จตุพร พรหมพันธุ์ หารือเรื่องเหตุการณ์ยิงนายชาติชาย ซาเหลา และเรียกร้องการสอบสวนเจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตามสํานวนและให้อัยการฟ้องศาล
ท่านประธานที่เคารพ ๑ ศพ ๑ ชีวิต ๑ คดี ๑๓ ศพต่อไปที่ผมลําดับนี่นะครับ เท่ากับว่านายสุเทพต้องโทษประหารชีวิต ๑๓ ครั้ง นี่คือนายชาติชาย ซาเหลา ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม เวลา ๔ ทุ่ม ๕๐ นาที มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายชาติชาย ซาเหลา ผมจะอ่านสรุป ให้ท่านประธานฟัง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ฟังว่ามีการสอบพยาน ๓ ปาก คือ พันโท กิตติพงษ์ เนื่องชมพู ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าตัวพยานประจําการอยู่บนสะพานลอย และแบ่งกําลังพลเป็น ๔ หมวด ประกอบด้วย ๑. หมวดปฏิบัติการที่ ๑ กองกําลังพล ๔๐ นายจากกองพันทหารม้าที่ ๘ จังหวัดนครราชสีมา ท่านประธานที่เคารพ ๒. หมวดปฏิบัติการ ที่ ๒ กําลังพล ๔๐ นายจากกองพันทหารม้าที่ ๑๔ จังหวัดขอนแก่น มีร้อยเอก วชิร มีไชยธร เป็นผู้กํากับดูแล ส่วนร้อยเอก วชิร ประจําอยู่บนสะพานลอยริมถนนพระราม ๔ ๓. หมวดระวังป้องกันกําลังพล ๔๐ นายจากกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ ๒๑ จังหวัดนครราชสีมา ๔. หมวดหนุนกําลังพล ๔๐ นายจากกองพันทหารม้า จังหวัดขอนแก่น ในเหตุการณ์โดยสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน ได้มีการสอบพยานบุคคล มีพยานวัตถุและ พยานเอกสาร พยานวัตถุรอยคราบเลือดของนายชาติชาย ซาเหลา บนแผงค้า เก้าอี้วางทับ ลักษณะไหลเป็นทางจากบนลงล่าง และบนพื้นบาทวิถีข้างชั้นแผงค้า รอยครูดบนแผงประตูเหล็ก หน้าบริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง มีเส้นผมติดอยู่เสาอาคารหน้าบริษัท กฤษณา เศษชิ้นส่วนหัวกระสุนปืนบนพื้นบาทวิถี จํานวน ๑ ชิ้น แฟ้มข้อมูลภาพเคลื่อนไหวคลิปวีดีโอ จํานวน ๑ แฟ้ม หลักฐานทางคดีและความเห็นของพนักงานสอบสวนมีดังนี้ครับ คดีนี้พนักงานสอบสวนดําเนินการสืบสวนสอบสวนแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริง ลองสื่อภาพดู เซ็นเซอร์ขนาดนี้ครับ เอาเต็ม ๆ ลงมาเห็นภาพอยู่ครับ ในทางคดีมีภาพเคลื่อนไหว ขณะเกิดเหตุ ปรากฏภาพนายชาติชายผู้ตายอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ถือกล้องถ่ายภาพวีดีโอ เดินมาตามบาทวิถีริมถนนพระราม ๔ ฝั่งตรงข้ามสวนลุมพินี จากด้านสะพานไทย-เบลเยียม มุ่งหน้าเข้าหาด่านเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณสะพานลอยหน้าอาคารอื้อจือเหลียง เมื่อถึงที่เกิดเหตุ ห่างจากด่านประมาณ ๑๐๐ เมตร นายชาติชายไปยืนเกาะอยู่หลังแผงค้า ที่มีเก้าอี้วางทับอยู่ แล้วจึงถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ศีรษะ ทรุดตัวลงที่แผงค้าดังกล่าว สอดคล้องกับสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งพบคราบเลือดไหลลงบนแผงค้าและบนพื้นบาทวิถี จึงยืนยัน ได้ว่าขณะที่ถูกยิง นายชาติชายอยู่ในท่ายืนอยู่หลังแผงค้าหันหน้าไปทางสะพานลอย หน้าอาคารอื้อจือเหลียง เมื่อพิจารณาผลการตรวจศพนายชาติชาย พบว่าถูกอาวุธปืน เข้าทางด้านหน้าขวาทะลุออกด้านหลังซ้าย เป็นมุมกดลง สอดคล้องกับสภาพสถานที่ เกิดเหตุที่พบรอยครูดจากกระสุนปืน เส้นผม และเศษชิ้นส่วนหัวกระสุนอยู่ในพื้นที่ด้านหลัง ทางซ้ายของจุดที่นายชาติชายยืนขณะถูกยิง แสดงให้เห็นทิศทางแรงกระทําของกระสุนปืน จึงยืนยันได้ว่านายชาติชายถูกยิงด้วยกระสุนปืนที่มาจากมุมสูงด้านหน้าทางขวา ประกอบเมื่อ เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จําลองวิถีกระสุนได้ผลว่ากระสุนปืนน่าจะถูกยิงมาจาก ถนนพระราม ๔ บริเวณสะพานลอยหน้าอาคารอื้อจือเหลียง ซึ่งพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหาร ให้การว่ามีกําลังพลประจําการตั้งด่านแข็งแรงอยู่บริเวณดังกล่าว โดยมีอาวุธปืนและไม่มีผู้อื่น อยู่แนวหลังด่าน จึงสามารถสรุปได้ว่ากระสุนปืนถูกยิงจากบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ประจําการในด่านดังกล่าว ซึ่งทางการสอบสวนจะต้องทําการสอบสวนเจ้าหน้าที่ทหาร ที่เกี่ยวข้องในบริเวณที่เกิดเหตุโดยละเอียดและตรวจหลักฐานเพิ่มเติม ในชั้นนี้จึงสามารถ สรุปข้อเท็จจริงได้ว่าตามวัน เวลา เกิดเหตุเป็นช่วงเวลาที่มีการชุมนุม นปช. โดยรัฐบาล ได้ประกาศใช้ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน นายชาติชายร่วมชุมนุมกับ นปช. เดินมาตามบาทวิถี ตามถนนพระราม ๔ ฝั่งตรงข้ามสวนลุมพินี มุ่งหน้าเข้าหาด่านเจ้าหน้าที่ทหาร บริเวณสะพานลอยหน้าอาคารอื้อจือเหลียง ซึ่งที่เกิดเหตุได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร ในด่านดังกล่าวยิงด้วยอาวุธปืน ได้รับบาดเจ็บ และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวง มีข้อเท็จจริงและหลักฐานตามสมควร เข้าข่ายน่าเชื่อว่าความตายของนายชาติชาย ซาเหลา เกิดขึ้นโดยการกระทําของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จึงเห็นควรส่งสํานวนการชันสูตรพลิกศพกลับไปให้ พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจนครบาลปทุมวัน ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ศพนั้นอยู่ ดําเนินการตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ เพื่อให้มีการไต่สวนของศาลต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ นี่คือกรณีของนายชาติชาย ซาเหลา ก็ตายโดยทหาร อีกเช่นเดียวกัน ก็ตายโดยการสั่งการตั้ง ศอฉ. โดยนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพเป็น ผอ.ศอฉ. เป็นผู้รับผิดชอบ เป็นตัวการในการบงการใช้จ้างวานฆ่า ไหนละครับ ตอนแรกคําก็แดงฆ่าแดง ฆ่ากันตาย แล้ววันนี้ใครฆ่าละครับ แล้วนี่ก็เป็นสํานวนในคดีพิเศษ ผมเรียนกับท่านประธานว่า ผมต้องขอบคุณคนที่ทําสํานวนอันนี้ เพราะผมเชื่อว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษก็มีมนุษย์พันธุ์ดี อยู่บ้าง และผมก็ไม่รู้ว่าหลังอภิปรายวันนี้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ จะอยู่อย่างไรผมไม่ทราบ แต่ว่า อย่างน้อยผมมีเรื่องหลายเรื่องที่มีความเห็นแตกต่างกับนายธาริต แต่เรื่องนี้ไม่ได้จบเท่านี้ ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้ความจริงแล้วพนักงานสอบสวน ตั้งแต่คดีวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร คดีนายฮิโรยูกิ มูราโมโต คดีลูกจ้างองค์การสวนสัตว์ คดีพลทหาร ดีเอสไอ ต้องส่งไปให้พนักงานอัยการ เพราะเจ้าหน้าที่ตํารวจเขายืนยันว่าเขาไม่มีอํานาจ ไม่ว่าจะเป็น ผู้การกองปราบ กรณี ๖ ศพ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ผู้กํากับสถานีตํารวจนครบาลปทุมวัน ผู้การสอบสวนกลางยืนยันว่าตํารวจไม่มีอํานาจ เป็นอํานาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ที่นายสุเทพเป็นประธาน ซึ่งความจริงแล้ว ท่านประธานที่เคารพ คดีเวลาฟ้องพวกผม ฆ่ากันเองตาย ๙๑ ศพ ส่งให้อัยการ บอกว่าตัวเองมีอํานาจ แต่พอคดีทหารฆ่าประชาชนซึ่งนายสุเทพต้องรับผิดชอบร่วมกับ นายอภิสิทธิ์เท่ากับตัวการ โทษประหารชีวิต ดีเอสไอส่งกลับไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แล้วสํานักงานตํารวจแห่งชาติมาบอกว่าตัวเองไม่มีอํานาจ ไปชันสูตรศพเสร็จแล้ว ซึ่งรอทํา สํานวนเพื่อส่งให้อัยการ ปรากฏว่าส่งไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เก็บไว้ ๕ เดือนได้แบบนี้ ซึ่งความจริงแล้วเขาไปชันสูตรทําสํานวนครบถ้วนเรียบร้อย ความจริงแล้วต้องส่งอัยการ อัยการก็ฟ้องศาลเพื่อดําเนินคดีฆ่าคนตายครับท่านประธาน ผมจึงบอกครับ เวลานี้เวลาเจอกันก็ผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง ฆ่ากัน วันนี้ต่างหาก พวกท่านฆ่าประชาชน พวกท่านให้ทหารฆ่าทหาร กรณีพลทหารนี่ชัดเจน แล้วไม่ได้ตอบ โดยนายจตุพรซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับนายสุเทพ กับนายอภิสิทธิ์ แต่ตอบตามสํานวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งอยู่ภายใต้การกํากับของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพนั่นเอง ท่านประธานที่เคารพ ต่อไปครับ ความตายของนายบุญมี เริ่มสุข ซึ่งนางนันทพร เริ่มสุข ภรรยาเป็นผู้กล่าวหา ฐานความผิดฆ่าผู้อื่น วันเกิดเหตุ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ตําบล สถานที่เกิดเหตุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ปรากฏตามรายงาน การชันสูตรศพ สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตํารวจ ท่านประธานที่เคารพ นี่เป็น โศกนาฏกรรม ตามวัน เวลาเกิดเหตุ ตามสํานวนของดีเอสไอระบุว่านายบุญมี เริ่มสุข อายุ ๗๑ ปี ขณะรับประทานอาหารที่ร้านระเบียงทองเสร็จแล้ว ได้เดินออกจากร้านเพื่อจะ กลับบ้าน ระหว่างที่เดินอยู่บนทางเท้าข้างร้านอาหารดังกล่าว นายบุญมี เริ่มสุข ถูกคนร้าย ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด ถูกบริเวณหน้าท้องขวา หลังจากนั้นได้มี การนําตัวนายบุญมี เริ่มสุข ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ได้ย้ายนายบุญมีไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลตํารวจเรื่อยมา จนกระทั่ง วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๕.๐๐ นาฬิกา นายบุญมี เริ่มสุข ได้เสียชีวิตลง นายบุญมีถูกยิงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ได้รับบาดเจ็บ มาตายเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ตอนตีห้า อายุ ๗๑ ปี ไปกินข้าวกับเมีย ท่านประธานที่เคารพ มีการสอบพยานจํานวน ๒ ปาก และมีพยานเอกสาร ๘ รายการ มีพยานวัตถุ ๒ รายการ แต่ที่จะให้ท่านประธาน ได้ฟังว่าประชาชนซึ่งถูกทหารยิงโดยคําสั่งของนายอภิสิทธิ์ โดยตั้งนายสุเทพเป็นผู้สั่งการนั้น เขาไม่ควรที่จะมาตายเลย ทางดีเอสไอได้สรุปหลักฐานทางคดีและความเห็นของพนักงาน สืบสวนสอบสวนดังนี้ อยากให้กล้องได้ซูมรูป ซูมรูปแช่ไว้เลยครับ นี่เป็นรูปนายบุญมี เริ่มสุข ถูกยิง ๑๔ พฤษภาคม มาตาย ๒๘ กรกฎาคม แช่ไว้เลยครับ คดีนี้พนักงานสืบสวน สอบสวนดําเนินการสอบสวนแล้วปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในวัน เวลาเกิดเหตุ นายบุญมี เริ่มสุข ผู้ตายยืนอยู่ริมถนนพระราม ๔ ใกล้กับสนามมวยลุมพินี เขตปทุมวัน ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงบริเวณลําตัวได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกนําตัวส่งโรงพยาบาล เจริญกรุงประชารักษ์ แล้วก็ได้ย้ายไปโรงพยาบาลตํารวจ แต่อาการไม่ดีขึ้น จนกระทั่ง วันที่ ๒๘ กรกฎาคม เวลา ๐๕.๐๐ นาฬิกา นายบุญมี เริ่มสุข ถึงแก่ความตาย พันตํารวจโท ณพงศ์ กปิตถัย พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจปทุมวันท้องที่ศพนั้นอยู่ และพันตํารวจเอก ภวัต ประทีปวิศรุต แพทย์สถาบันนิติเวช ร่วมชันสูตรพลิกศพ ทราบว่าผู้ตายคือ นายบุญมี เริ่มสุข อายุ ๗๑ ปี เลขบัตรประชาชนมีเรียบร้อย สถานที่เรียบร้อย จากการสอบสวนมี นายชัยชนะ ตันติกุล พยาน ตําแหน่งแพทย์ ระดับ ๘ ปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้างานกลุ่มเวชศาสตร์ฉุกเฉินและกลุ่มงานนิติเวช โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ให้การยืนยันว่าเป็นผู้รับตัวและรักษานายบุญมี เริ่มสุข ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๖.๐๐ น. พบว่าถูกยิงเข้าบริเวณหน้าท้องด้านขวา กระสุนฝังอยู่ที่ต้นขาด้านซ้าย แต่ไม่ได้ผ่ากระสุนออก กระสุนทะลุลําไส้หลายจุด ขณะรับตัวนายบุญมี เริ่มสุข ยังมีสติ สามารถพูดได้ สอบถามได้ความว่าถูกยิงบริเวณแขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมแต่อย่างใด และนางนันทพร เริ่มสุข ผู้กล่าวหา ภรรยาชอบด้วยกฎหมาย ของนายบุญมี เริ่มสุข ได้ให้การยืนยันว่าขณะที่นายบุญมี เริ่มสุข นอนรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ นายบุญมี เริ่มสุข ยังมีสติดีอยู่และสามารถพูดและฟังได้ เป็นอย่างดี เล่าให้นางนันทพร เริ่มสุขฟังว่า เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม เวลาสี่โมงเย็นหลังจาก ที่นายบุญมี เริ่มสุข รับประทานอาหารที่ร้านระเบียงทองเสร็จแล้ว จากนั้นเดินออกมาที่ร้าน เพื่อที่จะกลับบ้าน และระหว่างอยู่ทางเท้าร้านดังกล่าวได้ถูกยิงด้วยอาวุธปืน ๑ นัด ถูกยิง บริเวณหน้าท้องข้างขวา จากนั้นก็มีอาการชาและล้มลง พลเมืองดีนําส่งรักษาตัวโรงพยาบาล ตามที่ปรากฏ ประกอบกับวัตถุแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงของ นายบุญมี เริ่มสุข บันทึกช่วงเวลา นาทีที่ ๒.๕๗ มีการสอบถามนายบุญมี เริ่มสุข ซึ่งขณะนั้นยังมีสติและสามารถพูดได้ว่า กระสุนยิงมาจากฝั่งไหน นายบุญมี เริ่มสุข ได้ตอบคําถามดังกล่าวว่าฝั่งทหาร และพยาน เอกสารประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลตํารวจ ซึ่งโรงพยาบาลตํารวจได้มอบพยานวัตถุ ลูกกระสุนปืน จํานวน ๑ ลูก ซึ่งแพทย์ผู้ทําการรักษาได้ตรวจพบจากร่างกายนายบุญมี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้รับมอบและส่งกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สํานักงานตํารวจ แห่งชาติ อยู่ระหว่างรอผลการสอบสวน ทั้งนี้สาเหตุการตายของ นายบุญมี เริ่มสุข มีพันตํารวจโท ณพงศ์ กปิตถัย พนักงานสอบสวนสถานีตํารวจปทุมวันท้องที่ศพนั้นอยู่ และพันตํารวจเอก ภวัต ประทีปวิศรุต แพทย์สถาบันนิติเวชร่วมชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น พบสาเหตุแห่งการตายด้วยการติดเชื้อในกระแสเลือด เนื่องจากถูกยิงบริเวณช่องท้อง และมีพันตํารวจตรีหญิง นปภัช ตําแหน่งนายแพทย์ (สบ.๒) กลุ่มงานนิติพยาธิ โรงพยาบาลตํารวจ ผู้ทําการตรวจศพภายนอกและภายใน ให้การยืนยันว่าผู้ตายมีสาเหตุ การตายจากการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมกับประวัติที่ถูกยิงช่องท้อง ซึ่งตามวัน เวลาเกิดเหตุ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม เวลาสี่โมงเย็น บริเวณทางเข้าร้านอาหารระเบียงทอง ถนนพระราม ๔ ปรากฏตามพยาน ตามเอกสารและบันทึกสถานที่เกิดเหตุ ในทางคดีมีหลักฐานน่าเชื่อว่า การเสียชีวิตของนายบุญมี เริ่มสุข ผู้ตาย เป็นการกระทําของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่า ปฏิบัติตามหน้าที่ จึงเห็นควรส่งเรื่องกลับไปให้พนักงานสอบสวนแห่งที่ศพนั้นอยู่ดําเนินการ ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ เพื่อให้มีการไต่สวนของศาลต่อไป ลงชื่อ พันตํารวจโท จักรกฤษณ์ วิเศษเขตการณ์ ลงชื่อ พันตํารวจ สุวิชชา ถมยาบัตร ท่านประธาน ที่เคารพ คุณลุงบุญมี เริ่มสุข เป็นชายชรา ใช้ชีวิตกับภรรยาไปกินข้าว แต่ปรากฏว่า ก็ถูกทหารภายใต้การสั่งการของนายสุเทพยิง โดยที่เขาไม่ควรที่จะมาตายเลย แล้วถามว่า ถ้าคนถูกกระสุนเป็นคนที่เป็นญาติ เป็นคนที่มีความผูกพัน นายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ จะมีความรู้สึก อย่างไร ภรรยา นางนันทพร เริ่มสุข ต้องใช้ชีวิตในวัยชราอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ซึ่งสามีเขา ไม่ควรจะมาตายเพราะเขาออกไปกินข้าวแล้วออกจากร้าน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเลย เสร็จแล้วผลการสอบสวนชัดเจนว่า เป็นการตายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็คือทหาร ภายใต้การสั่งการของนายสุเทพ ท่านประธานที่เคารพ คดีนี้เหมือนกับทุกคดี ถ้าเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายตามปกตินั้นต้องส่งไปให้อัยการ เพื่ออัยการจะส่งไปยังศาล เพื่อที่จะดําเนินคดีตั้งแต่เรื่องการชันสูตรพลิกศพ จนกระทั่งคดีฆ่าคนตาย ผมเรียนกับ ท่านประธานว่านี่เป็นโศกนาฏกรรม ผมนี่นะครับอยู่ท่ามกลางหัวอกที่มันระกํา ถูกนายสุเทพ และพวกกล่าวหาทุกวันว่าฆ่ากันเอง เป็นผู้ก่อการร้าย ฆ่ากันเอง ๙๑ ศพ นี่อย่างไรครับ แต่ละศพว่าความตายเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ทราบว่าความรู้สึกว่าตัวเองเป็นลูกผู้ชาย รับผิดชอบชั่วดีนั้นอยู่ตรงไหน แล้วถามว่ามีการรู้สึกไปขอโทษลุงบุญมี เริ่มสุขไหม ถ้ามีความ ชิงชังพวกผมว่าเป็นปฏิปักษ์ นี่เขาไม่ใช่ผู้ชุมนุม มากินข้าวกับเมียในวัยชรา กินข้าวเสร็จ ถูกยิงตาย คําว่า ขอโทษ คําว่า เสียใจ ออกจากปากเป็นไหม เขาควรมาตายไหม แล้วถ้า ความตายมันเกิดขึ้นกับคนในตระกูลเดียวกันเองจะมีความรู้สึกอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ดูหน้าคุณลุงสิครับ เป็นคนแก่ที่มีแววตาที่มีความเมตตา ดูหน้าตาอิ่มเอิบ ตายแล้วก็อิ่มเอิบ แต่นี่เป็นความเจ็บปวดของคนที่เขาอยู่ข้างหลัง เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเลย นายสุเทพจะเกลียดพวกผม แต่เขาไม่เกี่ยวครับ ไปฆ่าคนเขาได้อย่างไร ใครเขาให้รอง นายกรัฐมนตรีฆ่าคนเป็นว่าเล่น ท่านประธานที่เคารพ ต่อไปครับ เยอะครับ