กษิต ภิรมย์ หารือเรื่องการไปสหรัฐอเมริกา โดยอธิบายว่าไปเพื่อปกป้องสถาบันและรักษาประเทศชาติ และเน้นย้ำถึงการเคารพกฎเกณฑ์และพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานครับสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ก่อนที่ผมจะชี้แจงในรายละเอียดต่าง ๆ นั้นผมขอกราบเรียนว่าตลอดชีวิตมา ผมเป็นผู้ที่รักประเทศชาติ รักสถาบันแล้วก็ส่งเสริมเทิดทูนแล้วก็ปกป้องมาตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ นะครับ ขออย่าได้มีความสงสัยใด ๆ ส่วนในการที่ผมได้ไปพูดที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอะไรต่าง ๆ นั้นมันก็ต้องขอเป็นอีกรอบหนึ่ง เพราะมันก็จะนํามาซึ่งความอ่อนไหว ความเข้าใจผิดต่าง ๆ เหล่านี้ ขออย่าได้มีความเข้าใจผิดใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับที่เอามาแสดงนั้นไม่ได้มีเจตนาไปเป็นอย่างอื่น นอกจากเหนือจากปกป้องแล้วก็รักษาสถาบัน ไม่มีความหยิ่งหย่อนใด ๆ ทั้งที่ท่านผู้ได้กล่าวถึง กระผมขอชี้แจงประเด็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในส่วนที่เกี่ยวกับ การต่างประเทศซึ่งฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติไว้ ซึ่งผมสรุปว่าคงจะมี ๕ ประเด็นดังนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๑ ที่ว่าดําเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาดล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ผมขอปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ครับ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลมีผลงานด้านการต่างประเทศมากมายและ เป็นรูปธรรม แม้ในขณะที่รัฐบาลกําลังเผชิญสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง รัฐบาลก็ยัง สามารถทําหน้าที่เป็นประธานอาเซียในปี ๒๕๕๒ ได้และลุล่วงไปด้วยดี รวมถึงการผลักดัน เรื่องการเชื่อมโยงภายในอาเซียน หรือ อาเซียน คอนเน็คทิวิตี้ (Asian Connectivity) ให้มี ความคืบหน้าไปอย่างมากและเป็นรูปธรรม ซึ่งที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ ๑๗ ที่กรุงฮานอย ได้ให้การรับรองแผนแม่บทว่าด้วยการเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน โดยแผนแม่บทดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความเป็นประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๘ นอกจากนี้กระผมได้เชิญชวนรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ๒ ครั้งด้วยกันไปสํารวจเส้นทาง อาร์ ๙ (R9) แล้วก็อาร์ ๓๖ (R36) เพื่อให้เพื่อน ๆ อาเซียนได้เห็นด้วยตาตนเองว่าสิ่งที่เราร่วมกัน คิดร่วมกันทํา เริ่มเห็นผลเป็นจริงจังจับต้องได้ แล้วต่อไปประเทศไทยก็จะกลายเป็นศูนย์กลาง การเชื่อมโยงในภูมิคภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลยังให้ความสําคัญกับ การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ชาวไทยในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศให้การคุ้มครองดูแลคนไทยที่พํานักอยู่ ในต่างประเทศมากกว่า ๑ ล้านคน ซึ่งเป็นทั้งแรงงาน ลูกเรือประมง พ่อครัว แม่ครัวที่ไปทําเงิน ต่างประเทศเข้าบ้าน นักเรียนไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยวไทยอีกปีละ ๒ ล้าน คน และในเร็ว ๆ นี้ ก็จะเป็นที่น่ายินดีว่าคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศนั้นสามารถที่จะมาที่สถานกงสุล สถานทูตเพื่อจะ กรอกใบคําร้องเพื่อจะต่ออายุบัตรประชาชน หรือว่าจะทําใหม่ได้ อันนี้ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี จากกระทรวงมหาดไทยในการที่จะโอนอํานาจอันนี้มาให้ที่กระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็ ตัวอย่างล่าสุดที่กระผมขอเรียนผ่านท่านประธานไปสู่พี่น้องประชาชนคือรัฐบาลไทยได้ให้ ความช่วยเหลือคนไทย แรงงานไทยและนักเรียนไทยในประเทศอียิปต์และประเทศลิเบียจํานวน กว่า ๑๓,๐๐๐ คนได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีใครเสียชีวิต กลับสู่ประเทศไทยอย่างปลอดภัย ถ้าเผื่อจะ เหลือก็ไม่ถึง ๑๐๐ คน โดยประมาณ เพราะว่าอาจจะเป็นความประสงค์ที่ยังอยากจะอยู่ต่อ แต่เราก็พยายามจะเชิญชวนไม่ให้มีคนไทยเหลืออยู่ในประเทศลิเบียอีกต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับประเด็นที่ ๒ เรื่องการแทรกแซงกิจการภายใน ของประเทศเพื่อนบ้านทําให้มิตรกลายเป็นศัตรู รัฐบาลนี้โดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยมีนโยบายแทรกแซงกิจการภายในของประเทศใด ๆ เราดําเนินนโยบายต่างประเทศ อย่างอารยะประเทศที่พึงปฏิบัติกัน โดยยึดมั่นในหลักการ เคารพกฎเกณฑ์และพันธกรณีระหว่าง ประเทศ ซึ่งการไม่แทรกแซงกิจการภายในเป็นหลักสากลที่นานาประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างประเทศโดยตลอดมา ข้อกล่าวหาที่ว่าทํามิตรให้เป็นศัตรูของชี้แจงว่ารัฐบาลนี้ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาที่ตกทอดมาแต่อดีต และขณะนี้เราพยายามที่จะแก้ไข ทําทุกอย่างให้ถูกต้องโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และเพื่อความมั่งมีมั่งคั่งร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านและอื่น ๆ
สําหรับประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องการดําเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาดจนกระทบ ต่อความสัมพันธ์และการค้าระหว่างประเทศอย่างรุนแรง คํากล่าวหาดังกล่าวขอเรียนชี้แจงดังนี้ หากเป็นเช่นนั้นจริงท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมจี ๒๐ (G20) ๒ ครั้ง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีไปประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก หรือเวิลร์ด อีคอโนมิค ฟอรัม (World Economic Forum) ซึ่งมีผู้นําประเทศต่าง ๆ และซีอีโอ (CEO) ของประเทศใหญ่ ระดับโลกเข้าร่วมถึง ๓ ครั้งด้วยกัน ในช่วงกว่า ๒ ปีที่ผ่านมา และดับเบิ้ลยูอีเอฟ (WEF) ยังได้ ไว้วางใจให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เวิลร์ด อีคอโนมิค ฟอรัม ออน อีสท์ เอเชีย (World Economic Forum on East Asia) หรือดับเบิ้ลยูอีเอฟ ทางด้านเอเชียตะวันออกในเดือนมิถุนายน ปีหน้าครับ กระผมขอกราบเรียนด้วยว่าในช่วง ๒ ปีที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน มีผู้นําระดับสูงจากต่างประเทศเยือนประเทศไทยมากกว่า ๓๓ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้นําของประเทศ เพื่อนบ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งคณะกรรมาธิการ สหภาพยุโรปและเลขาธิการสหประชาชาติ กระผมเองได้เพิ่มพูนความสัมพันธ์และส่งเสริมบทบาท ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ อย่างสม่ําเสมอ โดยได้เดินทางเยือนประเทศต่าง ๆ และเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศมากถึง ๘๗ ครั้งในช่วงที่ผ่านมา และในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ทําความตกลงกับประเทศต่าง ๆ ถึง ๑๘ ประเทศ ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทยและต้องการที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นด้านการค้า การลงทุน การศึกษาและการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดีเป็นที่นาเสียดายว่าประเทศ ไทยพลาดโอกาสในการเป็นเจ้าภาพที่ดีสําหรับการประชุมระหว่างประเทศ เพราะมีความไม่สงบ ทางการเมืองเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๒ และการชุมนุมประท้วงที่นําไปสู่การเผาบ้านเผาเมือง เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว สิ่งเหล่านี้คงจะต้องถามว่าใครที่ทําให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเสียหาย ใครที่ทําความยุ่งเหยิงให้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยการหนุนหลังบุคคลที่ไม่หวังดีต่อประเทศไทย ส่งผลให้รัฐบาลกระผมและประชาชนไทยทั้งประเทศต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศกลับคืนมา ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ส่งเสริมสัมพันธไมตรี กับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านในทุกมิติ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง มีการจัดประชุมหารือในระดับต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ คณะกรรมาธิการร่วม หรือจอยท์ คอมมิชชั่น (Joint Commission) คณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป หรือเจนเนอรัล บอร์เดอร์ คอมมิทตี (General Border Committee) ซึ่งมิได้จํากัดเฉพาะเรื่องการเมืองและความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมในเรื่องเศรษฐกิจการค้า โดยตัวเลขสถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยืนยันถึงข้อเท็จจริง ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน อาทิ มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น กัมพูชาเพิ่มขึ้น ๕๔ เปอร์เซ็นต์ จากเกือบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท เราเพิ่มขึ้น ๓๗ เปอร์เซ็นต์ครับ