สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

จตุพร พรหมพันธุ์ สะท้อนความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเด็กชายคุณากร ศรีสุวรรณ และเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างจริงจัง โดยเน้นย้ำว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงในเหตุการณ์ปี 2548

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ เด็กชายคุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอิซานี่นะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมเอารูปของชายชรา อายุ ๗๑ ปี แต่ครั้งนี้เป็นรูปของเด็กชายซึ่งเขาไม่ควรที่จะมาตาย เขาอยู่ในวัยสดใสครับ เป็นเด็กที่ยังมีอนาคต ซึ่งไม่รู้ในวันข้างหน้าเขามีชีวิตเขาจะเป็นใคร เขาจะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หรือจะเป็น นายกรัฐมนตรีก็ได้ถ้าเขาไม่มาตาย ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่าคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ที่ ๓๐๖/๒๕๕๓ ผมสรุปอย่างนี้ครับ มีการสืบสวนสอบสวนพยานอย่างที่ว่า แต่เอาตอน การสอบสรุปคดีสั้น ๆ ว่าข้อเท็จจริงคดีนี้สอบสวนเสร็จสิ้นแล้วได้ความว่าในช่วง วันที่ ๑๔-๒๐ ได้มีการชุมนุม ได้มีการประกาศ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ของรัฐบาล ผู้ตายได้ถึงแก่ความตายเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยได้มีการประกาศใช้เขต กระสุนยาง กระสุนจริงจากเหตุการณ์ปะทะ ซึ่งมีเสียงปืนดังเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง ระหว่างเจ้าหน้าที่ตํารวจ ทหาร ผู้ชุมนุมและกลุ่มไม่ทราบฝ่าย เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต รวมทั้งผู้ตาย ผู้ถูกกระสุนปืนยิงบาดเจ็บ ได้มีผู้นําส่งโรงพยาบาลและถึงแก่ ความตายในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓

สรุปว่า โดยพนักงานสอบสวน สน. พญาไทได้สรุปข้อเท็จจริงเชื่อว่าเกิดขึ้น โดยการกระทําของเจ้าพนักงานระหว่างการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ แต่มีความเห็น ท้ายรายงานคดีชันสูตรว่า ความตายของผู้ตายยังไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าผู้ตายตายเนื่องจาก การกระทําของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ แต่การตายดังกล่าวเป็นการตาย โดยผิดธรรมชาติ ถูกผู้อื่นทําให้ตาย อันเป็นผลแห่งการกระทําความผิดทางอาญา ทางคดี จากการสืบสวนสอบสวนในคดีอาญาของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษปรากฏข้อเท็จจริงและ พยานเพิ่มเติมว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายอยู่บริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดสกัดของฝ่ายทหาร ตามวัน เวลาที่เกิดเหตุ มีเหตุการณ์รถตู้คันหนึ่งขับรถฝ่าเข้าไปในเขตพื้นที่ประกาศห้ามเข้า ของฝ่ายทหาร โดยที่ทหารได้ประกาศให้รถหยุด แต่รถตู้ดังกล่าวไม่หยุด ฝ่ายทหารได้มีการ ยิงสกัดรถตู้ดังกล่าวจํานวนหลายนัด หลังจากเหตุการณ์ยิง ผู้ตายถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บ ต่อมาได้รับการช่วยเหลือนําขึ้นรถบรรทุกของฝ่ายทหารและแจ้งหน่วยกู้ชีพมารับต่อ ส่งโรงพยาบาลและถึงแก่ความตาย จากการสืบสวนสอบสวนมีพยานหลักฐานและพฤติการณ์ แห่งคดีทั้งปวง มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามสมควร เข้าข่ายน่าเชื่อว่าเด็กชายคุณากร ศรีสุวรรณ ตายเนื่องจากเหตุการณ์ที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ในช่วงที่รัฐบาลประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงตาม พระราชกําหนดบริหารราชการฉุกเฉิน พุทธศักราช ๒๕๔๘ จึงเห็นควรส่งเรื่องกลับไปให้ พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ศพนั้นอยู่ดําเนินการตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ เพี่อให้มีการไต่สวนของศาลต่อไป ลงชื่อ พันตํารวจโท ถิรพล พิณเมืองงาม พันตํารวจตรีหญิง สมปอง ขวัญประเสริฐ คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ผมเรียน กับท่านประธานนะครับว่าท้ายที่สุดดีเอสไอเขาก็สรุปว่าความตายของเด็กชายคุณากร ศรีสุวรรณ นั้น เป็นการตายจากการปฏิบัติของเจ้าพนักงานซี่งเป็นทหาร โดยการกํากับ สั่งการของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผมเรียนกับท่านประธานว่าความตายของเด็กชายคุณากรนั้น ถ้าพวกผมไปบอก อยู่ดี ๆ บอกว่าเป็นการกระทําของรัฐบาล นายสุเทพก็บอกว่า เป็นชายชุดดํา แดงฆ่าแดง แดงฆ่ากันเอง ซึ่งเป็นสูตรสําเร็จ เป็นวาทกรรมสําเร็จทุกครั้ง แต่เมื่อดีเอสไอเขาสอบ และท้ายที่สุดเขาก็สรุปอย่างนี้ ส่งกลับไปให้มีการชันสูตร ทําสํานวน ชันสูตร ซึ่งความจริงอย่างที่ผมบอกครับ ถ้าไม่มีการแทรกแซง เรื่องนี้จบไปนานแล้ว ความจริงในชั้นพนักงานสอบสวนนี่นะครับ ถ้าเรื่องนี้ไม่เป็นคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่ตํารวจ ต้องทําให้เสร็จภายใน ๓ เดือน ๓๐ วัน ต่ออีก ๓๐ : ๓๐ ชั้นอัยการ ๓๐ : ๓๐ : ๓๐ รวมกัน ๖ เดือน ป่านนี้เรื่องนี้อยู่ในชั้นศาลแล้ว เรื่องนี้อยู่ในชั้นศาลแล้ว นายสุเทพก็ต้องตกเป็นจําเลย แล้วจะไม่ได้มาลอยหน้าลอยตากล่าวหาคนอื่นเป็นผู้ก่อการร้าย เพราะตัวเองก็ต้องถูกเป็น ผู้ต้องหาคดีใช้บงการฆ่าตัวเองก็ต้องกลายเป็นฆาตกรทันที แต่ความที่ตัวเองกดหัว กรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ พวกนี้เขาก็ทําได้เท่านี้ครับท่านประธาน ท้ายที่สุดส่งกลับไปยัง เจ้าหน้าที่ตํารวจ แล้วพลตํารวจตรี อํานวย นิ่มมะโน ก็ไปรําวงต่อ บอกว่าตํารวจทําสํานวน ชันสูตรได้เท่านั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไรแล้วจะส่งไปให้ใคร เพราะชันสูตรเสร็จแล้วทําอย่างไรต่อ ส่งให้อัยการหรือเปล่าแล้วสํานวนคดีฆ่าคนตายล่ะ ก็ไหนว่าเป็นคดีพิเศษ เวลาคดีฟ้องพวกผม ส่งให้อัยการเลย บอกว่าตัวเองมีอํานาจ แต่คดีที่นายสุเทพและพวกฆ่าประชาชนนั้น กลับส่งให้พนักงานสอบสวนดึงเรื่องเข้าไปต่อ จะรอในวันพวกผมเป็นรัฐบาลหรือ ผมบอกว่า คดีความอายุ ๒๐ ปี ผมนี่นะครับอยู่ท่ามกลางความหวานอมขนกลืน เพราะภาพคนที่ตาย เหล่านี้มันตราตรึงอยู่ในหัวใจพวกผม แล้วเขาก็ไม่ควรที่จะมาตาย คนแก่ก็ฆ่า เด็กก็ฆ่า คุณไม่โหดไปหน่อยหรือ ฆ่าเสร็จก็ไปเผา สร้างสถานการณ์ยัดเยียดชายชุดดํา นายถวิล เปลี่ยนศรี พูดชัดเจน มันมีคนโง่ที่ไหนละท่านมันจะใส่ชุดดําหลังจากวันที่ ๑๐ โดยกล่าวหา ว่าชายชุดดํา แต่ว่าเป็นวาทกรรม ถ่ายทําอะไรทุกอย่างก็ต้องชุดดํา ยิงพลทหารเอาชุดดําไป ถ่าย บังเอิญไม่ได้เตี๊ยมกับชายชุดดําให้ถือปืนยาว ดันถือปืนสั้น ไม่ตรงก็เลยเสร็จเลยทีนี้ เพราะเวลานี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานต่อไป ๒ ศพสรุปสั้น ๆ ว่า นายพัน คํากอง ครับ มาจากบ้านท่านอาจารย์พีรพันธุ์ อําเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร สรุปอย่างนี้ครับว่า ในเวลาเกิดเหตุครับสั้น ๆ ผู้ตายถึงแก่ความตายในขณะที่มีเหตุการณ์รถตู้ คันหนึ่งขับฝ่าเข้าไปในเขตพื้นที่ห้ามเข้าของฝ่ายทหาร โดยที่ทหารได้ประกาศให้หยุดรถ มิฉะนั้นจะยิงด้วยกระสุนยางและตามด้วยกระสุนจริง แต่รถตู้คันดังกล่าวไม่หยุด จากนั้นได้ ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดติดต่อกัน แต่ไม่ทราบว่ายิงมาจากทิศทางใด ผู้ตายออกไปดู เหตุการณ์ดังกล่าวบริเวณด้านหน้าที่ทํางานของพยาน หมายถึงนายอเนกซึ่งเป็นพยาน ในคดีนี้ ถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ประกอบกับ สาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ตาย จากการชันสูตรพลิกศพของแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี ยืนยันว่าสาเหตุการตายเกิดจากบาดแผลกระสุนปืนความเร็วสูงที่ต้นแขนข้างซ้าย ทําให้เส้น เลือดแดงใหญ่บริเวณต้นแขนซ้ายฉีกขาดและเสียเลือดมาก และพบหัวกระสุนปืน ซึ่งอยู่ภายในศพของผู้ตาย พยานวัตถุ จากการตรวจสอบพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง มีความเห็นว่าเป็นลูกกระสุนปืนเล็กกล ขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร แบบที่นายทะเบียน จะอนุญาตให้ไม่ได้ ตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ รัฐบาลมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และท้องที่ใกล้เคียง จากการสืบสวนสอบสวนทางคดี มีพยานหลักฐานและพฤติการณ์ แห่งคดีทั้งปวงแล้ว มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามสมควรเข้าข่ายน่าเชื่อว่ามีความตาย เกิดขึ้นจากเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จึงเห็นควรส่งเรื่องกลับไปให้ พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ศพนั้นอยู่ดําเนินการประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ ให้มีการไต่สวนของศาลต่อไป พันตํารวจโท ถิรพล พิณเมืองงาม นายสันต์พล ชัยยาว คณะพนักงานสอบสวน นี่ก็ตายมาจากจังหวัดยโสธร อําเภอเลิงนกทา รุ่นน้องผมปีหนึ่ง นายพัน คํากอง ก็ต้องมาตายโดยทหารที่สั่งการโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กรณีสุดท้ายครับ ซึ่งเป็น ๒ ศพรวมกันนะครับ นายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล และนายประจวบ ประจวบสุข นี่นายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล แล้วก็นายประจวบ ประจวบสุข ซึ่งเป็นรูปตามบัตรประชาชน ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง ใต้ทางด่วนพระราม ๔ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้เป็นคดีพิเศษ ที่ ๓๑๒/๒๕๕๓ มีลําดับเรื่อง มีการสอบพยานมากมาย สรุปอย่างนี้ครับ คดีนี้พนักงานสอบสวนดําเนินการสอบสวนแล้วปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังนี้ กรณี การเสียชีวิตของนายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุนางชลดา ธานีโรจน์ พยานได้ว่าจ้างให้นายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล ผู้ตาย ซึ่งขับรถวินมอเตอร์ไซค์อยู่ที่ปากซอยลิขิต ๕๐/๒๑ อยู่สําโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ ให้มาส่งที่บริเวณเกิดเหตุ แต่ไม่ได้เข้าร่วม ชุมนุมแต่อย่างใด เมื่อมาถึงได้แยกย้ายกันเดินดูรอบ ๆ จนถึงเวลาเกิดเหตุได้มีเสียงปืนดังขึ้น เป็นการยิงทีละนัด เว้นระยะกัน นายเกียรติคุณผู้ตายถูกยิงไม่ทราบว่าผู้ใดถูกยิง ๒. กรณี การเสียชีวิตของนายประจวบ ประจวบสุข ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุนายประจวบ ประจวบสุข ผู้ตายได้มาสังเกตการณ์เหตุชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ จนเมื่อถึงเวลา เกิดเหตุได้มีเสียงปืนดังขึ้นเป็นการยิงทีละนัด เว้นระยะ และนายประจวบผู้ตายถูกยิง ไม่ทราบว่าผู้ใดยิง ต่อมานายเลิศชัย นเรนทรกุล พยาน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือ นายเกียรติคุณและนายประจวบผู้เสียชีวิตทั้งสอง ส่งโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และชีวิตในเวลาต่อมา ทางคดีมีหลักฐานทั้งพยานบุคคลและภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกไว้ ในวันเกิดเหตุ ประกอบกับจุดผู้เสียชีวิตทั้งสองอยู่ในขณะที่ถูกยิง อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับแนวที่ ทหารวางกําลัง ซึ่งภาพถ่ายของนายเกียรติคุณ นายประจวบ ก็ปรากฏรูกระสุนปืนที่อก ด้านซ้าย ทําให้น่าเชื่อได้ว่าการเสียชีวิตของนายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล นายประจวบ ประจวบสุข ผู้ตายทั้งสองเกิดจากการกระทําของเจ้าหน้าที่พนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการ ตามหน้าที่ นี่ครับจึงเห็นควรส่งตามมาตรา ๑๕๐ ต่อไป ลงชื่อ พันตํารวจโท สุวิชชา ถมยาบัตร พันตํารวจโท จักรกฤษณ์ วิเศษเขตการณ์ ท่านประธานที่เคารพครับ ๑๓ ศพที่ผมไล่เรียง ให้ท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธานว่า ไหนละครับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าพวกผม ฆ่ากันตาย ๙๑ ศพ เป็นผู้ก่อการร้าย เรื่องผังล้มเจ้า นายถวิล เปลี่ยนศรี ก็มาฉีกหน้า อย่างยับเยินบอกว่าเป็นตราบาปของ ศอฉ. เกิดจากความผิดพลาด นายถวิล เปลี่ยนศรี ยอมรับ แต่นายสุเทพยังทําเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเรียนกับท่านประธานว่าเรื่องที่ สําคัญอยู่ในเวลานี้ก็คือว่าวันนี้คดีความต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นนั้นมันได้ถูกดําเนินการ อย่างไม่ยุติธรรม เพราะความจริงแล้วคดีนี้ถ้าปล่อยให้กับเจ้าหน้าที่ตํารวจเขาได้ทําเรื่องจบ มาตั้งแต่ต้น แต่ความที่ว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กํากับดูแล ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ กํากับทั้งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แล้วท้ายที่สุดก็ไปเปิดประตู ให้กับดีเอสไอ ซึ่งเป็นประโยชน์กับประชาชนครับ จะโดยจะไปแบล็กเมล์ (Blackmail) ทหารอีกทีหนึ่ง ก็ไปชี้แจงกับทหาร กลายเป็นเรื่องของคนที่ได้ร่วมกันก่อกรรมทําเข็ญ แล้วท้ายที่สุดมันเป็นกงกรรมกงเกวียนที่ได้ตามขึ้นมาย้อน ความจริงนั้นถ้าไม่เกิดการหักกันเองนั้น พวกกระผมไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย และที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ซึ่งเขาเอง นั้น อย่างที่ทราบกันว่าเขาก็ต้องปฏิบัติตามเป็นคนของรัฐ แต่ท้ายที่สุดท่านประธานที่เคารพ ความมันมาแตกตรงที่ว่าสํานวนต่าง ๆ ถ้าท่านประธานเห็นสํานวนของผม เช่น รายงาน การชันสูตรพลิกศพมีหมดครับ ศพตายอย่างไร กระสุนปืนมีครบทุกชิ้น บันทึกการให้คํา เช่น คดีวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ๔๑ ปาก ครบหมดครับ บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุมี ครบหมด รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ตาย มีการปั้มลายมือผู้ตาย รายละเอียดสาระของคดี ยิ่งอ่านยิ่งมีความเจ็บปวด และคดีนี้ท่านประธานที่เคารพ เพราะความมันแตก สํานวนหลุดมาที่ พวกผม พอผมแถลงข่าว ออกมาเลยเป็นเอกสารปลอมบ้าง เท็จบ้าง ให้ข่าวบิดเบือน ถึงขนาด บอกว่า บางคนถึงขนาดบอกว่าใครเชื่อก็ลาออกจากการเป็นคนไทยได้แล้ว แต่วันนี้ ท่านประธานที่เคารพ เป็นวันหนึ่งที่ผมมีความสุขวันหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดก็ได้ทวงความยุติธรรม ให้กับพี่น้องเราที่ตาย และผมรู้ว่าในการแถลงในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ก่อนที่นายสุเทพ จะกลับมา ๓ วันในรอบที่ ๒ พล่านกันทั้งกองทัพเลยครับ ลองถามสิครับว่า ถามพลเอก ดาว์ พงษ์ รัตนสุวรรณ ว่าไปพูดอะไรกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งที่รายละเอียด ๑๓ ศพ ระบุว่า ความตายเกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปรากฏว่าต้องไปแก้คําแถลงว่าคดียังไม่เป็นที่ยุติว่า การเสียชีวิตเกิดจากการกระทําของกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มติดอาวุธไม่ทราบฝ่าย หรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ซึ่งสมควรดําเนินการสอบสวนเพิ่มเติมโดยการทําสํานวนชันสูตรพลิกศพตาม กฎหมาย ซึ่งเป็นอํานาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนท้องที่ ศพอยู่ สตช. ได้แก่คดีวัดปทุม วนารามราชวรวิหาร ได้แก่คดีที่ผมอ่านมาทั้งหมดครับท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธาน ว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษถูกแทรกแซงจนเป็นบ้าเลยครับ ก็คดีระบุว่าความตายเกิดขึ้นจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทําสํานวนเสร็จ กําลังจะส่งให้ไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แถลงข่าว วันที่ ๑๖ ปรากฏว่าชักกันทั้งกองทัพ บางคนถึงขนาดบอกว่าทหารผิดไม่ได้ นักการเมือง มาแล้วก็ไป ทหารยังต้องอยู่กับประชาชน เพราะฉะนั้นทหารจะฆ่าประชาชนไม่ได้ ให้แก้เสีย ผลอย่างไรครับท่านประธาน ก็ไปแก้ และท้ายที่สุดบอกว่า นปช. ฆ่า ๑๒ ศพ ว่าไป พิสูจน์ไป แต่ ๖๔ ศพ นอกจาก ๑๓ ศพที่ทหารฆ่า โดยสํานวนดีเอสไอได้สรุปเรียบร้อย ซึ่งความจริง เขาต้องส่งให้อัยการเพื่อส่งไปยังศาล ท่านประธานที่เคารพ ปรากฏว่าคดีนี้มันไม่ไปไหน ผมเรียนกับท่านประธานว่าเรื่องนี้ ๖๔ ศพ ความจริงเขาสอบสวนไปกันแล้ว ที่ผมบอก ๒๑ ผัง ๒๑ จุด ความตาย ๘๙ ศพ ที่นายสุเทพ ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ที่นายธาริตทําเรื่อง ขอรายละเอียด แล้วให้หัวหน้าส่วนส่งทหารไปให้ดีเอสไอสอบ มันจึงเป็นที่มาของ ๑๓ ศพว่า ทหารเป็นคนลงมือฆ่าประชาชน ผมจึงบอกยังทหารว่า เอ๊ะ พวกท่านมันคบกันอย่างไร เพราะว่าถ้าไม่ไปเปิดประตู ดีเอสไอก็เข้าใจว่ารัฐบาลเอาจริงสิ เขาก็สอบตามเนื้อผ้า พอสอบตามเนื้อผ้า พอได้ ๑๓ ศพ ทหารฆ่า ตกใจกันพล่านกันทั้งหมด ๖๔ ศพ หยุดเลยครับ ท่านประธาน เวลานี้ ๖๔ ศพ ไม่มีการสอบสวนต่อใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเขารู้ ๑๓ ศพนี่พลาดแล้ว ใบแถลงข่าวยังไม่แก้ สวนกับการสรุป ออกอาการบ้าเลยครับท่านประธานที่เคารพ จากบอกว่าความตายที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมจึงอภิปรายวันนี้ว่า ผมไว้วางใจให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปไม่ได้ คุณต้องถูกดําเนินคดีฆ่าคนโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ๑๓ ศพ เป็นความตายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อนายอภิสิทธิ์ ตั้งนายสุเทพ นายถวิล เปลี่ยนศรี ระบุชัดเจน พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นคนคิดแผน พลเอก อนุพงศ์ พลเอก ประยุทธ์ เป็นคนสั่งการ แต่คนเหล่านั้นไปทําไม่ได้ถ้าไม่ได้รับการ อนุญาตจากนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านประธานที่เคารพ และต้องพูด อย่างนี้ว่าคดีความมันมีอายุ ๒๐ ปี พอเกิดเหตุนายฮิโรยูกิ มูราโมโต เอาอดีตนายตํารวจ ซึ่งเกษียณไปแล้ว ไม่ได้ร่วมผ่าศพชันสูตร ปรากฏพยายามมาบิดว่าความตายจากปืนอาก้า ซึ่งบอกว่ากองทัพไม่มีปืนอาก้า ท้ายที่สุดก็หน้าแตกไป เพราะตัวเองดูแค่ภาพไม่ได้ร่วม ชันสูตร ผมเรียนกับท่านประธานครับ ทั้งหมดนั้นเป็นความเจ็บช้ําที่มันเกิดขึ้น ผมเรียนกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าพวกกระผมเป็นคนพูดง่าย และสิ่งที่นายถวิล เปลี่ยนศรี เผยออกมามันก็เป็นตัวตน และผมก็รู้เต็มอก ผมจะไปคิดฆ่าใคร แต่อยู่ดี ๆ ตราบาปมา ๙ เดือน ๑๐ เดือน พวกท่านตั้งข้อหาผมว่าฆ่ากันเอง แล้วสร้างวาทกรรมว่าลูกพรรคพูดต่อ เหน็บแนมกันในสภา ฆ่ากันเอง แดงฆ่าแดง เผาบ้านเผาเมือง แล้ววันนี้พิสูจน์แล้วว่าทหาร ฆ่าประชาชน ทหารฆ่าทหาร ผมยังต้องการพิสูจน์คดี พันเอก ร่มเกล้า เพราะผมมีพยาน ที่เขาไปช่วยพันเอก ร่มเกล้า ผมมีผู้ใหญ่ที่ไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แล้วเขาก็ถามว่าพวกน้อง ๆ ใครยิง เขาระบุสรรพเสร็จเลย วันนี้พวกท่านมีอํานาจ ไม่เป็นไร ผมไม่ได้มีปัญหากับทหาร เขาเป็นคนไทยเหมือนกับผม และผมเชื่อว่าถ้าไม่มีใครสั่ง ทหารที่ไหนเขาจะกล้าฆ่าประชาชน แต่วันนี้ลําพอง บางคนอวดดีว่า ๕๐๐ ออกใบมรณบัตร ล่วงหน้า แล้วท้ายที่สุดท่านเดินถนนได้ไหม คดีความ ๒๐ ปี วันนี้ผมจึงบอกอย่างไรครับว่า วันนี้คดีมันไม่ไปถึงไหน เพราะมีการแทรกแซงกระบวนการชันสูตรพลิกศพ และเห็นได้ อย่างชัดเจนท่านประธานที่เคารพ เป็นการแทรกแซงอย่างที่ไม่น่าให้อภัย เพราะเมื่อคดีนี้ เป็นคดีพิเศษ ปรากฏว่าเรื่องทุกเรื่องจากการชันสูตรเสร็จแล้ว ส่งไปให้ดีเอสไอ ดีเอสไอ เก็บไว้ ๕ เดือน พอไปตอนแรกก็สั่งฟ้องพวก นปช. ให้อัยการ แต่ปรากฏว่าพอพบว่าทหารฆ่า จะต้องจับกุมนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ด้วย ทําเป็นบ้าเลยครับ ส่งกลับมายังพนักงานสอบสวนใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาประท้วงครับท่านประธาน