สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อธิบายกรณีการดำเนินการดับเบิ้ลยูทีโอ และกรณีการเกี่ยวข้องกับบริษัทต่างชาติ โดยเน้นย้ำว่าไม่ได้แทรกแซงดุลยพินิจของอัยการ และยืนยันว่าปฏิบัติตามกฎหมายและหลักประกันความเป็นอิสระของอัยการ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผมต้อง อธิบายให้เห็นว่าลักษณะการทํางานเป็นอย่างไร เพราะพูดไปเดี๋ยวพี่น้องประชาชนเข้าใจว่า อยู่ดี ๆ นายเกียรติ สิทธีอมร มาเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกประหลาด เป็นเรื่องซึ่งผิดปกติ และมีลับลมคมใน มีเงื่อนงํา ผมบอกไม่ใช่ อย่างกรณีนี้เข้ามาสู่การพิจารณาของผม ก็เพราะว่ามีการร้องเรียนมาวันที่ผมเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ร้องเรียน บริษัทเดียวนะครับ มีหลายบริษัท ทุกเรื่อง พอมันเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ผมก็บอกว่า มอบหมายท่านประธานผู้แทนการค้าไทยเข้าไปช่วยดูหน่อยว่าข้อมูลมันประสานงานกัน มีหลายเรื่องมากนะครับที่หน่วยงานของเรากันเองให้ความเห็นไม่ตรงกัน นักลงทุนเขาปฏิบัติ ไม่ถูก แต่ไม่ว่าจะเกี่ยวกับกี่หน่วยงาน และประธานผู้แทนการค้าไทยจะเข้าไปทําอะไร นโยบายที่ผมมอบหมายเสมอก็คือว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมจะยื่นยันได้ ผู้แทนการค้าไทยจะยืนยันได้ และเมื่อใดที่ผมสนทนากับ ท่านอัยการสูงสุดผมก็พูดอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะผมไม่มีส่วนได้เสียอะไรกับบริษัทใด ๆ ทั้งสิ้น หน้าที่ผมคือทําอย่างไรประเทศไทยนั้นมีความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและรักษาผลประโยชน์ ของประเทศ กฎหมายเราถ้าเรายืนยันว่าถูกต้อง ทุกคนก็มีหน้าที่ไปอธิบายบริษัทต่างชาติ ถ้าปรากฏว่าเขาโต้แย้งมามีเหตุมีผล มีหลักสากลอยู่ เราก็ปฏิบัติให้ถูกต้องเท่านั้นเองครับ ท่านว่าภาพคุณเกียรติขี่ฮาร์เลย์ ล็อบบี้ยีสต์ เขาทําทุกอย่างนี้เขาทําเปิดเผยเลยนะครับ เขาเชิญผู้แทน มีหนังสือมาประชุมในที่ราชการ มีบันทึกรายงานการประชุมเรียบร้อย ผมเพียงแต่ขอความเป็นธรรมกับเขาเพราะเขาไม่มีโอกาสมานั่งในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนว่านี่คือบทบาทของเขา ส่วนกรณีของอัยการผมยืนยัน ได้เลยว่า ๒ ปีที่ผ่านมาผมปฏิบัติกับอัยการโดยเคารพรัฐธรรมนูญ ถือว่าท่านเป็นองค์กรอิสระ แม้ว่ากฎหมายจะพึ่งมาออกเมื่อปลายปีที่ผ่านมานี้ แต่ว่าการที่ฝ่ายบริหารจะมีการหารือ ประชุมกับทางท่านอัยการสูงสุดนี้เกิดขึ้นได้ บางทีท่านก็ไปประชุมสภาความมั่นคงก็ยังเคย เลยครับ บางทีก็เป็นเรื่องที่จะต้องให้ความเห็นเกี่ยวกับสัญญา บางทีก็เป็นเรื่องที่จะต้อง ให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ แต่เราไม่ไปแทรกแซงดุลยพินิจของท่าน และความจริง ก็แทรกแซงไม่ได้หรอกครับ คุณเกียรติจะไปให้คุณให้โทษอัยการได้ไหมครับ ผมเองยังไปให้ คุณให้โทษอัยการไม่ได้เลย แล้วดุลยพินิจของอัยการก็เป็นดุลยพินิจของท่านอัยการโดยแท้ ท่านก็ออกมาให้สัมภาษณ์แล้ว แล้วเรื่องนี้ท่านก็สั่ง หลังจากที่กฎหมายออกยิ่งเป็นการยืนยัน หลักประกันความเป็นอิสระ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนว่าไม่เป็นความจริงครับ จุดเดียวที่ท่านพูดขึ้นมาอ้างว่าเป็นการไปแทรกแซงท่านอ้างจิ้งจกนะครับ ไล่เอกสารมา เยอะแยะแผ่นไปหมดในมือท่าน แต่ที่มาอ้างว่าอยู่ดี ๆ ผมไปมีบัญชาให้ไปทบทวนคดีอะไรนี่ ท่านอ้างจิ้งจกในทําเนียบ ที่จริงควรจะระบุด้วยว่าตัวไหน ท่านประธานครับ เรื่องที่เกี่ยวข้อง ในการประชุมในช่วงหลังนี้ มันเกิดขึ้นหลังจากที่ผมมีบัญชาว่าให้ไปประชุมกันเพื่อพิจารณา ผลกระทบจากการดําเนินการที่เราไปแพ้ในเบื้องต้นในดับเบิลยูทีโอ เอกสารนะครับ ที่บอก ให้ทบทวน คําว่า ทบทวน เขียนชัด ทบทวนความถูกต้องของประเด็นในรายงานครับ รายงานเรื่องนี้ก็คือเรื่องของคดีดับเบิ้ลยูทีโอครับ ไม่ได้มีประเด็นที่ว่าผมจะไปสั่งให้ทบทวน การสั่งคดีหรือการดําเนินคดีอะไรทั้งสิ้น เพราะอย่าลืมนะครับ ท่านพูดเอง คดีนี้ในส่วนของ ดีเอสไอจบมาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๒ แล้ว แต่นี่ปี ๒๕๕๓ หลังจากที่ดับเบิลยูทีโอ ตัดสินครับ ที่เราต้องทําอย่างนี้เพราะอย่างที่ผมบอกครับ หลายคดีมันเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันอยู่ เรามีความจําเป็นที่จะให้รัฐบาลไทย ประเทศไทย และหน่วยงานของไทยดําเนินงานไป ในทิศทางเดียวกันครับ เพราะเราจะต้องไปอุทธรณ์ที่ดับเบิลยูทีโอด้วย เรายังมีคดีอื่น ๆ ที่ตามมาด้วย ถ้ามันกระทบกันแล้วเราไปทําขัดแย้งกันเองเราก็จะไม่มีน้ําหนัก เรื่องของ การแทรกแซงจึงไม่มี ทีนี้ก็ต้องมาถามต่อว่าแล้วผมไปส่งเสริมสนับสนุนบุหรี่ จงใจที่จะให้เขา ได้ประโยชน์ มีภาษีเยอะ ๆ หลีกเลี่ยงภาษีได้เยอะ ๆ แล้วก็พูดตอนท้ายทํานองว่าคงจะมี ผลประโยชน์เข้ามาที่พรรคพวก พวกพ้อง พรรคหรืออะไรต่าง ๆ ผมก็จําเป็นที่จะต้องชี้แจง ข้อเท็จจริงเพราะว่าพอเรื่องนี้ปรากฏต่อสื่อว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจผมก็ต้องเอามา ศึกษาว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร ที่มาที่ไปของมันคืออะไร ประเด็นของมันมีอยู่ว่าที่ท่านลําดับมา ตอนแรกดีมากเลย ถูกต้องเลยครับว่าหลักในเรื่องของการประเมินภาษีของศุลกากรเขาเป็น อย่างไร มีวิธีการ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ อย่างที่ว่า แล้วก็แต่ละเรื่องแต่ละกรณีมันเป็นอย่างไร ประเทศมาเลเซียท่านบอกนําเข้ามาแล้วถูกวินิจฉัยว่าสําแดงไม่ถูกต้อง สําแดงเท็จ มีการปรับ ตกลงกันได้ เรื่องจบ ท่านเคยสังเกตไหมครับว่ามูลค่าที่ปรับไปนี่มันหมายถึงส่วนต่างของ ราคาที่สําแดงสักเท่าไร มันระหว่าง ๗ บาท กับ ๒๐ กว่าบาท ๓๐ กว่าบาทหรือเปล่า ไม่ใช่เลยครับ ถ้าใช่ ตัวเลขมันก็ต้องออกมาเป็นหมื่นล้านบาท เป็นแสนล้านบาทอย่างที่ท่านพูด ไม่ใช่ ต่อมาเขาก็นําเข้าจากประเทศอื่น ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ บางช่วงก็มี การโต้แย้งก็คือกรมศุลกากรกับทางบริษัทเห็นไม่ตรงกันว่าราคาควรจะเป็นเท่าไร เขาก็วาง ประกันเงินแล้วก็มีการอุทธรณ์ตามกระบวนการของกฎหมาย ถ้าผมจําไม่ผิดก็เป็นช่วง ระหว่างปี ๒๕๔๖ ถึงปี ๒๕๕๑ แต่ว่าก่อนนั้นและหลังนั้นเขาตกลงราคากันได้ระหว่าง กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต แล้วก็ทางตัวบริษัท ที่ผมต้องกราบเรียนตรงนี้เพราะว่า ท่านต้องไปอ่านครับ ว่าที่อัยการเขาสั่งไม่ฟ้องเพราะอะไร หลักในเรื่องนี้ก็คือว่าถ้าไปดู กฎหมายศุลกากร การที่ท่านจะฟ้องใครว่าเขาทําผิดกฎหมายภาษีท่านต้องระบุได้ว่า ราคาที่ควรจะเป็นที่เขาจะต้องสําแดงเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้นมันคือราคาเท่าไร แล้วถามว่าใครเป็นคนกําหนดราคานี้ คําตอบก็คือกรมศุลกากร กรมสรรพสามิตครับ คนอื่น ไปกําหนดไม่ได้ ผมก็กําหนดไม่ได้ ท่านก็กําหนดไม่ได้ หน่วยงานอื่นก็กําหนดไม่ได้ มันต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อน เพราะฉะนั้นถ้ามันไม่ถูกต้อง ดีเอสไอก็คงจะต้องเชิญกรมภาษี เข้าไปปรึกษาหารือครับ ถ้าจะฟ้องเขา ยืนยันว่าเขาทําผิดต้องให้จบ ให้ชัดว่าหน่วยภาษี ของเราเห็นว่าราคาที่ต้องสําแดงเป็นเท่าไร นี่คือหลักของมันครับ ทีนี้ถ้าท่านย้อนกลับไปดู จริง ๆ ท่านก็จะเห็นว่าเรื่องนี้มันมีที่มาที่ไปยาวมาก ผมขออนุญาตที่จะแสดงให้เห็นว่า การนําเข้าบุหรี่ การสําแดงราคาและการกําหนดราคาระหว่างบริษัท กับทางกรมศุลกากร อย่างที่ผมกราบเรียนครับ บางช่วงสําแดงไปแล้วเขารับราคากันได้แสดงว่าทางกรมภาษีเอง ไม่ได้โต้แย้ง อันนี้เกิดขึ้นปี ๒๕๔๖ มาจนถึงประมาณปี ๒๕๔๙ ผมไม่ต้องบอกนะครับว่า รัฐบาลใคร ต่อมามาโต้แย้งกันครับ อยู่จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๑ อย่างที่ว่านี้ ซึ่งความต่างระหว่าง ราคาที่บริษัทอ้างกับกรมประเมินหรือกําหนดต่างกันอยู่ประมาณ ๑ บาท ไม่ใช่เป็น ๑๐ บาท ๒๐ บาท ๓๐ บาท อย่างที่ท่านพูด แล้วก็ต่อมา พ.ศ. ๒๕๕๑ ก็รับราคากันอีก ปี ๒๕๕๑ รัฐบาลใครละครับ แล้วทําไมอยู่ดี ๆ มากล่าวหาว่าพวกผมมาทําให้เกิดการสูญเสียภาษี มากมายมหาศาล ทํามาทั้งหมดตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ โดยกรมภาษีในรัฐบาลของพวกท่าน ไปยอมรับทําไม แต่เอาละ เมื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณปรารภต่อ ครม. บอกว่ามีคนร้องมา มีคนตั้งข้อสังเกตมาว่ามันแสดงต่ําหรือเปล่าก็ให้กรมไปดู ต่อมาก็มีคนไปร้องกรมสอบสวนคดี พิเศษ เราก็ต้องมาดูครับว่าพอเริ่มทํากันอย่างนี้มันมีหลักในการพิจารณาอย่างไร หลักคิด ของท่านซึ่งเอามาจากแนวของการฟ้องหรือไปร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็คือว่าไปพบว่า มันมีบุหรี่ที่ขายอยู่ที่คิงเพาเวอร์ ขายให้บริษัท กรุงเทพการบิน จํากัด บริษัท อลิส อินเตอร์ ในราคาที่ดูแล้วสูงกว่าราคาที่เขาสําแดงมาก ๒๒ บาท ๓๐ กว่าบาทอะไรอย่างที่ว่านี้ ๒๗ บาท ต่างกันเยอะ ประเด็นตรงนี้มันเริ่มต้นจากหลักของกฎหมายที่ท่านอ่านเมื่อสักครู่ว่า จะประเมินตามข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๑ พอบริษัทอย่างที่ท่านว่านี่ ขายมีความสัมพันธ์ กันเองก็ใช้ไม่ได้ก็มาดูว่าของคล้ายกัน ของเหมือนกัน เรื่องนี้เริ่มต้นก็คือเขาก็สอบถามไปที่ ดับเบิลยูซีโอ (WCO) คือ เวิลด์ คัสตอมส์ ออร์กาไนเซชัน (Word Customs Organization) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลเรื่องของศุลกากรของโลก เขาก็ทําถามไปครับ ตอบมาเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๙ ไม่ใช่รัฐบาลผมนะครับ เขาก็สรุปว่าข้อเท็จจริงที่ว่าบุหรี่ที่ถูกขายผู้ซื้อทั้ง ๒ ราย มียี่ห้อเดียวกันนั้นไม่เพียงพอที่จะตัดสินได้ว่าบุหรี่นั้นเป็นของเหมือนหรือของคล้าย ตามกฎหมายศุลกากร การพิจารณาว่าสินค้านั้นเป็นของเหมือนหรือของคล้ายกัน ตามหลักเกณฑ์ข้อ ๒ และข้อ ๓ นั้นจะต้องคํานึงถึงช่วงเวลา ปริมาณการค้า และลักษณะ ทางการค้าด้วย การพิจารณาในกรณีของบุหรี่ดังกล่าวต้องคํานึงด้วยว่าช่วงเวลาที่มี การซื้อขาย ปริมาณที่มีการซื้อขายมีความใกล้เคียงกันหรือไม่ หากไม่สามารถหาราคาของ บุหรี่ที่ถูกขายในปริมาณที่ใกล้เคียงและในช่วงเวลาเดียวกันได้ก็อาจนําราคาของบุหรี่ที่ถูกขาย ในปริมาณและเวลาที่ต่างกันนี้มาปรับใช้ได้ แต่จะต้องตั้งอยู่บนเหตุผลและวิธีการที่สามารถ แสดงให้เห็นได้ และข้อ ๓ การขายบุหรี่ให้กับร้านค้าปลอดอากรกับการขายให้กับผู้ซื้อ ภายในประเทศโดยปกตินั้นอาจพิจารณาได้ว่ามีลักษณะทางการค้าที่แตกต่างกัน เนื่องจาก ผู้ขายที่มักจะที่จะตั้งราคาขายสินค้าของตนไว้ต่างกันสําหรับตลาดเป้าหมายที่ต่างกัน ซึ่งในกรณีนี้อาจจะต้องมีการปรับราคาโดยนําข้อเท็จจริงที่ว่าการขายบุหรี่ให้กับผู้ซื้อ ทั้ง ๒ รายมีลักษณะทางการค้าที่แตกต่างกันออกไปมาร่วมพิจารณาด้วย นี่จุดเริ่มต้นครับ ผมกราบเรียนว่าที่ท่านพูดตอนแรกหลักมันถูกหมด ด้วยวิธีที่ไปเปรียบเทียบว่ามันของขาย ๒ รายแล้วไม่เท่ากันเขาไม่สามารถทําได้ตามหลักของสากล เขาก็จึงมาคํานวณที่ท่านเรียกว่า หักทอนครับ ข้อ ๔ แล้วที่เวลาเขาถกเถียงกันเป็นเรื่องที่ค้างอยู่ระหว่างกรมภาษีกับบริษัทนี้ ก็จะเป็นตามกระบวนการอย่างนี้ละครับ เพียงแต่มันต่างกันอยู่ประมาณ ๑ บาท มันไม่ได้ ต่างกันอยู่ ๒๐ บาท ที่จะนําไปสู่การคํานวณว่าภาษีต่างกันอยู่เป็น ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นแสนล้านบาทอย่างที่ท่านว่า ทีนี้เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณบอกให้ไปตรวจสอบ กระทรวงการคลังก็ไปตรวจสอบ แล้วก็แจ้งมานะครับ ท่านก็พูดถูกครับ เป็นการตรวจสอบ ก็เป็นการไปตรวจสอบในทางเอกสาร มีความผิดปกติไหมในโครงสร้างราคาอะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทางกรมศุลกากรก็ทําหนังสือแจ้งกลับมา แจ้งผลการตรวจสอบครับว่า สํานักตรวจสอบอากร กรมศุลกากร ขอเรียนว่าเอกสารที่นําไปตรวจสอบไม่พบการกระทํา ความผิด หนังสือนี้ออกเมื่อไรครับ วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ ไม่ใช่รัฐบาลผมครับ นอกจากศุลการแล้วก็จะมีเรื่องของกรมสรรพสามิตด้วยเพราะว่าเขาจะต้องรับกันเป็นทอด ๆ ไปตรงนี้ครับที่ท่านไม่ได้พูดเลยว่าปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๑ มันมีหน่วยงานทางราชการที่เขา ไปตรวจสอบตรงนี้ แล้วก็ต่อมาทางกรมสอบสวนคดีพิเศษก็พิจารณาไป ก็มาตัดสินใจส่งฟ้อง เอาเดือนกันยายนปี ๒๕๕๒ ซึ่งความจริงก็เป็นรัฐบาลผมก็ไม่เคยไปแทรกแซงอะไร แต่ท่านก็ไปว่าอีก ว่าเขาตัดสินส่งให้อัยการเสร็จแล้วกรมศุลกากรยังไปยุ่งอะไรกับเขาอีก ผมก็ไปดูเอกสารก็แปลกใจเหมือนกันว่าพอกรมสอบสวนคดีพิเศษเขาส่งเรื่องฟ้องแล้วเขาไป ทําหนังสือถามกรมศุลกากรกับกรมสรรพสามิตอีก ว่าที่เคยมีความเห็นมาตรวจสอบไม่พบ อะไรช่วยอธิบายหน่อย ก็จึงเป็นที่มาของหนังสืออีก ๒ ฉบับ วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ ก็มีการแจ้งผลของการตรวจสอบนะครับ กรมศุลกากรแจ้งไปกรมสรรพสามิตถึงผล การตรวจสอบ สํานักตรวจสอบกรมศุลกากรเข้าตรวจโดยวิธีการตรวจสอบหลังการ ปลดปล่อย ณ สถานประกอบการ นําเอกสารมาตรวจสอบที่กรมศุลกากรรวมทั้งเอกสาร ที่บริษัทได้จัดส่งให้มาตรวจสอบเพิ่มเติม ไม่ได้เข้าตรวจสืบค้นสืบสวนสอบสวนโดยมี หมายศาล ผลการตรวจสอบเอกสารดังกล่าวไม่พบการกระทําความผิด จึงมีหนังสือแจ้งผล การตรวจสอบให้บริษัททราบ โดยการแจ้งผลการตรวจสอบดังกล่าวเป็นไปตามข้อตกลง ระหว่างรัฐบาลประเทศฟิลิปปินส์และรัฐบาลประเทศไทย และเป็นการแจ้งผลการตรวจสอบ เฉพาะเอกสารที่นํามาตรวจสอบเท่านั้น แล้วเขาก็บอกว่าถ้ากรมสอบสวนคดีพิเศษมีเหตุอื่น ที่คิดว่าสมควรจะฟ้องก็ฟ้องได้ ทั้งหมดที่ผมกราบเรียนมานี่ชี้ให้เห็นว่ามันเป็นอย่างนี้ครับ คดีดับเบิลยูทีโอก็อุทธรณ์ คดีที่ดีเอสไอเริ่มต้นไปก็กลับมาอยู่ที่ดีเอสไอ วันนี้ถ้ามีปัญหาก็ต้อง ไปดูว่ากรมที่เขาประเมินภาษีเขาจะสามารถกําหนดได้ไหมว่ามันสําแดงผิด ผิดไปเท่าไร ถ้ามันมีก็มีการดําเนินการต่อไปตามปกติได้ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ไม่มีเงื่อนงํา ไม่มีลับลมคมใน อะไรเลยครับ แต่ว่าผมก็จําเป็นต้องอธิบายต่อ คือท่านก็พูดเลยเถิดไปด้วยว่าความผิดปกติว่า ทําไมตรงนี้ ๗ บาทแล้วไปอ้างราคา ๒๐ บาท ๒๗ บาท ๑๓ บาท ๓๕ บาท ผมกราบเรียน นะครับ ผมไม่มีหน้าที่ที่จะมาบอกว่าบริษัทสําแดงถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง กระทรวงการคลัง ต้องไปทํา ดีเอสไอก็ต้องไปดูต่อ แต่ว่าเอกสารที่ผมไล่มาที่เขาโต้แย้งกันอยู่มันอยู่ในช่วง แคบ ๆ ๗ บาท ๘ บาท ครับ มีการเปลี่ยนกําหนดกันมาอยู่อย่างนี้ แต่ผมจําเป็นต้องอธิบาย เพราะว่าไปพูดกันว่ามันผิดปกติมากว่าบริษัท คิง เพาเวอร์ ซื้อมาในราคา ๒๗ บาท บริษัทนี้ ซื้อมา ๓๐ บาท บริษัทนั้นซื้อมา ๒๐ กว่าบาท ทําไมอันนี้ ๗ บาท ผมกราบเรียนครับ ที่จริงถ้าท่านไปดูว่าโครงสร้างของต้นทุนภาษีต่าง ๆ มันเป็นอย่างไรท่านจะเข้าใจมากขึ้น เมื่อกี้ท่านก็บอกเองว่าบุหรี่เขาขายอยู่ ๗๐ กว่าบาท คนฟังก็ตกใจว่าเป็นไปได้หรือ นําเข้ามาต้นทุน ๗ บาทกว่า แล้วขายอยู่ที่ ๗๐ กว่าบาท ผมก็เรียนนะครับว่าพอแสดงว่า นําเข้าที่ราคา ๗.๗๖ บาท ภาระของเขาในเรื่องของอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีส่งเสริมสุขภาพ ภาษีบํารุงท้องที่มันจะเพิ่มเข้าไปอีกประมาณ ๓๒ ถึง ๓๓ บาท ถ้ารวม ต้นทุนอื่น ๆ นะครับ ต้นทุนขนส่ง ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ค่าการตลาดอะไรต่าง ๆ กําไรรวมเข้าไป ด้วย พบว่าบริษัทเขาไปขายที่ราคา ๕๕ บาท พอบวกแวตแล้วมีราคาขายปลีกอะไร ก็ขึ้นไป ๖๐-๗๐ บาทอย่างที่ท่านว่า ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่าเขาสําแดงถูกหรือไม่ถูก แต่ว่า ถ้าท่านลองไปคํานวณว่าถ้าต้นทุนที่แท้จริงของเขามัน ๓๐ บาทนะครับสมมุติ เขาขายราคานี้ เขาขาดทุนแน่นอนครับ เพราะถ้าต้นทุนเขา ๓๐ บาท แล้วเขาแสดง ๗ บาท เขาเสียภาษีแค่ ๓๐ บาท มันก็เกินราคาที่เขาขายอยู่แล้วครับ หรือท่านคิดว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทใจดี ทําธุรกิจ ขาดทุน มันก็มีความผิดปกติอยู่ เหตุผลที่การขายให้ร้านปลอดอากรมันอยู่ในระดับที่สูงกว่า ก็เพราะว่ามันไม่มีต้นทุนอยู่แล้ว ร้านค้าปลอดอากรก็เอาตัวนี้เข้าไปขายได้เลย บวกกําไรเข้า ไปเท่านั้นเอง แล้วราคาเขาก็จะกําหนดให้มันต่ํากว่าราคาที่ขายอยู่ข้างนอกไม่มาก เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาไปต่อรองกันว่าเขาจะขายกันที่ราคาเท่าไร จะเอามาเปรียบเทียบว่าเป็นต้นทุนในการนําเข้ามันจึงไม่สมเหตุสมผล ผมอยากจะ กราบเรียนว่าไม่ต้องต่างประเทศหรอกครับ บุหรี่ไทยครับ ต้นทุนที่เขาผลิตอยู่นี้ ๓ บาท แต่เวลาเขาขายให้กับร้านปลอดอากรเขาขายประมาณ ๑๐ กว่าบาท ก็หลายเท่าตัวครับ ที่ผมพูดผมไม่ได้ยืนยันว่าบริษัทสําแดงถูกหรือไม่ แต่ผมเพียงแต่บอกว่าที่ไปอ้างว่า เพียงเพราะมันมีการขายกับร้านค้าปลอดอากรแล้วราคามันสูงกว่ามาก แปลว่าเขาทําผิด มันผิดปกติ สูญเสียภาษีมหาศาลนี่มันไม่ใช่ ซึ่งทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็จะมีรายละเอียดในตัวเลขเหล่านี้เพื่อให้ท่านมีความเข้าใจที่ดีขึ้น แต่โดยสรุปครับ ผมไม่ใช้ เวลานานหรอก ผมไม่เคยไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ผมไม่เคยมอบหมาย ผู้แทนการค้าไทยให้ไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม การดําเนินการทั้งหลายเป็นเรื่องของ การที่จะไปประสานงาน บูรณาการ แลกเปลี่ยนข้อมูลเท่านั้น แล้วก็ทําไปเพื่อให้การ ดําเนินการของเราเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งในเรื่อง ของดับเบิลยูทีโอและในเรื่องของคดีภายในประเทศ คดีทั้ง ๒ ก็ยังไม่ถึงที่สุด แล้วตัวเลขที่ เอามาอ้างมาใช้เป็นฐานตรงนี้ แล้วข้อกฎหมายนี้มันยังไปไม่ได้ ถ้าสามารถใช้หลักสากล คํานวณออกมาว่ามัน ๒๐ กว่าบาท สอดคล้องกับกฎหมายไทย กรมภาษีเขาประเมินอย่างนี้ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ดําเนินการแน่นอนครับ ผมกราบเรียนว่าผมไม่มีผลประโยชน์อะไร ในเรื่องนี้เลย แล้วก็เดี๋ยวจะหาว่าผมไปส่งเสริมเรื่องของบุหรี่ รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่บอกว่า แม้มีวิกฤติเศรษฐกิจก็เพิ่มภาษีบุหรี่ ภาษีเหล้า เพราะว่าเราเห็นว่าเป็นภาษีบาป และผม ก็ยืนยันในนโยบายหลายครั้งว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไปอีก เพราะนั่นคือจุดยืนของเรา ท่านคิดหรือครับผมไม่อยากได้ภาษีเข้ามาอีกเป็นแสนล้านบาท ท่านคิดหรือครับ ว่าผมไม่อยากที่จะให้เราชนะคดีต่าง ๆ แต่ทุกอย่างมันต้องมีหลักมีเกณฑ์ที่จะอ้างอิง มีทั้งหลักสากล มีทั้งหลักกฎหมาย และทุกคนต่างก็มีหน้าที่กันไป ผมขอยืนยันว่าเรื่องนี้ผมทํา ทุกอย่างนั้นยึดถือผลประโยชน์ของประเทศและความถูกต้องครับ ขอขอบคุณครั