สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายเรื่องการไม่ไว้วางใจตัวเขา และอภิปรายเรื่องรัฐมนตรีอื่น โดยเน้นย้ำถึงนโยบายการบริหารน้ำมันและการบริหารงานบุคคลในระบบราชการ พร้อมยืนยันว่าไม่ปล่อยให้ดีเซลขยับขึ้นเกิน 30 บาท และเรียกร้องให้มีพยานหลักฐานชัดเจนในการดำเนินการ หวังว่าสภาจะลงมติไว้วางใจเขาและคณะในการบริหารราชการ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตที่จะกราบเรียนชี้แจงท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนในญัตติการขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจตัวกระผม แล้วก็มีการอภิปรายเพื่อนรัฐมนตรีอีกจํานวนหนึ่งในช่วง ๔ วัน ที่ผ่านมา ผมคงจะใช้เวลาในช่วงสุดท้ายนี้กราบเรียนในภาพรวม แล้วก็แตะบางประเด็น ซึ่งยังไม่ได้มีโอกาสที่จะชี้แจงเพิ่มเติมในช่วงที่มีการอภิปรายท่านรัฐมนตรีท่านอื่นแต่พาดพิง ถึงกระผม แล้วก็ในเรื่องซึ่งอาจจะยังไม่ได้มีโอกาสในการตอบทั้งหมด สิ่งที่ผมอยากจะ กราบย้ําอีกครั้งหนึ่งก็คือว่าผมเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ผมได้ประกาศเจตนา ประกาศเป้าหมายชัด

ประการแรก ขณะนั้นที่เข้ามานี่ต้องการพาเศรษฐกิจพาเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้น จากวิกฤติ ๔ วันที่ผ่านมาเพื่อนสมาชิกจํานวนมากวิพากษ์วิจารณ์ ให้ข้อเสนอแนะบ้าง ตําหนิบ้าง เกี่ยวกับแนวทางการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน กระผมก็ขอ กราบเรียนเพียงแต่ว่าที่สุดแล้วก็ต้องมาดูที่ผลของการดําเนินการในเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจ สิ่งที่ผมยืนยันได้ก็คือว่า ณ สิ้นปี ๒๕๕๓ เศรษฐกิจไทยได้รอดพ้นจากวิกฤติอย่างชัดเจน จากที่เราเคยกลัวว่าเศรษฐกิจนั้นจะดิ่งลงลึกเหมือนกับเมื่อปี ๒๕๔๑ หรือเหมือนกับประเทศ อื่น ๆ ซึ่งมีปัญหามากมาย อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การหารายได้เข้าประเทศ ซึ่งหลายท่านมักจะใช้วาทกรรมว่ารัฐบาลนี้มีแต่จ่ายเงินกับกู้เงินแต่ไม่หารายได้ แต่ข้อเท็จจริงแล้วตัวเลขทุกอย่างยืนยัน การส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน อยู่ในระดับ ที่สูง เป็นเหตุให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราซึ่งเกินที่เคยมีการคาดคะเนไว้ ไม่ว่าจะเป็นในช่วง ต้นปีหรือในปีก่อนหน้า แล้วก็ที่สําคัญที่สุด ที่ผมบอกว่าเรารอดพ้นจากวิกฤติ ก็คือว่า เราสามารถที่จะผ่านพ้นตรงนี้มาได้โดยไม่มีปัญหา ๒ ปัญหาซึ่งประเทศอื่น ๆ ในโลก เขาเผชิญ ๑. คือการว่างงานที่มีคนจํานวนมากตกงาน และ ๒. ก็คือไม่นําประเทศเข้าสู่ วิกฤติหนี้ ผมไม่ทราบว่าท่าน ส.ส. มิ่งขวัญ ซึ่งจะสรุปการอภิปรายจะเสนอตัวเลขแบบที่เคย เสนออีกหรือเปล่า เป็นรอบที่ ๓ แล้วก็จะมาทําให้พี่น้องประชาชนตกอกตกใจว่าบ้านเมืองเรา กําลังเข้าสู่ภาวะความหายนะ ผมเพียงแต่ย้ําอีกครั้งครับ ผมไม่ต้องมาเถียงกับท่านว่าตัวเลข ไหนสูงกว่ากันครับ แต่เอาเป็นว่าสถานะของประเทศในเรื่องของหนี้สาธารณะต่อ รายได้หรือผลผลิตมวลรวมของประเทศขณะนี้เอาเป็นว่าไม่ต่างจากสภาพเมื่อวันที่ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณพ้นจากตําแหน่ง ต่างกันก็อาจจะไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์หรอกครับ ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะใช้ตัวเลขเดือนไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นมันไม่มีกรณีที่เรากําลังก้าวเข้าสู่ ความหายนะ ตรงกันข้ามครับ ผมคิดว่าแนวทางที่เราได้ทํามานี้ได้ทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หลายอย่าง วันนี้ตัวเลขหนึ่งซึ่งผมได้เคยพูดบ้างแล้ว แต่เราอาจจะไม่ให้ความสําคัญ มากเท่าไรนัก ก็คือเงินฝากในบัญชีโดยเฉลี่ยใน ธ.ก.ส. เพิ่มขึ้นเป็นการบ่งบอกว่า ๒ ปี ที่ผ่านมา พี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเขาสามารถที่จะมีเงินในบัญชี ได้เพิ่มขึ้น ๒ ปีเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นประมาณปีละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้คือสิ่งที่เราอยากเห็น ครับ เราอยากจะเห็นว่าพี่น้องประชาชนนั้นมีรายได้มากกว่ารายจ่ายจึงสามารถออมได้ มากขึ้น และพี่น้องประชาชนนั้นมีการคิดคํานึงถึงอนาคต ถึงความมั่นคง สอดคล้องกับ หลักปรัชญาพอเพียง ผมจึงกราบเรียนว่าในภาพรวมของเศรษฐกิจ ผมไม่ลงตัวเลขอื่น ๆ นะครับ แต่อยากจะกราบเรียนว่าสถานะความเป็นจริงคือตรงนี้ แต่เมื่อผมพูดอย่างนั้นแล้ว แน่นอนครับ เพื่อนสมาชิกก็บอกว่าประชาชนยังเดือดร้อนอยู่ ผมไม่เถียงครับ เพราะผม ทราบดีว่าปัญหาเศรษฐกิจมันก็จะเคลื่อนจากปัญหาหนึ่งไปสู่อีกปัญหาหนึ่ง แล้ววันนี้ สิ่งที่ชัดเจนก็คือว่าเรากําลังเผชิญกับภาวะของแพง ซึ่งตอนแรกก็มีเพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านตําหนิติติงผมว่าไปอ้างว่าปัญหานี้หรือภาวะอย่างนี้เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้น ทั่วโลก แต่สุดท้ายก็มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งที่มาอภิปรายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ แสดงให้เห็นเองว่าอาหารนั้นแพงขึ้นทั่วโลกจริง ๆ และน้ํามันก็แพงขึ้น น้ํามันดิบ ก็แพงขึ้น ผมก็กราบเรียนว่าผมไม่ปฏิเสธเลยว่าพี่น้องประชาชนเดือดร้อน และการบริหาร จัดการกับสินค้าบางตัว เช่น ปาล์มน้ํามัน ผมก็ยอมรับครับว่าในบางช่วงเกิดปัญหาอยู่บ้าง แต่เป็นเพราะความต้องการที่จะไม่ให้ราคาที่ขายนี้ ที่ทางกระทรวงหรือทางการเป็นฝ่าย กําหนดพุ่งสูงจนเกินไป ถึงได้ยันไว้ที่ ๔๗ บาทนะครับ แม้ว่าบางช่วงจะมีปัญหา แล้วก็ขณะนี้ก็มีแนวโน้มว่าสามารถที่จะปรับลดได้ ไม่เหมือนกับปี ๒๕๕๑ ที่ราคาผลปาล์มต่ํา แต่ราคาที่กําหนดขายปลีกนั้นกลับสูงขึ้นไปถึง ๔๗.๕๐ บาท ตรงนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าผมต้องชี้แจงให้เกิดความชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามปัญหาในเรื่องของของแพง ก็จึงทําให้เราเกิดมีแนวความคิดที่แตกต่างซึ่งสะท้อนออกมาผ่านการอภิปรายครั้งนี้ ซึ่งผม ถือว่าดี เพราะว่าผมก็ต้องการที่จะให้การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้เป็นเรื่องว่าเราจะแข่งขันกันทํา อะไรให้กับพี่น้องประชาชน ความแตกต่างที่กําลังเกิดขึ้นจากการอภิปราย ๔ วันนี้ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่จะทําให้พี่น้องประชาชนมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ประการแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าขณะนี้อะไรที่เราช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนได้เราเดินหน้าช่วยครับ ผมยกตัวอย่างว่านโยบายที่แน่วแน่ของเรา เช่น แก๊สหุงต้ม ไม่ขึ้น และเรากําลังลดภาระที่จะต้องชดเชยจากกองทุนด้วยการให้อุตสาหกรรมและ ปิโตรเคมีจ่ายค่าก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี (LPG) ในราคาที่สะท้อนตลาด เพื่อไม่ให้เป็นภาระ ในการที่จะให้กองทุนน้ํามันเข้าไปแบก แต่นโยบายนี้แน่วแน่มากครับ และทํามาตั้งแต่ต้น แล้วก็สอดคล้องกับคํามั่นสัญญา นโยบายที่ผมพูดจะเรียกว่าวาระประชาชนหรือแผนปฏิบัติการ ๙๙ วัน เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านบางท่านบอกว่าอยากจะให้มีการลอยตัวแอลพีจี พี่น้อง ประชาชนก็ต้องเลือก น้ํามันดีเซล เป็นสิ่งที่ผมก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่าเราตรึงไว้ที่ ๓๐ บาท เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าทั้ง ๆ ที่ราคาน้ํามันดิบสูงกว่าในบางช่วงปี ๒๕๕๑ เราไม่ปล่อยให้ ดีเซลขยับขึ้นเกิน ๓๐ บาท ผมยอมรับ วันนี้ผมเก็บเงินเข้ากองทุนจากเบนซิน แล้วก็ยอมรับว่า มีการใช้ภาษีสรรพสามิตอยู่ครับ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ๓๐ บาทตรงนี้เราก็จะใช้ ทั้ง ๒ เครื่องมือตามความเหมาะสม ไม่ให้มีปัญหาที่ว่าจะต้องย้อนกลับไปในภาวะที่กองทุน น้ํามันวิกฤติ คือเคยเป็นหนี้ถึง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะเดียวกัน ถ้าถามว่าทําไมถึงตัดสินใจอย่างนี้ ผมก็ยังยืนยันครับว่าวันนี้แม้พี่น้องประชาชนที่ใช้น้ํามัน เบนซินอาจจะไม่ถูกใจบ้าง ผมก็ยังเห็นว่าท่านสามารถที่จะช่วยประคับประคองให้ พี่น้องประชาชนคนยากคนจนของเราที่ใช้ดีเซลและเป็นต้นทุนทางการผลิตทางการเกษตร สามารถใช้น้ํามันได้ในราคานี้ผมไม่คิดว่านี่เป็นการบริหารงานที่ผิดพลาด ไม่คิดว่า เป็นการบริหารที่เสียวินัยแต่ประการใด

พร้อม ๆ กันไปครับ นโยบายที่เราได้ทํามาเพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ พี่น้องประชาชนในทุก ๆ ด้านนี่เราเดินต่อแน่นอน การช่วยเหลือผู้สูงอายุ การช่วยเหลือคน พิการ การทํานโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี ซึ่งเราจะต้องเสริมต่อไปในเรื่องของการเข้าเรียน ในระดับของอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการที่เราลดรายจ่ายที่จะทําโครงการไฟฟ้าฟรี ๙๐ หน่วยให้เป็นโครงการที่มีความถาวร อย่างนี้เป็นต้น ผมกราบเรียนว่าประเด็นเหล่านี้ คือความชัดเจนว่าวันนี้รัฐบาลยังมุ่งหน้าในการที่จะแก้ปัญหาสิ่งที่เป็นความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนจริง ๆ คือเรื่องของค่าครองชีพ แล้วก็ดีครับที่มีการอภิปรายกันในเรื่อง เศรษฐกิจ และท่านตําหนิว่าที่รัฐบาลกําลังส่งสัญญาณว่าจะต้องขึ้นค่าแรง ท่านบอกว่า ไม่ควรขึ้นจนกว่าเงินเฟ้อจะลดลง ผมเห็นว่าค่าแรงจะต้องเพิ่มเพื่อสู้เงินเฟ้อครับ และเรา น่าจะสามารถที่จะกํากับดูแลไม่ให้กลายเป็นวัฏจักรที่ทําให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นไปได้ โดยระบบของการกํากับในเรื่องของการแข่งขันทางการค้า ผมจึงกราบเรียนว่าวันนี้ทิศทาง ของเราชัด รัฐบาลนั้นได้ดําเนินการหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้เพิ่มความมั่นคง แล้วก็ทําให้ บ้านเมืองพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจมา แต่ประชาชนยังเดือดร้อนและมีอีกหลายอย่างที่เราต้อง ทําต่อ จะขึ้นค่าแรงก็ดี จะขยายเรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาก็ดี เรื่องประกันรายได้ก็ดี สิ่งเหล่านี้คือแนวทางที่เราจะเดินต่อไป พร้อม ๆ กันนั้นครับ การแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ตลอดระยะเวลา ๔ วันที่ผ่านมาที่มีการอภิปรายในเรื่องนี้กระผมก็ได้กราบเรียนให้เห็นครับ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างในเรื่องของราคาเกี่ยวกับพลังงาน เช่น เรื่องแอลพีจี เรื่องไฟฟ้า เรื่องน้ํามัน หลักคิดเราตอนนี้ชัดเจนขึ้นแล้วก็จะเดินหน้าว่าคนที่มีกําลังมากกว่าในสังคมนั้น ต้องช่วยคนยากคนจน ขณะเดียวกันประเด็นอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการที่จะดึงคนเข้ามาสู่ ระบบเศรษฐกิจที่มีระเบียบ มีแบบแผน มีกฎ มีกติกาที่ชัดเจนขึ้นก็กําลังเดินหน้าอยู่ อย่างที่ เรากําลังดําเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้า แม่ขาย ที่จะมีการ ดําเนินการให้มีจุดผ่อนผัน เริ่มต้นจากกรุงเทพมหานครและวันข้างหน้าต้องขยายไปให้ครบ ทุกจังหวัด ท่านประธานที่เคารพ ในการอภิปรายหลายเรื่องเพื่อนสมาชิกอภิปราย เพื่อนรัฐมนตรีของผม แล้วก็พาดพิงมาถึงผมว่าผมปล่อยปละละเลย ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ความจริงทุกเรื่องผมไม่ได้ละเลยหรอกครับ เวลาท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมท่านชี้แจงเรื่องรถไฟฟ้า ท่านเห็นไหม คณะกรรมาธิการของ สภาผู้แทนราษฎรท้วงมา ผมบอกว่าตอบข้อสังเกตนี้ให้ได้เสียก่อนค่อยไปดําเนินการต่อ กระทรวงคมนาคมตอบมาผมก็ไม่ได้ทําเหมือนกับในอดีตนะครับ ถือว่าหน่วยงานชี้แจงไป แล้ว เดินหน้าต่อ ผมบอกนี่เป็นคําชี้แจงของหน่วยงาน ให้หน่วยงานกลางเขาสอบทานสิว่า คําชี้แจงฟังขึ้นหรือไม่ อย่างนี้ครับเป็นสิ่งที่ดําเนินการ

กรณีกระทรวงมหาดไทยเรื่องของบัตรสมาร์ทการ์ดก็ต้องตัดสินใจครับ กระทรวงไอซีที กระทรวงมหาดไทยเห็นไม่ตรงกัน เป็นข้อกฎหมาย ผมก็เป็นคนบอกว่า ให้กฤษฎีกาเป็นคนชี้ แล้วกฤษฎีกาเสนอทางออกมาเราก็เดินหน้าทําเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชน ทั้งที่ความจริงปัญหานี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหม่กลายเป็นว่าบัตรประชาชนอีก หลายล้านใบที่ออกไปก่อนหน้านี้ก็ไม่สอดคล้องกับกฎกระทรวงที่ออกไปนะครับ ซึ่งไม่ได้ เกิดขึ้นในรัฐบาลยุคนี้

กรณีเช่าคอมพิวเตอร์ของกระทรวงมหาดไทย กระผมก็ไม่ได้ละเลย นํามาประกอบในการตัดสินใจ ในเรื่องของการโยกย้ายแต่งตั้งปลัดกระทรวงแล้วก็มีการ กําชับไปตลอดเวลาว่าผลสอบต่าง ๆ ต้องถูกนํามาใช้ แล้วก็การจะดําเนินการอะไรหรือไม่ อย่างไร ก็ต้องคํานึงถึงกฎระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด นี่เป็นสิ่งที่น่าจะยืนยันได้ครับ ที่ท่านพยายามบอกว่าผมสนใจแต่ว่าอยู่ในตําแหน่ง ใครทําอะไรไม่สนใจ ไม่จริงครับ แต่ละเรื่องท่านไปตรวจสอบได้ แต่ถามว่าจะเอาคํากล่าวหาแล้วสรุปว่าต้องตัดสินอย่างนั้น อย่างนี้ผมทําไม่ได้ มันต้องมีฐานของการตัดสินใจ มันต้องมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แล้วผมก็เรียกร้องเสมอว่าถ้ามีพยานหลักฐานต่าง ๆ ชัดเจน ดําเนินการแน่นอน กรณีกระทรวงพาณิชย์เรายังไม่มีข้อสรุปหรอกครับ แต่วันนั้นเมื่อมีการเปิดเผยว่ามีผู้ช่วย รัฐมนตรีเข้าไปดําเนินการเกี่ยวข้องกับการประมูล มีการใช้เช็ค ไม่มีความลังเลใจเลยครับ ก็ดําเนินการทันที บอกว่าอย่างนี้ต้องออกก่อนแล้วต้องมีการสอบสวนนี่ก็เป็นแนวทางหนึ่ง

และเมื่อพูดถึงกระทรวงพาณิชย์แล้วผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าปัญหาของการที่มี การกล่าวหาเรื่องการทุจริตของกระทรวงพาณิชย์วนเวียนอยู่กับเรื่องของการระบายสินค้า ในสต็อกของรัฐบาลทั้งสิ้น ถ้าตรงนี้เป็นแหล่งหากินใหญ่รัฐบาลหรือผู้นํารัฐบาลที่คิดทุจริต ต้องเดินหน้าต่อโครงการจํานํา เพราะเป็นโครงการซึ่งนําไปสู่การเก็บพืชผลทางการเกษตร ทั้งหมดเข้ามาสู่สต็อกของรัฐบาล เข้ามาในราคาที่สูง ขายอย่างไรก็ขาดทุน แล้วก็ต้องมา ตัดสินอยู่ตลอดเวลาว่าขาดทุนแค่นี้รับได้หรือไม่ เทียบกับความเสื่อมสภาพที่จะเกิดขึ้นต่อไป ในอนาคต ไม่นับว่ายุคนี้เรากําลังเข้าสู่ภาวะของการค้าเสรีกับประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเราใช้ นโยบายจํานํา เชื่อเถอะครับเราได้จํานําสินค้าการเกษตรของประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะไม่มีใครจะสามารถที่จะไปตรวจสอบได้ตลอดเวลาว่าพืชผลที่นํามาจํานํา ทางการเกษตรนั้นเป็นอย่างไร นโยบายประกันรายได้ที่เกิดขึ้นเป็นนโยบายที่ต้องการ แก้ปัญหานี้ด้วย นอกเหนือจากความเป็นจริงที่ว่ามันไปทั่วถึงพี่น้องประชาชนมากกว่า แล้วเพื่อยืนยันตรงนี้ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่สนับสนุนว่าโครงการของการประกันรายได้ เป็นการเดินมาถูกทางในการลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในเรื่องของปัญหาการแทรกแซง ตลาดสินค้าเกษตร เราเดินต่อแน่นอนครับ จุดอ่อนของโครงการการบริหารโครงการอาจจะมี ข้อบกพร่องอยู่ก็ต้องแก้ไขครับ แต่ผมยืนยันว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลและผมนั้น ประกาศว่าจะต้องเดินหน้า ท่านไม่เห็นด้วยก็เป็นทางเลือกที่ชัดเจนดีสําหรับพี่น้องประชาชน

ท่านประธานที่เคารพ สําหรับเรื่องของการโยกย้าย แต่งตั้ง ในระบบราชการ ผมก็กราบเรียนนะครับว่าหลักที่เราพยายามทํามาตลอด คือเรื่องการบริหารงานบุคคล เราให้เกียรติเจ้ากระทรวง แต่มีเงื่อนไขสําคัญก็คือว่าอย่าผิดกฎกติกาและอย่าให้มีการทุจริต คอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นถ้ามีการร้องเรียน การตรวจสอบอะไรมาในแนวทางนี้ผมก็ดําเนินการ และเวลาผมนั่งหัวโต๊ะเป็นประชุมประธาน ก.พ. ก็ดี ผมได้ออกมติไปเยอะเลยครับ ที่จะยืนยันว่าหน่วยงานต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของ ก.พ. ไม่อนุญาตให้ได้รับข้อยกเว้น แล้วรวมไปถึงว่าเมื่อ ก.พ.ค. มีมติแล้ว ผมก็เป็นประธาน ก.พ. ที่ออกมติมาว่าทุกหน่วยงาน ต้องเดินหน้าในการปฏิบัติตาม ก.พ.ค. ไม่ว่าจะเป็นกรณีร้องเรียน กรณีอุทธรณ์หรือกรณีอื่น ๆ แล้วก็วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องของการเยียวยา เมื่อมีการจําเป็นจะต้องปฏิบัติตามมติของ ก.พ.ค. ไว้ แต่ว่าที่สําคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่าผมรับฟังในเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ ระบบราชการ สิ่งที่ผมกําลังจะให้ ก.พ. นําเสนอเป็นแนวปฏิบัติ แล้วต่อมาจะออกเป็น กฎกระทรวงด้วยก็คือเรื่องของการแต่งตั้งระดับสูงสุดคือปลัดกระทรวง ซึ่งว่าตามจริง เป็นระดับเดียวที่ขณะนี้พวกเรานักการเมืองมีอํานาจในการโยกย้าย แต่งตั้ง ผมจะเปลี่ยน ระบบให้มีการตั้งคณะกรรมการสรรหา ซึ่งประกอบไปด้วยคนนอกทั้งหมด ยกเว้นคนที่ครอง ตําแหน่งอยู่ในขณะนั้นคือปลัดที่อาจจะกําลังเกษียณไป แล้วให้เสนอชื่อไม่เกิน ๓ ชื่อครับ แล้วให้รัฐมนตรีซึ่งแต่งตั้งนั้นเลือกได้จาก ๓ ชื่อนั้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นปัญหาที่เพื่อนสมาชิก อภิปรายมานอกจากผมจะไม่ได้ละเลยเอาใจใส่ในปัญหาที่ติดตามในแต่ละเรื่อง ๆ แล้ว ผมยังพยายามเดินหน้าวางระบบให้มันมีความเข้มแข็งมากขึ้น ผมจึงกราบเรียนว่าข้อกล่าวหา หลายข้อที่ปรากฏอยู่ในญัตติและคําอภิปรายของท่านนี้จึงเป็นเรื่องที่ผมยืนยัน แล้วก็ชี้แจงว่ากระผมได้บริหารบ้านเมืองโดยยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศมาโดยตลอด และแม้บางเรื่องมีปัญหา มีอุปสรรค ขลุกขลัก มีจุดอ่อน แต่โดยรวมแล้วยืนยันว่าความมั่นคง ของประชาชนและประสิทธิภาพ เสถียรภาพของประเทศได้รับการปรับปรุงมาโดยตลอด

ท่านประธานที่เคารพ ในช่วงสุดท้ายนี้ผมคงเหลือเรื่องเดียวที่ยังไม่ได้มีโอกาส ชี้แจง และเป็นสิ่งที่เป็นข้อหาที่ถือว่ารุนแรงที่สุดสําหรับนักการเมืองอย่างผมและคนอย่างผม นั่นก็คือข้อหาที่บอกว่าผมและรัฐบาลนั้นฆาตกรรมประชาชน ที่จริงเพื่อนสมาชิกที่รู้จักกับผม จะทราบว่าผมเป็นคนอย่างไร ไม่นิยมความรุนแรง และต่อสู้ในแนวทางของกฎกติกา มาโดยตลอด ผมเองไม่อยากให้พวกเราต้องมาใช้เวลากันค่อนวัน เต็มวัน สร้างบรรยากาศ ความขัดแย้งในบ้านเมืองขึ้นมาอีก ความจริงวันนี้เมื่อเราคลายบรรยากาศจะเดินไปสู่ การเลือกตั้งนี่มันเป็นโอกาสของเรานักการเมืองนะครับที่จะสร้างศรัทธาให้กับประชาชนด้วย การบอกว่าเราจะเดินหน้าแก้ปัญหาประชาชนอย่างไรที่เขาเดือดร้อนอยู่ จะเรื่องของแพง เรื่องยาเสพติด หรือจะทําระบบที่ดีกว่าอย่างไร แต่ว่าเห็นไหมครับ พอเราอภิปราย ในประเด็นนี้ทีไรบรรยากาศสภากลายเป็นบรรยากาศของความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง แล้วเราก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งสิ้น ด้วยความตระหนักว่าหลังจากผมอภิปรายเสร็จจะเป็น ช่วงของการสรุปของผู้สรุป ผมก็จะพยายามชี้แจงไม่ให้ท่านต้องมาขุ่นเคืองประท้วงผมครับ แต่ผมก็ต้องอยู่กับข้อเท็จจริง ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นปี ๒๕๕๒ หรือปี ๒๕๕๓ โดยเฉพาะปี ๒๕๕๓ ที่มาที่ไปมันชัดเจนครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ลําดับเหตุการณ์ให้เห็น แต่มุมมองอาจจะต่างกัน ท่านไม่พอใจว่าสภาผู้แทนราษฎรเลือกผม เมื่อปลายปี ๒๕๕๑ แต่ผมก็ต้องบอกนะครับ ที่ท่านย้ําว่าไม่เคารพกฎกติกาหรือเปล่า ผมไม่ได้เข้ามาดํารงตําแหน่งหลังจากการเลือกตั้งเมื่อผมแพ้เลือกตั้งครับ แล้วถ้าพูดถึง เรื่องการเลือกตั้งต้องพูดให้ครบครับว่าท่านชนะการเลือกตั้งก็จริง แต่ในที่สุดกรรมการ คือ กกต. เขาวินิจฉัยว่ามันมีการทุจริตจนนํามาสู่การยุบพรรค แต่ประเด็นสําคัญก็คือว่า ท่านได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล ๒ ชุด สภาพบ้านเมืองขณะนั้นก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ สภาพผู้แทนราษฎรก็มาเลือกกันใหม่ ไม่ถูกใจท่าน ไม่ถูกใจคนจํานวนหนึ่ง ผมก็ยอมรับครับ แต่ว่ากระบวนการของการที่ปลุกระดมมันเกิดขึ้นจริง และผมพูดมากี่ครั้ง ๆ ผมไม่เคยตําหนิ พี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมอย่างสงบเลยครับ แต่หลักฐานที่ได้มีการชี้แจงมาโดยตลอดว่า มันมีคนที่เป็นกองกําลังเข้ามา แกนนําบางคนก็ยอมรับบนเวทีว่ามีกองกําลังเข้ามาสนับสนุน นี่คือต้นเหตุของความรุนแรงทั้งหมด ท่านประธานครับ รัฐบาล กองทัพ เจ้าหน้าที่จะเป็น ทหาร ตํารวจ เขาไม่มีเหตุผลอะไรทั้งสิ้นที่จะไปทําร้ายประชาชน ท่านก็ทราบ ผมก็ทราบ เราเป็นนักการเมืองในระบบนี้ เกิดความสูญเสียขึ้น สิ่งแรกก็คือต้องมาเรียกร้อง ความรับผิดชอบจากรัฐบาล ผมจึงกราบเรียนว่าแนวทางที่เราใช้นี่อยู่บนพื้นฐานของ ความอดทนอดกลั้นมาโดยตลอด การเจรจา ๖ ชั่วโมงนี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ ผมเคยเสนอ ทางออกมาหลายครั้งถูกปฏิเสธทุกครั้ง แล้ววันที่เราเข้าไปขอคืนพื้นที่ในวันที่ ๑๐ เมษายนนี้ ข้อเท็จจริงที่เรียงลําดับกันมาจะโดยใคร อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านจะเห็นครับ ไม่มีความสูญเสีย จนกระทั่งมีการยิงระเบิดเข้าใส่ทหาร แล้วทหารก็อยู่ในช่วงของการที่ถอยครับ แล้วก็เกิด ภาพอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพได้แสดงให้เห็นไปแล้ว แล้วก็เกิดเหตุการณ์ การปะทะกัน ผมเชื่อว่าพวกเราเสียใจ ไม่ควรจะเกิดครับ แต่ว่าเราต้องลําดับที่มาที่ไปให้เห็น ชัดเจนอย่างนี้ แล้วหลังจากนั้นก็ยังมีเหตุการณ์ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพลําดับให้เห็นว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์บ้าง ที่นั่นที่นี่บ้าง กดดันมากนะครับ ที่บอกว่าทําไมไม่สลาย การชุมนุม แต่เราตัดสินใจชัดเจนเลยครับว่าเราไม่ต้องการทําอย่างนั้น ผมเสนอให้ มีการเลือกตั้งวันที่๑๔ พฤศจิกายนที่ผ่านมาก็ถูกปฏิเสธ ท่านจะมาหยิบเรื่องว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพไปถูกที่ ไปมอบตัว ไปรับทราบข้อกล่าวหา ทําไมท่านเอา เรื่องนั้นมาอยู่เหนือความสําคัญกว่าการที่บอกว่าท่านจะได้ไปเลือกตั้งอย่างที่ท่านเรียกร้อง แล้วเราไม่ต้องมีปัญหากัน ช่วงการชุมนุมนี่คนที่อยู่ใกล้ชิดกับผมก็พยายามพูดคุยกับ แกนนํา โน้มน้าวว่าวันที่ ๑๔ พฤศจิกายนอย่ามาคิดเล็กคิดน้อย ยอมรับเถอะ เพราะต้อง ยอมรับว่าเกิดเหตุการณ์อะไรต่าง ๆ ควบคุมกันไม่ได้ คนที่เป็นแกนนําไม่เคยสูญเสียหรอกครับ มีแต่ชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุม ผมจึงกราบเรียนว่าเราก็ใช้วิธีกระชับพื้นที่ วันที่ ๑๓-๑๙ วันที่ ๑๘ พฤษภาคมเจ้าหน้าที่เราอยู่กับที่นะครับ ตามวงล้อมที่กําหนดเอาไว้ แต่ถูกโจมตี แล้วก็มีการป้องกัน ก็เกิดความสูญเสีย แล้วพอถึงวันที่ ๑๙ หลังจากที่เราเห็นได้ชัดว่า สวนลุมพินีเป็นพื้นที่ซึ่งอันตรายมากถ้าไม่เข้าไปจัดการเพราะว่ามีกองกําลังอยู่ในนั้น มีสื่อมวลชนรายงานต่าง ๆ ชัดเจน ก็จึงมีการกระชับพื้นที่เข้าไป กระชับวงล้อมเข้าไป แล้วก็หยุดครับ จนในที่สุดแกนนําก็ได้มีการเลิกการชุมนุมไปมอบตัว แต่เสร็จแล้วก็ไปเกิด เรื่องการเผา เกิดเหตุที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ท่านประธานครับ ณ ช่วงบ่ายของวันที่ ๑๙ ต้องถือว่าเหตุการณ์มันจบแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสําหรับรัฐบาลที่จะไปดําเนินการ ทําอะไรต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนหรือต่อทรัพย์สินของภาคเอกชนหรือของบ้านเมือง พวกผมพยายามประสานงานอย่างเดียวว่ากลับบ้านเถอะ แต่จะด้วยเหตุผลความไม่แน่ใจ ความหวาดระแวง พี่น้องก็ไปรวมอยู่ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร แต่น่าเสียใจครับ เพราะว่าที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหารแนวคิดเขาคือเขาทําเขตอภัยทาน ผมยืนยันได้เลยว่า คนของเราเคยติงไปแล้วว่าถ้าเป็นเขตอภัยทานขอความกรุณาได้ไหมว่าให้เป็นที่พํานักของ เฉพาะเด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ คนที่มีความจําเป็นจริง ๆ แต่สุดท้ายคุมไม่ได้ มีคนมีอาวุธ มีกองกําลังเข้าไปอยู่ด้วยปัญหามันจึงเกิด เมื่อเหตุการณ์สิ้นสุดลง ถ้าผมไม่มีความบริสุทธิ์ใจ ผมไม่ปล่อยให้กระบวนการต่าง ๆ เดินหน้าในการที่จะค้นหาความจริงหรอกครับ และผม ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองครับ วันนี้มาอภิปรายตอนเช้าว่า ศอฉ. เอาบัญชีไปให้ดีเอสไอ เพราะว่ามีการหักหลังกันระหว่างนักการเมืองกับกองทัพ คิดได้อย่างไรครับ แล้วถ้า ศอฉ. ไม่ให้ ท่านไม่ว่าหรือครับว่าเราไม่ให้ความร่วมมือกับการสอบสวน เราให้ครับ แล้ววันนี้ ก็มีการอ้างสํานวนของทางดีเอสไอมาอภิปราย แล้วมาสรุปง่าย ๆ ว่ารัฐบาลฆ่าประชาชน ผม ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพเป็นฆาตกร ไม่ใช่เลยครับ ที่เขาทําเสร็จแล้ว ๑๒ ศพ ชัดเจนว่า ไม่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ ที่จริงระบุด้วยซ้ําว่าเป็นฝีมือของกลุ่มไหนว่ากันไป ๑๓ ศพที่พูดนี่ เมื่อมี ความเป็นไปได้ว่าจะเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่เขาต้องส่งกลับไปตามประมวลกฎหมายอาญา ให้ทาง พนักงานสอบสวนกับผู้เกี่ยวข้องดําเนินการในเรื่องของการชันสูตรพลิกศพ แต่ท่านเอาตรงนี้ แล้วมาสรุปว่าเจ้าหน้าที่ฆ่าประชาชน แล้วสรุปเลยเถิดไปด้วยว่าเจ้าหน้าที่ฆ่าประชาชน เพราะท่านรองนายกรัฐมนตรีสั่ง และท่านรองนากรัฐมนตรีสั่งเพราะผมตั้งท่านรอง นายกรัฐมนตรีสุเทพ ไม่ใช่เลยครับ แล้วเวลาท่านอ่านสํานวนท่านไม่เคยอ่านให้มันครบถ้วน อ่านให้หมด ทุกกรณีมันมีคนที่ให้การตรงกัน ขัดกัน แต่ในสํานวนที่ท่านอ่านไม่มีเลยครับ ที่บอกว่ามีคนเห็นเจ้าหน้าที่คนใดยิงใส่ประชาชน เป็นเพียงการวิเคราะห์ การคาดคะเน การสันนิษฐานความเป็นไปได้ ซึ่งบางทีก็มีการหักล้างนะครับ อย่างเช่นในวัดปทุวนาราม ก็มีคนที่เขาให้การว่าเขามองเห็นว่าการยิงน่าจะยิงมาจากทางห้างพารากอน แต่ถ้าเราเถียงกัน อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็มีแต่ความขัดแย้ง ผมเพียงแต่เรียกร้องว่าทําไมเราไม่ปล่อยให้คนที่เขา มีหน้าที่ทําให้เสร็จครับ แต่ท่านพูดทําให้คนคลางแคลงใจ อย่างกรณีวัดปทุมวนาราม สังเกตไหมครับ บอกว่ามี ๖ ศพ แต่เขาสรุปเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่แค่ ๓ ศพ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกรณีของอาสาสมัครและก็อาสาพยาบาลเขาไม่สรุปว่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ ๓. ที่มีการสรุปว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ๒ ราย ครั้งแรกคุณหญิงคุณหมอพรทิพย์ไปตรวจบอกไม่พบ เขม่าดินปืน แต่พอเข้าส่งไปแล็บ (Lab) พบ ๒ ราย ผมก็ไม่ต้องการมาเถียงว่าใครถูก ใครผิด แต่ปล่อยให้คนเขามีหน้าที่เขาทําไม่ดีกว่าหรือครับ เพราะผมมองไม่เห็นว่าเจ้าหน้าที่มีมูลเหตุ จูงใจอะไรทั้งสิ้น กรณีที่มีการพูดถึงการยิงจากรถไฟฟ้านี่ครับ ท่านต้องอ่านให้ครบว่าเวลาที่ เจ้าหน้าที่ที่เขาให้การว่าเขาอยู่ข้างบนแล้วเขายิง ทุกครั้งก็จะพูดว่าเขาพบกลุ่มกําลังติดอาวุธ ประมาณกี่คน ห่างจากจุดตรงไหน แล้วเขายิงไปที่ไหน เขาไม่เคยมีการพูดเลยว่าเขาไปยิงใส่ ประชาชน มันมีการต่อสู้ เหมือนกับการกระชับวงล้อมมันมีการต่อสู้ จะเป็นฝีมือเจ้าหน้าที่ หรือไม่ก็ต้องพิสูจน์ ถ้ามีเกิดจากการกระทําของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องดูต่อไปด้วยว่ามันเกิดอยู่ใน สภาวะแวดล้อมอย่างไร กําลังต่อสู้กัน กําลังปกป้องตัวเองหรือไม่ หรือทําเกินอํานาจ แต่วันนี้ เพื่อต้องการสร้างความขัดแย้ง ปลุกเร้าอารมณ์คนของตัวเองมากขึ้น อ่านสํานวนไม่ครบแล้ว ก็มาชี้เลยว่าเจ้าหน้าที่ฆ่าประชาชน รองนายกรัฐมนตรีสั่ง นายกรัฐมนตรีสั่ง นายกรัฐมนตรี ตั้งรองนายกรัฐมนตรีให้ไปสั่ง ไม่มีปรากฏในสํานวนตรงไหน และไม่สมเหตุสมผลกับ เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นครับ

ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงกราบเรียนว่าการอภิปราย ๓ วัน ๔ วัน ท่านเคย เป็นรัฐบาลกันมาก่อน ปกติคนเป็นรัฐบาลไม่ชอบหรอกครับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ผม กราบเรียนว่าถ้าเมื่อไรเราใช้เวทีนี้มาถกเถียงกันว่านโยบายเป็นอย่างไร เราแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องดีแล้วหรือยัง เป็นประโยชน์ครับ แต่ถ้าเราจะใช้เวทีแห่งนี้ไม่รักษาผลประโยชน์ของ ชาติ คิดแต่เอาความสะใจและให้เกิดความขัดแย้ง สุดท้ายทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเสียหาย ด้วยกัน และสุดท้ายคือรัฐสภาเสียหายและประชาธิปไตยเสียหาย ท่านประธานครับ ผมคง จะกล่าวโดยสรุปเพียงสั้น ๆ ว่าหลายเรื่องที่ท่านวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงนโยบาย ผมคิดว่า คําชี้แจงของผมน่าจะทําให้ท่านมีความกระจ่างมากขึ้น บางเรื่องที่ท่านตําหนิ มีเหตุมีผล ผมรับฟัง และจะนําไปปรับปรุงในการบริหารในระยะเวลาที่เหลืออยู่ แต่เรื่องที่เป็นการ กล่าวหาลอย ๆ เรื่องที่เป็นการทํากันขึ้นมาเพื่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น กระผมกราบเรียนว่า เป็นความสูญเสียของกระบวนการการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วง ๔ วันที่ผ่านมา กระผม กราบเรียนท่านประธานเพื่อให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก็พร้อมที่จะคืนเวทีนี้ ให้แก่ผู้สรุปการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และผมให้คํามั่นครับว่าหากสภาแห่งนี้ลงมติไว้วางใจผม และคณะให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ซึ่งก็ถึงนานที่สุดคือสัปดาห์แรกของ เดือนพฤษภาคม เวลาจะเหลือสั้นไม่สําคัญครับ แต่จะเป็นเวลาที่ผมยืนยันที่จะทุ่มเททํางาน เพื่อแก้ปัญหาของประชาชนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต กราบขอบพระคุณครับ