สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ โต้แย้งนโยบายของรัฐบาล โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีแนวทางในระยะยาวในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชัน และการบริหารประเทศที่ไม่ดี นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายให้แทนประชาชน และลดภาษีเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน เขายังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และเสนอแนะให้ท่านประธานออกนโยบายเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสนะครับ ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ว่าการอภิปรายในวันนี้ ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ท่านมานั่งคนแรก แต่ผมจะอภิปรายถึงกระทรวงการคลัง ท่านรัฐมนตรีกรณ์ จาติกวณิช วันนี้อาจจะประชุมเช้า ไปหน่อย ท่านอาจจะยังเข้ามาไม่ถึง แต่ผมเชื่อว่าท่านคงฟังทางสถานีวิทยุกระจายเสียง เราไม่ว่ากันนะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ในเบื้องต้นเลยผมได้รับ มอบหมายในเรื่องการอภิปรายเกี่ยวกับความล้มเหลวในนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ชุดปัจจุบันซึ่งนําโดยท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมกลับไป นอนคิดที่บ้านอยู่ ๒ คืน ประเด็นต่าง ๆ มันเยอะไปหมดในเรื่องของความผิดพลาด ในเรื่องของความล้มเหลวในการนําพาเศรษฐกิจ แต่จับประเด็นใหญ่ไม่ได้สักที สิ่งที่เกิดขึ้น นี่ไปถามพรรคพวกเพื่อนฝูงที่อยู่ในวงข้าราชการ ในภาคเอกชนต่าง ๆ คําตอบที่ได้รับก็คือ ทุกคนไม่รู้ว่าทิศทางของเศรษฐกิจ แนวนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันคืออะไร วิสัยทัศน์ในการที่จะนําพาประเทศ ในการที่จะนําพาปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ แก้ไขให้ลุล่วง มันจะไปทางไหน ในที่สุดพี่น้องประชาชนจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จะร่ํารวย มันไม่เห็น จะมีบ้านก็เป็นนโยบายในลักษณะของการที่แจก ไปตัดรายจ่ายกับการกู้ ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพอย่างนี้ครับ รัฐบาลในอดีตถ้าเรานึกชื่อไปแต่ละรัฐบาล ท่านชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี นึก ก็จะออกมาเป็นเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ท่านทักษิณ ชินวัตร ก็ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เป็นผู้นําในอาเซียน เป็นผู้นํา ทางเศรษฐกิจในภูมิภาค รัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ยังมีเศรษฐกิจพอเพียง รัฐบาลปัจจุบัน ท่านต้องการให้พี่น้องประชาชนจําท่านอย่างไรครับ กู้ กู้ กู้ โกง อภิปรายเรื่องโกงกันมาวันเต็ม ๆ แล้วยังไม่จบ ๔ วัน ๔ คืนยังไม่รู้จะพอหรือเปล่า มีบ้างครับอย่างที่ได้กล่าว บางนโยบาย เป็นนโยบายที่เป็นประชานิยมแบบแปลงรูปแบบเล็กน้อย ก็กลายเป็นกู้ ๆ แล้วก็ก็อปปี้ (Copy) แล้วโกงอีก นี่คือสิ่งที่ผมไม่เชื่อว่าท่านอยากจะให้เขาจําท่านไปตลอดชีวิตตลอดกาล ว่ารัฐบาลนี้ได้ฝากอะไรไว้ ภาระหนี้หรือ ได้ฝากเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันแบบใหม่หรือ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีมาหลายท่านนะครับ ยกชื่อมา เด่น ๆ นี่ ท่านดอกเตอร์ทนง พิทยะ ท่านดอกเตอร์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นึกชื่อมานะครับ ผมไม่ได้อวดอ้างหรือบอกว่าใครดีหรือไม่ดี แม้แต่รัฐบาลในอดีตของพรรคประชาธิปัตย์เอง ท่านธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ไม่ได้ชี้ชัด ว่าใครทําผิดทําถูก แก้ไขสําเร็จ แก้ไขล้มเหลว พาทิศทางประเทศไปทางไหน แต่ในส่วนของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้นมีส่วนหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือความเป็นผู้นํา การเป็นแม่ทัพ ในการนําพาเอาเศรษฐกิจของชาติให้มันเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่ง ซึ่งในยุคปัจจุบันเราไม่เห็นจากการทํางานของท่านรัฐมนตรีกรณ์ลย หลายคนพูดว่ามาจาก ในส่วนของภาคราชการเองนะครับเสียงสะท้อนนี้ ท่านทํางานเหมือนเป็นปลัดกระทรวงคนหนึ่ง ปล่อยให้ฝ่ายราชการนี่วางแผน ออกนโยบาย เดินไปเรื่อย ๆ เรื่องไหนน่าสนก็คว้ามากิน คว้ามาใช้ ออกสื่อโฆษณา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นแนวในการปฏิบัติของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ดีนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ไม่ใช่แค่บริหารจัดการภายในกระทรวงการคลังด้วยซ้ํา แต่จะต้อง นําพาเอากระทรวงเศรษฐกิจทั้งหลาย ท่านอยู่ในฐานะของหัวเรือเป็นแม่ทัพนะครับ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงแรงงานและ สวัสดิการสังคม ต้องชี้ครับ ต้องบอก ต้องส่งสัญญาณ ต้องนําเขาไปว่าเรากําลังจะพา เศรษฐกิจของประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร นี่คือหน้าที่และภาระที่สําคัญยิ่ง ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่จากความไร้วิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการวางแนวทาง เศรษฐกิจนี่นะครับ มันมีผลทําให้เรามองไม่เห็นว่าท่านจะทําอย่างไรให้ประเทศไทยมีรายได้ เพิ่มมากขึ้น ผมไม่ได้หมายถึง การเพิ่มรายได้นี่ ผมไม่ได้หมายถึงท่านไปขึ้นเงินเดือน ข้าราชการอย่างที่ทํามาปีกว่า ๆ ๒ ปีนี่นะครับ ไม่ได้พูดถึงเรื่องของการที่ภาครัฐ รัฐบาล เก็บภาษีได้เกินเป้า เอามายินดีปรีดา ตั้งงบกลางปี ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องเงิน ของพี่น้องประชาชนในกระเป๋าทุกคนที่เขาจะรวยขึ้น ที่เขาจะรู้สึกว่าเขามีสถานะ ความเป็นอยู่ที่มันมั่นคงกว่าเดิมที่เป็นอยู่ วันนี้นโยบาย แจกเงินแจกเช็ค ๒,๐๐๐ บาทบ้าง เอาเงินอุดหนุนโดยตรงกับกลุ่มต่าง ๆ บ้าง เหล่านี้มันไม่เกิดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ท่านซื้อปลามาแจกกินมื้อเดียวหมดครับ ท่านต้องคิดที่จะซื้อเบ็ดให้ครับ เอาเบ็ดให้เขา ไปครับ ไปตกปลากิน มันจะยั่งยืน นั่นคือการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ผมต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับ วันนี้ภาคเอกชนร้องระงมเลยครับ แบกภาระกันหลังอาน เพราะภาวะ ทางเศรษฐกิจที่มันพอจะประคองตัวไปได้อยู่บ้าง ส่วนใหญ่ภาระมันตกอยู่กับภาคเอกชน ซึ่งเขามองไม่เห็นว่าทางภาครัฐเองได้มีการสนับสนุนช่วยเหลือไปอุดหนุน ไปลดภาระความเหนื่อย ของเขาอย่างไรบ้าง เขามองภาพไม่เห็น เขามองไม่เห็นว่าท่านช่วยอะไรเขา ไม่มีเลยครับ ที่ท่านจะสร้างงาน สร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึง พี่น้องที่ทําธุรกิจ วันนี้ผมต้องกราบเรียนว่าผมจะฉีกความล้มเหลวของท่านออกมาเป็นข้อ ๆ ครับ ผมจะเอาหัวข้อให้ท่านก่อน ท่านจะได้เตรียมรับฟังว่าวันนี้ท่านจะพบอะไรบ้าง ท่านจะเห็น อะไรบ้างจากความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนํา ของท่านนะครับ

ข้อแรก ท่านไม่มีแนวทางในระยะยาวในการหารายได้มาชดใช้หนี้ ปล่อยภาระหนี้ ที่ท่านก่อให้กับคนรุ่นหลัง ตั้งนโยบายขาดดุล กู้มามากที่สุดในประวัติการณ์ ใช้จ่ายไม่ตรงจุด และมีการทุจริตคอร์รัปชัน ข้อ ๑ ยาวหน่อยนะครับ

ข้อที่ ๒ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับที่ลดต่ําลง ที่สําคัญ เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าการขายของเราที่สําคัญที่สุด

ข้อที่ ๓ ความล้มเหลวของท่านในการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท แล้วก็เงินเฟ้อ จนกระทั่งมันตกเป็นภาระกับพี่น้องประชาชน ธุรกิจการส่งออกตาย พี่น้องภาคการเกษตร พี่น้องยากจน ซื้อข้าวของแพง

ข้อที่ ๔ ปัญหาเรื่องของ อินคัม แก๊ป (Income Gap) คือการกระจาย ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ อ้ายรวยก็รวย จนก็จน รวยกระจุก จนกระจาย

ข้อที่ ๕ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งท่านดูจะจับ ความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ทัน

ข้อที่ ๖ การบริหารราคาน้ํามันที่ล้มเหลว ท่านมิ่งขวัญพูดไปบ้างเมื่อวาน เดี๋ยวผมจะมาต่อให้

ข้อที่ ๗ การตั้งงบประมาณที่ไม่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ไปเน้นทาง เสถียรภาพ และไม่ใช่เสถียรภาพของเศรษฐกิจ แต่เป็นเสถียรภาพของรัฐบาลเอง

ข้อสุดท้าย ท่านปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เกิดความเสียหายกับพี่น้องประชาชนเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท หลาย ๆ ข้อหาหนักนะครับท่าน ผมจะอธิบายให้ท่านฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในข้อแรกนั้นเกี่ยวกับความสามารถของท่าน ที่ไม่สามารถที่จะหารายได้มาชดใช้ภาระหนี้ที่ท่านก่อเองได้ จากการอภิปรายของท่าน มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เมื่อวานท่านประธานมันไม่ต้องถกเถียงอีกต่อไปครับ วันนี้รัฐบาล ชุดนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณ์ จาติกวณิช ก่อหนี้ให้กับประเทศไทยมากที่สุด เป็นประวัติการณ์ ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ใน ๒ ปีเศษ ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นไป ปีหน้านะครับ ประเทศไทยจะต้องตั้งงบประมาณในการจ่ายชดเชยดอกเบี้ยอย่างเดียว ดอกเบี้ยเงินกู้ ทั้งหมดปีละ ๒ แสนล้านบาท ไม่รวมเงินต้นนะครับ โครงสร้างงบประมาณแผ่นดิน ในปัจจุบัน ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นงบประจํา งบประมาณปีปัจจุบันอยู่ที่ ๒ ล้านล้านบาท โดยประมาณ ปีหน้า ปีต่อไป ปีไหน ๆ ก็ไม่หนีครับ มันก็เกาะอยู่ประมาณนี้ อาจจะค่อย ๆ ทยอยขึ้น แต่เราตีตัวเลขว่า ๒ ล้านล้านบาท นี่มันไม่หนี ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๒ ล้านล้านบาท คือ ๑.๖ ล้านล้านบาท เป็นไปแล้วครับ รายจ่ายประจํา ค่าแรง ค่าเงินเดือนสวัสดิการ ข้าราชการอะไรต่าง ๆ ค่าน้ํามัน ค่ารถ หมดไปแล้ว ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๑,๖๐๐,๐๐๐ แสนล้านบาท เหลือเท่าไรครับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไว้สําหรับ ๑. การลงทุนพัฒนาสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน ๒.ชําระเงินต้นและดอกเบี้ย ปรากฏว่าดอกเบี้ยของท่านมันกินไปแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในมือท่านจะเหลือประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้นเองครับ ถามว่า ๒ แสนล้านบาทนี้เอาไปใช้ทําอะไรได้บ้าง ๑. หนีไม่พ้นครับ จะไม่จ่ายเงินต้นเลยหรือ มันก็ต้องจ่ายบ้าง ที่เหลือเศษ ๆ เอาไปพัฒนา ถ้าไม่กู้ใหม่ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ผมมองไม่เห็นทางออกของประเทศไทยเลย ผมไม่หวังจะเห็นเลยตอนนี้ว่าการพัฒนา ในอนาคตของไทยในรอบ ๒-๓ ปีข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร เพราะเราจะต้องไปมัวสาละวน อยู่กับการตั้งงบประมาณไปชดใช้เอากับเงินภาระหนี้สินที่เราได้ก่อขึ้นมาในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจ่ายไปก่อน เงินต้นทยอยจ่าย ทยอยจ่าย เมื่อไรจะหมดไป ว่ากันข้างหน้า แต่เงินที่จะเหลือมาเป็นเงินลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค ไม่ต้องหวัง แทบไม่เหลือครับ นี่คือความเป็นจริงที่มันกําลังจะเกิดขึ้น แล้ววันนี้ไม่ต้องมาอ้าง อย่าลุกขึ้นมาตอบนะครับ ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ภาระหนี้ สาธารณะไม่ใช่ปัญหาของพี่น้องประชาชน เป็นปัญหาของรัฐบาล รัฐบาลกู้มา รัฐบาลเป็นคน ใช้หนี้สาธารณะคนละ ๖๔,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ว่าพี่น้องประชาชนต้องควักกระเป๋าสตางค์จ่าย รัฐบาลจ่ายให้ อย่าพูดทํานองนี้นะครับ เพราะชาวบ้านเขาไม่เชื่อ เงินภาษีทั้งนั้นครับ ที่มาจ่าย ในที่สุดเราก็ต้องไปเก็บภาษี ไปรีดเงินจากพี่น้องประชาชนเพื่อเอามาจ่ายกับภาระหนี้ ที่มันก่อขึ้นมากับการพัฒนาต่าง ๆ ที่เราต้องการจะเห็น มันไม่มีทางหรอกครับที่รัฐบาลจะไป เสกเงินที่ไหน หรือท่านจะควักเงินจากกระเป๋าเงินตัวเองผมไม่ทราบได้ แต่ผมว่ามันเป็นไปไม่ได้ ในข้อที่ ๒ นั้น ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่า อ้อ ยังไม่จบนะครับ ในเรื่องแรกอีกยาว พอสมควร ขอประทานโทษ

ในเรื่องของการหารายได้มาชดใช้ อย่างที่ได้บอก หนี้มันท่วมหัว ในขณะที่ รายได้ของรัฐบาลก็ขาดดุลมาโดยตลอด ปีนี้ขาดดุลถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขาดดุล งบประมาณคือต้องไปกู้มาชดใช้ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ไปสร้างหนี้ขนาดนี้แล้วจะหาเงิน จากไหน ทิศทางการเก็บภาษีหลัก ๆ มันมีอยู่ ๓ ตัวเท่านั้นครับกรมการจัดเก็บ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร กรมศุลกากร หนีไม่พ้นนะครับ รัฐบาลก็ต้องหาเงินจาก ๓ ส่วนนี้ ในส่วนของ กรมสรรพสามิตนั้น เหล้าบ้าง บุหรี่บ้าง ตัวหลัก ๆ คืออะไรครับ ภาษีจากน้ํามัน สรรพสามิตน้ํามัน ที่ท่านเก็บดีเซล ๕ บาท เก็บแก๊สโซฮอล์ ๗ บาท ผมจําตัวเลขลอย ๆ ไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ท่านเก็บ จากพี่น้องประชาชน ณ วันนี้ ภาระของพี่น้องประชาชนทุกคน เดี๋ยวผมจะไปลงรายละเอียด ในเรื่องของน้ํามันว่าท่านจะทําอะไรกับภาษีตัวนี้ แต่ในที่สุดแนวโน้มในอนาคตเพื่อลด ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเราก็ต้องลดภาษีในส่วนสรรพสามิตน้ํามัน ท่านจะหนี ไม่พ้นเลยครับ รัฐบาลหน้าก็คงจะหนีไม่พ้น

ในส่วนที่ ๒ เป็นภาษีสรรพากร ตัวหลักคือภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่พี่น้องประชาชน เขาทํางานเป็นห้างร้านนี่ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพอย่างนี้ครับ ท่านมีแนวคิดในการ ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นสิ่งดีครับ ผมก็คิดครับ พวกผมก็คิด อยากจะลดเหมือนกัน แต่การคิดกับการทํามันต่างกัน วิธีการจะลดภาษีตัวนี้ต้องทําให้เศรษฐกิจมันเฟื่องฟู และที่สําคัญเพื่อไม่ให้กระทบกับรายได้ของรัฐ ต้องขยายฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อน วันนี้คนแค่ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แบกหลังอานเลย คือภาระภาษีเงินได้นิติบุคคล ของคนทั้งประเทศ เขาจ่ายแทนคนทั้งประเทศในภาษีตัวนี้ เพราะหลายคนไม่มีเงินได้เพียงพอ ที่จะต้องมาจ่าย หลายบริษัท หลายห้างร้าน จํานวนไม่ได้ครับ บางคนก็ขาดทุน บางคนก็เจ๊ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แนวความคิดในการจะลดภาษีตัวนี้ ถ้าไม่มีแนวความคิด ไม่มีกรอบ ความคิดที่จะขยายฐานภาษี เพื่อที่ในอนาคตมันจะมีเงินจากส่วนอื่นไหลเข้ามารองรับเงิน ที่จะลดไปจากการที่ท่านลดภาษีตัวนี้ รัฐบาลในอนาคต รัฐบาลใด ๆ ก็อยู่ไม่ได้ ฐานภาษี มันไม่ขยายครับท่านประธาน คนมันไม่ได้รวยขึ้น อยากจะมีฐานภาษีตัวนี้มากขึ้นก็ทําให้ คนมันรวยขึ้นเรื่อย ๆ นั่นละว่าง่าย ๆ มีคนรวยใหม่ ๆ มันไม่มี นี่คือปัจจุบัน สภาพความเป็นจริง

ในส่วนของภาษีศุลกากรรังแต่จะลดความสําคัญไปเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้ ท่านประธานครับ กรมศุลกากรจะเก็บภาษีจากไหน ท่านไปรอดูที่สนามบินสุวรรณภูมิ บินเข้ามาก็เก็บเอากับพวกคนช็อปปิ้ง (Shopping) นั้น รัฐมนตรีคนไหนบินไปช็อปปิ้ง กลับมาก็เสียภาษีด้วยแล้วกัน นี่คืองานในอนาคตของศุลกากรแน่ ๆ ครับ เพราะอะไร เพราะวันนี้มันเป็นทิศทางของโลกครับ ในเรื่องของเขตการค้าเสรี หนีไม่พ้น หลบไม่ได้ เลี่ยงไม่ออกเด็ดขาด ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าเอฟทีเอ (FTA) ไทย-จีน เกือบ ๐ แล้ว ไทย-อาเซียน ๐ มานานแล้ว ประเทศไทย-ประเทศเกาหลี เกือบ ๐ ประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศอินเดีย ไม่เกิน ๕ ปี จะเป็น ๐ ครับ แล้วในอนาคตท่านคิดว่าภาษีศุลกากรซึ่งกลายมาเป็น ขาที่ง่อยเปลี้ยของการเก็บรายได้ ท่านจะหาเงินที่ไหนมาชดใช้ ในอนาคตที่คงไม่สามารถ ที่ตั้งงบประมาณ ๒ ล้านล้านบาท แล้วขาดดุลอยู่แค่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือเก็บเงินได้ ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท ผมว่าเป็นไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เมื่อภาระในเรื่องของหนี้สินมันเยอะ กําลังในการจัดเก็บเป็นข้อกังขา รายได้ในอนาคตมองไม่เห็นชัดเจน ผมกราบเรียนเลยครับ ท่านประธาน ผมมองไม่เห็นทางออกของการที่ประเทศไทยจะชดใช้หนี้สินที่ท่านก่อมา ในช่วงนี้ได้ แทบไม่มีโอกาส หรือว่าท่านจะปล่อยครับ ปล่อยคนรุ่นลูกรุ่นหลานเขามาแก้ไข ปัญหากันไป ใครจะเข้ามาในอนาคตก็ว่ากันไป ใกล้เลือกตั้งแล้ว เดี๋ยวรัฐบาลใหม่เขามาแก้ให้ อย่างนั้นหรือครับ ผมว่านั่นไม่ใช่ทางออกของประเทศไทยเด็ดขาด วันนี้การทุจริตคอร์รัปชัน ก็เต็มไปหมด ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ๔ วัน ๔ คืน พูดยังไม่จบ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน วันนี้รัฐบาลปลุกผี ปลุกผีคอมมิวนิสต์ (Communist) กลัวกันจังเลย ม็อบนั้นก็ใช่ ม็อบนี้ก็ใช่ คอมมิวนิสต์ เดี๋ยวนี้เขาไม่กลัวคอมมิวนิสต์ เขากลัวคอมมิชชัน (Commission) คอมมิชชัน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันนี่ละที่เขากลัวกัน เพราะภาคธุรกิจเขาไปไม่ได้ครับ มาถึงเจอ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เข้าไป ต้องเอาไปถวาย ต้องเอาไปส่ง แล้วจะเอาที่ไหนไปทํางาน ทํางานเสร็จออกมาก็เป็นงานชุ่ย ๆ จนกระทั่งในที่สุดหน่วยงาน ต่าง ๆ ไปตรวจสอบก็บอกว่างานไม่ผ่าน งานไม่ผ่าน โครงการก็ล้มเหลว ไทยเข้มแข็ง ก็ล้มเหลว อะไรก็ล้มเหลว นี่หรือสิ่งที่เป็นอยู่ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ในส่วนของความสามารถในการแข่งขันเป็นหัวข้อที่ ๒ ผมกราบเรียน อย่างนี้ครับ การลงทุนทั้งในประเทศแล้วก็ต่างประเทศ รัฐบาลชุดนี้ดูจะไม่ค่อยให้ ความสําคัญ ไม่ค่อยได้พูดถึงมากนัก โครงการพัฒนาพื้นฐานก็ไม่มี พูด พูด พูด ยังไม่เห็น ออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ถนนไร้ฝุ่น ถนนลูกรัง ถมถนน ถนนเก่าดีแล้วทุบใหม่ ทํารีไซกลิ้งทําใหม่ นี่คือโครงการในปัจจุบันซึ่งมันไม่เห็นรูปธรรมว่าเราจะพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคตอย่างไร นโยบายของท่านทําให้วันนี้ความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ นี่ลดลงมากครับ เพื่อนบ้านนี้ ในภูมิภาคอาเซียนของเรา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลของดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist) ปี ๒๕๕๓ ประเทศสิงคโปร์โต ๑๔.๘ เปอร์เซ็นต์ เทียบประเทศสิงคโปร์มันอาจจะไม่ยุติธรรม กับท่านมันคงแข่งกันยาก เอาแค่ประเทศอินโดนีเซียกับประเทศลาว ในรอบ ๒ ปีที่ผ่านมา เทียบอัตราการเติบโตเฉลี่ยเราสู้เขาไม่ได้นะครับ ท่านอาจจะตอบว่าปีนี้โต ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ แต่มันเป็น ๗.๕ เปอร์เซ็นต์บนฐานที่ลดลงจากปีก่อน ก็ของเก่ามันลด ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ปีนี้ขึ้นมาหน่อยหนึ่ง โดยเฉลี่ยมันก็อยู่แค่ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง คือมันเป็นการโตจากฐาน ที่มันได้ลดลงไปแล้วมันไม่ไปไหนเลยครับ มันเหมือนย้ําอยู่กับที่ แล้วท่านดูเงินเฟ้อสิครับ อัตราเงินเฟ้อมันก็เท่านี้ แล้วถามว่าคนมันรวยขึ้นหรือ ใครมันรวยขึ้นบ้าง ผมต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับ การลงทุนจากต่างประเทศเดี๋ยวนี้ หนีหาย เมื่อก่อนเราทําเรื่องของบีโอไอ เขาก็อยากมาลงทุน มาถึงมาเจรจาต่อรองได้สิทธิพิเศษไป ไม่ต้องเสียภาษี เราให้เขามาลงทุน ๕ ปี ๘ ปีผ่านมาสิทธิประโยชน์หมดเขาก็มาขอต่ออายุ เราบอก ไม่ได้ ไม่ได้เป็นอย่างไรครับ เขาก็ย้ายฐานการผลิตไป นี่ประเทศเราไม่ได้พัฒนาอะไรให้จูงใจเขาเข้ามาอยู่โดยถาวร เลยหรือ เราทําอะไรบ้าง ท่านทําอะไรบ้าง ทําไมล่ะครับ เขามาแค่เรื่องภาษีเพราะว่า มันไม่เสียภาษีหรือ แล้วอย่างนี้บีโอไอมีไว้ทําไม ผมไม่ได้อภิปรายกระทรวงอุตสาหกรรม นะครับ แต่ผมอภิปรายในเรื่องของแนวคิดท่านในฐานะของผู้นําทางเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ แล้วเราจะมีเขาไปทําไม มาถึงมาก็ได้การจ้างงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เงินเดือนของแรงงาน ได้เงินเดือน ขั้นต่ํา แล้วถึงเวลาภาษีเข้ารัฐก็ไม่ได้สักบาท เทคโนโลยีท่านมีแนวคิดไหมที่จะให้เขาถ่ายโอน มาให้เรา ไม่มีครับ เขาไปถึงเราก็ทําอะไรไม่เป็นครับ เพราะเราเอาไว้ประกอบอย่างเดียว เขาก็สั่งนําเข้าเครื่องมาประกอบ ๆ ส่งออก ทําอะไรไม่เป็นขันน็อตอย่างเดียว อย่างนี้ หรือครับแนวทิศทางการนําพาเศรษฐกิจของไทย มันไม่ใช่ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ปัญหาต่าง ๆ มันเกิดมากมายหลายจุด

ผมเข้าสู่ประเด็นต่อไปเลย เวลาล่วงเลยปัญหาค่าเงินบาทแข็ง แล้วก็เงินเฟ้อ ซึ่งท่านไม่มีทางแก้ได้เลยในภาวะปัจจุบัน ผมจะชี้ประเด็นให้เห็นว่าในที่สุด ไม่รู้ท่านจงใจ หรือเปล่า จงใจจะให้เงินบาทมันแข็งหรือเปล่า จงใจจะให้เงินมันเฟ้อหรือเปล่า มันเป็น คําสงสัย มันเป็นข้อกล่าวหาที่ผมจะต้องมองไปที่ท่านด้วยความไม่เชื่อถือ วันนี้เศรษฐกิจไทย พึ่งการส่งออกเป็นหลัก ปรากฏว่าค่าเงินบาททยอยแข็งตัวขึ้นเรื่อย ๆ ท่านก็ละทิ้งภาคการส่งออก ไม่มีแนวนโยบายที่ชัดเจนใด ๆ ในการที่จะเข้าไปแก้ไข ตอนท่านเข้ามามันวิ่งอยู่แถว ๓๕ บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ วันนี้แนวต้านอยู่ที่ ๓๐ บาท ๒๐ สตางค์ครับ เงินทะลักเข้ามาอีก ระลอกหนึ่ง แนวต้านนี้แตกแน่ ไปมองกันเลยครับ ๒๙ บาท แล้วถามว่าท่านทําอะไรบ้าง มาตรการหลัก ๆ ของท่านครับ ผมจับได้อันเดียวจริง ๆ เรื่องแคปปิตอล เกน แท็กซ์ (Capital Gain Tax) ที่บอกว่าถ้าเป็นเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาจะต้องเสียภาษี ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ ปรากฏมาตรการนี้เหลว เพราะอะไร มันไม่บังคับใช้กับประเทศสิงคโปร์ ประเทศฮ่องกง เงินตัวนี้แถวประเทศใกล้ ๆ นี่ละครับ ที่มันเข้ามาถล่มเราจนเละตุ้มเปะไม่เป็นชิ้นดี ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ท่านให้นโยบายเหมือนให้ยาแก้ปวดหัวกับคนไข้ที่มันเป็น มะเร็ง มันก็รังแต่จะทรุดลงไปเรื่อย ๆ วันนี้ภาคการส่งออกร้องจ๊ากกันเป็นแถว แล้วผมถาม ท่านประธานว่าเราในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมันอยู่อย่างมีความสุขหรือ คนที่เขาจ้างงานในภาคการส่งออกก็คือพี่น้องประชาชนที่เป็นแรงงานที่อยู่ในบ้านเรานั้น ต่างจังหวัดมันก็พวกนี้ทั้งนั้นนะครับ แล้วเราปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น นโยบายที่ท่าน ออกมาต่าง ๆ ในการแก้ไขเรื่องปัญหาค่าเงินบาทนี้ ภาคเอกชนวิชาการเขาออกมาบอกแล้ว ว่ามันแก้ไม่ตรงจุด มันเกาไม่ตรงที่คัน คนที่เดือดร้อนในที่สุดก็คือภาคการส่งออกและภาค การเกษตรครับท่านประธาน ไม่ใช่แค่เรื่องส่งออกนะครับ ทําไมครับ ก็ข้าวเมื่อก่อนมันขายได้ ๓๕ บาท ขายได้ ๑ ดอลลาร์สหรัฐมันได้ ๓๕ บาท เดี๋ยวนี้ขายได้ ๑ ดอลลาร์สหรัฐเท่าเดิม เหลือ ๓๐ บาท นี่ละครับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนของพี่น้องภาคการเกษตรด้วย เงินที่มันได้มันน้อยลง แล้วท่านดูผลที่เกิดขึ้นคืออะไร วันนี้ประเทศไทยเสียตลาดการค้าข้าว ซึ่งประเทศไทยเคยครองเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอดให้กับประเทศเวียดนาม เราสู้เขาไม่ได้ แล้วครับ แล้วท่านรู้ไหมว่าประเทศเวียดนามเขาทําอะไร ท่านประธานที่เคารพ เงินด่อง ของประเทศเวียดนามเขาลดค่าเงินไป ๔-๕ ครั้งแล้ว เราไม่ทําอะไรเลย ปล่อยมันแข็ง แข็ง แข็ง ส่งออกตาย ตาย ตาย มันเกิดอะไรขึ้น หน้าที่ของท่านนะครับ ส่งสัญญาณครับว่าปัญหา ค่าเงินบาทแข็งเป็นปัญหาสําคัญของชาติ ต้องส่งสัญญาณออกไป ๒. ออกนโยบายเชิงรุก ที่ไม่ใช่นโยบายหน่อมแน้มอย่างแคปปิตอล เกน แท็กซ์ นี่ไม่มีใครเขากลัวเลย ช่องทางหลบเลี่ยง ก็มีเยอะ ในที่สุดก็มีแต่จะต้องผ่อนปรน ๆ เพราะมันไม่เอาจริงเอาจัง แล้วท่านทําอะไรครับ ท่านบอกว่าปล่อยภาระเป็นภาระของธนาคารแห่งประเทศไทย เอาละ รัฐบาลไม่มีสิทธิ ก้าวก่ายธนาคารแห่งประเทศไทยว่ากันไป แต่ท่านปล่อยภาระอย่างนี้ไปให้มือเขานี่ ธนาคาร แห่งประเทศไทยเห็นสัญญาณที่ท่านส่งแล้วมันอ่อนเหลือเกิน ในที่สุดไม่ขยับตัวครับ ไม่มีการใช้ กลไกอัตราดอกเบี้ยมาช่วยเหลือเรื่องค่าเงินในช่วงนั้นมันก็แข็งเอา ๆ วันนี้กลายเป็นเรื่องของ เงินเฟ้อ เงินเฟ้อก็คือข้าวของมันแพง แพง แพง เมื่อวานพูดกันทั้งวันเรื่องของกระทรวง พาณิชย์ มันแพงทุกตัว มันแพงทุกตัว กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นตัวนําในการแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจ จะบอกผมไม่รู้เรื่องเงินเฟ้อ ผมไม่สนใจไม่ได้ครับ ท่านมีหน้าที่โดยตรง ในการกํากับแล้วก็แก้ไขปัญหาภาวะเศรษฐกิจของประเทศ นี่คือเรื่องของกระทรวงการคลัง ไม่ใช่เก็บเงินเรื่องของเงินคงคลังอย่างเดียว ไม่ใช่ เบิกจ่ายอย่างเดียวก็ไม่ใช่ครับ น้ํามันปาล์ม น้ํามัน อาหารการกิน น้ําตาลทราย กะปิ น้ําปลา ไม่ต้องถาม ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีบอก ยังอยู่ในระดับควบคุมได้ เงินเฟ้อพื้นฐานไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ชาวบ้านร้านตลาดฟังแล้ว เงินเฟ้อ ๓ เปอร์เซ็นต์ ยังดีอยู่ ยังดีอยู่ ไม่ใช่ครับ ท่านบอกความจริงกับพี่น้องประชาชนสิครับว่า ไทยนี้ใช้ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นหลัก เงินเฟ้อพื้นฐานแปลว่าอะไรครับ เงินเฟ้อพื้นฐาน คือเงินเฟ้อราคาสินค้าที่ไม่รวมหมวดพลังงานและอาหาร เราใช้ตัวเลขอย่างนี้มาตลอดครับ ท่านอาจจะมาอ้างครับ สมัยก่อนกี่รัฐบาล กี่รัฐบาลต่ออย่างนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน เงินเฟ้อพื้นฐาน คือไม่รวมพลังงานและหมวดอาหาร ที่แพง ๆ ปัจจุบันนี้อาหารกับพลังงานนี้ไม่รวม แต่วันนี้ สถานการณ์มันเปลี่ยนไปมันแพงจนกระทั่งหยุดไม่อยู่แล้ว มันไม่มีแนวนโยบายใด ๆ ออกมาแก้ไข เพื่อที่จะหยุดเรื่องปัญหาของเงินเฟ้อเลย เราควรจะทําอย่างไร ท่านต้องส่งสัญญาณเอาไว้ว่าวันนี้ มันแพงแล้วนะครับ สถานการณ์เรื่องของสินค้าอุปโภคบริโภคนี้มันแพงมาก จะหามาตรการ แก้ไขที่รัดกุมส่งสัญญาณให้ชัดครับ นี่คือหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมวันนี้เงินเฟ้อแท้จริงเอาแบบรวมอาหารและพลังงานมันเท่าไรแล้ว ท่านตอบให้พี่น้องประชาชน ฟังให้ชื่นใจหน่อยเถอะ พุ่งไปขนาดไหนแล้ว คราวนี้เข้ารูปเดิมครับท่านประธาน ลอยตัวกัน ทั้งรัฐบาล เรื่องปัญหาเงินเฟ้อ ผลักภาระไปลงที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย งงเป็นไก่ตาแตก จะทําอย่างไรกับเงินเฟ้อครั้งนี้ดี แล้วถามว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีอาวุธอะไร ในมือ เขาถืออยู่อย่างเดียวครับ คืออัตราดอกเบี้ย นี่คือสิ่งเดียวที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมี ครับ อัตราดอกเบี้ย อาทิตย์ที่แล้ววันที่ ๙ มีนาคม ธนาคารแห่งประเทศไทยหลังจากรับ สัญญาณจากนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าการแก้ไขปัญหา เงินเฟ้อเป็นเรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย พูดชัดเจน ธนาคารแห่งประเทศไทยทําการ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน ๑ สลึง ๒๕ สตางค์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วท่านทราบไหม ผลกระทบคืออะไร อัตราดอกเบี้ยแข็ง ค่าเงินไหลเข้า ทะลักเข้ามาอีก ค่าเงินบาทแข็งไปอีก แนวต้าน ๓๐ บาท ๒๐ สตางค์ท่านทะลุแน่ ๆ ทะลุแน่ ๆ ภาคการส่งออกเดือดร้อน ภาคการเกษตรขายไม่ได้ราคา นี่ละครับ คือแนวการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของท่าน ผมต้อง กราบเรียนท่านว่าท่านไม่รู้เลยหรืออันนี้อาจจออกวิชาการหน่อย ๆ ท่านไม่รู้เลยหรือว่าปัญหา เงินเฟ้อครั้งนี้เขาเรียกว่ามันเป็นคอร์ส พุช (Cost Push) ไม่ใช่ดีมานด์ พูล (Demand Pull) คือมันไม่ได้เกิดจากคอร์ส พุช ก็คือการผลักมันเกิดจากต้นทุนราคาที่มันสูงขึ้น ต้นทุนมันสูง ปุ๋ย ยา ราคาแพง อาหารสัตว์ก็แพง น้ํามันก็แพง น้ํามันพืชก็แพง น้ําตาลก็แพง อะไรก็แพง ต้นทุนมันก็เลยสูงครับ มันมาก ด้านซับพลาย (Supply) มันไม่ใช่ดีมานด์ พูล ก็คือเรื่องของ ความต้องการบริโภคมากขึ้น คนไทยอยากกินน้ํามันปาล์มมากขึ้นหรือ คนไทยอยากกิน น้ําตาลทรายมากขึ้นหรือ ไม่ใช่ครับ ไม่มีครับ ความต้องการมันเท่าเดิมแต่ต้นทุนมันสูง ท่านก็ปล่อยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้กลไกดอกเบี้ยไปกดอัตราเงินเฟ้อ เกาไม่ตรงที่คัน อีกแล้ว ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นนอกจากจะก่อปัญหากับภาระค่าเงินบาทแข็งมากขึ้น กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น รัฐบาลมัวหลงไหลได้ปลื้มไปกับเรื่องของเงินเฟ้อต่ําที่เป็นเงิน เฟ้อพื้นฐาน วันนี้คงถึงเวลาแล้วครับที่จะหยุดปิดบังพี่น้องประชาชน บอกความจริงกับเขาไป เสียว่าท่านควบคุมปัญหาเรื่องของของแพงไม่ได้ มั่วไปกว่านั้นท่านนายกรัฐมนตรีไปให้ สัมภาษณ์ ผมประทานโทษนะครับอาจจะพาดพิงตรงไปหน่อย แต่ท่านพูดจริง ๆ นักข่าวถาม เรื่องของเงินเฟ้อจะแก้ไขปัญหาอย่างไร บอกแพงบ้าง ผมไม่อ่านจากตัวหนังสือพิมพ์ ไม่อ่าน จากข่าว ถ้าท่านอยากเห็นเดี๋ยวมาขอกับผม อาจจะแพงบ้างของแพง แก้ไขอย่างไร เดี๋ยวจะไปพิจารณาเรื่องการปรับขึ้นค่าแรง ไปกันใหญ่ครับ โอละพ่อ ปรับขึ้นค่าแรงนี่ ใครเขาอยากทําครับ ผมไม่รู้ว่าท่านมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อการหาเสียงที่ใกล้เลือกตั้งหรือไม่ ผมก็ปรับค่าแรงให้พี่น้องประชาชนที่เป็นแรงงานครับ แต่ท่านประธานครับ มาปรับค่าแรง ตอนนี้ในภาวะเงินเฟ้อลักษณะนี้ที่เป็นเรื่องของต้นทุนการผลิตที่มันสูงขึ้น ท่านพาประเทศ ไทยปีนบันไดลิงแน่นอนครับ ทําไมผมใช้คําว่า ปีนบันไดลิง ไล่อย่างไรก็ไล่ไม่จน ต้นทุนแพง ของแพงขึ้นมาทําอย่างไรดี คิดไม่ออก ปรับค่าแรงขั้นต่ํา ปรับค่าแรงขั้นต่ํามันก็ไปเสริม เอาต้นทุนแพงอีกรอบหนึ่ง ต้นทุนแพงของก็แพงอีก คราวนี้เอาอย่างไรครับ กลับไปที่เก่า ปรับค่าแรงขั้นต่ําจะวนอย่างนี้หรือครับ จะปีนบันไดลิงขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างนี้หรือครับ เศรษฐกิจถึงกาลล้มเหลวแน่นอน นี่เราพูดกันอย่างวิชาการ แนวคิดแบบนี้ไม่รู้ไปเอามาได้ อย่างไร มันต้องแก้ให้ตรงจุดครับ ไปแก้ไขเรื่องของต้นทุนการผลิตของพี่น้องประชาชนครับ ทําไมปุ๋ยยาเขาแพงจะทําการเกษตร ทําไมน้ํามันมันแพง ทําไมเรื่องของอาหารการกิน น้ํามันพืช น้ํามันปาล์มมันแพงละ ไปแก้ตรงนั้นสิครับ นั่นคือแนวทางการแก้ไขภาวะ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยที่ควรจะเป็น

ในเรื่องที่ ๔ เรื่องความเหลื่อมล้ําในเรื่องรายได้ ขณะที่ความเติบโต ทางเศรษฐกิจที่เราเห็นอยู่บ้างนี่นะครับ มันเห็นได้ แต่มันสัมผัสไม่ได้ ทําไมถึงใช้คํานี้ เพราะมันยังรวยกระจุก จนกระจาย คนจนมีอยู่ทั่วไปหมด คนรวยก็มีอยู่หยิบมือเท่าเดิม จํานวนเดิม มีรวยอยู่บ้างก็ไม่รู้นะครับ ถ้ารวยขึ้นอาจจะเป็นพวกที่เข้าร่วมกับการทุจริต คอร์รัปชันในบางส่วน อันนี้ว่ากันไปเราไม่รู้ มี แต่ไม่ใช่พี่น้องประชาชนโดยรวมที่ได้ ผลประโยชน์ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพอย่างนี้ครับ ตัวชี้วัดทางเรื่องของปัญหา ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจมันมีครับ เขาเรียกว่า จีนี่ โค-เอฟฟิเชี่ยน (Genie Co-Efficient) ท่านทราบอยู่แล้ว ผมทราบดี ข้อมูลนี้ก็มาจากหน่วยงานของรัฐเองครับ บอกว่ามันเป็นตัวเลข ๐ ถึง ๑ เลข ๐ แปลว่าเท่าเทียมกันมากเลย ทุกคนรวยเท่ากันหมด เลข ๑ คือแย่ที่สุด มีคนเดียวได้เงินทั้งหมดรวยมาก ที่เหลือจนหมดไม่มีสตางค์เลย นี่คือ จีนี่ โค-เอฟฟิเชี่ยน วันนี้ตัวเลขล่าสุดของไทยสิ้นปี ๒๕๕๒ อยู่ที่ ๐.๔๘๕ ผมไม่ได้บอกว่า ตัวเลข ๐.๔๘๕ นี่มันดีหรือมันเลว การจะบอกว่ามันดีมันเลวมันต้องเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งมันไม่เป็นธรรมกับการที่จะเอารัฐบาลของเราไปเทียบกับใคร เพราะสภาวการณ์ ทางเศรษฐกิจองค์ประกอบอะไรต่าง ๆ ปัจจัยอะไรต่าง ๆ มันต่างกันถ้าเทียบอย่างนั้นดูจะ ไม่ยุติธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตัวเลขแถว ๆ ต่ํากว่า ๐.๕ นิดหน่อย มันไม่เคยไปไหนเลย ในช่วงรัฐบาลของท่าน มันไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสําคัญเลย ดูอีกตัวหนึ่งสัดส่วนของรายได้ ประชากรแบ่งตามระดับชั้นต่าง ๆ คือเขาจะแบ่งประชากรออกเป็น ๕ กลุ่ม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แรก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่สอง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่สาม ๒๐ เปอร์เซ็นต์สุดท้ายที่จนที่สุดและรวย ที่สุด แล้วก็บอกว่าแต่ละกลุ่มมีรายได้เทียบกับสัดส่วนรายได้ทั้งประเทศเท่าไร ผมกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าประเทศไทยมีรายได้ ๑๐๐ บาท วันนี้คน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ที่รวยที่สุด ถือครองรายได้ ๑๐๐ บาทนี้ถึง ๕๔ บาท ๑๙ สตางค์ คน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่รวย ที่สุดคือ ๒ กลุ่มบนรวมกัน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถือครองรายได้นี้อยู่ถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ คนจน ที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์สุดท้ายที่จนที่สุดถือครองรายได้อยู่ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ รวยก็รวยไปสิ จนก็จนดักดานอย่างนั้น เอาละท่านไม่ต้องมาตอบว่าตัวเลขนี้ มันก็อย่างนี้ มันเป็นมาโดยตลอด รัฐบาลไหนก็แก้ไม่ได้ เพราะนี่คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลท่าน เวลาตอบกรุณาอย่าตอบว่าท่านก็ทําไม่ได้ คนนั้นก็ทําไม่ได้ อย่าชี้นิ้ว นั่นไม่ใช่ วิสัยที่ดี แต่วันนี้ท่านทําอะไรในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจบ้าง นี่คือคําถาม ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่ามันไม่มีให้เห็นเลย รัฐบาล ในอดีตท่านเคยได้ยินไหมครับ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส รัฐบาลในอดีตนะครับ ท่านประธาน รัฐบาลท่านละ ลดรายจ่ายมีบ้างครับ แจกเช็คบ้าง เอาเงินอุดหนุนโดยตรงกับ กลุ่มต่าง ๆ บ้าง เพิ่มรายได้ มองไม่เห็นเลย ไม่ชัดเจน ขยายโอกาส โอกาสของพี่น้อง ประชาชนไม่ต้องหาเลยตอนนี้ มันอยู่ตรงไหน ท่านขยายโอกาสอย่างไร มันไม่มีอะไรที่เป็น รูปธรรม วันนั้นผมฟังท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดในการเลี้ยงโต๊ะจีน ที่พรรคประชาธิปัตย์ จัดโต๊ะละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทนั้น ท่านพูดมาเลยจะทําอย่างโน้นอย่างนี้ จะลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ผมเห็นมันอยู่ในปากท่านนะครับ ขยายโอกาส นี่ท่านเกือบเหมือนเป๊ะ เลยนะ เกือบเหมือนอดีตนายกรัฐมนตรีเป๊ะเลย ติดขยายโอกาสไม่มาเท่านั้นเอง นี่ครับคือ สิ่งที่พี่น้องประชาชนเขาถวิลหาว่าในอดีตมันได้แล้ววันนี้มันหายไปไหน ท่านประธานครับ ทําไมค่าเงินบาทแข็ง เงินนอกมันไหลเข้าครับ อย่าตอบอย่างนี้ไม่ดี แน่นอนเงินนอกมันไหล เข้าค่าเงินบาทมันแข็ง แต่มันเป็นความจงใจหรือไม่ในการที่ไม่ดําเนินการใด ๆ ในการแก้ไขปัญหา เรื่องค่าเงินบาทแข็งเป็นความจงใจหรือเปล่า เขาว่าท่านเป็นพ่อมดการเงิน ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เคยทํางานในบริษัทไฟแนนซ์ชื่อดัง ไม่เอ่ยชื่อ เขาบอกว่า เงินนอกไหลเข้า ค่าเงินบาทแข็งมันไหลเข้ามาที่ตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้เป็นจํานวนมาก เงินเข้ามาก การซื้อ-ขายก็สูงราคาสวิง (Swing) สวิงขึ้น-ลงอย่างนี้ตลาดหุ้น บางทีบางครั้งคนในรัฐบาลเอง รวมถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ไปพูดในลักษณะชี้นําตลาด ไทยคม ล็อกซเล่ย์ หลายสิ่งหลายอย่าง ราคาขึ้น เทขาย ราคาลง ซื้อเข้ามา กําไรไปอยู่ที่ใคร ใครเดือดร้อน นี่คือเรื่องของการปั่นหุ้นหรือเปล่า ผมไม่ลงรายละเอียดครับ ท่านรอฟัง ท่านผู้อภิปรายท่านต่อไปมารอเชือดท่านอยู่แล้ว ท่านประเกียรติ นาสิมมา จะมาอธิบายให้ฟังว่า มันเกิดอะไรขึ้น มันเป็นความจงใจหรือไม่ ที่ค่าเงินบาทมันแข็งแล้วเงินมันไหลเข้ามา ที่ตลาดหลักทรัพย์เยอะจนเป็นประวัติการณ์ ตอนรับตําแหน่งใหม่ ๆ ก็ฮือฮาอีก อันนี้ยังอยู่ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมนะครับ ท่านแก้ปัญหาเรื่อง การกระจายรายได้ไม่ได้ รับตําแหน่งใหม่ ๆ ฮือฮามาก ปลุกผีภาษีมรดกกับภาษีทรัพย์สิน ขึ้นมาครับ บอกว่ามีภาษี ๒ ตัวนี้จะทําให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ภาษีมรดกเก็บแพง ๆ คนรวยโดนเยอะ ๆ ภาษีทรัพย์สินใครเป็นเศรษฐีที่ดินไม่ใช้ประโยชน์ โดนเก็บกันหมด นี่คือสิ่งที่ท่านพูด สิ่งที่ท่านคิด สิ่งที่ท่านเตรียมจะทําในวันนั้น ผมจะบอก ความจริงกับพี่น้องประชาชนให้ก็ได้ครับ ภาษีทรัพย์สินนี่ท่านเอามาปัดฝุ่นครับ มันคิดตั้งแต่ สมัยท่านทักษิณ ชินวัตร ผมยืนยันให้ก็ได้ ผมยืนยันให้ท่านไปถามดีกว่า ไปถามท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ดู ผมอ้างชื่อตรง ๆ เลย เพราะท่านเป็นคนนั่งประชุมอยู่กับท่านทักษิณอยู่ในห้องที่ ทําเนียบรัฐบาล เรื่องภาษีทรัพย์สิน ถามว่าจะเก็บได้ไหมภาษีตัวนี้ เพราะก็รู้ว่านายกรัฐมนตรี วันนั้นก็ทรัพย์สินพอควร ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีบอกว่าเก็บได้ครับ เก็บเลยผมไม่มีปัญหา นี่คือคําบอกเล่าที่เล่ากันมานะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ปรากฏเกิดการปฏิวัติเสียก่อน ก็คาอยู่ ท่านก็ปัดฝุ่น ปัดฝุ่น ปัดฝุ่น เอามาขึ้นหิ้งขายอีก ไม่เป็นอะไร ไม่เป็นอะไร ไม่ว่ากัน แต่ปรากฏว่าเอาขึ้นหิ้งมาแล้วปัดฝุ่นแล้ววางบนหิ้ง ดองอยู่บนหิ้งฝุ่นเกาะอีกแล้ว หายไปไหนครับ ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดกเมื่อไรจะคลอดครับ ไม่มีวี่แวว ท่านปฏิเสธสิว่ามันไม่ใช่ มีพวกที่ปรึกษาแถว ๆ ท่านเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับชั้นกฤษฎีกา ไปยุ่งกับเรื่องของตัวภาษี ทรัพย์สินจนมันวุ่นไปหมด ไปรักษาผลประโยชน์ตัวเอง ในที่สุดคลอดไม่ได้ หลังจากนั้นวันนั้น เป็นต้นมาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่เคยพูดถึงเรื่องของภาษี ๒ ตัวนี้อีกเลย ไม่มีอีกเลย แล้วเศรษฐกิจเวลามันโต มันโตที่ไหน มันก็โตกระจุกอยู่กับคนรวยเจ้าเก่า ๆ เจ้าเดิม ๆ รวยแล้วก็รวยซ้ําซาก เป็นโรครวยซ้ําซากจริง ๆ พวกนี้ เจริญอยู่ไม่กี่เจ้าหรอกครับ ที่มันร่ํารวยอยู่แล้วมันก็ไปเรื่อย ๆ นี่ละครับคือการกระจุกตัวในขณะที่ท่านเองแทนที่จะ คิดถึงพี่น้องประชาชนที่เขาเดือดร้อน ยกตัวอย่างให้ท่านฟังง่าย ๆ เรื่องเดียวนะครับ ดูอย่าง เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ํามันปาล์ม มันแพง ๆ ท่านก็บอกจะจัดโควตาฝาเขียว ฝาชมพูอะไร เต็มไปหมด เอาไปขายที่ไหนครับ ท่านเอาไปขายโมเดิร์น เทรด (Modern Tread) แม็คโคร เทสโก้ โลตัส ใหญ่ ๆ พี่น้องโชห่วยไม่ได้ขายเลยสักคนหนึ่ง โชห่วยบ้านผม ไม่ได้ขายเลยครับ แต่ทําอย่างไร มันไม่มีทางเลือก ท่านทราบไหมครับ ทั้ง ๒ ท่าน ส.ส. กรุงเทพมหานคร ทั้งนั้นเลยนั่งบนบัลลังก์ตอนนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีกับท่านกรณ์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร ไม่เคยเห็นครับ บ้านผมไม่มีนะครับ แม็คโคร เทสโก้ โลตัส ต่างจังหวัดมันไม่มีครับ มีเซเว่น-อีเลฟเว่น (7-Eleven) นี่ก็บุญโขแล้วครับ มันอําเภอเล็ก ๆ ครับ บางที่ไม่มีเลย ในที่สุดไม่มีช่องทางในการจัดจําหน่ายไปให้เขา โชห่วยทําอย่างไรไปซื้อจากห้างใหญ่ครับ บางทีขนกันไปหลาย ๆ คน เพราะให้ซื้อได้ขวดเดียวก็ต้องไปต่อคิวซื้อ ซื้อ ซื้อ ซื้อ มาเอามาตั้งขายร้านโชห่วย กําไรไป ๒ บาท ๓ บาท โดนจับ ไปเลย ขายเกิน ๒ บาทโดนจับ ทั้ง ๆ ที่พี่น้องประชาชนเขาต้องการ เพราะเขาไม่มีช่องทาง ท่านจะให้เขาขับรถ ๘๐ กิโลเมตร ๑๐๐ กิโลเมตรไปเทสโก้ โลตัสในเมืองเพื่อที่จะไปซื้อน้ํามันพืชขวดเดียว ของท่านหรือ ทําไมท่านไม่ใช้ช่องทางของโชห่วยเล็ก ๆ ที่เขามีอยู่แล้วในการช่วยเหลือ ละครับ เขาจะได้มีรายได้ด้วย พี่น้องประชาชนจะได้รับการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึงอีก นี่ตัวอย่างเดียวนะครับที่ท่านผิดพลาด ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ การอุดหนุนกับธุรกิจ ขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงโอทอป (OTOP) นี่ ก็ดูจะไม่มีเลย เอสเอ็มอี (SME) ธุรกิจ ขนาดกลางและขนาดเล็กมีบ้างครับ ถ้าผมจําไม่ผิดจะเคยมีการตั้งงบประมาณอุดหนุน ธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แต่นั่นไม่ใช่การส่งสัญญาณหรือทิศทาง ที่ชัดเจนในการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้มันไปข้างหน้า วันนี้ไปถามสิครับธุรกิจเอสเอ็มอี ไม่ต้องพูดถึงธนาคารเอกชนใหญ่ ๆ นะครับ ธนาคารใหญ่ ๆ อย่าเอ่ยชื่อดีกว่า พูดถึง ธนาคารเอสเอ็มอี แบงก์ ชื่อก็เอสเอ็มอีแล้วเอสเอ็มอีไปขอ จะไปขอเงินกู้ทีหนึ่ง แทบจะต้องกราบกราน ต้องไปกราบขอมันยากเหลือเกิน เงินมันมีจํากัด ในที่สุดบางที ก็ต้องมีใต้โต๊ะ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงท่านอย่าปฏิเสธ มันปฏิเสธไม่ได้ มันเกิดขึ้นจริงครับ นี่คือการดูแลเอสเอ็มอีหรือโอทอป เขาเคยทํากันมาดี ๆ อู้ฟู่ทั้งเมือง เมื่อก่อนเอามาขาย เมืองทองใหญ่โตมโหฬารมีทุกจังหวัดทั่วประเทศ ใครไม่มีบ้าง มีทุกพื้นที่ ทุกพื้นที่มีหมดครับ โอทอป วันนี้เหงาหงอย ปี ๒๕๕๒ รัฐบาลท่านตั้งงบประมาณอุดหนุนเรื่องของโอทอป เป็นเงินถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไว้ประชุมกรรมการทั้งปีเท่านั้นเองครับท่านประธาน เอาไว้นั่งประชุมกันอยู่กรุงเทพฯ นี่ไปไหนก็ไม่ได้เปลืองค่าน้ํามัน ปี ๒๕๕๓ ดีขึ้นมาหน่อย ผมจําตัวเลขไม่ได้มีการปรับเพิ่ม ผมเป็นกรรมาธิการอยู่ มีการปรับเพิ่มวงเงินให้เรื่องของโอทอป น่าจะหลัก ๑๐๐ ล้านบาท ๑๐๐-๒๐๐ ล้านบาท แต่จากการละเลยของท่านในปี ๒๕๕๒ โอทอปจํานวนมากที่กําลังตั้งไข่ตายไปแล้วครับ ไม่ทันแล้วครับ เดี้ยงไปเรียบร้อยช่วยไม่ทัน ปีปัจจุบัน ๒๕๕๓ ตั้งงบมา ๓๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ใช่ว่าจะเพียงพอสําหรับการที่จะไปช่วยเหลือ ไปพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของกลุ่มพี่น้องประชาชนเหล่านี้ นี่คือปัญหาที่มันเกิดขึ้น ในเรื่องของการกระจายรายได้ที่ท่านแก้ไม่สําเร็จ

การจับกระแสโลกไม่ทัน ประเด็นถัดมา ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับท่าน ไม่เข้าใจเลยว่าโลกกําลังเปลี่ยนไปทางไหน วันนี้กระแสโลกมันกําลังขยับตัวมาจากตลาด ยุโรป อเมริกา ซึ่งเคยมีความสําคัญอย่างยิ่งยวดมาเป็นเอเชีย แล้วก็ประเทศตะวันออกกลาง ในอดีต ๓๐ ปีก่อน โครงสร้างของจีดีพี (GDP) ๒ กลุ่มนี้ อียู (EU) กับอเมริกา จะมีประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เอเชียกับตะวันออกกลางจะมีประมาณแค่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นี่คือจีดีพี วันนี้มันกลับกันครับ ตัวเลขสัดส่วนนี้มันเหลือ ๔๕ เปอร์เซ็นต์และ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตามลําดับ แล้วเขาบอกกันว่าไม่เกิน ๒๐ ปี เอเชียตะวันออกกลางจะขยายตัวใหญ่กว่าตลาด ของอียูและอเมริกา สิ่งที่ท่านควรจะทําในฐานะของผู้นําเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ท่านรัฐมนตรีกรณ์ คือเข้าไปร่วมสร้างความร่วมมือในอาเซียนแล้วก็ในเอเชียอย่างแข็งแกร่ง ผมใช้คําว่า ร่วม เพราะจากการปฏิบัติภารกิจของท่านเราเป็นผู้นําไม่ไหวแล้วครับ ไม่ต้องไป นําเขา เอาแค่เข้าไปจอยท์ (Joint) กับเขาได้เขาไม่ไล่มาก็บุญแล้ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ใช้กลไกของภูมิภาคสิครับ อาเซียนบวกสาม (ASEAN+3) อิระวดี เอ็มแอคเมค (M ACMECS) ต่าง ๆ นี้มีเยอะแยะไปหมดเลย ใช้มันเพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ท่านทําครับสร้างความขัดแย้งในภูมิภาคผ่านทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ เมื่อคืนเพิ่งอภิปรายกันไป รบกับเขาไปแล้ว ประเทศกัมพูชานี่ละครับ ที่บอกว่าท่านตามกระแสโลกไม่ทัน ท่านไม่ให้ความสําคัญกับภูมิภาคของเรา สร้างความ เข้มแข็งของกลุ่มเพื่อไปต่อรอง นอกจากนั้นโอกาสที่มาถึงจากโลกนะครับ โอกาสจากโลก ที่เขาเอื้อมมาถึงเรา เราก็ไม่คว้าไว้ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพอย่างนี้ ปี ๒๕๕๒ เดือนสิงหาคมมีการเซ็นสัญญาระหว่างชาติ ระหว่างประเทศอาเซียนรวมไทยด้วยนะครับ กับประเทศจีน มีข้อตกลงอยู่ ๑๑ ข้อ ข้อ ๑ นั้นคือข้อที่ ๑๑ บอกว่าจะมีการตั้งกองทุน ไชน่า-อาเซียน ฟันด์ (China-Asean Fund) ไชน่า-อาเซียน ฟันด์นี้มูลค่าถึง ๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทยประมาณ ๗๕๐,๐๐๐ล้านบาท เกือบครึ่งของงบประมาณแผ่นดิน ของไทย นี่คือกองทุนที่เขาตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยประเทศชาติในอาเซียน นี่จะครบ ๒ ปี แล้วครับ ถามว่าประเทศไทยได้อะไร ยังไม่ได้อะไรสักอย่าง เพราะอะไรครับ ประเทศจีน พร้อมจะช่วยนะครับ เขาจะมาช่วยเรื่องรถไฟ เราก็ขอรถไฟ เขาจะมาช่วยรถไฟ ความเร็วสูง ปรากฏว่าเจอวังวนแห่งการเมืองไทย ประเทศจีนก็ประเทศจีนเถอะ ไปไม่เป็นเหมือนกัน ไม่รู้จะคุยอะไรกับใคร เดี๋ยวก็รองนายกรัฐมนตรี เดี๋ยวก็เป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคมนาคม เดี๋ยวก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เอาแน่ ๆ ไม่ได้สักราย ทุกคนกลัวตกรถไฟคอมมิชชันหมด ไปจอยท์ ไปร่วม ไปวนกับเขา แย่งกัน แย่งซีน (Scene) กันไป แย่งซีนกันมา ประเทศจีนบอกพอก่อน พอก่อน คุณไปหาตัวตนของตัวเอง ให้เจอก่อน คนไทยวันนี้ยังไม่ได้ครับ แล้วท่านรู้ไหมครับ ประเทศลาวเพื่อนบ้านเรานี้ เอาไปกินแล้ว ๗,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เอาไปทํารถไฟประเทศลาว ๗,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศไทย ๐ ไม่ใช่ผลบอลนะครับ แต่เป็นตัวเงินที่เราไม่ได้มา ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศ ที่มีความสําคัญต่อโลกยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ยุทธศาสตร์ของประเทศจีนในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ บอกไว้ชัดเจนครับ แปลเป็นไทยว่า ทิศเหนือเข้มแข็ง ตกวุ่นวาย ออกดุร้าย ใต้สันติ เหนือเข้มแข็งเขาบอกถึงประเทศรัสเซีย ตกวุ่นวาย คือพวกลงท้ายด้วยสถาน ประเทศต่าง ๆ ออกดุร้ายคือประเทศญี่ปุ่น เพราะว่าดุร้ายทางเศรษฐกิจ เพราะเข้มแข็งเหมือนกัน ใต้สันติ นี่คือ เป้าของเขา เขาอยากลงมาหาเราที่อยู่ทางใต้ของประเทศจีน แต่เรารบกันให้มั่ว วันนี้ยิงกับ ประเทศกัมพูชา รัฐบาลของท่าน ต้องเปลี่ยนครับ เหนือเข้มแข็ง ตกวุ่นวาย ออกดุร้าย ใต้ก็รบกัน เมืองจีนเขาจะมาลงทุนทําไมเมืองจีน นี่คือการปรับตัวไม่ทัน เพราะว่า ท่านพลาดไปหมดในการที่จะจับเอาโอกาสต่าง ๆ ที่มันลอยอยู่ในบริบทของโลก ท่านไม่สามารถที่จะดึงมันมาเป็นประโยชน์กับประเทศไทยได้เลย แล้วผมยังกล่าวหาท่าน อีกในข้อที่ ๖ ว่าการบริหารราคาน้ํามันของท่านนี้ล้มเหลวแน่นอน เรื่องน้ํามันท่านมิ่งขวัญ พูดไปบ้างแล้วเมื่อวาน วันนี้ไม่ต้องเถียงกันแล้ว ชัดเจน กองทุนน้ํามันถังแตกแน่นอน เอาเร็ว ๆ นะครับ เพราะว่ามีพูดไปแล้วเมื่อวาน เงินสดมี ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท หนี้สิน ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ภาระตามที่มติที่ออกไปแล้วอีก ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท เหลือสุทธิ ที่ใช้ได้จริง ๔,๘๐๐ ล้านบาท เงินที่ใช้ได้จริง ๔,๘๐๐ ล้านบาท การพยุงราคาน้ํามันในระดับ ปัจจุบันต้องใช้เงินถึงเดือนละ ๙,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ได้ ๒ อาทิตย์กว่า ๆ เรียบร้อยหมด แต่ผมจะพูดถึงวิธีการบริหารว่าท่านมีทางออกอย่างไรบ้าง ท่านมี ๓ ทางเลือกครับ ๑. การปล่อยลอยตัว ยกเลิกการอุดหนุนน้ํามันโดยเฉพาะดีเซล ยกเลิกเสีย ๕ บาท ที่อุดหนุนเขาอยู่ เราก็จะเห็น ๓๕ บาททันทีครับ เพราะว่าอุดหนุนอยู่ ๕ บาท ก็เห็น ๓๕ บาทแน่นอน รัฐบาลไม่กล้าทําหรอก ผมรับประกัน ใกล้เลือกตั้งเดี๋ยวเสียคะแนน อันนี้ทํายาก

๒. ลดภาษีสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิตนี่เก็บกันมันส์มากครับ แก๊สโซฮอล์ เก็บอยู่ ๖.๓๐ บาท ดีเซลเก็บอยู่ ๓๕.๓๐ บาท เอาแค่หลัก ๆ นะครับ ไม่เก็บภาษีเอากับ พี่น้องประชาชนผู้บริโภคน้ํามัน แล้วเมื่อวานท่านตอบท่านมิ่งขวัญบอกว่า ดีเซลคนใช้เป็นคนจน ต้องช่วย แล้วนี่ช่วยอย่างไรครับท่านประธาน ท่านบอกเอากองทุนน้ํามันไปโปะให้เขา ๕ บาท แล้วท่านเก็บภาษีเขาคืนไป ๕.๓๐ บาท นี่ยังเก็บเขาอยู่ ๓๐ สตางค์ มากกว่าที่ช่วย ถูกไหมครับ นี่คือปัญหาหรือเปล่าครับ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ เอาละทางเลือกที่ ๒ ภาษีสรรพสามิตทําได้ไหม ทําได้ครับ จําได้ว่าตอนที่ท่านเริ่มเก็บภาษีน้ํามันจากรัฐบาล ก่อนที่เขาไม่เก็บ เขาเก็บเป็นเกือบ ๐ ท่านเริ่มเก็บภาษีน้ํามัน ท่านบอกว่าตอนนั้นรัฐบาล ต้องการเงินมาใช้พัฒนาประเทศ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ วันนี้รวยแล้วยังเก็บอยู่ทําไม ผมทวงคําถามก่อน วันนี้รวยแล้วยังเก็บอยู่ทําไม ทําไมไม่เลิกเก็บภาษีสรรพสามิตน้ํามัน ทางเลือกที่ ๒ ลดภาษี สรรพสามิต ทํายากครับ เพราะตอนท่านเก็บเงินได้เกินกว่าเป้า หนึ่งในนั้นก็คือภาษี สรรพสามิตน้ํามัน ก็เอาไปแบ่งเค้ก (Cake) เป็นงบกลางปี ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหมดแล้ว ลองยกเลิกภาษีสรรพสามิตจะเอาที่ไหนไปคืนพวก ปันให้เขาไปหมดแล้ว จะเอาที่ไหนไปคืน เขาถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นการยกเลิกภาษีสรรพสามิตของท่านทํายากครับ แต่ทําได้นะครับ ทําได้นะครับ แต่ยากหน่อย ท่านจะทําอย่างไร ท่านจะหาที่ไหนไปคืนเขาก็ดูดี ๆ

สุดท้ายทางถนัด กู้มาโปะกองทุนน้ํามันตรง ๆ เลยนะครับ ผมต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับ ทางนี้ทางถนัดท่านเลย แต่มันไม่เหมาะไม่ควร ท่านตอบท่านมิ่งขวัญ เหมือนเช่นว่า ทําไมท่านจะทําไม่ได้ ก็ทีตอนท่านทักษิณยังกู้ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทเลย จริงครับ ตอนนั้นกู้ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มันพิสูจน์แล้วว่านั่นคือทางเลือกที่ถูกต้องในวันนั้น ก็กู้มา ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อมาพยุงราคาเสถียรภาพราคาในวันนั้น ในที่สุดปีหนึ่ง ปีกว่า ๆ ก็ชดใช้หมด ใครชดใช้ครับ สมัยท่านปิยะสวัสดิ์ รัฐบาลสุรยุทธ์เป็นคนชดใช้ ก็เพราะ มันปฏิวัติก่อน ถ้าทักษิณยังอยู่ทักษิณก็ใช้ ก็ต้องเอาเงินมาโปะกองทุนน้ํามันคืนเพื่อพยุง กองทุนน้ํามันให้ไปหน้าต่อไปได้ นั่นละครับคือทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว แต่วันนี้ท่านบอก ถ้าท่านจะกู้มาโปะกองทุนน้ํามัน ผมกราบเรียนเลยว่านั่นคือทางเลือกที่ผิดในวันนี้ เพราะอะไรครับ ปัญหาในตะวันออกกลาง สงครามเขากําลังรบกันอยู่ ใครจะเดาได้ครับ ว่ามันจะหยุดเมื่อไร ดีไม่ดีเกิดพลิกผันขึ้นมากลายเป็นสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ํามัน ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น กู้มาโปะวันนี้ เกิดมันทะยานไปอยู่แถว ๑๔๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ๑๕๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างตอนรัฐบาลก่อน ๆ ขึ้นมา เจ๊งเลยครับ เพราะฉะนั้น ท่านต้องเลือกทางเลือกอย่างชาญฉลาด ผมจะแนะให้ ถ้าท่านผ่านอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันรุ่งขึ้นยุบสภาเลยครับ ไปให้รัฐบาลหน้าเขาคิดดีกว่า ออกยากจริง ๆ สําหรับรัฐบาลท่าน ในรูปนี้ นี่ละครับเรื่องของปัญหาของน้ํามัน

เรื่องก่อนสุดท้าย เรื่องที่ ๗ ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้ตั้งงบประมาณ ขึ้นมาเพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้เน้นถึงเรื่องปากท้องของประชาชน เน้นถึงปากท้องของคนในรัฐบาล เรื่องของงบประจําปี ตั้งมาก็ไปหนักกับกระทรวงกลาโหม ทหาร เพราะอุ้มสมกันมา งบประมาณในส่วนของงบกลางปีก็เอามาแบ่งเค้ก และที่สําคัญลงในหน่วยงานที่วันนี้พิสูจน์ แล้วว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันเต็มไปหมด ให้แต่พรรคร่วม ให้แต่อะไรต่าง ๆ นานา ทุจริต คอร์รัปชันในหน่วยงานก็มาก ในส่วนของงบไทยเข้มแข็งกู้มา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นความผิดพลาด เพราะ ๑. ไม่ดูกําลังของภาครัฐ ภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะภาครัฐนี่ ท่านไปลงทุนได้อย่างไร ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ กําลังในการทํางานของภาครัฐมันมีจํากัด พอถึงเวลามันก็ทําไม่สําเร็จ มันต้องมีความพอดีครับ ไม่ใช่กู้มาถม กู้มาถม ไม่ใช่ครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความหละหลวมของโครงการเบิกจ่ายก็ล่าช้า ๑ ปี ๖ เดือน เบิกจ่ายได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ สภาพัฒน์ก็สรุปออกมาว่าสภาพัฒน์ไปศึกษา ๕ โครงการ ล้มเหลว ๕ โครงการครับ ไทยเข้มแข็งก็เลยกลายเป็น ใครเข้มแข็ง ใครครับ เพราะมันเต็มไปด้วย การทุจริตคอร์รัปชัน เป็นการทํางบที่ผิดวินัยทางการเงินการคลังอย่างยิ่งยวด ผมไม่อยากเชื่อ เลยว่าท่านจะกล้าทํางบประมาณในเรื่องของไทยเข้มแข็งออกมาเป็นแบบนี้ เป็นการดึงอํานาจ จากสภา ซึ่งท่านบอกว่าให้ความสําคัญกับสภาผู้แทนราษฎร กับฝ่ายนิติบัญญัติ ดึงไปอยู่ในมือ ของฝ่ายบริหาร นี่ละครับคือโฉมหน้าที่แท้จริงของไทยเข้มแข็ง การกระจายอํานาจสู่ภูมิภาค จากการตั้งงบประมาณ ก็ไปโกงท้องถิ่นอีก ผมใช้คําว่า โกง เลยนะครับ โกงท้องถิ่น อยากจะกระจายอํานาจให้มันเจริญเท่าเทียมกันนี่ ตาม พ.ร.บ. นี่ เขาบอกว่าต้องกระจาย งบประมาณให้ท้องถิ่น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นหนี้เขาอยู่ ๒๕ บาท เขามาทวงถามขอคืน ๒๕ บาท เอาเงิน ๒๕ บาทยื่นให้เขา แล้วแนบบิลไปด้วย บอกช่วยไปจ่ายค่าน้ํา ค่าไฟที่บ้านผมหน่อย อีก ๑๐ บาท อย่างนี้หรือครับ เพราะ ๒๕ บาทที่ท่านให้เขาไป ท่านแอบซุกเอาเรื่องของ งบประมาณเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แล้วก็ อสม. ไม่ได้ว่าโครงการนะครับ โครงการช่วยเหลือกลุ่มนี้ ดีครับ ผมยินดีผมชื่นชมนะ แต่วิธีการมันไม่ใช่ ท่านเอาไปซุกท้องถิ่นแล้วท้องถิ่นจะเอาที่ไหนกิน จะเอาที่ไหนมาพัฒนา เขาร้องกันอยู่วันนี้ ท่านก็มาตอบว่าอีก ๓ ปี ๕ ปีเดี๋ยวจะปรับแก้ให้ อ้าว จะเอาถอนออกมาคืนจะเอามาอยู่ที่ตัวผมแล้ว จะเอามาอยู่ที่รัฐบาลกลางแล้ว ท้องถิ่น จะได้มีเงินพัฒนาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น แสดงว่าท่านก็รู้ปัญหา แต่ขอโทษ พวกผมพูดมาตั้งแต่ท่านตั้งงบประมาณครั้งแรกว่ามันไม่ถูกต้อง เอาไปซุกไว้ที่ ท้องถิ่นมันไม่ถูกต้อง แต่ปัญหาคืออะไร เรื่องแรก ผมไม่รู้ว่า ๓ ปี ๕ ปีข้างหน้าท่านจะได้เป็น รัฐบาลหรือเปล่ามาตั้งงบประมาณอย่างนั้น เรื่องที่ ๒ ต่อให้ท่านได้อยู่เป็น ๓ ปี ๕ ปีข้างหน้า ท่านตั้งงบประมาณแบบนั้นนี่ก็ดีครับตอนนั้นไม่ไปเบียดบังท้องถิ่นแล้วหนี้เก่าละครับ นี่ท่านขโมยเขามา ๓ ปีแล้วนะครับเงินส่วนนี้ จะคืนเขาอย่างไรครับท้องถิ่น หรือจะไม่คืนแล้ว นี่คือการตั้งงบประมาณของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มันมีการเบียดบังของท้องถิ่น มีการตั้งงบ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นหลักมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ พี่น้องประชาชน

ประเด็นสุดท้าย เป็นประเด็นเรื่องความผิดพลาดในการกํากับดูแลกองสลาก ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อย่าปฏิเสธนะครับว่ามอบหมายแล้ว อะไรแล้ว เรื่องที่ผมพูดมันเป็นเรื่องนโยบาย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการไม่ได้มอบหมายใคร เป็นเรื่องนโยบาย เป็นการทุจริตในโครงการของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เป็นการทุจริตจนกระทั่งพี่น้องประชาชน เดือดร้อน ต้องซื้อลอตเตอรี่ (Lottery) แพง เงินในระบบของพี่น้องประชาชนหายไป เป็นปีละหมื่น ๆ ล้านบาท นี่ละครับความเดือดร้อนโครงการนี้ คือโครงการออกสลากการ กุศล จํานวน ๑๐๐,๐๐๐ เล่ม หรือ ๑๐ ล้านฉบับ จําหน่ายตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ถึงวันที่ ๑๖ มกราคม ๓๔ งวด ๔๐๐ ล้านบาท/งวด รวมแล้ว ๑๓,๖๐๐ ล้านบาท ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๓ เป็นสลากการกุศล ต้องขออนุญาต ครม. เป็นกรณีพิเศษ ๕,๐๐๐ ล้านบาท จากกําไรนี่นะครับ ๕,๐๐๐ ล้านบาทจะเอาไปพัฒนาศิริราชมูลนิธิ ๑,๐๗๕,๒๐๐,๐๐๐ บาท จะเอาไปอุดหนุนให้กับมูลนิธิมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ ที่เหลืออีก ๑,๐๕๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นของมูลนิธิรามาธิบดี ในส่วนของโครงการต่าง ๆ ทั้ง ๓ โครงการนี้นะครับ วัตถุประสงค์ ของโครงการเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งยวด และเป็นโครงการในพระราชดําริ พัฒนาศิริราช เอาไปทําโรงพยาบาล ไปสร้างตึก ไปทําอะไรต่าง ๆ ๕,๐๐๐ ล้านบาท โครงการมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ ต้องการเอาไปช่วยเหลือพี่น้องผู้พิการในการมีอาชีพขายสลาก แล้วจะเอาเงินไปทําโครงการ ที่เกิดประโยชน์ต่าง ๆ อีกมากมาย โรงพยาบาลรามาธิบดีเช่นเดียวกัน เป็นประโยชน์ครับ โครงการเหล่านี้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาที่เกิดขึ้น โครงการมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ได้ ขอคําขอมา ๑,๐๐๐ ล้านบาท ในคําขอชัดเจนว่าทางมูลนิธิประสงค์ที่จะเป็นผู้จัดจําหน่าย สลากเอง มติ ครม. ออกมาไม่เป็นไปตามนั้น คือสั่งให้กองสลากเป็นคนพิมพ์ จําหน่าย ออกรางวัล ไม่ว่าครับ เพราะอะไรครับ กองสลากไม่เคยมีประเพณีปฏิบัติในการให้ใครไป ดําเนินการ ถึงแม้จะอนุญาตได้ตามกฎหมายก็ตาม อันนี้เราไม่ว่ากัน ปรากฏว่าโครงการทาง มูลนิธิได้มีหนังสือยืนยันความประสงค์มาอีกครั้งในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ผมไม่เอ่ยความ ในจดหมาย ผมว่าท่านทราบ ความในจดหมายนี่ชัดเจนว่ามีความประสงค์จะให้ทางมูลนิธิ เป็นผู้ดําเนินการเพื่อประโยชน์กับผู้พิการต่าง ๆ เป็นความประสงค์จากเบื้องสูงนะครับ ซึ่งเป็นสิ่งดีครับ ผมว่าท่านทราบนะ ปรากฏว่า ๔ วันให้หลัง กองสลากออกผลการจัดสรร เรียบร้อย ปิดบัญชีไม่ทัน ไม่เป็นไรครับ อันนี้อาจจะมีคําตอบได้

โครงการต่อมา เป็นมูลนิธิของทางศิริราชมูลนิธิ วันที่ ๕ กรกฎาคม ก่อนการ ออกสลาก ๒ เดือน คือวันที่ ๑ กันยายนนะครับออกสลาก มีหนังสือแปลก ๆ ไปยังกองสลาก จากทางศิริราชมูลนิธิ ซึ่งต่อมาได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นหนังสือปลอม โดยทางมูลนิธิได้ยืนยันว่า มีหนังสือปลอมวิ่งวนอยู่ในกองสลาก วัตถุประสงค์เพื่ออะไรไม่รู้ มูลนิธิศิริราชนั้นเป็นมูลนิธิ ในองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นที่เคารพรักของพี่น้องประชาชน คนไทย ท่านร้องเรียนมาหลายครั้งหลายหน ในที่สุดแล้ววันที่ ๓๑ สิงหาคม มูลนิธิส่งหนังสือ กลับมาอีกฉบับหนึ่ง ท่านไปอ่านแล้วท่านชื่นใจไหมครับ ความสั้น ๆ ว่า ที่มาของเงิน ของมูลนิธิต้องเป็นเงินบริสุทธิ์ ไม่ใช่ฟอกเงินหรือการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็กล่าวด้วยว่า มีการร้องเรียนจนกระทั่งอยู่ไม่ได้ ว่ามีการฮั้วประมูลและปลอมลายมือ ขอให้ทางกองสลาก ช่วยดําเนินการ อย่าให้มีความเสื่อมเสียชื่อเสียงมายังมูลนิธิ นี่ละครับคือความไม่สบายใจ ของกระผม วันนี้มันเกิดความระคายไปยังมูลนิธิของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินของประเทศเรา ท่านรัฐมนตรีว่าการทําอะไร ท่านในฐานะที่กํากับดูแลเรื่องของนโยบายท่านเป็นคนเซ็น หนังสือเข้า ครม. เอง จะบอกว่าไม่รู้เรื่องพวกนี้คงไม่ได้ หนังสือขออนุมัติเข้า ครม. ท่านเป็นคนเซ็น หนังสือแจ้ง ครม. ถึงเรื่องการขอสลากการกุศลงวดพิเศษ ปฏิเสธยากจริง ๆ มันเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว ผมคงไม่ลงรายละเอียดมากในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน จะเอ่ยอ้างสั้น ๆ ก็พอ ทําไมเขาถึงว่ามีการทุจริต ฮั้ว กองสลากออกเป็นประกาศสํานักงาน เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน เกณฑ์การคัดสรรสลากจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ เล่ม ๑๐ ล้านฉบับนี้ ๑๐๐,๐๐๐ เล่มนี้ ๖๐,๐๐๐ เล่มจัดสรรให้นิติบุคคล ๓ ราย รายละ ๒๐,๐๐๐ เล่ม ไม่รู้ใหญ่ กันมาจากไหนได้ถึงขนาดนี้ เยอะมากเลย ในประวัติกองสลากไม่เคยหรอกครับมีการให้สลาก กับกลุ่มบุคคลใดเกินว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ฉบับ คือ ๑๐,๐๐๐ เล่มนี้ก็เต็มแล้วเต็มแม็ก (MAX) แล้ว วันนี้แหวกม่านประเพณีถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ฉบับ แล้วก็มีคําครหาอีกว่าเป็นญาติพี่น้องกัน บ้าง รู้จักกันบ้าง เป็นญาติพี่น้องกัน เป็นเจ้าเก่า ๆ นั่นละครับแถวนั้นในที่สุด แถวคอกวัวนี่ แล้วเกณฑ์การจัดคัดสรรนิติบุคคลในกลุ่มที่ ๑ นี้ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ มีคะแนนอยู่ ๑๐๐ คะแนน ๓๐ คะแนนแรกบอกว่า ข้อพิจารณาคือแผนการจําหน่ายสลากอย่างละเอียด ข้อที่ ๒ ประสบการณ์ความน่าเชื่อถืออีก ๓๐ คะแนน ข้อที่ ๓ การควบคุมไม่ให้มีการขาย สลากเกินราคา ๒๐ คะแนน ขายสลากเกินราคานี้แสดงว่าตกทุกคนครับ เพราะตอนนี้สลาก มันแพงเหลือเกิน ผมว่าตกทุกเจ้า ข้อที่ ๔ มีความสัมพันธ์อันดีกับสํานักงาน เช่น ไม่มีคดีความ ต่อกันมาก่อน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านใช้เกณฑ์แบบนี้หรือครับ ความสัมพันธ์อันดีกับสํานักงาน อย่างนั้นหรือครับ มาเป็นเกณฑ์ชี้วัดว่าใครมีความเหมาะสม ผมดูแล้วผมไม่ค่อยสบายใจ ในส่วนอีก ๓ กลุ่มที่เหลือก็คือ รายขนาดกลางและรายขนาดย่อยว่ากันไปตรงนั้น ตรงนั้น ผมไม่ติดใจ นี่ครับคือปัญหา วันนี้มันเกิดขึ้นมาแล้วและที่สําคัญผมต้องกราบเรียนกับ ท่านประธานอย่างนี้ครับ จากปัญหาที่มันเกิดขึ้น มีเรื่องโควตามีเรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่เคยเลยครับ ที่สลากกินแบ่งรัฐบาลในสมัยใดจะแพงเท่ากับสมัยนี้ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ข้าวปลาอาหาร น้ํามันปาล์มมันแพงหมด จะซื้อลอตเตอรี่ยังแพง ผมยุติธรรมกับท่านนะครับ ผมเคยซื้อสลาก ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีกรณ์อาจจะไม่รู้ เพราะเขาบอกคนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น ท่านเล่นหุ้น ผมซื้อหวยครับ ไปพื้นที่ก็ซื้อหวย ไปไหนก็ซื้อ ชอบซื้อครับ ผมเคยซื้อถึง ๑๒๐ บาท แต่ ๑๒๐ บาท อาจจะไม่ยุติธรรมกับท่าน ผมซื้อหน้าสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเช้า ๑๖ ใบ รวยลุ้นแจ็กพอต (Jackpot) ๗๘ ล้านบาท ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการนะครับ กราบประทานอภัย คณะกรรมการด้วยมันก็สลากธรรมดาไม่มีอะไร พอดีซื้อมา ๙๐๐ บาท ตกใบละ ๕๖.๒๕ บาท หน้าสลากเขาขายใบละไม่เกิน ๔๐ บาทครับ เอาแบบยุติธรรมเลยนะครับ แต่ผมไม่ได้บอก เดี๋ยวปรากฏท่านออกไปไล่จับเขา นี่ไม่ได้นะครับ ตายเลย ไม่ใช่นะครับ ผมไม่ได้ทําอย่างนั้น ผมหมายความว่าวันนี้ระบบโครงสร้างของราคาสลากท่านไม่กํากับดูแล จนเกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพ แค่ ๕๖.๒๕ บาท มันเกินจาก ๔๐ บาท ไปอยู่ ๑๖.๒๕ บาท สลากทั้งหมดในระบบตอนนี้มีประมาณ ๖๐ ล้านฉบับ เอา ๖๐ เข้าไปคูณ ๑๖.๒๕ บาท ปีหนึ่งออกสลาก ๒๔ งวด เพราะเดือนละ ๒ ครั้ง คูณเข้าไปอีก เป็นเงิน ๒๓,๔๐๐ ล้านบาท อยู่ในกระเป๋าใครครับ เงินของชาวบ้านทั้งนั้น อยู่ในกระเป๋าใคร ท่านได้เคยดําเนินการใด ๆ บ้าง ในการที่จะควบคุมกําหนดราคา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นครับ วันนี้มันเป็นความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนผู้บริโภค ข้าวของก็แพง เงินก็เฟ้อ สลากก็แพงอีก ไม่รู้ราคาสลากรวมในเงินเฟ้อพื้นฐานท่านหรือเปล่าผมก็รู้ เอาละครับ จากความไร้วิสัยทัศน์ ในการบริหารจัดการใด ๆ ก็ตามของท่าน ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมเอง ในฐานะที่เป็นตัวแทนของพรรคฝ่ายค้านได้มาพูดถึงแนวนโยบายของท่าน ท่านอาจจะยก ตัวเลขมาตอบโต้ มาพูดคุย เราพูดคุยกันได้ครับ แต่ความเป็นจริงที่ชี้ชัดอยู่ในสังคมไทยนั้น คือวันนี้พี่น้องประชาชนยังรู้สึงถึงความเดือดร้อนในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจอยู่ ไม่ได้รู้สึกดี ขึ้นเลยจาก ๒ ปีที่ท่านเข้ามาบริหารงานราชการแผ่นดิน ไม่ได้มีความรู้สึกเลยว่าวันนี้มันมี เงินรายได้เข้ามาในกระเป๋า นี่คือความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดินในด้านของ เศรษฐกิจของรัฐบาลท่าน จากข้อกล่าวหาทั้งหมดที่ผมได้บอกไป การไร้ความสามารถ ในการหารายได้ในเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยที่ลดต่ําลง เรื่องของการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทกับเงินเฟ้อที่ล้มเหลว เรื่องของปัญหาการกระจายรายได้ อย่างไม่เป็นธรรมที่วันนี้มันยังไม่มีความยุติธรรมอยู่เลย เรื่องของการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงของกระแสโลกไม่ทัน ปัญหาการบริหารราคาน้ํามันที่ล้มเหลว การบริหาร งบประมาณที่ไม่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เน้นอยู่กับเรื่องของความมีเสถียรภาพ ของรัฐบาลและพรรคพวก และสุดท้ายมีการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการของกองสลาก กระผมและเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านไม่สามารถที่จะไว้วางใจให้ท่านดํารงตําแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็นําพาเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้ครับ ขอบคุณครับ