อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายเรื่องการดูแลรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะปตท. และการปรับปรุงการกำกับดูแลงานของรัฐวิสาหกิจดังกล่าว โดยระบุว่ารัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนของ ปตท. และมีแผนจะผลักดันให้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเข้าไปดูแลรัฐวิสาหกิจ เช่น ปตท.
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมจะได้ชี้แจง ประเด็นที่ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง อภิปรายใน ๒ เรื่อง ก็คือการดําเนินการ ของ ปตท. กับเรื่องของกรณีปัญหาภาษีบุหรี่ แล้วหลังจากนั้นท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้ก็คงจะใช้เวลาชี้แจงเพิ่มเติมเล็กน้อย เสร็จแล้วผมก็จะได้ชี้แจงประเด็นที่ยังตกค้างอยู่ ในส่วนที่มีการอภิปรายพาดพิงถึงตัวกระผม แล้วก็รัฐมนตรีท่านอื่น ๆ ในช่วงตลอดระยะเวลา ๔ วันที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพ ผมเองก็แปลกใจมากว่าในช่วง ๒-๓ สัปดาห์ ที่ผ่านมานี้ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง ได้มีการหยิบยกปัญหาของ ปตท. เข้ามา อภิปรายตั้งกระทู้ถามในสภา แล้วก็อภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ เพราะว่าคําพูดที่ ท่านร้อยตํารวจเอก เฉลิม ใช้กับทางบริษัท ปตท. รุนแรงมากนะครับ ว่าตามจริงแล้วเขาก็ เป็นคนนอก แล้วก็เสียหาย ผมก็ไม่ทราบว่าความเกลียดชังเกิดจากอะไร แต่ว่าผมก็ กราบเรียนว่าในส่วนที่ผมจะชี้แจงต่อไปนั้นอยู่กับเรื่องของข้อเท็จจริง ผมเข้าใจดีว่าบริษัท ปตท. หลังจากที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วมีกําไรมากก็ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เหมือนกับที่เมื่อวานนี้ก็มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายในเรื่องของโครงสร้างราคาพลังงาน แล้วผมเอง ผมก็ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วด้วยว่ารัฐบาลชุดนี้ก็คิดแก้ไขในเรื่องที่เห็นว่าการกํากับ ดูแลงานของรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นี่ควรจะต้องมีการปรับปรุงด้วย เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะกราบเรียนว่าผมจะชี้แจงในส่วนของประเด็นที่มีการอภิปราย เกี่ยวกับการดําเนินการของ ปตท. และขณะเดียวกันก็จะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลกําลัง ดําเนินการหรือได้ดําเนินการไปแล้วในการปรับปรุงนั้นเป็นอย่างไร
ประเด็นแรกที่ร้อยตํารวจเอก เฉลิม กล่าวหาอย่างรุนแรงก็คือว่ารัฐบาล ชุดปัจจุบันนี้เป็นรัฐบาลซึ่งปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะในเรื่องของ กฎหมายของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในประเด็นที่ว่าจะต้องมีส่วนในการ พิจารณาการลงทุนหรือโครงการหรือแผน แผนงานของทาง ปตท. แต่ที่ผมแปลกใจก็คือ ประเด็นที่ท่านร้อยตํารวจเอก เฉลิมหยิบยกขึ้นมาตั้งเป็นกระทู้ถามมา ๒ สัปดาห์แล้ว ล้วนแล้วแต่เป็นการดําเนินการก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามารับผิดชอบทั้งสิ้น เพียงแต่วันนี้แถมมา อีก ๑ เรื่องก็คือกรณีที่ไปร่วมลงทุนกับสแต็ทออยล์ในเรื่องของออยล์แซนด์ที่ประเทศแคนนาดา แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ท่านได้อภิปรายพาดพิงเชื่อมโยงในงานที่รัฐบาลของท่านพลเอก สุรยุทธ์เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน เพียงแต่ว่าโยงเข้ามาว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในขณะนั้นคือท่านรัฐมนตรีปิยสวัสดิ์ เป็นสามีของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน ซึ่งเป็น เรื่องที่ไร้สาระมากที่จะมากล่าวหาว่าตัวกระผมไม่ไปดําเนินการอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะไปเกรงใจ หรือเพราะไปติดอยู่ที่ว่าภรรยาของท่านอดีตรัฐมนตรีปิยสวัสดิ์นั้นอยู่ใน พรรคประชาธิปัตย์ และกระผมจะถามกลับไปละครับว่าเขาไปลงทุนตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ตัดสิน กันไปตอนนั้น ช่วงที่ท่านเป็นรัฐบาล ๒๕๕๑ ท่านเกรงใจใครละครับถึงไม่ดําเนินการในเรื่องนี้ มันไม่ใช่ครับ ประเด็นก็คือว่าการลงทุนในลักษณะนี้มันมีการที่จะต้องมีการตีความถึง แนวปฏิบัติ จริงครับที่มีการพูดถึงการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาในเรื่องของการ ดําเนินการของ ปตท. ว่าเรื่องใดบ้างที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ แต่แนวปฏิบัติที่เขาทํามาโดยตลอด ท่านประธานครับ ตั้งแต่สมัยของ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณด้วยซ้ํา มีการลงทุนในต่างประเทศหรือมีการลงทุน ในลักษณะของการลงทุนทางการเงินร่วมทุนอย่างนี้ อย่างน้อย ๆ ที่ผมจําได้ก็ ๒ โครงการ แล้วก็มาต่อเนื่องมาที่รัฐบาลของท่าน พลเอก สุรยุทธ์ แล้วก็ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ประเด็นก็คือว่าแนวปฏิบัติที่หน่วยงานเขายึดถือกัน เขาบอกว่าถ้าเป็นเรื่องของการลงทุน ในลักษณะของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในประเทศ เช่น ไปลงทุนในเรื่องของโครงสร้าง พื้นฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน อย่างนี้ชัดเจนว่า หน่วยงานจะต้องมีการนําเสนอโครงการเหล่านั้นให้ทางคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติเขาพิจารณาให้ความเห็นชอบเสียก่อน แต่ว่าถ้าเป็นการลงทุนในลักษณะของ การลงทุนร่วมทุนทางธุรกิจ ซื้อหุ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไปดําเนินการในต่างประเทศ ตรงนี้มันไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่จะไป เกี่ยวข้องกับการกํากับดูแลของรัฐวิสาหกิจซึ่งเมื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วก็จะถูก กํากับดูแลใน ๒ ลักษณะ คือ ๑. ตัวกฎหมายของตลาดหลักทรัพย์เอง และ ๒. ก็คือในฐานะ ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลทั้งรัฐวิสาหกิจและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือผู้ถือหุ้นก็จะทําหน้าที่ ในการกํากับดูแลตรงนั้น เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าโครงการที่ท่านหยิบยกขึ้นมา ทั้ง ๓ โครงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอียิปต์ ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศ อินโดนีเซียที่ว่า หรือไม่ว่าจะเป็นกรณีของการร่วมทุนกับสแต็ทออยล์ที่ประเทศแคนาดา ล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะของโครงการที่เป็นการไปซื้อหุ้น ไปร่วมลงทุนในต่างประเทศ นี่คือเหตุผลครับ แต่ถ้าถามว่าตั้งแต่มีการนํา ปตท. เข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็มีการวินิจฉัย ของกฤษฎีกา มีมติของ ครม. ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณว่าการกํากับดูแล หรือการดําเนินการของ ปตท. จะได้รับการยกเว้นบรรดากฎระเบียบอะไรต่าง ๆ แล้วทําให้ ปตท. ดูจะขาดการกํากับดูแลจากภาครัฐ ผมก็กราบเรียนว่ามีรัฐบาลชุดนี้ละครับที่เข้ามา เข้มงวดกวดขันมากขึ้น โดยมีมติเมื่อเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๒ ว่า แม้ว่า ปตท. จะเข้าตลาด หลักทรัพย์ไปแล้ว แต่ในฐานะรัฐวิสาหกิจขอให้เสนอเรื่องของงบประมาณลงทุนเช่นเดียวกับ รัฐวิสาหกิจอื่น ๆ เท่าที่จะไม่ขัดกับกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ครับ เพราะฉะนั้นในประเด็น ที่ท่านพยายามกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็ขอกราบเรียนว่ารัฐบาลนี้ได้ ยึดถือแนวปฏิบัติที่มีการตีความกฎหมายกันมาหลายระยะเวลาของรัฐบาลหลายชุด แต่ได้มาเพิ่ม ความเข้มงวดกวดขันในเรื่องของการที่จะให้งบลงทุนต่าง ๆ ของ ปตท. ต้องทําเหมือนกับ รัฐวิสาหกิจอื่นเท่าที่ไม่ขัดกับเรื่องของกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ และขณะนี้อย่างที่ผม ได้กราบเรียนไปเมื่อวานนี้เราก็อยู่ในช่วงที่กําลังจะผลักดันให้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า เข้าไปดูแลในเรื่องของรัฐวิสาหกิจอย่างเช่น ปตท. ด้วย รวมไปจนถึงว่าในหลักการเราก็ได้ เห็นพ้องกับข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ในปัจจุบันในเรื่องของการที่จะส่งบุคคลต่าง ๆ เข้าไป เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจจะมีการตีความว่ามีผลประโยชน์ที่ทับซ้อน หรือขัด หรือแย้งกัน ที่จริงก่อนหน้านั้นผมต้องขอขอบคุณท่านปลัดกระทรวงพลังงานท่านปัจจุบัน ครับ ท่านได้เริ่มต้นก่อนว่าท่านจะไม่เข้าไปทําหน้าที่เป็นประธานของกรรมการบริษัทใน ฐานะที่ท่านเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนว่าในเชิงกฎหมายเป็น อย่างนี้ แต่ว่าถ้าจะตีความทบทวนกันใหม่ก็สามารถที่จะศึกษากันได้ แต่ปฏิบัติกันมาอย่างนี้ และที่มากล่าวหาว่าผมไม่ไปดําเนินการอะไรเกี่ยวกับโครงการที่ไปลงทุนที่ประเทศอียิปต์นั้น ก็ไปเกี่ยวข้องกับ ส.ส. พรรคผม ไม่ใช่เด็ดขาดครับ
ประเด็นถัดมาที่จะต้องชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า ท่านก็ได้พูดผ่าน ๆ ถึงข้อเท็จจริงในเรื่องของการลงทุนที่ประเทศอียิปต์นะครับ ที่จริงท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานก็ตอบกระทู้ถามไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องของการที่มีการไปเจรจากัน ในขณะนั้นเกี่ยวกับเรื่องของความเกี่ยวข้องของบุคคลที่ท่านกล่าวถึงแล้วว่ามีความเกี่ยวข้อง กับบริษัทนี้อย่างไรหรือไม่ แต่ว่าข้อเท็จจริงหลายอย่างนี่ก็คลาดเคลื่อน แล้วก็ที่ท่านบอกว่า ไปลงทุนในโครงการนี้แล้วก็ทําให้เกิดการขาดทุนนี่ความจริงไม่ใช่ ในส่วนนี้นี่เขามีกําไรครับ เพิ่งแสดงตัวเลขไปว่ามีกําไร ๔๒ ล้านเหรียญเมื่อสิ้นปี ๒๕๕๓ แต่ตัวบริษัทลูกของ ปตท. ที่เข้าไปดําเนินการเรื่องนี้ขาดทุนเป็นผลมาจากโครงการอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในช่วงของระหว่างที่มี ค่าใช้จ่ายหรือการลงทุนเยอะ แล้วก็ยังไม่มีรายได้เข้ามา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ คลาดเคลื่อน เช่นเดียวกับโครงการที่ท่านพูดถึงว่าไปจดทะเบียนบริษัทลูกที่ประเทศสิงคโปร์ เข้าไปลงทุนในเรื่องของปาล์มที่ประเทศอินโดนีเซีย แล้วท่านก็พูดผ่าน ๆ กล่าวหานะครับ ว่าไปซื้อในราคาที่ไม่สมเหตุสมผล เอาตัวเลขหนึ่งบอกราคาต้องเป็นเท่านี้ แต่ไปซื้อราคา เท่านั้น ที่จริงก็เช่นเดียวกันนะครับ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่ผม ก็เป็นห่วงเท่านั้นละครับว่าราคาที่ท่านบอกเขาควรจะไปซื้อนี่ เพราะถ้าผมฟังไม่ผิดตั้งแต่ ตอนที่ตั้งกระทู้ถามแล้วท่านบอกว่าเป็นราคาที่เขาจดทะเบียนบริษัทไว้ การไปตัดสินใจซื้อ สินทรัพย์ในบริษัทนี้เขาซื้อตามมูลค่าของทรัพย์สินที่เขาไปประเมินครับ ไม่ใช่ไปซื้อได้ ในราคาของการจดทะเบียนบริษัท ท่านพูดให้ประชาชนเกิดความสับสนเสมือนกับว่า ของถูกมากและไปซื้อแพง แต่มันไม่ใช่ รายละเอียดข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ความจริงพวกผม ก็ไม่เกี่ยวนะครับ แต่ถ้าท่านจะใช้หลักนี้ผมเพียงแต่บอกว่าท่านสร้างความสับสน ผมกลัว วันหนึ่งข้างหน้าเกิดท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดี๋ยวไปเผลอขาย ปตท. ในราคาทุนจดทะเบียนนะครับ เพราะมูลค่าทรัพย์สินของ ปตท. สูงกว่าทุนที่จดทะเบียนไว้เป็น ๑๐ เท่า หลายสิบเท่า ยิ่งถ้าเป็น ปตท.สผ. อาจจะเป็นร้อยเท่า ก็ได้ เพราะฉะนั้นการเอาตัวเลขอย่างนี้มาแล้วสร้างความสับสนนี่ผมคิดว่ามันไม่เป็นธรรม ส่วนราคาที่แท้จริงเป็นอะไร อย่างไร เมื่อไรนั้น ผู้ที่ตัดสินใจไปในขณะนั้นก็ต้องรับผิดชอบ กันไป ท่านก็เจาะจงไปที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้น ความจริง ในคณะกรรมการในขณะนั้นที่ร่วมตัดสินใจด้วยก็มีอดีตรัฐมนตรีของพรรคท่าน ผมไม่ต้อง เอ่ยนามหรอกครับ ก็ร่วมอยู่ด้วย ส่วนกรณีของออยล์แซลด์ประเทศแคนาดานี่ครับ ของสแต็ทออยล์ ท่านก็พูดเฉียด ๆ ผ่าน ๆ ว่ามีการไปผ่านรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ เขาก็ชี้แจงยืนยันว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ประเด็นทั้งหมดผมอยากจะกราบเรียนครับว่า เรื่องของการดําเนินการของทาง ปตท. นี่ เวลาที่เขาตัดสินใจในการที่จะไปร่วมทุน ซื้อหุ้น อะไรทํานองนี้ ระบบการบริหารจัดการของเรามันควรจะเป็นเพียงแค่ว่ามันเป็นการไปลงทุน ที่สอดคล้องกับนโยบายหรือไม่ เช่น การเพิ่ม หรือการเพิ่มความหลากหลาย หรือการกระจายความเสี่ยงเกี่ยวกับการพึ่งพิงแหล่งพลังงานหรือเชื้อเพลิงประเภทใด ประเภทหนึ่งหรือไม่ แต่ผมไม่คิดว่าสถานะของ ปตท. ในขณะนี้โดยระบบการบริหารจัดการ ควรจะเป็นว่าคณะรัฐมนตรีจะต้องเป็นคนที่มาคอยตัดสินใจ อนุมัติ หรือแม้กระทั่งไปเจรจา ในเรื่องเหล่านี้เลยเพราะไม่ควรให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปยุ่ง ผมจึงขอยืนยันว่าในกรณีของ ปตท. ที่ท่านอภิปรายมานี้เป็นเรื่องซึ่งอยากจะกราบเรียนว่าไม่ได้มีการกระทําซึ่งแตกต่างไปจาก แนวปฏิบัติที่เราได้ยึดถือกันในเรื่องของกฎหมาย แล้วก็มีความคลาดเคลื่อน มีความสับสน อย่างมากเกี่ยวกับตัวเลขต่าง ๆ แล้วก็แน่นอนที่สุดครับว่าไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับเรื่องของ ผลประโยชน์ของผมหรือ ส.ส. ในพรรคประชาธิปัตย์แม้แต่น้อย สําหรับรายละเอียดถ้ายังมี ความข้องใจนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็พร้อมที่จะชี้แจงถ้าเพื่อนสมาชิก จะอนุญาต อันนี้คือเรื่องของ ปตท.
ท่านประธานที่เคารพ ก็มาถึงเรื่องซึ่งเป็นข้อหาซึ่งถือว่าหนักหน่วงมาก ความจริงก่อนหน้านี้ก็มีการโหมโรงกันมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือบอกว่าเรื่องนี้จะเป็น เรื่องที่มีความสําคัญมีน้ําหนักที่สุดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โหมโรงกันออกไปข้อหา ฉกาจฉกรรจ์มากครับ เพราะมีทั้งเรื่องของการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จั่วหัวว่า มีการทุจริต ทําให้ประเทศสูญเสียภาษีมากถึง ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท ตอนโหมโรงกันนี่ ตอนนั้นท่านเหมือนกับว่ายังไม่ได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายเลย ความจริงท่านน่าจะเอะใจ เหมือนกันว่าในที่สุดทําไมคนอื่นเขาไม่พูดเรื่องนี้แล้วให้ท่านมาพูด ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อหาที่ตั้งขึ้นนี่ฉกาจฉกรรจ์มาก ผมจะได้ลําดับแล้วก็ชี้แจงเป็นประเด็น ๆ ไป แต่ว่า ในรายละเอียดไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังก็จะได้ชี้แจงในเรื่องที่เป็นเทคนิค เรื่องของรายละเอียด
ประเด็นแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนก่อนก็คือว่าเราต้องไม่สับสนปะปนกัน นะครับ เพราะว่าเวลาพูดถึงกรณีของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส มันมีหลายกรณีเหลือเกิน มันมี ตั้งแต่ปัญหาในช่วงที่เป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็ปรับ แล้วก็จบกันไปแล้วในช่วงที่นําเข้าจาก มาเลเซียก่อนที่เราจะมีกฎหมายศุลกากรที่ได้อนุวัตตามข้อตกลงของดับเบิลยูทีโอ หรือองค์การการค้าโลก ตรงนั้นก็จบกันไปแล้วละครับ แล้วไม่ได้เกี่ยวอะไรกับใครแล้ว ที่จะต้องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจกันในวันนี้ จากนั้นก็จะมีคดีที่เกี่ยวข้องกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับการนําเข้าบุหรี่จาก ๒ ประเทศ คือกรณีของประเทศฟิลิปปินส์กับกรณีของ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งแยกต่างหากจากกัน คดีที่กําลังดําเนินการอยู่ในกรณีของประเทศ อินโดนีเซียนั้นก็ยังอยู่ในขั้นตอนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ไม่เป็นประเด็นเลยครับ ที่จะต้องหยิบยกขึ้นมาอภิปรายอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าหน่วยงานเขาก็ทํางานของเขาไป ตามปกติ แล้วก็มีคดีที่นําเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์ ที่ท่านพยายามกล่าวหาว่ารัฐบาล ไปแทรกแซงคดีนี้จนสั่งไม่ฟ้อง ขณะเดียวกันก็มีคดีหรือจะเรียกว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ที่องค์การการค้าโลก ซึ่งเป็นกรณีที่ประเทศฟิลิปปินส์ไปฟ้องประเทศไทยที่องค์การการค้าโลก สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านก่อนก็คือว่า ๒ คดีหลังนี้ที่ท่านอภิปรายเกี่ยวข้องในครั้งนี้ ยังไม่ถึงที่สุดทั้ง ๒ คดี กรณีของดับเบิลยูทีโอเริ่มดําเนินการกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ท่านก็บอกว่า มีการตัดสินปี ๒๕๕๓ บัดนี้ทางหน่วยงานของรัฐบาล คือรัฐบาลโดยกรมศุลกากรก็ได้มีการ ดําเนินการในการอุทธรณ์เรื่องนี้ไปแล้วต่อดับเบิลยูทีโอ อุทธรณ์ไปในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าทําไมไม่ไปต่อสู้กับเขาที่ดับเบิลยูทีโอ อุทธรณ์ไปแล้วครับ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ไม่มีตรงไหนที่บอกว่ารัฐบาลไทยอยู่ดี ๆ ไปยกธงยอมแพ้ เป็นเรื่องของการที่ดําเนินการไปตามปกติ ส่วนคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษทําเสร็จส่งอัยการ อัยการสั่งไม่ฟ้อง ส่งกลับมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษก็กําลังไปดูว่า ประเด็นที่อัยการใช้ในการวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องมันมีประเด็นอะไรที่จะโต้แย้งไหม แล้วก็อยู่ ในระหว่างการพิจารณาของกรมครับ และความจริงวันที่ผมรู้ว่ากรมได้รับเรื่องนี้กลับมา ผมก็บอกกับท่านอธิบดีว่าท่านก็ดูไปตามเนื้อผ้า ถ้าเห็นว่ามีประเด็นแย้งก็แย้ง เห็นว่าไม่มี ก็คือไม่มี ซึ่งก็เป็นหลักปฏิบัติที่ผมคิดว่าคนที่ดูแลบริหารราชการแผ่นดินพึงจะกระทํา ส่วนปัญหาในเรื่องของการประเมินภาษีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีปัญหากันระหว่างกรมศุลกากร กับทางบริษัท บางช่วงก็มี บางช่วงก็ไม่มี ซึ่งผมก็จะกราบเรียนให้ทราบต่อไป แต่ทั้งหมดนี้ ท่านจะเห็นถึงความสลับซับซ้อนของมันว่ามันมีหลายเรื่อง ผมก็จึงจะต้องชี้แจง ในประเด็นแรกก่อนว่าในแง่ของการมอบหมายท่านประธานผู้แทนการค้าไทย คุณเกียรติ หรือในแง่ของปัญหาที่มีการดําเนินการตั้งแต่กรมสอบสวนคดีพิเศษไปจนถึงท่านอัยการ แล้วก็ส่งกลับมา ผมหรือรัฐบาลมีแนวความคิดที่จะไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หรือปฏิบัติอย่างไรหรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับท่านประธานผู้แทนการค้าก่อนนะครับ เพราะท่านไม่มีโอกาสเข้ามาชี้แจงในสภาแห่งนี้ ผมแต่งตั้งครับ ท่านก็เป็นคนของ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ปฏิเสธเลยครับ เพราะเคยเป็นผู้แทนราษฎรในระบบบัญชีรายชื่อ ก็ถือว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์และมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการค้าระหว่างประเทศที่ดี คนหนึ่ง แล้วก็เท่าที่ผมติดตามการทํางานมาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ผมแต่งตั้งมอบหมายท่าน ให้เป็นประธานผู้แทนการค้าซึ่งเป็นตําแหน่งที่กําหนดให้มีการแสดง บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วย เพื่อที่จะช่วยดูแลปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับเรื่องของปัญหาการค้าและการลงทุน ซึ่งต้อยอมรับ ว่ามีเยอะมากในปัจจุบัน ที่สําคัญก็คือว่าปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุนที่มีเยอะ มันมักจะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน สมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณก็เคยตั้งผู้แทนการค้า ทําหน้าที่ในการประสานงานก็มีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี คล้าย ๆ กันนี่ครับ เพื่อให้เขา สามารถที่จะทําหน้าที่ในการทั้งไปเจรจา ในแง่ของการประสานงาน และในแง่ของการที่จะ เชิญเจ้าหน้าที่บุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล มาชี้แจง ช่วง ๒ ปีที่ผมอยู่นี่ผมเดินทางไป ต่างประเทศพบปะกับผู้แทนภาคเอกชนหลายกรณี มีเรื่องเป็นปัญหาอยู่กับหน่วยงานของรัฐ ฟ้องร้องกันบ้าง ถูกสอบสวนกันบ้าง มีความไม่เข้าใจกันบ้าง เยอะครับ ผมอยากจะ กราบเรียนว่า