สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการบริหารประเทศ โดยชี้แจงวิสัยทัศน์ของตน และเรียกร้องให้สมาชิกสภามีความชัดเจนในการอภิปราย ตอบโต้การวิพากษ์วิจารณ์ของสมชาย ใจดี และกล่าวอ้างว่ารัฐบาลของตนได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเงิน และสร้างรายได้ให้กับประเทศ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังหารือเรื่องการกู้เงินของรัฐบาลทักษิณ และการบริหารเงินของรัฐบาลของตนเอง โดยอ้างว่าหนี้สาธารณะของประเทศไทยไม่ได้หายนะ และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศไทยในขณะนี้มั่นคงขึ้น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผมจะขอใช้เวลาในช่วงแรกคงไม่ลงในรายละเอียด ทุกเรื่อง เพราะว่าท่านผู้อภิปรายท่านแรกไม่นับผู้ที่อ่านญัตติได้ใช้เวลากว่า ๒ ชั่วโมงนะครับ ในการ อภิปรายในเนื้อหาสาระสําคัญอยู่ ๕ เรื่องด้วยกัน และบางเรื่องผมทราบดีครับว่าจะมีเพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านที่จะมาอภิปรายเพิ่มเติมซึ่งก็ไม่ต้องการที่จะให้มีการซ้ําประเด็น แล้วก็มีปัญหาในเรื่องของ การประท้วงนะครับ แต่ผมมีความจําเป็นที่จะต้องชี้แจงในเบื้องต้นครับ ในสาระหลักที่ท่าน ส.ส. มิ่งขวัญ ประทานโทษเอ่ยนามท่านได้เพิ่งอภิปรายจบไป กระผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าผมเอง ก็แปลกใจครับ ไม่นึกเหมือนกันว่าท่านจะมีความแค้นกับผม เพราะว่าท่านบอกว่าท่านได้อภิปราย ด้วยไมตรี โดยข้อเท็จจริงแล้ววันนั้นผมก็ตอบท่านด้วยไมตรีครับ ไม่นึกว่าจะเป็นความแค้น ถ้ามี ความแค้นที่เกิดขึ้นก็คงต้องบอกว่าไม่ได้เกิดขึ้นจากผมหรอกครับ เกิดขึ้นแต่เพียงจากความจริง ที่ผมได้นําเสนอเท่านั้นเอง วันนี้ก็เช่นกันครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมไม่ใช่คําเดิมหรอกครับ แต่ผมต้องใช้ว่าข้อมูลของท่านก็ยังเป็นข้อมูลที่มีการตกแต่งหรือตัดตอน เพราะข้อเท็จจริงที่จะต้อง มีการดําเนินการต่อไปนี่คือการมาดูภาพรวมอย่างชัดเจน ท่านอภิปรายไว้ ๕ ประเด็น ประเด็น สุดท้ายท่านเน้นกลับไปในเรื่องเดิมซึ่งผมเคยชี้แจงแล้วในเรื่องของปัญหาการกู้และปัญหาหนี้สิน ตัวเลขท่านพูดถูกครับ บอกว่าเอามาจากหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ แต่วิธีการนําเสนอ การใช้ เหตุผลประกอบ หรือการชวนให้คนคิดไปสู่ข้อสรุปที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงต่างหากครับ คือปัญหา ที่จําเป็นจะต้องพูดกัน และผมดีใจครับ ผมดีใจว่าวันนี้ท่านพูดชัดเจนว่าท่านพูดในฐานะ ที่ท่านเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี เราก็จะได้เปรียบเทียบแนวคิด หลักการ วิสัยทัศน์ ในการ บริหารประเทศ ผมเองก็กราบเรียนว่าเรื่องที่ท่านพูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่มีความสําคัญทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าท่านไม่ได้อภิปรายครอบคลุมไปถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติ มาแล้วก็เป็นเรื่องหลักในการถอดถอนผมก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ก็เข้าใจว่าคงจะมี สมาชิกท่านอื่นมาอภิปราย แต่ผมกราบเรียนนะครับว่าที่ท่านบอกว่าจําเป็นต้องมาอภิปรายซ้ํา ในปีนี้ผมก็ขอเรียนครับว่าในฐานะที่ท่านจะเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็ควรจะมีจุดยืนที่ ชัดเจนเช่นเดียวกันครับว่าท่านมีความคิดอย่างไรต่อการปลุกระดมให้เกิดการเผาบ้านเผาเมือง ท่านมีความคิดอย่างไรกับการที่มีความพยายามที่จะเอาข้อมูลมาสร้างความแตกแยกเพิ่มเติม ในสังคม เพราะผมเชื่อว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีที่จะมีความสําคัญมาก ในการบริหารประเทศต่อไป แต่ผมจะผ่านประเด็นนั้นไปก่อนครับเพราะว่าจะชี้แจงในช่วงที่มีการ อภิปรายในเรื่องนั้น

กลับมา ๕ เรื่องหลักที่ท่านพูดครับ เรื่องแรกเรื่องหนี้ ผมจะใช้วิธีย้อนกลับ ไปครับ เรื่องหนี้สินแล้วเรื่องการกู้เงินนี่ครับ ท่านก็พยายามพูดบอกว่า ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี กู้มากที่สุด เปรียบเทียบเป็นปีได้เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง แต่ไม่รู้จักวิธีการหาเงิน ทําไมท่านไม่เอาตัวเลขการหาเงินเข้าประเทศเรื่องการส่งออกกับการท่องเที่ยวมาให้พี่น้อง ประชาชนทราบละครับ ว่าปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมานี่ครับ การท่องเที่ยวมีตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้ามาจาก ต่างประเทศสู่ประเทศไทยสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ ทําไมท่านไม่พูดบ้างละครับว่าตัวเลขของ การส่งออกเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน แล้วพูดง่าย ๆ ก็คือว่าการหารายได้ เข้าประเทศถ้าดูจากบัญชีการส่งออกและการบริการก็เป็นการมีรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกัน ท่านเอาที่ไหนมากล่าวหาครับว่ารัฐบาลนี้ไม่หารายได้ แล้วท่านก็ต้องเข้าใจดีอยู่แล้ว ครับว่า ตัวเลขจะเป็นงบประมาณ จะเป็นรายได้ จะเป็นการส่งออก การท่องเที่ยว หนี้สิน มันเติบโตของมันโดยลําดับอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ถ้าลองท่านเอาเรื่องของการหารายได้มาบอก เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง ผมก็ได้หมดอีกละครับ แต่ท่านไม่พูด ท่านพูดให้เกิดความ เข้าใจว่ามันเป็นเฉพาะเรื่องหนี้สิน เป็นเรื่องของการกู้เงิน ไม่ใช่ครับ และตัวเลขที่ท่านพูดวันนี้ ก็สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต่างกันระหว่างท่านกับผมครับ ผมบริหารประเทศผมทราบดีว่าไม่เหมือน บริหารธุรกิจ ตัวเลขการขาดดุลรายได้ ตัวเลขการตัดสินใจการกู้ยืมเงินของรัฐบาลนี่ครับ มันคิด แบบธุรกิจไม่ได้ วิสัยทัศน์ซึ่งผมไม่ทราบว่าท่านจะโต้แย้งหรือไม่ก็คือว่า ยามใดที่เศรษฐกิจตกต่ํา ประชาชนยากลําบาก รัฐบาลต้องเข้าไปเป็นหนี้ครับ แล้วถ้าเราทําอย่างนี้แล้วเศรษฐกิจฟื้นเร็ว ในที่สุดหนี้ของรัฐบาลก็จะลดลงครับ ในทางตรงกันข้ามในยามที่ยากลําบากวันที่ฝ่ายท่านออกจาก ตําแหน่งไปแล้วเกิดวิกฤติเศรษฐกิจนี่ครับ ถ้าวันนั้นรัฐบาลไม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจกู้หนี้ยืมสินแล้ว พี่น้องประชาชนจะยากลําบากมาก คนจะตกงานอย่างที่ท่านเคยพูดไว้ละครับ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน เขาจะไม่มีรายได้แล้วในที่สุดรัฐบาลก็เป็นหนี้อยู่ดี เพราะเขาจะไม่มีภาษีจ่าย ให้กับรัฐบาล ถ้าพูดถึงเรื่องวิสัยทัศน์แนวคิดทางเศรษฐกิจต้องพูดกันอย่างนี้ครับ แล้วผมก็ยืนยัน ครับว่าจากการที่เรากอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ปลายปีมาจนถึงปัจจุบันนี่ครับ สถานะ การเงินของประเทศ การคลังของประเทศไม่ได้แย่ลงอย่างที่ท่านพูดครับ แล้วตัวเลขท่านนี่ครับวันนี้ ท่านก็มาแก้ตัว ๒ จุดที่พยายามจะเอาตัวเลขว่าของผมสูงกว่านายกรัฐมนตรีคนอื่น ๆ รวมกัน

ประการแรก ท่านบอกว่าที่ท่านนายกทักษิณกู้ ๗ แสนล้านบาทไม่ให้นับ ก็เป็น ความคิดของท่านนะครับ ผมเพียงแต่ถามว่ากู้มา ๗ แสนล้านบาท ความจริงกู้จริงก็ประมาณ ๖ แสนกว่าล้านบาทในวันนั้น เอามาใช้หนี้เพื่อช่วยภาคธนาคารเลยไม่ต้องนับใช่ไหมครับ แต่ผมกู้มาเพื่อสร้างงานให้ประชาชน ให้ประชาชนมีรายได้ ให้โรงเรียนมีการปรับปรุง โรงพยาบาลมีการ ปรับปรุงมีถนนไร่ฝุ่น มันผิดใช่ไหมครับ ทําแหล่งน้ําให้ประชาชน มันผิดใช่ไหมครับ ต้องกู้มาใช้หนี้ ให้นายธนาคารจึงจะไม่นับเป็นหนี้อย่างนั้นหรือครับ หนี้ก็ ๗ แสนล้านบาทที่ท่านบอกว่า ของท่านไม่นับออกไปดื้อ ๆ เลยครับ แต่ผมก็ยืนยันว่าหนี้ก็คือหนี้ เพียงแต่ว่าจะมาใช้อะไร เป็นคนละประเด็นกับเสถียรภาพว่ามีหนี้หรือไม่มีหนี้ ผมยืนยันครับว่าการที่เรากู้มาแล้วก็กระตุ้น เศรษฐกิจจนรายได้ฟื้น ณ ขณะนี้ ฐานะทางเงินคงคลังดีขึ้นและรัฐบาลก็ยืนยันในการเดินเข้าสู่ การมีงบสมดุลในอีก ๔-๕ ปีข้างหน้าเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการบริหารเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นท่านยังบอกอีกว่า ที่ท่านยกว่าหนี้ของปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ที่บอกว่ามีการกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่มานับรวมให้ยอดในการกู้ในช่วงรัฐบาลผมสูงนี้ครับ วันนั้นผมก็ชี้ให้เห็น ว่ามันไม่ค่อยเป็นธรรมครับ เพราะว่าเป็นงบประมาณที่รัฐบาลท่านเป็นคนผ่านออกมาเป็นกฎหมาย แล้วก็ขาดดุลไปแล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ท่านแสดงออกถึงภาวะ ความเป็นผู้นําของท่านครับ ท่านมาบอกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ถึงแม้ท่านเป็นคนวางแผน ผ่านออกมาเป็นกฎหมายเป็นงบประมาณไว้ ผมเข้ามามีสิทธิที่จะไม่ใช้ ท่านครับ แปลว่าตอนที่ท่าน จัดแล้วขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านจัดไว้อย่างนั้นใช่ไหมครับ ไม่ใช้ก็ได้ใช่ไหมครับ แล้วมี เจตนาอะไรครับที่จัดไว้ถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ขาดดุลนี่ครับถ้าคิดว่าไม่จําเป็นต้องใช้ เจตนา คืออะไรครับ ความรับผิดชอบอยู่ตรงไหน วุฒิภาวะคืออะไร ผมถึงบอกว่าตัวเลขท่านเอามาบวก แบบของท่านครับ แต่มันไม่ได้บ่งบอกอะไรเลย แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นหลักที่เราน่าจะต้องดู มากกว่า เป็นบรรทัดสุดท้ายในการประเมินว่าที่ทํามาทั้งหมดในที่สุดแล้วฐานะของบ้านเมืองของ ประเทศ และในเรื่องของความมั่นคงทางการเงินการคลังเป็นอย่างไร มันไม่ได้จะหายนะอย่างที่ ท่านพูดหรอกครับ หลักสําคัญที่สุดก็คือว่าหนี้สาธารณะคือการกู้เงินทั้งหมด การบริหารเงินทั้งหมด ของประเทศเขาดูกันว่าเทียบกับรายได้ของประเทศ ผลิตภัณฑ์มวลรวม ผลิตภัณฑ์ประชาชาติหรือ จีดีพีนี้ สัดส่วนมันเท่าไร วันที่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เพราะว่านั่นเป็นรัฐบาลที่ท่านชอบ เปรียบเทียบด้วยนะครับ ออกไปจากตําแหน่งสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีคือ ร้อยละ ๔๒.๗๕ วันนี้หรือเอาตัวเลขเดือนมกราคมปีนี้ที่พวกผมบริหารอยู่ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีคือ ร้อยละ ๔๑.๙๔ ครับ ฐานะประเทศมั่นคงกว่าเมื่อปี ๒๕๔๙ รัฐบาลที่ท่านบอกว่าบริหารการเงินการคลัง ได้วิเศษสุด มีเวลาบริหารอยู่ ๖ ปี ในภาวะซึ่งไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจ แต่พวกผมบริหารในภาวะซึ่งมี วิกฤติเศรษฐกิจและทั่วโลก พี่น้องประชาชนที่ดูข่าวต่างประเทศจะทราบว่ามีกี่ประเทศที่เข้าสู่วิกฤติ หนี้สาธารณะ แต่ผมรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อรายได้ของประเทศให้อยู่ในระดับที่ต่ํากว่าวันที่ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณที่ท่านบอกว่าบริหารได้ดีที่สุดออกไปจากตําแหน่ง ผมเคยกราบเรียน ท่านประธานในวันที่ท่านอภิปรายเรื่องนี้ในวันพิจารณางบประมาณกลางปีเช่นเดียวกันครับว่า นอกเหนือจากตรงนี้ที่ต้องดูอีกก็คือว่าถ้าบ้านเมืองนี้กําลังจะล่มสลาย คนที่เขาให้กู้เงินกับรัฐบาล เขาจะบอกว่าเราไม่น่าเชื่อถือ เราไม่ควรที่จะเป็นคนได้รับการกู้เงิน เขาจะจัดลําดับ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า เครดิต เรทติ้ง (Credit Rating) เราต่ําลงครับ แต่ที่ผมบริหารมาขณะนี้ เขาปรับเราดีขึ้นครับ แสดงว่าเขายอมรับว่าฐานะของประเทศไทยในขณะนี้มั่นคงขึ้น ผมเชื่อว่าท่าน ส.ส. มิ่งขวัญ ท่านเป็นคนติดตามข่าวสารในเรื่องนี้ท่านทราบดีครับ แต่ท่านเลือกที่จะไม่พูดที่จะนําเสนอ ตัวเลขที่มาตรฐานของสากลที่นักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการเขาใช้กันในการประเมินฐานะของ ประเทศเพื่อมาบอกความจริงให้แก่พี่น้องประชาชนทราบ ไม่หายนะหรอกครับ แล้วที่ท่าน บอกว่าเมื่อมีการกู้เงินบริหารกันมาอย่างนี้ ผมต้องก้มหน้ารับ ผมยืนยันครับ ผมจะรับผิดชอบ ตรงนี้ ถ้าท่านคิดว่าตัวเลขอย่างนี้บริหารแล้วหายนะ ท่านบอกประชาชนครับ ผมจะไปบอก ประชาชนในการเลือกตั้งว่าผมบริหารให้มั่นคงได้ต่อไปอย่างแน่นอน ผมยินดีที่จะรับผิดชอบ ตรงนี้ต่อไปครับ เพราะผมมั่นใจว่าขณะนี้แนวทางการแก้ปัญหาในเรื่องความมั่นคงของ เศรษฐกิจในภาพรวมนั้นเป็นเรื่องที่เราได้ดําเนินการมาเป็นที่ยอมรับและสามารถที่จะบริหาร จัดการต่อไปได้ แต่แน่นอนครับ ปัญหาในเรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เรื่องของแพง เรื่องรายได้ เป็นเรื่องที่เรายังต้องเผชิญอยู่ ซึ่งกระผมก็จะได้กราบเรียนต่อไป

แต่ประเด็นที่ท่านพูดเป็นประเด็นที่ ๕ นะครับ เรื่องหนี้เรื่องการกู้ ผมว่ามันชัดเจน แล้วครับ วาทกรรมมันเป็นเรื่องของการพยายามเอาคําพูดมาพูดซ้ําแล้วซ้ําเล่าให้คนเกิดความเข้าใจ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง การมาตอกย้ําเรื่องการกู้ของท่านนะครับคือวาทกรรมอย่างแท้จริง แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจต้องวัดกันด้วยมาตรฐานที่นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และคนที่เขาวิเคราะห์เศรษฐกิจเขาว่ากันครับ ผมไม่เอาวาทกรรมผมเอาของจริง ผมเอาตัวเลขสั้น ๆ เพราะว่าผมไม่มีโอกาสที่จะไปเตรียม ๑๑๙ รูปนะครับ ไปขอใบอนุญาต ท่านประธานไม่ทัน แต่บอกสั้น ๆ ว่าช่วงแรกที่ผมตอบผมยืนยันครับ ที่ท่านกล่าวมาทั้งหมด เรื่องการกู้ เรื่องหนี้ทําให้คนคิดว่าเกิดหายนะจากการบริหารการเงิน การคลัง ตรงกันข้ามครับ

ประเด็นที่ ๔ ที่ท่านอภิปรายเรื่องนี้ผมไม่พูดมากครับ เพราะว่าท่านบอกว่าจะมี เพื่อนสมาชิกมาอภิปรายในรายละเอียด คือปัญหาเรื่องของการเก็บภาษีบุหรี่จากบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) จํากัด นะครับ ผมเรียนสั้น ๆ ว่าที่ท่านเอาตัวเลขมาเปรียบเทียบเพื่อที่จะให้ ประชาชนเกิดความสงสัยว่ามีพิรุธก่อน ท่านเอาการนําเข้าของบริษัทที่ขายสินค้าปลอดอากร มาเปรียบเทียบกับการขายตามปกติ คนที่นําเข้ามาขายตามปกติ ซึ่งท่านทําธุรกิจมาก่อน ท่านน่าจะทราบนะครับ ว่ามาเปรียบเทียบกันอย่างนี้เฉย ๆ ไม่ได้ แต่ว่ารายละเอียดไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจะชี้แจง แล้วท่านก็ท้าผมบอกว่าถ้าผมตอบไม่ได้ผมลาออก เดี๋ยวผมจะตอบครับ แล้วก็ พี่น้องประชาชนก็จะต้องตัดสินว่าผมตอบได้หรือไม่ได้ แต่ที่ท่านกล่าวหาว่าผมไปแทรกแซง ไปสั่ง ข้าราชการ ไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่แน่นอนครับ แล้วก็สับสนมากครับ เพราะว่า ผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคดีที่ผมสั่งการให้มีการประชุมเป็นคนละเรื่องกัน คือเรื่องของ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ครับ ไม่ใช่เรื่องของคดีภายในประเทศ กรุณาอย่าหยิบตรงนั้นมาชนตรงนี้ จับแพะชนแกะ แล้วทําให้เกิดความไขว้เขว ความสับสนไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวจะต้องมีคําถามมาอีก ผมจะไปลงรายละเอียดตอนนั้น แต่ท่านบอกว่าถ้าผมตอบไม่ได้ให้ผมลาออก ถ้าผมตอบได้ล่ะครับ ผมไม่เรียกร้องให้ท่านลาออกหรอกครับ เอาว่าถ้าผมตอบได้ท่านอยู่ต่อไปเถอะครับเสนอตัว แข่งขันกับผมต่อไปในฐานะนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ผมจําเป็นต้องชี้แจงยาวเป็นพิเศษมี ๒ เรื่อง ที่เป็นเรื่องที่มีความหมาย แล้วก็มีความสําคัญต่อต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน นั่นก็คือเรื่องข้าวกับเรื่องของการบริหารจัดการในเรื่องน้ํามันกับพลังงาน ซึ่งผมก็แปลกใจ เหมือนกันว่าถ้ารัฐบาลบริหารกันเสียหายในเรื่องของพลังงานขนาดนี้ก็แปลกที่ท่านไม่อภิปรายท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเลย อ้างว่าผมรักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดียว ครับ กฎหมายฉบับที่ท่านพูด ปี ๒๕๑๖ คือดูแลไม่ให้น้ํามันขาดแคลนในประเทศ กองทุนน้ํามัน ผมไม่ได้เป็นกรรมการนะครับ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมดูแลนโยบาย ผมรับผิดชอบและผมจะอธิบาย และชี้ให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ แนวทางการบริหารจัดการมันต่างกันอย่างไร แต่เอาเรื่องข้าวก่อน ท่านผู้อภิปรายคุณมิ่งขวัญภาคภูมิใจมากเลยครับว่าท่านบริหารข้าวจนประสบความสําเร็จ เป็นปีทองของข้าว ที่จริงผมคิดว่าคนที่จะเป็นผู้นําประเทศควรจะทําความเข้าใจที่ถูกต้องกับ พี่น้องประชาชนก่อนว่า สินค้าหลายตัวโดยเฉพาะสินค้า อย่างเช่น สินค้าการเกษตร ภาวะของ ตลาดโลกมีความสําคัญมากต่อราคา ถ้าท่านคิดว่าปี ๒๕๕๑ ราคาข้าวที่นี่ดีเพราะฝีมือท่าน แปลว่าฝีมือท่านนี้ทําให้ราคาข้าวทั่วโลกเลยหรือครับสูงขึ้น ผมอ่านอย่างไรเขาก็วิเคราะห์กันว่า ย้อนกลับไปปี ๒๕๕๑ นี้ ที่ราคาข้าวมันสูงนี้เพราะเกิดปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ทําให้ผลผลิตในโลกนี้ ลดลงมาก ที่สําคัญที่สุดครับ ภาวะในเรื่องของการแคลนอาหารเข้าสู่วิกฤติถึงขั้นที่มีหลายประเทศ นี้มีมาตรการห้าวส่งออกข้าว ประเทศเวียดนาม ประเทศอินเดีย หลายประเทศ เขาห้ามส่งออกข้าว เพราะฉะนั้นที่มันเป็นปีทองนี้เหตุผลคือตรงนี้ครับ เพราะใครจะซื้อข้าวก็ต้องวิ่งมาซื้อจากเรา มากที่สุด เพราะหลายประเทศไม่ยอมส่งออก นี่คือลักษณะของความจริงที่เราควรจะให้พี่น้อง ประชาชนได้รับรู้รับทราบ นอกจากนั้นก็จะเห็นว่าท่านได้พูดว่าภาวะตอนนั้นดี และนโยบาย ที่ท่านทํานี้ถูก ผมก็เรียนยืนยันเลยว่าวันนี้ผมพร้อมครับ เข้าสู่สนามเลือกตั้งแล้วก็บอกกับพี่น้อง ประชาชนว่า เลือกพวกผมประกันรายได้เดินหน้าต่อ เลือกพวกท่านยกเลิกโครงการนี้ พร้อมสู้ครับ เพราะผมมั่นใจว่า แนวทางที่ทําอยู่ในขณะนี้เป็นแนวทางที่ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้ครอบคลุม ทั่วถึงและเป็นธรรมมากกว่า และตรงกันข้ามกับที่ท่านพูดครับ บิดเบือนกลไกตลาดน้อยกว่าท่าน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมไปจังหวัดตรังแต่ไปคุยกับพี่น้องชาวจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเวลาที่เขาว่างเว้น จากการทํานา เขาก็จะไปหางานที่ภาคใต้ เขาไปก่อสร้างครับ ผมจําได้ว่าทุกคนที่นั่งคุยกับผมที่บ้าน ทํานาหมด ก็คุยกันเรื่องนี้ ถามว่าประกันรายได้กับจํานํานี้เป็นอย่างไร ผมจําได้ผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อปู บอกว่าจํานําข้าวนี้ประกาศราคาสูง ๆ ดีทั้งนั้นแหละ แต่เขาไม่เคยได้ ไปไม่ทันครับ ไปจํานํา ไม่ได้ มีอีกคนหนึ่งบอกว่า ที่บ้านทํานาจริง ปลูกข้าวจริง ข้าวเหนียวแต่ว่าปลูกแล้วเก็บเอาไว้ รับประทานเอง บริโภคเอง กินเอง จะจํานําเท่าไรก็เท่านั้นละ แต่ว่าประกันรายได้ถ้าราคา ในตลาดต่ํากว่าราคาประกันเขาได้ เพราะฉะนั้นตัวเลขเวลาท่านพูดว่าเกษตรกรขายได้เท่านั้น เท่านี้ตามราคาที่ท่านประกาศว่าจํานํา มันไม่จริงครับ มันจริงเฉพาะเกษตรกรประมาณ ๑ ใน ๔ เท่านั้นเอง แล้วที่สําคัญครับ ข้าวจากการจํานําที่เก็บมาในสมัยท่าน แล้วเมื่อผมเข้ามาในช่วง รอยต่อจําเป็นต้องจํานําข้าวต่อและเก็บเป็นสต็อกของรัฐบาล ตัวนี้ละครับคือตัวที่บิดเบือน กลไกตลาดอย่างแท้จริง เพราะไปซื้อเขามาราคาสูง เก็บเอาไว้ในสต็อก เก็บไว้สักพักข้าว ก็เสื่อมสภาพ พ่อค้าทั่วโลกรู้ว่ารัฐบาลไทยมีข้าวในสต็อกเยอะ ๆ ไม่มีความจําเป็นเลยที่จะต้อง แย่งซื้อข้าว และทําให้ขาวราคาขยับขึ้นเพราะสต็อกมันทับอยู่ครับ รู้ว่าอย่างไรก็ต้องขาย ออกมาวันหนึ่ง เพราะว่าเก็บไว้ก็เสื่อมและหายไปเฉย ๆ ขายก็ขายยาก เพราะว่าเป็นรัฐบาล เข้ามานี้ ซื้อนี้ไปซื้อไว้แพง ๆ พอจะขายต้องขาดทุนก็มีปัญหาลังเลกันตลอดว่าขายแล้ว ขาดทุนนี้จะถูกต่อว่า จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจกันหรือเปล่า นี่คือระบบจํานําของท่านนะครับ แต่ประกันรายได้ทุกคนขึ้นทะเบียน ปลูกข้าว จะขาย จะรับประทานเอง จะน้ําท่วม ภัยแล้ง แมลงศัตรูพืชได้รับการชดเชยถ้าราคาตลาดต่ําว่าราคาประกัน นี่คือความแตกต่างครับ และโดย ข้อเท็จจริงครับ ท่านพูดนี่ท่านพูดแต่เฉพาะข้าวขาวครับ ท่านเทียบราคาตอนนี้ก็ได้ครับ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ พี่น้องยากจนที่สุดอยู่อีสานนะครับ ราคาข้าวในช่วงที่เราเข้ามารับผิดชอบ แม้ราคาตลาดโลกต่ํากว่ายุคของท่านที่เป็นยุคทองราคาใกล้เคียงกันมากครับ มีแต่ข้าวขาวเท่านั้น ที่เรากําลังบริหารจัดการอยู่ แต่เมื่อพี่น้องเดือดร้อนต้นทุนเพิ่มขึ้นเราก็เพิ่มราคาประกันให้ เพราะฉะนั้นผมก็ยืนยันนะครับว่ามันเป็นอย่างนี้ แต่ว่าไหน ๆ ท่านพูดแล้วว่ายุคของท่านเป็น ยุคทองของการบริหารจัดการ แล้วท่านบอกว่าผมอ่อนด้อยประสบการณ์ ไม่มีความสามารถ การบริหารจัดการ ผมก็จําเป็นต้องพูดว่า ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์บริหารข้าว อย่างไร ใช่ครับ ท่านเก็งตลาด ผมจําได้บอกหมดเลยครับ พี่น้องเกษตรกรชาวนาอย่าเพิ่งขายข้าว รอให้ถึง ๓๐,๐๐๐ บาทก่อน เชื่อท่านไปหลายคนนะครับ เสียหายไปเยอะเลย เพราะราคาข้าวตก ในที่สุดสมัยที่ท่านอยู่นะครับ แล้วท่านก็บริหารข้าวในสต็อกเสียหายมาก เพราะที่เก็บไว้ ๒ ล้านตันไม่ยอมขาย ไม่ยอมขายเวลาราคาดีนะครับ สุดท้ายรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน ชุดต่อมาต้องมาขายขาดทุนเพราะราคาตกไปแล้วครับ ผมจําได้การบริหารของท่านตอนนั้นละครับ ที่ท่านบอกว่าท่านเก่งกว่าผม มีประสบการณ์มากกว่าผมแล้วไปชักชวนชาวนา ชักชวนพ่อค้า ทุกคนว่าให้ทําอย่างนี้ สุดท้ายท่านเก็งตลาดผิด จําไม่ได้หรือครับ ข้าวตก แล้วช่วงนั้นก็ทะเลาะ ขัดแย้งกันมากในรัฐบาลของท่านเอง เอาข้าวมาทําข้าวถุง แล้วสุดท้ายคนที่ตัดสินท่าน ไม่ใช่พวกผมนะครับ แต่พรรคของท่านเองครับปรับท่านออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจผมจําได้ครับผมต้องทําหน้าที่พูดสรุป ผมสรุปประโยคเดียวเลยว่า คําอภิปรายไม่ไว้วางใจนายมิ่งขวัญในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่มีน้ําหนักมากที่สุด ต้องขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน ก็คือคําอภิปรายของท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ที่ตําหนิ ท่านชัดเจนครับ แล้วในสื่อมวลชนก็ลงเอาไว้ว่าเป็นอย่างไร นี่เรื่องข้าวครับ ผมเพียงแต่เตือน ความจําพี่น้องประชาชนจะได้รับทราบว่าท่านกําลังบอกว่าสมัยท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์เป็นยุคทอง แต่ความจริงคืออะไร แล้วเราก็จะได้มีการพิสูจน์กันครับ อย่าลืมนะครับเข้าสู่ เวทีหาเสียงกรุณาไปยืนยันว่าท่านจะยกเลิกโครงการประกันรายได้

ท่านประธานที่เคารพครับ ถัดมาคือเรื่องของการบริหาร เรื่องของการพลังงาน เรื่องน้ํามันไบโอดีเซล แล้วก็บอกว่าจะทําให้เดือดร้อนทั้งดีเซล ทั้งแอลพีจีทั้งอะไร เดี๋ยวพี่น้อง ประชาชนจะแตกตื่นเหมือนที่ท่านอภิปรายเรื่องหนี้ว่าจะนําไปสู่ความหายนะของประเทศ ประเด็น แรกที่ผมคิดว่าท่านคงลืมไปนะครับ ท่านบอกว่ารัฐบาลชุดนี้อ่อนประสบการณ์ ไม่มีวิสัยทัศน์ แล้วก็ กําลังจะทําให้กองทุนน้ํามันติดลบ ซึ่งหมายถึงไม่กู้ก็นี่ ก็จะต้องทําให้เกิดความเดือดร้อนมากมาย ปตท. จะมีปัญหา คนนั้นคนนี้จะอยู่ไม่ได้ท่านลืมไปแล้วหรือครับประวัติของกองทุนน้ํามัน ท่านทราบไหมครับว่ากองทุนน้ํามันเคยติดลบสูงสุดเท่าไร ทราบไหมครับ เกือบ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แล้วท่านทราบไหมครับใครเป็นคนบริหารให้กองทุนน้ํามันติดลบไป ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ครับ และ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นละครับ ก็บริหารกันจนในที่สุดรัฐบาลของพลเอก สุรยุทธ์ ต้องมาคอยใช้หนี้ที่กู้เงินไปเพื่อที่จะทําให้กองทุน น้ํามันกลับมาเป็นบวกได้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านว่าผมนะครับว่ากําลังจะทํากองทุนน้ํามันติดลบ ไม่ตําหนิท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณสักนิดเลยหรือครับ ว่าบริหารอย่างไรติดลบไปตั้ง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่หลักคิดที่ผมบริหารผมไม่ตั้งใจที่จะให้กองทุนน้ํามันติดลบ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท หรอกครับ ไม่หรอกครับ และผมจึงอธิบายแนวความคิดของผมชัดเจนครับ วันที่ราคาน้ํามันดิบ ในตลาดโลกมีราคาสูง หลักคิดของผมก็คือว่าเราจะเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน เราจะเก็บภาษี สรรพสามิต มันก็ยิ่งเพิ่มภาระให้แก่ประชาชน ช่วงเวลาที่น้ํามันดิบแพง ๆ เราจึงต้องยอมครับ ยอมในการลดภาระที่รัฐบาลเก็บจากประชาชน แต่เมื่อไรที่น้ํามันดิบราคาลดลงครับ เมื่อนั้น เราก็ต้องเก็บเงินไว้เหมือนกับเป็นคลังเพื่อที่เราจะใช้ในวันที่น้ํามันแพงครับ หลักคิดอย่างนี้ผมว่า คนส่วนใหญ่เห็นด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นช่วงหาเสียงที่ผมบอกว่าต้องลดการเก็บเงินเข้ากองทุน น้ํามันเพราะตอนนั้นราคาน้ํามันดิบสูงครับ แต่ช่วงที่ผมเข้ามาบริหารช่วงแรกราคาน้ํามันดิบต่ํา ผมถึงต้องพยายามเก็บเงินไว้ก่อน นี่คือหลักของการรักษาเสถียรภาพครับ แต่ถ้าเราบอกว่า ช่วงไหนแพงเราช่วย ช่วงไหนถูกเราก็หาเสียงกันต่อ นั่นละครับคือการบริหารที่ไม่มี ความรับผิดชอบ แล้วท่านก็บอกว่าคนเดือดร้อนกันทั้งประเทศเพราะว่าผมช่วยแต่เรื่องของดีเซล ท่านประธานครับ พวกท่านต่อว่าพวกผมมาตลอดว่าไม่ค่อยช่วยคนจน ผมถามว่าคนจน คนรวย ใครใช้ดีเซล ใครใช้เบนซินครับ ผมต้องยอมเสียคะแนนกับคนที่มีฐานะที่เก็บเงินเบนซินแพงหน่อย เพราะผมต้องการช่วยคนจนครับ เกษตรกรใช้ พี่น้องประชาชนที่พอเริ่มมีฐานะขึ้นมาใช้ครับ รถที่ใช้ในการเกษตร รถปิกอัพที่พี่น้องพอเริ่มมีฐานะลืมตาอ้าปากได้ ใช้ คนเหล่านี้ ผมช่วย และผมก็ต้องเก็บเงินจากคนซึ่งใช้เบนซินนะครับ ๙๕ ใครใช้ครับ ท่านบอกผมมาครับ คนจนคนไหนใช้เบนซิน ๙๕ หลักของการบริหารผมจึงชัดเจน ยามที่เราเผชิญกับเรื่องที่เป็นปัญหา ของแพงเราต้องลดภาระให้ประชาชน เมื่อใดก็ตามซึ่งภาวะธรรมชาติมันค่อนข้างที่จะต่ํา เอื้อ เราต้องเก็บเงินเข้ามา ถ้าต้องเลือกระหว่างจะช่วยก็ต้องช่วยคนที่ยากลําบากก็คือคนจนและอาจจะ ต้องเก็บจากคนรวยบ้าง ถ้าท่านไม่เห็นด้วยก็ไปหาเสียงเลยครับ ว่าเอาท่านจะเปลี่ยนก็ได้ครับ เก็บเงินจากคนใช้ดีเซลไปอุ้มคนใช้เบนซิน ให้มันแตกต่างชัดเจนกันไปเลยว่าสิ่งที่ผมทํามานี่มันผิด ผมกราบเรียนว่าการบริหารตรงนี้นะครับไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านว่า เริ่มต้นมานี่ความจริงถ้าเอาฐานะ ของกองทุนนี่เพิ่งลืมตาอ้าปากครับตอนที่ผมเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ผมอาศัยช่วงที่ท่านบอกว่า ผมโชคดี ประทานโทษนะครับ คําพูดของท่านบอกว่าน้ํามันโคตรถูกอะไรนั่นนะครับ ผมก็อาศัย ช่วงนั้นในการจัดระบบเก็บเงินเข้ากองทุน และในส่วนของภาษีสรรพสามิตซึ่งท่านยกเลิกการเก็บไป ดื้อ ๆ นี่ครับเอากลับเข้ามาสู่โครงสร้างเสียก่อน แล้วก็สะสมฐานะเงินตรงนี้ขึ้นมาจนกระทั่งขึ้นไป ถึงประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําไมไม่พูดล่ะครับ ข้อมูลที่เสนอใช่ครับ แต่ทําไมเสนอไม่หมด ความเที่ยงตรง ความเที่ยงธรรมต่อการเสนอข้อมูลอยู่ตรงนี้ต่างหาก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทพอเรามีปัญหาราคาน้ํามันตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นขณะนี้เราจึงเอามาช่วยครับ แล้วที่ท่านพูดสรุปเรื่องบี ๕ บี ๓ บี ๒ ท่านสับสนมากครับ ถ้ายังคงบี ๓ หรือบี ๕ เรายิ่งเงินไหล ออกจากกองทุนครับเพราะการชดเชยตรงนั้นสูงกว่า แต่ที่เราปรับบี ๕ ลงมาเป็นบี ๓ ลงมาเป็น บี ๒ นอกเหนือจากการที่จะทําให้มีน้ํามันปาล์มเข้าไปสู่ภาคอาหารแล้วยังเป็นการประหยัดภาระ ของเงินกองทุนน้ํามันด้วยครับไม่น่าผิดพลาดง่าย ๆ อย่างนี้เลยครับที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้นขณะนี้เราก็ดําเนินการในการที่จะใช้เงินกองทุนช่วยน้ํามันดีเซล ท่านบอกเงินเหลือแค่ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะหักภาระหลายอย่าง ท่านไม่บอกด้วยล่ะครับว่าภาระตรงนั้นรวมถึง การที่เราชดเชยเรื่องของก๊าซหุงต้มไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนะครับ ไม่ใช่ปัจจุบันนะครับ ชดเชย ไปจนถึงเดือนมิถุนายน ทําไมไม่อ่านด้วยล่ะครับว่าเงินตรงนี้อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเรากําลัง เปลี่ยนรถแอลพีจีไปเป็นเอ็นจีวี ที่ท่านบอกว่าไม่มีวิสัยทัศน์ในการที่จะไปบอกให้คนทําเลย ทําครับ แล้วก็ตัวเลขท่านก็มีอยู่ในมือถึงได้เสนอตัวเลขสรุปมาได้ทําไมไม่พูดล่ะครับโครงการที่มีการเปลี่ยน แท็กซี่จากแอลพีจีมาเป็นเอ็นจีวี ซึ่งทําให้มีหนี้ของกองทุนตรงนี้ แต่ไม่มีใครตอบได้หรอกครับว่า ราคาน้ํามันตลาดโลกจะขึ้นจะลงมากน้อยแค่ไหนอย่างไร แต่ผมยืนยันนะครับว่าถึงสิ้นเดือน เมษายนเรายังทําได้แน่นอนโดยอาศัยการบริหารในเรื่องของกองทุนเป็นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ที่สําคัญก็คือว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านพูดว่าผมใช้เงินกองทุนจนสนุกเพราะว่าจะหาเสียง ที่ผม มีมติและต้องประชุมกันในเร็ว ๆ นี้เพราะผมก็พูดเอาไว้ว่าเงินกองทุนมาแตะที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่าไรมาคุยกัน ถ้าผมไม่สนใจผมก็ปล่อยแบบสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ครับ ขาดทุนไปเกือบแสนล้านบาทแล้วก็ทิ้งให้รัฐบาลชุดต่อไปเข้ามา ใช้หนี้ผมไม่ทําหรอกครับ ผมมีความรับผิดชอบต่อประเทศทั้งในปัจจุบันและในอนาคต การดูแล น้ํามันดีเซลตรงนี้ผมจึงอยากจะกราบเรียนครับว่าถ้าในภาวะซึ่งเป็นไปตามอุปสงค์ อุปทาน ตามปกติผมคิดว่าเราอาจจะปรับแต่งในเรื่องของกองทุน ในเรื่องของระบบภาษีอยู่เล็กน้อยก็น่าจะ ตรึงได้ ท่านไม่สังเกตหรือครับ ท่านพยายามจะแสดงให้เห็นว่าน้ํามันเบนซินมันแพงอย่างไร แต่ผม ยันน้ํามันดีเซลได้ถูกกว่าท่าน แม้ในราคาน้ํามันดิบที่สูงกว่าแล้ว เพราะผมรู้ว่าถ้าดีเซลเกิน ๓๐ บาท มันไม่ใช่รัฐบาลเดือดร้อนหรอกครับ ประชาชนเดือดร้อน ค่าขนส่งจะขึ้นสินค้าทุกตัวจะอ้าง ค่าขนส่งเป็นการขึ้นราคาครับนี่คือเหตุผลที่ต้องตรึง ก๊าซหุงต้มผมเป็นรัฐบาลแรกนะครับที่ประกาศ ชัดเจนว่าผมถือว่าก๊าซหุงต้มที่เราใช้กันในครัวเรือนพี่น้องประชาชนควรจะซื้อได้ในราคาถูก เพราะปริมาณก๊าซที่ออกมาจากของเรากับปริมาณที่ใช้อยู่ในครัวมันไม่ได้ห่างกันมากหรอกครับ มันพอ ทําไมจะต้องให้พี่น้องประชาชนไปซื้อในราคาเดียวกับอุตสาหกรรมถึงกําลังจะปรับ โครงสร้างนี้ทั้งหมด แล้ววันที่ผมเข้ามารับตําแหน่งเขาคิดจะให้ผมขึ้นราคาก๊าซหุงต้มสําหรับพี่น้อง ประชาชน ผมตัดสินใจแน่นอนว่าไม่ขึ้นและวันนี้ก็ยังตัดสินใจว่าไม่ขึ้น ผมฟังท่านอภิปราย ผมไม่ทราบว่าตัวท่านไปทางไหนเพราะบางช่วงบอกว่าทําไมตอนนั้นไม่ปล่อยแอลพีจีลอยตัว แต่อีกทีหนึ่งก็มาบอกว่าเดี๋ยวปล่อยแอลพีจีลอยตัว ประชาชนจะเดือดร้อน ผมบริหารแบบของผม นี่แหละครับ ยามใดราคาสูงผมก็จะพยายามบริหารกองทุนน้ํามันในลักษณะที่จะช่วยประชาชน เมื่อไรลดต่ําผมก็จําเป็นในการที่จะต้องเก็บเงินเข้าแล้วก็จะรักษาระดับก๊าซสําหรับครัวเรือนหุงต้ม เอาไว้ เอาเลยครับเดือนพฤษภาคมยุบสภาปั๊บ ท่านไปหาเสียงท่านประกาศเลยสิครับ ท่านจะลอยตัวแอลพีจีที่ต่อว่าว่าผมไม่ทํา ผมก็จะหาเสียงว่าผมไม่ลอยตัวแอลพีจี ผมต้องการให้ พี่น้องประชาชนซื้อก๊าซหุงต้มในราคาเท่าเดิมและไม่เสียวินัยการเงิน การคลัง และผมจะ บริหารกองทุนน้ํามันกับระบบภาษีให้ได้ เพราะท่านพูดนี่เหมือนบอกว่าไม่มีทางแล้วเป็นอย่างนี้ ดีเซลต้องขึ้น ๖ บาท แอลพีจีต้องขึ้นกี่บาท ผมยืนยันละครับว่าผมจะบริหารตามแนวทางนี้ เครื่องมือยังมีแล้วก็จะบริหารจัดการต่อไป แล้วเราไปถามประชาชนกันครับว่าจะเอาแบบไหน นี่ก็เป็นเรื่องของการบริหารน้ํามันคร่าว ๆ นะครับ เพราะว่าผมไม่ต้องการจะใช้เวลามาก

ส่วนเรื่องปาล์มครับเดี๋ยวจะมีรายละเอียด ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าคงจะมีผู้ที่จะต้อง ชี้แจง ความจริงเรื่องนี้ก็เป็นการยื่นถอดถอนท่านรองนายกรัฐมนตรีไม่ได้ยื่นถอดถอน นายกรัฐมนตรีนะครับ แต่ว่าผมสะดุดอยู่คําหนึ่งครับ ท่านบอกว่าน้ํามันที่ขึ้นจาก ๓๘ บาทเป็น ๔๗ บาท บริหารไม่เป็นหรือปล้นประชาชน ผมไม่มีเวลาทําสไลด์เยอะ ๆ อย่างท่านหรอกครับ ขอสไลด์เดียวครับ ไม่ทราบท่านประธานจะอนุญาตไหมครับ