราบ เพราะผมนักเรียนไทย มันก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่บ้า พอใครไปเรียนเมืองนอกก็ไปชื่นชมยินดีเขาเกินไป แต่ผมบอกตลอด ว่าพวกเรียนเมืองนอกบางทีมันสอบเข้าเมืองไทยไม่ได้ มันก็เลยไปเรียนเมืองนอก ๒. เขารวยเกิน เขารวยล้นเขาก็ไปเรียนได้ แต่เมื่อคุณได้ปริญญามาแล้วคุณต้องมาปรับให้สภามหาวิทยาลัย แห่งชาติของพวกผมรับรองว่าจริงไหม ถูกไหม เรียนมาครบหน่วยกิจไหม สาขานี้ใช่หรือไม่ สุดท้ายคุณเรียนมาจากไหน สู้สภามหาวิทยาลัยเมืองไทยไม่ได้ คือสภาการศึกษาแห่งชาติ นายเกียรติเท่าที่ผมรู้ อ้ายนี่ชอบนวดสปา (Spa) ชอบขับรถฮาร์เลย์ (Harley) ก็เป็นสิทธิ ส่วนตัว ผมชอบออกกําลัง ชอบวิ่ง ชอบซาวน่า (Sauna) ก็เรื่องของผม นายอภิสิทธิ์ตั้ง นายเกียรติเป็นตัวแทนการค้าไทย บางคนเขาเรียกนายเกียรติว่าล็อบบี้ยิสต์ (Lobbyist) แปลว่าอะไร ภาษานี้คุณอภิสิทธิ์แปลเอง นายเกียรติก่อนจะมาสู่การเมืองเป็นที่ปรึกษา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายอภิรักษ์ลงผู้ว่าราชการพรรคใคร หลังจากนั้นก็ดึงมาช่วยงานพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เป็นไร ปี ๒๕๔๒ เป็นที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๔๘ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคณะทํางาน ด้านเศรษฐกิจให้พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เดือนมกราคม ปี ๒๕๕๒ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานผู้แทนการค้าไทย ควบกรรมการภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ นี่คือประวัติความเป็นมาของนายเกียรติ สิทธีอมร ตัวละคร สําคัญที่ทําให้ทรัพย์สินของชาติกําลังมีปัญหา ท่านประธานครับ จากนี้ต่อไปผมเรียน ท่านประธานนิดว่าผมจั่วหัว การแทรกแซงองค์กรกระบวนการยุติธรรมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ความเป็นมาบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ท่านประธานถ้าพูดตรงนี้ พอบอกไทยแลนด์ คนนึกว่าจดทะเบียนที่ประเทศไทย ไม่ใช่ มันจด ทะเบียนที่อเมริกา ผมมีรายละเอียด ท่านประธานต้องเห็นใจพวกผม ผมรับงานนี้ช้าไป นิดหนึ่ง รับเร็วกว่านี้มันจะมีข้อมูลลึกกว่านี้ว่าได้เงินกันเท่าไร ไปโอนกันที่ไหน มันได้กัน อย่างไร ช้าไปนิดหนึ่ง พรรคเพื่อไทยตัดสินใจช้า ท่านประธานครับ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด จดทะเบียนอเมริกา บริษัทแม่ อัลเทรีย กรุ๊ป อิงก์ ถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็มาบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล อิงก์ ที่ในอเมริกา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หมด บริษัท ฟิลลิป มอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ไฟแนนซ์ คอร์เปอเรชั่น ดูแลธุรกิจการเงิน ทั้งหมด มาถึงบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ท่านประธานครับ ประเด็นมันเกิด ปัญหาที่เป็นเรื่องที่นายอภิสิทธิ์เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพราะบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ได้ซื้อบุหรี่จากบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ฟิลิปปินส์ แมนูแฟคเจอริ่ง อิงก์ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ผมไปมีหลักฐานตรวจสอบเอามาหักล้าง ๒ บริษัทไม่ได้ทํานิติกรรม สัญญากันจริง มันพวกเดียวกัน มันสําแดงต่ําในการนําเข้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ที่ผมบอกท่านประธาน ผมต้องการปูพื้นให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด เป็นนิติบุคคลต่างด้าว จดทะเบียนที่มลรัฐเดลาแวร์ ประเทศอเมริกาเมื่อ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๔ ทะเบียนเลขที่ ๗๒๑๒๐๕๐๑๖ สํานักงานตั้งอยู่ที่ ๑๒๐๙ ออเรนจ์ สตรีท เวลลิงตัน เดลาแวร์ รัฐนี้เป็นรัฐที่ฟอกเงิน เป็นรัฐไม่ต้องเสียภาษี เป็นรัฐไม่ต้องเสียภาษีเมื่อมีรายได้ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ บริษัท ฟิลลิป มอริส ลิมิเต็ด ที่จดในรัฐเลดาแวร์ได้มาตั้งสาขาประกอบกิจการในประเทศไทย แรก ๆ เลยมาเช่าตึกแม่ยาย ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ แจ้งวัตถุประสงค์กระทรวงพาณิชย์ว่าจะประกอบธุรกิจสํารวจ ภาวะตลาดในประเทศไทย เพื่อนําสินค้าที่ผลิตในสหรัฐมาจําหน่ายในประเทศไทย และสํารวจสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย ที่ผมพูดตรงนี้เดี๋ยวมีคนประท้วงว่ามันคนละเรื่อง นี่เรื่องเดียวกัน มันวางกลอุบายฉ้อฉล หลอกหลวง ทุจริต ตั้งแต่เบื้องต้น ท่านประธานครับ พอเข้ามาครั้งแรกเขาขอสิทธิยกเว้นโดยอาศัยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๑ เพราะบอกจะเอาสินค้าประเทศไทยขายประเทศอเมริกา เอาประเทศอเมริกา ขายไทย จากวันนั้นถึงวันนี้มันไม่เคยตามข้อแจ้ง เขาไม่ได้จดทะเบียนกับเมืองไทย แต่เขาแจ้ง กระทรวงพาณิชย์ว่าเขาจะทําการค้า ตั้งแต่มาอยู่ทํา ๓ เรื่อง ๑. ซื้อบุหรี่จากประเทศ ฟิลิปปินส์ ทุจริตอย่างไรเดี๋ยวผมบอก พอทุจริตเสร็จประเทศฟิลิปินส์ไปซื้อประเทศอินโดนิเซีย จับได้ หนีไปประเทศฟิลิปปินส์ เขารู้กันทั้งหมด เขารู้กันทั้งพวก มีผู้แทนการค้าไทย มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่าที่ผมตรวจสอบหลักฐาน ไม่รู้ ท่านประธานครับ เมื่อได้รับ อนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ให้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยแล้ว บริษัท ฟิลลิป มอร์ริสไม่ได้ประกอบธุรกิจสํารวจภาวะตลาดในประเทศไทย ไม่ได้นําสินค้าจาก ประเทศอเมริกามาจําหน่ายในประเทศไทย ไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการสาขา หรือควบคุมกิจการ เห็นได้ไหมว่าฟิลลิป มอร์ริส มีเจตนาทุจริต ไม่สุจริตมาตั้งแต่ต้น อาศัย สนธิสัญญาคุ้มครองไทย-สหรัฐอเมริกา ปี ๒๕๑๑ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มีการเตรียมการ วางแผนภาษีโดยได้จดทะเบียนตั้งบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ประเทศไทย) จํากัด อีกบริษัทหนึ่ง แต่ไม่ได้ทําธุรกิจ ท่านประธานครับ ตอนนี้เป็นการอธิบายที่ยาก ผมขอท่านประธาน ใช้เอกสาร เพราะถ้าไปปูพื้นตรงนี้ จะไม่รู้เลยว่านายเกียรติ สิทธีอมร ไปก้าวก่ายกระบวนการ ยุติธรรมอย่างไร จะไม่รู้เลยว่าคนอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านทองชุบลอกยาก เพราะชุบแถวบ้านหม้อ หนา ถ้าเป็นสมัยสนามหลวงลอกแล้ว เรื่องนี้ท่านปฏิเสธ ความรับผิดชอบไม่ได้ ผมเรียนท่านประธานครับ ขั้นตอนการนําสินค้าผ่านพิธีการ ทางศุลกากร ที่ผมต้องบอกอย่างนี้เพราะแต่เดิมเราใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาจนถึงปี ๒๕๔๒ เขามีดับเบิลยูทีโอ เวิลด์เทรด ออร์กาไนเซชัน (WTO World Trade Organization) จึงเป็นที่มาเป็นข้อตกลง เป็นข้อตกลงของแกตต์ (GATT) ประเทศไทยก็แก้ กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องรองรับกับนานาอารยะประเทศ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศ ภาคีสมาชิกเดี๋ยวผมจะเรียนให้ประธานดู ว่านายอภิสิทธิ์สมคบกับพรรคพวกทําให้ทรัพย์สิน เสียหาย ทําให้อนาคตภาษีไทยในการเก็บภาษีบุหรี่ล่มสลาย ชาวไร่ตายหมด โรงงานยาสูบ พังหมด เพราะอะไร ท่านประธานครับ ขั้นตอนการนําเข้าสินค้าผ่านพิธีการศุลกากร ๑. เพื่อยื่นใบสินค้าและเอกสารประกอบกับกรมศุลกากร เจ้าหน้าที่ศุลกากรฝ่ายพิธีการ เขาจะตรวจสอบหลักฐานตามสินค้าที่นํามาสําแดง ถ้าเขาเห็นว่าต่ํา คนนําเข้าต้องนําเงินไป ประกันถึงเอาของออกได้ ผู้นําเข้าจะต้องนําเอกสารทั้งหมดไปออกของที่โกดังพักสินค้า เจ้าหน้าที่ศุลกากรฝ่ายตรวจสินค้าขาเข้าจะนําเอกสารการนําเข้าไปตรวจสอบกับตัวสินค้า ที่แท้จริง หากกรณีฝ่ายพิธีการเห็นว่าสําแดงราคาต่ําก็ส่งเรื่องทั้งหมดให้ฝ่ายตรวจสอบตัวย่อ สํานักงานตรวจสอบเขาเรียกว่า สตอ. ไม่ใช่สิบตํารวจเอก ต่อมาก็หากสํานักงานตรวจสอบ พิจารณายืนยันราคาที่ฝ่ายพิธีการประเมินก็จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เอกสาร ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๓ เอามาเลย เดี๋ยวเราจะได้ วิเคราะห์กันระหว่างคนทําลายชาติ ทําลายบ้านทําลายเมืองกับพวกผม ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านประธานครับ ถ้าไม่มีการปูพื้นฐานตรงนี้จะไม่รู้เลยว่าผู้แทนการค้าหลอกประชาชน นายอภิสิทธิ์ตอบลูกเฉี่ยว ที่คุณมิ่งขวัญบอก ๒ เรื่องว่าไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ผมพูดเฉพาะราคาดิวตี้ ฟรี (Duty Free) ของคิงส์เพาเวอร์ (King Power) ผมพูดเฉพาะ ดับเบิลยูทีโอ จากวันนี้จากผมพูดจบ เอาละ นักเรียนนอกกับนักเรียนไทยมาแสดงความรู้ ความสามารถกันหน่อย พี่น้องครับ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนปี ๒๕๔๓ การจัดเก็บภาษี ศุลกากรเขามีขั้นตอนดังนี้ ๑. ผู้นําเข้ายื่นใบขนสินค้าต่อศุลกากร ใบขนสินค้าจะมีละเอียด เจ้าหน้าที่ศุลกากรฝ่ายพิธีการจะตรวจสอบ หากเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการพอใจในสินค้า ก็จะตรวจปล่อยให้ผู้นําเข้านําเอกสารใบขนสินค้าดังกล่าวไปรับสินค้าที่โกดังพักสินค้า เขาเรียกว่าเจ้าหน้าที่สืบสวนปราบปราม เอกสารที่ท่านเอามาอ้างอันนั้นเขาตรวจสอบ ทางบัญชี นายอภิสิทธิ์สมคบเพื่อล้มคดีนี้ เดี๋ยวผมจะบอก ท่านประธานครับ ต่อไป ถ้าตรวจสอบแล้วตรงกันกับใบตรวจสินค้า เขาจะปล่อยสินค้าให้ผู้นําเข้านําสินค้าออกไปจาก โกดังพักสินค้า หากขั้นตอนที่ ๓ และที่ ๔ เจ้าหน้าที่ศุลกากรฝ่ายพิธีการหรือฝ่ายตรวจสินค้า ขาเข้าพบหรือเห็นว่าผู้นําเข้าสินค้าแสดงสินค้าต่ําอันเป็นเท็จก็จะให้ผู้นําเข้าวางประกัน ก่อนออกสินค้า เช่น ศุลกากรบอก ๑๐ บาท คนนําเข้าบอก ๗ บาท คุณต้องประกัน ๓ บาท นี่กฎหมายเก่า มาข้อสุดท้าย กรณีผู้นําเข้าไม่พอใจราคาที่ศุลกากรกําหนด ผู้นําเข้าต้องนําคดี ไปฟ้องศาลภาษีอากรเพื่อขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีอากร เขากําหนดระยะเวลา การยื่นฟ้องไว้มีกําหนด ๒ วัน นี่คือกฎหมายเก่า ภาษานักกฎหมายเขาบอกว่า โซเชียล เชนจ์ อีส อะ ลอว์ เชนจ์ (Social change is a law change) สังคมเปลี่ยนกฎหมายเปลี่ยน พอมี เวิล์ด เทรด ออร์กาไนเซชัน (World trade Organization) มี เวิล์ด คัสตอม ออร์กาไนซ์เซชัน (World Custom Organization) มันพัฒนากฎหมายโลก ไทยเป็นภาคีสมาชิกก็ต้อง ปรับปรุงกฎหมายไทย เขาจึงมีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ในปี ๒๕๔๓ เขาปรับปรุงกฎหมายศุลกากรใหม่ เหตุผลเพราะว่าประเทศไทยเป็นประเทศ ภาคีสมาชิกของดับเบิลยูทีโอ เวิล์ด เทรด ออร์กาไนเซชัน ต้องปฏิบัติตามพันธกรณี ตามข้อตกลงระบบภาษีอากรและการค้าแกตต์ ไม่ต้องอธิบายรายละเอียด ดังนั้นรัฐบาลจึงได้ แก้ไขกฎหมายประกอบศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ใน ๒ ประเด็น ที่ผมเรียงลําดับเพราะผม ต้องการจับโกหกนายเกียรติ สิทธีอมร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่บอกว่าดับเบิลยูทีโอให้ เหตุผลว่าศุลกากรเรียกเก็บภาษีไม่ถูกต้อง โดยไปทําตามมาตรการที่ ๔ หักทอนผ่อนปรน ท่านประธานที่เคารพ มันเป็นความโชคร้ายของคนไทยที่มีคนมาร่วมตัดสินใจโง่ ๆ ดับเบิลยูทีโอ ไม่ได้ว่าอย่างนั้น เดี๋ยวผมจะอธิบาย ท่านประธานครับ รัฐบาลไทยแก้กฎหมายศุลกากร ปี ๒๔๖๙ ใน ๒ ประเด็นแรก เรายกระดับความเป็นสากล แล้วบอกเลย ราคาศุลกากร คือการที่สําแดงราคาสินค้าที่เป็นจริงและกําหนดวิธีการหาราคาที่แท้จริง ๒. จัดให้มี คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภาษีศุลกากร แต่เดิมเมืองไทยไม่มี เมื่อก่อนไม่พอใจ ฟ้องศาล ภาษี ๒ ปี นี่มาแก้ใหม่กําหนดราคาศุลกากร จัดคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เขาแก้แล้ว และบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ทําแล้ว รับแล้ว เงื่อนไขนี้มีเอกสารเดี๋ยวผมจะบอก แล้วนายอภิสิทธิ์เป็นอย่างไร ไปเชื่อดับบลิวทีโอ คุณเป็นทนายบริษัทผู้ต้องหาหรืออย่างไร ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๔๓ เขาจึงมีพระราชบัญญัติศุลกากร ฉบับที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๒ มาตรา ๑๑๒ ฉ ถึงมาตรา ๑๑๒ เอกูนวีสติ และได้มีออกกฎกระทรวง มาตรา ๑๓๒ พ.ศ. ๒๕๔๓ ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขในการใช้กําหนดราคาศุลกากร เขาจึงกําหนดไว้ในข้อที่ ๓ ว่า กําหนดวิธีการราคาศุลกากรให้เป็นไปตามลําดับ ดังนี้
๑. ก่อนเก็บภาษีเขาประเมินว่าให้ดูราคาซื้อขายของที่นําเข้า หมายความว่า ผู้นําเข้าต้องสําแดงราคาใบขนสินค้าต่อกรมศุลกากร และกรมศุลกากรยอมรับว่าเป็นราคา ที่แท้จริงแปลว่าจบ นําเข้า แสดงราคา กรมศุลกากรเห็นว่าได้เสียภาษี
๒. ถ้าราคาซื้อขายเห็นไม่ตรงกัน เขาไปข้อ ๒ ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน เขาต้องดูสินค้าที่เหมือนกันและนํามาเทียบเคียงเป็นตัวอย่าง ตกลงผ่านไป
๓. ถ้าซื้อของที่นําเข้าเห็นไม่ตรงกันมาอันที่ ๒ ของที่ไม่เหมือนกัน ตกลงไม่ได้มาอันที่ ๓ ซื้อขายของที่คล้ายกัน หมายถึงของที่ไม่เหมือนกันทุกอย่าง แต่มีลักษณะหรือใช้วัสดุที่เป็นส่วนประกอบเหมือนกัน ผลิตในประเทศเดียวกัน กฎหมาย เขาแก้ให้เป็นไปตามดับเบิลยูทีโอ ให้เป็นไปตามแกตต์ ข้อ ๑ เป็นไปได้ไหม ข้อ ๒ เป็นไปได้ไหม ข้อ ๒ ไม่ได้มาข้อ ๓ ข้อ ๓ ไม่ได้มาข้อ ๔ เขาเรียกราคาหักทอนผ่อนปรน ผมไม่ได้เก่ง กฎหมายศุลกากร แต่งานนี้จะมาจับโจรก็ต้องศึกษาหน่อย ข้อ ๔ ราคาหักทอน เขาเอาราคา ที่ขายอยู่ในราชอาณาจักรหักค่าใช้จ่าย หักส่วนประกอบ หักอะไรแล้วโทเทิล (Total) เหลือเท่าไรเป็นราคาจริงก็เอาไปเทียบกับราคานําเข้าซึ่งบวกราคาซีไอเอฟ คอสท์ อินชัวรันซ์ แอนด์ เฟรท (CIF Cost Insurance and Freight) ข้อ ๕ เขาเขียนเอาไว้ล่วงหน้าว่าราคา คํานวณ ขณะนี้แกตต์ยังไม่ออกระเบียบก็ยังไม่ได้ใช้ หรือใช้แล้วผมไม่ได้ดู ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผม ต้องดู เพราะข้อที่ ๔ ราคาหักทอน ดับเบิลยูทีโอได้ติงมาว่ากรณีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ศุลกากรไม่ดําเนินการ ข้อ ๔ วิธีการราคาหักทอน ข้อ ๕ ราคาคํานวณ ยังไม่มี ข้อ ๖ สําคัญมาก ท่านประธานครับ เขาเรียกราคาย้อนกลับ ราคาย้อนกลับคืออะไร ราคาที่ ๑ ตกลงกันไม่ได้ ๒ ตกลงกันไม่ได้ ๓ ตกลงกันไม่ได้ ๔ ซึ่งบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เคยยอมรับเอาไว้แล้วว่ารับได้ ราคาหักทอน ผมมีเอกสาร แต่ดับเบิลยูทีโอติงมา ถ้าติงมาข้อ ๔ ไม่ได้ก็ไหลมาข้อ ๕ ไหลมา ข้อ ๖ แล้วกลับไปข้อ ๑ ไม่ใช่คุณไปเรียกอัยการเขามา ไม่ใช่ไปตั้งโต๊ะกระทรวงการคลัง ผมบอกจริง ๆ พฤติกรรมอย่างนี้ใครก็ตามที่ลายภาษีชาติบ้านเมือง เลว ใช้ได้ ท่านประธาน กฎเกณฑ์นี่เขากําหนดแล้วใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ เขาเขียนชัด ถ้าคุณใช้ข้อ ๑ ไม่ได้คุณมา ข้อ ๒ ข้อ ๒ คุณใช้ไม่ได้คุณมาข้อ ๓ ข้อ ๓ ไม่ได้คุณมาข้อ ๔ ข้อ ข้อ ๔ มาข้อ ๕ ข้อ ๕ มา ข้อ ๖ พอข้อ ๖ ไม่ได้กลับไปข้อ ๑ ใหม่ เขามีความตกลงระหว่างคนนําเข้ากับเจ้าหน้าที่ ของรัฐ หลักกฎหมายผมปูพื้นแล้ว แล้วผมย้ําต่อว่าบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ได้ยอมรับ เอาไว้แล้วว่ากรมศุลกากรประชุมกัน ครั้งที่ ๒ ปี ๒๕๔๖ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มีปัญหากรณีนําเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย ได้แจ้งคณะกรรมการ ผมย่อสรุปนะครับ บริษัทเห็นว่าราคาหักทอนผ่อนปรนน่าจะเป็นวิธีที่มีความเหมาะสมที่สุด ในขณะนี้ นายเกียรติคุณเป็นใคร นายอภิสิทธิ์คุณเป็นใคร คุณทําไมไม่เอาเรื่องพวกนี้ไปแจ้ง ดับเบิลยูทีโอ คุณเชื่อบริษัทที่มันสําแดงเท็จ คุณเชื่อบริษัทที่มันโกงภาษีชาติมากกว่า ประชาชนคนไทยหรือ ผมถึงไม่ไว้วางใจคุณ คุณเปิดตําราเถอะนายกรณ์ หนังสือลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๓ วันนี้เราสู้กันด้วยความคิด คุณไปเรียกมาเลย นายธาริต คุณไปเรียกอธิบดีกรมศุลกากรซึ่งสมัยหนึ่งเป็นรองอธิบดีสรรพากรเพิ่งไปเป็น อธิบดีศุลกากร และอธิบดีคนนี้สมัยอยู่กรมสรรพากรใครจะทําหายผมไม่รู้แต่ต้องรับผิดชอบ เพราะเขาเป็นรองอธิบดี ท่านประธานทราบไหมครับ ใบเสร็จกํากับภาษีที่นายประจวบออก ให้พรรคประชาธิปัตย์แล้วเป็นใบเสร็จปลอม หายที่กรมสรรพากร อธิบดีสรรพากรเป็นใคร ลูกน้องนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ไม่จริงฟ้องมา ท่านประธานครับ บริษัท ฟิลลิปส์ มอร์ริส เขายอมตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ กรณีนําเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย เขาไปบอกคณะกรรมการ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ เขาบอกใช้วิธีการหักทอนผ่อนปรนยุติธรรม ราคาเมืองไทย หักค่าใช้จ่ายเท่าไรนําเข้าเท่านั้นบวกซีไอเอฟ คอสท์ อินชัวรันซ์ แอนด์ เฟรท แล้วทําไม นายเกียรตินั่งฟังดี ๆ คุณไปยุ่งอะไร กรรมะคือการกระทํา กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานต่อว่าผมต้องลําดับ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เป็นใคร ขายบุหรี่ครับ บอกจะมาลงทุนผลิตสินค้าเอาไปขายอเมริกา จะเอาสินค้าอเมริกามาขาย เมืองไทย มาตั้งปี ๒๕๓๔ วันนี้ไม่เคยทําอะไรนอกจากซื้อบุหรี่จากประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ แล้วสําแดงเท็จทุกครั้ง บริษัทที่นายอภิสิทธิ์กําลัง จะช่วย ช่วยไปแล้ว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวผมจะบอกตอนท้าย ท่านประธานที่เคารพ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส กับพวกร่วมกันสําแดงราคาสินค้านําเข้าบุหรี่ต่างประเทศอันเป็นเท็จ หลีกเลี่ยงภาษีอากร ฟิลลิป มอร์ริส เป็นนิติบุคคลต่างด้าว จดทะเบียนตามกฎหมาย แห่งรัฐเดลาแวร์ซึ่งเป็นรัฐฟอกเงิน ทําไมว่าฟอกเงิน เพราะเวลาเขาเงินจากบ้านเราส่งออกไป ทางโพยก๊วน ส่งออกไปทางแสดงสินค้าเท็จ แล้วเอาเงินออกไปไม่ต้องเสียภาษี ผมอยู่ กองปราบผมจับโพยก๊วนมาเยอะ ผมรู้ว่าเขาทํากันอย่างไร ขณะเกิดเหตุบริษัทในเครือลูก ของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล อิงก์ มีบริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกาเป็นบริษัท บุหรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นผู้ผลิตและจําหน่ายบุหรี่มาร์ลโบโรและแอลแอนด์เอ็ม สําหรับ ประเทศไทย บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ได้ประกอบธุรกิจนําเข้าและจําหน่ายบุหรี่ต่างประเทศ โดยจดแจ้งกับกระทรวงพาณิชย์ไว้เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๓๔ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรมสรรพากร เมื่อ ๑๐ มกราคม ๒๕๓๕ แต่ไม่ได้จดทะเบียนตั้งบริษัท มี ๑ บริษัท นั่นตั้งมา พี่เขยใคร เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร ผมไม่พูดถึง รู้หมดครับ ต่อมา ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึงปัจจุบัน บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส นําเข้าบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโรยี่ห้อแอลแอนด์เอ็ม จากประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ตามลําดับดังนี้ ผมเตรียมการ ได้ไม่นานนัก แต่เอาละ เท่าที่ทําจะนําเสนอให้ดีที่สุด จากประเทศมาเลเซีย ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๓ ฟิลลิป มอร์ริส ได้สําแดงราคาบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร ซองละ ๔.๘๕ บาท แอลแอนด์เอ็ม ๓ .๙๒ บาท สําแดงต่อกรมศุลกากร วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๒ ตอนนั้นยังไม่ใช่กฎหมายแกตต์ เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรได้เข้าตรวจค้นสํานักงาน บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส พบโครงสร้างราคาและเอกสารนําเข้าบุหรี่ต่าง ๆ ว่าได้สําแดงราคานําเข้าอันเป็นเท็จ เขารับสารภาพ เข้ามา ๔.๘๕ บาท ๓.๙๒ บาท วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๒ ศุลกากรไปค้น ในบริษัท กล่าวหาว่าเป็นเท็จ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส สําแดงเท็จ พอมาวันที่ ๓ มีนาคม เจ้าหน้าที่ค้นเสร็จ วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๓ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส โดยนายซอลนี อัลเฟรด เบิร์น สัญชาติสิงคโปร์ ได้ขอระงับคดีกับกรมศุลกากร ยินยอมเสียอากรเพิ่ม และค่าปรับ ๖๔๐,๕๔๐,๗๙๑ บาทต่อกรมศุลกากร ตอนนั้นยังไม่มีแกตต์ ต่อมากรมศุลกากร ก็จะเอาฐานภาษีที่คุณนําเข้าเท่านี้ คุณยอมให้ปรับ ๖๔๐ ล้านบาท เศษนิดหน่อย มาเป็นฐาน ภาษี เก็บกับทุกคน เก็บกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส บริษัท ฟิลลิป มอร์ริสฉลาด เพราะรู้ว่า เขารู้ฐานแล้ว ต้องเสียแพงแล้ว มันคนดีหรือครับ พอมาเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๔๑ ถึงปี ๒๕๔๓ นําเข้าจากประเทศมาเลเซียมาแล้ว พอเสร็จเรียบร้อยจับได้มันก็เริ่มที่ ประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี ๒๕๔๓ ถึงเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๔๖ นําเข้าบุหรี่ ฟิลลิป มอร์ริส (อินโดนีเซีย) ก็เป็นบริษัทลูกของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล อิงก์ ในอเมริกา เหมือนกัน นายอภิสิทธิ์รู้ไหม ซึมซับไหมว่ามันพวกเดียวกันหมด มันสําแดงราคาบุหรี่ ยี่ห้อมาร์ลโบโร แต่เดิมถูกจากประเทศมาเลเซีย พอมานี่มาร์ลโบโรก็แพงหน่อย ๖.๘๐ บาท เห็นไหมครับ พอแอลแอนด์เอ็มมา ๕.๘๘ บาท แพงกว่าที่นําเข้าจากประเทศมาเลเซีย มีใบขนมาทั้งหมด ๑๐๒ ใบขนสินค้า เจ้าหน้าที่ประเมินของกรมศุลกากรไม่เชื่อว่าเป็นราคา ที่แท้จริง ไม่เชื่อ นั่นคือปี ๒๕๔๓-๒๕๔๖ จึงให้ชําระภาษีเพิ่มเติมโดยใช้ราคาตามประกาศ สํานักมาตรฐานศุลกากรเป็นเกณฑ์ในการประเมิน เมื่อประเมินแล้วเขาไม่ยอมก็นําเข้า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ช่วงนั้นมีการแก้ไขเพิ่มพระราชบัญญัติศุลกากร ฉบับที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้กําหนดราคาศุลกากรในมาตรา ๒ และกําหนดคณะกรรมการพิจารณาภาษี อุทธรณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว พอวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ คณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ได้บอกกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ที่นําเข้าจากประเทศอินโดนีเซียว่าขอใช้วิธีการ หักทอนผ่อนปรน ในข้อที่ ๔ ซึ่งเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ได้ไปบอกกับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่ายอมรับราคาหักทอนผ่อนปรนเป็นราคาที่ ยุติธรรม เป็นราคาที่เป็นธรรม ทําไมนายอภิสิทธิ์ถึงเชื่อผู้แทนการค้าไทย บอกว่าดับเบิลยูทีโอ บอกว่าไม่เหมาะ ถ้าไม่เหมาะต้องถอยมาข้อ ๕ ถ้าไม่เหมาะต้องถอยมาข้อ ๖ เรามีสิทธิ ไปร้อง เรามีสิทธิไปอุทธรณ์ เหตุผลง่าย ๆ ไม่ได้ทํานิติกรรมสัญญากันจริง มันแหกตา รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้มีนิติกรรมสัญญา ไม่มีการชําระเงิน มันไม่เป็นไปตาม ข้อบังคับข้อ ๔ นิติกรรมเป็นโมฆะ เป็นนิติกรรมอําพราง ไม่ก่อให้เกิดการซื้อขาย คุณอันเดอร์ ลอว์ (Under Law) คุณเอาท์ ลอว์ (Out Law) คุณจะมาใช้กฎหมายไหนก็ไม่ได้ เว้นแต่พวกคุณสุมหัวกันให้มันใช้ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานต่อนะครับ โดยผลการใช้ราคาย้อนกลับแบบหักทอนผ่อนปรนเมื่อปี ๒๕๔๖ บุหรี่มาร์ลโบโรกําหนดกันอยู่ ที่ราคา ๘.๙๘ บาทต่อซอง บุหรี่แอลแอนด์เอ็ม ๖.๖๙ บาทต่อซอง แพงกว่าไหม นี่ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ พอมาปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ มันแจ้ง ๗.๗๘ บาท ๕.๕๘ บาท เชื่อได้ อย่างไร ผมเรียงลําดับเรียบร้อย ผมจะเชือดถ้าในสภา ด่าอย่างเดียวไม่ได้ พูดไพเราะสู้ท่าน ไม่ได้ เอาอย่างนี้ละครับ ท่านประธานครับ ต่อมาเขายอมรับ ๘.๙๘ บาท เขายอมรับว่า มันต้อง ๖.๖๙ บาท เดี๋ยวจะลืมพูด วันนี้บุหรี่มาร์ลโบโรขายในท้องตลาด ๗๘ บาทครับ บุหรี่แอลแอนด์เอ็ม ๖๐ บาท รวมค่าใช้จ่าย ถ้าเราคิดราคาจากเขาถูก ๑ บาท เราเสีย ประโยชน์ ๔ บาท ผมไม่มาพูดเรื่องการเก็บภาษี เดี๋ยวพวกท่านก็น้ําเต้า เดี๋ยวก็ กรมสรรพสามิตร กรมสรรพากร กรมศุลกากร นี่ผมพูดหลักของกฎหมาย ท่านกําลังรวมกัน ปล้นภาษีทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับพอจับได้ ประเทศมาเลเซียสําแดงเท็จ จับได้ ถูกปรับ ๖๔๐ ล้านบาท พอมาประเทศอินโดนีเซียสําแดงเท็จ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ทําอย่างไรครับ ญาตินายเกียรติหรือเปล่า บอกว่าเริ่มเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๔๖ ถึงปัจจุบัน บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไปนําเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์ ทําไมละครับ ถ้าซื้อขายตรงไปตรงมา ทําไมมึงเปลี่ยนนัก และเรื่องอย่างนี้นายเกียรติเคยบอกดับบลิวทีโอไหมว่าพฤติกรรมบริษัท มันเป็นอย่างนี้ เริ่มต้นประเทศมาเลเซียเท็จ ยอมปรับ นําเข้าประเทศอินโดนีเซียจับได้ว่าเท็จ มาเอาจากประเทศฟิลิปปินส์แล้วมาตั้งเงื่อนไข เขานําเข้า ๘ บาทตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ พอหลัง ปี ๒๕๔๖ มา ๗.๗๘ บาท ๕.๕๘ บาท ผมเรียนท่านประธานต่อนะครับ พอมาเอามาจาก ประเทศฟิลิปปินส์ก็สําแดงเท็จตั้งแต่วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ถึงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ได้นําเข้าบุหรี่มาร์ลโบโรและบุหรี่ยี่ห้อแอลแอนด์เอ็มจากประเทศฟิลิปปินส์จํานวน ๒๙๒ ใบขนสินค้า โดยสําแดงการนําเข้าบุหรี่มาร์ลโบโร ๗.๗๖ บาท บุหรี่แอลแอนด์เอ็ม ๕.๘๘ บาท มันเป็นเท็จ อะไรแพงขึ้น อย่าตอบนะท่านนายกรัฐมนตรี ผมไม่อยากให้ท่าน อับอายไปมากกว่านี้ว่าประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย บริษัท คิงเพาเวอร์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จํากัด เอาเข้ามา บุหรี่ต่างกัน ไม่ เขาเอาบุหรี่ทั้งหมดแต่ละประเทศส่งไปให้ กรมควบคุมโรคตรวจแล้ว ตามเอกสาร ยส. ๓ เหมือนกันเป๊ะ แล้วทําไมนําเข้าสําแดงราคา ไม่เหมือนกันท่านประธาน มาถึงวันนี้ผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่ารัฐบาลชุดนี้ มันแกล้งปัญญาทึบหรือมันทึบ มีเล่ห์เหลี่ยม ผมไปตรวจสอบทั้งหมดเท่าที่เวลามีอยู่ ตาราง เปรียบเทียบราคาสําแดงการนําเข้าของบริษัท คิงเพาเวอร์ กับบริษัทฟิลลิป มอร์ริส สั้น ๆ นายกรัฐมนตรีเข้าใจ เมื่อปี ๒๕๔๕-๒๕๙ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส นําเข้าบุหรี่มาร์ลโบโร ๗.๗๖ บาท บริษัท คิงเพาเวอร์ ๒๗.๖๔ บาท ต่างกัน ๑๙ บาท บุหรี่ยี่อห้อแอลแอนด์เอ็ม บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส นําเข้า ๕.๘๘ บาท บริษัท คิง เพาเวอร์ นําเข้า ๑๖.๘๑ ต่างกัน ๑๐.๙๓ บาท นี่เทียบกับบริษัท คิง เพาเวอร์ มันจะเอาไปขายร่ํารวยที่ไหน บริษัท คิง เพาเวอร์ เป็นพวก กับพรรคการเมืองไหนไม่ใช่เรื่องของผม บุหรี่อย่างเดียว ใบยาอย่างเดียว คุณภาพอย่างเดียว สินค้าภาษีก็ขายแบบสินค้าภาษี สินค้านําเข้าก็ต้องเสียภาษีให้รัฐบาลไทย และเรื่องบุหรี่ ไม่ควรสนับสนุน บริษัทนี้เป็นบริษัทมัจจุราช ท่านประธานครับ นี่คือบริษัท คิง เพาเวอร์ ต่อมาก็เปรียบเทียบกับบริษัท อลิส อินเตอร์ บริษัท อลิส อินเตอร์ บุหรี่มาร์ลโบโร บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส นําเข้า ๗.๗๖ บาท บริษัท อลิส อินเตอร์ นําเข้า ๒๒.๑๓ บาท ห่างกัน ๑๔.๓๗ บาท นายเกียรติ สิทธีอมร เป็นใคร ไปเรียกประชุมข้าราชการที่กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒ หลังจากพนักงานสอบสวนเขามีความเห็นสั่งฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไปที่อัยการ นายเกียรติเป็นใคร แล้วที่ทุเรศที่สุด พูดไว้ในเอกสารแสดง การปกป้อง บอกว่าอย่าเอากรณีราคาบริษัท อลิส อินเตอร์ มาเปรียบเทียบกับบริษัท ฟิลลิป อกสารชัด นี่คือพรรคพวกท่าน ปกป้องประโยชน์ของคนต่างชาติ เพราะบริษัทนี้ เดี๋ยวนี้ วันนี้ มันใช้ทนายพรรคประชาธิปัตย์วิ่งเต้นให้ ท่านประธานครับ นายเกียรติไป ประชุมวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒ ที่กระทรวงการคลัง คุณไปพูดเรื่องดับเบิลยูทีโออะไร คุณรู้หรือ นายเกียรติว่าดับเบิลยูทีโอเขาจะตัดสินอย่างไร ดับเบิลยูทีโอเขาตัดสินวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ แล้วเขาตัดสินว่าให้ใช้หักทอนผ่อนปรน ให้กรมศุลกากรเปิดโอกาสให้บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ชี้แจง ทําไมไม่อุทธรณ์ละครับ ทําไมไม่บอกว่าบริษัทนี้ตอนมันเท็จประเทศฟิลิปปินส์ มันเท็จประเทศอินโดนีเซีย มันเท็จประเทศมาเลเซีย ทําไมไม่บอกเขา เขาไม่รู้นี่ครับ แสดงวิญญาณในการปกป้อง บอกเลย บอกเอาราคาบริษัท อลิส อินเตอร์ ไม่ได้ ผมมีตัวเลขเปรียบเทียบให้ท่านประธาน ได้เห็นว่าพวกรัฐบาลชุดนี้กําลังจะปล้นชาติ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส บุหรี่มาร์ลโบโร บอก ๗.๗๖ บาท บริษัท การบินกรุงเทพ จํากัด ๓๕.๖๕ บาท ต่างกัน ๒๗.๘๙ บาท ย้ําอีกครั้งหนึ่ง เขายอมรับราคา ๙ บาท นับแต่สั่งจาก ประเทศอินโดนีเซีย เขามีหนังสือถึงคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ เขาบอกเรียบร้อย เขารับได้ แต่พวกคุณบอกรับไม่ได้ มีอะไรเกิดขึ้นกับ รัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะก้าวข้ามไป เวลานายเกียรติเรียกคนไปประชุม อ้างบัญชานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทุกครั้ง ทุกที่ แม้กระทั่งมีหนังสือ ข้าราชการ เขาเอือมระอา ไปหาผมที่บ้านเป็นใบรหัส ท่านเฉลิมเอาหน่อย เอาหน่อย เอาหน่อย ผมบอก เอาแน่ ๆ คุณไปปกป้องราคา จะอ้างดับเบิลยูทีโอก็ไม่ได้ เพราะบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มันไม่ได้ทําการค้าอะไรในประเทศไทย นอกจากสั่งบุหรี่มาให้คนตายเพิ่มปีละ ๔๒,๐๐๐- ๕๐,๐๐๐ คน เขามีโปรดัคท์ (Product) ไหมคุณอภิสิทธิ์ เขามีการส่งออกไหม เขามีการ นําเข้าไหม นอกจากเอาบุหรี่เข้ามา นี่เป็นเจตนาซ้อนเร้น เจตนาสับสน ท่านประธานครับ ด้วยระยะเวลาสั้น ๆ เปรียบเทียบเมืองไทย รัฐบาลไทยชุดนี้มันเส้นดี มันมีแบค มันทําอะไร ก็ไม่ผิด เดี๋ยวมันต้องไปบีบบริษัท คิง เพาเวอร์ เดี๋ยวมันต้องไปบีบบริษัท การบินกรุงเทพ จํากัด ว่าที่ซื้อราคาแพงเพราะอย่างนี้ ๆ ผมรอบคอบครับ ผมไม่ได้ไปประเทศฟิลิปปินส์หรอก ประเทศที่ขายเอาคนไปดูเรียบร้อยหมด ตัวเลขชัด จะบอกท่านประธานระหว่างวันที่ ๘-๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๙ บุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโรซองแข็ง บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส บอกราคา ๗.๗๖ บาท ประเทศฟิลิปปินส์ราคาเท่าไรครับ ๑๓.๐๙ บาท ห่างกัน ๕ บาท ผมโทรกลับไปเช็กวันนี้ว่า ราคาอย่างนี้เขาเสียภาษียัง ไม่ได้เสียครับ ออริจินอล (Original) เหมือนกัน แล้วทําไมนาย เกียรติมันไปเชื่อครับ ซองแข็ง ๗.๗๖ บาท บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ๗.๗๖ บาท ประเทศ ฟิลิปปินส์ ๑๓ บาทครับ นี่ยังไม่เสียภาษีเหมือนกัน ต่อมาก็บุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโรซองอ่อน ผมทําละเอียดเรียบร้อย บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ๗.๗๖ บาท แจ้งเรานะครับ ประเทศ ฟิลิปปินส์บอก ๙.๔๗ บาท ห่างกัน ๑.๗๑ บาท ถูก ๑ บาท เราเสีย ๔ บาท รัฐบาลกําลังจะ ส่งเสริมบริษัทข้ามชาติให้คดโกงภาษีอากรคนยากคนจนและเป็นภาษีบาป นายอภิสิทธิ์ เวรกรรมครั้งนี้ถ้ามีจริงคุณรับไป ท่านประธานครับ ต่อมาไปประเทศฟิลิปปินส์กลัวเขาไม่เชื่อ ก็ไปดูบริษัทประเทศมาเลเซียที่มันทุจริต มันนําเข้าเท็จ แล้วถูกปรับไปแล้ว ๖๔๐ ล้านบาท ประเทศมาเลเซียคุณคิดอย่างไร ผมไม่ได้ไปเองครับ แต่พอดีมีพวก ไปประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ ๘-๑๕ สิงหาคม เอามาคอมแพร์ (Compare) ราคาบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส บอกบ้านเรา ๗.๗๖ บาท โรงงานของเขาขายยังไม่เสียภาษี ๑๙.๙๕ บาท ส่วนต่าง ๑๒ บาทครับ ๑๒ คูณ ๔ เป็น ๔๘ ครับ แล้วรัฐบาลชุดนี้ทุจริตไว้เยอะ รวยมาก หรืออย่างไร เลยไม่รู้ว่าค่าของเงินเป็นอย่างไร พอประเทศมาเลเซียเสร็จ ประเทศอินโดนีเซีย มันก็เท็จนี่ ไปดูราคาประเทศอินโดนีเซียสิ ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ ๘-๑๕ สิงหาคม เหมือนกัน แล้วราคาไม่สวิง (Swing) ราคาไม่แกว่งครับ ยี่ห้อมาร์ลโบโร บริษัท ฟิลิป มอร์ริ สบอกเราว่า ๗.๗๖ บาท รัฐบาลน้ําหูน้ําตาเรี่ยราด โอ๊ย ดับเบิลยูทีโอตัดสินต้องช่วยเขา ต้องลดภาษี ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท มันแสนกว่าล้านบาทคุณไปทําทําไม มาเลเซียมาแล้ว อินโดนีเซีย บริษัท ฟิลิป มอร์ริส บอก ๗.๗๖ บาท อินโดนีเซียบอกไม่ใช่ ๑๓.๘๖ บาท โรงงานเขาเองครับ เขายังบอกเลย รัฐบาลคุณเฉลิมมันโง่ไปเชื่อบริษัท ฟิลิป มอร์ริส ตัวเลขที่ ลูกน้องคุณจะเขียนผมไม่เชื่อหรอก คุณอภิสิทธิ์ ไอ้พวกนี้มันเป่าแก้วแบน เรื่องทั้งหมดมัน เปลี่ยนแปลง อธิบดีมันเปลี่ยนแปลงแล้ว อะไรแล้ว มันยังเอาเอกสารเล็ก ๆ น้อย ๆ มา เดี๋ยว รู้กัน ต่อมาก็ประเทศบรูไนครับ โอ้โห ไม่น่าเชื่อครับ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ๗.๗๖ บาท ประเทศบรูไนไม่เสียภาษีนะ ๓๐.๘๗ บาท ต่างเท่าไรครับ ๒๓ บาท ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนท่านประธานมาถึงตรงนี้จบไม่ได้ครับ งานนี้ต้องมีได้เสีย ถามว่ามีการแทรกแซง กระบวนการยุติธรรมอย่างไร นายอภิสิทธิ์คุณเป็นนายกรัฐมนตรีที่กล้ามาก คุณย่ามใจ คุณได้ใจ ผมไม่พูดถึงเหตุการณ์ คุณเป็นนายกรัฐมนตรีที่คนตาย ๙๑ ศพ เจ็บ ๒,๐๐๐ กว่าศพ หายไม่รู้เท่าไร แล้วคุณยังอยู่ได้ คุณเพ้ออํานาจ คุณเมาอํานาจ แทรกแซงกระบวนการ ยุติธรรมดังนี้ ท่านประธานครับ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙ พวกท่านก็บอก เหตุมันเกิดสมัย พันตํารวจโท ทักษิณ ถูกต้อง ทําไมคุณพูดไม่ครบ ทําไมคุณพูดไม่หมด รองอธิบดีสรรพสามิต เขามาแจ้งดีเอสไอเมื่อปี ๒๕๔๙ ดีเอสไอก็ไม่กล้าเพราะบริษัทนี้มันใหญ่ มันเป็นนักธุรกิจที่ ซัพพอร์ต (Support) รัฐบาลอเมริกัน แต่เดิมผมก็ไม่เข้าใจว่าทูตอเมริกันมันชอบมา พรรคประชาธิปัตย์ มันชอบมาหานายกรัฐมนตรีมันมาทําไม ทําไมไม่มาหาเฉลิมบ้าง พูด ภาษาอังกฤษไม่เป็นกูมีล่ามนี่ มันมีที่มาที่ไปนี่ เขาปกป้องประโยชน์ของเขา ทําไมเราไม่ ปกป้องประโยชน์ของเรา แล้วไปบอกเรื่องนี้เกิดสมัย พันตํารวจโท ทักษิณ ใครก็โยนไป ทักษิณ ใครก็โยนไปทักษิณ ทักษิณทุจริตติดคุก ๒ ปี ผมไม่ถือเพราะไม่ได้จบกฎหมาย พันตํารวจโท ทักษิณติดคุก ๒ ปี เป็นเรื่องคุณหญิงไปซื้อที่ ไม่ใช่เรื่องทุจริต ทุจริตต้อง แสวงหาประโยชน์ที่มีคนได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สําหรับตนเองหรือผู้อื่น นี่เป็นการผิด กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายเทคนิค เขาไม่เรียกทุจริต ให้เข้าใจเสียบ้าง ทุจริตติดคุก ๒ ปี แล้วกรณีศาลแพ่งรัชดาตัดสินแล้วว่าที่ซื้อที่ดินระหว่างคุณหญิงพจมานกับ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนิติกรรมเป็นโมฆะ แบค ทู เบสิค (Back to basic) กลับสู่ที่เดิม คุณหญิงเอาที่มา นี่เอาเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย แล้วที่ พันตํารวจโท ทักษิณ เซ็นให้คุณหญิงไปซื้อที่แล้วติดคุกจะทําอย่างไร นี่เป็นข้อวินิจฉัยนักกฎหมาย คุณเอาเรื่องเขา ทุจริตมาพูดเป็นคัมภีร์ ผมก็ภาพพจน์ไม่ดีเท่าคุณ ถ้าสุเทพประกาศเป็นนายกรัฐมนตรีวันนี้ ผมประกาศเป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน สติปัญญาคุณอภิสิทธิ์ ผมไม่ได้ดูถูกคุณหรอก คุณไม่ได้เหนือกว่าผมหรอก คุณอาจจะมีวาทศิลป์ ผมก็มีวาทะพูด คุณอาจจะขายภาพ บวกพจน์ ผมขายพจน์แล้วบวกภาพ ผมเรียนท่านประธานว่า พอวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ดีเอสไอเขารับเรื่อง ผมขอทําความเข้าใจกับท่านประธาน เพราะท่านประธานเป็น นักกฎหมาย นายกรัฐมนตรีก็เรียนกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่รู้เรื่อง เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับกรมศุลกากร มันไม่เกี่ยวกับกรมสรรพากร มันไม่เกี่ยวกับ กรมสรรพสามิต เป็นเรื่องที่มีคนมาร้องทุกข์กับกรมดีเอสไอ ที่นายธาริตเป็นอธิบดี แล้วบอก ท่านประธาน กรมนี้ผมเขียนมากับมือ สมัยอาชาติเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้ให้มาซุกซน อย่างนี้ เรื่องอยู่อัยการแล้วเสือกไปขอถอนประกัน หน้าที่อะไรของคุณ สํานวนหลุดไปแล้ว อัยการต้องทํา ผมเรียนท่านประธานต่อ พอวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๔๙ นายกรัฐมนตรี ขณะนั้นก่อนถูกปฏิวัติ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร อนุมัติให้ดีเอสไอสอบ เขาสอบคนเดียว หรือเปล่า เขามีกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร เขามีอัยการ มีกระทรวง พาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญ แกตต์ คณะใหญ่ประชุมหารือแล้วสอบสวน พอวันที่ ๒๑ ธันวาคม เขาก็เชิญคุณจรณชัย ศัลย์พงษ์ กับพวก ๑๔ คน มารับทราบข้อกล่าวหา พอวันที่ ๙ เมษายน ถึงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ผู้ต้องการมอบตัว เขาสอบอยู่หลายเดือน พอวันที่ ๒ กันยายน เขาสั่งฟ้อง วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒ นายเกียรติออกฤทธิ์ วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒ คุณจะอ้างแกตต์ แกตต์เขายังไม่ตัดสิน เขาตัดสินวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ แล้วคุณจะรู้ได้ อย่างไรว่าอีกปีกว่าแกตต์จะตัดสินอย่างไร แล้วยังไปปกป้องราคา แล้วพาส (Pass) แรกเลย ไม่ได้คุยเรื่องแกตต์ ไม่ได้คุยเรื่องดับเบิลยูทีโอ เจ้าหน้าที่เขาเอาเอกสารมาให้ผม ผมเรียนท่าน นะครับ ประเทศฟิลิปปินส์เขาฟ้องเราที่ดับเบิลยูทีโอ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ก็เป็น ธรรมดา รัฐบาลประเทศฟิลิปปินส์ก็ต้องถูกล็อบบี้ (Lobby) เพราะเงิน ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท เสียภาษีข้างเคียง ๑๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วถ้าคราวนี้รัฐบาลยอม สั่งไม่ฟ้อง ประเทศ อินโดนีเซียที่ค้างทําอย่างไร ต่อไปภาษีนําเข้าทําอย่างไร บริษัท ฟิลลิป มอร์ริสได้ บริษัทอื่น ทําอย่างไร ชาวไร่ยาสูบทําอย่างไร บุหรี่นอกถูกกว่าบุหรี่ไทย โรงงานยาสูบหายนะทําอย่างไร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ท่านประธานครับ นายเกียรติได้เรียกประชุมที่กระทรวงการคลัง วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒ ท่านประธานอาจแปลกใจว่าวันนี้ผมพูดช้า ชัด เนิบ ๆ เพราะมีผู้ใหญ่สําคัญ ของบ้านเมืองเขาอยากฟังคุณเฉลิม แต่คุณเฉลิมพูดช้า ๆ หน่อย ให้มันชัดว่ารัฐบาลชุดนี้ สุมหัวกับบริษัทต่างชาติปล้นประเทศ วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒ มีประชุมร่วมระหว่าง ผู้แทนการค้าไทย ไม่น่าเกลียด กระทรวงการคลังไม่น่าเกลียดเพราะลูกน้องนายกรณ์ พอมากรมสอบสวนคดีพิเศษ คุณเป็นเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม มีส่วนได้เสีย ในการสืบสวนสอบสวนคุณไปประชุมได้อย่างไร แต่ผมได้ข่าวว่านายธาริตใช้วิชาตัวเบาไม่ค่อยไปด้วย ต่อมาก็กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เรื่องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส กรณีพิพาทบุหรี่นําเข้า จากประเทศฟิลิปปินส์ โดยประเทศฟิลิปปินส์ฟ้องประเทศไทยเมื่อ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ท่านประธานครับ ถ้าบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ทําธุรกิจที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองผมไม่ว่า คุณไม่รู้หรือเขาไม่ได้ทําอะไร เขาเอาบุหรี่นําเข้าจากประเทศมาเลเซีย เขานําเข้าจากประเทศ อินโดนีเซีย พอจับได้ประเทศมาเลเซียไปประเทศอินโดนีเซียเท็จอีกที ประเทศฟิลิปปินส์ฟ้อง ดับเบิลยูทีโอ เราต้องไปบอกเขา มันไม่ได้ค้าขายกันจริง มันนําเข้าเท็จ นิติกรรมสัญญา อําพราง มันปล้น ฟ้องผมสิ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ลื้อรวยมากฟ้องคนจน ผมจะได้เกียรติ ออกข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) เพราะบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ฟ้องผม ท่านประธานครับ ผลการ สอบสวนดีเอสไอเขาบอกว่าเรื่องนี้ต้องระวัง ถ้าเกิดไปเห็นพ้องต้องกันกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส กรณีประเทศฟิลิปปินส์ ผลกระทบที่คาราคาซังกับประเทศอินโดนีเซียยังมีอยู่ และตอนคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เขายอมรับว่าเขารับได้ ข้อ ๔ หักทอนผ่อนปรน ผมกราบเรียนนิดหนึ่งครับท่านประธาน แต่เดิมกฎหมายเก่า พอเข้ามาถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ฟ้อง ศาลภาษี พอมาแก้ให้เป็นไปตามแกตต์ เมื่อตกลงกันไม่ได้ ผู้นําเข้าสินค้าร้องอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เขาเขียนกําหนดเลย คุณต้องร้อง ๓๐ วันถ้าคุณไม่เห็นด้วย พอหลังจากนั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็จะมีความเห็น ถ้าเห็นว่าอุทธรณ์มีผล ศุลกากรก็ต้องทําตามคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ถ้าไม่มีผล ผู้ร้องก็ยื่นฟ้องศาลภาษี กรณีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เอาของมาจากประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศมาเลเซียเขายอมเสีย ประเทศอินโดนีเซียเขายอมรับวิธีที่ ๔ ประเทศฟิลิปปินส์ถ้าเขาไม่ยอมเขาต้องร้อง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่นี่เขาไม่ได้ร้อง ทําไมเขาไม่ร้อง ถ้าเขาร้อง แล้วคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจจะเห็นด้วยกับเขา ถ้าไม่เห็นด้วย เขาฟ้องศาลภาษี ถ้าคิดอย่างนายอภิสิทธิ์ คิดอย่างนายเกียรติ ไปออกพระราชกําหนดยกเลิกศาลภาษีไปเลยสิ มีศาลภาษีไว้ทําไม ถ้าคุณมีข้อเท็จจริงดับเบิลยูทีโอ ไม่ใช่คุณมาเต้น แล้วก็ช่วยบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เพื่อให้เสียหายไม่รู้เท่าไร คุณก็เอาข้อมูลทั้งหมดให้ดีเอสไอ ให้อัยการเขาใช้ดุลยพินิจ ถ้าเขาใช้ดุลยพินิจแล้วเขาฟ้องศาล บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ก็มิสิทธิไปต่อสู้คดี คุณมันใหญ่ เหลือเกิน อวดดี ได้ใจจากศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอื่นคงไม่มีใครเขาเอากับคุณหรอก ท่านประธานครับ หลังจากออกฤทธิ์เมื่อ ๑๖ ธันวาคมแล้ว วันที่ ๒๑ ตุลาคมเอาอีกแล้ว เชิญเลย ดีเอสไอบอกเลย กรณีสําแดงราคาบุหรี่อันเป็นเท็จ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒ เห็นควร เพิ่มผู้แทนสํานักงานอัยการสูงสุด อ้างบัญชานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สํานวนออกจากดีเอสไอ เมื่อ ๒ กันยายน ๒๕๕๒ ไปอัยการ นายอภิสิทธิ์เป็นใคร คุณยึด ๒ เลนได้ คุณนั่งรถนํา ๕ คัน ตาม ๑๐ คันได้ คุณอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๕ บ้างไหม นายอภิสิทธิ์ องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ องค์กรที่ ๑ มาตรา ๒๕๕ อัยการมีอิสระในการพิจารณาคดี ใครแทรกแซง ไม่ได้ ไหนว่าเก่ง ไหนว่ารู้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๖ มาตรา ๒๖๘ เขาห้ามคุณแทรกแซง ทําไมคุณไม่จําไว้ในสมอง ท่านประธานที่เคารพวันนี้นายอภิสิทธิ์รู้ไหม กฎหมายอัยการ ฉบับใหม่ที่เขาประกาศใช้เมื่อปลายปีที่แล้ว ต่อไปนี้อัยการจะปฏิบัติหน้าที่ต้องถวายสัตย์ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คุณรู้ไหมความสําคัญขององค์กร ท่านประธานครับ วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ เชิญเขามาประชุมวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒ วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ สํานักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเชิญหน่วยงาน เชิญอัยการ เชิญสํานักงานอัยการ สูงสุดร่วมประชุมกับนายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย ประชุมเรื่องอะไร ก็ดับเบิลยูทีโอตัดสิน วันที่ ๓ สิงหาคม๒๕๕๓ แล้วจะให้ผมเข้าใจอย่างไร ต่อมาวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๓ สํานักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอ้างนายกรัฐมนตรีมีบัญชามอบหมาย ให้เรียกกรมศุลกากร กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต อัยการสูงสุด นี่คุณบ้าแล้วนะ คุณอภิสิทธิ์ คุณเรียกอัยการสูงสุดได้อย่างไร คุณเหิมเกริม คุณไม่มีวินัยทางการเมือง คุณไม่มี ภาวะผู้นําประเทศ ท่านประธานครับ กรมสอบสวนคดีพิเศษยังพอได้ สํานักงานผู้แทนการค้าไทย ก็พอได้ โดยบอกว่าเพื่อทบทวนและประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อไทย พร้อมทั้งจะ ดําเนินการต่อไป คุณทําตัวเป็นทนายความ ทนายความให้บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ท่านประธานครับ พอวันที่ ๖ กันยายนมีหนังสือ พอวันที่ ๑๓ กันยายนเอาอีกแล้ว ให้มา ประชุมแล้วบอกให้สรุปเรื่อง ให้นายเกียรติ สิทธิอมร ประธานผู้แทนการค้าไทยเป็นประธาน วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๓ อธิบดีกรมศุลกากรมีหนังสือถึงดีเอสไอ ผมเรียนอย่างนี้ มันเป็น เรื่องอับอายในฐานะคนเรียนกฎหมาย แต่ผมไม่รู้ว่าอธิบดีกรมศุลกากรลูกน้องนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ จบจากไหนผมไม่รู้ วันที่ ๒ ธันวาคมมีหนังสือ หนังสือที่เป็นประโยชน์ต่อการ ไม่ฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส คุณเป็นข้าพระบาทหรือคุณเป็นขี้ข้าบริษัท ฟิลลิป มอร์ริสกัน แล้วเอกสารที่มาก็แปรเปลี่ยน ไปบอกเลย ตามที่เจ้าพนักงานได้ทําการตรวจไม่ปรากฏว่า กระทําความผิด เอกสารที่มาอยู่ที่ผมหมด เขาบอกให้เจ้าหน้าที่บัญชีตรวจสอบแล้ว ปรากฏ ในเอกสารไม่ผิด และเป็นการตรวจสอบทางบัญชีไม่ใช่เจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนปราบปราม แล้วผมถามคุณ แล้วสาปแช่งเดี๋ยวนี้ ถ้าใครไปออกเอกสารย้อนหลังขอให้วิบัติ ให้พระสยาม เทวาธิราชลงโทษ ให้พระแก้วมรกตหักคอ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๓ นายประสงค์ พูนธเนศ ก่อนหน้าก็มีวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ แล้วก็พอมาทําหนังสือเสร็จ ได้ให้การกับอธิบดี ดีเอสไอในคดีนี้เพิ่มเติม ท่านประธาน ผมนั่งเขียนสํานวนมาหลายปี คดีอยู่ที่อัยการแล้ว เมื่อจะสอบสวนเพิ่มเติมอัยการต้องสั่งสอบเพิ่ม อธิบดีกรมศุลกากรเสือกใช่ไหม เอาใจนาย ใช่ไหม ไปให้การต่อดีเอสไอ ดีเอสไอก็เอาเรื่องส่งไปอัยการ ในที่สุดก็มีคําสั่งไม่ฟ้อง เรื่องยัง ไม่จบแต่ก็ต้องจบ อัยการส่งเรื่องกลับมาดีเอสไอ พอเรื่องดังขึ้นก็รอไว้ ผมถามท่านประธาน เป็นนักกฎหมาย ผมเป็นตํารวจพนักงานสอบสวน สํานวนเสร็จส่งอัยการ ถ้าเขาไม่สั่งสอบเพิ่ม เสือกอะไรไปสอบ ถ้าเขาสั่งสอบเพิ่มเราสอบ เราส่ง หรือเขาเรียกไปสอบเอง จดบันทึกเอง ก็แล้วแต่เขา เขียนมาเลย ผมเตรียมเอาไว้ว่าข้าราชการที่มันเป็นทาสน้ําเงินต้องเปิดหน้ากาก วัดกันไป เอกสารของผมทุกชิ้นออริจินอล ท่านประธานครับ อันนี้ละครับที่นายอภิสิทธิ์แก้ไข ไม่ได้ ท่านไปเห็นคนตายเยอะ ๆ แล้วไม่มีเรื่องหรือ จริงครับนาย ใช่ครับท่าน สบายครับผม มันไม่ได้ เขียนด้วยนะบันทึกช่วยจํา การหารือระหว่างสํานักผู้แทนการค้าไทยกับ กระทรวงการคลังกรณีร้องเรียนของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เมื่อ ๑๖ กันยายน ๒๕๒๒ เวลา ๑๑.๐๐ น. ณ กระทรวงการคลัง ปัญหาข้อที่ ๑ วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒ คุณมา ประชุมในฐานะผู้แทนการค้าไทย คุณรู้ได้อย่างไรคุณเกรียติ ว่าดับเบิลยูทีโอเขาจะตัดสิน อย่างไร เขาตัดสิน วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ คนละปี แทนที่คุณจะพูดเรื่องดับเบิลยูทีโอ ในหัวข้อประชุมข้อที่ ๓ คุณเอาเลย คุณล้วงความลับทางราชการ กรณีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ให้ดีเอสไอรายงาน คนรายงานก็บ้า เอาความลับในสํานวนการสอบสวนไปรายงานได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ข้อ ๓.๑.๓ การโอนเงินไปต่างประเทศโดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่าย และไม่นํามาคํานวณกําไรสุทธิเป็นแผนการหลีกเลี่ยงภาษี คุณมารู้ความลับเขาไปทําไม นี่อย่างไรพวกนายอภิสิทธิ์เป็นอย่างนี้ ต่อมาก็ในข้อ ๓.๑.๔ อ้างเลย บริษัท อลิส อินเตอร์ จํากัด บริษัท คิง เพาเวอร์ ๒๗ บาท บริษัท การบินกรุงเทพ จํากัด ๓๐ บาท แจ้งนําเข้า ๗.๖ บาทในราคาครองเท่านี้ บอกเอาที่แพงมาเปรียบเทียบกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริสไม่ได้ นายเกียรติคุณเป็นใคร พอมาข้อ ๓.๒ บอกว่าข้อ ๓.๒.๔ พอจบ ๓.๒.๔ หากมีการตัดสิน ให้ประเทศไทยแพ้คดี ประเทศไทยอาจขอเวลาในการปรับปรุงมาตรการประมาณ ๖ เดือน ๖ เดือนเรามีสิทธิ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่รู้ก็ถามคนรู้สิ เรามีมาตรการ เรามีวิธีการจะขอ ผ่อนปรนเพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียประโยชน์ ไม่ให้ประเทศไทยเสียภาษี แล้วทําไมไม่ทํา เขาตัดสินวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ ยังไม่ทันตัดสิน เวลาไปประชุมวันที่๑๖ กันยายน ๒๕๕๒ แป๊บ ๆ อ้ายนี่ไม่ได้ อ้ายนี่ไม่ได้ เพราะอะไร เขาบอก ข้อ ๓.๒.๔ คนมีหน้าที่เขารายงาน เรียบร้อย เขาบอกว่าหากมีการตัดสินให้ประเทศไทยแพ้คดี ประเทศไทยอาจขอเวลาในการ ปรับปรุงมาตรการประมาณ ๖ เดือน และหากหลังจากนั้นประเทศไทยไม่สามารถปฏิบัติได้ ประเทศฟิลิปปินส์อาจจะขอชดเชยตอบโต้ทางการค้า การขอชดเชยต้องเป็นไปโดย ความสมัครใจ ชดเชยการค้าอะไร ก็บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มันไม่มีการค้า มันบริษัท ที่เอายาสูบเข้ามา ข้อต่อมา ทีนี้ใหญ่เท่ากัน นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย ตั้งข้อสังเกตดังนี้ ๑. วิธีการเปรียบเทียบราคานําเข้า จะอ้างบริษัท อลิส อินเตอร์ จํากัด ไม่พอ ก็ผมพูดใน ๖ ประเทศ คุณเอาอะไรที่เป็นประโยชน์กับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส คุณเอา ไปใส่หมด นี่ภาษาพนักงานสอบสวนเขาบอกคุณจะหาเรื่องไม่ฟ้อง ก็ตรงอื่นมีตั้งเยอะ บริษัท คิง เพาเวอร์ ก็มี บริษัท กรุงเทพการบิน จํากัด ก็มี ประเทศมาเลเซีย ประเทศ ฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศบรูไนมีหมด นายเกียรติบอกว่ามาอ้างบริษัท อลิส อินเตอร์ จํากัด ไม่เพียงพอ แล้วบอกต่อนะครับ เนื่องจากบริษัท อลิส อินเตอร์ จํากัด มีการดําเนินการนําเข้าบุหรี่เพียงครั้ง ๒ ครั้ง จึงควรเปรียบเทียบต้นทุนการนําเข้าจาก ประเทศอื่น ๆ มากกว่า แต่ว่าคุณไม่ทําอย่างผมทํา ทําไมคุณไปเร่งรัด เรียกดีเอสไอไป เรียกอัยการไป ทําไมละ จะช่วยกันใช่ไหม ได้อะไรหรือเปล่า ต่อมาอีกข้อหนึ่ง นายเกียรติ บอกว่าหากไทยแพ้คดีในดับเบิลยูทีโอ ถึงแม้ว่าอาจจะต้องเสียค่าชดเชยมูลค่าไม่มาก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอ้ายเกียรติฮาร์เล่ย์นี่ละครับออกมาให้สัมภาษณ์ บอกว่าไปเจรจาตกลง ทําไมไม่สั่งฟ้อง เดี๋ยวเสียหายมากมาย จะทําอย่างไร วันที่ ๑๖ กันยายน ปี ๒๕๕๒ บอกถึงจะเสียมูลค่าไม่มากแต่จะกระทบภาพลักษณ์ของประเทศ กระทบอะไรครับ ของเรา เอาของเข้าอียู (EU) เอาปลากระป๋องเข้าอเมริกา มีมันมากไป มีน้ํามันถั่วเหลืองมากไป มีฝุ่นเกาะเขาไม่ให้เข้านะครับ นี่มันเอาบุหรี่ ตรวจแล้วม้วนยาเท่ากัน คุณภาพเท่ากัน อันนี้ ๗ บาท คนอื่น ๑๘ บาท คนอื่น ๒๐ บาท คนอื่น ๓๐ บาท อันนั้นทําไมเชื่อมันละ แล้วมา บอกว่านี่อาจจะเสียหายไม่มากกระทบต่อประเทศ รัฐบาลชุดนี้คุณออกไปเลย คุณตั้งธง หาเสียงนี่ว่าคุณสนับสนุนบริษัท ฟิลลิป มอร์ริสสนับสนุนการค้าบุหรี่ สําแดงเท็จ ทําเลว ทําชั่ว คุณจะลดภาษีให้ แล้วพวกเราจะบอกไม่เห็นด้วย เอาเลยคุณอภิสิทธิ์ ต่อมา กรมสอบสวนคดีพิเศษเขาก็ปรารภว่าถ้าเรื่องประเทศอินโดนีเซียออกมาแบบนี้จะทําอย่างไร เพราะประเทศอินโดนีเซียยังไม่ร้องดับเบิลยูทีโอ แล้วจะทําอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่มีราคา ไม่ต้องอ่านซ้ํา ชัดเจน ท่านต้องไปตบปากนายเกียรติ ไปดูบริษัท อลิส อินเตอร์ จํากัด ไม่ได้ นี่มีหมด ราคาอยู่ที่ผม แต่ผมไม่ให้ท่าน ผมจะเก็บเอาไว้ เดี๋ยวจะไปซัดกับท่าน รอบสอง ท่านประธานครับ ความบังอาจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เคารพยําเกรงกฎหมาย ไม่เคารพยําเกรงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หนังสือด่วนที่สุด ที่ นร ๐๔๑๒/๑๑๐๕๒ สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทําเนียบรัฐบาล กทม. ๑๐๓๐๒ วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ เรื่อง ขอเชิญร่วมหารือกรณีการสําแดงราคานําเข้าบุหรี่อันเป็นเท็จ ของ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) จํากัด เขียนก็ผิด บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด รีบไง และเรื่องอย่างนี้ทําไมต้องด่วนที่สุด หรือพันธมิตรจะบุกทําเนียบ กลัวช่วยเขา ไม่ทัน ไปด่วนที่สุดได้อย่างไรครับ ข้อความ เรียน อธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ เขาเชิญหมด อัยการ เชิญหมดในปฐพีที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ตามที่สํานักงานผู้แทนการค้าไทยได้เชิญ หน่วยงานของท่านเข้าร่วมหารือกรณีการสําแดงราคานําเข้าสินค้าบุหรี่อันเป็นเท็จของ บริษัท ฟิลลิป จํากัด เมื่อวันอังคารที่ ๒๗ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ณ ทําเนียบรัฐบาล หยก ๆ เพิ่งประชุมไป แต่สํานวนอยู่ที่อัยการ กลัวอัยการเขาจะฟ้อง รีบ ร้อนรุ่ม ส่อเจตนาไม่สุจริต ผมบอกท่านนายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมเห็นควรเพิ่มผู้แทนสํานักงานอัยการสูงสุด ท่านขัด รัฐธรรมนูญ ท่านผิด ป. อาญา มาตรา ๑๕๗ เชิญสํานักงานอัยการสูงสุดหารือแก้ไขปัญหา ดังกล่าวในลักษณะบูรณาการ บูรณาการอะไรครับ ช่วยผู้ต้องหาหรือ สํานักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี จึงขอเชิญท่านเข้าร่วมประชุมหารือต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวกับ ประธานผู้แทนการค้าไทยในวันศุกร์ที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุม ๓๐๒ ตึกบัญชาการ ๑ ชั้น ๓ ทําเนียบรัฐบาล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหารทําหนังสือ อันนี้วิ่งราวกลางวัน มันรู้ว่าทําผิด มันออกประชุมอะไรต่ออะไร มันเรียกสํานักงานผู้แทนการค้าไทย ที่ผมบอกว่าวิ่งราวกลางวันผมไม่ได้หมายถึงใคร ไม่ได้ หมายถึงนายเกียรติ ไม่ได้หมายถึงนายอภิสิทธิ์ แต่ถ้าใครคิดชั่วเรื่องนี้ต้องถือว่ามันวิ่งราว กลางวัน พอวันที่ ๒๙ ตุลาคมไป ด่วนที่สุดอีกแล้วครับ วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๓ หนังสือที่ นร ๐๔๑๒/ว ๙๒๖๗ นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชามอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมศุลกากร สรรพากร สรรพสามิต อัยการสูงสุด กรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ศึกษาและทบทวนความถูกต้องทุกประเด็นในรายงานโดยละเอียด ถี่ถ้วน ผมเรียนถามท่านประธาน นายอภิสิทธิ์คุณเป็นเทวดาหรือ คุณควบคุมฝ่ายบริหารได้ แต่กระบวนการทางยุติธรรมคุณยุ่งกับเขาไม่ได้ อย่างนั้นคุณก็ไปเรียกประธานศาลฎีกามาสิ มาปรึกษาคดี คุณไปเรียกศาลอาญามาสิ ศาลอาญาใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลอาญารัชดา คุณเรียกมาสิ อัยการอิสระตามรัฐธรรมนูญคุณเคยตัวเพราะศาลรัฐธรรมนูญช่วยคุณ จนเคยตัว ติดนิสัย คุณทําผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ พอวันที่ ๖ กันยายน วันที่ ๑๓ กันยายน คุณเอาอีกแล้ว เอกสารที่ นร ๐๕๑๖/๔๙๖๘๘ นี่ชัด เชิญมาประชุมอีกแล้ว เชิญมาอีกแล้ว เชิญจัง ๓ ฉบับ ฉบับวันที่ ๒ กันยายน นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชามอบหมายให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง นี่คือการกระทําของนายอภิสิทธิ์ ท่านผู้ชมทางบ้านจะมีนายกรัฐมนตรีละเมิด อํานาจอีก รอบหน้าถ้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เลือกมาเลย ๓๐๐-๔๐๐ คน คุณเป็นไปเลย จะทําให้ภาษีเสียหาย ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผลกระทบอีกหลายหมื่นล้านบาทในอนาคต แสน ๆ ล้านบาท ท่านผู้ชมเลือกพรรคประชาธิปัตย์ไปเลย ถ้าเลือกพวกผมมีคนติดคุก ไม่ใช่เรื่องอื่น เรื่องนี้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนท่านประธาน มันยาว ทําการบ้าน มาเยอะ ถามว่าที่ผู้แทนการค้าไทยหรือกระทรวงการคลัง หรือนายกรัฐมนตรีไปยึดมั่นถือมั่น ดับเบิลยูทีโอทําอย่างนี้ ต้องทําอย่างนั้น เขาไม่มีข้อบังคับ เขาไม่แซงค์ชัน (Sanction) ผมมี ข้อสนับสนุนศาลแขวงรัฐมินนิโซตาเขามีคําพิพากษาตัดสิน ศาลแขวงรัฐมินนิโซตา ระหว่าง ตัวแทนรัฐมินนิโซตา โจทก์ร่วมกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส จําเลย ศาลแขวงรัฐมินนิโซตา เขาบอกว่ากรณี บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ที่ถูกรัฐมินนิโซตาฟ้องต่อศาลแขวงรัฐมินนิโซตา ศาล ได้เคยวินิจฉัยตามคดีที่ ซี ๑-๙๔-๘๕๖๕ (C1-94-8565) ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๐ กรณี รัฐมินนิโซตาฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ตั้งบริษัทลูก บริษัทสาขา บริษัทในเครือ บริษัทพี่น้อง มีโครงสร้างสัมพันธ์กัน บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส บอกไม่ใช่ เรียกภาษี ศาลแขวงมินนิโซตา บอกไม่ได้ พิพากษาให้บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ยกฟ้อง ท่านประธานครับ แต่ทําไม ผู้แทนการค้าไทยดูเฉพาะดับเบิลยูทีโอ นี่ประเทศเขาเอง นี่ประเทศเขาเอง เขาบอกเลย อ้ายบริษัทนี้มันมีนิติสัมพันธ์ มันมีสายสัมพันธ์ ประเทศมาเลเซียเอามาก็ไม่ต้องจ่ายสตางค์จริง ประเทศอินโดนีเซียเอามาก็เท็จ ประเทศฟิลิปปินส์ก็เท็จ ยกตัวอย่างให้ประธานเห็นง่าย ๆ ประธานสามารถ ขายรถให้ประธานสามารถ ราคา ๑๐ ล้านบาท มันขาย ๑๐ บาทก็ได้ เพราะไม่ต้องเลี่ยงภาษี อ้ายฟิลิปส์ มอร์ริสเป็นอย่างนี้ แล้วอยู่เมืองไทย ทําไมนายอภิสิทธิ์ ไม่รักษาประโยชน์ประเทศไทย ๓๐๐,๐๐๐ ศาลแขวงมินนิโซตาเขายังบอกบริษัท ฟิลลิป มอร์ริสเอ็งทําอะไร เอ็งโกหก เอ็งหลอกลวง เอ็งเลี่ยงภาษี ทําไมรัฐบาลไทยไม่รู้ ท่านประธาน มาถึงตรงนี้ผมไม่อยากจะให้ทะเลาะกัน แต่ผมเป็นคนทํางานละเอียด อคติไม่มี ตรงไป ตรงมา นายอภิสิทธิ์รู้หรือควรรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ทําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี บอกกว้าง ๆ ว่าท่านต้องหา มาตรการแก้ไขปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเพราะบริษัทบุหรี่นําเข้าภาษีมันโกงภาษีของพี่น้อง ประชาชนเรา พีระพันธุ์พาดพิงมาพูดสิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเก่านี่ คุณมาพูดสิว่า คุณบอกนายอภิสิทธิ์ นายอภิสิทธิ์ไม่นําพาหรือไม่สนใจผมไม่ทราบ หรือโดนรังสีอํามหิตเลย ทําให้เบลอ เลยทําให้งงงวย จริงครับนาย ใช่ครับท่าน ดับเบิลยูทีโอเขาบอก ฉันไม่ร่วม ผมทําเอง ท่านคบใครก็คบ อ้ายพวกนั่งฮาร์เลย์ผมไม่เชื่อถือ ท่านประธานครับ พอมาถึงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๒ วันที่ ๒ กันยายน เขาฟ้องบริษัทฟิลลิป มอร์ริส วันที่ ๓ กันยายน พีระพันธุ์ทําหนังสือรายงานผลคดีให้ท่าน ผมเรียนนะครับว่าพอท่านเชิญอัยการเขาไป ผมเรียนท่านประธาน ผมไม่โกรธอัยการหรอก ถามว่ากลัวอัยการไหม ก็ไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะกลัว อัยการที่มีความเห็นสั่งฟ้องในชั้นดีเอสไอเขาฟ้องแล้วครับ พวกท่านไปอาละวาดกัน ใหญ่ อ้ายคนฟ้องบินไปสอบประเทศอเมริกา บินไปประเทศฮ่องกง บินไปประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบรูไน อ้ายคนที่สั่งฟ้อง ๓ คนนั่งอยู่ที่ดีเอสไอฟ้องหมด พอท่านมาออกฤทธิ์ออกเดช ไปเรียกมาจัง นายกรัฐมนตรี มีบัญชา อย่ามาพูดว่าเด็กพิมพ์เอง แล้วก็พิมพ์นายกรัฐมนตรีท่านก็โอเคสิ รายงานผมเยอะ เสื้อแดงล้อม พันธมิตรด่า เป็นงานรูทีน (Routine) แต่นัยสาระมันเป็นงานสําคัญ ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างให้ฟัง ไปกับพวกยืนอยู่ปากซอยครับ พวกบอกให้ดู ทางให้หน่อย ตํารวจมาเป่านกหวีด อ้ายพวกเข้าไปข้างในไปปล้นทรัพย์ ศาลฎีกาบอกยืนปากซอย ปล้นด้วยครับ พอเรียกไปอัยการก็สั่งไปฟ้อง อัยการคนสั่งไม่ฟ้องคืออัยการที่เคยฟ้องเรื่องนี้ ชั้นดีเอสไอ ไม่ต้องมาตอบผมเสียเวลา เพราะรองอธิบดีมีหนังสือ ๑ ฉบับ อ้ายอธิบดี ลูกน้องนายประดิษฐ์คนใหม่มีหนังสือ ๒-๓ ฉบับ มันคนประเด็นกับคดี ถามว่าคนเป็น นายกรัฐมนตรีทําไมเอาหลักฐานที่เป็นประโยชน์กับผู้ต้องหาเข้าสํานวน ภาษาตํารวจเขาบอก นี่หาเรื่องสั่งไม่ฟ้อง ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานต่อว่าครั้งสุดท้ายที่มันเกิด พลิกแพลงเพราะว่ามีการไปนั่งกันที่ทําเนียบ คนของท่านนั่งหัวโต๊ะ แต่นายธาริตไม่ได้ไป ดีเอสไอคนอื่นไป อัยการสูงสุดรับแล้ว ท่านบอกว่าท่านไป แล้วก็บอกว่าไปปรึกษากับใคร ๆ ก็ได้ ท่านมีไมตรีผมไม่ว่า คิดอย่างไรอัยการสูงสุดเขาต้องเป็นโดยคณะกรรมการ กอ. วุฒิสภา ต้องเลือก นําความกราบบังคมทูลฯ ประธานวุฒิสภารับสนองพระบรมราชโองการ ศักดิ์ศรี เท่าท่าน แล้วเรียกเขาไปที่ทําเนียบได้อย่างไร พอเสร็จเรียบร้อยอัยการ ดีเอสไอ กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร พวกท่านนั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน จิ้งจกทําเนียบมันมาเล่าให้ผมฟัง คนเป็นประธานบอกว่าเรื่องคดีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส นายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ทบทวน แปลเป็นอื่นได้ไหมท่านประธาน คดีเขาสั่งฟ้องไปแล้ว ให้ทบทวนคืออะไร แล้วนายเกียรติ ปูพื้นมาตลอด นี่ไม่ผิด นี่ไม่แพง นี่อย่างนี้ ดับเบิลยูทีโอเป็นอย่างนี้ บอกเลยนายกรัฐมนตรี มีบัญชาขอให้ทบทวนการสั่งคดี คนมีอํานาจก็รับว่าเมื่อรัฐบาลมีนโยบายให้ทบทวนก็ขอ รับนโยบายไป คุณอภิสิทธิ์ คุณและพรรคพวกได้สร้างตราบาปให้แผ่นดินนี้ เสร็จเรียบร้อย ท่านประธานครับ ผมไม่เคยคาดคิดว่านายกรัฐมนตรีที่ได้รับความชื่นชม นายกรัฐมนตรี มีตัวช่วย ท่านเป็นรัฐบาลไม่สง่างาม การบริหารของท่านจึงไม่สง่างามดังที่ผมบอก ท่านแพ้ เลือกตั้ง ท่านแย่งอํานาจพวกผมไป ส่วนตัวผมไม่มีอะไรกับท่าน แต่งานนี้ท่านกับผมรบกันอีก หลายยก มีอะไรก็โยนมาให้พวกผม หนีภาษี พันตํารวจโท ทักษิณ ถ้า พันตํารวจโท ทักษิณ ไม่ขายหุ้นแล้วจะถูกยึดทรัพย์ไหม ก็ไม่ถูก ศาลฎีกาตัดสิน ๕ คนบอกติดคุก ๔ คนบอกไม่ติด ก็นี่เป็นมุมมองนักกฎหมาย ศาลฎีกายึดทรัพย์ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท พวกท่านเคยมีเวลา ไปอ่านคําวิเคราะห์ นักกฎหมาย อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๕ คน เขาวิเคราะห์ ไม่เห็นด้วยกับคําตัดสิน ๘ ข้อ นี่เป็นมุมมองนักกฎหมาย พอพวกผมบอกว่าเลือกตั้งรอบหน้า เราเอารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้ เลิกกัน คดีความทุกภาค ทหารเรือบอกเคลียร์เด็ก ล้างกันสาด ๖ เดือนแรก ๖ เดือนที่ ๒ ๖ เดือนที่ ๓ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ปราบยาเสพติด ใครเป็นหนี้ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ พักหนี้ ๕ ปี เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ พวกผมไม่มีสิทธิพูดครับท่านประธาน ผมบอกถ้าเราชนะจะรับ พันตํารวจโท ทักษิณกลับบ้าน คดีความเลิกกัน พอกันที บ้านนี้เมืองนี้ ไม่ไหวแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่เคยเชื่อว่ารัฐบาลจะมีความจงรักภักดีมากกว่าพวกผม ผมเป็น นายตํารวจ อายุ ๒๕-๒๖ ปี ผมก็ได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมถวายการอารักขา สมัยก่อน ตํารวจต้องหันหลังให้ขบวนเสด็จ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาบ้างไม่มากนัก แต่พวกผมไม่เคย วิจารณ์จะปฏิรูประบบสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ เหมือนซิมโบล (Symbol) ในประเทศยุโรป พวกท่านทํา พวกท่านพูดที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮ็อร์บกินส์ คือนายกษิต เพราะความบังอาจ ความไม่รู้ที่ต่ําที่สูง ไปพูดกับนักศึกษามหาวิทยาลัยจอห์น ฮ็อร์บกินส์ จะปฏิรูประบบสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เหมือนกับประเทศลักเซมเบิร์ก ให้เหมือนประเทศลิกเตนสไตน์ ก็รู้อยู่ประเทศนั้นเป็นอย่างไร พวกท่านถึงมีกรรมมีเวร เพราะไปทําเรื่องไม่บังควร จึงเป็นที่มาของความหายนะที่จะเกิดขึ้น ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกพรรคพวกผมเขาบอกว่าเรื่องนี้ต้องพูดให้ชัด นายกรณ์ชี้แจงผมก็ไม่อยากฟัง เพราะคุณน็อธธิง (Nothing) ไม่มีราคา เกิดมาได้เพราะนายอภิสิทธิ์ ถ้าคุณไม่มีนายอภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรค ผู้ใหญ่บ้านคุณก็แพ้ ถ้าคุณลงพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี ๒๕๒๖ ส.ข. คุณก็ไม่ได้เป็น ผมไม่ฟังคุณ ไม่ต้องมาชี้แจง เพราะเรื่องนี้เดี๋ยวกรมสรรพากรชี้อย่างนี้ เก็บภาษีอย่างนี้ เก็บภาษีอย่างนี้ ผมคอนคลูสชัน (Conclusion) ให้ฟัง นายอภิสิทธิ์ แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ช่วยเหลือบริษัทข้ามชาติ ไม่ต้องให้เสียภาษี ท่านประธาน แล้วก็มาบอก กรมศุลกากรเขาบอกไม่ผิด กรมสรรพากรบอกไปเก็บเขาไม่ได้ ก็นั่นคุณเอา เหตุผลเล็ก ๆ คุณเอา ๘-๙ เรื่องมาสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ เขาสอบสวนตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๒ คุณอภิสิทธิ์รู้ไหม ไม่ใช่กรมสรรพากรลูกน้องนายประดิษฐ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ สมัยมีกรณีรับเงินบริจาค ๒๕๘ ล้านบาท ๒๙ ล้านบาท นึกว่าชนะ ปัดโธ่ พวกคุณรับกรรมได้แล้ว ท่านประธานครับ เขารับสอบกันมา ๓ ปีเขาไปสอบประเทศฟิลิปินส์ ๓ ครั้ง ศุลกากรไปด้วย ประเทศอินโดนิเซีย ๓ ครั้ง ประเทศฮ่องกง ๑ ครั้ง ประเทศสิงคโปร์ ๑ ครั้ง ประเทศ มาเลเซีย ๒ ครั้ง ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาไปครั้งหนึ่ง ผมบอกท่านประธานก็ได้ นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ เดิมเป็นอธิบดีอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากรมาร่วมสอบคดีนี้ ไปประเทศสหรัฐเมริกาด้วย แล้วก็มีความเห็นสั่งฟ้อง แล้วสุดท้ายท่านก็มาเป็นอธิบดีอัยการ ฝ่ายคดีพิเศษ แล้วก็สั่งไม่ฟ้อง ผมถามท่านประธาน ถ้าไม่ต้องการเอาอัยการสูงสุดมาข่มขู่ ลูกน้อง คุณไปเชิญอัยการสูงสุดมาได้อย่างไร เพราะคดีนี้ไม่ถึงอัยการสูงสุด เพราะคดีมันยัง ไม่แย้ง คุณจุลสิงห์ อัยการสูงสุด ผมชื่อร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง คุณกับผมไม่มีอะไรกัน เมื่อคุณไม่มีหน้าที่ในการสั่งคดี แล้วคุณไปทําไมที่ทําเนียบรัฐบาล คุณรับสารภาพ รัฐบาลนี้ บ้าอํานาจ ทําทุกอย่างช่วยพรรคพวก ท่านประธานทราบไหมครับ วันนี้บริษัทที่หนีภาษี บริษัท ฟิลลิป มอร์ริสมีส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ยี่ห้อมาร์โบโล ยี่ห้อแอลแอนด์เอ็ม ๒๗-๓๐ เปอร์เซ็นต์ มัจจุราชแห่งความตาย คนตายปีละ ๔๒,๐๐๐ คน ๕๐,๐๐๐ คน ถ้างานนี้รัฐบาล ช่วยเขาได้ ไม่ต้องเสียภาษี แล้วเสียถูก โรงงานยาสูบเจ๊ง บริษัทอื่นเอาเป็นตัวอย่าง วันข้างหน้า ที่เขานําเข้ามาหลายปีจะเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ท่านประธานครับ ผมตั้งข้อสังเกตเป็น กรณีสุดท้าย ตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้วันหนึ่งจะสู่บรรยากาศยุบพรรคการเมืองบางพรรค เพราะมีคนรับเงินจากบริษัทต่างด้าว ผมเสียใจจริง ๆ ว่าพรรคมอบผมช้าไป ไม่อย่างนั้น ผมจะแกะรอยการเอาเช็คออก การนําเงินเข้า นายอภิสิทธิ์อาจจะไม่ได้เงินเข้ากระเป๋า แต่เมื่อพวกท่านรวย ปตท. ทํามาหากินร่ํารวย ท่านก็คือคนคอร์รัปชันอํานาจ ท่านด่าผมเลย ท่านยืนขึ้นมาซดเลย ท่านว่าท่านสุจริต ผมก็ไม่เคยทุจริต เอามาสักเรื่องหนึ่งที่ว่ามัวหมอง อยู่พรรคประชาธิปัตย์ผมเป็นรองเลขาธิการพรรค เป็นรองประธานจัดงาน ๓๗ ปี พรรคประชาธิปัตย์ เป็นกรรมการบริหารพรรคมาจากเลือกตั้ง สมัยนั้นพรรคอ่อนแอ ไม่เหมือนสมัยนี้ใครก็แย่งลง ผมเป็นคนปราศรัยให้ ผมไม่ได้มาเอาบุญคุณ แต่วันนี้ต้อง ดีไซซีฟ (Decisive) ท่านประธานครับ คําวินิจฉัยขององค์กรค้าโลกดับเบิลยูทีโอไม่ผูกพัน กระบวนการยุติธรรมของไทยเพราะเป็นกรณีพิพาทที่แตกต่างกัน บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มีปัญหาเกี่ยวกับการคํานวณราคาสินค้าบุหรี่ที่นําเข้าว่าจะใช้วิธีการใดในการประเมินราคาสินค้า จึงจะเป็นราคาที่ถูกต้องแท้จริง เพราะมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าฟิลลิป มอริส สําแดงราคาต่ําไป หลักดับเบิลยูทีโอเขาจะไม่ก้าวล่วงในกระบวนการยุติธรรมของประเทศสมาชิก ดังเฉกเช่น ลดทอนผ่อนปรน ข้อ ๔ ข้อ ๑ ไม่ได้ มาข้อ ๒ ข้อ ๒ ไม่ได้ มาข้อ ๓ ข้อ ๓ ไม่ได้มาข้อ ๔ ข้อ๔ ไม่ได้มาข้อ ๕ ยังไม่ใช้ มาข้อ ๖ เขาเรียกย้อนกลับ ก็ไปตกลงข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ กันใหม่ แล้วทําไมถึงเอาเหตุผลนี้ไปบีบอัยการ ไปเรียกเขามา ไปเรียกอัยการสูงสุดมาที่สํานัก นายกรัฐมนตรี เรียกมาทําไม มีหนังสือไม่เกรงฟ้า ไม่เกรงดิน ท่านประธานครับ หลักการ ดับเบิลยูทีโอจะไม่ก้าวล่วงในกระบวนการยุติธรรมของไทย ประเทศสมาชิกดับเบิลยูทีโอ เป็นเพียงตรวจสอบว่าประเทศไทยได้จัดเก็บภาษีศุลกากร ได้ดําเนินการเป็นไปตามข้อตกลง ด้วยภาษีศุลกากรและการค้าของแกตต์หรือไม่ เราใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ มีแล้ว ใช้แล้ว แล้วใช้ด้วย แล้วเขายอมรับด้วย ท่านประธานครับ การตีความในข้อกฎหมายของเจ้าหน้าที่ แต่ละประเทศเป็นเรื่องภายในประเทศนั้น ๆ ศุลกากรบอกแพง บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไม่พอใจ ยื่นอุทธรณ์ อุทธรณ์บอกว่าเห็นด้วยกับศุลกากร แต่คุณต้องอุทธรณ์ ๓๐ วัน เขาอุทธรณ์เห็นด้วยกับศุลกากร บริษัท ฟิลลิป มอร์ริสฟ้องศาลภาษี ถ้าพฤติกรรม นายอภิสิทธิ์เป็นอย่างนี้ต้องออกกฎหมายยกเลิกศาลภาษี ท่านประธานครับ ราคาสินค้า ที่แท้จริงไม่ถูกต้องเขามีคณะกรรมการอุทธรณ์และศาลภาษีอุทธรณ์ ผมเรียนอย่างนี้ว่างานนี้ เงินหายไป ๖๘,๘๘๑ ล้านบาท ค่าเสียหายในอนาคตเป็นจํานวนมหาศาล ผมไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ถ้ารัฐบาลมีพฤติกรรมอย่างนี้ ขณะนี้เรื่องอยู่ที่ดีเอสไอ คิดง่าย ๆ ท่านประธาน คดีทั่วไป ถ้าไม่มีการวิ่งเต้น พอไม่ฟ้อง คดีไม่เสร็จ เขายังไม่ถอนหมายจับ นี่มารีบโทรศัพท์กันไปเลย ที่ดีเอสไอ เพราะเรียนหนังสือมารุ่นเดียวกัน ถอนหมายจับพวก ท่านพนักงานอัยการ ท่านเป็นทนายแผ่นดิน ท่านมีศักดิ์ ท่านมีศรี กรณีอย่างนี้ต่อไปบริษัทของประเทศอังกฤษ ดันฮิลล์ ๕๕๕ ไมล์ เซเว่น เอสเซ่ ดาร์วิดอฟ จงหัว เจบีเอส ลอนดอน เบนสัน เฮคเกต พอมอนด์ เขาเอาบ้างแล้วจะทําอย่างไร ผมมีหนังสือโต้แย้งรองอธิบดีกรมศุลกากรเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ส่งเอกสารมาหลังจากดีเอสไอเขาฟ้องแล้ว ผมมีหนังสือโต้แย้งอธิบดี กรมศุลกากร ลงวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๓ และผมมีรายละเอียดอีกเยอะ คําให้การของอธิบดี กรมศุลกากรที่ให้เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ให้เสร็จ ทําหนังสือถึงอธิบดีดีเอสไอ ผมย้ําอีกครั้ง ท่านประธานที่เคารพ ทําไมต้องไปให้การกับดีเอสไอ สํานวนอยู่ที่อัยการ ถ้าอัยการเขาสั่ง สอบเพิ่มก็ค่อยสอบ นี่เขาไม่ได้สั่งสอบเพิ่ม พยายามเร่งรัด เร่งรีบ รีบทํา แล้วเป็นเหตุ ให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง ผมกราบเรียนท่านประธานว่าญัตติไม่ไว้วางใจครั้งนี้เดิมผมไม่มีคิวพูด พอเขาให้พูดก็กินเวลาพรรคพวกจริง ๆ ผมเต็มใจพูด เพราะพฤติกรรมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคพวกเขากล่าวหาในญัตติ อย่าประท้วงผม เขาบอกท่านเป็นฆาตกรรมประชาชน วันนี้ผมจะเติมให้อีก ๒ ข้อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกจากฆาตกรรมประชาชนแล้ว ท่านยังเป็นนักฆาตกรรมระบอบประชาธิปไตย แพ้เลือกตั้งแล้วเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สง่างาม ถูกต้อง แต่มันใช้ไม่ได้ ข้อที่ ๓ พฤติกรรมพวกท่านครั้งนี้เป็นการฆาตกรรมเศรษฐกิจ ของประเทศ อัตราภาษีย่อยยับ อัตราภาษีวิบัติเพราะพฤติกรรม ท่านเอาอัยการสูงสุด มาทําไม คดียังไม่ถึงอัยการสูงสุด ถ้าดีเอสไอเขาฟ้องไปถึงคดีอาญาพิเศษฟ้อง เรื่องจบ ไปศาล ถ้าดีเอสไอฟ้อง คดีพิเศษไม่ฟ้องกลับมาที่ดีเอสไอ ถ้าดีเอสไอไม่ฟ้องคดีจบ ท่านเอา เขามามีคนเขาบอกมาท่านเล่นการเมืองสกปรก ต่อรองเรื่องกฎหมายอัยการ ส่วนใครต่อรอง บ้างหรือไม่ผมไม่ทราบ และผมก็ยังไม่เคยเห็นใครที่มีแต่ให้ที่จะให้บริษัทได้ประโยชน์จํานวนมาก ท่านไม่ต้องมาตอบผม ตัวเลขไม่ถึง ตัวเลขอย่างนั้น ตัวเลขอย่างนี้ ประเด็นหลักที่ผมอภิปราย วันนี้พฤติกรรมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฆาตรกรรมประชาชน ฆาตรกรรมระบอบ ประชาธิปไตย ฆาตรกรรมระบอบเศรษฐกิจในเรื่องภาษี ผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓ มาตรา ๘๑ (๑) มาตรา ๒๕๕ พนักงาน อัยการเป็นอิสระ ใครเกี่ยวข้องไม่ได้ มาตรา ๒๖๖ ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ห้ามสมาชิกวุฒิไปเกี่ยวข้องและใช้ตําแหน่งก้าวก่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตนและผู้อื่น และมาตรา ๒๖๘ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามมาตรานี้ด้วย ถ้าข้อเท็จจริงรับ ฟังได้ว่าจรรยาบรรณทางการเมืองท่านไม่ฟัง ท่านไม่สนใจ ไอ้นี่มันเลวร้าย ฝากกฎเหล็ก ๙ ข้อ ท่านอยู่ไป ยุบสภา แล้วเรามาสู้กัน ผมจะยืนปราศรัยในกรุงเทพมหานคร ลองดูสิว่า คนเคยปราศรัยให้พรรคประชาธิปัตย์เมื่อตอนหนุ่ม ๆ แล้วจะกลับมาปราศรัยให้พรรคเพื่อไทย อีกทีตอนอายุ ๖๓ ปีจะมีคนฟังไหม ท่านที่เหยียดหยามดูถูกผมไม่เป็นไร ผมรู้ตัวผมดี ว่าผมทําอะไรไปบ้าง ท่านมีความผิดตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาพาดพิงวันที่ ๒๖ มิถุนายน บอกนายกรัฐมนตรีให้หาวิธี แก้การจัดเก็บภาษี วันที่ ๓ กันยายนหลังเขามีความเห็นพ้องเมื่อปี ๒๕๕๒ ท่านมีหนังสือถึง นายกรัฐมนตรีแจ้งผลคดี ไม่ต้องเอาสรรพสามิตมา ไม่ต้องเอาสรรพากรมา เก็บภาษีอย่างนั้น อย่างนี้ ผมไม่มีเวลาฟัง แต่เดี๋ยวจะเอาเอกสารทั้งหมดจากนักข่าว และที่สําคัญที่สุดสรุป เรื่อง ปตท. จะคดโกงกันอย่างไรผมไม่รู้ แต่ผมบอกว่า ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจที่ขออนุญาต ออกนอกกฎหมายพระราชบัญญัติพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี ๒๕๒๑ สภาพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็เอาเรื่องที่ ปตท. อยากออกนอกกฎหมายเพราะไปจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหารือกฤษฎีกา กฤษฎีกาประชุม ๒ คณะ คณะ ๓ บวกคณะ ๕ แล้วบอกออกไปไม่ได้ต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายได้วินิจฉัย วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ เลขที่วินิจฉัยเสร็จ ๑๑๓ ไปลงทุนประเทศอียิปต์ขาดทุน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทก็ไม่ได้ขออนุมัติ ไปลงทุนประเทศสิงคโปร์ ซื้อของถูกราคาแพง ที่ประเทศอินโดนีเซียก็ไม่ได้อนุมัติ ไปลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนที่ประเทศนอร์เวย์ ไปทําออยล์แซนด์ที่ประเทศแคนาดาก็ไม่ได้ขออนุมัติ สรุปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และพวกท่านทําผิดกฎหมาย ส่วนท่านชี้แจงข้อเท็จจริงมันไม่สามารถหักล้างข้อกฎหมายได้ ถ้าท่านไม่ฟังผมท่านต้องไปทะเลาะกับกฤษฎีกา แล้วต้องเรียกเจ้าหน้าที่ ปตท. มา คุณทํา อย่างนี้ทําไม ใครรวย ใครมีสตางค์ คุณหาเงินไว้ใช่ไหม คุณจะตั้งรัฐบาลกับพวกผมใช่ไหม ทําไมต้องไปรอแยล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ (Royal Bank of Scotland) ทําไมต้องไปทํา ซื้อขายน้ํามันล่วงหน้าที่ประเทศสิงคโปร์ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผมจึงไม่สามารถไว้วางใจ ให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บริหารราชการบ้านเมืองต่อไปได้
แล้วสุดท้ายของท้ายสุดขอความกรุณาท่านประธานให้พี่น้องประชาชนได้เป็น สักขีพยานว่าถ้าการเลือกตั้งข้างหน้าพรรคไหนชนะอีกพรรคต้องเคารพกติกา อย่ามาอ้างว่า ไม่เกินกึ่งหนึ่ง เกินกึ่งหนึ่งไปตั้งเอาคะแนน เอามาจอริตี้ (Majority) เป็นตัวกําหนด เลียนแบบท่านชวน หลีกภัย สิ แพ้ พลเอก ชวลิตคะแนนเดียวไม่ตั้ง และไม่ต้องพูดว่า ก็พรรคร่วมเขาหนุน ก่อนหนุนใครโทรศัพท์ไปหาใคร เขาทําอย่างไร คุณอย่ามานึกว่าผม ไม่รู้จักนายทหาร คุณอย่ามานึกว่าผมไม่รู้จักนายตํารวจ ก็ผมมีมรรยาท เมื่อผมเป็นฝ่ายค้าน ผมอยู่ในสถานะ เจอในงานตรงนี้ผมหลบตรงนี้ เจอตรงนี้ผมหลบตรงนี้ เพราะผมรู้ว่าถ้าไปคุย กับเขาเดี๋ยวเขาเดือดร้อน เพราะรัฐบาลของท่านเป็นรัฐบาลใจแคบ เห็นแก่ตัว ไม่เห็นกับ พี่น้องประชาชน ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านนายกรัฐมนตรี ผมขอเวลานิดหนึ่ง จะแจ้งเรื่องนัดประชุมพิเศษ ด้วยท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรได้มีคําสั่งให้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๔ ครั้งที่ ๑๖ (สามัญสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ ในวันเสาร์ที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๔ เวลา ๙.๐๐ นาฬิกา ณ ตึกรัฐสภา เพื่อลงมติญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ฉะนั้นจึงเรียนเชิญท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มาร่วมประชุม ตามกําหนดเวลาดังกล่าวข้างต้น ได้มีระเบียบวาระออกมาแล้ว เดี๋ยวสักครู่เจ้าหน้าที่ก็จะนํา มอบให้ท่าน ขอแจ้งนัดในห้องประชุมเลยนะครับ เรียนเชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขอหารือท่านประธานนิดเดียวครับ เพื่อซักซ้อม เรื่องของเวลาว่าทางฝ่ายรัฐบาลนั้นเหลือเวลาที่จะชี้แจงอีกเท่าไร แล้วก็จะต้องส่งคืน เพื่อถือว่าปิดอภิปราย แล้วก็ให้ท่าน ส.ส. มิ่งขวัญเป็นผู้สรุปในเวลาเท่าไร
ขณะนี้ท่านประธานวิปฝ่ายค้านอยู่ไหมครับ เท่าที่ฟังจากท่านได้ชี้แจงต่อที่ประชุม หมายความตั้งแต่ ๑ ทุ่มจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ใช้เวลาไปถึง ๓ ทุ่ม พอถึง ๓ ทุ่ม ท่านมิ่งขวัญก็เป็นผู้สรุปให้จบภายในเวลา ๕ ทุ่ม หลังจากนั้นก็จะปิดการประชุม เชิญท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านวิทยา บุรณศิริ ครับ
ท่านประธานครับ กระผม วิทยา บุรณศิริ ตามที่เราทั้ง ๒ ฝ่ายได้ตกลงกัน จะต้องคืนเวลาให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ๑ ทุ่มตรง หลังจากนั้นท่านมีสิทธิที่จะชี้แจงไปถึง ๓ ทุ่ม แล้วก็คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ก็ใช้เวลาจนถึง ๕ ทุ่ม หรือ ๕ ทุ่มนิด ๆ ก็แล้วแต่ท่าน ก็ให้เสร็จตามที่ได้ พูดคุยกัน แล้วจากนั้นก็จะเป็นการปิด ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ถ้าอย่างนั้นก็ให้ท่านนายกรัฐมนตรีเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึง ๓ ทุ่ม จากนั้นท่านมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ก็สรุป เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมจะได้ชี้แจง ประเด็นที่ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง อภิปรายใน ๒ เรื่อง ก็คือการดําเนินการ ของ ปตท. กับเรื่องของกรณีปัญหาภาษีบุหรี่ แล้วหลังจากนั้นท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้ก็คงจะใช้เวลาชี้แจงเพิ่มเติมเล็กน้อย เสร็จแล้วผมก็จะได้ชี้แจงประเด็นที่ยังตกค้างอยู่ ในส่วนที่มีการอภิปรายพาดพิงถึงตัวกระผม แล้วก็รัฐมนตรีท่านอื่น ๆ ในช่วงตลอดระยะเวลา ๔ วันที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพ ผมเองก็แปลกใจมากว่าในช่วง ๒-๓ สัปดาห์ ที่ผ่านมานี้ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ได้มีการหยิบยกปัญหาของ ปตท. เข้ามา อภิปรายตั้งกระทู้ถามในสภา แล้วก็อภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ เพราะว่าคําพูดที่ ท่านร้อยตํารวจเอก เฉลิม ใช้กับทางบริษัท ปตท. รุนแรงมากนะครับ ว่าตามจริงแล้วเขาก็ เป็นคนนอก แล้วก็เสียหาย ผมก็ไม่ทราบว่าความเกลียดชังเกิดจากอะไร แต่ว่าผมก็ กราบเรียนว่าในส่วนที่ผมจะชี้แจงต่อไปนั้นอยู่กับเรื่องของข้อเท็จจริง ผมเข้าใจดีว่าบริษัท ปตท. หลังจากที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วมีกําไรมากก็ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เหมือนกับที่เมื่อวานนี้ก็มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายในเรื่องของโครงสร้างราคาพลังงาน แล้วผมเอง ผมก็ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วด้วยว่ารัฐบาลชุดนี้ก็คิดแก้ไขในเรื่องที่เห็นว่าการกํากับ ดูแลงานของรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นี่ควรจะต้องมีการปรับปรุงด้วย เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะกราบเรียนว่าผมจะชี้แจงในส่วนของประเด็นที่มีการอภิปราย เกี่ยวกับการดําเนินการของ ปตท. และขณะเดียวกันก็จะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลกําลัง ดําเนินการหรือได้ดําเนินการไปแล้วในการปรับปรุงนั้นเป็นอย่างไร
ประเด็นแรกที่ร้อยตํารวจเอก เฉลิม กล่าวหาอย่างรุนแรงก็คือว่ารัฐบาล ชุดปัจจุบันนี้เป็นรัฐบาลซึ่งปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะในเรื่องของ กฎหมายของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในประเด็นที่ว่าจะต้องมีส่วนในการ พิจารณาการลงทุนหรือโครงการหรือแผน แผนงานของทาง ปตท. แต่ที่ผมแปลกใจก็คือ ประเด็นที่ท่านร้อยตํารวจเอก เฉลิมหยิบยกขึ้นมาตั้งเป็นกระทู้ถามมา ๒ สัปดาห์แล้ว ล้วนแล้วแต่เป็นการดําเนินการก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามารับผิดชอบทั้งสิ้น เพียงแต่วันนี้แถมมา อีก ๑ เรื่องก็คือกรณีที่ไปร่วมลงทุนกับสแต็ทออยล์ในเรื่องของออยล์แซนด์ที่ประเทศแคนนาดา แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ท่านได้อภิปรายพาดพิงเชื่อมโยงในงานที่รัฐบาลของท่านพลเอก สุรยุทธ์เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน เพียงแต่ว่าโยงเข้ามาว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในขณะนั้นคือท่านรัฐมนตรีปิยสวัสดิ์ เป็นสามีของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน ซึ่งเป็น เรื่องที่ไร้สาระมากที่จะมากล่าวหาว่าตัวกระผมไม่ไปดําเนินการอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะไปเกรงใจ หรือเพราะไปติดอยู่ที่ว่าภรรยาของท่านอดีตรัฐมนตรีปิยสวัสดิ์นั้นอยู่ใน พรรคประชาธิปัตย์ และกระผมจะถามกลับไปละครับว่าเขาไปลงทุนตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ตัดสิน กันไปตอนนั้น ช่วงที่ท่านเป็นรัฐบาล ๒๕๕๑ ท่านเกรงใจใครละครับถึงไม่ดําเนินการในเรื่องนี้ มันไม่ใช่ครับ ประเด็นก็คือว่าการลงทุนในลักษณะนี้มันมีการที่จะต้องมีการตีความถึง แนวปฏิบัติ จริงครับที่มีการพูดถึงการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาในเรื่องของการ ดําเนินการของ ปตท. ว่าเรื่องใดบ้างที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ แต่แนวปฏิบัติที่เขาทํามาโดยตลอด ท่านประธานครับ ตั้งแต่สมัยของ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณด้วยซ้ํา มีการลงทุนในต่างประเทศหรือมีการลงทุน ในลักษณะของการลงทุนทางการเงินร่วมทุนอย่างนี้ อย่างน้อย ๆ ที่ผมจําได้ก็ ๒ โครงการ แล้วก็มาต่อเนื่องมาที่รัฐบาลของท่าน พลเอก สุรยุทธ์ แล้วก็ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ประเด็นก็คือว่าแนวปฏิบัติที่หน่วยงานเขายึดถือกัน เขาบอกว่าถ้าเป็นเรื่องของการลงทุน ในลักษณะของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ เช่น ไปลงทุนในเรื่องของโครงสร้าง พื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน อย่างนี้ชัดเจนว่า หน่วยงานจะต้องมีการนําเสนอโครงการเหล่านั้นให้ทางคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติเขาพิจารณาให้ความเห็นชอบเสียก่อน แต่ว่าถ้าเป็นการลงทุนในลักษณะของ การลงทุนร่วมทุนทางธุรกิจ ซื้อหุ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไปดําเนินการในต่างประเทศ ตรงนี้มันไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่จะไป เกี่ยวข้องกับการกํากับดูแลของรัฐวิสาหกิจซึ่งเมื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วก็จะถูก กํากับดูแลใน ๒ ลักษณะ คือ ๑. ตัวกฎหมายของตลาดหลักทรัพย์เอง และ ๒. ก็คือในฐานะ ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลทั้งรัฐวิสาหกิจและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือผู้ถือหุ้นก็จะทําหน้าที่ ในการกํากับดูแลตรงนั้น เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าโครงการที่ท่านหยิบยกขึ้นมา ทั้ง ๓ โครงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอียิปต์ ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศ อินโดนีเซียที่ว่า หรือไม่ว่าจะเป็นกรณีของการร่วมทุนกับสแต็ทออยล์ที่ประเทศแคนาดา ล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะของโครงการที่เป็นการไปซื้อหุ้น ไปร่วมลงทุนในต่างประเทศ นี่คือเหตุผลครับ แต่ถ้าถามว่าตั้งแต่มีการนํา ปตท. เข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็มีการวินิจฉัย ของกฤษฎีกา มีมติของ ครม. ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณว่าการกํากับดูแล หรือการดําเนินการของ ปตท. จะได้รับการยกเว้นบรรดากฎระเบียบอะไรต่าง ๆ แล้วทําให้ ปตท. ดูจะขาดการกํากับดูแลจากภาครัฐ ผมก็กราบเรียนว่ามีรัฐบาลชุดนี้ละครับที่เข้ามา เข้มงวดกวดขันมากขึ้น โดยมีมติเมื่อเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๒ ว่า แม้ว่า ปตท. จะเข้าตลาด หลักทรัพย์ไปแล้ว แต่ในฐานะรัฐวิสาหกิจขอให้เสนอเรื่องของงบประมาณลงทุนเช่นเดียวกับ รัฐวิสาหกิจอื่น ๆ เท่าที่จะไม่ขัดกับกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ครับ เพราะฉะนั้นในประเด็น ที่ท่านพยายามกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็ขอกราบเรียนว่ารัฐบาลนี้ได้ ยึดถือแนวปฏิบัติที่มีการตีความกฎหมายกันมาหลายระยะเวลาของรัฐบาลหลายชุด แต่ได้มาเพิ่ม ความเข้มงวดกวดขันในเรื่องของการที่จะให้งบลงทุนต่าง ๆ ของ ปตท. ต้องทําเหมือนกับ รัฐวิสาหกิจอื่นเท่าที่ไม่ขัดกับเรื่องของกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ และขณะนี้อย่างที่ผม ได้กราบเรียนไปเมื่อวานนี้เราก็อยู่ในช่วงที่กําลังจะผลักดันให้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า เข้าไปดูแลในเรื่องของรัฐวิสาหกิจอย่างเช่น ปตท. ด้วย รวมไปจนถึงว่าในหลักการเราก็ได้ เห็นพ้องกับข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ในปัจจุบันในเรื่องของการที่จะส่งบุคคลต่าง ๆ เข้าไป เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจจะมีการตีความว่ามีผลประโยชน์ที่ทับซ้อน หรือขัด หรือแย้งกัน ที่จริงก่อนหน้านั้นผมต้องขอขอบคุณท่านปลัดกระทรวงพลังงานท่านปัจจุบัน ครับ ท่านได้เริ่มต้นก่อนว่าท่านจะไม่เข้าไปทําหน้าที่เป็นประธานของกรรมการบริษัทใน ฐานะที่ท่านเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนว่าในเชิงกฎหมายเป็น อย่างนี้ แต่ว่าถ้าจะตีความทบทวนกันใหม่ก็สามารถที่จะศึกษากันได้ แต่ปฏิบัติกันมาอย่างนี้ และที่มากล่าวหาว่าผมไม่ไปดําเนินการอะไรเกี่ยวกับโครงการที่ไปลงทุนที่ประเทศอียิปต์นั้น ก็ไปเกี่ยวข้องกับ ส.ส. พรรคผม ไม่ใช่เด็ดขาดครับ
ประเด็นถัดมาที่จะต้องชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า ท่านก็ได้พูดผ่าน ๆ ถึงข้อเท็จจริงในเรื่องของการลงทุนที่ประเทศอียิปต์นะครับ ที่จริงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานก็ตอบกระทู้ถามไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องของการที่มีการไปเจรจากัน ในขณะนั้นเกี่ยวกับเรื่องของความเกี่ยวข้องของบุคคลที่ท่านกล่าวถึงแล้วว่ามีความเกี่ยวข้อง กับบริษัทนี้อย่างไรหรือไม่ แต่ว่าข้อเท็จจริงหลายอย่างนี่ก็คลาดเคลื่อน แล้วก็ที่ท่านบอกว่า ไปลงทุนในโครงการนี้แล้วก็ทําให้เกิดการขาดทุนนี่ความจริงไม่ใช่ ในส่วนนี้นี่เขามีกําไรครับ เพิ่งแสดงตัวเลขไปว่ามีกําไร ๔๒ ล้านเหรียญเมื่อสิ้นปี ๒๕๕๓ แต่ตัวบริษัทลูกของ ปตท. ที่เข้าไปดําเนินการเรื่องนี้ขาดทุนเป็นผลมาจากโครงการอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในช่วงของระหว่างที่มี ค่าใช้จ่ายหรือการลงทุนเยอะ แล้วก็ยังไม่มีรายได้เข้ามา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ คลาดเคลื่อน เช่นเดียวกับโครงการที่ท่านพูดถึงว่าไปจดทะเบียนบริษัทลูกที่ประเทศสิงคโปร์ เข้าไปลงทุนในเรื่องของปาล์มที่ประเทศอินโดนีเซีย แล้วท่านก็พูดผ่าน ๆ กล่าวหานะครับ ว่าไปซื้อในราคาที่ไม่สมเหตุสมผล เอาตัวเลขหนึ่งบอกราคาต้องเป็นเท่านี้ แต่ไปซื้อราคา เท่านั้น ที่จริงก็เช่นเดียวกันนะครับ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่ผม ก็เป็นห่วงเท่านั้นละครับว่าราคาที่ท่านบอกเขาควรจะไปซื้อนี่ เพราะถ้าผมฟังไม่ผิดตั้งแต่ ตอนที่ตั้งกระทู้ถามแล้วท่านบอกว่าเป็นราคาที่เขาจดทะเบียนบริษัทไว้ การไปตัดสินใจซื้อ สินทรัพย์ในบริษัทนี้เขาซื้อตามมูลค่าของทรัพย์สินที่เขาไปประเมินครับ ไม่ใช่ไปซื้อได้ ในราคาของการจดทะเบียนบริษัท ท่านพูดให้ประชาชนเกิดความสับสนเสมือนกับว่า ของถูกมากและไปซื้อแพง แต่มันไม่ใช่ รายละเอียดข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ความจริงพวกผม ก็ไม่เกี่ยวนะครับ แต่ถ้าท่านจะใช้หลักนี้ผมเพียงแต่บอกว่าท่านสร้างความสับสน ผมกลัว วันหนึ่งข้างหน้าเกิดท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดี๋ยวไปเผลอขาย ปตท. ในราคาทุนจดทะเบียนนะครับ เพราะมูลค่าทรัพย์สินของ ปตท. สูงกว่าทุนที่จดทะเบียนไว้เป็น ๑๐ เท่า หลายสิบเท่า ยิ่งถ้าเป็น ปตท.สผ. อาจจะเป็นร้อยเท่า ก็ได้ เพราะฉะนั้นการเอาตัวเลขอย่างนี้มาแล้วสร้างความสับสนนี่ผมคิดว่ามันไม่เป็นธรรม ส่วนราคาที่แท้จริงเป็นอะไร อย่างไร เมื่อไรนั้น ผู้ที่ตัดสินใจไปในขณะนั้นก็ต้องรับผิดชอบ กันไป ท่านก็เจาะจงไปที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้น ความจริง ในคณะกรรมการในขณะนั้นที่ร่วมตัดสินใจด้วยก็มีอดีตรัฐมนตรีของพรรคท่าน ผมไม่ต้อง เอ่ยนามหรอกครับ ก็ร่วมอยู่ด้วย ส่วนกรณีของออยล์แซลด์ประเทศแคนาดานี่ครับ ของสแต็ทออยล์ ท่านก็พูดเฉียด ๆ ผ่าน ๆ ว่ามีการไปผ่านรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ เขาก็ชี้แจงยืนยันว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ประเด็นทั้งหมดผมอยากจะกราบเรียนครับว่า เรื่องของการดําเนินการของทาง ปตท. นี่ เวลาที่เขาตัดสินใจในการที่จะไปร่วมทุน ซื้อหุ้น อะไรทํานองนี้ ระบบการบริหารจัดการของเรามันควรจะเป็นเพียงแค่ว่ามันเป็นการไปลงทุน ที่สอดคล้องกับนโยบายหรือไม่ เช่น การเพิ่ม หรือการเพิ่มความหลากหลาย หรือการกระจายความเสี่ยงเกี่ยวกับการพึ่งพิงแหล่งพลังงานหรือเชื้อเพลิงประเภทใด ประเภทหนึ่งหรือไม่ แต่ผมไม่คิดว่าสถานะของ ปตท. ในขณะนี้โดยระบบการบริหารจัดการ ควรจะเป็นว่าคณะรัฐมนตรีจะต้องเป็นคนที่มาคอยตัดสินใจ อนุมัติ หรือแม้กระทั่งไปเจรจา ในเรื่องเหล่านี้เลยเพราะไม่ควรให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปยุ่ง ผมจึงขอยืนยันว่าในกรณีของ ปตท. ที่ท่านอภิปรายมานี้เป็นเรื่องซึ่งอยากจะกราบเรียนว่าไม่ได้มีการกระทําซึ่งแตกต่างไปจาก แนวปฏิบัติที่เราได้ยึดถือกันในเรื่องของกฎหมาย แล้วก็มีความคลาดเคลื่อน มีความสับสน อย่างมากเกี่ยวกับตัวเลขต่าง ๆ แล้วก็แน่นอนที่สุดครับว่าไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับเรื่องของ ผลประโยชน์ของผมหรือ ส.ส. ในพรรคประชาธิปัตย์แม้แต่น้อย สําหรับรายละเอียดถ้ายังมี ความข้องใจนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็พร้อมที่จะชี้แจงถ้าเพื่อนสมาชิก จะอนุญาต อันนี้คือเรื่องของ ปตท.
ท่านประธานที่เคารพ ก็มาถึงเรื่องซึ่งเป็นข้อหาซึ่งถือว่าหนักหน่วงมาก ความจริงก่อนหน้านี้ก็มีการโหมโรงกันมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือบอกว่าเรื่องนี้จะเป็น เรื่องที่มีความสําคัญมีน้ําหนักที่สุดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โหมโรงกันออกไปข้อหา ฉกาจฉกรรจ์มากครับ เพราะมีทั้งเรื่องของการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จั่วหัวว่า มีการทุจริต ทําให้ประเทศสูญเสียภาษีมากถึง ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท ตอนโหมโรงกันนี่ ตอนนั้นท่านเหมือนกับว่ายังไม่ได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายเลย ความจริงท่านน่าจะเอะใจ เหมือนกันว่าในที่สุดทําไมคนอื่นเขาไม่พูดเรื่องนี้แล้วให้ท่านมาพูด ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อหาที่ตั้งขึ้นนี่ฉกาจฉกรรจ์มาก ผมจะได้ลําดับแล้วก็ชี้แจงเป็นประเด็น ๆ ไป แต่ว่า ในรายละเอียดไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังก็จะได้ชี้แจงในเรื่องที่เป็นเทคนิค เรื่องของรายละเอียด
ประเด็นแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนก่อนก็คือว่าเราต้องไม่สับสนปะปนกัน นะครับ เพราะว่าเวลาพูดถึงกรณีของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มันมีหลายกรณีเหลือเกิน มันมี ตั้งแต่ปัญหาในช่วงที่เป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็ปรับ แล้วก็จบกันไปแล้วในช่วงที่นําเข้าจาก มาเลเซียก่อนที่เราจะมีกฎหมายศุลกากรที่ได้อนุวัตตามข้อตกลงของดับเบิลยูทีโอ หรือองค์การการค้าโลก ตรงนั้นก็จบกันไปแล้วละครับ แล้วไม่ได้เกี่ยวอะไรกับใครแล้ว ที่จะต้องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจกันในวันนี้ จากนั้นก็จะมีคดีที่เกี่ยวข้องกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับการนําเข้าบุหรี่จาก ๒ ประเทศ คือกรณีของประเทศฟิลิปปินส์กับกรณีของ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งแยกต่างหากจากกัน คดีที่กําลังดําเนินการอยู่ในกรณีของประเทศ อินโดนีเซียนั้นก็ยังอยู่ในขั้นตอนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ไม่เป็นประเด็นเลยครับ ที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาอภิปรายอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าหน่วยงานเขาก็ทํางานของเขาไป ตามปกติ แล้วก็มีคดีที่นําเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์ ที่ท่านพยายามกล่าวหาว่ารัฐบาล ไปแทรกแซงคดีนี้จนสั่งไม่ฟ้อง ขณะเดียวกันก็มีคดีหรือจะเรียกว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ที่องค์การการค้าโลก ซึ่งเป็นกรณีที่ประเทศฟิลิปปินส์ไปฟ้องประเทศไทยที่องค์การการค้าโลก สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านก่อนก็คือว่า ๒ คดีหลังนี้ที่ท่านอภิปรายเกี่ยวข้องในครั้งนี้ ยังไม่ถึงที่สุดทั้ง ๒ คดี กรณีของดับเบิลยูทีโอเริ่มดําเนินการกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ท่านก็บอกว่า มีการตัดสินปี ๒๕๕๓ บัดนี้ทางหน่วยงานของรัฐบาล คือรัฐบาลโดยกรมศุลกากรก็ได้มีการ ดําเนินการในการอุทธรณ์เรื่องนี้ไปแล้วต่อดับเบิลยูทีโอ อุทธรณ์ไปในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าทําไมไม่ไปต่อสู้กับเขาที่ดับเบิลยูทีโอ อุทธรณ์ไปแล้วครับ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ไม่มีตรงไหนที่บอกว่ารัฐบาลไทยอยู่ดี ๆ ไปยกธงยอมแพ้ เป็นเรื่องของการที่ดําเนินการไปตามปกติ ส่วนคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษทําเสร็จส่งอัยการ อัยการสั่งไม่ฟ้อง ส่งกลับมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษก็กําลังไปดูว่า ประเด็นที่อัยการใช้ในการวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องมันมีประเด็นอะไรที่จะโต้แย้งไหม แล้วก็อยู่ ในระหว่างการพิจารณาของกรมครับ และความจริงวันที่ผมรู้ว่ากรมได้รับเรื่องนี้กลับมา ผมก็บอกกับท่านอธิบดีว่าท่านก็ดูไปตามเนื้อผ้า ถ้าเห็นว่ามีประเด็นแย้งก็แย้ง เห็นว่าไม่มี ก็คือไม่มี ซึ่งก็เป็นหลักปฏิบัติที่ผมคิดว่าคนที่ดูแลบริหารราชการแผ่นดินพึงจะกระทํา ส่วนปัญหาในเรื่องของการประเมินภาษีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีปัญหากันระหว่างกรมศุลกากร กับทางบริษัท บางช่วงก็มี บางช่วงก็ไม่มี ซึ่งผมก็จะกราบเรียนให้ทราบต่อไป แต่ทั้งหมดนี้ ท่านจะเห็นถึงความสลับซับซ้อนของมันว่ามันมีหลายเรื่อง ผมก็จึงจะต้องชี้แจง ในประเด็นแรกก่อนว่าในแง่ของการมอบหมายท่านประธานผู้แทนการค้าไทย คุณเกียรติ หรือในแง่ของปัญหาที่มีการดําเนินการตั้งแต่กรมสอบสวนคดีพิเศษไปจนถึงท่านอัยการ แล้วก็ส่งกลับมา ผมหรือรัฐบาลมีแนวความคิดที่จะไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หรือปฏิบัติอย่างไรหรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับท่านประธานผู้แทนการค้าก่อนนะครับ เพราะท่านไม่มีโอกาสเข้ามาชี้แจงในสภาแห่งนี้ ผมแต่งตั้งครับ ท่านก็เป็นคนของ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ปฏิเสธเลยครับ เพราะเคยเป็นผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ ก็ถือว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์และมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการค้าระหว่างประเทศที่ดี คนหนึ่ง แล้วก็เท่าที่ผมติดตามการทํางานมาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ผมแต่งตั้งมอบหมายท่าน ให้เป็นประธานผู้แทนการค้าซึ่งเป็นตําแหน่งที่กําหนดให้มีการแสดง บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วย เพื่อที่จะช่วยดูแลปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับเรื่องของปัญหาการค้าและการลงทุน ซึ่งต้อยอมรับ ว่ามีเยอะมากในปัจจุบัน ที่สําคัญก็คือว่าปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุนที่มีเยอะ มันมักจะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณก็เคยตั้งผู้แทนการค้า ทําหน้าที่ในการประสานงานก็มีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี คล้าย ๆ กันนี่ครับ เพื่อให้เขา สามารถที่จะทําหน้าที่ในการทั้งไปเจรจา ในแง่ของการประสานงาน และในแง่ของการที่จะ เชิญเจ้าหน้าที่บุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล มาชี้แจง ช่วง ๒ ปีที่ผมอยู่นี่ผมเดินทางไป ต่างประเทศพบปะกับผู้แทนภาคเอกชนหลายกรณี มีเรื่องเป็นปัญหาอยู่กับหน่วยงานของรัฐ ฟ้องร้องกันบ้าง ถูกสอบสวนกันบ้าง มีความไม่เข้าใจกันบ้าง เยอะครับ ผมอยากจะ กราบเรียนว่า
ท่านเฉลิมประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ปกติผมไม่ค่อยได้ประท้วง แต่นายกรัฐมนตรีพูดจาวกวน ซับซ้อน ไม่ตรงประเด็นกับที่ผมถาม บรรดาเพื่อนสมาชิก ท่านควรมีมรรยาทในที่ประชุมนะครับ เพราะว่าเวลาพวกท่านพูดผมก็ไม่เคยไปเอะอะ เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาผมพูดต้องให้โอกาส ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องตอบมาให้ชัด ๆ ผมขึ้นไปแล้วนะ ไม่นึกว่าท่านกล้าตอบโกหก ได้ยินปั๊บเลยต้องลงมาใหม่ เชิญตอบให้ตรง ประเด็น
สรุปแล้วประท้วงเรื่องอะไรครับ ตอบให้ตรงประเด็นใช่ไหม
ท่านพูดวกวน ซับซ้อน เคยตัวตีกิน ทําอย่างนี้ตลอด ตรง ๆ สิ ถามอะไรก็ตอบมา อย่างไปบอกการค้าเป็นอย่างนี้ ผมถามว่าไปแทรกแซงทําไม ไปเอาหน่วยสอบสวนมาทําไม ไปเรียกอัยการทําไม แล้วไปตอบว่า กลับมาที่ผม นายกรัฐมนตรีมีสิทธิดูสํานวนการสอบสวนหรือ
อันนี้เป็นคําถามนะครับ ผมทราบแล้วครับว่าประท้วงอะไร คือถ้าจะอภิปรายผมต้องให้ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดให้จบนะครับ
มันสับสน แล้วยังบอก เมื่อสํานวนกลับมาที่ผม สํานวนที่ไหนกลับมาที่นายกรัฐมนตรี
ไม่ได้บอกเลยว่ากลับมาที่ผม
ต้องขอทั้ง ๒ ท่านครับ ขอผมวินิจฉัย ท่านเฉลิมนั่งลงครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวท่านตอบนะครับ ผมไม่อนุญาตแล้ว เชิญนั่งครับ เพราะว่าผมทราบคําประท้วงแล้ว นะครับ ท่านประท้วงอะไรครับ ผมจะอนุญาตให้ได้อย่างเดียวคือประท้วง เรื่องอะไรครับ
พอนายกรัฐมนตรี แสดงความรู้สึกประท้วงท่านระทวยระทม แต่คนพรรคเดียวกันนี่ตั้งใจทํางานทําการ ให้บ้านเมือง ท่านอย่าเป็นเปาบุ้นจิ้นเกินไปนัก
ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ ผมในระหว่างทําหน้าที่ผมต้องทําหน้าที่เป็นกลางที่สุด ผมขอวินิจฉัยอย่างนี้เลยครับ การที่ท่านประท้วงบอกว่าให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ ตรงคําถาม มันเป็นสิทธิของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีตอบเสร็จแล้ว ท่านยังสงสัยขัดข้องอะไร ท่านมีสิทธิถามได้อีกจนกว่าจะหมดเวลาครับ เชิญท่าน นายกรัฐมนตรีต่อครับ
ต้องต่อเวลาให้พวกผมด้วย นะครับ ท่านประธาน ท่านใช้เวลา ๓ ชั่วโมง ผมตอบเรื่องแรกเสร็จไปแล้วไม่ถึง ๒๐ นาที แล้วผมก็กําลังจะอธิบายว่าหน้าที่ของผู้แทนการค้าเขาคืออะไร แล้วเขาไม่ได้แทรกแซง กระบวนการยุติธรรมอย่างที่ท่านกล่าวหาเมื่อสักครู่ ไม่ตรงประเด็นตรงไหน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ มีประท้วงอีกแล้ว ท่านเฉลิมประท้วงอะไรครับ
ประท้วงเขาแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม เขาเรียกอัยการ แม้อัยการสูงสุดไป
อย่างนี้ไม่ใช่ประท้วงนะครับ ท่านประท้วงท่านต้องบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีทําผิดข้อบังคับ อะไร
นายอภิสิทธิ์พูดอะไรได้หมด โกหกกลางสภาก็ได้
คือท่านอภิสิทธิ์ก็คิดว่าท่านพูดตรงนะครับ ส่วนประชาชนจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นเรื่องของ ประชาชน เป็นเรื่องของสมาชิกในห้องประชุม เชิญท่านนายกรัฐมนตรีต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมต้อง อธิบายให้เห็นว่าลักษณะการทํางานเป็นอย่างไร เพราะพูดไปเดี๋ยวพี่น้องประชาชนเข้าใจว่า อยู่ดี ๆ นายเกียรติ สิทธีอมร มาเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกประหลาด เป็นเรื่องซึ่งผิดปกติ และมีลับลมคมใน มีเงื่อนงํา ผมบอกไม่ใช่ อย่างกรณีนี้เข้ามาสู่การพิจารณาของผม ก็เพราะว่ามีการร้องเรียนมาวันที่ผมเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ร้องเรียน บริษัทเดียวนะครับ มีหลายบริษัท ทุกเรื่อง พอมันเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ผมก็บอกว่า มอบหมายท่านประธานผู้แทนการค้าไทยเข้าไปช่วยดูหน่อยว่าข้อมูลมันประสานงานกัน มีหลายเรื่องมากนะครับที่หน่วยงานของเรากันเองให้ความเห็นไม่ตรงกัน นักลงทุนเขาปฏิบัติ ไม่ถูก แต่ไม่ว่าจะเกี่ยวกับกี่หน่วยงาน และประธานผู้แทนการค้าไทยจะเข้าไปทําอะไร นโยบายที่ผมมอบหมายเสมอก็คือว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมจะยื่นยันได้ ผู้แทนการค้าไทยจะยืนยันได้ และเมื่อใดที่ผมสนทนากับ ท่านอัยการสูงสุดผมก็พูดอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะผมไม่มีส่วนได้เสียอะไรกับบริษัทใด ๆ ทั้งสิ้น หน้าที่ผมคือทําอย่างไรประเทศไทยนั้นมีความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและรักษาผลประโยชน์ ของประเทศ กฎหมายเราถ้าเรายืนยันว่าถูกต้อง ทุกคนก็มีหน้าที่ไปอธิบายบริษัทต่างชาติ ถ้าปรากฏว่าเขาโต้แย้งมามีเหตุมีผล มีหลักสากลอยู่ เราก็ปฏิบัติให้ถูกต้องเท่านั้นเองครับ ท่านว่าภาพคุณเกียรติขี่ฮาร์เลย์ ล็อบบี้ยีสต์ เขาทําทุกอย่างนี้เขาทําเปิดเผยเลยนะครับ เขาเชิญผู้แทน มีหนังสือมาประชุมในที่ราชการ มีบันทึกรายงานการประชุมเรียบร้อย ผมเพียงแต่ขอความเป็นธรรมกับเขาเพราะเขาไม่มีโอกาสมานั่งในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนว่านี่คือบทบาทของเขา ส่วนกรณีของอัยการผมยืนยัน ได้เลยว่า ๒ ปีที่ผ่านมาผมปฏิบัติกับอัยการโดยเคารพรัฐธรรมนูญ ถือว่าท่านเป็นองค์กรอิสระ แม้ว่ากฎหมายจะพึ่งมาออกเมื่อปลายปีที่ผ่านมานี้ แต่ว่าการที่ฝ่ายบริหารจะมีการหารือ ประชุมกับทางท่านอัยการสูงสุดนี้เกิดขึ้นได้ บางทีท่านก็ไปประชุมสภาความมั่นคงก็ยังเคย เลยครับ บางทีก็เป็นเรื่องที่จะต้องให้ความเห็นเกี่ยวกับสัญญา บางทีก็เป็นเรื่องที่จะต้อง ให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ แต่เราไม่ไปแทรกแซงดุลยพินิจของท่าน และความจริง ก็แทรกแซงไม่ได้หรอกครับ คุณเกียรติจะไปให้คุณให้โทษอัยการได้ไหมครับ ผมเองยังไปให้ คุณให้โทษอัยการไม่ได้เลย แล้วดุลยพินิจของอัยการก็เป็นดุลยพินิจของท่านอัยการโดยแท้ ท่านก็ออกมาให้สัมภาษณ์แล้ว แล้วเรื่องนี้ท่านก็สั่ง หลังจากที่กฎหมายออกยิ่งเป็นการยืนยัน หลักประกันความเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าไม่เป็นความจริงครับ จุดเดียวที่ท่านพูดขึ้นมาอ้างว่าเป็นการไปแทรกแซงท่านอ้างจิ้งจกนะครับ ไล่เอกสารมา เยอะแยะแผ่นไปหมดในมือท่าน แต่ที่มาอ้างว่าอยู่ดี ๆ ผมไปมีบัญชาให้ไปทบทวนคดีอะไรนี่ ท่านอ้างจิ้งจกในทําเนียบ ที่จริงควรจะระบุด้วยว่าตัวไหน ท่านประธานครับ เรื่องที่เกี่ยวข้อง ในการประชุมในช่วงหลังนี้ มันเกิดขึ้นหลังจากที่ผมมีบัญชาว่าให้ไปประชุมกันเพื่อพิจารณา ผลกระทบจากการดําเนินการที่เราไปแพ้ในเบื้องต้นในดับเบิลยูทีโอ เอกสารนะครับ ที่บอก ให้ทบทวน คําว่า ทบทวน เขียนชัด ทบทวนความถูกต้องของประเด็นในรายงานครับ รายงานเรื่องนี้ก็คือเรื่องของคดีดับเบิ้ลยูทีโอครับ ไม่ได้มีประเด็นที่ว่าผมจะไปสั่งให้ทบทวน การสั่งคดีหรือการดําเนินคดีอะไรทั้งสิ้น เพราะอย่าลืมนะครับ ท่านพูดเอง คดีนี้ในส่วนของ ดีเอสไอจบมาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๒ แล้ว แต่นี่ปี ๒๕๕๓ หลังจากที่ดับเบิลยูทีโอ ตัดสินครับ ที่เราต้องทําอย่างนี้เพราะอย่างที่ผมบอกครับ หลายคดีมันเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันอยู่ เรามีความจําเป็นที่จะให้รัฐบาลไทย ประเทศไทย และหน่วยงานของไทยดําเนินงานไป ในทิศทางเดียวกันครับ เพราะเราจะต้องไปอุทธรณ์ที่ดับเบิลยูทีโอด้วย เรายังมีคดีอื่น ๆ ที่ตามมาด้วย ถ้ามันกระทบกันแล้วเราไปทําขัดแย้งกันเองเราก็จะไม่มีน้ําหนัก เรื่องของ การแทรกแซงจึงไม่มี ทีนี้ก็ต้องมาถามต่อว่าแล้วผมไปส่งเสริมสนับสนุนบุหรี่ จงใจที่จะให้เขา ได้ประโยชน์ มีภาษีเยอะ ๆ หลีกเลี่ยงภาษีได้เยอะ ๆ แล้วก็พูดตอนท้ายทํานองว่าคงจะมี ผลประโยชน์เข้ามาที่พรรคพวก พวกพ้อง พรรคหรืออะไรต่าง ๆ ผมก็จําเป็นที่จะต้องชี้แจง ข้อเท็จจริงเพราะว่าพอเรื่องนี้ปรากฏต่อสื่อว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจผมก็ต้องเอามา ศึกษาว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร ที่มาที่ไปของมันคืออะไร ประเด็นของมันมีอยู่ว่าที่ท่านลําดับมา ตอนแรกดีมากเลย ถูกต้องเลยครับว่าหลักในเรื่องของการประเมินภาษีของศุลกากรเขาเป็น อย่างไร มีวิธีการ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ อย่างที่ว่า แล้วก็แต่ละเรื่องแต่ละกรณีมันเป็นอย่างไร ประเทศมาเลเซียท่านบอกนําเข้ามาแล้วถูกวินิจฉัยว่าสําแดงไม่ถูกต้อง สําแดงเท็จ มีการปรับ ตกลงกันได้ เรื่องจบ ท่านเคยสังเกตไหมครับว่ามูลค่าที่ปรับไปนี่มันหมายถึงส่วนต่างของ ราคาที่สําแดงสักเท่าไร มันระหว่าง ๗ บาท กับ ๒๐ กว่าบาท ๓๐ กว่าบาทหรือเปล่า ไม่ใช่เลยครับ ถ้าใช่ ตัวเลขมันก็ต้องออกมาเป็นหมื่นล้านบาท เป็นแสนล้านบาทอย่างที่ท่านพูด ไม่ใช่ ต่อมาเขาก็นําเข้าจากประเทศอื่น ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ บางช่วงก็มี การโต้แย้งก็คือกรมศุลกากรกับทางบริษัทเห็นไม่ตรงกันว่าราคาควรจะเป็นเท่าไร เขาก็วาง ประกันเงินแล้วก็มีการอุทธรณ์ตามกระบวนการของกฎหมาย ถ้าผมจําไม่ผิดก็เป็นช่วง ระหว่างปี ๒๕๔๖ ถึงปี ๒๕๕๑ แต่ว่าก่อนนั้นและหลังนั้นเขาตกลงราคากันได้ระหว่าง กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต แล้วก็ทางตัวบริษัท ที่ผมต้องกราบเรียนตรงนี้เพราะว่า ท่านต้องไปอ่านครับ ว่าที่อัยการเขาสั่งไม่ฟ้องเพราะอะไร หลักในเรื่องนี้ก็คือว่าถ้าไปดู กฎหมายศุลกากร การที่ท่านจะฟ้องใครว่าเขาทําผิดกฎหมายภาษีท่านต้องระบุได้ว่า ราคาที่ควรจะเป็นที่เขาจะต้องสําแดงเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้นมันคือราคาเท่าไร แล้วถามว่าใครเป็นคนกําหนดราคานี้ คําตอบก็คือกรมศุลกากร กรมสรรพสามิตครับ คนอื่น ไปกําหนดไม่ได้ ผมก็กําหนดไม่ได้ ท่านก็กําหนดไม่ได้ หน่วยงานอื่นก็กําหนดไม่ได้ มันต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อน เพราะฉะนั้นถ้ามันไม่ถูกต้อง ดีเอสไอก็คงจะต้องเชิญกรมภาษี เข้าไปปรึกษาหารือครับ ถ้าจะฟ้องเขา ยืนยันว่าเขาทําผิดต้องให้จบ ให้ชัดว่าหน่วยภาษี ของเราเห็นว่าราคาที่ต้องสําแดงเป็นเท่าไร นี่คือหลักของมันครับ ทีนี้ถ้าท่านย้อนกลับไปดู จริง ๆ ท่านก็จะเห็นว่าเรื่องนี้มันมีที่มาที่ไปยาวมาก ผมขออนุญาตที่จะแสดงให้เห็นว่า การนําเข้าบุหรี่ การสําแดงราคาและการกําหนดราคาระหว่างบริษัท กับทางกรมศุลกากร อย่างที่ผมกราบเรียนครับ บางช่วงสําแดงไปแล้วเขารับราคากันได้แสดงว่าทางกรมภาษีเอง ไม่ได้โต้แย้ง อันนี้เกิดขึ้นปี ๒๕๔๖ มาจนถึงประมาณปี ๒๕๔๙ ผมไม่ต้องบอกนะครับว่า รัฐบาลใคร ต่อมามาโต้แย้งกันครับ อยู่จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๑ อย่างที่ว่านี้ ซึ่งความต่างระหว่าง ราคาที่บริษัทอ้างกับกรมประเมินหรือกําหนดต่างกันอยู่ประมาณ ๑ บาท ไม่ใช่เป็น ๑๐ บาท ๒๐ บาท ๓๐ บาท อย่างที่ท่านพูด แล้วก็ต่อมา พ.ศ. ๒๕๕๑ ก็รับราคากันอีก ปี ๒๕๕๑ รัฐบาลใครละครับ แล้วทําไมอยู่ดี ๆ มากล่าวหาว่าพวกผมมาทําให้เกิดการสูญเสียภาษี มากมายมหาศาล ทํามาทั้งหมดตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ โดยกรมภาษีในรัฐบาลของพวกท่าน ไปยอมรับทําไม แต่เอาละ เมื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณปรารภต่อ ครม. บอกว่ามีคนร้องมา มีคนตั้งข้อสังเกตมาว่ามันแสดงต่ําหรือเปล่าก็ให้กรมไปดู ต่อมาก็มีคนไปร้องกรมสอบสวนคดี พิเศษ เราก็ต้องมาดูครับว่าพอเริ่มทํากันอย่างนี้มันมีหลักในการพิจารณาอย่างไร หลักคิด ของท่านซึ่งเอามาจากแนวของการฟ้องหรือไปร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็คือว่าไปพบว่า มันมีบุหรี่ที่ขายอยู่ที่คิงเพาเวอร์ ขายให้บริษัท กรุงเทพการบิน จํากัด บริษัท อลิส อินเตอร์ ในราคาที่ดูแล้วสูงกว่าราคาที่เขาสําแดงมาก ๒๒ บาท ๓๐ กว่าบาทอะไรอย่างที่ว่านี้ ๒๗ บาท ต่างกันเยอะ ประเด็นตรงนี้มันเริ่มต้นจากหลักของกฎหมายที่ท่านอ่านเมื่อสักครู่ว่า จะประเมินตามข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๑ พอบริษัทอย่างที่ท่านว่านี่ ขายมีความสัมพันธ์ กันเองก็ใช้ไม่ได้ก็มาดูว่าของคล้ายกัน ของเหมือนกัน เรื่องนี้เริ่มต้นก็คือเขาก็สอบถามไปที่ ดับเบิลยูซีโอ (WCO) คือ เวิลด์ คัสตอมส์ ออร์กาไนเซชัน (Word Customs Organization) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลเรื่องของศุลกากรของโลก เขาก็ทําถามไปครับ ตอบมาเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๙ ไม่ใช่รัฐบาลผมนะครับ เขาก็สรุปว่าข้อเท็จจริงที่ว่าบุหรี่ที่ถูกขายผู้ซื้อทั้ง ๒ ราย มียี่ห้อเดียวกันนั้นไม่เพียงพอที่จะตัดสินได้ว่าบุหรี่นั้นเป็นของเหมือนหรือของคล้าย ตามกฎหมายศุลกากร การพิจารณาว่าสินค้านั้นเป็นของเหมือนหรือของคล้ายกัน ตามหลักเกณฑ์ข้อ ๒ และข้อ ๓ นั้นจะต้องคํานึงถึงช่วงเวลา ปริมาณการค้า และลักษณะ ทางการค้าด้วย การพิจารณาในกรณีของบุหรี่ดังกล่าวต้องคํานึงด้วยว่าช่วงเวลาที่มี การซื้อขาย ปริมาณที่มีการซื้อขายมีความใกล้เคียงกันหรือไม่ หากไม่สามารถหาราคาของ บุหรี่ที่ถูกขายในปริมาณที่ใกล้เคียงและในช่วงเวลาเดียวกันได้ก็อาจนําราคาของบุหรี่ที่ถูกขาย ในปริมาณและเวลาที่ต่างกันนี้มาปรับใช้ได้ แต่จะต้องตั้งอยู่บนเหตุผลและวิธีการที่สามารถ แสดงให้เห็นได้ และข้อ ๓ การขายบุหรี่ให้กับร้านค้าปลอดอากรกับการขายให้กับผู้ซื้อ ภายในประเทศโดยปกตินั้นอาจพิจารณาได้ว่ามีลักษณะทางการค้าที่แตกต่างกัน เนื่องจาก ผู้ขายที่มักจะที่จะตั้งราคาขายสินค้าของตนไว้ต่างกันสําหรับตลาดเป้าหมายที่ต่างกัน ซึ่งในกรณีนี้อาจจะต้องมีการปรับราคาโดยนําข้อเท็จจริงที่ว่าการขายบุหรี่ให้กับผู้ซื้อ ทั้ง ๒ รายมีลักษณะทางการค้าที่แตกต่างกันออกไปมาร่วมพิจารณาด้วย นี่จุดเริ่มต้นครับ ผมกราบเรียนว่าที่ท่านพูดตอนแรกหลักมันถูกหมด ด้วยวิธีที่ไปเปรียบเทียบว่ามันของขาย ๒ รายแล้วไม่เท่ากันเขาไม่สามารถทําได้ตามหลักของสากล เขาก็จึงมาคํานวณที่ท่านเรียกว่า หักทอนครับ ข้อ ๔ แล้วที่เวลาเขาถกเถียงกันเป็นเรื่องที่ค้างอยู่ระหว่างกรมภาษีกับบริษัทนี้ ก็จะเป็นตามกระบวนการอย่างนี้ละครับ เพียงแต่มันต่างกันอยู่ประมาณ ๑ บาท มันไม่ได้ ต่างกันอยู่ ๒๐ บาท ที่จะนําไปสู่การคํานวณว่าภาษีต่างกันอยู่เป็น ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นแสนล้านบาทอย่างที่ท่านว่า ทีนี้เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณบอกให้ไปตรวจสอบ กระทรวงการคลังก็ไปตรวจสอบ แล้วก็แจ้งมานะครับ ท่านก็พูดถูกครับ เป็นการตรวจสอบ ก็เป็นการไปตรวจสอบในทางเอกสาร มีความผิดปกติไหมในโครงสร้างราคาอะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทางกรมศุลกากรก็ทําหนังสือแจ้งกลับมา แจ้งผลการตรวจสอบครับว่า สํานักตรวจสอบอากร กรมศุลกากร ขอเรียนว่าเอกสารที่นําไปตรวจสอบไม่พบการกระทํา ความผิด หนังสือนี้ออกเมื่อไรครับ วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ ไม่ใช่รัฐบาลผมครับ นอกจากศุลการแล้วก็จะมีเรื่องของกรมสรรพสามิตด้วยเพราะว่าเขาจะต้องรับกันเป็นทอด ๆ ไปตรงนี้ครับที่ท่านไม่ได้พูดเลยว่าปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๑ มันมีหน่วยงานทางราชการที่เขา ไปตรวจสอบตรงนี้ แล้วก็ต่อมาทางกรมสอบสวนคดีพิเศษก็พิจารณาไป ก็มาตัดสินใจส่งฟ้อง เอาเดือนกันยายนปี ๒๕๕๒ ซึ่งความจริงก็เป็นรัฐบาลผมก็ไม่เคยไปแทรกแซงอะไร แต่ท่านก็ไปว่าอีก ว่าเขาตัดสินส่งให้อัยการเสร็จแล้วกรมศุลกากรยังไปยุ่งอะไรกับเขาอีก ผมก็ไปดูเอกสารก็แปลกใจเหมือนกันว่าพอกรมสอบสวนคดีพิเศษเขาส่งเรื่องฟ้องแล้วเขาไป ทําหนังสือถามกรมศุลกากรกับกรมสรรพสามิตอีก ว่าที่เคยมีความเห็นมาตรวจสอบไม่พบ อะไรช่วยอธิบายหน่อย ก็จึงเป็นที่มาของหนังสืออีก ๒ ฉบับ วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ ก็มีการแจ้งผลของการตรวจสอบนะครับ กรมศุลกากรแจ้งไปกรมสรรพสามิตถึงผล การตรวจสอบ สํานักตรวจสอบกรมศุลกากรเข้าตรวจโดยวิธีการตรวจสอบหลังการ ปลดปล่อย ณ สถานประกอบการ นําเอกสารมาตรวจสอบที่กรมศุลกากรรวมทั้งเอกสาร ที่บริษัทได้จัดส่งให้มาตรวจสอบเพิ่มเติม ไม่ได้เข้าตรวจสืบค้นสืบสวนสอบสวนโดยมี หมายศาล ผลการตรวจสอบเอกสารดังกล่าวไม่พบการกระทําความผิด จึงมีหนังสือแจ้งผล การตรวจสอบให้บริษัททราบ โดยการแจ้งผลการตรวจสอบดังกล่าวเป็นไปตามข้อตกลง ระหว่างรัฐบาลประเทศฟิลิปปินส์และรัฐบาลประเทศไทย และเป็นการแจ้งผลการตรวจสอบ เฉพาะเอกสารที่นํามาตรวจสอบเท่านั้น แล้วเขาก็บอกว่าถ้ากรมสอบสวนคดีพิเศษมีเหตุอื่น ที่คิดว่าสมควรจะฟ้องก็ฟ้องได้ ทั้งหมดที่ผมกราบเรียนมานี่ชี้ให้เห็นว่ามันเป็นอย่างนี้ครับ คดีดับเบิลยูทีโอก็อุทธรณ์ คดีที่ดีเอสไอเริ่มต้นไปก็กลับมาอยู่ที่ดีเอสไอ วันนี้ถ้ามีปัญหาก็ต้อง ไปดูว่ากรมที่เขาประเมินภาษีเขาจะสามารถกําหนดได้ไหมว่ามันสําแดงผิด ผิดไปเท่าไร ถ้ามันมีก็มีการดําเนินการต่อไปตามปกติได้ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ไม่มีเงื่อนงํา ไม่มีลับลมคมใน อะไรเลยครับ แต่ว่าผมก็จําเป็นต้องอธิบายต่อ คือท่านก็พูดเลยเถิดไปด้วยว่าความผิดปกติว่า ทําไมตรงนี้ ๗ บาทแล้วไปอ้างราคา ๒๐ บาท ๒๗ บาท ๑๓ บาท ๓๕ บาท ผมกราบเรียน นะครับ ผมไม่มีหน้าที่ที่จะมาบอกว่าบริษัทสําแดงถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง กระทรวงการคลัง ต้องไปทํา ดีเอสไอก็ต้องไปดูต่อ แต่ว่าเอกสารที่ผมไล่มาที่เขาโต้แย้งกันอยู่มันอยู่ในช่วง แคบ ๆ ๗ บาท ๘ บาท ครับ มีการเปลี่ยนกําหนดกันมาอยู่อย่างนี้ แต่ผมจําเป็นต้องอธิบาย เพราะว่าไปพูดกันว่ามันผิดปกติมากว่าบริษัท คิง เพาเวอร์ ซื้อมาในราคา ๒๗ บาท บริษัทนี้ ซื้อมา ๓๐ บาท บริษัทนั้นซื้อมา ๒๐ กว่าบาท ทําไมอันนี้ ๗ บาท ผมกราบเรียนครับ ที่จริงถ้าท่านไปดูว่าโครงสร้างของต้นทุนภาษีต่าง ๆ มันเป็นอย่างไรท่านจะเข้าใจมากขึ้น เมื่อกี้ท่านก็บอกเองว่าบุหรี่เขาขายอยู่ ๗๐ กว่าบาท คนฟังก็ตกใจว่าเป็นไปได้หรือ นําเข้ามาต้นทุน ๗ บาทกว่า แล้วขายอยู่ที่ ๗๐ กว่าบาท ผมก็เรียนนะครับว่าพอแสดงว่า นําเข้าที่ราคา ๗.๗๖ บาท ภาระของเขาในเรื่องของอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีส่งเสริมสุขภาพ ภาษีบํารุงท้องที่มันจะเพิ่มเข้าไปอีกประมาณ ๓๒ ถึง ๓๓ บาท ถ้ารวม ต้นทุนอื่น ๆ นะครับ ต้นทุนขนส่ง ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ค่าการตลาดอะไรต่าง ๆ กําไรรวมเข้าไป ด้วย พบว่าบริษัทเขาไปขายที่ราคา ๕๕ บาท พอบวกแวตแล้วมีราคาขายปลีกอะไร ก็ขึ้นไป ๖๐-๗๐ บาทอย่างที่ท่านว่า ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าเขาสําแดงถูกหรือไม่ถูก แต่ว่า ถ้าท่านลองไปคํานวณว่าถ้าต้นทุนที่แท้จริงของเขามัน ๓๐ บาทนะครับสมมุติ เขาขายราคานี้ เขาขาดทุนแน่นอนครับ เพราะถ้าต้นทุนเขา ๓๐ บาท แล้วเขาแสดง ๗ บาท เขาเสียภาษีแค่ ๓๐ บาท มันก็เกินราคาที่เขาขายอยู่แล้วครับ หรือท่านคิดว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทใจดี ทําธุรกิจ ขาดทุน มันก็มีความผิดปกติอยู่ เหตุผลที่การขายให้ร้านปลอดอากรมันอยู่ในระดับที่สูงกว่า ก็เพราะว่ามันไม่มีต้นทุนอยู่แล้ว ร้านค้าปลอดอากรก็เอาตัวนี้เข้าไปขายได้เลย บวกกําไรเข้า ไปเท่านั้นเอง แล้วราคาเขาก็จะกําหนดให้มันต่ํากว่าราคาที่ขายอยู่ข้างนอกไม่มาก เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาไปต่อรองกันว่าเขาจะขายกันที่ราคาเท่าไร จะเอามาเปรียบเทียบว่าเป็นต้นทุนในการนําเข้ามันจึงไม่สมเหตุสมผล ผมอยากจะ กราบเรียนว่าไม่ต้องต่างประเทศหรอกครับ บุหรี่ไทยครับ ต้นทุนที่เขาผลิตอยู่นี้ ๓ บาท แต่เวลาเขาขายให้กับร้านปลอดอากรเขาขายประมาณ ๑๐ กว่าบาท ก็หลายเท่าตัวครับ ที่ผมพูดผมไม่ได้ยืนยันว่าบริษัทสําแดงถูกหรือไม่ แต่ผมเพียงแต่บอกว่าที่ไปอ้างว่า เพียงเพราะมันมีการขายกับร้านค้าปลอดอากรแล้วราคามันสูงกว่ามาก แปลว่าเขาทําผิด มันผิดปกติ สูญเสียภาษีมหาศาลนี่มันไม่ใช่ ซึ่งทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็จะมีรายละเอียดในตัวเลขเหล่านี้เพื่อให้ท่านมีความเข้าใจที่ดีขึ้น แต่โดยสรุปครับ ผมไม่ใช้ เวลานานหรอก ผมไม่เคยไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ผมไม่เคยมอบหมาย ผู้แทนการค้าไทยให้ไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม การดําเนินการทั้งหลายเป็นเรื่องของ การที่จะไปประสานงาน บูรณาการ แลกเปลี่ยนข้อมูลเท่านั้น แล้วก็ทําไปเพื่อให้การ ดําเนินการของเราเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งในเรื่อง ของดับเบิลยูทีโอและในเรื่องของคดีภายในประเทศ คดีทั้ง ๒ ก็ยังไม่ถึงที่สุด แล้วตัวเลขที่ เอามาอ้างมาใช้เป็นฐานตรงนี้ แล้วข้อกฎหมายนี้มันยังไปไม่ได้ ถ้าสามารถใช้หลักสากล คํานวณออกมาว่ามัน ๒๐ กว่าบาท สอดคล้องกับกฎหมายไทย กรมภาษีเขาประเมินอย่างนี้ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ดําเนินการแน่นอนครับ ผมกราบเรียนว่าผมไม่มีผลประโยชน์อะไร ในเรื่องนี้เลย แล้วก็เดี๋ยวจะหาว่าผมไปส่งเสริมเรื่องของบุหรี่ รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่บอกว่า แม้มีวิกฤติเศรษฐกิจก็เพิ่มภาษีบุหรี่ ภาษีเหล้า เพราะว่าเราเห็นว่าเป็นภาษีบาป และผม ก็ยืนยันในนโยบายหลายครั้งว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไปอีก เพราะนั่นคือจุดยืนของเรา ท่านคิดหรือครับผมไม่อยากได้ภาษีเข้ามาอีกเป็นแสนล้านบาท ท่านคิดหรือครับ ว่าผมไม่อยากที่จะให้เราชนะคดีต่าง ๆ แต่ทุกอย่างมันต้องมีหลักมีเกณฑ์ที่จะอ้างอิง มีทั้งหลักสากล มีทั้งหลักกฎหมาย และทุกคนต่างก็มีหน้าที่กันไป ผมขอยืนยันว่าเรื่องนี้ผมทํา ทุกอย่างนั้นยึดถือผลประโยชน์ของประเทศและความถูกต้องครับ ขอขอบคุณครั
ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ช่วงนี้จะต้องใช้เวลาของฝ่ายค้านนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย เมื่อสักครู่ผมไม่คาดคิดว่า ผมฟังคําชี้แจงของใคร ฟังไปฟังมานึกว่าเป็นหัวหน้าทนายความ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส แต่ก่อนจะไปพูดในประเด็นผมเรียนท่านประธานไปถึงนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีเอามา ตอบเด็กมันเขียนให้ตอบ ผมศึกษาด้วยตัวผมเอง
เรื่องแรก ที่ท่านบอกว่าท่านไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หนังสือ ๔ ฉบับออกจากสํานักนายกรัฐมนตรี อ้างบัญชานายกรัฐมนตรี ๓ ฉบับ ให้หน่วยงาน มาประชุม แทรกแซงไหมท่านประธานที่เคารพ ท่านผู้ชมทางบ้าน ผมมีนัด จะกลับแล้ว เสียหายเลย อีกครั้งหนึ่ง นายเกียรติ สิทธีอมร ไปเรียกประชุมที่กระทรวงการคลัง เรียกดีเอสไอ ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมไปประชุม เอาอํานาจอะไร คุณอภิสิทธิ์ ถ้าไม่อ้างบัญชา นายกรัฐมนตรีใครจะไปไหม คุณไปอ้างกันทั้งนั้น นี่ข้อแรก แต่ก่อนที่จะตอบข้ออื่น ๆ อยากเรียนท่านไปถึงนายกรัฐมนตรี คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นิสัยคุณไม่มีกติกานักเลง ก่อนคุณจะตอบเรื่อง ปตท. คุณบอกผมมายื่นกระทู้ถามสด ๒ ครั้ง สงสัยไปโกธรเคือง ปตท. เรื่องอะไร ต่อหน้าองค์พระแก้วมรกต ไม่มี ผมปกป้องประโยชน์ประเทศชาติ ถ้าผมไม่ตอบ ก็แปลว่านายอภิสิทธิ์นึกว่าผมไปทําอะไร ปตท. ไม่ได้เลยมายื่นกระทู้ถามสด คุณเป็น นายกรัฐมนตรีไม่มีความรับผิดชอบ คุณโยนตลอด ที่ผมบอกว่าไปลงทุนประเทศอียิปต์ เมื่อปี ๒๕๕๐ ผมอ่านเลขเป็นว่ามันปี ๒๕๕๐ แต่มันไปซื้อในขณะนายปิยสวัสดิ์เป็นรัฐมนตรี รับผิดชอบกระทรวงพลังงาน แล้วแทนที่จะซื้อจากบริษัทใหญ่ ไปซื้อจากฮุนเซน ฮุนเซน ถูกอายัดทรัพย์หมดแล้ว จริงอยู่มันเป็นอดีต ต่อเมื่อมีผมมาบอก อย่างนั้นคุณจะเป็น นายกรัฐมนตรีทําไม เมื่อผมมาบอกแทนที่คุณจะหยิบมาดู ผมก็บอกไปซื้อนี่มันทุจริตหรือ เปล่าผมไม่รู้ แต่ ปตท. มันไม่อินดิเพนเดนท์ (Independent) มันไม่ใช่รัฐอิสระ มันต้องทํา ตามกฎหมาย คุณอภิสิทธิ์เข้าใจหรือยัง คุณไปพูดทํานองว่าผมมาตั้งกระทู้ถามสดมา ไม่ไว้วางใจนี่โกธรเคืองใครละ ตระกูลอยู่บํารุงมันต่ําต้อยกว่าเวชชาชีวะตรงไหนคุณถึงดูถูกผม คุณเรียนหนังสือเยอะกว่าผมตรงไหน คนเราอย่าดูถูกกัน ผมก็ทําหน้าที่ของผม ก็ถาม ไม่ตอบก็แล้วไป ผมก็บอกว่าที่ประเทศสิงคโปร์ไปตั้งบริษัทลูก ราคาในประเทศอินโดนีเซีย ๒๐ ล้านบาท ไปซื้อ ๔๙๐ ล้านบาท อีกบริษัทหนึ่ง บริษัทลูก ปตท. ราคาประเทศ อินโดนีเซีย ๔๐๐ ล้านบาท ไปซื้อ ๗๐๐ ล้านบาท อีกอันหนึ่ง บริษัท ชาน เซ็นเลอร์ ราคา ๗๖๓ ล้านบาท ก็บริษัทย่อย ปตท. ไปซื้อ ๑,๕๒๕ ล้านบาท ท่านประธาน ผมเอาตัวเลขมาจากไหน รายงานตลาดหลักทรัพย์ครับ ไปตรวจสอบ ผมดูผิดดูถูกก็ไม่เป็นไรตัวเลข ปัญหาคือ ปตท. จะทําอะไรต้องทําตามมติคณะกรรมการกฤษฎีกา คือต้องทําตามกฎหมาย ผมเคยนึกว่า คุณอภิสิทธิ์เก่งวันนี้ผมรู้แล้ว คุณไม่เก่งจริง ที่ผมบอกเอาไว้ว่าที่คุณต้องรับผิดชอบ เพราะเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๓ วาระ ครม. ที่ ๑๐ รัฐวิสาหกิจรายงานการลงทุน เขาต้องขออนุมัติก่อน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต้องเห็นชอบ แล้วเอามาเข้า ครม. อนุมัติถึงไปลงทุนได้ แต่เมื่อเขารายงานมาเพื่อทราบ คุณไปรับทราบการกระทําความผิด ได้อย่างไร กฤษฎีกาเขาวินิจฉัย ๒๖ กุมภาพันธ์ปี ๒๕๔๖ เลขวินิจฉัยที่ ๑๑๓ ผมเรียน กฎหมายครับ เมืองไทยกฎหมายลายลักษณ์อักษรก็ต้องแปลความโดยเคร่งครัด แล้วคุณไม่ให้ผมแปลความอย่างไร คุณกลับไปบอกว่าผมโกรธเคืองอะไร ปตท. ปี ๒๕๕๐ เมื่อคุณรู้และคุณมีอํานาจ คุณไม่ดําเนินการ คุณก็ละเว้น ลงปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ แล้วปี ๒๕๕๓ วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๓ วาระที่ ๑๐ คุณทราบแล้วไม่แก้ไข นายอภิสิทธิ์คุณละเว้น ที่ไปลงที่สแต็ทออยล์ ที่ประเทศแคนาดา บริษัทจดทะเบียนประเทศ นอร์เวย์เขาตั้งไว้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไปซื้อ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินทั้งหมด ๖๘,๔๐๐ ล้านบาท ที่บอกว่าผมไม่รู้นั้นผมไม่รู้ แล้วอ้างว่าซื้อจีทูจี (G2G) มันไม่ใช่ บริษัทลูก ปตท. ก็ซื้อบริษัทที่จดทะเบียนประเทศนอร์เวย์ไปลงทุนในประเทศแคนาดา เงินพวกคุณหรือ ผมถึง บอกว่าเอาอีกแล้ว ปตท. เอาอีกแล้ว ผมอุตส่าห์เว้นคุณกรณ์ ไม่ได้เกรงใจ ไม่ได้กลัว แต่อภิสิทธิ์คุณเป็นหัวหน้ารัฐบาล คุณต้องรับผิดชอบ เพราะกระทรวงการคลังถือหุ้น ๕๑ เปอร์เซ็นต์ คุณเลิกดูถูกผม คุณเลิกดูหมิ่น ผมพูดกับคุณทางการเมือง สงสัยไปโกรธเคือง ปตท. ผมจะต้องไปโกรธ ปตท. ทําไม ไม่มีอะไรเลย โกงกันหรือไม่ผมไม่รู้ มึงเอาเนชันแนล แอสเซท (National Asset) เอาทรัพย์สมบัติของชาติไปลงทุนโดยไม่ได้ขออนุมัติสภาพัฒน์ โดยไม่ขออนุมัติ ครม. มันผิดกฎหมาย คุณอภิสิทธิ์รู้ไหมประเด็นตรงนี้ แต่ถ้าผมไม่พบมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๓ ระเบียบวาระที่ ๑๐ ผมพูดไม่เต็มปาก ผมรู้ราคาได้อย่างไร ผมไม่ใช่พ่อค้าครับ ผมเคยหากิน ก็ราคานี่มันก็อยู่ที่ ปตท. เขาซื้ออนาคต ถูก ซื้อแพงหวังรวย ที่ดินจะปลูกพันไร่ตอนนี้กะจะปลูก ๓๐,๐๐๐ ไร่ที่ประเทศอินโดนีเซีย จะปลูกทั้งหมด กะหลายแสนไร่ ท่านประธานที่เคารพผมรักบ้านรักเมือง ไม่น้อยกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วนายอภิสิทธิ์รู้ไหมขณะนี้เงินลงทุนที่ประเทศสิงคโปร์ชื่อ บริษัท กรีน เอ็นเนอร์จี ลงทุน ทั้งหมด ๖,๔๗๔ ล้านบาท โอนเอาไปเก็บไว้แล้ว เรียกชื่อแบงก์ผิด ผมบอกว่า รอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ อยู่ในประเทศสิงคโปร์ ไปใช้ทําธุรกรรม ไปใช้ทําธุรกิจ ผมสรุปอีกครั้ง ไม่อยากลงรายละเอียด เชิญ ปตท. ฟ้องผม วันนี้ออกจากบ้านสวมวิญญาณสิงห์ ฟ้องมาเลย ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่ได้บอกใครโกง แต่บอกว่าคุณเอาทรัพย์สินของบ้านเมืองดูแล้ว แสนโครงการ เป็นแสนล้านบาท แล้วเอาไปลงทุน ไม่ขออนุมัติ ครม. ถ้าคุณอภิสิทธิ์จะบอก อะไรก็ทักษิณ อะไรก็ทักษิณ สังคมเขาตัดสินได้ กรณีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เขาร้องทุกข์ ปี ๒๕๔๙ พันตํารวจโท ทักษิณสั่งสอบสวน ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งท่านประธานที่เคารพ นายกรัฐมนตรีกับพรรคพวกทําตัวเป็นทนายให้บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ผมไม่คาดคิดว่า จะออกจากปากคนเป็นนายกรัฐมนตรีนักเรียนนอก บอกว่าไปประเทศสหรัฐอเมริกามีคนมา ร้อง ถ้าร้องต้องเรื่องอื่น เรื่องนี้ไม่ใช่บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เขาฟ้อง ไอ้พวกเขียนโน้ต มันไม่เข้าใจ ประเทศฟิลิปปินส์เขาฟ้องไปดับเบิลยูทีโอ แต่บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มันซื้อบุหรี่ มาจากประเทศฟิลิปปินส์ ไม่ใช่ว่าบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไปร้องดับเบิลยูทีโอ รู้ประดับความรู้ไว้บ้าง เผื่อกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง บรรดาบริษัท ห้างร้านฟ้องกันไม่ได้ เขาต้องให้ ประเทศภาคีสมาชิก ท่านประธานที่เคารพ ภรรยาดุผมเรื่อยว่าห้ามพูดจบดอกเตอร์กฎหมาย ไม่พูดก็ไม่ได้ คุณอภิสิทธิ์ผมเรียนมาทางนี้ อย่างอื่นคุณเก่งกว่า เศรษฐกิจผมไม่สู้ คุณสูงกว่า ผมเตี้ยกว่าคุณ แต่ความซื่อสัตย์สุจริตผมมี ความรู้ผมมี คุณบอกไปประเทศสหรัฐอเมริกา มีคนร้อง ร้องเรื่องอะไรครับ ดับเบิลยูทีโอมันอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไม่มีโอกาสจะยื่นฟ้องดับเบิลยูทีโอด้วยบริษัทเอง ผมเรียนต่อท่านประธานที่เคารพ นายกรัฐมนตรีตอบมาหลายข้อ ท่านรู้การประเมินภาษี ผมอยู่กองปราบจับของหนีภาษีมา ตลอด สมัยก่อนกับสมัยนี้ไม่เหมือนกัน สมัยก่อนใช้พระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา ๒๔๖๙ พอปี ๒๕๔๓ มีดับเบิลยูทีโอ เวิลด์ เทรด ออร์กาไนเซชัน จึงเป็นที่มาของแกต จึงเป็นที่มา ของข้อตกลง เขาก็ประชุมตั้งกติกาในการนําเข้า เขามี ๖ ข้อ ข้อที่ชอบใช้ที่สุดคือ หักทอนผ่อนปรน เมื่อข้อ ๑ ใช้ไม่ได้มาข้อ ๒ ข้อ ๒ ไม่ได้มาข้อ ๓ ข้อ ๓ ไม่ได้มาข้อ ๔ ข้อ ๕ ไม่ได้มาข้อ ๖ พอตกลงกันไม่ได้เขาเรียกย้อนกลับ ก็ไปคุยกันใหม่ในข้อที่ ๑ อธิบดี กรมศุลกากรคนนี้มาจากรองอธิบดีกรมสรรพกรเก่งอะไรนักหนา ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า เรื่องการจงใจหลีกเลี่ยงภาษีมีข้อถกแย้งกับกรมศุลกากร เขามีวิธีการ ผมจะบอก นายกรัฐมนตรีให้กรณีผู้สําแดงเข้า กรมศุลกากรไม่พอใจราคา บอกเอาเท่านี้ให้เท่านี้ เขากักสินค้าต้องหาเงินประกัน พอหาเงินประกันแล้วเขาร้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เมื่อก่อนไม่มี ผู้นําเข้าไม่พอใจฟ้องศาลให้เวลา ๒ ปี ศาลภาษีอากร ต่อมาภายหลังเขาบอก ต้องพัฒนาเข้าสู่แกตต์คือการเก็บภาษี บทสรุปเจตนารมณ์ของกฎหมายให้พอใจทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ก็ต้องเทียบเคียงกับความเป็นจริง ผมไม่คิดว่าคําพูดจะออกจากปากนายกรัฐมนตรีว่า เอาไปเทียบเคียงกับราคาแพง ขายที่โน่นที่นี่ไม่ได้ เขาเทียบเคียงไม่ได้ถ้าเอาราคาใกล้เคียง เขาเอาสิ่งที่ของเหมือนกัน เขาจึงได้ส่งยาสูบของ บริษัท คิง เพาเวอร์ ของบริษัท อลิส อินเตอร์ ของบริษัท การบินกรุงเทพ จํากัด เอาไปตรวจกรมควบคุมโรคที่เรียกหลักฐาน ยส.๓ พอเขา ตรวจสอบมาเสร็จ เขาก็บอกว่าทุกอย่างเหมือนกัน อันนี้ ๑๙-๒๐ บาท อันนี้ ๒๕-๒๖ บาท แล้วทําไมอันนี้ ๗ บาท แล้วก่อนหน้านั้นนายกรัฐมนตรีทราบไหม บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เอาจากประเทศมาเลเซียก็เท็จ ก็ยอมให้ปรับ ๖๔๐ ล้านบาท พอรู้ช่องทางเหมือนโจรเปลี่ยน บ้านนอน บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไปประเทศอินโดนีเซีย เอาเข้ามาแจ้งเท็จ กรมศุลกากรเขาก็ เรียกค่าประกัน พอเรียกค่าประกันเสร็จ เขาตั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ผมรู้ รายละเอียดเพราะบังเอิญพวกผมจบปริญญาโทด้วยกัน เขาเป็นคณะกรรมการพิจารณา อุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เขายันเลยว่าคุณ ๘.๙๐ บาท บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มีหนังสือยอมรับเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ถ้าผมจําวันที่ไม่ผิด เขายอมรับแบบหักทอน ผ่อนปรน คราวนี้ก็เหมือนกัน กรมศุลกากรจะทําอะไรก็แล้วแต่ ถ้ากรมศุลกากรเรียกแพงเขา ไม่ให้ เขาก็มาอุทธรณ์ ถ้าคณะกรรมการอุทธรณ์เห็นกับกรมศุลกากร บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ฟ้องศาลภาษี กรณีเรื่องนี้ที่มีปัญหาเพราะพวกท่านไปก้าวก่าย ผมถามว่าดับเบิลยูทีโอเขามี แนวคิดแนวทาง มันเรื่องอะไรของรัฐบาลไทย เพราะนี่ไม่ใช่เป็นการโพรดัคท์สินค้า มันเป็น โบรกเกอร์ (Broker) มันสั่งบุหรี่ จดทะเบียนครั้งแรกก็เท็จ บอกจะศึกษาหาสินค้าไปขาย อเมริกา บอกจะเอาสินค้าอเมริกามาขายเมืองไทย มันแจ้งความเท็จ เป็นเล่ห์เพทุบาย เมื่อสักครู่ท่านท้าผมไว้ คือรอผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่เคยคิดครับ แต่ถ้าผมเป็น ความประพฤติอย่างท่านผมไม่ทํา ไม่มีคนตาย ไม่มีคนบาดเจ็บ และเรื่องนี้ผมไม่ได้เน้น ประเด็นภาษี ผมเน้นประเด็นที่ว่าทําไมตัวแทนการค้าไปออกหนังสือเชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ถ้าท่านเชิญคนอื่นผมไม่ว่า ลูกน้องท่านนี่ เดี๋ยวได้ไม้ตาย แต่ท่านเชิญอัยการไม่ได้ โดยเฉพาะอัยการสูงสุด ท่านกําลังจะบอกผมว่าคดีนี้ยังไม่ไปถึงไหน ไปแล้วครับ นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ นายวงศ์สกุล หัวหน้ากอง ๔ ฝ่ายคดีพิเศษ นายธนพิชญ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคีพิเศษ เคยทําคดีนี้ ตอนนั้นเป็นอธิบดีอัยการฝ่ายเศรษฐกิจและทรัพยากร บินไปอเมริกา ๑๐ วัน แล้วมีความเห็นสั่งฟ้องในบันทึกประชุม มีการพูดกันว่าเมื่อไปถึงอัยการแล้วจะร่างฟ้อง อย่างไร จะเอาใครเปิดคดี ผมรู้ลึกมาอย่างนั้น เดี๋ยวท่านตอบใหม่ ถ้าท่านไม่แขวะว่า ผมโกรธ ปตท. แล้วมายื่นกระทู้สด ผมเป็นคนไม่เคยไล่เพื่อนให้หลังชนพื้น ให้หลังชนฝา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพรรคพวกแล้ว ที่นายอภิสิทธิ์บอกว่าเรื่องบริษัท ดับเบิลยูทีโอ ดับเบิลยูซีโอ ดับเบิลยูทีโอ เวิลด์ เทรด ออร์กาไนเซชัน ดับเบิลยูซีโอ เวิลด์ คัสตอมส์ รู้ครับ ทําไมผมจะไม่รู้ แต่เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องกระทรวงการคลัง มันไม่ใช่เรื่องศุลกากร แต่มัน เป็นเรื่องที่เขามาร้องทุกข์ดีเอสไอ คําก็เหตุเกิดสมัยทักษิณ คําก็เหตุเกิดสมัยทักษิณ ใช่ครับ เขาตั้งกรรมการสอบ เขาเอานักปราชญ์ราชบัณฑิตทุกกรมของกระทรวงการคลัง เขาเอา เอ็กซ์เพิร์ท (Expert) จากกระทรวงพาณิชย์ เอาคนแก้กฎกระทรวงว่าด้วยแกตต์ เอามาร่วม ประชุมเรียบร้อย เขาสอบสวนสํานวน ๖๗ ปาก เขาใช้เวลา ๓ ปี เขาไม่ได้สอบเรื่องสําแดง เท็จเหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรีตอบผม ผมอยากจะบอกท่านนายกรัฐมนตรี หน่วยงานที่ดีเอ สไอมีวันนี้กระทรวงการคลังก็ไม่รู้ ความเห็นที่ดีเอสไอบอกว่าผิดมี ๘ ประเด็น แล้วที่ท่าน บอกว่าแรกเริ่มก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้ แล้วทําไมมาพูด ใครบอกท่าน คิดเองหรือ คิดเรื่องตัวเอง อย่ามาคิดเรื่องผม แหม เรื่องแรกไม่เอาด้วย ผมจองเรื่องนี้มาตลอดเพราะมันพูดยาก พวกท่านเล่ห์เหลี่ยมเยอะ คําก็ไม่แทรกแซง ๒ คําก็ไม่แทรกแซง ก็อัยการสูงสุดเขารับแล้วว่า เขามาทําเนียบ ก่อนฟ้องมาทําไม ไอ้นี่เป็นสิ่งไม่ควรกระทํา ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องอย่างนี้ผมก็ไม่ทํา เรื่องให้รัฐมนตรีปั่นหุ้นผมก็ไม่ทํา เรื่องตัวเองแสดงความบริสุทธิ์ แล้วใครทุจริตแล้วยอมผมก็ไม่ทํา ผมเรียนท่านประธานต่อ นายกรัฐมนตรีพูด ๒ ประเด็น พูดดับเบิลยูซีโอ ดับเบิลยูทีโอ นายกรัฐมนตรีรู้ไหม เขามี ๘ ประเด็น
ท่านเฉลิมครับ มีผู้ประท้วงครับ ท่านวิทยาประท้วงอะไรหรือเปล่า คืออย่างนี้ ไม่ต้อง ประท้วงนะครับ ผมได้บอกท่านเฉลิมแล้วว่าต้องใช้เวลาของฝ่ายค้านนะครับ ท่านเฉลิมใช้ เวลาไปเท่าไรก็จะต้องเลื่อนไปเป็น ๓ ทุ่ม ถ้าใช้ ๓๐ นาที ก็เป็น ๓ ทุ่ม ๓๐ นาที เรียนให้ทราบ จะได้ไม่ต้องประท้วง เชิญต่อครับ
ไม่อย่างนั้นนายกรัฐมนตรี เคยตัว ผมให้เกียรติตลอด เวลาอภิปรายเสร็จก็ให้นายกรัฐมนตรีตอบ แล้วให้ประชาชน ตัดสิน ทุกครั้งที่ผ่านมาผมไม่เคยต่อปากต่อคํากับท่าน วันนี้มาเริ่มต้น ร้อยตํารวจเอก เฉลิม มีปัญหากับ ปตท. ไปโกธรเคืองเขาเรื่องอะไร ผมจะไปโกธรเคืองเรื่องอะไร ใครที่ผม โกธรเคืองบอกมาสิ ท่านพูดสองแง่สองง่าม ไม่มี ผมสาบานได้ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันไป ลงทุนผิดกฎหมาย ที่นายอภิสิทธิ์ตอบผม เข้าใจสลึงเดียวในจํานวน ๑๐๐ บาท ท่านไปพูด หนังสือกรมศุลกากร วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๓ นั่นเป็น กระบวนการจะสั่งไม่ฟ้องคดี ไปเอาพยานหลักฐานอ่อน ๆ มาใส่สํานวน ผมอ่านละเอียด ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีรู้ไหมว่าหลักฐานที่เขามีเพราะเขาจับได้ อันนี้นําเข้าจาก ประเทศมาเลเซียแล้วมันโกง นายกรัฐมนตรีเคยบอกดับเบิลยูทีโอไหม เขาก็ปรับไป ๖๔๐ ล้านบาท เมื่อถูกจับแล้วก็ดี ไปนําเข้าจากอินโดนิเซีย มีปัญหาอีก ไม่ยอมจ่ายภาษี ค้างคา จะเหลือเท่าไรผมไม่ทราบ พอจากศุลกากรมีปัญหา ต้องไปประกันราคาซองละ ๘.๙๘ บาท ยี่ห้อแอลแอนด์เอ็ม ๖.๖๙ บาท นี่คือประเทศอินโดนิเซีย อุทธรณ์ คณะอุทธรณ์ยืน เสร็จเรียบร้อยพอรู้ว่า ๒ ประเทศนี้เท็จก็ไปเอาเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์ จากเคยยอมรับ จาก ๘.๙๘ บาทต่อซอง มาแจ้ง ๗.๖ บาท จาก ๖.๖๙ บาท มาแจ้ง ๕.๕๘ บาท ผมเรียน ท่านประธานต่อ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดไม่หมด พูด ๒ เรื่อง ก็ ๒ เรื่องที่พวกท่านจะสั่ง ไม่ฟ้อง คดีมี ๘ เคส (Case) ที่เป็นดอคคิวเมนท์ (Document) ทําไมคุณไม่มองส่วนอื่น พฤติกรรมอย่างนี้ตํารวจเขาฟังผมทั้งประเทศ เขารู้เลย รายการนี้ซูเอี๋ย เอาเรื่องอ่อน ๆ มาใส่ สํานวน แล้วเดี๋ยวก็จะหยิบยกเรื่องอ่อน ๆ ถ้าพรุ่งนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ดีเอสไอกล้าสั่ง ไม่ฟ้องไหม แต่ขณะนี้ผมรู้ว่าดีเอสไอยังไม่ได้สั่งคดี เอาละ ถ้าดีเอสไอเขาสั่งคดี ก็แปลว่า เห็นตรงกับอัยการ คดีมันจบ นายอภิสิทธิ์ไปเชิญอัยการมาทําไม นอกจากเอาเขามาข่มขู่ ผมเรียนท่านประธานต่อ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด สําแดงราคาบุหรี่ ซีไอเอฟ คอส อินชัวรันซ์ แอนด์ เฟรท ราคาคงที่มาตลอด ทั้ง ๆ ที่ราคาทุนมันเพิ่ม เช่น วัตถุดิบการผลิต ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตลอด รวมทั้งราคาสําแดงบุหรี่จะต้อง เพิ่มขึ้น แต่บริษัทนี้ไม่เคยสําแดงราคาเพิ่มขึ้น ผมจะบอกท่านประธานเพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้รู้ กรมศุลกากรเป็นใจกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มาตลอด หากิน อ้างว่านายเอาสตางค์ คุณอภิสิทธิ์รู้ไหมเวลานําเข้า ถ้าเงินบาทแข็ง เขาแจ้งเข้าเงินบาท เงินบาทแข็งซื้อของเยอะ ภาษีเขาเสียน้อย พอเงินดอลลาร์ (Dollar) แข็งเขาแจ้งเข้าดอลลาร์ ของแข็งซื้อของได้มาก เขาเสียภาษีน้อย นี่คือพฤติกรรมบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ท่านประธานครับ ผมเรียน ท่านประธานว่าบริษัท ฟิลลิป มอริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ตั้งอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วมาแจ้งทํามาค้าขาย ไม่ได้ทํานิติกรรมสัญญาที่แท้จริงกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ของประเทศฟิลิปปินส์ นายกรัฐมนตรีรู้ไหม ไปตอบที่เขาเขียนเสียฟอร์ม
ท่านประธานครับ เรื่องสุดท้าย บริษัทที่เป็นเครือเดียวกัน ค้าขายกัน นิติกรรมสัญญาไม่เกิด อย่างศาลแขวงรัฐมินนิโซตาเขาตัดสินบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ว่าคุณไม่ได้ทํานิติกรรมสัญญา คุณโกง คุณทุจริต คุณเป็นโจร คุณโกงประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วทําไมประเทศไทยไปโพรเทคท์ (Protect) เขา ทําไมประเทศไทยไปเทคแคร์ (Take Care) เขา ฟ้าดินเป็นพยาน ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้ถ้าไม่มีใครไปแทรกแซง ไม่มีใครไปบังคับ ไม่มีใครได้ผลประโยชน์ก็ควรให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ก็ส่ง ศาลภาษี ก็ไปสู้ความ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เขามาเอามาหลักฐานว่าดับเบิลยูทีโอบอกมา ผมถามท่านประธานไปถึงนายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ ส่วนตัวผมไม่รู้จัก คุณใช่ไหมที่ไปสอบ อเมริกา คุณใช่ไหมที่มานั่งประชุม ผมถามนายวงศ์สกุล คุณใช่ไหมที่ร่วมประชุมอยู่ด้วย ๓ ปี แล้วคุณใช่ไหมที่มีความเห็นว่าฟ้อง นายธนพิชญ์ใช่ไหมที่อินโทร (Intro) ว่าเรื่องนี้จะต้องฟ้อง แบบไหน จะยกคําร้องอย่างไร จะเอาใครไปเปิดปากแรก แล้วจะเอาใครปิดสํานวนคดี เพราะมันเป็นเรื่องยาก แล้วเพราะอะไร เพราะผู้แทนการค้าไทยอ้างบารมีนายอภิสิทธิ์ เรียกประชุมหน่วยนั้นหน่วยนี้ แล้วสุดท้ายอัยการสูงสุดไปถึงทําเนียบรัฐบาล ไปทําไม นายธนพิชญ์คนเดิมที่ฟ้องกลับเป็นนายธนพิชญ์ไม่ฟ้อง แล้วนายกรัฐมนตรีบอกว่าเชิญอัยการ สูงสุดมาปรึกษาหารือเรื่องดับเบิลยูทีโอ เขาไม่มีหน้าที่ คดียังไม่ถึงเขา ถ้าเกิดดีเอสไอ กลับไม่ฟ้องก็จบ คดีดีเอสไอฟ้องเรื่องถึงไปอัยการสูงสุด ท่านประธานที่เคารพ ผมถามว่า ในประเด็นที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรไปตรวจบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เมื่อปี ๒๕๔๒ และพบหลักฐาน สําแดงอันเป็นเท็จ และบริษัทได้เสียค่าปรับ ๖๔๐ ล้านบาท ทําไมนายกรัฐมนตรีไม่พูดถึง ทําไมละ หลักฐานอย่างนี้เชื่อว่าบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เสียภาษีต่ํากว่าความเป็นจริง แล้วเขาเสียแล้ว ทําไมนายกรัฐมนตรีไม่พูดถึง ต่อมาก็นายกรัฐมนตรีอ้างคําตัดสินของ ดับเบิลยูทีโอตามการแนะนําประธานผู้แทนการค้าไทย ท่านอ่านละเอียดหรือเปล่า กระบวนการยุติธรรมบ้านเรามี บริษัท ฟิลลิป มอร์ริสร้องได้ ถ้าฟ้อง เขาลุต่อศาลภาษีได้ ผมเรียนนะครับ กรมศุลกากรไม่ได้แจ้งให้ผู้นําเข้าชี้แจงรายละเอียดพอในการปฏิเสธราคา ซื้อขาย ดับเบิลยูทีโอเขาบอกมาเท่านี้ เขาบอกราคาหักทอนผ่อนปรน ไปเปิดดูเถอะ ดับเบิลยูทีโอ บอกว่าที่ประเทศฟิลิปปินส์ไปฟ้องดับเบิลยูทีโอ แล้วก็ไปทําอีท่าไหน ดับเบิลยูทีโอก็บอกว่า กรณีเคสนี้ เคสที่จะสั่งไม่ฟ้องนี้บอกว่ากรมศุลกากรไม่ได้แจ้งให้ผู้นําเข้าชี้แจงรายละเอียดเพียงพอ ในการปฏิเสธราคาซื้อขายและวิธีการคิดราคาศุลกากร ซึ่งเป็นเรื่องการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ถ้านายอภิสิทธิ์รักษาประโยชน์ประเทศชาติต้องบอกให้ศุลกากรชี้แจง ต้องบอกว่าเรื่องนี้ เราได้ดําเนินการแล้ว ต้องอ้างเหตุสมัยประเทศอินโดนีเซีย ผมมีบันทึกประชุมเรียบร้อย เขายอมรับว่าระบบหักทอนผ่อนปรน เขารับเรียบร้อยว่าเขารับได้แต่พอมันจะเสียหนัก ๆ มันอ้างว่ารับไม่ได้ ทําไมรัฐบาลต้องตื่นเต้น ท่านประธานครับ ผมเรียนต่อครับ กรมศุลกากร ไม่ได้แจ้งให้ผู้นําเข้าชี้แจงรายละเอียดก็เรียกมาชี้แจงสิ ก็จบ ดับเบิลยูทีโอว่าอย่างไร ท่านเอา ที่ไหนมาพูด ก็แปลความเข้าข้างผู้ต้องหามันใช้ไม่ได้ ต่อมาผมจะบอกให้ การปฏิบัติขั้นตอน ของเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอน ถ้าบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไม่ยอมรับต้องอุทธรณ์ อุทธรณ์แพ้ ฟ้องศาลภาษี ศาลภาษีท่านมีสติปัญญาตัดสิน คุณไม่ต้องมายุ่ง เสียภาษีเยอะแยะ เราได้ แก้ไขวิธีการเก็บภาษีสอดคล้องกับแกตต์ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ แล้ว เสร็จเรียบร้อยนายกรัฐมนตรี อ้างว่าราคาบุหรี่ที่บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส แจ้งราคานําเข้าไปเทียบเคียงกับราคาบุหรี่ ที่บริษัท คิง เพาเวอร์ นําเข้านั้นไม่ได้เพราะเป็นดิวตี้ ฟรี นี่ไม่ใช่ประเด็นสําคัญ ประเด็น สําคัญ บุหรี่เหมือนกัน เขาตรวจกรมควบคุมโรคแล้วเหมือนกัน ราคาต้องเหมือนกัน ผมไป สํารวจ ๖ ประเทศ ทั้งประเทศไทยทั้งอาเซียน บริษัทอื่นมันแพงกว่าบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ทั้งนั้น ท่านประธานครับ ผมเกรงใจพรรคพวกเขามาก เหตุผลอื่น สําแดงเท็จประเทศ มาเลเซีย สําแดงเท็จประเทศอินโดนีเซีย ซื้อกันไม่จริงจากประเทศฟิลิปปินส์ ทําไม นายกรัฐมนตรีไม่บ้างว่าดับเบิลยูทีโอ ดับเบิลยูทีโอ มันไม่ได้ และนายกรัฐมนตรีอ้างความเห็น ดับเบิลยูทีโอและดับเบิลยูซีโอ และความเห็นอธิบดีกรมศุลกากร นั่นเป็นเรื่องการประชุมของ อธิบดีกับนายเกียรติเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และมีความเห็นให้ส่งเอกสาร ก่อนไม่ประชุมอธิบดีเคยส่งไหม เอาเถอะ เถียงกันไปเถียงกันมา ผมเรียนว่าฟ้าดินจะเป็น พยาน ถ้าผมพูดถึง ปตท. แล้วเพราะไปโกรธใครให้ฟ้าดินลงโทษผม ถ้าผมพูดเรื่องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เพราะไปเกลียดใครฟ้าดินลงโทษผม แต่ถ้าใครก็ตามที่มีส่วนรู้เห็น ที่มีส่วน ทุจริต ฟ้าดินลงโทษเหมือนกัน ผมย้ํากับท่านประธานอีกทีหนึ่ง การเมืองเป็นเรื่องของเหตุผล การเมืองกล่าวหากันได้แต่มันต้องมีหลักฐาน ปตท. เกิดก่อนผมไม่รู้ว่าใครทุจริต แต่รู้ว่า ผิดกฎหมายก็บอกให้นายกรัฐมนตรีรู้ นายกรัฐมนตรีรับทราบใน ครม. เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๓ แล้วถึงวันนี้ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่จริง ไม่ใช่ ไม่ใช่สมัยผม ทีสมัยคุณเป็นรัฐบาล ไม่มาดูแลเรื่องนี้ก็ช่างท่าน เราวัดกันในสนามเลือกตั้ง ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ผมขอวินิจฉัยตรงนี้สักนิดหนึ่ง ท่านเฉลิมใช้เวลาช่วงนี้ไป ๓๙ นาที เดี๋ยวจะให้คณะรัฐมนตรี ตอบได้จนถึง ๓ ทุ่ม ๓๙ นาทีนะครับ เชิญท่านวิทยา ท่านประธานวิปรัฐบาลครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ขออนุญาตแจ้งข้อตกลงเพื่อทําความเข้าใจกับ เพื่อนสมาชิก แล้วก็พี่น้องประชาชนที่รับฟังครับ พรรคฝ่ายค้านขอเวลาในการอภิปรายกับ ผมทั้งหมด ๔๐ ชั่วโมง แล้วผมก็ยินยอมตาม แล้วก็ตกลงกันว่าไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมง และคณะรัฐมนตรีจะใช้เวลาในการอภิปรายทั้งหมด ๒๐ ชั่วโมง ผมขออนุญาตแจ้งนะครับ ขณะนี้หลังจากท่านเฉลิมอภิปรายไปเสร็จ พรรคฝ่ายค้านได้ใช้เวลาไปแล้ว ๓๘ ชั่วโมง กับ ๕๒ นาที ฝ่ายรัฐบาลได้ใช้เวลาไปแล้ว ๑๗ ชั่วโมง กับ ๓๔ นาที เพราะฉะนั้น โดยเวลาของรัฐบาลยังเหลืออยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมง ๒๖ นาที ส่วนฝ่ายค้านที่จะสรุป คนสุดท้ายนะครับ ถ้าไม่มีใครอภิปรายอีกก็จะมีเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ๕ นาที เพราะฉะนั้นผมก็ถือว่าข้อตกลงยังยืนยันอยู่ที่เดิม เวลาก็ต้องเป็นไปตามนั้นครับ
คือถ้าเอาตามที่คุณวิทยาพูดเวลามันจะเกิน ๖ ทุ่มนะครับ เมื่อกี้ทางวิปรัฐบาลกับ ฝ่ายค้านแจ้งตอนก่อนผมจะขึ้นมาทําหน้าที่ว่าจะให้รัฐบาลพูดถึง ๓ ทุ่ม แล้วก็จะให้ คุณมิ่งขวัญพูดตั้งแต่ ๓ ทุ่มถึง ๕ ทุ่ม แต่ขณะนี้เมื่อท่านเฉลิมได้ใช้เวลาเพิ่มเติมไป ๓๙ นาที ผมก็เพิ่มเวลาให้รัฐบาลไป รัฐบาลจะปิดเวลา ๓ ทุ่ม ๔๐ นาที แล้วหลังจากนั้นคุณมิ่งขวัญ ก็อภิปรายไปจนถึง ๕ ทุ่ม คือถ้าเอาตามข้อตกลงเดิมเป็นอย่างนี้นะครับ
ตอนตัดไปข่าว พระราชสํานักพวกผมไม่ว่า แต่กรณีธรรมดา ๆ อย่าตัด คุณอภิสิทธิ์คุณแน่จริงเดี๋ยวดวลกับ คุณมิ่งขวัญคิวผมหมดแล้ว และขอบคุณที่ท้าผม
คืออย่างนี้ครับตามข้อตกลงซึ่งผมจะดําเนินการก็คือเดี๋ยวจะให้คณะรัฐมนตรีตอบจนถึง ๓ ทุ่ม ๔๐ นาทีนะครับ แล้วหลังจากนั้น ๓ ทุ่ม ๔๑ นาทีก็จะเป็นของคุณมิ่งขวัญจนถึง ๕ ทุ่มตามข้อตกลงเดิม เพราะว่าท่านเฉลิมได้ใช้เวลาของท่านมิ่งขวัญไป ๔๐ นาทีนะครับ
ท่านประธานครับ ผมเป็นคน ทําข้อตกลงครับ อย่างไรคณะรัฐมนตรีก็ต้องเคารพในข้อตกลงที่วิปทั้ง ๒ ฝ่ายได้ทํากัน เวลารัฐบาลเหลืออยู่จริง ๆ ๒ ชั่วโมง ๒๖ นาที แต่ผมเชื่อว่ารัฐบาลไม่เกินเวลา แล้วจะ บริหารเวลาให้ลงตัวครับ เพียงแต่ว่าสัดส่วนฝ่ายค้านที่ขอไว้ไม่ให้เกิน ๔๐ ชั่วโมง ท่านเหลือ ๑ ชั่วโมง ๕ นาที ท่านต้องบริหารตามนั้นครับ ท่านประธานครับ เวลาพวกผมตกลงก็คือ ไม่เกิน ๕ ทุ่ม จะอย่างไรก็ตามต้องปิด แต่ถ้าครบเวลาที่ขอกันแล้วก็จบครับ ถ้ารัฐบาล ใช้เวลาหมดก็จบครับ รัฐบาลพูดไม่ได้แล้ว ฝ่ายค้านใช้เวลาหมดก็จบ ผมหารือทั้งหมดอยู่ใน โควตาเวลาของรัฐบาลครับ
ผมสรุปอย่างนี้ก็แล้วกันครับก็ถือว่าเป็นการอะลุ้มอล่วย แล้วก็ไม่ได้ให้เวลาฝ่ายค้านมากมาย ตามที่เมื่อกี้ผมพูดนะครับ ก็ต่อให้รัฐบาลไปถึง ๓ ทุ่ม ๔๐ นาทีนะครับแล้วก็ขอ ๓ ทุ่ม ๔๐ นาทีให้ฝ่ายค้านไปจนถึง ๕ ทุ่ม เชิญครับ
ผมจะบอกว่าผมนี่ไม่ฟัง อภิปรายเพราะเวลาผมหมดจริง ๆ เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีออกทีวีกับผมเมื่อไรก็ได้ เดี๋ยวท่าน พูดแล้วผมไม่ตอบ
ช่วงนี้ผมว่าเอาอย่างนี้ไปก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยววิปรัฐบาลกับฝ่ายค้านจะไปตกลงอะไรกัน เพิ่มเติมค่อยเรียนประธานในแต่ละช่วง ช่วงนี้ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ ส่วนการจะไป ตกลงกันเพิ่มเติมก็ขอให้ไปตกลงกันแล้วก็แจ้งให้ประธานในแต่ละขณะทราบ ช่วงนี้ ผมขอต้อนรับเยาวชนคนรุ่นใหม่อนาคตประเทศไทยของพรรคประชาธิปัตย์ ช่วงนี้เป็นการ อภิปรายญัตติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและคณะ ขอเชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใช้เลาสั้น ๆ นะครับก่อนที่ท่านรัฐมนตรีคลังจะได้ ชี้แจง
ประเด็นแรก ผมต้องกราบเรียนนะครับว่า ผมไม่เคยไปดูถูกดูแคลนใครเลย ไม่เคยไปดูถูกดูแคลน ร้อยตํารวจเอก เฉลิมเลยนะครับ ผมนี่ท่านก็ทราบดีเป็นคนหนึ่งซึ่งเคย ยืนเกาะเวทีฟังท่านปราศรัยใส่เสื้อดํานั่นละครับ สําหรับพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี ๒๕๒๖ ก็รู้จักกันมาตลอด ไม่เคยว่ากล่าวอะไรกันเลย ท่านต่างหากครับ อภิปราย ๓ ชั่วโมงนี่ มีถ้อยคําที่ดูถูกดูแคลนทั้งผม ทั้งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมก็ฟังด้วยความ อดทน แล้วที่ผมตั้งข้อสังเกตว่าท่านโกรธ ปตท. หรือเปล่า ก็เพราะท่านดุดันมากครับ ดุดัน จนผมเพิ่งเคยเห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานผมตัวสั่นเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เพราะปกติท่านไม่เคยสะทกสะท้านอะไรเลย ถ้าท่านไม่โกรธก็ไม่เป็นไรครับ ไม่โกรธ ก็อย่าโกรธครับ รู้สึกวันนี้จะโกรธผมมากกว่าโกรธ ปตท. แล้ว ท่านประธานครับ ผมจะชี้แจง สั้น ๆ ๒-๓ เรื่อง
เรื่องแรก ท่านพยายามจะสร้างวาทกรรมว่าผมมาแก้ตัว เป็นทนายแก้ต่าง อะไรให้กับ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ผมยังไม่ได้แก้ตัวอะไรให้ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริสเลยครับ ผมเพียงแต่บอกหลักของการคํานวณ หลักของกฎหมาย แล้วผมก็บอกว่าถ้ามีความผิดปกติ ก็ต้องเป็นเรื่องที่ทางกรมเก็บภาษีกับดีเอสไอจะต้องไปดําเนินการต่อไป เพียงแต่ตัวเลขที่ มันแสดงกันมา เคยโต้แย้งกัน มันอยู่ในช่วงประมาณ ๑-๒ บาท มันไม่มีกรณีที่ว่าแสดงผิดไป ๑๐ บาท ๒๐ บาท ๓๐ บาทอย่างที่ว่า ซึ่งเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านก็จะเป็นผู้ชี้แจง
เรื่องที่ ๒ ผมไม่ได้ไปอ้างดับเบิลยูทีโอในเรื่องอะไรเลย ผมเพียงแต่บอกว่า เมื่อมีคําวินิจฉัยของดับเบิลยูทีโอมาก็ให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปประชุมกับผู้แทนการค้า เพื่อการดําเนินการทุกอย่างจะได้ไปในทิศทางเดียวกันเท่านั้นเอง
เรื่องที่ ๓ ก็คือว่าที่ท่านไปอ้างว่ามีอัยการร่วมสอบกับทางกรมสอบสวน คดีพิเศษ จริง ๆ แล้วโดยระเบียบของการร่วมเข้าไปสอบนี้ ผลออกมามันเป็นความเห็น ของกรม มันจะไม่ไปเกี่ยวกับตัวท่านอัยการที่เข้าไปร่วมครับ และอัยการเข้าไปนั้นโดยปกติ ก็คือเพื่อไปรับทราบข้อมูลต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการที่จะนําไปดําเนินการวินิจฉัยต่อไป เพราะฉะนั้นไม่มีกรณีที่ว่าไปเคยคิดอยากแล้วก็มากลับ เพราะว่ามีการไปแทรกแซงอะไร ทั้งสิ้นนะครับ
ส่วนกรณีของ ปตท. ที่ท่านหยิบยกเรื่องข้อกฎหมายขึ้นมา ผมก็ได้บอกแล้ว ว่ารัฐบาลก็ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ แล้วก็กําลังมีการปรับปรุงแนวทางการกํากับดูแล ล่าสุดมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ กันยายนก็ยังสําทับลงไปอีกว่ามอบหมายกระทรวงการคลัง ให้ไปดูเรื่องของการกํากับดูแลการดําเนินการของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับ สภาพเศรษฐกิจของประเทศและของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้สามารถรักษาประโยชน์ และการให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างเหมาะสม เป็นธรรม โดยไม่มุ่งแสวงหาผลกําไร จนเกินควร และไม่ประกอบการอันใดอันอาจจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่าทั้งหมดนี้ผมได้ชี้แจงไปหมดแล้ว แต่อย่างไร ก็ตามในส่วนที่เป็นประเด็นเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาษีท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็จะพูด
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ผมไม่ได้พูดตอนแรก ท่านพาดพิงถึงท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงยุติธรรมจะได้ไม่ต้องอภิปราย ก็คือบอกว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมแจ้งผลให้ทราบแต่ละครั้ง ผมรับทราบ และกรณีที่มีข้อเสนอแนะว่าควรจะปรับปรุง กฎหมายสรรพสามิต ผมก็เกษียนหนังสือว่าให้กระทรวงยุติธรรมไปดําเนินการกับ กระทรวงการคลัง ซึ่งขณะนี้เขาก็กําลังดําเนินการอยู่ครับ ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกรณ์ จาติกวณิช ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช ท่านประธานครับ ผมจะขอสมมุติว่าท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ จะไม่สับสนในประเด็นของท่านเอง แต่ต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าผมมั่นใจว่าเพื่อนสมาชิก ในห้องนี้ แล้วก็พี่น้องประชาชนที่ติดตามฟังการอภิปรายในหัวเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็น ภาษีสรรพสามิตและศุลกากรของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริสนั้น สับสนแน่นอน ดังนั้นผมจึง อยากจะใช้เวลาสั้น ๆ ของรัฐบาลรัฐบาลที่ยังเหลืออยู่นี้ ที่จะชี้แจงใน ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็อยากที่จะชี้แจงและอธิบายว่าทําไมถึงไม่มีสาเหตุ ใด ๆ ที่รัฐบาลมีความจําเป็นที่จะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แล้วก็กระบวนการ การจัดเก็บภาษีในอัตราที่ถูกต้องในกรณีที่ท่านได้กล่าวอ้าง
ประเด็นที่ ๒ ก็อยากที่จะชี้แจงนะครับว่ากรมภาษีที่เกี่ยวข้องของ กระทรวงการคลัง ในที่นี้ความจริงทั้ง ๓ กรมเลยนะครับ คือกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และกรมสรรพากรนั้นได้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างเต็มที่ในกรณีนี้
ขออนุญาตกล่าวเรียนในประเด็นแรกในเรื่องของฐานความผิดตาม พระราชบัญญัติศุลกากร คือจริง ๆ ในส่วนของพระราชบัญญัติศุลกากรก็มีระบุไว้ชัดเจน ชัดเจนในมาตรา ๒๗ ว่าฐานความผิดในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการนําเข้าสินค้ามีอยู่ ๔ ฐาน ด้วยกัน ๔ ประเด็น ประเด็นแรก ก็คือการนําเข้าสินค้าที่เป็นของจํากัด ในส่วนของบุหรี่นั้น แน่นอนที่สุดไม่ใช่ของจํากัด ก็คือนําเข้าในปริมาณเท่าใดก็ได้ กรณีที่ ๒ ก็คือต้องเป็นของต้องห้าม ซึ่งถึงแม้ว่าบุหรี่มีพิษมีภัยต่อสุขภาพ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นสิ่งของต้องห้ามแต่อย่างใด ประเด็นที่ ๓ ก็คือต้องเป็นสินค้าลักลอบ ซึ่งในกรณีนี้ไม่ได้ลักลอบเพราะว่ายื่นสําแดงต่อ หน่วยงานของทางสรรพามิตรและศุลกากรถูกต้อง เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๔ ที่เหลืออยู่ ที่อาจจะเป็นกรณีที่ผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา ๒๗ ได้ก็คือการประเมินราคาและ ค่าภาษี ซึ่งเป็นความเสียหายต่อรัฐบาลหรือต่อรัฐ ในที่นี้ก็หมายถึงการคํานวณหรือประเมิน ราคาที่ต่ําเกินไป หรือการสําแดงในราคาที่ต่ําเกินไป เพราะฉะนั้นตราบใดที่ไม่ได้มีความผิด ในข้อใดข้อหนึ่ง ๔ ข้อนี้ก็ไม่น่าที่จะมีเหตุที่จะอ้างได้ว่าผู้กระทําผิดนั้นเป็นผู้กระทําผิด ตามพระราชบัญญัติศุลกากร ดังนั้นในส่วนของกรณีของอัยการ หัวใจของเรื่องนี้ว่าอัยการ ควรจะตัดสินอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่ามีการประเมินว่ามีการสําแดงราคาที่ต่ําเกินไปหรือเป็นการ สําแดงเท็จหรือไม่ ซึ่งอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานราชการที่จะไปประเมิน ในประเด็นนี้ก็คือศุลกากร เพราะฉะนั้นหัวใจของเรื่องนี้ก็อยู่ที่กรมศุลกากรนั่นละครับว่า ไปประเมินแล้วว่าในส่วนของตัวบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ในที่นี้มีการสําแดงเท็จอย่างที่ ท่านอ้างหรือไม่ ผมก็ขอย้อนกลับไปนะครับ แล้วจริง ๆ แล้วท่านพูดถึงหลากหลายคดีตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาอธิบายเมื่อสักครู่ คดีจริง ๆ ที่มีความสําคัญ แล้วพี่น้องประชาชน ก็มีความสนใจก็คือคดีที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้เปรียบเทียบราคาสําแดงกับราคานําเข้า ของบริษัทปลอดภาษี คือบริษัท คิง เพาเวอร์ ในกรณีนี้ได้มีการพิจารณาประเด็นนี้ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๔๙ หลังจากนั้น ครม. ก็ได้มอบให้ กระทรวงการคลังตรวจสอบ ซึ่งเมื่อกระทรวงการคลังตรวจสอบนะครับ ในอันดับแรก กระทรวงการคลังก็ได้กําหนดราคาสําแดงจาก ๗.๗๖ บาท เป็นราคาที่เราเรียกว่าราคาวาง ประกันที่เป็นราคาที่สูงกว่า คือ ๘.๙๘ บาท สังเกตนะครับว่าราคาวางประกันในที่นี้ ความหมายคืออะไร ความหมายก็คือยังไม่ได้มีข้อตกลงระหว่างผู้นําเข้ากับทาง กระทรวงการคลัง แต่เป็นราคาที่ผู้นําเข้าสามารถที่จะเบิกสินค้าออกไปได้เพื่อไปจัดจําหน่าย แต่ต้องมีการวางประกันส่วนต่างระหว่างราคาสําแดงของเขา คือ ๗.๗๖ บาท และราคา วางประกันของทางกรมศุลกากร ในที่นี้คือ ๘.๙๘ บาท และที่น่าสนใจก็คือราคาวางประกัน ของกรมศุลกากรก็ยังห่างไกลจากราคาขายของ บริษัท คิง เพาเวอร์ ที่อยู่ระดับ ๒๗ บาทกว่า ดังนั้นในกรณีนี้หลังจากที่มีการกําหนดราคาวางประกันแล้วทางผู้นําเข้าก็ได้ยอม เบิกสินค้าออกไปแล้วก็เสียเงินประกันวางไว้ในมูลค่าโดยรวมสูงถึง ๑,๑๔๕ ล้านบาท เวลาผ่านไปประมาณ ๑ ปี ทางกรมศุลกากรก็ได้ใช้วิธีตามที่ท่านเฉลิมได้นําเรียนเมื่อสักครู่ ก็คือวิธีหักทอนเพื่อที่จะได้มาซึ่งราคากําหนดของทางกรมศุลกากร ทางกรมศุลกากรก็ได้ กําหนดไว้ ๒ ราคาตาม ๒ ช่วงเวลา ก็คือ ๘.๑๙ บาท และ ๘.๐๕ บาท ซึ่งในกรณีนี้ ขออนุญาตเรียนนะครับ ได้เป็นไปตามความตกลงทั่วไปหรือแกตต์ ได้เป็นไปตามวิธีการ คํานวณตามเงื่อนไขของแกตต์ที่ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม เมื่อสักครู่ได้ยืนยันว่าเราต้อง ปฏิบัติตามก็คือราคาหักทอน และด้วยวิธีนี้ราคาที่กรมศุลกากรได้ก็คือ ๘.๑๙ สตางค์ และ ๘.๐๕ บาท ไม่ใช่ ๒๗ บาท ซึ่งทั้งหมดนี้หลังจากที่มีการปรึกษากับทาง เวิลด์ คัสตอม ออร์กาไนเซชัน หรือดับเบิลยูซีโอด้วย หลังจากนั้นทางบริษัทก็อุทธรณ์ เพราะเขาก็ไม่ เห็นด้วยกับราคานี้ เขายังยืนยันราคาสําแดงของเขา คือ ๗.๗๖ บาท ทันใดนั้นในส่วนของ ทางประเทศฟิลิปปินส์เองก็ได้มีการฟ้องร้องไปที่ดับเบิลยูทีโอในช่วงต้นปี ๒๕๕๑ แล้วก็เป็น สาเหตุทําให้กรมศุลกากรออกระเบียบให้สอดคล้องกับพันธสัญญา และทําให้ศุลกากรต้อง กลับไปใช้ราคาสําแดงของทางผู้นําเข้า ก็คือ ๗.๗๖ บาท และก็เป็นราคาที่เราได้ใช้จนถึงทุกวันนี้ เพราะคดีนี้ยังไม่มีข้อยุติ หลังจากนั้นก็ได้เข้าไปตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ตลอดช่วงระยะเวลา ตั้งแต่มีมติ ครม. เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๔๙ จนถึงวันนั้น และก็ได้มีหนังสือแจ้งไปที่บริษัท ณ วันที่ ๑๙ มิถุนายน ปี ๒๕๕๑ ว่าไม่พบว่ามีการกระทําผิดในแง่ของการสําแดงราคา แต่อย่างใด และก็ได้มีจดหมายอีกครั้งนะครับในวันที่ ๙ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๑ ไปที่ดีเอสไอลง นามโดยรองอธิบดีกรมศุลกากร แทนท่านอธิบดีกรมศุลกากร ณ วันนั้นว่าไม่พบการคํานวณ ราคาที่ผิดปกติแต่อย่างใด ประเด็นที่ผมอยากที่จะเน้นในส่วนนี้ก็คือทั้ง ๒ ครั้งในส่วนของการ ยืนยันโดยกรมศุลกากรนั้น ยืนยันในช่วงปี ๒๕๕๑ ก็คือไม่ใช่ในช่วงของรัฐบาลของผม เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับ เพื่อไม่ให้ต้องอธิบายยาวเกินไป ผมขออนุญาตเรียนว่าถ้าจะมีการแทรกแซง แทรกแซงในชั้นอัยการคงไม่ได้ เพราะตามที่ผม นําเรียนฐานความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากรนั้นต้องมีหนี้ภาษีเกิดขึ้นก่อน คราวนี้หน่วยงาน ที่มีความรับผิดชอบในการกําหนดว่ามีหนี้ภาษีหรือไม่คือกรมศุลกากร และกรมศุลกากร ก็ได้ยืนยันไปที่ดีเอสไอแล้วว่าในการพิจารณาของกรมศุลกากรเราจะต้องมีการตรวจสอบ เอกสาร ไม่พบว่ามีหนี้ภาษีแต่อย่างใด ซึ่งถ้าจะมีการแทรกแซง จริง ๆ แล้วควรจะต้อง มีการแทรกแซงในชั้นศุลกากร ไม่ได้แทรกแซงในชั้นอัยการ ซึ่งในส่วนของตรงนี้ก็ยืนยันได้ว่า กรมศุลกากรยืนยันไปตั้งแต่รัฐบาลของท่านสมัคร สุนทรเวช ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ไม่ได้เป็นการยืนยันโดยกรมศุลกากรโดยรัฐบาลนี้ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้งปวงผมก็คิดว่า ไม่มีเหตุแต่อย่างใดที่ท่านจะกล่าวอ้างพวกกระผมว่าได้เข้าไปแทรกแซงกระบวนการ การจัดเก็บภาษีของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส แต่อย่างใด คราวนี้อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ มันก็มี ประเด็นที่ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนก็อยากที่จะได้รับคําอธิบายว่าความแตกต่างระหว่างราคา ของบริษัท คิง เพาเวอร์ ในที่นี้ที่ซื้อจากบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ที่ ๒๗ บาทต่อซอง เทียบกับ ราคาสําแดงของทางบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ต่อกรมศุลกากรที่ ๗.๗๖ บาทนั้น ความหมาย ในแง่ของความแตกต่างคืออะไร ผมก็ขออนุญาตเรียนว่าในส่วนของบริษัท คิง เพาเวอร์นั้น ไม่มีภาระภาษีแต่อย่างใด คือรัฐบาลไม่ได้เงินภาษีจากการขายของบริษัท คิง เพาเวอร์ แม้แต่ สตางค์เดียว ดังนั้นแน่นอนที่สุดครับ การกําหนดราคาขายระหว่างผู้ผลิตกับผู้ขายก็ต้องเป็น การเจรจาทางพาณิชย์ระหว่าง ๒ ฝ่าย คือพูดง่าย ๆ ถ้าสมมุติว่าบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ขายบุหรี่มาร์ลโบโรให้กับทางบริษัท คิง เพาเวอร์ ในราคาสําแดงก็คือ ๗.๗๖ บาท ในขณะที่บริษัท คิงเพาเวอร์ นําบุหรี่นั้นไปขายในราคาซองในสมัยโน้นนะครับ ๒๕๐ บาท ซึ่งก็ยังต่ํากว่าราคาซื้อขายทั่วไปในประเทศ ก็เลยทําให้ผลกําไรทั้งหมดจากการขายบุหรี่ ตกอยู่ในมือของบริษัท คิง เพาเวอร์ โดยที่บริษัทฟิลลิป มอร์ริส ไม่ได้ผลกําไรเลยแม้แต่ สตางค์เดียว เพราะว่า ๗.๗๖ บาทถือว่าเป็นราคาทุนของเขา ดังนั้นแน่นอนที่สุด เมื่อบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ตระหนักในประเด็นนี้ก็ต้องไปเจรจากับบริษัท คิง เพาเวอร์ ให้แบ่งกําไรกัน ซึ่งราคา ๒๗ บาทก็เท่ากับเป็นการแบ่งกําไรกันเกือบ ๆ ครึ่ง ๆ ระหว่างผู้ซื้อ กับผู้ขาย ซึ่งเป็นการเจรจาทางพาณิชย์ ทางรัฐบาลและกรมศุลกากรไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ในส่วนของราคาสําแดง ถามว่าเมื่อสําแดงมาที่ ๗.๗๖ บาท ความหมายในกรณี ณ ปัจจุบันที่มีการขายบุหรี่ที่ซองละ ๗๘ บาทนั้นบริษัทกําไรถึง ๗๐ บาทหรือไม่ ข้อเท็จจริง จริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงไปว่าใน ๗๘ บาทซึ่งเป็นราคาขายของบุหรี่ ณ วันนี้ มีภาษีที่เป็นภาษีแสตมป์ (Stamp) ยาสูบของทางกรมสรรพสามิตที่ฝากให้กรมศุลกากร เก็บให้ สูงถึงเกือบ ๔๔ บาท จากราคา ๗๘ บาทนอกจากนั้นยังมี ๒ เปอร์เซ็นต์ของภาษีนี้ ที่จะต้องเก็บให้กับทาง สสส. ยังมีภาษีของกรมสรรพากรก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม ยังมีภาษีบํารุง ไทยทีวี (Thai TV) ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ตามกฎหมายอีก ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ของภาษียาสูบ ยังมีภาษีบํารุง อบจ. อีกต่างหาก สรุปสุดท้ายในส่วนของกําไรค้าปลีกที่เราคํานวณคร่าว ๆ นะครับว่าผู้ค้าน่าที่จะได้รับจากการขายบุหรี่ซองละ ๗๘ บาทนั้นมีอยู่เพียงแค่ประมาณ ไม่เกิน ๖ บาทเท่านั้น ส่วนใหญ่ในเนื้อราคา ๗๘ บาทนั้นเป็นรายได้ของรัฐในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นรายได้ที่ได้มาจากการเก็บภาษี อันนี้ก็เพื่อความเข้าใจในส่วนของเพื่อนสมาชิก และก็พี่น้องประชาชนที่ติดตามและรอฟังคําอธิบายในประเด็นนี้อยู่
ส่วนประเด็นที่ท่านเฉลิมได้เปรียบเทียบราคาที่ท่านอ้างว่าเป็นราคาซีไอเอฟ หรือราคาทุนในประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศมาเลเซียหรือประเทศฟิลิปปินส์เอง ที่ท่านอ้างว่าในส่วนของดีเอสไอได้ไปตรวจสอบว่าราคาทุนของบุหรี่มาร์ลโบโรที่ประเทศ ฟิลิปปินส์เองนั้นมีราคา ๑๓ บาท แล้วถามว่าแล้วทําไมมาสําแดงราคาทุนที่ประเทศไทย เพียงแค่ ๗.๗๖ บาท ก็อยากจะขออนุญาตอธิบายว่าไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบที่ถูกต้อง เพราะอันดับแรกในส่วนของประเทศฟิลิปปินส์นั้นทางดีเอสไอได้เปรียบเทียบจากราคาขายปลีก ซึ่งบุหรี่มาร์ลโบโร ณ เวลานั้นขายปลีกอยู่ที่ประมาณซองละ ๒๕ บาทที่ประเทศฟิลิปปินส์ หลังจากนั้นได้มีการหักมูลค่าภาษีออกไป ทําให้ราคาที่เหลืออยู่ที่ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ อ้างว่าเป็นราคาทุนของประเทศฟิลิปปินส์ที่ ๑๓ บาทนั้นปรากฏ แต่ในกรณีของการคํานวณ ในส่วนของประเทศเรา เราใช้ราคาขายทอดแรก ก็คือราคาที่ผู้นําเข้าซื้อ ซึ่งไม่ใช่ราคาปลีก ราคาสุดท้าย ดังนั้นในส่วนของราคาปลีกของเราอาจจะเป็น ๖๐ บาท แต่ราคาทอดแรกที่ผู้นําเข้า ซื้อมาอาจจะเป็น ๕๔ บาท ต่างกัน ๖ บาท เพราะฉะนั้นวิธีคํานวณที่เหมาะสมและถูกต้อง เพื่อที่จะเปรียบเทียบกับราคาต้นทุนของประเทศฟิลิปปินส์ ก็คือเอา ๗.๗๖ บาทที่เป็นราคา สําแดง บวกกับ ๖ บาทที่เป็นส่วนต่างระหว่างราคาปลีกกับราคาทอดแรก ซึ่งราคาที่ท่าน จะได้ก็คือ ๑๓.๗๐ บาท ใกล้เคียงหรือเกือบเหมือนกันกับราคาทุนที่ท่านได้อ้างในส่วนของ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งก็เป็นตัวสะท้อนว่าอย่างน้อยที่สุดราคาทุนที่ทางบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส อ้างที่บ้านเราก็ไม่ได้แตกต่างกับราคาทุนที่เขาใช้ที่ประเทศฟิลิปปินส์หรือประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้แต่อย่างใด วิธีอีกวิธีหนึ่งที่จะเปรียบเทียบราคาหรือเป็นการอธิบายว่าราคา สําแดงของบริษัทผู้นําเข้า ในกรณีนี้คือบริษัท ฟิลลิป มอร์รีส ที่ ๗.๗๖ บาท เทียบกับราคา ขายที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ที่ ๒๗ บาทนั้นมีความเหมาะสมในแง่ของส่วนต่าง ก็ต้อง ขออนุญาตให้ไปเปรียบเทียบกับบุหรี่ที่เราผลิตเองในประเทศนี้ คือถ้าเรามองว่า ๒๗ บาท น่าจะเป็นทุน เราก็ต้องหันมาดูว่าบุหรี่ที่ประเทศไทยเราผลิตนั้นต้นทุนก็คือราคาหน้าโรงงาน อยู่ในระดับที่ประมาณเท่าใด ซึ่งเมื่อไปดูในส่วนของบุหรี่ที่มีราคาสูงที่สุดที่โรงงานยาสูบ ของเราเองเป็นผู้ผลิตก็จะเห็นว่ามีราคาหน้าโรงงานกําหนดไว้ที่ประมาณ ๖ บาท ส่วนที่ถูก ที่สุดเป็นบุหรี่ยี่ห้อหนึ่ง คงไม่เอามาโฆษณาในที่นี้นะครับ มีราคาหน้าโรงงานต่ําถึง ๒.๕๐ บาท คราวนี้ก็จะเห็นว่า ๒.๕๐ บาท ในกรณีของบุหรี่ที่ต้นทุนถูกที่สุดที่เราผลิตเอง ประมาณ ๖ บาท ในส่วนของต้นทุนของบุหรี่ที่แพงที่สุดที่โรงงานยาสูบของเราผลิตเอง เทียบกับราคาที่ทางประเทศฟิลิปปินส์ผลิตแล้วสําแดงกับเราที่ ๗.๗๖ บาทก็ไม่ได้ต่างกันมาก แต่แน่นอนที่สุดไม่ใช่ ๒๗ บาทนะครับ ซึ่งเป็นราคาทางพาณิชย์ตามที่ทั้งท่านนายกรัฐมนตรี และผมได้อธิบายให้ท่านได้เข้าใจไปแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ก็คงจะทําให้กระจ่าง มากยิ่งขึ้นว่าการเปรียบเทียบระหว่างราคาของทางร้านค้าปลอดภาษีกับราคาสําแดงอาจจะ ไม่เหมาะสมด้วยเหตุใด
สรุปสุดท้ายก็อยากจะที่จะเรียนนะครับว่าในส่วนของรัฐบาลไม่ได้มีเจตนา หรือความจําเป็น หรือแม้แต่ความเหมาะสมในส่วนของการเข้าไปแทรกแซง จริง ๆ สาเหตุหลัก ก็เพราะว่าคําวินิจฉัยที่มีความสําคัญมากที่สุดต่อคดีนี้ก็คือคําวินิจฉัยของกรมศุลกากร ได้มีคําวินิจฉัยไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ไม่ได้มีความจําเป็นหลังจากนั้นนะครับ ที่จะต้องมีการแทรกแซงแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าเราต้องการตามที่ท่านอ้างเข้าไปช่วยบริษัท ต่างชาติ
และประเด็นสุดท้ายก็คือในส่วนของบทบาทของกรมศุลกากรเองนะครับ ผมขออนุญาตเรียนว่าก็ชัดเจนว่าเมื่อปี ๒๕๔๒ ที่ล่าสุด สักครู่ท่านเฉลิมได้ท้า ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่าทําไมไม่กล่าวถึง ความจริงท่านนายกรัฐมนตรีก็กล่าวถึงนะครับ กรณีนั้นเป็นกรณีการนําเข้าบุหรี่จากประเทศมาเลเซียโดยบริษัท ฟิลลิป มอร์รีส ทางศุลกากรเข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่ามีการสําแดงราคาเท็จ แล้วก็มีการปรับไปประมาณ ๗๐๐ ล้านบาท ประเด็นของผมคืออย่างนี้ครับ กรมศุลกากรมีรางวัลนําจับเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในกรณีนั้นมีส่วนได้ส่วนเสียจากการปรับ ๗๐๐ ล้านบาทครั้งนั้น โดยที่ส่วนแบ่ง ที่เป็นรางวัลนําจับของเจ้าหน้าที่ศุลกากรสูงถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นส่วนได้ส่วนเสียนี้ มีชัดเจน ประเด็นที่ผมอยากจะฝากไว้เป็นประเด็นสุดท้ายในกรณีนี้เพื่อให้ท่านนําไปพิจารณาก็คือ ถ้ากรมศุลกากรมองว่า ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านพูดถึงเป็นสินทรัพย์ที่สามารถที่จะนํามา แบ่งกันในรูปของรางวัลนําจับได้ ผมยืนยันเลยครับ โดยวัฒนธรรมของกรมศุลกากรไม่ปล่อย ให้ดีเอสไอหรอกครับ กรมศุลกากรจัดการเองแน่นอน เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ ก็เป็นคําอธิบายว่าเราจะเอาตามใจเราไม่ได้ อยากได้ราคาประเมินสูง ๆ โดยที่ไม่ได้คํานึงถึง กฎเกณฑ์ กติกา สัญญาการค้าที่มีระหว่างประเทศไม่ได้ มิฉะนั้นวันหนึ่งผู้นําเข้า ยกตัวอย่าง ข้าวจากบ้านเรานะครับ วันดีคืนดีเขาต้องการที่จะกําหนดราคาสําแดงหรือเก็บภาษีที่สูงกว่า ข้อตกลงที่มีระหว่างประเทศก็จะทําให้เราเสียเปรียบ แล้วก็จะเป็นสิ่งที่จะทําให้บรรยากาศ การค้า แล้วก็แนวโน้มการส่งออกของเราเองได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งคงเป็นเรื่องที่เป็นไป ไม่ได้
ประเด็นสุดท้าย ก็คือประเด็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ทางกระทรวงยุติธรรม แล้วก็ทางกระทรวงการคลังหารือร่วมกันว่าเราจะมีแนวทางในการที่จะปรับปรุง พระราชบัญญัติยาสูบเพื่อที่จะมีการจัดเก็บที่มีความโปร่งใส ชัดเจน ไม่ต้องมาทะเลาะเบาะแว้งกัน ในเรื่องของราคานําเข้า ซึ่งก็ต้องขออนุญาตนําเรียนว่ามีความยากลําบากในการพิสูจน์ต้นทุน ที่แท้จริง จริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนนั้นเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ดังนั้น ทางกรมสรรพสามิตได้นําเสนอให้กับกระผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการคลังพิจารณาแล้วว่า เราจะเดินหน้าไปสู่การแก้พระราชบัญญัติเพื่อทําให้มีความโปร่งใสในการจัดเก็บภาษี สรรพสามิตบุหรี่มากยิ่งขึ้น โดยที่เราจะเน้นจากการใช้ราคาปลีกเป็นตัวคํานวณ แทนที่จะใช้ ราคาทุนหรือราคาหน้าโรงงาน แล้วก็จะมีการเก็บอัตราตามปริมาณให้มีความชัดเจนด้วย เพราะฉะนั้นในไม่นานนี้พวกเราในสภาก็มีโอกาสได้พิจารณาข้อเสนอการแก้ ร่างพระราชบัญญัติยาสูบเพื่อที่จะให้มีความโปร่งใสและชัดเจนมากยิ่งขึ้น ขอบคุณครับ
คุณทนุศักดิ์มีอะไรครับ
ท่านประธานครับ เมื่อตอนเช้า ผมถูกพาดพิงด้วยข้อหาหนักครับ เลยอยากจะขออนุญาตสัก ๑ นาที แต่ไม่ทราบ ท่านนายกรัฐมนตรีจะพูดเรื่องนี้หรือเปล่า ต่อจากท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ แป๊บเดียวครับ
ขอท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ พาดพิงที่ทําให้เกิดความเสียหายใช่ไหม ผมรวบรัดนะครับ ขอสัก ๓ นาทีก็แล้วกัน ไม่เกินนั้น เพราะว่าจะต้องกินเวลาของท่านมิ่งขวัญนะครับ
เอาเป็นเวลาของรัฐบาลก็ได้ครับ เหลือเยอะ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ผู้แทนราษฎรจาก จังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย เมื่อเช้านี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพได้พูดว่ากระบวนการ เสื้อแดงเสื้อดํามีกลุ่มที่ใหญ่ ๆ อยู่ ๓ กลุ่ม แล้ว ๑ ใน ๓ นั้นมีการฝึกอาวุธฝึกอะไรต่าง ๆ อยู่ที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งถ้าผมไม่พูดปัญหาจะเกิดกับจังหวัดและตัวผมมาก ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคมปีที่แล้วจะมีการเคลื่อนขบวนพี่น้องเสื้อแดงเข้ากรุงเทพมหานคร แล้วผมก็ทราบมาว่าจะมาเยอะเป็นพันคน จะมีรถไทยแลนด์ มีรถกระบะ รถเก๋ง ผมก็ เป็นห่วง แล้วเขาก็มาหารือ เราก็เลยคิดว่ามันก็จะต้องมีการฝึกซ้อมกันหน่อย โบกรถอย่างไร แข็งแรง ไม่แข็งแรง กลัวว่าจะมีปัญหาเวลาเดินทาง เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าใหญ่นายโต ไม่มีรถนํา ก็ไปดําเนินการฝึกซ้อมเรื่องเหล่านี้กัน ในตอนหลังก็ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไร ในตอนหลังมีการจับผู้ต้องสงสัยได้คนหนึ่งเรื่องยิงปืนเอ็ม ๗๙ แล้วก็ปรากฏว่าโยงมาว่า มาฝึกที่พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทยที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ผมเองก็ตกใจ ก็ไปสอบสวน ไปดูข้อเท็จจริง ก็ปรากฏว่ามันไม่ใช่ ผู้ต้องหารายนั้นไม่ได้เคยมาตรงนั้น แล้วผมก็พาชาวบ้าน ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตลอดจนคนที่มีหน้าคล้ายมาที่พรรคเพื่อไทยมาแถลงข่าวให้พี่น้อง สื่อมวลชน ทีวีทุกช่อง หลายเดือนมาแล้วครับ สัก ๔ เดือนได้สัมภาษณ์กัน เรื่องก็จบไป ก็ไม่มีใครสงสัยอะไร ปรากฏว่าวันดีคืนดีเมื่อเช้านี้ก็มีท่านรองนายกรัฐมนตรีขึ้นมาพูดอีก ผมก็ไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ผู้คนไม่สบายใจ เพราะว่าจังหวัดอุตรดิตถ์นั้น ไม่ได้มีเรื่องอย่างนี้ ประชาชนเขาก็แค่อยากจะแสดงออกในทางการเมืองเท่านั้น ไม่ได้มีอาวุธ อะไรต่าง ๆ หนัก ๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าผมขอได้ก็อยากจะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี เรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าเรื่องตรงนี้น่าจะสอบถามกันก่อน ไม่ใช่ว่าข้อมูลอะไร ก็ไม่ทราบก็เอามาพูดเลยทําให้เกิดความเสียหายกับจังหวัด แล้วก็เราก็เป็นผู้แทนราษฎรด้วยกัน เรื่องแรง ๆ แบบนี้บอกมาคุยกันก่อน ไม่ใช่ว่าจะเอามาใช้เลย เพราะว่าไม่อย่างนั้นแล้ว ความตั้งใจของท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่อยากให้บ้านเมืองปรองดองกัน มีไมตรี ต่อกันมันจะไม่เกิถ้าเรามีทัศนะแบบนี้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีองอาจขอใช้สิทธิพาดพิง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ในฐานะรัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี เมื่อสักครู่นี้ท่านเฉลิม อยู่บํารุง ได้ท้วงติงว่าขณะที่ท่านกําลังอภิปราย อยู่นั้นทางช่อง ๑๑ ได้ตัดเข้าข่าวในพระราชสํานักเสร็จแล้วก็ไม่ตัดกลับมาที่ท่านอภิปราย ผมก็ได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ที่เขาปฏิบัติงานในเรื่องนี้ก็ทราบข้อเท็จจริงว่าปกติ หลังจากจบข่าวพระราชสํานักก็จะมีพระบรมราโชวาทสั้น ๆ ซึ่งอาจจะมีภาพประกอบ ในพระบรมราโชวาทบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทําปกติเกือบทุกวัน เพราะฉะนั้นก็กราบเรียน ท่านเฉลิมว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะไม่ประสงค์จะตัดเข้ามาในขณะที่ท่านอภิปรายแต่อย่างใด นอกเหนือจากนั้นเมื่อช่วงที่ผ่านมาก็มีหลายท่านมักจะอภิปรายแล้วก็ขึ้นมาตําหนิว่า ไม่ปรากฏภาพทางช่อง ๑๑ บางท่านก็บอกว่าขณะที่มีภาพปรากฏทางโทรทัศน์ดาวเทียม ช่องอื่น ผมขอกราบเรียนนะครับ วันนั้นมีท่านหนึ่งบอกว่าภาพทางช่อง ๑๑ ไม่มี แต่ทําไมไป มีในโทรทัศน์ดาวเทียมของสปริงนิวส์ (Spring News) ในขณะที่ผมขึ้นมาชี้แจงว่า เพราะมันเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า ซัน เอาท์เทจ (Sun Outage) ซึ่งผมก็อธิบาย เรื่องนั้นไปแล้ววันนั้น ก็เลยอยากจะมากราบเรียนเพิ่มเติมว่าสัญญาณของแต่ละช่องอาจจะ ไม่ตรงกัน วันนี้เจ้าหน้าที่ของสปริงนิวส์ก็มาแจ้งผมทราบว่าของสปริงนิวส์เมื่อหมุนไปโดน พลังแม่เหล็กของแสงอาทิตย์ในจังหวะนั้น เวลานั้น ภาพของสปริงนิวส์ก็หายไปเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากนั้นบางครั้งท่านก็บอกว่าถ่ายทอดไปแล้วบางทีไม่มีภาพ ผมขอกราบเรียนว่า ขณะนี้หลายบ้านรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านจานดาวเทียม ผ่านจาน จานเล็กบ้าง จานใหญ่บ้าง ที่บ้านของท่าน ซึ่งผมคิดว่าบางทีท่านดูโทรทัศน์ปกติไม่ได้มีการถ่ายทอด บางครั้งภาพก็หายไป เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนว่ากรณีที่ภาพที่บ้านของท่านหายไป คงไม่ได้หมายถึงว่า ช่อง ๑๑ ประสงค์จะกลั่นแกล้งท่าน ไม่ถ่ายทอดขณะที่ท่านอภิปราย เพราะมีอยู่วันหนึ่ง ท่านขึ้นมาบอกว่าไม่มีการถ่ายทอด แต่ปรากฏว่าคุณหมอวรงค์ ส.ส. จากพิษณุโลก ก็เปิดโทรศัพท์มือถือให้ที่ประชุมนี้ดูว่ามีการถ่ายทอด มีทั้งภาพ มีทั้งเสียง ผมก็อยาก ทําความเข้าใจก่อนที่เราจะยุติการอภิปรายในวันนี้ว่าในส่วนของการถ่ายทอดสดการอภิปราย ไม่ไว้วางใจนั้นในส่วนของรัฐบาลเราไม่มีความประสงค์ใด ๆ ที่จะไปกลั่นแกล้งเพื่อไม่ให้ ประชาชนได้รับชมภาพและเสียงในขณะที่ท่านอภิปรายอย่างเด็ดขาดนะครับ ขอความกรุณา ให้เข้าใจในส่วนนี้ด้วยครับ เพราะเราเข้าใจดีว่าท่านกําลังทําหน้าที่ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยทั่วไป ขอบพระคุณครับ
ทางฝ่ายรัฐบาลท่านสุดท้ายนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านมีเวลา ๔๐ นาที เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตที่จะกราบเรียนชี้แจงท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนในญัตติการขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจตัวกระผม แล้วก็มีการอภิปรายเพื่อนรัฐมนตรีอีกจํานวนหนึ่งในช่วง ๔ วัน ที่ผ่านมา ผมคงจะใช้เวลาในช่วงสุดท้ายนี้กราบเรียนในภาพรวม แล้วก็แตะบางประเด็น ซึ่งยังไม่ได้มีโอกาสที่จะชี้แจงเพิ่มเติมในช่วงที่มีการอภิปรายท่านรัฐมนตรีท่านอื่นแต่พาดพิง ถึงกระผม แล้วก็ในเรื่องซึ่งอาจจะยังไม่ได้มีโอกาสในการตอบทั้งหมด สิ่งที่ผมอยากจะ กราบย้ําอีกครั้งหนึ่งก็คือว่าผมเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ผมได้ประกาศเจตนา ประกาศเป้าหมายชัด
ประการแรก ขณะนั้นที่เข้ามานี่ต้องการพาเศรษฐกิจพาเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้น จากวิกฤติ ๔ วันที่ผ่านมาเพื่อนสมาชิกจํานวนมากวิพากษ์วิจารณ์ ให้ข้อเสนอแนะบ้าง ตําหนิบ้าง เกี่ยวกับแนวทางการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน กระผมก็ขอ กราบเรียนเพียงแต่ว่าที่สุดแล้วก็ต้องมาดูที่ผลของการดําเนินการในเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจ สิ่งที่ผมยืนยันได้ก็คือว่า ณ สิ้นปี ๒๕๕๓ เศรษฐกิจไทยได้รอดพ้นจากวิกฤติอย่างชัดเจน จากที่เราเคยกลัวว่าเศรษฐกิจนั้นจะดิ่งลงลึกเหมือนกับเมื่อปี ๒๕๔๑ หรือเหมือนกับประเทศ อื่น ๆ ซึ่งมีปัญหามากมาย อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การหารายได้เข้าประเทศ ซึ่งหลายท่านมักจะใช้วาทกรรมว่ารัฐบาลนี้มีแต่จ่ายเงินกับกู้เงินแต่ไม่หารายได้ แต่ข้อเท็จจริงแล้วตัวเลขทุกอย่างยืนยัน การส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน อยู่ในระดับ ที่สูง เป็นเหตุให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราซึ่งเกินที่เคยมีการคาดคะเนไว้ ไม่ว่าจะเป็นในช่วง ต้นปีหรือในปีก่อนหน้า แล้วก็ที่สําคัญที่สุด ที่ผมบอกว่าเรารอดพ้นจากวิกฤติ ก็คือว่า เราสามารถที่จะผ่านพ้นตรงนี้มาได้โดยไม่มีปัญหา ๒ ปัญหาซึ่งประเทศอื่น ๆ ในโลก เขาเผชิญ ๑. คือการว่างงานที่มีคนจํานวนมากตกงาน และ ๒. ก็คือไม่นําประเทศเข้าสู่ วิกฤติหนี้ ผมไม่ทราบว่าท่าน ส.ส. มิ่งขวัญ ซึ่งจะสรุปการอภิปรายจะเสนอตัวเลขแบบที่เคย เสนออีกหรือเปล่า เป็นรอบที่ ๓ แล้วก็จะมาทําให้พี่น้องประชาชนตกอกตกใจว่าบ้านเมืองเรา กําลังเข้าสู่ภาวะความหายนะ ผมเพียงแต่ย้ําอีกครั้งครับ ผมไม่ต้องมาเถียงกับท่านว่าตัวเลข ไหนสูงกว่ากันครับ แต่เอาเป็นว่าสถานะของประเทศในเรื่องของหนี้สาธารณะต่อ รายได้หรือผลผลิตมวลรวมของประเทศขณะนี้เอาเป็นว่าไม่ต่างจากสภาพเมื่อวันที่ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณพ้นจากตําแหน่ง ต่างกันก็อาจจะไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์หรอกครับ ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะใช้ตัวเลขเดือนไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นมันไม่มีกรณีที่เรากําลังก้าวเข้าสู่ ความหายนะ ตรงกันข้ามครับ ผมคิดว่าแนวทางที่เราได้ทํามานี้ได้ทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หลายอย่าง วันนี้ตัวเลขหนึ่งซึ่งผมได้เคยพูดบ้างแล้ว แต่เราอาจจะไม่ให้ความสําคัญ มากเท่าไรนัก ก็คือเงินฝากในบัญชีโดยเฉลี่ยใน ธ.ก.ส. เพิ่มขึ้นเป็นการบ่งบอกว่า ๒ ปี ที่ผ่านมา พี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเขาสามารถที่จะมีเงินในบัญชี ได้เพิ่มขึ้น ๒ ปีเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นประมาณปีละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้คือสิ่งที่เราอยากเห็น ครับ เราอยากจะเห็นว่าพี่น้องประชาชนนั้นมีรายได้มากกว่ารายจ่ายจึงสามารถออมได้ มากขึ้น และพี่น้องประชาชนนั้นมีการคิดคํานึงถึงอนาคต ถึงความมั่นคง สอดคล้องกับ หลักปรัชญาพอเพียง ผมจึงกราบเรียนว่าในภาพรวมของเศรษฐกิจ ผมไม่ลงตัวเลขอื่น ๆ นะครับ แต่อยากจะกราบเรียนว่าสถานะความเป็นจริงคือตรงนี้ แต่เมื่อผมพูดอย่างนั้นแล้ว แน่นอนครับ เพื่อนสมาชิกก็บอกว่าประชาชนยังเดือดร้อนอยู่ ผมไม่เถียงครับ เพราะผม ทราบดีว่าปัญหาเศรษฐกิจมันก็จะเคลื่อนจากปัญหาหนึ่งไปสู่อีกปัญหาหนึ่ง แล้ววันนี้ สิ่งที่ชัดเจนก็คือว่าเรากําลังเผชิญกับภาวะของแพง ซึ่งตอนแรกก็มีเพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านตําหนิติติงผมว่าไปอ้างว่าปัญหานี้หรือภาวะอย่างนี้เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้น ทั่วโลก แต่สุดท้ายก็มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งที่มาอภิปรายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ แสดงให้เห็นเองว่าอาหารนั้นแพงขึ้นทั่วโลกจริง ๆ และน้ํามันก็แพงขึ้น น้ํามันดิบ ก็แพงขึ้น ผมก็กราบเรียนว่าผมไม่ปฏิเสธเลยว่าพี่น้องประชาชนเดือดร้อน และการบริหาร จัดการกับสินค้าบางตัว เช่น ปาล์มน้ํามัน ผมก็ยอมรับครับว่าในบางช่วงเกิดปัญหาอยู่บ้าง แต่เป็นเพราะความต้องการที่จะไม่ให้ราคาที่ขายนี้ ที่ทางกระทรวงหรือทางการเป็นฝ่าย กําหนดพุ่งสูงจนเกินไป ถึงได้ยันไว้ที่ ๔๗ บาทนะครับ แม้ว่าบางช่วงจะมีปัญหา แล้วก็ขณะนี้ก็มีแนวโน้มว่าสามารถที่จะปรับลดได้ ไม่เหมือนกับปี ๒๕๕๑ ที่ราคาผลปาล์มต่ํา แต่ราคาที่กําหนดขายปลีกนั้นกลับสูงขึ้นไปถึง ๔๗.๕๐ บาท ตรงนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าผมต้องชี้แจงให้เกิดความชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามปัญหาในเรื่องของของแพง ก็จึงทําให้เราเกิดมีแนวความคิดที่แตกต่างซึ่งสะท้อนออกมาผ่านการอภิปรายครั้งนี้ ซึ่งผม ถือว่าดี เพราะว่าผมก็ต้องการที่จะให้การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้เป็นเรื่องว่าเราจะแข่งขันกันทํา อะไรให้กับพี่น้องประชาชน ความแตกต่างที่กําลังเกิดขึ้นจากการอภิปราย ๔ วันนี้ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่จะทําให้พี่น้องประชาชนมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ประการแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าขณะนี้อะไรที่เราช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนได้เราเดินหน้าช่วยครับ ผมยกตัวอย่างว่านโยบายที่แน่วแน่ของเรา เช่น แก๊สหุงต้ม ไม่ขึ้น และเรากําลังลดภาระที่จะต้องชดเชยจากกองทุนด้วยการให้อุตสาหกรรมและ ปิโตรเคมีจ่ายค่าก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี (LPG) ในราคาที่สะท้อนตลาด เพื่อไม่ให้เป็นภาระ ในการที่จะให้กองทุนน้ํามันเข้าไปแบก แต่นโยบายนี้แน่วแน่มากครับ และทํามาตั้งแต่ต้น แล้วก็สอดคล้องกับคํามั่นสัญญา นโยบายที่ผมพูดจะเรียกว่าวาระประชาชนหรือแผนปฏิบัติการ ๙๙ วัน เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านบางท่านบอกว่าอยากจะให้มีการลอยตัวแอลพีจี พี่น้อง ประชาชนก็ต้องเลือก น้ํามันดีเซล เป็นสิ่งที่ผมก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่าเราตรึงไว้ที่ ๓๐ บาท เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าทั้ง ๆ ที่ราคาน้ํามันดิบสูงกว่าในบางช่วงปี ๒๕๕๑ เราไม่ปล่อยให้ ดีเซลขยับขึ้นเกิน ๓๐ บาท ผมยอมรับ วันนี้ผมเก็บเงินเข้ากองทุนจากเบนซิน แล้วก็ยอมรับว่า มีการใช้ภาษีสรรพสามิตอยู่ครับ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ๓๐ บาทตรงนี้เราก็จะใช้ ทั้ง ๒ เครื่องมือตามความเหมาะสม ไม่ให้มีปัญหาที่ว่าจะต้องย้อนกลับไปในภาวะที่กองทุน น้ํามันวิกฤติ คือเคยเป็นหนี้ถึง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะเดียวกัน ถ้าถามว่าทําไมถึงตัดสินใจอย่างนี้ ผมก็ยังยืนยันครับว่าวันนี้แม้พี่น้องประชาชนที่ใช้น้ํามัน เบนซินอาจจะไม่ถูกใจบ้าง ผมก็ยังเห็นว่าท่านสามารถที่จะช่วยประคับประคองให้ พี่น้องประชาชนคนยากคนจนของเราที่ใช้ดีเซลและเป็นต้นทุนทางการผลิตทางการเกษตร สามารถใช้น้ํามันได้ในราคานี้ผมไม่คิดว่านี่เป็นการบริหารงานที่ผิดพลาด ไม่คิดว่า เป็นการบริหารที่เสียวินัยแต่ประการใด
พร้อม ๆ กันไปครับ นโยบายที่เราได้ทํามาเพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ พี่น้องประชาชนในทุก ๆ ด้านนี่เราเดินต่อแน่นอน การช่วยเหลือผู้สูงอายุ การช่วยเหลือคน พิการ การทํานโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี ซึ่งเราจะต้องเสริมต่อไปในเรื่องของการเข้าเรียน ในระดับของอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการที่เราลดรายจ่ายที่จะทําโครงการไฟฟ้าฟรี ๙๐ หน่วยให้เป็นโครงการที่มีความถาวร อย่างนี้เป็นต้น ผมกราบเรียนว่าประเด็นเหล่านี้ คือความชัดเจนว่าวันนี้รัฐบาลยังมุ่งหน้าในการที่จะแก้ปัญหาสิ่งที่เป็นความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนจริง ๆ คือเรื่องของค่าครองชีพ แล้วก็ดีครับที่มีการอภิปรายกันในเรื่อง เศรษฐกิจ และท่านตําหนิว่าที่รัฐบาลกําลังส่งสัญญาณว่าจะต้องขึ้นค่าแรง ท่านบอกว่า ไม่ควรขึ้นจนกว่าเงินเฟ้อจะลดลง ผมเห็นว่าค่าแรงจะต้องเพิ่มเพื่อสู้เงินเฟ้อครับ และเรา น่าจะสามารถที่จะกํากับดูแลไม่ให้กลายเป็นวัฏจักรที่ทําให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นไปได้ โดยระบบของการกํากับในเรื่องของการแข่งขันทางการค้า ผมจึงกราบเรียนว่าวันนี้ทิศทาง ของเราชัด รัฐบาลนั้นได้ดําเนินการหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้เพิ่มความมั่นคง แล้วก็ทําให้ บ้านเมืองพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจมา แต่ประชาชนยังเดือดร้อนและมีอีกหลายอย่างที่เราต้อง ทําต่อ จะขึ้นค่าแรงก็ดี จะขยายเรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาก็ดี เรื่องประกันรายได้ก็ดี สิ่งเหล่านี้คือแนวทางที่เราจะเดินต่อไป พร้อม ๆ กันนั้นครับ การแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ตลอดระยะเวลา ๔ วันที่ผ่านมาที่มีการอภิปรายในเรื่องนี้กระผมก็ได้กราบเรียนให้เห็นครับ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างในเรื่องของราคาเกี่ยวกับพลังงาน เช่น เรื่องแอลพีจี เรื่องไฟฟ้า เรื่องน้ํามัน หลักคิดเราตอนนี้ชัดเจนขึ้นแล้วก็จะเดินหน้าว่าคนที่มีกําลังมากกว่าในสังคมนั้น ต้องช่วยคนยากคนจน ขณะเดียวกันประเด็นอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการที่จะดึงคนเข้ามาสู่ ระบบเศรษฐกิจที่มีระเบียบ มีแบบแผน มีกฎ มีกติกาที่ชัดเจนขึ้นก็กําลังเดินหน้าอยู่ อย่างที่ เรากําลังดําเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้า แม่ขาย ที่จะมีการ ดําเนินการให้มีจุดผ่อนผัน เริ่มต้นจากกรุงเทพมหานครและวันข้างหน้าต้องขยายไปให้ครบ ทุกจังหวัด ท่านประธานที่เคารพ ในการอภิปรายหลายเรื่องเพื่อนสมาชิกอภิปราย เพื่อนรัฐมนตรีของผม แล้วก็พาดพิงมาถึงผมว่าผมปล่อยปละละเลย ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ความจริงทุกเรื่องผมไม่ได้ละเลยหรอกครับ เวลาท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมท่านชี้แจงเรื่องรถไฟฟ้า ท่านเห็นไหม คณะกรรมาธิการของ สภาผู้แทนราษฎรท้วงมา ผมบอกว่าตอบข้อสังเกตนี้ให้ได้เสียก่อนค่อยไปดําเนินการต่อ กระทรวงคมนาคมตอบมาผมก็ไม่ได้ทําเหมือนกับในอดีตนะครับ ถือว่าหน่วยงานชี้แจงไป แล้ว เดินหน้าต่อ ผมบอกนี่เป็นคําชี้แจงของหน่วยงาน ให้หน่วยงานกลางเขาสอบทานสิว่า คําชี้แจงฟังขึ้นหรือไม่ อย่างนี้ครับเป็นสิ่งที่ดําเนินการ
กรณีกระทรวงมหาดไทยเรื่องของบัตรสมาร์ทการ์ดก็ต้องตัดสินใจครับ กระทรวงไอซีที กระทรวงมหาดไทยเห็นไม่ตรงกัน เป็นข้อกฎหมาย ผมก็เป็นคนบอกว่า ให้กฤษฎีกาเป็นคนชี้ แล้วกฤษฎีกาเสนอทางออกมาเราก็เดินหน้าทําเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชน ทั้งที่ความจริงปัญหานี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหม่กลายเป็นว่าบัตรประชาชนอีก หลายล้านใบที่ออกไปก่อนหน้านี้ก็ไม่สอดคล้องกับกฎกระทรวงที่ออกไปนะครับ ซึ่งไม่ได้ เกิดขึ้นในรัฐบาลยุคนี้
กรณีเช่าคอมพิวเตอร์ของกระทรวงมหาดไทย กระผมก็ไม่ได้ละเลย นํามาประกอบในการตัดสินใจ ในเรื่องของการโยกย้ายแต่งตั้งปลัดกระทรวงแล้วก็มีการ กําชับไปตลอดเวลาว่าผลสอบต่าง ๆ ต้องถูกนํามาใช้ แล้วก็การจะดําเนินการอะไรหรือไม่ อย่างไร ก็ต้องคํานึงถึงกฎระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด นี่เป็นสิ่งที่น่าจะยืนยันได้ครับ ที่ท่านพยายามบอกว่าผมสนใจแต่ว่าอยู่ในตําแหน่ง ใครทําอะไรไม่สนใจ ไม่จริงครับ แต่ละเรื่องท่านไปตรวจสอบได้ แต่ถามว่าจะเอาคํากล่าวหาแล้วสรุปว่าต้องตัดสินอย่างนั้น อย่างนี้ผมทําไม่ได้ มันต้องมีฐานของการตัดสินใจ มันต้องมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แล้วผมก็เรียกร้องเสมอว่าถ้ามีพยานหลักฐานต่าง ๆ ชัดเจน ดําเนินการแน่นอน กรณีกระทรวงพาณิชย์เรายังไม่มีข้อสรุปหรอกครับ แต่วันนั้นเมื่อมีการเปิดเผยว่ามีผู้ช่วย รัฐมนตรีเข้าไปดําเนินการเกี่ยวข้องกับการประมูล มีการใช้เช็ค ไม่มีความลังเลใจเลยครับ ก็ดําเนินการทันที บอกว่าอย่างนี้ต้องออกก่อนแล้วต้องมีการสอบสวนนี่ก็เป็นแนวทางหนึ่ง
และเมื่อพูดถึงกระทรวงพาณิชย์แล้วผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าปัญหาของการที่มี การกล่าวหาเรื่องการทุจริตของกระทรวงพาณิชย์วนเวียนอยู่กับเรื่องของการระบายสินค้า ในสต็อกของรัฐบาลทั้งสิ้น ถ้าตรงนี้เป็นแหล่งหากินใหญ่รัฐบาลหรือผู้นํารัฐบาลที่คิดทุจริต ต้องเดินหน้าต่อโครงการจํานํา เพราะเป็นโครงการซึ่งนําไปสู่การเก็บพืชผลทางการเกษตร ทั้งหมดเข้ามาสู่สต็อกของรัฐบาล เข้ามาในราคาที่สูง ขายอย่างไรก็ขาดทุน แล้วก็ต้องมา ตัดสินอยู่ตลอดเวลาว่าขาดทุนแค่นี้รับได้หรือไม่ เทียบกับความเสื่อมสภาพที่จะเกิดขึ้นต่อไป ในอนาคต ไม่นับว่ายุคนี้เรากําลังเข้าสู่ภาวะของการค้าเสรีกับประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเราใช้ นโยบายจํานํา เชื่อเถอะครับเราได้จํานําสินค้าการเกษตรของประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะไม่มีใครจะสามารถที่จะไปตรวจสอบได้ตลอดเวลาว่าพืชผลที่นํามาจํานํา ทางการเกษตรนั้นเป็นอย่างไร นโยบายประกันรายได้ที่เกิดขึ้นเป็นนโยบายที่ต้องการ แก้ปัญหานี้ด้วย นอกเหนือจากความเป็นจริงที่ว่ามันไปทั่วถึงพี่น้องประชาชนมากกว่า แล้วเพื่อยืนยันตรงนี้ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่สนับสนุนว่าโครงการของการประกันรายได้ เป็นการเดินมาถูกทางในการลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในเรื่องของปัญหาการแทรกแซง ตลาดสินค้าเกษตร เราเดินต่อแน่นอนครับ จุดอ่อนของโครงการการบริหารโครงการอาจจะมี ข้อบกพร่องอยู่ก็ต้องแก้ไขครับ แต่ผมยืนยันว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลและผมนั้น ประกาศว่าจะต้องเดินหน้า ท่านไม่เห็นด้วยก็เป็นทางเลือกที่ชัดเจนดีสําหรับพี่น้องประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ สําหรับเรื่องของการโยกย้าย แต่งตั้ง ในระบบราชการ ผมก็กราบเรียนนะครับว่าหลักที่เราพยายามทํามาตลอด คือเรื่องการบริหารงานบุคคล เราให้เกียรติเจ้ากระทรวง แต่มีเงื่อนไขสําคัญก็คือว่าอย่าผิดกฎกติกาและอย่าให้มีการทุจริต คอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นถ้ามีการร้องเรียน การตรวจสอบอะไรมาในแนวทางนี้ผมก็ดําเนินการ และเวลาผมนั่งหัวโต๊ะเป็นประชุมประธาน ก.พ. ก็ดี ผมได้ออกมติไปเยอะเลยครับ ที่จะยืนยันว่าหน่วยงานต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของ ก.พ. ไม่อนุญาตให้ได้รับข้อยกเว้น แล้วรวมไปถึงว่าเมื่อ ก.พ.ค. มีมติแล้ว ผมก็เป็นประธาน ก.พ. ที่ออกมติมาว่าทุกหน่วยงาน ต้องเดินหน้าในการปฏิบัติตาม ก.พ.ค. ไม่ว่าจะเป็นกรณีร้องเรียน กรณีอุทธรณ์หรือกรณีอื่น ๆ แล้วก็วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องของการเยียวยา เมื่อมีการจําเป็นจะต้องปฏิบัติตามมติของ ก.พ.ค. ไว้ แต่ว่าที่สําคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่าผมรับฟังในเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ ระบบราชการ สิ่งที่ผมกําลังจะให้ ก.พ. นําเสนอเป็นแนวปฏิบัติ แล้วต่อมาจะออกเป็น กฎกระทรวงด้วยก็คือเรื่องของการแต่งตั้งระดับสูงสุดคือปลัดกระทรวง ซึ่งว่าตามจริง เป็นระดับเดียวที่ขณะนี้พวกเรานักการเมืองมีอํานาจในการโยกย้าย แต่งตั้ง ผมจะเปลี่ยน ระบบให้มีการตั้งคณะกรรมการสรรหา ซึ่งประกอบไปด้วยคนนอกทั้งหมด ยกเว้นคนที่ครอง ตําแหน่งอยู่ในขณะนั้นคือปลัดที่อาจจะกําลังเกษียณไป แล้วให้เสนอชื่อไม่เกิน ๓ ชื่อครับ แล้วให้รัฐมนตรีซึ่งแต่งตั้งนั้นเลือกได้จาก ๓ ชื่อนั้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นปัญหาที่เพื่อนสมาชิก อภิปรายมานอกจากผมจะไม่ได้ละเลยเอาใจใส่ในปัญหาที่ติดตามในแต่ละเรื่อง ๆ แล้ว ผมยังพยายามเดินหน้าวางระบบให้มันมีความเข้มแข็งมากขึ้น ผมจึงกราบเรียนว่าข้อกล่าวหา หลายข้อที่ปรากฏอยู่ในญัตติและคําอภิปรายของท่านนี้จึงเป็นเรื่องที่ผมยืนยัน แล้วก็ชี้แจงว่ากระผมได้บริหารบ้านเมืองโดยยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศมาโดยตลอด และแม้บางเรื่องมีปัญหา มีอุปสรรค ขลุกขลัก มีจุดอ่อน แต่โดยรวมแล้วยืนยันว่าความมั่นคง ของประชาชนและประสิทธิภาพ เสถียรภาพของประเทศได้รับการปรับปรุงมาโดยตลอด
ท่านประธานที่เคารพ ในช่วงสุดท้ายนี้ผมคงเหลือเรื่องเดียวที่ยังไม่ได้มีโอกาส ชี้แจง และเป็นสิ่งที่เป็นข้อหาที่ถือว่ารุนแรงที่สุดสําหรับนักการเมืองอย่างผมและคนอย่างผม นั่นก็คือข้อหาที่บอกว่าผมและรัฐบาลนั้นฆาตกรรมประชาชน ที่จริงเพื่อนสมาชิกที่รู้จักกับผม จะทราบว่าผมเป็นคนอย่างไร ไม่นิยมความรุนแรง และต่อสู้ในแนวทางของกฎกติกา มาโดยตลอด ผมเองไม่อยากให้พวกเราต้องมาใช้เวลากันค่อนวัน เต็มวัน สร้างบรรยากาศ ความขัดแย้งในบ้านเมืองขึ้นมาอีก ความจริงวันนี้เมื่อเราคลายบรรยากาศจะเดินไปสู่ การเลือกตั้งนี่มันเป็นโอกาสของเรานักการเมืองนะครับที่จะสร้างศรัทธาให้กับประชาชนด้วย การบอกว่าเราจะเดินหน้าแก้ปัญหาประชาชนอย่างไรที่เขาเดือดร้อนอยู่ จะเรื่องของแพง เรื่องยาเสพติด หรือจะทําระบบที่ดีกว่าอย่างไร แต่ว่าเห็นไหมครับ พอเราอภิปราย ในประเด็นนี้ทีไรบรรยากาศสภากลายเป็นบรรยากาศของความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง แล้วเราก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งสิ้น ด้วยความตระหนักว่าหลังจากผมอภิปรายเสร็จจะเป็น ช่วงของการสรุปของผู้สรุป ผมก็จะพยายามชี้แจงไม่ให้ท่านต้องมาขุ่นเคืองประท้วงผมครับ แต่ผมก็ต้องอยู่กับข้อเท็จจริง ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๕๒ หรือปี ๒๕๕๓ โดยเฉพาะปี ๒๕๕๓ ที่มาที่ไปมันชัดเจนครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ลําดับเหตุการณ์ให้เห็น แต่มุมมองอาจจะต่างกัน ท่านไม่พอใจว่าสภาผู้แทนราษฎรเลือกผม เมื่อปลายปี ๒๕๕๑ แต่ผมก็ต้องบอกนะครับ ที่ท่านย้ําว่าไม่เคารพกฎกติกาหรือเปล่า ผมไม่ได้เข้ามาดํารงตําแหน่งหลังจากการเลือกตั้งเมื่อผมแพ้เลือกตั้งครับ แล้วถ้าพูดถึง เรื่องการเลือกตั้งต้องพูดให้ครบครับว่าท่านชนะการเลือกตั้งก็จริง แต่ในที่สุดกรรมการ คือ กกต. เขาวินิจฉัยว่ามันมีการทุจริตจนนํามาสู่การยุบพรรค แต่ประเด็นสําคัญก็คือว่า ท่านได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล ๒ ชุด สภาพบ้านเมืองขณะนั้นก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ สภาพผู้แทนราษฎรก็มาเลือกกันใหม่ ไม่ถูกใจท่าน ไม่ถูกใจคนจํานวนหนึ่ง ผมก็ยอมรับครับ แต่ว่ากระบวนการของการที่ปลุกระดมมันเกิดขึ้นจริง และผมพูดมากี่ครั้ง ๆ ผมไม่เคยตําหนิ พี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมอย่างสงบเลยครับ แต่หลักฐานที่ได้มีการชี้แจงมาโดยตลอดว่า มันมีคนที่เป็นกองกําลังเข้ามา แกนนําบางคนก็ยอมรับบนเวทีว่ามีกองกําลังเข้ามาสนับสนุน นี่คือต้นเหตุของความรุนแรงทั้งหมด ท่านประธานครับ รัฐบาล กองทัพ เจ้าหน้าที่จะเป็น ทหาร ตํารวจ เขาไม่มีเหตุผลอะไรทั้งสิ้นที่จะไปทําร้ายประชาชน ท่านก็ทราบ ผมก็ทราบ เราเป็นนักการเมืองในระบบนี้ เกิดความสูญเสียขึ้น สิ่งแรกก็คือต้องมาเรียกร้อง ความรับผิดชอบจากรัฐบาล ผมจึงกราบเรียนว่าแนวทางที่เราใช้นี่อยู่บนพื้นฐานของ ความอดทนอดกลั้นมาโดยตลอด การเจรจา ๖ ชั่วโมงนี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ ผมเคยเสนอ ทางออกมาหลายครั้งถูกปฏิเสธทุกครั้ง แล้ววันที่เราเข้าไปขอคืนพื้นที่ในวันที่ ๑๐ เมษายนนี้ ข้อเท็จจริงที่เรียงลําดับกันมาจะโดยใคร อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านจะเห็นครับ ไม่มีความสูญเสีย จนกระทั่งมีการยิงระเบิดเข้าใส่ทหาร แล้วทหารก็อยู่ในช่วงของการที่ถอยครับ แล้วก็เกิด ภาพอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพได้แสดงให้เห็นไปแล้ว แล้วก็เกิดเหตุการณ์ การปะทะกัน ผมเชื่อว่าพวกเราเสียใจ ไม่ควรจะเกิดครับ แต่ว่าเราต้องลําดับที่มาที่ไปให้เห็น ชัดเจนอย่างนี้ แล้วหลังจากนั้นก็ยังมีเหตุการณ์ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพลําดับให้เห็นว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์บ้าง ที่นั่นที่นี่บ้าง กดดันมากนะครับ ที่บอกว่าทําไมไม่สลาย การชุมนุม แต่เราตัดสินใจชัดเจนเลยครับว่าเราไม่ต้องการทําอย่างนั้น ผมเสนอให้ มีการเลือกตั้งวันที่๑๔ พฤศจิกายนที่ผ่านมาก็ถูกปฏิเสธ ท่านจะมาหยิบเรื่องว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพไปถูกที่ ไปมอบตัว ไปรับทราบข้อกล่าวหา ทําไมท่านเอา เรื่องนั้นมาอยู่เหนือความสําคัญกว่าการที่บอกว่าท่านจะได้ไปเลือกตั้งอย่างที่ท่านเรียกร้อง แล้วเราไม่ต้องมีปัญหากัน ช่วงการชุมนุมนี่คนที่อยู่ใกล้ชิดกับผมก็พยายามพูดคุยกับ แกนนํา โน้มน้าวว่าวันที่ ๑๔ พฤศจิกายนอย่ามาคิดเล็กคิดน้อย ยอมรับเถอะ เพราะต้อง ยอมรับว่าเกิดเหตุการณ์อะไรต่าง ๆ ควบคุมกันไม่ได้ คนที่เป็นแกนนําไม่เคยสูญเสียหรอกครับ มีแต่ชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุม ผมจึงกราบเรียนว่าเราก็ใช้วิธีกระชับพื้นที่ วันที่ ๑๓-๑๙ วันที่ ๑๘ พฤษภาคมเจ้าหน้าที่เราอยู่กับที่นะครับ ตามวงล้อมที่กําหนดเอาไว้ แต่ถูกโจมตี แล้วก็มีการป้องกัน ก็เกิดความสูญเสีย แล้วพอถึงวันที่ ๑๙ หลังจากที่เราเห็นได้ชัดว่า สวนลุมพินีเป็นพื้นที่ซึ่งอันตรายมากถ้าไม่เข้าไปจัดการเพราะว่ามีกองกําลังอยู่ในนั้น มีสื่อมวลชนรายงานต่าง ๆ ชัดเจน ก็จึงมีการกระชับพื้นที่เข้าไป กระชับวงล้อมเข้าไป แล้วก็หยุดครับ จนในที่สุดแกนนําก็ได้มีการเลิกการชุมนุมไปมอบตัว แต่เสร็จแล้วก็ไปเกิด เรื่องการเผา เกิดเหตุที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ท่านประธานครับ ณ ช่วงบ่ายของวันที่ ๑๙ ต้องถือว่าเหตุการณ์มันจบแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสําหรับรัฐบาลที่จะไปดําเนินการ ทําอะไรต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนหรือต่อทรัพย์สินของภาคเอกชนหรือของบ้านเมือง พวกผมพยายามประสานงานอย่างเดียวว่ากลับบ้านเถอะ แต่จะด้วยเหตุผลความไม่แน่ใจ ความหวาดระแวง พี่น้องก็ไปรวมอยู่ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร แต่น่าเสียใจครับ เพราะว่าที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหารแนวคิดเขาคือเขาทําเขตอภัยทาน ผมยืนยันได้เลยว่า คนของเราเคยติงไปแล้วว่าถ้าเป็นเขตอภัยทานขอความกรุณาได้ไหมว่าให้เป็นที่พํานักของ เฉพาะเด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ คนที่มีความจําเป็นจริง ๆ แต่สุดท้ายคุมไม่ได้ มีคนมีอาวุธ มีกองกําลังเข้าไปอยู่ด้วยปัญหามันจึงเกิด เมื่อเหตุการณ์สิ้นสุดลง ถ้าผมไม่มีความบริสุทธิ์ใจ ผมไม่ปล่อยให้กระบวนการต่าง ๆ เดินหน้าในการที่จะค้นหาความจริงหรอกครับ และผม ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองครับ วันนี้มาอภิปรายตอนเช้าว่า ศอฉ. เอาบัญชีไปให้ดีเอสไอ เพราะว่ามีการหักหลังกันระหว่างนักการเมืองกับกองทัพ คิดได้อย่างไรครับ แล้วถ้า ศอฉ. ไม่ให้ ท่านไม่ว่าหรือครับว่าเราไม่ให้ความร่วมมือกับการสอบสวน เราให้ครับ แล้ววันนี้ ก็มีการอ้างสํานวนของทางดีเอสไอมาอภิปราย แล้วมาสรุปง่าย ๆ ว่ารัฐบาลฆ่าประชาชน ผม ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพเป็นฆาตกร ไม่ใช่เลยครับ ที่เขาทําเสร็จแล้ว ๑๒ ศพ ชัดเจนว่า ไม่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ ที่จริงระบุด้วยซ้ําว่าเป็นฝีมือของกลุ่มไหนว่ากันไป ๑๓ ศพที่พูดนี่ เมื่อมี ความเป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่เขาต้องส่งกลับไปตามประมวลกฎหมายอาญา ให้ทาง พนักงานสอบสวนกับผู้เกี่ยวข้องดําเนินการในเรื่องของการชันสูตรพลิกศพ แต่ท่านเอาตรงนี้ แล้วมาสรุปว่าเจ้าหน้าที่ฆ่าประชาชน แล้วสรุปเลยเถิดไปด้วยว่าเจ้าหน้าที่ฆ่าประชาชน เพราะท่านรองนายกรัฐมนตรีสั่ง และท่านรองนากรัฐมนตรีสั่งเพราะผมตั้งท่านรอง นายกรัฐมนตรีสุเทพ ไม่ใช่เลยครับ แล้วเวลาท่านอ่านสํานวนท่านไม่เคยอ่านให้มันครบถ้วน อ่านให้หมด ทุกกรณีมันมีคนที่ให้การตรงกัน ขัดกัน แต่ในสํานวนที่ท่านอ่านไม่มีเลยครับ ที่บอกว่ามีคนเห็นเจ้าหน้าที่คนใดยิงใส่ประชาชน เป็นเพียงการวิเคราะห์ การคาดคะเน การสันนิษฐานความเป็นไปได้ ซึ่งบางทีก็มีการหักล้างนะครับ อย่างเช่นในวัดปทุวนาราม ก็มีคนที่เขาให้การว่าเขามองเห็นว่าการยิงน่าจะยิงมาจากทางห้างพารากอน แต่ถ้าเราเถียงกัน อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็มีแต่ความขัดแย้ง ผมเพียงแต่เรียกร้องว่าทําไมเราไม่ปล่อยให้คนที่เขา มีหน้าที่ทําให้เสร็จครับ แต่ท่านพูดทําให้คนคลางแคลงใจ อย่างกรณีวัดปทุมวนาราม สังเกตไหมครับ บอกว่ามี ๖ ศพ แต่เขาสรุปเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่แค่ ๓ ศพ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกรณีของอาสาสมัครและก็อาสาพยาบาลเขาไม่สรุปว่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ ๓. ที่มีการสรุปว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ๒ ราย ครั้งแรกคุณหญิงคุณหมอพรทิพย์ไปตรวจบอกไม่พบ เขม่าดินปืน แต่พอเข้าส่งไปแล็บ (Lab) พบ ๒ ราย ผมก็ไม่ต้องการมาเถียงว่าใครถูก ใครผิด แต่ปล่อยให้คนเขามีหน้าที่เขาทําไม่ดีกว่าหรือครับ เพราะผมมองไม่เห็นว่าเจ้าหน้าที่มีมูลเหตุ จูงใจอะไรทั้งสิ้น กรณีที่มีการพูดถึงการยิงจากรถไฟฟ้านี่ครับ ท่านต้องอ่านให้ครบว่าเวลาที่ เจ้าหน้าที่ที่เขาให้การว่าเขาอยู่ข้างบนแล้วเขายิง ทุกครั้งก็จะพูดว่าเขาพบกลุ่มกําลังติดอาวุธ ประมาณกี่คน ห่างจากจุดตรงไหน แล้วเขายิงไปที่ไหน เขาไม่เคยมีการพูดเลยว่าเขาไปยิงใส่ ประชาชน มันมีการต่อสู้ เหมือนกับการกระชับวงล้อมมันมีการต่อสู้ จะเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่ หรือไม่ก็ต้องพิสูจน์ ถ้ามีเกิดจากการกระทําของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องดูต่อไปด้วยว่ามันเกิดอยู่ใน สภาวะแวดล้อมอย่างไร กําลังต่อสู้กัน กําลังปกป้องตัวเองหรือไม่ หรือทําเกินอํานาจ แต่วันนี้ เพื่อต้องการสร้างความขัดแย้ง ปลุกเร้าอารมณ์คนของตัวเองมากขึ้น อ่านสํานวนไม่ครบแล้ว ก็มาชี้เลยว่าเจ้าหน้าที่ฆ่าประชาชน รองนายกรัฐมนตรีสั่ง นายกรัฐมนตรีสั่ง นายกรัฐมนตรี ตั้งรองนายกรัฐมนตรีให้ไปสั่ง ไม่มีปรากฏในสํานวนตรงไหน และไม่สมเหตุสมผลกับ เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงกราบเรียนว่าการอภิปราย ๓ วัน ๔ วัน ท่านเคย เป็นรัฐบาลกันมาก่อน ปกติคนเป็นรัฐบาลไม่ชอบหรอกครับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ผม กราบเรียนว่าถ้าเมื่อไรเราใช้เวทีนี้มาถกเถียงกันว่านโยบายเป็นอย่างไร เราแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องดีแล้วหรือยัง เป็นประโยชน์ครับ แต่ถ้าเราจะใช้เวทีแห่งนี้ไม่รักษาผลประโยชน์ของ ชาติ คิดแต่เอาความสะใจและให้เกิดความขัดแย้ง สุดท้ายทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเสียหาย ด้วยกัน และสุดท้ายคือรัฐสภาเสียหายและประชาธิปไตยเสียหาย ท่านประธานครับ ผมคง จะกล่าวโดยสรุปเพียงสั้น ๆ ว่าหลายเรื่องที่ท่านวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงนโยบาย ผมคิดว่า คําชี้แจงของผมน่าจะทําให้ท่านมีความกระจ่างมากขึ้น บางเรื่องที่ท่านตําหนิ มีเหตุมีผล ผมรับฟัง และจะนําไปปรับปรุงในการบริหารในระยะเวลาที่เหลืออยู่ แต่เรื่องที่เป็นการ กล่าวหาลอย ๆ เรื่องที่เป็นการทํากันขึ้นมาเพื่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น กระผมกราบเรียนว่า เป็นความสูญเสียของกระบวนการการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วง ๔ วันที่ผ่านมา กระผม กราบเรียนท่านประธานเพื่อให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก็พร้อมที่จะคืนเวทีนี้ ให้แก่ผู้สรุปการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และผมให้คํามั่นครับว่าหากสภาแห่งนี้ลงมติไว้วางใจผม และคณะให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ซึ่งก็ถึงนานที่สุดคือสัปดาห์แรกของ เดือนพฤษภาคม เวลาจะเหลือสั้นไม่สําคัญครับ แต่จะเป็นเวลาที่ผมยืนยันที่จะทุ่มเททํางาน เพื่อแก้ปัญหาของประชาชนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต กราบขอบพระคุณครับ
ผมขอแจ้งให้ท่านสมาชิก ได้ทราบนะครับ ขอตกลงทั้ง ๒ ฝ่ายที่ใช้เวลา ๖๖ ชั่วโมง ผมจะเรียนให้ที่ประชุมทราบ นะครับ คือคณะรัฐมนตรีกับ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล เวลาที่ให้ ๒๐ ชั่วโมง ใช้เวลาไป ๑๘ ชั่วโมงกับ ๑ นาที แล้วเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีพูดก็คงจะหมดเวลาพอดี ส่วนพรรคร่วม ฝ่ายค้าน ๔๐ ชั่วโมง ใช้ไปแล้ว ๓๙ ชั่วโมงกับ ๓ นาที เหลือเวลา ๕๗ นาทีนะครับฝ่ายค้าน ส่วนผู้ประท้วงวางเวลาไว้ ๖ ชั่วโมง ประท้วงเกินไป ๑๒ นาที ก็แจ้งให้ที่ประชุมทราบ แต่ว่า เราได้ตกลงเงื่อนไขกันไว้ว่าจะปิดการอภิปรายเวลา ๕ ทุ่ม ก็ต้องให้โอกาสแก่ผู้ที่จะสรุป ซึ่งเป็นผู้เสนอญัตติไม่ไว้วางใจคือท่านมิ่งขวัญ ฉะนั้นก็ถือว่าการอภิปรายในวันนี้ และรัฐมนตรีตอบชี้แจงแล้ว ต่อไปก็เป็นการอภิปรายของผู้เสนอญัตติมีสิทธิอภิปรายสรุปได้ อีกครั้งหนึ่ง ขอเชิญท่านมิ่งขวัญสรุปการอภิปราย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นญัตติการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และมีบัญชีแนบชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แนบท้ายบัญชีนะครับ ผมขออนุญาตกล่าวปิดญัตติการอภิปรายนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปครับ ท่านประธาน
อันดับแรก ผมใคร่กล่าวขอบพระคุณสมาชิก ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ท่านประธานชัย ชิดชอบ แล้วก็ท่านรอง ประธานทั้ง ๒ ท่านที่เราได้ช่วยกันสร้างมิติใหม่ให้กับการอภิปรายสภาในครั้งนี้ ข้อมูลเท่า ที่ผมได้สดับตรับฟังมา เท่าที่ได้รับฟังมา การประท้วงครั้งนี้โดยเฉลี่ยแล้วดูเหมือนจะน้อย ที่สุดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และด้วยความกรุณาของท่านประธานชัยที่เปิดโอกาสให้มีการ อภิปรายกันอย่างกว้างขวางและแพร่หลายถึง ๔ วัน ผมขอย้ําและขอกราบขอบพระคุณท่าน มา ณ ที่นี้ครับ สําหรับประเด็นเนื้อหาสาระของทั้ง ๒ ฝ่าย ผมนั่งเฝ้ามอนิเตอร์ (Monitor) ตลอด ตั้งแต่ชั่วโมงแรกจนถึงชั่วโมงนี้ ผมภูมิใจครับท่านประธาน ภูมิใจที่การกล่าวหา การตอบโต้ข้อกล่าวหา เหตุผลในการหักล้างเป็นไปอย่างมีระบบและชัดเจนเป็นประเด็น ๆ ไป เพราะฉะนั้นจึงถือได้ว่าการอภิปรายนั้นตรงประเด็น ผู้ถูกอภิปรายก็ลุกขึ้นมาตอบ ส่วนวิจารณญาณขึ้นอยู่กับผู้ฟังทางบ้านและประชาชนทั่วไป สิ่งสุดท้ายที่ผมจะเกริ่นนํา ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาการปิดญัตติ ผมอยากจะกล่าวว่านอกเหนือจากการเปิดอภิปราย ด้วยมิติใหม่แล้ว การดําเนินอภิปรายด้วยมิติใหม่แล้ว การปิดอภิปรายผมก็คิดว่าจะเป็นมิติ ใหม่อีกเช่นกันครับ เพราะนอกเหนือจากข้อกล่าวหา ข้อโต้แย้ง ความคิดเห็นของ ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี แน่นอนที่สุดครับ ผมในฐานะของผู้เสนอญัตติอภิปราย ก็จะต้องออกความเห็น และถ้าเป็นไปได้ดังช่วงคําอภิปรายช่วงสุดท้ายของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมจะพยายามเสนอแนะในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ แล้วก็นําไป สร้างสรรค์ ไม่ว่าหลังจากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีจะยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกนานเท่าไร หรือผมจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง ผมขอเริ่มต้นสิ่งแรกนะครับ วันนี้ผมคงไม่ฉาย เพาเวอร์ พอยท์ (Power Point) ผมคงไม่มีตัวเลขอะไรมาให้ปวดหัวกันมาก เราฟังกันมา ตลอด ๔ วันแล้ว เราได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างกันหมดแล้ว ใครคิดอะไร ใครทําอะไร แล้วใคร ตอบว่าอย่างไร
แต่แน่นอนที่สุดครับ หัวข้อแรกที่ผมต้องพูดก็คือหนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องพูดถึง เรื่องหนี้ สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนอธิบายผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ซุกซนกับ ตัวเลข ตอนหลังท่านเลี่ยงใช้คํานี้ เป็น ตกแต่งตัวเลข ตัดตอนตัวเลข ใครกันแน่ที่พูด ความจริง ผมยกตัวอย่างเพียง ๔-๕ ประเด็น เรื่องหนี้นะครับ ไม่พูดไม่ได้ครับ เป็นหนี้เป็นสิน เป็นเรื่องใหญ่ แล้วเป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศครับ ท่านพูดถึงหนี้สาธารณะ ๔.๓ ล้านล้านบาทหรืออะไรก็แล้วแต่ ประชาชนทางบ้านฟังให้สบายใจนะครับ ไม่ต้องคิด มากครับ สิ่งหนึ่งต้องพูดกันก็คือว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งหนึ่งที่จะต้องรับโอนมาแน่นอนก็คือภาระหนี้สิน หนี้อย่างนั้นเขาเรียกกันว่าหนี้สะสม ผมยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่าย ผมจําเป็นต้องเอ่ยชื่อถึงนายกรัฐมนตรีหลายคน ๒-๓ คน เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ วันที่ฟองสบู่แตก ต้มยํากุ้งทําให้เศรษฐกิจของประเทศไทยหายนะ นายกรัฐมนตรีที่เข้ามาดํารงตําแหน่งในปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ คือท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ปฏิเสธไม่ได้ครับ วันนั้นคนไทยทุกคนรู้จักอักษรภาษาอังกฤษ ๓-๔ คํา ซึ่งไม่อยาก ได้ยินอีกเลยตลอดชั่วชีวิต คําแรกครับ ไอเอ็มเอฟ หนี้มิยาซาวา หนี้เอดีบี หนี้เวิลด์แบงก์ หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้ต้องบอกว่าจะเป็นความโชคร้ายหรือเป็นภาระต้องทํางานหนัก ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณต้องรับภาระหนี้นั้นมา ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีพูดว่าหนี้สะสม ในสมัยยุคนายกรัฐมนตรีทักษิณเมื่อเทียบกับรายได้ประชาชาติ ถามว่าสูงเยอะไหม หนี้สาธารณะ สูงครับ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านโปรดดูตัวเลขแล้วฟังข้อความให้ง่าย ๆ นะครับ ผมอยากจะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้คิดว่าทําไมไม่มองมุมกลับบ้าง ซึ่งมุมนี้ผมไม่เคยเอามา กล่าวชื่นชม แต่ขออภัยที่ต้องชื่นชมนายกรัฐมนตรีทักษิณครับ ผมจะบอกว่าถ้าผมจะมอง สังคมในเชิงบวกและสร้างสรรค์ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณใช้หนี้สาธารณะต่อรายได้ ประชาชาติได้รวดเร็วและสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ อัตราหนี้สาธารณะต่อรายได้มวลรวม ประชาชาติลดลงจาก ๕๔ เปอร์เซ็นต์ลงไปถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่มี ความจําเป็นอะไรต้องมานั่งเฉลี่ย ผมไม่มีความจําเป็นอะไรต้องมายกย่องนายกรัฐมนตรี ทักษิณ แต่นี่คือการมองมุมบวกของผม ผมกําลังจะบอกว่าเหรียญมี ๒ ด้าน การมองตัวเลข ก็ชัดเจน อีกประการหนึ่ง ถึงท่านจะรังเกียจ คําว่า ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ถึงท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์จะบอกว่า ๒ ปีครึ่งท่านนั่งคร่อมปีงบประมาณอยู่ ๓ ปี ท่านก่อให้เกิดหนี้สูงที่สุด ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ท่านจะรังเกียจมันอย่างไร บัดนี้มันได้กลายเป็นโลโก้ (Logo) ประจํา ของท่านแล้ว เพราะท่านคือนายกรัฐมนตรีที่ก่อหนี้สูงในประวัติศาสตร์ของชาติไทยครับ
ประการต่อไป จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ไม่ตัดทอน ไม่ตกแต่ง ผมต้องใช้ภาษาง่าย ๆ ครับ อยู่ดีไม่ว่าดี งบประมาณการเงินปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ แล้วก็ ปี ๒๕๕๔ ท่านได้ก่อหนี้ด้วยตัวท่านเองและรัฐบาลของท่านสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่เคย มีมาตั้งแต่มีประเทศไทย ผมย้ํานะครับ เป็นอัตราหนี้ต่อปี ที่ ๑ที่ ๒ ที่ ๓ ไม่มีใครลบสถิติท่าน ได้แน่นอนครับ อันนี้หมายเหตุนะครับ ผมยังไม่นับเงินกู้ไทยเข้มแข็งรวมเข้าไปอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ประการต่อมาเกี่ยวกับหนี้ครับ เมื่อมีหนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ย และแน่นอนที่สุด ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นคนไทยจะชอบหรือไม่ชอบ ผมขอย้ําด้วยเสียงอันหนักแน่นนะครับ ปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ซึ่งจะเริ่มนับ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ที่จะมาถึง เราจะต้อง เริ่มจ่ายดอกเบี้ยไม่นับรวมเงินต้น ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เกินกว่าแน่นอน เพราะฉะนั้น ผมอยากจะสรุปท่อนว่าหนี้ให้จบไปเสียมันจะได้ไม่ค้างคาใจกัน การนําเสนอเพาวเวอร์ พอยท์ ๑๑๙ สไลด์ (Slide) ผมยืนยันนะครับ เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นตัวเลขและมี แหล่งที่มาของข้อมูลที่ชัดเจนทุกตัวเลขและตัวอักษร ถ้าแม้นว่าผิดตรงไหน หรือมีการ ดัดแปลง ต่อเติม ตัดทอนตัวเลข ผมขอเรียนเชิญครับ เจ้าหน้าที่การเงินการคลัง นักการเงิน ครูบาอาจารย์ ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ ผมว่าคนทั้งประเทศที่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ได้ดูอยู่ และเป็นกรรมการด้วยใจเป็นธรรม เพราะฉะนั้นผมฝากกราบเรียนผ่านท่านประธาน ผมขอผ่านครับ ประเด็นนี้จบเรื่องที่ ๑ คือเรื่องหนี้
เรื่องที่ ๒ เรื่องน้ํามันปาล์ม ผมไม่อยากใช้คํา ๆ นี้ แต่ผมกําลังจะบอกว่า ใครกันแน่ที่พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว ผมย้ํานะครับ เป็นความจริงที่พูดเอาเพียงบางส่วน เป็นความจริงที่พูดแล้วได้ประโยชน์ ท่านลองฟังตัวเลขดี ๆ ราคาน้ํามันปาล์ม ทุกคนรู้ดีอยู่ ปาล์มหายไปจากตลาดปรากฏว่าอยู่ ๆ ทางกระทรวงพาณิชย์ ทางรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายน้ํามันปาล์มและท่านนายกรัฐมนตรีออกมากําหนดราคาเพดานสูงสุดให้จําหน่าย ไม่เกิน ๔๗ บาท เมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกว่าสมัยผม ๔๗.๕๐ บาท คําถามฟังดู ใช่หรือเปล่า ผมตอบเลยนะครับ ท่านพูดถูก แต่พูดครึ่งเดียวครับ สิ่งที่ท่านไม่ได้พูดก็คือ ท่านได้เอาเงินภาษีอากรของประชาชนอีกขวดละ ๙.๕๐ บาท บวกลงไปเพื่อชดเชย ให้มันได้ ๔๗ บาท ผมเรียนประชาชนพ่อแม่พี่น้องทุกคนนะครับ โปรดระลึกไว้เสมอว่า วันนี้ที่ท่านไปแย่งกันซื้อน้ํามันปาล์มอยู่ขวดละ ๔๗ บาท เงินภาษีอากรของประชาชน ส่วนหนึ่งได้บวกลงไปเพื่อชดเชยส่วนต่างน้ํามันปาล์มขวดละ ๙.๕๐ บาท เพราะฉะนั้น ด้วยความหนักแน่นชัดเจน ผมยืนยันนะครับ น้ํามันปาล์มราคาที่แท้จริงวันนี้คือขวดละ ๕๖.๕๐ บาท ไม่ใช่ ๔๗ บาท และพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะฉะนั้นคําถาม ภาษีประชาชนละครับ ภาษีประชาชน ผมอยากจะบอกว่าทุกขวดที่ประชาชนเข้าคิวรอซื้อ ด้วยความยากลําบาก ท่านได้ใบเสร็จออกมา ไม่ว่าจะจากห้างสรรพสินค้าหรือซื้อจากร้านค้า โชห่วยที่ปากซอย ใบเสร็จ ๔๗ บาทนั้นมีเงิน ๙.๕๐ บาทของประชาชนโดยรวมเข้าไปชดเชย อยู่แล้ว เรื่องนี้ท่านไม่พูดความจริงกลางสภาครับ วันนี้ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ข้อที่ ๒ ที่ผมต้องชี้แจงครับ วันก่อนที่ผมไม่ตอบโต้ ผมไม่อธิบาย เพราะนี่คือบุคลิกจําเพาะ ของผม ไม่จําเป็นผมจะไม่พูด แต่ในเมื่อท่านพูดความจริงครึ่งเดียวแล้วมันไม่ชัดเจน ผมจึง ต้องลุกขึ้นพูดด้วยความหนักแน่น ท่านฟังให้ดี ๆ นะครับ ท่านบอกว่าตอนนี้ปาล์มทลาย ราคาดีมาก กิโลกรัมละ ๗ บาท หรือเกินกว่า ท่านลองฟังข้อความที่ผมจะอ่านอักขระ ภาษาไทยให้ชัดเจนนะครับ เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ราคากลางของกรมการค้าภายในที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี ราคาปาล์มทลายอยู่ที่เพียงกิโลกรัมละ ๔.๕๐ บาท ท่านได้ยินชัดนะครับ ๔.๕๐ บาท ไมใช่ ๗ บาท แล้วที่ท่านมากล่าวอ้าง ท่านอาจจะมัวแต่อภิปรายและตอบโต้อยู่ ในสภาผู้แทนราษฎรนี้จนเกินไป ท่านลืมดูข่าวหรือครับ สหพันธ์ผู้ปลูกปาล์มกําลังออกมา ประท้วง และจะให้ท่านประกันราคาเช่นเดียวกับราคาข้าว ถ้าเขาได้เยอะเขามีความสุข เขาจะมาประท้วงกับท่านทําไม คําถามที่ค้างคาใจ อย่าว่าแต่ผมเลยนะครับ คนทั้งประเทศไทย ก็คือว่าปาล์มน้ํามันราคาแพงลิ่ว แต่ปาล์มทลายทําไมถูกอย่างนี้ ท่านบริหารจัดการอย่างกับ ประเทศนี้ ระบบการบริหารท่านอ่อนด้อยครับท่าน ท่านขาดประสบการณ์แน่นอน และสิ่งสําคัญอีกอันหนึ่งนะครับ วันนั้นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์พยายามจะอธิบาย เรื่องปาล์มโอลีนและน้ํามันปาล์ม ผมพูดให้คนไทยทั้งประเทศเข้าใจง่าย ๆ นะครับ ปาล์มโอลีนข้น ๆ เหนียว ๆ ขาว ๆ เขาเอาไปทําสบู่ เขาเอาไปทําแชมพู เขาไปทําน้ํามัน ทาผิว แต่น้ํามันปาล์มใส ๆ ที่เอามาทํานี้คือปาล์มที่เอามากินกัน จนป่านนี้คําตอบที่ชัดเจน ที่นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ถาม ผมยังไม่เคยได้ยินคําตอบที่ชัดเจนเลย และเรื่องนี้ผมบอกเลยนะครับ ไม่ว่าท่านจะตอบอย่างใด ผมได้รับคํายืนยันจากท่านอนุดิษฐ์ แล้วว่านี่คือวิทยาศาสตร์ นี่ไม่ใช่มายากล และนี่ไม่ใช่คารมทางการเมือง เพราะฉะนั้น ท่านอนุดิษฐ์จะเชิญท่านรัฐมนตรีไปพิสูจน์เรื่องนี้ที่หน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ของชาติ ในอนาคตอีกไม่กี่วันนี้ แล้วความจริงจะปรากฏครับ
เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับน้ํามันปาล์ม ผมย้ําอีกครั้งนะครับ ตอนแรกผมฟังข่าว เมื่อบ่ายวันนี้ ล่าสุดผมรู้สึกดีใจครับ ดีใจว่ามีข่าวดูเหมือนประหนึ่งว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์จะลดราคาปาล์มลงมา ๕ บาท ถ้าหูผมยังไม่เฟื่อน ความจําผมยังไม่สับสน ข่าวออกมาเมื่อตอนหัวค่ําว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจไปแล้ว อันนี้ผมไม่ยืนยัน นะครับ ตามข่าวเดิมบอกว่าช่วงอาทิตย์หน้าจะเปลี่ยนแปลง แต่ท่านอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้
สิ่งสุดท้ายประชาชนที่รักทุกท่าน ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานครับ ผมมีการพูดถึงเรื่องกองทุนน้ํามันและการอุดหนุนน้ํามันดีเซลลิตรละ ๕ บาท ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ๕ บาทนี้เป็นการอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือคนจน ผมขอประกาศให้ ทราบทั่วกันทั้งประเทศว่ารัฐได้เอาเงินบางส่วนของภาษีอากรราษฎรเข้าไปอุดหนุนน้ํามันปาล์ม เนื่องจากบริหารงานผิดพลาดและล้มเหลว ถึงขวดละ ๙.๕๐ บาท แพงยิ่งกว่าน้ํามันดีเซล อีกครับ วันนี้ประเทศไม่หายนะแล้วจะรอเมื่อไร เรื่องน้ํามันปาล์มจบไปอีกเรื่องหนึ่งครับ
เรื่องต่อไป กองทุนน้ํามัน เรื่องนี้ไม่พูดไม่ได้ รัฐมนตรีไม่ว่ากระทรวงอะไร ก็แล้วแต่ ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน ท่านบอกว่ากองทุนเหลือ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมจะพูดเป็นประเด็นให้ประชาชนทางบ้านเข้าใจนะครับ
ข้อ ๑ ท่านมีหนี้อยู่ ๒ ก้อนที่ท่านไม่ได้ชําระแน่นอน ก้อนที่ ๑ เป็นหนี้ ที่เบ็ดเสร็จสมบูรณ์แล้ว และท่านยังไม่จ่ายเขา ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าชักดาบ อยู่ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท บวกด้วยหนี้ก้อนที่ ๒ ครับ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นหนี้ภาระกองทุน ต่าง ๆ แน่นอนที่สุดเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดคือบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ๒ จํานวนรวมกัน ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ล่องจุ๊นเที่ยวนี้แล้วจะไปล่องจุ๊นเที่ยวไหนครับ ผมย้ํานะครับ หนี้จะ ไม่มีวันสูญหายไปจากบัญชีงบดุลของกองทุนน้ํามันแน่นอน ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท ต่อให้ท่าน ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีใน ๑-๒ เดือนข้างหน้า ผมมารับตําแหน่งผมก็ต้องรับใช้อันนี้ ผมเตือนท่านอีกครั้งหนึ่ง เรื่องนี้คิดให้รอบคอบ ท่านจะตอบอย่างไรก็ได้ ท่านจะพูดวาทะ อย่างไรก็ได้ แต่สิ่งที่สําคัญท่านปฏิเสธหนี้ที่จะตามหลอกหลอนท่านไปเรื่องกองทุนน้ํามัน ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้เด็ดขาด
ข้อต่อไป ข้อนี้พ่อแม่พี่น้องทั้งประเทศถ้าท่านหลับอยู่ตื่นขึ้นมาครับ ตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาฟังความจริงบางประการที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตอบ กลางสภาแห่งนี้ ผมมีความจําเป็นนะครับ ผมไม่ได้อวดดี ผมใช้ชีวิต ๒๘ ปีครึ่งในวงการ อุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่ผมถนัดที่สุดชั่วชีวิตนี้ ผมจะอ่านตัวเลข ให้ท่านฟัง ๓ ตัวเลข แล้วไม่ต้องมาใช้สํานวนว่าบิดเบือน ตัดทอน ต่อเติม ท่านฟังนะครับ ใครที่จะจดเอาไว้ ครูบาอาจารย์ ท่านจดเพื่อการศึกษาครับ นักเรียนวิศวกรรม เด็กช่างกล จดเอาไว้นะครับ ในประเทศไทยปัจจุบันมีรถยนต์ที่จดทะเบียนเป็นรถ ๔ ล้อขึ้นไปรวมกัน ทั้งสิ้น ๑๑.๓ ล้านคัน เดี๋ยวท่านจะเข้าใจว่าผมพูดเรื่องนี้แล้วผมบอกตื่น ตื่นมาฟัง แล้วท่าน จะรู้ว่าผมกําลังจะพูดอะไร ๑๑.๓ ล้านคันคืออะไรครับ เป็นรถเก๋ง ๔,๕๐๐,๐๐๐ กว่าคัน เป็นรถปิกอัพ (Pick Up) และรถแวน (Van) ประเภทอื่น ๆ ๖.๘ ล้านคัน รวมแล้ว ๑๑.๓ ล้านคัน ผมถามคําถามง่าย ๆ นะครับ พ่อแม่พี่น้องทางบ้านครับ คนมีรถเก๋งกับรถปิกอัพ ใครรวยกว่ากัน หลายคน แน่นอนคําตอบสามัญ รถเก๋งรวยกว่า รถเก๋งมีตั้งแต่คันละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐ ล้านบาท รถปิกอัพอยู่ ประมาณอยู่เฉลี่ยไม่ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าผมตัดสินใจขึ้นน้ํามันเบนซิน ผมไม่ได้ตามราคาวันนี้นะครับ เพราะผมเตรียมข้อมูล ที่จะมาพูดสรุปญัตติกับท่าน แต่ผมกําลังจะตั้งคําถามว่า ท่านบอกว่าท่านตัดสินใจ ปล่อยให้น้ํามันเบนซินลอยตัวไปถึง ๔๘ บาทกว่าเพราะน้ํามันโลกมันแพง ผมจะไม่ย้อนไป อภิปรายยิบอภิปรายย่อยเรื่องที่ว่า ๑๐๐ เหรียญต่อบาเรลเท่ากันแล้วท่านบริหารไม่สําเร็จ อย่างไร แต่ผมจะถามคําถามนี้ โปรดฟังคําถามให้ดี ๆ นะครับ รายการนี้ไม่ใช่เกมโชว์ (Game Show) แน่นอน แต่รายการนี้จะเป็นการเปิดข้อมูลความจริงให้คนไทยทั้งประเทศ แล้วยังไม่ได้พูดถึงรถอีกประเภทหนึ่ง นั่นคือรถมอเตอร์ไซค์ นายกรัฐมนตรีตอบด้วยความ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ขาดองค์ประกอบทางความรู้หรือข้อมูลท่านผิดพลาดหรือใครเขียนโน้ต อะไรมาให้ท่าน ผมเรียนเลยนะครับ ในเมืองไทยพ่อแม่พี่น้องที่ขี่มอเตอร์ไซค์ทั้งหมด ทั้งประเทศโปรดจํานะครับ ถ้าผมพูดเรื่องนี้แล้วเป็นประโยชน์กับท่าน ผมไม่ขออะไรมาก ผมขอคะแนนเสียงจากท่านในวันโหวตลงมติเลือกตั้งทั่วไปคนละ ๑ คะแนน ผมจะขอ จากท่านทั้งหมด ท่านไม่ต้องทําอะไรนะครับ ถือปากกาเดินเข้าคูหาแล้วกาบัตรเลือกเบอร์ผม รถมอเตอร์ไซค์ทั้งประเทศมีอยู่ทั้งหมด ๑๗,๒๐๐,๐๐๐ กว่าคัน ท่านประธานครับ รถมอเตอร์ไซค์ทั้งหมดใช้น้ํามันเบนซินครับ ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอกว่าปล่อยให้ลอยตัวเพราะ จะช่วยคนจน ผมถามนิดหนึ่ง รถเก๋งรวยสุด ปิกอัพรองลงมา มอเตอร์ไซค์เมื่อเทียบแล้วรวย น้อยสุดครับ เพราะฉะนั้นผมขอ ๑๗,๒๐๐,๐๐๐ คะแนนให้ผมครับ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ ข้อมูลไม่แน่นอย่าพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว อย่ามาบอกตัดแต่งตัวเลข ที่ผมพูดกับท่าน ผมทวนอีกทีหนึ่งนะครับ จดไว้แล้วไปดูที่สภาอุตสาหกรรมยานยนต์และสมาคมอุตสาหกรรม ยานยนต์แห่งประเทศไทย มอเตอร์ไซค์ ๑๗.๒ ล้านคัน รถเก๋ง ๔,๕๐๐,๐๐๐ คัน ปิกอัพ และรถอื่น ๆ ๖,๘๐๐,๐๐๐ คัน รวม ๔ ล้อขึ้นไป ๑๑,๓๐๐,๐๐๐ คัน เพราะฉะนั้นนโยบาย ของท่านผิดพลาดล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในเชิงพลังงาน
ข้อต่อไปข้อที่ ๓ ไม่พูดไม่ได้ครับ ผมปล่อยให้ท่านทําสะเปะสะปะ แล้วประเทศหายนะไม่ได้ เงินกองทุนน้ํามันผมเตือนแล้วว่าจะหมดอาทิตย์หน้า เหลืออยู่ ไม่ถึง ๔,๘๐๐ ล้านบาท เดือนหนึ่งท่านต้องใช้ ๙,๐๐๐ ล้านบาท พรุ่งนี้เช้าวันเสาร์ อย่าหยุดงานนะครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านขยันอยู่แล้ว ท่านไปตรวจดูเงินของท่าน ว่าเหลือเท่าไร สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้บัดนี้หมดเวลากับกองทุนน้ํามันแล้ว เพราะฉะนั้น ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ เงินกองทุนน้ํามันท่านมีทางออกอยู่ทางเดียว กู้ โยกเงิน เอาเงินจากที่ไหนก็ได้โปะเข้าไปจนกว่าการเลือกตั้งจะสิ้นสุด มิฉะนั้นท่านแพ้เลือกตั้งผม แน่นอน
ข้อต่อไป เกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ชาวนาที่ปลูกข้าว ปลูกมันสําปะหลัง ปลูกยางพารา ปลูกปาล์ม ปลูกทุกสิ่งทุกอย่างครับ ตื่นครับ ถ้าดูละครหมุนมาดูช่องนี้ด่วน ผมจะบอกข้อความจริงของท่านบางประการว่าน่ากลัวและสยดสยองเพียงใด ท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่เคยไถนา ท่านไม่เคยแน่นอน เกษตรกรต้องใช้เครื่องไถนาครับ รถไถ เครื่องหว่านเมล็ดพืช ชาวนาต้องใช้เครื่องเกี่ยวข้าว เครื่องพ่นยาฆ่าแมลง เครื่องฉีดปุ๋ย เครื่องสูบน้ํา รถอีแต๋น ซึ่งมีเครื่องยนต์หลายประเภท ท่านเคยถามตัวเองหรือเปล่าครับ รถพวกนี้ส่วนใหญ่ใช้น้ํามันอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกําหนดยุทธศาสตร์พลังงาน ผมยืนยันว่า ท่านไม่ได้ไปดู ไม่ได้ไปแลเขาเลย แถมยังไปทําทุกข์แสนสาหัสให้เขาอีก ชาวนาทั้งหลาย ตื่นเถิด เลือกพรรคที่ถูก แล้วท่านจะรู้ว่าความสุขในชีวิตเกิดขึ้นได้จากการเมือง ของประเทศไทย ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ กองทุนน้ํามัน จบครับ
ข้อต่อไปครับ เรื่องข้าว เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศครับท่านประธาน สต็อกข้าวเรามีการคุยกันมาอย่างไรครับ ผมบอกแล้วรัฐบาลที่เกิดจากการปฏิวัติคือรัฐบาล คมช. หรือชาวบ้านเรียกว่ารัฐบาลขิงแก่ ตอนผมเข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีสต็อกข้าวอยู่ ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี ถามผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรมายังผมคือทําไมไม่ขาย หวงเอาไว้ทําไม บริหาร ผิดพลาดใช่ไหม และคําถามที่สําคัญราคาข้าวที่ผมบอกว่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ท่านบอกว่าท่านมิ่งขวัญโชคดี โชคช่วย ตลาดโลกมันดี ท่านเกาะกระแสโลก ท่านยังปรามาสผม อีกว่าก็เพราะบริหารห่วยแตกอย่างไร ท่านไม่ได้พูดอย่างนี้ท่านไม่ต้องตกใจครับ ความหมาย คืออย่างนั้น ท่านบอกว่าผมบริหารไม่สําเร็จอย่างไร ล้มเหลว ผมจึงถูกย้ายไปนั่งกระทรวง อุตสาหกรรม วันนี้ความจริงจะปรากฏอยู่ในสภาแห่งนี้ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ ผมเป็นคนที่จะ พูดความจริงและกล้าที่จะพูดความจริง ไม่มีอะไรมาบังคับผมได้ ผมจะไม่ยอมก้มหัวให้ กลุ่มทุนใด ไม่มีใครสั่งผมได้ครับ ประโยชน์ของประชาชนทั้งแผ่นดินเป็นตัวตั้ง เรื่องนี้ ต้องอธิบายครับ เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์โลก ประเทศไหนมีน้ํามันดิบ ประเทศนั้นคือเจ้าโลกครับ และเป็นเศรษฐี ตะวันออกกลางจากทะเลทรายกลายเป็น ประเทศมหาเศรษฐีน้ํามัน มีน้ํามันดิบเยอะ นับตั้งแต่ปี ๒๐๐๐ ขึ้นมาครับท่าน ตลอด ๑ ทศวรรษ ๑๐ ปี และตอนนี้ต่อไปมันเป็นวงจรที่อภิมหาโชคดีของประเทศไทย เพราะนั่น คือวงจรแห่งอาหารและห่วงโซ่อาหาร ไทยที่เป็นแหล่งผลิตอาหารจะต้องมั่งคั่งและเป็นมหา เศรษฐี แต่ท่านายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ท่านกับผมอาจจะเรียนหรืออ่านตําราหรือ เรียนตําราเศรษฐศาสตร์กันคนละสํานัก คนละเล่ม ผมเรียนท่านเลยนะครับ ฟู้ด ไซเคิล (Food Cycle) ครับ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าว ปลูกข้าวสูงสุดเป็นอันดับ ๑ ของ โลกมาตลอดชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ ปีหนึ่งเราส่งข้าวออกปีละ ๑๐ ล้านตันหรือเกินกว่า ๓ อันดับต้น ของโลกครับ ๑. ประเทศไทย ๒. ประเทศเวียดนาม ๓. ประเทศอินเดีย แน่นอนที่สุดครับ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ความต้องการ ดีมาน (Demand) ซัพพลาย (Supply) อุปสงค์หรืออุปทาน คนเกิดขึ้นเพิ่มปริมาณทุกวัน ๆ วันนี้ ๖,๐๐๐ ล้านคน ๗,๐๐๐ ล้านคน สิ่งที่เขาต้องการ คืออาหารครับท่าน แต่ปรากฏสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เราสามารถกําหนดราคาข้าวได้เช่นเดียวกับ ประเทศผู้ผลิตน้ํามันดิบ ทําไมเราไม่ถามตัวเองเราดี ๆ ประเทศค้าน้ํามันดิบกลุ่มโอเปค (OPEC) มีเป็นสิบ ๆ ประเทศถึง ๒๐ ประเทศเขายังสมานสามัคคีและทําได้เลย แล้วโดยเฉพาะในปี ๒๕๕๑ ที่ผมอยู่มีอยู่ ๓ ประเทศเท่านั้นที่ส่งออกข้าวเป็นหลัก และประเทศไทยส่งออกถึงเป็น ๑๐ ล้านตัน ตรงนี้ผมบอกเลยนะครับ ตัวเลข ๓ ตัวเลข ผมฝากชาวนาจดจํานะครับ ข้อ ๑ ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ราคาข้าวเปลือกข้าวเจ้าอยู่ที่ ๔,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท ต่อเกวียน หรือพูดง่าย ๆ ราคารับจํานํารับซื้อโดยรัฐ ท่านจะเรียกว่าจํานําหรือประกัน ก็แล้วแต่ ๖,๐๐๐ บาทต่อเกวียน มาสมัยผม ผมคาดการณ์ตลาดล่วงหน้าได้ผมจึงกล้าออกมา ฟันธงล่วงหน้าเลยว่าราคาส่งออกจากสมัยท่านสุรยุทธ์ ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาท ไม่เกิน จะกลายเป็นทะลุ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ท่านประธานครับ พ่อแม่พี่น้องประชาชนไทย ทั้งประเทศ ผมกําลังเอาเครดิตทั้งชีวิตผมขึ้นมาเดิมพันครับ ถ้าผมบอกว่า ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาท แล้วมันไปไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท ที่ผมแถลงข่าวออกไปที่ตึกนารีสโมสรชีวิตผมจะเหลือ ไหมครับ เกียรติภูมิทั้งชีวิตผมจะไม่เหลือเลยจนถึงวันนี้ เรื่องนี้ทําไมท่านไม่ให้เครดิตกับผม ทําไมท่านถึงไม่ให้ยกย่องถึงความกล้าหาญของผม ผมกล้าออกมาบอกล่วงหน้าครับ ข้าวสาร ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ พ่อแม่พี่น้องชาวนา ข้าวเปลือก ๔,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท อย่าขาย อย่าไปตกเขียว อย่าขายล่วงหน้า ไม่มี ปีนี้เดี๋ยวจาก ๘,๐๐๐ บาท ๙,๐๐๐ บาท จะเป็น ๑๐,๐๐๐ บาท จะเป็น ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท ผมกล้าพูดครับท่านประธาน ทําไมไม่ให้เกียรติผม แม้แต่น้อยหรือครับ การเอ่ยปากชื่นชมความสามารถของคนที่ทํางานได้เก่ง ได้ถูกต้อง ไม่เป็นสิ่งที่ดีสําหรับสังคมไทยหรือครับ หรือจะเป็นสังคมที่ต้องกดหัวกันอย่างร่ําไป ผมย้ํา นะครับ ข้าว ๓ ตัวเลข ๑. สมัยท่านสุรยุทธ์รับจํานํา รับซื้อ ๖,๐๐๐ บาท สมัยผม ผมบอกว่า อย่าขายต่ํากว่า ๑๔,๐๐๐ บาท แล้วมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ครับท่านประธาน ชาวบ้าน เขาบอกว่าผมขายข้าวเปลือกเจ้าได้ ๑๔ บาท ๑๕ บาท ๑๖ บาทต่อกิโลกรัม นั่นแปลว่า เกวียนละ ๑๔,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท ๑๖,๐๐๐ บาท แล้วที่สําคัญนะครับ คนอีสาน ๒.๑ กว่าล้านไร่ ทุ่งกุลาร้องไห้มีความสุขที่สุดในชีวิตเพราะเขาขายข้าวหอมมะลิได้ ๑๙,๐๐๐-๒๓,๐๐๐ บาทต่อเกวียน กิโลกรัมละ ๑๙ บาทถึง ๒๓ บาท แล้วจะไม่ให้ผมพูด หรือครับว่านั่นคือปีทองของชาวนา ท่านจะไม่ให้เครดิตผมแม้แต่น้อยหรือครับ พ่อแม่พี่น้อง ชาวนาครับ ถ้าแม้นผมได้ลงเลือกตั้งแล้วผมได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมขอถือโอกาสนี้ประกาศ ท่านเลยนะครับ ข้าวเปลือก ข้าวเจ้าผมให้ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียนครับ ท่านเตรียมพบกับ ความสุขอีกครั้งหนึ่งในชีวิต ผมยืนยัน ผมพูดจริง ผมทําได้ แล้วผมทําแน่นอน ผมขอประกาศ ให้ได้ยินกันทั้งประเทศนะครับ ถ้าท่านเลือกผมเป็นนายกรัฐมนตรี ข้าวเปลือก ข้าวเจ้า ๑๕,๐๐๐ บาทครับ ข้าวหอมมะลิขึ้นไปตามอัตราส่วน
กลับมาอีกประเด็นหนึ่ง เรื่องนี้ไม่พูดให้ชัดไม่ได้ ท่านบอกว่าผมบริหารข้าว ไม่เป็น เอาข้าวไปเก็บสต็อกไว้ตั้ง ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านอยากรู้เบื้องหลังไหมครับ อะไรเกิดขึ้นกับสังคมนี้ ประเทศนี้ และสําหรับนักการเมืองบางกลุ่ม พ่อค้าบางกลุ่ม ประการแรก ถ้าผมอยากได้เงินนะครับท่านประธาน รับซื้อมาจากชาวนา ๖,๐๐๐ บาท ผมประกาศขายสัก ๑๐,๐๐๐ บาท หลิ่วตาสักข้างหนึ่ง เปิดประมูลไป คนแย่งกันซื้ออุตลุด ผมทําถูกต้องไหมครับตามระเบียบ ถูก แต่ท่านเชื่อหรือไม่ครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร ซื้อไป ๑๐,๐๐๐ บาท วันนี้เซ็นสัญญา ไม่ต้องทําอะไรครับ แค่ถืออินวอยซ์ (Invoice) อย่างเดียวไป ที่ท่าเรือคลองเตย ราคาเอฟโอบี ไพรซ์ (FOB Price) สูงถึง ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท จะไปค้าขาย อะไรร่ํารวยที่สุดเท่านี้ ลงทุนวันนี้ ๑๐,๐๐๐ บาทยังไม่ต้องจ่ายเงินเลย เซ็นสัญญาอย่างเดียว ต๊ะกระทรวงพาณิชย์ อคส. อตก. ไว้ก่อนครับท่าน กําไรทันที ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท ผมบอก ให้เลยนะครับ ถ้าผมเป็นคนเห็นแก่เงิน ผลประโยชน์เข้ากระเป๋าผมเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท แต่ที่ผมไม่ทํา ผมมีเหตุผล ๒ ข้อครับท่านประธาน ข้อ ๑ ๒.๑ ล้านตัน ข้าวถือเป็น ยุทธปัจจัย คือชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ ผมถามท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คําเดียว ถ้าผมตัดสินใจเอาข้าว ๒.๑ ล้านตันมาประมูลขาย เหมือนที่ท่านทํากันอยู่ ท่านสต็อกข้าวเท่าไรท่านก็เก็บระเบิดเวลาไว้ให้ชาวนาเท่านั้น ท่านสต็อกไว้ถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตันครับ แล้วก็เป็นอันแปลกเหลือเกิน ข้าวชาวนาปลูก ๔ เดือนกําลังจะสุกทีไรกระทรวงพาณิชย์ประกาศเอาข้าวออกมาประมูลทันที ทําไม หรือครับ ทําไมท่านเอาออกมาทําอย่างนั้น ผมพูดตรงนะครับ เรื่องนี้ถ้าถามผม ชีวิตผม นี่คือความอัปยศครับ ข้าวชาวนากําลังจะสุก ถ้าท่านเป็นชาวนาท่านจะมีแรงไปต่อกรกับ อํานาจรัฐหรือครับ ไซโล (Silo) ก็ไม่มีเก็บ ฝนตกมาก็ข้าวชื้น ความชื้นเกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ พ่อค้าคนกลางก็กดหัวจิกราคาลงไป ทําไมมันเกิดเป็นชาวนาไทยชีวิตมันต้องบัดซบอย่างนี้ ละครับ ผมเรียนนิดนะครับ ผมทํางานในองค์กรที่เป็นระหว่างประเทศ ผมได้มีโอกาส ผมมีโอกาสของชีวิต สิ่งหนึ่งที่ผมจะไม่ทําเด็ดขาดคือผลประโยชน์ของชาวนา ชาวไร่ และที่ สําคัญที่สุด ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของแผ่นดิน ผมยืนยันนะครับ ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน ที่ไม่ขายคํานึงถึงเหตุผลชัด ตรงประเด็น คือ ๑. เก็บไว้เป็นสต็อกของรัฐถ้าเผื่อแห้งแล้ง ขาดแคลนอาหาร นายบัน คีมูล เลขาธิการสหประชาชาติบอกว่าข้าวจะหมด ท่านทราบ ไหมครับว่าวันที่ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีผมเยือนประเทศอินโดนีเซีย ประเทศอินโดนีเซีย วางออร์เดอร์ (Order) ทันที ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตันครับ ทุกประเทศมาหมด เอานิ้วเสียบปึ๋งเดียว ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน ไม่ครณามือ แต่ผมไม่ต้องการผลประโยชน์อย่างนี้ และผมยังยืนยัน ผมต้องกราบขออภัยที่ผมเอ่ยกับท่านนายกรัฐมนตรีสมัครว่าอย่างไรครับ ข้าวนี้ต้องเก็บให้ คนไทยได้กิน เราจะอับอายขายหน้าเขาไปทั่วโลกถ้าประเทศที่ปลูกข้าวแล้วส่งออกข้าวได้ เป็นอันดับหนึ่งแล้วคนไทยอดข้าวตายเหมือนเช่นต้องมาแย่งกันซื้อน้ํามันปาล์ม ๒. ข้าวถุง ท่านประธานจําได้ไหมครับ ข้าวขึ้นราคาจากเกวียนละ ๘,๐๐๐ บาท ๙,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๓,๕๐๐ บาท คือข้าว ๕ เปอร์เซ็นต์ ข้าวหอมมะลิทะลุ ๔๐,๐๐๐ บาท ท่านว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเน้นนะครับ ผมต้องเน้นว่าบางคน พ่อค้าข้าวถุงบางคนสมคบกับข้าราชการบางคน ผมไม่ได้แปลว่าทุกคนนะครับ แล้วทุกคนไม่ต้องมานั่งจองหน้าผมครับ สมคบกันทําอะไรครับท่านประธาน ตรงนี้ก็คือ ความบัดซบของสังคมไทย เอาข้าวถุงหายไปจากตลาด ราคา ๑๒๐ บาท ขีดราคาใหม่ครับ หน้าด้านๆ ดื้อ ๆ ออกมานี่เอาสีเมจิก (Megic) เขียน จาก ๑๒๐ เป็น ๑๕๐ บาท ๑๕๐ บาท ขีดใหม่อีก ยังกําไรไม่หนําใจเป็น ๒๐๐ บาท ๒๐๐ บาทยังไม่หนาใจเป็น ๒๕๐ บาท ผมถาม นิดหนึ่งต้นทุนอยู่ที่เท่าไร ๑๒๐ บาทก็กําไรจนไม่รู้จะกําไรเท่าไรแล้ว แล้วเอาไปขีดสีเมจิก ดื้อ ๆ ออกมาขาย ๒๕๐ ผมไม่ยอมแน่นอนครับ จะขนเงินมาให้เท่าไร ผมไม่มีก้มหัวให้ครับ สิ่งที่เกิดขึ้นท่านประธานทราบไหมครับว่าผมทําอะไร ก็ตรงนี้ไงครับ ตรงเก้าอี้ถัด ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไป ๑ เก้าอี้นี่ละครับที่ผมยืนอยู่ ผมลุกขึ้นชี้แจงว่าอย่างไรจําไม่ได้ หรือครับ ท่านเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ท่านถามว่าท่านมิ่งขวัญคิดอะไรอยู่ ทําไมทําข้าวถุง ออกมาล่ะ ๑๐๐,๐๐๐ ถุง ๒๐๐,๐๐๐ ถุง ๓๐๐,๐๐๐ ถุง ผมจําเป็นต้องทําครับท่านประธาน วันนี้ความจริงมันจะได้เปิดเผยเสียเลย ต้นทุนรับจํานํามา ๖,๐๐๐ บาท ต้นทุนอยู่ที่ถุงหนึ่ง ๘๓-๘๕ บาท อคส. บรรจุถุงแล้วต้นทุน ๘๕ บาท ท่านทราบไหมครับว่าผมขออนุมัติ จําหน่ายให้ประชาชนในราคา ๑๒๐ บาท เหตุผลมี ๒ ข้อ ข้อ ๑ เพื่อจะดัดหลังพ่อค้าบางคน ที่เอาเปรียบประชาชน แต่ข้อ ๒ ถามว่าผมจะมาเอาเปรียบประชาชนหรือครับ ๘๕ บาท และเป็น ๑๒๐ บาท กําไร ๓๕ บาท ไม่มีครับ ผมขอให้เก็บเงินนี้เป็นกองทุนพิเศษเพื่อจะทํา ให้ข้าวชาวนาอีกปีหนึ่ง ๑๔,๐๐๐ บาทเท่าเดิม ไม่ว่าตลาดโลกจะเป็นเช่นไร ผมย้ํานะครับ ตรงนี้ผมไม่รังเรใจที่จะทํา และผมก็ก้าวเดินออกจากกระทรวงพาณิชย์ไปอยู่กระทรวง อุตสาหกรรม สิ่งที่ผมภาคภูมิใจที่สุดมี ๒ ข้อครับท่านประธาน วันที่ผมกล่าวลาข้าราชการ กระทรวงพาณิชย์ผมบอกว่าผมภูมิใจในชีวิต ผมอาจจะเป็นรัฐมนตรี ๑ ในจํานวนที่ไม่มากนัก ที่ก้าวออกจากกระทรวงพาณิชย์อย่างสะอาด โปร่งใส สิ่งสําคัญที่สุดผมขออนุญาตอ้างถึง นะครับ เมื่อวันอภิปรายครั้งก่อนผมกําลังมองหาดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรีครับ ท่านยัง นั่งอยู่นะครับ ครั้งที่แล้วผมอ้างถึงดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี เรื่องจีดีพี (GDP) และผมว่า อาจารย์ อาจารย์เป็นกูรู (Guru) ทางเศรษฐศาสตร์ จีดีพีมีค่าเท่ากับเอ็กซ์บวกเอฟ เอ็กซ์ลบเอ็มอะไรแล้วแต่ วันนี้ผมขออนุญาตอ้างคําพูดของท่านอีกทีหนึ่ง ถ้าไม่จริงให้ท่าน ลุกขึ้นประท้วงแล้วก็บอกว่าพาดพิง ผมไม่เคยพูดอย่างนี้นะครับ ตรงนี้ครับ ห้องกาแฟครับ ผมเป็นมิตรไมตรีกับทุกคน ประนีประนอมครับ ผมเดินเข้าไป ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ก็อยู่ ท่านสัมพันธ์ ทองสมัคร ก็อยู่ ผมขออนุญาตนะครับที่ผมเอ่ยชื่อท่าน ผมยืนยันเป็นทางที่ดี แน่นอน อยู่ ๆ ท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นรองนายกรัฐมนตรีและท่านก็เดินเข้ามา บุคลิก จําเพาะของท่านคือเสียงดังครับ พูดทีได้ยินไป ๓ บ้าน ๘ บ้าน ท่านตะโกนโหวกเหวกเลย โอ้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีมิ่งขวัญผมพูดอะไรให้ท่านฟังอย่างท่านจะได้มีความสุข ผมเป็น รองนายกรัฐมนตรีนี่เขาใช้ให้ผมไปตรวจสอบท่านทุกละเอียดนิ้ว ทุกกระเบียดนิ้ว ท่านเป็น รองนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ผมยอมรับว่าท่านมิ่งขวัญสะอาดจริง ๆ ผมเรียนถามผ่านท่านประธานนะครับ จริงไหมครับท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ผมกราบขอบพระคุณท่าน ขอบพระคุณท่านนะครับ ขอบคุณในความบริสุทธิ์ใจที่ท่านพูดถึงผม และนั่นคือความสุขครับ ความสุขที่ผมภูมิใจ
ประการสุดท้าย เรื่องข้าวที่น่าจะพูดถึง ท่านอภิสิทธิ์กับผม หลายอย่างครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมคิดไม่เหมือนท่าน แล้วท่านก็คิดไม่เหมือนผมแน่นอน สิ่งหนึ่งที่ผม จะต้องคิดทบทวนละเอียด ท่านภูมิใจ ท่านบอกว่าท่านเปลี่ยนจากจํานําไปเป็นประกัน ท่านภูมิใจ ท่านบอกว่าผมจะป้องกันการคอร์รัปชัน ผมขอพูดในวิถีทางของผมนะครับ จํานํา ประกัน หรือจะอีกสักกี่ร้อยระบบ ถ้าคนมันจะโกง คนมันจะชั่ว มันก็จะเกิดการรั่วไหล เพราะฉะนั้นผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ถ้าท่านโชคดีได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเตือน ท่านเลยว่าสิ่งที่ท่านกําลังผิดพลาดอย่างมหาศาลตอนนี้ก็คือถ้าระบบเดิมรับจํานํา ก็คือง่าย ๆ ชาวนาเอาข้าวมาขายให้รัฐ สิ่งที่รัฐจะได้ก็คือข้าวเอาไว้ในสต็อก ท่านแก้ปัญหาเรื่องภัยแล้ง ความยากจน ท่านช่วยประชาชนและท่านแก้ปัญหาทุกขภัยพิบัติ เช่น ที่เราส่งข้าวไปช่วย ประเทศญี่ปุ่นวันนี้ แต่ถ้าท่านบอกท่านประกัน แล้วท่านไม่มีอะไรเลย อยู่ ๆ ท่านเอาเงิน ไปแจกชาวบ้าน ท่านจะจับแต่อากาศ ผมถามคําถามด้วย ๒ คําถามง่าย ๆ ชาวนาฟังนะครับ แล้วสต็อกของรัฐและเพื่อความมั่นคงละครับ คนไทยจะเอาข้าวที่ไหนกิน ถ้าเกิดปีนี้ มันน้ําท่วม น้ําแล้ง แมลงลง แล้วไม่มีข้าวเลย ท่านคิดว่าท่านทําถูกหรือเปล่า นี่คือคําถามที่ ๑ แล้วไม่ต้องลุกขึ้นมาตอบ เพราะผมเป็นผู้ปิดญัตติการอภิปรายอยู่แล้ว
ข้อ ๒ ท่านไปเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมานั่งใกล้ ๆ สํานัก งบประมาณมานั่งใกล้ ๆ แล้วหยุดปาฐกถา ๑ วัน ถามตัวเองครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ตกลงที่เราไปเปลี่ยนระบบเขานี่ ที่เราว่าแน่นักแน่หนา เราประกันราคาข้าวนี่ เราเอาเงินภาษีอากรราษฎรกี่หมื่นหรือกี่แสนล้านบาทเข้าไปเสียตรงนี้ แล้วประเทศนี้ได้อะไร กลับคืนมาไหม เราคิดผิดหรือเปล่า ไปฆ่าตัวตายกันเถอะ ผมยืนยันท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านคิดเรื่องนี้ผิดแน่นอนครับ ถ้าท่านคิดว่าท่านทําถูก แล้วท่านมาอ้างชาวนาบางคน พ่อค้า บางคนที่สมคบแล้วได้ประโยชน์จากการประกันราคาข้าว ท่านคิดผิดแน่นอน สิ่งที่สําคัญที่สุด ผมเรียนท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ถ้าชาวนามีความสุขจริงตามทฤษฎีและแนวคิดของท่าน ถ้าผมไม่หูเฝื่อน วันนี้จะไม่มีข่าวชาวนาออกมาประท้วงท่านอีก วันนั้นผมก็เตือนท่านแล้ว ท่านแถลงนโยบายความสําเร็จอันรุ่งโรจน์ของประเทศไทยด้วยตัวเลขจีดีพี โกรท (Growth) เท่าไร ท่านบอกผมว่าอย่าพูดตัวเลข แต่ท่านพูดตัวเลข ขณะที่ท่านกําลังพูดว่าสําเร็จ ๆ แล้วก็ สําเร็จ ชาวนา ๒๒ จังหวัดออกมาประท้วงเทข้าว ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง ตัวเลขนี้บาดความรู้สึก ท่านแน่นอน เขาขายข้าวได้ราคาจริง ๕,๗๐๐ บาทต่อเกวียน ข้าวเปลือก ข้าวจ้าว พ่อแม่พี่น้องทั้งประเทศที่ไม่เป็นชาวนาลองเอาเครื่องคิดเลขขึ้นมากดตามที่ผมบอกสิครับ ๑๐,๐๐๐ บาท ลบด้วย ๕,๗๐๐ บาท เงินอีกเกวียนละ ๓,๐๐๐ กว่าบาท แล้วท่านรับประกัน กี่ล้านเกวียน ท่านจะใช้เงินประชาชนอีกกี่หมื่นกี่แสนล้านบาท แล้วเงินอื่นล่ะ ตรงนี้มันถึง ย้อนกลับไปภาพใหญ่ ท่านจะเกลียดผมอย่างไรก็แล้วแต่ ผมจะบอกท่านว่า ๑.๔๙ ล้านล้านบาท คือหนี้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ท่านก่อเอาไว้ ผมหวังว่าเรื่องข้าวคงจะได้กระจ่างชัดเจน แล้วผมยืนยันอีกครั้งหนึ่ง คนอย่างผมผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง ไม่มีอะไร มาปิดบังดวงตาผมได้ แล้วผมจะไม่ก้มหัวให้ใครทั้งนั้น พี่น้องเกษตรกรครับ โปรดลงคะแนน ให้ผมเพื่อที่จะได้ข้าวเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ความสุขของท่านกําลังจะมาครับ ส.ส. อีสาน ตะโกนมาบอกอย่างไรก็ต้องบอกไป ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท เกินแน่นอนพ่อใหญ่
ข้อต่อไป เรื่องโทรศัพท์ ๓ จี เรื่องนี้ผมขอพูดเพียงคําถาม ผมนั่งฟังมา เป็นวัน ๆ ครับ ผมแปลกใจ ถ้าผมจําไม่ผิดดอกเตอร์สุรพงษ์ออกมาถามเรื่อง ๓ จี อธิบาย ๆ ผมเรียนตรง ๆ เป็นเรื่องที่ผมฟังแล้วอภิมหางง แล้วผมกล้าท้าเลย ส.ส. ในห้องนี้ เกือบทั้งหม ถ้าท่านรู้เรื่อง ๓ จี เท่ากับท่านรัฐมนตรี ผมชมให้ท่านว่าเก่ง แต่เป็นไปไม่ได้ แต่ผมจะถามด้วยคําถามพื้นฐานแล้วรัฐมนตรีก็ไม่ต้องลุกมาตอบ ท่านไม่มีสิทธิตอบแล้ว
ข้อ ๑ มันแปลกไหมพ่อแม่พี่น้องหลังอภิปราย กสทช. ออกมติมาครับ มาออกทําไมตอนนี้ ตั้งนานเป็นเดือน หลายเดือน หรือเป็นปีทําไมไม่ตัดสินใจ มาออกมติ อะไรแปลก ๆ ตอนนี้ เพราะถูกอภิปรายใช่ไหม เพราะฉะนั้นผมยืนยันกับท่านประธานครับ การอภิปรายวันนี้ไม่ได้สูญเปล่าใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างน้อยที่สุดเราทําให้เกิดความโปร่งใส ผมกราบขอบพระคุณพ่อชัยครับ อย่างน้อยที่สุดคนไทยได้ประโยชน์และความสว่างกลับคืน มาครับ
ข้อ ๒ กสทช. ออกมติมา ผมจะอ่านช้า ๆ ชัด ๆ มติบอกว่า การทําสัญญา กสท. กับบริษัท ทรู เรื่องโทรศัพท์ระบบ ๓ จี ขัดต่อกฎหมาย มาตรา ๔๖ วรรคสอง
ข้อ ๓ ผลกระทบต้องเกิดกับผู้ใช้โทรศัพท์ระบบซีดีเอ็มเอ ฮัทช์ (CDMA Hutch) และลูกค้าบริษัท ทรู ไม่มากก็น้อย อันนี้คือเรื่องจริง นี่คือสาระครับ ไม่มีเล่นสําบัติ สํานวน
ข้อ ๔ ระบบโทรศัพท์ ๓ จี คนไทยได้ใช้ช้าแน่นอน ช้าขนาดไหนหรือครับ บ้านพี่เมืองน้องอย่างประเทศลาว เสียดายวันนั้นดอกเตอร์สุรพงษ์เอาโฆษณา ของประเทศลาวมาฉายแต่ไม่มีเสียงครับ คนสาธารณรัฐประชาชนลาวหรือ สปป. ลาว แน่นอนถ้าไม่ผิด ได้ใช้โทรศัพท์ระบบ ๓ จี ก่อนคนไทย และถ้าไม่ผิดอีกเช่นกัน ด้วยการ บริหารงานของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เราจะได้ใช้โทรศัพท์ ๓ จี ช้ากว่าประเทศกัมพูชา หรือเขมรแน่นอนครับท่าน เราเป็นอะไรไป เราเคยเป็นพี่เอื้อยยักษ์ใหญ่ของเอเชียอาคเนย์ ไม่ใช่หรือครับ ไหนเราบอกว่าเทคโนโลยีเราทันสมัยที่สุดครับ ใครจะรับผิดชอบผลของ ตัดสินใจในครั้งนี้ คําถาม ทําไมไม่ศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดเจนเสียก่อน ก่อนที่จะออกทีโออาร์ ก่อนจะเซ็นสัญญา คําถาม ทําไมปล่อยให้ดําเนินการไปแล้วค่อยมาเก็บมาแก้ทีหลังมตินี้ ท่านไม่อายเขาหรือครับ ผมพูดได้ประโยคง่าย ๆ เสีย เสีย แล้วก็เสียครับ
ข้อต่อไป ท่านจะโทษใคร ใครจะรับผิดชอบ คน ๖๐ กว่าล้าน ได้ใช้ เทคโนโลยีที่ช้ากว่าเขา ทุกวันนี้ค้าขายเราก็แข่งกับเขาไม่ได้ เทคโนโลยีการสื่อสารก็สู้เขา ไม่ได้อีก ความผิดอยู่ที่ใคร นี่คือการบริหารที่ล้มเหลวโดยแท้ รับไปเถอะครับ รับไปเต็ม ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านคือผู้บริหารนโยบายที่ล้มเหลว
ข้อต่อไป ไม่พูดถึงเรื่องเกษตรคงไม่ได้ ผมขออภัยนะครับ กราบเรียน ผ่านท่านประธาน ถ้าข้อมูลที่อยู่ในมือผมนี้ วิชาอ่านผมใช้ได้ แล้วผมฟังภาษายากให้เป็น ภาษาง่ายได้ถูกต้อง ผมสนิทคุ้นเคยดีกับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ท่านลองฟังประเด็นสั้น ๆ ผมเพียง ๓ ประเด็นนะครับ จากการอภิปรายของ ผู้อภิปรายและเพื่อนร่วมพรรคของผม เขาถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์บอกว่า ตกลงใบจอง น.ส. ๒ ท่านไปเอามากี่ร้อยไร่ คําตอบที่ได้รับกลางสภานี้คือ ท่านตอบบอกว่า ท่านไปซื้อใบจอง น.ส. ๒ มาจากประชาชน อันนี้คือคําตอบที่ถูกต้องใช่ไหม ครับ ท่านไม่ต้องลุกมาตอบผม ท่านไม่มีสิทธิเหมือนกัน ข้อ ๒ ใบจอง น.ส. ๒ ที่ทางราชการ นํามาแจกจ่ายประชาชนภายใต้พื้นที่ของป่าดงพระพาย อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมนั้น เป็นการจัดสรรที่ดินให้ราษฎรผู้ยากไร้เข้าไปทํามาหากิน ไม่มีข้อกฎหมายใด ๆ ยกเว้นให้ จําหน่ายจ่ายโอนทั้งสิ้นแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้น ขอโทษนะครับ ส.ส. คนที่อยู่ใกล้ ๆ นี่ จําหน้าดี ๆ ครับ เขาบอกเอ่ยชื่อรัฐมนตรี ประเด็นความผิดออกไปให้ชัดเจน ผมจะถามที่ท่านต้องการ นะครับ รัฐมนตรีท่านนั้นคือ นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ผมอุตส่าห์ไม่เอ่ยชื่อ ข้อ ๓ ดังนั้นจากข้อ ๑ จากข้อ ๒ ท่านรัฐมนตรีไม่ได้เป็นญาติ โกโหติกาใด ๆ ทั้งสิ้นกับผู้ที่ท่านไปซื้อ น.ส. ๒ เขามา ท่านจึงสมควรจะมีความผิดในอนาคต อันใกล้นี้แน่นอน ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ถ้ากระบวนการของกฎหมายโปร่งใสและ ธรรมาภิบาลที่แท้จริงและกฎเหล็ก ๙ ข้อของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ทํางานอย่างเป็นกลไก ท่านต้องจัดการเรื่องนี้ให้ประชาชนทั้งประเทศได้เห็นเป็นแบบอย่าง มิเช่นนั้น ที่ดินของประชาชนที่ถูกจัดสรรไปเพื่อผู้ยากไร้จะเกิดปัญหาดังเช่นกรณีศึกษานี้เป็นต้นครับ
กรณีต่อไป กรณีการจัดซื้อหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า ๗ หัว ทุกคนอยากให้เอ่ยชื่อ ยินดีสนองตอบอยู่แล้วครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านโสภณ ซารัมย์ ครับ ข้อ ๑ ประชาชนทั้งประเทศฟังแล้วใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบนะครับว่าผมกําลังจะพูด อะไร ข้อ ๑ การออกสเปคทีโออาร์เพื่อการเปิดซองประมูล มันเป็นการออกสเปคที่ไปได้ ประโยชน์กับบริษัทเอกชนรายหนึ่ง และมีปัญหาแน่นอน ที่สําคัญที่สุดคือวรรคนี้ การประมูล ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ลงแล้วโดยเงื่อนไขของกฎหมาย แต่ข้อ ๒ ครับ หลังจากที่ฝ่ายค้านได้ยื่น ญัตติอภิปรายถอดถอนและไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ที่ ๓ ซึ่งกลายเป็นเหตุการณ์ประหลาดและผิดปกติ คณะกรรมการมีการยกเลิกการประกวดราคา แบบกะทันหัน เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ทําให้ผู้ได้การประมูลเสร็จสมบูรณ์แล้วไม่สามารถเซ็น สัญญาการซื้อขายได้ เรื่องนี้ไม่ต้องมีใบเสร็จ ตรรกะ เหตุและผลง่าย ๆ จะตอบท่านเอง ว่าท่านได้ตัดสินใจอะไรลงไป อย่าว่าแต่รัฐมนตรีเลยครับ รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี ท่านต้องตอบคําถามได้ ไม่ว่าเวลานั้นจะผ่านไปกี่วัน กี่เดือน กี่ปีว่า ณ ชั่วโมงนั้นท่านตัดสินใจเช่นนั้นทําไม แล้วท่านลุกขึ้นมายกเลิกการประกวดราคานี้ทําไม โดยไม่มีเหตุผล ท่านต้องไปให้การที่ ป.ป.ช. แน่นอน และเรื่องนี้ได้มีการยื่นถอดถอนและยื่น เอกสารเพื่อสํารวจความผิด เป็นความสามารถ ท่านต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว และพยานหลักฐานทั้งหมดในการตอบครับ ผมผ่านท่านครับ
ข้อต่อไป เรื่องนี้ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ เป็นการอภิปรายครับท่านประธาน ผมปิดญัตติ ผมกราบขอบพระคุณผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จริง ๆ ท่านอภิสิทธิ์บอกว่าถ้าการอภิปรายของผมมีข้อเสนอแนะที่ดี ๆ มีการชี้ทางออกที่ดี ๆ และแน่นอนที่สุดเป็นทางออกเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศท่านยินดีรับฟัง และท่านจะได้เอาไปประยุกต์ใช้ ผมมีความสุขครับท่านนายกรัฐมนตรี มีความสุขที่จะได้ นําเสนอแนวความคิดบางอย่าง ซึ่งถึงเราจะอยู่ต่างพรรคกัน แต่ผมว่าความคิด อุดมการณ์ ไม่น่าจะต่างกันนะครับ
เรื่องแรก ผมอยากพูดถึงเรื่องเช็คช่วยชาติอีกสักครั้งหนึ่ง เช็คช่วยชาติ มาเกี่ยวกับรายได้ประชาชนครับ สิ่งที่ผมจําเป็นจะต้องพูดกับท่านชัด ๆ เจน ๆ นะครับ
ข้อ ๑ ท่านจ่ายเช็คช่วยชาติไม่ถูกกลุ่มถูกคนครับ นิยามความยากจนของ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกําหนดรายได้ของบุคคลที่ยากจนที่สุดของ ประชาชน ๖๗ ล้านคนไว้ว่า ๕๓ บาทต่อวัน ไม่เกิน ไม่เกิน ๑,๖๐๐ บาทต่อเดือน ประเทศไทย มีคนยากจน ๕,๓๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นเช็คช่วยชาติท่านเอาไปแจก ๒,๐๐๐ บาทให้กับ คนงานที่อยู่แรงงานในระบบและมีเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทลงไป ผมเรียนเลยนะครับ ท่านลืมคน ๕,๓๐๐,๐๐๐ คน คนเหล่านั้นไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีทรัพย์สินที่ดินทํากิน ไม่มี ยานพาหนะ อยู่ในชนบท อยู่ในพื้นที่ภาคอีสานถึง ๕๘ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในภาคเหนือ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ และมีอาชีพเป็นเกษตรกรถึง ๕๓ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขที่เจ็บปวดรวดร้าวที่สุดครับ ท่านประธาน เป็นหนี้อยู่ถึง ๕๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรเหล่านั้น ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ ถ้าเลือกเกิดได้ไม่มีใครอยากเป็นคนจนและไม่อยากเป็นคนกลุ่มที่จนที่สุดของประเทศ ผมฝากท่านรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ดูแลเอาใจใส่เขา ถ้าครั้งหน้าท่านมีโอกาส แจกเช็คช่วยชาติอีก คน ๕,๓๐๐,๐๐๐ คนต้องได้รับ เบี้ยยังชีพคนชรา ขอชื่นชมครับ ขอชื่นชมจริง ๆ ที่ท่านตัดสินใจทํา แต่ผมก็ต้องพูดความจริงกับประชาชนครับ รัฐบาลซึ่งผม ได้นั่งอยู่เพียง ๗-๘ เดือน ถึง ๙ เดือน คิดเรื่องนี้ครับ แต่ว่าวาสนาผมน้อย ผมได้เป็นแค่ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ผมไม่ได้อยู่ ต่อจนสําเร็จลุล่วง แต่ผมก็มีสปิริต (Spirit) ที่จะชื่นชมท่านว่าท่านทําดี ผมฝากนะครับ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย วัฒนธรรมประเพณีของคนไทยและคนตะวันออกเราดูแลเกื้อกูล ผู้สูงอายุ ถ้าจําเป็น ถ้าทําได้ ท่านไปทอนเงินส่วนอื่นอีก โปะให้ แต่ถ้าท่านไม่ทํานะครับ เมื่อผมเป็นนายกรัฐมนตรีผมจะให้มากกว่าท่าน ผมยืนยัน เพราะฉะนั้นผมเตือนท่านนะครับ ฐานข้อมูลที่สําคัญ ข้อ ๑ คนไทย ๖๗ ล้านคนที่อายุเกิน ๖๐ ปีมีอยู่ถึง ๘,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน คนไทยที่อายุเกิน ๗๐ ปี ๓.๔ ล้านคนครับ และประการสุดท้ายคนไทยที่อายุเกิน ๗๕ ปีมีอยู่ ถึง ๑.๘ ล้านคน ใครบอกว่ายิ่งแก่ยิ่งใช้เงินน้อย ไม่จริง ถูกไหมครับท่านประธานชัย ใช่สิครับ ผมคุยกับท่านวันก่อนผมยังชื่นชมท่านเลยว่าท่านแข็งแรง พ่อชัยอาจจะเป็นข้อยกเว้นครับ ท่านแข็งแรงผิดปกติ อันนี้ด้วยความชื่นชมครับ ผมยังฝันวันหนึ่งผมจะได้มีอายุยืนยาวและ แข็งแรงเหมือนกับท่าน ผมฝากท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ คนแก่ที่อายุเกิน ๗๕ ปี ๑.๘ ล้านคน ตรงนี้ต้องการการเยียวยาดูแลเป็นพิเศษ จะ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค จะบัตรทองรักษาฟรี ตรงนี้ต้องลงไปดูแลครับ คนพิการด้วยนะครับ ฝากไว้ด้วย
ข้อต่อไป ถ้าท่านขายของท่านต้องรู้จักลูกค้า แต่สิ่งสําคัญ ความยากจน ท่านต้องรู้จักคําว่า ความยากจน บังเอิญครับท่านประธานชัย ผมมองอย่างไรนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ก็ไม่มีวันจน ราศีและโหงวเฮ้งท่านเป็นคนมีสตางค์ แต่ผมกําลังจะบอก สิ่งเหล่านี้ เป็นความจริงที่เจ็บปวด ประเทศไทยมี ๗๖ จังหวัดครับ
ท่านพูดผิดแล้ว มันมี ๗๗ จังหวัดแล้วครับ
ก็อยู่ในระหว่างก่อตั้งไม่ใช่ หรือครับ กฎหมายผ่านสภาครับ
โปรดเกล้าฯ แล้วครับ
ผมขอโทษครับ ผมเป็นคนที่ ยอมรับความจริงครับท่านประธานชัย ผมน้อมคาราวะกราบขอบพระคุณที่ท่านแนะนํา ผมยอมรับครับ แต่ข้อมูลนี้ล่าสุด แน่นอน และไม่ผิดครับ ท่านลองฟังข้อมูลดูนะครับ ประชาชนไทยทั้งประเทศเราสงสารคนอื่นเขา แต่ท่านลองดูนะครับ จังหวัดที่มีรายได้ ไม่ว่าเศรษฐีรวยที่สุดจนถึงจนที่สุดไม่มีจะกิน ไม่มีเสื้อผ้าจะใส่ ไม่มีบ้านจะอยู่ครับ ขออภัย นะครับ ท่านผู้แทนราษฎรคงนั่งอยู่แถวนี้ จังหวัดศีรสะเกษครับ มีรายได้ต่อหัวต่อคน ๒,๘๒๖ บาท จนที่สุดของประเทศไทย จังหวัดที่จนรองลงมาคือจังหวัดหนองบัวลําภู ๒,๘๗๔ บาท จังหวัดที่จนรองมาอีกคือจังหวัดอํานาจเจริญ ๒,๙๒๖ บาท จังหวัดนครพนม แตะ ๓,๐๐๐ บาทเป็นจังหวัดแรก คือ ๓,๐๐๒ บาท นอกนั้นอาการหนักพอกัน จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์จังหวัดนี้ผมคุ้นมากครับ จังหวัดยโสธร จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดสกลนคร จังหวัดหนองคาย จังหวัดชัยภูมิและจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเทียบกับ ๑๒ จังหวัด รวยที่สุดท่านว่ามีรายได้ต่อหัวต่อคนต่อเดือนเท่าไรครับ ๓,๔๘๔ บาท ผมฝากกราบพ่อชัย ท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีนะครับ ๑๒ จังหวัด ในภาคอีสานท่านต้องลงไปช่วยด่วนครับ ท่านต้องออกไปช่วยคนจน
ท่านมิ่งขวัญครับ มีผู้ประท้วงครับ
ท่านครับ ผมพูดประโยคหนึ่ง ได้ไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานต้องควบคุมด้วยนะครับ เพราะว่าเป็นการอภิปรายสรุป การอภิปรายสรุป ไม่สามารถเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมา ถ้าเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาแล้วใครจะพูดได้ครับ ท่านไปพูด เรื่องจะทําอย่างโน้นเพิ่ม ทําอย่างนี้เพิ่ม ทําไมไม่พูดเสียก่อนให้เสร็จตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตอนนี้ท่านกําลังสรุปครับ เพราะฉะนั้นท่านไม่มีสิทธิเปิดประเด็นเพิ่ม ท่านทํา ความเข้าใจด้วย วิธีการอภิปรายสรุปเป็นอย่างไร และขณะนี้เวลาเกินข้อตกลง ๔๐ ชั่วโมงไป ๒๐ นาทีแล้วครับ
เอาสักหน่อย อยู่ในกรอบ ก็แล้วกัน เชิญครับ
ก็ผมกราบเรียนแล้วอย่างไรครับ ผมจะไม่เอ่ยชื่อท่านผู้พูดเมื่อสักครู่ ผมจะสมมุติว่าผมจําชื่อท่านเมื่อสักครู่ไม่ได้ ถ้าผมพูด ผมขอความกรุณาท่านเปิดใจให้กว้าง ฟังเถอะครับ ผมเตรียมข้อมูลมาเพื่อแนะนําท่าน จริง ๆ แล้วผมยืนยันนะครับ ถ้าท่านถามคนทั้งประเทศท่านได้ประโยชน์หรือเปล่า ผมขออนุญาตพูดต่อนะครับท่านประธานชัย ผมอยากจะบอกว่า
เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย
ผมไม่อยากต่อล้อต่อคําครับ ไม่ใช่เรื่องเปิดใจกว้าง ผมกําลังพูดถึงวิธีการอภิปรายสรุปครับ
ผมเข้าใจครับ
คือเปิดโอกาสให้อยู่ในกรอบ ก็เหลือเวลาอยู่นิดหน่อย เชิญครับ คุณชลน่านให้ท่านมิ่งขวัญต่อเถอะครับ ท่านประท้วงอะไรผม
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขออนุญาตประท้วงท่านประธานวิปฝ่ายรัฐบาลครับ ท่านได้ ลุกขึ้นประท้วงแล้วก็กล่าวถ้อยคําเสมือนดูถูกผู้ที่กําลังอภิปรายสรุปคือท่านมิ่งขวัญ ขออนุญาตเอ่ยนามทั้ง ๒ ท่าน ท่านบอกว่าไม่รู้หรืออย่างไรนี่คือการอภิปรายสรุป ผมถือว่า เป็นการหมิ่นประมาทอยากให้ท่านช่วยถอนคําพูด ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับ
คือคุณวิทยาเขามีเจตนาดี คือหมายความว่าท่านประท้วงในกรณีที่มีข้อตกลงกัน คือหมายความว่าประท้วงผม นี่พูดง่าย ๆ นะครับ แต่ผมก็อยากจะขอความกรุณา คือไหน ๆ มันจะจบอยู่แล้วก็ให้มันไป โดยปกติเถอะครับ เชิญท่านมิ่งขวัญอีกหน่อยครับ
ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานชัย แล้วผมย้ําอีกทีหนึ่ง ผมกราบขอบพระคุณครับ สิ่งที่ผมต้องการพูด ๒ ประเด็น ๒ ประเด็นที่ผมจะพูดเกี่ยวกับการที่ผมจะพูดต่อไปนี้นะครับ
ข้อ ๑ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าผมสรุปญัตติและผมต้องการให้การอภิปราย เป็นการสร้างสรรค์เหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรีและผมได้พูดกันเมื่อกี้นี้ ผมจึงเสนอความคิด สร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาประเทศ ส่วนถ้าท่านจะไม่ฟังนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ ผมย้ําว่า นี่คือความคิดสร้างสรรค์ และนี่คือการเข้าหาในเชิงบวกของผมแน่นอน
ข้อ ๒ ผมอยากจะเรียนว่าผมจะพยายามพูดทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะในห้องนี้ คือสภาผู้แทนราษฎร เรารวมบุคคลที่คิดว่าเป็นหัวกระทิของประเทศครับ สมอง มาอยู่ตรงนี้หมด ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นถ้าใครมีสมองเท่าไรเทกันออกมา ผมยืนยันครับ ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านจะกรุณาผมคิดว่าเป็นประโยชน์ ผมขออนุญาตต่อนะครับ
ก็เอาสัก ๑๐ นาทีก็พอ เชิญครับ
จริง ๆ ผมเหลืออยู่ประมาณ ๓ ประเด็น มันไม่มีอะไรน่ากลัวนะครับ กราบเรียนท่านประธานครับ
คือผมก็ไม่ขัดข้องอะไร แต่ว่าเพื่อความเป็นไปได้ของทุกฝ่ายนะครับ
ผมจะต่อไปนะครับ ปัญหา ที่สําคัญที่ผมเป็นห่วงมาก คือปัญหาที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึงเรื่องปัญหาค่าจ้างแรงงาน ตรงนี้เป็นความคิดที่ต่างกันกับผมสุดขั้วแน่นอน ผมกําลังจะบอกท่านว่าผมไม่คิดเหมือนท่าน ท่านเสนอนโยบายเรื่องค่าจ้างแรงงานขั้นต่ํา ท่านเสนอว่าอีก ๒ ปีจะได้รับอันนั้นเป็นวิธีคิด ของท่าน หรืออะไรก็แล้วแต่อันนี้ผมไม่ทราบนะครับ เอาเป็นว่าผมไม่ไปแตะต้องตรงท่าน ผมพูดของผมดีกว่า ผมเสนอความคิดท่านอย่างนี้นะครับ เร็ว ๆ นะครับผมขออภัยพ่อแม่ พี่น้องทางบ้านที่ผมจะต้องเร่งเรื่องให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้เนื้อหาครับ คนไทย ๖๐ กว่าล้านคน เป็นแรงงานไทยทั้งหมดประมาณ ๓๙.๒ หรือ ๔๐ ล้านคนครับ เป็นแรงงานในระบบ ๑๔.๓ ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ ๒๔,๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน ในแรงงานนอกระบบ มีแรงงานที่ไม่มีนายจ้างชัดเจนหรือกึ่งชัดเจน เช่น เป็นเกษตรกร ขายของในตลาด หาบเร่ มอเตอร์ไซค์ แท็กซี ประเภทแรงงานนี้สวัสดิการไม่แน่นอน ข้าวแพง ของแพง น้ํามันแพง ต้นทุนแพง ก๊าซแพง ปัญหาหัวคิว ซึ่งผมเข้าใจว่าตรงนี้เป็นเรื่องประเด็น แต่แรงงานที่มี นายจ้างเป็นอีกกลุ่มหนึ่งครับ ประเภทลูกจ้างตามร้านอาหาร ก่อสร้าง โรงงาน แรงงาน มีฝีมือ นวดตัว ทํางานบ้าน เป็นคนใช้ เสมียนตรงนี้เป็นแรงงานที่ต่างออกไป แรงงานที่อยู่ ในระบบ ๑๔.๓ ล้านคนเป็นแรงงานเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรเอกชน รัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ ประเด็นของเรื่องนะครับ อีก ๒๘.๕ ล้านคนเป็นพวกที่อยู่นอกแรงงาน หรือไม่มีงานทํา เช่น อายุต่ํากว่า ๑๕ ปีเป็นนักเรียน ทํางานบ้าน เรียนหนังสือ เป็นคนแก่ ทํางานไม่ไหว อื่น ๆ ข้อมูลนี้มาจากสํานักงานสถิติแห่งชาติและสภาพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ผมต้องการจะพูดดังนี้ครับ ผมขอเสนอให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาทต่อคนทันที ผมพูดอย่างนี้ผู้ใช้แรงงานฟังแล้ว เอ๊ะ เป็นไปได้หรือ ถ้าค่าแรงขั้นต่ําขึ้นอย่างนั้นแล้วจะอยู่ กันอย่างไร นี่คือคําถามแรก คําถามต่อมานะครับ ผู้ประกอบการและเจ้าของโรงงาน อุตสาหกรรมก็ทุกข์ใจสิครับ ค่าจ้างแรงงานก็จะแพง จ่ายค่าแรงขึ้น ๓๐๐ บาทต่อวัน ผมย้ําอีกครั้งนะครับ ผมเสนอให้ขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาทต่อวันทันที โดยผมเน้นว่าทั้งผู้จ่าย นายจ้าง เจ้าของโรงงาน อย่าเพิ่งตกใจ ทุกคนต้องมีความสุข และเป็นความสุขทั้งระบบ ผมมีวิธีครับ และนั่นคือรูปแบบของระบบเศรษฐกิจใหม่ ประการสุดท้ายตรงนี้ เรื่องค่าจ้าง ปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนครับ
ท่านประธานวิปฝ่ายรัฐบาล ท่านประท้วงผมอีกแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมขอประทานโทษผู้อภิปรายนะครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ เรื่องไหนที่เสนอขึ้นมาใหม่ก็ต้องให้ รัฐบาลเขามีโอกาสชี้แจงนะครับ ไม่ใช่นึกเรื่องอะไรได้ก็มาสรุปเอาตอนนี้ เขาให้สรุปเรื่องที่ อภิปรายมาแล้ว เขาได้ชี้แจงกันแล้ว เดี๋ยวถ้าเปิดเรื่องใหม่มา ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องชี้แจง ได้ครับว่าจะเอาอย่างไร จะขึ้นเป็น ๓๐๐ บาท จะขึ้นเบี้ยยังชีพหรือเปล่า รายได้ประชากร จังหวัดศรีสะเกษจะเพิ่มอย่างไรท่านก็ต้องชี้แจงครับ ไม่ใช่เปิดเรื่องใหม่แล้วบอกไม่ให้ใคร ชี้แจง อย่างนี้เขาไม่เรียกอภิปรายสรุปครับ
ท่านสรุปเร็ว ๆ หน่อย ก็แล้วกันครับ อย่าเปิดเกมใหม่ก็แล้วกัน
ความจริงผมเรียนย้ําอีกครั้ง นะครับ ทุกอย่างอยู่ในประเด็นหมดเลย แล้วเราคุยกันมาตั้งแต่ต้นแล้ว
เชิญเลยครับ เพื่อไม่ให้ เสียเวลา
ผมสรุปนะครับ สิ่งที่ผมไม่สบายใจ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ กู้ครับ เป็นหนี้ครับ หารายได้เข้าประเทศครับ การสร้างรายได้ การสร้างโอกาส การลดค่าใช้จ่าย การเพิ่มคุณภาพชีวิต ตรงนี้เป็นปัญหาหมดทั้งระบบ ผมคิดว่าต้องแก้ครับ ข้อต่อไป ผมกราบขออภัยท่านประธานนะครับ ผมพูดเสียงกระชับนี่ ไม่ใช่กระโชกโฮกฮากไม่ให้เกียรติท่านนะครับ แต่ผมจะเร่งครับ
ไม่เป็นไรครับ อย่างไรก็ได้ ทั้งนั้น ผมฟังได้ครับ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครับ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาแน่นอน และความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศมีเครื่องหมายเท่ากับความสัมพันธ์ทางการค้า วันนี้เราต้องใช้ก๊าซจากประเทศพม่า ใช้พลังงานจากประเทศพม่า ทรัพยากรร่วมกับประเทศพม่า ความสัมพันธ์เราดีจริงหรือเปล่า ต้องถามผ่านไปยังรัฐมนตรีต่างประเทศซึ่งถูกอภิปรายแล้ว ข้อ ๒ ความสัมพันธ์กับประเทศ กัมพูชา ข้อ ๓ ความสัมพันธ์กับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ข้อ ๔ ความสัมพันธ์กับประเทศเวียดนาม ทั้งหมดทั้งมวลท่านจะบอกว่าอะไรก็แล้วแต่ เมื่อรวมกับ จีนยูนานตอนใต้ ๓๐๐ กว่าล้านคนคือตลาดของเรา ตรงนี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีปัญหาทางการค้าแน่นอน ข้อต่อไปครับ วันนั้นเราคุยกันถึงเรื่องค่าเงิน ผมเรียนอีกนิดหนึ่ง สิ่งที่ผมรู้สึกไม่ดีเลย ปัจจุบันประเทศไทยใช้ระบบแมนเนจ โฟลท (Manage Float) ภาษาอังกฤษคือ แมนเนจ โฟลท แมนเนจ แปลว่าบริหารจัดการ โฟลท แปลว่าลอยตัว สิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดก็คือว่าปล่อยไปตามธรรมชาติ ปล่อยเป็นเสรี คนไทยทําใจ เรามีปัญหาบาทอ่อน บาทแข็ง ตรงนี้ผมจะบอกว่าถ้าเป็นผม ไม่อย่างนั้นท่านเปลี่ยนระบบ เป็นฟรี โฟลท (Free Float) เป็นระบบเสรีเสีย ท่านอย่าใช้แมนเนจ โฟลท เรื่องนี้ท่านใช้ ไม่ได้ครับ อีกข้อหนึ่งที่สําคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ การดําเนินการกุศโลบายทางการทูตเราต้องทบทวน ที่ถูกคือประเทศจีนเราต้องกอดเขาด้วย แขนขวา ประเทศญี่ปุ่นต้องกอดเขาด้วยแขนซ้าย วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายกรัฐมนตรีโดย ครม. กําลังคุยกันเรื่องรถไฟความเร็วสูง วิธีคิดต่างครับ ประเทศจีนต้องการระบายเงิน ประเทศจีนมีปัญหาคือค่าเงินหยวนถูกบังคับให้ลอยตัว ประเทศจีนไปเข้าดับเบิลยูทีโอ และที่สําคัญที่สุดประเทศจีนมีเงินสํารองระหว่างประเทศและ สํารองคงคลังมากจนเป็นปัญหาจุกอกครับ เพราะฉะนั้นประเทศจีนจะระบายเงินออกลงทุน และประเทศที่ประเทศจีนต้องตัดสินใจและเลือกที่จะลงทุนโดยความสัมพันธ์ทางสายเลือด และความสัมพันธ์ทางความเป็นเพื่อนคือประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมบอกเลยนะครับ ถ้าท่านเปิดใจกว้าง ท่านรับเถอะครับ เอาเงินเข้ามา ประเทศไทยต้องเปลี่ยนสถานภาพ เป็นถังเงินของเอเชีย และนี่คือยุทธศาสตร์ที่ผมต้องการสื่อสาร
ต่อมาอีกนะครับ เรื่องกฎเหล็ก ๙ ข้อ กฎเหล็ก ๙ ข้อของท่านนายกรัฐมนตรี ประกาศเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ ท่ามกลางการประชุมของคณะรัฐมนตรีนัดแรก ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ผมตะขิดตะขวงใจในข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๖ คือ ให้รัฐมนตรีทุกคนปฏิบัติตนโดยคํานึงถึงความรู้สึกของประชาชน พฤติกรรมใด ๆ ซึ่งนํามาสู่ความไม่เชื่อมั่นขอให้ระวังเป็นพิเศษ ข้อ ๗ ครับ ในรัฐบาลที่เชื่อมั่นในวิถีทางของ ประชาธิปไตยต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ข้อ ๘ รัฐบาลชุดนี้ต้องพร้อมกับ การตรวจสอบทั้งเชิงนโยบายและเรื่องอื่น ๆ ๓ ข้อนี้ผมเรียนเลยนะครับ ผมทิ้งประเด็นไว้ เฉย ๆ ผมผ่านนะครับ
ผมจะสรุปสั้น ๆ ว่าวันนี้ไม่ต้องมาพูดกันถึงจีดีพี ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกัน เรื่องตัวเลข ๐.๗ ๐.๕ ๐.๓ ผมฝากให้คนไทยทั้งประเทศถามตัวเองดูนะครับ ท่านมีความสุข จริงหรือเปล่า นับตั้งแต่มีการตั้งรัฐบาลมา ๔ นายกรัฐมนตรี ท่านสุรยุทธ์ ท่านสมัคร ท่านสมชาย มาจนท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านมีความสุขจริงหรือเปล่า ถ้าท่านบอกว่า ไม่มีความสุขก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าท่านไม่มีความสุขล่ะ นั่นคือคําถามที่ ๑ อันที่ ๒ ที่ผมรู้สึกมาก เต็มอก ผมไม่มีภรรยา ไม่มีลูก แต่เพื่อนผมที่มีลูก มีภรรยา เขาพูดกับผมว่าอย่างไรทราบไหม เขาบอกว่าทุกวันนี้เงินหาลําบาก เอามือตบเงินในกระเป๋าไม่มีเงิน ๑๐๐ บาทที่เขาจะควัก ออกมาให้ลูกเขาไปโรงเรียนเขาคิดแล้วคิดอีก สอนลูกเขาแล้วสอนลูกเขาอีก ๑๐๐ บาท ซื้ออิ่มไหมลูก ข้าวแกงจานละ ๔๐ บาท ไข่ดาวฟองละ ๑๐ บาท ลูกจะได้กินไอศกรีม หรือเปล่า คําถามครับท่าน ค่าครองชีพ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา คําที่เกิดขึ้น และคนไทยไม่เคยพบเคยเห็นคือคําว่า ข้าวยากหมากแพง คนรุ่นปัจจุบันไม่ได้กินหมาก แต่คํานี้ก็กลับมาเป็นคําที่หลอกหลอนจิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ ยุคนี้เป็นยุคของ ข้าวยากหมากแพงโดยแท้ ใครเลยจะไปนึกว่าประเทศเกษตรกรรมที่เป็นผู้ส่งออกหลายอย่าง เป็นอันดับหนึ่งของโลกจะเกิดการจลาจลแย่งชิงแม้กระทั่งน้ํามันปาล์ม ผมเรียนท่านเลยครับ เราได้เข้าสู่ยุคเข็ญของข้าวยากหมากแพงโดยแท้ ผมเรียนอีกครั้งหนึ่งนะครับ วันนี้ผมเข้าใจ ผมได้พูดหลายสิ่งหลายอย่างด้วยน้ําเสียง ด้วยถ้อยคําที่อาจจะต้องทําให้หลายคนไม่สบายใจ หรือแม้นแต่กระทั่งประชาชนคนไทยทั้งบ้านที่อยู่ทางบ้านที่ดูโทรทัศน์อยู่ฟังแล้วไม่สบายใจ แต่ท่านต้องถามตัวเองอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านมีความสุขจริงหรือเปล่า สิ่งเหล่านั้นถูก สรรค์สร้างขึ้นมาด้วยตัวเลขหรือเปล่า ท้ายที่สุด ๒ ปีกว่า ๘๐๐ กว่าวันท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ได้ดูแลงบประมาณคร่อมขึ้นมาปีนี้เป็นปีที่ ๓ เงินไม่ใช่พระเจ้า เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่จะซื้อหามาได้ของความสุข แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินคือปัจจัยที่มนุษย์จําเป็นต้อง ซื้ออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และอาจจะหมายรวมถึงที่อยู่อาศัย คนไทยที่รักทุกท่าน วันนี้คนไทยที่มีรายได้ต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อเดือนมีถึง ๔๐ กว่าล้านคนเราจะจัดการ กันอย่างไร การบริหารงานที่ล้มเหลว ปัญหาการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงจะมีหลักฐาน มีใบเสร็จจะเป็นตรรกะหรือจะเป็นเพียงการกล่าวอ้าง ระบบมือยาวสาวได้สาวเอา คนแข็งแรงกดขี่คนอ่อนแอ คนบางคนมีที่ดินเป็นหมื่นเป็นแสนไร่ ขณะที่คนบางคนไม่มี แม้แต่กระทั่งจะซุกหัวนอน สิ่งเหล่านี้จึงเกิดปัญหาสังคมอย่างช่วยไม่ได้ และผมย้ําอีกครั้ง หนึ่งนะครับ ถ้าปากท้องเขาอิ่ม ถ้าเมียของเขามีกิน ถ้าลูกของเขาไม่อดยาก ไม่เจ็บป่วย ไม่มีใครอยากเกิดมาเป็นคนเลว ข่าวจี้ ชิง ปล้น ใส่หน้ากาก ใส่หมวกกันน็อคในจอโทรทัศน์ เกลื่อนไปหมด ถามว่ารัฐบาลจะแก้อย่างไร ที่สําคัญที่สุด ท่านจ้างฝรั่งเข้ามาทํารีเสิร์ช (Research) และวิจัยเพื่อเขียนยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ ผมเข้าใจ แต่ผมพูดทางตรง นะครับ ท่านจะพูดอะไรก็แล้วแต่ คนจําได้เรื่องไข่ชั่งกิโลกรัมครับ ถ้าท่านคิดว่านี่คือ การแก้ที่ถูก ผมอยากท้าท่านครับ เราจะก้าวเข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง สัญญาประชาคม ที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้กล่าวกับประชาชนไทยบอกว่าสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ไม่เกินท่านจะยุบสภาแห่งนี้ ผมเรียนท่านเลยนะครับ ผมรอเวลานั้นอยู่ ผมรอเวลาที่จะให้ คนไทยทั้งประเทศได้พิสูจน์ โดยส่วนตัวของผมเอง ประเทศไทยผืนแผ่นดินนี้ให้โอกาสผม ได้เกิดและเจริญเติบโต ผมอยากจะปิดท้ายว่าผมก็ไม่ต่างจากคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ผมมีหน้าที่ต้องทดแทนบุญคุณแผ่นดินเช่นเดียวกับทุกคน และนั่นคือเหตุผลที่ผมตัดสินใจ ทิ้งชีวิตภาคเอกชนที่แสนสะดวกสบาย รายได้แสนดีมาเป็นผู้ว่ารัฐวิสาหกิจกินเงินเดือน ต่ําต้อย แล้วก็มาเป็นรัฐมนตรีและทํางานการเมือง แล้วเป็น ส.ส.
ผมว่าสรุปได้แล้วครับ
ผมสรุปท่านอีกไม่กี่บรรทัดครับ ท่านประธาน ผมขอเสนอตัวครับท่าน ผมกําลังจะบอกว่าหลักการทํางานที่ดี ข้อ ๑ ความสะอาด ข้อที่ ๒ ท่านต้องเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ และข้อ ๓ การประสานสามัคคีและความประนีประนอม ผมจะกล่าวลาท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี และทุกคนว่า
จะลาไปไหนครับ
ลาเพราะผมต้องปิดญัตติครับ นี่คือคําสุดท้ายที่กลั่นออกมาจากหัวใจผมครับ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ อาจจะเป็น วันธรรมดาของใครหลาย ๆ คน แต่สําหรับผม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จะเป็นวันที่ ผมจะจดจําไปชั่วชีวิตจนวันตาย เหตุผล เพราะเป็นวันที่ผมได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผมมีโอกาสเข้ารับตําแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพื่อถวาย สัตย์ปฏิญาณดังต่อไปนี้ครับท่านประธาน
ข้อ ๑ จะจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์
ข้อ ๒ จะซื่อสัตย์สุจริตและอุทิศตนให้กับการทํางาน
ข้อ ๓ จะเอาประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ในแผ่นดินเป็นที่ตั้ง
สิ่งเหล่านี้ผมน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมและยึดถือมาตลอดที่ดํารงตําแหน่ง เป็นผู้แทนราษฎร จวบจนอีก ๔-๕ อาทิตย์ข้างหน้า สิ่งสุดท้าย เมื่อเกิดการยุบสภาขึ้น ผมขออาสาครับ ผมจะสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีแข่งกับท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้ววันนั้น ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณมากครับ บัดนี้ การอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลงแล้ว ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ผมขอนัดประชุมเพื่อลงมติ ในวันพรุ่งนี้ คือวันที่ ๑๙ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา จงพร้อมเพรียงกัน ถ้าใครมาหลังก็ถือว่า สละสิทธิในการลงมติ ขอปิดประชุมครับ