สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

จตุพร พรหมพันธุ์หารือเรื่องเหตุการณ์ยิงปืนในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่บริเวณสี่แยกปทุมวัน โดยมีการอ้างอิงภาพและพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อสนับสนุนคำพูดของเขา

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แบบสัดส่วน

ขอบคุณท่านประธานครับ ดีเอสไอ ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าแกนนําส่วนหนึ่งได้มอบตัวต่อทางราชการ และได้แจ้งให้ผู้ชุมนุม เดินทางกลับ พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ชุมนุมบางส่วนเข้าไปพักอาศัยภายในวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ซึ่งอยู่ใกล้สี่แยกราชประสงค์ โดยในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารได้กําหนดให้ เป็นเขตอภัยทาน ผู้ร่วมชุมนุมส่วนหนึ่งเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางที่ทางราชการกําหนด และเส้นทางอื่น ๆ แต่อีกส่วนหนึ่งได้พักอาศัยในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร และในช่วงนั้น เกิดเพลิงไหม้จํานวนหลายจุดบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เซ็นทรัลเวิลด์ โรงหนังสยาม ถนนพระราม ๑ และขณะดียวกันกําลังเจ้าหน้าที่ทหารที่รับผิดชอบสี่แยกปทุมวัน ซึ่งทราบว่าเป็นหน่วยทหารของ พล.๑ รอ. ร.๓๑ พัน.๒ รอ. รับผิดชอบแยกปทุมวัน บนถนนพระราม ๑ หน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร โดยมีชุดปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษ เป็นกําลังคุ้มกันบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ตั้งแต่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติถึงสยาม จากการสอบปากคําของพยานต่าง ๆ แล้วให้การสอดคล้องตรงกันว่าในเวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา มีเสียงปืนดังติด ๆ กันหลายนัดมาจากทิศทางสถานีรถไฟฟ้าสยามซึ่งเป็นจุดที่หน่วยทหาร พล.๑ รอ. รับผิดชอบ และปรากฏว่ามีผู้ชุมนุมถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหน้าวัด ปทุมวนารามราชวรวิหาร ได้มีพยานถ่ายภาพไว้และเข้าช่วยเหลือ โดยได้นําผู้ถูกกระสุนเข้า ไปในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารหน้าเต็นท์พยาบาล ซี่งบริเวณหน้าสหกรณ์ของวัด ชายคน ดังกล่าวทราบชื่อภายหลังว่านายอัฐชัย ชุมจันทร์ ได้ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ซึ่งปรากฏ จากภาพที่ช่างภาพตามไปถ่ายภาพได้ในเวลา ๑๗.๕๐ นาฬิกา ของวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ โดยในขณะที่อาสาพยาบาลซึ่งอยู่ในเต็นท์พยาบาลภายในวัดและผู้ชุมนุมได้ทยอยมาในวัด ได้เข้าช่วยเหลือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ นั้น นายมงคล เข็มทอง อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ก็ได้เข้ามาช่วยเหลือด้วย ปรากฏตามภาพถ่ายที่พยานถ่ายไว้ก่อนที่นายมงคล เข็มทอง จะถูกยิงจนถึงแก่ความตาย ในขณะที่กําลังช่วยเหลือนายอัฐชัยนั้น เป็นเวลาเดียวที่พยาน ที่ได้รับบาดเจ็บและอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ได้เห็นมีเจ้าหน้าที่ทหารแต่งกาย ชุดลายพราง หมวกทหารลายพราง มีอาวุธปืนยาวได้ใช้อาวุธยิงเข้ามาในวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร โดยยิงเข้าไปที่เต็นท์พยาบาลซึ่งมีนางสาวเกดกมน อัคฮาด กําลังช่วยเหลือ ผู้บาดเจ็บในเต็นท์พยาบาล ได้ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตายภายในเต็นท์พยาบาล นายอัครเดช ขันแก้ว อาสาพยาบาลอีกคนหนึ่งได้เข้าไปเพื่อที่จะช่วยเหลือนางสาวเกดกมน อัคฮาด ในเต็นท์พยาบาล ก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ที่เต็นท์พยาบาลเช่นเดียวกัน ซึ่งกรณีนางสาวเกดกมนและนายอัครเดชถูกยิงในบริเวณ เต็นท์พยาบาลนั้นมีพยานถ่ายภาพเป็นคลิปเคลื่อนไหว พนักงานสอบสวนได้นําประกอบ ในการสอบสวนด้วย กรณีของนายรพ สุขสถิตย์ นายสุวัน ศรีรักษา ที่พบเป็นศพบริเวณ วัดปทุมวนารามราชวรวิหารนั้น ในชั้นนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานจากจุดใดที่ชี้ถึงจุดถูกยิงได้ แต่การชันสูตรพลิกศพของแพทย์ ปราฏว่าศพนายรพ สุขสถิตย์ และศพนายสุวัน ศรีรักษา นั้น เป็นวิถีกระสุน เป็นลักษณะบนลงล่างทั้ง ๒ ศพ นี่ในสํานวนดีเอสไอแบบนี้นะครับ นอกจากนี้ ทั้ง ๒ ศพยังพบเศษกระสุนของผู้ตายทั้ง ๒ ศพ ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของ กองพิสูจน์หลักฐานกลางว่าเป็นกระสุนปืน .๒๒๓ (๕.๕๖ มม.) ตามภาพจะมีหัวสีเขียว และศพนายมงคล เข็มทอง เจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ้ง ที่ได้เข้าช่วยเหลือนายอัฐชัยนั้น เป็นลักษณะวิถีกระสุนเป็นบนลงล่างเช่นเดียวกัน และรายงานการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์ หลักฐานกลางว่าเป็นกระสุนปืนขนาด .๕๖ มิลลิเมตร ซึ่งเขาได้บรรจุภาพอยู่ในสํานวนด้วย นะครับ มีภาพหัวสีเขียวเช่นเดียวกับรายอื่น ส่วนการชันสูตรพลิกศพนางสาวเกดกมน นายอัครเดช อาสาพยาบาล แม้ผลการตรวจพิสูจน์จะพบว่าวิถีกระสุนเป็นลักษณะล่างขึ้นบน ในลักษณะศพของนางสาวเกดกมนและนายอัครเดช ตามปรากฏตามรายงานของ กองพิสูจน์หลักฐานกลางว่ากระสุนที่พบเป็นกระสุนปืนขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร มีหัว สีเขียวเช่นเดียวกัน ส่วนในศพนายอัครเดชนั้นไม่สามารถยืนยันกระสุนปืนได้ แต่จาก ภาพคลิปที่พยานถ่ายภาพและบุคคลยืนยัน เห็นว่าเป็นการยิงจากบนรางรถไฟฟ้า ในเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกาเศษ ของวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ กรณีนายอัฐชัย ชุมจันทร์ ท่านประธานที่เคารพ ถูกยิงที่บริเวณหน้าวัดเป็นคนแรก ไม่สามารถหาหัวกระสุนตรวจได้ เพราะกระสุนทะลุ ไม่สามารถตรวจกระสุนได้ อย่างไรก็ตาม คํายืนยันจากพยานช่างภาพ อิสระสามารถยืนยันได้ว่านายอัฐชัยถูกยิงในแนวระดับได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย ในเวลาต่อมา จากผลการสอบสวนวิถีกระสุน การพิสูจน์ศพ วัตถุพยานที่พบในตัวผู้ตาย ทั้ง ๖ ศพ จากคําให้การของพยานที่เห็นเหตุการณ์ ประกอบภาพของช่างภาพอิสระ ภาพเคลื่อนไหวและพยานประกอบแล้วนั้น ท่านประธานที่เคารพ เขาระบุอย่างชัดเจนว่า ภาพเคลื่อนไหวของบุคคลที่แต่งกายคล้ายทหารพร้อมอาวุธปืนยาวอยู่บนรถรางไฟฟ้าบีทีเอส ฝั่งวัดปทุมวนารามราชวรวิหารในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ในเวลาใกล้เคียงที่ผู้ตายถูกยิง ถึงแก่ความตาย โดยมีเสียงปืนจากทิศทางของชายแต่งกายคล้ายทหารดังกล่าว ประกอบ คําให้การของพยานที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารว่า เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๘.๐๐ น. พยานยืนยันเห็นทหารแต่งกายชุดพราง มีอาวุธปืนยาว ยืนอยู่บนรถรางไฟฟ้าบีทีเอสฝั่งวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร และได้ใช้อาวุธปืนประจํากาย ดังกล่าวยิงพยานและผู้ตายบริเวณวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ยิงเข้าไปในเต็นท์พยาบาล ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารเป็นเหตุให้พยาบาลได้รับบาดเจ็บ ท่านประธานที่เคารพ นี่เป็นประจักษ์พยานในจํานวน ๔๑ ปาก ซึ่งเขาสอบทุกฝ่าย และจากการให้ปากคําของ เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยรบพิเศษ ลพบุรี ที่รับผิดชอบบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ให้การว่าได้รับมอบหมายให้ทําหน้าที่ชุดคุ้มกันให้กับชุดทหารในแนวราบ ร.๓๑ พัน.๒ รอ. ซึ่งข้างล่างก็เป็นทหารอีกชุดหนึ่ง ก็แปลว่าทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าและอยู่ ข้างล่าง และในภารกิจนี้ได้รับว่าอาวุธประจํากายของตนในการปฏิบัติภารกิจคือ เอ็ม ๑๖ เอ๒ ซึ่งมีหัวสีเขียว พยานปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๒๐ ซึ่งคําให้การของเจ้าหน้าที่ทหารบนรางรถไฟฟ้า พยานที่อยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร พยานที่ถูกยิงบาดเจ็บขณะที่หลบอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร พยานที่เป็นช่างภาพอิสระ ต่างชาติ และพยานเจ้าหน้าที่ตํารวจที่ถ่ายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เหตุการณ์บนรางรถไฟฟ้า บีทีเอส และพยานเกี่ยวข้องอย่างอื่น ประกอบหลักฐานการชันสูตรพลิกศพทั้ง ๖ ศพ การตรวจพิสูจน์เขม่าปืนจากศพและนําเศษกระสุนที่พบในทั้ง ๖ ศพไปทําการตรวจสอบ เพื่อทราบถึงขนาดและกระสุนปืนที่ทําให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ปรากฏว่าทั้ง ๖ ศพ ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตาย ปรากฏว่าศพของนายรพ นางสาวเกดกมน นายมงคล และนายสุวัน ผลการตรวจพิสูจน์ยืนยันว่าเป็นกระสุนปืนเอ็ม ๑๖ เอ๒ ๕.๕๖ มิลลิเมตร ส่วนศพนายอัฐชัย และนายอัครเดชนั้นไม่สามารถที่จะยืนยันได้ เพราะกรณีศพของนายอัฐชัย กระสุนทะลุไม่สามารถตรวจสอบได้ ส่วนกรณีนายอัครเดชนั้นพบกระสุนในศพมีจํานวนน้อย ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่อย่างไรก็ตามพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งรายละเอียดท่านประธานจะแลเห็นเลย เขาตรวจ เขม่าปืนในมือของทั้ง ๖ ศพที่ตาย ถ้าคนเหล่านี้เป็นคนชุดดําจริงจะต้องมีเขม่าปืน แต่ปรากฏว่าทั้ง ๖ คนไม่มีใครมีเขม่าปืน ไม่มีแอลกอฮอล์ในเลือด ท่านประธานที่เคารพ ทุกคนมือเปล่า นางสาวเกดกมนตายในชุดพยาบาลที่ไปช่วยชีวิตคน ท่านประธานคงจะแล เห็นว่า ศพที่ ๑ ตาย ศพที่ ๒ ไปช่วยก็ถูกฆ่าตาย ศพที่ ๓ ไปช่วย ศพที่ ๒ ก็ตาย ศพที่ ๔ ไปช่วยศพที่ ๓ ก็ตาย นี่เป็นความงดงามท่ามกลางโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ของพี่น้อง ประชาชน ท่านประธานที่เคารพ เขาจึงสรุปจากหลักฐานการตรวจพิสูจน์ศพของผู้ตาย ทั้ง ๖ ศพ ดังนี้นะครับว่า เช่น รายงานตรวจวิถีกระสุน มีการรายงานตรวจวิถีกระสุนของ นายรพ สุขสถิตย์ นายมงคล เข็มทอง นายสุวัน ศรีรักษา เป็นกระสุนในแนวบนลงล่าง นางสาวเกดกมน นายอัครเดช เป็นกระสุนในแนวล่างขึ้นบน นายอัฐชัยเป็นวิถีกระสุนในแนว ระดับ รายงานการชันสูตรพลิกศพ ๖ ศพ ปรากฏว่านายรพ สุขสถิตย์ พบเศษกระสุนในศพ จํานวน ๒ ชิ้น มีเศษกระสุนสีเขียว ๑ ชิ้น นายอัฐชัย ชุมจันทร์ ศพที่ ๒ ไม่พบเศษกระสุน นางสาวเกดกมน อัคฮาด พบเศษกระสุนในศพ ๑ ชิ้น ตะกั่ว ๒ ชิ้น มีเศษกระสุนสีเขียว ๑ ชิ้น นายมงคล เข็มทอง พบเศษกระสุนในศพ ๒ ชิ้น ตะกั่ว ๓ ชิ้น มีเศษกระสุนสีเขียว ๑ ชิ้น นายสุวัน ศรีรักษา ศพที่ ๕ พบเศษกระสุนในศพ ๒ ชิ้น มีเศษกระสุนสีเขียว ๑ ชิ้น นายอัครเดช ขันแก้ว พบเศษกระสุนในศพ ๑ ชิ้น ตะกั่ว ๒ ชิ้น จากการไปตรวจบน รางรถไฟฟ้าบีทีเอส ดีเอสไอเขาไปพบว่าซึ่งเป็นสถานที่ที่พยานเห็นเจ้าหน้าที่อยู่บน รางรถไฟฟ้า แล้วพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าปฏิบัติอยู่บนรางรถไฟฟ้าในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผลปรากฏว่าพบปลอกกระสุนจํานวน ๒ ปลอก ผลตรวจพิสูจน์เป็นขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร และพบกระสุนปืนจํานวน ๑ นัดที่มีหัวกระสุนสีเขียว ผลตรวจพิสูจน์เป็นขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร ๔ จุด ตามคําให้การของพยานเจ้าหน้าที่ทหาร รับว่าปฏิบัติหน้าที่บนราง รถไฟฟ้าเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ โดยมีและใช้อาวุธปืนประจํากาย เป็นอาวุธปืน เอ็ม ๑๖ เอ๒ ท่านประธานที่เคารพ ดีเอสไอเขาจึงสรุปอย่างนี้ครับ จากพยานหลักฐาน ข้างต้นทําให้เชื่อได้ว่ากรณีของนายรพ สุขสถิตย์ นายมงคล เข็มทอง นายสุวัน ศรีรักษา รวม ๓ ราย จากหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวง มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตาม สมควร เข้าข่ายน่าเชื่อว่ามีความตายเกิดขึ้นจากเจ้าพนักงานซึ่งกระทําการตามหน้าที่ ดังนั้น เห็นควรส่งมอบสํานวนการสอบสวนและสํานวนการชันสูตรพลิกศพนายรพ สุขสถิตย์ นายมงคล เข็มทอง นายสุวัน ศรีรักษา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดําเนินการเพื่อให้เป็นไปตาม กฎหมายเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคสาม ต่อไป ลงชื่อ พันตํารวจโท ธรณินทร์ คลังทอง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชํานาญการพิเศษ ๘ นางสาวทัศนันท์ วัฒนชัชพงศ์ เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ชํานาญการพิเศษ ๘ ปรากฏว่า พันตํารวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ซึ่งเป็นรองหัวหน้าชุดนี่นะครับ เขาบอกว่า เขาทําหนังสือถึงรองอธิบดีคดีพิเศษ บอกคดีนี้เป็นการรวมพยานหลักฐานและพฤติการณ์ มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามสมควรที่น่าเชื่อว่าความตายของนายมงคล เข็มทอง นายรพ สุขสถิตย์ นายสุวัน ศรีรักษา รวม ๓ ศพนี้เกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติการตาม หน้าที่ เห็นควรดําเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ โดยส่งไปยังพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ตามกฎหมายต่อไป ลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พันตํารวจเอก ณรัชต์ เศวตนันท์ รับเรื่อง ทําหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าเห็นควร ส่งสํานวนการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนของ สตช. ดําเนินการต่อไป ความเห็นทางคดี นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ลงนามในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เห็นชอบให้ดําเนินการตามที่เสนอ ลายเซ็น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ท่านประธานที่เคารพ จากที่ผม อ่านผังตารางทั้งหมด นําพาไปสู่การคลี่คลายคดี ๖ ศพของวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ผมเรียนกับท่านประธานว่าคดีนี้ถ้าเป็นคดีตามปกติ บัดนี้หลังจากการชันสูตรพลิกศพ เจ้าหน้าที่ตํารวจในขั้นตอนของชั้นพนักงานสอบสวนขอขยายเวลาได้ ๒ ครั้ง รวมกันว่า ไม่เกิน ๓ เดือนก็ต้องส่งอัยการ อัยการจะดึงเต็มที่ก็ไม่เกิน ๓ เดือน ส่งไปไต่สวนในศาล เพื่อจะหาสาเหตุของการตาย รวมกระทั่งว่าคนที่ทําให้ตายเป็นใคร แล้วก็จะได้ทําสํานวนคดี ฆ่าคนตายโดยเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน ผมเรียนกับท่านประธานว่า ถ้ากระบวนการของบ้านเมือง มันเดินไปตามปกติ บัดนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องถูกดําเนินคดีฐาน ฆ่าคนตายโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ผมเรียนกับท่านประธาน แต่เนื่องจากทั้ง นายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ดูแลทั้งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ดูแลทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ว่าท้ายที่สุดความจริงหนีความจริงไปไม่พ้น เพราะการสอบสวนกรมคดีพิเศษนั้น สักพัก ท่านประธานจะแลเห็นว่าไม่ใช่เฉพาะเป็นข้าราชการของกรมสอบสวนคดีพิเศษเท่านั้น ยังมี ทหารร่วมไปสอบสวนด้วย ยังมีตํารวจร่วมไปสอบสวนด้วย มีตัวแทนจากข่าวกรอง มีตัวแทน จากหน่วยงานต่าง ๆ มากมายเข้าไปครบถ้วน แต่สอบไปสอบมาก็พบว่าความตายที่เกิดขึ้น เป็นการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านประธานที่เคารพ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็เป็นทหาร ซึ่งนําโดย พันตรี นิมิตร หัวหน้าชุด จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา และพวก คนสั่งการครับ ท่านประธานที่เคารพ ก็นายอภิสิทธิ์ตั้งนายสุเทพเป็น ผอ. ศอฉ. มีการสั่งกําลังเคลื่อนย้าย ผมยกตัวอย่าง ท่านประธานที่เคารพ เอาคําสั่งศูนย์ปฏิบัติการหน่วยสงครามพิเศษ ท่านประธานดูพร้อม ๆ กันนะครับ นี่เป็นคําสั่งศูนย์ปฏิบัติการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ที่ ๔๔/๒๕๕๓ เรื่อง ให้กําลังพลปฏิบัติการภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย สนับสนุน ศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เรียงมา จึงให้กําลังพล นปพ.ทบ.มวปพ. ที่ ๓ จํานวน ๘๐ นาย ปฏิบัติการหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของ ศอฉ. ตั้งแต่วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นต้นไปจนจบภารกิจ ดังรายชื่อต่อไปนี้ ท่านประธานลองดูสิครับ เรียงมานะครับ นี่ยกตัวอย่าง เช่น ลําดับที่ ๔.๑๒ สิบเอก วิฑูรย์ อินทํา ตําแหน่ง พลปืนเล็ก นี่ไม่นับชุดคน อื่น ๆ นะครับ สิบโท รัชพล ยศปัญญา สิบเอก บุญเทียน ศรีจันทร์ นี่หัวหน้าพวกทําลาย ชื่อน่ารักมาก แต่ว่าชุดที่อยู่ในกรณีวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เห็นไหมครับ สิบเอก ภัทรนนท์ มีแสง ตําแหน่งพนักงานวิทยุ แต่ถือปืนเอ็ม ๑๖ เอ๒ สิบเอก เกรียงศักดิ์ สีบุ ตําแหน่ง พนักงานวิทยุ พกเอ็ม ๑๖ เอ๒ หัวสีเขียว ท่านประธานที่เคารพ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓ ลงชื่อใครครับ พลตรี ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ รอง ผบ.ศปก.นสศ. ทําการแทน ผบ.ศปก.นสศ. ศูนย์สงครามพิเศษนั่นละครับ ผมเรียนกับท่านประธานว่าทุกอย่างทําปฏิบัติการกัน อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ถ้าเราเรียงผังง่าย ๆ ก็ดูว่า ก่อนจะดูคดีอื่นครับท่านประธาน นี่ครับแผนผัง ศอฉ. ผู้ปฏิบัติการสลายการชุมนุม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยความเห็นชอบ ของคณะรัฐมนตรี ตั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อํานวยการ ศอฉ. คณะกรรมการ ศอฉ. เช่น อธิบดีดีเอสไอ ปลัดกระทรวงต่าง ๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งคน ๆ นี้ให้การเป็นประโยชน์มาก เลขาธิการ สมช. เป็นเลขานุการ พลเอก อนุพงศ์ เผ่าจินดา เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นผู้บัญชาการทหารบกในเวลานั้น พันเอก สรรเสริญ แก้วกําเนิด พลโท ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นแผนยุทธการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ออกคําสั่งไปยังทหารในภาคสนาม ถามว่าพวกผมรู้ได้อย่างไร ก็ตอบว่า นายถวิล เปลี่ยนศรี นี่ละครับเป็นคนบอก ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่า นายถวิล เปลี่ยนศรี ได้ให้สัมภาษณ์มติชน ลําดับที่ ๑๖ เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๔ โดยระบุว่า นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงในฐานะเลขานุการ ศอฉ. เริ่มเล่าว่า เดิม ศอฉ. เคยประเมินว่ารัฐบาลอยู่ไม่ได้แล้ว หลังเกิดเหตุการณ์ยิงปะทะกันที่ สี่แยกคอกวัว ในวันที่ ๑๐ เมษายน จนทําให้ผู้เสียชีวิต ๒๕ คน ในคืนนั้นทั้ง ครม. และนายพล ในห้องประชุมที่กรมทหารราบที่ ๑๑ รักษาพระองค์ ต่างนั่งเงียบหลังจากมีรายงานคนตาย ทยอยเข้าสู่ห้องประชุม ทั้ง ๆ ที่ พลเอก อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ขณะนั้นได้สั่งถอนกําลัง ออกจากบริเวณดังกล่าว แผนยุทธการแผนที่ได้ถูกปิดไว้ทั่วห้องประชุม กลายเป็นหลักฐาน ประจานความล้มเหลว พลเอกหลายคนหน้าเครียด ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทําลาย ความเงียบด้วยการกล่าวขึ้นว่า นี่ผมต้องไปบอกเรื่องนี้กับประชาชนใหม่ ทว่าปาฏิหาริย์ ก็เกิดขึ้นเมื่อคลิปวินาทีระเบิดเอ็ม ๗๙ ตกใส่กองทหารหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา โผล่ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ และถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ บนโซเชียล เน็ทเวิร์ค (Social Network) ขณะที่ภาพถ่ายชายชุดดําถูกตีพิมพ์ขึ้นหน้าหนึ่ง หนังสือพิมพ์หลายฉบับในวันรุ่งขึ้น สิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นทําให้กระแสสังคมตีกลับ หันกลับมาสนับสนุนรัฐบาล แทนที่จะบ่นด่า ซึ่งนายถวิลยอมรับตรง ๆ ว่าผิดคาดมาก นับจากนั้นวาทกรรม ชายชุดดําผู้ก่อการร้าย กองกําลังติดอาวุธจึงถูกระดมเข้าใส่ผู้ชุมนุมอย่างไม่ยั้ง ด้วยลีลาการแถลงข่าวของเสธ. ไก่อู พันเอก สรรเสริญ แก้วกําเนิด โฆษก ศอฉ. ที่อาศัยข้อมูลจากที่ประชุม ศอฉ. และลีลาท่าทาง อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทําให้คนส่วนใหญ่คล้อยตามข้อมูลของ ศอฉ.