มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หารือเรื่องน้ำมันปาล์มที่มีการลดสต็อกลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกันยายน 2553 และเรียกร้องให้ตรวจสอบการบริหารจัดการของท่านนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะเรื่องการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสมและอาจมีการทุจริต นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ปาล์มในตลาดโลกที่ราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว และเรียกร้องให้รัฐบาลอธิบายถึงสถานการณ์ของกองทุนน้ำมัน และผลกระทบต่อปตท. และประเทศ
น้ํามันปาล์มปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า ไม่ว่าท่านจะเป็นคนไทยที่นับถือศาสนาใด น้ํามันปาล์มเป็นอาหารหลักในการทอดและปรุงอาหาร ครับ น้ํามันปาล์มก่อให้เกิดความเชื่อมโยงไปยังอาหารต่าง ๆ ก่อนผมจะเข้ามาประชุมวันนี้มีคนพูด ถึงราคาไข่เจียว หลายคนบอกวันนี้ฟองละ ๕ บาท ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ๗ บาท ๑๐ บาท ราคาข้าว แกงจาก ๒๕ บาทต่อจานเป็น ๓๐ บาท เป็น ๔๐ บาท สิ่งของทุกอย่างจะขึ้นมาตามน้ํามันปาล์ม ท่านลองไปดูสไลด์แผ่นแรกนะครับว่าน้ํามันปาล์มเป็นเช่นไร ผมขอชี้แจง การชี้แจงอันนี้ ผมต้องการจะเกริ่นนําเพื่อเข้าไปสู่การอภิปราย ซึ่งผมแน่นอนใจว่าหลังจากผมได้อภิปรายแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะลุกขึ้นมาตอบหรือไม่อันนี้เป็นดุลยพินิจของท่าน แต่ที่แน่นอนผมขอเตือน ไว้ก่อนว่าหลังจากนี้ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ จะมาเปิดโปงข้อมูลของโครงการน้ํามัน ปาล์มทั้งหมดว่าท่านบริหารล้มเหลว ผิดพลาดและมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการทุจริตเช่นใด
ข้อ ๑ สต็อกน้ํามันปาล์มถูกลดปริมาณต่ํากว่าระดับเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง สัญญาณนี้เห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนกันยายน ปี ๒๕๕๓ ผมต้องย้ําไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ นายกรัฐมนตรีท่านมีหน้าที่เป็นประธานในการดูแลเรื่องเกี่ยวกับกองทุนน้ํามัน แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับ พลังงานโดยตรง แต่เรื่องนี้มีจุดที่น่าแปลกน่าสนใจที่อยากชี้ให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ได้สังเกต ปรากฏว่าประธานในการนั่งประชุมเรื่องน้ํามันปาล์มแทนที่จะเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจคือดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี แต่กลับไปเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องความ มั่นคงคือท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ อันนี้ขอตั้งเครื่องหมายคําถามไว้ตัวโต ๆ ว่าท่านคิดอะไร ของท่านอยู่ สัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกันยายนปี ๒๕๕๓ นั่นแปลว่าเวลาผ่านมา หลายเดือนมากนะครับว่าอันตรายนี้กําลังจะเกิดขึ้น
ข้อ ๒ ครับ สต็อกน้ํามันปาล์มลดลงสู่จุดวิกฤติ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ สู่จุดวิกฤติ สูงสุดในเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ เรามาดูกันว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ดูแลปัญหาเรื่องนี้ อย่างไรกับปากคนไทยทั้งประเทศ
ข้อ ๓ ทําไมเพิ่งมาอนุมัติการนําเข้าเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๔ ท่านเห็นภาพ ไหมครับว่าประเทศเกษตรกรอย่างไทยเป็นผู้ส่งออกน้ํามันปาล์มรายใหญ่ แต่ปรากฏว่าคนไทย กลับไปทะเลาะทุบตีกันเพื่อแย่งกันซื้อน้ํามันปาล์ม ปัญหานี้การตัดสินใจของท่านผิดพลาดล้มเหลว แน่นอนครับ
ข้อ ๔ ผู้ปลูกปาล์มและส่งออกรายได้ประเทศไทยออกสู่ทั่วโลกรายใหญ่ ๆ ประเทศ มาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย รวมทั้งประเทศไทยด้วย เราเป็นผู้ปลูกปาล์มรายใหญ่เป็นผู้ส่งออก ปาล์มรายใหญ่เดี๋ยวท่านไปดูตัวเลขท่านจะรู้ว่ามันไม่น่าจะเกิดปัญหาอย่างนี้เลยถ้าท่านทํางานแล้ว บริหารจัดการที่เป็น ไปดูข้อต่อไปครับ
ข้อ ๕ ประเทศมาเลเซียและประเทศอินโดนีเซีย ท่านฟังดี ๆ นะครับ ข้อนี้เป็นข้อที่ สําคัญที่สุด มีการกําหนดประเภทของน้ํามันปาล์มหลากหลายประเภท ถ้าตามตัวเลขข้อมูลซึ่งเดี๋ยว ท่านอนุดิษฐ์ นาครทรรพ จะมาชี้แจง ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศส่งออกปาล์มอาจจะเป็น อันดับ ๑ ของโลก ปรากฏว่ามีการจําแนกน้ํามันปาล์มไว้ถึง ๑๓ ประเภท มีราคาระบุมาตรฐาน อย่างชัดเจน
ข้อ ๖ ทําไมรัฐบาลไทยได้ตัดสินใจไปนําเข้าจากพ่อค้าคนกลางของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งประเทศสิงคโปร์ไม่ได้ปลูกน้ํามันปาล์มเลย และไม่ได้เป็นผู้กําหนดราคาน้ํามันปาล์มโลกด้วย เพราะฉะนั้นจึงมีข้อเคลือบแคลงสงสัยในความโปร่งใสและการทุจริต ตรงนี้ในข้อ ๖ อย่างเป็น นัยสําคัญครับ
ข้อ ๗ น้ํามันปาล์มขวด ตรงนี้จุดที่เจ็บปวดที่สุดที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ได้รับครับ น้ํามันปาล์มขวด เดิมกําหนดราคาอยู่ที่ ๓๘ บาท แปลว่าน้ํามันปาล์มขวด ๑ ขวด ที่ท่านจะซื้อไปทอดไปปรุงอาหารอยู่ที่ราคาขายได้ไม่เกิน ๓๘ บาท ราคาขายอยู่ที่ตามห้างใหญ่ ๆ เช่น ห้างแมคโคร (Macro) ห้างคาร์ฟูร์ (Carreefour) ห้างเทสโก้โลตัส (Tesco lotus) อันนี้ ผมไม่ได้โฆษณาให้เขาฟังฟรี อยู่ที่ ๓๖ บาทครับ นั่นแปลว่าอะไรครับ แปลว่าราคาต้นทุน ต้องต่ํากว่า ๓๖ บาทแน่นอน เกิดภาวะน้ํามันปาล์มขาดแคลน รัฐบาลอนุมัติให้นําเข้าปาล์ม ตรงนี้ ก็เป็นข้อสงสัยเงื่อนไข เดี๋ยวท่านไปดูตัวเลขส่งออกแล้วทําไมถึงต้องไปอนุมัตินําเข้า แล้วปาล์ม หายไปไหนโดยทันทีโดยไม่ปรากฏร่องรอย
ไปดูข้อต่อไปครับ ข้อต่อไปนะครับน้ํามันปาล์มมีการอนุมัติราคาใหม่ให้ขาย เมื่อสักครู่บอกว่า ๓๘ บาทต่อขวดครับ ปรากฏกลายเป็น ๔๗ บาทต่อขวด ส่วนต่างของราคาเก่า และราคาใหม่ท่านดูนะครับ ถ้าขายอยู่ที่ ๓๘ บาทแล้วมาขาย ๔๗ บาท ท่านมีส่วนต่างอยู่ที่ขวดละ ๙ บาท แต่ถ้า ๓๖ บาทราคาขายที่ห้างโมเดิร์นเทรด (Modern trade) ต่างกันอยู่ถึง ๑๑ บาท ต่อขวดครับ ประชาชนทําไมต้องมารับภาระค่าเฉลี่ยต่อขวดสูงขึ้นเกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ผมย้ํา อีกครั้งนะครับ คนไทยทั้งประเทศฝากผมบอกมาไม่ใช่ร้อยสายพันสายครับเป็นหมื่น ๆ คนที่รู้จักผม บอกว่ารัฐบาลนี้ทําเกินไปเสียแล้ว เพราะนี่คือการปล้นเกินกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์จากการบริหารงาน ที่อ่อนด้อยครับ
ไปดูข้อต่อไปครับ ผลผลิตปาล์มไทยจริง ๆ ตามมาตรฐานเท่าที่ควรจะเป็น ข้อ ๑ ย่อยครับ พอต่อการบริโภคและการส่งออกอย่างมหาศาล แต่ข้อ ๒ เรายังมีเหลือแบ่งไปทํา น้ํามันไบโอดีเซล ซึ่งทําให้ราคาน้ํามันถูกลงอีก ซึ่งแนวโน้มของโครงการในพระราชดําริการใช้ พลังงานทดแทนถือเป็นวาระสําคัญ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลนี้ทําให้เกิดการเสื่อมเสียอย่างแน่นอนครับ โครงการ บี ๕ (B 5) ถูกระงับยับยั้งไปแล้ว บี ๓ (B 3) ระงับยับยั้งไปแล้ว ตอนนี้มาเป็นบี ๒ (B 2) และในที่สุดท่านอาจจะเหลือเพียงบีเดียว อันนี้ผมเรียนเลยนะครับอันนี้เป็นความเศร้าโศกสลดที่สุด ที่คนไทยได้พึงได้รับ กระทบมาก่อน เดี๋ยวท่านไปดูข้อต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้นครับ
ข้อต่อไปครับ ประชาชนต้องแบกค่าใช้จ่ายราคาน้ํามันปาล์มขึ้นเกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ครับท่าน จากประชาชน เปรียบได้กับการทุจริตเรียกเงินครับ จากประชาชนกว่า ๖๐ ล้านคน ก่อให้เกิดความเสียหายแล้วมีผลกระทบกับค่าครองชีพทุกประเทศทุกประเภทในวงกว้าง ท่านลอง นั่งนึกดูนะครับ เดี๋ยวถ้าเราไปในหมวดของการทุจริต ผมจะชี้แจงให้ท่านประธานทราบว่า ประชาชน สื่อมวลชนและท่านนายกรัฐมนตรีได้รับทราบว่า วันนี้รัฐบาลนี้ได้ชื่อว่ามีการเรียกเก็บ เงินใต้โต๊ะ และมีการกล่าวหาและถูกวิจัยออกมาอย่างเป็นรูปธรรม แต่ปรากฏว่าพ่อค้าที่ไปรับ งบประมาณจากรัฐบาลสมยอมที่จะจ่ายให้ท่าน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คนไทยทั้งประเทศไม่สามารถที่จะปฏิเสธการเรียกรับ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี้จากท่านได้
ไปดูแผ่นต่อไปครับ การกระทบค่าครองชีพอย่างรุนแรงนี้กระทบกับโครงสร้างของ น้ํามันดีเซล ปาล์มน้ํามันจุกชมพูกับจุกสีฟ้า ผมตั้งคําถามนะครับเดี๋ยวจะมีคนมาอภิปรายดูเหมือน นะครับเมื่อเกิดปัญหาวิกฤติอย่างรุนแรง น้ํามันขึ้นขวดไป ๙ ถึง ๑๑ บาท ประชาชนเดือดร้อน ทุกหย่อมหญ้า ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อขวด อยู่ ๆ ก็ดูเหมือนมีเจตนาดี ผมอยากจะบอกนะครับ แต่เป็นเจตนาดีที่ซ่อนไว้ด้วยความประสงค์ร้าย เพราะอะไรครับ อยู่ ๆ หน่วยงานของรัฐฝ่ายหนึ่ง บอกออกจุกสีฟ้า มีรัฐมนตรีออกไปเดินตรวจดูอยู่ ๆ มีจุกสีชมพูออกมาอีก ตรงนี้นะครับขอตั้ง เครื่องหมายคําถามชัด ๆ นะครับเป็นเครื่องหมายคําถามซ้อน ๓ คําถาม ทําไมมาออกมาทําไม เพื่อผลประโยชน์ของใคร ขวดละ ๙ ถึง ๑๑ บาทไปเข้ากระเป๋าใคร แล้วการอนุมัติให้นําเข้า น้ํามันปาล์มดิบเกิดอะไรขึ้น ท่านไปดูต่อไปครับ ผลกระทบจากการจัดการบริหารเรื่องปาล์มท่านดู นะครับว่าเกิดอะไรขึ้น ๑. ประชาชนบริโภคน้ํามันปาล์มแพงขึ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ต่อขวด เกินกว่านะครับ ๒. ราคาโครงสร้างน้ํามันดีเซลผันผวนอย่างหนัก เดี๋ยวท่านไปดูนะครับ คนทั้ง ประเทศจะตาสว่างกันวันนี้ ท่านจะได้เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ดูต่อไปครับ ภาวะน้ํามันในตลาดโลกแน่นอนที่สุดแพงขึ้น น้ํามันแพงขึ้นแน่นอน วันนี้รัฐบาลใช้เงินเท่าไรครับ ไปดูต่อไปนะครับว่าสถานการณ์ของกองทุนน้ํามันหมดไป ท่านนายกรัฐมนตรีจะอธิบายอย่างไรก็แล้วแต่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะออกมาตอบ อย่างไรก็แล้วแต่ บอกว่าเหลือ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลือ ๓๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท เดี๋ยวท่านจะ ปฏิเสธความจริงนี้ไม่ได้ แล้วเลิกพูดกับผมว่ามาเล่นกับตัวเลขนะครับ เพราะฉะนั้นข้อ ๕ หนี้ก้อนใหญ่ที่กองทุนน้ํามันค้างอยู่นี้จะกระเทือนต่อสถานภาพของ ปตท. อย่างแน่นอนครับ และกองทุนอื่น ๆ ที่ท่านไปก่อให้เกิดภาระหนี้สินท่านจะไม่สามารถใช้ได้เลย แล้วเดี๋ยวไปดูสไลด์ ต่อไปท่านจะเห็นชัดเจน ต่อไปครับ
สไลด์มาครับ ผมต่อนะครับ ข้อ ๖ ท่านเอากองทุนน้ํามันมาใช้จนหมดแล้วไม่มีเงิน อุดหนุน ราคาก๊าซหุงต้มแอลพีจีซึ่งประชาชนใช้อยู่ ถ้าท่านปล่อยจะแพงขึ้นแบบก้าวกระโดด ๑๘ บาทกว่า เดี๋ยวจะกลายเป็นเท่าไรท่านจะตกใจครับ เพราะฉะนั้นการกระทบกับค่าครองชีพ ทุกครัวเรือนจะปฏิเสธและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าท่านแก้ปัญหาระยะสั้นท่านก็ไม่ยอมให้ขึ้นราคาน้ํามัน กับก๊าซไม่แพงขึ้น ท่านก็มีอย่างเดียวท่านต้องไปกู้เงิน ท่านต้องเป็นหนี้หรือเอาเงินที่ไหนก็ไม่รู้ โยกย้ายกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา แต่อันนี้เป็นวิธีการบริหารที่ผิดพลาดอย่างมโหฬารและ มหันตภัยที่สุดครับ
ไปดูแผ่นต่อไป ถ้าระยะยาวละครับ ในเมื่อท่านหยุดการชําระหนี้ ปตท. หยุดการชําระหนี้กองทุนต่าง ๆ ที่ท่านค้างเขาไว้ไม่รู้กี่หมื่นล้านบาท ระยะยาวท่านจะสร้างภาระ หนี้ผูกพันโดยไม่สามารถชําระหนี้ให้กองทุนต่าง ๆ ได้เลย ปตท. ได้รับผลกระทบแน่นอนครับ ท่านไปดูอีกแผ่นหนึ่งท่านถึงจะทราบครับ เดี๋ยวผมจะเล่าเรื่อง ปตท. ทีหลังนะครับ ประเทศไทย เป็นประเทศผู้ปลูกปาล์มเพื่อใช้บริโภคในประเทศ เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่รายหนึ่งของโลกในปริมาณ ที่สูง ผมเป็นคนพูดตัวเลขชัดเจนครับ ท่านประธานครับ ผมจําเป็นต้องกล่าวให้เห็นดูปริมาณ การส่งออกปาล์ม นี่ตัวเลขแหล่งที่มาคือกรมศุลกากรและการส่งออก
ไปดูตัวเลขแผ่นต่อไปครับ ปี ๒๕๕๐ เราส่งออกปาล์มเหลือกินเหลือใช้ เหลือไปทําไบโอดีเซลถึง ๔๒๗,๙๐๐ กว่าตัน ปี ๒๕๕๑ เราส่งออกปาล์มถึง ๕๐๖,๐๐๐ กว่าตัน ปี ๒๕๕๒ ก็ส่งปาล์มออกอีกเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ปี ๒๕๕๓ ก็ส่งออกถึง ๒๒๓,๐๐๐ กว่าตัน แล้วเรามาเจอวิกฤติน้ํามันปาล์มที่รุนแรงขนาดนี้ได้อย่างไร คําตอบคําเดียวครับ การบริหาร ที่ขาดประสบการณ์ การลงไปดูแลเอาใจใส่ การรับรู้ถึงปัญหามหันตภัยที่เกิดขึ้นกับคนไทย ทั้งประเทศ แต่ท่านไม่ได้ตระหนักถึงเหมือนเช่นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ต่อไปครับ ตรงนี้เป็นคําตอบที่ชัดเจนนะครับ ผมชื่นชมรัฐบาล ชื่นชมที่ว่าโพล (Poll) หลายสํานักออกมาทีไรรัฐบาลจะดูดีหมด แต่โพลนี้เอแบคโพล (ABAC Poll) ออกมาสํารวจครับ คําเดียวสั้น ๆ ๗๒ เปอร์เซ็นต์ของประชาชนเชื่อว่าปัญหาการขาดแคลน น้ํามันปาล์มมาจากการทุจริตในการบริหารจัดการของท่านนายกรัฐมนตรีและประธานในการ ประชุมเรื่องการแก้ไขปัญหาวิกฤติปาล์ม ผมย้ํามีครั้งหนึ่งนะครับ ไปถามคน ๑๐๐ คน ไม่ว่าจะรักชอบพรรคใครก็ตาม คําตอบคือ ๗๒ คนบอกว่านี่คือการขาดแคลนที่เกิดจากการทุจริต
ไปดูแผ่นต่อไปครับ อยู่ ๆ น้ํามันปาล์มหายไปไหนดื้อ ๆ มีข่าวลือต่าง ๆ นานา บอกว่า มีการนําเข้ามาก่อน มีการลักลอบนําน้ํามันปาล์มดิบเถื่อนเข้ามาก่อน น้ํามันปาล์มดิบจาก ประเทศมาเลเซียราคาถูกแอบเข้ามาก่อนโดยบริษัท ๓ บริษัท อันนี้ในรายละเอียด เดี๋ยวจะมีผู้มา อภิปราย มีการอนุมัติให้การนําเข้าน้ํามันปาล์ม ๓๐,๐๐๐ ตันถึง ๒ ครั้ง ท่านดูตัวเลขย้อนไป ๒-๓ ปี เราส่งออกตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตัน แล้วนี่เราต้องมานําเข้า ๓๐,๐๐๐ ตันถึง ๒ ครั้ง ข้อสังเกตท่านดูดี ๆ นะครับประชาชนที่รัก มีใจเป็นธรรมทั้งประเทศ เราควรจะผลิตน้ํามันปาล์ม ได้ถึง ๖๐ ล้านขวด จาก ๓๐,๐๐๐ กว่าตัน ๒ ครั้ง แต่กลับผลิตออกมาได้เพียง ๔๔ ล้านขวด มีคําถามครับ ถามว่า ๑๖ ล้านขวดมันหายไปไหน มันไปเข้ากระเป๋าอยู่ที่ใคร และใครได้ประโยชน์ ตรงนี้ และคนไทยทั้งประเทศทําไมต้องมายืนเศร้าเข้าคิวซื้อน้ํามันปาล์มอยู่ และต้องซื้อแพงขึ้น ขวดละถึง ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๙ ถึง ๑๑ บาทต่อขวด คําถามนี้ผมย้ําอีกครั้งนะครับ รัฐบาลต้อง ตอบให้ได้ครับ
แผ่นต่อไป เป็นคําถามง่าย ๆ ครับ ท่านขาดประสบการณ์ ท่านบริหารไม่เป็น หรือท่านกําลังปล้นประชาชน ท่านปล้นประชาชนใช่ไหมครับ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ วันนี้เป็นวัน อภิปรายและไม่ไว้วางใจ แล้วต้องจับทุจริตให้ได้ แล้วต้องยื่นถอดถอนท่าน เรื่องทั้งหมดจะถูกส่ง เรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมพูดภาษาไทยชัด ๆ ท่านบริหาร ไม่เป็น ท่านขาดประสบการณ์ หรือท่านกําลังปล้นประชาชนคนไทยทั้งประเทศอย่างถ้วนหน้า ไม่มี ยกเว้นแม้กระทั่งมหาเศรษฐีจดยาจกครับ
ข้อต่อไปที่เราจะต้องคุยกันนะครับ ผมอยากจะไปพูดอีกข้อหนึ่งที่จะต้องกราบเรียน ท่านว่า เรื่องตรงนี้กําลังจะไปเชื่อมโยงครับ จะไปเชื่อมโยงอะไร ในเมื่อท่านบริหารน้ํามันปาล์ม ไม่ได้ น้ํามันปาล์มมีปัญหาวิกฤติ ท่านจะไปเกี่ยวโยงเรื่องกองทุนน้ํามันกับราคาน้ํามันอย่างปฏิเสธ ไม่ได้ครับ เดี๋ยวท่านไปดูนะครับว่าน้ํามันที่ท่านใช้อยู่นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามคุมราคาน้ํามัน ดีเซลให้เหลืออยู่ ๒๙ บาทกว่า แน่นอน ผมเข้าใจครับ ท่านกําลังนําไปสู่การเลือกตั้ง เพราะท่าน ต้องการกดคะแนน ได้ราคา ได้สิ่งที่เป็นอยู่ แต่คําถามท่านทําได้จริงหรือเปล่า คนไทยจะได้ ตาสว่างกันทั้งประเทศนับตั้งแต่ข้อมูลที่เดี๋ยวสักครู่จะฉายให้ดูนะครับ ข้อมูลออกมาดูเหลื่อมล้ํา ครับ วันก่อนบอกว่ามีเงินในกองทุน ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มีการใช้ ๆ ยังมีเหลืออยู่ อย่าเพิ่ง ตกใจ ราคาน้ํามันดีเซลจะอยู่ที่ไม่เกิน ๓๐ บาทต่อลิตร ต่อมาพอเกิดเรื่องวิกฤติน้ํามันปาล์ม ท่านดูสิครับ ในเมื่อบี ๕ เข้าไปผสมแทนไม่ได้ บี ๓ ก็ไม่ได้ บี ๒ ก็กําลังจะไม่ได้แล้ว เหลือบีเดียว ต้นทุนน้ํามันปาล์มเอาไปผสมกลายเป็นน้ํามันปาล์มแพงกว่าน้ํามันธรรมดา แล้วน้ํามันดิบเป็นอย่างไร แล้วเงินกองทุนท่านเอาไปอยู่ที่ไหน แล้วกองทุนอยู่ ๆ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่า ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไม่ต้อง เสียเวลาค้นตัวเลขนะครับเดี๋ยวผมจะบอกแหล่งที่มาของตัวเลขทั้งหมด และเป็นแหล่งที่มา ที่เปิดเผยต่อสาธารณชน ท่านตรวจสอบได้ทุกตัวเลข ขอดูสไลด์เรื่องเกี่ยวกับกองทุนน้ํามันและ ราคาน้ํามันด้วยครับ ประเด็นความล้มเหลวในการบริหารน้ํามันปาล์ม ท่านปฏิเสธไม่ได้ว่า มันไปเชื่อมโยงการบริหารกลไกน้ํามันและก๊าซของประเทศ
ไปดูสไลด์แผ่นต่อไป นายกรัฐมนตรีต้องการตรึงราคาน้ํามันดีเซลลิตรละ ๓๐ บาท โดยต้องใช้เงินอุดหนุนถึงลิตรละ ๕ บาท ผมเรียนพ่อแม่พี่น้องทั้งประเทศก่อนนะครับ วันนี้สมมุติว่าเราใช้น้ํามันกันอยู่ ๗ ส่วน ๒ ส่วนเป็นน้ํามันเบนซิน (Benzine) จะเป็น ๙๕ จะเป็น ๙๕ โซฮอล์ (Soholl) จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ๒ ส่วน แต่อีก ๕ ส่วนเป็นน้ํามันดีเซล เพราะฉะนั้น ถ้าน้ํามันดีเซลเกิดผลขึ้น ฐานคะแนนหรือความรู้สึกประชาชนต้องกระทบอย่างกว้างขวาง แต่ปรากฏว่าด้วยราคาน้ํามันดิบที่เป็นอยู่ ด้วยการบริหารน้ํามันปาล์มทําให้โครงการไบโอดีเซล ต้องเกือบจะระงับยับยั้งลง ท่านจึงต้องใช้เงินเข้าไปอุดหนุนถึงลิตรละ ๕ บาท วันนี้อยู่เฉย ๆ รัฐบาลควัก ๕ บาทเข้าไปหนุนเลย คราวนี้มาดูบูลเลท (Bullet) ต่อไปนะครับ วันนี้เงินในกองทุน น้ํามันเหลือจริงเท่าไรครับ พ่อ แม่ พี่ น้องครับ ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับ ผ่านท่านประธานสภา ไปยังประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ถึงวันที่ ๑๔ คือเมื่อวานนี้ วันนี้วันที่ ๑๕ เดือนมีนาคม ท่านเหลือเงินอยู่ในกองทุนไม่ถึง ๔,๘๐๐ ล้านบาทครับ ใช้ได้ไม่ถึง ๒ สัปดาห์สิ้นเดือนมีนาคมนี้ เงินท่านจะหมดในกระเป๋าแล้ว ผมย้ํานะครับไม่มีอีกแล้ว ไม่มีแน่นอนครับ แล้วตัวเลขนี้ยืนยัน ไม่มีการซุกซ่อนตัวเลขใด ๆ ทั้งสิ้นครับ
ไปดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ อันนี้ผมขอเลื่อนนิดหนึ่งได้ไหมครับ อันนี้สําคัญจริง ๆ ท่านไปดูฐานะการเงินของกองทุนน้ํามันตัวเลขจริงนะครับ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ตัวเลข สถานภาพ ณ วันที่ ๑๔ เดือนมีนาคม ๒๕๕๔ คือเมื่อวานนี้ตอน ๖ โมงเย็นครับ เงินสดในบัญชี ท่านอ้างว่าท่านมีอยู่ ๓๒,๐๘๒ ล้านบาทครับ ปรากฏว่าท่านมีหนี้สินกองทุนต่าง ๆ ที่ท่านยังไม่ได้ ชําระแล้วท่านต๊ะเข้าไว้ก่อนนี่ ๑๔,๒๘๒ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติหากฐานะของกองทุน ทั้งหมดเบื้องต้นท่านจะเหลืออยู่ ๑๗,๘๐๐ ล้านบาทครับ แต่ภาระของกองทุนที่มีมติไปแล้วว่า ต้องชําระหนี้ แต่ยังไม่มีการเบิกจ่ายอยู่อีก ๑๓,๐๐๐ กว่าล้านครับ เพราะฉะนั้นสถานภาพของ กองทุนสุทธิจึงมีไม่ถึง ๔,๘๐๐ ล้านบาท อันนี้ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ เป็นตัวเลขที่แท้จริงปรากฏ เป็นหลักฐาน ท่านเข้าไปตรวจสอบได้ทั้งหมด แล้วผมขอยืนยันไม่มีบิดเบี้ยวหรือเปลี่ยนแปลงไป จากนี้แน่นอนครับ ๔,๘๐๐ ล้านบาท จะเกิดอะไรขึ้นครับ ภายในไม่เกิน ๑ สัปดาห์ต่อไปนี้ น้ํามันดีเซลท่านจะเผชิญสถานภาพนี้อย่างไรครับ นี่คือกองทุนน้ํามันที่อยู่
ไปดูแผ่นต่อไปครับ พ่อแม่พี่น้องทั้งประเทศครับ ท่านดูตัวเลขอันน่าสะพรึงกลัว ที่รัฐบาลกําลังทําอะไรไว้กับประชาชนครับ กองทุนน้ํามันสะท้อนการบริหารจัดการและฝีมือในการ บริหารจัดการประเทศของท่าน เงินไหลออกจากกองทุนน้ํามันดังตัวเลขต่อไปนี้นะครับ ๑ วัน ท่านจ่ายเงินออกจากกองทุน ๓๐๐ ล้านบาท ๑๐ วันท่านจ่ายออกจากกองทุน ๓,๐๐๐ ล้านบาท ครับ ๑ เดือนท่านจ่ายออกจากกองทุน ๙,๐๐๐ ล้านบาท แล้ววันนี้ท่านมีไม่ถึง ๔,๘๐๐ ล้านบาท ๒ อาทิตย์ที่ท่านบอกนั้นพูดมาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว เพราะฉะนั้นบอกเลยครับ น้ํามันดีเซลจะเข้าสู่ ภาวะวิกฤติแน่นอน ยกเว้นท่านจะไปกู้หนี้ยืมสินแบบมโหฬารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อีกครั้ง เอามาโปะราคาน้ํามันครับ ผมผ่านนะครับ ตัวเลขที่ผมย้ําว่าตัวเลขนี้ต้องการเตือนสติสําหรับ การแก้ไขปัญหา ถ้าท่านไม่พร้อมนะครับ เมื่อการโหวต (Vote) อภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจให้ดีครับว่าท่านต้องการผู้ใดขึ้นมาบริหารประเทศ แผ่นต่อไปครับ ถ้าเงินกองทุนถูกใช้ไปหมดจะเกิดอะไรขึ้นครับ ผมพยายามที่จะพูดภาษาพลังงาน ภาษาบริหาร จัดการให้ประชาชนฟังแบบง่าย ๆ นะครับ
ข้อ ๑ รัฐบาลจะเกิดสํานวนที่วัยรุนพูดกันคือ เกิดการชักดาบ หนี้ที่ก่อไว้กับกองทุน ต่าง ๆ กองทุนน้ํามันไม่มีสิทธิจะเอาไปใช้ได้แม้แต่บาทเดียวครับ เพราะว่าแค่ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านยังใช้ไม่ถึงสิ้นเดือนเลย
ข้อ ๒ ครับ ผมขออภัยถ้าผมพูดความจริงข้อนี้เปิดเผยออกมา แต่มันเป็นข้อมูล ที่เปิดเผยออกทั้งโลก เพียงแต่คนไทยได้ตระหนักหรือเปล่า ปตท. จะไม่ได้รับการชําระหนี้ ขอต๊ะหนี้ไว้ก่อนครับ
ข้อ ๓ ครับ บริษัท ปตท. ซึ่งเป็นพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยจะถูกสถาบัน และได้ถูกไปเรียบร้อยแล้วนะครับเมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน สถาบันความน่าเชื่อถือระดับโลกชื่อ สถาบันมูดีส์ครับ ทุกคนรู้กันหมด ลดความน่าเชื่อถือทางการเงินลงอย่างเห็นได้ชัดครับ และนั่นคือ การสั้นสะเทือนสถานภาพของ ปตท. ไม่ว่าท่านจะไปบังคับให้รัฐมนตรีพลังงานไปบอกให้ ปตท. พูดอย่างไรก็แล้วแต่มูดี้ส์ได้ประกาศลดความน่าเชื่อถือของสถาบัน ปตท. ลงเรียบร้อยแล้ว ๑ ครั้ง และอาจจะต้องประกาศครั้งต่อไปเมื่อท่านประกาศไม่ชําระหนี้เป็นระยะยาวครับ
ข้อ ๔ เมื่อท่านไม่มีเงินกองทุนน้ํามัน ผลกระทบของโครงสร้างราคาพลังงานของ ประเทศจะมีผลต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างรุนแรงและไม่เคยปรากฏมาก่อนครับ ทางออกของ รัฐบาลช่วงใกล้เลือกตั้งเลยครับ ผมเดาใจท่านได้ ท่านประกาศว่าอีก ๖ สัปดาห์โดยประมาณ ไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมท่านบอกว่า จะยุบสภา คําว่า ไม่เกิน ไม่ได้แปลไปถึงนะครับ ผมหวังว่าท่านจะรักษาคําพูด คือสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมท่านจะยุบสภา แต่ท่านบอกว่า ไม่เกิน เพราะฉะนั้นท่านตัดสินใจได้ใน ๓-๔ วันนี้นะครับ นั่นก็คือทางออกของรัฐบาลช่วงใกล้ เลือกตั้ง
ประการแรก ผมว่าท่านคงไม่ยอมปล่อยให้ราคาเด้งผลึงไป ผมพูดให้ประชาชน ได้ยินชัด ๆ นะครับ ถ้า ๓๐ บาทหรือ ๒๙ บาทกว่า วันนี้ท่านปล่อยเป็นธรรมชาตินะครับ ขึ้นไป ๓๖ บาทบวกแน่นอนครับ ท่านว่าดีเซลเด้งไป ๓๖ บาท จะเกิดอะไรขึ้นครับ น้ํามันปาล์มก็มาเสริม ไม่ได้ น้ํามันปาล์มเกิดแพงกว่าอีก นั่นข้อแรก
ประการที่ ๒ ท่านไม่มีเงินเอาไปหนุนก๊าซแอลพีจี ก๊าซแอลพีจีจากลิตรละหรือ กิโลกรัมละ ๑๘ บาทกว่า ขึ้นเป็น ๓๐ กว่าบาทครับ แล้วคนหุงต้มอาหารทั้งประเทศจะอยู่กันได้ อย่างไรครับ อันนี้คือมหันตภัยอย่างรุนแรง ผมว่ารัฐบาลคงไม่ปล่อย รัฐบาลก็คงจะใช้ ๑. กู้เงิน มาเพิ่ม ๒. อัดเสริมสภาพคล่องเข้าไปอีกประมาณ ๒-๓ เดือน เอาให้อยู่ เป็นหนี้เป็นสินใครเท่าไร ฉิบหายวายป่วงอย่างไรไมว่า ข้อ ๓. เป็นหนี้อย่างมหาศาล ทิ้งไว้ให้รัฐบาลต่อไปที่จะมารับภาระครับ
ไปดูข้อต่อไปครับ ความล้มเหลวหรือความสามารถในการจัดกลไกน้ํามัน ทั้ง ๆ ที่ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์โชคดีครับ ลองลบภาพผมออกสิครับ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาล นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์โชคดีครับ มีเวลาทํางานในช่วงที่ราคาน้ํามันดิบไม่แพง ท่านอย่าหาว่าผมพูดเล่นนะครับ
ท่านลองไปดูสไลด์แผ่นต่อไปแล้วคนไทยโศกสลดกันทั้งประเทศ ท่านดูเลยครับ นี่ครับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ทํางานมา ๘๐๐ กว่าวัน ราคาน้ํามันดิบเป็นดอลลาร์ (Dollar) สหรัฐต่อ ๑ บาร์เรล (Barrel) พ่อแม่พี่น้องทางบ้านถามผมมาครั้งก่อนเมื่ออภิปราย บอกว่า บาร์เรลหนึ่ง น้ํามันดิบเท่ากับเท่าไร ๑ บาร์เรลเท่ากับ ๑๕๙ ลิตรครับ ๑ ดอลลาร์สหรัฐตอนนี้อยู่ที่ประมาณบวก ลบ ๓๐ บาทไทย ราคาน้ํามันดิบท่านดูนะ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อยู่ทั้งหมด ๘๐๐ กว่าวัน ท่านดู จํานวนวัน ช่องกลางนะครับ ช่วงแรกผมเคยบอกแล้วท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยังหัวเราะ ตอนท่านเข้ามาใหม่ ๆ น้ํามันดิบอยู่ที่ ๓๒ เหรียญต่อบาร์เรล ราคาน้ํามันสวิง (Swing) ขึ้น สวิงลง ๓๐ ถึง ๗๐ เหรียญต่อบาร์เรลถึง ๒๔๑ วันในวันทํางานของท่าน เท่ากับ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านได้ น้ํามันราคาโคตรถูกเลยครับ ถูกจนไม่รู้จะถูกอย่างไร ต่อมา ๗๐ ถึง ๙๐ เหรียญ ก็โคตรถูกอีก เหมือนกัน ๔๘๗ วัน ถึง ๖๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านดูดี ๆ สิครับ ๙๑ เปอร์เซ็นต์ ๙๑ เปอร์เซ็นต์ของวัน ทํางาน ท่านได้น้ํามันถูกแบบโชคดีไม่มีมาก่อน แล้วราคาขึ้น ๙๐ เหรียญไปถึงร้อยอยู่เพียง ๗๑ วัน เท่ากับ ๙ เปอร์เซ็นต์ ผมสรุปแผ่นนี้เพื่อจะไปบอกว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์โชคดี ๘๐๐ กว่าวัน ท่านได้น้ํามันราคาถูก แล้วคนไทยได้ความสุขอะไรบ้างจากที่ท่านทํางาน
ท่านไปดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ ท่านไปดูรัฐบาลท่านสมัครนะครับ ทํางานอยู่ ๒๔๑ วันทํางาน โผล่ขึ้นมาครับ ผมต้องขออภัย กราบวิญญาณท่านสมัครนะครับ ท่านซวยครับ ๓๐ ถึง ๗๐ เหรียญ ไม่มีแม้แต่เซนต์ (Cent) เดียว ไม่มีแม้แต่บาร์เรลเดียวครับ ไม่เคยได้ลิ้มรสราคา น้ํามันดิบราคาถูกขนาดนี้ มาถึงมาเจออะไรครับ ๗๐ ถึง ๙๐ เหรียญ ๒๘ วันทํางาน ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ความโชคร้ายของรัฐบาลสมัครนะครับ ๙๐ เหรียญขึ้นไปครับ ขึ้นไปถึง ๑๕๐ กว่าเหรียญ ๒๑๓ วันทํางาน หรือ ๘๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านดูว่าเราทุกข์ตรมขนาดไหนครับ แต่เราก็ประคองสถานการณ์ ผมอยากให้สไลด์นี้กับสไลด์ที่แล้วย้อน ๑ ครั้ง ผมทวนก่อน ท่านจํา ภาพดี ๆ รัฐบาลสมัครทํางาน ๒๔๑ วัน ๘๘ เปอร์เซ็นต์ของวันทํางาน ๒๑๓ วัน น้ํามันดิบราคาเกิน ๙๐ เหรียญถึง ๑๕๐ กว่าเหรียญ ท่านไปดูสไลด์ครับ สไลด์ที่แล้วครับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ทํางาน ๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่โดน ๙๐ เหรียญขึ้นไป นอกนั้นท่านมีความสุขอยู่ที่ ๗๐ ถึง ๙๐ เหรียญ ๖๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านมีความสุข ๓๐ ถึง ๗๐ เหรียญถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๑ เปอร์เซ็นต์ราคาต่ํากว่า ๙๐ เหรียญ/บาร์เรล แล้วท่านได้ความสุขอย่างนี้ท่านโชคดีอย่างนี้ ท่านคืนความสุขให้ประชาชน คนไทยหรือไม่ ไปดูผ่านอีก ๒ สไลด์ครับ อันนี้คือความจริง ผมไม่ตั้งใจจะมาประจานให้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสียหน้านะครับ ท่านดูฝีมือในการบริหารจัดการ ท่านพูดเก่ง หลายคน บอกว่า ดีแต่พูด ท่านดูนะครับประชาชนทั้งประเทศ อันนี้คือตัวเลขของจริงครับ ราคาน้ํามัน ตลาดกลางดูไบ ดอลลาร์ต่อ ๑ บาร์เรลครับ เมื่อวันที่ ๗ เดือนเมษายน ๒๕๕๑ นายกรัฐมนตรี ชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช รองนายกรัฐมนตรีชื่อ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ และเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ราคาน้ํามันดิบซื้อเข้ามา ๑๐๐ เหรียญต่อ ๑ บาร์เรล น้ํามัน ๙๕ ธรรมดา เราขายเท่าไรครับ เราขาย ๓๕ บาทต่อลิตร น้ํามันแก๊สโซฮอล์ ๙๕ เราขาย ๓๑ บาทต่อลิตร น้ํามันดีเซลเราขาย ๓๑ บาทต่อลิตร นั่นคือราคา ณ วันที่ ๗ เดือนเมษายน ๒๕๕๑ ท่านไปดู ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ทําอะไรกับคนไทยครับ วันที่ ๒๕ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เมื่อเดือน ที่แล้วนี้เองครับ ราคาน้ํามันขึ้นปีนขึ้นมาแตะ ๑๐๐ เหรียญเท่ากันนะครับ ท่านบริหารน้ํามันราคา อย่างไรครับ ผมซื้อ ๑๐๐ เหรียญ ผมขาย ๓๕ บาทให้คนไทย ท่านซื้อ ๑๐๐ เหรียญ ท่านขาย ๔๕ บาทให้คนไทยครับ ผมซื้อ ๑๐๐ เหรียญ ผมทําแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ราคา ๓๑ บาทให้คนไทย ท่านทํา ๓๖ บาทให้คนไทยครับ น้ํามันดีเซล ๓๑ บาท ท่านทํา ๓๐ บาท ๓๐ บาทคือ ๒๙ บาทกว่า แต่ท่านอย่าลืมท่านเอากองทุนไปหนุน ๖ บาทต่อลิตรครับ คราวนี้ท่านมาดูครับแผ่นนี้ผมอยากให้ เห็นครับ ราคาถึงเมื่อวานนี้ ๑๔ เดือนมีนาคม ๒๕๕๔ ท่านอภิสิทธิ์ครับท่านทําอะไรกับคนไทย ทั้งประเทศ ท่านซื้อน้ํามันดิบที่ราคาดูไบ ๑๐๘ เหรียญ ท่านขึ้นราคาน้ํามัน ๙๕ ราคา ๑๐๐ เหรียญ ๑๐๘ เหรียญท่านขึ้นมาลิตรละ ๔๘ บาท ๐๔ สตางค์ เผลอ ๆ เช้านี้ขึ้นอีกครับ นี่ครับความสุขที่รัฐบาลอภิสิทธิ์มอบให้กับคนไทยทั้งประเทศ ๔๘ บาท ๐๔ สตางค์ที่ราคาเพียง ๑๐๘ เหรียญ ผมเจอ ๑๕๐ กว่าเหรียญ ผมยังประคองอยู่ที่ ๓๕ บาทได้ อันนี้ผมสงสัยครับ ผมก็ท่านเรียนมาคนละสํานัก คิดตัวเลขต้องผิดแน่นอน แต่จะบอกว่าอะไรก็ตามคนไทย ต้องเติมน้ํามันอย่างนี้ ผมขอดูราคาแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ที่ ๑๐๘ เหรียญครับ ขออนุญาต ผู้แปลนิดเดียวครับ ดูสิครับว่าท่านเอาน้ํามันแก๊สโซฮอล์ ๙๕ มาขายเท่าไร ผมขาย ๓๑ บาท ท่านขาย ๓๗ บาท ๓๔ สตางค์ครับ และน้ํามันดีเซลท่านขาย ๒๙ บาท ๘๙ สตางค์ ผมย้ํานะครับ ท่านเอาภาษีมาบวกเข้าไปอีกเกือบ ๖ บาทครับ ตอนนี้ผมว่าแย่มากครับเรื่องนี้ ท่านบริหารเรื่องนี้ ท่านโชคดีได้น้ํามันถูก แต่น้ํามันดิบของท่านไม่เป็นน้ํามันใสที่ทําให้คนไทยมีความสุขเลยครับ
ดูสไลด์ต่อไปครับ ตรงนี้ครับเป็นสิ่งที่สถานะของกองทุนน้ํามันจะสะท้อนฝีมือบริหาร ของนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านดูนะครับ รัฐบาลสมัครราคาน้ํามันเฉลี่ยตลอด อายุขัยของการทํางานที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ ๑๑๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เราเคยสูงขึ้นไปถึง ๑๕๐ กว่าเหรียญครับ เราไม่เคยลิ้มรสน้ํามันต่ํากว่า ๓๐/๖๐ แต่ท่านอภิสิทธิ์เข้ามาตลอดอายุขัย การทํางาน ๘๐๐ กว่าวัน ท่านได้ราคาเพียง ๗๑ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่านคืนความสุขให้ประชาชน หรือเปล่าครับ เปล่า ประชาชนอาจจะไม่รู้ว่าความสุข แล้วอย่างไรก็ฉันเติมน้ํามันแพง น้ํามันมันคง แพงกระมั่ง เดี๋ยวก็ประกาศขึ้น ๆ ไปดูสิครับว่าท่านทําอะไรกับประชาชนเอาไว้แล้วท่านรักษา คําพูดจริงหรือไม่
ดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ นี่ครับ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนโดยตรงครับ ข้อ ๑ ขึ้นราคาน้ํามัน ท่านขึ้นราคาน้ํามันเบนซินเพื่อไปอุ้มดีเซล อันนี้จะพูดตรง ๆ ก็ไม่ชัดเจนอีก เพราะท่านไปทําให้เกิดการเสื่อมเสียเรื่องน้ํามันปาล์ม น้ํามันดีเซลจึงเดือดร้อน เมื่อน้ํามันดีเซลไม่มี น้ํามันไบโอดีเซลเข้าไปผสมแทน ท่านก็ต้องเอาเงินเขาไปผสมแทน เงินนั้นท่านจึงเอามาจาก กองทุนน้ํามัน ข้อ ๒ ท่านขึ้นดีเซลแบบก้าวกระโดดแน่นอน ลิตรละ ๓-๖ บาท พ่อแม่พี่น้อง จําเอาไว้ ยกเว้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและนายกรัฐมนตรีจะไปกู้เขามาครับ แล้วเอาเงินที่ไหนไม่รู้มาโปะ แล้วประเทศไทยก็เป็นหนี้ต่อไปครับ ผมย้ํานะครับราคาน้ํามันถ้าท่าน ไม่บิดเบือนมากกว่านี้ ท่านต้องก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมหาศาลกับประชาชน
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ตรงนี้สิครับ ตรงนี้จะเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้าครับ ราคาก๊าซ หุงต้มแอลพีจี เมื่อเงินอุดหนุนก๊าซแอลพีจีไม่มีจากราคากิโลกรัมละ ๑๘ บาท ๑๓ สตางค์ ในวันนี้ จะเด้งขึ้นไปถึง ๓๑ บาทขึ้นไปครับพ่อแม่พี่น้อง ท่านพร้อมที่จะรับหรือยัง ท่านพร้อมที่จะกิน ไข่เจียวจากฟองละ ๑๐ บาท ไปเป็น ๒๐ บาทหรือยัง ท่านพร้อมที่จะกินข้าวแกงจานละ ๓๐ บาท ๔๐ บาท ขึ้นไป ๑๐๐ บาทหรือยัง ตรงนี้คือสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในเมื่อท่านไม่มีเงินกองทุนเหลือจากการบริหารผิดพลาดตรงนี้ ราคาก๊าซ หุงต้มแอลพีจีซึ่งไม่มีเงินเข้าไปอุดหนุนจะต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นท่านต้องแก้ไขด่วน วิธีแก้ของ ท่านคือ ๑. กู้เงิน กู้เงินแล้วก็กู้เงิน ถามว่ามีวิธีที่ ๒ ไหม ไม่มีครับ เป็นหนี้ เป็นหนี้ แล้วก็เป็นหนี้ แน่นอนครับ ไปดูต่อไปครับ ข้อนี้สําคัญ แล้วผมต้องเตือนสติประชาชนที่จะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ครั้งหน้าครับ รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้พลาดโอกาสทองในขณะที่ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกลดตัวลง อย่างมากครับ ท่านตัดสินใจแล้วบริหารอย่างด้อยประสบการณ์จริง ๆ ครับ แทนที่จะคืนความสุข ให้ประชาชน อย่างน้อยเขาต้องได้ความสุขในน้ํามันครับ ลิตรหนึ่งผมคํานวณแล้วถ้าผมอยู่เป็น รัฐบาลต่อนะครับ เขาไม่ตั้งให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี สมมุติว่าผมเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ ผม บอกเลยลิตรหนึ่งไม่เกิน ๑๕ บาทครับตอนนั้น แต่คนไทยได้ใช้น้ํามันอย่างนั้นไหมครับ เปล่าครับ ยังคงใช้ ๓๕ ถึง ๔๐ กว่าบาทอย่างเดิม เป็นเพราะอะไรครับแทนที่ท่านจะคืนความสุขให้ประชาชน โดยลดราคาน้ํามัน รัฐบาลกลับทําการที่สวนกระแสครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ นี่ครับ พ่อแม่พี่น้องจําสไลด์แผ่นนี้ให้ดี ๆ ก่อนจะไปกาคะแนน ลงบัตรครับ ก่อนที่จะเข้าคูหาเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์หาเสียงไว้กับประชาชนคนไทย ทั้งประเทศบอกว่า เมื่อผมได้เป็นรัฐบาล เมื่อผมเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ บอกว่าผมจะระงับการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน แต่นั่นปรากฏว่าเปล่าเลยครับ ๙๙ วันทําได้จริง ของท่านไม่ได้เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย ท่านยังคงตั้งหน้าตั้งตาเดินหน้าเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน อย่างต่อเนื่อง ท่านผิดคํามั่นสัญญาที่หาเสียงและเป็นสัญญาประชาคมกับประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ และที่สําคัญที่สุดครับ ท่านโชคดีที่ได้น้ํามันต่ําสุดถึง ๓๒ เหรียญ แต่ท่านไม่เคยคืน ความสุขนั้นให้ประชาชนแม้แต่น้อยครับ ท่านกลับไปทําในข้อ ๒ กลับไปขึ้นเพดานภาษีสรรพสามิต น้ํามันทั้งน้ํามันดีเซลและน้ํามันเบนซิน พ่อแม่พี่น้องหลายคนบอกว่าฉันเบื่อการเมือง ฉันไม่อยากฟัง หลายคนบอกว่าทนทุกข์ทรมานเหลือเกินที่จะฟังเรื่องการเมือง แต่เรื่องนี้การเมืองคือชีวิต ท่านดูนะครับว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ทําอะไร ๒ วัน ๒ คืนเรานั่งถกกันไม่ได้หลับ ไม่ได้นอนในห้องนี้ ทางพวกผมบอกว่าไหน ๆ น้ํามันก็ถูกลงแล้ว ท่านอย่าขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ํามัน แต่ปรากฏทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งท่านนายกรัฐมนตรีช่วยกันบอกว่า ขึ้น ผมจะขึ้น ผมจะเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น สู้กัน ๒ วัน ๒ คืน ท่านเอาพวกยกมือแล้วก็ผ่าน ท่านดูนะครับ
ไปดูสไลด์ต่อไปสิครับ ตรงนี้คือความจริงที่ท่านปฏิเสธไม่ได้ที่น้ํามันแพง แบบบ้าเลือด ทั้ง ๆ ที่น้ํามันโลกถูกลง อย่างโคตรกระหน่ํา ผมต้องใช้ภาษาง่าย ๆท่านดู รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ขึ้นภาษีสรรพสามิต เอาคนแปลออกดูให้นิดหนึ่งสิครับ ตรงนี้จะได้ เจ็บช้ําน้ําใจกันทั้งประเทศ ท่านขึ้นเพดานภาษีน้ํามันดีเซลจาก ๔ บาท สรรพสามิตจาก ๔ บาท ต่อลิตร เป็นราคาใหม่ที่เพดาน ๑๐ บาท ท่านขึ้นภาษีน้ํามันเบนซินจาก ๕ บาท เป็น ๑๐ บาท นี่คือความสุขของคนไทยที่หายไป นี่คือความสุขที่ท่านไม่ยอมคืนครับ นี่คือความสุขในการบริหาร จัดการที่ท่านไม่สามารถทําให้คนไทยทั้งประเทศมีความสุขได้ และนี่คือราคาน้ํามันซึ่งเป็นต้นทุน ชีวิตของคนไทยทุกคนต้องได้รับผลกระทบ
แผ่นต่อไปครับ รัฐบาลน่าจะถือโอกาสปล่อยให้ราคาก๊าซหุงต้มแอลพีจีเป็นไปตาม กลไกตลาดในช่วงที่ราคาน้ํามันถูก ๓๐ บาท เหรียญ ๔๐ เหรียญ ๕๐ เหรียญ แต่ท่านกลับไม่ทํา ประชาชนอาจจะไม่เข้าใจก๊าซหุงต้มแอลพีจีเป็นบาย โพรดักส์ (By product) หรือเป็นผลิตภัณฑ์ ที่เกิดจากการทําปิโตรเคมีและการกลั่นน้ํามัน ตอนนั้นในเมื่อซื้อน้ํามันดิบได้ถูกรัฐบาลน่าจะ ตัดสินใจทํา แต่ก็ไม่ทํา ท่านพลาดโอกาสในการบริหารจัดการด้วยการด้อยประสบการณ์ อย่างชัดเจน
ไปดูแผ่นต่อไป ตรงนี้รัฐบาลน่าจะสร้างความชัดเจนนโยบายว่าก๊าซหุงต้มนี้มันเป็น ก๊าซแอลพีจีนะพ่อแม่พี่น้อง และนโยบายการใช้เอ็นจีวี (NGV) เพื่อการขนส่ง ประชาชนทั้งประเทศ จะได้เข้าใจ ท่านรู้ไหมว่าปัญหาที่ท่านหมักหมมเอาไว้ท่านก่อให้เกิดอะไรขึ้น วันนี้น้ํามันแพง คนแห่ ไปติดตั้งเครื่องแอลพีจีอีก แล้วเดี๋ยวถ้าเกิดแอลพีจีจาก ๑๘ บาท เป็น ๓๐ กว่าบาทล่ะ ประชาชน เขาก็ตาย ตายไม่ใช่ตาย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตาย ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วไหนจะค่าติดตั้งอีก และ เอ็นจีวีนโยบายท่านทําไมไม่ชัดเจน อุตสาหกรรมมาเชื่อมโยงกับพลังงาน และท่านนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานเอง ตรงนี้ท่านผิดพลาดอย่างมหาศาล ท่านต้องบอกเลยว่าเอ็นจีวีคือก๊าซที่ใช้เพื่อ การขนส่ง แอลพีจีเป็นก๊าซที่ใช้เพื่อการหุงต้มบวกกับอุตสาหกรรมบางอย่าง ตรงนี้อธิบายชัดเจน และนโยบายตอนนี้พลังงานก็ไม่ชัดเจนว่า เอ้า แล้วตกลงไปติดตั้งเครื่องดัดแปลงนี้ ติดแอลพีจีเป็น อย่างไร ติดเอ็นจีวีอย่างไร นี่ยังไม่นับถึงหลายคนที่บอกว่าระเบิดย่อม ๆ วิ่งอยู่ตามถนนเต็มไปหมด และนี่ยังไม่นับว่าประชาชนจะต้องเจอราคา ๑๘ บาท เด้งขึ้นไปเท่าไร ถ้าท่านไม่หาเงินมาชดเชย ทัน ผมว่าครั้งที่แล้วที่ผมบอกงบของท่านนายกรัฐมนตรี งบกลาง ๒.๖ แสนล้านบาท เผลอ ๆ ท่านเอามาโปะลงตรงนี้ยังไม่เลยด้วยซ้ํา ผมว่าท่านแก้ปัญหานี้ไม่ได้หรอกครับ
แผ่นต่อไปครับ การบริหารงานผิดพลาดจนทําให้คนไทยไม่ได้รับความสุขจากราคา น้ํามันดิบที่ลดลง แถมยังทําให้กองทุนน้ํามันที่มีอยู่สูงถึง ๓๐,๐๐๐ หมื่นกว่าล้านบาท ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพลังงาน และโดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่ามีเหลือเฟือนี้ได้ลดลงมาและกําลังจะหมดสิ้นลงในเดือนมีนาคมนี้ อย่างแน่นอน ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่ง จากประสบการณ์ทํางานในภาคเอกชนที่ปีหนึ่ง ผมค้าขายได้ปีหนึ่ง ๕ ถึง ๗ แสนล้านบาทต่อปี ผมยืนยันบัญชีมี ๒ หน้า ตัวเลขรายรับ ตัวเลข รายจ่าย เมื่อบาลานซ์ ชีท (Balance sheet) ออกมาแล้วท่านต้องหมดสิ้นงบประมาณของกองทุน น้ํามันไม่เกินสิ้นเดือนมีนาคมแน่นอน ยกเว้นท่านจะไปหาทางสร้างกลเม็ดเด็ดพรายในการเอา ตัวเลขที่ไหนมาใส่ อันนี้ผมตอบท่านไม่ได้ครับ
แผ่นต่อไปครับ ปัญหาใหญ่ที่คนไทยทั้งประเทศจะต้องเผชิญ ราคาน้ํามันดีเซลท่าน จะเอาอย่างไร ท่านจะคุมให้มันอยู่ที่ ๒๙ บาทกว่าจนกว่าเลือกตั้งเสร็จหรือ แล้วราคาน้ํามันเบนซิน ล่ะ ท่านจะขึ้นมาอยู่อย่างไร แล้วก๊าซหุงต้มแอลพีจีล่ะ ทุกอย่างจะขึ้นราคาแบบมโหฬาร พันลึก อนาคตอันใกล้นี้ ผมบอกให้ท่านเลยนะครับ ทุกอย่างคือชีวิต ทุกอย่างคือต้นทุน และทุกอย่างคือผลกระทบจากฝีมือการบริหารจัดการของท่าน
ดูแผ่นต่อไปครับ รัฐบาลนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ครับ ท่านล้มเหลวในการ บริหารจัดการเรื่องพลังงานโดยสิ้นเชิง พลังงานสร้างความมั่งคั่ง สร้างความเป็นอยู่ สร้างชีวิต พลังงานเป็นต้นทุนของคนไทยทุกชีวิตครับ ท่านกินก๋วยเตี๋ยว ๑ ชาม ท่านนั่งรถแท็กซี่ (TAXI) มาทํางาน ท่านขับรถมาทํางาน ท่านเจียวไข่ ๑ ฟอง ท่านปรุงอาหาร ท่านเปิดไฟฟ้า ทุกอย่างพลังงานเป็นต้นทุนของชีวิตคนไทยทุกคนและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่เฉพาะ คนไทยเท่านั้นนะครับ เป็นต้นทุนชีวิตของคนทั้งโลกครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้รัฐบาลของท่าน ล้มเหลวในการบริหารจัดการพลังงานอย่างทั้งหมดทั้งมวลครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ คนไทยจึงต้องเผชิญกับภาวะข้าวยากหมากแพงอย่างสูงที่สุด ในประวัติศาสตร์ คนไทยกําลังจะต้องเผชิญ และจะเผชิญหนักขึ้นโดยลําดับ คําว่า ข้าวยากหมากแพง อาจจะเป็นคําโบราณซึ่งดูเปิ่น เชย ล้าสมัย แต่วันนี้ทุกคนจะต้องลิ้มรสแห่งความข้าวยากหมากแพง สูงสุดในประวัติศาสตร์อย่างทั่วหน้าครับ
ไปดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ ทําไมผมถึงต้องพูดถึงเรื่องน้ํามันปาล์ม ข้อสงสัย ในการทุจริตเรื่องน้ํามันปาล์ม แล้วมาโยงกับกองทุนน้ํามัน มาโยงกับชีวิตของคนไทยที่แขวนอยู่บน เส้นด้าย เรื่องราคาของพลังงาน ท่านดูนะครับ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็น ผู้ดูแลบริหารงานตามพระราชกําหนด แก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง ปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ ท่านต้องนั่งประชุมหัวโต๊ะและใช้ดุลยพินิจประสบการณ์ในการทํางานของ ท่านขึ้นมาตัดสินใจแก้ปัญหา มิใช่ปล่อยให้เกิดความหายนะอย่างนี้กับคนไทยทั้งประเทศครับ
ไปดูข้อต่อไป เพื่อยืนยันข้อมูลตรงนี้ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งไม่ต้องให้กองงานโฆษก ไม่ต้องให้รัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือตัวท่านออกมาแก้ใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านไม่ต้องมาแก้ไขด้วย คารมทางการเมือง ผมขอยืนยันว่าข้อมูลของสถานภาพกองทุนน้ํามันเป็นข้อมูลที่เปิดเผย ในสํานักงานนโยบายและแผนพลังงานของกระทรวงพลังงานชัดเจนอยู่ ณ บัดนี้ ขอประชาชน ทั้งประเทศได้โปรดทราบว่ามิได้มีการบิดเบือนหรือเล่นตัวเลขใด ๆ ทั้งสิ้นครับ
ท่านประธานครับ ผมได้อภิปรายมาหลายอย่างผมขอเปลี่ยนสไลด์แผ่นต่อไปครับ ผมคิดว่าท่านประธาน คนไทยทั้งประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านสื่อสารมวลชนและ ท่านผู้มีใจเป็นธรรมทุกท่านครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้พูดมามันเป็นจุดวิกฤติ มันเป็นจุดเสื่อมสลาย มันเป็นความอ่อนด้อยของประสบการณ์ในการทํางาน และแน่นอนที่สุดความหายนะกําลังมุ่ง เข้ามาเยือน ผมย้ําอีกครั้งนะครับ มองเผิน ๆ น้ํามันปาล์มขวดละ ๓๖ บาท ๓๘ บาท เป็น ๔๗ บาท มองเผิน ๆ ไม่มีอะไรครับ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกองทุนน้ํามันหมดครับ มองให้ลึกลงไปครับ การบริหารงานเรื่องพลังงานผิดพลาดครับ น้ํามันดีเซล น้ํามันเบนซิน ก๊าซแอลพีจี กองทุนน้ํามัน สภาพคล่อง การกู้ เป็นหนี้ เชื่อมโยงกันหมดครับ ทีนี้เราลองมาดูนะครับสิ่งหนึ่งที่ผมจะพูดและผม ต้องพูดครับ ผมดูข่าวโทรทัศน์ตลอด ๑-๒ สัปดาห์ครับ แล้วผมก็ดูข่าวโทรทัศน์ย้อนไปอีก วันที่ นายกรัฐมนตรีออกมายืนที่สนามหญ้าแล้วแถลงผลงานรัฐบาลนะครับ ภาพที่สะท้อนกลับในมุม ตรงกันข้ามท่านกําลังฉายสไลด์ ฉายมัลติวิชั่นสไลด์ (Multi Vision Slide) บอก โอ้ รัฐบาลของ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ประสบความสําเร็จเหลือเกินในการบริหารจัดการประเทศ ทุกอย่างดีหมด จีดีพี (GDP) เติบโต ทุกอย่างดี แต่ท่านเชื่อไหมครับ ๓ วันก่อนหน้านั้นชาวนาออกมา เอาข้าวเปลือกเทเต็มถนน ปิดถนนสายที่จะเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ไปเกิดอะไรขึ้นกับชาวนา ๒๒ จังหวัดหรือครับ ถ้าผมไม่พูดเรื่องข้าว ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ ๑ ของโลก สูงสุดเป็นอันดับ ๑ เราส่งออกข้าว ๙ ถึง ๑๑ ล้านตัน ต่อปี หรือเกวียนต่อปีครับท่าน เป็นข้าวสารล้วน ๆ ข้าวไทย ข้าวหอมมะลิสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก ฝรั่งเรียกเราว่า จัสมิน ไรซ์ (Jasmine Rice) วันนี้บางประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาต้องบอกว่า จะใช้คําว่าอิจฉาก็คงไม่ได้ จัสมิน ไรซ์ หรือข้าวหอมมะลิเราเป็นอันดับ ๑ ของโลก ปลูกได้จาก แหล่งผลิตในทุ่งกุลาร้องไห้ ๒ ล้านกว่าไร่ ท่านดูว่าเกิดอะไรขึ้นนะครับ อเมริกันกําลังทําข้าวออกมา ชื่อลอกเลียนแบบชื่อ แจสแมน ไรซ์ (Jazzman Rice) จัสมิน ไรซ์ กับ แจสแมน ไรซ์ ฟังดูแล้ว เหมือนตลกนะครับ แต่เป็นตลกที่เศร้า รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยังไม่ได้ตระหนัก ถึงเลยว่าการแย่งตลาดนี้กําลังจะเกิดอะไรขึ้นครับ เขาไปปรุงกลิ่นให้ข้าวแจสแมน ไรซ์ ของสหรัฐอเมริกามีกลิ่นใกล้เคียงข้าวจัสมิน ไรซ์ หรือข้าวหอมมะลิของไทย นั่นคือปัญหาข้อที่ ๑ ประเทศส่งออกทั้งโลกของข้าวมีอยู่ ๓ ประเทศครับ คือประเทศไทยเป็นอันดับ ๑ ทิ้งห่างคู่แข่ง อันดับ ๒ คือประเทศเวียดนามและประเทศอินเดีย ปกติทั้งโลกจะมีคนส่งออก ๓ เจ้าเท่านั้น บางปีเราส่งออกได้เป็นอันดับ ๑ ถึงเกินกว่า ๑๐ ล้านเกวียน ข้าวสารนะครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อ คนเกือบ ๒๐ ล้านคน หรือเกินกว่า ๒๐ ล้านคน วันนี้ตามสถิติประชากรไทยเรามีอยู่ที่ ๖๐ กว่าล้านคน ผมเคยเห็นรัฐบาลออกแคมเปญ (Campaign) ๖๓ ล้านความคิด ตัวเลขล่าสุด นะครับ สํานักงานสถิติแห่งชาติได้แจงจํานวนประชากรไทยอยู่ที่ประมาณ ๖๗ ล้านคนครับ เอาละ ตัวเลขจะอยู่ ๖๓ ๖๕ หรือ ๖๗ ล้านคนไม่ใช่สาระสําคัญ สาระสําคัญคือคนบวกลบ ๖๕ ล้านคน เป็นชาวนาถึง ๒๑ ล้านคนโดยประมาณ ท่านไปดูชีวิตของเขากําลังแขวนอยู่บน การทํางานของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอื่น ๆ อย่างไร
มาดูสไลด์เรื่องข้าว ผมมีความจําเป็นนะครับ วันนี้ท่านจะบอกว่าอะไรก็แล้วแต่ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ณ เวลานี้ชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ถูกนําเสนอตามบัญชีแนบรายชื่อ นายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งชื่อมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ครับ ผมจึงมีความจําเป็นต้องเปรียบเทียบ ระหว่างข้าวนายอภิสิทธิ์กับข้าวนายมิ่งขวัญครับ ท่านดูตัวเลขนะครับ ท่านเปลี่ยนระบบ เรื่องการประกันราคา เราใช้ระบบดั้งเดิมเรื่องการจํานําและรับซื้อ ท่านดูคําว่า มิ่งขวัญ กับ อภิสิทธิ์ นะครับ ราคาข้าวเปลือก ข้าวเจ้า ซึ่งเป็นตัวหลักของประเทศครับ สมัยผมอยู่ราคา ๑๔,๐๐๐ บาท ต่อเกวียน ข้าวเปลือกจากชาวนาที่ปลูกขายได้ ๑๔,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ราคาจํานําคืออะไรครับ รัฐบาลจ่ายเงินให้พ่อแม่พี่น้องไป ๑๔,๐๐๐ บาท ได้ข้าวเข้ามาอยู่ในสต็อก (Stock) ของรัฐมีข้าว ซึ่งถือว่าเป็นยุทธปัจจัยนะครับ เพราะประเทศไทยต้องมีข้าว ถ้าเกิดวิกฤติ เกิดภาวะภัยแล้ง เกิดปัญหาคําถามคนไทยจะเอาข้าวที่ไหนกิน เราคงอับอายขายหน้าไปทั่วโลกครับถ้าเกิดคนไทย ไม่มีข้าวจะกิน และต้องซื้อข้าวนําเข้าเหมือนเช่นที่รัฐบาลท่านกําลังบริหารให้เกิดต้องนําปาล์ม น้ํามันเข้ามาอย่างอับอายขายหน้าไปทั่วโลกวันนี้ครับ ท่านไปดูนะครับ ท่านอภิสิทธิ์ตั้งราคาบอกว่า ผมเปลี่ยนระบบ เปลี่ยนระบบเป็นรับประกันราคา ท่านประกันราคาที่ ๑๐,๐๐๐ บาท เอาง่าย ๆ นะครับ คิดด้วยวิธีง่าย ๆ ๑๐,๐๐๐ บาทของท่านคืออะไรครับ ชาวนาขายได้เท่าไร ไม่พอ ผมจ่ายเงินเพิ่มให้จ่ายเงินเพิ่มให้ ผมถามคําเดียว ประเทศจ่ายเงินออกไปแล้วได้ข้าวเข้ามาในสต็อก รัฐไหมครับ ไม่มี ศูนย์ แล้วท่านไปก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการทุจริตคดโกงอีกมหาศาล ซึ่งเดี๋ยว จะมีผู้อภิปรายให้ฟังต่อไปว่าท่านทําอย่างนี้ท่านเอาเงินประเทศไปเทลง เทลงโดยศูนย์หายไป ในระหว่างพ่อค้าคนกลางอย่างไร ต่อมานะครับ เมื่อวันอังคารสัปดาห์ที่แล้วท่านปรับราคาประกัน ขึ้นมาอีก ๑,๐๐๐ บาท เป็น ๑๑,๐๐๐ บาท เพราะอะไรชาวนา ๒๒ จังหวัดมาประท้วง บอกมิเช่นนั้น ๒๒ จังหวัด คนเป็น ๑๐ ล้านคนจะขึ้นมาประท้วงปิดถนนทุกสายเข้าสู่ กรุงเทพมหานคร แล้วท่านไปดูช่องล่างสิครับราคาซื้อขายจริงในตลาดครับ สมัยผมราคารับจํานํา โดยมติคณะรัฐมนตรีผมเป็นคนต่อสู้เรื่องนี้ครับได้มา ๑๔,๐๐๐ บาท ราคารับจํานําข้าวเปลือก ข้าวเจ้า ถามว่าขายได้จริงเท่าไรผมเรียนท่านเลยนะครับ ๑๔,๐๐๐ บาทต่อเกวียนขึ้นไปครับ คําว่า ขึ้นไป แปลว่า ไม่ใช่ ๑๔,๐๐๐ บาท เดี๋ยวท่านไปดูนะครับปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้น แล้วท่านไปดู นะครับไปดูนิดหนึ่ง ครับท่านประกันราคาอยู่ที่ ๑๐,๐๐๐ บาท ราคาขายจริงได้เท่าไรครับ ๖,๐๐๐ ถึง ๗,๕๐๐ บาท ต่อเกวียน แต่ที่เขามาปิดเขามาปิดถนน ๓ วันก่อนท่านแถลง ผลงานรัฐบาลว่าราคาดีเด่น ชาวนาขายข้าวได้เพียง ๕,๗๐๐ บาทต่อเกวียนครับ คําถามถ้าเอา ๑๐,๐๐๐ ลบด้วย ๕,๗๐๐ บาท เงินอีก ๓,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐ บาท ต่อเกวียนท่านเอาเงินที่ไหน เงินของประชาชนแล้วท่านจ่ายไปที่ใครครับ แล้วถ้าเกิดพ่อค้าคนกลางไปทําซิกแซกกับชาวนา ผมบอกท่านเลยนะครับ ตรงนี้คือการก่อให้เกิดหนี้อย่างหายนะ แล้วผมจะฉายให้ท่านดูในตอนท้าย
ไปดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ นี่คือข้าวท่านอภิสิทธิ์ ๑. ราคาข้าวเปลือกเจ้าขายได้ ๖,๐๐๐ ถึง ๗,๐๐๐ บาทต่อเกวียน นี่คือราคาตลาดที่แท้จริง ๒. บางจังหวัดขายได้เพียง ๕,๗๐๐ บาทต่อเกวียนครับ อันนี้ผมย้ํานะครับผมอ้างได้เลยข่าวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ไทยรัฐหน้า ๑ ก็ขึ้นครับ ชาวนาเอาข้าวมากองเต็มถนนเพราะขายได้ ๕,๗๐๐ บาทต่อเกวียนแล้วปิดถนนใหญ่ ถ้าท่านบอกไม่มีจริงแสดงว่าท่านอ่านหนังสือไทยไม่ออก
แผ่นต่อไปครับ ชาวนาจึงเอาข้าวมาเทเต็มถนนก่อนรัฐบาลแถลงผลงานครบรอบ ๒ ปี เพียง ๓ วันเท่านั้น นี่คือของจริง ชาวนาจึงเอาข้าวมาเทเต็มถนนก่อนรัฐบาลแถลงผลงาน ครบรอบ ๒ ปีเพียง ๓ วัน นี่ขึ้นข่าวหน้า ๑ ทุกหนังสือพิมพ์ เพราะเขาขายได้เพียง ๕,๗๐๐ บาท ต่อเกวียน ไปดูแผ่นต่อไปครับ ในสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ ข้าวเปลือกชาวนามีราคา เพียง ๔,๐๐๐ ถึง ๖,๐๐๐ บาทต่อเกวียน รัฐบาลนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์จึงตัดสินใจกําหนดราคารับ จํานําที่ ๖,๐๐๐ บาทต่อเกวียน และนี่เป็นประกาศของคณะรัฐมนตรีในสํานักนายกรัฐมนตรีของ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ด้วย ไปดูข้อต่อไปครับ
นโยบายประกันราคามีจุดอ่อนทําให้ข้าวของชาวนาตกต่ําในราคาขายที่แท้จริง มันมีเครื่องหมายคําถามลึก ๆ พ่อค้าคนกลางกดราคาข้าวชาวนา รัฐบาลไม่ได้มีข้าวเข้ามาอยู่ใน สต็อกแต่ก็เกิดปาฏิหาริย์ครับ ท่านรัฐมนตรีพรทิวามีข้าวอยู่ในสต็อกรัฐสูงเกือบ ๖ ล้านตัน ผมยืนยันนะครับไม่ใช่ในสมัยผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แน่นอนท่านไม่ต้องมาโยน อะไรให้ผมทั้งสิ้น ตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผมมีข้าวในสต็อกรัฐที่รับช่วงมาจาก พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีเพียง ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน เอามาทําข้าวถุงเพื่อแก้ปัญหา การทุจริตข้าวถุง ๓ แสนถุงที่เหลือเก็บไว้เป็นความมั่นคงของรัฐ ๒,๑๐๐,๐๐๐ ตัน สิ่งที่ผมไม่ทํา เด็ดขาดและนี่คือจรรยาบรรณและจริยธรรมของผมก็คือ ผมจะไม่มีวันเอาข้าวในสต็อกรัฐออกมา ถล่มราคาชาวนา ท่านทําอย่างนี้ผมตั้งคําถามไว้ ๒ ข้อนะครับ ๑. เกิดการทุจริตไม่โปร่งใส เอาข้าว ในสต็อกรัฐออกมาขายถึง ๔ ล้านกว่าตัน ข้าว ๖ ล้านตันเหมือนระเบิดเวลา ชาวนาปลูกข้าว ใช้เวลา ๔ เดือน พอข้าวเขาจะสุกผมไม่ทราบว่าเกิดเจตนารมณ์อะไรขึ้น คณะรัฐมนตรี ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการเอาข้าวในสต็อกรัฐมาประกาศขาย ข้าวชาวนาก็ตกลงไปสุด ขีด พอตกไปสุดขีดทําอย่างไรครับ พ่อค้าคนกลางก็เข้าไปซื้อ ตรงนี้มีคําถามเกิดขึ้นคือ ๑. ระบาย ข้าวในสต็อกของรัฐมีการทุจริตไม่โปร่งใสจริงหรือเปล่า ๔ ล้านกว่าตัน ขายออกมาทําไม ใครได้ประโยชน์เดี๋ยวมีผู้อภิปรายแน่นอนครับ ข้อ ๒ ท่านเอามาขายทําไมตอนข้าวชาวนากําลัง จะสุก ท่านทําไมไม่ปล่อยให้ชาวนาเขาขายข้าวสุกได้ราคาดีก่อน ข้อ ๓ ถ้าท่านแน่จริงท่านมีความรู้ เรื่องในการบริหารจัดการในทางธุรกิจท่านทําไมไม่ให้ข้าวราคา ๑๔,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท เหมือนสมัยผม เพราะฉะนั้นอันนี้ผมบอกเลยนะครับเรื่องนี้เป็นเรื่องความอัปยศในการค้าข้าว
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ข้าวถือเป็นความมั่นคงของแหล่งอาหารของชาติ ถามว่ารัฐต้อง มีสต็อกข้าวไหม จะเกิดอะไรขึ้นเหมือนน้ํามันปาล์ม ถ้าเกิดนายกรัฐมนตรีบอกว่า ผมประกันราคา ท่านประกันราคาแปลว่าอะไร ท่านไม่มีข้าวในสต็อกรัฐต่อไป ข้าวในสต็อกรัฐเท่ากับศูนย์ แล้วถ้า เกิดข้าวยากหมากแพง เกิดแมลงลง เกิดอาหารเกิดภัยวิกฤติหรือเกิดสินามิแบบญี่ปุ่น แล้วคนไทย จะเอาข้าวที่ไหนมากิน นโยบายที่ท่านคิดนี่ท่านรอบคอบดีหรือยัง นั่นคือข้อ ๑ นะครับ รัฐบาลต้อง เอาเงินภาษีของประชาชนไปสิ้นเปลืองอีกเท่าไร พอท่านประกันคือท่านจ่ายออกไปให้หมดเลย พอท่านจ่ายออกไปหมดนั่นคืออะไร ท่านไม่ได้ข้าวเข้ามาแม้แต่เม็ดเดียว แล้วที่ ๓ มันไม่เป็นไปตาม กลไกของตลาด ท่านเคยรู้จักหรือเปล่า เจ้าของโฉนดที่ดินอยู่ถนนเจริญกรุง อยู่ถนนสีลม เป็นมหาเศรษฐีมีที่ ๕๐๐ ไร่ ๘๐๐ ไร่ ๑,๐๐๐ ไร่ แล้วชาวนาเขาต้องไปแจ้งประกันราคากับท่าน ผลประโยชน์จะตกอยู่กับใคร ท่านเคยถามอย่างนี้หรือเปล่า การทุจริตตรงนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร อันนี้ ผมคิดว่าท่านยังต้องเรียนรู้อีกเยอะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านอาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ภูมิใจ ว่าหนุ่มที่สุด อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ท่านก็อ่อนด้อยประสบการณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกเช่นกันครับ
ไปดูข้อต่อไปครับ ผมมีความจําเป็นครับเพราะผมกําลังสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี แข่งกับท่าน ผมมีความจําเป็นที่จะต้องบอกข้าวมิ่งขวัญครับ ข้อ ๑ ผมถือว่าเป็นปีทองของชาวนา ไทยในปีที่ผมบริหาร ไม่ว่าท่านจะคิดอย่างไรก็ตาม ผมว่าชาวนาไทยรู้สึกได้อย่างนั้น ข้อ ๒ การออกนโยบายข้าว ผมมีการห้ามตกเขียวครับ อันนี้คือสาระสําคัญ ห้ามตกเขียวแปลว่าอะไรครับ แปลว่า เตือนให้ชาวนาว่าอย่าขายข้าวล่วงหน้าครับ ไม่มี สมัยปีก่อนผมขออภัยนะครับ ปีท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ ๔,๐๐๐ บาทถึง ๖,๐๐๐ บาทต่อเกวียนครับ ปีผมผมบอกชาวนาเลยครับ ผมตัดสินใจออกมาบอกชาวนาอย่างโปร่งใส ไม่มีปิดบังอําพรางว่าไม่มี ๔,๐๐๐ บาทถึง ๖,๐๐๐ บาทต่อเกวียนแน่นอน และที่สําคัญชาวนาอย่าไปหลงกลให้เขาตกเขียว ผมเตือนชาวนา อย่างชัดเจนล่วงหน้าว่าปีนี้ข้าวจะดีสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์และเป็นปีทองของชาวนาไทย พ่อค้า คนกลางฟังแล้วไม่พอใจแต่ท่านไปดูข้อต่อไปครับ
แผ่นต่อไปครับ ผมกําหนดราคารับจํานําข้าวเปลือกเจ้าไว้ที่ ๑๔,๐๐๐ บาท ต่อเกวียนขึ้นไปครับ ๑๔,๐๐๐ บาท ท่านคิดว่าผมกล้าหาญหรือเปล่าครับ แต่ก่อนที่จะเกิด ความกล้าหาญ แน่นอนที่สุดผมต้องศึกษาความเป็นไปได้และความถูกต้องครับว่าราคาตลาดโลก จะเป็นอย่างไรในเมื่อเราเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ ๑ ของโลก อันดับ ๒ อันดับ ๓ ทิ้งห่าง ปีนั้น เกิดภาวะวิกฤติเราต้องคํานวณอย่างนี้หมดแต่นี่ท่านไม่เคยดูสภาพแวดล้อมของโลก เพราะฉะนั้น ข้อ ๔ การกําหนดราคาขายข้าวเปลือกหอมมะลิผมจึงอยู่ที่ ๑๙,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ท่านไปถาม คนขายข้าวหอมมะลิในปีผมว่าเป็นปีทองหรือไม่ปีทอง ชาวบ้านเขาเรียกกิโลกรัมละ ๑๙ บาท เขาขายได้สูงถึง ๒๒ บาท ชาวนามีเงินเป็นฟ่อน ผมกําหนดราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ ๑๔ บาทต่อ กิโลกรัม ชาวนาขายได้มากกว่านั้น
ท่านไปดูข้อต่อไปครับ สไลด์แผ่นต่อไป ข้อ ๕ สําคัญ ผมบอกหลายคนแล้ว ว่าผมเป็นนักยุทธศาสตร์ ท่านก็บอกผมเป็นนักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ ท่านโฆษณา ท่านจะเรียกผมนักอะไรก็แล้วแต่ แต่ภายในการวางยุทธศาสตร์และแนวคิดล่วงหน้าราคา ข้าวสาร ผมกล้าลุกขึ้นมาประกาศว่าจะเกิน ๓๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน โดยให้เหตุผลว่า ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่ง และมีส่วนสําคัญปกป้องราคาและกําหนดราคาโลก วันที่ผมออกไปแถลงข่าวที่ตึกนารีสโมสรบอกว่าราคาข้าวสารส่งออก ๕ เปอร์เซ็นต์ จะเกิน ๓๐,๐๐๐ บาท หรือราคาข้าวหอมมะลิก็จะเกิน ๓๐,๐๐๐ บาท หลายคน หัวเราะเยาะใส่หน้าผมครับ แล้วก็บอกว่า เป็นไปไม่ได้ ด่าผมสารพัดว่า ปั่นราคา ฝันเฟื่อง ละเมอ จินตนาการ แต่ท่านดูวิสัยทัศน์เรื่องนี้ในหน้าต่อไปสิครับ จึงมีผลให้ราคาข้าวส่งออก ที่ท่าเรือกรุงเทพ หรือเอฟโอบี ไพร์ส (FOB Price) ฟรี ออน บอร์ด (Free on Board) ราคาโดยขน ไปส่งเพียงที่ท่าเรือกรุงเทพ ข้าวสารเจ้าขึ้นไปสูงสุดถึง ๓๓,๕๐๐ บาทต่อเกวียน เรื่องนี้เป็นราคา ที่พิสูจน์ได้ และเป็นความจริง ข้าวหอมมะลิราคาสูงถึง ๔๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน และนี่คือคําว่า ปีทองของชาวนา ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้องกลับมาถามตัวเอง แค่ราคาประกัน ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียนข้าวเปลือก ท่านยังทําไม่ได้เลย แล้วท่านจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรหรือ
ไปดูข้อต่อไปครับ ปรากฏการณ์ความสุขในปีทองของชาวนาไทยในปีที่ผมบริหาร จัดการ ท่านดูนะครับ ข้อ ๑ ชาวนาขายข้าวเปลือก ๑ เกวียน ซื้อทองได้น้ําหนักเกิน ๑ บาท หรือ ท่านว่าไม่จริง วันนี้ชาวนาขายข้าวเปลือก ๖,๐๐๐ ถึง ๗,๐๐๐ บาท ทองปาเข้าไปบาทละเท่าไร ท่านจะบอกว่าอะไรก็แล้วแต่ นี่คือความจริงที่เกิดในสมัยผม ข้อ ๒ ราคาข้าวเปลือกต่อเกวียนสูง ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย อันนี้ไม่มีคําใดมาลบได้จึงถึงวินาทีนี้ ถ้าท่านจะย้อนไปสมัย สุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ และอีก ๒๗ นายกรัฐมนตรีจนถึงสมัยท่าน ผมยืนยันว่าราคา ข้าวเปลือกต่อเกวียนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทยครับ ข้อ ๓ ลูกหลานชาวนากลับไปเยี่ยม บ้านตอนช่วงสงกรานต์ กลับเข้ามาเมืองหลวงพ่อแม่เป็นห่วงครับ ให้ข้าวสารลูกมากินด้วย อันนี้เป็นความสุข เป็นความปลื้มปิติ เป็นความห่วงใยของลูกหลานและครอบครัว ข้อ ๔ ตื่นมาตีสี่ ตีห้า พ่อค้าข้าวไม่เคยสนใจใยดี ชาวนามานั่งหน้าสลอนครับ ชาวนาบอกว่าไม่เคยเป็นอย่างนี้ มาก่อนในชีวิต บางคนตีสามมารอแล้ว พ่อค้ามาขอนั่งหน้าบันไดขอซื้อข้าวเปลือกถึงบันไดบ้าน ตื่นขึ้นมาลุงยังไม่ได้แปรงฟันเลย ข้อ ๕ ชาวนาบอกว่าเกิดมาเพิ่งเคยพบ ได้รับการลด แลก แจก แถม ยิ่งกว่าโคตรอภิมหาโปรโมชั่น (Promotion) ใด ๆ จากพ่อค้าคนกลาง ทุกทีชาวนาต้อง ไปกราบเขาว่าซื้อข้าวผมทีเถอะ ปรากฏพ่อค้าคนกลางมาบอกผมจะมารับซื้อข้าวลุง ผมแถม เกี่ยวข้าวให้ฟรี แล้วก็ขนส่งข้าวไปส่งโรงสีให้ฟรี ลุงก็ถามบอกว่าทําไมใจดีหนักหนาปีนี้ เพราะถ้าลุง ไม่ขายข้าวให้คนนี้อีกคนเขาก็จะแถมให้ นี่คือความสุขที่ชาวนาได้รับครับ
ไปดูข้อต่อไปครับ ชาวนามีเงินซ่อมบ้าน วัสดุ หลังคา กระเบื้อง ซ่อมบ้านกันน้ํารั่ว ซื้อมอเตอร์ไซค์ ซื้อรถปิกอัพ (Pickup) ข้อ ๗ สิครับสําคัญ ท่านต้องไปดู เป็นปรากฏการณ์ปีแรก ที่ชาวนาใช้หนี้ธนาคาร ธ.ก.ส. ได้ก่อนกําหนด แล้วบางคนเคลียร์หนี้เคลียร์สินที่ค้างมาหลายปี
ข้อต่อไปครับ ตรงนี้แปลกนะครับ แล้วผมว่ามันน่าจะมีในปีเดียวกระมัง ชาวนา ต้องดูแลข้าวจนได้เก็บเกี่ยว ยิ่งข้าวใกล้จะสุก เพราะข้าวมีค่าดั่งทอง จึงได้ไปถือปืนนอนเฝ้าคันนา กันข้าวหาย และนี่คือปรากฏการณ์ข้าวสมัยผมครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ผมติงราคาลําไยเพื่อฝากไปถึงการบริหารจัดการของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นะครับ เกษตรกรในภาคเหนือปลูกลําไย ๑๐ ถึง ๑๒ จังหวัดครับ ลําไย เป็นผลไม้ที่แตกต่าง จะออกฤดูกาลเพียงปีเดียวเป็นส่วนใหญ่ ท่านดูลําไยมิ่งขวัญกับลําไยอภิสิทธิ์ มาเทียบกันนะครับ และเดี๋ยวจะหาว่าผมไม่แฟร์ (Fair) กับท่าน ผลผลิตลําไยในปีที่ผมเป็น รองนายกรัฐมนตรีอยู่ อยู่ที่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าตันครับ ผลผลิตลําไยในปีก่อน ของท่านก็อยู่ ที่ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ถ้าผลผลิตมันน้อย อันนี้มันคือความต่างในด้านราคา แต่ท่านดูผมทําราคาให้ ชาวบ้านนะครับ ผมทําแมชชิ่ง มาร์เก็ต (Matching Market) ผมฝากท่านนายกรัฐมนตรีบอกไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย ประเทศที่กินลําไยเป็นล่ําเป็นสันคือประเทศจีน ประเทศ ไต้หวัน ประเทศฮ่องกง ประเทศสิงคโปร์ และอีกหลายประเทศ หลาย ๆ ประเทศเชื่อว่าลําไย เป็นยาโป๊ว ประเพณีกินน้ําชาของคนจีนคือเอาลําไยไปตบแล้วทําให้น้ําชาหอมขึ้น เพราะฉะนั้น ท่านต้องรู้จักว่าตลาดอยู่ที่ไหน ผมจึงได้จัดให้มีผู้ซื้อจากประเทศต่าง ๆ เข้ามา การสื่อสารระหว่าง สหกรณ์ลําไยในจังหวัดต่าง ๆ ภาคเหนือเขาพูดกันไม่รู้เรื่องจึงต้องเอาผู้แปลทั้งภาษาจีน ภาษา แมนดาริน ภาษาฮกเกี้ยน ภาษาไต้หวัน แล้วแต่ ท่านดูนะครับ ลําไยมิ่งขวัญตอนนั้น ๒๕ บาทต่อ กิโลกรัมที่ผลผลิตโดยประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ขายได้ ๗.๕๐ บาทต่อ กิโลกรัม ชาวสวนลําไยน่าจะรักท่านนะครับ คะแนนภาคเหนือท่านคงดี นําโด่งแน่นอนเที่ยวนี้ เมื่อดูสไลด์แผ่นนี้ แต่ปีนี้ขอโทษนะครับ ท่านอย่ามาเถียงผมข้าง ๆ คู ๆ เลย บอกว่าปีนี้ขายได้ ๒๕ ถึง ๒๗ บาท ขอโทษนะครับ ลําไยออกมาเพียง ๘๐,๐๐๐ กว่าตันเท่านั้นครับ ที่จริงถ้าคํานวณ อย่างนั้นท่านต้องขายได้ ๔๐ บาทขึ้นครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ เรื่องนี้ผมอยากจะบอกว่าการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในเรื่องโครงสร้างราคาสินค้าเกษตร ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหาร รายใหญ่และป้อนสู่ตลาดโลก ผมเน้นคํา ๆ นี้นะครับ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่และ ป้อนสู่ตลาดโลก
ท่านดูสไลด์แผ่นต่อไปนะครับ ทําให้มีผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรและ ค่าครองชีพคนไทยอย่างรุนแรง ผมย้ํานะครับ ประชากรในประเทศนี้ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ทํามา หากินเกี่ยวกับการเกษตร ๒๐ กว่าล้านคนปลูกข้าวครับ เพราะฉะนั้นปัญหาที่จะตามมาอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้คืออะไรครับ ราคาน้ําตาล ราคามะนาว ถ้าหูผมไม่เฝื่อนไปนะครับ น้ํามะนาวจะอยู่ที่ กิโลกรัมละ ๖๐ กว่าบาท ราคาไข่ชั่งกิโลครับ เกิดมาชีวิต ๕๐ กว่าปีผมเคยได้ยินครั้งแรกในวันนี้ ไข่ชั่งกิโลครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไปกินข้าวแกงหรือเปล่าครับ วันนี้ไข่ฟองละ ๓ บาททอด มีไหมครับ ไม่มีครับ ๗ บาทครับ ๑๐ บาทครับ ราคามะพร้าวละครับ ราคากะทิละครับ แล้วที่ สําคัญน้ํามันปาล์มที่ท่านบริหารผิดพลาดนี่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของสบู่ต้องใช้น้ํามันปาล์มครับ น้ํามัน ปาล์มกําลังจะขอขึ้นราคาอีกมหาศาล และสินค้าอื่น ๆ จะประดังประเดแล้วคนไทยจะอยู่ได้ อย่างไรครับจากการทํางานของท่าน
ไปดูแผ่นต่อไปครับ จึงสรุปได้ว่าการบริหารจัดการที่ล้มเหลวและขาดประสบการณ์ ได้นําชีวิตคนไทยทั้งประเทศและระบบเศรษฐกิจของประเทศเสียหายอย่างยับเยิน ย่อยยับมาก่อน
ไปดูแผ่นต่อไปนะครับ ผมจะมีเวลาอีกจํานวนหนึ่ง จึงสรุปได้ว่าเราเข้าสู่ ข้าวยาวกหมากแพง ค่าครองชีพฝืดเคือง หนี้สินของคนไทยและของประเทศล้นพ้นตัวแน่นอน ถ้าพูดถึงหนี้สิน ผมขอต่อสไลด์เลยครับ
สไลด์แผ่นต่อไปเลย การทุจริตเงินคอร์รัปชันเรียกสินบนหัวคิวใต้โต๊ะ ทําให้เกิด เงินภาษีอากรของประเทศรั่วไหลออกนอกระบบ ท่อนนี้ละครับเป็นท่อนที่จะเปิดอภิปราย ไม่ไว้วางใจแต่ละเรื่อง ผมยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมเป็นผู้ยืนยันที่จะนํายื่นญัตติการอภิปราย ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและเที่ยวนี้เราพยายามทําอย่างเป็นระบบมากที่สุด ท่านฟังแล้วอาจจะ ตกใจนะครับ ท่านคิดว่าข้าราชการที่รักท่านอยู่นี่เขาทนไม่ได้ เพราะเขาถูกบังคับให้ร่วมมือทุจริต และคดโกง ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามนะครับ เอกสารการทุจริตหลั่งไหลเข้ามา เมื่อเราจะยื่นญัตติไม่ ไว้วางใจ ๕๐ กว่าเรื่องครับ เรามีการสกรีน เอ้าท์ (Screen out) หรือตัดออกไปเหลือ ๔๐ เรื่อง แล้วเราก็มาสั่งตัดอีกจนเหลือ ๒๐ กว่าเรื่องครับ และกําลังจะนําเข้าสู่การอภิปรายนี้ให้ต่ํากว่า ๒๐ เรื่อง ประชาชนทุกท่านครับ ๓ วัน ๔ วันนี้ท่านอาจจะดูว่าเป็นความเบื่อหน่ายพูดอะไรกันนัก กันหนา แต่ผมขอยืนยันทุกเรื่องถูกสรรหามาฟังแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร บนผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ แล้วผมยืนยันว่าไม่มีซ้ําเรื่อง ซ้ําราวขี้ม้าเลียบค่าย ฟันธงตรงประเด็น เปิดหลักฐานได้ เปิดทันทีครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่ดูแลเรื่องการทุจริต ท่านให้สัมภาษณ์ออกมาครับ ไปปาฐกถาที่หนังสือพิมพ์ ถ้าจําไม่ผิดคือไทยรัฐนะครับ หรือ หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง ท่านบอกว่าเงินที่ไหลออกนอกระบบเป็นเงินใต้ดินหรือใต้โต๊ะเกิดจาก คอร์รัปชันมากกว่าปีละ ๑ แสนล้านบาท นี่คือประธาน ป.ป.ช. เพิ่งกล่าวไปเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วครับ ภายใต้รัฐบาลการดูแลบริหารงานของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับ ท่านไปดูข้อต่อไปครับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทําวิจัยครับ เงินไหลออกไปสู่นอกระบบจากการคอร์รัปชันเกินกว่าปีละ ๒ แสนล้านบาทครับ ท่านว่าเยอะหรือไม่เยอะนะครับท่านถามตัวเอง ๒ แสนล้านบาท ท่านมาให้ เป็นเบี้ยคนชราเพียงไม่กี่หมื่นล้านบาท ท่านเอามาจ่ายอะไรออกมาไม่กี่หมื่นล้าน ๒ แสนล้านบาท นี่คือทุจริตที่ถูกวิจัยและจับได้นะครับ
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ถ้าพูดถึงเรื่องการทุจริตต่าง ๆ นะครับ บุหรี่ผมจะเกริ่นนําไว้ให้ ท่านร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง เดี๋ยวท่านจะมาพูดลีลาของท่านดุเดือดเผ็ดมันแค่ไหน ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งไม่ติดแน่นอนครับ บุหรี่ทุจริตโกงภาษี ๖๘๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านไปดู เนื้อหาผมจะตั้งประเด็นไว้เฉย ๆ ว่าคําถามคืออะไรครับ
แผ่นต่อมาครับ ท่านดูคําถามง่าย ๆ ๑๐ ประเด็นโดยประมาณ บุหรี่มีผู้นําเข้ามา ในประเทศไทยนี่ ๔ บริษัทครับ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไทยแลนด์ ลิมิเต็ด (Phillip Morris (Thailand Limited) กับอีก ๓ บริษัทนําเข้ามา เอ่ยเลยนะครับ ไม่ได้โฆษณาให้สูบบุหรี่ บุหรี่ ที่นิยมสูบมากที่สุดคือบุหรี่มาร์ลโบโร (Marlboro) ครับ ต่อไปครับ นี่ครับ แค่ตรงนี้ท่านตอบเอาตัว ให้รอดนะครับ การสําแดงราคาเพื่อเสียภาษีครับ บริษัท บางกอก แอร์เวย์ (Bangkok Airway) นําเสนอเข้ามาในราคาต้นทุนซองละ ๓๐ บาท ๓๙ สตางค์ บริษัท คิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (King Power International) จํากัด นําเข้ามาซองละ ๒๗.๔๖ บาท ท่านดูราคาทีละตัวนะครับ ๔ บริษัทนําเข้า ต่อไปครับ บริษัทอลิส อินเตอร์ จํากัด (Alice International co.,ltd) นําเข้ามา ซองละ ๒๒ บาท๑๓ สตางค์ แต่บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไทยแลนด์ ลิมิเต็ด ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเทวดา หรือเปล่าครับ นําเข้ามาซองละ ๗ บาท ๗๖ สตางค์ครับ ท่านไม่รู้สึกอะไรหรือครับ ย้อนไปสไลด์ แผ่นหน้าอีกทีสิครับ เจ้าแรกเอาเข้ามา ๓๐ บาท ๓๙ สตางค์ เจ้าที่ ๒ เอาเข้ามา ๒๗.๕๖ บาท เจ้าที่ ๓ เอาเข้ามา ๒๒.๓๓ บาท เจ้าสุดท้าย ๗.๗๖ บาท นี่คือตัวของปัญหาครับ มันจะเป็นไปได้ อย่างไรบุหรี่ราคาต่างกัน ๓-๔ เท่าตัว เป็นไปไม่ได้ครับท่าน ท่านต้องตอบคําถามนี้ ท่านตอบไม่ได้ ท่านต้องลาออกกลางสภาครับ
แผ่นต่อไปครับ ๒. การคํานวณภาษีบุหรี่ฟิลลิป มอร์ริส ลิมิเต็ด สําแดงภาษีนะครับ ซึ่งแนวโน้มหน่วยงานของภาครัฐบอกว่ามีแนวโน้มต่ํากว่าข้อเท็จจริงครับ ทําให้รัฐสูญเสียรายได้ งานนี้ ๖๘,๘๐๐ กว่าล้านบาทครับ เงินตั้ง ๖๘,๘๐๐ กว่าล้านบาท กองทุนน้ํามันท่านยังเหลือ ๔,๘๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วภาษีนี่ท่านยกไปดื้อ ๆ ได้อย่างไร
ท่านไปดูข้อต่อไป บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ลิมิเต็ด นําบุหรี่เข้ามาจากประเทศไทย นํามาประเทศฟิลิปปินส์ครับ ท่านว่าแปลกหรือไม่แปลกท่านดูข้อนี้ดี ๆ นะครับ ตามมาให้ดี ๆ เลย นะครับ สําแดงราคาที่ประเทศไทยบอกว่าต้นทุนซองละ ๗.๗๖ บาท ผมถามนิดหนึ่งนะครับ วันนี้ คนที่สูบบุหรี่มาร์ลโบโรทั้งหลายจะด่าโคตรพ่อ โคตรแม่ใครไม่รู้นะครับ เพราะราคาไปถึงผู้บริโภค อยู่ที่ซองละประมาณ ๘๐ บาทครับ ท่านลองนั่งนึกดูนะครับ สําแดงราคาที่ประเทศไทยนําเข้ามา ๗ บาท ๗๖ สตางค์ ราคาถึงคนสูบบุหรี่ปุ๋ย ๆ ๘๐ บาทครับ มันเกิดอะไรขึ้นหรือครับกับประเทศนี้ ไปดูแผ่นต่อไปครับ แต่กลับสําแดงราคานะครับ บริษัท ฟิลิปส์ มอร์ริส ลิมิเต็ด ผลิตที่ประเทศ ฟิลิปปินส์ นําเข้าประเทศไทย ๗.๗๖ บาท แต่กลับสําแดงราคานี้ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตสูงกว่าประเทศไทยอยู่ที่ราคา ซองละ ๑๓ บาท ๙๐ สตางค์ ซึ่งแพงกว่า สําแดงต้นทุนภาษีต่างประเทศกับประเทศไทยถึง ๒ เท่าตัว ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คณะรัฐมนตรี ทั้งคณะ กรมศุลกากรไม่ตะหงิดใจหรือครับ ว่ามันต่างกันได้อย่างไร เขาผลิตที่โน้นเขายังสําแดงภาษีที่โน้นแพงกว่า ๒ เท่าตัว ตรงนี้ท่านผิดปกติ แน่นอน สมองท่านเพี้ยนแน่นอน เรื่องนี้ผมดูนะครับ ท่านตอบคําถามนี้ไม่ได้ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง ผมขอท้าท่านให้ลาออกกลางสภานี้ครับ
ข้อต่อไปครับ มีการตรวจพบเรื่องราวการเสียภาษีผิดปกติและดําเนินเรื่อง มาอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้ผมต้องเอามามัดท่านให้ดิ้นไม่ได้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ไม่มีการตัดสินใจใด ๆ คาราคาซังมาถึงปี ๒๕๔๙ เพราะอะไร เพราะต้องสืบสวนข้อเท็จจริง จับให้มั่นคั้นให้ตายครับ ปี ๒๕๔๙ ท่านมาดู เกิดอะไรขึ้น
แผ่นต่อไปครับ กรมสรรพสามิตได้เรียกให้ดีเอสไอ (DSI) นายกรัฐมนตรีทักษิณ ได้รับเรื่องและให้ดําเนินการทันที นี่คือความต่างครับ แต่เรื่องคาราคาซังมา ผมไล่ให้ท่าน ความจริง เดือนตรงนั้นนายกรัฐมนตรีทักษิณรับเรื่องไว้เพียงเดือนเดียวแล้วเกิดการปฏิวัติเรื่องจึงไม่ได้ดําเนิน ต่อไป เรื่องคาราคาซังข้ามมาจนอีก ๒ รัฐบาล มาจนถึงรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ในเดือน กันยายน ปี ๒๕๕๒ อธิบดีดีเอสไอ ซึ่งผมจําเป็นต้องระบุชื่อให้ชัดเจน เพราะท่านได้ย้ายเขาออกไปแล้ว ชื่อนายทวี สอดส่อง ครับ ได้ไปตามเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและสั่งให้ดําเนินการเรื่องนี้ยื่นต่อ นายกรัฐมนตรี
ท่านไปดูข้อต่อไปครับ ในเดือนเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้รายงานกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์รับทราบและจัดการเรื่องนี้ โดยด่วน ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท
ไปดูแผ่นต่อไปครับ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มีบัญชาถึงหน่วยงานต่าง ๆ ผ่านบุคคล เป็นใคร เดี๋ยวท่านเฉลิมมาเปิดเผยเองครับ อัยการ ดีเอสไอ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร โดยให้บุคคลผู้ใกล้ชิดอ้างว่าหาข้อมูลเพิ่มเติม แล้วท่านดูข้อมูล เพิ่มเติมแล้วไปเกิดอะไรขึ้นในข้อหน้าครับ ผลของการประชุมก็คืออัยการสั่งไม่ฟ้อง ข้อนี้ท่านต้อง ตอบคําถามให้กับคนทั้งประเทศได้รู้ว่า ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านกล้าดีอย่างไรจึงไปแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม
ไปดูสไลด์แผ่นต่อไปครับ จึงมีคําถามเกิดขึ้นมาว่า ๑. ไทยสูญเสียภาษีอากรจาก กรณีดังกล่าวถึง ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท เงินนี้เป็นสิ่งที่ควรจะได้เข้าประเทศไม่ใช่หรือครับ ข้อ ๒. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์แทรกแซงหน่วยงานของรัฐหรือเปล่า ทําให้อัยการสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ หรือเปล่า ถือว่าใช้อํานาจโดยไม่โปร่งใสและขาดจริยธรรมหรือไม่ มีเครื่องหมายคําถาม ทั้งประเทศแล้วครับ
ข้อต่อไปครับ ทําไมท่านนายกรัฐมนตรีจึงไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ยุติธรรม ในเมื่ออัยการเขาเสนอเรื่องมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าเขาจะยื่นฟ้อง ทําไมไม่ปล่อยเขายื่นฟ้อง แล้วศาลสถิตยุติธรรมของไทยได้พิจารณาคดีด้วยตนเอง ท่านไปตัดตอนให้มันจบออกก่อนทําไม ท่านไปจําหน่ายเรื่องนี้ออกไปได้อย่างไร คนทั้งประเทศเขาจะคิดได้อย่างไรว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น คนใกล้ชิดของท่านจะเกิดอะไรขึ้น เงินไม่ใช่น้อย ๆ นะครับ ผมย้ําอีกครั้ง นี่คือคําถามและข้อสงสัย ของคนไทยทั้งประเทศแน่นอนครับ
แผ่นต่อไปครับ การทุจริตอื่น ๆ ภาษีบุหรี่ น้ํามันปาล์ม การระบายสต็อกข้าว การซื้อที่ดินของการประปาส่วนภูมิภาค
ไปดูแผ่นต่อไปครับ รถเอ็นจีวีเขาว่ามีการซื้อรถแล้วแถวสัมปทาน ท่านรัฐมนตรีต้อง ออกมาตอบให้ได้มันเป็นไปได้อย่างไร ซื้อรถแล้วได้แถมสัมปทานเกิดมาก็เพิ่งเคยเจอ ผมทํา โปรโมชั่นมาตลอดชั่วชีวิตไม่เคยมีอย่างนี้ สลากกาชาดครับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมตอบได้เลยครับ ทําไมเอกสารโต้ตอบของราชการเขาเขียนไว้อย่างนั้นมันเกิดอะไรขึ้น หลายคนคิดว่าคงเป็นเรื่องอินไซเดอร์ (Insider) เรื่องหุ้น อาจจะไม่ใช่นะครับท่าน เรื่องนี้ จําเป็นต้องมาเปิดกลางสภาให้ได้รู้แจ้งเห็นจริงแล้วท่านต้องตอบคําถามได้ว่าโครงการ ในพระราชดําริต่าง ๆ เกิดอะไรขึ้นครับ โครงการการทุจริต ๓จี (๓G) ในหลากหลายรูปแบบ ท่านต้องตอบครับ โครงการรถไฟฟ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมต้องออกมาตอบให้ได้ ครับ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลสั่งระงับให้ท่านดําเนินการแล้ว ท่านจะตอบว่าอย่างไร อันนี้ ออกมาเป็นคําพิพากษาของศาลเรียบร้อยด้วย ตอนเราทํายังไม่เสร็จตอนนี้คําพิพากษาศาลออกมา ชัดเจนแล้วครับท่าน
ไปดูแผ่นต่อไปครับ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ สถานภาพทางการเงินด้วยเวลาที่มี จํากัด ผมจะไล่ท่านไปอย่างเร็ว ๆ ถ้ามีความจําเป็นท่อนนี้ผมจะฉายแบบรวดเร็วเพื่อให้ทันก่อน ข่าวเที่ยง และผมจะนํามาย้ําให้คนไทยอีกทั้งประเทศได้ทราบอีกทีว่าบัดนี้เราจะถึงกาลอวสาน แล้วครับท่าน เราจะสิ้นชาติกันแล้ว สถานภาพทางการเงินและการบริหารที่ล้มเหลวก่อให้เกิด หนี้สินอย่างมหาศาลแก่คนไทยแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมอยากฉายสไลด์ ต่อไป ผมลองเปิดให้ท่านดูเป็นเบา ๆ ผมจะไล่ท่านรัน ทู (Run to) เร็ว ๆ นะครับ งบประมาณ ประจําปีสูงสุดในประวัติศาสตร์ครับ ๒. เป็นงบที่ขาดดุลสูงสุดในประวัติศาสตร์ ๔.๒ แสนล้านบาท ครับ ๓. ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นรายจ่ายประจํา ลงทุนมีแค่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ๓.๔ แสนล้านบาท ต่อไป ครับหนี้ที่เกิดจากการชดเชยการขาดดุลงบประมาณครับ