สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงการผลิตและใช้พลังงานในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำเข้าพลังงานจากประเทศอื่น เนื่องจากผลผลิตและต้นทุนพลังงานในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการของประเทศ นอกจากนี้ เขายังพูดถึงนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับก๊าซหุงต้ม แอลพีจี และเอ็นจีวี โดยมุ่งปรับโครงสร้างไปในทิศทางที่จะลดราคาก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ความจริงก็แปลกใจเหมือนกันครับที่ทราบว่า ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอภิปรายผมในเรื่องของพลังงาน โดยถือเอาว่าผมเป็นประธาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นความรับผิดชอบที่สําคัญแล้วก็คง ไม่มีปัญหาในการที่จะชี้แจงท่านนะครับ แต่ว่าอยากจะกราบเรียนเบื้องต้นนิดหนึ่งครับว่า ฟังการอภิปรายของท่านแล้วมันเป็นเรื่องที่สําคัญจริง ๆ ก็คือเป็นเรื่องที่ดีที่ท่านได้ หยิบหยกประเด็นในเรื่องของโครงสร้างของพลังงานของประเทศมาให้พี่น้องประชาชน ได้รับทราบ แล้วก็เรียกร้องหรือเรียกหาความเป็นธรรมมากขึ้น ผมก็คิดเหมือนท่านครับ แต่ที่ผมอดรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมไม่ได้ก็คือว่าโครงสร้างที่ท่านพูดมาทั้งหมด บางครั้งท่านพูดจน พี่น้องประชาชนอาจจะเข้าใจว่าเป็นโครงสร้างที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมากําหนดขึ้น ที่จริงไม่ใช่ เราจะเห็นว่าในตารางบางตารางที่ท่านแสดงนี้ครับ ตัวเลขมีถึงปี ๒๕๕๑ เท่านั้นเองครับ รัฐบาลนี้ยังไม่ได้เข้ามารับผิดชอบเลย แต่ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปว่าหลายเรื่องที่ เป็นโครงสร้างอยู่ผมอธิบายได้ว่าทําไมเป็นเช่นนั้น และอีกหลายเรื่องผมคิดแก้ไขได้แก้ไขและ กําลังจะแก้ไขต่อไปด้วย ซึ่งเป็นแนวทางซึ่งน่าจะทําให้สอดคล้องกับความต้องการของเพื่อนสมาชิก ที่เพิ่งอภิปรายไป ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นแรก ที่อาจจะต้องอธิบายก่อนก็คือ โครงสร้างที่เป็นอยู่และมีเหตุมีผลของมัน ท่านสมาชิกกรุณาเปรียบเทียบตัวเลขผลผลิตหรือ วัตถุดิบทางด้านพลังงานหลายครั้ง ก็แสดงว่าปริมาณของประเทศไทยที่มีอยู่หรือสามารถ ผลิตได้ หลายครั้งท่านก็บอกว่าเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศสมาชิกโอเปคแล้วเรามีมากกว่า ฟังดูอย่างนี้ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนตกใจ ถามว่าทําไมเราถึงต้องไปนําเข้า ทําไมประเทศ เหล่านั้นส่งออก ท่านไม่สังเกตบ้างหรือครับว่าหลายครั้งที่ท่านเปรียบเทียบกับประเทศ กลุ่มสมาชิกโอเปค ท่านไม่ดูจํานวนประชากร ไม่ดูความต้องการในประเทศเลย เปรียบเทียบประเทศไทย ซึ่งมีประชากร ๖๐ กว่าล้านคนที่ต้องใช้พลังงาน กับประเทศลิเบีย ซึ่งมีประชากร ๖๐๐,๐๐๐ คน หรือประเทศบรูไนซึ่งประชากรเป็นหลักแสนนะครับ มันคงไม่สามารถที่จะบ่งบอกได้ถึงดุลหรือขีดความสามารถในการที่จะส่งออกหรือนําเข้าครับ การส่งออกนําเข้าขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างผลผลิตกับความต้องการ เพราะฉะนั้น ประเด็นแรกที่อยากจะต้องเน้นย้ํากราบเรียนก็คือว่าที่ผมพูดนี้ไม่ได้ปฏิเสธว่าเรามีผลผลิต หรือมีต้นทุน หรือมีวัตถุดิบครับ แต่ที่เรานําเข้าเพราะมันไม่เพียงพอกับความต้องการ ท่านก็อาจจะถามต่อไปบอกว่าไม่จริง เพราะเรามีการส่งออกด้วย ถูกต้องครับ แต่การนําเข้า การส่งออก เราไม่ได้พูดถึงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกัน เมื่อมีการนําเอาวัตถุดิบต่าง ๆ มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการซื้อขายหรือมีการใช้กันเป็นเชื้อเพลิงนั้นจะมีความแตกต่างกัน ในเรื่องของคุณภาพหรือประเภทของผลิตภัณฑ์ เช่น สิ่งที่เรามี นํามากลั่น นํามาผลิตต่อ แล้วมันสอดคล้องกับความต้องการในประเทศหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น สิ่งที่เรามี พอทําออกมาแล้ว ผลผลิตบางตัวเราไม่ใช้ในประเทศครับ เพราะมีสารอาจจะเป็นปรอทหรือสารบางตัวสูงกว่า มาตรฐานที่เราต้องการ อย่างนี้เราก็ส่งออก หรือเราต้องดูดุลด้วยว่าผลิตออกมาแล้ว เป็นเบนซิน เป็นดีเซล ตรงกับความต้องการภายในประเทศหรือไม่ นั่นคือเหตุผลว่าทําไมจึงมี การส่งออกมีการนําเข้าอยู่ ขณะเดียวกันครับที่บอกว่าทําไมเราไปอิงราคาประเทศสิงคโปร์ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ เวลาพูดราคาประเทศสิงคโปร์ ไปเข้าใจว่าเป็นราคาของประเทศใด ประเทศหนึ่งที่กําหนด ไม่ใช่หรอกครับ การซื้อขายที่ตลาดประเทศสิงคโปร์มีปริมาณมาก พอที่จะใช้เป็นราคาอ้างอิงเสมือนเป็นราคาของตลาดโลกที่ใช้ในภูมิภาคนี้ครับ คําถามมีว่า เกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่อิงราคาที่เป็นราคาตลาดโลกหรือราคาประเทศสิงคโปร์ คําตอบก็คือว่า ยกเว้นเราจะมีการห้ามซื้อห้ามขายระหว่างประเทศ ถ้าราคามันไม่เท่านี่ครับ ปริมาณของ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มันก็จะไหลเข้าหรือไหลออก เช่น เราไปกําหนดราคาข้างในนี้ต่ํามาก ทุกคนก็จะพยายามขายออกไปนอกประเทศ ถ้าเรากําหนดสูงก็จะมีความพยายามนําเข้ามา เพราะมันถูกกว่าครับ นั่นคือเหตุผลว่าทําไมราคามันจึงอิงกันอยู่ แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ โครงสร้างเหล่านี้แม้ว่าเราจะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่โครงสร้างหลายเรื่องผมเห็นด้วย กับท่านว่าเราสามารถที่จะต้องพยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลง เช่น อะไรที่เราสามารถที่จะผลิต แล้วก็ใช้ทรัพยากรธรรมชาติของเราเองให้เป็นประโยชน์มากขึ้น เราต้องเร่งทําครับ กรณีก๊าซธรรมชาติ ที่จริงในช่วงที่ผ่านมา มาเกิดปัญหาต้องนําเข้าประมาณปี ๒๕๕๑ ครับ ก่อนที่รัฐบาลนี้เข้ามา เหตุผลเพราะความล่าช้าในเรื่องของการทําโรงแยกก๊าซครับ ซึ่งเมื่อ รัฐบาลนี้เข้ามาก็จึงมาเร่งทําจนกระทั่งขณะนี้โรงที่ ๖ จึงสามารถมาดําเนินการได้แล้ว และกําลังเร่งศึกษาที่จะทําโรงที่ ๗ แต่ก็มีปัญหาอยู่บ้าง เช่น ปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรณีของมาบตาพุด แต่ยืนยันได้ครับว่าผมกับท่านมองตรงกันและรัฐบาลนี้ไม่ได้ เพิกเฉยจึงได้มาเร่งทําเรื่องของโรงแยกก๊าซเพื่อให้เรามีก๊าซใช้ในประเทศมากขึ้น ส่วนกรณี ของโครงสร้างของผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิงก็คือ ปตท. ที่ท่านพูดทํานองว่า มีการเอารัดเอาเปรียบ ผมก็ขอกราบเรียนนะครับว่าที่เข้าไปสู่ตลาดมีการแปรรูปเกิดขึ้นมา เป็นระยะเวลาก็เกือบ ๑๐ ปีแล้ว กําไร มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสูงเกินไปหรือไม่ แล้วก็มี การวิพากษ์วิจารณ์ว่าการค้าขายมีความเป็นธรรมหรือไม่ อย่างไร แล้วก็จึงมาพันกับอีก หลายเรื่องว่าท่านคิดว่าโครงสร้างหรือการกําหนดการใช้ราคาในเรื่องของแอลพีจี เอ็นจีวี แล้วก็เชื้อเพลิงอื่น ๆ นี้รัฐบาลนี้ไม่ดูแลประชาชน ผมอยากจะกราบเรียนว่าตรงกันข้าม เลยครับ ที่ผมบอกว่าตรงกันข้ามก็คือว่าก่อนรัฐบาลนี้เข้ามา รัฐบาลก่อนหน้านี้เกือบทุกชุด มีแผนอย่างหนึ่งก็คือว่าจะให้พี่น้องประชาชนคนไทยใช้ก๊าซหุงต้มราคาเดียวกับที่ขาย ในตลาดโลกครับ พยายามไปคํานวณสูตรว่า ต่อไปจะต้องมีการลอยตัวก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี เพราะบอกว่าควรจะให้เป็นราคาเดียว เป็นราคาซึ่งสะท้อนที่ซื้อขายกันในตลาดโลก รัฐบาลของผมเข้ามาแล้วบอกว่าให้เปลี่ยนแนวคิดนี้ ผมจึงประกาศชัดตั้งแต่วันที่เป็นผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรว่า ผมไม่มีความคิด ว่าพี่น้องประชาชนคนไทยที่ใช้ก๊าซหุงต้มกันอยู่ ทุกครัวนี้ควรจะต้องจ่ายในราคาตลาดโลกเพราะก๊าซธรรมชาติที่เป็นของเรามีพอที่จะเข้าไป สู่ทุกครัว ท่านไม่สังเกตหรือครับว่า ไม่ว่าราคาน้ํามันเปลี่ยนแปลงอะไร อย่างไร ความแน่วแน่ ประการหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลชุดนี้คือการตรึงราคาก๊าซหุงต้มสําหรับทุกครัวเรือน มาโดยตลอด และยังประกาศที่จะเดินหน้าในแนวทางนี้ต่อไปครับ

ส่วนกรณีที่เมื่อราคาโครงสร้างต่าง ๆ มีหลายราคา แล้วท่านก็บอกว่า ปิโตรเคมีมาใช้มากขึ้น อุตสาหกรรมมาใช้มากขึ้น ผมในฐานะประธาน กพช. นี้ละครับ นั่งหัวโต๊ะ เพิ่งอนุมัติเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเรื่องของแรงจูงใจ เพื่อที่จะให้มีการปล่อยก๊าซ มาให้ภาคครัวเรือนมากขึ้น และใช้ในปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมน้อยลงครับ ถ้าประเด็น ที่ท่านกําลังอภิปรายบอกว่ารัฐบาลพยายามจะขายก๊าซหุงต้มแพง กําลังจะเอาก๊าซไปขาย ปิโตรเคมีไปขายอุตสาหกรรม ท่านอภิปรายรัฐบาลผิดชุดครับ เพราะรัฐบาลชุดนี้เป็นชุดแรก ที่มาเปลี่ยนแปลงนโยบายในทิศทางที่ท่านบอกว่าควรจะทํา และจะทําอย่างต่อเนื่องครับ ผมกราบเรียนต่อไปว่าเรื่องของแอลพีจีที่ท่านบอกว่าเราพยายามที่จะไปบีบเรื่องของ การขนส่ง ว่าไม่ให้ใช้ ไปใช้เอ็นจีวี ไม่จริงครับ เพียงแต่ว่าข้อเท็จจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่า เอ็นจีวีนี้ต้นทุนมันถูกกว่าแอลพีจี และเมื่อเป็นเช่นนั้นรถบางประเภท โดยเฉพาะขนส่ง สาธารณะนี้ถ้าเราสามารถที่จะทําให้เขาไปใช้เอ็นจีวีได้ มันดีสําหรับตัวเขาเอง และเป็น การลดต้นทุนในการขนส่งสาธารณะสําหรับทุกคนครับ ถึงมีความพยายามที่จะให้ รถสาธารณะทั้งหลายนี้มาใช้ เอ็นจีวี และรวมทั้งเรื่องของแท็กซี่ซึ่งมีการให้เปลี่ยนมาจาก แอลพีจีเป็นเอ็นจีวี เพื่อประโยชน์ของพี่น้องผู้ขับแท็กซี่เอง แล้วก็จึงมีโครงการในการที่จะ ช่วยเหลือในเรื่องของการเปลี่ยนอุปกรณ์ เปลี่ยนเครื่องยนต์ต่าง ๆ ให้มาใช้ได้ แต่ไม่ได้ห้าม เรื่องของแอลพีจีไปใช้ในเรื่องของการขนส่ง ในขณะที่เราตรึงราคาในภาคครัวเรือน ก๊าซหุงต้มนี้ครับ เรากําลังมองว่าภาคอุตสาหกรรม ภาคปิโตรเคมีควรจะใช้ในราคาที่แพงขึ้น แล้วก็สะท้อนต้นทุนของตลาดโลกมากขึ้น มีการเถียงกันมากว่าแล้วภาคขนส่งนี้ควรจะจ่าย เท่าภาคครัวเรือนหรือควรจะจ่ายเท่าภาคอุตสาหกรรม ผมนั่งหัวโต๊ะ กพช. ที่ท่านอภิปราย ผมนี้ครับ ผมเป็นคนที่พูดชัดว่าในทัศนะของผม เรายังยืนยันว่าขนส่งนี้ควรจะจ่ายเท่ากับ ครัวเรือน ไม่เคยมีนโยบายเลยครับที่บอกว่าจะผลักให้เขาไปจ่ายแพงกว่า เพราะผมพูดเสมอ ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเราเข้าไปตรวจ เข้าไปกํากับได้ เพราะจํานวนรายไม่เยอะ ถ้าเรา จะขายเขาแพงกว่านี้เราต้องป้องกันไม่ให้เขาลักลอบเอาของถูกนี้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะเราต้องการช่วยพี่น้องประชาชนคนยากคนจนในการหุงต้ม แต่ที่ผมไม่สนับสนุน ให้ไปเก็บขนส่งแพงกว่า เพราะผมเกรงว่าควบคุมยาก จะมีการดัดแปลงเอาถังก๊าซ สําหรับการหุงต้มในครัวเรือนไปใช้ในรถครับ แล้วอาจจะเกิดอันตรายขึ้น มีความไม่ปลอดภัย กับพี่น้องประชาชน ผมจึงให้นโยบายว่าราคาขนส่งเราอย่าไปแตะตรงนั้นครับ แต่ถ้าเราอยากจะสนับสนุนให้รถมาใช้เชื้อเพลิงอะไร อย่างไร นโยบายขณะนี้คือผมมอบทาง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม ไปดูว่าการจัดเก็บภาษีป้าย ภาษีรถแต่ละประเภท จะใช้ตรงนี้เป็นแรงจูงใจอย่างไรว่ารถควรจะใช้เชื้อเพลิงประเภทไหน อย่างไร เห็นไหมครับว่าทั้งหมดมันสวนทางกับที่ท่านอภิปรายว่ารัฐบาลชุดนี้ทําอะไร รัฐบาล ชุดนี้กําลังปรับโครงสร้างไปในทิศทางที่ท่านเรียกร้องเรียกหาในการอภิปรายของท่าน แน่นอนครับบางเรื่องเราก็ยังทําไม่ได้ทั้งหมด อย่างแอลพีจี เรากําหนดได้ว่าขายราคาเดียวทั่ว ประเทศ ก็เป็นนโยบายที่ต้องมีการชดเชยด้วยนะครับ แต่ว่าเอ็นจีวีหรือสินค้าตัวอื่น ๆ มันก็ยังเป็นปัญหาอยู่ว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ห่างไกลต้องจ่ายแพงกว่าเพราะมันมีค่าขนส่ง มันมีต้นทุนเพิ่มเติมครับ แล้วมันไม่มีระบบชัดเจนเหมือนกับที่เราทําในเรื่องของก๊าซหุ้งต้ม ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าท่านจะเห็นภาพตรงนี้ได้ชัดเจนว่าในฐานะประธาน กพช. บางสิ่งบางอย่างเป็นโครงสร้าง เป็นธรรมชาติ เป็นพื้นฐาน ผมแก้ไขไม่ได้ แต่บางสิ่งบางอย่าง ผมกําลังแก้ไขและทําต่อเนื่อง เพื่อนสมาชิกน่าจะจําได้นะครับ ผมได้มีการกําหนดแนวทาง ในนโยบายที่แถลงตอนปีใหม่ ชัดเจนครับ ว่าเรื่องการก๊าซหุ้งต้มจะสนับสนุนต่อเนื่องต่อไป แล้วก็จะลอยตัวในส่วนภาคอุตสาหกรรม ภาคปิโตรเคมีเพื่อที่จะลดภาระกองทุนน้ํามัน เอาผู้ที่ใช้รายใหญ่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาสนับสนุนประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่ใช้อยู่ใน ครัวของเขา ผมใช้หลักคิดเดียวกันกับเรื่องของไฟฟ้า ที่เดิมเป็นโครงการชั่วคราวว่า ฟรี ๙๐ หน่วย ก็กําลังจะบอกว่าต่อไปนี้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทําให้การไฟฟ้า หรือใครต้องไปลงทุน และทําให้ต้นทุนไฟฟ้ามันสูง คนเหล่านั้นครับต้องมารับผิดชอบ แล้วให้ คนเหล่านี้ซึ่งเป็นคนที่ใช้ไฟไม่มากเลย ๙๐ หน่วยต่อเดือนจะได้ใช้ฟรีเป็นการถาวร นี่คือการ เดินหน้าไปสู่ความเป็นธรรมครับ ส่วนกรณีของค่าภาคหลวงสัมปทานนะครับ กราบเรียนว่า จริง ๆ ถ้าเปรียบเทียบดูนะครับ ผมคงไม่ลงรายละเอียดนะครับ โครงสร้างที่เราจัดเก็บ ในเรื่องของค่าภาคหลวง ภาษี ถ้าเทียบเคียงกับต่างประเทศนะครับ เราก็อยู่ระดับกลาง ๆ นะครับ เฉลี่ย เมื่อกี้ท่านตกไปตัวหนึ่งครับ คือท่านพูดถึงแต่ภาษีพูดถึงแต่ค่าสัมปทาน ค่าภาคหลวง ท่านลืมไปนะครับว่ามันมีกําไรอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งในฐานะที่เรายังเป็นผู้ถือหุ้นเรา ได้มาด้วยครับในฐานะรัฐบาล แล้วนโยบายที่ผมประกาศปีใหม่เช่นเดียวกันครับ เรากําลัง ทบทวนเรื่องของค่าภาคหลวง ค่าสัมปทานว่าแทนที่จะนําเงินเหล่านี้ไปส่งไปคลังเฉย ๆ กัน ออกมาส่วนหนึ่งเพื่อช่วยในเรื่องของการใช้พลังงานของคนยากคนจนได้แค่ไหน อย่างไร ท่านประธานครับ ส่วนกรณีการผูกขาด ผมก็เป็นคนที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด แล้วก็กําลัง สนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมายการแข่งขันทางการค้า เพราะว่าก่อนหน้านี้กฎหมายแข่งขัน ทางการค้านี้เราไม่ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท. ผมพูดเสมอว่าวันนี้ถ้าพูดกัน อย่างตรงไปตรงมา ปตท. ออกจะมีสถานะที่แปลกอยู่ คือพอเราจะไปกํากับโดยการใช้ กฎหมาย อย่างเช่น การแข่งขันทางการค้าก็บอกว่าตัวเองเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่เดี๋ยวก็จะมี สมาชิกอภิปรายว่าเป็นรัฐวิสาหกิจแต่เพราะไปเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาด ก็จะอ้างว่า จะมาสนองนโยบายรัฐบาลไม่ได้ เพราะว่าต้องไปรับผิดชอบกับผู้ถือหุ้น ตรงนี้ลักลั่นจริง ๆ ผมจึงบอกว่าขณะนี้เรากําลังจะแก้ไขกฎหมายการแข่งขันทางการค้าให้ไปครอบคลุม ถึงรัฐวิสาหกิจ อย่างเช่น ปตท. ทั้งหมดนี้ครับ มันยืนยัน ยืนยันว่าแนวคิดและการกระทํา ของรัฐบาลชุดนี้ แทนที่ท่านจะมาไม่ไว้วางใจหรือตําหนิว่าไม่คํานึงถึงความเป็นธรรม ไม่คํานึงถึงการร่วมใช้ของประชาชน ตรงกันข้ามครับเป็นรัฐบาลที่ได้ริเริ่มนโยบายในเชิง โครงสร้างชุดแรก โดยคํานึงถึงความเป็นธรรม โดยคํานึงถึงว่าทรัพยากรของคนไทย คนไทย ควรซื้อในราคาเป็นธรรมและดูแลคนยากคนจนเป็นพิเศษ ความรู้ของผมไม่เท่าท่าน หรอกครับเรื่องที่ว่า ๑,๔๐๐ ปีที่แล้ว มีการพูดถึงว่าจะต้องให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งในเรื่องพลังงาน เรื่องน้ํา หรือเรื่องของที่ดิน แต่ผมก็ดีใจว่าถ้านั่นคือปรัชญาที่ท่านยึดถือ รัฐบาลนี้ลงมือปฏิบัติ ดูแลทุกอย่างครับ เรื่องน้ํานี่ครับเรื่องเล็ก ๆ อย่างเช่นจะเปิดประตูน้ํา หรือปิดประตูน้ําเขื่อนปากมูล ผมไม่ได้ตัดสินว่าจะอยู่ข้างใคร ผมตัดสินว่าทําอย่างไรพี่น้อง ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนมีโอกาสใช้น้ําครับ จะเป็นชาวประมงหรือทําการเกษตร เรื่องที่ทํากิน โฉนดชุมชนครับ รูปธรรมที่สุดที่ประชาชนมาร่วมกันใช้ที่ให้เป็นประโยชน์ และพลังงานวันนี้ นโยบายที่ผมได้ริเริ่มมาทั้งหลายล้วนแต่สอดคล้องกับปรัชญา แนวคิด หรือสิ่งที่ท่านเรียกร้องทั้งสิ้นครับ ผมไม่ใช่แมวหรอกครับ คือถ้ามีนั่นคือรัฐบาลชุดก่อน ๆ ที่ไม่มาแตะโครงสร้างครับ รัฐบาลชุดนี้ได้ไล่แมวออกไปเรียบร้อยแล้วครับ ขอขอบพระคุณครับ