สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ วิพากษ์วิจารณ์หนี้สินของรัฐบาล โดยอ้างว่าหนี้สินของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์วาจirasakdi มากถึง 1.49 ล้านล้านบาท และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกมาตอบคำวิจารณ์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบริหารงานที่ล้มเหลวและการกู้ยืมเงินสูง และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดปกติและทุจริต

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แบบสัดส่วน

กราบขอบพระคุณท่านประธาน ผมหวังว่าข้อมูลวันนี้จะเป็นข้อมูลที่เที่ยงตรงให้ประโยชน์กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ และ ที่สําคัญที่สุดจะเป็นการตัดสินใจของคนไทยทั้งประเทศครั้งสําคัญครับ ผมขอต่อเข้าไป นะครับ นี่คือหนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับ ที่ผมบอกว่า ๑.๔๙ ล้านล้านบาท แล้วท่านเถียง บอกไม่จริง ท่านลองดูนะครับ ปี ๒๕๕๒ ครับ ท่านได้กู้จริงจ่ายจริงไปที่ ๔๔๑,๐๖๐ ล้านบาท ผมย้ํานะครับ ผมไม่ได้มีเจตนาท้าทายท่านไม่ต้องมาเถียงผมครับ ผมเป็นกรรมการบริหาร ในองค์กรหลายแสนล้านบาท ผมดูอย่างนี้ ตัวเลขนี้ผมยืนยันท่านอย่าเวลาไปตรวจสอบเท็จจริง อย่างไร ข้อที่ ๒ ปี ๒๕๕๓ ท่านก่อให้เกิดหนี้อีก ๒๓๕,๕๗๕ ล้านบาท กู้จริงครับ ถ้าเป็นหนัง เขาบอกว่า เล่นจริง เจ็บจริง ไมใช้สแตนด์ อิน (Stand in) งานนี้ท่านทําแน่นอน เรียบร้อยแล้วด้วย ข้อที่ ๓ ปี ๒๕๕๔ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ออกเป็นพระราชบัญญัติการเงินและงบประมาณ เรียบร้อยหมดแล้วครับ ท่านจะบอกว่าจริง ไม่จริง ท่านออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านสภานี้ ทั้งหมดแล้ว ข้อที่ ๔ ทําไมผมจึงเอา พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็ง ปี ๒๕๕๒ อีก ๔ แสนล้านบาท เข้ามาบวก นักการเงิน การคลังทั้งประเทศ สํานักงบประมาณ โปรดฟังให้ดีว่าทําไมผมจึงเอา ๔ แสนล้านบาทมาบวกเป็น ๑.๔๙ ล้านล้านบาท สมมุติ ผมต่อให้ท่านผมเอา พ.ร.ก. เงินกู้ ไทยเข้มแข็ง ๔ แสนล้านบาททิ้งออกไป ๔๔๑,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๒ ๒๓๒,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๓ ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๔ แค่ผมเอา ๓ ปีบวกกันก็เกินกว่า ๑.๐๙ ล้าน ล้านบาทแล้ว ก็สูงที่สุด นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๗ ของประเทศไทยก่อหนี้สูงที่สุดนับตั้งแต่ มีนายกรัฐมนตรีรวมกันมา ๒๗ ท่าน อันนี้ผมย้ํานะครับ สมมุติว่าผมตัด ๔ แสนล้านบาท ไทยเข้มแข็งออก แต่ทําไมผมไม่ตัดครับ เพราะท่านได้กระทําบางอย่างซึ่งวันนี้ผมมีความจําเป็น จะต้องเปิดโปงหน้ากากของการคิดผิดปกติตรงนี้ของท่านออกให้คนไทยทั้งประเทศให้รับรู้ว่า ท่านคิดอะไร ท่านทําอะไรกับคนไทยทั้งประเทศ เพราะ พ.ร.ก. ปี ๒๕๕๒ นี้ท่านเอาโยนเข้ามา ท่านใส่ในปี ๒๕๕๒ ท่านกู้ไปแล้ว ๔ แสนล้านบาท ก่อนที่ผมจะลืม ครั้งที่แล้วนายกรัฐมนตรีบอกว่า งบปี ๒๕๕๒ นี้เป็นงบประมาณที่เกิดจากรัฐบาลนายกรัฐมนตรีชื่อสมัคร สุนทรเวช ซึ่งผมนั่งเป็น รองนายกรัฐมนตรีอยู่ แล้วต่อมาที่ท่านสมชาย อยู่ ๆ จะเอาหนี้ ๓ แสนล้านบาทมาโปะให้ท่าน อย่างไร เดี๋ยวผมจะเปิดความจริงให้คนไทยได้รับรู้ทั้งประเทศว่าท่านจะมาใช้วาทกรรม ทางการเมืองอย่างนี้กับผมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว วันนี้เป็นวันที่ผมเป็นตายอย่างไรผมไม่ยอมท่าน แน่นอน

ไปดูแผ่นต่อไปครับ หนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ปี ๒๕๕๒ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี งบประมาณพระราชบัญญัติการเงินประชาชนอาจจะฟังยาก แต่ผม จะเล่าให้คนไทยทั้งประเทศเข้าใจได้ด้วยภาษาง่าย ๆ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์เข้ามาเป็น นายกรัฐมนตรีโดยไปแถลงนโยบาย ตอนนั้นเป็นข่าวฮือฮามากที่กระทรวงการต่างประเทศ เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๑ การรับพระบรมราชโองการเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว เดือนธันวาคมท่านจึงมาแถลงนโยบาย ที่กระทรวงการต่างประเทศเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นท่านฟังดี ๆ นะครับ นายกรัฐมนตรีสามารถยับยั้งหรือแขวนงบประมาณที่รัฐบาลก่อนได้ทําไว้ เพื่อไม่เป็นงบไปใช้จ่าย ในกระทรวงต่าง ๆ ๓ แสนล้านบาทนั้นได้ แต่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กลับไม่ยับยั้งหรือแขวน งบประมาณนั้นเลย ท่านมีสิทธิแม้แต่กระทั่งบอกว่า ผมไม่เอา ผมแขวนงบ ผมจะใช้งบสมดุล ท่านพูดได้ แต่ท่านกลับยืนยัน นี่คือข้อผิดพลาดของท่านเบื้องต้นข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ นายอภิสิทธิ์ สามารถออกงบประมาณใหม่เป็นงบประมาณสมดุลได้ แต่ท่านไม่ทํา ท่านกลับบอกว่า ๓ แสนล้านบาทนี้ผมรับ ผมจะเอามาใช้ เท่ากับท่านเต็มใจ ภูมิใจ และยืนยันจะใช้เงินเกิน งบประมาณ ๓ แสนล้านบาทเป็นงบขาดดุล

ไปดูข้อ ๓ ครับ ข้อนี้สิครับ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยืนยันใช้งบประมาณ ขาดดุล ๓ แสนล้านบาท และบริหารงานที่ล้มเหลวไม่เป็นประสิทธิภาพจนทําให้เกิดภาวะเงินกู้สุทธิ ที่แท้จริง สูงถึง ๔๔๑,๐๖๐ ล้านบาท ท่านรับมา ๓ แสนล้านบาท แล้วท่านยังไปกู้อีกต่างหาก ท่านทําให้ประเทศนี้เป็นหนี้มากขึ้นกว่าที่งบขาดดุลที่ท่านรับมาอีก ผมบอกให้เลยนะครับตรงหนี้ ท่านอ่อนด้อยทางประสบการณ์อย่างชัดเจนที่สุดทางการเงิน การคลังครับ

ไปดูข้อต่อไปครับ ตรงนี้สิครับน่ากลัว แล้วผมจะไม่ให้อภัยท่านเด็ดขาด ข้อ ๔ ท่านบอกนอกจากนี้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังไปประกาศ ออก พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็ง ทําให้เกิดหนี้ขึ้นมาอีกและได้กู้เต็มวงเงินไปแล้ว ๔ แสนล้านบาท ไปอีกต่างหาก ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ ถ้าผมจะพูดกับท่านตรง ๆ ปีนั้นท่านล่อเข้าไป ๘ แสนกว่าล้านบาทครับ ๘ แสนกว่าล้านบาท พ่อแม่พี่น้องท่านจะหาเงินที่ไหนมา หาเงิน เข้าประเทศก็ไม่เป็น กู้หนี้ก็เก่ง ปล่อยให้ทุจริตอีกต่างหาก หนี้ก็บานจนหัวโต นี่ละครับคือความ หายนะของประเทศที่กําลังรออยู่ ๘ แสนกว่าล้านบาทครับท่าน แล้วย้ําอีกครั้งนะครับ พรก. เงินกู้ ถ้ายังปล่อยให้ท่านเป็นรัฐบาลต่อไป ถ้าประเทศนี้ยังเลือกท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเตรียมตัวไว้เลยนะครับหลักการที่ท่านเปิดประเด็นไว้จะกู้ไทยเข้มแข็งสูงถึง ๑.๔๓ ล้านล้านบาท นี่เพิ่งเอามาใช้ ๔ แสนล้านบาทนะครับ ถ้าผมปล่อยท่าน คนไทยปล่อยท่านให้ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก ๑.๔๓ ล้านล้านบาทจะตามมาแบบหลีกหนีไม่พ้น ท่านเกิดมาเพื่อจะกู้ หรือครับ ท่านเกิดมาเพื่อจะทําอย่างนี้กับคนไทยหรือครับ กลับไปดูสไลด์ครับ ตรงนี้ผมย้ําอีกครั้ง นะครับท่านอย่าได้ส่งโฆษก อย่าได้ส่งใครออกมาตอบโต้ผมเลย นี่คือความจริง ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ท่านต้องรับไปเต็ม ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมเจ็บปวดครับ ผมอภิปรายเที่ยวที่แล้วผมอาจจะ เป็นคนไม่มีปากมีเสียง ผมอาจจะดูประนีประนอม ผมหยิบยื่นไมตรีให้กับท่าน แต่ท่านไม่ได้ ตอบแทนไมตรีกับความจริงใจเลย ท่านเกิดใช้วาทกรรมอะไรไม่รู้แปลก ๆ ซุกซนกับตัวเลข เล่นกับ ตัวเลข มั่วตัวเลข ผมบอกให้ท่านเลยนะครับ นี่คือความจริงครับท่าน วันนี้ผมต้องคิดบัญชีแค้น กับท่านแน่นอนครับ

ไปดูแผ่นต่อไปครับ พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็ง ๔ แสนล้านบาท ท่านนําเข้ามา ในปี ๒๕๕๒ ครับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมให้เครดิตท่านเต็ม ๆ ๔ แสนล้านบาท ๒๕๕๒ เป็นของนายกรัฐมนตรีชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ เป็นการกู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายเหมือนปกติ อันเนื่องมาจากท่านรู้ตัวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็รู้ สํานักงบประมาณก็รู้ ทุกคนก็รู้ เป็นการกู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายเหมือนปกติครับ อันเนื่องมาจากท่านเกินวงเงินงบประมาณขาดดุล ตรงนี้ผมต้องอธิบายประชาชนก่อนนะครับ สมมุติท่านตั้งเอางบปีนี้ก็ได้ ๒.๐๗ ล้านล้านบาทเป็น งบประมาณประจําปี ตามกฎระเบียบวินัยการเงินการคลังท่านขาดดุลได้มีเกิน ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านใช้เต็มเพดานเลยครับ แล้วเดี๋ยวพอท่านถลุงยังไม่พอ ท่านก็ไปออกเป็นเงินกู้ไทย เข้มแข็งมาอีก ๔ แสนล้านบาท นี่หรือครับคือการที่ผมบอกว่าท่านทํานิติกรรมอําพราง ท่านเบี่ยงเบนประเด็นการใช้เงิน ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทําอย่างนี้มาก่อน วินัยการเงิน การคลัง ท่านติดลบโดยสิ้นเชิงครับ

ไปดูแผ่นต่อไปครับ ท่านทําอย่างนั้นแล้วท่านยังมีหน้ามาอ้างอีก นักการเมือง การเงินรุ่นใหม่จริยธรรม ความโปร่งใส อย่าทุจริตต่อวิชาชีพ ท่านมาดูนะครับ ตอนสมัย นายกรัฐมนตรีทักษิณ ๒๕๔๕ ทุกคนยอมรับว่าเกิดวิกฤติการเงินต้มยํากุ้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ท่านไปดูสิครับ พ.ร.ก. เงินกู้ นายกรัฐมนตรีทักษิณทําไว้ในปี ๒๕๔๕ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านดูที่มามันต่างกันไหมครับ เขากู้เงินมาทําอะไร เขากู้เงินมาเพื่อใช้หนี้วิกฤติการณ์ต้มยํากุ้ง ก่อนหน้านี้ เอาคนแปลออกนิดหนึ่งนะครับ และมาใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูทั้งหมด โดยไม่นําไปใช้จ่าย อื่น ๆ ใดทั้งสิ้นแม้แต่บาทเดียว ท่านเคยเรียนเลขประถมปีที่ ๑ มาไหมครับ เป็นหนี้เท่ากับ ๑ จ่าย คืนไปเท่ากับ ๑ ๑ ลบ ๑ จึงเท่ากับ ๐ เป็นหนี้ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันเกิดมาจากวิกฤติการณ์ ต้มยํากุ้ง จึงต้องกู้เงิน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาใช้กองทุนรวมฟื้นฟู ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หนี้กองทุนรวมฟื้นฟูจึงหายไป ตรงนี้คือความต่างระหว่าง พ.ร.ก. เงินกู้ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมไม่มานับเป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเหมือนท่าน เพราะท่าน อยู่ดี ๆ ไม่มีหนี้มีสิน เกิดอยากถลุงเงินขึ้นมา อยากเอาเงินมาคิดทําอะไรก็ไม่รู้ ตั้งชื่อว่า ไทยเข้มแข็ง ซึ่งสื่อมวลชนตั้งฉายาว่า ไทยเข้มแข็ง หรือใครเข้มแข็ง ท่านสร้างรายได้และท่าน จึงไปเอา ๔๐๐,๐๐๐ล้านบาทนั้นมา เพราะฉะนั้นผมไม่อนุโลมโดยทางการเงินให้ท่านเด็ดขาด แล้วท่านไปถามนักการเงินทั้งประเทศว่าท่านทําผิดหรือทําถูก นี่คือความต่างของ พ.ร.ก. เงินกู้ ๗๐๐,๐๐๐ล้านบาท ปี ๒๕๔๕ โดยนายกรัฐมนตรีทักษิณซึ่งเอามาใช้หนี้ทั้งหมด ๐ บาท ไม่มีกระเด็น แต่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของท่าน ท่านเอาออกมาใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย เดี๋ยวผม จะชี้ให้ท่านดูแล้วคนไทยทั้งประเทศจะเข้าใจครับ

ไปดูแผ่นต่อไปครับ พ.ร.ก. เงินกู้ไทยแข้มแข็ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๒ ที่ท่านเอามาใช้ ท่านดูท่านเอาไปใช้อะไรครับ ท่านเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มในกระทรวง ต่าง ๆ ครับ เหมือนงบประมาณประจําปีปกติ จะใช้ได้ที่ไหน ก็ในเมื่อสํานักงบประมาณและ ระเบียบวินัยทางการเงิน การคลัง เขาบอกว่าปีนั้นท่านจ่ายได้ไม่เกินเท่าไร ท่านก็หาทางเอาไปทํา อย่างนี้หรือ อันนี้ผมบอกเลยท่านผิดเต็ม ๑๐๐ ประตูครับ

ข้อต่อไปครับ การทํางบประมาณขาดดุลจะมีกฎ ระเบียบ งบประมาณ ห้ามขาดดุลหรือกู้เกินวงเงินครับ ข้อ ๓ ครับ แต่เมื่อกู้เต็มวงเงินแล้ว ตรงนี้ครับสําคัญ ท่านก็ ไปออกเป็น พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็ง เป็นเสมือนหนี้นอกระบบเพิ่มเติม ซึ่งผมได้กล่าวบอกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปเล่นละครวนิดาทําไมตอนหนี้นอกระบบ เพราะท่านหาทาง กู้เงินนอกเหนือจากกฎ ระเบียบ วินัยการคลังอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วยังมีหน้าออกมาบอก ว่าจะแก้หนี้นอกระบบให้ประชาชน แต่ตัวเองเป็นคนไปสร้างหนี้นอกระบบงบประมาณเพิ่มเติม อีกถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมขอตําหนิข้อความและท่อนนี้ว่าท่านทําผิดวินัยการเงิน การคลัง อย่างร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ไปดูข้อ ๔ ครับ เนื่องจากเป็นเงินประเภทพิเศษ เป็น พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็ง จะนับเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณประจําปีปกติก็ไม่ได้ จึงเกิดอะไรครับ ฝ่ายนิติบัญญัติระบบการบริหารงานในระบอบประชาธิปไตย ๑. นิติบัญญัติ ๒. บริหาร ๓. ตุลาการ บริหารท่านคือนายกรัฐมนตรี คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือ ครม. ทั้งหมด นิติบัญญัติคือ สภาแห่งนี้มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงิน การทํางาน การออกกฎหมายกับท่านว่าท่านโปร่งใสทุจริตไหม ตุลาการเป็นอํานาจอิสระแยกต่างหาก แต่ปรากฏการณ์ถ่วงดุลนี้ได้เสียไปจากการกระทําการ ที่ผิดปกติของท่านคืออะไร ท่านเอา พ.ร.ก. เงินกู้ไทยเข้มแข็งแยกออกไปเป็นงบประมาณ นอกระบบหรือหนี้นอกระบบจึงทําให้เกิดข้อ ๔ ครับ คณะกรรมการ ๓๕ คณะกลายเป็น หัวหลักหัวตอ ตรวจสอบการใช้เงินของท่านไม่ได้เลย แล้วท่านเอาไปทําอะไรกันบ้างมันถึงเกิด เรื่องราวทุจริตแบบมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ และนี่คือข้อ ๕ ครับ การทุจริตนี้แน่นอน ใครทําอะไรไว้ต้องได้รับผลอันนั้นไม่ว่าวันนี้หรือวันข้างหน้า ผมดูข่าวบางข่าวแล้ว ผมเรียนท่านเลยครับ ผมเสียวสุดขั้วใจแทนท่าน มีรองอธิบดีท่านหนึ่งเกษียณไปแล้วหลายปีถูกศาลพิพากษาจําคุก ๕ ปี ครับ แล้วเขาจะต้องเข้าสู่คุกในอนาคตอันใกล้ ข่าวนี้เพิ่งออกเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมเตือนท่านนายกรัฐมนตรีผ่านไปยังท่านประธานนะครับ คณะรัฐมนตรีทุกท่าน ท่านสนุกสนาน ท่านมีความสุขกับการใช้เงิน แต่ท่านต้องอย่าลืมนะครับ ในที่สุด ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปเท่าไร ท่านต้องรับผิดชอบกับเรื่องทุจริตที่เกิดขึ้นครับ

ไปดูแผ่นต่อไปครับ พ.ร.ก. เงินกู้ ๔ แสนล้านบาท ที่แท้เป็นการเบี่ยงเบนครับ ขอใช้งบประมาณเพิ่มเติมโดยการกู้เงินเกินวงเงินงบประมาณประจําปี ซึ่งผิดวินัยการเงินและ ถือเป็นนิติกรรมอําพราง ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้ท่านได้พยายามอําพรางการเอาเงินมาใช้เกิน วงเงินครับ พ.ร.ก. เงินกู้ ๔ แสนล้านบาท ที่แท้เป็นการเบี่ยงเบนการใช้งบประมาณเพิ่มเติม โดยการกู้เงินเกินวงเงินซึ่งไม่เคยมีใครเขาทําอย่างนี้มาก่อน แล้วรัฐบาลนี้คิดอะไรแปลกแตกต่าง แต่แตกต่างในทางไม่ใช่สร้างสรรค์นะครับ ทําลาย งบประมาณประจําปีซึ่งผิดวินัย ทางการเงิน อย่างร้ายแรงถูกเตือนท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาถามว่าใคร เพราะครั้งที่แล้วผู้ว่าการธนาคาร แห่งชาติได้ออกมาสัมภาษณ์บอกว่าให้ระวัง เพราะฉะนั้นผมจึงถือว่าท่านทํานิติกรรมอําพราง แน่นอนครับ

ไปดูแผ่นต่อไปครับ ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนี้ครับท่าน มาดูต่อครับ พ.ร.ก. เงินกู้ไทย เข้มแข็ง ๗ แสนล้านบาท พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นหนี้เกิดจากต้มยํากุ้ง ผมทวนให้ท่านทราบอีกทีนะครับ ที่กองทุนรวมฟื้นฟูรับภาระอยู่ ข้อ ๒ ๗ แสนล้านบาท กู้มาเพื่อชดใช้กองทุนทั้งหมด เพราะฉะนั้น วัตถุประสงค์ ๗ แสนล้านบาท กับ ๔ แสนล้านบาท ทั้งสอง พ.ร.ก. ต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่าไปโทษ เขาครับต้องให้ความยุติธรรมกับทุกคน

ไปดูแผ่นต่อไปครับ ไม่ได้นําเงินจํานวนดังกล่าวมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของรัฐบาลเหมือนงบประมาณประจําปีปกติทั้งสิ้นครับ นี่คือความต่างครับท่าน และนี่คือ ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ที่ท่านต้องรับผิดชอบครับ

แผ่นต่อไปครับ จึงไม่ถือว่า พ.ร.ก. เงินกู้ ๗ แสนล้านบาท เป็นหนี้ที่เกิดจาก การชดเชยงบประมาณขาดดุลเช่น พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ตรงนี้ การพูดในสภาแห่งนี้ต้องถูกบันทึกไว้ เป็นหลักฐาน และนี่คือข้อความจริงที่คนไทยทั้งประเทศต้องให้ความยุติธรรม นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทุกคน ไม่ว่าท่านจะเป็นคนที่เท่าไรของประเทศไทยก็ตาม

แผ่นต่อไปครับ ผมอยากจะย้ําขมวดปมนี้นะครับ ทุกรัฐบาลแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กลับสร้างงบประมาณนอกระบบ ซึ่งถือว่าเป็นหนี้นอกระบบเสียเอง จึงเกิดปัญหาการทุจริตครับ

แผ่นต่อไปครับ หนี้ดังกล่าวทําให้คนไทยต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงสุด ในประวัติศาสตร์ครับ พ่อแม่พี่น้อง ความจริงที่เจ็บปวด ความจริงที่คนไทยต้องได้รับ ความจริงที่คนไทยไม่มีวันปฏิเสธ และปกปิดได้ ท่านไปดูแผ่นต่อไปสิครับว่าดอกเบี้ยสูงสุด ในประวัติศาสตร์คืออะไร ผมได้ฉายสไลด์ นี้ตอนอภิปรายงบกลางปีเป็นที่น่าเสียดายที่ตอนนั้นมันดึกมาก และหลายคนไม่ได้สนใจ ผมฝากเรียนประชาชนคนไทยทั้งประเทศนะครับ เราจะเริ่มเฉลิมฉลองปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ ครับ คนไทยจะแบกภาระดอกเบี้ยโดยยังไม่รวมต้นเงินนะครับ ท่านจะต้องหาเงินมาใช้จ่ายดอกเบี้ย ๒ แสนกว่าล้านบาทครับ ผมย้ํานะครับ สมัยอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งย้อนไป ๒ สมัย ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเคยก่อให้เกิดภาระดอกเบี้ย ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สูงสุด ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ท่านอภิสิทธิ์เข้ามาท่านก้าวกระโดดครับ ผมไม่รู้ว่าท่านก้าวกระโดดค้ําถ่อมาจาก ไหนดอกเบี้ยทะลุ ๒ แสนล้านบาท ๒ แสนล้านบาทนี่ผมบอกเลยนะครับ เงิน อสม. เงินเบี้ยยังชีพคนชรา เงินอะไรทั้งหลายทั้งแหล่ทั้งปวงทั้งหมดท่านเอาไปใช้อะไรได้อีกตั้งเยอะถ้าท่านบริหารจัดการเป็น แต่จุดอ่อนของท่านคือท่านไม่เคยหาเงินเข้าประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมเลย ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง นะครับ การยื่นขอลงทุนบีโอไอ (BOI) ๔ แสนกว่าล้านบาทก็ต่ําสุดจนน่าใจหายครับ แล้วเดี๋ยวจะ เชื่อมโยงไปอีกนะ ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดเสียหมดแล้วครับวันนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านเกิดขึ้นการลงทุนจะไหลเข้าประเทศหรือเปล่า ท่านก็คิดดูเอาเองก็แล้วกันครับ

แล้วดูแผ่นต่อไปครับ ตรงนี้ครับ พ่อแม่พี่น้องเมื่อกี้เราบ่นกันครับ น้ํามันปาล์ม ขวดละ ๓๖ บาท ๓๘ บาท ขึ้นมาเป็น ๔๗ บาท ปวดหัวตัวร้อนกันเป็นแถว ไข่เจียวขึ้นมหาศาล คนไทยต้องแบกหนี้ทันทีต่ําสุดนะครับ ๖๔,๐๐๐ บาทต่อคน ผมย้ําทันทีที่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แล้วมันจะพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ เกิดมาปุ๊บ ๖๔,๐๐๐ บาทเยอะนะครับ เดี๋ยวท่านไปเทียบกับตัวเลข อีกตัวเลข ผมจะให้ท่านดูอะไร

ไปดูสไลด์แผ่นต่อไปสิครับ ท่านดูครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทําอะไรกับคนไทย ทั้งประเทศไว้ครับ ผมบอกท่านเตือนท่านตั้งหลายครั้งตั้งแต่วันที่มารับครั้งแรก ถ้าท่านสังเกตให้ดี นะครับ ๓ เดือนแรกท่านขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเป็น ๑ ในผู้ที่ไม่ลุกขึ้นยืนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่าน ตอนนั้นผมยังอโหสิกรรมให้อภัยท่านว่า ๓ เดือนแรกของการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ นี้ผมยังไม่ถือว่าท่านมีความผิดใดทั้งสิ้น ผมหวังว่าคนหนุ่มรุ่นใหม่จะมาสร้างอนาคตให้ประเทศ แต่ ๒ ปีผ่านไปท่านดูท่านมองข้ามอะไร อยู่ ๆ ความยากจน ประเทศไทยกําหนดมาตรฐาน ความยากจนว่าอะไรครับ ต้องมีรายได้ต่ํากว่า ๑,๖๐๐ บาทต่อเดือน มีรายได้ไม่ถึง ๕๓ บาทต่อวัน คนไทยที่มีรายได้ต่ํากว่า ๑,๖๐๐ บาทต่อเดือน ๕.๓ ล้านคนครับท่าน ท่านว่า ๕๓ บาท ข้าวแกง จานละ ๔๐ บาท ไข่เจียวฟองละ ๑๐ บาท เขากินข้าวได้ ๑ มื้อไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ทําอะไรกับเขาอยู่ ๕,๓๐๐,๐๐๐ คนท่านเหลียวแลเขาถึงขนาดไหน ท่านจะแก้หนี้นอกระบบ เขาหรือครับ

แล้วท่านไปดูนะอีกสไลด์หนึ่งท่านทําอะไรกับเขา ท่านไปดูสิครับ นี่ครับ เช็ค (Cheque) ช่วยชาติอย่างไรครับ ๒,๐๐๐ บาท อยู่ ๆ วันดีคืนดีขึ้นมาท่านบอกว่า เอาเงินมา แจก ๆ พ่อแม่พี่น้องมารับเช็คช่วยชาติเร็ว รัฐบาลนี้ใจดีแจก แล้วท่านแจกอะไรนี่ครับ ท่านแจกคน เงินเดือนต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วคนยากจน ๑,๖๐๐ บาทท่านแจกเขาหรือเปล่า เขาไม่ได้รับ นะครับ เกษตรกรได้รับหรือเปล่า ไม่ได้รับครับ วันนี้เกิดอะไรขึ้นครับ ปุ๋ยแพง ยาฆ่าแมลงแพง สินค้าเกษตรถูก ผมบอกเลยนะครับแค่กะอีงานสรรหาแจกเช็คช่วยชาติ ๒,๐๐๐ บาท ท่านก็ทําให้ ประเทศนี้เจ๊งไปไม่รู้กี่หมื่นล้านบาทแล้วครับท่านนายกรัฐมนตรี หมดเวลาของท่านแล้วครับท่าน

ไปดูแผ่นต่อไปครับ คิดจะใช้เงินเก่งท่านนายกรัฐมนตรีต้องหาเงินให้เป็นครับ ท่านเคยหาเงินเข้าประเทศหรือเปล่าครับ ท่านเคยทําธุรกิจอะไรมาไหมครับ ผมชื่นชมประวัติ อันสวยงามของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านได้เรียนหนังสือดี ท่านเป็นคนที่มีอนาคต แต่ตรงนี้การบริหาร ๒ ปีเศษท่านมีปัญหาแน่นอนครับ

ไปดูแผ่นต่อไปครับ ถ้าท่านใช้เงินอย่างนี้ต่อไป มือเติบอย่างนี้ครับความหายนะ ของคนไทยรออยู่ข้างหน้าครับ รออยู่แน่นอนครับ ด้วยเวลาเพียงไม่กี่วันข้างหน้าแค่ปัญหาน้ํามันปาล์ม กับน้ํามันกับกองทุนน้ํามันหายนะแน่นอนครับพ่อแม่พี่น้องอยู่ไม่ได้อีกต่อไปครับ

ไปดูแผ่นต่อไปครับ ท่านกู้ ท่านสร้างหนี้เอาคนแปลออกไปให้เห็นกันเต็มตาครับ มันจะได้สะใจคนทั้งประเทศครับ ท่านกู้ ท่านสร้างหนี้สมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์สูงที่สุด ในประวัติศาสตร์ครับ สูงที่สุดอย่างไร

ท่านไปดูสไลด์แผ่นต่อไปนะครับว่าผมพูดอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงหรือไม่ครับ นี่ครับ ท่านเคยแข่งกีฬาเหรียญทองไหมครับ เหรียญทองแดง เหรียญเงิน เหรียญทองคํา สีชมพู รางวัลที่ ๓ รับเหรียญทองแดง สีเขียวเป็นเหรียญเงิน สีเหลืองเป็นเหรียญทองคํา ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ขึ้นยืนแป้นรับเหรียญ ท่านดูความจริงที่เจ็บปวดที่สุดของคนไทยทั้งประเทศสิครับ หนี้เงินกู้ ท่านอ่านตามผมทีละบรรทัดนะครับประชาชนไทยทั้งประเทศ หนี้เงินกู้แต่ละปีสูงที่สุด ในประวัติศาสตร์ต่อปี นับตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีของไทยมาทั้งหมด ๒๗ คน และกําลังจะผ่านพ้นไป นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับ ในปี ๒๕๕๓ ท่านก่อหนี้สุทธิเอาไว้ ๒๓๒,๕๗๕ ล้านบาท อันนี้เป็นหนี้ จริง ของจริงครับ ในปี ๒๕๕๔ ออกมาเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณแล้ว ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเผลอ ๆ อาจจะเกินไปอีก หนี้สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งต่อปี นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อีกเช่นกันครับ ในปี ๒๕๕๒ ปีที่ท่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและบริหารหันรีหันขวางล้มลุกคลุกคลาน ปีที่ท่าน มาทําเรื่องเกี่ยวกับไทยเข้มแข็ง ปีที่ท่านลุกขึ้นมาแจกเงินกับคน ๒,๐๐๐ บาท ปีที่ท่านมาทําอะไร ต่อมิอะไร ๔๔๑,๐๖๐ ล้านบาท อันนี้ผมต่อให้ท่านยังไม่รวมหนี้จากไทยเข้มแข็งอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ผมขอแจ้งผ่านท่านประธานไปยัง นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์และคนไทยทั้งประเทศนะครับ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่กู้หนี้ยืมสินแต่ละปี เรียงเป็นปี ๆ สูงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีขึ้นมาในประเทศไทยทั้งหมด ๒๗ ท่าน ไม่ว่าจะอันดับ ๓ อันดับ ๒ และอันดับ ๑ ท่านต้องรับไปเต็ม ๆ ครับ ผมขอย้อนสไลด์ ไปที่แผ่นนั้นอีกทีหนึ่งครับ แผ่นก่อนหน้านี้ดูให้เต็มตาครับ อ่านกันให้อิ่มเอมใจครับ นายกรัฐมนตรี ในดวงใจของคนไทยทั้งประเทศท่านกู้และก่อให้เกิดหนี้ในสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยครับ ผมเหลืออีก ๒ สไลด์ครับ เพื่อจะไม่ให้ท่านมาพูดอะไรกับผม แปลก ๆ อีก ไม่ต้องมาบอกผมซุกซนกับตัวเลข เลิกพูดคําพูดเด็ก ๆ อย่างนี้กับผมนะครับ ตอบไม่ได้แล้วอย่ามาแถครับ วันนี้ผมมีความจําเป็นต้องพูดแรงกับท่านนะครับ ตอบไม่ได้ ผมถาม เรื่องน้ํามันตอบไม่ได้ โอ๊ย ท่านซุกซนกับตัวเลข ผมพูดเรื่องหนี้เรื่องสิน ตอบไม่ได้ โอ๊ย ท่านซุกซน กับตัวเลข เลิกพูดอย่างนี้กับผมได้แล้วครับท่านนายกรัฐมนตรี เพราะข้อมูลทั้งหมดนี้ผมเอามาให้ ท่านดูเต็ม ๆ เลยนะครับ ๑. เป็นข้อมูลจากสํานักงบประมาณครับ ๒. เป็นข้อมูลจากสํานักงาน บริหารหนี้สาธารณะของกระทรวงการคลัง ๓. เป็นข้อมูลจากสํานักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๔. เป็นข้อมูลจากสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง และ ๕. เป็นข้อมูล จากธนาคารแห่งประเทศไทย หยุดนะครับ มีความเป็นผู้ใหญ่ครับท่าน ไม่มีอะไรที่จะต้องมานั่ง ปิดบัง ถ้าท่านเป็นคนที่ก่อให้เกิดปัญหาภาระการกู้และหนี้สินสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ จงก้มหน้าและรับมันต่อไป จงรับความจริงครับ การเป็นผู้นํา ๑ ในภาวะผู้นําที่ดีที่สุด ก็คือผู้นําที่กล้ารับความจริง นายกรัฐมนตรีหลายประเทศลุกขึ้นน้ําตาเล็ดน้ําตาร่วง โค้งให้ประชาชน แล้วบอก ขอลาออก ท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดเมื่อวันเป็นผู้นําฝ่ายค้าน จะหนึ่งเสียงหรือแสนเสียง ถ้าออกมาประท้วง ผมจะรับฟัง ท่านเชื่อไหม เสียงนั้นยังก้อง อยู่ในหูผมอยู่เลย ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องทบทวนอะไรหลายอย่าง ตรรกะ ความคิด การเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๗ ของท่าน ๒ ปีเศษท่านจะอยู่ต่อไปครับ เพราะท่านอยู่ต่อไปท่านก็ จะเอางบประมาณปี ๒๕๕๕ เข้ามาอีก ท่านก็จะกู้อีก จินตนาการบางอย่างนะครับ ถ้าเกินเลย ความจริง จินตนาการนั้นคือเพ้อฝันและเพ้อเจ้อ จินตนาการที่มีความเป็นไปได้ หรือฝรั่งเขาเรียก พอสซิบิลิตี้ (Possibility) นั่นคือวิสัยทัศน์ครับ ผู้นําที่เก่งฉกาจต้องมีประสบการณ์ ต้องเข้าใจ ทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ต้องมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการ ผมเข้าใจว่าท่านเป็น นักการเมืองที่มีวาทกรรมทางการเมืองอันยอดเยี่ยม ท่านพูดได้ดี ท่านโน้มน้าวใจให้คนเห็น คล้อยตาม แต่วันนี้นี่คือความจริง

และที่สําคัญอีกประการหนึ่งนะครับ สิ่งที่ผมยังไม่ได้ไปแตะเลยก็คือเรื่องราวของ การอภิปรายต่อจากภาคที่แล้ว ถ้าเป็นหนังนะครับ ภาคที่ ๑ การสลายการชุมนุม จากการสั่งการ ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากการสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จากการดําเนินการทั้งหมดท่านสั่งให้ข้าราชการประจํา แม่ทัพนายกอง ท่านสั่งให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านสั่งให้ ผบ. เหล่าทัพต่าง ๆ ออกมาดูแลม็อบ (Mob) เช่นไร มีคนบาดเจ็บ ล้มตาย เสียหาย เกิดผลพวงอะไรขึ้นในประเทศ ใครทําอะไรไว้ สิ่งเหล่านั้น ต้องเปิดเผยและเป็นความจริง ทําไมผมถึงยอมให้มีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ครั้งหนึ่ง เหตุผลนะครับ เพราะครั้งที่แล้วยังคลุมเครือและไม่แน่ชัด ผมเตือนนะครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติ ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล และที่สําคัญ ผมขอเชิญชวนประชาชนคนไทย ทั้งประเทศนะครับ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเฉพาะถึงใครจะบอกว่าอภิปรายเรื่องการสลาย ผ่านไปแล้ว แต่ท่านต้องเปิดใจให้กว้างและรับรู้ว่าการสลายนั้นในเบื้องหน้า ในเบื้องหลัง ในข้อมูล ในข้อเท็จจริง ในภาพที่ปรากฏ ฝรั่งเขาเรียกว่า พิกเจอร์ เทล เดอะ สตอรี่ (Picture tell the story) ภาพจะบอกรูป เรื่องราว และผู้คน จริง ไม่จริง ผมอยากให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เปิดใจ กว้างที่จะรับฟังข้อมูลทั้ง ๒ ฝ่าย เปิดใจกว้างที่จะเห็นว่าฝ่ายกล่าวหาเขาบอกว่าอย่างนี้ ฝ่ายปฏิเสธ บอกไว้อย่างนี้ อย่าปิดบัง อย่าเซ็นเซอร์ (Censor) อย่ากดดันข้อมูลนะครับ เปิดใจให้กว้าง แล้วท่านจะรู้ว่าความจริงในภาค ๒ คืออะไร

สุดท้ายนะครับ ผมมีสไลด์มาฝากท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับ แผ่นสุดท้าย หมดเวลาก่อหนี้ หมดเวลาอยู่ต่อไป หมดเวลาของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงท่านอยากจะอยู่ใจจะขาด ผมไม่ต้องเป็นโพลสํานักไหน ถ้าประชาชนที่มีใจเป็นธรรมแล้วฟัง การอภิปรายที่เปิดกว้าง ครอบคลุม เปิดประเด็นไว้ให้ทุกประเด็น แล้วเขายังฟังการอภิปรายต่อไป อย่าง ๓ วันอย่างต่อเนื่องนะครับ เขาเห็นการทุจริตต่าง ๆ ที่จะเปิดออกมาเป็นรูปธรรม ผมย้ําอีก ครั้งหนึ่งนะครับ ผมเคยบอกว่าเที่ยวนี้เน้นเนื้อหนัก หลักฐาน จัดหนัก แน่นอนครับท่าน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ จัดหนักเพื่อให้คนทั้งประเทศตาสว่างแล้วก็ตัดสินใจได้ ไม่ว่า ท่านจะอยู่ตามคํามั่นสัญญาประชาคมจนถึงต้นเดือนพฤษภาคมหรือไม่ หมดเวลาของท่านแล้วครับ ผมหวังว่าท่านจะกลับไปนอนคิด ท่านมีเวลาคืนนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มะเรื่องนี้ จะฝันร้าย ฝันดี จิตท่านจะแข็ง จิตท่านจะอ่อน แต่ผมเชิญชวนอีกครั้งนะครับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศครับ ๔ วันนี้ เป็น ๔ วันที่มีความหมายอย่างยิ่ง เป็น ๔ วันที่ท่านจะใช้ในการครุ่นคิด จริงอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรนี้ อาจจะเกี่ยวยึดโยงด้วยสิ่งต่าง ๆ ซึ่งจะต้องพรรณนาให้เห็นใน ๔ วันว่ามีประโยชน์ มีการทุจริต มีการเคลือบแฝง มีทําอะไรที่มีใบเสร็จ ไม่มีใบเสร็จ หรือเพียงแค่กําหนดยุทธศาสตร์และนโยบาย ก็ส่อให้เห็นการทุจริตโดยไม่ต้องใช้ใบเสร็จ ผมหวังว่านะครับการอภิปรายของผมตั้งแต่ต้นจนจบ มานี้จะทําให้ท่านนายกรัฐมนตรีและสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนทั้งประเทศ ได้ตาสว่างและเข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้น และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดประธานวิปฝ่ายรัฐบาลได้ตกลง กับประธานวิปฝ่ายค้านว่าจะคืนไมโครโฟนให้ผมอีกเวลา ๓ ทุ่มของวันศุกร์ที่ ๑๘ เดือนมีนาคม วันนั้นผมจะนั่งฟังท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหา ถูกถอดถอนอย่างใจจดใจจ่อ แล้วเราจะได้มาพบกับท่านอีกทีหนึ่ง ผมกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน