กษิต ภิรมย์ หารือเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศกัมพูชาและไทยในกลุ่ม GBC และเรียกร้องการสนับสนุนจากอาเซียน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องนโยบายต่างประเทศที่รุนแรงบ่มเพาะศัตรูและชักศึกเข้าบ้าน และเรียกร้องการสนับสนุนจากสหประชาชาติและประชาคมอาเซียนในการพัฒนาประเทศทั้งสอง และยังหารือเรื่องนโยบายต่างประเทศของประเทศไทย การขึ้นทะเบียนมรดกโลกของเขตพระวิหาร การจ้างวิทยากรชาญวิทย์ ว่าด้วยการรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเขตแดนไทย-กัมพูชา และการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อประชาชน
ขอกลับมา นะครับ ที่ประเทศกัมพูชาได้เอาเรื่องไปที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติก็ต้องขอเรียน ว่าเขาก็ไม่ได้ประสบความสําเร็จนะครับ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติไม่ได้รับเรื่อง แต่ว่า ได้บ่งบอกมาที่ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาว่าให้ไปเจรจากัน ๒ ฝ่าย ผมขอย้ํานะครับ ๒ ฝ่าย โดยขอให้อาเซียน ผ่านทางประธานอาเซียนเป็นพี่เลี้ยง แล้วก็การเจรจาเจบีซี จีบีซี (GBC) นั้นจะมี ขึ้นในวันที่ ๗ ถึง ๘ เดือนเมษายนครับ ที่จริงควรจะมีขึ้นในวันที่ ๒๔-๒๕ เดือนมีนาคมอีกไม่กี่วันนี้ แต่ว่าทางฝ่ายประเทศกัมพูชาเองเป็นคนที่ขอเลื่อนนะครับ เพราะว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของเขามี ความจําเป็นที่จะต้องเดินทางไปที่ประเทศลาตินอเมริกาครับ ที่ประเทศอเมริกาใต้ ก็ขอแจ้งให้ ทราบและผมขอยืนยันว่าจะเป็นการเจรจา ๒ ฝ่ายเท่านั้นเอง โดยทางประเทศอินโดนีเซียเขาจะ อํานวยความสะดวกให้นะครับ ในขณะเดียวกันนั้นประเด็นปัญหาเกี่ยวกับคณะผู้สังเกตการณ์ ทางทหารของประเทศอินโดนีเซียก็ได้มีการเจรจาไปมากันแล้ว แล้วก็ล่าสุดทางฝ่ายประเทศกัมพูชา เขาก็ได้เสนอว่าจะให้วางกําลังผู้สังเกตการณ์ของประเทศอินโดนีเซียที่ไหน แล้วเขาก็จะขอให้ ฝ่ายประเทศไทยได้พิจารณา ก็ขณะนี้ฝ่ายกองทัพทั้ง ๒ ก็กําลังปรึกษาหารือกันอยู่ ก็หวังว่า จะแล้วเสร็จก่อนที่จะมีการประชุมอย่างเป็นทางการในกรอบของจีบีซีนะครับ
ส่วนผมมาที่ประเด็นสุดท้าย การดําเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะก้าวร้าว รุนแรงบ่มเพาะศัตรูและชักศึกเข้าบ้านอยู่ตลอดเวลา ผมไม่เคยใช้ความก้าวร้าวรุนแรงในการดําเนิน นโยบายต่างประเทศแต่อย่างใด และที่ผ่านมามีแต่ความมุ่งมั่นในการพูดจริงทําจริงแล้ว ตรงไปตรงมา แต่การวิพากษ์วิจารณ์ก็อาจจะมีบ้าง ถ้าเผื่อบางคนบางประเทศเขาอาจจะ วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีของประเทศไทย ซึ่งในการดําเนินการนั้นถ้าเผื่อเขาทําดี ผมก็ชม มิได้มีประเด็นปัญหาอย่างไรทั้งสิ้น แต่ว่าความเจ็บปวดก็ได้เกิดขึ้นครับ เมื่อวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๗ เดือนกุมภาพันธ์ เพราะว่ามีชาวไทยทหารไทยเสียชีวิตแล้วก็ตาย แล้วก็ชาวไทยต้องอพยพเป็น ผู้อพยพในประเทศของตนเอง ๑๐,๐๐๐ กว่าคนครับ จะให้ผมนิ่งเฉยและไม่แสดงความรู้สึกเสียเลย ก็กระไรอยู่ ในฐานะเป็นคนไทยที่มีความรักหวงแหนความปลอดภัยของพี่น้องชาวไทยที่จังหวัด สุรินทร์ที่จังหวัดศรีสะเกษนะครับ ก็อาจจะพูดมาบ้างเพื่อจะบ่งบอกให้เห็นว่าประเทศอื่น ๆ นั้น ไม่ควรที่จะมารังแกพี่น้องชาวไทยตลอดแนวชายแดนไทยครับ และผมก็ขอวิงวอนเพื่อน ๆ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรช่วยกันใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ท่านมีต่าง ๆ เหล่านี้ โน้มน้าวให้ทางผู้นําของ ประเทศกัมพูชานั้นมาร่วมกันเสริมสร้างความมั่งมีมั่งคั่ง ช่วยกันพัฒนาให้ประเทศทั้งสอง มีความเจริญก้าวหน้า แล้วก็เป็นสมาชิกของสหประชาชาติแล้วก็ของประชาคมอาเซียนกันด้วยดี แล้วให้พัฒนากันด้วยไปอย่างเต็มที่
อีกประเด็นหนึ่งคือหากกระผมก้าวร้าว กระผมคงไม่สามารถร่วมประชุม ในเวทีระหว่างประเทศทั้งระดับทวิภาคี อนุภูมิภาค และพหุภาคี ได้มากกว่า ๒๕๐ ครั้ง นะครับ และในเวทีเหล่านี้กระผมประสบความสําเร็จในการผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์กับ ประเทศไทย เช่น การต่อต้านโจรสลัด การเชื่อมโยงในภูมิภาค การเข้าร่วมในภารกิจรักษา สันติภาพของสหประชาชาติ การฟื้นฟูบูรณะประเทศที่ประสบภัยพิบัติโดยเอกชนไทยในกรณีของ ประเทศพม่าและประเทศศรีลังกา เป็นต้น การดําเนินนโยบายต่างประเทศของกระผมไม่ได้บ่ม เพาะศัตรูและชักศึกเข้าบ้าน ในทางตรงกันข้าม มิตรประเทศจํานวนมากของประเทศไทยกลับมี ความใกล้ชิดกับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น จากการดําเนินนโยบายเชิงสร้างสรรค์ การเป็นประเทศ ผู้ให้ความช่วยเหลือ ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับประเทศที่ ประสบภัยพิบัติกว่า ๒๐ ประเทศ เช่น ประเทศเฮติ ประเทศปากีสถาน ประเทศศรีลังกา ประเทศ นิวซีแลนด์ และล่าสุดในกรณีของประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ระหว่างปี ๒๕๕๒ ถึง ๒๕๕๔ รัฐบาล ประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศพม่า ประเทศเวียดนาม มากกว่า ๕๐๐ ล้านบาท เพื่อนําไปสู่การพัฒนาร่วมกันในภูมิภาค แล้วการเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ สําหรับกรณี ที่กระผมได้รับเชิญไปบรรยายให้กับคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ซึ่งผมเข้าใจตั้งแต่แรก ว่าเป็นการประชุมภายในแล้วก็เป็นการประชุมลับ กระผมได้ตอบคําถามเกี่ยวกับท่าทีของ บางประเทศต่อเรื่องประเด็นปัญหาของประเทศไทยและประเทศกัมพูชา กระผมเพียงแต่บรรยาย อธิบายภูมิหลังเพื่อแสดงภาพรวมของปัญหาที่เกิดขึ้น อาทิ มีคําถามว่าอาวุธที่ประเทศกัมพูชามีนั้น มาจากประเทศจีนหรือเปล่า ซึ่งผมก็ได้สอบถามประเทศจีน ฝ่ายประเทศจีนเขาก็ปฏิเสธต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย แล้วถ้าผมไปพูดอะไรที่เกี่ยวกับประเทศรัสเซีย กับประเทศอินเดีย กับประเทศจีนไม่ดี ผมก็ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมก็เพิ่งได้รับเชิญจากรัฐบาลประเทศอินเดีย และผมก็ไปพบปะกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศอินเดีย และผมเป็น ผู้บรรยายหลักในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอินเดียกับอาเซียน แล้วก็อีกไม่กี่วันนี้ ผมก็จะมีโอกาสได้ติดตามท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือนประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการ ในวันที่ ๔-๕ เดือนเมษายน และผมก็มีกําหนดการที่จะไปเยือนประเทศจีนในกลางเดือนเมษายน และโดยตลอดมาก็พบปะข้องแวะกับผู้นําจีนอยู่ตลอดเวลา และส่วนประเทศรัสเซียนั้น ในเดือนมิถุนายนก็จะมีการเดินทางไปประชุมคณะกรรมาธิการร่วมครับ เพราะฉะนั้นประเด็น ปัญหาที่ได้มีคนเอาคําพูดคําชี้แจงเพื่อจะเสริมสร้างให้ท่าน ส.ว. ได้เข้าใจนั้นเอาออกไปบางประโยค แล้วก็เอาไปพูดกับสื่อ แล้วมันก็เป็นที่กล่าวหาว่าผมไปหาเรื่อง ไปก้าวร้าว ผมไม่ได้มีเจตนา ดังเช่นนั้น เป็นการพูดกันเพื่อจะเสริมสร้างความเข้าใจของท่าน ส.ว. ทั้งหลายว่าท่าทีมุมมองของ ประเทศต่าง ๆ อย่างไร มิได้มีจุดประสงค์ใด ๆ ที่จะไปก้าวร้าวนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้น และผมก็ได้กล่าวขอโทษทูตประเทศอินเดียไปแล้วถ้าเกิดสื่อไปลงผิดต่าง ๆ เหล่านี้ เราก็ได้พูดกับ ทางสถานทูตประเทศรัสเซีย เราได้พูดกับสถานทูตประเทศจีนต่าง ๆ เหล่านี้หมดแล้วนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่าในทางการเมืองกระผมอาจจะถูกด่าทอ ถูกก้าวร้าวมาบ้าง นาน ๆ ที ผมก็ขอใช้สิทธิตอบโต้บ้าง อาจจะขึงขัง จริงจังไปหน่อย แต่ไม่เคยหยาบคาย ไม่เคยข่มขู่ครับ ผมต้องมีความเด็ดขาดเพื่อแก้ปัญหาที่รัฐบาลหรือว่าที่มันได้เกิดขึ้นในอดีตต้องเปลี่ยนแปลง การดําเนินนโยบายต่างประเทศไปบ้าง ซึ่งก็เต็มไปด้วยวาระต่าง ๆ ที่มันอาจจะไม่เป็นผลประโยชน์ ของประเทศไทย แต่ผมจะทําทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชน ชาวไทยเป็นหลักด้วยครับ แล้วถ้าเผื่อจะถูกกล่าวหาเพราะมีความเข้าใจผิดผมก็ขอน้อมรับ แต่ว่าขอยืนยันกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติผ่านท่านประธานสภาว่าทําทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความ บริสุทธิ์ใจ แล้วก็ด้วยความตั้งใจครับ ส่วนประเด็นที่ท่านผู้แทน ๔ ท่านได้มีการตั้งคําถามหรือว่า วิพากษ์วิจารณ์ผมจะพยายามตอบเป็นบางประเด็นที่สําคัญดังนี้นะครับ
กรณีวิกิลีกส์ (Wikileaks) ที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถาบัน เอกอัครราชทูต ของเราที่กรุงลอนดอนได้ทําหนังสือชี้แจงไปที่หนังสือพิมพ์ เดอะ ไทม์ส (The time) และที่ เดอะ การ์เดียนแล้วนะครับ ส่วนการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตไทยที่กรุงวอร์ชิงตัน ดีซี นั้นผมส่ง เบอร์ ๑ ของกระทรวงการต่างประเทศไปประจําการที่นั่น แล้วก็อยากจะให้อยู่ที่นั่น ๔-๕ ปีครับ เพราะว่าที่ผ่านมาในช่วงเกือบ ๑๐ ปีนี้เรามีการเปลี่ยนแปลงเอกอัครราชทูตที่กรุงวอชิงตัน แทบจะปีละคนนะครับ มันก็ทําให้การดําเนินนโยบาย การรู้จักมักจี่ของทูตเรานั้นมันไม่ต่อเนื่อง ผมส่งเบอร์ ๑ ไปนะครับ ที่จริงก็ไม่อยากจะให้ไปเพราะอยากจะให้เขาอยู่ติดตัวเพื่อจะช่วยกันคิด ช่วยกันอ่านในการดําเนินนโยบาย เพราะท่านทูตกิตติพงษ์เป็นนักคิด เป็นนักบริหารที่ดี เป็นคนที่มี ฝีมือที่สุดคนหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศในยุคสมัยนี้ครับ ไม่มีการลงโทษใด ๆ ไม่มี การเนรเทศไปที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เป็นอันขาดครับ
ส่วนประเด็นที่ว่าวิคเตอร์ บูท นะครับ ต้องขอกราบเรียนว่ากระบวนการยุติธรรม มันได้แล้วเสร็จแล้ว แล้วเราก็มีทางที่จะเลือกว่าจะส่งไปที่ประเทศรัสเซียหรือไปที่ประเทศ สหรัฐอเมริกา เราก็มีข้อตกลงแลกเปลี่ยนในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วเรา ก็ได้ตัดสินใจส่งไป ไม่ใช่เขาไปถูกฆ่าตายนะครับ คุณวิคเตอร์ บูท เข้าไปอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ของประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็ทางฝ่ายประเทศรัสเซียก็สามารถที่จะไปให้ความช่วยเหลือดูแล คุณวิคเตอร์ บูท ได้ แต่ว่าการที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าถ้าเกิดส่งไปให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว แล้วก็ถ้าถูกประเทศสหรัฐอเมริกาบีบ แล้วก็ประเทศรัสเซียจะโกรธ ก็ในแง่กลับถ้าเผื่อเราตัดสินใจ ส่งไปให้ประเทศรัสเซีย ประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะบีบ แล้วท่านก็จะบอกกล่าวหาว่าผมไปยอม ประเทศรัสเซีย มันคงจะไม่ใช่เช่นนั้นนะครับ เราได้พินิจพิจารณาอย่างดีแล้ว ชั่งดีแล้ว ตัดสินใจ ดีแล้ว และเรื่องนี้ก็ยุติแล้วนะครับระหว่างเรากับประเทศรัสเซีย เรามีเรื่องที่จะต้องทําแล้วก็ร่วมมือ กันต่อ ๆ ไปอีกมากมายกับประเทศรัสเซียครับ ไม่ใช่แค่เฉพาะกับประเทศสหรัฐอเมริกา
ส่วนการดําเนินการเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกควรจะเป็นหน้าที่ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมิใช่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ผมคิดว่าเราทํางานกันเป็นทีมครับแล้วก็แบ่งหน้าที่กัน แล้วก็เขตของประสาท พระวิหารมันอยู่ในเขตของอุทยานขึ้นกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วก็ ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ ท่านก็พูดภาษาอังกฤษดี มีขีดความสามารถ แล้วก็การกําหนดนโยบาย การดําเนินการต่าง ๆ เราก็มีกรอบของคณะกรรมการมรดกโลกแห่งชาติของประเทศไทยอยู่นะครับ มีการประสานงาน มีการปรึกษาหารือแบ่งกันทํา หรือแม้กระทั่งการที่ว่าได้มีการสู้รบเมื่อวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๗ แล้ว ท่านก็กล่าวหาว่าผมไม่มีน้ําจิตน้ําใจในการที่จะไปเยี่ยมเยียน แต่ว่าท่าน นายกรัฐมนตรีได้สั่ง ๓-๔ รัฐมนตรีไปช่วยเหลือประชาชนทันที แล้วผมก็ได้มอบให้เลขานุการ รัฐมนตรีคุณชวนนท์ไปเยี่ยมเยียนด้วยนะครับ ส่วนการทํางานของคุณชวนนท์ผมก็ปลื้มปิติยินดี แล้วก็พรรคประชาธิปัตย์ก็ปลื้มปิติยินดีครับ แต่ว่าคุณชวนนท์ทํางานในฐานะโฆษกฝ่ายการเมือง ของกระทรวงการต่างประเทศตามนโยบาย แล้วก็แน่นอนครับ ตามคําแนะนําแล้วก็คําสั่ง ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ขอให้ท่านช่วยชมผมด้วยถ้าเผื่อผลงานของ คุณชวนนท์ดี ผมก็จะได้หน้าได้ตาด้วยเหมือนกันนะครับ ขอขอบคุณครับ
ส่วนประเด็นที่ว่าการดําเนินโครงการใช้เงินไป ๗.๑ ล้านบาท ที่ว่าจ้างดอกเตอร์ ชาญวิทย์ ขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับ ว่าเป็นการจ้างให้คณะวิชาการที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ทางด้านประวัติศาสตร์นั้นรวบรวมประมวลข้อตกลงการเจรจาในเรื่องเขตแดนในเชิงเปรียบเทียบ ประเทศมาเลเซียกับประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซียกับประเทศมาเลเซีย ประเทศไทยกับ ประเทศกัมพูชา แล้วก็ย้อนไปดูสนธิสัญญาระหว่างประเทศตั้งแต่สมัยยุคที่ฝรั่งล่าอาณานิคมต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างให้ประชาชนได้เข้าใจได้มีเอกสารที่จะเปรียบเทียบประเด็นปัญหาระหว่าง ไทยกับกัมพูชากับประเทศอื่น ๆ นะครับ เป็นการเสริมสร้างความรู้ เป็นการเข้าถึงตอบสนอง ความต้องการของประชาชน เป็นการดําเนินนโยบายการทูตเพื่อประชาชน ส่วนผลงานของ ท่านอาจารย์ชาญวิทย์และคณะนี้ไม่ใช่เป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ไม่ได้ไปบังคับครับ เป็นความเห็นทางด้านวิชาการของคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพในแวดวงวิชาการของไทย แล้วก็ขั้นตอนในการว่าจ้างก็เป็นไปตามขั้นตอนตามระเบียบของสํานักนายกรัฐมนตรีครับ สามารถที่จะตรวจสอบได้ ขอขอบพระคุณครับ
ส่วนการยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๔ จะต้องผ่านการดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ แน่นอนครับ แต่ว่าตอนนี้เป็นแค่มติ ครม. ที่จะยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๔ ส่วนจะนํามาสู่รัฐสภาหรือไม่ เพื่อให้มีการยกเลิกอย่างแน่นอนนั้นก็ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะรัฐบาลแล้วถ้าเผื่อจะ ยกเลิกแล้วก็จะต้องเสนอกรอบการเจรจาว่าด้วยพื้นที่ทะเลทับซ้อนใหม่ครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่อง ที่จะต้องมาทบทวน เพราะว่าแผนผังที่ได้ตรากันไว้ยังไม่ใช่เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศนะครับ เป็นเรื่องของการทําแผนผังมาเพื่อจะปรึกษาหารือของรัฐบาลชุดก่อน ๆ ในการที่จะแบ่ง ผลประโยชน์ว่าจะเป็นสูตร ๕๐ ต่อ ๕๐ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่รัฐบาลนี้คิดว่ามันน่าจะเจรจา เรื่องเขตแดนทางทะเลให้แล้วเสร็จแล้วถึงจะมาว่าเรื่องการแบ่งผลประโยชน์กันทีหลังไม่ใช่ แบ่งผลประโยชน์ก่อนแล้วก็ค่อยมาทําเขตแดนกันทางทะเลนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ และในการ ดําเนินการของเรานั้นก็เต็มไปด้วยความรอบคอบ เราได้จ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายระหว่าง ประเทศไว้ที่ยุโรปนะครับ แล้วก็เมื่อ ๒ เดือนที่แล้วเราก็ได้เชิญเขามาดูพื้นที่ได้พาเขาไปที่ เกาะกูดด้วย แล้วเราก็ได้มีการค้นคว้าวิจัยต่าง ๆ เพื่อจะกําหนดท่าทีของเรา แล้วเราก็อยู่ใน ระหว่างการที่จะว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านแผนที่ทางภูมิศาสตร์ทางทะเลมือหนึ่งของโลกด้วย เพื่อที่จะมาช่วยเราในการที่จะกําหนดท่าทีเพื่อจะเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาในโอกาสต่อไป