พฤฒิชัย วิริยะโรจน์ หารือเรื่องราคาขายแป้งมันสาปะหลัง โดยชี้ให้เห็นว่าราคาที่กำหนด 14,600 บาทต่อตัน มีความคลาดเคลื่อน และเสนอให้ปรับราคาขึ้นหรือยกเลิกสัญญา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการซื้อขายกับจีน เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากข้าว และเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบความถูกต้องของข้อตกลงการซื้อขาย และยังหารือเรื่องข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ที่มีปัญหาการร่วมมือ และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทยนะครับ กระผมต้องขอใช้สิทธิพาดพิงในฐานะประธาคณะกรรมาธิการ การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญานะครับ
ประเด็นที่ ๑ กรณีที่ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ท่านได้กรุณาแจ้งว่าราคา ๑๔,๖๐๐ บาทเศษ เป็นราคาที่คณะกรรมาธิการการพาณิชย์อยากให้ขายนะครับ ผมอยากจะเรียนว่ามันเป็น ข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนอย่างนี้นะครับ ตามที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาสอบสวนเรื่องการขาย แป้งมันสําปะหลังให้กับบริษัท ไชน่า มารีน ชิปปิ้ง เอเจนซี่ (China marine shopping agency) ทางคณะกรรมาธิการได้มีหนังสือกราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ๒ ครั้ง ๔ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ กับ ๒๒ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ นะครับ ในประเด็นที่ว่า เนื่องจากขณะนั้นกรมการค้าต่างประเทศเพิ่งได้ลงนามในเอ็มโอเอ็ม (MOM) คือบันทึกการประชุมเท่านั้นยังไม่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย คณะกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่า การขายที่ราคา ๑๐,๖๖๐ บาทต่อตันถูกเกินไปจึงเสนอให้ปรับราคาขึ้นเป็น ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน หรือยกเลิก เพราะว่าแนวโน้มขณะนั้นหัวมันสําปะหลังไม่มีเลยแล้วราคาก็จะสูงขึ้นอีก ซึ่งเมื่อ คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือ ๒๒ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ ถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แล้วก็มีการเร่งรีบเซ็นสัญญาลงนามระหว่างกรมการค้า ต่างประเทศกับบริษัท ไชน่า มารีน ชิปปิ้ง เอเจนซี่ ในต้นเดือนกรกฎาคม ถ้ากระผมจําไม่ผิดน่าจะ เป็นวันที่ ๘ เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๓ ซึ่งอันนี้คือประเด็นที่ ๑
ส่วนประเด็นเรื่องที่ว่าสินค้าเก็บไว้ แป้งมัน ๑๘ เกวียนแล้วจะมีปัญหาเสียหาย ผมอยากจะกราบเรียนว่า แป้งมันสําปะหลังเป็นสินค้าอุตสาหกรรมไม่ใช่สินค้าเกษตรกรรม อย่างข้าวหรือข้าวโพดหรือมันเส้น เพราะฉะนั้นการที่เก็บไว้ปีครึ่ง ผมอยากจะเรียนว่าการเสื่อม คุณภาพอาจจะมีบ้างแต่จะเป็นปริมาณเล็กน้อยเท่านั้นนะครับ ไม่มีความจําเป็นหรือเหตุสําคัญ อะไรที่จะต้องไปขายถูกถึง ๔,๐๐๐ บาทต่อตันเป็นค่าปรับปรุงนะครับผมว่าอันนี้น่าจะเป็นข้อมูล ที่คลาดเคลื่อนเพราะแป้งมันสําปะหลังจริง ๆ แล้วเก็บไว้ ๒ ปีก็ยังสามารถอยู่ในสภาพที่นําไปใช้งานได้
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านรัฐมนตรีกล่าวก็คือว่าถุงที่เป็นถุงลามิเนต (Laminate) ถุงข้าวเฉลิมพระเกียรตินะครับ จากที่คณะกรรมาธิการได้ตัวอย่างจากทางองค์การคลังสินค้าและได้ ให้บริษัทเอกชนเสนอราคามา ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ใช้ตัวอย่างขององค์การคลังสินค้าซึ่งเป็น ถุงพิมพ์หลายสีและถุงลามิเนตอย่างเดียวกันและได้ราคามาที่ ๑ บาท ๒๐ ตางค์ต่อใบนะครับ ไม่ใช่ ๒ บาท ๒๗ สตางค์ อย่างที่ท่านจัดซื้อซึ่งกรรมาธิการจึงได้มีบันทึกกันอยู่แล้วว่าเป็นการ จัดซื้อจัดจ้างที่แพงเกินไปนะครับ
ส่วนประเด็นเรื่องการมอบอํานาจ คณะกรรมการกฤษฎีกา หรือมาตรา ๑๙๐ ก็เป็น สิ่งที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ กล่าวคือในหนังสือที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์นําเรียนท่านคณะรัฐมนตรีหรือท่านนายกรัฐมนตรีผมไม่แน่ใจนะครับ มีการตอบอ้างว่า ได้รับคําตอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาใน ๒ ประเด็น
คือประเด็นแรกคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่าการซื้อขายจีทูจี (G to G) ไม่จําเป็นจะต้องผ่านมาตรา ๑๙๐ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นคณะกรรมาธิการก็ได้เคยทําหนังสือ กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแล้วว่ามาตรา ๑๙๐ เรื่องเกี่ยวกับประเด็นจะต้องเข้ารัฐสภาหรือ เปล่าอยู่ในวรรคสองซึ่งมันจะมีมาตรา ๑๙๐ วรรคห้าบอกว่า หากมีประเด็นข้อสงสัยหรือปัญหา ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด เพราะฉะนั้นหากประเด็นนี้ไม่นําเข้าให้ รัฐสภาเห็นชอบก็ต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญนะครับไม่ใช่ให้กฤษฎีกาชี้ขาดนะครับนี่คือประเด็นหนึ่ง
ส่วนประเด็นหลักสําหรับที่เป็นปัญหาสําหรับจีทูจี ทั้งมันเส้นและแป้งมันตอนนี้ คือประเด็นที่แม้แต่ในหนังสือของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เองที่กฤษฎีกาตอบมาว่า ในข้อความข้างต้นเมื่อกี้นี้มันมีวรรคสุดท้ายขมวดว่า แต่คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า เมื่อเป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐคนลงนามแต่ละข้างจะต้องได้รับมอบหมายจากรัฐบาลแต่ละฝ่าย ซึ่งในฝ่ายเรากรมการค้าต่างประเทศถูกต้องแล้ว คือมีมติคณะรัฐมนตรีให้เป็นผู้ลงนาม ในฐานะผู้ขาย แต่ผู้ซื้อจากประเทศจีนทั้ง ๓ บริษัท คือไชน่า มารีน ชิปปิ้ง เอเจนซี่ ซื้อแป้งมัน และอีก ๒ บริษัท คือถ้าผมจําไม่ผิดคือเวลบริงกับเจียงจุไรซ์ อินดัสเตรียลที่ซื้อมันเส้นรวมกัน ๗๐๐,๐๐๐ ตัน ไม่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีนเลยนะครับ ไม่มีหนังสือมอบหมายเลย เพราะฉะนั้นเป็นประเด็นที่ผมอยากจะเรียนว่าแม้แต่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ได้รับ หนังสือตอบจากกฤษฎีกาอยู่แล้วว่าคนซื้อจะต้องรับมอบหมายจากรัฐบาลจีนแต่กลับไม่ดําเนินการ อย่างนั้น ผมว่าก็เป็นประเด็นที่ต้องตั้งข้อสงสัยกันอีกว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า เป็นประเด็นการซื้อ จีทูจีที่ถูกต้องหรือเปล่า
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ท่านรัฐมนตรีพาดพิงว่าคณะกรรมาธิการได้เรียกกระทรวง พาณิชย์ไปชี้แจงถึง ๓๐๐ ครั้ง ผมอยากจะเรียนว่าประเด็นที่มันเกิดเรื่องขึ้นเพราะว่า ขออนุญาต นะครับ เฉพาะที่เรียนเชิญ ฯพณฯ รัฐมนตรีพาณิชย์ท่านเดียวก็หลายสิบครั้ง แต่ท่านไม่ได้ให้เกียรติ ไปเลยจนกระทั่งมีหนังสือกราบเรียนให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีช่วยกําชับให้ท่านเข้าประชุมชี้แจง จึงได้มีโอกาสต้อนรับท่านในที่ประชุมครั้งเดียวจากการที่มีหนังสือเชิญหลายสิบครั้ง
ส่วนประเด็นของข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ก็มีปัญหามาก คือคณะกรรมาธิการ บางครั้งเชิญก็ได้รับหนังสือเลื่อนตอบอยู่เนือง ๆ และขอเอกสารไม่เคยได้รับความร่วมมือเลย โดยเฉพาะประเด็นที่เรากําลังตรวจสอบเรื่องสัญญาซื้อขายแป้งมันสําปะหลังและมันเส้นแบบจีทูจี ไม่เคยได้รับความร่วมมือในการส่งเอกสารเลย ซึ่งผมก็ได้ทําหนังสือกราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่าให้ท่านช่วยกําชับให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ปฏิบัติหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ ซึ่งจนปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีคําตอบเช่นเดียวกัน
ส่วนประเด็นพาดพิงสุดท้าย ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่าน ส.ส. เจริญ จรรย์โกมล ได้กรุณาพาดพิงถึงผมว่า ที่คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาตรวจสอบ เรื่องน้ําตาลแล้วบอกว่ามีผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น ๓๐๐ ถึง ๔๐๐ ล้านบาท ผมอยากจะเรียนชี้แจงว่า ในส่วนของคณะกรรมาธิการไม่มีใครมีส่วนได้ส่วนเสียในเงินส่วนนั้น แต่ข้อมูลที่ได้ก็ไปปรากฏ ในบันทึกการประชุมเกิดขึ้นเนื่องจากมีการเชิญผู้แทนจากสมาคมค้าปลีกและส่งเข้ามาร่วมประชุม ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้สอบถามว่าน้ําตาลกระทรวงพาณิชย์ ร้านโชห่วย หรือร้านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว จะสามารถซื้อได้ไหม ในราคาเท่าไร ซึ่งผู้แทนก็บอกว่าซื้อได้ แต่ไม่ใช่ราคากําหนดของกระทรวง พาณิชย์ ๑๙ บาท ต้องซื้อแพงกว่านั้นอีก ๓๐ บาท โดยเปิดบิล (Bill) เปิด ๑๙ บาท แต่ต้องมีการจ่ายเงินข้างนอก ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่นําไปสู่การที่ทางคณะกรรมาธิการก็ได้มี หนังสือประทานกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีแล้วว่ามันน่าจะมีความไม่ชอบมาพากลในการ จัดสรรนี้ แล้วก็หนังสือที่กราบเรียนให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบก็คือหนังสือ ที่ลงไปเมื่อวันที่ ๑๗ เดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ซึ่งก็กําลังรอคําตอบจากท่านอยู่ หากยังไม่มีทาง คณะกรรมาธิการก็อาจจะต้องดําเนินการในประเด็นอื่นต่อไป กราบขอบพระคุณครับ