กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องภาษีสรรพสามิตและศุลกากรของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริสน์ โดยชี้แจงว่าไม่มีสาเหตุใดที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และกรมภาษี 3 กรมได้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการนําเข้าสินค้าบุหรี่ และเสนอแนะวิธีการประเมินราคาสําแดงของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เพื่อดูว่ามีการสําแดงเท็จหรือไม่ และยังหารือเรื่องการปรับปรุงพระราชบัญญัติยาสูบเพื่อให้มีการจัดเก็บที่มีความโปร่งใส ชัดเจน และแก้ไขความยากลำบากในการพิสูจน์ต้นทุนที่แท้จริงของบุหรี่
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช ท่านประธานครับ ผมจะขอสมมุติว่าท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ จะไม่สับสนในประเด็นของท่านเอง แต่ต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าผมมั่นใจว่าเพื่อนสมาชิก ในห้องนี้ แล้วก็พี่น้องประชาชนที่ติดตามฟังการอภิปรายในหัวเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็น ภาษีสรรพสามิตและศุลกากรของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริสนั้น สับสนแน่นอน ดังนั้นผมจึง อยากจะใช้เวลาสั้น ๆ ของรัฐบาลรัฐบาลที่ยังเหลืออยู่นี้ ที่จะชี้แจงใน ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็อยากที่จะชี้แจงและอธิบายว่าทําไมถึงไม่มีสาเหตุ ใด ๆ ที่รัฐบาลมีความจําเป็นที่จะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แล้วก็กระบวนการ การจัดเก็บภาษีในอัตราที่ถูกต้องในกรณีที่ท่านได้กล่าวอ้าง
ประเด็นที่ ๒ ก็อยากที่จะชี้แจงนะครับว่ากรมภาษีที่เกี่ยวข้องของ กระทรวงการคลัง ในที่นี้ความจริงทั้ง ๓ กรมเลยนะครับ คือกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และกรมสรรพากรนั้นได้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างเต็มที่ในกรณีนี้
ขออนุญาตกล่าวเรียนในประเด็นแรกในเรื่องของฐานความผิดตาม พระราชบัญญัติศุลกากร คือจริง ๆ ในส่วนของพระราชบัญญัติศุลกากรก็มีระบุไว้ชัดเจน ชัดเจนในมาตรา ๒๗ ว่าฐานความผิดในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการนําเข้าสินค้ามีอยู่ ๔ ฐาน ด้วยกัน ๔ ประเด็น ประเด็นแรก ก็คือการนําเข้าสินค้าที่เป็นของจํากัด ในส่วนของบุหรี่นั้น แน่นอนที่สุดไม่ใช่ของจํากัด ก็คือนําเข้าในปริมาณเท่าใดก็ได้ กรณีที่ ๒ ก็คือต้องเป็นของต้องห้าม ซึ่งถึงแม้ว่าบุหรี่มีพิษมีภัยต่อสุขภาพ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นสิ่งของต้องห้ามแต่อย่างใด ประเด็นที่ ๓ ก็คือต้องเป็นสินค้าลักลอบ ซึ่งในกรณีนี้ไม่ได้ลักลอบเพราะว่ายื่นสําแดงต่อ หน่วยงานของทางสรรพามิตรและศุลกากรถูกต้อง เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๔ ที่เหลืออยู่ ที่อาจจะเป็นกรณีที่ผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา ๒๗ ได้ก็คือการประเมินราคาและ ค่าภาษี ซึ่งเป็นความเสียหายต่อรัฐบาลหรือต่อรัฐ ในที่นี้ก็หมายถึงการคํานวณหรือประเมิน ราคาที่ต่ําเกินไป หรือการสําแดงในราคาที่ต่ําเกินไป เพราะฉะนั้นตราบใดที่ไม่ได้มีความผิด ในข้อใดข้อหนึ่ง ๔ ข้อนี้ก็ไม่น่าที่จะมีเหตุที่จะอ้างได้ว่าผู้กระทําผิดนั้นเป็นผู้กระทําผิด ตามพระราชบัญญัติศุลกากร ดังนั้นในส่วนของกรณีของอัยการ หัวใจของเรื่องนี้ว่าอัยการ ควรจะตัดสินอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่ามีการประเมินว่ามีการสําแดงราคาที่ต่ําเกินไปหรือเป็นการ สําแดงเท็จหรือไม่ ซึ่งอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานราชการที่จะไปประเมิน ในประเด็นนี้ก็คือศุลกากร เพราะฉะนั้นหัวใจของเรื่องนี้ก็อยู่ที่กรมศุลกากรนั่นละครับว่า ไปประเมินแล้วว่าในส่วนของตัวบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ในที่นี้มีการสําแดงเท็จอย่างที่ ท่านอ้างหรือไม่ ผมก็ขอย้อนกลับไปนะครับ แล้วจริง ๆ แล้วท่านพูดถึงหลากหลายคดีตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาอธิบายเมื่อสักครู่ คดีจริง ๆ ที่มีความสําคัญ แล้วพี่น้องประชาชน ก็มีความสนใจก็คือคดีที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้เปรียบเทียบราคาสําแดงกับราคานําเข้า ของบริษัทปลอดภาษี คือบริษัท คิง เพาเวอร์ ในกรณีนี้ได้มีการพิจารณาประเด็นนี้ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๔๙ หลังจากนั้น ครม. ก็ได้มอบให้ กระทรวงการคลังตรวจสอบ ซึ่งเมื่อกระทรวงการคลังตรวจสอบนะครับ ในอันดับแรก กระทรวงการคลังก็ได้กําหนดราคาสําแดงจาก ๗.๗๖ บาท เป็นราคาที่เราเรียกว่าราคาวาง ประกันที่เป็นราคาที่สูงกว่า คือ ๘.๙๘ บาท สังเกตนะครับว่าราคาวางประกันในที่นี้ ความหมายคืออะไร ความหมายก็คือยังไม่ได้มีข้อตกลงระหว่างผู้นําเข้ากับทาง กระทรวงการคลัง แต่เป็นราคาที่ผู้นําเข้าสามารถที่จะเบิกสินค้าออกไปได้เพื่อไปจัดจําหน่าย แต่ต้องมีการวางประกันส่วนต่างระหว่างราคาสําแดงของเขา คือ ๗.๗๖ บาท และราคา วางประกันของทางกรมศุลกากร ในที่นี้คือ ๘.๙๘ บาท และที่น่าสนใจก็คือราคาวางประกัน ของกรมศุลกากรก็ยังห่างไกลจากราคาขายของ บริษัท คิง เพาเวอร์ ที่อยู่ระดับ ๒๗ บาทกว่า ดังนั้นในกรณีนี้หลังจากที่มีการกําหนดราคาวางประกันแล้วทางผู้นําเข้าก็ได้ยอม เบิกสินค้าออกไปแล้วก็เสียเงินประกันวางไว้ในมูลค่าโดยรวมสูงถึง ๑,๑๔๕ ล้านบาท เวลาผ่านไปประมาณ ๑ ปี ทางกรมศุลกากรก็ได้ใช้วิธีตามที่ท่านเฉลิมได้นําเรียนเมื่อสักครู่ ก็คือวิธีหักทอนเพื่อที่จะได้มาซึ่งราคากําหนดของทางกรมศุลกากร ทางกรมศุลกากรก็ได้ กําหนดไว้ ๒ ราคาตาม ๒ ช่วงเวลา ก็คือ ๘.๑๙ บาท และ ๘.๐๕ บาท ซึ่งในกรณีนี้ ขออนุญาตเรียนนะครับ ได้เป็นไปตามความตกลงทั่วไปหรือแกตต์ ได้เป็นไปตามวิธีการ คํานวณตามเงื่อนไขของแกตต์ที่ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม เมื่อสักครู่ได้ยืนยันว่าเราต้อง ปฏิบัติตามก็คือราคาหักทอน และด้วยวิธีนี้ราคาที่กรมศุลกากรได้ก็คือ ๘.๑๙ สตางค์ และ ๘.๐๕ บาท ไม่ใช่ ๒๗ บาท ซึ่งทั้งหมดนี้หลังจากที่มีการปรึกษากับทาง เวิลด์ คัสตอม ออร์กาไนเซชัน หรือดับเบิลยูซีโอด้วย หลังจากนั้นทางบริษัทก็อุทธรณ์ เพราะเขาก็ไม่ เห็นด้วยกับราคานี้ เขายังยืนยันราคาสําแดงของเขา คือ ๗.๗๖ บาท ทันใดนั้นในส่วนของ ทางประเทศฟิลิปปินส์เองก็ได้มีการฟ้องร้องไปที่ดับเบิลยูทีโอในช่วงต้นปี ๒๕๕๑ แล้วก็เป็น สาเหตุทําให้กรมศุลกากรออกระเบียบให้สอดคล้องกับพันธสัญญา และทําให้ศุลกากรต้อง กลับไปใช้ราคาสําแดงของทางผู้นําเข้า ก็คือ ๗.๗๖ บาท และก็เป็นราคาที่เราได้ใช้จนถึงทุกวันนี้ เพราะคดีนี้ยังไม่มีข้อยุติ หลังจากนั้นก็ได้เข้าไปตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ตลอดช่วงระยะเวลา ตั้งแต่มีมติ ครม. เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๔๙ จนถึงวันนั้น และก็ได้มีหนังสือแจ้งไปที่บริษัท ณ วันที่ ๑๙ มิถุนายน ปี ๒๕๕๑ ว่าไม่พบว่ามีการกระทําผิดในแง่ของการสําแดงราคา แต่อย่างใด และก็ได้มีจดหมายอีกครั้งนะครับในวันที่ ๙ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๑ ไปที่ดีเอสไอลง นามโดยรองอธิบดีกรมศุลกากร แทนท่านอธิบดีกรมศุลกากร ณ วันนั้นว่าไม่พบการคํานวณ ราคาที่ผิดปกติแต่อย่างใด ประเด็นที่ผมอยากที่จะเน้นในส่วนนี้ก็คือทั้ง ๒ ครั้งในส่วนของการ ยืนยันโดยกรมศุลกากรนั้น ยืนยันในช่วงปี ๒๕๕๑ ก็คือไม่ใช่ในช่วงของรัฐบาลของผม เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับ เพื่อไม่ให้ต้องอธิบายยาวเกินไป ผมขออนุญาตเรียนว่าถ้าจะมีการแทรกแซง แทรกแซงในชั้นอัยการคงไม่ได้ เพราะตามที่ผม นําเรียนฐานความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากรนั้นต้องมีหนี้ภาษีเกิดขึ้นก่อน คราวนี้หน่วยงาน ที่มีความรับผิดชอบในการกําหนดว่ามีหนี้ภาษีหรือไม่คือกรมศุลกากร และกรมศุลกากร ก็ได้ยืนยันไปที่ดีเอสไอแล้วว่าในการพิจารณาของกรมศุลกากรเราจะต้องมีการตรวจสอบ เอกสาร ไม่พบว่ามีหนี้ภาษีแต่อย่างใด ซึ่งถ้าจะมีการแทรกแซง จริง ๆ แล้วควรจะต้อง มีการแทรกแซงในชั้นศุลกากร ไม่ได้แทรกแซงในชั้นอัยการ ซึ่งในส่วนของตรงนี้ก็ยืนยันได้ว่า กรมศุลกากรยืนยันไปตั้งแต่รัฐบาลของท่านสมัคร สุนทรเวช ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ไม่ได้เป็นการยืนยันโดยกรมศุลกากรโดยรัฐบาลนี้ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้งปวงผมก็คิดว่า ไม่มีเหตุแต่อย่างใดที่ท่านจะกล่าวอ้างพวกกระผมว่าได้เข้าไปแทรกแซงกระบวนการ การจัดเก็บภาษีของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส แต่อย่างใด คราวนี้อย่างไรก็แล้วแต่นะครับ มันก็มี ประเด็นที่ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนก็อยากที่จะได้รับคําอธิบายว่าความแตกต่างระหว่างราคา ของบริษัท คิง เพาเวอร์ ในที่นี้ที่ซื้อจากบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ที่ ๒๗ บาทต่อซอง เทียบกับ ราคาสําแดงของทางบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ต่อกรมศุลกากรที่ ๗.๗๖ บาทนั้น ความหมาย ในแง่ของความแตกต่างคืออะไร ผมก็ขออนุญาตเรียนว่าในส่วนของบริษัท คิง เพาเวอร์นั้น ไม่มีภาระภาษีแต่อย่างใด คือรัฐบาลไม่ได้เงินภาษีจากการขายของบริษัท คิง เพาเวอร์ แม้แต่ สตางค์เดียว ดังนั้นแน่นอนที่สุดครับ การกําหนดราคาขายระหว่างผู้ผลิตกับผู้ขายก็ต้องเป็น การเจรจาทางพาณิชย์ระหว่าง ๒ ฝ่าย คือพูดง่าย ๆ ถ้าสมมุติว่าบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ขายบุหรี่มาร์ลโบโรให้กับทางบริษัท คิง เพาเวอร์ ในราคาสําแดงก็คือ ๗.๗๖ บาท ในขณะที่บริษัท คิงเพาเวอร์ นําบุหรี่นั้นไปขายในราคาซองในสมัยโน้นนะครับ ๒๕๐ บาท ซึ่งก็ยังต่ํากว่าราคาซื้อขายทั่วไปในประเทศ ก็เลยทําให้ผลกําไรทั้งหมดจากการขายบุหรี่ ตกอยู่ในมือของบริษัท คิง เพาเวอร์ โดยที่บริษัทฟิลลิป มอร์ริส ไม่ได้ผลกําไรเลยแม้แต่ สตางค์เดียว เพราะว่า ๗.๗๖ บาทถือว่าเป็นราคาทุนของเขา ดังนั้นแน่นอนที่สุด เมื่อบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ตระหนักในประเด็นนี้ก็ต้องไปเจรจากับบริษัท คิง เพาเวอร์ ให้แบ่งกําไรกัน ซึ่งราคา ๒๗ บาทก็เท่ากับเป็นการแบ่งกําไรกันเกือบ ๆ ครึ่ง ๆ ระหว่างผู้ซื้อ กับผู้ขาย ซึ่งเป็นการเจรจาทางพาณิชย์ ทางรัฐบาลและกรมศุลกากรไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ในส่วนของราคาสําแดง ถามว่าเมื่อสําแดงมาที่ ๗.๗๖ บาท ความหมายในกรณี ณ ปัจจุบันที่มีการขายบุหรี่ที่ซองละ ๗๘ บาทนั้นบริษัทกําไรถึง ๗๐ บาทหรือไม่ ข้อเท็จจริง จริง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงไปว่าใน ๗๘ บาทซึ่งเป็นราคาขายของบุหรี่ ณ วันนี้ มีภาษีที่เป็นภาษีแสตมป์ (Stamp) ยาสูบของทางกรมสรรพสามิตที่ฝากให้กรมศุลกากร เก็บให้ สูงถึงเกือบ ๔๔ บาท จากราคา ๗๘ บาทนอกจากนั้นยังมี ๒ เปอร์เซ็นต์ของภาษีนี้ ที่จะต้องเก็บให้กับทาง สสส. ยังมีภาษีของกรมสรรพากรก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม ยังมีภาษีบํารุง ไทยทีวี (Thai TV) ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ตามกฎหมายอีก ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ของภาษียาสูบ ยังมีภาษีบํารุง อบจ. อีกต่างหาก สรุปสุดท้ายในส่วนของกําไรค้าปลีกที่เราคํานวณคร่าว ๆ นะครับว่าผู้ค้าน่าที่จะได้รับจากการขายบุหรี่ซองละ ๗๘ บาทนั้นมีอยู่เพียงแค่ประมาณ ไม่เกิน ๖ บาทเท่านั้น ส่วนใหญ่ในเนื้อราคา ๗๘ บาทนั้นเป็นรายได้ของรัฐในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นรายได้ที่ได้มาจากการเก็บภาษี อันนี้ก็เพื่อความเข้าใจในส่วนของเพื่อนสมาชิก และก็พี่น้องประชาชนที่ติดตามและรอฟังคําอธิบายในประเด็นนี้อยู่
ส่วนประเด็นที่ท่านเฉลิมได้เปรียบเทียบราคาที่ท่านอ้างว่าเป็นราคาซีไอเอฟ หรือราคาทุนในประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศมาเลเซียหรือประเทศฟิลิปปินส์เอง ที่ท่านอ้างว่าในส่วนของดีเอสไอได้ไปตรวจสอบว่าราคาทุนของบุหรี่มาร์ลโบโรที่ประเทศ ฟิลิปปินส์เองนั้นมีราคา ๑๓ บาท แล้วถามว่าแล้วทําไมมาสําแดงราคาทุนที่ประเทศไทย เพียงแค่ ๗.๗๖ บาท ก็อยากจะขออนุญาตอธิบายว่าไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบที่ถูกต้อง เพราะอันดับแรกในส่วนของประเทศฟิลิปปินส์นั้นทางดีเอสไอได้เปรียบเทียบจากราคาขายปลีก ซึ่งบุหรี่มาร์ลโบโร ณ เวลานั้นขายปลีกอยู่ที่ประมาณซองละ ๒๕ บาทที่ประเทศฟิลิปปินส์ หลังจากนั้นได้มีการหักมูลค่าภาษีออกไป ทําให้ราคาที่เหลืออยู่ที่ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ อ้างว่าเป็นราคาทุนของประเทศฟิลิปปินส์ที่ ๑๓ บาทนั้นปรากฏ แต่ในกรณีของการคํานวณ ในส่วนของประเทศเรา เราใช้ราคาขายทอดแรก ก็คือราคาที่ผู้นําเข้าซื้อ ซึ่งไม่ใช่ราคาปลีก ราคาสุดท้าย ดังนั้นในส่วนของราคาปลีกของเราอาจจะเป็น ๖๐ บาท แต่ราคาทอดแรกที่ผู้นําเข้า ซื้อมาอาจจะเป็น ๕๔ บาท ต่างกัน ๖ บาท เพราะฉะนั้นวิธีคํานวณที่เหมาะสมและถูกต้อง เพื่อที่จะเปรียบเทียบกับราคาต้นทุนของประเทศฟิลิปปินส์ ก็คือเอา ๗.๗๖ บาทที่เป็นราคา สําแดง บวกกับ ๖ บาทที่เป็นส่วนต่างระหว่างราคาปลีกกับราคาทอดแรก ซึ่งราคาที่ท่าน จะได้ก็คือ ๑๓.๗๐ บาท ใกล้เคียงหรือเกือบเหมือนกันกับราคาทุนที่ท่านได้อ้างในส่วนของ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งก็เป็นตัวสะท้อนว่าอย่างน้อยที่สุดราคาทุนที่ทางบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส อ้างที่บ้านเราก็ไม่ได้แตกต่างกับราคาทุนที่เขาใช้ที่ประเทศฟิลิปปินส์หรือประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้แต่อย่างใด วิธีอีกวิธีหนึ่งที่จะเปรียบเทียบราคาหรือเป็นการอธิบายว่าราคา สําแดงของบริษัทผู้นําเข้า ในกรณีนี้คือบริษัท ฟิลลิป มอร์รีส ที่ ๗.๗๖ บาท เทียบกับราคา ขายที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ที่ ๒๗ บาทนั้นมีความเหมาะสมในแง่ของส่วนต่าง ก็ต้อง ขออนุญาตให้ไปเปรียบเทียบกับบุหรี่ที่เราผลิตเองในประเทศนี้ คือถ้าเรามองว่า ๒๗ บาท น่าจะเป็นทุน เราก็ต้องหันมาดูว่าบุหรี่ที่ประเทศไทยเราผลิตนั้นต้นทุนก็คือราคาหน้าโรงงาน อยู่ในระดับที่ประมาณเท่าใด ซึ่งเมื่อไปดูในส่วนของบุหรี่ที่มีราคาสูงที่สุดที่โรงงานยาสูบ ของเราเองเป็นผู้ผลิตก็จะเห็นว่ามีราคาหน้าโรงงานกําหนดไว้ที่ประมาณ ๖ บาท ส่วนที่ถูก ที่สุดเป็นบุหรี่ยี่ห้อหนึ่ง คงไม่เอามาโฆษณาในที่นี้นะครับ มีราคาหน้าโรงงานต่ําถึง ๒.๕๐ บาท คราวนี้ก็จะเห็นว่า ๒.๕๐ บาท ในกรณีของบุหรี่ที่ต้นทุนถูกที่สุดที่เราผลิตเอง ประมาณ ๖ บาท ในส่วนของต้นทุนของบุหรี่ที่แพงที่สุดที่โรงงานยาสูบของเราผลิตเอง เทียบกับราคาที่ทางประเทศฟิลิปปินส์ผลิตแล้วสําแดงกับเราที่ ๗.๗๖ บาทก็ไม่ได้ต่างกันมาก แต่แน่นอนที่สุดไม่ใช่ ๒๗ บาทนะครับ ซึ่งเป็นราคาทางพาณิชย์ตามที่ทั้งท่านนายกรัฐมนตรี และผมได้อธิบายให้ท่านได้เข้าใจไปแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ก็คงจะทําให้กระจ่าง มากยิ่งขึ้นว่าการเปรียบเทียบระหว่างราคาของทางร้านค้าปลอดภาษีกับราคาสําแดงอาจจะ ไม่เหมาะสมด้วยเหตุใด
สรุปสุดท้ายก็อยากจะที่จะเรียนนะครับว่าในส่วนของรัฐบาลไม่ได้มีเจตนา หรือความจําเป็น หรือแม้แต่ความเหมาะสมในส่วนของการเข้าไปแทรกแซง จริง ๆ สาเหตุหลัก ก็เพราะว่าคําวินิจฉัยที่มีความสําคัญมากที่สุดต่อคดีนี้ก็คือคําวินิจฉัยของกรมศุลกากร ได้มีคําวินิจฉัยไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ไม่ได้มีความจําเป็นหลังจากนั้นนะครับ ที่จะต้องมีการแทรกแซงแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าเราต้องการตามที่ท่านอ้างเข้าไปช่วยบริษัท ต่างชาติ
และประเด็นสุดท้ายก็คือในส่วนของบทบาทของกรมศุลกากรเองนะครับ ผมขออนุญาตเรียนว่าก็ชัดเจนว่าเมื่อปี ๒๕๔๒ ที่ล่าสุด สักครู่ท่านเฉลิมได้ท้า ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่าทําไมไม่กล่าวถึง ความจริงท่านนายกรัฐมนตรีก็กล่าวถึงนะครับ กรณีนั้นเป็นกรณีการนําเข้าบุหรี่จากประเทศมาเลเซียโดยบริษัท ฟิลลิป มอร์รีส ทางศุลกากรเข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่ามีการสําแดงราคาเท็จ แล้วก็มีการปรับไปประมาณ ๗๐๐ ล้านบาท ประเด็นของผมคืออย่างนี้ครับ กรมศุลกากรมีรางวัลนําจับเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในกรณีนั้นมีส่วนได้ส่วนเสียจากการปรับ ๗๐๐ ล้านบาทครั้งนั้น โดยที่ส่วนแบ่ง ที่เป็นรางวัลนําจับของเจ้าหน้าที่ศุลกากรสูงถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นส่วนได้ส่วนเสียนี้ มีชัดเจน ประเด็นที่ผมอยากจะฝากไว้เป็นประเด็นสุดท้ายในกรณีนี้เพื่อให้ท่านนําไปพิจารณาก็คือ ถ้ากรมศุลกากรมองว่า ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านพูดถึงเป็นสินทรัพย์ที่สามารถที่จะนํามา แบ่งกันในรูปของรางวัลนําจับได้ ผมยืนยันเลยครับ โดยวัฒนธรรมของกรมศุลกากรไม่ปล่อย ให้ดีเอสไอหรอกครับ กรมศุลกากรจัดการเองแน่นอน เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ ก็เป็นคําอธิบายว่าเราจะเอาตามใจเราไม่ได้ อยากได้ราคาประเมินสูง ๆ โดยที่ไม่ได้คํานึงถึง กฎเกณฑ์ กติกา สัญญาการค้าที่มีระหว่างประเทศไม่ได้ มิฉะนั้นวันหนึ่งผู้นําเข้า ยกตัวอย่าง ข้าวจากบ้านเรานะครับ วันดีคืนดีเขาต้องการที่จะกําหนดราคาสําแดงหรือเก็บภาษีที่สูงกว่า ข้อตกลงที่มีระหว่างประเทศก็จะทําให้เราเสียเปรียบ แล้วก็จะเป็นสิ่งที่จะทําให้บรรยากาศ การค้า แล้วก็แนวโน้มการส่งออกของเราเองได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งคงเป็นเรื่องที่เป็นไป ไม่ได้
ประเด็นสุดท้าย ก็คือประเด็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ทางกระทรวงยุติธรรม แล้วก็ทางกระทรวงการคลังหารือร่วมกันว่าเราจะมีแนวทางในการที่จะปรับปรุง พระราชบัญญัติยาสูบเพื่อที่จะมีการจัดเก็บที่มีความโปร่งใส ชัดเจน ไม่ต้องมาทะเลาะเบาะแว้งกัน ในเรื่องของราคานําเข้า ซึ่งก็ต้องขออนุญาตนําเรียนว่ามีความยากลําบากในการพิสูจน์ต้นทุน ที่แท้จริง จริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนนั้นเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ดังนั้น ทางกรมสรรพสามิตได้นําเสนอให้กับกระผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการคลังพิจารณาแล้วว่า เราจะเดินหน้าไปสู่การแก้พระราชบัญญัติเพื่อทําให้มีความโปร่งใสในการจัดเก็บภาษี สรรพสามิตบุหรี่มากยิ่งขึ้น โดยที่เราจะเน้นจากการใช้ราคาปลีกเป็นตัวคํานวณ แทนที่จะใช้ ราคาทุนหรือราคาหน้าโรงงาน แล้วก็จะมีการเก็บอัตราตามปริมาณให้มีความชัดเจนด้วย เพราะฉะนั้นในไม่นานนี้พวกเราในสภาก็มีโอกาสได้พิจารณาข้อเสนอการแก้ ร่างพระราชบัญญัติยาสูบเพื่อที่จะให้มีความโปร่งใสและชัดเจนมากยิ่งขึ้น ขอบคุณครับ