สุเทพ เทือกสุบรรณ ชี้แจงเกี่ยวกับการเก็บเงินค่าสงเคราะห์หรือเงินเซสที่เก็บจากการส่งออกยางพารา และเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างรัฐบาล พ่อค้า และเกษตรกร เพื่อยกระดับราคายางพาราให้เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม และรักษาเสถียรภาพราคานั้น
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อชี้แจงประเด็นที่ถูกอภิปรายพาดพิง ไม่ใช่พาดพิงหรอกครับ กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเรื่องเงินค่าสงเคราะห์ หรือเงินเซสที่เป็นค่าธรรมเนียมพิเศษที่เก็บจากการส่งออกยางพารา ประเด็นที่ท่านสมาชิก ได้อภิปราย ผมสรุปสั้น ๆ ว่า ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ท่านสมาชิกอภิปรายว่าการเก็บเงินสงเคราะห์หรือเงินเซส หรือเงินค่าธรรมเนียมพิเศษที่เก็บจากการส่งออกยางพาราในอัตราใหม่นี้เป็นเรื่องที่ ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง
ประเด็นที่ ๒ ท่านสมาชิกก็อภิปรายในทํานองว่า การที่ผู้ส่งออกที่ชําระเงิน ค่าสงเคราะห์ในอัตราใหม่แล้วมาขอรับคืน มีช่องทางของการทําทุจริต ผมขอกราบเรียนว่า การเก็บเงินเซสหรือเงินสงเคราะห์อัตราใหม่ มันเป็นเรื่องที่เราได้พิจารณากันด้วย ความรอบคอบ แล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์สําหรับชาวสวนยาง เป็นประโยชน์สําหรับประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติก็มีกันเกือบ ๓๐ คน ท่านประธานครับ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาครัฐทั้งหมด ๑๙ คนด้วยกัน แล้วก็มีภาคเอกชน มีเกษตรกรอีก ๑๑-๑๒ คน มีเลขาธิการสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นกรรมการและเลขานุการ หน้าที่ของกรรมการนโยบายยางธรรมชาติก็คือดูแลรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ดูแลแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ เพื่อที่จะให้มีการพัฒนาแก้ไขปัญหายางพาราทั้งในระยะสั้น ในระยะยาว นอกจากนั้นก็มีหน้าที่ติดตามกํากับดูแลการปฏิบัติงานตามนโยบาย ตามยุทธศาสตร์ยางพาราและมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลกําหนด ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามารับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นราคายางพาราที่เกษตรกร ในประเทศไทยขายได้ อยู่ที่ ๓๗ ๓๘ ๓๙ บาท เรียกว่าไม่ถึง ๔๐ บาท ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจ อย่างนี้ต้องถือว่าเกษตรกรไม่มีกําไร นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีก็คือว่าต้องให้เกษตรกร ทุกสาขาอาชีพมีกําไร ชาวสวนยางนั้นเมื่อก่อนก็คิดกันว่าเป็นเกษตรกรที่อยู่เฉพาะภาคใต้ หรือภาคตะวันออก แต่ว่าปัจจุบันนี้ชาวสวนยางมีทั่วประเทศทุกภาคในประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีก็มอบหมายให้ผมไปดูแลเป็นพิเศษว่าต้องยกระดับราคายางพาราขึ้นให้ได้ ผมก็ได้ปรึกษากันในคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ปรึกษากับผู้ประกอบการทุกฝ่าย ผมต้องเรียนให้บันทึกไว้ตรงนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ถือว่าเป็น ประวัติศาสตร์ ผู้ค้า ผู้ขาย ผู้ซื้อยางพารา เกษตรกร เราร่วมมือกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วก็พยายามทํากันสุดความสามารถทุกฝ่ายเพื่อที่จะยกระดับราคายางพาราของประเทศไทย ให้เกษตรกรของเราขายยางแล้วมีกําไร มีฐานะ เป้าหมายที่ผมกําหนดไว้ในขณะนั้น ที่กราบเรียนกับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เอาไว้ก็คือว่า จากราคายางที่ต่ํากว่า ๔๐ บาท จะต้องผลักดันให้เกิน ๘๐ บาทต่อกิโลกรัมให้ได้ แล้วเราก็ทําด้วยความระมัดระวังครับ ไม่ให้ไปบิดเบือนตลาด ไม่ให้ไปทําให้กระบวนการค้าขายตามปกติเขาเสียหาย แต่ว่าเราทํา อย่างมีแผนการ มีจังหวะจะโคน มีระบบ ผมได้ประชุมปรึกษาหารือกันกับผู้ค้า ผู้ซื้อว่า เราจะร่วมมือกันค่อย ๆ ยกระดับราคายางขึ้นทุกเดือน ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เราก็ได้ดําเนินการ อย่างนั้นมาโดยตลอดและเราก็ได้ทําสําเร็จครับ ในปี ๒๕๕๒ เรายกระดับราคายางพารา ขึ้นมาอยู่ในระดับ ๖๐ กว่าบาท เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๒ อยู่ที่ ๖๖ บาท แล้วพอถึงเดือนมกราคม ๒๕๕๓ ก็เกิน ๘๐ บาท และพยายามที่จะรักษาระดับนี้อยู่โดยตลอด ที่ทําได้อย่างนี้เพราะว่า รัฐบาลกับผู้ประกอบการผู้ค้า ผู้ซื้อ ผู้ส่งออกมีความเชื่อใจกันทําการทุกอย่างด้วยความ เปิดเผย ด้วยความโปร่งใสข้อมูลแลกเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา แล้วก็รัฐบาลให้ความมั่นใจได้ ว่าถ้าผู้ประกอบการให้ความร่วมมือจะไม่มีใครขาดทุน ทุกคนก็จะมีกําไร เกษตรกรก็จะมีกําไร ผู้ค้า ผู้ส่งออกก็จะมีกําไร รัฐบาลมีเงินที่ได้อนุมัติให้ยืมมาจาก ธ.ก.ส. ๘,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อไว้ เป็นทุนสําหรับเป็นเครื่องมือในการยกระดับราคายางพารา แล้วก็ไม่ได้ใช้เลยท่านประธาน ครับ ภาคเอกชนเขารับหน้าที่ รับภาระในการดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เป้าหมายของเราอย่างที่ ผมกราบเรียนแล้ว ท่านประธานครับ ยกระดับราคาขึ้นแล้วคอยพยุงราคาเอาไว้ไม่ให้ตกต่ํา แล้วก็ช่วยรักษาราคานั้นให้คงที่เอาไว้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังอย่าให้เสียตลาด ยางพาราในต่างประเทศด้วย เมื่อเราได้ดําเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนจนสามารถยกระดับ ราคายางพาราเกินเส้น ๘๐ บาทต่อกิโลกรัมไปแล้ว ผมได้นําคณะไปพบท่านประธานาธิบดี ประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตยางพาราเป็นอันดับ ๒ รองจากประเทศไทย กราบเรียนข้อเท็จจริงให้ท่านประธานาธิบดีประเทศอินโดนีเซียได้ทราบว่าทางประเทศไทยนั้น ทั้งรัฐบาล ทั้งพ่อค้า ทั้งชาวสวนเราได้ร่วมมือกันยกระดับราคายางพาราขึ้นมา จนเกินเส้น ๘๐ บาทต่อกิโลกรัมเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่จะต้องขอความร่วมมือในฐานะประเทศ ผลิตยางพาราด้วยกันก็คือว่าขอให้ท่านประธานาธิบดีประเทศอินโดนีเซียได้พูดจา ทําความตกลงกันภายในผู้ค้าของประเทศอินโดนีเซียว่าอย่าขายยางพาราตัดราคายาง จากประเทศไทย ท่านประธานาธิบดีประเทศอินโดนีเซียท่านเห็นด้วยกับแผนการนี้ แล้วท่านก็ขอ อาสาว่าท่านจะพูดจากับท่านนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย ท่านนายกรัฐมนตรี ประเทศเวียดนามเพื่อให้ ๔ ประเทศนี้ร่วมมือกันดูแลรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ในตลาดโลก ไม่ขายตัดราคากัน ไม่แย่งตลาดกัน แล้วเราแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ กันมาโดยตลอดตามลําดับครับ ผลของความร่วมมือของประเทศผู้ผลิตยางพาราซึ่งทําเป็น ครั้งแรกนี้ ทําให้เราสามารถยกระดับราคายางพาราในตลาดโลกได้และทําให้เราได้สร้าง ประวัติศาสตร์ใหม่ครับ เกษตรกรสามารถขายยางพาราได้สูงสุดถึงกิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท ท่านประธานครับ เคยตั้งเป้าว่ากิโลกรัมละ ๘๐ บาท ทําให้เกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท เราก็ดีใจมากครับ และเราก็พยายามที่จะดูแลรักษาต่อไป ขณะนี้มีวิกฤติ นิดหน่อย ท่านประธานครับ มีการทุบราคายางพาราในตลาดล่วงหน้า ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ที่ประเทศญี่ปุ่นราคาลดลงครับ จากกิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท ลงมาเหลือ ๑๐๐ บาท เหลือ ๙๐ กว่าบาท ผมได้ประชุมผู้ส่งออกยางพาราแล้วครับได้ตกลงกันว่าเราจะไม่ส่ง ยางพาราออกขายในช่วงนี้ เก็บเอาไว้ แล้วก็ขอให้ธนาคารช่วยปล่อยเงินกู้ให้กับบรรดา ผู้ส่งออกซึ่งเก็บสต็อกยางพาราเอาไว้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ตันนี้ครับ เขาจะได้มีทุนไปซื้อต่อ ผมก็ได้บอกกับเกษตรกรทั้งประเทศว่าขณะนี้ใกล้จะถึงฤดูปิดกรีดแล้วยางพาราก็จะขาด ตลาดยังต้องการอยู่ เพราะฉะนั้นไม่จําเป็นต้องรีบเก็บ รีบขายยางพารา ให้เก็บเอาไว้ ยางพาราไม่บูดไม่เน่า ท่านประธานครับ เก็บ ๓ เดือน ๔ เดือนได้ เพราะฉะนั้นรอไว้ขายตอน กิโลกรัมละ ๑๒๐ บาทขึ้นไป นี่ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้เห็นภาพรวมก่อน ท่านประธานครับ เมื่อก่อนเราเก็บเงินค่าสงเคราะห์ เงินสงเคราะห์ หรือเงินเซสหรือเงิน ค่าธรรมเนียมพิเศษที่เวลาพ่อค้าจะส่งยางออกไปขายต่างประเทศ เราเก็บเป็นรายกิโลกรัม เมื่อเราเก็บเงินเซสเข้ากองทุนกิโลกรัมละ ๑.๔๐ บาทครับ วันนี้ได้เสนอคณะรัฐมนตรี ขอปรับราคาใหม่อย่างที่ท่านรัฐมนตรีศุภชัยได้เสนอไปแล้ว สูงสุดคือถ้ายางพาราส่งออก เกิน ๑๐๐ บาท เราเก็บเงินเซสกิโลกรัมละ ๕ บาท ฟังดูเหมือนมากครับ ท่านประธานครับ จาก ๑.๔๐ บาท กลายเป็น ๕ บาท แต่ถ้าเรามองดูประโยชน์ที่จะได้คุ้มค่ามหาศาล เมื่อก่อน เกษตรกรขายยางได้ ๓๐-๔๐ บาท เสียเงินเซส ๑.๔๐ บาท วันนี้ขายได้ ๑๐๐ กว่าบาท เสียเงินเซส ๕ บาท เงินที่เอากลับบ้านยังมากกว่าเดิมมากมาย ไม่กระทบกระเทือนเกษตรกร แต่ที่เป็นผลดีก็คือว่าเงินกองทุนสงเคราะห์นี้เป็นเงินที่จะได้ประโยชน์สําหรับชาวสวนยาง อย่างแท้จริง ยางมันพอกรีดได้ไปถึงอายุ ๒๔-๒๕ ปี หมดสภาพก็ต้องโค่นครับ คนที่โค่นยาง แล้วปลูกใหม่จะต้องใช้เวลา ๗ ปี กว่าจะกรีดได้ เงินเซสก้อนนี้ที่จะมาช่วยดูแลสงเคราะห์ ให้เกษตรกรจะได้มีทุนที่จะปลูกยางใหม่และดูแลยางไป ๗ ปี ที่เราคิดต่อไปครับ ในเมื่อวันนี้ ปรากฏแล้วว่าเศรษฐกิจของโลกดีขึ้น ยางเทียมมีราคาแพงขึ้นเพราะน้ํามันดิบแพงขึ้น ในตลาดโลก ความต้องการใช้ยางธรรมชาติมีมากขึ้น ประเทศที่จะปลูกยางได้มีจํากัด เราก็คิดที่จะส่งเสริมให้คนไทยที่มีที่ดินที่เหมาะสมปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สําคัญของประเทศ เราก็คิดที่จะเอาเงินกองทุนนี้ครับช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดิน ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ ๑๕ ไร่ ได้มีโอกาสได้เป็นเจ้าของสวนยางกับเขาบ้าง เหมือนที่รัฐมนตรีศุภชัย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอโครงการปลูกยางในพื้นที่ใหม่ ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ ในขณะนี้ แล้วเรายังคิดต่อไปครับว่าถ้าเรามีเงินกองทุนมากพอ เราจะจัดระบบสวัสดิการ ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางรายเล็ก ๆ แล้วก็ผู้ใช้แรงงานที่เป็นคนกรีดยางในสวนขนาดเล็ก เหล่านี้ เมื่อเขาอายุ ๕๐ ปี ๖๐ ปี จะได้มีบํานาญ เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องฝันครับ ท่านประธานครับ เราส่งยางออกขายต่างประเทศปีหนึ่งร่วม ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ถ้าเราเก็บเงินเซสในอัตรา ๕ บาท และถ้าราคายางเราสามารถรักษาให้ได้เกิน ๑๐๐ บาทอยู่อย่างนี้ ในปีนี้ ปีหน้ากองทุนจะมี เงินเป็นแสนล้านบาท และนั่นคือการที่เราจะสามารถสงเคราะห์พี่น้องเกษตรกรของเราได้ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และไม่เป็นภาระกับรัฐบาลต่อไป เงินเซสนี้นอกจากเก็บไว้เพื่อ ช่วยเหลือสงเคราะห์เกษตรกรแล้ว ยังเอามาใช้ในการวิจัยเพื่อพัฒนากิจการยางภายใน และในเมื่อเราเก็บเงินเซสแพงขึ้น จาก ๑.๔๐ บาท เป็น ๕ บาท ก็จะทําให้คนที่ซื้อยางเรา จากต่างประเทศเพื่อไปป้อนโรงงาน ต้องซื้อยางแพงกว่าเจ้าของโรงงานที่ซื้อยางในประเทศ เพราะเขาไม่ต้องส่งออก มันเป็นเรื่องจูงใจที่จะทําให้คนมาลงทุนสร้างโรงงานผลิตภัณฑ์จากยาง ในประเทศไทยมากขึ้น เพราะทําให้มีโอกาสในการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีสําหรับ เศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย เมื่อเราคิดสะระตะอย่างนี้แล้ว ทุกฝ่ายเห็นชอบกันว่า ปรับอัตราภาษี อัตราค่าธรรมเนียมพิเศษส่งออกยางเสียใหม่ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ และเราได้เก็บเงินเซสนี้ในอัตราพิเศษตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมา ขณะนี้ ก็มีเงินอยู่ในกองทุนจํานวนเพิ่มมากขึ้นแล้ว ทีนี้มีปัญหาครับ เคยเก็บอยู่ ๑.๕๐ บาท อยู่ ๆ จะเก็บ๕ บาท คนที่ค้าขายอยู่ก็ต้องมีผลกระทบครับ ท่านประธานครับ เราก็ได้ประกาศ ให้ทราบกันล่วงหน้าว่าอีก ๖ เดือน เราจะเก็บเงินเซสเพิ่มขึ้นเป็น ๕ บาท แต่ขอร้องบรรดา พ่อค้าทั้งหลายว่าอย่าเพิ่งไปกดราคาซื้อจากเกษตรกรต่ําลง ๕ บาท ซื้อไปในอัตราเดิม ช่วยกันยกระดับราคาตลาดขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วพอถึงวันที่คุณส่งออกยางไป ส่วนที่คุณไม่ได้ คํานวณเอาไว้ก่อน ไม่ได้ไปหักจากผู้ขายคือเกษตรกร พอคุณส่งออกตามอัตราใหม่ ๕ บาท แล้ว มาขอเงินทอนได้ เราจะพิจารณาให้ ตรงนี้ละครับเป็นที่มาที่ท่านสมาชิกตั้งข้อสงสัย และเอามาอภิปรายว่าสุจริตหรือไม่ ท่านรัฐมนตรีได้อธิบายวิธีการที่เราเตรียมการที่จะทํากัน มาให้ท่านได้ทราบแล้ว ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าเรื่องนี้เราพยายามดูแลไม่ให้มีใครเอารัด เอาเปรียบได้โดยแน่นอน คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติติดตามกํากับควบคุมดูแล เรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แม้กระทั่งในการประชุมเมื่อวันที่ ๔ มีนาคมที่ผ่านมานี่ครับท่านประธาน เราก็ได้มีมติทบทวนเรื่องนี้และเราเห็นว่าวิธีที่จะให้ยุติธรรมที่สุด โปร่งใสที่สุดก็คือเอาตาม ของจริง เก็บเงินเซสเพิ่มขึ้นวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ แสดงว่าคนที่ซื้อยางเตรียมที่จะส่งออก ในล็อตนั้น ที่เคยซื้อไว้โดยไม่ได้คํานวณเงินเซสที่จะต้องหักราคาซื้อต่ําลงไป ๕ บาท มีเท่าไรเอามาแสดง อยู่ตรงไหนละครับ มีเท่าไร ก็ดูที่เขาซื้อสต็อกเอาไว้ แล้วไม่ใช่สต็อก ที่นานครับ สต็อกวันที่ ๒๐-๓๐ กันยายนเท่านั้น คณะกรรมการก็ไปตรวจนับสต็อก นับจริง ๆ กันเลย มีตัวแทนทุกฝ่ายเข้าไปนับนะครับ แล้วก็ตรวจสต็อกแล้ว ยังไปดู อีกว่าสต็อกที่เขาซื้อไว้ในโกดังทั้งหลายนั้นมีบางส่วนประมาณ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ใช้ในประเทศไทย อีกประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ส่งออก เราไปดูหลักฐานการส่งออก ด้วยนะครับ ที่ทําอย่างนี้แตกต่างจากมติของคณะรัฐมนตรีซึ่งเคยให้ไว้เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม เล็กน้อย มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๓ สิงหาคมนั้นดูสต็อกด้วย ดูสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้วย แต่ว่าพวกเราได้มาพิจารณากันแล้วว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้านั้นมันหลวม ใครอาจจะทํา สัญญาย้อนหลังไปได้ สัญญาสมบูรณ์ไม่สมบูรณ์ต้องพิสูจน์กันมาก เอาสต็อกอย่างเดียวพอ ก็ได้มีมติกันครับว่าเราจะทําเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีให้ทบทวนเรื่องนี้ สรุปรวมความอย่างนี้ ท่านประธานครับ ตั้งแต่เก็บเงินเซสมา เก็บเพิ่มมาแล้ว ๕ บาท มีคนยื่นขอเงินทอนคืน มากมาย ยังไม่มีใครได้เลยสักบาท แล้วก็เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะฉะนั้นที่จะมากล่าวหาว่า ท่านรัฐมนตรีทุจริตอย่างนั้นอย่างนี้ไม่มีหรอกครับ และผมก็ยืนยันว่าเข้าไปประชุม ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจคราวนี้ ในวันที่ทบทวนเรื่องนี้ ผมก็จะได้ เอาตัวเลข เอาหลักฐานทั้งหลายมาแสดงให้ชัดเจน แต่วันนี้ยืนยันกับท่านประธานที่เคารพว่า ไม่มีการทุจริตใด ๆ อย่างที่ท่านสมาชิกเป็นห่วง แล้วก็ขอบคุณที่ท่านสมาชิกตั้งข้อสังเกต เรื่องนี้ ผมและคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติก็จะได้ติดตามดูแลให้รอบคอบและรัดกุม ยิ่งขึ้นครับ ขอขอบคุณครับ