สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

แวมาฮาดี แวดาโอะ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงด้านพลังงานในภาคใต้ โดยเฉพาะการเข้าถึงก๊าซธรรมชาติในจังหวัดนราธิวาส และเรียกร้องการปฏิรูปการบริหารจัดการพลังงานของประเทศไทย รวมถึงการแก้ไขปัญหาการผูกขาดในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และให้รัฐได้รับส่วนแบ่งรายได้จากก๊าซธรรมชาติอย่างยุติธรรม

นายแวมาฮาดี แวดาโอะ นราธิวาส

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ผมเป็นผู้หนึ่ง ที่เซ็นในเอกสารยื่นญัตติเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ส่วนที่ผมจะอภิปรายในวันนี้จริง ๆ แล้วตั้งใจจะพูด ๓ เรื่อง เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ เกี่ยวเนื่องกัน คือเรื่องภาคใต้ เรื่องชายแดนเขมร แล้วก็เรื่องก๊าซธรรมชาติ แต่เนื่องจากเวลา จํากัด จึงขอเลือกที่จะไปพูดถึงเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตามครับ ก่อนที่ผมจะไปเริ่มในประเด็นที่ผมต้องอภิปรายในวันนี้ ผมอยากจะบอกท่านประธาน ฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่า ประเด็นมันมีอยู่อย่างนี้ครับ ในเรื่อง ภาคใต้นั้นอยากจะท่านรับทราบด้วยว่า ๒ เดือนแรกของปีนี้เหตุการณ์เกิดขึ้นมากที่สุด ในช่วงเวลาเดียวกันในรอบ ๔ ปีที่ผ่านมา จริง ๆ แล้วผมอยากจะพูดถึงเรื่องคาร์บอมบ์ (Car bomb) มอเตอร์ไซค์บอมบ์ (Motorcycle bomb) โชเล่บอมบ์ (Sholay bomb) สไปเดอร์บอมบ์ (Spider bomb) ไปค์บอมบ์ (Pipe bomb) แอลพีจีบอมบ์ (LPG bomb) และบอมบ์ (Bomb) แบบเหยียบที่ปรากฏอยู่ในสื่อ แล้วก็เรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นช่วงที่รัฐบาลนี้ เป็นผู้บริหารประเทศ ในขณะเดียวกันก็อยากจะพูดถึงจีที ๒๐๐ อยากจะพูดถึงบอลลูน เสื้อเกราะ บอมบ์สูท (Bomb suit) แล้วก็อยากจะพูดถึงประเด็นที่อัตราส่วนของเจ้าหน้าที่ ๑ ต่อ ๑๒ ในขณะนี้ที่อยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัด แต่เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบลง และที่สําคัญยิ่งก็คือ อยากจะบอกฝากไว้กับท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ชรบ. ในพื้นที่ ๓ จังหวัด กําลังแสวงหาปืน ๓,๐๐๐ กระบอก ซึ่งไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน ผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่าบางท่านไปพูด ว่ามันหายไปช่วงที่ปราบเสื้อแดง ซึ่งผมเองจนถึงวันนี้ผมก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่เป็นจริงประการใด ก็ฝากให้นายกรัฐมนตรีไปสอบสวนดูก็แล้วกันนะครับ ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ผมอยากจะ พูดในวันนี้เกี่ยวกับก๊าซนี้เนื่องจากว่าทุกครั้งที่ผมเข้าไปในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส แล้วที่ ที่อําเภอจะนะ คําถามที่ประชาชนถามอยู่ว่าทําไมก๊าซ โรงแยกก๊าซอยู่ในอําเภอจะนะ แต่คนอําเภอจะนะและคนจังหวัดสงขลาต้องซื้อก๊าซด้วยราคาแพงกว่าจากกรุงเทพมหานคร คนจังหวัดนราธิวาสเองก็เหมือนกันครับ หลุมก๊าซธรรมชาติเจดีเอ (JDA) ก็อยู่ไม่ห่างไกล ชายหาดนราธิวาสไม่เกิน ๑๐๐ กิโลเมตรครับ แต่คนจังหวัดนราธิวาสก็ต้องซื้อ คน ๓ จังหวัดก็ต้องซื้อก๊าซธรรมชาติด้วยราคาที่แพงกว่าจากกรุงเทพมหานครครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงอยากจะเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วผู้ที่จะต้องรับผิดชอบดูแล ทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ในอ่าวไทยนั้น ในขณะนี้ก็คือท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็น ประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือที่เรียก กพช. ท่านเป็นประธาน โดยตําแหน่งครับ ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ประเทศไทยได้เปลี่ยน ระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้คืนพระราชอํานาจของพระองค์ ให้กับราษฎร และได้มีพระราชกระแสดํารัสว่าอย่างนี้ครับ ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละ อํานาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอํานาจ ทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อํานาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดย ไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร เพราะฉะนั้นวันนี้ราษฎรได้มอบอํานาจที่ราษฎรมีอยู่ ให้แก่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมทั้งได้มอบหมายให้ดูแลทรัพยากร พลังงานของประชาชนทั้งประเทศด้วย เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ทราบดีครับว่าท่านต้อง ดูแล โดยที่ท่านได้แถลงนโยบายเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ว่ารัฐบาลนี้จะกํากับดูแล พลังงานให้อยู่ระดับที่เหมาะสม มีเสถียรภาพและเป็นธรรมต่อประชาชน โดยกําหนด โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงที่เหมาะสม รวมทั้งสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากที่สุดครับ แล้วก็ รัฐบาลนี้จะส่งเสริมการแข่งขันและการลงทุนในธุรกิจพลังงาน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ทราบดีนะครับว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๔ ได้ระบุว่ารัฐต้องป้องกันการผูกขาด เพราะว่าการผูกขาดนั้นทําให้สินค้าราคาแพง เช่นเดียวกัน รัฐต้องคุ้มครองผู้บริโภค เพราะการไม่คุ้มครองนั้นมันทําให้ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ ตลอดจนมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ระบุเหมือนกันนะครับว่า คนไทยต้องได้สิทธิครับท่านประธาน คนไทยต้องได้สิทธิประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน เพราะฉะนั้นครับ น้ํามันที่มีอยู่ ในอ่าวไทย ก๊าซที่อยู่ในอ่าวไทยนั้นคนไทยต้องได้รับประโยชน์ครับ เพราะฉะนั้นสรุปก็คือ ในอดีตนั้นการจัดการทรัพย์ของแผ่นดินนั้น ในระบบกษัตริย์ กษัตริย์จะเป็นผู้ดูแลและจัดสรร ทรัพยากร แต่ในปัจจุบันเป็นระบอบประชาธิปไตย ประชาชนดูแลสมบัติของแผ่นดินเอง แต่ประชาชนได้เลือกบุคคลมาทําหน้าที่ครับ คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการที่จะดูแล ทรัพยากรของตน รวมทั้งน้ํามันและก็ก๊าซธรรมชาติครับ สิ่งที่ผมอยากจะให้ท่านประธานเห็น ก็คือว่าที่ผมต้องกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี เพราะท่านอยู่ในฐานะประธาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติครับ ที่เราเรียกว่า กพช. ขณะเดียวกันจะมี คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน แล้วก็ภายใต้อันนี้จะมีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ที่เก็บจากน้ํามันทุกลิตรที่ประชาชนใช้ครับ

อันนี้คือผังครับ กพช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรีและ ท่านอื่น ๆ ครับ เพราะฉะนั้นหากเกิดการไม่ยุติธรรมในเรื่องของพลังงานนั้นนายกรัฐมนตรี จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ในการดูแลพลังงานและก๊าซในอ่าวไทยครับ คําถามที่ประชาชน ตั้งขึ้นมาก็คือว่านายกรัฐมนตรีจัดการทรัพยากรพลังงานที่มาจากอ่าวไทย ดีหรือยัง ถ้าดีแล้วทําไมราคาน้ํามันจึงแพงครับ และก๊าซธรรมชาติจึงขาดแคลน โดยเฉพาะ แอลพีจี (LPG) จนกระทั่งรัฐบาลนี้พยายามที่จะออกคําสั่งและระเบียบเพื่อจะบังคับรถยนต์ ไม่ให้ใช้แอลพีจีท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ ถ้ารัฐบาลนี้โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ดําเนินการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ํามันและก๊าซธรรมชาติแล้ว ท่านทราบไหม ว่าวันนี้เหตุไฉนนายกรัฐมนตรีจึงเอาน้ํามันดี ๆ ที่มีคุณภาพสูงที่ขุดเจาะมาจากอ่าวไทยไปขาย ให้กับต่างประเทศ แล้วก็มีการสั่งน้ํามันที่เลว ๆ คุณภาพไม่ดีจากต่างประเทศมาให้คนไทยใช้ ครับ ๒. ส่วนแบ่งกําไรที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กํากับดูแลในเรื่องนโยบายนั้น ทําไมบริษัท ที่ขุดเจาะและจัดการนั้นได้กําไรสูงมาก ในขณะที่รัฐได้ผลประโยชน์เข้ารัฐน้อยมาก ๆ ครับ ๓. ทําไมขายน้ํามันให้คนไทยจึงแพงกว่าการขายน้ํามันให้กับคนต่างชาติครับ ๔. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ปล่อยให้มีการปล้นต้นน้ํานะครับ คือให้บริษัทรับซื้อก๊าซ ที่ขุดเจาะได้ในอ่าวไทยในราคาที่ถูกกว่ามาตรฐานครับ ๕. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้อุ้มบริษัทปิโตรเคมี แต่ในขณะเดียวกันกดขี่ประชาชน ๖. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไม่ได้กําหนดนโยบายที่ถูกต้องจนทําให้ก๊าซดิบที่ขุดเจาะมาจากอ่าวไทยนั้นไม่สามารถ จะเข้าโรงแยกแก๊สทําแอลพีจีให้เพียงพอ ให้กับความต้องการของประชาชน ๗. มีการโกง ประชาชนเกี่ยวกับแอลพีจีและแอลจีวี (LGV) คือใส่ไม่ครบถัง เพราะไปอัดก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป ๑๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในถังนั้นมีแอลพีจีหรือก๊าซมีเทน (Methane) เพียงไม่ถึง ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ใส่เข้าไปทําไมครับ ๘. หลอกหลวงประชาชน โดยโฆษณาชวนเชื่อว่าเอ็นจีวีนั้นดีกว่าแอลพีจีสําหรับการใช้ในรถยนต์ ๙. บริหารอย่างไร หรือครับ ประเทศไทยที่มีน้ํามันแก๊สระดับใกล้กับประเทศโอเปค (OPEC) ผมมีข้อมูลครับ และมากกว่าประเทศบรูไน แต่เราจนครับ ๑๐. คนอีสานมีก๊าซ แต่ทําไมคนอีสานถึงต้องใช้ แก๊สมากกว่า แพงกว่าคนกรุงเทพมหานครครับ ๑๑. คนอําเภอจะนะ จังหวัดสงขลา มีโรงแยกแก๊ส แต่ซื้อแก๊สแพงกว่ากรุงเทพมหานคร ในขณะเดียวกันคน ๓ จังหวัดมีหลุมแก๊สหน้าบ้าน แต่ซื้อแก๊สราคาแพงครับ

ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะให้ท่านประธานเห็นในวันนี้ก็คือว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไร้ซึ่งประสิทธิภาพในการจัดการบริหารนโยบายเกี่ยวกับพลังงานแห่งชาติ จนทําให้ ๑๑ ประเด็นที่ผมได้กล่าวมาแล้วนั้นเกิดขึ้นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ประชาชนโดยทั่วไปเข้าใจว่าประเทศไทยมีน้ํามันน้อย มีก๊าซธรรมชาติน้อยใช่ไหมครับ จริง ๆ ไม่ใช่ครับ ประชาชนที่รับฟังทางบ้านครับ ไม่จริงครับ ข้อที่ ๑ ผมอยากจะให้เห็น ตารางแสดงปริมาณการผลิตพลังงานของประเทศไทยต่อวันครับ นี่คือน้ํามันดิบนะครับ มีอยู่ ๒๕ ล้านลิตรต่อวัน คอนเดนเสท (Condensate) ครับ หรือก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งตัวนี้สามารถที่จะผลิตเป็นเบนซินได้นะครับ มีอยู่ ๑๒ ล้านลิตรต่อวัน ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสามารถผลิตเบนซินเช่นกัน มีอยู่ ๘๗ ล้านลิตรนะครับ เพราะฉะนั้นน้ํามันดิบนี้มันเป็น เพียงส่วนหนึ่งของวัตถุดิบที่จะให้มีการผลิตน้ํามันนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ อย่าไปเบี่ยงเบนบอกว่าน้ํามันดิบเรามีน้อยครับ เพราะคอนเดนเสทและก๊าซธรรมชาติ สามารถที่จะผลิตเบนซินได้เช่นกัน รวมแล้วในแต่ละวัน ประเทศไทยสามารถผลิตพลังงานได้ ทั้งหมด ๑๒๕ ล้านลิตรต่อวันครับ เป็นจํานวนที่มหาศาลครับ ถ้าไปเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศ โอเปค สิ่งที่น่าทึ่งมากครับ ปริมาณการผลิตวัตถุดิบ ผมไม่ใช่คําว่า น้ํามันดิบ นะครับเพราะมันมี คอนเดนเสทอยู่ในนี้ด้วย มันมีก๊าซเหลวธรรมชาติด้วย ที่ใช้กลั่นน้ํามัน ปรากฏว่าตั้งแต่ ปี ๒๕๓๐ ไล่มาเรื่อย ๆ ครับ จนถึงปี ๒๕๕๒ ประเทศไทยสามารถหาวัตถุดิบเพื่อใช้ กลั่นน้ํามันดิบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ล่าสุดผมมีข้อมูลถึงปี ๒๕๕๒ ครับ ปรากฏว่าเรามีวัตถุดิบ ทั้งหมด ๔๒.๖ ล้านลิตรต่อวัน ต่อไปครับ อันนี้คือการผลิตก๊าซธรรมชาติครับ ก็เช่นกัน เรามี การผลิตเพิ่มเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึงปี ๒๕๕๒ ล่าสุดครับ เราผลิตได้ ๓,๑๔๖ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เหลือเฟือสําหรับใช้ในประเทศไทย ก๊าซย่อมไม่ขาดครับ ไม่ต้องไปบังคับหรอกประชาชน ไม่ให้ใช้แอลพีจีครับ เพราะมีเหลือเฟือครับท่านประธาน มากขนาดไหนครับ มาเทียบกับรัฐอลาสก้าครับ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีก๊าซธรรมชาติมาก ในโลกแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าประเทศไทยมีมากกว่ารัฐอลาสก้าครับ โดยที่รัฐอลาสก้ามีเพียง ๑,๐๑๐ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในขณะที่ประเทศไทยมี ๓๑๔๖ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันครับ ผมไปค้นหาข้อมูลจากอีไอเอ เอนเนอร์จี อินฟอร์เมชั่น แอดมินิสเตรชั่น (EIA Energy Information Administration) จากประเทศสหรัฐอเมริกา หาในประเทศไทยไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่ค่อยถูกเปิดเผยครับ สิ่งที่ผมอยากจะให้ท่านเห็นก็คือว่าประเทศไทย อยู่ในลําดับที่ ๒๓ ในการผลิตก๊าซธรรมชาติครับ ที่น่าทึ่งก็คือประเทศที่อยู่ในสมาชิกโอเปค ประเทศเวเนซุเอลาผลิตก๊าซธรรมชาติน้อยกว่าประเทศไทย ท่านประธานครับ ประเทศไนจีเรียผลิตก๊าซธรรมชาติน้อยกว่าประเทศไทย ประเทศโบลิเวียผลิตก๊าซธรรมชาติ น้อยกว่าประเทศไทย ประเทศคูเวต เศรษฐีน้ํามัน ผลิตก๊าซธรรมชาติน้อยกว่าประเทศไทย ประเทศคาซัคสถาน ประเทศอิรัก ก็เช่นกันครับ ผลิตก๊าซธรรมชาติน้อยกว่าประเทศไทย เสียอีกนะครับ มาดูน้ํามันดิบครับ นี่คือประเทศไทยครับ นี่คือประเทศเอกวาดอร์ เอกวาดอร์ เป็นสมาชิกโอเปค ผลปรากฏว่าประเทศไทยผลิตน้ํามันดิบแต่ละปีมากพอ ๆ กันกับ ประเทศเอกวาดอร์ ประเทศบรูไนเป็นประเทศที่บอกว่าร่ํารวยครับปรากฏว่าอยู่ตรงนี้ เทียบไม่ได้กับประเทศไทย ประเทศไทยผลิตมากกว่าประเทศบรูไนถึง ๒ เท่า เวลาเราพูดถึง ประเทศบรูไน ก็คือเศรษฐีครับ แต่วันนี้ประเทศบรูไนผลิตน้อยกว่าประเทศไทย ประเทศยูเครนก็ผลิตน้อยกว่าประเทศไทยครับ เอาละครับ ทีนี้ตัวเลขที่ผมชี้เมื่อสักครู่นี้ เรามาดู ความต้องการของประเทศอีก เรื่องน้ํามันครับ นี่คือน้ํามันดิบที่ผลิตอยู่ในประเทศไทยมีอยู่ ๔๒.๖ ล้านลิตรครับ นี่คือการค้าใช้น้ํามันสําเร็จรูปที่ต้องการครับ ก็คือ ๑๐๙ ล้านลิตรต่อวัน เพราะฉะนั้นประเทศนี้ราชอาณาจักรไทยต้องนําเข้าน้ํามันเพียง ๖๖.๔ ล้านลิตรเท่านั้นต้อง นําเข้าแค่นี้เอง แต่มาดูครับว่าเป็นอย่างไร ปรากฏว่าการนําเข้าล่าสุดครับ ปี ๒๕๕๒ ๒ ปีที่แล้วตัวเลขอันนี้ขึ้นอีกครับ นําเข้า ๑๒๘.๑๓ ล้านลิตรต่อวัน แสดงว่าน้ํามันที่เรา ขุดเจาะมาจากอ่าวไทย ๔๐ กว่าล้านลิตรต่อวันนั้น ท่านประธานครับ รัฐบาลนี้เอาไปทิ้ง ที่ไหนครับ เดี๋ยวตามไปดูต่อไปครับ ผมก็ไปดูในข้อมูลการส่งออกพลังงาน ท่านประธานครับ เรามีน้ํามันไม่พอสําหรับใช้ในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันเราก็บอกว่าแอลพีจีไม่พอที่จะใช้ใน ประเทศ ในที่สุดสถิติการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ได้ระบุว่าประเทศไทย มีการส่งออกพลังงานเป็นล้านดอลลาร์สหรัฐ ๙,๖๗๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะคูณด้วย ๓๐ บาท ก็คือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านต่อปีครับ เกือบ ๆ ๑ ใน ๔ ของจีดีพีของประเทศครับ ทีนี้มาดูครับ การส่งออกจํานวน ๙,๖๗๓ ล้านลิตรนั้นมันมากหรือน้อยครับ ผมจึงอยากจะ เปรียบเทียบกับประเทศเอกวาดอร์ในฐานะที่เป็นสมาชิกของโอเปค ปรากฏว่าประเทศเอกวาดอร์ เป็นสมาชิกของโอเปคการส่งออกน้ํามันเพียง ๑๒,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเท่านั้น ตรงนี้ละครับ ประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกของโอเปค แต่มีการส่งน้ํามันพอ ๆ กับประเทศ เอกวาดอร์ เรียนท่านประธานฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าประเทศไทยเป็นผู้ส่งออก พลังงานระดับโลกเสียแล้วครับในขณะนี้ ทําไมที่เป็นอย่างนี้ครับ เหตุที่เป็นอย่างนี้ ผมอยากจะให้ข้อมูลกับท่านประธานเพื่อที่ประชาชนทางบ้านจะได้รับทราบว่ามันเกิดอะไร ขึ้นในการบริหารจัดการพลังงานที่มีท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธาน กรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ข้อมูลที่มีอยู่ในบลูมเบิร์ก (Bloomberg) นะครับ เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน เขาบอกว่ามาเลเซีย ตะปริซ ซึ่งแปลว่ากลองนี่ละครับ ในภาษา มาเลเซีย บอกว่าน้ํามันที่เกิดจากอ่าวไทยนั้น ปรากฏว่ามีน้ํามันที่มีกํามะถันต่ําที่สุด แล้วก็เป็นน้ํามันที่ดีที่สุดของโลก แล้วก็เป็นน้ํามันที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย ประเทศไทย เป็นช่วงของอ่าวไทยนั้นเป็นน้ํามันที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลกครับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏขึ้นในประเทศไทยก็คือว่าน้ํามันที่ดี ๆ ที่เราขุดเจาะมาจากอ่าวไทย รัฐบาลนี้ไม่ได้ กํากับดูแลและกําหนดนโยบายที่ชัดเจน จึงทําให้บริษัทเอกชนได้เอาน้ํามันที่ดี ๆ จากอ่าวไทย คุณภาพดี ๆ ส่งขายในต่างประเทศเพราะมันได้ราคาที่ดีที่สุด เหมือนข้อมูล ที่ผมได้นําเสนอต่อไป และในขณะเดียวกันประเทศนี้ได้สั่งน้ํามันมาจากประเทศดูไบเป็นหลัก ซึ่งเป็นน้ํามันที่เลวที่สุด ที่สกปรกที่สุด มีสารกํามะถันยีสต์ซัลเฟอร์มากที่สุดในโลก แล้วในที่สุดเราก็ต้องมาปรับปรุงคุณภาพของน้ํามัน ซึ่งบริษัทก็จะไปเบิกจ่ายค่าชดเชย กับรัฐบาลต่อไป แสดงว่าของดี ๆ เราไปขายแพง ๆ ไปหาน้ํามันไม่ดีเข้ามาในประเทศ แล้วก็ มาปรับปรุง แล้วคนอื่นเป็นคนจ่ายแล้วก็ไปขายน้ํามันให้กับประชาชน

ต่อไปก๊าซแอลพีจี บ่อยครั้งที่เราบอกว่าเรามีจํานวนน้อย ไม่จริงครับ อันนี้ คือแก๊สดิบที่เราขุดเจาะมาจากอ่าวไทยมีทั้งหมด ๓,๑๔๖ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ปรากฏว่า เข้าโรงแยกได้เพียง ๑,๗๗๐ ล้านลูกบาศก์ฟุตครับท่านประธาน ที่เหลือเข้าโรงแยกไม่ได้ นายกรัฐมนตรีที่ควบคุมนโยบายพลังงานแห่งชาติไม่ไปจัดการอะไรเลยภายใน ๒ ปีที่ผ่านมา แก๊สดิบ ๑,๓๗๖ ล้านลูกบาศก์ฟุต ถ้าเข้าโรงแยกแล้วสามารถจะผลิตแอลพีจี ๒.๑ ล้านตันต่อปี ในขณะนี้ประเทศไทยขาดเพียง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านตันต่อปีเท่านั้น แต่เราไม่ไปสกัด ไม่ไปกรองเพื่อเป็นก๊าซแอลพีจี ๒.๑ ล้านตันต่อปี อันนี้คือความผิดพลาด ของนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นประธานนโยบายพลังงานแห่งชาติครับ ผมขออนุญาตไปเร็ว ๆ ครับ เพราะเวลาน้อย ปัญหาอยู่ตรงไหนครับ อันนี้คือแก๊สที่เราเอามา ๓,๑๔๖ ล้านลูกบาศก์ฟุต เราก็แยกมาเป็นแอลพีจี ส่วนหนึ่งก็ไปขายให้ประชาชน แต่อีกส่วนหนึ่งก็เข้าในธุรกิจ ปิโตรเคมี แต่ที่เหลือ ๑,๓๗๖ ล้านลูกบาศก์ฟุต เราไม่ได้ไปเข้าโรงกลั่น มันก็กลายเป็นเอ็นจีวี แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าเอ็นจีวีตรงนี้ ไม่ใช่เอ็นจีวีบริสุทธิ์ ยังมีการผสมส่วนอื่น อยู่ด้วย แล้วก็ถือว่าเป็นแก๊สที่ไม่ดีครับ ต่อไปครับ รัฐบาลปล่อยให้มีการผูกขาดครับ ผูกขาดตั้งแต่ การซื้อแก๊สจากปากหลุม ผูกขาดธุรกิจโรงแยกแก๊ส กึ่งผูกขาดธุรกิจโรงกลั่น ผูกขาด ในการขนส่งแก๊ส ผูกขาดธุรกิจเอ็นจีวีและครอบงําธุรกิจปั๊มค่าปลีก ที่สําคัญรัฐบาลนี้ไม่ได้ไป แก้ไขเรื่องผลประโยชน์ของรัฐที่ควรได้รับจากน้ํามันแล้วก็แก๊สธรรมชาติ เพราะรัฐบาลอ้างว่า สําหรับในพื้นที่ประเทศไทยนั้นการขุดเจาะนั้นลําบาก เราจึงได้รับส่วนแบ่งกําไร หรือค่าสัมปทานต่ําถ้าเทียบกับประเทศอื่น ทีนี้ผมก็ไปดูว่าจริง ๆ แล้วผู้รับสัมปทานนั้นจะได้ เงินมากหรือน้อยครับ ที่บอกว่าเจาะยาก ๆ ปรากฏว่ากําไรขั้นต้นไม่ต่ํากว่า ๗๖ เปอร์เซ็นต์ต่อปี เอาละครับ เรามาดูเงื่อนไขการสัมปทานขุดเจาะปิโตรเลียม ตารางนี้เป็นตารางเปรียบเทียบ ระหว่างประเทศพม่า ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศกัมพูชา แล้วก็ประเทศไทย ค่าเรียลลิตี้ (Reality) เรากําหนดพอ ๆ กัน แต่ที่ซึ่งมากก็คือว่าส่วนแบ่งกําไรที่รัฐต้องได้รับ ปรากฏว่าในประเทศพม่า ทุก ๑๐๐ ลิตร ทุก ๑๐๐ บาท รัฐบาลต้องได้ ๘๐ บาทครับ ประเทศอินโดนีเซีย ทุก ๑๐๐ บาท รัฐบาลต้องได้ ๖๐ บาท ประเทศกัมพูชาซึ่งอยู่ในอ่าวไทย ก็ได้รับ ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด แต่สําหรับของประเทศไทยไม่ต้องแบ่งครับ เพียงแค่ ค่าเรียลลิตี้ก็พอแล้ว แต่ส่วนแบ่งรัฐบาลจะไม่ได้รับส่วนแบ่งจากบริษัทที่ขุดเจาะปิโตรเลียม แต่ประการใด รวมทั้งหมดถ้าไปดูในประเทศพม่าจะได้ประมาณ ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ในประเทศไทยจะได้ประมาณ ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ต้น ๆ ครับ ต่อครับ ค่าภาคหลวง ที่ขุดเจาะ ปัจจุบันอัตราค่าภาคหลวงอยู่ที่ ๕-๑๕ เปอร์เซ็นต์ อัตราค่าภาคหลวงของไทยนั้น เป็นอัตราที่ต่ํากว่าประเทศพม่า ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศจีน ประเทศอินเดีย และประเทศปากีสถาน แสดงว่าเราได้รับ ค่าภาคหลวงจากบริษัทที่ไปขุดเจาะต่ําที่สุดในประเทศย่านนี้ครับ อันนั้นคือค่าสัมปทาน ทีนี้มาดูตอนที่ได้ก๊าซแล้วรัฐบาลนี้ได้ปล่อยละเลยให้มีการซื้อขายก๊าซธรรมชาติดังนี้ครับ ราคาของก๊าซธรรมชาติ ณ ปากหลุมที่ ปตท. ซื้อครับ จากแหล่งอ่าวไทย เทียบกับราคาที่ ปตท. ซื้อจากแหล่งในทะเลพม่าครับ ราคาซื้อจากอ่าวไทยครับ ซื้อจากทรัพย์สมบัติ ของประชาชนทั้งประเทศด้วยราคาเพียง ๖.๑ บาทครับ ในขณะที่ ปตท. ซื้อก๊าซจาก ประเทศพม่าในราคา ๑๐.๓๖ บาท นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในฐานะที่เป็นประธาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติทําไมถึงปล่อยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะการซื้อที่ ราคาต่ําจะมีผลกระทบต่อเนื่องในเรื่องของรายได้ของประเทศนี้ครับ ต่อครับ เอาละครับ ส่วนแบ่งรายได้ของรัฐในต่างประเทศ ประเทศโบลิเวีย ๘๒ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ประเทศคาซัคสถาน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศรัสเซีย ๙๐ เปอร์เซ็นต์ครับ หากประเทศไทย ใช้อัตราเดียวกับประเทศโบลิเวีย และประเทศคาซัคสถาน จะมีรายได้เข้าประเทศกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่ขณะนี้เราได้เพียง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ในขณะที่บริษัท ที่ไปได้รับสัมปทานและซื้อขายนะครับ ได้กําไรปีที่ผ่านมาครับ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวม ๖ ปี คือ ๔๔๐,๐๐๐ บาท แสดงว่าก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นทรัพยากรของประเทศ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่ได้เป็นประธานคณะกรรมการกําหนดนโยบายพลังงานแห่งชาติ ไม่สามารถที่จะกํากับและกําหนดนโยบายที่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน เพราะรายได้ จากแหล่งธรรมชาติเหล่านี้ประชาชนและโดยรัฐได้เงินจํานวนที่ต่ํามากครับ ต่อไปครับ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ วันที่แถลงนโยบายบอกว่าจะกํากับดูแลโครงสร้างราคาน้ํามัน ของไทยให้ดีที่สุด ให้เป็นธรรม ให้กับประชาชนชาวไทย แต่โครงสร้างที่ผมกําลังจะให้ท่านดูนี้ เป็นสิ่งที่น่าตกใจ ทําไมครับ โครงสร้างราคาน้ํามันของไทย ขายคนไทยแพงกว่าขายต่างชาติ เป็นไปได้อย่างไร เอาละ อิมพอร์ต พาริตี้ ไพรซ์ (Import Parity Price) ที่ขายให้คนไทย เขาคิดราคาอย่างไรครับ คือพี่น้องผู้ชมทางบ้านครับ เวลาขายนี่ รัฐบาลนี้เขากําหนดราคา อ้างอิงที่เอฟ.โอ.บี. (F.O.B.) สิงคโปร์ หมายความว่าไปอิงราคาน้ํามันที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นหลัก ทั้ง ๆ ที่เราเจาะในอ่าวไทยนี่ละครับ แต่รัฐบาลนี้ไปกําหนดราคาโดยอิงราคา เอฟ.โ.อ.บี. ของสิงคโปร์ ราคาเอฟ.โอ.บี. สิงคโปร์ยังไม่พอครับ เวลาจะขายให้คนไทย รัฐบาลนี้ไม่ได้กําหนดนโยบายควบคุม ปรากฏว่าบริษัทไปบวกค่าปรับปรุงคุณภาพครับ บวกกับค่าขนส่ง บวกกับค่าประกันภัย หมายความว่าถ้าที่ประเทศสิงคโปร์ราคา ๒๐ บาท ค่าปรับปรุงคุณภาพ ๑ บาท ขนส่ง ๕๐ สตางค์ ค่าประกันภัย ๕๐ สตางค์ มันก็กลายเป็น ๒๒ บาทครับ ทั้ง ๆ ที่น้ํามันเจาะมาจากอ่าวไทย ต้นทุนแค่ ๑๘ บาท แล้วทําไมต้องไปอิงกับ ประเทศสิงคโปร์ และกลายเป็นราคา ๒๒ บาท แต่เวลาคุณขายให้กับต่างชาตินะครับ ราคาหน้าโรงกลั่นไทย คุณก็อ้างราคาเอฟ.โอ.บี. สิงคโปร์ ราคาจากแหล่งซื้อที่ประเทศสิงคโปร์ แล้วคุณก็มาลบกับค่าปรับปรุงคุณภาพ มาลบค่าขนส่ง มาลบค่าประกันภัยครับ ถ้า เอฟ.โอ.บี. ที่สิงคโปร์ ๒๐ บาท บวกสิ่งเหล่านี้กลายเป็น ๒๒ บาท ในขณะที่ขายให้คนต่างชาติต้องมาลบ มันกลายเป็น ๑๘ บาท แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าน้ํามันทั้งหมดมันเจาะมาจากประเทศไทยแล้ว คุณก็ไปกลั่นที่จังหวัดระยอง แล้วไปอิงกับประเทศสิงคโปร์ทําไม เวลาเอาน้ํามันดี ๆ ของ อ่าวไทยนี่จะขายให้ต่างชาติ คุณก็ไปลบค่าขนส่งโดยอ้างว่าก็เขามารับเองนี่ เราไม่ต้องมา ขนส่งแต่ประการใด ตรงนี้ละครับ มันเป็นปัญหาครับ จึงทําให้คนไทยไปซื้อน้ํามันแต่ละลิตร ราคาแพงกว่าคนต่างชาติมาซื้อจากประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่มันเป็นทรัพย์สมบัติของคนไทย ถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้กําหนดมาตรการต่าง ๆ แล้วท่านสามารถที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด หมายความว่า ท่านสามารถจะหารายได้จากก๊าซธรรมชาติจากน้ํามันที่มีอยู่ในอ่าวไทยนี่เพิ่มขึ้นเพื่อเป็น รายได้ของประเทศ ท่านไม่ต้องไปกู้หรอกครับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันอยู่ในอ่าวไทยนั่นละครับ ถ้าท่านปกป้อง กําหนดนโยบายชัดเจนก็สามารถที่จะเอาเงิน เหล่านั้นให้กับประเทศได้ ในขณะเดียวกันคนไทยก็จะได้ใช้น้ํามันที่ดีครับ คนไทยสามารถจะ ใช้พลังงานที่ดี คนไทยจะได้ใช้น้ํามันที่ดีที่สุดในโลกที่มันอยู่ในอ่าวไทย อันนี้คือประเด็นที่ผม ไม่อาจจะไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นะครับ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ สิ่งที่ผมเศร้าใจมากก็คือเกี่ยวกับก๊าซแอลพีจีกับเอ็นจีวี ท่านคิดอย่างไร ก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวีที่อยู่ในภาคอีสานที่คุณเจาะมาจากใต้ดินมันเป็นก๊าซ ธรรมชาติเอ็นจีวีที่บริสุทธิ์ มีค่าคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นก๊าซเอ็นจีวีที่ดี เทียบเท่าที่สหรัฐอเมริกาใช้ครับ แต่วันนี้ครับ ท่านทราบไหมท่านประธานคิดได้อย่างไรไปเอา คาร์บอนไดออกไซด์ที่ผลิตมาจากปิโตรเคมี ที่จะต้องไปกําจัด แต่บริษัทปิโตรเคมีไม่ต้องกําจัด รัฐบาลนี้โดยนโยบายของ กพช. ที่นั้นท่านอภิสิทธิ์ควบคุมนี่บอกว่าสามารถจะเอา ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเสียครับ อัดเข้าไปในก๊าซแอลพีจีหุงต้มที่บ้าน ก๊าซแอลพีจีที่ใช้บนรถ ปรากฏว่ามันก็ปล่อยสิ่งมลพิษออกมาในบรรยากาศของประเทศไทย และบริษัทที่เกี่ยวข้องพยายามสร้างภาพพจน์ ใช้เงินมหาศาลครับในการที่จะบอกว่าพยายาม จะปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มออกซิเจน จริง ๆ ความชั่วที่ท่านทําไว้โดยการอัดคาร์บอนไดออกไซด์ เข้าไปในก๊าซแอลพีจีนั้นไม่เพียงพอหรอกครับกับเงินงบประมาณ ๑๐๐ ล้านบาทที่ท่านให้ ในการที่จะรณรงค์ทําให้ธรรมชาตินี้ดีขึ้น เพราะสิ่งนั้นมันอภิมหาโคตรชั่วครับในการที่ทําให้ ประชาชนได้รับสิ่งที่ไม่ดีให้กับประเทศนี้ครับ เอาละครับท่านประธาน ทั้งหมดนั้น ผมไม่อาจจะไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในฐานะที่เป็นประธาคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ ท่านประธานครับ มีในบางครั้งที่รัฐบาลนี้พยายามที่จะบอกว่า เหตุที่แอลพีจีต้องสั่งเข้ามากนี่เพราะคนไปใช้กับรถยนต์มากขึ้น และพยายามที่จะออกคําสั่ง ระเบียบไม่ให้ประชาชนใช้แอลพีจีครับ ผมมีตัวเลขให้ท่านดูว่าอัตราส่วนของคนที่ใช้ แอลพีจีนั้นถ้าเทียบระหว่างปี ๒๕๕๑ กับปี ๒๕๕๒ นั้น ปรากฏว่าสัดส่วนของคนที่ใช้ ก๊าซแอลพีจีครับ ระหว่างประชาชนที่ใช้ก็คือครัวเรือน ปี ๒๕๕๑ ครัวเรือนใช้ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๒ ครัวเรือนใช้ลดลงครับ คือ ๔๓ เปอร์เซ็นต์ มาดูยานยนต์ครับ ยานยนต์ใช้ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๑ แต่ปี ๒๕๕๒ ยานยนต์ใช้ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ลดลงนะครับท่านประธาน ในขณะเดียวกันปิโตรเคมี เดิมใช้ ๒๑ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ใช้เพิ่มขึ้นเป็น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตัวเลขที่ท่านต้องดูต่อไปก็คือว่าก๊าซธรรมชาติที่นําเข้า ๗๕๓,๐๐๐ ตันนั้น เป็นก๊าซธรรมชาติที่ถูกนําเข้าเพื่อที่จะให้บริษัทปิโตรเคมี เป็นคนใช้ เพราะอุตสาหกรรมปิโตร เคมีท่านดูดี ๆ ปี ๒๕๕๑ ใช้เพียง ๑,๘๘๘ พอปี ๒๕๕๒ ใช้ ๒,๒๘๖ เพิ่มขึ้น ๓๑,๓๙๘ ก็คือ ๓๙๘,๐๐๐ ตันต่อปีเพิ่มขึ้น ในขณะที่ประชาชนใช้ลดลง ลดนะครับ ๒,๐๐๐ ตันต่อปี แล้วเวลาท่านนําเข้านะครับ อันนี้ท่านไปขายกับบริษัทปิโตรเคมีต่ํากว่าที่ท่านขายให้กับ ประชาชนอีก เวลาท่านขายขาดทุนแล้ว ท่านก็เอาเงินจากกองทุนนี่ละครับไปชดเชยที่เก็บมา จากประชาชน ๔-๕ บาทต่อลิตรที่ประชาชนเติมน้ํามัน ผมมีตัวเลขอีกอันหนึ่งครับว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างแอลพีจีที่นําเข้าด้วยราคา ๒๗ บาท ท่านขายให้กับปิโตรเคมีเพียง ๑๖ บาท ในขณะที่ท่านขายให้กับประชาชน ๑๘ บาท ตกลงปิโตรเคมีอันนี้มันเกิด คาร์บอนไดออกไซด์ ท่านก็ไปอัดใส่ในแอลพีจี ให้ประชาชนต้องแบกอีก ซื้อมาแพงขายให้ถูก กับปิโตรเคมี ปิโตรเคมีผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ ท่านก็ไม่ให้เขากําจัด แต่ท่านเอามาอัดใน ถังแก๊สแอลพีจี เรียกเอ็นจีวี ผมเคยถามผู้เกี่ยวข้องว่าในเมื่อเอ็นจีวีที่เจาะมาจากภาคอีสาน มันเป็นเอ็นจีวีที่สะอาดที่สุดแล้ว ทําไมต้องไปใส่คาร์บอนไดออกไซด์ให้มันสกปรก คําตอบ ก็คือว่าเพื่อให้เหมือน ๆ กันกับเอ็นจีวีที่ได้เจาะมาจากอ่าวไทย เพราะเอ็นจีวีที่เจาะมาจาก อ่าวไทยนั้นมีแก๊สมีเทนเพียง ๘๒ เปอร์เซ็นต์ เราก็เลยอัดคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหมือน ๆ กันครับ ซึ่ง ๑๘ เปอร์เซ็นต์นี้ถือว่าเป็น ๑๘ เปอร์เซ็นต์ที่มันไม่ถูกต้องตามหลักสากล เพราะโดยทั่วไปแล้วเอ็นจีวีที่ใช้อยู่ในต่างประเทศนั้นจะต้องมีคาร์บอนไดออกไซด์ห้ามเกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ คือต้องมีแก๊สมีเทนอยู่ ๙๗ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้เนื่องจากว่าผมมีเวลาจํากัด จริง ๆ ในการที่จะอภิปราย ผมจึงบอกกับท่านประธาน อยากเรียนท่านประธาน แล้วก็ประชาชนผู้ชมทางบ้านว่าวันนี้ทรัพยากรที่มีอยู่ในอ่าวไทย จริง ๆ แล้วเรามีมาก เพียงพอครับ เพียงแต่ว่าเราไม่มีการจัดการที่ดี ซึ่งผู้ที่ผิดพลาดในครั้งนี้ ๒-๓ ปีนี้ก็คือ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ท่านประธานครับ ที่ประเทศมาเลเซียเขาไม่ให้บริษัทปิโตรนาสเข้าในตลาดหุ้นครับ เขาให้ ปิโตรนาสเป็นของรัฐบาล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เขาจึงเอาผลประโยชน์จากน้ํามันนั้นไปดูแล สวัสดิการประชาชน มีหลายประเทศ ประเทศคูเวตก็เช่นกันครับ สุดท้ายนี้นะครับ เนื่องจากว่ามีโน้ตมา ๓ ครั้งเพื่อให้ผมหยุดพูด เพราะว่าใช้เวลาเยอะแล้ว ก็ไม่เป็นไรครับ จริง ๆ ผมมีเวลาอยู่ ๑ ชั่วโมง แต่วันนี้เพียง ๔๐ นาที เบื้องต้นก็อาจจะทําให้ประชาชน ทางบ้านเข้าใจว่าเหตุใดทําไมเราถึงได้ใช้ก๊าซธรรมชาติราคาแพง และเราได้ใช้น้ํามันที่แพง เหมือนกันครับ ก่อนที่ผมจะยุติการอภิปราย ผมอยากจะฝากท่านประธานครับว่าในอดีต ครั้งหนึ่งประมาณ ๑,๔๐๐ กว่าปีที่แล้วมีนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งปกครองประเทศอาหรับ ชื่อมูฮัมหมัด ท่านได้กล่าวไว้ในคําสั่งเสีย บอกว่า ใครก็แล้วแต่ที่จะปกครองรัฐใดก็แล้วแต่ เขาจะต้องยึดหลักในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติดังนี้ครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน เพื่ออ่านเป็นภาษาอาหรับครับ เขาพูดอย่างนี้ครับ อันนาร์ ซูเราะห์กะห์ฟีซาราเซ็น เป็นภาษาอาหรับครับท่านประธาน จะจบแล้วครับ อัลมา วั้ลกะลา วันนาร์ มันเป็นภาษา อาหรับ หมายความว่ามี ๓ สิ่ง ที่ประชาชนต้องมีสิทธิร่วมกัน ประธานาธิบดีพูดนะครับ เมื่อประมาณ ๑,๕๐๐ กว่าปีที่แล้ว ๑,๔๐๐ กว่าปีที่แล้ว เขาบอกว่ามี ๓ สิ่งในแผ่นดินนี้ ที่ประชาชนต้องมีสิทธิร่วมกัน ๑. คือน้ําครับท่านประธาน ๒. อัลกาล่า ก็คือทุ่งหญ้าและ ป่าไม้ ๓. อันนาร์ คือไฟและพลังงาน เพราะฉะนั้นถ้า ๓ สิ่งนี้รัฐบาลใดประเทศใดได้หยิบหยก ทรัพยากรธรรมชาติ ๓ อย่างนี้ไปให้กับเป็นตัวปัจเจก หรือให้กับเอกชนแล้ว แน่นอนมันเป็น สัญญาณความล่มสลายของชาตินั้น เพราะผลประโยชน์ของประเทศชาติจะหายไปครับ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะบอกกับท่านประธาน เรียนท่านประธานและประชาชนว่าถ้าใครมี โอกาสปกครองประเทศใดก็สุดแล้วแต่ครับ ก็อยากจะให้รับฟังบ้าง ในสิ่งที่ประธานาธิบดี มูฮัมหมัดซึ่งปกครองประเทศเมื่อประมาณ ๑,๔๐๐ กว่าปีที่แล้ว บอกว่าต้องรักษา ๓ สิ่งนี้ ให้เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ ต้องรักษา ๓ สิ่งนี้ให้เป็นผลประโยชน์ของประชาชนคือ น้ํา ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ไฟหรือพลังงาน ณ วันนี้ครับ ผมก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่อนุญาต ให้ผมใช้เวลาไป ๔๔ นาทีในการที่จะอภิปรายเพื่อไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ โดยส่วนตัวก็ไม่มีอะไรเพียงแต่ว่าไม่อยากจะดูสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินนี้ เพราะมันทําให้ความเสียหายนั้นมันเกิดขึ้นต่อรัฐและมันเกิดความเสียหายต่อประชาชนและ มันสร้างความยากลําบากต่อประชาชนครับ ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่แก้ไขนโยบายที่ท่านกํากับดูแลนั้น ผมขอตั้งสมญานามว่า นายอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลแมวครับ ไม่ใช่ แม้ว เป็นรัฐบาลแมว ก็คือแมวที่ผม ประชาชนได้มอบให้คอยดูแลปลาย่าง แต่ท่านไปจัดการอย่างไรไม่ทราบครับ จนคนมากินปลาย่าง จนหมดแล้วครับท่านประธาน