จตุพร พรหมพันธุ์ หารือเรื่องการสอบสวนคดี 91 ศพที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2557 และเรียกร้องการความยุติธรรมให้กับเหยื่อ
ครับ รวบรัดแน่นอนครับ ท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่า วันนี้คือการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ลองคิดกลับกันสิครับ สิ่งที่พวกท่านปฏิบัติ ต่อพวกผมในวันนี้ ท่านคิดจะชนะเลือกตั้งทุกครั้งใน ๒๐ ปีนี้ กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นอัยการ เป็นศาล สํานวนคดีที่ผมอ่านจากดีเอสไอทั้งหมด ถ้าวันนี้คนที่ตาย เป็นพวกเดียวกับท่าน ท่านจะปฏิบัติอย่างปฏิบัติเหมือนกับพวกผมหรือเปล่า ผมเกิดในสังคม พุทธ อยู่เป็นเด็กวัด ใช้ชีวิต รู้จักกฎแห่งกรรม วันนี้กฎหมายอาจจะเอาผิดท่านยังไม่ได้ แต่กฎ แห่งกรรมจะหลอกหลอนท่านไป ชีวิตทุกชีวิต ทุกศพ เขาไม่ควรมาตาย ไม่ว่าจะเป็นทหาร จํานวน ๑๐ กว่าคน ประชาชน ๘๐ คน นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ไม่เห็นผู้บาดเจ็บ หรือพวกผมไปงานชุมนุมรําลึกที่ราชประสงค์ เขานั่งรถเข็นไม่ได้ เพราะนั่งไม่ได้ ต้องนอนเตียงเข็นมาร่วมชุมนุม บางคนเป็นเด็กหนุ่ม เสียดวงตา ๒ ข้าง บางคนเป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้องคนที่ตาย เหมือนกับแม่ของเกดกมน อัคฮาด เดินไปทวงความยุติธรรมให้กับลูก น้องชายก็ตามไปทวงความยุติธรรมให้กับพี่สาว เพราะเขาเห็นว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรม และทําไมพวกกระผมที่ตาย เขาไม่เชื่อเหมือนอย่างที่พวกท่านกล่าวหาว่าฆ่ากันเอง เพราะเขารู้ว่าพวกเรารักกัน มันฆ่ากันไม่ได้ แล้วความจริงผมก็คิดไม่ถึงว่าพวกท่านจะกระทํา เหมือน ๑๓ ศพ และความจริง ๖๔ ศพ ถ้าปล่อยให้มีการสอบสวนตามปกติ ความจริง เป็นความจริงวันยังค่ํา แล้วท้ายที่สุดความตายที่เกิดขึ้น ความรับผิดชอบของการเป็น นายกรัฐมนตรีอยู่ตรงไหน นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ อาจจะเป็นคนพูดเก่ง บทดี แต่ความจริง ก็ความตายมันเกิดขึ้น และคนที่ตายเขายังไม่ได้รับความยุติธรรม วันนี้ถ้าไม่มีการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ผมก็ไม่มีโอกาสมาบอกว่าเอกสารที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ความจริงมีเอกสาร ตํารวจสถานีตํารวจปทุมวันที่เขาไปสอบสวน หลังจากที่นางพะเยาว์ อัคฮาด ไปแจ้งความ เอกสารจากกองปราบที่ทําไปแจ้งกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ จากกองบัญชาการสอบสวนกลาง พลตํารวจโท ไถง ปราศจากศัตรู ทําเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษบอกว่าคดี ๖ ศพ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เจ้าหน้าที่ตํารวจไม่มีอํานาจ ทุกคดีจึงส่งไปยังดีเอสไอหมด ผมจึงเรียนกับท่านประธานว่า วันนี้ท่านประธานที่เคารพ ผมมีคําถามไม่กี่คําถามหรอกครับ ความเสียหาย ความล่าช้าทางคดี ถ้าคดีนี้ไม่เป็นคดีพิเศษมาตั้งแต่ต้น วันนี้ต้องถึงมืออัยการ และถึงศาลไปแล้ว ความตายที่เกิดขึ้นทั้ง ๙๑ ศพ ไม่ว่าเขาจะเป็นทหารหรือประชาชน จะต้องมีคนผิดที่จะต้องเป็นคนร้าย โดยวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ ได้ไปไต่สวน แต่ความที่เราอยู่ในโลกของมายา สร้างจินตนาการ สร้างวาทกรรม ชุดดําเผาบ้านเผาเมือง ฆ่ากันเอง เพราะท้ายที่สุดพอไปตรวจแล้วมันไม่ใช่ สอบสวนแล้วไม่ใช่ ความล่าช้าแห่งคดี อันนี้ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ กํากับทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษและสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นผู้บังคับบัญชา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ พลตํารวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี โดยตรง มีส่วนได้เสียโดยตรง และคดีก็พร้อมที่จะส่งไปให้อัยการ เพราะตํารวจบอกไม่มีอํานาจ แต่ตํารวจ ที่ไปรับ ไปรับได้อย่างไร เพราะทั้งผู้การกองปราบ ผู้กํากับสถานีตํารวจนครบาลปทุมวัน ผู้บัญชาการสอบสวนกลางบอกว่าตํารวจไม่มีอํานาจแล้ว เป็นคดีพิเศษ เพราะนายสุเทพ ไปประชุมวันที่ ๑๖ เมษายน เพราะว่าเป็นคดีพิเศษ แล้วกฎหมายคดีพิเศษบอกว่า ต้องส่งเรื่องภายใน ๑๕ วัน เห็นไหมครับ ลากคดีโดนจับไป ๕ เดือน ของร้อนแล้วก็คาย คายมาปรากฏว่าพอทหารรู้ว่า ๑๓ ศพทหารฆ่า ชักเลยทีนี้ ๖๔ ศพก็หยุด ๑๓ ศพที่ส่งมายัง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็จะมาตายคา พลตํารวจตรี อํานวย นิ่มมะโน ผมเตือนเอาไว้เลย ผมไม่รู้ว่าเปลี่ยนรัฐบาลวันไหน แต่ผมเตือนเลยว่าคุณไม่มีสิทธิที่จะเตะถ่วง คุณต้องปฏิบัติ ตามกฎหมาย ที่สําคัญก็คือว่าก็ไหนบอกว่าตํารวจไม่มีอํานาจ แต่ปรากฏว่าดันไปเอาต่อ วันนี้ดีเอสไอต้องส่งอัยการแล้ว ผมเรียนกับท่านประธานว่าระยะเวลานะครับ ไม่ว่า ระยะเวลาการชันสูตรพลิกศพ จะชั้นพนักงานสอบสวนหรือชั้นอัยการก็แค่ ๖ เดือน เวลานี้ ล่วงเข้าไป ๑๐ เดือน ผมเรียนกับท่านประธานว่าวันนี้นะครับ ถามว่าตัวรัฐบาลที่กํากับ ทั้งสํานักงานตํารวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษจะยึดแนวไหน ถ้ายึดแนวทาง กรมสอบสวนคดีพิเศษ สํานักงานตํารวจแห่งชาติเขาบอกว่าไม่มีอํานาจ แต่ทว่าถ้ายึดใน แนวทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติ คุณส่งให้ดีเอสไอทําไม เห็นไหม ก็ตัวเองนั่งเป็นหัวแถว ทั้งตํารวจและดีเอสไอ แต่ทั้งหมดผมสรุปว่าเพื่อต้องการจะถ่วงคดี ไปบิดเบือนความจริง ก็ไม่ได้ เพราะการฆาตกรรมประชาชน วันนี้พวกท่านเป็นรัฐบาล ตัวช่วยท่านเยอะ เส้นใหญ่ ผัดซีอิ๊ว ว่ากันไปเถอะ ขอให้ท่านชนะตลอด ๒๐ ปีก็แล้วกัน เป็นคดีความ ผมไม่มีปัญหา หรอกครับ ติดคุก ลูกชาวบ้านอย่างผมไม่ยาก แต่พวกท่าน ถ้าพวกท่านชนะไป ไม่มีปัญหา ท่านอาจจะดึงอะไรว่ากันต่อ แต่รังสีแห่งความยุติธรรม พวกผมจึงไปร้องศาลอาญาระหว่าง ประเทศ เลยต้องไปแหวกเรื่องสัญชาติของท่าน ซึ่งเป็นช่องทางอันเดียว ซึ่งความจริงแล้ว ประเทศไทยควรลงสัตยาบันในศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ผมเรียนสรุปอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ที่ผมมาอภิปรายทั้งหมดความจริงมีเนื้อหามากมาย เอกสารเป็นพัน ๆ หน้า ผมต้องขอขอบคุณผู้รักความยุติธรรมทั้งหลายที่ได้นําสํานวนเอกสารทุกชิ้นที่จะได้ทํา ประวัติศาสตร์เรื่องคดีสังหารหมู่ในกรุงเทพมหานคร ตลอดระยะเวลากว่า ๙ เดือน พวกผม ตกเป็นจําเลยของสังคมประเทศนี้ อย่างน้อยวันนี้ ๑๓ ศพได้คืนความยุติธรรมให้กับ พวกที่ตายและพวกกระผมบ้างแล้ว วันนี้ผมจึงบอกกับท่านประธานว่า นายสุเทพและ นายอภิสิทธิ์ ล้วนแต่มีส่วนได้เสียทั้ง ๒ คน เกี่ยวข้องกับชะตากรรมตัวเอง เพราะต้องโทษ มีคดีสูงสุดประหารชีวิต ๑๓ ศพ ก็ประหารชีวิต ๑๓ ครั้ง ๑๓ คดี มันต้องไปตามทิศทางนี้ เพราะความตายที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นความรับผิดชอบของนายสุเทพ เป็นความ รับผิดชอบของนายอภิสิทธิ์ นายอภิสิทธิ์ลองจําคําอภิปราย ตอนอภิปรายรัฐบาลสมชาย กรณี ๗ ตุลาคมนี่ครับ ลองไปอ่านดูสิครับว่าตัวเองพูดอะไรเอาไว้บ้าง วันนี้ถ้านายอภิสิทธิ์ เป็นฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์จะพูดเรื่องนี้ได้ดีที่สุด แต่วันนี้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ไม่เหมือนเดิม และผมก็ไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผมไม่รู้จะมีเลือกตั้งวันไหน ไว้เจอกันในสนามเลือกตั้ง และผมไม่ไว้วางใจ ๒ คน และผม ก็ไม่เชื่อสิ่งที่คุณพูดมา เพราะที่ผ่านมาคุณโกหก ๑๓ ศพนั้นได้พิสูจน์ความจริงชัดเจนว่า ที่ผ่านมาคุณได้โกหกประชาชน สร้างวาทกรรมใส่ร้ายกับประชาชน จึงไม่สามารถไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ ขอบพระคุณมากท่านประธาน