สุเทพ เทือกสุบรรณ หารือเรื่องเหตุการณ์ในปี 2552 ที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งมีส่วนรับผิดชอบแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ และจนปัจจุบันนี้ ก่อนอื่นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อบันทึกไว้ก่อนว่า เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านได้พูดถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านสุรยุทธ์ จุลานนท์ แล้วก็ไม่มีคนทักท้วงและท่านประธานก็ไม่ได้ทักท้วง เพราะฉะนั้นผมก็ขอว่านี่เป็นเรื่องที่พูดกันได้ และประการต่อไปผมขออนุญาตกราบเรียน ชี้แจงเพื่อความเข้าใจสําหรับผู้ฟังหรือเพื่อนสมาชิกที่อาจจะลืมไปแล้ว ท่านสมาชิกกล่าวหา ว่าเราพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลกันขึ้นในค่ายทหาร มีมือที่มองไม่เห็นมาช่วยจัดตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลมีทหารอยู่ข้างหลัง มีตุลาการอะไรต่าง ๆ แล้วก็บอกว่าเป็นรัฐบาลภายใต้เงาของ ทหาร ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ในเวลาสั้น ๆ ไม่มีหรอกครับ มือที่มองไม่เห็นที่มาช่วยจัดตั้งรัฐบาล มือพวกเรานี่ละครับที่ตั้งรัฐบาล แล้วก็ตั้งรัฐบาลกัน ในสภานี้ครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านเพื่อทวนความว่า ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันที่ใช้กันอยู่นี่ หลังการเลือกตั้งทั่วไปมีการประชุมสภา ผู้แทนราษฎรเพื่อคัดเลือกตัวคนเป็นนายกรัฐมนตรี มีการกําหนดวาระประชุมเพื่อให้สภา พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรจะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีและทํากัน ในสภาแห่งนี้ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกก็ได้พูดแล้วครับว่าสภาแห่งนี้ได้เลือกนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็พ้นตําแหน่งไปเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ปี ๒๕๕๑ หลังจากนั้น สภาก็ประชุมแล้วก็เลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้พูดแล้ว ถูกต้อง แล้วครับ เพราะฉะนั้นเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๒ ให้สภาแห่งนี้ เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ปีนั้นเลือกนายกรัฐมนตรีกัน ๓ หนครับ ๒ หนแรกฝ่ายท่านชนะ ทุกอย่างถูกต้องเรียบร้อย ชอบธรรม สนุกสนานบันเทิงใจ พอมาหนที่ ๓ ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับความเห็นชอบจากสภาแห่งนี้ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านไม่พอใจท่านโกรธ ไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้อง ปล้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนกับท่านประธานว่าผมบันทึกเอาไว้ครับ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๙.๓๒ นาฬิกา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ได้ประชุมลงมติออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผยให้ความเห็นชอบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง ๒๓๕ เสียง ชนะคนที่ ฝ่ายท่านเสนอคือ พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ซึ่งได้เพียง ๑๙๘ เสียง ชัดเจน ถ้าวันนั้น พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก ชนะ ท่านก็ไม่ก่อเหตุวุ่นวายท่านก็ยอมรับอยู่แล้ว ท่านก็ต้องดีใจอยู่แล้ว บังเอิญว่าคุณอภิสิทธิ์ชนะ ท่านถึงไม่พอใจ ท่านประธานที่เคารพครับ ตั้งแต่วันนั้นแล้วครับเหตุร้ายจึงเกิดขึ้นครับ พวกผมที่ลงคะแนนออกเสียงเห็นชอบให้ท่าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ถูกพวกท่านล้อมอยู่ที่สภานี้ไม่ให้ออกครับ เอาก้อนหินทุ่มใส่ เอาระเบิดเพลิงขว้างใส่ เอาน้ํากรดสาด นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงครับ ไม่ได้เพิ่งเกิด เป็นเรื่องที่พวกท่านเตรียมการวางแผนมาแล้ว การที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้รับเสียงส่วนใหญ่ เสียงข้างมากเพื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีนี้เป็นเรื่องที่พวกเรา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคต่าง ๆ ได้ปรึกษาหารือกันเองแล้วตกลงกันเอง ไม่มีมือที่ไหน มาทําครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าหลังจากที่มีการให้ความเห็นชอบ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วนะครับ พวกท่านก็เริ่มกระบวนการวางแผนในการที่จะสร้างความรุนแรงขึ้นในบ้านเมืองเพื่อที่จะล้ม รัฐบาลนี้ ทํากันเป็นขั้นเป็นตอน แบ่งงานกันทําเป็นระบบ ซึ่งเดี๋ยวสักครู่ผมก็จะกราบเรียน ต่อไป แต่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับเพื่อทราบว่าเมื่อสักครู่พอเลือก นายกรัฐมนตรีเสร็จ ท่านก็ข้ามไปปี ๒๕๕๓ เลยไม่ใช่ครับ ปี ๒๕๕๒ นั้นท่านก็เอาแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้รับเลือกตั้ง ได้รับความเห็นชอบจากสภาเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ปี ๒๕๕๑ แถลงนโยบายเสร็จก็วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ ๒ เดือนเศษท่านมาแล้วครับ เข้าแผนท่านแล้ว ท่านดําเนินการแล้ว ไม่ได้รอถึงปี ๒๕๕๓ หรอกครับ แล้วเหตุการณ์ในปี ๒๕๕๒ นั้นก็ปรากฏต่อสายตาของพี่น้องประชาชนชัดเจนว่า ท่านได้ก่อการจลาจลวุ่นวายขึ้นในกรุงเทพมหานคร ท่านไปพังการประชุมผู้นําอาเซียน ที่พัทยา ท่านมาเผาบ้านเผาเมืองที่กรุงเทพมหานคร วันที่ ๑๒-๑๓ เมษายน ๒๕๕๒ นั้น เป็นฝันร้ายของคนกรุงเทพมหานครโดยแท้ พวกท่านจับเขาเป็นตัวประกัน อกสั่นขวัญแขวน กันไปหมด แล้วปีนั้นเองครับที่ท่านยิงคนที่นางเลิ้งตายไป ๒ คน บาดเจ็บอีก ๕ คน ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ว่ารัฐบาลเขาอดทน เขาไม่ขยายเหตุการณ์ให้รุนแรง แก้ปัญหา ด้วยความนุ่มนวลและคลี่คลายสถานการณ์สงบเรียบร้อยลงได้เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๒ โดยไม่มีคนตายเลย ยกเว้นที่นางเลิ้ง ไม่หนําใจท่านอย่างไรครับ ท่านถึงไปคบคิดกันใหม่ แล้วกลับมาอาละวาดใหม่ในปี ๒๕๕๓ ซึ่งคราวนี้เอาผู้ก่อการร้ายมาด้วย เอาคนเสื้อดํา เอาอาร์พีจี เอาเอ็ม ๗๙ เอาอาก้า เอาเอ็ม ๗๖ มาด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ คนที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นมาก็คือกลุ่มของท่านทั้งหลายนั่นละ ท่านบอกว่ารัฐบาลนี้ เลือกเองที่จะให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งเป็นศัตรู ไม่ใช่ครับ รัฐบาลนี้ไม่เคยมองพี่น้องประชาชน กลุ่มไหนเป็นศัตรูเลยจนเดี๋ยวนี้ รัฐบาลนี้ไม่เคยไปประณามพี่น้องประชาชนว่า เป็นผู้ก่อการร้าย คนที่เราประณามว่าเป็นผู้ก่อการร้ายคือคนที่เราเห็นประจักษ์หลักฐานว่า ได้กระทําการก่อการร้ายจริง ๆ แล้ววันนี้ในสภาแห่งนี้ผมจะชี้ให้เห็นว่าที่นั่งอยู่ในสภา ใครบ้างที่โดนข้อหาก่อการร้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ในชั้นนี้ผมตั้งใจที่จะกราบเรียน กับท่านประธานว่า รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐบาลที่มา โดยกระบวนการประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ รัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวกับที่นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีอะไร ผิดแผกแตกต่างกันเลย และรัฐบาลนี้ยังยืนยันที่จะดําเนินการในการแก้ไขปัญหา หวังให้เกิด ความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง แม้แต่กับท่านทั้งหลายเราก็หวังที่จะเจรจาพูดจากัน ด้วยเหตุด้วยผลถ้าท่านร่วมมือด้วย อันนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงไว้เป็นเบื้องต้น เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการและเรามาตามกระบวนการประชาธิปไตยครับ