สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

กรณ์ จาติกวณิช พูดถึงปัญหาการทุจริตและการทิ้งผู้มีรายได้น้อย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขและช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤติ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ การแก้หนี้นอกระบบของประชาชน และการใช้ทรัพยากรของประเทศให้คุ้มค่า

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ขอบคุณ ท่านประธานครับ คือประเด็นทัศนะอย่างนี้ครับที่เป็นปัญหา ท่านมองว่าเรื่องที่ท่านเคย กล่าวหาทุกคนไว้เป็นเรื่องเก่าไม่ต้องรับผิดชอบ ว่ากล่าวหาไปแล้ว สร้างความเสียหายแล้ว ใครจะต้องมารับผิดชอบต่อไป ผลกระทบที่มีต่อชื่อเสียงและความเป็นจริง ผมจึงถือโอกาสนี้ ในการรายงานความเป็นจริง ขออนุญาตอ่านต่อนะครับ แป๊บเดียวครับ ก็คือทาง ป.ป.ช. ก็ได้สรุปว่าเป็นการขอความร่วมมือจากภาครัฐ ไม่มีข้อตกลงในเรื่องผลประโยชน์ตอบแทน หรือการยกเว้นภาษีให้แก่บริษัทที่ดําเนินการจัดส่งข้อความเอสเอ็มเอสดังกล่าวแต่อย่างใด

ต่อคําถามหรือข้อกล่าวหาว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ส่วนตัวให้กับผมและ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ในส่วนของทาง ป.ป.ช. ก็ได้สรุปว่าเรื่องนี้เป็นการดําเนินการ ในลักษณะของการขอความร่วมมือจากภาครัฐ อันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน มิใช่เพื่อประโยชน์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช โดยส่วนตัว

ส่วนต่อข้อกล่าวหาสุดท้ายนะครับว่า เรื่องนี้เป็นการไปกระทบต่อสิทธิ ความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นหรือไม่ ทาง ป.ป.ช. ก็สรุปว่าไม่ได้อยู่ในอํานาจของ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ โดยสรุปทาง ป.ป.ช. ได้มีรายงานไว้ว่า ไม่ปรากฏว่าการกระทําดังกล่าวเป็นการใช้อํานาจโดยมิชอบ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แล้วก็ส่งรายงานไปยังประธานวุฒิสภา ตามมาตรา ๕๔ แห่งร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริตปี ๒๕๔๒ ต่อไป นั่นก็คือเรื่องที่ท่านเคยกล่าวหาผมกับท่านนายกรัฐมนตรีไว้ ก็เพื่อความชัดเจน ต้องขอขอบคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาสให้ผมชี้แจงให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกัน

ทีนี้เข้าสู่เรื่องของการอภิปรายของท่านในวันนี้ ต่อการทํางานของกระผม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องขออนุญาตเรียนก่อนว่าผมฟังแล้วดูเหมือนว่า ท่านยังอยู่ในวังวนความคิดแบบเดิม ๆ ที่มีความเชื่อ อาจจะเรียนมาในวิชาทฤษฎี เศรษฐศาสตร์ว่า ถ้าเรามีนโยบายโดยเฉพาะในโครงสร้างประเทศ อย่างของเราที่ยังมี คนยากคนจนอีกมากมาย ก็ยังมีความเชื่อว่าถ้าเรามีนโยบายที่จะทําให้นายทุนมั่งคั่งร่ํารวย สุดท้ายจะส่งผลต่อการกระจายความมั่งคั่งหรือร่ํารวยนั้นสู่ประชาชนชาวรากหญ้าต่อไป ซึ่งเท่าที่ผมดูจากการทํางานทั้งในภาคเอกชนและในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมว่าในกรณีของประเทศของเรานั้นทฤษฎีเก่า ๆ ของท่านนั้น ใช้ไม่ได้ครับ ผมขออนุญาตเรียนว่าสถิติพิสูจน์ชัดเจนว่าในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาการฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจ ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือของนายทุน ชัดเจนว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติต้มยํากุ้ง ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการขยายตัว ทางเศรษฐกิจคือผู้ประกอบการและเจ้าของผู้ถือหุ้นในผู้ประกอบการเหล่านั้น บริษัทที่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์มีอัตราการขยายตัวในส่วนของกําไรมากกว่า ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ในช่วง ระยะเวลานั้น ในขณะที่ถ้าเราไปดูในส่วนของค่าแรงขั้นต่ําซึ่งท่านได้พูดไว้ในเรื่องนี้ เดี๋ยวผมจะวกกลับมาในประเด็นนี้ กลับกลายเป็นว่าผู้ใช้แรงงานขั้นต่ําซึ่งถือว่าเป็นกลุ่ม ผู้ที่ยากจนที่สุดในประเทศของเรา กลับไม่ได้รับผลตอบแทนหรือส่วนแบ่งของผลตอบแทน การขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาเลย ถ้าวัดค่าแรงขั้นต่ําแล้วในช่วง ระยะเวลานั้น ในขณะที่นายทุนกําไรเพิ่มขึ้นกว่า ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผู้ใช้แรงงานขั้นต่ํามีอัตรา ค่าแรงที่อยู่ในระดับเท่าเดิม ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเลย และถ้าหักผลของเงินเฟ้อจะพบว่า เงินหรือรายได้ของเขานั้นปรับลดลงด้วยซ้ําไป นี่คือสาเหตุในส่วนของรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงได้ปรับแนวความคิดในเชิงทฤษฎีนําไปสู่ การนําเสนอนโยบายที่อาจจะแตกต่างกับที่ท่านเรียนมาหรือคุ้นเคย ในส่วนของ กระทรวงการคลังในยุค ๒ ปีที่ผ่านมา ผมขออนุญาตเรียนว่าเราให้ความสําคัญกับ ๓ เรื่อง

เรื่องแรก ก็คือภาระหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการรักษาเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในที่นี่เสถียรภาพเขาวัดด้วยอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็ส่วนหนึ่ง วัดด้วยอัตราแลกเปลี่ยนก็ส่วนหนึ่ง วัดด้วยทุนสํารองระหว่างประเทศก็ส่วนหนึ่ง อัตราเงินเฟ้อส่วนหนึ่ง วัดด้วยหลาย ๆ ดัชนี ซึ่งเกือบ ๆ ทุกดัชนีตอนนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของเรามีความมั่นคงเพียงใด ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดให้พวกเรา ฟังแล้วว่าหน่วยงานที่เขามีหน้าที่ในการจัดลําดับความน่าเชื่อถือของประเทศก็ได้ปรับระดับ ความน่าเชื่อถือของเราเพิ่มขึ้นในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนของเราก็มีเสถียรภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในโครงสร้างเศรษฐกิจของเรา โดยนักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

ส่วนภารกิจที่ ๒ ของกระทรวงการคลังในยุคปัจจุบันนอกเหนือจากการดูแล เรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ก็คือการแก้ไขปัญหาความยากจน เรื่องนี้อาจจะมองว่า เป็นเรื่องใหม่นะครับ สําหรับกระทรวงการคลัง ความจริงหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่โดยตรง ในการที่จะแก้ไขปัญหาความยากจน หรือความเหลื่อมล้ํานั้นไม่มีด้วยซ้ําไป ผมต้องมาตั้งเอา ต้องมาตั้งสํานักงานใหม่ที่ สศค. หรือสํานักงานเศรษฐกิจการคลังเพื่อจะได้มีหน่วยงาน ราชการที่จะคอยติดตามและรองรับงานทางนโยบายที่รัฐบาลของเราได้นําเสนอ ที่มีเป้าหมายวัตถุประสงค์เดียวก็คือการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ํา

ในส่วนของบทบาทของกระทรวงการคลังในการแก้ไขปัญหาความยากจน ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมามีมากมาย ซึ่งเดี๋ยวผมตอบคําถามของท่าน ๘ ข้อ ผมก็คงจะมีโอกาส ได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ก็จะรวมถึงเรื่องของการปรับโครงสร้างภาษีในการนําเสนอ ภาษีทรัพย์สินและที่ดิน เรื่องของการจัดตั้งหรือออกพระราชบัญญัติที่พวกเราในสภาแห่งนี้ ได้ร่วมกันพิจารณา ก็คือการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ เป็นโอกาสครั้งแรกของผู้ที่ ไม่เคยมีโอกาสได้เป็นผู้ประกันตน มีบําเหน็จบํานาญ ไม่ได้เป็นข้าราชการ ไม่ได้เป็นลูกจ้าง บริษัทที่จะออมเงิน โดยมีรัฐบาลสมทบการออมให้กับเขาได้ นี่ก็คือนโยบายของทาง กระทรวงการคลัง รวมไปถึงโครงการในกระบวนการประชาวิวัฒน์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นโครงการที่เพิ่มโอกาสให้กับคนยากคนจนและคนมีอาชีพอิสระ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นนโยบาย ที่กระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับทางกระทรวงอื่น ๆ ในการนําเสนอเพื่อแก้ไขปัญหา ความยากจนและความเหลื่อมล้ํา ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่สําคัญภารกิจที่ ๒ ของ กระทรวงการคลังในยุคปัจจุบัน

ส่วนภารกิจที่ ๓ ที่มีความสําคัญ ก็คือการใช้ทรัพยากรของประเทศ โดยเฉพาะทรัพยากรของประเทศที่อยู่ภายใต้การกํากับดูของกระทรวงการคลังให้มี ผลตอบแทนต่อสังคมที่คุ้มค่า ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือนโยบายของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านมั่น ที่ได้รวบรวมที่ราชพัสดุเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เพื่อมาจัดสรรให้กับพี่น้องเกษตรกร ที่ไม่มีที่ทํามาหากินของตนเอง สามารถที่จะเช่าใช้ได้จากกระทรวงการคลังในอัตราเพียง ไร่ละ ๒๐ บาท/ปี โครงการนี้ก็เป็นโครงการหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทรัพยากรของ กระทรวงการคลังที่ดูแลอยู่ให้คุ้มค่า แต่นอกจากนั้นก็หมายถึงการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ต่าง ๆ นอกจากมีประสิทธิภาพในการให้บริการต่อพี่น้องประชาชนในระดับที่สูงขึ้นแล้ว ยังส่งผลตอบแทนที่สูงขึ้นให้กับกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นด้วย ท่านไปดูได้เลยครับ ทุก ๆ รัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชนหรือไม่ก็แล้วแต่ล้วนแล้ว แต่มีผลประกอบการที่ดีขึ้น ตอนที่ผมเข้ามารับตําแหน่งเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว คําถามแรก ๆ ที่ได้รับจากผู้สื่อข่าวก็คือคําถามเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจและความมั่นคงทางการเงินของ รัฐวิสาหกิจถามอยู่ทุกวันครับ การบินไทยจะเจ๊งไหม พวกเรานั่งอยู่วันนี้อาจจะนึกภาพไม่ออก แต่เมื่อ ๒ ปีที่แล้วราคาหุ้นการบินไทยอยู่ที่ ๗ บาท วงเงินสินเชื่อแทบไม่มีต้องวิ่งหมุนเงิน อยู่ทุก ๆ วัน จนกระทั่งวันนี้หลังจากที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังจับมือกัน เอาจริงกับการปรับปรุงแนววิธีการบริหารจัดการที่การบินไทยทําให้ผลตอบแทนต่อรัฐสูงขึ้น กว่า ๑,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ ราคาหุ้นขึ้นไปสูงกว่า ๖๐ บาท ซึ่งก็เป็นผลกําไรให้กับพี่น้องประชาชน คนไทยทุกคนที่ร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้นการบินไทย และในลักษณะเดียวกันผลประกอบการของ รัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ก็ดีขึ้นหมด ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินหรืออื่น ๆ นี่ก็คือตามยุทธศาสตร์ การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่สําคัญที่ ๓ ของทางกระทรวงการคลัง

คราวนี้ผมจะขออนุญาตท่านประธานครับ ที่จะเข้าเรื่องเพื่อที่จะตอบ ความกังวลหรือข้อสังเกตคําอภิปรายของท่านสมาชิกที่รวมอยู่ทั้งหมด ๘ ข้อ เพื่อความชัดเจน ผมจะขออนุญาตทบทวนให้กับท่านสมาชิก แล้วก็พี่น้องประชาชนที่ติดตามฟังการอภิปรายอยู่ ว่า ๘ ข้อของท่านนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง

เรื่องแรก ก็คือเรื่องของปัญหาหนี้สาธารณะในสายตาของท่าน

เรื่องที่สอง ก็คือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับต่างประเทศ

เรื่องที่สาม ก็คือเรื่องประเด็นเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทและเงินเฟ้อ

เรื่องที่สี่ ก็คือเรื่องของการแก้ไขปัญหาความยากจน

เรื่องที่ห้า ก็คือเรื่องของการปรับยุทธศาสตร์ของประเทศเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง ของโลก

เรื่องที่หก ก็คือการบริหารราคาน้ํามัน

เรื่องที่เจ็ด ก็คือนโยบายการตั้งงบประมาณที่ท่านอ้างว่าเป็นการรักษา เสถียรภาพรัฐบาลเป็นหลัก

เรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับสลากการกุศล

ในส่วนของเรื่องแรก เรื่องของหนี้สาธารณะก็ได้มีการอภิปรายกันมาก พอสมควรนะครับ ในหลาย ๆ เวที ในห้องนี้ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา เมื่อวานนี้เองท่าน นายกรัฐมนตรีก็ได้มีโอกาสได้ตอบการอภิปราย ชี้แจงในส่วนของท่านมิ่งขวัญ ก็ได้ชี้ให้เห็น ชัดแล้วว่าอันดับแรก ตัวเลขที่ท่านเองก็ยังใช้อยู่ในวันนี้เป็นตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง ท่านอ้างว่า รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วง ๒ ปี ได้กู้เงินเป็นวงเงินโดยรวม ๑.๔๙ ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนอีกครั้งว่า ๑.๔๙ ล้านล้านบาทนั้น รวมถึงการกู้เพื่อชดใช้การขาดดุลงบประมาณที่รัฐบาลของท่านได้จัดทํามา ก็คืองบปี ๒๕๕๒ แต่เอาละครับ ไม่ติดใจ เพราะว่าในส่วนของตัวกระผมเองนั้น ผมไม่ได้มองว่าปริมาณหนี้ ที่มีเป็นปัญหาต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจของประเทศ ที่สําคัญก็คือการที่ท่านหยิบยก ประเด็นนี้มาอภิปรายครั้งแล้วครั้งเล่า ทําให้ผมได้เข้าใจว่าระดับความเข้าใจของท่านในแง่ของ การกําหนดนโยบายอันควรทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นมีน้อยมาก ขออนุญาตนะครับ เปรียบเทียบเพื่อให้มีความชัดเจนตอนที่เราเข้ามารับภาระหน้าที่นั้น อยู่ในช่วงวิกฤติ ทางเศรษฐกิจ เป็นวิกฤติระดับโลก ซึ่งมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องเพิ่มบทบาท ของตนเองในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากกําลังซื้อของภาคเอกชนนั้นหดหายไป กําลังซื้อ ของประเทศคู่ค้าของเราหายไป ช่วงนั้นทําให้พี่น้องคนไทยกันเองกําลังเริ่มตกงานในจํานวน ที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง ณ เวลานั้นเราคาดว่าอาจจะมีการตกงานสูงถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน หรือแม้แต่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีคนถูกปลดออกจาก ตําแหน่งประมาณเดือนละ ๕๐,๐๐๐ คน ในช่วง ๒-๓ เดือนแรกของการเป็นรัฐบาลของเรา ถ้าเปรียบเทียบให้ชัดนะครับ ขอให้นึกถึงวิกฤติที่ประเทศญี่ปุ่น ณ วันนี้ หลังจากเกิด แผ่นดินไหว หลังจากมีคลื่นยักษ์สึนามิที่พวกเราได้เห็นภาพที่น่าสลดใจในจอโทรทัศน์ของเรา ได้อ่านข่าวตามสื่อต่าง ๆ แล้วก็พวกเรานอกจากส่งกําลังใจไปให้กับพี่น้องเพื่อน ๆ ชาวญี่ปุ่น ที่สนิทสนมใกล้ชิด แล้วก็ช่วยเหลือเราในทุก ๆ ครั้งที่เรามีวิกฤติมาโดยตลอดแล้วเราก็ยัง พอนึกภาพได้ว่าในส่วนของรัฐบาลญี่ปุ่นจากวันนี้ไปเขาจะต้องทําอะไรบ้าง เพื่อฟื้นฟูความเสียหาย ที่เกิดขึ้น ของเราที่เพิ่งตั้งงบประมาณกลางปีไปจัดสรรเม็ดเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดจากอุทกภัยในประเทศของเราเองเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วนั้น เปรียบเทียบกันไม่ได้ครับ ในแง่ของปริมาณเม็ดเงินที่ประเทศญี่ปุ่นจะต้องใช้ในการฟื้นฟู ความเสียหายในประเทศของเขา มีการประมาณการว่าต้องใช้สูงถึง ๑๘๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้ถามว่ารัฐบาลญี่ปุ่นสมควรหรือไม่ ที่จะต้องจัดหาเพื่อแก้ปัญหาฟื้นฟู ประเทศของเขาให้กลับเข้ามาอยู่ในสภาพเดิม ๆ ผมต้องขออนุญาตเรียนมันเป็นภารกิจ ภาระหน้าที่ของทางรัฐบาลที่เขาปฏิเสธไม่ได้แน่นอน และถามว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะหาเงินจากไหน ๑๘๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐนี้ เพื่อที่จะฟื้นฟูประเทศของเขา ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ชาวญี่ปุ่นที่เดือดร้อน ผมขอตอบด้วยคําสั้น ๆ ที่พวกท่านชอบหยิบยกขึ้นมาเป็นคําสกปรกครับ รัฐบาลญี่ปุ่นต้องกู้ ไม่มีทางอื่นครับ ถามว่าการกู้เงินโดยรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนของเขาในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ผิดไหม ถ้าท่านเป็น ส.ส. ฝ่ายค้านในสภา ของประเทศญี่ปุ่น ท่านอภิปรายบอกว่า นี่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องไม่ควรที่ต้องกู้เงิน ขาดวินัยทางการคลัง แต่ท่านไม่เข้าใจสถานการณ์และความจําเป็นต่อสถานการณ์นั้น ๆ ในการกําหนดนโยบาย เพราะฉะนั้นผมมองย้อนกลับไปนะครับเมื่อ ๒ ปีที่แล้วเรามีวิกฤติ เราเองก็มีความจําเป็นที่จะต้องกู้เงินมาแก้วิกฤติ ทีนี้ผลต่อเสถียรภาพ ท่านว่าที่นายกรัฐมนตรี ของท่านนะครับ ได้ใช้คําว่า อาจจะทําให้เศรษฐกิจถึงขั้นหายนะ ผมขออนุญาตเรียนนะครับ วิธีการเปรียบเทียบว่าระดับหนี้สาธารณะนั้นจะส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจหรือไม่นั้น มีอยู่ ๒ วิธีหลัก ๆ วิธีแรกท่านนายกรัฐมนตรีก็ชี้ให้ท่านเห็นแล้วเมื่อวานนี้ ท่านไม่บอกว่า ระดับหนี้สาธารณะ เมื่อเทียบกับรายได้ของประเทศโดยรวมคือจีดีพีนั้นอยู่ในระดับที่ ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด ซ้ําแล้วอยู่ในระดับที่ต่ํากว่าระดับต่ําสุดของรัฐบาลในอดีต ของท่านด้วยซ้ําไป และ ณ ปัจจุบันผมขอเรียนให้ท่านได้รับทราบว่าทุก ๆ เดือน ตั้งแต่ ประมาณเดือนกันยายนของปีที่แล้ว ระดับหนี้สาธารณะปรับลดลงเกือบทุกเดือน ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ระดับประมาณ ๔๑ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ เทียบกับรายได้โดยรวมของประเทศ แต่อีกวิธีหนึ่ง ที่จะดูว่าเราแบกรับภาระหนี้สินนี้ได้หรือไม่ ก็คือดูภาระหนี้ต่องบประมาณ ก็คือดูว่า เรามีความจําเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อที่จะมาดูแลเรื่องของการชดใช้คืนหนี้ หรือการชําระดอกเบี้ยในแต่ละปีนั้นเป็นสัดส่วนเท่ากับกี่เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวม ผมขออนุญาตเรียนว่าในส่วนของปี ๒๕๕๓ นั้นเป็นปีหลังจากการกู้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ของประเทศ ภาระต่องบประมาณในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของเราอยู่ที่ ๑๑.๖๔ เปอร์เซ็นต์ ส่วนในปีงบประมาณปีปัจจุบันปี ๒๕๕๔ ปรับลดลงมาเหลือ ๙.๑๔ เปอร์เซ็นต์ และในกรอบงบประมาณปี ๒๕๕๕ ที่คณะรัฐมนตรีของเราได้อนุมัติไปแล้ว ระดับสัดส่วนงบประมาณที่ต้องจัดสรรให้กับการบริหารหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับเพียงแค่ ๘.๖๘ เปอร์เซ็นต์ ลดลงทุกปีครับ ถ้าท่านอยากทราบว่าแล้วในอดีตสมัยรัฐบาลของท่าน สัดส่วนการจัดสรรงบประมาณเพื่อการบริหารหนี้สาธารณะอยู่ในระดับเท่าใดนั้น ก็อยู่ในระดับ สูงกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เกือบทุกปีครับ ตอนนี้ของเราบริหารให้ลงมาต่ํากว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว อยู่ที่ ๙.๑๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วปีหน้าจะลดลงไปอีกที่ ๘.๖๘ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในแง่ของ ผลต่อเศรษฐกิจเราสามารถที่จะรับภาระหนี้สาธารณะนี้ได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ต่อเสถียรภาพ และผมก็กล้าที่จะพูดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลด้วยที่จะต้องรับภาระนี้ แทนประชาชน ท่านพูดบอกว่า สุดท้ายประชาชนก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ จริง ๆ แล้ว ผมขออนุญาตเรียนครับ สามัญสํานึก ไปถามชาวบ้านได้เลยครับว่าเขานี่อยากที่จะเป็นหนี้ ด้วยตัวเขาเองหรือเขาอยากจะให้รัฐบาลเป็นหนี้แทนเขา ไม่ต้องคิดมากครับ มันชัดเจน รัฐบาลเข้มแข็ง แข็งแรง เราแบกรับภาระหนี้สินแทนประชาชนได้ ทําไมเราไม่ทําละครับ หรือท่านอยากจะบอกว่ารัฐบาลไม่ต้องกู้ไม่ต้องไปทําโน่นทํานี่ ไม่ต้องมีนโยบายประกันรายได้ ไม่ต้องมีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ปล่อยให้ประชาชนดิ้นรนต่อสู้เอาเอง ถ้าประชาชนตกงานก็ไปกู้เอาเอง เพราะตอนนั้นก็จะไม่มีรายได้แล้ว รัฐบาลผมไม่ทําอย่างนั้นครับ เรามองว่ารัฐบาลของเรา แบกรับภาระหนี้นี้ได้แทนพี่น้องประชาชน และเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทําเช่นนั้น โดยไม่มีผลกระทบต่อศักยภาพและความมั่นคงในระยะยาวของเศรษฐกิจของประเทศของเรา นั่นก็คือประเด็นแรกของท่านนะครับในเรื่องของหนี้

ในเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน ผมก็ต้องขออนุญาตเรียนว่า หลังจากที่เราได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก็คือปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ แล้วเราก็ได้จัด นโยบายในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ําการแก้ไขปัญหาความยากจนแล้ว สิ่งที่เราได้หันมา ให้ความสําคัญก็คือการยกระดับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ท่านเอง ได้กล่าวถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เราจะเชื่อมประเทศจีนผ่านประเทศไทยลงไปสู่ ประเทศมาเลเซีย เรื่องนี้ก็อยู่ในช่วงของการดําเนินการ จะเป็นการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลจีน แล้วขั้นต่อไปหลังจากที่ทางสภาได้อนุมัติให้ทางรัฐบาลไปเจรจาเอ็มโอยู (MOU) ก็คือไปเจรจาเอ็มโอยู เพื่อนํากลับมาเสนอให้รัฐสภาได้มีโอกาสพิจารณาก่อนที่จะ มีการลงนาม

เรื่องของแผนการพัฒนาระบบน้ํา รัฐบาลนี้ก็ได้ทําเสร็จแล้ว ครม. ได้มีโอกาส พิจารณามูลค่าโครงการโดยรวม ๑.๗ ล้านล้านบาท ซึ่งภาระหน้าที่ต่อไปของผมในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็คือมีส่วนในการที่จะวางแผนการจัดสรรเม็ดเงิน งบประมาณเพื่อที่พี่น้องเกษตรกรชาวไทยจะได้มีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึงแหล่งน้ํา เพื่อเพิ่มรายได้จากการทําเกษตรกรรม เหล่านี้ก็เป็นโครงการที่มีความชัดเจนและเป็นความตั้งใจ ของรัฐบาลที่จะดําเนินการต่อไป แม้แต่ระบบโทรคมนาคมซึ่งมีปัญหามากมายจนถึงทุกวันนี้ พวกผมก็ยังพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคของท่านในการแก้สัญญาสัมปทานโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมายอยู่เลย และเมื่อเราให้กับพี่น้องประชาชนที่ทันสมัย ในช่วงที่ผ่านมามีประเด็น ปัญหาทางกฎหมายในการประมูลคลื่นความถี่เพื่อนํามาซึ่งการใช้บริการ ๓ จี (3G) เราก็ได้ ดําเนินการเพื่อที่จะเสนอกฎหมายใหม่ให้ผ่านสภาโดยเร็ว และนอกจากนั้นก็ได้จัดสรร เม็ดเงินงบประมาณให้กับรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องสามารถที่จะให้บริการพี่น้องประชาชน สามารถใช้บริการ ๓ จีได้

ในส่วนของบทบาทของรัฐวิสาหกิจก็มีความชัดเจน เดิมทีรัฐบาลของท่าน บอกว่าอยากให้รัฐวิสาหกิจเป็นคนไปซื้อบริษัทของเอกชนมา เราคิดต่างครับ ในส่วนของ รัฐบาลของเรา ย้อนกลับไปที่ประเด็นที่ผมเอ่ยเมื่อสักครู่เรื่องของการบริหารทรัพยากร ให้คุ้มค่าที่สุด เรามองว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เอกชนให้บริการได้พร้อมลงทุน เราขอให้เอกชน เป็นผู้ทํา ไม่จําเป็นต้องใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนไปลงทุนเอง รู้ก็รู้กันอยู่ว่าเอกชน เขาลงทุน เขามีประสิทธิภาพมากกว่า ดังนั้นในกรณีของการให้บริการ ๓ จีของทาง กสท. จึงกลับกลายเป็นเอกชนเป็นผู้ใช้เม็ดเงินลงทุนแทนรัฐบาล ซึ่งเหล่านี้ก็จะนํามา ซึ่งการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากนั้นขีดความสามารถ ในการแข่งขันไม่ได้อยู่ในโครงการใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่อยู่ในความสามารถในการแข่งขันของ ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้นไม่เคยได้มีโอกาส โดยเฉพาะโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงิน เมื่อสักครู่ท่านอภิปรายนะครับ บอกว่าเอสเอ็มอี แทบจะต้องกราบขอวงเงินสินเชื่อ แต่ประเด็นในอดีตนี่นะครับ เอสเอ็มอีในสมัยรัฐบาล ของท่านเวลากราบขอ เขากราบขอใครครับ ก็กราบขอนักการเมือง นี่คือประเด็นปัญหา ของธนาคารเอสเอ็มอีที่ผมและท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการท่านประดิษฐ์ต้องมาสะสาง แก้ไขปัญหากันต่อ ณ วันที่เรารับเอสเอ็มอีมาจากท่าน สัดส่วนหนี้เสียสูงกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของสินเชื่อทั้งหมด เป็นเพราะอะไรครับ เป็นเพราะสินเชื่อให้กับพรรคให้กับพวก ใครไม่มีเส้นสายไม่เคยมีโอกาสได้เข้าถึงวงเงินสินเชื่อเหล่านี้ เรามีความจําเป็นต้องเพิ่มทุน โดยใช้งบไทยเข้มแข็งให้กับสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อสถาบันการเงินของรัฐทุกสถาบัน สามารถที่จะเป็นที่พึ่งเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก และขนาดกลางได้ และยุทธศาสตร์นี้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสําคัญที่ทําให้เราสามารถช่วยนําพา เศรษฐกิจของเราให้ฝ่าด่านวิกฤติเศรษฐกิจของโลกในช่วงปี ๒๕๕๒ ได้ เพราะปีนั้น ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นของเอกชนเขาไม่ปล่อยวงเงินสินเชื่อ ตอนนั้นวิกฤตการณ์ทําให้ เขากลัวต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหาย นโยบายของกระทรวงการคลังในปีนั้นก็คือ สนับสนุนให้กับสถาบันการเงินของรัฐเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน และโดยเฉพาะให้เน้น การปล่อยวงเงินสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ปีนั้นเดิมที เขามีเป้าหมายว่าจะขยายวงเงินสินเชื่อ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมจําได้ สุดท้ายแล้ว เราสามารถที่จะขยายวงเงินสินเชื่อของสถาบันของรัฐในปีวิกฤติได้สูงถึง ๑.๓ ล้านล้านบาท นี่คือนโยบายทางการเงินที่เราได้ใช้ในการที่จะหล่อเลี้ยงและส่งเสริมขีดความสามารถ ในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

ในส่วนของประเด็นที่ ๓ ที่ท่านได้พูดถึงเรื่องของเงินเฟ้อ และเรื่องของ อัตราแลกเปลี่ยน ผมขออนุญาตเรียนนะครับ อันดับแรกเวลาท่านบอกว่า อัตราแลกเปลี่ยน เป็นปัญหา ผมไม่แน่ใจว่าจริง ๆ ท่านหมายความว่าอย่างไร แต่หลังจากฟังการอภิปราย ของท่านไปสักพักหนึ่ง ผมเข้าใจว่าที่ท่านมองว่าเป็นปัญหานี้คือเงินบาทมันมีมูลค่าสูงเกินไป ตรงนี้ผมแนะนําว่าท่านควรจะไปคิดใหม่นะครับ ท่านควรจะคิดใหม่ เพราะในขณะเดียวกัน ท่านก็อภิปรายว่าท่านเป็นห่วงเรื่องของเงินเฟ้อ ท่านทราบใช่ไหมว่าเงินบาทยิ่งอ่อนค่าเท่าใด เงินเฟ้อก็จะยิ่งสูงขึ้น เงินบาทยิ่งมีค่าน้อยเท่าไร ราคาสินค้าที่เป็นราคาสินค้าทุนจาก ต่างประเทศที่ยังต้องซื้ออยู่ น้ํามันครับชัดเจน ก็ต้องใช้เงินบาทมากขึ้น ราคาเมื่อคิดเป็น เงินบาทก็จะสูงขึ้น พี่น้องประชาชนเดือดร้อนแน่นอน เพราะฉะนั้นเสถียรภาพในแง่ของ อัตราแลกเปลี่ยนที่มีระดับ ที่มีความพอดี จะเป็นตัวที่ทําให้ผู้ส่งออกของเราสามารถแข่งขันได้ แล้ววันนี้ตัวเลขก็ชัดเจนนะครับ เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ในปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกของเราเลย อัตราการส่งออก เพิ่มขึ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวานก็ยืนยัน ว่าท่านก็เชื่อมั่นว่าปีนี้ท่านติดต่อพูดคุยกับผู้ส่งออกเกือบหมดทุกอุตสาหกรรมแล้วได้รับ การยืนยันว่าการส่งออกก็จะมีการขยายตัวต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นในระดับนี้เขาอยู่ได้ ที่สําคัญก็คือ เงินที่มีค่ามากขึ้นในกระเป๋าของคนไทยทุกคน ทําให้กําลังซื้อของเราสูงขึ้น ทําให้ราคาน้ํามัน ไม่ปรับขึ้นไปสูงกว่าที่ปรับขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาท่านวิเคราะห์ปัญหา ผมคิดว่ามันง่าย แล้วก็เข้าใจว่าเป็นหน้าที่ของท่านในฐานะฝ่ายค้านที่จะต้องมองว่าทุกอย่างเป็นปัญหาหมด แต่ท่านกําลังบอกว่าเงินบาทอ่อน ในขณะเดียวกันเงินเฟ้อก็สูง จริง ๆ แล้วมันขัดกันครับ ท่านต้องเลือกเอาทางใดทางหนึ่ง ที่เราเลือกก็คือ เลือกเอาระดับที่มีความสมดุล ท่านพูดถึงนโยบายของทางกระทรวงการคลัง ที่ความจริงท่านเข้าใจผิด ท่านบอกว่า เป็นการเก็บแคปปิตอล เกน แท็กซ์ จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ จริง ๆ ก็คือในส่วนของเกณฑ์ที่เรา ปรับเปลี่ยนนี้ เราปรับเปลี่ยนนิดเดียวจริง ๆ คือแต่เดิมอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ถือ โดยนักลงทุนที่เป็นนักลงทุนต่างชาติ ได้รับการยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่าย เราก็ยกเลิก ตรงนี้เสีย เพราะอันดับแรกเรามองว่ามันลักลั่นกับสิทธิของนักลงทุนที่เป็นคนไทยที่ต้อง ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ในส่วนนี้ เรายกเลิกเพราะอะไร เพราะเราอยากส่งสัญญาณครับ ส่งสัญญาณให้โลกภายนอกว่า ถ้าคุณมาเก็งกําไรกับเรา มาปั่นราคาอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทของเรา เราจะไม่ลังเล ในการที่จะใช้มาตรการในการที่จะควบคุม แต่การบริหารจัดการในเรื่องนี้ผมต้องขออนุญาต เรียนว่ามันเป็นศิลปะ ถ้าเราไปใช้มาตรการ ใช้ยาแรงเหมือนที่ใช้กันในช่วงปี ๒๕๕๐ ดูสิครับ เกิดอะไรขึ้น ประเทศชาติเสียหายมากมาย ผมทราบดีว่าท่านก็เห็นด้วยกับผมในประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นการดูแลทางด้านจิตวิทยาให้เขากลัวเรา ในขณะเดียวกันไม่ต้องใช้ยาแรง จนถึงกระทั่งทําให้เราต้องเสียหายด้วย เป็นศิลปะในการบริหารจัดการ และผมต้อง ขออนุญาตเรียนตั้งแต่วันที่เราออกนโยบายนี้ เงินบาทนิ่งเลยครับ ไม่ได้มีการปรับขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นผมถือว่าการบริหารโดยใช้นโยบายนั้น ในจังหวะเวลานั้น ด้วยการร่วมมือ อย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย ประสบความสําเร็จ แล้วก็เป็นที่ยอมรับในสากลโลกว่าเรามีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ไม่ได้ขัดขวางต่อต้าน เรื่องของการลงทุนในต่างประเทศแต่อย่างใด แต่ขณะเดียวกันเขาเกรงใจเรา เขากลัวเรา เนื่องจากเราส่งสัญญาณนี้ออกไปให้กับเขา ส่วนท่านเปรียบเทียบหลายครั้ง แล้วตรงนี้ เป็นประเด็นที่ผมเป็นห่วงจริง ๆ ท่านบอกดูประเทศเวียดนามสิ ทําไมไม่ทําแบบ ประเทศเวียดนาม ปรับลดค่าเงินของเขา ๔-๕ หนแล้วในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา ท่านครับ ท่านทราบไหมว่าประเทศเวียดนามเขาไม่ได้เลือกที่จะปรับนะครับ เขาถูกบังคับให้ปรับ เหมือนกับเราเมื่อปี ๒๕๔๐ รัฐลบาลที่ตอนนั้นท่านทะนงเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ต้องปรับลดเงินบาท ไมใช่เป็นผลสําเร็จนะครับ หรือว่าท่านมองต่าง สาเหตุที่ประเทศเวียดนามเขาต้องปรับลดค่าเงิน เพราะเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเขาไม่มี ท่านทราบไหมครับว่าเวลาปรับลดค่าเงินมันเกิดผลอย่างไรต่อประชาชนชาวเวียดนาม เมื่อประมาณเดือนที่แล้วผมยกตัวอย่างให้ชัด ๆ เลย ณ วันที่คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุม ครม. ประจําอาทิตย์ที่บ้านเรานี้ครับ คณะรัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรี และมีมติว่า เราจะมีนโยบายให้พี่น้องประชาชนที่ยากจนใช้ไฟฟ้าน้อย ต่ํากว่า ๙๐ หน่วย/เดือน สามารถ ที่จะใช้ไฟฟรีได้อย่างถาวร วันเดียวกันเลยนะครับ ที่ประเทศเวียดนามรัฐบาลเขาประกาศ ปรับค่าไฟของเขาขึ้นให้กับประชาชนทุกคน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะอะไรครับ เพราะค่าเงิน เขาอ่อน เพราะเศรษฐกิจเขาขาดเสถียรภาพ ดุลการค้าเขาติดลบ ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ และตอนนี้ทุนสํารองระหว่างประเทศเกือบจะไม่เหลือ ท่านทราบไหมว่าประเทศเวียดนาม ที่ท่านชื่นชมนี่ อีกไม่นานอาจจะต้องไปกู้ยืมเงินจากไอเอ็มเอฟ ผมคิดว่าท่านอาจต้องไปคิดใหม่ ในหลาย ๆ เรื่อง คือเข้าใจว่าอยากที่จะอภิปราย อยากที่จะตําหนิ แต่ในหลักความคิดนั้น ผมกังวลครับว่าถ้านี่เป็นนโยบายความคิดทางเศรษฐกิจของพรรคของท่านประเทศชาติ มีปัญหาแน่ถ้าสมมุติท่านเกิดชนะเลือกตั้งขึ้นมาในไม่กี่อาทิตย์ที่กําลังจะถึงนี้

ส่วนประเด็นที่สําคัญที่ท่านพูดถึงในเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อ ท่านพูดถึง เรื่องของค่าแรงขั้นต่ํา ตรงนี้ตอนแรกผมไม่แน่ใจว่าผมฟังท่านถูกหรือเปล่านะครับ แต่ท่าน พูดชัดครับว่านี่คือการปีนบันไดลิง นี่คือคําพูดของท่านว่า นโยบายนี้ของรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรี ในการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ําให้กับพี่น้องประชาชนที่ยากจน เป็นนโยบายที่ท่านเรียกว่า เป็นนโยบายปีนบันไดลิง และท่านพูดผมจดไว้เลยว่า แนวคิดนี้ ไม่รู้ไปเอามาได้อย่างไร ผมขอถามสั้น ๆ ว่า พรรคเพื่อไทยมองว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ํา ระดับปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมแล้วหรืออย่างไรครับ ท่านพูดให้ชัดเลยว่าพรรคเพื่อไทย ไม่มีนโยบายที่จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ําให้กับพี่น้องประชาชน เพราะพรรคประชาธิปัตย์พูดไว้ชัด ว่าเราจะเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ําให้กับพี่น้องประชาชน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ใน ๒ ปี และผมคิดว่า การเพิ่มนี้ก็จะไม่มีผลกระทบต่อการลดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ พูดคุยกับผู้ประกอบการมาทุกภาคอุตสาหกรรม เขาก็เห็นและเข้าใจในประเด็นความจําเป็น ในแง่ของความอยู่รอดของพี่น้องประชาชนที่ควรจะได้รับการปรับค่าแรงขั้นต่ําเพิ่มขึ้น ความจําเป็นในส่วนของผู้ประกอบการก็คือ เขาต้องยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ทางด้านอื่น ๆ เพื่อมาชดเชย และนี่ก็คือการพัฒนาตามเส้นทางที่ถูกต้องของประเทศที่มี การพัฒนามาแล้วหลายสิบปี เพราะฉะนั้นนโยบายค่าแรงขั้นต่ําอาจจะเป็นนโยบายของ พรรคเพื่อไทย แต่ยืนยันว่าไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลนี้ครับ

ในส่วนของปัญหาที่ ๔ ที่ท่านพูดถึงก็คือ ท่านบอกว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ให้ ความสนใจ ไม่มีนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนหรือแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําเลย ผมก็ไม่ทราบว่าท่านติดตามข่าวสารบ้านเมืองผ่านสื่ออะไร แต่ต้องขออนุญาตเรียนว่าภารกิจ ที่สําคัญที่ผมได้แจ้งให้ท่านทราบในส่วนของทางกระทรวงการคลังนั้น ภารกิจหนึ่งก็คือ การแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ํา และรัฐบาลนี้ได้ผลักดันนโยบายตั้งแต่ วันแรกของการเข้ามาเป็นรัฐบาล เป้าหมายวัตถุประสงค์หลักก็คือ การแก้ไขปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ํา สิ่งแรกที่เราได้ทําให้กับพี่น้องประชาชนที่ด้อยโอกาสทันทีภายใน ๙๙ วันแรกของการเป็นรัฐบาล ก็คือการจัดให้ผู้สูงอายุที่ไม่มีสิทธิได้รับบําเหน็จบํานาญ ในระบบประกันสังคมต่าง ๆ สามารถที่จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเท่ากันทุกคนทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตระหนักอีกว่าค่าใช้จ่ายที่สําคัญส่วนหนึ่งของ พี่น้องประชาชนที่ยากจนก็คือค่าเรียนของลูกหลาน จึงได้จัดนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปี ก็เป็นสิ่งที่ทําใน ๙๙ วันแรกของการเป็นรัฐบาล นอกจากนั้นไม่ใช่เพียงแค่การลดค่าใช้จ่าย แต่ก็เป็นข้อครหาต่อสังคมไทยมายาวนานว่าเป็นไปได้อย่างไรที่พี่น้องเกษตรกรโดยรวม กว่าครึ่งหนึ่งของประเทศกลับต้องเป็นกลุ่มอาชีพที่ยากจนที่สุด พ่อค้าคนกลางนายทุนร่ํารวย เกินไป แต่ชาวไร่ชาวนากี่ยุคกี่สมัยก็ยังยากจน นี่ก็คือสาเหตุที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้ตั้งใจไว้แต่แรกสมัยที่พวกเรายังเป็นฝ่ายค้านอยู่ว่าวันใดวันหนึ่งที่เรามีโอกาสเราจะต้อง ยืนหยัดประกันรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรให้เขามีความมั่นใจได้ว่าในอาชีพของเขาที่เขา เลือกนี้เป็นอาชีพที่นอกจากจะสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติและพี่น้องประชาชน จํานวนมากแล้ว ต้องเป็นอาชีพที่มีผลตอบแทนต่อน้ําพักน้ําแรงของเขาที่เป็นธรรม และนี่คือ นโยบายการประกันรายได้นะครับ ที่ทําให้รายได้ของพี่น้องเกษตรกรนั้นปรับเพิ่มสูงขึ้น ท่านอาจจะคิดว่าเพิ่มสูงขึ้นจริงหรือ ผมขออนุญาตเรียนว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถิติที่ล่าสุดเลยครับ ตัวชี้วัดทุกตัวทางเศรษฐกิจที่ทางข้าราชการกระทรวงการคลังได้มอบ ให้กับผม ชี้ให้เห็นว่าพี่น้องเกษตรกรตามชนบทล้วนแล้วแต่มีรายได้ที่สูงขึ้นทั้งสิ้น ยอดขาย มอเตอร์ไซค์ที่เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนถึงกําลังซื้อของพี่น้องประชาชนปรับเพิ่มขึ้นเกือบ ๑๖ เปอร์เซ็นต์เทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นในลักษณะนี้มาทุก ๆ เดือน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ของกระทรวงการคลังที่จัดเก็บได้ในช่วงที่ผ่านมาในพื้นที่ชนบทเพิ่มขึ้นทุกจังหวัด สะท้อนให้เห็น ถึงกําลังซื้อของพี่น้องประชาชนที่เพิ่มขึ้น แต่ที่สําคัญครับ ไม่ใช่เพียงแค่การจับจ่ายใช้สอย เท่านั้นที่เพิ่มขึ้น ผมเองเป็นประธาน ธ.ก.ส. ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมก็ได้รับรายงานจาก ธ.ก.ส. ว่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ไม่ถึง ๑๐ ปีหรอกครับ ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๙ จํานวนบัญชีเงินฝากที่ ธ.ก.ส. ที่เป็นธนาคารที่ให้บริการแก่พี่น้องเกษตรกรโดยตรง ได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ ๑๐ ล้านบัญชีมาเป็น ๒๑ ล้านบัญชีในวันนี้ และเงินฝากโดยเฉลี่ย ต่อบัญชี ไม่ใช่จํานวนบัญชีเพิ่มขึ้นอย่างเดียว แต่เงินฝากโดยเฉลี่ยต่อบัญชีเพิ่มขึ้น ภายในเพียงแค่ ๒ ปีที่ผ่านมา จาก ๒๗,๐๐๐ บาทต่อบัญชี เป็น ๓๓,๐๐๐ ต่อบัญชี นี่คือตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่านโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ําเริ่มส่งผลให้กับ พี่น้องประชาชน ผมเน้นคําว่า เริ่มส่งผล เพราะว่าเราตระหนักดีว่าภารกิจ ภาระหน้าที่ ของเราทางด้านนี้ยังไม่จบสิ้น แต่นอกเหนือจากนโยบายที่ผมได้กล่าวไปแล้วนะครับ ในส่วนของรัฐบาลเราตระหนักว่าการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างถาวรก็คือการแก้ไข ปัญหาทางด้านโอกาสและทางด้านเศรษฐกิจนั้น โอกาสที่มีความเหลื่อมล้ํามาโดยตลอด และรัฐบาลนี้มีผลงานที่ชัดเจนในการแก้ประเด็นปัญหา ก็คือโอกาสการเข้าถึงแหล่ง ที่ทํามาหากินและโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงิน ในส่วนของแหล่งที่ทํากินก็มีนโยบาย โฉนดชุมชนที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปเปิดโครงการนําร่องมาแล้ว ผมก็ได้กล่าวถึงนโยบาย ในส่วนของกระทรวงการคลังที่ได้รับความร่วมมือจากทุกกระทรวงในการรวบรวมที่ราชการ เกือบ ๑,๐๐,๐๐๐ ไร่ ที่ราชการรับไปแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และเราประเมินว่ามี ความเหมาะสมสามารถมาปรับแต่งเป็นที่ทําการเกษตรได้ ทางกระทรวงการคลังเดินหน้า ในการมอบสัญญาการเช่าที่เหล่านี้จํานวนอย่างน้อยปีละ ๕๐,๐๐๐ ไร่ทุก ๆ ปี นี่ก็คือ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่ทํากิน

ในส่วนของการเข้าถึงแหล่งเงิน รัฐบาลนี้ก็เป็นรัฐบาลแรกนะครับที่เราได้ ตระหนักและเข้าใจถึงปัญหาการกู้หนี้ยืมสินของพี่น้องประชาชน และเราเห็นใจ พี่น้องประชาชนที่ไม่เคยมีโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ทําให้เขาต้องไปกู้ยืม จากนายทุนในอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม ร้อยละ ๕ ร้อยละ ๑๐ ร้อยละ ๒๐ ต่อเดือนนะครับ มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ รัฐบาลเราจึงได้จัดโครงการการแก้หนี้นอกระบบ ไม่ได้เป็นการยกหนี้ให้ครับ เพราะในขณะเดียวกันเราก็ต้องการส่งเสริมวัฒนธรรมการมีวินัย ทางการเงินการคลัง แม้แต่ในระดับครัวเรือน เราออกนโยบายเป็นการโอนหนี้นอกระบบ เพราะเขาไม่สามารถกู้ยืมจากในระบบได้ เข้ามาสู่ระบบการกู้ยืมจากธนาคารในสังกัด ของกระทรวงการคลัง จากที่เคยเสียดอกเบี้ยอยู่ร้อยละ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มาเสียดอกเบี้ย เพียงแค่ร้อยละ ๑ เปอร์เซ็นต์ ให้ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และอื่น ๆ ตรงนี้สามารถประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยที่เขาต้องชําระให้นายทุนในอดีตได้ถึงประมาณเดือนละ ๔,๐๐๐ ล้านบาทให้กับพี่น้องประชาชนเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คน รัฐบาลอื่น ๆ ก่อน ๆ หน้านี้ เคยมีครับ ความพยายามที่จะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แต่ไม่เคยมีใครทําได้ถึงขนาดนี้ แต่มันก็ยังไม่จบครับ พี่น้องประชาชนที่ยังต้องพึ่งพาการกู้ยืมจากนายทุนยังมีอีกจํานวนมาก หลาย ๆ คนก็ติดต่อมาโดยตลอดว่าเมื่อไรเราจะเปิดขึ้นทะเบียนรอบ ๒ เราเปิดแน่ครับ แต่จากนอกจากแก้ไขปัญหาที่ปลายทาง คือการแก้ผู้ที่เป็นหนี้แล้ว เราตระหนักว่าสิ่งที่เรา ต้องทําก็คือ แก้ที่ต้นเหตุ ต้นทาง ส่วนหนึ่งก็คือการเพิ่มภูมิความรู้เป็นภูมิคุ้มกันให้กับ พี่น้องประชาชน นี่คือโครงการหมอหนี้ ที่เราได้จัดการฝึกอบรมอาสาสมัครจากทุกหมู่บ้าน ทั่วประเทศ เพื่อให้อาสาสมัครหมอหนี้สามารถที่จะไปเผยแพร่ความรู้ที่ได้รับในการที่จะสอน ให้เพื่อนบ้านจัดทําบัญชีครัวเรือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการมีวินัยทางการคลังระดับครัวเรือน นอกจากนั้นเราก็ได้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ โดยให้ธนาคารออมสินกับ ธ.ก.ส. จัดวงเงิน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท หมู่บ้านละประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นวงเงินเพื่อที่จะให้ ผู้ที่เข้าโครงการหมอหนี้แล้วสามารถที่จะกู้ยืมได้ผ่านโครงสร้างคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ในกรณีที่เขามีความจําเป็นต้องเข้าถึงเงิน แล้วนี่ก็คือภูมิคุ้มกันที่ดีในกรณีที่ชาวบ้าน มีความจําเป็นต้องใช้เงิน ไม่จําเป็นที่จะต้องไปกู้ยืมจากนายทุนอย่างเช่นในอดีต นอกจากนั้น เราก็ร่วมกับทางรัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีในการที่จะเพิ่มบทบาทของไปรษณีย์ไทยให้มีโอกาส ในการให้บริการทางการเงินให้กับพี่น้องประชาชนชาวรากหญ้าด้วย ซึ่งเรากําหนดนโยบาย ไว้ชัดเจนว่าวงเงินสินเชื่อเบื้องต้นจะอยู่ระดับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท/คน คือพุ่งเป้าไปที่กลุ่ม ผู้ยากจนที่ในอดีตไม่เคยมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินในระบบอย่างเป็นทางการ เพราะฉะนั้น ผมไม่ทราบว่าท่านไปอยู่ที่ไหนมาครับ ถ้าท่านไม่ทราบถึงความตั้งใจและนโยบายเหล่านี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนโยบายที่รัฐบาลนี้ได้จัดทําเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ํา ท่านได้พูดถึงและทวงถามถึงพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่าหายไปไหน ผมต้อง ขออนุญาตเรียนว่าผมก็ได้มีการชี้แจงในเรื่องนี้เป็นช่วง ๆ ขั้นตอนการพิจารณากฎหมายก็คือ ต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หลังจากนั้นส่งไปที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตรวจสอบ ทบทวนร่าง และสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็จะมีข้อเสนอแนะ ในแง่ของประเด็นที่อาจจะเสนอแก้ไขกลับมาให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนที่ คณะรัฐมนตรีจะส่งเข้ามาบรรจุเป็นวาระในสภา ในส่วนของกฎหมายฉบับนี้ก็ต้องยอมรับว่า มีความสลับซับซ้อน แต่ผมเองได้เข้าไปชี้แจงให้กับคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อประเด็นคําถาม ในเชิงนโยบายที่ยังเหลืออยู่เมื่อประมาณ ๓ อาทิตย์ที่แล้ว และทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็คาดว่าน่าที่จะสามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จส่งกลับมาให้ ครม. ได้ภายในประมาณ อีกไม่เกิน ๒ อาทิตย์ หลังจากนั้นพวกเราในสภานี้ก็จะมีโอกาสที่จะร่วมกันพิจารณา และผมหวังอย่างยิ่งว่าผมเองก็จะได้รับการสนับสนุนจากทางฝ่ายค้านต่อพระราชบัญญัติ ที่มีความสําคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําก็คือ พ.ร.บ. ภาษีทรัพย์สินและที่ดิน อันนี้ก็คือเบื้องต้นในส่วนของนโยบายของรัฐบาลและความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาความยากจนประเด็นที่ ๔ ที่ท่านได้อภิปราย

ส่วนประเด็นที่ ๕ ท่านพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของโลก แล้วก็ท่าทีบทบาท ของเรา ท่านบอกว่าประเทศต่าง ๆ ไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับเรา ต่าง ๆ นานาแล้วบทบาท ของเรานั้นมีน้อย ต้องขออนุญาตเรียนว่าไม่เป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าปัญหาในส่วนของบทบาท ของเราที่มีมากที่สุด อันนี้เรียนตามตรงเลยครับ ไม่ได้ต้องการที่จะเปิดแผลเก่าแต่อย่างใด แต่ถามว่าปัญหาในเวทีระดับชาติที่เรามีในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากอะไร ก็เกิดขึ้น จากเหตุการณ์ตอนที่เราเป็นประธานประชุมอาเซียนที่พัทยานั่นละครับ ไม่มีเหตุการณ์นั้น ระดับความเชื่อในประเทศของเราและบทบาทของเราในเวทีต่างประเทศสูงกว่านี้แน่นอน อันนี้ผมเอาความจริงมาพูด แต่ไม่เป็นอะไรครับนั่นคืออดีต แต่อย่างไรก็แล้วแต่ถึงแม้ มีปัญหานั้นเราก็ประสบความสําเร็จในเวที กองทุนริเริ่มเชียงใหม่ที่เริ่มต้นที่ประเทศ ของเราเองเมืองของท่านคือเมืองเชียงใหม่ ได้มีการยกระดับพัฒนาเป็นข้อสัญญาระดับโลก ที่ตอนนี้แม้แต่เครือประเทศในกลุ่มยุโรปยังมาศึกษาเพื่อที่จะพิจารณาจัดตั้งกองทุนลักษณะ เดียวกันให้กับสหพันธ์ยุโรป กองทุนนี้ก็ประสบความสําเร็จในช่วงของการเป็นประธานอาเซียน ของเรา แล้วก็ได้เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว ตอนนี้สํานักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์และอยู่ ในช่วงของการคัดเลขาธิการคนแรกของกองทุน อันนี้ก็ถือว่าเป็นกองทุนและเป็นความร่วมมือ ที่เราเป็นผู้นํา สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเราในเวทีระดับโลก ส่วนโครงการอื่น ๆ ที่เป็น การเชื่อมโยงประเทศของเรากับประเทศเพื่อนบ้านก็มีความชัดเจนเช่นเดียวกัน บทบาทของ เราในการร่วมลงทุนในท่าเรือน้ําลึกที่ทวาย เรื่องของการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟที่ผม ได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่ก็ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของเราในการปรับเข้าสู่ ความเปลี่ยนแปลงโลก และความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสําคัญมากที่สุดของประเทศของเรานี้ ก็คือความสําคัญของภูมิภาคเอเชียในการเป็นตัวศูนย์กลางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลก และประเทศไทยเราโอกาสเรามากที่สุดประเทศหนึ่งครับ เราอยู่ระหว่างมหาอํานาจ ทางเศรษฐกิจในศตวรรษข้างหน้า ก็คือประเทศอินเดียกับประเทศจีน เราอยู่ท่ามกลาง กลุ่มประเทศอาเซียนที่จะรวมตัวเป็นตลาดเดียวภายใน ๔ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นบทบาท หน้าที่โอกาสของเรามีมากมาย รัฐบาลนี้พร้อมที่จะนําพาพี่น้องประชาชนคนไทยไปสู่อนาคต การเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสําคัญมากที่สุดในภูมิภาคนี้

ประเด็นที่ ๖ เรื่องของปัญหาน้ํามัน ท่านก็ใช้คําว่า รัฐบาลนี้ถังแตกแน่นอน ผมก็ไม่ทราบว่าทําไมท่านเปิดประเด็นนี้อีก เมื่อวานนี้ท่านมิ่งขวัญก็เปิดประเด็นนี้ ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านนายกรัฐมนตรีก็ชี้แจงแล้วว่ากองทุนน้ํามันที่ถังแตกนั้น ถังแตกในยุคสมัยไหน ท่านอ้างว่าหนี้สาธารณะท่านไม่ได้สูงมากถึงขนาดนั้น สมัยนั้นท่านเอาหนี้สาธารณะไปซุกไว้ ในที่ต่าง ๆ ที่กองทุนน้ํามันก็ที่หนึ่ง ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยู่ ธ.ก.ส. ผมเพิ่งปิดบัญชีที่ ธ.ก.ส. ไป โครงการจํานําข้าว หนี้ของรัฐบาลไปซุกไว้ที่นั่นอีก ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ซึ่งใน ๕ ปีข้างหน้าเราต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อมาชดเชยหนี้นี้ให้กับ ธ.ก.ส. ตามข้อตกลง ระหว่าง ธ.ก.ส. กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นในส่วนของการบริหารเรื่องของราคาน้ํามัน ตรรกะ ของเราก็ชัดเจน เรามองว่าการรักษาระดับราคาน้ํามัน โดยเฉพาะน้ํามันดีเซลไว้ที่ ๓๐ บาทนั้น มีความจําเป็นและมีความสําคัญต่อการรักษาระดับราคาสินค้าทั่วไป เพราะราคาน้ํามันดีเซล เป็นตัวชี้วัดราคาค่าขนส่งของบริษัทขนส่งที่มีหน้าที่ในการขนส่งสินค้าไปทั่วประเทศ ถ้าค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ณ ปัจจุบันค่าขนส่งก็เท่ากับประมาณ ๑๙-๒๐ เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน ก็จะส่งผลโดยตรงให้กับผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน เรานี่เตรียมการไว้ตั้งแต่แรกครับ ตอนที่เรามาเป็นรัฐบาล กองทุนน้ํามันติดลบอยู่ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านนายกรัฐมนตรี เราบริหารจัดการสะสมเม็ดเงินในกองทุนน้ํามัน ทําให้มีเม็ดเงินสุทธิสูงถึงประมาณ ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อรองรับสถานการณ์น้ํามันแพง ที่เราคาดว่ามาถึงแน่ และเมื่อมาถึงก็เป็นเหตุอันควรที่จะนําเม็ดเงินส่วนนี้ ในกองทุนน้ํามันนี้ มาใช้ในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ท่านเองอ้างว่าหนี้ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เคยอยู่ ในกองทุนสมัยท่านนายกทักษิณมาชดเชยน้ํามันดีเซลนั้น ผู้ที่มาใช้หนี้คือรัฐบาลขิงแก่ ก็คือ ท่านดอกเตอร์ปิยสวัสดิ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ในฐานะอดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่หรอกครับ ผู้ที่มาใช้หนี้ของท่านคือประชาชน เพราะหนี้ของกองทุนน้ํามันก็ใช้ โดยรายรับจากกองทุนน้ํามัน ซึ่งท่านก็เก็บจากพี่น้องประชาชนนั่นเอง เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ เราก็จะบริหารจัดการตามความเหมาะสม ท่านได้เสนอทางเลือกที่ท่านมองได้ ๓ ทางนะครับ ก็คือการลอยตัวน้ํามันดีเซล การลดภาษีสรรพสามิต หรือการกู้มาชดเชย ในส่วนที่ ผมรับผิดชอบโดยตรงก็คือภาษีสรรพสามิต ก็ขออนุญาตเรียนว่าผมพูดมาในทุกเวทีว่า ถ้ามีความจําเป็น ภาษีสรรพสามิตขึ้นแล้วก็ลงได้ แต่ในแง่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมก็มีหน้าที่ที่จะต้องชี้แจงระดับความเหมาะสมของภาษีตามโครงสร้างปัจจุบัน ซึ่งต้อง ขออนุญาตเรียนว่าตามโครงสร้างปัจจุบันภาษีสรรพสามิตนั้น คํานวณเทียบกับราคาขาย ของน้ํามัน มีสัดส่วนเพียงแค่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าต่ํามากความจริง ในอดีตสมัยท่าน หรือสมัยอื่น ๆ ไม่เกี่ยงกัน สัดส่วนภาษีสรรพสามิตเทียบกับราคาน้ํามันที่พี่น้องประชาชน ต้องจ่ายที่ปั้มน้ํามันนั้น สูงถึงประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของรัฐบาลนี้ ณ ปัจจุบันสูงเพียง ๑๘ เปอร์เซ็นต์ และประเด็นข้อเท็จจริงเลยก็คือ ถ้าเราปรับลดภาษีน้ํามันดีเซลลงไป ความแตกต่างระหว่างภาษีเบนซินกับภาษีดีเซลก็จะห่างกันมากขึ้น ซึ่งอาจจะสร้าง ความบิดเบือนในแง่ของการใช้น้ํามันในอนาคตหรือในระยะยาว เราก็ต้องคิดให้รอบคอบ คิดให้ครบถ้วน การแก้ไขปัญหาน้ํามันนี้ไม่มีใครกล้าพูดหรอกว่าเป็นเรื่องง่าย เราเพียงแต่มอง ว่าเราสะสมเม็ดเงินในกองทุนนี้มา ตราบใดที่มีเงินในกองทุนนี้หน้าที่คือเราต้องใช้เพื่อลดภาระ ของพี่น้องประชาชน แต่ผมพูดทุกครั้งทุกเวทีว่า น้ํามันเป็นสินค้าทุนที่เราแทบไม่มีเอง เราต้องซื้อจากต่างประเทศ และตอนนี้ประเด็นปัญหาทางการเมืองในภาคตะวันออกกลาง ก็ทําให้ราคาน้ํามันในตลาดโลกสูงขึ้นก็ทําให้ภาระของเรามากขึ้น หน้าที่ของคนไทยทุกคน ตอนนี้คือการประหยัดการใช้น้ํามัน ส่วนไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนครับ ภาระนี้ก็เป็นภาระที่ ต้องแบกรับในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จะส่งให้ประชาชนรับ จะให้รัฐบาลรับโดยการกู้ยืมเงินมา หรือจะแบ่งกันรับภาระ ทางเลือกมันไม่ค่อยมีท่านพูดถูก แต่ว่าในขณะที่เราช่วยได้หน้าที่เรา คือต้องช่วย

ในส่วนของประเด็นที่ ๗ ท่านพูดเรื่องของการตั้งงบประมาณ ซึ่งผม ขออนุญาตที่จะไม่อภิปรายมากนักในเรื่องนี้ เพราะว่าเราก็ได้มีโอกาสชี้แจงกันไปหลายครั้ง ล่าสุดก็ในช่วงของการจัดสรรงบประมาณกลางปี ซึ่งประเด็นที่ท่านหยิบยกขึ้นมาในวันนี้ก็คือ การจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น ท่านบอกว่า การที่เราจัดนโยบายของรัฐ อย่างเช่น เรื่องของเบี้ยผู้สูงอายุให้เป็นภาระหน้าที่ส่วนหนึ่งของท้องถิ่นต้องรับผิดชอบนั้น ถือเป็นการ โกงท้องถิ่นในการกระจายงบประมาณ ผมขออนุญาตเรียนว่าท้องถิ่นมีหน้าที่ในการดูแล พี่น้องประชาชน นโยบายนี้เป็นนโยบายที่กําหนดโดยรัฐบาลก็จริง แต่ก็เป็นนโยบายที่เป็น ที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นนโยบายที่ทุก ๆ คน ควรที่จะร่วมมือกันในการที่จะดูแล พี่น้องประชาชน ในช่วงที่งบประมาณในส่วนของรับเราไม่เพียงพอ ท้องถิ่นเขาก็ยินดีในการ ที่จะเข้ามาช่วยเหลืออุดหนุน แต่ในประเด็นที่สําคัญที่ผมอยากจะเรียนก็คือ ถ้าท่านกลับไปดู กรอบงบประมาณปี ๒๕๕๕ ที่คณะรัฐมนตรีนี้ได้อนุมัติไปและรอการพิจารณาในสภาแห่งนี้ ท่านจะเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้คําบัญชาต่อสํานักงบประมาณในการที่จะโอนภาระ ของงบประมาณในส่วนของนโยบายที่เป็นนโยบายของรัฐ ที่แบกรับโดยท้องถิ่นเข้ามา สู่งบประมาณของรัฐบาลกลาง ท่านนายกรัฐมนตรีได้โอนเม็ดเงินประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๕ ปีเดียว ที่ในช่วงที่ผ่านมาเป็นภาระของท้องถิ่น เข้ามาเป็นภาระของรัฐบาล โดยตรง เพราะฉะนั้นในปี ๒๕๕๕ ถ้าสภาแห่งนี้เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณที่ทาง คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไป ท่านก็จะได้เห็นว่าท้องถิ่นนั้นจะมีเงินสดที่สามารถที่จะจัดสรร ให้กับโครงการพัฒนาท้องถิ่นที่ตัวเขาเองเป็นคนคิด ได้เพิ่มขึ้นถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือความตั้งใจของท่านนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะ และเป็นความตั้งใจของทางรัฐบาลของเรา และนอกจากนั้นในส่วนของกระทรวงการคลังเองก็ได้ประกาศชัดว่าเรามีแผนที่จะเดินไปสู่ การมีงบที่เป็นงบสมดุลภายใน ๕ ปี แล้วเราก็ได้ก้าวไปสู่จุดนั้นด้วยความมั่นใจ ในกรอบ งบประมาณปี ๒๕๕๕ ที่ ครม. นี้ได้อนุมัติไปนะครับ มีวงเงินที่เป็นวงเงินชดเชยการขาดดุล งบประมาณ ปรับลดลงจาก ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๔ เหลือเพียง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๕ อันนี้คือหลังจากที่ในปี ๒๕๕๒ เราได้จัดสรรให้งบประมาณเป็นงบสมดุลไปแล้ว ครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นท่านประธานสภาที่เคารพครับ ๗ คําถามแรกก็ได้ชี้แจงไปครบถ้วน

ส่วนประเด็นที่ ๘ เป็นประเด็นที่ท่านอ้างว่ามีการทุจริต แต่ผมฟังท่าน อภิปราย ผมก็ไม่ได้เห็นประเด็นว่าท่านได้กล่าวหาว่าผมได้ทุจริตอย่างไร ในประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับสลากการกุศล ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปสู่ท่านสมาชิกว่า บทบาทหน้าที่ของรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการหรือท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็มีในส่วนของการกํากับดูแลโดยทั่วไปตามมาตรา ๑๐ ของ พ.ร.บ. สลากกินแบ่งรัฐบาล ในที่นี้ก็คือดูแลทางด้านนโยบาย ความหมายในส่วนของการดูแลทางด้านนโยบายในทีนี้ก็คือ ผมเป็นผู้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีว่าคณะรัฐมนตรีควรที่จะพิจารณาเห็นชอบการออกสลาก การกุศลชุดใดให้กับมูลนิธิใด อย่างไรหรือไม่ หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้ว เป็นการมอบอํานาจโดยตรงไปที่สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยกําหนดให้คณะกรรมการ มีหน้าที่ คณะกรรมการของทางกองสลากมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลกิจการและวางนโยบาย ของสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผมก็ปฏิบัติหน้าที่ตามนั้น มีมูลนิธิมากมายที่เสนอขอ เม็ดเงินมาโดยตรงที่กองสลาก หรือเสนอมาผ่านสํานักรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลัง ทางคณะกรรมการเขาก็มีเกณฑ์ในการพิจารณาว่ามูลนิธิใดควรที่จะได้รับการพิจารณา ซึ่งในระยะหลังส่วนใหญ่พูดตามตรงก็คือ ล้วนแล้วแต่จะเป็นกรณีการช่วยเหลือคนพิการ การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และที่สําคัญก็คือการสร้างโรงพยาบาล ซึ่งก็ต้องขออนุญาตเรียน ในที่นี้ว่าแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับโครงการการกุศล หรือโครงการออกสลากเพื่อการกุศล ในยุครัฐบาลของท่าน ที่สุดท้ายต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไข เพราะมันนําไปสู่ข้อครหาในเรื่อง การทุจริตคอร์รัปชันมากมาย ประเด็นที่ชัดเจนในแง่ของความแตกต่างอธิบายง่าย ๆ ก็คือ ใน รัฐบาลของเราจะออกสลากการกุศลต้องเสนอโครงการ คณะรัฐมนตรีจะพิจารณา พิจารณาดูว่า มูลนิธินี้ต้องการเงินเท่าไร ไปสนับสนุนหรืออุดหนุนโครงการใด สร้างโรงพยาบาลโดยมูลนิธิศิริราช เป็นต้น ก็ชัดเจนว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไรในการสร้างอาคาร แต่ในอดีตตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ การออกมูลนิธิ การออกสลากการกุศลเป็นการออกลอย ๆ เหมือนกับการจัดสรรงบประมาณ ในอดีตที่มักจะเน้นการจัดงบกลางให้กับท่านนายกรัฐมนตรีไว้ลอย ๆ ก็มีข่าวในช่วงนั้นว่า นายกรัฐมนตรีเดินไปที่ไหน ก็จะมีผู้ที่รับผิดชอบการจัดสรรเม็ดเงินกองสลากเดินตามไปด้วย ชี้ให้จ่ายเงินไปทางโน้นก็จ่าย ชี้ให้จ่ายเงินไปทางนี้ก็จ่าย ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ด้วยความโปร่งใสว่าเม็ดเงินนั้นควรที่จะใช้ในการสนับสนุนการกุศลใด แล้วก็ได้มี การออกสลากการกุศลในลักษณะนี้ ปี ๒๕๔๔ รอบหนึ่ง ปี ๒๕๔๖ อีกรอบหนึ่ง ปี ๒๕๔๘ อีกรอบหนึ่ง เงินหามาเท่าไรก็ใช้ไม่พอ มีข้อครหาเป็นข่าวอื้อฉาวมากมายเลย ผมคงไม่มา อภิปรายในที่นี้ เกี่ยวข้องกับ กกต. ในยุคนั้นก็มี การจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณให้กับสมาคม ที่มีเลขานุการอดีตท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วสุดท้ายก็มีการกล่าวหาว่า มีการยักยอกถ่ายโอนออกไปจากมูลนิธิก็มี นี่คือสาเหตุที่เราจึงได้เพิ่มกฎเกณฑ์กติกา ในการพิจารณาการออกสลาก อันดับแรกก็คือสลากใดควรที่จะได้รับสิทธิ อันดับ ๒ เมื่อมติ ครม. ออกมาแล้ว คณะกรรมการควรที่จะบริหารสิทธินั้นอย่างไร สิ่งที่คณะกรรมการไปทํา ต่อไปก็คือการกําหนดตารางการใช้เงินของแต่ละมูลนิธิ หลังจากนั้นก็ไปกําหนดจํานวนงวด ปริมาณ สลากที่ควรที่จะขายในแต่ละงวด ที่สําคัญท่านได้เอ่ยถึงการจัดสรรสิทธิในการขาย หรือที่เรียกกันว่า โควตาให้กับนิติบุคคล โดยรวมเราจัดให้กับ ๑๓ นิติบุคคลขนาดกลาง ขนาดใหญ่ โดยที่ในส่วนของกลุ่มนิติบุคคลขนาดใหญ่ที่ได้รับสิทธิไปนั้น ใน ๕ โครงการที่เป็น สลากการกุศลของรัฐบาลนี้ มีผู้ได้รับสิทธิไป ๓ บริษัทด้วยกัน ถามว่าทําไมถึงเป็น ๓ บริษัทนี้ และ ๓ บริษัทนี้เป็นใคร ก็คือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในการจัดสรรสลาก ให้กับรัฐบาลมาโดยตลอดในทุกยุคทุกสมัย ชื่อเดิม ๆ ครับ แต่คราวนี้ถามว่าสัดส่วนการจัด ทําไมจัดให้กับนิติบุคคลขนาดใหญ่มากกว่าปกติ คําตอบชัดเจนครับ และไม่มีประเด็นใด ที่จะต้องทําให้ท่านเป็นกังวล คําตอบในส่วนของคณะกรรมการกองสลาก ก็คือมันมีความ จําเป็นที่จะต้องมีความแน่นอนในส่วนของเม็ดเงินและระยะเวลาการโอนเงินรางวัลให้กับ มูลนิธิ เพื่องานของเขาจะได้ไม่สะดุด ดังนั้นเงื่อนไขสําคัญในการคัดผู้ที่จะมารับสิทธิ การจําหน่ายสลากนี้ก็คือการวางเงินมัดจํา เพราะฉะนั้นในส่วนของผู้ที่ได้รับสิทธิขนาดใหญ่ ต้องวางเงินมัดจําเป็นหลักหลายร้อยบาท เท่ากับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เขาจะต้องโอน ทั้งหมดให้กับมูลนิธิที่ได้รับสิทธิการออกสลาก นี่ก็คือสาเหตุที่ทําให้มีความจําเป็นต้องจัดสรร สลากให้กับนิติบุคคลขนาดใหญ่มากกว่ากรณีปกติ แล้วเราก็เป็นที่ทราบกันว่าในส่วนของ รายย่อยที่จัดสรรไป ไม่ว่าจะเป็นสลากปกติ หรือจะเป็นสลากการกุศลก็แล้วแต่ ปัญหา ที่เกิดขึ้นก็คือรายย่อยหลายส่วนไม่นําไปขายเอง สุดท้ายก็นํากลับมาให้กับรายใหญ่แล้วก็ ขอกินส่วนต่างเพียงเท่านั้น นี่คือประเด็นปัญหา แล้วในอดีตก็เคยมีกรณีที่พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้ที่อ้างว่าจะมารับสิทธิ สุดท้ายแล้วเบี้ยวไม่มารับ ซึ่งก็จะสร้างปัญหาให้กับกองสลากในการ ที่จะจัดสรรเม็ดเงินให้กับมูลนิธิตามข้อตกลง ตามมติ ครม. ที่มี ผมต้องขออนุญาต ท่านสมาชิกนิดหนึ่งว่าในรายละเอียดผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลในเรื่องของกองสลาก คือท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านกรุณามานั่งเป็นเพื่อนกระผมในที่นี้ และถ้าท่านอยากที่จะทราบ ในรายละเอียดว่าแนวนโยบายการนําไปสู่การปฏิบัติในช่วงที่มา เพราะการบริหารมูลนิธิ บางส่วนคาบเกี่ยวหลายรัฐบาล และรัฐมนตรีช่วยประดิษฐ์ก็ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ ในสมัยที่ท่านเป็นรัฐบาลให้ดูแลกองสลากมาอย่างต่อเนื่อง ผมขออนุญาตที่จะเรียน ในประเด็นเดียว ก็คือประเด็นเรื่องของสลากแพง เพราะประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่ได้รับการ ร้องเรียนมาโดยตลอดในหลายยุคหลายสมัย แล้วก็ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาสลากก็ยังแพงอยู่ หนึ่งในสาเหตุที่รัฐบาลนี้ได้อนุมัติการออกสลากการกุศล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราต้องการที่จะ สนับสนุนโครงการที่เราคิดว่าเป็นสาธารณะประโยชน์ของมูลนิธิที่เสนอโครงการขอเรามา และไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะเราต้องการที่จะเพิ่มปริมาณ สลากเพื่อที่จะดูว่าการเพิ่มปริมาณสลากนั้นจะลดราคาสลากให้กับพี่น้องประชาชนได้หรือไม่ ก็จะได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงที่สุด ต้องขออนุญาตเรียนว่าปัญหาสลากแพงเกิดขึ้น เพราะมีการขายขาดในระบบการขายโดยกองสลาก ความหมายก็คือกองสลากจะกําหนด จํานวนสลากในแต่ละงวดไว้ตายตัว หลังจากนั้นเมื่อขายไปแล้วไม่รับซื้อคืน ถ้าผู้รับไป ขายได้ไม่หมดก็ต้องรับภาระความเสียหายหรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดความเสียหาย จากการขายไม่หมดไว้ด้วยตนเอง โดยสถิติทุก ๆ งวด ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของสลาก ทั้งหมดจะไม่สามารถขายได้ ท่านก็เข้าใจนะครับ ท่านเองไปซื้อสลากมาหน้าสภาเมื่อเช้านี้ ผมเชื่อว่าผมก็ไม่แน่ใจ ไม่อยากจะพูดว่าเชื่อ แต่ว่าตอนที่ซื้อสลาก ประชาชนส่วนใหญ่ เขาก็จะเลือกเบอร์นะครับ แล้วแต่ว่าคืนก่อนฝันอะไรมา แล้วแต่ว่าออกรถ ทะเบียนรถ เป็นอย่างไร แล้วแต่ว่าผู้ที่เคารพนับถือใครเสียชีวิตไปอายุเท่าไร ก็แล้วแต่ความเชื่อ แต่เกือบทุกกรณีก็จะมีเลขเด็ด จะมีเลขในฝัน เลขในใจ ส่วนตัวเลขที่คนไม่นิยมก็จะขาย ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงก็คือประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของสลาก ทุก ๆ งวดขาย ไม่ได้ และกองสลากไม่รับผิดชอบส่วนนี้ ไม่รับซื้อคืน เพราะฉะนั้นผู้ที่เขารับ ไปขาย ตามหลักการค้าทั่วไป เขาก็ต้องขายเผื่อหนี้เสียครับพูดง่าย ๆ หรือเผื่อการขาดทุนสลาก ที่เขาซื้อมาจากกองสลากแล้วไม่สามารถที่จะจําหน่ายได้ ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทําให้ราคา สลากนั้นแพงกว่าราคาที่รัฐบาลกําหนดไว้ วิธีเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ ก็คือการเปิดโอกาส ให้กับประชาชนสามารถที่จะซื้อสลากได้โดยตรงจากรัฐบาล ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และวิธีเดียวที่จะซื้อโดยตรงจากรัฐบาลได้นี่ต้องซื้อผ่านระบบอีเล็กทรอนิกส์ (Electronics) แต่ความจําเป็นถ้าเราจะเดินไปสู่ระบบการขายระบบนั้น ก็คือมีความจําเป็น อาจจะต้องแก้กฎหมายในบางประเด็น เพื่อที่จะให้ระดับรางวัลที่ประชาชนได้รับนั้น มีความยืดหยุ่นตามจํานวนสลากที่ขายจริง ก็คือพูดง่าย ๆ ขายได้เท่าไรเงินมากองไว้ตรงนั้น สัดส่วนสมมุติจะเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิมที่จะแบ่งเป็นรางวัลก็แบ่งไป เพียงแต่ว่า ตัวยอดเงินนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าจํานวนประชาชนที่มาซื้อสลากผ่านระบบนี้มีมากน้อยเพียงใด เรื่องนี้ความจริงเดิมทีได้นําเข้าสู่การพิจารณาในกระบวนการประชาวิวัฒน์ แต่เนื่องจาก ยังติดประเด็นปัญหาทางกฎหมายในเรื่องของสัญญาที่มีไว้กับผู้บริการตู้หวย หวยตู้ครับ ที่เป็นสัญญาที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้ลงนามไว้ยังไม่มีการพิจารณาแล้วเสร็จในช่วงระยะเวลานั้น จึงได้พักการพิจารณา แต่นโยบายของผมชัดเจน และหน้าที่ของผมในฐานะว่าการก็คือ การกําหนดนโยบายให้กับกองสลาก นโยบายที่ผมได้ฝากให้กับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการนําไป ปฏิบัติที่ชัดเจนก็คือผมต้องการพัฒนาระบบการขายสลากเพื่อประชาชนสามารถที่จะซื้อ สลากได้โดยตรงจากรัฐบาลในราคาฉบับละ ๔๐ บาท ซึ่งเป็นราคาเป็นทางการของทาง รัฐบาลครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านสมาชิกคิดว่าเป็นประโยชน์ ในเรื่องสลากก็อยากที่จะให้ท่านรัฐมนตรีได้มีโอกาสได้ชี้แจงเพิ่มเติม แต่ในส่วนของผม ผมก็เข้าใจว่าเดี๋ยวจะมีการอภิปรายโดยสมาชิกท่านอื่นในเรื่องอื่น ๆ เรื่องที่ท่านจุลพันธ์ ก็ได้กล่าวถึงเล็กน้อยนะครับ ก็คือเรื่องการซื้อขายหุ้น เรื่องไทยคม ซึ่งก็หวังว่าท่านสมาชิก ที่อภิปรายจะอภิปรายเรื่องนี้ ผมจะได้ชี้แจงนะครับ แต่ในส่วนของเรื่องของการบริหารจัดการ ทั้ง ๘ ข้อ ที่ท่านสมาชิกจุลพันธุ์ ขออนุญาตเอ่ยนามอีกครั้ง ได้กรุณาอภิปรายไว้นั้น ผมคิดว่า ผมได้ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้ว แล้วก็สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของทางรัฐบาล แนวคิดในการ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาความยากจนของพี่น้องประชาชนที่มีความแตกต่าง อย่างชัดเจนกับนโยบายของพรรคของท่านครับ ขอบคุณครับ