สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

สุเทพ เทือกสุบรรณ อภิปรายเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อท่านนายกรัฐมนตรีและตนตนเอง โดยกล่าวหาว่าผู้พูดฝ่ายค้านโกหกและบิดเบือนข้อเท็จจริง และเรียกร้องให้นายจตุพรเข้าไปพิสูจน์เรื่องการตายของ พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม และกล่าวหาว่าดีเอสไอไม่ดำเนินการตามกฎหมาย และไม่ส่งส่วนหนึ่งของข้อมูลไปให้อัยการ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่าดีเอสไอและตำรวจไม่ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบ และกล่าวหาว่ากลุ่มคุณจตุพรและคณะมีการวางแผนและบ่มเพาะสถานการณ์เพื่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีผู้ที่รับผิดชอบงานทางด้าน ความมั่นคงและเป็นผู้ที่ถูกฝ่ายค้านได้อภิปรายไม่ไว้วางใจยื่นเรื่องให้ถอดถอนออกจาก ตําแหน่งหน้าที่ ก่อนที่จะพักการประชุมไปเมื่อคืนนี้ตอนเวลาประมาณ ๐๒.๐๐ นาฬิกา ผู้อภิปรายทางฝ่ายค้าน คือ คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ได้อภิปรายกล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และตัวกระผมเป็นฆาตกรได้กระทําการฆาตกรรมประชาชน โดยสั่งให้ ทหารฆ่าประชาชน คําอภิปรายของนายจตุพร พรหมพันธุ์ หลายตอนหรือเกือบจะทุกตอน ได้บิดเบือนข้อเท็จจริง พยายามที่จะให้ผู้ฟังเข้าใจเอาว่าทหารฆ่าประชาชน ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าในคําอภิปรายของคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ทั้งหมดนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่โกหกบิดเบือน เอาความจริงมาพูดเพียงบางส่วน แล้วต่อเติมตัดแต่งให้เหตุการณ์นั้นแตกต่างไปจากเรื่องจริง มีความจริงหลายเรื่อง ที่ผมสามารถที่จะยกขึ้นมาชี้ก่อน เพื่อให้ท่านประธานได้เห็นว่าเขาโกหกอย่างไร เป็นต้นว่า เมื่อผมได้อภิปรายชี้แจงเรื่องการวางเพลิงเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ในขณะที่ฝ่ายค้านพยายามจะสร้างภาพกล่าวหาว่าทหารเป็นผู้เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ บอกว่าคนดับเพลิงเข้าไม่ได้ คนเผาอยู่ข้างใน คนเผาลอยนวล อะไรทํานองนั้น ผมก็ได้ กราบเรียนชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้ครับว่าไม่มีใครลอยนวล เจ้าหน้าที่ได้พยายามติดตาม จับกุมดําเนินคดีกับผู้ที่เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม แล้วก็ได้จับกุม ตัวผู้ต้องหาส่งดําเนินคดีฟ้องศาลไปเรียบร้อยแล้ว ๔ คน มีนายสายชล แพรบัว นายพนิจ จันทร์ณรงค์ นายอรรถพล วันโต นายภาสกร ไชยสินเธาว์ แล้วก็บอกว่ายังมีผู้ต้องหา อีก ๙ คนที่เรารู้ตัวแล้ว ออกหมายแล้วกําลังตามจับกุมตัวอยู่ พอนายจตุพรขึ้นมาอภิปราย ก็บอกว่า นายสายชล แพรบัว คนที่ผมบอกว่าเป็นผู้ต้องหาคดีวางเพลิงนั้นไม่ใช่ ผมพูดไม่จริง เพราะว่านายสายชลถูกดําเนินคดีด้วยคดีอื่น ตรงนี้ครับผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ โกหกเพราะมีหลักฐานอยู่ในมือผมครับว่า นายสายชล แพรบัว โดนจับตามหมายศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ ๓๒๔/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ ที่เขาจับ ตอนแรกเขาจับตามรูปถ่ายครับ ไม่รู้ว่าเป็นใคร พนักงานของเซ็นทรัลเวิลด์ก็ถ่ายรูปเอาไว้ได้ แล้วบอกว่าคนนี้ที่เข้าไปเผาห้าง ในที่สุดก็เอารูปมาดูกันครับ แล้วก็มีคนระบุได้ว่าคนนี้ เป็นนายสายชล เมื่อออกหมายจับกุมตัวก็กลายเป็นนายสายชลคนนี้ แล้วนายสายชลเอง ก็สารภาพว่าเขาเป็นบุคคลคนเดียวกับในรูปนี้ แล้วคดีของนายสายชลนี้ก็กําลังอยู่ในการ พิจารณาของศาล อันนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยครับ แต่ผมต้องการเอามาชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า คุณจตุพรนี่โกหกทุกโอกาส บิดเบือนทุกสถานการณ์ มีเป้าหมายชัดเจนในการพูด ในการแสดงแต่ละครั้ง

ในประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะหยิบขึ้นมาชี้ให้ท่านประธานดูว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรโกหกอีก เมื่อคืนพยายามที่จะพูดเรื่อง ๖ ศพ ในวัดปทุมวนาราม พยายามโยงไปว่าเสียชีวิตเพราะฝีมือเจ้าหน้าที่ เพราะการฆ่าของ เจ้าหน้าที่ และที่สําคัญในประเด็นที่อภิปรายในส่วนหนึ่งก็บอกว่า ทั้ง ๖ ศพนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่เคยจับอาวุธ เขาเอาศพไปพิสูจน์แล้วไม่มีศพไหนเลยที่มีเขม่าดินปืน ไม่มีศพไหนเลย ที่มีเขม่าดินปืน นี่คือคําพูดของนายจตุพร ท่านประธานที่เคารพครับ โกหกอีก ศพในวัดปทุม วนารามราชวรวิหารทั้ง ๖ ศพนั้น จะเป็นใครทําให้ตายนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าหน้าที่กําลัง ดําเนินการสืบสวนสอบสวนว่ากันไป แต่ว่าในการตรวจชันสูตรศพเบื้องต้น เจ้าหน้าที่กอง พิสูจน์หลักฐานตรวจพบว่ามี ๒ ศพ ที่มีเขม่าดินปืนที่มือ คือศพของนายลพ สุขสถิตย์ และนายสุวรรณ ศรีรักษา เขม่าดินปืนที่มือนั้นแสดงให้เห็นว่าผู้ตายทั้ง ๒ คน น่าจะได้เป็น ผู้ใช้อาวุธมาก่อนที่จะเสียชีวิต มีหลักฐานครับท่านประธานครับ นี่คือหลักฐานรายงาน การตรวจของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ความเห็นของผู้ชํานาญ ตรวจพบสารแอนติโมนีและแบเรียม (Antimony and Barium) ที่มือของนายลพและ นายสุวรรณ ศรีรักษา ผู้ตรวจคือ ร้อยตํารวจโทหญิง สุพัตรา ถนอมวงศ์ นักวิทยาศาสตร์ สบ.๑ กลุ่มงานตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ผมเอา ๒ เรื่องนี้มากราบเรียนเสียก่อนเป็นเบื้องต้น เพื่อให้ท่านประธานได้ ตระหนักว่าคุณจตุพรไม่ได้พูดความจริงในสภาผู้แทนราษฎรนี้ นอกจากไม่พูดความจริงเรื่องนี้ แล้ว ก็ไม่พูดความจริงในเรื่องอื่น ๆ ต่อไปด้วย ประเด็นที่คุณจตุพรอภิปรายใช้เวลา ๓ ชั่วโมงครึ่ง กล่าวหาว่าประชาชนหรือคนที่ตายในแต่ละจุด มีทหารที่จะต้องรับผิดชอบอยู่ ในจุดนั้น ๆ แล้วคุณจตุพรก็โมเมสรุปเอา กล่าวหาเลยว่าทหารที่รับผิดชอบแต่ละจุดจะต้อง เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการตาย ผมเห็นว่าการนําเหตุการณ์ตายแต่ละจุดมาพูด แล้วอ่านชื่อ นายทหารที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ พูดซ้ําแล้วซ้ําอีก ชี้นําให้คนฟังเข้าใจผิดว่าความตาย เกิดจากนายทหารเหล่านั้น เป็นการอภิปรายที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อบรรดานายทหาร เหล่านั้น ไม่มีโอกาสมาชี้แจง ไม่มีโอกาสมาแก้ตัว เป็นการใส่ร้ายอย่างจงใจโดยหวังผล ของนายจตุพร ที่ต้องการให้ประชาชนรู้สึกเกลียดชังทหาร เป็นที่น่าสังเกตว่านายจตุพร แทบจะไม่นําเหตุที่ทหารเสียชีวิต ๙ ศพ และตํารวจเสียชีวิต ๒ ศพ รวมเป็น ๑๑ ศพ มาพูดเลย ยกเว้นในตอนสุดท้าย นายจตุพรก็มาพูดถึงว่าอยากจะเข้าไปพิสูจน์เรื่องการตาย ของ พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม

ท่านประธานที่เคารพ อีกประเด็นหนึ่งที่นายจตุพรได้พยายามพูดเมื่อคืน ก็คือว่าได้กล่าวหาว่าดีเอสไอทําไมไม่ส่งสํานวนไปให้อัยการเพื่ออัยการส่งฟ้องศาลทําการ ไต่สวนเรื่องการเสียชีวิตของประชาชน แต่กลับส่งสํานวนคืนไปให้ตํารวจ แล้วยังพูดจา ในทํานองว่าเวลาจะส่งคืนไป ต้องส่งคืนในตอนที่ผมลาออกจากตําแหน่งรองนายกรัฐมนตรี แล้วด้วย แล้วก็พูดไปในทํานองว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผมนั้นคุมทั้ง ตํารวจ คุมทั้งดีเอสไอ เพราะฉะนั้นคดีความทั้งหลายก็เลยไม่ก้าวหน้า ๑๐ เดือนแล้วไม่ไป ถึงไหน นี่ถ้าไม่เอาเป็นคดีพิเศษ ปล่อยให้เป็นคดีธรรมดาป่านนี้เรื่องถึงศาลไปแล้ว ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าถ้าคุณจตุพรพูดเรื่องนี้ด้วยความจริงใจก็แสดงว่ามีสมอง วิปลาส คิดเอาเอง ไม่ได้คิดตามแนวทํานองคลองธรรม พวกผมไม่เข้าไปแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างเขาดําเนินการไปตามอํานาจหน้าที่ ตามข้อกฎหมาย ตามระเบียบของเขา การที่ดีเอสไอต้องส่งสํานวนไปให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้ทําการ สอบสวนการชันสูตรศพนั้นเป็นเรื่องของการปฏิบัติตามตัวบทกฎหมายซึ่งผมก็คงไม่เอามาพูด ในรายละเอียดตรงนี้ให้เสียเวลา แต่ผมยืนยันว่าเป็นเรื่องของการดําเนินการตามตัวบท กฎหมาย เพราะว่ากฎหมายกําหนดเอาไว้ ต้องมีสํานวนชันสูตรที่สมบูรณ์แล้วก็ดีเอสไอก็จะ ได้เอาไปรวบรวมกับสํานวนที่อยู่ที่ดีเอสไอ ถ้าเห็นว่าจะต้องส่งอัยการ ส่งศาลก็ว่าไปตาม กระบวนความ นั่นคือข้อเท็จจริง แต่ที่บอกว่าส่งไปตอนที่ผมไม่ได้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ตอนที่ลาออกไปนั้น ไม่จริงครับ เพราะว่าเขาส่งไป ๒ หน ๒ รอบ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ๖ เรื่อง วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน อีก ๗ เรื่อง รวมเป็น ๑๓ เรื่อง นี่ก็กราบเรียนให้ ท่านประธานได้ทราบ

ทีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง มีข้อเท็จจริงอยู่ในสิ่งที่คุณจตุพรอภิปราย ก็คือว่าในบรรดาศพที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารนั้นมีบางศพที่มีกระสุนฝังใน แล้วก็เมื่อเอาออกมาแล้ว พิสูจน์แล้วปรากฏว่าเป็นกระสุนหัวสีเขียว คุณจตุพรก็สรุปเอาเลย ทีเดียวว่านี่อย่างไรล่ะกระสุนสีเขียวเป็นกระสุนที่ทหารใช้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานกระสุนสีเขียวหัวสีเขียวที่ว่านั้นเป็นกระสุนของทหารจริง ๆ ผมจะเรียนให้ท่านประธานได้พิจารณาต่อไปว่าได้มีกรณีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ที่ถนนราชดําเนิน แล้วก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมได้ยึดเอาอาวุธของทหาร อาวุธของเจ้าหน้าที่ ทั้งปืนเอ็ม ๑๖ ทั้งปืนทาโวร์ (Tavor) ปืนลูกซอง ปืนต่าง ๆ ที่ยึดได้ไปในวันนั้น แล้วก็ยึดเอา กระสุนที่มีหัวสีเขียวนี้ไปเป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่เราจะต้องพิสูจน์กัน ต่อไปว่ากรณีที่เกิดขึ้นนั้นเป็นกรณีที่ใครเป็นคนทํา บรรดากระสุนหัวสีเขียวที่ขโมยไปจาก เจ้าหน้าที่ ที่ยึดไปจากเจ้าหน้าที่นี่ครับ บางส่วนเจ้าหน้าที่ไปตามจับกุมได้ อย่างเช่นตอนที่ไป จับปืนทาโวแล้วก็ได้กระสุนปืนสีเขียวนี้กลับมาด้วย มีสํานวนอยู่ที่ตํารวจทุกอย่าง มาถึงตรงนี้ผมต้องขออนุญาตอธิบายให้ท่านประธานได้ทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่เป็นเหตุการณ์ความรุนแรงจนมีคนเจ็บ จนมีคนตาย มันไม่ใช่อยู่ ๆ เกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องที่ คนที่มาชุมนุมแล้วบันดาลโทสะหรือเจ้าหน้าที่บันดาลโทสะ แต่มันเป็นสถานการณ์ที่มีการบ่มเพาะ รุมเร้า สุมไฟให้มันระอุขึ้นมาตามลําดับ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคนไทยถ้าได้มีโอกาสนั่ง ครุ่นคิดรําลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในปี ๒๕๕๓ ย้อนไปถึงปี ๒๕๕๒ และไปถึง ปลายปี ๒๕๕๑ จะเข้าใจลําดับการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ได้ชัดเจน เหตุการณ์ปี ๒๕๕๓ สืบเนื่องมาจากปี ๒๕๕๒ และสืบเนื่องมาจากปี ๒๕๕๑ ท่านประธานครับ ผมได้กราบเรียน ต่อสภานี้ไปเมื่อวานซืนว่ากลุ่มคนได้มีการวางแผนแบ่งหน้าที่กันทําชัดเจนเพื่อที่จะสร้าง สถานการณ์รุนแรงให้เกิดขึ้นในประเทศนี้ หวังให้มีคนเจ็บ หวังให้มีคนตาย หวังให้มีเหตุ จลาจล หวังที่จะให้มีคนมายุติเหตุการณ์แล้วจะได้เจรจาต่อรองกันทางการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของผู้สั่งการ ปรากฏว่าการดําเนินการในปี ๒๕๕๒ แม้จะรุกเร้า ยั่วยุ กระทําการรุนแรงด้วยประการใด ๆ ก็ตาม ตั้งแต่ปิดล้อมทําเนียบรัฐบาล เผารถเมล์ เผายาง ยึดสามแยก สี่แยกในกรุงเทพมหานคร เรื่อยไปจนกระทั่งไปล้มการประชุมสุดยอดผู้นํา อาเซียนที่เมืองพัทยาแล้วมาปิดกรุงเทพมหานคร อีกรอบหนึ่งในช่วงวันที่ ๑๒ วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๒ แต่รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาด้วยความอดทน อดกลั้น เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการ ด้วยความละมุนละม่อม คลี่คลายสถานการณ์จนสงบลงได้ในวันที่ ๑๔ เมษายน ไม่มีคนตาย เลย กลุ่มผู้ชุมนุม แกนนํา คุณจตุพรนี่แหละตัวดี พยายามที่จะปลุกระดมบิดเบือนข้อเท็จจริง ออกไปโฆษณาชวนเชื่อว่ามีคนตายแล้วหายไป รัฐบาลขนศพไปทิ้ง เอาเทปคําพูดของ ท่านนายกรัฐมนตรีมาตัดต่อสร้างภาพให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งฆ่าประชาชน แต่ไม่มีคนเชื่อคุณจตุพร เหตุการณ์ก็ไม่ขยายตัว ไม่บานปลาย ปฏิบัติการปี ๒๕๕๒ ไปแล้ว ๑ ปี ไม่สําเร็จ ไม่สามารถที่จะทําลายรัฐบาล ไม่สามารถจะทําลายประเทศไทยได้ตาม เป้าหมาย มาใหม่ปี ๒๕๕๓ เที่ยวนี้จึงเตรียมการมาอย่างพร้อมเพรียง ระดมมวลชนมา เดินขบวนซึ่งเป็นพี่น้องประชาชนที่บริสุทธิ์ มีใจดี ฟังคําพูดคําจาหว่านล้อมของกลุ่มคนพวกนี้ แล้วเชื่อถือเห็นใจ นึกว่ามาต่อสู้ด้วยความบริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ แต่ในขณะเดียวกันก็เอา กองกําลังติดอาวุธเข้ามาด้วย ปฏิบัติการคู่ขนานกันไป ส่วนหนึ่งชุมนุมด้วยสันติ ส่วนหนึ่ง ก็ก่อวินาศกรรมใช้อาวุธสงครามเข้ามาก่อเหตุ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๓ ทําให้ คนกรุงเทพมหานครและคนไทยทั้งประเทศเหมือนกับตกนรกเพราะฝีมือของคุณจตุพรและคณะ คณะจะเป็นใครนั้นผมก็จะเรียนให้ทราบในภายหลัง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงขออนุญาต ใช้เวลาตรงนี้ทบทวนให้พี่น้องประชาชน ให้ท่านประธานได้ฟังว่าที่เขาได้ดําเนินการกันมา มันมีการพัฒนาการไปอย่างไรถึงทําให้เกิดการเข่นฆ่ากันเป็นจํานวนมากมายถึงขนาดนั้น การชุมนุมของกลุ่มคุณจตุพรเริ่มตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ วันที่ ๑๔ มีนาคม ก็มาเปิดเวที กลางที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศถนนราชดําเนิน แล้วก็ยึดถนนราชดําเนินทั้งสายเป็นที่ชุมนุม ต้องการให้กรุงเทพมหานครเป็นอัมพาต ถนนราชดําเนินเป็นถนนสายสําคัญของ กรุงเทพมหานคร ใช้ไม่ได้ ฝีมือคุณจตุพรและคณะ หลังจากครับวันที่ ๑๕ มีนาคม บุกประท้วงไปที่หน้ากองบังคับการหรือศูนย์อํานวยการของ ศอ.รฉ. ศูนย์รักษาความสงบ ที่กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ ก่อนไปก็ประกาศขึงขังครับ จะบุกไปจับตัว นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ถึงในที่ตั้งของกรมทหารราบรักษาพระองค์ที่ ๑๑ คนไทยก็ตกอกตกใจ กันมาก เราก็พยายามแก้ไขสถานการณ์ แต่ว่าในขณะที่ไปถึงที่นั่นแล้ว ผู้นําในวันนั้นสามารถ พูดจากันรู้เรื่อง ยกกลับ อีกฝ่ายหนึ่งก็ก่อความรุนแรงขึ้นมาทันที เอาปืน เอ็ม ๗๙ ยิงใส่ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ที่ถนนวิภาวดีทันที คู่ขนานกันเลย พอวันที่ ๑๖ วันที่ ๑๗ กระทําการที่หยาบช้าน่าเกลียดเพิ่มขึ้น เอาเลือดไปเทที่หน้าทําเนียบ เอาเลือดไป เทที่พรรคประชาธิปัตย์ เอาเลือดไปเทที่บ้านท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใครเขา ทํากันเรื่องอย่างนี้ ท่านประธานดูคลิปนี้สิครับ นี่หรือที่อ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติ นี่ละครับเริ่มเร้าภาพ เริ่มสุมไฟเข้าไป ปลุกให้เกิดความรุนแรงขึ้นในภาพที่ประชาชนได้เห็น ไม่ถูกกระทําไม่รู้หรอก แต่ว่าคนอื่นที่เขารักพรรคประชาธิปัตย์ คนอื่นที่เขารักนายกรัฐมนตรี คนอื่นที่เขาเห็นว่าสถานที่ทํางานของรัฐบาล ทําเนียบรัฐบาลไม่ควรจะทําแบบนี้ เขามี ความรู้สึก ท่านประธานที่เคารพครับ จากนั้นอาละวาดรังควานคนกรุงเทพมหานคร ทั่วไป หมดเลยครับ ยกขบวนเต็มถนนอย่างนี้ทุกวัน เดี๋ยวออกไปที่กระทรวงนั้นเดี๋ยวออกไปที่ กระทรวงนี้ทั่วกรุงเทพมหานคร ประกาศว่าเป็นแผนขบวนการดาวฤกษ์ ดาวกระจาย ผมว่า อย่างนี้มันดาวมฤตยูมากกว่า ท่านประธานดูสิครับ ประชาชนคนไหนโชคร้ายหลุดเข้ามา ขวางขบวน กลุ่มนายจตุพรขึ้นไป นั่นครับ กระทืบลงไปบนรถเขาเลย คุกคามเขา ดูสิครับ ท่านประธาน ดูภาพที่เห็น