วิทยา บุรณศิริ หารือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี โดยวิพากษ์วิจารณ์ถึงการบริหารที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ขาดหลักธรรมาภิบาล และมีการทุจริตคอร์รัปชัน วิทยา บุรณศิริ ระบุว่ารัฐบาลมีความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดิน และเรียกร้องให้ล้มเลิกการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และเสนอชื่อนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
ผมไม่ได้เป็นผู้กล่าวเปิดครับ ท่านประธาน แต่ผมจะเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้กล่าวถึงญัตติที่เราได้ยื่นไว้ครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะผู้ร่วมเสนอญัตติและ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก จํานวน ๙ ท่าน โดยกระผมได้รับมอบหมายจากผู้เข้าชื่อเสนอญัตติให้เป็นผู้นําเสนอญัตติดังกล่าว ต่อที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ แต่ก่อนที่กระผมจะได้กราบเรียนถึงเหตุผลและความ จําเป็นในการยื่นญัตติดังกล่าว กระผมขออนุญาตกล่าวถึงการดําเนินการอันนําไปสู่การยื่นญัตติ เป็นเบื้องต้นดังนี้
โดยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม และนายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีพฤติการณ์ ที่ส่อว่ากระทําการทุจริตต่อหน้าที่ กระผมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เข้าชื่อตาม มาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยื่นคําร้องต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้วุฒิสภาได้มีมติตาม มาตรา ๒๗๔ ถอดถอนบุคคลดังกล่าวออกจากตําแหน่งเมื่อวันที่ ๒๘ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๔ โดยได้แนบสําเนาคําร้องถอดถอนดังกล่าวมาพร้อมกับญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้วยแล้ว ในลําดับต่อไปนี้กระผมจะขออนุญาตนําเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก่อน หลังจากนั้นจะได้นําเสนอญัตติขอเปิด อภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในลําดับต่อไป ญัตติขอเปิดอภิปราย ทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
ด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้บริหาร ราชการแผ่นดินล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ยินยอมหรือรู้เห็น เป็นใจให้รัฐมนตรีในรัฐบาลและบุคคลแวดล้อมกระทําการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) แสวงหา ประโยชน์จากการบริหารราชการแผ่นดินอย่างกว้างขวาง บริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นไปตาม หลักนิติธรรมและขาดหลักธรรมาภิบาล ดําเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจล้มเหลว ขาดวินัยการเงิน การคลัง ละเว้นและปล่อยปละละเลย ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็วเป็นธรรมและทั่วถึง ในทางตรงข้ามกับบังคับใช้กฎหมาย โดยขาดความเสมอภาค เลือกปฏิบัติเป็น ๒ มาตรฐาน จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่เคารพหลัก ประชาธิปไตย ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ทําลาย ระบบราชการ ขยายความขัดแย้ง แตกแยกในสังคมให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ล้มเหลวในการ แก้ปัญหาความมั่นคงทั้งภายในประเทศและหาความสัมพันธ์และปัญหาความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ กระผมได้ยื่นญัตติกราบเรียนถึงพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยสังเขปเพื่อประกอบญัตตินี้
ข้อ ๑ ไม่ปฏิบัติตามแผนการบริหารราชการแผ่นดินและแผนการตรากฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา กําหนดนโยบายการบริหารประเทศโดยขาดองค์ความรู้ อ่อนด้อยด้วยประสบการณ์เป็นผลทําให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่ถูกต้อง ไร้ทิศทาง มิได้ คํานึงถึงความจําเป็น และมิได้มุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนอันแท้จริงของพี่น้องประชาชน ไร้หลักธรรมาภิบาล ประพฤติผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในลักษณะปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ โดยมีเจตนาพิเศษและเจตนาฉ้อฉลเพื่อเปิดช่องให้มีการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่าง ๆ อย่างกว้างขวางและรุนแรง ส่อไปในทางทุจริตต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ด้วยการมี มติคณะรัฐมนตรีที่เอื้อประโยชน์ให้แก่การทุจริตในหลายโครงการ ทําให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณ อันมาจากภาษีของพี่น้องประชาชนไปจากการทุจริตคอร์รัปชันดังกล่าวอย่างมหาศาล ทั้งทุจริต เชิงนโยบายและทุจริตแบบขายตรงจนเป็นที่กล่าวขานกันโดยทั่วไปว่ารัฐบาลภายใต้การนําของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีมีการทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุดกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา ไม่รักษา ผลประโยชน์ของรัฐที่ควรจะได้รับตามกฎหมาย ทําให้รัฐสูญเสียรายได้ โดยมีพฤติการณ์เข้าไป ก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือดําเนินงานในหน้าที่ประจําของข้าราชการในหลาย หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม มีเจตนาพิเศษไม่สุจริต เพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองอันมิใช่เป็นการกระทําตามอํานาจหน้าที่ ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา หรือตามกฎหมายบัญญัติ กรณีการจัดเก็บ ภาษีอากรทําให้รัฐสูญเสียรายได้หลายหมื่นล้านบาทและทําให้ผู้ต้องหาหลุดพ้นความผิด นอกจากนั้นยังไร้ซึ่งความรู้ความสามารถและสติปัญญาในการกําหนดนโยบายบริหารประเทศ โดยต้องอาศัยงบประมาณแผ่นดินจํานวนมากเพื่อจ้างวานบุคคลภายนอกมาจัดทํานโยบาย ขายฝันให้กับรัฐบาล ทั้งที่โครงการเหล่านั้นมิเกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เลยแม้แต่น้อย การเข้าสู่ตําแหน่งของนายกรัฐมนตรีไม่เป็นไปตามทํานองคลองธรรม ยังคง ความเป็นบุคคล ๒ สัญชาติ ดํารงสถานะความเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไร้วุฒิภาวะความเป็นผู้นํา พูดจาไม่มีสัจจะ พูดในลักษณะเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่นอยู่ตลอดเวลา ให้คนใกล้ชิดใช้สื่อของรัฐ เป็นเครื่องมือเพื่อทําลายฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ส่งผลให้ความขัดแย้งในสังคมที่มีอยู่แล้วขยายวง กว้างออกไปอีก โดยไม่อยู่ในภาวะที่จะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดแก่สังคมได้
ข้อ ๒ จงใจใช้อํานาจหน้าที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่เคารพ หลักประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ใช้อํานาจละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิและ เสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง โดยสั่งการให้ทหารนําอาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชน จนเสียชีวิตและบาดเจ็บจํานวนมาก บิดเบือนการใช้อํานาจโดยมิให้มีการชันสูตรพลิกศพ ตามกฎหมาย ใช้สื่อของรัฐโฆษณาชวนเชื่อเพื่อใส่ร้ายป้ายสีประชาชนว่าเป็นผู้ก่อการร้าย และบิดเบือนการใช้อํานาจเพื่อปกปิดความผิดของตนเองและพวกพ้อง โดยการแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม ทําให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นไปโดยถูกต้องและเป็นธรรม เสมอภาค มีการเลือกปฏิบัติที่เป็น ๒ มาตรฐาน ส่งผลให้เกิดวิกฤติศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม อย่างรุนแรงแบบไม่เคยมีมาก่อน ไม่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจาก การล่วงละเมิดทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่น
ข้อ ๓ ทําลายระบบราชการโดยการแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการโดยมิได้ คํานึงถึงระบบคุณธรรมและความรู้ความสามารถ ปล่อยให้มีการแสวงหาประโยชน์จากการ ซื้อขายตําแหน่งของข้าราชการ ทําให้ข้าราชการที่ดีไม่มีเงินหมดโอกาสเจริญเติบโตในชีวิตราชการ
ข้อ ๔ ไม่ควบคุมให้มีการรักษาวินัยทางการเงิน การคลัง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยดําเนินนโยบายบริหารประเทศด้วยการก่อหนี้อย่างจํานวนมหาศาล โดยไม่ฟังเสียงทักท้วงของผู้เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดภาระหนี้สาธารณะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทําให้ ประชาชนต้องแบกรักภาระหนี้จํานวนมาก ซ้ําร้ายยังใช้เงินกู้ในโครงการต่าง ๆ อย่างสุรุ่ยสุร่าย และเกิดการทุจริตขึ้นอีกทั้งยังขาดความสามารถในการจัดหารายได้
ข้อ ๕ ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ดําเนินนโยบาย แปลกประหลาดเพื่อหวังแทรกแซงกลไกตลาด ปล่อยให้ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จําเป็น สูงขึ้นและขาดแคลน จนกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
ข้อ ๖ ดําเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาด ล้มแหลวอย่างสิ้นเชิง แทรกแซง กิจการภายในประเทศเพื่อนบ้าน ทําให้มิตรกลายเป็นศัตรู กระทบต่อความสัมพันธ์และการค้า ระหว่างประเทศอย่างรุนแรง นํามาซึ่งความไม่เข้าใจ ความไม่ไว้วางใจของมิตรประเทศ ส่งเสริม สนับสนุนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดําเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะ ก้าวร้าว รุนแรง บ่มเพาะศัตรู และชักศึกเข้าบ้านอยู่ตลอดเวลา
ข้อ ๗ ล้มเหลวในการปัญหาความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองชีวิตของพี่น้องประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ ทั้ง ๆ ที่ ทุ่มเททรัพยากรจํานวนมหาศาล แต่กลับเกิดเหตุรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดมา พฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่เต็มไปด้วย ปัญหาการทุจริตและประพฤติผิดหน้าที่ ส่อไปถึงทางทุจริตต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ อีกทั้ง ล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ ไร้ทิศทาง ผิดพลาด บกพร่อง ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและ กฎหมายจนประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างกว้างขวาง หากจําทนหรือทนปล่อยให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินต่อไป ย่อมส่งผลให้เกิดความ เสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน ยากที่จะแก้ไขและเยียวยา กระผม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้มีรายชื่อท้ายญัตตินี้จํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจํานวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๕๘ เสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ตามขั้นตอนและกระบวนการแห่งรัฐธรรมนูญ พร้อมกันนี้ กระผมผู้เสนอญัตติ ขอเสนอชื่อ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นผู้สมควรดํารงตําแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนต่อไป ส่วนข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ จะนําเสนอในที่ประชุมสภา ผู้แทนราษฎรต่อไป
อนึ่ง ก่อนเสนอญัตตินี้ กระผมได้ยืนคําร้องขอถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อประธานวุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แล้ว ปรากฏตามเอกสารที่ส่งมาแนบท้ายญัตตินี้
ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
ด้วยรัฐมนตรีผู้มีรายนามในญัตตินี้ ได้บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ต่อ รัฐสภา และไม่เป็นไปตามแผนการบริหารราชการแผ่นดินและแผนการตรากฎหมาย ที่จัดทําไว้ กําหนดนโยบายในการบริหารราชการในกระทรวง ทบวง กรมไม่ถูกต้อง ไร้ทิศทาง ไม่ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เป็นธรรม ลุแก่อํานาจ มุ่งใช้ อํานาจตามกฎหมายพิเศษเกินกว่ากรณีแห่งความจําเป็นเพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในทุกด้าน และซ้ําร้ายยังมุ่งหาประโยชน์โดยทุจริตจากการบริหารราชการแผ่นดินที่อ้างว่าเป็นการ ใช้อํานาจหน้าที่ตามกฎหมายพิเศษในการปราบปรามประชาชนที่ชุมนุม ไม่ควบคุมให้มีการรักษา วินัยการเงิน การคลังเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทําให้เกิดการทุจริต และความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน นอกจากนั้นยังไม่กํากับให้มีการประกอบกิจการ ให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม แต่จงใจละเลยให้มีการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะ ผูกขาดตัดตอนกักตุนสินค้า ทําให้ประชาชนผู้บริโภคเสียหาย และเกิดผลกระทบต่อโครงสร้าง หรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภค อันจําเป็นต่อการดํารงชีวิตของพี่น้องประชาชน ทําให้มีการผูกขาดโดยเอกชนอันอาจก่อความเสียหายแก่รัฐในหลายโครงการ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและหลักธรรมาภิบาล ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ทําให้เกิด ผลประโยชน์ทับซ้อนในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม เห็นแก่ ประโยชน์ส่วนตน ไม่คุ้มครองและรักษาประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาดล้มเหลว ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เข้าแทรกแซงการรับรู้ ข้อมูลข่าวสารของพี่น้องประชาชน ทั้งยังหาประโยชน์จากองค์กรของรัฐ รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับ สื่อของรัฐ และเกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ไม่ยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไม่สามารถแก้ไข ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยปล่อยให้ประชาชนต้องจําทนกับความยากลําบากในการ ดํารงชีวิต สินค้า อุปโภค บริโภคที่จําเป็นมีราคาสูงขึ้น และขาดแคลนไม่ใส่ใจความทุกข์ยากของ พี่น้องประชาชน มุ่งเน้นการเล่นการเมืองเพียงแบ่งประโยชน์ระหว่างกัน ซึ่งการบริหารราชการ แผ่นดินดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่งต่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน การบริหาร ราชการแผ่นดินเกี่ยวกับนโยบายด้านการต่างประเทศล้มเหลว ไม่ส่งเสริมความสัมพันธ์ไมตรีและ ความร่วมมือกับนานาประเทศ ทําให้กระทบต่อการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว และกระทบต่อ ประโยชน์ของคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากปล่อยหรือยอมจําทน ให้บริหารราชการ แผ่นดินที่มีทั้งกรณีทุจริตและประพฤติผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ และการบริหารงานที่ล้มเหลว และไร้ประสิทธิภาพต่อไป จะทําให้เกิดผลกระทบต่อประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน และประชาชน ที่จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างที่จะทําให้ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนและประโยชน์ สําคัญของแผ่นดินกลับคืนมาดังเดิมมิได้
ข้าพเจ้ากระผมผู้มีรายชื่อท้ายญัตตินี้ ซึ่งมีจํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๖ ของจํานวน สมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๑๕๙ เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคลดังรายนามต่อไปนี้
๑. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
๒. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
๓. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
๔. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี
๕. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร
๖. นายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
๗. นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีกว่ากระทรวงคมนาคม
๘. นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยที่รัฐมนตรี ตามรายชื่อลําดับชื่อ ๑ ถึง ๘ มีพฤติการณ์ที่ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําความผิดบกพร่อง ต่อหน้าที่ราชการ จงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กระผมจึงได้แนบสําเนาคําร้องขอถอดถอน บุคคลดังกล่าวออกจากตําแหน่ง ได้ยื่นไว้ต่อประธานวุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๑ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาด้วยแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดบรรจุญัตติ ทั้ง ๒ นี้ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยด่วน และขอให้พิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนี้ รวมกับญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นญัตติที่ได้ยื่นไว้ในคราวเดียวกัน ส่วนข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ สมาชิกจะขอนําเสนอต่อ ที่ประชุมสภาแห่งนี้ต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน