อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายเรื่องการชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2553 และเรียกร้องให้มีความจริงและความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยอภิปรายเรื่องนี้เป็นการพิจารณาคดีของกลุ่มคนเสื้อแดงในอดีตและเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและไม่ให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผมทราบดีครับว่ามีเพื่อนสมาชิกที่จะอภิปรายเรื่องนี้ อีกหลายท่าน แต่ว่าขอที่จะใช้เวลาสั้น ๆ ในบางประเด็นเท่านั้นเองที่จะชี้แจงสิ่งที่ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นะครับ
ประเด็นแรก ผมเองฟังแล้วก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่ ที่ข้อหาหนึ่งซึ่งท่านพยายาม ที่จะยัดเยียดใส่ผมก็คือว่า ผมไม่มีความพยายามที่จะปรองดอง หรือไม่มีความอดทน ที่จริง ผมก็อยากจะถามท่านเหมือนกันครับว่าสิ่งที่ท่านกําลังจะทําจากนี้ไป ส่งเสริมการปรองดอง หรือไม่ ในภาวะซึ่งเรากําลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาของพี่น้อง ประชาชน แต่ไม่เป็นไรมันเป็นสิทธิของท่านที่เลือกที่จะหยิบประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาอภิปรายได้ แต่ผมต้องกราบเรียนว่าบางเรื่องมันเป็นข้อเท็จจริง กรณีการประกันตัวของคนเสื้อแดงและ จะรวมถึงแกนนําด้วยหรือไม่อย่างไรก็ตาม ถูกต้องครับมีหลายฝ่ายเข้ามาช่วย คณะกรรมการ ของท่านอาจารย์คณิต ซึ่งตอนที่ผมตั้งขึ้นพวกท่านก็ไปกล่าวหาท่านต่าง ๆ นานา รวมไปจนถึง ท่านรองนายกรัฐมนตรีสนั่น ซึ่งท่านก็จะมีการเล่าให้คนในรัฐบาลทราบว่าท่านมีความคิดหรือ จะไปดําเนินการอะไร แต่ผมเรียนนิดหนึ่งนะครับว่ากลุ่มแรกเลยที่ได้ประกันตัวออกมา เป็นผลมาจากที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเขาไปเยี่ยมคนเสื้อแดงหลายคน ซึ่งปรากฏว่าไม่มีใครช่วยทางกฎหมายครับ ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทําไมคนเหล่านี้ ไม่ได้รับการดูแลจากใครเลย ผมเป็นคนสั่งให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเข้าไปดําเนินการ กลุ่มนี้ ในที่สุดเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับการประกันตัวออกมา ผมกราบเรียนเพียงเพื่อยืนยัน ข้อเท็จจริงครับว่าเวลาที่ผมพูดเรื่องของความปรองดอง ผมพยายามทํา แต่ไม่ง่ายหรอกครับ ถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งตั้งเป้าหมายอยู่ตลอดเวลาว่าต้องไม่ให้เกิดความปรองดองขึ้น ซึ่งบางครั้ง หลายท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ครับพูดตรง ๆ เลยในสภาว่าไม่ปรองดองด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอยากจะชี้แจงในเบื้องต้นก็คือปัญหาความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการลําดับ เหตุการณ์หลายอย่าง ความจริงท่านย้อนกลับไปจนถึงปี ๒๕๔๙ อย่างที่ผมเรียนครับ ผมอยากจะมองไปข้างหน้ามากกว่า แต่ว่าจําเป็นต้องย้อนบางประเด็นที่ท่านกล่าวข้ามไป อย่างจงใจ เช่นท่านพูดขึ้นมานี่พูดถึงการชุมนุมปี ๒๕๕๓ เลยครับว่าเรียกร้องให้มีการ ยุบสภาเพราะว่าไม่พอใจความไม่ชอบธรรมของการเกิดขึ้นของรัฐบาล ที่จริงไม่ใช่นะครับ ที่จริงการชุมนุมของคนเสื้อแดงมีมาตลอด และปี ๒๕๕๒ ที่เมื่อวานนี้ก็มีการอภิปรายกัน ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งซึ่งท่านข้ามไป ผมเพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นนะครับว่าข้อเรียกร้องซึ่งเป็น ข้อเรียกร้องที่กําหนดขึ้นโดยแกนนํา มันเปลี่ยนแปลงตลอดนะครับ ปี ๒๕๕๒ ไม่ได้เรียกร้อง เรื่องยุบสภาเลยครับ มาเรียกร้องปี ๒๕๕๓ หลังจากที่เกิดกรณีของการตัดสินของศาล ในเรื่องของคดียึดทรัพย์ และตอนหลังมาก็บอกว่ายุบสภา ก็ไม่สนใจตรงนี้ครับ คือผมคิดว่า เราต้องให้ความจริง และผมกราบเรียนครับว่าผมนี่ไม่มองผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้ายครับ จริง ๆ ศัพท์แสงการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการชุมนุมมันเริ่มต้นจากที่ท่านเองละครับ ไปร้องว่ากลุ่มพันธมิตรเป็นกลุ่มที่ก่อการร้าย และถ้าท่านจะเทียบเคียงพฤติการณ์ของกลุ่ม พันธมิตรที่ท่านว่าเป็นผู้ก่อการร้าย กล่าวหาเขาก่อนในสภาแห่งนี้ เหมือนกับกลุ่มที่ก่อการ ในภาคใต้ไหมครับ ก็ไม่ได้เหมือนนะครับ แล้วก็พยายามซักผมว่าเขาเป็นผู้ก่อการร้ายไหม จําได้ไหมครับตอนที่ผมเข้ามารับตําแหน่งแรก ๆ และผมก็บอกว่าผมไม่ให้ความเห็นหรอก เพราะผมถือว่าเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และกฎหมายการก่อการร้าย นิยามที่สร้างขึ้นมาก็มาจากรัฐบาลของท่านที่กําหนดไปในประมวลกฎหมายอาญาที่ได้มีการ แก้ไข ท่านประธานครับคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายครับ และผมยืนยันเกือบทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นก่อน ระหว่าง และหลังการชุมนุม แต่คนที่มีพฤติกรรม ตามที่กฎหมายอาญาระบุว่าก่อการร้าย มีครับ วันนี้ท่านเอาภาพของพี่น้องที่มาร่วมชุมนุม โดยความบริสุทธิ์ใจ เป็นขบวน เป็นภาพซึ่งเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ก่อนจะไปถึงวันที่ ๑๐ เมษายน ท่านไม่พูดเรื่องเอ็ม ๗๙ (M79) ไม่พูดเรื่องอาร์พีจี (RPG) ไม่พูดเรื่องเหตุการณ์ ระเบิดหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีการจับกุมละครับ และท่านพูดได้อย่างไรครับว่าแทนที่ ผมจะไปเจรจา ผมเมินเฉย ผมว่าผมเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกและอาจจะเป็นคนเดียวที่ เมื่อมีการชุมนุมแล้ว ผมไปนั่งเจรจากับแกนนํา ๒ วัน วันละ ๓ ชั่วโมง และทุกครั้งที่เลิก การเจรจาก็คือแกนนําขอเลิกเพราะมีโทรศัพท์ทางไกลเข้ามา นี่คือข้อเท็จจริงที่ท่านไม่พูด ส่วนรายละเอียดของการที่จะพูดถึงเหตุการณ์ในวันที่ ๑๐ เมษายนนั้น ประเดี๋ยวคงมีท่านอื่น อภิปรายนะครับ ยังไม่ลงรายละเอียดครับ แต่กราบเรียนครับว่าการยกระดับการชุมนุม มันไม่ได้เกิดขึ้นจากการประกาศวันที่ ๗ นะครับ มันเริ่มจากการไปยึดใจกลางเมืองที่ ราชประสงค์ มันเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการประกาศ พ.ร.ก. ท่านลืมไปแล้วหรือครับ มีกลุ่มคน บุกเข้ามาในสภาและมีอาวุธด้วย ลืมไปแล้วหรือครับ มันเกิดขึ้นจากการที่มีการเดินไปแล้วก็ เริ่มมีการปะทะยกระดับขึ้นมาที่ลาดหลุมแก้ว ที่สถานีไทยคม อย่างนี้เป็นต้น ผมจึงคิดว่า ที่ท่านพูด ท่านไม่ซื่อสัตย์กับข้อเท็จจริง เราอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันครับ แต่แนวทาง ของผม ผมคิดว่าผมพิสูจน์ว่าเรามีความอดทน ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนกรณีที่อ้างว่า สื่อของรัฐยั่วยุ อ้างบุคคลซึ่งได้ไปให้ข้อเท็จจริงกับทางคณะกรรมการอิสระฯ ความจริงบุคคลนั้น เข้ามาเป็นพนักงานราชการหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้วครับ เป็นความเห็นส่วนตัวของเขาครับ เพราะขณะนั้นเขาไม่ได้ทําหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทํางานในสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ ในเรื่องที่มีการพูดถึงเมื่อสักครู่เลย อันนี้คือข้อเท็จจริงครับ ที่สําคัญผมอยากจะกราบเรียนว่า จริงครับ สื่อของช่อง ๑๑ อาจจะมีคนมาแสดงมุมมองในส่วนของฝ่ายรัฐ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมย้ํา เสมอเลยครับก็คือว่าสําหรับกลุ่มคนที่เขาไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงซึ่งก็มีไม่น้อยนะครับ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการมายึดสี่แยกราชประสงค์ในวันนั้น เราพยายามอย่างยิ่งยวด ก็คือว่าใครก็ตามไม่เห็นด้วย อย่าไปแสดงออกโดยวิธีการที่ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม จะมีเสื้อหลากสี จะมีเสื้อเหลืองหรืออะไรก็ตามในช่วงนั้นเราจะไม่ให้เกิดการปะทะกันครับ ไม่เหมือนกับวันที่เสื้อเหลืองหรือพันธมิตรอยู่บริเวณทําเนียบรัฐบาล แล้วก็มีการไปทําร้าย ปะทะกันเพราะมีการยุยงกันครับว่าให้ใช้ความรุนแรงต่อกัน นี่คือความจริงและนี่คือ ความแตกต่าง ฉะนั้นผมขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ท่านได้พยายามยัดเยียดใส่ผม ผมไม่เคย ยกระดับความรุนแรงด้วยการไปกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย แต่คนที่เป็น ผู้ก่อการร้ายแล้วไปอาศัยประโยชน์จากการที่มีมวลชนของผู้ชุมนุม เป็นเรื่องที่เราจะต้อง พูดกันต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ