ศุภชัย โพธิ์สุ อธิบายกระบวนการจัดเก็บเงินเซสที่มีการทุจริต และเสนอให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้รับสิทธิในการจ่ายเงินเซสในอัตราเดิม นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการพิจารณาสัญญาซื้อขายยางพารา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเอกสารสัญญาและปฏิบัติตามสัญญา และหารือเรื่องถนนลูกรังในพื้นที่อําเภอท่าอุเทนและอําเภอบ้านแพง โดยเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมช่วยแก้ไขปัญหา
ท่านประธานที่เคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ อยากจะเรียนท่านประธานว่าวันนี้ ผมถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากในชีวิตทางการเมืองของนักการเมือง แต่ละคน แล้วไม่ได้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเฉย ๆ ผมถูกยื่นถอดถอนต่อ ป.ป.ช. ด้วย ฉะนั้น เมื่อท่านกล่าวหาผมว่าการจัดเก็บเงินเซส กระบวนการการจัดเก็บเงินเซสนี้มันมีการทุจริต ผมก็ต้องอธิบายให้ท่านฟังว่าตั้งแต่มีมติ ครม. วันที่ ๓ สิงหาคม ผมมาทําอย่างไรบ้าง ในฐานะผมเป็นประธานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง ผมก็ต้องบอกมาเรื่อย ๆ ตามขั้นตอนว่าผมทําอย่างนี้ ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ตอบพวกท่าน อันที่ ๒ ตอบ ป.ป.ช. ที่เขากําลัง ฟังอยู่ว่าผมทําอะไร อย่างไร มันเป็นจริงอย่างที่ท่านพูดหรือไม่ นี่มันอยู่ในกระบวนการ ทั้งหมดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนให้ที่ประชุมได้รับทราบว่า หลังจากนั้นในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ กสย. ในคราวประชุมครั้งที่ ๑๑/๒๕๕๓ สํานักงาน กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางเสนอผลการตรวจสต็อกยางมา คือหลังจากที่ได้ลงไป ตรวจสต็อกแล้ว เขาก็เสนอผลการตรวจสต็อกมาครับ ปรากฏว่าการตรวจสต็อกนั้น มีจํานวนทั้งหมด ๑๑๐ บริษัท จํานวน ๑๘๙ โกดัง โดยมีปริมาณยาง ๓๘๔,๒๙๗ ตัน ท่านประธาน ต้องขออภัยบางครั้งผมก็ต้องได้อ่านเอกสารบ้าง เพราะเป็นการถอดถอน ถ้าผมพูดผิดเดี๋ยวก็ถูกถอดถอนครับ ยางที่อยู่ในสต็อกที่ไปตรวจมานี้ ๓๘๔,๒๙๗ ตัน และมี บริษัทยื่นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ๗๒ บริษัท รวมแล้ว ๔๘๔ สัญญา ที่ประชุมมีการอภิปราย กันอย่างกว้างขวางครับในการพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ผู้ประกอบการที่จะต้องได้รับสิทธิในการชําระเงินเซสในอัตราเดิม เพราะว่าเงินที่เก็บมาเป็น เงินหลวง เป็นเงินแผ่นดิน ฉะนั้นการที่จะคืนสิทธิให้ใครไปจ่ายในอัตราเดิมนั้นมันต้องพิจารณา ด้วยความละเอียดรอบคอบครับ ฉะนั้นเพื่อความละเอียดรอบคอบในขณะนั้นจึงได้แต่งตั้ง คณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ ที่ตั้งคณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ขึ้นมาในการ กลั่นกรองว่าหลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาควรจะเป็นอย่างไรบ้าง ทําไมจึงต้องมีคณะกรรมการ พิจารณาหลักเกณฑ์ เพราะตอนที่เจ้าหน้าที่ สกย. เขาตั้งขึ้นมากันเองนั้นเขายึดมติ คณะรัฐมนตรี ยึดประกาศกระทรวง ในมติคณะรัฐมนตรีและประกาศกระทรวงได้ระบุ เพียงว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีเอกสารประกอบที่น่าเชื่อถือแล้วก็ให้สิทธิ กรรมการ พิจารณาบอกว่าถ้าน่าเชื่อถือแล้วเป็นอย่างไร แนวปฏิบัติไม่ชัดเจนคนปฏิบัติ ก็ปฏิบัติไม่ได้ก็เลยจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาคิดหลักเกณฑ์ขึ้นมาประกอบครับ คณะกรรมการคิดหลักเกณฑ์ขึ้นมานั้นก็ได้เรียนที่ประชุมไปแล้วครับว่ามีท่านอธิบดี กรมวิชาการเกษตร ท่านจิรากรเป็นประธาน และมีที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการท่านหนึ่ง เป็นรองประธาน มีคุณเพิก เลิศวังพง กรรมการบอร์ด เป็นกรรมการ คุณวันชัย ปริญญาศิริ เป็นกรรมการ แล้วก็ยังมีผู้อํานวยการสํานักงานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง ฝ่ายเลขาเป็นกรรมการ ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เป็นกรรมการและ ผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการชุดนี้ทําการกลั่นกรองว่าคนที่ควรจะได้รับสิทธิในการจ่าย เงินเซสอัตราเดิมนั้นจะต้องมีเอกสารอะไรประกอบบ้าง เพราะฉะนั้นพอเขาพิจารณา เสร็จแล้ว ในมติบอร์ดบอกว่าถ้ามอบอํานาจเนื่องจากว่าผู้ประกอบการก็เร่งครับ เพราะว่า เขาส่งยางออก เขาก็ต้องจ่ายเมื่อยางราคา ๑๐๐ บาทขึ้นเขาต้องจ่าย ๕ บาท ๕ บาท ๕ บาท เขาเดือดร้อนครับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยเขาบอกว่าเมื่อไรจะเร่งพิจารณาเสียที เพราะว่าเขาจ่ายกิโลกรัมละ ๕ บาท ๕ บาท แทนที่เขาจะจ่าย ๑.๔๐ บาท ฉะนั้นบอร์ดจึงมี มติว่าถ้าคณะกรรมการคิดหลักเกณฑ์เสร็จแล้วตามแนวทางที่บอร์ดได้ระบุ ได้แนะนําเอาไว้ ก็ให้เสนอประธานบอร์ดเซ็นให้ความเห็นชอบ ท่านประธานครับ ผมจึงได้เซ็น ให้ความเห็นชอบสรุปหลักเกณฑ์และแนวทางพิจารณาเป็นลําดับดังนี้ครับ
๑. หลักเกณฑ์ที่เรานํามาพิจารณา พิจารณาจากเอกสารของคู่สัญญา เป็นลําดับแรก ว่าเอกสารระหว่างผู้ประกอบการภายในประเทศ ผู้รับซื้อต่างประเทศ เชื่อถือได้ไหม ถ้าเชื่อถือไม่ได้เราก็ไม่รับ
๒. พิจารณารายละเอียดเนื้อหาและความถูกต้องในสัญญา อย่างน้อย ในสัญญาต้องมีรายละเอียดชนิด ปริมาณยาง กําหนดระยะเวลาส่งมอบ สถานที่ส่งมอบ เงื่อนไขราคาตกลงซื้อขาย การลงนามของคู่สัญญาครบถ้วนถูกต้องไหม
๓. เมื่อพิจารณาตามข้อ ๑ ข้อ ๒ แล้ว พิจารณาความน่าเชื่อถือของ การปฏิบัติตามสัญญา มีความเป็นไปได้และเป็นจริงมาประกอบ
๔. สัญญาระบุปริมาณยางส่งมอบเป็นต่อเดือน จะถือว่าได้สิทธิเฉพาะ ในแต่ละเดือน จะถือสิทธิสะสมไม่ได้
๕. สัญญาระบุปริมาณยางการส่งมอบเป็นยอดรวม จะถือว่าได้สิทธิตามยอด คงเหลือจากที่ส่งมอบ
๖. ระยะเวลาให้สิทธิไม่เกิน ๑ ปีนับจากวันทําสัญญา
นี่คือหลักเกณฑ์ที่ทางคณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์คิดเอาไว้ และนอกจากนั้นยังระบุเอาไว้ในหลักเกณฑ์ว่าบริษัทผู้ยื่นจะต้องยืนยันและรับผิดชอบ ต่อสัญญาและเอกสารอื่น ๆ ที่ยื่นให้กับ สกย. หากตรวจพบภายหลังว่าเป็นเท็จ ผู้ยื่นจะต้อง รับผิดชอบทั้งทางแพ่ง ทางอาญาต่อ สกย. ทุกกรณี นี่คือสิ่งที่ทาง สกย. คณะกรรมการ กําหนดหลักเกณฑ์ได้กําหนดไว้ ท่านประธานที่เคารพ จากนั้นทาง สกย. ก็ได้เสนอผล การตรวจสอบซื้อขายสัญญาตามแนวทางที่คณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ส่งมาให้บอร์ด กสย. เป็นผู้พิจารณา คณะกรรมการของ สกย. เองสรุปแล้วส่งเข้ามา กสย. ซึ่งเป็นบอร์ด ได้พิจารณาข้อมูลเบื้องต้นแล้วว่าเฉพาะเจ้าหน้าที่ สกย. ตั้งกันเองขึ้นมาตรวจสอบนั้นเรายัง ไม่สบายใจ คณะกรรมการยังไม่มั่นใจ ฉะนั้นคณะกรรมการจึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบกลั่นกรองชุดที่ ๒ คณะกรรมการตรวจสอบกลั่นกรองชุดที่ ๒ เป็นคณะกรรมการ แต่งตั้งจากบอร์ด ฟังนะครับ เดี๋ยวท่านก็บอกว่าตั้งจากบอร์ดก็ฝ่ายการเมืองเข้าไปร่วม ไม่มีครับ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายจิรากร โกศัยเสวี เป็นประธาน ท่านจิรากร โกศัยเสวี อธิบดี กรมวิชาการเกษตร ท่านก็รู้ว่าชีวิตของท่านผ่านเฉียดคุกเฉียดตะรางเพราะเรื่องยางพารา มาแล้ว ฉะนั้นท่านมีความระมัดระวังตัวค่อนข้างสูง ๑. ท่านจิรากร เป็นประธาน ๒. อธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นกรรมการ ๓. รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ ๔. ผู้อํานวยการสํานักงานกองทุนสงเคราะห์การทําสวนยาง เป็นกรรมการและเลขานุการ ๕. ที่ปรึกษาด้านการบริหารสํานักงานกองทุนสงเคราะห์การทํา สวนยาง เป็นผู้ช่วยเลขานุการ คือกรรมการกลั่นกรองชุดสุดท้ายนี้ ท่านประธานครับ เป็นความดําริของผมเองว่าต้องเป็นข้าราชการเท่านั้น บอร์ดที่มาจากตัวแทนเกษตรกร ห้ามไม่ให้เข้ามายุ่ง บอร์ดที่เป็นตัวแทนมาจากผู้เกี่ยวข้องเรื่องยางพาราห้ามไม่ให้มายุ่ง ฝ่ายการเมือง ที่ปรึกษาอะไรผมไม่ต้องมายุ่ง ให้ข้าราชการเขา เพราะเขามีความรับผิดชอบสูง เป็นคนพิจารณากลั่นกรองโดยละเอียด บัดนี้คณะกรรมการกลั่นกรองได้พิจารณาจบนะครับ ในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ คณะกรรมการกลั่นกรองก็ได้พิจารณาตรวจสอบสัญญาซื้อขาย ล่วงหน้าที่ทําก่อนวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ นําเสนอ กสย. ในคราวประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๕๔ ผมขออนุญาตท่านประธานได้ดูในรายละเอียดนะครับ คือบอร์ดได้ประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ นี่นะครับ มีบริษัทที่ได้เสนอขอรับสิทธิในการที่จะ ชําระเงินเซส เสนอเข้ามานะครับ เขาเสนอเข้ามาทั้งหมด ๗๘ บริษัท ๕๑๐ สัญญา เป็นปริมาณยางในสัญญาที่เขาระบุว่าเขาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าถึง ๗๒๑,๘๐๗ ตันครับ ท่านประธานครับ ๗๘ บริษัท ๕๑๐ สัญญา จํานวนยาง ๗๒๑,๘๐๗ ตัน สูงมากครับ ผมเห็น ผมก็ตกใจครับ ทําไมขอกันมาเยอะมาแยะขนาดนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองที่มี ชุดท่านจิรากรตรวจสอบครับ ตรวจสอบแล้วเสนอให้ สกย. ได้พิจารณา ปรากฏว่าตรวจสอบ ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้านั้นไม่ได้รับสิทธิ คือตรวจสอบแล้วคุณสมบัติไม่เข้า ไม่ตามเกณฑ์ มีทั้งหมด ๒๗๔ สัญญา ตัดสินว่าไม่ให้เลยครับ เพราะเป็นสัญญาที่ไม่สมบูรณ์ สัญญาที่ทําขึ้น เพื่อหวังเอาเงินเซส ๔๘๕,๕๙๔ ตัน จากที่เสนอมา ๗๐๐,๐๐๐ ตัน คณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีท่านจิรากรเป็นประธาน แคนเซิล (Cancel) ออกไป ๔๘๕,๕๙๔ ตันครับ แต่เพื่อความเป็นธรรม คณะกรรมการยังให้สามารถอุทธรณ์ได้ภายใน ๖๐ วัน ต้องให้ความเป็นธรรมกับ ผู้ประกอบการเขาด้วยนะครับ ถ้าเกิดว่าคณะกรรมการกลั่นกรองแล้วไม่เกิดความเป็นธรรมกับเขา ให้เขาอุทธรณ์ได้ภายใน ๖๐ วัน แล้วส่วนที่คณะกรรมการกลั่นกรองได้พิจารณาแล้ว ใน ๗๒๑,๘๐๗ ตัน ท่านประธานครับ สัญญาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ได้รับสิทธิที่ตรงกับมติ คณะรัฐมนตรี ตรงกับประเทศกระทรวง ตรงกับหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการได้เขียนเอาไว้แค่ ๑๕ บริษัทเท่านั้นเองนะครับ ทั้งหมด ๗๘ บริษัท เราเห็นชอบ คณะกรรมการกลั่นกรองเห็นชอบ ว่าถูกต้อง สมบูรณ์แค่ ๑๕ บริษัท จํานวน ๑๐๕ สัญญา และจํานวนปริมาณยางแค่ ๘๖,๔๐๘ ตัน เท่านั้นครับ จาก ๗๒๐,๐๐๐ ตัน คณะกรรมการเห็นชอบว่าถูกต้อง เห็นด้วยกับ คณะกรรมการกลั่นกรอง ท่านจิรากรเสนอมา แค่ ๘๖,๔๐๘ ตัน นี่ถ้ากระผมหวังผลประโยชน์ ทําไมผมไม่เอาสัก ๕๐๐,๐๐๐ ตัน ๖๐๐,๐๐๐ ตัน หรือเอาทั้ง ๗๐๐,๐๐๐ ตันเลยก็ได้ แต่วันนี้เงินทุกบาทเป็นเงินของประเทศชาติ เป็นเงินของประชาชน ผมบอกประธาน คณะกรรมการกลั่นกรอง ท่านจิรากรว่าไม่ต้องคิดถึงหน้าใครทั้งนั้น เอาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด และไม่ต้องบอกผมว่าเป็นบริษัทไหน อย่างไร ผมจะไม่รับรู้ว่าเป็นบริษัทไหน แต่ถ้าบริษัทไหนผ่านตะแกรงร่อน ๓-๔ ชั้นมา ผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมการกลั่นกรองมา เรายินดีที่จะให้ได้รับสิทธิจ่ายเงินเซส ตามอัตราเดิม ปรากฏว่าจาก ๗๒๑,๘๐๗ ตัน กลั่นกรองมาเหลือแค่ ๘๖,๔๐๘ ตันเท่านั้นครับ แล้วก็มีอีกส่วนหนึ่งที่น่าจะมีโอกาสได้ สัญญาไม่ครบถ้วน สมบูรณ์ รอเอกสารให้ครบถ้วน มี ๘ บริษัทครับ จํานวน ๑๓๑ สัญญา จํานวนทั้งหมด ๑๔๙,๘๐๕ ตัน ตัวนี้ให้โอกาสส่งเอกสาร เข้ามาให้คณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบเพิ่มเติมอีกภายใน ๓๐ วัน ให้โอกาสเขาครับ ให้ความเป็นธรรม ทีนี้ในจํานวน ๑๐๕ สัญญา ๑๕ บริษัท ๑๐๕ สัญญา ๘๖,๔๐๘ ตัน คณะกรรมการเห็นชอบแล้ว ถามว่า ๑๐๕ สัญญานี้ไปรับเงินจาก สกย. ได้เลยไหม ไม่ได้เลยครับ เพราะคณะกรรมการยังระบุว่าเอกสารถูกต้อง สมบูรณ์แล้ว แต่ถ้าคุณจะมาขอใช้สิทธิรับเงิน ส่วนต่างที่คุณจ่ายเกินไป คุณต้องมีเอกสารอะไรมาประกอบบ้าง ๑. ใบอินวอยซ์ (Invoice) หรือใบแจ้งหนี้ ๒. ใบขนส่งสินค้าลงเรือ เอาให้ชัด ๆ เลยครับ ๓. ใบตราสินค้าลงเรือ บีแอล (B/L) ๔. หลักฐานการจ่ายเงินค่ายาง หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชี และสุดท้าย ผู้ประกอบการรายนั้นต้องนําเอาใบรับเงินสงเคราะห์ ๕ บาท ถ้าราคายางเกิน ๑๐๐ บาท ก็คือจ่าย กิโลกรัมละ ๕ บาท เอามายืนยันกับเจ้าหน้าที่ ท่านครับ ไม่ใช่ว่าเห็นชอบแล้วจ่ายทันที แต่ผู้ประกอบการต้องนําเอกสารทั้ง ๕ ประเภทนี้ ใบอินวอยซ์ ใบขนส่งสินค้าลงเรือ ใบตราสินค้าลงเรือ และที่สําคัญหลักฐานการจ่ายเงินค่ายาง คุณส่งยางไป คุณจ่ายเงินกันจริงไหม จ่ายเงินกันจริง มีการโอนเงินเข้าบัญชีไหม เอาหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีมาให้เจ้าหน้าที่ดูด้วย และที่สําคัญว่าคุณส่งยางไปต่างประเทศคุณได้จ่ายเงินเซสตามกฎหมายหรือยัง นี่เป็นเครื่อง ยืนยันครับ หลักฐานทั้ง ๕ ชนิดนี้เป็นเครื่องยืนยันครับว่าวัตถุประสงค์ของการเก็บเงินเซส คือให้ผู้ประกอบการส่งยางไปต่างประเทศจริง ๆ ขายไปต่างประเทศจริง ๆ แล้วจ่ายเงินค่าเซสให้กับ กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางจริง ๆ นี่คือส่วนแรกที่คิดว่าน่าจะได้ แต่ต้องมีเอกสาร ๕ ชนิดนี้มาประกอบ ละเอียดขนาดไหนครับ ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ดูเอาเอง ส่วนนี้ครับ ส่วนที่น่าจะมีสิทธิได้เพิ่มเติม ๑๓๑ สัญญา ๑๔๙,๘๐๕ ตัน เอกสารยังไม่ครบถ้วน เช่น การเซ็นหนังสือมอบอํานาจอะไรต่าง ๆ นั้นอาจจะไม่ครบถ้วน เราก็ให้โอกาส ผู้ประกอบการเขาได้ส่งเอกสารภายใน ๑ เดือน ถ้าเกิน ๓๐ วันก็ตัดทิ้งไป ถ้าสมมุติว่า ๑๓๑ สัญญานี้ได้นําเอกสารที่ทางคณะกรรมการกลั่นกรองระบุว่าต้องเอาเพิ่มเติมให้ สมมุติคณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบเอกสารถูกต้องแล้วจึงเข้ามาอยู่ในหมวดนี้ หมวดที่ ถือว่าสัญญาครบถ้วน สมบูรณ์ พอเข้ามาอยู่ในหมวดที่สัญญาครบถ้วนสมบูรณ์ก็ต้องมี เอกสาร ๕ ชนิดนี้ประกอบอีกครับจึงมาเบิกเงินจากกองทุนได้ อยากจะเรียนว่าการที่เขา มาเบิกเงินจากกองทุน มันไม่ใช่ว่าเขามาเบิกเอาฟรี ๆ ครับ บังเอิญว่าเขาส่งยางไปต่างประเทศ หลังวันที่ ๔ มิถุนายนมานั้นส่งยางไปต่างประเทศ ตั้งแต่เราปรับอัตราเงินเซสตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมมานั้น ยางกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท เขาจ่ายกิโลกรัมละ ๕ บาทครับ ภาษีส่งออก แต่ถ้าเขาได้สิทธิที่จะจ่ายเท่ากับอัตราเดิม คือเขาต้องจ่าย ๑.๔๐ บาท ฉะนั้นถ้าหากว่า เอกสารหลักฐานถูกต้องเขาต้องได้รับคืนกิโลกรัมละ ๓.๖๐ บาท ท่านประธานครับ อยากจะ เรียนเพิ่มเติมสรุปสุดท้ายเลยเกี่ยวกับเรื่องเงินเซส บริษัทที่สมควรได้รับสิทธิตามที่ คณะกรรมการกลั่นกรองเสนอให้บอร์ดพิจารณาทั้งหมดนี่นะครับ ล็อต (Lot) แรกที่เห็นว่า สมบูรณ์ ๘๖,๔๐๘ ตัน บวกกับให้เอาเอกสารมาเพิ่มเติม ถ้าเอามาเพิ่มเติมได้ก็ถือว่ามีสิทธิ ที่จะได้ คือ ๑๔๙,๘๐๕ ตัน รวมแล้วทั้งหมดจากที่เสนอขอมา ๗๒๑,๘๐๗ ตัน คาดว่าเขาน่าจะ ได้แค่ ๒๓๖,๒๑๓ ตันเท่านั้นครับ ท่านพีรพันธุ์ดูให้ดีนะครับ จาก ๗๒๑,๘๐๗ ตัน คณะกรรมการกลั่นกรอง ๓-๔ ชุด คาดว่าน่าจะได้ถ้าเอกสารมาครบ ประมาณ ๒๓๖,๒๑๓ ตัน เท่านั้น ถ้าพิจารณาให้สิทธิผู้มียางในสต็อกอย่างเดียวนะครับ จะมีจํานวนในสต็อกอย่างเดียว จะมีถึง ๓๘๗,๑๐๘ ตัน มีความแตกต่างกันอยู่ถึง ๑๕๐,๐๐๐ ตัน แต่ไม่เป็นไร เมื่อวันที่ ๒๘ คณะกรรมการบอร์ด กสย. ประชุมเสร็จแล้ว ก็ได้เสนอไปที่คณะกรรมการนโยบาย ยางธรรมชาติที่มีท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพเป็นประธาน ในที่ประชุมคณะกรรมนโยบาย การยางธรรมชาติ ที่ท่านสุเทพเป็นประธานนั้น มีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ตัวแทนเกษตรกร ทุกสัดส่วน ๕๐ ๖๐ ๗๐ คนเป็นกรรมการอยู่ ได้พิจารณาลงความเห็น กันว่าถ้าเอาตามมติคณะรัฐมนตรีเดิมอาจจะไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ แล้วที่ประชุม ใน กนย. ผมคิดว่าท่านสุเทพคงจะชี้แจงออกนะครับ ที่ประชุม กนย. ก็มีมติว่าน่าจะให้เกิด ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะให้คณะรัฐมนตรี มีการปรับมติคณะรัฐมนตรีอีกใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผมเรียนกับท่าน ที่เคารพในฐานะผมเป็นประธานบอร์ด กสย. ครับ ผมทําตามมติคณะรัฐมนตรี ทําตาม ประกาศกฎกระทรวง ทําตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการได้ทําเอาไว้ จนกระทั่งกลั่นกรองมา เหลืออยู่แค่นี้ละครับ ฉะนั้นจึงยืนยันว่าในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นประธานบอร์ด กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางที่จะต้องดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศ ผมได้ทําด้วยความระมัดระวังและมั่นใจว่ารักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและ ผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรโดยไม่มีนอก ไม่มีในอะไรโดยเด็ดขาด สิ่งที่ท่านเอามา กล่าวหาผมเป็นการเอาไปเอาข่าวจากสื่อมวลชน ไปเอาข่าวจากคนที่มาบอกมาเล่า ที่จริง ผมกับท่านพีรพันธุ์รักและเคารพกันครับ ทุกครั้งผมเคารพท่าน ท่านน่าจะถามน้องเสียบ้างว่า แก้ว เรื่องนี้มันเป็นอย่างไร ผมก็ยินดีที่จะอธิบายให้ท่านฟัง ไม่จําเป็นต้องถึงขนาดมาเสนอ อภิปรายและถอดถอนผมในเรื่องนี้ผมขออนุญาตชี้แจง ยืนยันตรงนี้ว่าไม่มีการทุจริตประพฤติ มิชอบแต่อย่างใดทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตต่อไปที่เรื่องที่ดินหลายท่านกําลังรอ ติดตามเรื่องนี้ ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ เรื่องโครงการเรื่องที่ดินของผมที่อยู่บริเวณป่าดงพระทายนะครับ ก็มี ส.ส. ในพื้นที่ มีบางคน สงสัยข้องใจ ได้มีการเอามาร้องร้องไปหลายที่ครับ ผมก็ทราบว่าท่านพยายามเต็มที่ที่จะเอา เรื่องนี้ ดิสเครดิต (Discredit) ทางการเมืองผมให้ได้ ร้องไปที่ไหน ๆ เขาก็บอกว่ามันไม่ผิด ๆ เมื่อบอกว่ามันไม่ผิดก็ไม่รู้จะให้เขาทําอย่างไร ท่านก็เลยยังไม่ยอมลดละความพยายาม ความจริงคนที่ควรจะอภิปรายเรื่องนี้คือ ส.ส. ชวลิต วิชยสุทธิ์ ตัวตั้งตัวตีในการที่จะ เอามาพูดเรื่องนี้ เรื่องที่ดินป่าดงพะทาย แล้วก็ที่ตัดถนนเข้าไปในสวนยาง ผมภาวนาตั้งแต่ วันแรก กลัวพวกท่านจะไม่อภิปรายเรื่องนี้ ผมภาวนาผมจะได้เคลียร์ (Clear) ตัวเองเสียที ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานครับว่า ถามว่าพื้นที่ตรงนี้ ในแผนที่คือแผนผังจัดที่ดินแปลงใหญ่ตําบลพะทาย ความจริงชื่อเริ่มต้นนี่เขาเรียกว่า โครงการจัดที่ดินแปลงใหญ่ตําบลพะทาย ปี ๒๕๑๘ ไม่มีคําว่าป่านะครับ ใช้คําว่า ที่ดินแปลงใหญ่ตําบลพะทาย แต่โดยทั่วไปท่านที่เคารพครับ เวลาคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ได้ทําการจัดที่ดินให้กับประชาชนนั้นเขาจะไปเอาพื้นที่ ส่วนมากแล้ว ไม่ใช่ส่วนมากครับ มันเป็นระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติว่า ๑. จะต้องเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จะต้องไม่เป็น ที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จะต้องไม่เป็นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่เป็นไปตามประกาศของคณะรัฐมนตรี ไม่เฉพาะพื้นที่ป่าดงพะทายตรงนี้เท่านั้นนะครับ ทุกป่าทั่วประเทศที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติเขาจะมีระเบียบว่าจะต้องเป็นที่รกร้าง ว่างเปล่าหรือป่าจําแนก ไม่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชน ใช้ประโยชน์ร่วมกัน นี่คือระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ในปี ๒๕๑๘ คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติไม่ได้จัดเฉพาะที่ที่ดินแปลงใหญ่ตําบลพะทายเท่านั้นนะครับ เขายังจัดอีก ๑๐ แห่งครับท่านพีรพันธุ์ ไม่ทราบว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ติดตามการบริหารงบประมาณได้ไปติดตามไหม ตําบลเพทาย จังหวัดนครพนม ตําบลเพทาย ก็คือตําบลพะทายนี่ละครับ ขณะนั้นเขาพิมพ์ผิด เป็นตําบลเพทาย ๒. ตําบลป่าดงพันนา จังหวัดสกลนคร ๓. ตําบลหนองกะท้าว จังหวัดพิษณุโลก ๔. บ้านป่าน้ําดิบ จังหวัดตราด ๕. ตําบลวังหิน จังหวัดระนอง ๖. บ้านทุ่งขมิ้น จังหวัดสตูล ๗. บ้านโนนโคกกลาง จังหวัดเพชรบูรณ์ ๘. ตําบลหนองรี จังหวัดกาญจนบุรี ๙. ห้วยมะนาว จังหวัดเชียงใหม่ และ ๑๐. ป่าแม่แขม จังหวัดแพร่ ท่านประธานครับ ปีนั้นมีประกาศจัดสรรที่ดินให้กับ ประชาชนทั้งหมด ๑๐ ป่า ในเรื่องวัตถุประสงค์ ในเรื่องกฎเกณฑ์ ในเรื่องเจตนารมณ์ ผมไม่เถียงท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ครับ ป่าดงพะทายมีการประชุมพิจารณากันของจังหวัดนครพนม เมื่อปี ๒๕๑๗ แล้วมาดําเนินการในปี ๒๕๑๘ เสร็จเรียบร้อยในปี ๒๕๑๙ ตอนนั้นผมยังเป็น นักศึกษาอยู่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฉะนั้นยืนยันได้ว่าผมไม่ได้เป็นประชาชนที่ได้มารับการ จัดสรรที่ตรงนี้ หลังจากปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๑๙ เป็นต้นมา ท่านประธานครับ คณะกรรมการ จัดที่ดินแห่งชาติได้ทําการจัดสรรแบ่งแปลงเป็นแปลง ๆ เป็นล็อก เป็นล็อกอย่างที่เห็น ในชาร์ทแผ่นนี้นะครับ จากนั้นก็ประกาศให้ชาวบ้านทั้งจังหวัดนครพนมเข้ามาจับสลากเพื่อที่จะ เข้ามาอยู่อาศัย อันนี้ผมก็เข้าใจ ทีนี้ในปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๑๙ ราษฎรเข้ามาจับสลากแล้วเข้ามา อยู่อาศัย ปรากฏว่ามันมีปัญหาอย่างนี้ครับความเป็นมาที่ผมเข้าใจมากเพราะว่าบ้านผม อยู่ห่างจากที่นี่ประมาณ ๒๐ กิโลเมตรเท่านั้นครับ แล้วในปี ๒๕๓๐ ผมก็มาเป็นครูใหญ่อยู่ที่ โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วย ซึ่งต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านถนนสายนี้ ผ่านป่าดงพะทายนี้ ตลอดทุกวันไปกลับ ไปกลับทุกวัน ที่ตรงนี้ท่านประธานครับ อย่างที่ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ ได้นําเสนอไปแล้ว มีพื้นที่ทั้งหมด ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่ แล้วก็จัดสรรเป็นแปลงให้กับประชาชน ทั้งหมดได้ ๑,๔๙๒ แปลง แล้วก็ออกโฉนดไปแล้ว ๓ แปลง ออก น.ส. ๓ ไปแล้ว ๔๓ แปลง คงเหลือเป็นใบจองอยู่ ๑.๔๔๖ แปลง ทําไมจึงยังไม่ออกก็คงต้องไปถามทางกระทรวงมหาดไทย ถามผม ผมก็ตอบไม่ได้ ทีนี้ถามว่าตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาตินั้น ในการดําเนินการของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาตินั้น ไม่ได้มีระเบียบที่จะบอกไว้ ให้ชัดเจนว่าหลังจากจัดสรรที่ทํากินให้กับประชาชนแล้ว คณะกรรมการจะต้องดําเนินการ อย่างไรต่อไป พอชาวบ้านจับสลากเข้าไปอยู่อาศัยแล้ว หลังจากที่เจ้าหน้าที่ที่ดิน ของจังหวัดนครพนมได้ดําเนินกระบวนการจัดจับสลากแล้ว เขาถือว่ากระบวนการ การจัดสรรที่ดินให้กับประชาชนเสร็จเป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่จังหวัดนครพนมและที่ดิน จังหวัดนครพนมได้ส่งรายงานไปที่กรมที่ดินว่าได้จัดสรรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือว่าภารกิจของ คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติจบแล้วครับ ท่านไม่เข้าใจก็เปิดอ่านระเบียบของ คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ หรือไม่ท่านก็ไปดูประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดิน เดี๋ยวผมจะอธิบายท่านต่อไป วันนี้ผมก็หนักใจอยู่เพราะว่า ต้องมาพูดเรื่องกฎหมายแข่งกับนักกฎหมายอังดรัวส์ (En droit) จากประเทศฝรั่งเศส เป็นดอกเตอร์ ผมมันเกษตรกรชาวนาชาวไร่ไม่รู้พูดแล้วท่านจะเข้าใจหรือเปล่าก็ฟังผม ไปก่อนแล้วกัน ท่านประธานครับ ในการจัดสรรที่ตรงนี้แล้วราษฎรเข้ามาอยู่อาศัยเต็มพื้นที่ไหม ก็ต้องบอกท่านประธานว่าผมได้สืบทราบจากชาวบ้านที่อยู่ก่อนหน้านั้น เขาบอกว่ามันมีปัญหา พอจัดสรรที่นี้แล้ว จับสลากแล้ว คนจากต่างอําเภอในจังหวัดนครพนมก็มาจับจอง ปรากฏว่ามันมีปัญหากันระหว่างคนในพื้นที่ คือที่ตรงนี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่ใช่ที่ป่าสงวนครับ ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ฉะนั้นพี่น้องชาวบ้านผมในละแวก ๔ ตําบลนี้ เขาก็มาจับจองทําประโยชน์กันอยู่เต็มพื้นที่ แต่มันไม่ได้ทําจนโล่งเตียน แต่ทําเป็นหย่อม ๆ เขามีกําลังเท่าไรเขาก็ทําเท่านั้น ฉะนั้นคนที่จับสลากได้ส่วนหนึ่งเข้ามาก็มาเจอกับเจ้าของถิ่น คือชาวบ้านที่เขาครอบครองอยู่แล้วก็หนีออกไปไม่ยอมมา ละทิ้งไปเลย ละทิ้งไปจองไปเลย อีกส่วนหนึ่งก็เข้ามาทําประโยชน์ แต่ในขณะนั้นพื้นที่แถวนี้ทุรกันดารมากอยู่ติดกับชายแดน ผืนพื้นดินตรงนี้อยู่ติดใกล้กับลําน้ําโขง ห่างประมาณ ๓ กิโลเมตรเท่านั้นจะถึงลําน้ําโขงแล้ว ฉะนั้นจากปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๑๙ จนกระทั่งผมได้เข้ามาพื้นที่ตรงนี้เมื่อปี ๒๕๓๐ ที่ดินแถวนี้ คนที่มีชื่อในใบจองที่ได้รับสิทธิตั้งแต่ทีแรกก็กลับไปอยู่บ้านเดิมบ้าง ขายทอดกัน ขายทอดกรรมสิทธิ์ ถามว่าใบจองโอนได้ไหม โอนไม่ได้ ขายได้ไหม ขายไม่ได้ แต่ชาวบ้าน เขาขายสิทธิครอบครอง คือเขาซื้อขายกันแล้วเขาก็เข้าทําประโยชน์ อย่างนาย ก เข้ามาอยู่ มาอยู่แล้วไม่มีสาธารณูปโภคอะไร ไฟฟ้าไม่มี ประปาไม่มี แหล่งทํามาหากินไม่มี ก็เลยขาย ให้คนในพื้นที่ เอา จะมอบให้ลุงแล้วผมก็กลับไปอยู่บ้าน อะไรทํานองนี้ จะเป็นแบบนี้ ฉะนั้นสภาพพื้นที่ตรงนี้เรียนตามตรงว่าหลังจากที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติได้จัดสรร จับสลากแล้วเรียบร้อย ภารกิจของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแห่งชาติจบลง ที่ดินตรงนี้ ก็เข้าไปอยู่ในอํานาจของกฎหมายอื่น กฎหมายอื่นก็คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินต่อไป รัฐบาล หน่วยงานใดที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ไปดําเนินการ ตามไป ถ้าสมมุติว่าประชาชนที่เขามีใบจองอยู่เขาก็นําใบจองนี้เข้าไปทําประโยชน์ในแปลงนี้ ภายใน ๓ ปี แล้วต้องทําประโยชน์ให้ได้ ๓ ใน ๔ ก็สามารถไปแจ้งเจ้าหน้าที่พนักงานที่ดิน มาเดินรังวัดออก น.ส. ๓ ออกโฉนดได้ แต่บางแห่งก็ถูกปล่อยปละละเลย พื้นที่ที่ถูก ปล่อยปละละเลยก็ถือว่ากลายเป็นที่ว่างเปล่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ความจริงแล้วถ้าหากว่าท่านดอกเตอร์จะกรุณาได้ดูประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๑) ที่รกร้างว่างเปล่า ท่านว่า บุคคลอาจได้มาตามกฎหมายที่ดิน แล้วก็ไปดู ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๑) และวรรคสาม ท่านดอกเตอรพีรพันธุ์ อาจจะไม่ต้องมาอภิปรายผมให้เสียเวลาของสภาเลย ท่านประธานครับ ผมยืนยันครับว่า ผมมีที่ดินอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ ขออนุญาตชี้แจงตรงนี้ก่อนครับ ที่จริงแผ่นดินของประเทศไทย ถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทั้งนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ ถือว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทั้งนั้น แต่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น มันจัดไว้เป็น ๓ ประเภทครับ ประเภทที่ ๑ คือประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งทิศทางของ ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ก็คือเมื่อใครเข้าไปครอบครอง อย่างเช่น ที่จัดสรรตรงนี้เหมือนกันครับ ก็จะได้ใบจองหรือ น.ส. ๒ แล้วปฏิบัติตามข้อกําหนดเงื่อนไขอะไรต่าง ๆ เข้าทําประโยชน์ ด้วยตนเอง ห้ามจําหน่ายอะไรต่าง ๆ เรียบร้อย ปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบก็จะออกเป็นโฉนดได้ แล้วถ้าสมมุติว่าไม่ปฏิบัติตามระเบียบ มีการไปซื้อขายกัน โอนให้คนอื่นเข้าไปทํา ตัวเองไม่ทํา ก็ถือว่าปฏิบัติผิดระเบียบ ที่ดินตรงนั้นก็จะกลายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ผู้ครอบครอง หรือรับโอนการครอบครองดําเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดินต่อไปได้ ประเภทที่ ๒ ครับ ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ เป็นที่ ที่พลเมืองใช้ร่วมกันครับ ที่สาธารณะ ตัวนี้ไปแตะไม่ได้ครับ ยกตัวอย่างที่จังหวัดนครพนม ที่ดินหนองญาติ จังหวัดนครพนม ก็มีนักการเมืองเอาไปใช้ทําประโยชน์อะไรเยอะแยะเลยครับ ประเภทที่ ๓ เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะก็คือที่ราชพัสดุ ฉะนั้นที่ดินป่าดงพะทาย จึงเป็นที่ดินที่เป็นประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ใครที่มีใบจอง ทําถูกต้องตามระเบียบ ก็สามารถเดินไปสู่การออกโฉนดได้ ถ้าหากว่าที่แปลงใดเจ้าของใบจองไม่ปฎิบัติตามระเบียบ ที่ตรงนั้น ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับมอบจากอธิบดีกรมที่ดินประกาศยกเลิกสิทธิตรงนั้น ที่ตรงนั้นก็จะกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า หรือถ้ามีใครครอบครองทํากินอยู่ก็สามารถที่จะนํา เดินสํารวจออกโฉนดได้ นี่คือหลักใหญ่ ๆ ของสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มันมีอยู่ ๓ ประเภทดังนี้ ท่านประธานครับ ผมได้มาที่อย่างนี้อย่างไรนะครับ ผมได้มาด้วยวิธีไหน ก็จะขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ ปี ๒๕๓๐ ท่านประธานครับ ผมเองได้รับแต่งตั้ง ให้ไปเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วย ตําบลพะทาย ตอนนี้เป็นตําบลหนองเทา เมื่อก่อนเรียกว่า ตําบลพะทาย พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ตําบลพะทายมาก่อน แต่ว่าช่วงหลัง บ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วยตัดไปเป็นตําบลหนองเทา ผมมาเป็นครูใหญ่ตรงนี้เมื่อปี ๒๕๓๐ ในขณะที่ผมเป็นครู ผมก็เป็นเกษตรกรทํานาทําไร่ทําสวนมาด้วย ท่านประธานครับ ผมไม่เป็นเพียงแต่ลูกชาวนาเท่านั้นนะครับ ตัวผมยังเป็นชาวนาเป็นเกษตรกรทํานาตั้งแต่เกิด จนถึงปัจจุบันผมก็ยังทํานาครับ ฉะนั้นเมื่อผมชอบทําการเกษตรก่อนที่ผมจะมาเป็นครูใหญ่ โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วย ผมได้เห็นชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดนครพนมของผม โดยเฉพาะอําเภอศรีสงครามของผมเดือดร้อนทุกข์ยากลําบาก ผมร่วมกับพรรคพวกไปขอ โควตาอ้อยจากโรงงานน้ําตาลสหเรืองมาส่งเสริมการปลูกอ้อย อําเภอศรีสงครามจะอยู่ทางโซน (Zone) นี้ครับ แล้วปี ๒๕๓๐ ผมได้มาขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบากเอ็นดูโร (Enduro) สีเหลือง ผ่านไปมาทุกวัน ๆ ก็เห็นชาวบ้านทําไร่มันสําปะหลังบ้าง ทําไร่ข้าวบ้าง เป็นหย่อม ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ที่ส่วนใหญ่รกร้างว่างเปล่าครับ ผมก็เลยไปสอบถามกับกํานัน กับผู้ใหญ่บ้าน กับผู้หลักผู้ใหญ่ ในพื้นที่ กํานันในพื้นที่ว่าที่ตรงนี้มันเป็นที่อย่างไร เขาก็บอกว่าเป็นที่จัดสรรให้ชาวบ้านเข้ามา อยู่อาศัย แต่ชาวบ้านที่จับสลากได้ไม่มีใครเข้ามา หรือเข้ามาแล้วก็ขาย โอนสิทธิในการทํา ประโยชน์ให้กันและกันหมดแล้ว สรุปพื้นที่ตรงนั้นในปี ๒๕๓๐ เหลือแต่คนในพื้นที่เท่านั้น ที่มาทํากินทําประโยชน์อยู่ ผมก็เลยมองเห็นว่าพี่น้องในตําบลพะทาย และหลายตําบล ๓-๔ ตําบลแถวนี้ ท่านประธานครับ ก็อยู่ในฐานะที่ยากจนไม่ต่างจากอําเภอศรีสงครามผมเท่าไร ผมก็เลยมีความคิดว่ายังทําอย่างไรถึงจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ตรงนี้ได้ ผมก็เลย ร่วมกับชาวบ้านในละแวกนี้ไปขอโควตาอ้อยจากโรงงานสหเรือง จังหวัดมุกดาหาร มาส่งเสริมปลูกอ้อยอยู่ในพื้นที่แถวนี้ ชาวบ้านทั่วไปก็เริ่มปลูกอ้อยโดยมีผมเป็นหัวหน้าโควตา ผมเองก็มาปลูกอ้อยอยู่ในพื้นที่แถวนี้ ปีแรกเริ่มต้น ๔๐-๕๐ ไร่ ปีต่อมาก็ขยาย แต่ตอนนั้น ผมเช่าที่จากชาวบ้านที่เขาครอบครองอยู่ ไม่ได้เช่าจากเจ้าของใบ น.ส. ๒ เพราะคนที่มีชื่อ ใน น.ส. ๒ เขาหนีไปอยู่บ้านอื่นเมืองอื่นกันหมดแล้ว เหลือแต่คนในพื้นที่ที่เขาครอบครองทํา ประโยชน์อยู่ เขาก็ชี้ว่าตรงนี้ที่ของผม ถามว่ามี น.ส. ๒ ไหมก็ไม่มี ถ้าจะให้มีก็จะไปตามจาก เจ้าของเดิมมา ฉะนั้นที่ตรงนี้คนในพื้นที่เขาครอบครองอยู่ผมก็ได้อาศัยเช่าที่ตรงนี้ทําไร่อ้อย ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าไร่ครับ ที่ทําไร่อ้อยได้ ๑,๐๐๐ กว่าไร่ ผมเป็นครูเอาเวลาไหนมาทํา ท่านประธานครับ ผมมีครอบครัว ผมมีน้องชาย ๒ คน ผมมีหลานอีก ๒ คนได้ออกรถไถ ฟาร์มแทรกเตอร์ (Farm Tractor) มีรถหกล้อ และปีต่อ ๆ มาก็ออกรถสิบล้อเพื่อมาบรรทุกอ้อย ๔-๕ คน ทั้งผม ทั้งน้องชาย ทั้งหลานก็ได้มาทําไร่อ้อยอยู่ที่ตรงนี้และที่อําเภอศรีสงครามด้วย ในพื้นที่เฉพาะตรงนี้ผมทําไร่อ้อยอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าไร่ ๑,๐๐๐ กว่าไร่นี่ไม่ใช่ที่ผม นะครับ เป็นที่ที่เช่าจากเขา เช่าสิทธิการทําประโยชน์จากชาวบ้าน แต่พอหลายปีต่อมา ท่านประธานครับ ผมเริ่มเข้ามาทําไร่อ้อยอยู่ตรงนี้ปี ๒๕๓๒ ครับ ท่านไพจิต ศรีวรขาน ยืนยันได้เพราะตอนนั้นผมไปหาพี่ใหญ่ ท่านไพจิต ศรีวรขาน โดยตลอด ผมทําไร่อ้อย ตั้งแต่ ปี ๒๕๓๑ ปี ๒๕๓๒ ก็ทําไร่อ้อยมาเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ ตอนทําไร่อ้อยอยู่นั้นประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าไร่ ไม่มีปัญหาอะไรเลยนะครับ ไม่มีใครมาทักท้วงผมว่าที่ตรงนี้ป่าสงวน ที่ตรงนี้ เป็นที่สาธารณประโยชน์ มันไม่มีครับ เพื่อความมั่นใจผมไปถามเจ้าหน้าที่ที่ดิน ที่อําเภอท่าอุเทน ตอนนี้จําชื่อไม่ได้จริง ๆ ครับ ไปถามเจ้าหน้าที่ที่ดินจากจังหวัดว่า ที่ตรงนี้ผมเข้าไปครอบครองทําประโยชน์ได้ไหม เขาก็บอกว่าครอบครองทําประโยชน์อีกได้ แต่ใบจองที่มีอยู่ซื้อขายกันไม่ได้ โอนกันไม่ได้ ผมก็เข้าใจครับท่านประธาน ฉะนั้นผมจึง ครอบครองทําประโยชน์จากตอนแรก จากการเช่า หลายปีต่อมาพี่น้องชาวบ้านที่ให้ผมเช่า ที่ดินอยู่ตรงนี้เขามีความเดือดร้อน บางคนลูกจะไปทํางานเมืองนอก บางคนลูกป่วยเข้า โรงพยาบาล บางคนลูกไปเรียนหนังสือไม่มีเงินก็มาขอยืมสตางค์ผม ผมก็เงินเดือนเดือนละ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาทตอนนั้น แต่อาศัยว่าทําไร่อ้อยสามารถเบิกเงินล่วงหน้าจากโรงงานน้ําตาลได้ ก็ช่วยเหลือดูแลเขาไป เขาก็บอกว่าคุณครู เอาเงินคุณครูไปเยอะแล้วพวกผมไม่เอาแล้วที่ดิน ตรงนี้ ก็ให้คุณครูครอบครองทําประโยชน์ต่อเถอะนะครับ หลายรายครับมาบอกกับผมอย่างนี้ ผมก็บอกกับชาวบ้านว่าถ้าเอาให้ผมอย่างนี้ แล้วถ้าเกิดเจ้าของที่ น.ส. ๒ เขามาทวงจะทํา อย่างไร เขาก็บอกว่าไม่มีปัญหา ผมจะไปหาเจ้าของ น.ส. ๒ เองที่อยู่ต่างอําเภอ คือคนที่ขาย ผมเขาจะเดินทางไปเองไปคุยกัน แล้วก็ทําสัญญาประกอบจะซื้อจะขายอะไรมาประกอบ ให้ผม เพื่อให้ผมสบายใจว่าคนที่มีชื่อใน น.ส. ๒ นี่ไม่เข้ามายุ่งอีกแล้ว เขาทิ้งไปแล้ว คุณจึงมา ครอบครอง แล้วคุณมามอบให้ผมครอบครองทําประโยชน์ต่อ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ทําไร่อ้อยมาประมาณ ๘-๙ ปี เสร็จแล้วทําไร่อ้อยไปไม่รอดครับ เนื่องจากว่ามันไกล ส่งอ้อยไปจังหวัดมุกดาหารมันไกล ส่งไปจังหวัดอุดรธานีก็ไกลขาดทุนครับ ผมจึงมา ปรับเปลี่ยนใหม่ ครอบครัวผม น้องผมก็มาพูดคุยกันว่าส่วนไหนใครจะไปดูแล แล้วมาปลูก ยูคาลิปตัส ปลูกยูคาลิปตัสอยู่อีก ๖ ปี ในช่วงที่ปลูกยูคาลิปตัสนี่ครับผมเองไม่ค่อยได้เข้าไปดูแล เพราะว่าในช่วงนั้นผมมุ่งที่จะทํางานการเมืองเพื่อที่จะเป็น ส.ส. จังหวัดนครพนมให้ได้ อยากจะเรียนท่านประธานเพิ่มเติมครับว่าผมเข้าไปอยู่ตรงนั้น ปี ๒๕๓๒ ในฐานะเป็น เกษตรกรและเป็นครูบ้านนอก ปี ๒๕๓๕ เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผมลาออกจากครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ มาลงสมัคร ส.ส. ผมสอบตกครับ ผมไม่ได้เป็น ส.ส. พอผมไม่ได้เป็น ส.ส. ผมก็เป็นเกษตรกร นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือนายแก้วธรรมดา ๆ นี่ละครับ ผมก็เป็นเกษตรกร ฉะนั้นเมื่อมีคนเขาครอบครองที่ตรงนี้อยู่แล้วมอบให้ผม ผมก็บอกว่าอย่างนั้นไปทําสัญญามา ไว้เพื่อจะไม่ให้คนที่มีชื่อที่เขาหนีไปหลายปีแล้วมาทวงถามผมอีก เรียนท่านประธานครับว่า ที่มีการกล่าวหาว่าผมมีที่ดินอยู่ตรงนี้ ๗๐๐-๘๐๐ ไร่ ไม่ใช่ครับ ถ้าบอกว่ามีสวนอ้อย ๗๐๐ ไร่ ๑,๐๐๐ ไร่ ถูกต้องครับ แต่ว่าที่ดินจริง ๆ ผมได้ยื่นกับ ป.ป.ช. ไว้แล้ว ทําไมผมจึงยื่น ป.ป.ช. ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ชื่อของผม เพราะผมด้วยความรับผิดชอบว่าที่ตรงนี้ผมได้ครอบครองมานาน ถึงแม้จะยังโอนไม่ได้ แต่ว่าผมได้ทําประโยชน์มาจากปี ๒๕๓๒ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๔ ในปีนี้ ท่านประธานครับ ๓๓ ปีแล้วครับ ไปถามใคร ใครก็รู้ว่านี่ครูแก้วทําสวนอยู่นี่ ครูแก้วทําไร่อยู่นี่ และบ้านหลังที่ท่านกรุณาไปถ่ายรูปมานะครับ เป็นบ้านผมจริง บ้านสวน แล้วแจ้งบัญชี ในบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ไว้เรียบร้อย ผมไม่เผลอหรอกครับ ในส่วนใดที่ผมมั่นใจว่า เป็นทรัพย์สินของผมแน่ ๆ ผมแจ้ง ป.ป.ช. ครับ ถึงแม้อาจจะแจ้งช้า แต่ผมก็แจ้งเพิ่มเติมเข้าไป เมื่อผมมั่นใจแล้วว่าเป็นทรัพย์สมบัติของผม ผมครอบครองมา ๓๐ กว่าปี แล้วก็ไม่มีปัญหา จะมีปัญหาบ้างที่ท่านบอกว่ามีการฟ้องร้องมีอะไรกัน ท่านประธานครับ มันก็มีบ้างตอนที่ผม ไม่ได้เข้าไปดูแลใกล้ในช่วงปลูกยูคาลิปตัสทิ้งเอาไว้นะครับ ปี ๒๕๔๔ ผมได้เป็น ส.ส. จากปี ๒๕๓๕ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๔๔ ผมเป็นราษฎรธรรมดาครับ ๙ ปีเต็ม ๆ แต่เพราะผม ไม่ได้เข้าไปดู ชาวบ้านก็เลยคิดว่าครูใหญ่คงทิ้งแล้ว และยิ่งปี ๒๕๔๔ ได้เป็น ส.ส. แล้ว เข้าไปขอทําประโยชน์บ้าง บุกรุกเข้าไป แอบเข้าไปทําอะไรแปลงนาข้าวบ้างอะไรบ้าง จนกระทั่งปี ๒๕๔๗ ผมก็มีความคิดว่าที่ตรงนี้น่าจะเป็นของเราแน่แล้ว ก็เลยทําโครงการ ปลูกยางพารา ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับโครงการยางล้านไร่นะครับ เป็นโครงการที่ทําเอง จากเงินที่ผม ขายรถสิบล้อ ขายรถหกล้อ เลิกกิจการไร่อ้อย เลิกกิจการทําธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างอะไร มาทําสวนยางอย่างเดียว ท่านประธานครับ ผมได้ทําสวนยางมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จนกระทั่ง ถึงวันนี้ ยางที่ผมปลูกไว้ตรงนี้กรีดแล้วครับ เปิดกรีดไปแล้ว นี่ละครับพอราคายางพุ่งขึ้น กิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท คนแถวนั้นบางคนนะครับอิจฉาตาร้อนว่าผมจะรวย ก็เลยพยายาม ที่จะเตะตัดขาเพื่อทําประจานผมว่าผมไม่มีสิทธิ ครอบครองมาแล้ว ๓๓ ปี จะ ๓๔ ปีแล้ว ท่านครับ นี่คือสิ่งที่ผมได้มา ถือว่าผมได้มาโดยสิทธิที่ได้มาด้วยความชอบธรรม ด้วยการเข้า ครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่าในฐานะเกษตรกรและในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่พึงมีพึงได้เหมือนกับคนทั่ว ๆ ไปครับ เป็นการได้สิทธิในที่ดินโดยการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ช่วยเปิดดูมาตรา ๑๓๐๔ (๑) ที่รกร้างว่างเปล่า และมาตรา ๑๓๓๔ เขาระบุเอาไว้ว่าที่รกร้างว่างเปล่า ท่านว่า บุคคลอาจได้มา ตามกฎหมายที่ดิน และเป็นไปตามกฎหมายประมวลกฎหมายที่ดิน เพราะการจัดที่ดิน มันจบแล้วครับ มันเป็นหน้าที่ของกรมที่ดินครับ เป็นหน้าที่ของประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ต้องมาดําเนินการต่อ เป็นหน้าที่ของประมวลกฎหมายที่ดินต้องมาดูแล ต้องมาดําเนินการต่อครับ และนอกจากนั้นผมยังได้มาตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๑) และวรรคสาม ดังที่ผมจะได้อ่าน ขออนุญาตท่านประธานได้อ่านให้ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ นักกฎหมายจากฝรั่งเศสได้ฟังเอาไว้บ้าง ท่านเก่งกฎหมายต่างประเทศ กฎหมายไทย ท่านอาจจะผ่านหูผ่านตาไปครับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่เอาประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์นะครับอ่านไปแล้ว ประมวลกฎหมายที่ดิน ประมวลกฎหมายนี้ออกมา เมื่อปี ๒๔๙๗ มาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง บุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือ หนังสือรับรองการทําประโยชน์ตามวรรคหนึ่งให้ได้ คือฟังให้ดีนะครับดอกเตอร์พีรพันธุ์ครับ บุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน์ตามวรรค หนึ่งให้ได้ คือ (๑) ผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน มีใบจอง ใบเหยียบย่ํา หนังสือ รับรองการทําประโยชน์ โฉนดตราจอง ตราจอง ที่ตราว่า “ได้ทําประโยชน์แล้ว” หรือเป็นผู้มี สิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ อันนี้ (๑) ก็คือชาวบ้านที่เขาได้รับ ใบจอง เขาทําประโยชน์ตามเงื่อนไขของกฎหมาย ตามเงื่อนไขของระเบียบ เขาก็สามารถ ออกโฉนดได้ นี่ยังไม่เกี่ยวกับผมนะครับ (๓) ผู้ซึ่งครอบครองที่ดินและทําประโยชน์ในที่ดิน ภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ ฟังให้ดีนะครับ ผู้ซึ่งครอบครองที่ดินและทําประโยชน์ ในที่ดิน ภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ และไม่มีใบจอง ใบเหยียบย่ํา หรือไม่มี หลักฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ ของผมจะเข้า ประเด็นนี้ครับ ผู้ซึ่งครอบครองที่ดินและทําประโยชน์ในที่ดิน ภายหลังที่ประมวลกฎหมายนี้ ใช้บังคับ และไม่มีใบจอง ไม่มีใบเหยียบย่ํา หรือไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วย การจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ และวรรคสาม วรรคท้าย ท่านพีรพันธุ์ฟังให้ดีนะครับ เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ อย่าคุยกันนะครับ ฟังนะครับ เดี๋ยวไม่เข้าใจ เพื่อประโยชน์แห่ง มาตรานี้ ผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินตามวรรคสอง (๑) ให้หมายความรวมถึง ผู้ซึ่งได้ครอบครองและทําประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย ท่านพีรพันธุ์ ครับ จบข่าวนะครับ ถ้าท่านจะดําเนินการต่อก็ต้องไปฟ้องกรมที่ดินให้แก้กฎหมายฉบับนี้แล้ว ค่อยมาเอาผิดผมครับ พวกท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ได้พยายาม อย่างเต็มที่ครับที่จะดําเนินการกับผมในเรื่องนี้ พยายามให้คนแม้แต่ชาวบ้านทะเลาะกับผม ความจริงท่านครับผมนี่เจ็บปวดรวดร้าวมากที่จะต้องมีคดีความกับชาวบ้าน เพราะชั่วชีวิต ของผมเป็นชั่วชีวิตที่ต่อสู้เพื่อคนจนมาตลอด เพราะผมเป็นคนจน ผมเคยออกป่าเป็น คอมมิวนิสต์ ๔ ปี ก็เพื่อที่จะไปสู้เพื่อคนจน ปลดปล่อยประเทศไทย แล้วพอมีปัญหากับ ชาวบ้าน ความจริงปัญหานี้สามารถแก้ไขกันได้ พูดคุยกันได้ เพราะที่จริงแล้วผมครอบครอง สิทธิอะไรมากกว่านี้ แต่พอชาวบ้านมาบอกว่าคุณครู ผมเคยมาทําไร่มันสําปะหลังนะ ผมขอเสีย ก็ยกให้ ก็ยกให้ ยกให้กันไป แล้วมีอยู่ ๕ รายครับ พอดีมีข่าวว่ามันทับซ้อนกันกับ ที่ดินของผม ก็เกิดปัญหากัน พอเกิดปัญหากันเท่านั้นละครับ กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ที่อยากทําลายผม รีบเป็นผู้หวังดีเข้ามาช่วยเหลือทันทีครับ นําไปพบนักกฎหมาย ให้นักกฎหมายทําฟ้องผมเลยครับ ทั้ง ๕ ราย เขียนแนวเดียวกันหมดคําฟ้อง ฟ้องยื่นต่อศาล ฟ้องผม แล้วก็ฟ้องตรงนั้นไม่พอครับ เอามาออกข่าวสื่อมวลชน ให้ประโคมข่าวไปทั่วประเทศ ทุกช่องว่า ส.ส. ศุภชัย โพธิ์สุ ครูแก้ว ไปบุกรุกชาวบ้าน ข่มเหงรังแกชาวบ้าน ท่านประธาน ที่เคารพครับ พอมีข่าวออกไปทั่วประเทศอย่างนั้นผมเจ็บปวดครับ แต่ว่าเพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรี ชื่อเสียงและเกียรติยศของผมเองในฐานะที่ต่อสู้เพื่อคนจนมาตลอด ผมก็จําเป็นต้องดําเนินการทางกฎหมาย ผมก็ไปแจ้งความกับสถานีตํารวจว่าช่วยดําเนินคดี ให้ว่า ๕ คนนี้บุกรุกที่ผม ที่จริงแล้วผมก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะเอาเป็นเอาตายกับชาวบ้านหรอกครับ แต่ว่าเพื่อพิทักษ์เกียรติและศักดิ์ศรีชื่อเสียงของผม ผมก็ไปแจ้งความดําเนินคดีอยู่ที่สถานีตํารวจ กระบวนการต่อสู้ทางศาลผมก็ไปครับ ผมไปด้วยตัวเอง ผมก็ไปให้การต่อศาลอย่างนี้ ๆ ตามข้อเท็จจริงนี่ละครับ ปรากฏว่า ๑ ใน ๕ ศาลยกคําร้อง เพาะเขาฟ้องผมว่าผมไปบุกรุก ทําให้เขาเสียหาย ศาลฟังผม ผมให้เหตุผลว่าผมเข้ามาอยู่ในนี้กี่ปีแล้ว ทําประโยชน์อะไรบ้าง แล้วยายคนนี้เข้ามาขอทําปลูกข้าว ปลูกข้าวประมาณ ๒ ไร่ ประมาณไร่เศษ ๒ ไร่ และสุดท้ายพอผมจะปลูกยางพาราเขาก็ไม่ยอมออก ผมก็เอาเงินไปให้ ๑๐,๐๐๐ บาท ออกเสียเถอะยาย แกก็บอกว่ามาอยู่ที่นี่ ปี ๒ ปีก็ลงทุนไปเยอะแล้ว ที่ ๒ ไร่ ที่ของผมนี้ เขามาทํา ผมบอกว่าผมให้ค่าชดเชย ๑๐,๐๐๐ บาท ยายเอาไปเสีย รับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ของผมไปต่อหน้ากํานัน ผู้ใหญ่บ้าน พอรับไปแล้ว แกก็มาหาผมอีก บอกว่าถ้าจะให้ออกจากนี้ แกมีที่อยู่ข้าง ๆ ประมาณ ๑๕ ไร่ ๑๖ ไร่ ช่วยไถที่ปลูกยางให้หน่อย ผมก็รับปากไถ ที่ปลูกยางให้ พอไถที่ปลูกยางให้แล้วผมก็ไถของผมด้วยประมาณ ๑๐ ไร่ ของแก ๑๖ ไร่ ๑๕ ไร่ผมก็ไถให้ พอไถเสร็จฝนตกลงมาแทนที่แกจะปลูกยางที่ตัวเอง แกก็เอายางมาปลูก ในที่ของผม ผมเองก็ไปเจรจากับแกอีกบอกว่า ยายทําไมทําอย่างนี้ ยายแกก็บอกว่าเสียดาย เสียดายได้อย่างไรก็ตกลงกันแล้ว มาทําข้าว ทํานาตรงนี้ก็ขออนุญาตผม ผมก็ให้ทํา พอให้ทําแล้ว ไม่อยากออก ผมก็ให้ค่าเสียเวลา ๑๐,๐๐๐ บาท แกก็บอกว่าแล้วทําอย่างไรละ ยางก็ปลูก ไปแล้วประมาณ ๑๐๐ กว่าต้นแล้ว ผมก็บอกว่าเอาอย่างนี้ยาย ฝนตกรอบหน้ายายช่วยขุด ออกไปแล้วไปปลูกที่ตัวเองเสีย อย่าไปทะเลาะกันผมก็ทํารั้วทําอะไรเสร็จแล้ว ยายก็บอกว่า ถ้าจะย้ายก็ต้องขอค่าขนย้าย ผมก็บอกว่าอย่าเอาค่าขนย้ายเลยยาย ถามว่าเอาเท่าไร ค่าขนย้าย แกก็บอกว่ายางกี่ต้นก็บวกเข้าไปคูณเข้าไปต้นละร้อย ๆ ผมบอกเอาอย่างนี้สิยาย ยายเอาค่าขนย้าย ฝนตกรอบหน้านี้ยายปลูกที่ตรงนี้ประมาณ ๑๐๐ กว่าต้น ผมเอาพันธุ์ยาง ให้ยายเลย ๓๐๐ ต้น ภายใน ๓ วันนี้ยาง ๓๐๐ ต้นมาถึงยายแน่นอน ตกลงกันเรียบร้อย ต่อหน้ากํานัน ผู้ใหญ่บ้าน พอถึงเวลา แกก็เอารถไถมาไถยาง พันธุ์ยางก็เอาไปแล้ว เงินก็เอา ไปแล้ว ที่ก็ไถให้แล้ว แกก็เอารถไถมาไถที่ของผมทําลายรั้วลวดหนามของผม ท่านครับ ผมก็เป็นปุถุชนธรรมดา แต่ผมยังไม่ทําอะไร เพียงแจ้งความว่ามาบุกรุกที่ผม บังเอิญ ที่ที่เขาไปฟ้องศาลเอาไว้ ศาลรับฟังผม เชื่อผม ศาลยกคําร้องแล้วสั่งให้ยายคนนั้นชดใช้ ค่าเสียหายผม ผมเรียกร้องเท่าไร ทั้งยางที่ปลูกมาแล้ว ๑ ปี ทั้งรั้วลวดหนามทั้งอะไรต่ออะไร เรียกร้อง ๖๐๐,๐๐๐ บาทครับ เรียกร้องอย่างเป็นธรรมนะครับ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ค่าเสียหาย ๑๐ ไร่ แต่ยายไม่มี มากราบผม ขอผม ผมก็ถามว่ามีเท่าไรยาย ยายทํากับผมมากแล้วนะ ผมให้เฉย ๆ คงไม่ได้ ยายบอกว่าทั้งเนื้อทั้งตัวก็มีอยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท ผมบอกว่า เอาอย่างนี้ได้ไหม ๕๐,๐๐๐ บาทนี้ผมไม่เอา แต่ผมจะให้ลูกน้องผมที่เขาทนทุกข์ทรมาน กับยายมา พวกน้อง ๆ ของผม เขาก็จ่ายกัน ๕๐,๐๐๐ บาทก็จบกัน แล้วอีก ๔ ราย มาหาผมครับ มากราบ มาขอโทษว่า ขอโทษด้วย เพราะว่าอะไร เพราะว่าถูกหลอกให้ ไปหาสื่อ ไปหานักข่าว คิดว่าไปเปิดข่าวออกมาแล้ว ส.ส. จะกลัว คงจะได้ที่ดินกันหมด ผมก็คุยกันตกลงกันในที่สุดครับ เราเข้าใจกัน อีก ๓–๔ รายก็ถอนฟ้องผม แล้วผมก็ถอน แจ้งความดําเนินคดี ทุกวันนี้ในพื้นที่เราอยู่กันอย่างสงบแบบพี่แบบน้องครับ ไม่มีปัญหากัน ครับ ส่วนที่ท่านดอกเตอร์พีระพันธุ์ บอกว่าอาจจะยังมีคดีค้างคาอยู่ ไม่มีแล้วนะครับ หรือเว้นแต่ท่านจะไปทําขึ้นใหม่ แต่ของเก่าหมดแล้วครับ ไม่มีปัญหา สวนยางพาราผม ชาวบ้านที่มีผลกระทบกันตอนนั้นคุยกันแล้ว จบแล้ว เขาก็ดูแลให้ผม นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ เรียนท่าน ท่านครับ ท่านร้องผมไปหลายที่ ร้องไปกรมที่ดิน ร้องไป ป.ป.ช. ร้องไปหลายที่ ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมอย่างนี้ครับ ผมไม่ได้กล่าวลอย ๆ นะครับ ผมมีหลักฐานของ กรมที่ดินที่ทําถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เรื่อง การตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการบุกรุก ที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ป่าดงพะทาย ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ หนังสืออ้างถึง ผมจะไม่ พูดถึงนะครับ ตามที่แจ้งว่าจังหวัดได้อนุมัติแผนงานเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินป่าดงพะทาย ปีงบประมาณ ๒๕๕๔ เพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ถือใบจอง จํานวน ๑,๔๔๖ แปลง อันสืบเนื่องมาจากกรณีการจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกรบริเวณพื้นที่ป่าดงพะทายที่ได้ดําเนินการมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ และมีใบจอง (น.ส. ๒) ที่เจ้าของที่ดินยังมิได้นํามาขอออกโฉนดที่ดินอีก ๑,๔๔๖ แปลง และที่ดินสาธารณสมบัติกลางอีก ๑๐ แปลง ซึ่งจังหวัดไม่สามารถตรวจสอบ ตําแหน่งได้ จึงส่งแผนงานดังกล่าวให้กรมที่ดินพิจารณาดําเนินการต่อไป กรมที่ดิน ได้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับป่าดงพะทายซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ที่มีการดําเนินการตามโครงการ จัดที่ดินผืนใหญ่ป่าดงพะทาย อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม แล้ว ปรากฏดังนี้ ฟังนะครับ นี่เป็นหนังสือของกรมที่ดิน ๑. บริเวณดังกล่าวคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติได้อนุมัติโครงการ จัดที่ดินช่วยเหลือชาวนา ชาวไร่ ให้กรมที่ดินเข้าดําเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๘ จํานวน ๑๐ โครงการ ตามมติคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๑๘ เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๑๘ โดยโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ชื่อตําบลเพทาย หรือโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ ป่าดงพะทาย ตําบลพะทาย ในขณะนั้นมีที่ตั้งโครงการโดยประมาณปรากฏตามแผนที่แสดง ตําแหน่งบริเวณโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ป่าดงพะทาย อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ๒. ฟังนะครับตรงนี้สําคัญ ตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏว่ามีการกําหนดให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรี หรือเขตป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ แต่อย่างใด สามารถดําเนินการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินได้ตามนัยหนังสือ กรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๓/ว ๒๙๑๖๗ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๖ ซึ่งวางแนวทางปฏิบัติ ไว้แล้ว กรมที่ดินพิจารณาแล้วเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถเดินสํารวจ ออกโฉนดที่ดินได้ และเนื่องจากในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ กรมที่ดินมีแผนงานโครงการ เร่งรัดการออกโฉนดที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศในท้องที่จังหวัดนครพนม โดยให้ส่ง เจ้าหน้าที่เข้าดําเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ จึงขอให้จังหวัด แจ้งศูนย์อํานวยการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดนครพนม ๑ ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ อําเภอเมือง อําเภอนาแก อําเภอท่าอุเทน อําเภอโพนสวรรค์ และอําเภอบ้านแพง พิจารณา ดําเนินการในพื้นที่ดังกล่าวตามแผนงานโครงการปีงบประมาณ ๒๕๕๔ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอแสดงความนับถือ นายมงคล อินทสุวรรณ์ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมที่ดิน ท่านประธานครับ นี่หนังสือฉบับหนึ่ง ฉบับแรกที่ กรมที่ดินยืนยันว่าสามารถเดินสํารวจออกโฉนดได้นะครับ และหนังสือที่มีความสําคัญยิ่ง ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ครับ ท่านช่วยดู ท่านอย่าเพิ่งคุยกันครับ เดี๋ยวท่านจะไม่เข้าใจ ที่ผมอธิบาย กรมที่ดิน วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๖ เรื่อง โครงการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดิน ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๗ เรียนผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด หนังสือกรมที่ดินไม่ได้ไปที่ จังหวัดนครพนมที่เดียว ไม่ได้ไปแก้ปัญหาให้ผม ไม่ได้ไปเอาใจผม แต่เขาทําหนังสือถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่มีป่าผืนใหญ่ ที่เคยจัดสรรให้กับประชาชน เฉพาะปี ๒๕๑๘ นี่ ๑๐ โครงการเขามีหนังสือไปทุกจังหวัด ที่จริงแล้วถ้ารวมหลาย ๆ ปีมาเป็น ๑๐๐ โครงการ แล้วครับ เรียน ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด อ้างถึงหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๒๕/ว ๒๑๗๙ ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ ตามหนังสือที่อ้างถึง กรมที่ดินได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า ฟังนะครับตรงนี้หลักเกณฑ์ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นต้นไป กรมที่ดิน จะไม่ดําเนินการเดินสํารวจรังวัดเพื่อออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในท้องที่ที่มีการจัดที่ดิน แปลงใหญ่ หรือท้องที่ที่มีการจัดที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยที่รัฐได้ให้ความช่วยเหลือ ด้านสาธารณูปโภคอื่น ๆ อีกต่อไป ความละเอียดแจ้งแล้วนั้นคือตามหนังสือที่อ้างถึง ตอนนั้น เขาสั่งระงับไม่ให้มีการเดินสํารวจออกโฉนดในที่ที่จัดแปลงใหญ่ แปลงเล็ก แปลงน้อยนะครับ แต่ตามเนื้อหาของหนังสือฉบับที่ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๖ ต่อนะครับ กรมที่ดินพิจารณา แล้วเห็นว่า การจัดที่ดินตามโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แม้จะดําเนินการตามกฎหมาย เช่นเดียวกับกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (กรมประชาสงเคราะห์) และกรมส่งเสริม สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เนื่องจากกฎหมายกําหนดขั้นตอนการจัดตั้งนิคมโดยให้กระทําโดย พระราชกฤษฎีกา และเมื่อการจัดนิคมบรรลุผลตามความมุ่งหมายแล้ว ให้รัฐมนตรีประกาศ วันสิ้นสภาพของนิคมในราชกิจจานุเบกษา ฟังนะครับ ส่วนการจัดที่ดินตามโครงการจัดที่ดิน ผืนใหญ่ เมื่อคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติอนุมัติโครงการแล้ว กรมที่ดินก็จะส่งเจ้าหน้าที่ไป ดําเนินการวางผัง แบ่งแปลง และสร้างสาธารณูปโภคร่วมกับทางจังหวัด เมื่อจัดคนเข้าไปอยู่ อาศัยและทําประโยชน์ พร้อมทั้งออกใบจองไว้เป็นหลักฐาน จังหวัดก็จะรายงานผลการจัด ที่ดินตามโครงการนั้น ๆ ให้กรมที่ดินทราบ และถือได้ว่า ฟังให้ดีนะครับ รายงานให้กรมที่ดิน ทราบ และถือได้ว่าภารกิจการจัดที่ดินตามโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการจัดที่ดิน แห่งชาติเสร็จสิ้นเมื่อจังหวัดปิดหน่วยจัดที่ดินและรายงานผลต่อกรมที่ดิน ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว ท่านพีรพันธุ์ไปหาหนังสือฉบับนี้มาอ่านนะครับ ท่านจะได้เข้าใจมากขึ้น เมื่อที่ดินดังกล่าว ไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อจํากัดใด ๆ ที่ดินป่าดงพะทายตรงนี้ละครับท่าน วันนี้เป็นที่ รกร้างว่างเปล่า ไม่อยู่ในเงื่อนไขหรือข้อจํากัดของกฎหมายใด ๆ นะครับ กล่าวคือที่ดินส่วนที่ เป็นส่วนถนน ป่าชุมชน มันจะมีที่เป็นถนน เขาตัดเอาไว้ ๆ นี่ครับ แล้วก็กันเอาไว้ เป็นส่วนกลาง สีเหลืองนี่นะครับ นี่สีเหลือง ผมให้เจ้าหน้าที่ที่ดินเขาช่วยเอาภาพถ่าย ทางอากาศมาทาบให้ดูว่ามันมีอยู่ตรงไหน อย่างไรบ้าง สีส้มนี่ของผม สีเหลือง ๆ คือที่สงวน เอาไว้สําหรับใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่สาธารณะ เมื่อที่ดินดังกล่าวไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือ ข้อจํากัดใด ๆ และเมื่อการจัดที่ดินเสร็จสิ้น ที่ดินก็ตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายทั่วไปครับ ตกอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายทั่วไป กล่าวคือที่ดินส่วนที่เป็นถนน ป่าชุมชนหรือที่ สาธารณประโยชน์ก็จะมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่เป็นถนน เป็นป่าชุมชน สีเหลือง ๆ นี่ครับ ก็จะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินสําหรับพลเมืองใช้ รวมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ฟังนะครับ ส่วนที่ดินที่จัด ให้ราษฎรอยู่อาศัยและทํากิน แต่ผู้ได้รับการจัดที่ดินเดิมละทิ้งไปด้วยประการใดก็ตาม ฟังนะครับ ส่วนที่ดินที่จัดให้ราษฎรอยู่อาศัยและทํากิน แต่ผู้ได้รับการจัดที่ดินเดิมละทิ้งไป ด้วยประการใดก็ตาม เมื่ออธิบดีโดยผู้ว่าราชการจังหวัดผู้รับมอบอํานาจได้สั่งให้ผู้ได้รับ การจัดที่ดินเดิมออกจากที่ดินตามมาตรา ๓๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ที่ดินนั้น ก็มีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) ประชาชนอาจได้มาตามกฎหมายที่ดิน ตามมาตรา ๑๓๓๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ครับท่าน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ถือครองที่ดิน ในพื้นที่โครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ หรือท้องที่ที่มีการจัดที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยที่รัฐให้ความ ช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภคอื่น ๆ ก็สามารถดําเนินการได้โดยการเดินสํารวจเพื่อออก หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน โดยไม่มีข้อจํากัดว่าจะดําเนินการให้เฉพาะผู้ที่มีชื่อตามใบจอง ฟังนะครับ โดยไม่มีข้อจํากัดว่าจะดําเนินการให้เฉพาะผู้ที่มีชื่อตามใบจอง จึงให้ยกเลิก หนังสือกรมที่ดินที่ มท ๐๖๒๕/ว ๒๑๗๙๐ ลงวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ ทั้งนี้ตั้งแต่ ปีงบประมาณ ๒๕๔๗ เป็นต้นไป เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถทําการเดินสํารวจออก โฉนดที่ดินในท้องที่ที่มีการจัดที่ดินแปลงใหญ่ หรือท้องที่ที่มีการจัดที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อย ที่รัฐให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภคได้ โดยให้ทําการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินให้กับ ผู้มีชื่อตรงตามหลักฐานใบจองตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๑) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และ และนะครับ ฟังด้วยนะครับ และให้ทําการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ที่ได้รับโอน การครอบครองที่ดินตามใบจองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๓) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สําหรับการเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ที่ได้รับการโอน ครอบครองที่ดินตามใบจองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติ ตามนัยหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๒๕/ว ๐๐๖๐๘ ลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ เรื่อง รับโอนการครอบครองที่ดินที่มีใบจอง และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการเพิกถอน และจําหน่ายใบจองออกจากทะเบียนที่ดิน พ.ศ. ๒๕๒๗ ประกอบกับคําสั่งกรมที่ดิน ที่ ๒๒๔๔/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๓ เรื่อง มอบอํานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ปฏิบัติราชการแทน แต่ก่อนที่จะออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้นําทําการสํารวจ อย่างผมนี่นะครับ ให้แก่ผู้นําทําการสํารวจจะต้องดําเนินการให้ผู้มีชื่อตามใบจองขาดสิทธิในที่ดินตามมาตรา ๓๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยจําหน่ายใบจองเสียก่อน จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติต่อไป ขอแสดงความนับถือ นายบัญญัติ จันทน์เสนะ อธิบดีกรมที่ดิน ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ ท่านประธานครับ ท่านบัญญัติ จันทน์เสนะ ผมรู้จัก แต่ชื่อครับ ไม่ได้สนิทกัน ไม่ใช่ญาติโกโหติกาผม ท่านคงไม่ทําหนังสือสั่งการอย่างนี้มา เพื่อที่จะช่วยเหลือผม แต่ท่านทําเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน วันนี้ประชาชนจํานวนหลายพันคนที่ครอบครองพื้นที่แถวนี้อยู่ ท่านเอาคําพูดของคนมาบอกว่า นายทุนมาครอบครองอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคือคํากล่าวหา แต่ความจริงมีประชาชนจํานวน อีกหลายพันคนครับรอการออกโฉนดที่ดิน พอท่านเชื่อนายอําเภอชวลิต วิชยสุทธิ์ ยื่นอภิปรายผมเรื่องนี้ ข้าราชการที่จะเดินสํารวจออกโฉนดที่ดินก็สงสัย ก็ต้องหยุดชะงัก ท่านดอกเตอร์ครับ คนบางคนจะโกรธ จะเกลียดผมอย่างไรไม่เป็นไร จะแข่งขันทางการเมือง อย่าไรไม่เป็นไรครับ แต่อย่าทําในสิ่งที่สกัดกั้นผลประโยชน์ของพี่น้องชาวจังหวัดนครพนม พี่น้อง ๔ ตําบลในละแวกนี้รอการออกโฉนดที่ดินที่เขาควรจะได้สิทธิมานานแล้ว และพี่น้องอีก ๘ อําเภอที่เขารอการเดินรังวัดออกโฉนดที่ดิน อําเภอศรีสงคราม อําเภอนาหว้า อําเภอนาทม อําเภอบ้านแพง อําเภอท่าอุเทน อําเภอเมือง อําเภอนาแก อําเภอวังยาง ที่เขากันเขต ส.ป.ก. ออกจากเขตแล้ว เขาควรจะได้รับสิทธิการออกโฉนดในที่ดินตรงนี้ ที่หัวไร่ปลายนา ที่ว่างเปล่าอะไรเขาออกโฉนดได้ แต่พอถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้ ข้าราชการเขาก็รอดูว่านักการเมืองมันทําอะไรกันอยู่ ทั้ง ๆ ที่ข้าราชการเขาอยากจะช่วย แก้ปัญหาให้กับประชาชนครับ ท่านประธานครับ คนที่ต้องการทําลายผมทางการเมืองด้วย เรื่องที่ดินนี้ไม่ได้ร้องเฉพาะคณะกรรมาธิการการติดตามบริหารงบประมาณ ยังร้องไปที่ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ของสภาผู้แทนราษฎรด้วย และร้องไปถึง ป.ป.ช. ด้วย ผมได้เอกสาร ฉบับหนึ่ง มาเป็นหนังสือของสํานักงาน ป.ป.ช. ออกเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ ครับ เขาเรียนถึงหน่วยราชการส่วนหนึ่งของจังหวัดนครพนม ตรงนี้ผมขออนุญาตไม่พูด แต่ผมยัง จะเอาเอกสารหลักฐานทั้งหมดให้ท่านประธานครับ ถ้าท่านอยากได้ไปดูทีหลัง สิ่งที่ส่งมาด้วย หนังสือกล่าวหาพร้อมเอกสารประกอบ จํานวน ๓๗ แผ่น ด้วยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับ เรื่องกล่าวหาร้องเรียนนายศุภชัย โพธิ์สุ เมื่อครั้งดํารงตําแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม บุกรุกที่ดินของรัฐและที่ดินทํากินของเกษตรกรและคนจนในบริเวณ ป่าดงพะทาย ซึ่งอยู่ในท้องที่ตําบลพะทายและตําบลหนองเทา อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ท่านประธานครับ คนที่ร้องไปก็กล่าวหาผมไปบุกรุก ไปแย่งที่ชาวบ้าน และยื่นไปให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบและจะถอดถอนผม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินของรัฐ คือคนกล่าวหา บอกว่าผมบุกรุกที่ดินของรัฐนะครับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็เลยบอกว่าได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าเป็นการกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินของรัฐและที่ดินทํากินของเกษตรกรคนจน ซึ่งเป็นการกระทําความผิดในฐานะส่วนตัว ถ้าสมมุติว่าผมผิดตามที่ผู้ร้องร้อง ๆ ป.ป.ช. ก็ต้องบอกว่าเป็นการกระทําความผิดในฐานะส่วนตัว มิใช่การกระทําความผิดต่อตําแหน่ง หน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ หรือทุจริต ต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติไม่รับพิจารณา ลงชื่อ นายณรงค์ รัฐอมฤต ผู้ช่วยเลขาธิการปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ครับ ถ้าท่านถามน้องคนนี้สักครั้งหนึ่งท่านคงไม่ต้องถูกให้เขาหลอก มาอภิปรายเรื่องที่ไร้สาระอย่างนี้ เกียรติและศักดิ์ศรีของนักกฎหมายระดับปริญญาเอก จบจากประเทศฝรั่งเศสมันไม่ควรจะมาใช้กับเรื่องที่ไม่มีข้อเท็จจริงอย่างละเอียดแล้วมาพูด ผมขอยืนยันกับท่านประธานว่า ผมได้เข้าไปทํากินในที่ตรงนี้มา ๓๓ ปีแล้ว ทําอะไร หลายอย่างมาแล้ว แต่ว่าผมมั่นใจว่าผมมีกรรมสิทธิ์จริง ๆ หลังจากที่ผมได้เห็นหนังสือสั่งการ ของกรมที่ดินลงไป ผมจึงมั่นใจ ฉะนั้นในส่วนที่ผมครอบครอง ผมจึงยื่นต่อ ป.ป.ช. ไว้แล้ว พร้อมกับบ้านหลังที่ท่านพีรพันธุ์เอามาโชว์ ฉะนั้นผมจึงอยากจะเรียนให้ท่านได้รับทราบครับ
ผมมีอีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมอยากให้ ส.ส. ชวลิต วิชยสุทธิ์ เป็นคนอภิปราย แต่ตัวเองไม่กล้าอภิปราย ไปหลอกคนอื่นมาอภิปราย ท่านประธานครับ พื้นที่แถวนี้ ถนนที่ท่านเห็นตรงนี้ที่ผมชี้นี่เป็นถนนเชื่อมระหว่างจังหวัดนครพนมไปถึง จังหวัดหนองคายครับ ถนนหลวงหมายเลข ๒๑๒ ตรงช่วงนี้เป็นช่วงที่จากบ้านไชยบุรี ผ่านตําบลพนอม ผ่านตําบลพะทาย ผ่านตําบลหนองแวง ตําบลนาพระชัย ไปถึงอําเภอบ้านแพง แล้วบังเอิญตรงนี้เป็นลําน้ําโขงครับท่านประธาน แล้วฝั่งน้ําโขงด้านขวามือเป็น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จากบ้านไชยบุรี ได้รับความกรุณาจากทางหลวงชนบท เขาได้ตัดถนนเลียบริมฝั่งแม่น้ําโขงเพื่อให้พี่น้องที่อยู่ชายแดนและริมแม่น้ําโขงได้มีถนนใช้ แต่เป็นทางหลวงชนบทครับ ที่กําลังตัดเลาะเลี้ยวไปตามทางลําน้ําโขงจากบ้านไชยบุรี ไปบรรจบที่ปากห้วยม่วงหรือไปถึงอําเภอบ้านแพงครับ และในช่องว่างระหว่างถนน หมายเลข ๒๑๒ จากนครพนม-หนองคาย กับถนนเลียบฝั่งโขงของอําเภอท่าอุเทน จากบ้านไชยบุรีไปถึงบ้านปากห้วยม่วง เพราะผมอยู่ทีนี้มา ๓๐-๔๐ ปีแล้วครับ ผมหลับตาพูดได้ ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ท่านไม่ไปดู ถ้าท่านไปดูแล้วท่านจะไม่พูดเรื่องนี้ ความยากลําบาก ความทุรกันดารของพี่น้องที่อยู่แนวชายแดนมีมาตั้งแต่บรรพบุรุษครับ ถนนหลายสาย เกือบทุกสายครับ เมื่อก่อนนั้นผมเป็น ส.ส. อยู่เขตอําเภอศรีสงคราม อําเภอนาหว้า อําเภอนาทม ไม่ได้เป็น ส.ส. อยู่อําเภอท่าอุเทนและอําเภอบ้านแพง ปี ๒๕๓๐ ผมมาเป็น ครูใหญ่อยู่ที่โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วย ตรงนี้ครับท่านประธาน ถนนทุกสายจากตําบลพะทายถึงตําบลบ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วย จากบ้านโคกสว่าง ถึงบ้านนาข่าท่า จากบ้านดอนกลางไปปากห้วยม่วง บ้านนาเขทุ่งจนกระทั่งมาถึงปากทาง ถนนหมายเลข ๒๑๒ มาถึงปากหาดทรายเพ จากปากทางบ้านเสียวมาถึงบ้านหนองเทา จากปากทางถนนหมายเลข ๒๑๒ มาถึงบ้านเหล่าหนาด มาถึงบ้านนากระเสริม มาถึงบ้านพนอมทุ่ง มาถึงบ้านหนองสาหร่าย ท่านประธานครับ เป็นถนนลูกรังทั้งนั้นเลยครับ ปี ๒๕๓๐ ผมมาบรรจุเป็นครูใหญ่ รถเอ็นดูโรคันใหม่ เพราะเป็นครูใหญ่ออกรถคันใหม่ ไปกู้สหกรณ์มา ขี่ไปกลับทุกวัน ทุกวัน ทุกวันไม่กี่เดือน รถผมพังหมดครับ เพราะว่าเป็นถนน ลูกรังที่ไม่ได้บูรณะปฏิสังขรณ์เลย ถามว่าถนนสายนี้ที่ท่านพีรพันธุ์เอาขึ้นโชว์ ท่านพีรพันธุ์ เอาขึ้นโชว์อีกทีก็ได้ครับ เป็นถนนสายจากบ้านพะทาย ตําบลพะทาย บ้านโนนสวรรค์ มาถึงบ้านเหล่าสวนกล้วย บ้านท่าหนามแก้ว ตําบลหนองเทา เป็นถนนเชื่อมระหว่างตําบล กับตําบล ระหว่างตําบลพะทายกับตําบลหนองเทา แล้วถนนพวกนี้ก็เชื่อมระหว่าง ตําบลพะทาย ตําบลหนองเทา ตําบลพนอม ตําบลหนองแวง แล้วก็ตําบลไชยบุรี อยู่ในพื้นที่ ๔-๕ ตําบลแถวนี้ เขาจะไปมาหาสู่กัน พื้นที่ตรงนี้เสี่ยงภัยมากครับ เสี่ยงทั้งยาเสพติด เสี่ยงทั้งโจร เสี่ยงทั้งผู้ร้าย ขโมย อะไรต่าง ๆ วันดีคืนดีปล้นจี้กัน ฆ่ากัน ผมไปเป็นครูใหญ่แรก ๆ ถ้าค่ํามืดแล้วผมไม่กล้ากลับบ้านเพราะกลัว มีการเอาคนมาฆ่าขวางทางอยู่เรื่อย พื้นที่ตรงนี้ ปี ๒๕๕๑ ครับท่านประธาน ผมเองได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. พรรคพลังประชาชน เขตใหญ่ ทีนี้ผมได้มาเป็น ส.ส. ของอําเภอท่าอุเทน อําเภอบ้านแพง พอผมเป็น ส.ส. แถวนี้ ผมก็มาดูว่าถนนซอยเชื่อมจากถนนหลวงเส้นหนองคาย-นครพนม หมายเลข ๒๑๒ จากถนน เลียบริมฝั่งโขงจากบ้านไชยบุรีถึงปากห้วยม่วง ทําไมมันจึงมีแต่ลูกรัง และลูกรังไม่ได้ บูรณะปฏิสังขรณ์เลย มีใครเป็นนายอําเภออยู่ที่นี่หลายปีครับ มีใครเป็น ส.ส. อยู่ที่นี่ หลายสมัย แต่ไม่เคยดูแล ไม่เคยเอาใจใส่พี่น้องประชาชน ๓-๔ ตําบลนี้เลยครับ ปี ๒๕๕๑ ผมเป็น ส.ส. ที่นี่ ส.จ. กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. มาร้องทุกข์กับผมว่า ท่าน ส.ส. สงสารพวกผมเถอะ ร้อยวันพันปีถนนเหล่านี้ก็ไม่เคยมีลาดยาง ไม่เคยมี คอนกรีตเลย เดือดร้อนมาก หน้าฝนนี่ไปไม่ได้ครับ เพราะว่าถนนลูกรังมันเป็นหลุมเป็นบ่อ มันเสียหายยับเยิน หน้าแล้งก็มีแต่ฝุ่น โคลนตม ท่านครับ ผมเลยแนะนําชาวบ้านซึ่งมี ส.จ. เป็นผู้นํา มีนายก อบต. มีกํานัน ว่าช่วยกันทําเรื่องหน่อยสิ เพราะว่าในขณะปี ๒๕๕๑ ผมเห็นหน่วยทหารพัฒนาทําการลาดยาง ทําการบูรณะถนนให้กับตําบลนาเข อําเภอบ้านแพง ท่านไพจิตรู้ดี เคยเป็นคุณครูอยู่ที่นั่น เขาบูรณะลาดยางปี ๒๕๕๑ ผมไปเห็น ดังนั้นผมก็เลยว่าถ้าจะรอกรมทางหลวงชนบทจัดงบมาทําคงอีกหลายปี ถ้าจะรอ กรมทางหลวงแผ่นดินมาทําอีกหลายปี ถ้าจะรองบท้องถิ่นมาทําคงรอไม่ไหวแล้ว ผมแนะนํา ชาวบ้านว่าช่วยทําหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้หน่อยเถอะ เพราะตอนนั้น ผมอยู่พรรคเดียวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะนั้นชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ด้วยความเคารพท่านครับ ท่านเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ผมก็นําหนังสือของชาวบ้าน ประชุมพรรคผมก็ยื่นให้กับท่าน ท่านมีเวลาคุยกับผมนิดเดียว ผมบอกกับท่านว่า ท่านครับ ประชาชนเดือดร้อนเรื่องถนน รอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูแลคงไม่ไหวแล้วครับ ไม่ทันแล้วครับ ถ้าท่านจะเมตตาช่วยประสานหน่วยทหารพัฒนาดูแลถนนพวกนี้ให้ผมหน่อยเถอะครับ ตอนนี้เขาทําอยู่ตําบลนาเขครับ ท่านสมัครก็รับหนังสือจากผมไป แล้วจากวันที่ท่าน รับหนังสือจากผมไปถึงวันนี้ ท่านยังไม่ตอบผมสักคําว่าท่านไปดําเนินการอย่างไรบ้าง ท่านพีรพันธุ์ช่วยตามไปถามให้หน่อย ท่านไม่ได้บอกครับว่าท่านทําอย่างไร แต่หลังจากมาถึง ปี ๒๕๕๒ ผมได้เห็นหน่วยทหารพัฒนาเข้ามาทําถนนลาดยางจากบ้านเหล่าสวนกล้วย บ้านท่าหนามแก้ว ปรากฏว่าทํามาได้ครึ่งทาง ตอนที่ท่านเจริญไปตรวจสอบที่ดินผม นั่นละครับก็ไปเห็นถนนออกจากบ้านเหล่าสวนกล้วยมาประมาณครึ่งทาง ฟังนะครับ แล้วอีกครึ่งหนึ่ง ยังไม่ทํา เพราะงบประมาณเขาหมด ท่านเจริญครับ บ้านผมอยู่อําเภอศรีสงคราม อยู่ทางนี้ ถ้าผมจะทําถนนเข้าสวนยางตัวเอง ผมต้องเริ่มจากบ้านตะบ้อย บ้านพระทาย บ้านโนนสวรรค์เข้าไป สิครับ ทําไมผมจึงไปทําจากริมน้ําโขงเข้ามา บ้านผมอยู่อําเภอศรีสงคราม อยู่ทางนี้ แต่หน่วยทหารพัฒนาเขามาดําเนินการ ผมเองพูดตรง ๆ ได้จอดรถขอบคุณเขาครั้งเดียว จากนั้นไม่มีโอกาสได้คุยกันเลย ขอบคุณแทนชาวบ้าน แล้วหน่วยทหารพัฒนาไม่ทําเฉพาะ ถนนเส้นนี้เส้นเดียว ปี ๒๕๕๑ หน่วยทหารพัฒนาทํา โครงการมีทั้งหมด ๘-๙ โครงการ จากบ้านนาเขท่าถึงบ้านปากห้วยม่วง ระยะทาง ๓,๑๓๕ เมตร งบประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ อยู่ตรงนี้ แล้วโครงการที่ ๒ นาเขทุ่งไปถึงถนนทางหลวง หมายเลข ๒๑๒ อยู่ตรงนี้เขาก็ทํา ไม่ได้เกี่ยวกับผมเลย แล้วตรงนี้บ้านนาข่าท่า เขาก็มาทํา แต่ว่างบประมาณหมดได้แค่นี้ บ้านนาข่าท่า บ้านโคกสว่างไปได้แค่ ๑,๓๕๐ เมตร ๒,๙๐๐,๐๐๐ บาท แล้วถนนสายบ้านเหล่าสวนกล้วย-โนนสวรรค์-พะทาย เขาได้งบประมาณ ปี ๒๕๕๓ เขาเลยมาทําต่อเชื่อมต่อจนหมด ผมได้ยินอยู่ว่าพวกท่านทั้งหลายไปคุยกันว่า ผมให้หน่วยราชการไปทําถนนไปเข้าสวนยางตัวเองแล้วไปถึงบ้านพักในสวนยางแล้วก็จบอยู่ แค่นั้น มันไม่ใช่ นั่นคือเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้เรียบร้อยหมดแล้ว แล้วไม่ได้ทําแค่สายนี้สายเดียว ขณะนี้หน่วยทหารพัฒนากําลังทําถนนสายจากบ้านเหล่าหนาด จากถนนทางหลวง ๒๑๒ ไปบ้านเหล่าหนาด แล้วก็กําลังบูรณะอยู่ถนนหาดบ้านทรายเพมาปากทางและกําลังลาดยาง สายบ้านหนองสาหร่ายออกมาปากทางรวมทั้งหมด ๙ โครงการที่หน่วยทหารทําตรงนี้ ถามว่าเขาไปทําเพื่อตอบสนองครูแก้ว ส.ส. ศุภชัย รัฐมนตรีศุภชัยไหม เปล่าเลย แต่เขาทํา ตามแผนยุทธศาสตร์ในการก่อสร้างถนนเพื่อพัฒนาเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมัคร สุนทรเวช ขอกราบขอบพระคุณหน่วยทหารพัฒนา ที่ได้เห็นความเดือดร้อนของคนชายแดน ไม่เหมือนกับคนบางคนที่ไม่สํานึกในข้าวแดงแกงร้อน ของคนจังหวัดนครพนม คอยแต่จะเตะตัดขากัน คอยแต่จะถ่วงความเจริญกัน ไม่ใช่ทําเฉพาะ ที่ผมที่เดียว ท่านประธานครับ ผมให้ทีมงานสํารวจดูว่าขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดนครพนม ถนนทางหลวงชนบทที่ยังไม่ได้ลาดยางอยู่ ๓๐๐ กว่ากิโลเมตร เป็นทางหลวงท้องถิ่นอยู่อีก ๓๐๐ กว่ากิโลเมตร รวมแล้วเกือบ ๗๐๐ กิโลเมตรที่ยังไม่ได้ลาดยาง ท่านประธานครับ ถ้าผมมีอํานาจวาสนา ผมไปกราบท่านนายกรัฐมนตรี กราบท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ กราบท่านประวิตร กราบท่านกรณ์ ให้ช่วยเอางบประมาณไปลาดยาง ๗๐๐ กิโลเมตร ของจังหวัดนครพนมให้เรียบร้อยให้หมด ผมจะต้องถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจอีก ๑๐๐ ครั้ง ผมก็ยอมครับ แล้วถ้าหาก ๗๐๐ กิโลเมตร ได้รับการลาดยางทั้งหมด ในฐานะผมเป็น ส.ส. จังหวัดนครพนม ผมจะต้องถูกถอนออกจากการเป็นรัฐมนตรีวันนี้ นาทีนี้ ผมก็ยอม เพื่อจังหวัดนครพนมของผมจะได้เจริญรุ่งเรือง คนอภิปรายก็ไม่ลงไปดู ผมสงสารท่าน ดอกเตอร์พีรพันธุ์จริง ๆ ทําไมต้องให้เขาล้างสมองท่านได้ขนาดนี้ ผมเคารพท่าน แต่ว่าน่าจะ ดูข้อมูลให้ละเอียดถึงเอามาอภิปรายผม ฉะนั้นวันนี้ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผมได้ชี้แจงมา มันมีอยู่แค่ ๓ เรื่อง อีกเรื่อง ๑ ที่ท่านยื่นถอดถอนผมแต่ไม่ยอมอภิปราย ช่วยอภิปรายหน่อย สิครับ เรื่องการตั้งบอร์ดที่ไม่มีคุณสมบัติ นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนกับท่านประธานและท่านที่ เคารพว่า ผมนั้นได้ทําหน้าที่ตรงนี้เพื่อพี่น้องชาวจังหวัดนครพนม พอได้รับตําแหน่งเป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้ทําหน้าที่ตรงนี้เพื่อพี่น้องเกษตรกรคนไทย ทั้งประเทศ วันนี้ถ้าอะไรจะเกิดขึ้นกับผมผมก็น้อมรับถ้าหากว่าสิ่งที่ผมทํามามันผิดพลา ดผมก็น้อมรับ แต่ขอให้จังหวัดนครพนมผมได้เจริญรุ่งเรืองขึ้น ผมก็พอใจ ขอบคุณครับ