สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าปิดญัตติ และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการบริหารหนี้สินของรัฐบาลและราคาน้ำมันปาล์ม โดยเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหา และเสนอแนวทางแก้ไข เช่น การจัดการข้าวของประเทศไทยอย่างโปร่งใสและไม่ขายข้าวให้กับองค์กรระหว่างประเทศ และการประกันราคาข้าวเพื่อป้องกันการขาดแคลนข้าวในสถานการณ์ฉุกเฉิน

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เป็นผู้ยื่นญัตติการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และมีบัญชีแนบชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แนบท้ายบัญชีนะครับ ผมขออนุญาตกล่าวปิดญัตติการอภิปรายนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปครับ ท่านประธาน

อันดับแรก ผมใคร่กล่าวขอบพระคุณสมาชิก ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ท่านประธานชัย ชิดชอบ แล้วก็ท่านรอง ประธานทั้ง ๒ ท่านที่เราได้ช่วยกันสร้างมิติใหม่ให้กับการอภิปรายสภาในครั้งนี้ ข้อมูลเท่า ที่ผมได้สดับตรับฟังมา เท่าที่ได้รับฟังมา การประท้วงครั้งนี้โดยเฉลี่ยแล้วดูเหมือนจะน้อย ที่สุดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และด้วยความกรุณาของท่านประธานชัยที่เปิดโอกาสให้มีการ อภิปรายกันอย่างกว้างขวางและแพร่หลายถึง ๔ วัน ผมขอย้ําและขอกราบขอบพระคุณท่าน มา ณ ที่นี้ครับ สําหรับประเด็นเนื้อหาสาระของทั้ง ๒ ฝ่าย ผมนั่งเฝ้ามอนิเตอร์ (Monitor) ตลอด ตั้งแต่ชั่วโมงแรกจนถึงชั่วโมงนี้ ผมภูมิใจครับท่านประธาน ภูมิใจที่การกล่าวหา การตอบโต้ข้อกล่าวหา เหตุผลในการหักล้างเป็นไปอย่างมีระบบและชัดเจนเป็นประเด็น ๆ ไป เพราะฉะนั้นจึงถือได้ว่าการอภิปรายนั้นตรงประเด็น ผู้ถูกอภิปรายก็ลุกขึ้นมาตอบ ส่วนวิจารณญาณขึ้นอยู่กับผู้ฟังทางบ้านและประชาชนทั่วไป สิ่งสุดท้ายที่ผมจะเกริ่นนํา ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาการปิดญัตติ ผมอยากจะกล่าวว่านอกเหนือจากการเปิดอภิปราย ด้วยมิติใหม่แล้ว การดําเนินอภิปรายด้วยมิติใหม่แล้ว การปิดอภิปรายผมก็คิดว่าจะเป็นมิติ ใหม่อีกเช่นกันครับ เพราะนอกเหนือจากข้อกล่าวหา ข้อโต้แย้ง ความคิดเห็นของ ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี แน่นอนที่สุดครับ ผมในฐานะของผู้เสนอญัตติอภิปราย ก็จะต้องออกความเห็น และถ้าเป็นไปได้ดังช่วงคําอภิปรายช่วงสุดท้ายของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมจะพยายามเสนอแนะในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ แล้วก็นําไป สร้างสรรค์ ไม่ว่าหลังจากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีจะยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกนานเท่าไร หรือผมจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง ผมขอเริ่มต้นสิ่งแรกนะครับ วันนี้ผมคงไม่ฉาย เพาเวอร์ พอยท์ (Power Point) ผมคงไม่มีตัวเลขอะไรมาให้ปวดหัวกันมาก เราฟังกันมา ตลอด ๔ วันแล้ว เราได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างกันหมดแล้ว ใครคิดอะไร ใครทําอะไร แล้วใคร ตอบว่าอย่างไร

แต่แน่นอนที่สุดครับ หัวข้อแรกที่ผมต้องพูดก็คือหนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องพูดถึง เรื่องหนี้ สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนอธิบายผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ซุกซนกับ ตัวเลข ตอนหลังท่านเลี่ยงใช้คํานี้ เป็น ตกแต่งตัวเลข ตัดตอนตัวเลข ใครกันแน่ที่พูด ความจริง ผมยกตัวอย่างเพียง ๔-๕ ประเด็น เรื่องหนี้นะครับ ไม่พูดไม่ได้ครับ เป็นหนี้เป็นสิน เป็นเรื่องใหญ่ แล้วเป็นเรื่องของคนไทยทั้งประเทศครับ ท่านพูดถึงหนี้สาธารณะ ๔.๓ ล้านล้านบาทหรืออะไรก็แล้วแต่ ประชาชนทางบ้านฟังให้สบายใจนะครับ ไม่ต้องคิด มากครับ สิ่งหนึ่งต้องพูดกันก็คือว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งหนึ่งที่จะต้องรับโอนมาแน่นอนก็คือภาระหนี้สิน หนี้อย่างนั้นเขาเรียกกันว่าหนี้สะสม ผมยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่าย ผมจําเป็นต้องเอ่ยชื่อถึงนายกรัฐมนตรีหลายคน ๒-๓ คน เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ วันที่ฟองสบู่แตก ต้มยํากุ้งทําให้เศรษฐกิจของประเทศไทยหายนะ นายกรัฐมนตรีที่เข้ามาดํารงตําแหน่งในปีพุทธศักราช ๒๕๔๔ คือท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ปฏิเสธไม่ได้ครับ วันนั้นคนไทยทุกคนรู้จักอักษรภาษาอังกฤษ ๓-๔ คํา ซึ่งไม่อยาก ได้ยินอีกเลยตลอดชั่วชีวิต คําแรกครับ ไอเอ็มเอฟ หนี้มิยาซาวา หนี้เอดีบี หนี้เวิลด์แบงก์ หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้ต้องบอกว่าจะเป็นความโชคร้ายหรือเป็นภาระต้องทํางานหนัก ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณต้องรับภาระหนี้นั้นมา ถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีพูดว่าหนี้สะสม ในสมัยยุคนายกรัฐมนตรีทักษิณเมื่อเทียบกับรายได้ประชาชาติ ถามว่าสูงเยอะไหม หนี้สาธารณะ สูงครับ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านโปรดดูตัวเลขแล้วฟังข้อความให้ง่าย ๆ นะครับ ผมอยากจะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้คิดว่าทําไมไม่มองมุมกลับบ้าง ซึ่งมุมนี้ผมไม่เคยเอามา กล่าวชื่นชม แต่ขออภัยที่ต้องชื่นชมนายกรัฐมนตรีทักษิณครับ ผมจะบอกว่าถ้าผมจะมอง สังคมในเชิงบวกและสร้างสรรค์ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณใช้หนี้สาธารณะต่อรายได้ ประชาชาติได้รวดเร็วและสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ อัตราหนี้สาธารณะต่อรายได้มวลรวม ประชาชาติลดลงจาก ๕๔ เปอร์เซ็นต์ลงไปถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่มี ความจําเป็นอะไรต้องมานั่งเฉลี่ย ผมไม่มีความจําเป็นอะไรต้องมายกย่องนายกรัฐมนตรี ทักษิณ แต่นี่คือการมองมุมบวกของผม ผมกําลังจะบอกว่าเหรียญมี ๒ ด้าน การมองตัวเลข ก็ชัดเจน อีกประการหนึ่ง ถึงท่านจะรังเกียจ คําว่า ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ถึงท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์จะบอกว่า ๒ ปีครึ่งท่านนั่งคร่อมปีงบประมาณอยู่ ๓ ปี ท่านก่อให้เกิดหนี้สูงที่สุด ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ท่านจะรังเกียจมันอย่างไร บัดนี้มันได้กลายเป็นโลโก้ (Logo) ประจํา ของท่านแล้ว เพราะท่านคือนายกรัฐมนตรีที่ก่อหนี้สูงในประวัติศาสตร์ของชาติไทยครับ

ประการต่อไป จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ไม่ตัดทอน ไม่ตกแต่ง ผมต้องใช้ภาษาง่าย ๆ ครับ อยู่ดีไม่ว่าดี งบประมาณการเงินปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ แล้วก็ ปี ๒๕๕๔ ท่านได้ก่อหนี้ด้วยตัวท่านเองและรัฐบาลของท่านสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่เคย มีมาตั้งแต่มีประเทศไทย ผมย้ํานะครับ เป็นอัตราหนี้ต่อปี ที่ ๑ที่ ๒ ที่ ๓ ไม่มีใครลบสถิติท่าน ได้แน่นอนครับ อันนี้หมายเหตุนะครับ ผมยังไม่นับเงินกู้ไทยเข้มแข็งรวมเข้าไปอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

ประการต่อมาเกี่ยวกับหนี้ครับ เมื่อมีหนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ย และแน่นอนที่สุด ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นคนไทยจะชอบหรือไม่ชอบ ผมขอย้ําด้วยเสียงอันหนักแน่นนะครับ ปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ซึ่งจะเริ่มนับ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ที่จะมาถึง เราจะต้อง เริ่มจ่ายดอกเบี้ยไม่นับรวมเงินต้น ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เกินกว่าแน่นอน เพราะฉะนั้น ผมอยากจะสรุปท่อนว่าหนี้ให้จบไปเสียมันจะได้ไม่ค้างคาใจกัน การนําเสนอเพาวเวอร์ พอยท์ ๑๑๙ สไลด์ (Slide) ผมยืนยันนะครับ เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นตัวเลขและมี แหล่งที่มาของข้อมูลที่ชัดเจนทุกตัวเลขและตัวอักษร ถ้าแม้นว่าผิดตรงไหน หรือมีการ ดัดแปลง ต่อเติม ตัดทอนตัวเลข ผมขอเรียนเชิญครับ เจ้าหน้าที่การเงินการคลัง นักการเงิน ครูบาอาจารย์ ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ ผมว่าคนทั้งประเทศที่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ได้ดูอยู่ และเป็นกรรมการด้วยใจเป็นธรรม เพราะฉะนั้นผมฝากกราบเรียนผ่านท่านประธาน ผมขอผ่านครับ ประเด็นนี้จบเรื่องที่ ๑ คือเรื่องหนี้

เรื่องที่ ๒ เรื่องน้ํามันปาล์ม ผมไม่อยากใช้คํา ๆ นี้ แต่ผมกําลังจะบอกว่า ใครกันแน่ที่พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว ผมย้ํานะครับ เป็นความจริงที่พูดเอาเพียงบางส่วน เป็นความจริงที่พูดแล้วได้ประโยชน์ ท่านลองฟังตัวเลขดี ๆ ราคาน้ํามันปาล์ม ทุกคนรู้ดีอยู่ ปาล์มหายไปจากตลาดปรากฏว่าอยู่ ๆ ทางกระทรวงพาณิชย์ ทางรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายน้ํามันปาล์มและท่านนายกรัฐมนตรีออกมากําหนดราคาเพดานสูงสุดให้จําหน่าย ไม่เกิน ๔๗ บาท เมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกว่าสมัยผม ๔๗.๕๐ บาท คําถามฟังดู ใช่หรือเปล่า ผมตอบเลยนะครับ ท่านพูดถูก แต่พูดครึ่งเดียวครับ สิ่งที่ท่านไม่ได้พูดก็คือ ท่านได้เอาเงินภาษีอากรของประชาชนอีกขวดละ ๙.๕๐ บาท บวกลงไปเพื่อชดเชย ให้มันได้ ๔๗ บาท ผมเรียนประชาชนพ่อแม่พี่น้องทุกคนนะครับ โปรดระลึกไว้เสมอว่า วันนี้ที่ท่านไปแย่งกันซื้อน้ํามันปาล์มอยู่ขวดละ ๔๗ บาท เงินภาษีอากรของประชาชน ส่วนหนึ่งได้บวกลงไปเพื่อชดเชยส่วนต่างน้ํามันปาล์มขวดละ ๙.๕๐ บาท เพราะฉะนั้น ด้วยความหนักแน่นชัดเจน ผมยืนยันนะครับ น้ํามันปาล์มราคาที่แท้จริงวันนี้คือขวดละ ๕๖.๕๐ บาท ไม่ใช่ ๔๗ บาท และพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะฉะนั้นคําถาม ภาษีประชาชนละครับ ภาษีประชาชน ผมอยากจะบอกว่าทุกขวดที่ประชาชนเข้าคิวรอซื้อ ด้วยความยากลําบาก ท่านได้ใบเสร็จออกมา ไม่ว่าจะจากห้างสรรพสินค้าหรือซื้อจากร้านค้า โชห่วยที่ปากซอย ใบเสร็จ ๔๗ บาทนั้นมีเงิน ๙.๕๐ บาทของประชาชนโดยรวมเข้าไปชดเชย อยู่แล้ว เรื่องนี้ท่านไม่พูดความจริงกลางสภาครับ วันนี้ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ข้อที่ ๒ ที่ผมต้องชี้แจงครับ วันก่อนที่ผมไม่ตอบโต้ ผมไม่อธิบาย เพราะนี่คือบุคลิกจําเพาะ ของผม ไม่จําเป็นผมจะไม่พูด แต่ในเมื่อท่านพูดความจริงครึ่งเดียวแล้วมันไม่ชัดเจน ผมจึง ต้องลุกขึ้นพูดด้วยความหนักแน่น ท่านฟังให้ดี ๆ นะครับ ท่านบอกว่าตอนนี้ปาล์มทลาย ราคาดีมาก กิโลกรัมละ ๗ บาท หรือเกินกว่า ท่านลองฟังข้อความที่ผมจะอ่านอักขระ ภาษาไทยให้ชัดเจนนะครับ เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ราคากลางของกรมการค้าภายในที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี ราคาปาล์มทลายอยู่ที่เพียงกิโลกรัมละ ๔.๕๐ บาท ท่านได้ยินชัดนะครับ ๔.๕๐ บาท ไมใช่ ๗ บาท แล้วที่ท่านมากล่าวอ้าง ท่านอาจจะมัวแต่อภิปรายและตอบโต้อยู่ ในสภาผู้แทนราษฎรนี้จนเกินไป ท่านลืมดูข่าวหรือครับ สหพันธ์ผู้ปลูกปาล์มกําลังออกมา ประท้วง และจะให้ท่านประกันราคาเช่นเดียวกับราคาข้าว ถ้าเขาได้เยอะเขามีความสุข เขาจะมาประท้วงกับท่านทําไม คําถามที่ค้างคาใจ อย่าว่าแต่ผมเลยนะครับ คนทั้งประเทศไทย ก็คือว่าปาล์มน้ํามันราคาแพงลิ่ว แต่ปาล์มทลายทําไมถูกอย่างนี้ ท่านบริหารจัดการอย่างกับ ประเทศนี้ ระบบการบริหารท่านอ่อนด้อยครับท่าน ท่านขาดประสบการณ์แน่นอน และสิ่งสําคัญอีกอันหนึ่งนะครับ วันนั้นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์พยายามจะอธิบาย เรื่องปาล์มโอลีนและน้ํามันปาล์ม ผมพูดให้คนไทยทั้งประเทศเข้าใจง่าย ๆ นะครับ ปาล์มโอลีนข้น ๆ เหนียว ๆ ขาว ๆ เขาเอาไปทําสบู่ เขาเอาไปทําแชมพู เขาไปทําน้ํามัน ทาผิว แต่น้ํามันปาล์มใส ๆ ที่เอามาทํานี้คือปาล์มที่เอามากินกัน จนป่านนี้คําตอบที่ชัดเจน ที่นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ถาม ผมยังไม่เคยได้ยินคําตอบที่ชัดเจนเลย และเรื่องนี้ผมบอกเลยนะครับ ไม่ว่าท่านจะตอบอย่างใด ผมได้รับคํายืนยันจากท่านอนุดิษฐ์ แล้วว่านี่คือวิทยาศาสตร์ นี่ไม่ใช่มายากล และนี่ไม่ใช่คารมทางการเมือง เพราะฉะนั้น ท่านอนุดิษฐ์จะเชิญท่านรัฐมนตรีไปพิสูจน์เรื่องนี้ที่หน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ของชาติ ในอนาคตอีกไม่กี่วันนี้ แล้วความจริงจะปรากฏครับ

เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับน้ํามันปาล์ม ผมย้ําอีกครั้งนะครับ ตอนแรกผมฟังข่าว เมื่อบ่ายวันนี้ ล่าสุดผมรู้สึกดีใจครับ ดีใจว่ามีข่าวดูเหมือนประหนึ่งว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์จะลดราคาปาล์มลงมา ๕ บาท ถ้าหูผมยังไม่เฟื่อน ความจําผมยังไม่สับสน ข่าวออกมาเมื่อตอนหัวค่ําว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจไปแล้ว อันนี้ผมไม่ยืนยัน นะครับ ตามข่าวเดิมบอกว่าช่วงอาทิตย์หน้าจะเปลี่ยนแปลง แต่ท่านอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้

สิ่งสุดท้ายประชาชนที่รักทุกท่าน ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานครับ ผมมีการพูดถึงเรื่องกองทุนน้ํามันและการอุดหนุนน้ํามันดีเซลลิตรละ ๕ บาท ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ๕ บาทนี้เป็นการอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือคนจน ผมขอประกาศให้ ทราบทั่วกันทั้งประเทศว่ารัฐได้เอาเงินบางส่วนของภาษีอากรราษฎรเข้าไปอุดหนุนน้ํามันปาล์ม เนื่องจากบริหารงานผิดพลาดและล้มเหลว ถึงขวดละ ๙.๕๐ บาท แพงยิ่งกว่าน้ํามันดีเซล อีกครับ วันนี้ประเทศไม่หายนะแล้วจะรอเมื่อไร เรื่องน้ํามันปาล์มจบไปอีกเรื่องหนึ่งครับ

เรื่องต่อไป กองทุนน้ํามัน เรื่องนี้ไม่พูดไม่ได้ รัฐมนตรีไม่ว่ากระทรวงอะไร ก็แล้วแต่ ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน ท่านบอกว่ากองทุนเหลือ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมจะพูดเป็นประเด็นให้ประชาชนทางบ้านเข้าใจนะครับ

ข้อ ๑ ท่านมีหนี้อยู่ ๒ ก้อนที่ท่านไม่ได้ชําระแน่นอน ก้อนที่ ๑ เป็นหนี้ ที่เบ็ดเสร็จสมบูรณ์แล้ว และท่านยังไม่จ่ายเขา ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าชักดาบ อยู่ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท บวกด้วยหนี้ก้อนที่ ๒ ครับ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นหนี้ภาระกองทุน ต่าง ๆ แน่นอนที่สุดเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดคือบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ๒ จํานวนรวมกัน ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ล่องจุ๊นเที่ยวนี้แล้วจะไปล่องจุ๊นเที่ยวไหนครับ ผมย้ํานะครับ หนี้จะ ไม่มีวันสูญหายไปจากบัญชีงบดุลของกองทุนน้ํามันแน่นอน ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท ต่อให้ท่าน ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีใน ๑-๒ เดือนข้างหน้า ผมมารับตําแหน่งผมก็ต้องรับใช้อันนี้ ผมเตือนท่านอีกครั้งหนึ่ง เรื่องนี้คิดให้รอบคอบ ท่านจะตอบอย่างไรก็ได้ ท่านจะพูดวาทะ อย่างไรก็ได้ แต่สิ่งที่สําคัญท่านปฏิเสธหนี้ที่จะตามหลอกหลอนท่านไปเรื่องกองทุนน้ํามัน ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้เด็ดขาด

ข้อต่อไป ข้อนี้พ่อแม่พี่น้องทั้งประเทศถ้าท่านหลับอยู่ตื่นขึ้นมาครับ ตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาฟังความจริงบางประการที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตอบ กลางสภาแห่งนี้ ผมมีความจําเป็นนะครับ ผมไม่ได้อวดดี ผมใช้ชีวิต ๒๘ ปีครึ่งในวงการ อุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่ผมถนัดที่สุดชั่วชีวิตนี้ ผมจะอ่านตัวเลข ให้ท่านฟัง ๓ ตัวเลข แล้วไม่ต้องมาใช้สํานวนว่าบิดเบือน ตัดทอน ต่อเติม ท่านฟังนะครับ ใครที่จะจดเอาไว้ ครูบาอาจารย์ ท่านจดเพื่อการศึกษาครับ นักเรียนวิศวกรรม เด็กช่างกล จดเอาไว้นะครับ ในประเทศไทยปัจจุบันมีรถยนต์ที่จดทะเบียนเป็นรถ ๔ ล้อขึ้นไปรวมกัน ทั้งสิ้น ๑๑.๓ ล้านคัน เดี๋ยวท่านจะเข้าใจว่าผมพูดเรื่องนี้แล้วผมบอกตื่น ตื่นมาฟัง แล้วท่าน จะรู้ว่าผมกําลังจะพูดอะไร ๑๑.๓ ล้านคันคืออะไรครับ เป็นรถเก๋ง ๔,๕๐๐,๐๐๐ กว่าคัน เป็นรถปิกอัพ (Pick Up) และรถแวน (Van) ประเภทอื่น ๆ ๖.๘ ล้านคัน รวมแล้ว ๑๑.๓ ล้านคัน ผมถามคําถามง่าย ๆ นะครับ พ่อแม่พี่น้องทางบ้านครับ คนมีรถเก๋งกับรถปิกอัพ ใครรวยกว่ากัน หลายคน แน่นอนคําตอบสามัญ รถเก๋งรวยกว่า รถเก๋งมีตั้งแต่คันละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐ ล้านบาท รถปิกอัพอยู่ ประมาณอยู่เฉลี่ยไม่ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าผมตัดสินใจขึ้นน้ํามันเบนซิน ผมไม่ได้ตามราคาวันนี้นะครับ เพราะผมเตรียมข้อมูล ที่จะมาพูดสรุปญัตติกับท่าน แต่ผมกําลังจะตั้งคําถามว่า ท่านบอกว่าท่านตัดสินใจ ปล่อยให้น้ํามันเบนซินลอยตัวไปถึง ๔๘ บาทกว่าเพราะน้ํามันโลกมันแพง ผมจะไม่ย้อนไป อภิปรายยิบอภิปรายย่อยเรื่องที่ว่า ๑๐๐ เหรียญต่อบาเรลเท่ากันแล้วท่านบริหารไม่สําเร็จ อย่างไร แต่ผมจะถามคําถามนี้ โปรดฟังคําถามให้ดี ๆ นะครับ รายการนี้ไม่ใช่เกมโชว์ (Game Show) แน่นอน แต่รายการนี้จะเป็นการเปิดข้อมูลความจริงให้คนไทยทั้งประเทศ แล้วยังไม่ได้พูดถึงรถอีกประเภทหนึ่ง นั่นคือรถมอเตอร์ไซค์ นายกรัฐมนตรีตอบด้วยความ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ขาดองค์ประกอบทางความรู้หรือข้อมูลท่านผิดพลาดหรือใครเขียนโน้ต อะไรมาให้ท่าน ผมเรียนเลยนะครับ ในเมืองไทยพ่อแม่พี่น้องที่ขี่มอเตอร์ไซค์ทั้งหมด ทั้งประเทศโปรดจํานะครับ ถ้าผมพูดเรื่องนี้แล้วเป็นประโยชน์กับท่าน ผมไม่ขออะไรมาก ผมขอคะแนนเสียงจากท่านในวันโหวตลงมติเลือกตั้งทั่วไปคนละ ๑ คะแนน ผมจะขอ จากท่านทั้งหมด ท่านไม่ต้องทําอะไรนะครับ ถือปากกาเดินเข้าคูหาแล้วกาบัตรเลือกเบอร์ผม รถมอเตอร์ไซค์ทั้งประเทศมีอยู่ทั้งหมด ๑๗,๒๐๐,๐๐๐ กว่าคัน ท่านประธานครับ รถมอเตอร์ไซค์ทั้งหมดใช้น้ํามันเบนซินครับ ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอกว่าปล่อยให้ลอยตัวเพราะ จะช่วยคนจน ผมถามนิดหนึ่ง รถเก๋งรวยสุด ปิกอัพรองลงมา มอเตอร์ไซค์เมื่อเทียบแล้วรวย น้อยสุดครับ เพราะฉะนั้นผมขอ ๑๗,๒๐๐,๐๐๐ คะแนนให้ผมครับ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ ข้อมูลไม่แน่นอย่าพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว อย่ามาบอกตัดแต่งตัวเลข ที่ผมพูดกับท่าน ผมทวนอีกทีหนึ่งนะครับ จดไว้แล้วไปดูที่สภาอุตสาหกรรมยานยนต์และสมาคมอุตสาหกรรม ยานยนต์แห่งประเทศไทย มอเตอร์ไซค์ ๑๗.๒ ล้านคัน รถเก๋ง ๔,๕๐๐,๐๐๐ คัน ปิกอัพ และรถอื่น ๆ ๖,๘๐๐,๐๐๐ คัน รวม ๔ ล้อขึ้นไป ๑๑,๓๐๐,๐๐๐ คัน เพราะฉะนั้นนโยบาย ของท่านผิดพลาดล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในเชิงพลังงาน

ข้อต่อไปข้อที่ ๓ ไม่พูดไม่ได้ครับ ผมปล่อยให้ท่านทําสะเปะสะปะ แล้วประเทศหายนะไม่ได้ เงินกองทุนน้ํามันผมเตือนแล้วว่าจะหมดอาทิตย์หน้า เหลืออยู่ ไม่ถึง ๔,๘๐๐ ล้านบาท เดือนหนึ่งท่านต้องใช้ ๙,๐๐๐ ล้านบาท พรุ่งนี้เช้าวันเสาร์ อย่าหยุดงานนะครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านขยันอยู่แล้ว ท่านไปตรวจดูเงินของท่าน ว่าเหลือเท่าไร สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้บัดนี้หมดเวลากับกองทุนน้ํามันแล้ว เพราะฉะนั้น ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ เงินกองทุนน้ํามันท่านมีทางออกอยู่ทางเดียว กู้ โยกเงิน เอาเงินจากที่ไหนก็ได้โปะเข้าไปจนกว่าการเลือกตั้งจะสิ้นสุด มิฉะนั้นท่านแพ้เลือกตั้งผม แน่นอน

ข้อต่อไป เกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ชาวนาที่ปลูกข้าว ปลูกมันสําปะหลัง ปลูกยางพารา ปลูกปาล์ม ปลูกทุกสิ่งทุกอย่างครับ ตื่นครับ ถ้าดูละครหมุนมาดูช่องนี้ด่วน ผมจะบอกข้อความจริงของท่านบางประการว่าน่ากลัวและสยดสยองเพียงใด ท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่เคยไถนา ท่านไม่เคยแน่นอน เกษตรกรต้องใช้เครื่องไถนาครับ รถไถ เครื่องหว่านเมล็ดพืช ชาวนาต้องใช้เครื่องเกี่ยวข้าว เครื่องพ่นยาฆ่าแมลง เครื่องฉีดปุ๋ย เครื่องสูบน้ํา รถอีแต๋น ซึ่งมีเครื่องยนต์หลายประเภท ท่านเคยถามตัวเองหรือเปล่าครับ รถพวกนี้ส่วนใหญ่ใช้น้ํามันอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านกําหนดยุทธศาสตร์พลังงาน ผมยืนยันว่า ท่านไม่ได้ไปดู ไม่ได้ไปแลเขาเลย แถมยังไปทําทุกข์แสนสาหัสให้เขาอีก ชาวนาทั้งหลาย ตื่นเถิด เลือกพรรคที่ถูก แล้วท่านจะรู้ว่าความสุขในชีวิตเกิดขึ้นได้จากการเมือง ของประเทศไทย ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ กองทุนน้ํามัน จบครับ

ข้อต่อไปครับ เรื่องข้าว เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศครับท่านประธาน สต็อกข้าวเรามีการคุยกันมาอย่างไรครับ ผมบอกแล้วรัฐบาลที่เกิดจากการปฏิวัติคือรัฐบาล คมช. หรือชาวบ้านเรียกว่ารัฐบาลขิงแก่ ตอนผมเข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีสต็อกข้าวอยู่ ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี ถามผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรมายังผมคือทําไมไม่ขาย หวงเอาไว้ทําไม บริหาร ผิดพลาดใช่ไหม และคําถามที่สําคัญราคาข้าวที่ผมบอกว่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ท่านบอกว่าท่านมิ่งขวัญโชคดี โชคช่วย ตลาดโลกมันดี ท่านเกาะกระแสโลก ท่านยังปรามาสผม อีกว่าก็เพราะบริหารห่วยแตกอย่างไร ท่านไม่ได้พูดอย่างนี้ท่านไม่ต้องตกใจครับ ความหมาย คืออย่างนั้น ท่านบอกว่าผมบริหารไม่สําเร็จอย่างไร ล้มเหลว ผมจึงถูกย้ายไปนั่งกระทรวง อุตสาหกรรม วันนี้ความจริงจะปรากฏอยู่ในสภาแห่งนี้ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ ผมเป็นคนที่จะ พูดความจริงและกล้าที่จะพูดความจริง ไม่มีอะไรมาบังคับผมได้ ผมจะไม่ยอมก้มหัวให้ กลุ่มทุนใด ไม่มีใครสั่งผมได้ครับ ประโยชน์ของประชาชนทั้งแผ่นดินเป็นตัวตั้ง เรื่องนี้ ต้องอธิบายครับ เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์โลก ประเทศไหนมีน้ํามันดิบ ประเทศนั้นคือเจ้าโลกครับ และเป็นเศรษฐี ตะวันออกกลางจากทะเลทรายกลายเป็น ประเทศมหาเศรษฐีน้ํามัน มีน้ํามันดิบเยอะ นับตั้งแต่ปี ๒๐๐๐ ขึ้นมาครับท่าน ตลอด ๑ ทศวรรษ ๑๐ ปี และตอนนี้ต่อไปมันเป็นวงจรที่อภิมหาโชคดีของประเทศไทย เพราะนั่น คือวงจรแห่งอาหารและห่วงโซ่อาหาร ไทยที่เป็นแหล่งผลิตอาหารจะต้องมั่งคั่งและเป็นมหา เศรษฐี แต่ท่านายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ท่านกับผมอาจจะเรียนหรืออ่านตําราหรือ เรียนตําราเศรษฐศาสตร์กันคนละสํานัก คนละเล่ม ผมเรียนท่านเลยนะครับ ฟู้ด ไซเคิล (Food Cycle) ครับ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าว ปลูกข้าวสูงสุดเป็นอันดับ ๑ ของ โลกมาตลอดชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ ปีหนึ่งเราส่งข้าวออกปีละ ๑๐ ล้านตันหรือเกินกว่า ๓ อันดับต้น ของโลกครับ ๑. ประเทศไทย ๒. ประเทศเวียดนาม ๓. ประเทศอินเดีย แน่นอนที่สุดครับ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ความต้องการ ดีมาน (Demand) ซัพพลาย (Supply) อุปสงค์หรืออุปทาน คนเกิดขึ้นเพิ่มปริมาณทุกวัน ๆ วันนี้ ๖,๐๐๐ ล้านคน ๗,๐๐๐ ล้านคน สิ่งที่เขาต้องการ คืออาหารครับท่าน แต่ปรากฏสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เราสามารถกําหนดราคาข้าวได้เช่นเดียวกับ ประเทศผู้ผลิตน้ํามันดิบ ทําไมเราไม่ถามตัวเองเราดี ๆ ประเทศค้าน้ํามันดิบกลุ่มโอเปค (OPEC) มีเป็นสิบ ๆ ประเทศถึง ๒๐ ประเทศเขายังสมานสามัคคีและทําได้เลย แล้วโดยเฉพาะในปี ๒๕๕๑ ที่ผมอยู่มีอยู่ ๓ ประเทศเท่านั้นที่ส่งออกข้าวเป็นหลัก และประเทศไทยส่งออกถึงเป็น ๑๐ ล้านตัน ตรงนี้ผมบอกเลยนะครับ ตัวเลข ๓ ตัวเลข ผมฝากชาวนาจดจํานะครับ ข้อ ๑ ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ราคาข้าวเปลือกข้าวเจ้าอยู่ที่ ๔,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท ต่อเกวียน หรือพูดง่าย ๆ ราคารับจํานํารับซื้อโดยรัฐ ท่านจะเรียกว่าจํานําหรือประกัน ก็แล้วแต่ ๖,๐๐๐ บาทต่อเกวียน มาสมัยผม ผมคาดการณ์ตลาดล่วงหน้าได้ผมจึงกล้าออกมา ฟันธงล่วงหน้าเลยว่าราคาส่งออกจากสมัยท่านสุรยุทธ์ ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาท ไม่เกิน จะกลายเป็นทะลุ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ท่านประธานครับ พ่อแม่พี่น้องประชาชนไทย ทั้งประเทศ ผมกําลังเอาเครดิตทั้งชีวิตผมขึ้นมาเดิมพันครับ ถ้าผมบอกว่า ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาท แล้วมันไปไม่ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท ที่ผมแถลงข่าวออกไปที่ตึกนารีสโมสรชีวิตผมจะเหลือ ไหมครับ เกียรติภูมิทั้งชีวิตผมจะไม่เหลือเลยจนถึงวันนี้ เรื่องนี้ทําไมท่านไม่ให้เครดิตกับผม ทําไมท่านถึงไม่ให้ยกย่องถึงความกล้าหาญของผม ผมกล้าออกมาบอกล่วงหน้าครับ ข้าวสาร ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ พ่อแม่พี่น้องชาวนา ข้าวเปลือก ๔,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท อย่าขาย อย่าไปตกเขียว อย่าขายล่วงหน้า ไม่มี ปีนี้เดี๋ยวจาก ๘,๐๐๐ บาท ๙,๐๐๐ บาท จะเป็น ๑๐,๐๐๐ บาท จะเป็น ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท ผมกล้าพูดครับท่านประธาน ทําไมไม่ให้เกียรติผม แม้แต่น้อยหรือครับ การเอ่ยปากชื่นชมความสามารถของคนที่ทํางานได้เก่ง ได้ถูกต้อง ไม่เป็นสิ่งที่ดีสําหรับสังคมไทยหรือครับ หรือจะเป็นสังคมที่ต้องกดหัวกันอย่างร่ําไป ผมย้ํา นะครับ ข้าว ๓ ตัวเลข ๑. สมัยท่านสุรยุทธ์รับจํานํา รับซื้อ ๖,๐๐๐ บาท สมัยผม ผมบอกว่า อย่าขายต่ํากว่า ๑๔,๐๐๐ บาท แล้วมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ครับท่านประธาน ชาวบ้าน เขาบอกว่าผมขายข้าวเปลือกเจ้าได้ ๑๔ บาท ๑๕ บาท ๑๖ บาทต่อกิโลกรัม นั่นแปลว่า เกวียนละ ๑๔,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท ๑๖,๐๐๐ บาท แล้วที่สําคัญนะครับ คนอีสาน ๒.๑ กว่าล้านไร่ ทุ่งกุลาร้องไห้มีความสุขที่สุดในชีวิตเพราะเขาขายข้าวหอมมะลิได้ ๑๙,๐๐๐-๒๓,๐๐๐ บาทต่อเกวียน กิโลกรัมละ ๑๙ บาทถึง ๒๓ บาท แล้วจะไม่ให้ผมพูด หรือครับว่านั่นคือปีทองของชาวนา ท่านจะไม่ให้เครดิตผมแม้แต่น้อยหรือครับ พ่อแม่พี่น้อง ชาวนาครับ ถ้าแม้นผมได้ลงเลือกตั้งแล้วผมได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมขอถือโอกาสนี้ประกาศ ท่านเลยนะครับ ข้าวเปลือก ข้าวเจ้าผมให้ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียนครับ ท่านเตรียมพบกับ ความสุขอีกครั้งหนึ่งในชีวิต ผมยืนยัน ผมพูดจริง ผมทําได้ แล้วผมทําแน่นอน ผมขอประกาศ ให้ได้ยินกันทั้งประเทศนะครับ ถ้าท่านเลือกผมเป็นนายกรัฐมนตรี ข้าวเปลือก ข้าวเจ้า ๑๕,๐๐๐ บาทครับ ข้าวหอมมะลิขึ้นไปตามอัตราส่วน

กลับมาอีกประเด็นหนึ่ง เรื่องนี้ไม่พูดให้ชัดไม่ได้ ท่านบอกว่าผมบริหารข้าว ไม่เป็น เอาข้าวไปเก็บสต็อกไว้ตั้ง ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านอยากรู้เบื้องหลังไหมครับ อะไรเกิดขึ้นกับสังคมนี้ ประเทศนี้ และสําหรับนักการเมืองบางกลุ่ม พ่อค้าบางกลุ่ม ประการแรก ถ้าผมอยากได้เงินนะครับท่านประธาน รับซื้อมาจากชาวนา ๖,๐๐๐ บาท ผมประกาศขายสัก ๑๐,๐๐๐ บาท หลิ่วตาสักข้างหนึ่ง เปิดประมูลไป คนแย่งกันซื้ออุตลุด ผมทําถูกต้องไหมครับตามระเบียบ ถูก แต่ท่านเชื่อหรือไม่ครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไร ซื้อไป ๑๐,๐๐๐ บาท วันนี้เซ็นสัญญา ไม่ต้องทําอะไรครับ แค่ถืออินวอยซ์ (Invoice) อย่างเดียวไป ที่ท่าเรือคลองเตย ราคาเอฟโอบี ไพรซ์ (FOB Price) สูงถึง ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท จะไปค้าขาย อะไรร่ํารวยที่สุดเท่านี้ ลงทุนวันนี้ ๑๐,๐๐๐ บาทยังไม่ต้องจ่ายเงินเลย เซ็นสัญญาอย่างเดียว ต๊ะกระทรวงพาณิชย์ อคส. อตก. ไว้ก่อนครับท่าน กําไรทันที ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท ผมบอก ให้เลยนะครับ ถ้าผมเป็นคนเห็นแก่เงิน ผลประโยชน์เข้ากระเป๋าผมเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท แต่ที่ผมไม่ทํา ผมมีเหตุผล ๒ ข้อครับท่านประธาน ข้อ ๑ ๒.๑ ล้านตัน ข้าวถือเป็น ยุทธปัจจัย คือชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ ผมถามท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คําเดียว ถ้าผมตัดสินใจเอาข้าว ๒.๑ ล้านตันมาประมูลขาย เหมือนที่ท่านทํากันอยู่ ท่านสต็อกข้าวเท่าไรท่านก็เก็บระเบิดเวลาไว้ให้ชาวนาเท่านั้น ท่านสต็อกไว้ถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตันครับ แล้วก็เป็นอันแปลกเหลือเกิน ข้าวชาวนาปลูก ๔ เดือนกําลังจะสุกทีไรกระทรวงพาณิชย์ประกาศเอาข้าวออกมาประมูลทันที ทําไม หรือครับ ทําไมท่านเอาออกมาทําอย่างนั้น ผมพูดตรงนะครับ เรื่องนี้ถ้าถามผม ชีวิตผม นี่คือความอัปยศครับ ข้าวชาวนากําลังจะสุก ถ้าท่านเป็นชาวนาท่านจะมีแรงไปต่อกรกับ อํานาจรัฐหรือครับ ไซโล (Silo) ก็ไม่มีเก็บ ฝนตกมาก็ข้าวชื้น ความชื้นเกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ พ่อค้าคนกลางก็กดหัวจิกราคาลงไป ทําไมมันเกิดเป็นชาวนาไทยชีวิตมันต้องบัดซบอย่างนี้ ละครับ ผมเรียนนิดนะครับ ผมทํางานในองค์กรที่เป็นระหว่างประเทศ ผมได้มีโอกาส ผมมีโอกาสของชีวิต สิ่งหนึ่งที่ผมจะไม่ทําเด็ดขาดคือผลประโยชน์ของชาวนา ชาวไร่ และที่ สําคัญที่สุด ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของแผ่นดิน ผมยืนยันนะครับ ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน ที่ไม่ขายคํานึงถึงเหตุผลชัด ตรงประเด็น คือ ๑. เก็บไว้เป็นสต็อกของรัฐถ้าเผื่อแห้งแล้ง ขาดแคลนอาหาร นายบัน คีมูล เลขาธิการสหประชาชาติบอกว่าข้าวจะหมด ท่านทราบ ไหมครับว่าวันที่ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีผมเยือนประเทศอินโดนีเซีย ประเทศอินโดนีเซีย วางออร์เดอร์ (Order) ทันที ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตันครับ ทุกประเทศมาหมด เอานิ้วเสียบปึ๋งเดียว ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน ไม่ครณามือ แต่ผมไม่ต้องการผลประโยชน์อย่างนี้ และผมยังยืนยัน ผมต้องกราบขออภัยที่ผมเอ่ยกับท่านนายกรัฐมนตรีสมัครว่าอย่างไรครับ ข้าวนี้ต้องเก็บให้ คนไทยได้กิน เราจะอับอายขายหน้าเขาไปทั่วโลกถ้าประเทศที่ปลูกข้าวแล้วส่งออกข้าวได้ เป็นอันดับหนึ่งแล้วคนไทยอดข้าวตายเหมือนเช่นต้องมาแย่งกันซื้อน้ํามันปาล์ม ๒. ข้าวถุง ท่านประธานจําได้ไหมครับ ข้าวขึ้นราคาจากเกวียนละ ๘,๐๐๐ บาท ๙,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๓,๕๐๐ บาท คือข้าว ๕ เปอร์เซ็นต์ ข้าวหอมมะลิทะลุ ๔๐,๐๐๐ บาท ท่านว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเน้นนะครับ ผมต้องเน้นว่าบางคน พ่อค้าข้าวถุงบางคนสมคบกับข้าราชการบางคน ผมไม่ได้แปลว่าทุกคนนะครับ แล้วทุกคนไม่ต้องมานั่งจองหน้าผมครับ สมคบกันทําอะไรครับท่านประธาน ตรงนี้ก็คือ ความบัดซบของสังคมไทย เอาข้าวถุงหายไปจากตลาด ราคา ๑๒๐ บาท ขีดราคาใหม่ครับ หน้าด้านๆ ดื้อ ๆ ออกมานี่เอาสีเมจิก (Megic) เขียน จาก ๑๒๐ เป็น ๑๕๐ บาท ๑๕๐ บาท ขีดใหม่อีก ยังกําไรไม่หนําใจเป็น ๒๐๐ บาท ๒๐๐ บาทยังไม่หนาใจเป็น ๒๕๐ บาท ผมถาม นิดหนึ่งต้นทุนอยู่ที่เท่าไร ๑๒๐ บาทก็กําไรจนไม่รู้จะกําไรเท่าไรแล้ว แล้วเอาไปขีดสีเมจิก ดื้อ ๆ ออกมาขาย ๒๕๐ ผมไม่ยอมแน่นอนครับ จะขนเงินมาให้เท่าไร ผมไม่มีก้มหัวให้ครับ สิ่งที่เกิดขึ้นท่านประธานทราบไหมครับว่าผมทําอะไร ก็ตรงนี้ไงครับ ตรงเก้าอี้ถัด ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไป ๑ เก้าอี้นี่ละครับที่ผมยืนอยู่ ผมลุกขึ้นชี้แจงว่าอย่างไรจําไม่ได้ หรือครับ ท่านเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ท่านถามว่าท่านมิ่งขวัญคิดอะไรอยู่ ทําไมทําข้าวถุง ออกมาล่ะ ๑๐๐,๐๐๐ ถุง ๒๐๐,๐๐๐ ถุง ๓๐๐,๐๐๐ ถุง ผมจําเป็นต้องทําครับท่านประธาน วันนี้ความจริงมันจะได้เปิดเผยเสียเลย ต้นทุนรับจํานํามา ๖,๐๐๐ บาท ต้นทุนอยู่ที่ถุงหนึ่ง ๘๓-๘๕ บาท อคส. บรรจุถุงแล้วต้นทุน ๘๕ บาท ท่านทราบไหมครับว่าผมขออนุมัติ จําหน่ายให้ประชาชนในราคา ๑๒๐ บาท เหตุผลมี ๒ ข้อ ข้อ ๑ เพื่อจะดัดหลังพ่อค้าบางคน ที่เอาเปรียบประชาชน แต่ข้อ ๒ ถามว่าผมจะมาเอาเปรียบประชาชนหรือครับ ๘๕ บาท และเป็น ๑๒๐ บาท กําไร ๓๕ บาท ไม่มีครับ ผมขอให้เก็บเงินนี้เป็นกองทุนพิเศษเพื่อจะทํา ให้ข้าวชาวนาอีกปีหนึ่ง ๑๔,๐๐๐ บาทเท่าเดิม ไม่ว่าตลาดโลกจะเป็นเช่นไร ผมย้ํานะครับ ตรงนี้ผมไม่รังเรใจที่จะทํา และผมก็ก้าวเดินออกจากกระทรวงพาณิชย์ไปอยู่กระทรวง อุตสาหกรรม สิ่งที่ผมภาคภูมิใจที่สุดมี ๒ ข้อครับท่านประธาน วันที่ผมกล่าวลาข้าราชการ กระทรวงพาณิชย์ผมบอกว่าผมภูมิใจในชีวิต ผมอาจจะเป็นรัฐมนตรี ๑ ในจํานวนที่ไม่มากนัก ที่ก้าวออกจากกระทรวงพาณิชย์อย่างสะอาด โปร่งใส สิ่งสําคัญที่สุดผมขออนุญาตอ้างถึง นะครับ เมื่อวันอภิปรายครั้งก่อนผมกําลังมองหาดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรีครับ ท่านยัง นั่งอยู่นะครับ ครั้งที่แล้วผมอ้างถึงดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี เรื่องจีดีพี (GDP) และผมว่า อาจารย์ อาจารย์เป็นกูรู (Guru) ทางเศรษฐศาสตร์ จีดีพีมีค่าเท่ากับเอ็กซ์บวกเอฟ เอ็กซ์ลบเอ็มอะไรแล้วแต่ วันนี้ผมขออนุญาตอ้างคําพูดของท่านอีกทีหนึ่ง ถ้าไม่จริงให้ท่าน ลุกขึ้นประท้วงแล้วก็บอกว่าพาดพิง ผมไม่เคยพูดอย่างนี้นะครับ ตรงนี้ครับ ห้องกาแฟครับ ผมเป็นมิตรไมตรีกับทุกคน ประนีประนอมครับ ผมเดินเข้าไป ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ก็อยู่ ท่านสัมพันธ์ ทองสมัคร ก็อยู่ ผมขออนุญาตนะครับที่ผมเอ่ยชื่อท่าน ผมยืนยันเป็นทางที่ดี แน่นอน อยู่ ๆ ท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นรองนายกรัฐมนตรีและท่านก็เดินเข้ามา บุคลิก จําเพาะของท่านคือเสียงดังครับ พูดทีได้ยินไป ๓ บ้าน ๘ บ้าน ท่านตะโกนโหวกเหวกเลย โอ้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีมิ่งขวัญผมพูดอะไรให้ท่านฟังอย่างท่านจะได้มีความสุข ผมเป็น รองนายกรัฐมนตรีนี่เขาใช้ให้ผมไปตรวจสอบท่านทุกละเอียดนิ้ว ทุกกระเบียดนิ้ว ท่านเป็น รองนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ผมยอมรับว่าท่านมิ่งขวัญสะอาดจริง ๆ ผมเรียนถามผ่านท่านประธานนะครับ จริงไหมครับท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ผมกราบขอบพระคุณท่าน ขอบพระคุณท่านนะครับ ขอบคุณในความบริสุทธิ์ใจที่ท่านพูดถึงผม และนั่นคือความสุขครับ ความสุขที่ผมภูมิใจ

ประการสุดท้าย เรื่องข้าวที่น่าจะพูดถึง ท่านอภิสิทธิ์กับผม หลายอย่างครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมคิดไม่เหมือนท่าน แล้วท่านก็คิดไม่เหมือนผมแน่นอน สิ่งหนึ่งที่ผม จะต้องคิดทบทวนละเอียด ท่านภูมิใจ ท่านบอกว่าท่านเปลี่ยนจากจํานําไปเป็นประกัน ท่านภูมิใจ ท่านบอกว่าผมจะป้องกันการคอร์รัปชัน ผมขอพูดในวิถีทางของผมนะครับ จํานํา ประกัน หรือจะอีกสักกี่ร้อยระบบ ถ้าคนมันจะโกง คนมันจะชั่ว มันก็จะเกิดการรั่วไหล เพราะฉะนั้นผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ถ้าท่านโชคดีได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเตือน ท่านเลยว่าสิ่งที่ท่านกําลังผิดพลาดอย่างมหาศาลตอนนี้ก็คือถ้าระบบเดิมรับจํานํา ก็คือง่าย ๆ ชาวนาเอาข้าวมาขายให้รัฐ สิ่งที่รัฐจะได้ก็คือข้าวเอาไว้ในสต็อก ท่านแก้ปัญหาเรื่องภัยแล้ง ความยากจน ท่านช่วยประชาชนและท่านแก้ปัญหาทุกขภัยพิบัติ เช่น ที่เราส่งข้าวไปช่วย ประเทศญี่ปุ่นวันนี้ แต่ถ้าท่านบอกท่านประกัน แล้วท่านไม่มีอะไรเลย อยู่ ๆ ท่านเอาเงิน ไปแจกชาวบ้าน ท่านจะจับแต่อากาศ ผมถามคําถามด้วย ๒ คําถามง่าย ๆ ชาวนาฟังนะครับ แล้วสต็อกของรัฐและเพื่อความมั่นคงละครับ คนไทยจะเอาข้าวที่ไหนกิน ถ้าเกิดปีนี้ มันน้ําท่วม น้ําแล้ง แมลงลง แล้วไม่มีข้าวเลย ท่านคิดว่าท่านทําถูกหรือเปล่า นี่คือคําถามที่ ๑ แล้วไม่ต้องลุกขึ้นมาตอบ เพราะผมเป็นผู้ปิดญัตติการอภิปรายอยู่แล้ว

ข้อ ๒ ท่านไปเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมานั่งใกล้ ๆ สํานัก งบประมาณมานั่งใกล้ ๆ แล้วหยุดปาฐกถา ๑ วัน ถามตัวเองครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ตกลงที่เราไปเปลี่ยนระบบเขานี่ ที่เราว่าแน่นักแน่หนา เราประกันราคาข้าวนี่ เราเอาเงินภาษีอากรราษฎรกี่หมื่นหรือกี่แสนล้านบาทเข้าไปเสียตรงนี้ แล้วประเทศนี้ได้อะไร กลับคืนมาไหม เราคิดผิดหรือเปล่า ไปฆ่าตัวตายกันเถอะ ผมยืนยันท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านคิดเรื่องนี้ผิดแน่นอนครับ ถ้าท่านคิดว่าท่านทําถูก แล้วท่านมาอ้างชาวนาบางคน พ่อค้า บางคนที่สมคบแล้วได้ประโยชน์จากการประกันราคาข้าว ท่านคิดผิดแน่นอน สิ่งที่สําคัญที่สุด ผมเรียนท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ถ้าชาวนามีความสุขจริงตามทฤษฎีและแนวคิดของท่าน ถ้าผมไม่หูเฝื่อน วันนี้จะไม่มีข่าวชาวนาออกมาประท้วงท่านอีก วันนั้นผมก็เตือนท่านแล้ว ท่านแถลงนโยบายความสําเร็จอันรุ่งโรจน์ของประเทศไทยด้วยตัวเลขจีดีพี โกรท (Growth) เท่าไร ท่านบอกผมว่าอย่าพูดตัวเลข แต่ท่านพูดตัวเลข ขณะที่ท่านกําลังพูดว่าสําเร็จ ๆ แล้วก็ สําเร็จ ชาวนา ๒๒ จังหวัดออกมาประท้วงเทข้าว ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง ตัวเลขนี้บาดความรู้สึก ท่านแน่นอน เขาขายข้าวได้ราคาจริง ๕,๗๐๐ บาทต่อเกวียน ข้าวเปลือก ข้าวจ้าว พ่อแม่พี่น้องทั้งประเทศที่ไม่เป็นชาวนาลองเอาเครื่องคิดเลขขึ้นมากดตามที่ผมบอกสิครับ ๑๐,๐๐๐ บาท ลบด้วย ๕,๗๐๐ บาท เงินอีกเกวียนละ ๓,๐๐๐ กว่าบาท แล้วท่านรับประกัน กี่ล้านเกวียน ท่านจะใช้เงินประชาชนอีกกี่หมื่นกี่แสนล้านบาท แล้วเงินอื่นล่ะ ตรงนี้มันถึง ย้อนกลับไปภาพใหญ่ ท่านจะเกลียดผมอย่างไรก็แล้วแต่ ผมจะบอกท่านว่า ๑.๔๙ ล้านล้านบาท คือหนี้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ท่านก่อเอาไว้ ผมหวังว่าเรื่องข้าวคงจะได้กระจ่างชัดเจน แล้วผมยืนยันอีกครั้งหนึ่ง คนอย่างผมผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง ไม่มีอะไร มาปิดบังดวงตาผมได้ แล้วผมจะไม่ก้มหัวให้ใครทั้งนั้น พี่น้องเกษตรกรครับ โปรดลงคะแนน ให้ผมเพื่อที่จะได้ข้าวเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ความสุขของท่านกําลังจะมาครับ ส.ส. อีสาน ตะโกนมาบอกอย่างไรก็ต้องบอกไป ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท เกินแน่นอนพ่อใหญ่

ข้อต่อไป เรื่องโทรศัพท์ ๓ จี เรื่องนี้ผมขอพูดเพียงคําถาม ผมนั่งฟังมา เป็นวัน ๆ ครับ ผมแปลกใจ ถ้าผมจําไม่ผิดดอกเตอร์สุรพงษ์ออกมาถามเรื่อง ๓ จี อธิบาย ๆ ผมเรียนตรง ๆ เป็นเรื่องที่ผมฟังแล้วอภิมหางง แล้วผมกล้าท้าเลย ส.ส. ในห้องนี้ เกือบทั้งหม ถ้าท่านรู้เรื่อง ๓ จี เท่ากับท่านรัฐมนตรี ผมชมให้ท่านว่าเก่ง แต่เป็นไปไม่ได้ แต่ผมจะถามด้วยคําถามพื้นฐานแล้วรัฐมนตรีก็ไม่ต้องลุกมาตอบ ท่านไม่มีสิทธิตอบแล้ว

ข้อ ๑ มันแปลกไหมพ่อแม่พี่น้องหลังอภิปราย กสทช. ออกมติมาครับ มาออกทําไมตอนนี้ ตั้งนานเป็นเดือน หลายเดือน หรือเป็นปีทําไมไม่ตัดสินใจ มาออกมติ อะไรแปลก ๆ ตอนนี้ เพราะถูกอภิปรายใช่ไหม เพราะฉะนั้นผมยืนยันกับท่านประธานครับ การอภิปรายวันนี้ไม่ได้สูญเปล่าใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างน้อยที่สุดเราทําให้เกิดความโปร่งใส ผมกราบขอบพระคุณพ่อชัยครับ อย่างน้อยที่สุดคนไทยได้ประโยชน์และความสว่างกลับคืน มาครับ

ข้อ ๒ กสทช. ออกมติมา ผมจะอ่านช้า ๆ ชัด ๆ มติบอกว่า การทําสัญญา กสท. กับบริษัท ทรู เรื่องโทรศัพท์ระบบ ๓ จี ขัดต่อกฎหมาย มาตรา ๔๖ วรรคสอง

ข้อ ๓ ผลกระทบต้องเกิดกับผู้ใช้โทรศัพท์ระบบซีดีเอ็มเอ ฮัทช์ (CDMA Hutch) และลูกค้าบริษัท ทรู ไม่มากก็น้อย อันนี้คือเรื่องจริง นี่คือสาระครับ ไม่มีเล่นสําบัติ สํานวน

ข้อ ๔ ระบบโทรศัพท์ ๓ จี คนไทยได้ใช้ช้าแน่นอน ช้าขนาดไหนหรือครับ บ้านพี่เมืองน้องอย่างประเทศลาว เสียดายวันนั้นดอกเตอร์สุรพงษ์เอาโฆษณา ของประเทศลาวมาฉายแต่ไม่มีเสียงครับ คนสาธารณรัฐประชาชนลาวหรือ สปป. ลาว แน่นอนถ้าไม่ผิด ได้ใช้โทรศัพท์ระบบ ๓ จี ก่อนคนไทย และถ้าไม่ผิดอีกเช่นกัน ด้วยการ บริหารงานของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เราจะได้ใช้โทรศัพท์ ๓ จี ช้ากว่าประเทศกัมพูชา หรือเขมรแน่นอนครับท่าน เราเป็นอะไรไป เราเคยเป็นพี่เอื้อยยักษ์ใหญ่ของเอเชียอาคเนย์ ไม่ใช่หรือครับ ไหนเราบอกว่าเทคโนโลยีเราทันสมัยที่สุดครับ ใครจะรับผิดชอบผลของ ตัดสินใจในครั้งนี้ คําถาม ทําไมไม่ศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดเจนเสียก่อน ก่อนที่จะออกทีโออาร์ ก่อนจะเซ็นสัญญา คําถาม ทําไมปล่อยให้ดําเนินการไปแล้วค่อยมาเก็บมาแก้ทีหลังมตินี้ ท่านไม่อายเขาหรือครับ ผมพูดได้ประโยคง่าย ๆ เสีย เสีย แล้วก็เสียครับ

ข้อต่อไป ท่านจะโทษใคร ใครจะรับผิดชอบ คน ๖๐ กว่าล้าน ได้ใช้ เทคโนโลยีที่ช้ากว่าเขา ทุกวันนี้ค้าขายเราก็แข่งกับเขาไม่ได้ เทคโนโลยีการสื่อสารก็สู้เขา ไม่ได้อีก ความผิดอยู่ที่ใคร นี่คือการบริหารที่ล้มเหลวโดยแท้ รับไปเถอะครับ รับไปเต็ม ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านคือผู้บริหารนโยบายที่ล้มเหลว

ข้อต่อไป ไม่พูดถึงเรื่องเกษตรคงไม่ได้ ผมขออภัยนะครับ กราบเรียน ผ่านท่านประธาน ถ้าข้อมูลที่อยู่ในมือผมนี้ วิชาอ่านผมใช้ได้ แล้วผมฟังภาษายากให้เป็น ภาษาง่ายได้ถูกต้อง ผมสนิทคุ้นเคยดีกับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ท่านลองฟังประเด็นสั้น ๆ ผมเพียง ๓ ประเด็นนะครับ จากการอภิปรายของ ผู้อภิปรายและเพื่อนร่วมพรรคของผม เขาถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์บอกว่า ตกลงใบจอง น.ส. ๒ ท่านไปเอามากี่ร้อยไร่ คําตอบที่ได้รับกลางสภานี้คือ ท่านตอบบอกว่า ท่านไปซื้อใบจอง น.ส. ๒ มาจากประชาชน อันนี้คือคําตอบที่ถูกต้องใช่ไหม ครับ ท่านไม่ต้องลุกมาตอบผม ท่านไม่มีสิทธิเหมือนกัน ข้อ ๒ ใบจอง น.ส. ๒ ที่ทางราชการ นํามาแจกจ่ายประชาชนภายใต้พื้นที่ของป่าดงพระพาย อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมนั้น เป็นการจัดสรรที่ดินให้ราษฎรผู้ยากไร้เข้าไปทํามาหากิน ไม่มีข้อกฎหมายใด ๆ ยกเว้นให้ จําหน่ายจ่ายโอนทั้งสิ้นแม้แต่ข้อเดียว ดังนั้น ขอโทษนะครับ ส.ส. คนที่อยู่ใกล้ ๆ นี่ จําหน้าดี ๆ ครับ เขาบอกเอ่ยชื่อรัฐมนตรี ประเด็นความผิดออกไปให้ชัดเจน ผมจะถามที่ท่านต้องการ นะครับ รัฐมนตรีท่านนั้นคือ นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ผมอุตส่าห์ไม่เอ่ยชื่อ ข้อ ๓ ดังนั้นจากข้อ ๑ จากข้อ ๒ ท่านรัฐมนตรีไม่ได้เป็นญาติ โกโหติกาใด ๆ ทั้งสิ้นกับผู้ที่ท่านไปซื้อ น.ส. ๒ เขามา ท่านจึงสมควรจะมีความผิดในอนาคต อันใกล้นี้แน่นอน ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ถ้ากระบวนการของกฎหมายโปร่งใสและ ธรรมาภิบาลที่แท้จริงและกฎเหล็ก ๙ ข้อของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ทํางานอย่างเป็นกลไก ท่านต้องจัดการเรื่องนี้ให้ประชาชนทั้งประเทศได้เห็นเป็นแบบอย่าง มิเช่นนั้น ที่ดินของประชาชนที่ถูกจัดสรรไปเพื่อผู้ยากไร้จะเกิดปัญหาดังเช่นกรณีศึกษานี้เป็นต้นครับ

กรณีต่อไป กรณีการจัดซื้อหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า ๗ หัว ทุกคนอยากให้เอ่ยชื่อ ยินดีสนองตอบอยู่แล้วครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านโสภณ ซารัมย์ ครับ ข้อ ๑ ประชาชนทั้งประเทศฟังแล้วใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบนะครับว่าผมกําลังจะพูด อะไร ข้อ ๑ การออกสเปคทีโออาร์เพื่อการเปิดซองประมูล มันเป็นการออกสเปคที่ไปได้ ประโยชน์กับบริษัทเอกชนรายหนึ่ง และมีปัญหาแน่นอน ที่สําคัญที่สุดคือวรรคนี้ การประมูล ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ลงแล้วโดยเงื่อนไขของกฎหมาย แต่ข้อ ๒ ครับ หลังจากที่ฝ่ายค้านได้ยื่น ญัตติอภิปรายถอดถอนและไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ที่ ๓ ซึ่งกลายเป็นเหตุการณ์ประหลาดและผิดปกติ คณะกรรมการมีการยกเลิกการประกวดราคา แบบกะทันหัน เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ทําให้ผู้ได้การประมูลเสร็จสมบูรณ์แล้วไม่สามารถเซ็น สัญญาการซื้อขายได้ เรื่องนี้ไม่ต้องมีใบเสร็จ ตรรกะ เหตุและผลง่าย ๆ จะตอบท่านเอง ว่าท่านได้ตัดสินใจอะไรลงไป อย่าว่าแต่รัฐมนตรีเลยครับ รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี ท่านต้องตอบคําถามได้ ไม่ว่าเวลานั้นจะผ่านไปกี่วัน กี่เดือน กี่ปีว่า ณ ชั่วโมงนั้นท่านตัดสินใจเช่นนั้นทําไม แล้วท่านลุกขึ้นมายกเลิกการประกวดราคานี้ทําไม โดยไม่มีเหตุผล ท่านต้องไปให้การที่ ป.ป.ช. แน่นอน และเรื่องนี้ได้มีการยื่นถอดถอนและยื่น เอกสารเพื่อสํารวจความผิด เป็นความสามารถ ท่านต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว และพยานหลักฐานทั้งหมดในการตอบครับ ผมผ่านท่านครับ

ข้อต่อไป เรื่องนี้ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ เป็นการอภิปรายครับท่านประธาน ผมปิดญัตติ ผมกราบขอบพระคุณผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จริง ๆ ท่านอภิสิทธิ์บอกว่าถ้าการอภิปรายของผมมีข้อเสนอแนะที่ดี ๆ มีการชี้ทางออกที่ดี ๆ และแน่นอนที่สุดเป็นทางออกเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศท่านยินดีรับฟัง และท่านจะได้เอาไปประยุกต์ใช้ ผมมีความสุขครับท่านนายกรัฐมนตรี มีความสุขที่จะได้ นําเสนอแนวความคิดบางอย่าง ซึ่งถึงเราจะอยู่ต่างพรรคกัน แต่ผมว่าความคิด อุดมการณ์ ไม่น่าจะต่างกันนะครับ

เรื่องแรก ผมอยากพูดถึงเรื่องเช็คช่วยชาติอีกสักครั้งหนึ่ง เช็คช่วยชาติ มาเกี่ยวกับรายได้ประชาชนครับ สิ่งที่ผมจําเป็นจะต้องพูดกับท่านชัด ๆ เจน ๆ นะครับ

ข้อ ๑ ท่านจ่ายเช็คช่วยชาติไม่ถูกกลุ่มถูกคนครับ นิยามความยากจนของ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกําหนดรายได้ของบุคคลที่ยากจนที่สุดของ ประชาชน ๖๗ ล้านคนไว้ว่า ๕๓ บาทต่อวัน ไม่เกิน ไม่เกิน ๑,๖๐๐ บาทต่อเดือน ประเทศไทย มีคนยากจน ๕,๓๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นเช็คช่วยชาติท่านเอาไปแจก ๒,๐๐๐ บาทให้กับ คนงานที่อยู่แรงงานในระบบและมีเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาทลงไป ผมเรียนเลยนะครับ ท่านลืมคน ๕,๓๐๐,๐๐๐ คน คนเหล่านั้นไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีทรัพย์สินที่ดินทํากิน ไม่มี ยานพาหนะ อยู่ในชนบท อยู่ในพื้นที่ภาคอีสานถึง ๕๘ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในภาคเหนือ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ และมีอาชีพเป็นเกษตรกรถึง ๕๓ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขที่เจ็บปวดรวดร้าวที่สุดครับ ท่านประธาน เป็นหนี้อยู่ถึง ๕๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรเหล่านั้น ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ ถ้าเลือกเกิดได้ไม่มีใครอยากเป็นคนจนและไม่อยากเป็นคนกลุ่มที่จนที่สุดของประเทศ ผมฝากท่านรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ดูแลเอาใจใส่เขา ถ้าครั้งหน้าท่านมีโอกาส แจกเช็คช่วยชาติอีก คน ๕,๓๐๐,๐๐๐ คนต้องได้รับ เบี้ยยังชีพคนชรา ขอชื่นชมครับ ขอชื่นชมจริง ๆ ที่ท่านตัดสินใจทํา แต่ผมก็ต้องพูดความจริงกับประชาชนครับ รัฐบาลซึ่งผม ได้นั่งอยู่เพียง ๗-๘ เดือน ถึง ๙ เดือน คิดเรื่องนี้ครับ แต่ว่าวาสนาผมน้อย ผมได้เป็นแค่ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ผมไม่ได้อยู่ ต่อจนสําเร็จลุล่วง แต่ผมก็มีสปิริต (Spirit) ที่จะชื่นชมท่านว่าท่านทําดี ผมฝากนะครับ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย วัฒนธรรมประเพณีของคนไทยและคนตะวันออกเราดูแลเกื้อกูล ผู้สูงอายุ ถ้าจําเป็น ถ้าทําได้ ท่านไปทอนเงินส่วนอื่นอีก โปะให้ แต่ถ้าท่านไม่ทํานะครับ เมื่อผมเป็นนายกรัฐมนตรีผมจะให้มากกว่าท่าน ผมยืนยัน เพราะฉะนั้นผมเตือนท่านนะครับ ฐานข้อมูลที่สําคัญ ข้อ ๑ คนไทย ๖๗ ล้านคนที่อายุเกิน ๖๐ ปีมีอยู่ถึง ๘,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน คนไทยที่อายุเกิน ๗๐ ปี ๓.๔ ล้านคนครับ และประการสุดท้ายคนไทยที่อายุเกิน ๗๕ ปีมีอยู่ ถึง ๑.๘ ล้านคน ใครบอกว่ายิ่งแก่ยิ่งใช้เงินน้อย ไม่จริง ถูกไหมครับท่านประธานชัย ใช่สิครับ ผมคุยกับท่านวันก่อนผมยังชื่นชมท่านเลยว่าท่านแข็งแรง พ่อชัยอาจจะเป็นข้อยกเว้นครับ ท่านแข็งแรงผิดปกติ อันนี้ด้วยความชื่นชมครับ ผมยังฝันวันหนึ่งผมจะได้มีอายุยืนยาวและ แข็งแรงเหมือนกับท่าน ผมฝากท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ คนแก่ที่อายุเกิน ๗๕ ปี ๑.๘ ล้านคน ตรงนี้ต้องการการเยียวยาดูแลเป็นพิเศษ จะ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค จะบัตรทองรักษาฟรี ตรงนี้ต้องลงไปดูแลครับ คนพิการด้วยนะครับ ฝากไว้ด้วย

ข้อต่อไป ถ้าท่านขายของท่านต้องรู้จักลูกค้า แต่สิ่งสําคัญ ความยากจน ท่านต้องรู้จักคําว่า ความยากจน บังเอิญครับท่านประธานชัย ผมมองอย่างไรนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ก็ไม่มีวันจน ราศีและโหงวเฮ้งท่านเป็นคนมีสตางค์ แต่ผมกําลังจะบอก สิ่งเหล่านี้ เป็นความจริงที่เจ็บปวด ประเทศไทยมี ๗๖ จังหวัดครับ