พรทิวา นาคาศัย หารือเรื่องการควบคุมราคาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำตาล และเรียกร้องการศึกษาการควบคุมราคาเพื่อให้ประชาชนมีผลประโยชน์ เธอยังชี้ให้เห็นว่าราคาสินค้าในประเทศไทยไม่แพงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน และยังอ้างว่าราคาสินค้าในประเทศไทยถูกที่สุดในภูมิภาคนี้ เธอยังชี้ให้เห็นว่ากระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่ในการดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรม
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เมื่อสักครู่ ก็ฟังนิยาย ตอนนี้ก็ดูหนัง สิ่งที่ท่านเล่ามาเป็นเรื่องเป็นราวก็อย่างที่ท่านพูดนะคะ จริง ๆ เราไม่มี อะไรกัน ก็ว่าไปตามสิ่งที่ท่านพูด ส่วนที่ท่านพูดถึงเรื่องของน้ําตาลนี่นะคะ ท่านบอกว่ามีการเรียก เก็บเงิน ๓ บาท ดิฉันขอเรียนว่า เรื่องนี้ไม่มีนะคะ ฉะนั้นหนังที่ท่านสร้างดิฉันคิดว่าท่านโกหกตั้งแต่ต้น คือถ้าระบบแล้วก็กลไกปกติมันดี ทําไมถึงต้องมีการจ่ายใต้โต๊ะ ก็แสดงว่าของมันขาดใช่ไหมคะ กระทรวงพาณิชย์เราเข้ามาแทรกแซงในส่วนที่กระจายไปสู่พี่น้องประชาชนผู้บริโภค โดยผ่านไป ช่องทางของกรมการค้าภายใน แล้วก็ค่อย ๆ ออกกระจายไป เวลาตรงไหนตรึงตัวก็ไปช่วยในงาน ของธงฟ้า
ส่วนที่ท่านว่าไปรับน้ําตาลมา ดิฉันไม่พูดยาวนะคะเรื่องนี้ เพราะว่าฟังแล้วมันวนไป วนมาแล้วเดี๋ยวประชาชนจะไม่เข้าใจ ดิฉันว่าเอาสั้น ๆ ก็ตามที่ท่านบอกว่า ท่านไปรับน้ําตาลมา ๒๗ บาท แล้วมาขายราคา ๒๓ บาท ๕๐ สตางค์ มันเป็นไปได้อย่างไรคะ คุณพูดเท็จเลยนะคะ อันนี้ ใครมันจะซื้อ ซื้อแพงมาขายถูก มันไม่มีหรอกค่ะ ดิฉันคิดว่าอันนี้ก็คงเป็นเรื่องที่ท่านก็พูดไป ในเชิงการเมืองก็เข้าใจได้นะคะ คงไม่พูดอะไรมากนะคะ แต่ในส่วนของกระทรวงเราก็เข้ามา ในเรื่องของการกระจายไปสู่พี่น้องประชาชน และที่ท่านแนะนําไว้นะคะ ดิฉันคิดว่าก็น่าจะเป็นประโยชน์ ดิฉันคิดว่าน่าจะเอาไปศึกษาแล้วก็นําไปใช้ได้นะคะ ก็ในส่วนของการควบคุมราคาหน้าโรงงาน น่าศึกษาค่ะ ต้องกราบขอบพระคุณท่านเรื่องของน้ําตาลนะคะ
เรื่องมันสั้นนะคะ สั้น ๆ เพราะว่าท่านพูดซ้ําไปซ้ํามานะคะ ก็อธิบายสั้น ๆ ก็พอ เอาเข้าใจ เพราะดิฉันไม่มีน้ําเยอะนะคะ ไม่ต้องเอาโวหาร ไม่เอาอะไร เอาเนื้อพอ แล้วก็จบ เรื่องของราคาส่งออกที่พูดถึงเรื่องของการระบายมันสําปะหลังที่ให้ระบบจีทูจีแก่รัฐวิสาหกิจ ในส่วนนี้รัฐบาลจําหน่ายแป้งมันสําปะหลังในราคาต่ํา ที่ว่าเป็นเหตุให้รัฐเสียประโยชน์ จริง ๆ ครม. เขาได้พิจารณาในรายละเอียดข้อเสนอของไชน่า มารีนแล้ว แล้วก็มีมติให้จําหน่าย แป้งมันสําปะหลังให้ปริมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ตัน ที่ราคา ๑๖,๖๖๐ บาท ซึ่งตรงนี้กับตัวเลขที่ท่านพูด มันคนละโจทย์เลย อันนี้คือหน้าคลัง ๑๐,๖๖๐ บาทต่อตัน ซึ่งเป็นราคาขายหน้าคลัง สินค้าไม่ต้อง ขนส่ง แป้งมันสําปะหลังที่จําหน่ายให้บริษัทนี้ก็เป็นแป้งมันสําปะหลังเก่า เก็บรักษามานานกว่า ๑๘ เดือน ค่าความเหนียวและสีก็ต่ํากว่ามาตรฐานแล้วก็ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพก่อนส่งออกให้ ถูกต้องตามมาตรฐาน ซึ่งตรงนี้ผู้ซื้อก็มีภาระที่จะต้องปรับปรุงแป้งก่อนที่จะส่งออกให้ถูกต้อง ตามมาตรฐานที่กําหนดไว้ แล้วตรงนี้มีค่าใช้จ่ายในการส่งออก ค่าขนส่งรวม ๔,๐๐๐ บาทต่อตัน เมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงคุณภาพสินค้าก่อนที่จะส่งออกนะคะ ค่าขนส่งจากคลังไปท่าเรือ ค่าใช้จ่ายในการดําเนินการส่งออกขั้นต้นนี้นะคะ ราคาที่จําหน่ายให้กับบริษัทก็จะมีราคาใกล้เคียง กับที่เฉลี่ยที่ส่งออก คือ เอฟโอบี เอฟโอบีก็คือส่งไปที่ท่าเรือ ที่เกาะสีชัง ตก ๑๔,๖๘๐ บาทต่อตัน ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาได้พูดถึงว่ามันควรจะขายได้ ๑๔,๖๘๐ บาท จริง ๆ แล้วเอามาหักอันนี้ดิฉันขายได้มากกว่าราคาที่ท่านว่าอีกนะคะ ที่ท่านพูดนี้ คือมันใหม่ อันนี้ท่านต้องเข้าใจว่า ๑๘ เดือนแล้ว ดิฉันมีตัวอย่างมาด้วย ถ้าท่านจะดู สีมันก็ต่างกัน แล้ว มันใหม่กับมันเก่า อันนี้ก็อยากจะเรียนชี้แจงว่าการดําเนินการของกระทรวงพาณิชย์อย่างที่ เรียนไว้ตั้งแต่แรกเลย ตั้งแต่ข้าว มันสําปะหลังการระบายทุกอย่างเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ระเบียบ แล้วก็ขั้นตอนตามที่คณะรัฐมนตรีได้กําหนด อันนี้ก็คือผลการตรวจสอบทางเคมีก็สามารถที่จะชี้แจง ได้ว่าแป้งมันสําปะหลังเขามีการตรวจสอบทางกายภาพเบื้องต้น มีการตรวจสอบทางเคมี ผลการ ตรวจสอบทางเคมีจะพบว่าสินค้ามันไม่เป็นไปตามข้อกําหนด เพราะว่าความเหนียวมันต่ํากว่า เกณฑ์ที่กําหนดเล็กน้อย เนื่องจากระยะเวลาเก็บรักษาเป็นเวลานานเกินกว่า ๑ ปี ค่าสีก็ต่ํากว่า เกณฑ์ที่กําหนดเนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีของแป้งมันสําปะหลังจะเปลี่ยนแปลงไปตาม ระยะเวลาในการจัดเก็บก็จะทําให้สีเปลี่ยนไปได้ การแก้ไขปรับปรุงคุณภาพดังกล่าวข้างต้น ก็สามารถทําได้โดยนําเข้ามาในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพอีกครั้งโดยวิธีการผสมส่วนที่มี คุณภาพสูงกว่า อันนี้คือผลการตรวจสอบจากแป้งมันสําปะหลัง เดี๋ยวท่านเอาไปดูได้นะคะ ว่ามีความแตกต่าง เพราะฉะนั้นราคาทุกอย่างที่พิจารณาแล้วมันสําปะหลังไม่ต่ําหรอกค่ะ ถ้าต่ําอย่างที่บอกคณะกรรมการเยอะแยะมันไม่ผ่านหรอกค่ะ อันนี้ขอชี้แจงในเรื่องของ มันสําปะหลัง
คือโครงการข้าวเฉลิมพระเกียรตินี่นะคะ ดิฉันอยากจะเรียนชี้แจงนะคะว่าอะไร ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบัน ไม่ทราบว่าทําไมถึงจะต้องทําเป็นประเด็นการเมืองตลอด ไม่เข้าใจ ทําเป็นการเมืองไปเลย ดิฉันว่าเรื่องนี้เราน่าจะมีความรู้สึกร่วมกันในการที่จะเทิดพระเกียรติ แล้วก็ การจัดทําเรื่องนี้ไม่มีการคิดหากินหรอกค่ะท่าน ท่านอาจจะเล่านิทานให้พวกเราฟัง แล้วก็ดิฉัน ยืนยันว่าเรื่องนี้สุจริต โปร่งใสในการดําเนินการ คณะกรรมการในการจัดทําก็มีการตรวจสอบผ่าน กขช. ทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ อยู่ในคณะกรรมการมีการพิจารณาเรื่องของราคาตรวจสอบผ่านสํานัก งบประมาณ การต่อรองแม้กระทั่งเรื่องของถุงที่ท่านพูดนี่เขาก็ต่อรองกันอยู่ในคณะกรรมการ ไม่มีการผ่านไปง่าย ๆ หรอกค่ะ แล้วถุงที่พูดนี่ท่านอาจจะไม่ทราบรายละเอียด จริง ๆ แล้วมันเป็น ถุงลามิเนทที่มีลักษณะเฉพาะนะคะ แล้วก็พิมพ์หลายสี ตรงนี้ราคามันก็เลยเป็นอย่างที่ท่านว่า แล้วในกระบวนการนี้อยู่ใน กขช. มีการเจรจาต่อรองกันนะคะ ไม่ใช่ว่าบอกเท่าไรก็ไปตามนั้น สํานักงบประมาณก็พิจารณามาเห็นชอบแล้ว ทุกอย่างนี่ผ่านคณะกรรมการหมด ไม่ได้มีการทํา อย่างที่ท่านว่าเลยนะคะ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ท่านกล่าวหาว่าทุจริต ดิฉันสงสัยว่าพอดําเนินการ เกี่ยวกับสถาบันอย่างที่บอกต้องนํามาเป็นประเด็นการเมืองทุกที เราดําเนินการเรื่องนี้เราขออนุมัติ เพื่อเทิดพระเกียรติ แล้วก็เงินนี่เราก็ไม่ได้ใช้ เราก็ใช้ข้าวไปเป็นค่าดําเนินการ แล้วก็ในส่วนที่ ท่านพูดถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการนี่ท่านก็ได้ตรวจสอบเยอะมากเลยนะคะ ในส่วนของ กระทรวงพาณิชย์ ปีที่แล้วท่านเรียกถึง ๓๐๐ ครั้ง เพราะฉะนั้นทุกเรื่องมันผ่านกระบวนการ ตรวจสอบละเอียดถี่ถ้วนมาก เพราะฉะนั้นดิฉันว่าไม่มีใครกล้าทุจริตหรอกนะคะ เรื่องของข้าว เฉลิมพระเกียรติก็จะเป็นในแนวทางอย่างนี้นะคะว่ามันเป็นเรื่องที่เราควรจะร่วมใจ มีเจตนาร่วมกัน ที่จะถวายเป็นมหามงคล ซึ่งตรงนี้ก็ได้ผ่านการวิเคราะห์มาหมดแล้ว ใน กขช. ก็อนุมัติมาแล้ว ก็อยากจะเรียนว่าหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้พิจารณาร่วมกันแล้วก็เห็นชอบว่าการทํา โครงการนี้เราทําด้วยหัวใจเพื่อร่วมถวายเฉลิมพระเกียรติ ไม่มีผู้ใดทําสิ่งมิบังควรหรอกนะคะ และดิฉันก็เน้นย้ําโครงการนี้ ออกตรวจแม้กระทั่งโรงงานเอง เน้นเรื่องคุณภาพ คณะกรรมการ มีมากเลยในการตรวจสอบโรงงาน ข้าวที่บรรจุ รวมถึงเวลาส่งมอบก็ต้องมีคณะกรรมการรับมอบ ไปถึงจังหวัดก็ต้องมีคณะกรรมการอีก โดยถ้าจะว่าแล้วนี่กระทรวงพาณิชย์ก็อาจจะกําลังไม่พอ เราก็ต้องให้กระทรวงมหาดไทยในพื้นที่ช่วยโดยกระจายไปแล้วแต่นโยบายของแต่ละจังหวัด แต่สิ่ง ที่เราเน้นย้ําก็คือให้ทั่วถึงกับพี่น้องประชาชน บางจังหวัดก็อาจจะให้ครอบครัวแล้วแต่พื้นที่ อันนี้ ก็อยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องของการเฉลิมพระเกียรติ ไม่ได้หาเสียงนะคะ ในส่วนที่ใครจะเอาไปเป็น เรื่องของการหาเสียงนี่อันนั้นก็ต้องว่ากันไป แต่ว่าไม่ได้เป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ และ กขช. นะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะเรียนชี้แจงในเรื่องข้าวเฉลิมพระเกียรตินะคะ ขอเถอะค่ะ สิ่งที่ดี ๆ นี่เราอย่าเอามาเป็นประเด็นการเมืองเลยนะคะ ขอให้พวกเราช่วยกัน สนับสนุนดีกว่าค่ะ
แล้วก็มีเรื่องของที่ยังไม่ได้ตอบอีกเรื่องหนึ่งก็จะเป็นเรื่องของราคาสินค้า ขอย้อนไป น้ําตาลนิดหนึ่งนะคะว่าเราคุมราคาที่เหลือนี่เอาไปไหน เราก็เอาไว้แทรกแซงนะคะ อยากจะเรียน อย่างนั้น เราก็เข้ามาส่วนหนึ่งมาเสริมกระทรวงอุตสาหกรรม ส่วนเรื่องของที่อยากจะพูดคือ เรื่องของราคาสินค้า ก็อย่างที่ท่านทราบ เดี๋ยวขออนุญาตนําชาร์ทโชว์นิดหนึ่ง คือราคาสินค้า อย่างที่ท่านก็พูดเอง เดี๋ยวเมื่อสักครู่ท่านก็ดักไว้แล้ว ท่านบอกพูดแต่เรื่องส่งออกก็ส่งออกนี่ละค่ะ เพราะว่ากระทรวงพาณิชย์เราดูจริง ๆ ก็มีหลัก ๆ ก็คือดูภายนอกกับภายใน เรื่องส่งออกนี่ท่านจะ เห็นได้ว่าปีนี้ เห็นชัดเลยว่าตัวเลขนี่มันเพิ่มขึ้น แล้วก็ในปีที่ผ่านมาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ ภาคการส่งออก ที่เมื่อเช้านี้ขออนุญาตที่จะต้องเอ่ยนาม ท่านมิ่งขวัญท่านพูดว่าท่านนายกรัฐมนตรี หาเงินไม่เป็น ใครบอกว่าท่านหาเงินไม่เป็นคะ นี่อย่างไรคะ ยอดส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์ ใครว่า ท่านหาเงินไม่เป็น นี่คือเงินที่เข้ามาจากเรื่องของการส่งออก นํามาพัฒนาประเทศนี่ละค่ะ ก็ได้จาก ส่งออกนี่ละค่ะ แล้วก็ท่องเที่ยว ก็หลาย ๆ ภาคส่วน และอันนี้คือเห็นได้ชัดเลยนะคะ ตั้งแต่ ปี ๑๙๘๙ ไล่มาเลยจะเห็นได้ว่าปีที่เราเข้ามาเป็นรัฐบาล วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั่วโลก แต่สิ่งที่ บริหารจัดการขึ้นมาใคร ๆ ก็มองว่าส่งออกจะติดลบ ๓๐ ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าด้วยฝีมือของ ภาคเอกชน ภาครัฐเราก็เป็นส่วนสนับสนุนแล้วก็ผลักดันในนโยบายต่าง ๆ ที่เสริมให้ ลบจาก ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่คาดการณ์โดยหลาย ๆ สํานักมันก็เป็นลบ ๑๓ ซึ่งถือว่าดีมาก ๆ เกือบ ๑๔ แล้วก็กระโดดขึ้นมาสูงสุดเลย ๒๘.๔ ดิฉันถือว่าสิ่งที่ท่านบอกว่าไม่มีฝีมือ ไร้ฝีมือ ดิฉันว่าอาจจะพูด ผิดนะคะ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้ระบบของการค้าขายมันก็ไปได้ จีดีพีเราจะเห็นว่าถ้าเทียบกับ ของประเทศไทยและต่างประเทศ ของไทยเรา ๗.๘ เทียบกับประเทศสิงคโปร์เราอาจจะด้อย แต่ในอาเซียนก็ถือว่าเราดีมากนะคะ ในส่วนของซีพีไอ (CPI) ดัชนีผู้บริโภคของไทยและต่างประเทศ ของไทยเรา ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราเป็นรองประเทศสิงคโปร์ก็ถือว่าดีแล้วนะคะ สัดส่วนจริง ๆ แล้ว น้ําหนักค่าใช้จ่ายดัชนีผู้บริโภคปี ๒๕๕๐ ผู้บริโภคทั่วไปซีพีไอ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จํานวนสินค้า ๔๑๗ รายการ ปี ๒๕๕๓ ตก ๓.๒๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดัชนีผู้บริโภคพื้นฐานจํานวน ๓๐๐ รายการ อันนี้ จริง ๆ แล้วมันแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น พื้นฐานไม่ใช่ทั่วไปนะคะ อันนี้ทั่วไปจะตก ๓.๒๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้มันมีปัจจัยว่าที่นอกเหนือการคุม ซึ่งมันอยู่นอกเหนือการควบคุมของ กระทรวงพาณิชย์ มันก็จะเป็นเรื่องของกลุ่มอาหารสดแล้วก็พลังงานนี้ตก ๒๔.๕๔ เปอร์เซ็นต์ จํานวนถึง ๑๑๗ รายการนะคะ ที่ชี้ให้เห็นอยากจะให้เห็นว่าราคาสินค้ามันมีปัจจัยว่าเนื่องจาก เศรษฐกิจโลกมันฟื้น แล้วก็การขยายตัวตรงนี้เรื่องของราคาสินค้ามันก็อาจจะทําให้พี่น้องประชาชน บอกว่า โดยเฉพาะจริง ๆ แล้วพวกเราอาจจะพูดกันเยอะ ประโคมกันไป ข้าวยากหมากแพง แต่มันเป็นกลไกจริง ๆ นะคะว่า เรื่องของภาวะโลกร้อนเอย การขาดแคลนน้ํา เรื่องของ องค์ประกอบที่มันเกิดขึ้นมันทําให้ราคาสินค้ามันปรับตัว แล้วก็ในส่วนนี้เราก็ได้ดูเรื่องของสินค้า ในภูมิภาคอาเซียน อยากจะชี้ให้เห็นว่าราคาจําหน่าย ไม่ว่าจะไข่อย่างนี้ ของเราก็ถือว่าในภูมิภาค ก็ถือว่าเกือบถูกที่สุด แล้วรัฐบาลเราก็มีทางเลือกที่ถูกขึ้นมาอีก มันก็ไม่เห็นจะเป็นแนวทางอะไรที่ จะไปทําให้ประชาชนเสียประโยชน์อย่างไรเลย เนื้อหมูในภูมิภาคอาเซียเราก็ถือว่าถูกที่สุด จึงอยากจะให้ท่านเห็นนะคะ ไม่ใช่ท่านพูดแต่ว่าของแพง ของแพง สิ่งที่มันเกิดขึ้นไม่ใช่ว่ามันแพง อย่างที่ท่านว่า เดี๋ยวดิฉันจะให้ดูด้วยว่าเทียบกับปี ๒๕๕๑ สินค้าที่ว่านี้มันแพงจริงหรือไม่แพงจริง ในส่วนของไก่ ๗๕ บาท ในส่วนของน้ําตาลเราก็บริโภคถูกมาก ๆ ๒๓ บาท ๕๐ สตางค์ เราอาจจะ บริโภคแพงกว่าประเทศมาเลเซียหน่อย แต่ก็ถือว่าในภูมิภาคอาเซียนก็ถือว่าดี น้ํามันพืชปาล์ม ๔๗ บาท ท่านดูประเทศมาเลเซียเขาอาจจะถูกกว่าเราเพราะเขามีชดเชย ในส่วนของประเทศ อินโดนีเซียซึ่งถือว่าปลูกปาล์มมากยังบริโภค ๕๔ บาทเลยนะคะ ตัวถั่วเหลืองก็เหมือนกัน เราก็ถือว่าถูกที่สุด ในการดูแลสินค้าของกระทรวงพาณิชย์เราก็ดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรม ไม่ขาด แคลน ปริมาณเพียงพอ ประชาชนผู้บริโภคกลุ่มที่เราดูแล อย่างที่เรียนไปแล้วว่าเรามี ๓ กลุ่ม มีประชาชนผู้บริโภค มีเกษตรกร มีผู้ประกอบการ ซึ่งทั้ง ๓ กลุ่มนี้กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องดูอย่างไร ให้มีความสมดุล เพราะว่าเราไม่สามารถจะดูกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ อย่างเวลาสินค้าเกษตรขึ้น พวกเราก็ดีใจว่าราคาสินค้าสินค้าเกษตรขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ต้องรับภาระ เพราะอะไร เป็นต้นทุนที่มันแพงขึ้น เพราะฉะนั้นทําอย่างไรที่กระทรวงพาณิชย์จะดูให้มันสมดุล ตรงนี้ ก็อยากจะให้เข้าใจ คือบางทีท่านมองมุมเดียว ของแพงประชาชนเดือดร้อนใช่ ประชาชนเดือดร้อน แล้วถ้าลดลงไปเกษตรกรล่ะ ผลผลิตก็ต่ําลงไปอีก แล้วผู้ประกอบการทําขาดทุนอยู่ได้ไหม ก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไรให้ ๓ กลุ่มนี้อยู่กันได้แบบสมดุล ซึ่งมีพูดกันมากมายนะคะ ว่ามีการปรับราคาสินค้าเดือนเมษายนจะขึ้นมาแล้ว ขึ้นยกแผง พรทิวาไฟเขียว ไม่ใช่นะคะ สินค้าที่ ขอปรับราคเข้ามามีแค่ ๔ ประเภท เท่านั้นนะคะ มีนม มีปุ๋ยยูเรีย ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับน้ํามันเลย น้ํามันขึ้นหรือลงก็อยู่ที่ราคาว่ามันจะแพงหรือไม่แพง มีนม มีปุ๋ยยูเรีย น้ํามันถั่วเหลือง มี ๔ ประเภทนะคะเดี๋ยวดิฉันหาอีกตัวหนึ่ง การปรับราคาจําหน่ายราคาสินค้าปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๔ จะชี้ให้เห็นนะคะ ท่านพูดแต่ว่าของแพง ของแพงปรับราคา ปี ๒๕๕๒ เราปรับขึ้นราคาสินค้าแค่ ๑ สินค้าเท่านั้นเอง ก็คือสายไฟฟ้า ตรงนี้วัตถุดิบนําเข้า อันนี้ก็ต้องยอมเขา เขาแบกรับไม่ไหวนะคะ แล้วสินค้าประเภทอื่น ๆ ที่มีเราตรึงราคาไว้หมด แล้วก็ปรับลด ๑ รายการ ก็คือเรื่องของผลิตภัณฑ์ นม ในปี ๒๕๕๓ การปรับขึ้นราคาสินค้าไม่มีเลยนะคะ ที่ท่านพูดกันว่ามาม่าขึ้น สบู่ ยาสีฟัน ไม่ได้ขึ้นนะคะ ดิฉันคุยกับผู้ประกอบการเองทุกคนให้ความร่วมมือตามนโยบายของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผู้ประกอบการเขาให้ความร่วมมือเขามองเห็นว่ามันเป็นภาระของ ประชาชนแล้วมีการแข่งขันสูง เพราะฉะนั้นการที่จะช่วยดึงราคาถ้าเขาแบกรับไหว อันนี้เป็นการ ขอความร่วมมือกับเขาก็ช่วยนะคะ อันนี้ก็ต้องขอบคุณผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างบริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด (มหาชน) เขาก็บอกเองเขาไม่ขึ้น สบู่ ยาสีฟัน มาม่าอะไรนี่ เขาแบกรับได้ เพราะฉะนั้นท่านก็อย่าประโคมข่าวกัน มันเป็นการเมืองไปแล้วนะคะว่าสินค้าแพงทุกอย่างจะ พาเหรดขึ้น มันไม่ใช่ มันมีแค่บางตัวนะคะ อยากจะขอชี้แจง แล้วในปี ๒๕๕๓ การปรับขึ้นราคา สินค้าไม่มี แล้วก็เราก็ตรึงราคาสินค้าที่ขอปรับไว้ ๑๒ รายการ ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ เหล็ก น้ํามัน ยางรถยนต์อะไรพวกนี้ ซีอิ๊ว ผลไม้กระป๋อง อันนี้คือ ๑๒ รายการนี้เราก็ขอให้เขาตรึงราคาไว้ เขาก็โอเค เขาก็ยอมรับ แล้วก็ปรับลดราคา ๓ สินค้า ก็จะมียาป้องกันกําจัดศัตรูพืช แล้วก็มี อาหารสัตว์ ในปี ๒๕๕๔ นี้ ที่มีปรับขึ้นราคาแล้วพวกท่านทราบดีก็คือน้ํามันพืชปาล์มที่ท่านทราบ อยู่นี้ ไม่ปรับก็ไม่ได้ เท่าที่ทราบ ก็คือของเขาขาดทุน เขาแบกรับไม่ไหว สินค้ามันก็หายไปจาก ท้องตลาด อันนี้มันเป็นข้อเท็จจริงที่อยากให้หลาย ๆ ฝ่ายได้เข้าใจ ไม่ใช่พูดแต่ว่าไปเข้าคิว ดูแล้ว อเนจอนาถเหลือเกินมันก็มีส่วน แต่ว่าอันนั้นเป็นช่องทางหนึ่งที่ทางกระทรวงพาณิชย์ช่วยกระจาย สินค้าไปสู่พี่น้องประชาชน จริง ๆ ช่องทางเราก็มีทั้งโมเดิร์น เทรด แล้วก็มีตลาดสด ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เขาก็ได้รับเหมือนกัน ท่านพูดนิดเดียว ท่านต้องพูดให้หมด แล้วเราก็ตรึงราคาสินค้า ๘ สินค้า ก็จะมีนม มีถั่วเหลือง มีปุ๋ย มีเหล็ก แล้วก็มีสายไฟ ยางรถยนต์ สบู่ เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ได้ขึ้นราคา นะคะ สบู่ที่ท่านว่าก็ไม่ได้ขึ้น ส่วนการปรับลดราคานี้ยังไม่มีของปีนี้ คงต้องดูถ้าน้ํามันพืชปาล์ม ผลผลิตออกเยอะ ต้นทุนต่ําลง เราบอกอยู่แล้วสินค้าทุกประเภทขึ้นได้ก็ต้องลงได้ นี่คือนโยบาย ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ให้ไว้ ทุกอย่างไม่ใช่ตายตัวนะคะ วันนี้ไม่ใช่ช่วยกันประโคมข่าว ต้องขอฝากเลยนะคะ ประชาชนก็จะตกใจ ก็ไปซื้อสินค้ามาตุนกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วอย่าทําเป็น ประเด็นการเมือง จริง ๆ แล้วดิฉันเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ท่านก็เห็นด้วยว่าการขายของราคาถูก ดิฉันก็ได้ ทราบมาว่าทางพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะทางท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกก็ยังจัดขายสินค้าราคาถูก นั่นก็แสดงว่าท่านก็มีส่วนช่วยเหลือรัฐบาล ของกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องเรียนตามตรงว่า ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ท่านมิ่งขวัญท่านก็พูดบอกว่า ธงฟ้าท่านไม่ชอบเลยสมัยที่ท่านเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ ท่านก็บอกอะไรก็ธงฟ้า คิดไม่ออก แต่ในระยะสั้นการที่เรามีงานธงฟ้าก็ต้องถือว่าเป็นการช่วยเหลือ ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนได้ส่วนหนึ่งในการซื้อของราคาพิเศษ ซึ่งถูกกว่าท้องตลาด ก็ถือว่าเป็นการแบ่งเบาภาระให้พี่น้องประชาชน ส่วนระยะยาวดิฉันก็ไม่ใช่ว่าคิดระยะสั้น เราก็มี อย่างที่ท่านว่า วิสัยทัศน์ไม่มี จริง ๆ นโยบายเราก็มีในสิ่งที่ทําเพื่อแก้ไขอย่างยั่งยืน ก็คือการบูรณาการกัน ในการที่จะร่วมกันหลาย ๆ หน่วยงานในการที่จะดูแลเรื่องของปัญหาราคาสินค้า ของไม่มี ซึ่งตรงนี้ ไม่ว่ากระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาตร์เทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ต้อง ร่วมมือช่วยเหลือกัน กระทรวงพลังงาน ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัย เพราะว่าลําพังสินค้าบางประเภท ต้องเรียนตามตรงว่าเขามี มันอยู่นอกเหนือการควบคุมของพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ดูได้จริง ๆ ถ้าจําไม่ผิด ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือมันมีปัจจัยอื่น เพราะมีคณะกรรมการชุด ไม่ว่าจะเป็นเอกบอร์ด (Egg board) คือชุดคณะกรรมการไข่อย่างนี้ ชุดพิกบอร์ด (Pig board) ก็หมู คือมีคณะกรรมการ หรือแม้กระทั่งนโยบายปาล์มน้ํามันอะไรเหล่านี้ ก็อยกจะบอกว่าทุกอย่างมันมีนอกเหนือจากสิ่งที่ กระทรวงพาณิชย์ที่จะดู เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีความร่วมมือกันหลาย ๆ หน่วยงาน ซึ่งในส่วนของ ราคาสินค้าก็อยากจะให้ดูปุ๋ยด้วยในปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๔ สีฟ้านี่คือปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ คือสีส้ม สีเขียวก็คือปี ๒๕๕๓ สีม่วงก็คือปี ๒๕๕๔ จะเห็นได้ชัดว่าปี ๒๕๕๑ ปุ๋ยเคมีเป็นอย่างไร โดดเลย แล้วจะบอกว่ารัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ของแพงได้อย่างไร ท่านดู นี่คือข้อเท็จจริงนะคะ ไม่ใช่ ของลอย ๆ มั่ว ๆ นี่คือของจริง อันนี้ก็อยากจะชี้แจงว่าไม่ใช่ว่าทุกอย่างท่านก็ประโคมกันไปว่า ของแพง ๆ มันไม่ใช่นะคะ ขอให้พูดตามข้อเท็จจริง ไม่อย่างนั้นประชาชนก็ตื่นตระหนกหมด ก็อยากจะฝากทุก ๆ ท่าน ถ้าหวังดีกับประเทศชาติก็ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือวันนี้ ราคาน้ํามัน เราก็จะเห็นว่าปี ๒๕๕๑ ๔๒ บาท ๓๙ สตางค์ น้ํามันดีเซลไทย ปี ๒๕๕๔ ๒๙ บาท ๙๙ สตางค์ น้ํามันดิบดูไบ ปี ๒๕๕๑ เดือนกรกฎาคม ๑๓๑ เหรียญ ๔๘ เซนต์ เดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๔ ๑๑๐ เหรียญ ๕๘ เซนต์ ค่าแรงงานขั้นต่ําในกรุงเทพมหานคร เดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๑ ถึง ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๑ ๒๐๓ บาท ค่าแรงเพิ่มขึ้น ๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ๒๐๓ บาท ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ๒๐๖ บาท ขึ้นมา ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เดือนเมษายน ๒๕๕๓ ๒๐๖ บาท เดือนมกราคม ๒๕๕๔ ๒๑๕ บาท เท่ากับ ๔.๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือค่าแรง อันนี้จะเป็นตัวสินค้าที่อยากจะชี้ให้เห็นที่ ท่านว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ของแพง ดิฉันให้ดู ปี ๒๕๕๑ เหล็กแท่งยาว ๔๒,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๔ ๒๒,๐๐๐ บาท แล้วมันจะแพงกว่าได้อย่างไร อันนี้คือเรื่องเหล็กเลย สีแดง ก็คือราคาจําหน่ายหน้าโรงงานนะคะ นี่ค่ะ ให้ท่านดูว่าปี ๒๕๕๑ มันจะโดดทุกอย่าง ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ มันก็ค่อย ๆ ลงมา ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ก็คือปีที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เข้ามา บริหารงาน ก็อยากจะชี้ให้เห็น นะคะ ผงซักฟอก ปี ๒๕๕๑ ๙๑ บาท๑๓ สตางค์ ปี ๒๕๕๔ ๕๖ บาท อันนี้คือวัตถุดิบ แต่จําหน่ายปลีก ปี ๒๕๕๑ ๕๓ บาท ๗๕ สตางค์ ปี ๒๕๕๔ อาจจะแพง นิดหนึ่ง คือ ๕๕ บาท แต่ก็ความต่างก็ไม่มาก เพราะว่าตัววัตถุดิบของปีนี้จะสูง สินค้า ยาสีฟัน ปี ๒๕๕๑ จําหน่ายปลีก ๔๕ บาท ปีนี้อาจจะสูงกว่าบาทหนึ่ง แต่ว่าไม่ใช่โอเวอร์ (Over) จนท่านว่า ไปเลยนะคะ ปูนในขณะที่ราคาจําหน่ายปลีก อันนี้คือจําหน่ายปลีก ปี ๒๕๕๑ ๒,๗๕๐ บาท เดือนมีนาคม ๒,๖๐๐ บาท ไม่ได้แพงกว่าเลยหลายประเภท แบตเตอรี่ ปี ๒๕๕๑ ๒,๙๐๐ บาท ปี ๒๕๕๔ ๒,๔๐๐ บาท อันนี้ก็คือเป็นหลาย ๆ ตัวอย่างที่อยากจะให้เห็นว่าราคาสินค้าไม่ได้แพง กว่า ปี ๒๕๕๑ เลย บางประเภทก็ถูกกว่า อย่างนมสดจําหน่ายปลีกปี ๒๕๕๑ ๕๘ บาท แต่ปี ๒๕๕๔ นี้ปี ๕๕ บาท ๗๕ สตางค์ ยารักษาโรค จําหน่ายปลีก ๓๕ บาท แต่ปี ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๒๙ บาท อันนี้คือชี้ให้เห็นว่าราคาสินค้าไม่ได้ขึ้นโอเวอร์อย่างที่ท่านว่า เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอชี้แจงว่าราคาสินค้านี้