จตุพร พรหมพันธุ์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการสอบสวนเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อปี 2553 และเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น รวมถึงการสอบสวนพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่
ถ้าโลกนี้คุณสุเทพหน้าตาดี ผมว่าประเทศนี้คนหน้าตาดีทุกคน คนจังหวัดเดียวกันครับ เขาได้ขออะไรครับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีความจําเป็นต้องได้รับทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหน่วยทหารและผู้บังคับบัญชา ซึ่งควบคุมการปฏิบัติในพื้นที่ หลักเกณฑ์ กฎการใช้กําลัง มาตรการและอาวุธที่ใช้ในการ ขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดําเนิน ถนนดินสอ ถนนตะนาว และถนนประชาธิปไตย ในวันที่ ๑๐ เมษายน เขาขอต่ออีกว่า บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ วันที่ ๒๘ เมษายน ซึ่งสักครู่ท่านประธานจะได้ดู จะเห็นว่าแดงฆ่าแดง ไม่ปรากฏชัด แต่ทหาร ฆ่าทหาร โดยสํานวนของดีเอสไอ กรณีนี้ท่านประธานจะได้ฟัง การปิดกั้นเส้นทางเข้าไปยัง บริเวณพื้นที่ราชประสงค์ และการกระชับวงล้อมขอคืนพื้นที่บริเวณสวนลุมพินี บริเวณแยกปทุมวัน บริเวณแยกเพลินจิต และแนวถนนสารสิน ระหว่างวันที่ ๑๓ ถึงวันที่ ๒๑พฤษภาคม ๒๕๕๓ ตลอดจนร่องรอยของอาวุธที่ถูกกระทําต่อ และผลการตรวจรักษาบาดแผลของฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งได้รับบาดเจ็บ ด้วยเหตุผลและความจําเป็นดังกล่าว จึงขอได้โปรดกรุณามอบหมาย ให้ส่วนยุทธการของศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมข้อมูลที่มีรายละเอียดดังกล่าวข้างต้น และกําหนดตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ โดยใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่สามารถให้ข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วน แจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทราบภายในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๓ เพื่อจัดให้มีการบันทึกถ้อยคําพยานบุคคลต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ขอแสดงความนับถือ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ท่านประธานที่เคารพ หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๓ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ได้ทําหนังสือไปยังหัวหน้าส่วนยุทธการของ ศอฉ. เรื่อง แจ้งรายละเอียด การสอบสวนพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่ในคดีพิเศษ ที่ ยธ ๐๘๐๐/๓๑๗๓ ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่นายธาริตส่งไปด้วยนั้นคือรายละเอียดการนัดสอบสวนพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่ คดีชันสูตร ครั้งที่ ๑ และทางศูนย์อํานวยการฯ หลังจากที่ได้มีการทําหนังสือของนายธาริตในวันที่ ๗ กันยายน เรื่อง รายงานความคืบหน้าและข้อเสนอในการดําเนินการกรณีผู้เสียชีวิตในการ ชุมนุม และทาง ศอฉ. ได้มีหนังสือตอบ ที่ กห ๐๔๐๐๗.๔๕/๙๗๕ ลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๓ เรื่อง ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ นั้น นายธาริตระบุต่อว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดําเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุม ระหว่างวันที่ ๑๐ เมษายน ถึงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ในการสอบสวนมีความจําเป็น ที่จะต้องสอบปากคําเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวจึงขอให้ท่านได้โปรดสั่งการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคํากับพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษ โดยมีรายละเอียด ที่ส่งมาด้วย ขอแสดงความนับถือ ลายเซ็น นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าการอภิปรายของผมนั้นผมต้องขออนุญาตท่านประธานว่าผม จะเดินตามเอกสาร ว่าสิ่งที่ทําทั้งหมดนั้นของรัฐบาลและกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมกระทั่ง กองทัพ เป็นกรณีน่าศึกษาน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง นายธาริตได้ส่งหมายของการนัดไปยัง หัวหน้าส่วนยุทธการของ ศอฉ. เช่น คดีพิเศษ ที่ ๖๐/๒๕๕๓ วัน เวลา ของเหตุการณ์ที่ต้อง ทําการสอบสวน ๑๐ เมษายน ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐-๒๔.๐๐ นาฬิกา บริเวณรัฐสภาและ สวนสัตว์ดุสิต ท่านประธานที่เคารพ ทางทหารเขาก็ส่งบัญชีแนบทันทีว่า วันที่ ๑๐ เมษายน ในระหว่างเวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกาถึงเวลาเที่ยงคืนนั้น เหตุการณ์เกิดที่รัฐสภาและสวนสัตว์ดุสิต เขาก็ส่งใครมาครับ ส่ง พันเอก วิรัตน์ พันโท สุรเดช สุริยะภาค พันโท มหรรณพ พึ่งพัฒน์ ซึ่งตารางนี้เอามาจากการเทียบ ๒ ตาราง ระหว่างการนัดหมายของดีเอสไอ และทางทหาร ได้ส่งรายละเอียดของทหารตรงกันทุกอย่าง เช่น วันที่ ๑๐ เมษายน ๐๘.๐๐ นาฬิกา เที่ยงคืน สี่แยกคอกวัว ถนนตะนาว แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร พนักงานสอบสวนผู้ประสานงาน พันตํารวจโท บรรฑูรย์ ฉิมกรา นัดวันสอบสวนเสร็จ วันที่ ๔-๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ วันที่ ๑๑-๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ ทาง ศอฉ. ให้ใครไปสอบครับ พล.ร.๒ รอ. พันเอก กู้เกียรติ ศรีนาคา ท่านประธาน ที่เคารพ บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลาย พวกกระผมนั้นไม่มีทางจะล่วงรู้ได้เลย และผมเชื่อว่า ดีเอสไอไม่มีทางจะล่วงรู้ได้เลยว่าความตายที่เกิดขึ้น ๒๑ จุด กับ ๘๙ ความตายนั้น จะมีทหาร หน่วยใด สังกัดใด ถ้าทาง ศอฉ. โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ไม่ได้ส่งรายชื่อ ให้กับทางดีเอสไอ ดีเอสไอก็ไม่สามารถที่จะสอบสวนได้เลย ท่านประธานที่เคารพ จะได้เห็น ลําดับที่ ๓ เห็นไหมครับ วันที่ ๑๐ เมษายน ระหว่างเวลาหกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน พื้นที่สลาย การชุมนุม ถนนดินสอ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร รายชื่อผู้เสียชีวิต นายฮิโรยูกิ มูราโมโต นายวสันต์ ภู่ทอง นายจรูญ ฉายแม้น นายทศชัย เมฆงามฟ้า นายสมศักดิ์ แก้วสาร นาย ธวัชฒนชัย กลัดสุข นายบุญจันทร์ ไหมประเสริฐ เจ้าหน้าที่ทหารที่ ศอฉ. ส่งมาให้ดีเอสไอสอบ นั้น พันเอก ธรรมนูญ วิถี พันเอก ประวิทย์ ฉายาบุตร ท่านประธานที่เคารพ สังกัดอะไรครับ พล.ร.๒ รอ. เขาให้สอบวันไหนครับ เขาให้สอบในวันที่ ๔-๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ วันที่ ๑๑-๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ เป็นกําหนดการที่ส่งทหารไปให้ดีเอสไอสอบ หลายคนบอกว่าเหตุการณ์ที่มี การสอบสวนนะครับ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าความตายที่เกิดขึ้น เช่น เวลาหกโมงเย็นถึง เที่ยงคืน บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ถึงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดําเนินนอก เขตป้อมปราบ กรุงเทพมหานคร ผู้เสียชีวิต นายเกรียงไกร คําน้อย ทาง ศอฉ. ส่งใครให้ดีเอส ไอสอบครับ เป็นนายทหารจาก พล.๑ รอ. พันโท อัศวิน บุนนาค พันโท ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ร้อยเอก มลชัย ยิ้มอยู่ สิบเอก สรายุทธ ศรีวะโส ยกตัวอย่างต่อนะครับ เช่น หน้าธนาคาร กรุงศรีอยุธยา อาคารซิลลิคเฮาส์ ถนนสีลม วันที่ ๒๒ เมษายน ระหว่าง ๒๐.๐๐-๒๓.๐๐ นาฬิกา พี่น้องม็อบหลากสีนี่นะครับ ผู้ที่ตาย นางสาวธัญนยนันท์ แถบทอง ใครเป็นทหารอยู่ บริเวณนั้นที่ให้ดีเอสไอสอบ ศอฉ. ก็ส่งนายทหาร พล.ม.๒ รอ. พันโท อุดม แก้วมหา ร้อยโท เกษม เตปิยะศิลป์ ร้อยเอก ธงชัย ธีราธรรม ท่านประธานที่เคารพ นี่กรณี ๒๘ เมษายน เวลาบ่าย สามโมงครึ่ง บริเวณใต้ทางขึ้นโทลเวย์ (Toll Way) ใกล้อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ผู้เสียชีวิต พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ มีทหารที่อยู่บริเวณนั้น และ ศอฉ. ส่งไปให้ดีเอสไอสอบ มีใครบ้างครับ เป็นนายทหารจาก พล.ร.๙ รอ. กองพล ๙ จากเมืองกาญจนบุรี เช่น พันโท สิทธิพร จุลปานะ ร้อยเอก สรยุทธ ศัยนันทน์ ร้อยเอก ธนะรัชต์ มณีวงศ์ ร้อยโท ปกรณ์ จันทรวิสุทธิ์ จ่าสิบเอก โกศล นิลบุตร จ่าสิบตรี นพดล จ่าสิบเอก วสันต์ สุริยฉาย สิบตรี ประยุทธ์ ชวนอยู่ ท่านประธานที่เคารพ แม้กระทั่งความตายของเจ้าหน้าที่ตํารวจ สิบตํารวจโท กานต์พันธ์ เลิศจันทร์เพ็ญ วันที่ ๗ พฤษภาคม ๔ ทุ่ม ๔๕ นาที หน้าธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยอาคาร ซิลลิคเฮาส์ ถนนสีลม ก็เป็นนายทหารจาก พล.ม.๒ รอ. พันเอก จุมพล จุมพลภักดี พันโท ฉกาจพงษ์ หงษ์ทอง ร้อยเอก วีระโชค การภักดี พันโท กิตติพงษ์ เนื่องชมพู ร้อยเอก วีรพล อุ้มเงิน วันที่ ๘ ความตายของจ่าสิบตรี วิทยา พรมสําลี ก็เป็น พล.ม.๒ รอ. ชุดเดิม วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นายชาติชาย ซาเหลา ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สอบสวนเหมือนกับพลทหาร สอบเสร็จสิ้นแล้ว และระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นความตาย จากการกระทําของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เดี๋ยวท่านประธานจะได้เห็นในสํานวน เขาก็เอา นายทหารชุด พล.ม.๒ รอ. ไปสอบสวน วันที่ ๑๕ บริเวณปากซอยงามดูพลี ถนนพระราม ๔ แขวงทุ่งมหาเมฆ บริเวณแยกบ่อนไก่ ถนนพระราม ๔ บริเวณหน้าซอยสุวรรณสวัสดิ์ ถนนพระราม ๔ ทุ่งมหาเมฆ ผู้ตาย ๔ คน นายมานะ แสนประเสริฐศรี นายพรสวรรค์ นาคะไชย นายเกรียงไกร เลื่อนไธสง นายวารินทร์ วงศ์สนิท ก็เป็นทหารจาก พล.ม.๒ รอ. ๔ คนไปให้ ดีเอสไอสอบสวน ต่อมาท่านประธานที่เคารพ นี่น่าสนใจครับ ลําดับที่ ๑๑ เหตุการณ์วันที่ ๑๑-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลากลางวันกลางคืนต่อเนื่องกัน บริเวณวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ถนนพระราม ๑ บริเวณรางรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานี หน้าวัดปทุมวนารามราชวิหาร บริเวณรถรางไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยาม สถานีชิดลม ผู้เสียชีวิต นายรพ สุขสถิต นายมงคล เข็มทอง นางสาวเกดกมล อัคฮาด นายสุวัน ศรีรักษา นายอัครเดช ขันแก้ว นายอัฐชัย ชุมจันทร์ นายวิชัย มั่นแพร เขาสอบสวนใครบ้างครับ ท่านประธาน ที่เคารพ สอบทหารจาก พล.๑ รอ. พันโท ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ สอบทหารจากศูนย์สงคราม พิเศษ พันเอก ณรงค์ฤทธิ์ คําภีระ สอบทหารจาก ร.๓๑ พัน.๒ รอ. กองพันรบพิเศษที่ ๑ กรมรบพิเศษที่ ๓ (ลพบุรี) พันตรี นิมิตร วีระพงศ์ หัวหน้าชุด จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา รองหัวหน้าชุด และพวก ซึ่งท่านประธานก็จะได้แลเห็นต่อไป กรณีนี้น่าสนใจ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม เวลาหกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน บริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสีลม สวนลุมพินี ถนนพระราม ๔ และบริเวณแยกศาลาแดง ถนนสีลม กรุงเทพมหานคร ผู้เสียชีวิต พันตรี ขัตติยะ สวัสดิผล ศอฉ. ส่งใครไปให้ดีเอสไอสอบครับ พันตรี สุรพงษ์ กาญจนโพธิ์ พันตรี ณัฐพล บุญกระพือ ร้อยเอก จิรจํานง โกษาวัง ร้อยเอก ศันสนะ เพ็ชรสุข ซึ่งการสอบสวนในคดีนี้ ความจริงแล้วจะได้เดินหน้า เพราะความจริงแล้วมือลั่นกระสุนปืน ตามที่ ส.ส. วิเชียร ขาวขํา ได้ระบุอย่างชัดเจนในแวดวงทหารได้ยินชื่อกันอื้ออึง ตอนยิงเป็นสิบเอก ยิงเสร็จขึ้นจ่า รู้กันหมดครับ วิถียิงจากตรงไหน ที่ผมบอกนี่ครับ แม่ยายบางคนของรัฐมนตรีพวกท่าน เจ้าของ โรงแรม ท่านประธานที่เคารพ กรณีที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผู้ที่ตาย นายประจวบ ศิลาพันธ์ นายปิยะพงษ์ กิติวงศ์ บริเวณถนนวิทยุ บริเวณสนามมวยลุมพินี ธนาคารกรุงเทพ สํานักงานใหญ่ นายทหาร พล.ม.๒ รอ. พันโท วิฑูรย์ โพธิ์ร่มชื่น พันโท โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ พันตรี อวยชัย เอกะกุล พันตรี กอบปิติ ถาวรพฤกษ์ ร้อยเอก ผดุงศักดิ์ ปิ่นเกตุ ความตาย ต่อมาครับ หน้าร้านซ่อมจักรยาน ซอยปลูกจิต ถนนพระราม ๔ แขวงลุมพินี อาคารลุมพินี ทาวเวอร์ ผู้ที่ตาย นายสมัย ทัดแก้ว ทหารที่ไปสอบจาก พล.ม.๒ รอ. พันเอก เพชรพนม โพธิ์ชัย พันตรี กอบปิติ ถาวรพฤกษ์ ร้อยเอก ผดุงศักดิ์ ปิ่นเกตุ ร้อยเอก กําธร งามสะอาด กรณี นายบุญมี เริ่มสุข ซึ่งศพนี้ ท่านประธานจะได้ดูในสํานวนการสอบสวนของดีเอสไอ และเป็นโศกนาฏกรรมของการฆาตกรรมของรัฐบาลฆาตกร ท่านประธานที่เคารพ เจ้าหน้าที่ทหารจาก พล.ม.๒ รอ. ที่ดีเอสไอสอบตามที่ ศอฉ. ส่งมาให้ คือ พันโท โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ พันตรี อวยชัย เอกะกุล พันตรี สุรพงษ์ กาญจนโพธิ์ พันตรี ณัฐพล บุญกระพือ ร้อยเอก ศันสนะ เพ็ชรสุข ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านให้ครบ ๒๑ จุด กับ ๘๙ ความตาย ท่านประธานที่เคารพ วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ตอนตีสี่ บริเวณหลังสวนลุมพินี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ผู้ที่ตาย นายสุพจน์ ยะพิมา ทหารที่ถูกสอบ พล.ม.๒ รอ. นําโดย พันโท โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ ผู้ที่ตายในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ถึงเที่ยงครึ่ง บริเวณสวนลุมพินี แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ผู้ที่ตาย นายถวิล คํามูล นายธนโชติ ชุ่มเย็น ใครไปถูกสอบครับ ศอฉ. ส่งไปให้ดีเอสไอ คือนายทหารจาก พล.ม.๒ รอ. พันเอก ถนัดพล โกศัยเสวี และพวก วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ เวลา ๑๐ โมง บริเวณ ถนนราชดําริ หน้าตึก สก. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ผู้ที่ตาย เป็นนักข่าวชาวอิตาเลียน นายฟาบิโอ โปเลนซี ปรากฏว่า ศอฉ. ส่ง พันเอก ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ จาก พล.ม.๒ รอ. และคณะ ไปให้ดีเอสไอสอบ กรณีความตายของนายวงศกร แปลงศรี ตายเมื่อ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ปากซอยสวนพลู ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นนายทหารจาก พล.ม.๒ รอ. นําโดย พันโท ฉัตรชัย ดวงรัตน์ และพวก ความตายที่ ๒๐ ตาย ๔ คน วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ เวลาบ่ายสามโมง ที่แยกบ่อนไก่ ถนนพระราม ๔ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ผู้ที่ตายนายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล นายประจวบ ประจวบสุข นายเฉลียว ดีรื่นรัมย์ นายวุฒิชัย วรางค์คํา นายทหารจาก พล.ม.๒ รอ. นําโดย พันเอก เพชรพนม โพธิ์ชัย ศอฉ. ส่งไปให้ดีเอสไอสอบ ความตายที่ ๒๑ ผู้ที่ตาย นายกิตติพงษ์ สมสุข ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เวลาสี่โมงเย็นถึงหกโมงเย็น ถนนราชดําริ แยกศาลาแดงถึงแยกราชประสงค์ เป็นทหารจาก พล.ม.๒ รอ.เช่นเดียวกัน โดย พันเอก ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ และพวก ได้ไปให้ปากคํา ที่ผมลําดับความให้ท่านประธานได้แลเห็นว่า หัวหน้าชุดของดีเอสไอ ชุดที่ ๓ ทําเรื่องถึงนายธาริต วันที่ ๓๑ ขอรายละเอียดจาก ศอฉ. นายธาริตทําหนังสือถึงในวันที่ ๑ กันยายน ถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขอรายละเอียด ช่วงแรกเฉพาะเหตุกรณีวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ได้ทําหนังสืออีกครั้งในวันที่ ๗ กันยายน ขอทุกเหตุการณ์ว่าทหารเป็นใคร ใครสั่งการ การใช้อาวุธทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบ ท่านประธานที่เคารพ ซึ่งเขาได้แจ้งต่อมาในหนังสือวันที่ ๒๓ เขาได้อ้างว่าทาง ศอฉ. ได้ตอบเขามาวันที่ ๑๓ เขาจึงไปนัดหมาย แล้วก็เป็นตารางสอบสวนเลยครับว่า ความตาย ของประชาชนซึ่งทุกศพไม่มีใครมีอาวุธอยู่แม้แต่เพียงรายเดียวนั้น นายทหารคนไหน. ประจําอยู่ ณ จุดใด การสอบสอบสืบสวนจะได้เริ่มต้นขึ้น ผมเรียนกับท่านประธานว่า ผมได้เคยอุปมาอุปไมยเรื่องคนขี่เสือ ความจริงแล้วคนเขียนหนังสือเรื่องนี้คือ แมกซิม กอร์กี้ แต่ว่าในสํานวนไทยนั้นเราได้ยกกรณีเรื่องคนขี่เสือไว้ว่า ลงจากหลังเสือก็ไม่ได้ ลงจากหลังเสือ เสือมันก็กินคนขี่ ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายนจนถึงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ นั้น คนขี่เสือได้บังคับเสือหรือสมคบกับเสือให้ไปกัดกินเลือดของประชาชน ได้ตายเสียชีวิต ๙๑ ศพ ๑๐ ศพเป็นทหาร และ ๘๐ กว่าศพเป็นประชาชน และบาดเจ็บ เสียแขน เสียขา เสียดวงตาอีก ๒,๐๐๐ โดยสัญชาตญาณของคนขี่เสือก็รู้เฉกเช่นเดียวกันว่า วันหนึ่งเมื่อเสือมันหิวมามันก็คิดจะกินคนขี่ คนขี่ในที่นี้คือรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพ อย่างที่ผมได้เรียนว่าลําดับความตาย สถานที่เกิดเหตุและนายทหารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่มีทางใครจะล่วงรู้ได้เลย ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ความที่ ศอฉ. โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้อํานวยการ ศอฉ. ถ้าจะเล่นบทคนดี ชี้แจงได้ว่าผมตรงไปตรงมา แต่ผมรู้ว่านี่เป็นสัญชาตญาณของคนขี่เสือ เพราะเขาก็ต้องการเอาผลการสอบสวน เอาไว้บีบคอทหาร เอาไว้ข่มขู่ทหารอีกทีหนึ่งว่าคุณได้ร่วมฆ่าประชาชนกับผมนะ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากให้ท่านประธานได้ติดตามว่าภายหลังที่มีการสอบสวนดังกล่าว ดีเอสไอเขาทําสํานวนอย่างแข็งขัน และท่านประธานจะแลเห็นเลยว่า เขาได้ทําสํานวน แล้วส่งสํานวน ๑๓ ศพไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๓ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คงจะจําได้ว่าสํานวนที่ดีเอสไอส่งมานั้น มาก่อนที่นายสุเทพ จะกลับมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีรอบที่สอง ตอนที่ไปเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๓ วัน นายสุเทพไปถวายสัตย์ปฏิญานตนในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๓ แต่ดีเอสไอ ทําสํานวนเสร็จในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ก่อนที่นายสุเทพจะกลับมารอบที่สอง ๓ วัน จะโดยจงใจหรือเปล่าไม่ทราบได้ สํานวนได้ถูกส่งมายังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพ ต่อไปนี้ผมเรียนกับท่านประธานว่า ผมเองได้รับเอกสารทุกชิ้น ไม่ว่าผลการชันสูตรพลิกศพ บันทึกพนักงานสอบสวน รายงานการชันสูตรพลิกศพ การให้ปากคําของผู้กล่าวหา บันทีกการตรวจ สถานที่เกิดเหตุ รายละเอียดของผู้ตาย อยู่ในมือผมครบถ้วนท่านประธาน แต่เอกสารมาก ผมเองก็อยากอธิบายเพื่อความเข้าใจของ พี่น้องประชาชนอย่างง่าย ๆ เอาคดีแรกท่านประธาน กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทํารายงาน การสอบสวน หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีมติให้คดีเป็นคดีพิเศษในวันที่ ๑๖ เมษายน แล้วนั้น เจ้าหน้าที่ตํารวจซึ่งไปชันสูตรพลิกศพแล้ว ยังไม่ได้ทําสํานวนเพื่อจะส่งให้อัยการ ปรากฏว่าเขาเอาผลการชันสูตรพลิกศพซึ่งบันทึกในวันที่ ๗ กันยายน นายธาริตก็ระบุอย่างนั้น แต่ผมจะได้เล่าเรื่องต้นก่อน เพื่อจะถอยไปว่าทําไมคดีฆาตกรรมประชาชน มันไม่มี ความคืบหน้า ผมเรียนกับท่านประธานว่า นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพจะเกี่ยวข้อง ใน ๙๑ ศพ แม้แต่เพียงความตายเดียว นายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ก็ต้องโทษประหารชีวิต เช่นเดียวกัน ฆ่า ๑ คน ก็ต้องโทษประหารชีวิต ฆ่า ๙๑ ศพ ก็ต้องโทษประหารชีวิต และที่ผม จะได้ลําดับความต่อไปนี้ ผมเองอยู่ท่ามกลางความขมขื่น ถูกกล่าวหาว่าฆ่ากันเองตาย ๙๑ ศพ ผมมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง ผมเรียนไปยังผู้พิพากษา พนักงานอัยการ เจ้าหน้าที่ตํารวจ พี่น้องประชาชนผู้รักความเป็นธรรมทั้งประเทศว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายจะได้แลเห็นต่อไปนี้นั้น ถ้านายจตุพรมากล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ บงการใช้จ้างวานฆ่าประชาชน หรือฆาตกรรมประชาชน เป็นคําพูดของนายจตุพร นี่ถือว่าเป็นปฏิปักษ์ นายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ก็บอกว่าเป็นปฏิปักษ์ ใส่ร้าย ท่านประธานที่เคารพ คดีต่อไปนี้นั้น ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเขาได้ส่งเรื่องไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ในวันที่ ๑๖ เมษายน ท่านประธานดูนะครับว่า คดีพิเศษที่ ๒๓๔/๒๕๕๓ สํานักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พันตํารวจโท ธัชชัย บุญเพ็ง ผู้กล่าวหา ผู้ต้องหา นี่เว้นไว้ แล้วท่านประธานจะแลเห็นว่า ดีเอสไอเขาสรุปคดีนี้ อย่างไร ฐานความผิดร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ท่านประธานที่เคารพ วัน เวลาเกิดเหตุ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๘.๐๐ น. ตําบลที่เกิดเหตุ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร บาดแผลปรากฏตามรายงานชันสูตรบาดแผลและรายงาน ชันสูตรพลิกศพเอกสารปึกนี้ ท่านประธานที่เคารพ วัน เวลาที่ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ วันที่๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ วันที่คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับเป็นคดีพิเศษ วันที่ ๑๖ เมษายน วันที่รับเลขคดีพิเศษ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๓ ผมเรียนกับท่านประธานนะครับว่าเขาได้มีการ สอบสวนพยานทั้งหมด ๔๑ ปาก เป็นประชาชน เป็นแม่ เป็นพ่อ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นผู้อยู่ใน เหตุการณ์ เช่น สอบนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของนางสาวกมนเกด อัคฮาด สอบนายสุรศักดิ์ สุขสถิตย์ ซึ่งเป็นลูกคนที่ ๓ ของนายรพ สุขสถิตย์ ท่านประธานที่เคารพ สอบประชาชน มากมาย เช่น นายวสันต์ สายรัศมี ซึ่งพยานเป็นอาสาสมัครหน่วยกู้ชีพวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน นายวสันต์ สายรัศมี ระบุว่า เนื่องจากพยานเห็นทหารยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าเป็นระยะ ๆ จุดที่พยานยืนอยู่ห่างจากรางรถไฟฟ้า ๕๐ เมตร จนกระทั่งเวลา ๑๙.๐๐ น. พยานกับ กลุ่มผู้ชุมนุมหลายคนค่อย ๆ คลานเข้าไปช่วยพานายอัครเดชเข้าไปบริเวณชั้นใน และนายอัครเดชเสียชีวิตเวลาต่อมา เห็นไหมครับ รวมกระทั่งพยานผู้กล่าวหาจํานวน ๑ ปาก พันตํารวจโท ธัชชัย บุญเพ็ง ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลาเที่ยงครึ่ง ขณะผู้กล่าวหาปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน สน. ปทุมวัน ได้รับแจ้งเหตุ พบศพจํานวน ๖ ศพอยู่บริเวณศาลาพระราชศรัทธาภายในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ในเบื้องต้นแพทย์นิติเวช ชันสูตรเบื้องต้นแล้วมีความเห็นว่า ๖ ศพถูกเคลื่อนย้ายจากที่อื่น แล้วมาวางเรียงกัน โดยผู้กล่าวหาได้นําทั้ง ๖ ศพส่งไปยังสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตํารวจ เพื่อทําการชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการตาย โดยชันสูตรพลิกศพร่วมกันระหว่างแพทย์นิติเวช โรงพยาบาลตํารวจ พนักงานอัยการ และเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ วรรคสาม ท่านประธานที่เคารพ เพราะความตายที่ เกิดขึ้นมันเป็นโศกนาฏกรรม ผมเรียนกับท่านประธานว่าเขาสอบสวนหมดละครับ ประชาชน จนกระทั่งทหาร ชาวต่างประเทศที่มาทําข่าวก็มี เช่น นายสตีฟ ทิกเนอร์ และพยาน ซึ่งอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร สอบเจ้าหน้าที่ตํารวจซึ่งเขาเป็นคนบันทึกภาพ ที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ได้นํามาฉายเป็นคลิป เป็นทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าขณะยิงใส่ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เวลานั้นนายสุเทพก็ยังเบี้ยวว่าเป็นวันที่ ๒๐ ซึ่งวันนี้หน้าแหก เป็นที่เรียบร้อย และท่านประธานจะได้แลเห็น จ่าสิบเอก อดุลย์ พรหมนอก ซึ่งผมต้องบอก สํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าอย่าคิดไปรังแกเขานะครับ ได้ให้การว่า นี่ในสํานวนดีเอสไอนะครับ สิบตํารวจเอก อดุลย์ พรหมนอก ให้การว่ารับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจ พยานได้เข้าเวรที่ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ในช่วงระหว่างวันที่ ๑๐-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ พยานได้ขึ้นไป ถ่ายภาพไฟไหม้เซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ นาฬิกา ในขณะที่พยานถ่ายภาพไฟไหม้อยู่นั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นบริเวณรางรถไฟฟ้าบีทีเอสชั้น ๑ ซึ่งขณะนั้นเวลาประมาณ ๑๗.๓๐ น. พยานเห็นมีชายแต่งชุดลายพรางคล้ายทหาร สวมหมวกทหารและมีอาวุธปืนอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสและกําลังเล็งปืนไปยัง วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร พยานและพวกได้ถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวไว้ได้ ขณะที่ ถ่ายภาพนั้นจะมีเสียงปืนดังตลอดที่บริเวณถนนพระราม ๑ พยานได้ใช้กล้องดิจิตอล (Digital) ยี่ห้อโซนี่ (Sony) รุ่น อัลฟา (Alpha) ๓๕๐ เลนส์ (Lens) ๑๐๐-๓๐๐ มิลลิเมตร ซึ่ง พยานได้มอบภาพให้พนักงานสอบสวนประกอบการสอบสวนด้วย ที่แถกันในสภา ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่แล้ว ท้ายที่สุดเขาก็เรียกไปให้ปากคําเพราะในคลิปฉบับนั้น ก็เห็นภาพคนถ่าย ท้ายที่สุดเขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ไปเป็นพยาน ผมเรียนกับท่านประธานว่า เวลานั้นผมอยู่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ พรรคพวกผมที่ไปมอบตัว ไม่ว่าจะเป็นนายณัฐวุฒิ นายนิสิต นายขวัญชัย นายเจ๋ง และคณะถูกนําตัวไปค่ายนเรศวร จังหวัดเพชรบุรี ผมเองนั้น ต้องรอกรมสอบสวนคดีพิเศษมาสอบสวนเจอด้วยความอเนจอนาถ เจอรักษาการณ์ ผู้ บัญชาการกองปราบบอกว่าจะเข้ามาเป็นไปด้วยความยากลําบาก ทหารค้น แนะนําตัวแล้ว ยังเข้ายาก ดีเอสไอซึ่งมาสอบสวนผม บอกว่าวันนี้ไม่พร้อม เพราะกว่าจะเข้ามาได้เป็นไปด้วย ความยากลําบาก ทหารคุมเต็มพื้นที่ไปหมด ผมอยู่ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เห็นภาพ ควันไฟ ได้ยินเสียงปืน เพราะผมออกไปช่วงเย็นเช่นเดียวกัน ขณะที่ออกมาก็ยังไม่รู้ว่า จะมีชะตากรรมอย่างไร ผมเรียนกับท่านประธานว่าเขาไปสอบสวนตํารวจหลายคน เช่น จ่าสิบตรี สุชาติ ขอมกวน ซึ่งก็สอดคล้องเรื่องการถ่ายภาพ ไปสอบ พันตรี นิมิตร วีระพงศ์ ท่านประธานที่เคารพ พันตรี นิมิตร วีระพงศ์ มีคําให้การยาวเหยียดที่เป็นฉบับเต็ม ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานว่านี่เป็นฉบับเต็มของการให้การของ พันตรี นิมิตร วีระพงศ์ ซึ่งเขาระบุในแต่ละเรื่องท่านประธานต้องเข้าใจนะครับว่าทหารที่ถูก เรียกไปสอบสวน เขาตกเป็นผู้ต้องหา พันตรี นิมิตร ได้ให้การถึงอาวุธประจํากายที่เบิกใช้ ให้การถึงการแต่งกายโดยมีสัญลักษณ์สติกเกอร์สีชมพู และยืนยันถึงชุดปฏิบัติการ ๙ คนที่อยู่ บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร แล้วเปิดเผยถึงรายชื่อเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่บนรางรถไฟฟ้า บริเวณหน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร จํานวน ๗ คน ๑. จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา ๒. สิบเอก เดชาธร มาขุนทด ๓. สิบเอก ภัทรนนท์ มีแสง ๔. สิบเอก สุนทร จันทร์งาม ๕. สิบเอก ชัยวิชิต สิทธิวงษา ๖. สิบเอก เกรียงศักดิ์ สีบุ ๗. สิบเอก วิฑูรย์ อินทํา ทหารทั้งหมด โดยเฉพาะทหารทั้ง ๗ นายปฏิบัติหน้าที่บนราง รถไฟฟ้าบริเวณหน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ถือเป็นทหารที่อยู่ในข่ายที่จะถูกดําเนินคดี ในฐานะที่ผู้ต้องหาฆาตกรรมประชาชน โดยการสั่งการและฐานะผู้ใช้มาปฏิบัติหน้าที่ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานว่าการให้ ปากคําแต่ละคนนั้นได้ให้การในลักษณะคล้าย ๆ กันแล้วก็มีการแตกต่างกัน แต่จับได้ว่า หลักฐานสําคัญอย่างหนึ่งคือ เรื่องการใช้อาวุธปืนเอ็ม ๑๖ เอ๒ ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ หัวกระสุนสีเขียว ซึ่งตรงกับความตายของศพที่อยู่ในวัดปทุมราชวนารามราชวรวิหาร ซึ่งท่านประธานจะได้แลเห็นต่อไป ท่านประธานที่เคารพ กระบวนการสอบสวนนี่ละครับ เขาได้สอบปากคํานายทหารทั้งหมด ตารางการสอบสวนนี่นะครับ อยู่ในวันที่ ๖ ตุลาคม นี่ครับเป็นการบันทึกของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สอบปากคํา พันตรี นิมิตร วีระพงษ์ จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา สิบเอก เดชาธร มาขุนทด สิบเอก ภัทรนนท์ มีแสง สิบเอก สุนทร จันทร์งาม สิบเอก ชัยวิชิต สิทธิวงษา สิบเอก เกรียงศักดิ์ สีบุ สิบเอก วิฑูรย์ อินทํา ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่บนรางรถไฟฟ้าไว้ประกอบการสอบสวน นี่เป็นบันทึกการสอบสวน คดีพิเศษที่ ๒๓๔/๒๕๕๓ แผ่นที่ ๑๓ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ท่านประธานที่เคารพ การให้การของทหารคนต่อมาเช่นว่า สิบเอก ภัทรนนท์ บุญแสง ได้ให้การโดยมีรายละเอียด สังเขปว่า การปฏิบัติของข้าฯ เป็นไปตามคําสั่งของหัวหน้าชุด คือ จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา พร้อมลูกทีมในชุด ๘ คน ท่านประธานที่เคารพ ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๑.๐๐ นาฬิกา ชุดปฏิบัติการของ สิบเอก ภัทรนนท์ ได้รับคําสั่งไปประจําจุดที่สถานีรถไฟฟ้า สนามกีฬาแห่งชาติ ต่อมาเวลา ๑๕.๐๐ น. ได้รับคําสั่งให้ไประวังป้องกันหน่วยกองร้อย รส.ร. ๓๑ พัน๒ รอ. ต่อมาจ่าสิบเอก สมยศ หัวหน้าชุดของตน ได้รับคําสั่งจาก พันตรี นิมิตร ให้มาที่สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ โดยระบุว่า ขณะที่เดินไปข้างหน้า หัวหน้าชุด ได้ยิงปืน ๑ นัด โดยบอกเห็นชายถืออาวุธอยู่ในบริเวณวัด แล้วต่อมาเดินผ่านกําแพง เห็นชาย ถือระเบิดเพลิงวิ่งเข้ากําแพงวัด ตนจึงยิงขู่ไปยังกําแพงวัด ห่างจากชายดังกล่าว ๒ เมตร เพื่อให้การสอบสวน จนกระทั่งดีเอสไอเขามีการสรุป ทหารก็ให้การเอาตัวรอด บางคนก็ไป ให้การขัดกัน แต่การชันสูตรพลิกศพ ท่านประธานที่เคารพ ตามมาครับ สิบเอก ภัทรนนท์ รับว่าอาวุธประจํากายของตน เป็นเอ็ม ๑๖ รุ่นเอ๒ กระสุนจริงขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร เครื่องแบบแต่งกาย เป็นชุดพรางทหาร มีแล็คซีน (Lack Seen) สีชมพู ซึ่งพี่น้องประชาชน คนไทยเห็นกันทั้งชาติอยู่แล้ว ที่ด้านหลังหมวกกันกระสุน โดยรับมาจาก รส.ร.๓๑ พัน๒ รอ. สิบเอก ภัทรนนท์รับว่า เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เดินผ่านวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร เห็นชาวบ้านประมาณ ๓-๔ คน ได้ส่งสัญญาณมือให้หมอบลงกับพื้นด้วย นี่เขาอ้างอย่างนี้ครับ ต่อมา สิบเอก วิฑูรย์ อินทํา ได้ให้ปากคําว่า เป็นทหารกองพันจู่โจม ค่ายลพบุรี วันเกิดเหตุ หัวหน้าชุดได้สั่งตนกับ สิบเอก ชัยวิชิต สิบเอก เกรียงศักดิ์ เดินมุ่งหน้าไปแยกราชประสงค์ ต่อมา ได้สั่งการให้บุคคลที่อยู่ใต้ท้องรถออกมาให้หมด แต่ไม่มีใครออกมา สิบเอก ชัยวิชิตที่อยู่ห่าง จากตน ๕ เมตร ได้ยิงเตือนขึ้นฟ้า ๔ นัด ก่อนหน้านี้ก็ระบุว่าได้ยิงขู่เข้าไป ๒ นัด และเห็น คนใต้ท้องรถ คํานวณด้วยสายตาประมาณ ๒๐ คน และเห็นชายชุดดําถือปืนเอ็ม ๑๖ ท่านประธานที่เคารพ สิบเอก วิฑูรย์รับว่า ตนใช้อาวุธเอ็ม ๑๖ เอ๒ บรรจุกระสุน ๕.๕๖ ได้รับกระสุนมา ๑๔๐ นัด ซึ่งเป็นกระสุนจริง ใช้ไปในเหตการณ์นี้ ๕ นัด โดยยิงที่ แผงกั้นตอม่อ สถานีรถไฟฟ้าสยาม ๒ นัด ยิงรถยนต์ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ๒ นัด ยิงที่พื้น ๑ นัด มีสัญญาณบอกฝ่าย เป็นสติ๊กเกอร์แล็คซีนสีชมพูติดหลังหมวก นี่เขาให้การ แบบนี้ สําหรับกรณีสิบเอก วิฑูรย์ ผู้รับว่าใช้กระสุนปืนยิงไปยังรถยนต์ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร จํานวน ๒ นัด ทั้งที่รู้ว่ามีบุคคลอยู่ใต้ท้องรถ ๒๐ คน และคนที่อยู่ใต้ท้องรถ ไม่สามารถทําร้าย สิบเอก วิฑูรย์ได้ เพราะตัวเองอยู่บนรางรถไฟฟ้า ประชาชน ๒๐ คน อยู่ใต้ท้องรถ และการที่คนไปอยู่ใต้ท้องรถในลักษณะหนีตายเช่นนี้เป็นเรื่องที่มีข้อสังเกต ที่มีภัยร้ายแรงอย่างยิ่งก็คือว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ หนังสือพิมพ์ข่าวสดได้ไปสัมภาษณ์ ลุงบัวศรี ทุมมา เหยื่อปืนย้อนอดีตถูกระดมยิง เป็นผู้ที่วิ่งเข้ามาหลบในวัด เห็นทหารจํานวน ๕ รายยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้า เห็นทหารระดมยิงปืนใส่เข้าไปในวัดชุดใหญ่ จนประชาชนอยู่ ข้างในต่างวิ่งหลบกระสุนปืนอย่างวุ่นวาย และมีคนเสื้อแดงถูงยิงล้มลงหลายคน ส่วนลุงบัวศรี หลบอยู่ใต้ท้องรถบริเวณทางเข้าวัด แต่ก็ถูกยิงใส่รถจนกระสุนทะลุบริเวณขาซ้ายจนทะลุ ก่อนที่นายเก่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะเข้ามาลากเข้าไปในวัด ท่านประธานที่เคารพ คนที่ยิงลุงบัวศรี ทุมมา ก็คือสิบเอก วิฑูรย์ นั่นเอง เห็นไหมครับ รายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้นี่ผมเรียนกับ ท่านประธาน ต่อมา สิบเอก สุนทร จันทร์งาม สังกัด กองพันจู่โจม กรมรบพิเศษ จังหวัดลพบุรี ได้ให้การพอสังเขปว่าการมาปฏิบัติหน้าที่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส มี จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา เป็นผู้มีอํานาจตัดสินใจ มีสัญญาณบอกฝ่าย คือแล็คซีนสีชมพู มีอาวุธประจํากาย เอ็ม ๑๖ เอ๒ ซึ่งมีหัวกระสุนสีเขียว สิบเอก สุนทร บอกว่า เมื่อวันที่ ๑๙ ได้มาปฏิบัติภารกิจ อยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้น ๒ เพื่อคุ้มกันทหาร รส.ร.๓๑ พัน๒ มีกําลัง ๙ คน และมีหน่วยอื่นอีก ๑๐ คน แต่งกายและมีเครื่องหมายบอกฝ่ายเช่นเดียวกับตน สิบเอก สุนทร ให้การกับ พนักงานสอบสวนเป็นประโยชน์ที่ทําให้เกิดความจริง ๒ ประการ และได้จับโกหกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเพื่อนทหารของ สิบเอก สุนทร ที่อ้างว่ามีกลุ่ม ผู้ก่อการร้ายมีอาวุธในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ท่านประธานที่เคารพ สิบเอก สุนทร เขาบอกว่า เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ของวันที่ ๑๙ ในช่วงเวลาดังกล่าว ทหารได้เปิดทางให้กลุ่ม นปช. เดินทางทยอยกลับบ้านโดยเปิดช่องทางเท้าสนามกีฬาแห่งชาติ ประชาชนจํานวนมาก ทยอยกลับทางเฉลิมเผ่า โดยมีทหารอยู่บนพื้นราบด้านล่าง จัดแถวกับกลุ่มประชาชน นปช. นี่เขาระบุอย่างนั้น ประจําอยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้น ๒ จนกระทั่งเวลา ๑๕.๐๐ น. นปช. ได้เดินทางกลับทั้งหมด นี่เขาระบุแบบนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนกับท่านประธานว่า รายละเอียดต่าง ๆ นั้นเขาได้ให้ปากคํา เขาระบุต่ออีกว่าในขณะปฏิบัติหน้าที่ สิบเอก สุนทร บอกว่าที่บริเวณหน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ขณะที่ตนอยู่บนรถรางไฟฟ้าหน้าวัด ปทุมวนารามราชวรวิหาร เวลา ๑๘.๐๐ น. แสงสว่าง ยังไม่มืด สิบเอก สุนทร ไม่เห็นว่า ผู้ใดเป็นคนใช้อาวุธยิงปะทะบริเวณด้านล่าง จะมีเต็นท์ของกลุ่ม นปช. เรียงรายตามริมถนน เป็นแนวยาว บริเวณภายนอกวัดปทุมวนารามราชวรวิหารจะมีต้นไม้บังแต่พอมองเห็นคนอยู่ ภายในวัด ซึ่งคนที่อยู่ในวัดจะแต่งกายชุดปกติธรรมดา ไม่มีอาวุธใด ๆ ทั้งสิ้น เห็นไหมครับ นี่เป็นการให้การของทหารที่เป็นชุดเดียวกันที่ไปปฏิบัติการบนรางรถไฟฟ้า มีการให้การ ของทหารอีกหลายคน เช่น สิบเอก เกรียงศักดิ์ สีบุ ระบุการใช้อาวุธปืน เอ็ม ๑๖ เอ๒ กระสุนขนาด ๕.๕๖ มิลลิเมตร รวมกระทั่ง จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจําปา สังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษ จังหวัดลพบุรี ได้ให้การโดยมีรายละเอียดว่า ตนเองเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการอาวุธที่ใช้ เอ็ม ๑๖ เอ๒ เริ่มปฏิบัติการวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ เวลา ๑๘.๑๐ นาฬิกา ถึงวันที่ ๒๒ เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา เป็นการปฏิบัติตามคําสั่งของพันตรี นิมิตร วีระพงศ์ อาวุธที่ใช้ประจํากาย เอ็ม ๑๖ เอ๒ ผมเรียนกับท่านประธานว่ารายละเอียดทั้งหมดนั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่านายทหารชุดนี้ ๑. ยอมรับว่าอยู่บนรางรถไฟฟ้ากันจริง ๒. ได้ใช้อาวุธประจํากาย เอ็ม ๑๖ เอ๒ ซึ่งมีหัวกระสุนสีเขียวจริง แล้วก็จะได้อ้างเหมือนกัน ว่ามีชายชุดดํา ข้อเท็จจริงครับท่านประธานที่เคารพ ในการรายงานการสอบสวนของคดี พิเศษ เขาได้สอบทั้งประชาชน สอบตํารวจ สอบทหาร สอบบุคคลที่เกี่ยวข้องที่อยู่ใน เหตุการณ์ทั้งหมด ท้ายที่สุดเขาจึงมีมติอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเรียนกับท่านประธานว่า แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยืดยาว แต่ว่ามีความจําเป็นเขาได้มีพยานเอกสารและพยานวัตถุ มีทั้งหมดนี้นะครับ ไม่ว่าเป็นรายงานการชันสูตรพลิกศพ มีทั้งหมดนี้นะครับ ถึง ๔๑ รายการ นี่เป็นพยานเอกสารและพยานวัตถุ นอกจากนี้ยังมีพยานวัตถุที่เป็นปลอกกระสุนปืนจํานวน ๒ ปลอก กระสุนปืนจํานวน ๑ นัด นอกนั้นมีขวดน้ํา ขวดลิโพวิตัน-ดี แม้กระทั่งกระป๋อง เบียร์ลีโอ (LEO) ท่านประธานที่เคารพ ทางดีเอสไอเขาสอบครบหมด สอบแล้วมีผลอย่างไร ครับ เขาบอกอย่างนี้ครับท่านประธาน ที่ผมได้ใช้เวลาโดยส่วนใหญ่ด้วยการอ่าน เพราะผม ไม่ต้องการให้นายสุเทพ นายอภิสิทธิ์บอกว่านั่นเป็นความเห็นของนายจตุพร นายจตุพร เป็นผู้ก่อการร้ายตามที่อ้าง ทั้งที่นายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ก็อยู่ในฐานะของฆาตรกร เช่นเดียวกัน เพราะต่อไปนี้ครับท่านประธานที่เคารพ หลักฐานทางคดีและความเห็นของ พนักงานสืบสวนสอบสวน ในหน้า ๑๓ รายงานการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษที่ ๒๓๔/๒๕๕๓ ผมอ่านเป็นบางตอนว่า คดีนี้พนักงานสืบสวนสอบสวนดําเนินการสืบสวนสอบสวนเสร็จแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริง รับฟังในชั้นนี้ได้ความว่า เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เวลา ๑๓.๐๐ น. แกนนําได้ประกาศยุติการชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ แกนนําส่วนหนึ่งได้มอบตัว ต่อทางราชการ ท่านประธานที่เคารพ และได้แจ้งให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับ พร้อมทั้งแจ้งให้ ผู้ชุมนุมบางส่วนเข้าไปพักอาศัยอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตนิดเดียวเอกสารเยอะ ประมาณร่วม ๒๐๐ กว่าหน้า