อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการแบ่งงานและความรับผิดชอบของท่านรองนายกรัฐมนตรีต่อปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องข้าวโพด มันสาปะหลัง ยางพารา และปาล์ม รวมถึงการลดปริมาณไบโอดีเซล และการปรับลดลงมาจากเกรด B5 เป็นเกรด B2 เพื่อไม่ให้พลังงานทดแทนหยุดชะงัก และไม่ให้ส่งสัญญาณว่าประเทศไทยหยุดใช้พลังงานทดแทน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องราคาน้ำมันและผลกระทบต่อประชาชน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และพยายามแก้ไข
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประเด็นนี้มีการพาดพิงถึงผม ๒-๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกบอกว่า ผมต้องรับผิดชอบเพราะว่ามอบท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงดูแล ก็ขอกราบเรียนว่าจริง ๆ ท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพได้ชี้แจงไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องเพิ่งมาเกิด เพิ่งมามอบกันนะครับ เป็นการแบ่งงานมาตั้งแต่ต้น ซึ่งขณะนั้นเป็นการแบ่งงานระหว่างผม ท่านรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ กับท่านรอง นายกรัฐมนตรีสุเทพ โดยกรณีของข้าวผมก็จะรับผิดชอบเป็นเบื้องต้นนะครับ เพราะว่าจะมี ท่านรองนายกรัฐมนตรีเข้าประชุม กขช. อยู่ด้วย เนื่องจากว่าเป็นพืชผลซึ่งมีพี่น้องประชาชนคือ ชาวนาที่เกี่ยวข้องเยอะมากที่สุด แล้วก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของนโยบายประกันรายได้ที่ผมต้องการ จะผลักดัน ส่วนกรณีของข้าวโพดกับมันสําปะหลังก็ได้มีการมอบให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ในขณะนั้น และต่อมาท่านรองนายกรัฐมนตรีไตรรงค์ก็จะมารับผิดชอบสานต่อในส่วนนี้ ส่วนพืชผลทางการเกษตรที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวข้องกับภาคใต้คือยางพารากับปาล์มน้ํามันนั้น ก็ได้มอบให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพอย่างที่ท่านได้ชี้แจงไปแล้ว แล้วก็โจทย์ที่รับมาตอนนั้น ก็คือปัญหาคือยางราคาแค่ ๓๐ บาท ปาล์มก็ตกต่ํานะครับ ก็มาแก้ไขกัน
ประเด็นที่ ๒ ที่พาดพิงถึงผมก็คือว่ารับผิดชอบในเรื่องของพลังงาน ก็ขอกราบเรียน ว่าจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการขาดแคลนในส่วนนี้ นโยบายของไบโอดีเซลก็มีการปรับมาโดยตลอด นะครับ บี ๕ มาเป็นบี ๓ บี ๓ มาเป็นบี ๒ โดยข้อเท็จจริงแล้วผมยังสอบถามด้วยซ้ําครับว่าจะลด มาเป็นบี ๑ หรือจะเลิกไปเลยหรือไม่อย่างไร แต่ว่ากระทรวงพลังงานก็ให้ความคิดเห็นซึ่งผมเห็นว่า เป็นความคิดเห็นที่มีน้ําหนัก ก็คือว่าเราเองนั้นไม่ต้องการจะทิ้งเรื่องของพลังงานทดแทน และแม้ว่า วันนี้เราอยู่ในภาวะซึ่งอาจจะมีความต้องการในเรื่องของน้ํามันพืชที่จะมาใช้ในบริโภคทางด้าน การอาหาร แต่ว่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดถ้าเราจะยกเลิกไปเลยนะครับ แต่ว่าถ้าเราใช้วิธีลดลง มาถึงบี ๒ ซึ่งเป็นเกรดที่ส่วนผสมที่ถือว่าต่ําสุด นับตั้งแต่มีการใช้นโยบายนี้มา ผมก็เห็นว่า สมเหตุสมผล และขณะนี้เราก็ยืดสถานการณ์นี้ออกไปนะครับว่าที่ลดลงมาเหลือบี ๒ เดิมตั้งใจว่าถึง สิ้นเดือนมีนาคมก็จะยืดไปอีกระยะหนึ่งจนเรามั่นใจว่าผลปาล์มไม่ขาดแคลน
ประการที่ ๓ ที่พาดพิงถึงผมบอกว่าผมไปสมคบรู้เห็นถึงไปส่งสัญญาณ ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยว่าจะมีการขึ้นราคา ที่จริงท่านต้องติดตามข่าวสารในช่วงนั้น ให้ครบนะครับ ประเด็นก็คือว่าในช่วงนั้นเรามีมาตรการในเรื่องของความพยายามที่จะลดต้นทุน ทางด้านสินค้าควบคู่ไปกับขณะนั้นเป็นที่ชัดเจนครับว่าภาวะในเรื่องของต้นทุน เรื่องของราคา น้ํามัน เรื่องของเงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้น มีสินค้าบางตัวครับที่ถูกตรึงราคามาเป็นเวลานานบนพื้นฐาน ของต้นทุนซึ่งต่ํากว่าในปัจจุบันค่อนข้างมาก แล้วก็จะมีการไปขอทางกระทรวงพาณิชย์ที่จะ ขึ้นราคา ซึ่งเราก็มีการประชุมกันใน ครม. เศรษฐกิจ ประชุมกันใน กรอ. นะครับ แล้วก็พูดกันว่า จริงอยู่ครับเราต้องพยายามถึงที่สุดที่จะช่วยพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนเป็นผู้บริโภค แต่ขณะเดียวกันถ้าเราไปฝืนตลาดมากจนเกินไป ความหมายก็คือไปบังคับให้คนเขาขายขาดทุนนี่ มันเป็นเรื่องยากมากที่จะไปบังคับให้ผู้ประกอบการเขาขายขาดทุน ของก็จะมีปัญหานะครับ และสุดท้ายระบบของกลไกตลาดก็จะเสียหาย เพราะฉะนั้นเวลาที่ผมรายงานต่อพี่น้องประชาชน ทุกสัปดาห์ ผมก็พูดตรงไปตรงมาครับไม่มีอะไรที่ไปแฝงเร้นหรือจะไปส่งสัญญาณอะไรเลย แล้วก็ที่พูดก็คือว่าท่านบอกว่าทําให้พี่น้องประชาชนไปซื้อกันมากในราคา ๓๘ บาท ซึ่งถ้าเขา ทําอย่างนั้นเขาก็เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากการที่สามารถที่จะมีน้ํามันใช้ในราคา ๓๘ บาทไปก่อน แต่อย่างไรก็ตามอย่างที่ผมกราบเรียนว่ารัฐบาลตระหนักดีว่าเรื่องที่ผ่านมานี้ประชาชนเดือดร้อน แล้วก็ไม่เคยปฏิเสธข้อเท็จจริง แต่ผมคิดว่าการที่พยายามจะมาวาดภาพว่าเป็นกระบวนการ จงใจ และตอนแรกท่านบอกว่าเป็นการทุจริตที่มีใบเสร็จ แต่ตอนนี้ท่านบอกว่าไม่มีหลักฐาน ผมก็ไม่ทราบว่าแปลว่าอะไร ผมยืนยันนะครับผมเองก็เป็นทุกข์ใจแล้วก็เดือดเนื้อร้อนใจมาก แล้วก็ที่ตัดสินใจพูดคุยกับทางกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ขึ้นไป ๔๗ บาท ก็กราบเรียน นะครับว่าจริง ๆ ปัญหาอาจจะน้อยกว่านี้ครับผมยอมรับ ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจขึ้นไปถึง ๕๐ บาท ๖๐ บาท แต่ปัญหาก็คือว่าถ้าขึ้นไป ๕๐ บาท ๖๐ บาทนะครับ ๑. ประชาชนก็รับยาก ๒. ขึ้นไปแล้ว เวลาจะเอาลงอีกทีครับไม่ง่าย ท่านเองท่านก็บอกว่าถึงปลายเดือนมีนาคมนี้ต่อเนื่องเดือนเมษายน สถานการณ์ก็มีแนวโน้มที่จะคลี่คลาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมกราบเรียนครับว่าเราไม่ปฏิเสธว่า พี่น้องประชาชนเดือดร้อน เราไม่ปฏิเสธว่าการคาดคะเนอย่างเช่นผลผลิตต่าง ๆ ที่ออกมา มีความคลาดเคลื่อนหรือไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดการณ์ไว้ แต่เราได้พยายามแก้ไข
ส่วนประเด็นที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นะครับที่ผมมาเปรียบเทียบว่า ๔๗ บาท ๔๗ บาท ๕๐ สตางค์ ใช่ครับ เพราะภาวะที่เราเผชิญอยู่ ๔๗ บาท พยายามจะยัน เป็นภาวะซึ่งปาล์มขึ้นไปถึง เกือบ ๙ บาท ๑๐ บาท ครับ มันจึงบริหารยากครับ แล้วผมก็ยอมรับว่ามีช่องว่างเพราะมันบริหาร ยาก แต่ท่านก็ต้องตอบให้ได้เหมือนกันนะครับว่าเมื่อท่านมาตําหนิพวกผมว่าไปปล้นประชาชน หรือไม่ ปาล์มไม่ถึง ๗ บาท แต่มาให้ขาย ๔๗ บาท ท่านต้องย้อนกลับไปดูว่าสมัยที่คุณมิ่งขวัญเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาล์มไม่ถึง ๖ บาท ทําไมถึงยอมให้ขาย ๔๗ บาท ๕๐ สตางค์ นี่คือคําถามที่ถามกลับไปแค่นั้นเองครับ