สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

ศุภชัย โพธิ์สุ หารือเรื่องการปลูกยางพาราและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเกษตรกร โดยเน้นย้ำถึงผลงานที่ทำในการเพิ่มราคายางพาราและสนับสนุนการปลูกยางพาราในพื้นที่ใหม่ และอธิบายถึงการเก็บเงินเซสและวิธีการใช้เงินนั้น

นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ตอนที่ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์อภิปรายผม ผมไม่เคยไปขัดขวางอะไรท่านเลยนะครับ ท่านจะพูดอย่างไรผมก็รับฟัง วันนี้ผมปฏิบัติ แล้วก็การอภิปรายของท่านมันทําให้คนทางบ้านมองว่าผมนี่แย่เหลือเกิน เลวร้ายเหลือเกิน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ ๑ ปีกับ ๑๐ เดือน ดูเหมือนจะไม่มี อะไรเลย ผมขออนุญาตเกริ่นนําสั้น ๆ นิดเดียวครับ ไม่พูดอะไรยาว แล้วผมจะตอบ ให้ท่านได้ฟังทุกประเด็นที่ท่านต้องการ ท่านประธานครับ ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทย เจอวิกฤตการณ์ภัยพิบัติ ทั้งศัตรูพืช ทั้งอุทกภัย ทั้งวาตภัย ๕๗ จังหวัดของประเทศไทย ได้รับความเสียหายอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนําของ ฯพณฯ ธีระ และกระผมนี่ละครับลงไปดูแลพี่น้องเกษตรกรร่วมกับ ใช้นโยบายของรัฐบาลที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ได้รับประโยชน์มากมายมหาศาล น้ําท่วม ๗ วันได้เงินไปครอบครัวละ ๕,๐๐๐ บาท น้ําท่วมไร่นา ปรับราคาจาก ๖๐๖ บาท เป็น ๒,๐๙๘ บาท พี่น้องประชาชนได้รายได้จากการถูกอุทกภัย วาตภัย ได้รับการช่วยเหลือ ทุกครอบครัว การประกันรายได้ ไม่ว่าข้าว มันสําปะหลัง ข้าวโพด พี่น้องเกษตรกรทุกหลังคาเรือน ได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องเอาข้าวไปขาย โดยไม่ต้องเอาข้าวไปจํานํากับ ธ.ก.ส. แล้ว นอกจากนั้นผมเองยังได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ธีระ วงษ์สมุทร ตั้งให้เป็นประธาน คณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ําอยู่ในขณะนั้น โดยเฉพาะผมเป็นคนดูแล เรื่องยาพาราของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ใหม่ ๆ ยางพาราราคากิโลกรัมละ ๓๕ บาท สูงสุดไม่เกิน ๔๐ บาทครับ ผมเองได้ร่วมกับ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ร่วมกันประชุมผลักดันการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ํา บินไปเจรจากับ ประเทศอินโดนีเชีย บินไปเจรจากับประเทศมาเลเซีย รวม ๓ ประเทศมาประชุม ปรึกษาหารือกันโดยมีผมเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปประชุมที่ประเทศมาเลเซีย จนกระทั่งสามารถผลักดันราคายางพาราจากราคา ๓๕ บาท ๔๐ บาท ขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท กิโลกรัมละ ๑๐๐ บาทนี่ เป็นปีเศษแล้วพุ่งขึ้นไปกิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท สูงสุดตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมา ตั้งแต่มียางต้นแรกของประเทศไทยมา ในยุคของรัฐบาลชุดนี้ เท่านั้น และนอกจากนั้นผมเห็นว่าการปลูกยางพาราเป็นการสร้างรายได้สร้างความเข้มแข็ง สร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกร ผมหารือกับท่านธีระ วงศ์สมุทร ผลักดันให้มีการ ส่งเสริมปลูกยางในพื้นที่ปลูกยางใหม่อีก ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งขณะนี้ได้เปิดรับพี่น้องเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม มีพี่น้องเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ ๒๑๙,๓๘๒ ราย มีพื้นที่ที่พี่น้องเสนอเข้าร่วมโครงการถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ เกินโควตา เกินเป้า ท่านประธานครับ นี่คือผลงานคร่าว ๆ ที่ผมได้ทํามา แต่ถ้าหากว่าท่านสมาชิก ท่านผู้มีเกียรติสงสัยข้องใจในประเด็น ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ได้ให้เกียรติไม่ไว้วางใจผม ในประเด็นเรื่อง ผมขออนุญาตเอาเรื่องการเก็บเงินเซสก่อนนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะขออนุญาตทําความเข้าใจกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าเรื่องเงินเซสก็คือเงินภาษี ส่งออกยางพาราที่กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง หรือรัฐบาลเก็บจากผู้ประกอบการ ที่ส่งยางพาราไปขายยังต่างประเทศ นี่เรียกว่าเป็นการเก็บเงินเซสภาษีส่งออกแต่ว่าเป็น รูปแบบพิเศษ คือเก็บมาแล้วเอามาเก็บไว้ที่กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางเพื่อที่จะเอาไป ดูแลพี่น้องเกษตรกร เอาไปพัฒนากระบวนการยางพาราทั้งระบบ ทีนี้เก็บเงินเซสมาแล้ว เอาไปใช้อย่างไร ท่านประธานครับ เงินเซสนี่แบ่งใช้เป็น ๓ ประเภท ประเภท ๑ ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ มอบให้สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรเอาไปศึกษาวิจัยยางพารา พัฒนายางพาราทั้งกระบวนการ จนกระทั่งยางพาราเราสามารถพัฒนาจากที่ล้าหลัง มาจนกระทั่งถึงก้าวหน้ามากกว่าทุกประเทศในขณะนี้ อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จัดไว้สําหรับการ บริหารจัดการภายในกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง อีก ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ใช้ในการส่งเสริม การปลูกทดแทนยางเก่าของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ การทําสวนยางที่ปลูกยางแล้วกรีดยางไปแล้ว ๒๕ ปี ๓๐ ปี ต้นยางเก่าไม่มีน้ํายางแล้ว จําเป็นต้องปลูกทดแทน กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางก็ใช้เงินส่วนนี้ไปส่งเสริม การปลูกทดแทนเป็นจํานวนอัตราไร่ละ ๑๑,๐๐๐ บาทต่อไร่ ก็สามารถพัฒนายางพารามาได้ โดยลําดับครับ ทีนี้ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าทําไมเราจึงต้องมีการปรับปรุง การจัดเก็บเงินเซส สาเหตุที่ต้องมีการปรับปรุงการจัดเก็บเงินเซส เนื่องจากว่าในระยะที่ผ่านมานั้น ค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นส่วนของสถาบันวิจัยยาง ๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนของการบริหารจัดการ ของกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วส่วนที่เอามาใช้ส่งเสริมการปลูกแทน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่เพียงพอ ในอัตราเดิมที่พวกเราเก็บนั้น ผมอยากจะเรียนท่านประธานทราบว่า เราเริ่มต้นจากอัตราราคายางไม่เกินกิโลกรัมละ ๓๐ บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรา กิโลกรัมละ ๙๐ สตางค์ ไม่เกิน ๓๐ บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตราไม่เกิน ๙๐ สตางค์ ราคายางเกินกิโลกรัมละ ๓๐ บาท แต่ไม่เกินกิโลกรัมละ ๓๕ บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรา กิโลกรัมละ ๑.๒๐ บาท ราคายางเกินกิโลกรัมละ ๓๕ บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรา กิโลกรัมละ ๑.๔๐ บาท นี่คืออัตราเดิมที่เก็บมา ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นอัตราเก็บที่ค่อนข้างต่ํา รายได้ของกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางในการจะทําการศึกษาวิจัย ในการพัฒนา ยางพารา ในการส่งเสริมการปลูกแทนและบริหารจัดการไม่เพียงพอ ผมจะยกตัวอย่าง ให้ท่านฟัง เงินที่ใช้ในการบริหารจัดการ ท่านประธานที่เคารพจากปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๕๔ เงินที่ได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จากเงินกองทุนมาใช้ในการบริหารจัดการของกองทุน ในปี ๒๕๕๐ ถึงปี ๒๕๕๔ รวมเวลา ๕ ปี เงินที่ได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์จากกองทุนไม่เพียงพอต่อการที่จะมา บริหารจัดการดูแลชาวสวนยาง อย่างปี ๒๕๕๐ ต้องของบประมาณแผ่นดินจากงบปกติของ รัฐบาลมาเพิ่มอีกตั้ง ๙๘๙ ล้านบาท ปี ๒๕๕๑ ต้องของบมาเพิ่มอีก ๙๘๓ ล้านบาท ปี ๒๕๕๒ ของบมาเพิ่มอีก ๑,๐๑๖ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ ขอเพิ่ม ๙๐๓ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ขอเพิ่มอีก ๙๑๑ ล้านบาท และนอกจากนั้นเงินที่จะใช้ในการส่งเสริมการปลูกแทน ปกติแล้วแต่ละปีสวนยางพาราเก่าของเกษตรกรนั้นจําเป็นจะต้องตัดโค่นเพื่อปลูกใหม่ ปีหนึ่งยื่นคําขอมาประมาณปีละ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ แต่กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางมีเงิน ในส่วนของ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ไปส่งเสริมการปลูกทดแทน ปีหนึ่งไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ครับ เพราะเงินมันไม่พอ ฉะนั้นจึงเป็นปัญหากับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องมีสวนยางเก่า ที่จําเป็นต้องโละ ต้องตัดโค่นแล้วปลูกใหม่ แต่กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางไม่มีเงิน เพียงพอไปทดแทน ในขณะที่ราคายางมันสูงขึ้น ตอนนั้น ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงได้มีดําริว่ากองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางควรจะไปคิดอัตรา การเก็บเงินเซสอัตราใหม่ขึ้นมา เพราะเราสามารถผลักดันให้ยางพาราสูงขึ้นมาเกือบกิโลกรัม ละ ๑๐๐ บาท ช่วงนั้นผมจําได้ประมาณกิโลกรัมละ ๙๖ บาท ก็การปรับอัตราการเก็บใหม่ แบบขั้นบันได แบบพัฒนา ผมอยากจะเรียนว่าอัตราใหม่ที่ได้จัดให้มีการเก็บ ท่านครับ มี ๕ ระดับด้วยกัน ราคายางไม่เกินกิโลกรัมละ ๔๐ บาท คืออัตราขั้นต้นนี้เกษตรกรไม่เสียเปรียบ เลยครับ ขั้นต้น อัตราแรก ๓๐ บาท เก็บไม่เกิน ๙๐ สตางค์ แต่อัตราใหม่ ราคายางไม่เกิน กิโลกรัมละ ๔๐ บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตราไม่เกิน ๙๐ สตางค์ ตอนแรกไม่เกิน ๓๐ บาท แต่อัตราใหม่ปรับฐานขึ้นมาให้อีก ๔๐ บาท จึงเก็บเงินสงเคราะห์ ๙๐ สตางค์ ขั้นที่ ๒ ราคายางเกินกิโลกรัมละ ๔๐ บาท แต่ไม่เกินกิโลกรัมละ ๖๐ บาท เก็บเงิน สงเคราะห์ในอัตรากิโลกรัมละ ๑.๔๐ บาท ราคายางเกิน ๖๐ บาท แต่ไม่เกิน ๘๐ บาท เก็บเงินสงเคราะห์กิโลกรัมละ ๒ บาท ราคายางเกินกิโลกรัมละ ๘๐ บาทขึ้นไปนะครับ แต่ไม่เกินกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท เก็บกิโลกรัมละ ๓ บาท ราคายางเกินกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาทขึ้นไป เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรากิโลกรัมละ ๕ บาทขึ้นไป ทําไมจึงเก็บเพิ่ม ในอัตราขั้นบันได เพราะว่าถ้าราคายางสูงแล้วเกิดสมมุติผู้ประกอบการอาจจะใช้เทคนิคบวก อัตราเงินเซสมากดราคาค่ายางเกษตรกร เมื่อราคายางสูงเราก็คิดว่าเกษตรกรไม่เดือดร้อน ครับ แต่ถ้าหากราคายางตกต่ํา ฐานขั้นต้นในการเก็บก็ยังดีกว่าเดิมอีก ฉะนั้นการจัดเก็บเงิน เซสในอัตราใหม่เปรียบเทียบกับอัตราเก่าแล้วพี่น้องเกษตรกรไม่เดือดร้อนครับ นี่คือสิ่งที่ผม อยากจะเรียนกับท่านประธานได้รับทราบ ท่านประธานครับ ในญัตติที่ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ บอกว่าน่าจะมีการส่อว่าจะเป็นการทุจริต น่าจะมีการทุจริตประพฤติมิชอบจะทําให้เกิดความ สูญเสียกับประเทศชาติ ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปถึงท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข ได้รับทราบครับว่าผมเองเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง ผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนยางต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ผมเรียนกับท่านว่าเมื่อทางสํานักงานกองทุนสงเคราะห์ การทําสวนยางได้เสนออัตราการจัดเก็บเงินเซสอัตราใหม่ผ่านที่ประชุม กนย. ซึ่งมี ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานได้พิจารณาด้วยความรอบคอบแล้ว ได้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ให้จัดเก็บเงินเซสในอัตราใหม่ตามที่เสนอ ผมเรียนกับท่านที่เคารพครับ ว่าผมในฐานะที่เป็นประธานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง และในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้นําเอามติคณะรัฐมนตรีมาดําเนินการ ด้วยความระมัดระวัง ด้วยความละเอียด ด้วยความรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง มติคณะรัฐมนตรี ออกมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เราได้นํามาประกาศเป็นประกาศกระทรวงเพื่อที่จะแจ้ง ให้พี่น้องเกษตรกร แจ้งให้ผู้ประกอบการ แจ้งให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียภาษีการส่งออก เงินเซสได้รับรู้รับทราบ โดยการดําเนินการนั้นเราดําเนินการเป็นขั้นตอนอย่างนี้นะครับ ครม. มีมติเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๓ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศเรื่องกําหนดอัตราสงเคราะห์ที่ผู้ส่งออกยางนอกราชอาณาจักรต้องชําระเงิน สงเคราะห์ และประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ตัว นี้มีประกาศของกระทรวงชัดเจน วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๓ สํานักงานกองทุนสงเคราะห์ การทําสวนยางแจ้งผู้ประกอบการถึงแนวทางและวิธีการดําเนินการเพื่อให้ใช้สิทธิชําระเงิน สงเคราะห์ในอัตราเดิม แจ้งดังนี้นะครับ ๑. ให้ผู้ส่งออกยางที่ทําสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไป ต่างประเทศก่อนวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ ต้องการรับสิทธิชําระเงินสงเคราะห์หรือเงิน เซสตามอัตราเดิม ให้ยื่นแสดงหลักฐานสัญญาซื้อขายดังกล่าว พร้อมหลักฐานที่ได้ส่งออกยาง ไปแล้วทุกครั้งต่อ สกย. ภายในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ โดยสัญญาที่จะได้รับสิทธิ ต้องส่ง ยางออกให้เสร็จภายใน ๖ เดือนนับจากวันที่เริ่มจัดเก็บเงินสงเคราะห์ ในเมื่อมติ คณะรัฐมนตรีออกมาว่า คนที่ทําสัญญาซื้อขายยางล่วงหน้าก่อนวันที่ ๔ มิถุนายน ให้ได้รับ สิทธิในการที่จะจ่ายอัตราเดิม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สกย. ก็ทําเป็นอื่นไม่ได้ ต้องปฏิบัติตามมติของคณะรัฐมนตรี ต่อมาผู้ส่งออกยางที่ซื้อขายนะครับ ๒. ผู้ส่งออกยาง ที่ซื้อขายยางผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย ให้ใช้รายงานการส่งมอบยาง ที่รับรองปริมาณยางที่ส่งมอบในแต่ละเดือนจนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ โดยตลาดสินค้า เกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย ส่งให้ สกย. ๓. ให้ผู้ส่งออกยางแจ้งสถานที่ตั้งของโกดัง เก็บยางและปริมาณยางในสต็อกไปยัง สกย. ทุกแห่งภายในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ สกย. ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบสต็อกยางตั้งแต่วันที่ ๒๐-๓๐ กันยายน ๒๕๕๓ ๔. วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๓ บอร์ด กสย. ได้แต่งตั้งตัวแทนบอร์ดทําหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการตรวจ สต็อกยางของเจ้าหน้าที่ สกย. เมื่อมีการกําหนดให้ตรวจสอบสต็อกยางโดยมติคณะรัฐมนตรี ว่าให้ตรวจสอบช่วงวันที่ ๒๐-๓๐ กันยายน บอร์ด กสย. ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบอร์ด ไปทําหน้าที่ในการตรวจสอบสต็อกควบคู่กับการตรวจสต็อกของเจ้าหน้าที่ สกย. อีกชั้นหนึ่ง โดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่ สกย. จะลงไปตรวจสต็อก แต่เพื่อมั่นใจเราแต่งตั้งบอร์ดจาก สกย. จํานวนหลายท่านไปเป็นผู้ตรวจสต็อก นี่ครับ คําสั่งคณะกรรมการสงเคราะห์การทําสวนยาง ที่ ๙/๒๕๕๓ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสต็อกยางมี ๕ ท่าน มี นายเพิก เลิศวังพง เป็นประธานคณะทํางานซึ่งเป็นบอร์ดนายปิยะชนก ลิมปะพันธุ์ คณะทํางาน นายสมชาย ณ ประดิษฐ์ คณะทํางาน คุณวันชัย ปริญญาศิริ คณะทํางาน แล้วก็มีผู้อํานวยการ สถาบันวิจัยยางจากกรมวิชาการเกษตร เป็นคณะทํางานและเลขานุการ มาจาก กรมวิชาการเกษตร นี่คือเราแต่งตั้งไปตรวจสอบรอบที่ ๒ แล้วนอกจากนั้นท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ ผู้อํานวยการสํานักงานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสัญญา เพื่อเสนอ กสย. พิจารณาให้เป็นไปตามประกาศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะเป็นหน้าที่