วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ กล่าวถึงการเสียหายของภาพลักษณ์ประเทศไทยที่รัฐบาลปัจจุบันทำให้ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการแก้ไข โดยเฉพาะการปลดท่านรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความล้มเหลวของการเจรจาที่ประเทศกัมพูชา และความล้มเหลวในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อความเป็นอิสระของระบบศาลไทย และการกระจายข่าวที่เป็นทางลบเกี่ยวกับองค์รัชทายาท
ท่านประธานคะ ดิฉัน วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธาน คะวันนี้เราก็เดินทางกันมาถึงตีหนึ่งกว่า ๆ แล้วนะคะ แต่ต้องยอมรับค่ะว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยเรามา กันอย่างเต็มร้อย เราพกข้อมูลกันอย่างเต็มที่ ถ้าไม่แน่จริงหรือไม่แน่ใจเราไม่มาค่ะ เรามาเพื่อจะ น๊อก เอาท์ (Knock out) รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันนี้ค่ะสภาแห่งนี้ได้อภิปรายกันไป เยอะแยะแล้วนะคะ มีเนื้อหาสาระมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชันของกระทรวง พาณิชย์ ไล่ไปตั้งแต่เรื่องน้ํามันปาล์มจนไปถึงการประมูลข้าว แต่ในส่วนของความล้มเหลวของ กระทรวงการต่างประเทศนั่นน่ะหรือคะ ท่านประธานลองดูสิคะปัจจุบันมีสื่อต่างประเทศหลายแห่ง เลยได้ลงบทความ เขียนข้อความเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยว่าอย่างไร ส่วนใหญ่ค่ะเนื้อหาหรือ ข้อความที่นักข่าวต่างประเทศได้เขียนลงไปนั้นจะเน้นไปที่ความไม่น่าเชื่อคือของรัฐบาลชุดนี้ ภาพลักษณ์ที่ประเทศไทยได้สร้างมาดีก็ต้องจบสิ้น จริงค่ะว่าเรื่องนี้หน่วยงานต่าง ๆ ก็ควรจะต้อง ช่วยกันออกมาแก้ไข ช่วยกันลงมือทํา แต่ว่ากระทรวงการต่างประเทศเองค่ะเป็นเรียกว่า ด่านหน้า เป็นด่านหน้า ๆ ที่จะต้องมาแก้ไขภาพพจน์ให้กับประเทศไทยเรา กระทรวงการต่างประเทศ เปรียบเสมือนภาพลักษณ์ เปรียบเสมือนหน้าต่างของประเทศไทยที่จะสร้างให้คนต่างประเทศได้ เชื่อมั่นแล้วก็ไว้วางใจ แล้วก็มีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย เพราะกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้วกระทรวงการ ต่างประเทศค่ะได้ทํางานได้เสียสละมาเพื่อนําพาให้ประเทศเราหลุดพ้นจากการเสียเอกราช หลุดพ้นจากการแพ้สงครามด้วยหลักการเดียว นั่นก็คือยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติและ แนวปฏิบัติทางการทูตอันชาญฉลาด อย่างไรก็ตามค่ะเมื่อวันที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้เข้ามาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสายตาของประชาคมโลกต่อประเทศไทยก็ต่ําลงทุกวัน ตัวดิฉันเองวันนี้ก่อนจะขึ้นมาอภิปรายก็มีคนมาทักเหมือนกันว่าเราจะอภิปรายกระทรวง การต่างประเทศอีกทําไมในเมื่อทางสังคมก็ได้ตัดสินไปแล้ว และถ้าเปรียบท่านรัฐมนตรีกษิตเอง ทางการเมืองก็เปรียบเหมือนคนที่ตายไปแล้วค่ะ เขาบอกว่าจะเอาปืนมายิงคนที่ตายไปแล้ว หรือเอามายิงศพทําไมทําไปมันก็ไม่มีประโยชน์ แต่ว่าถ้าเปรียบเหมือนปลานะคะ ปลาที่มันเน่ามัน ตายแล้วมันก็ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปหมด ดังนั้นเราก็ควรจะต้องกําจัดปลาตัวนั้นออกไปใช่ไหมคะ ดิฉันเลยคิดว่าก็ควรจะอภิปรายให้ใครสักคนดําเนินการจัดการเอาปลาตัวนี้ไปทิ้งค่ะ ก็อย่างที่บอก ค่ะว่าถ้าจะให้พูดถึงกระทรวงการต่างประเทศทางสังคมก็ได้ตัดสินไปแล้วว่าท่านรัฐมนตรีไม่ได้ มีความเหมาะสมเลยตั้งแต่เริ่มต้นที่จะมาดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของไทยเมื่อ ๒ ปีที่แล้วดิฉันก็ได้อภิปรายไปแล้วนะคะแต่ดูเหมือนว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะ ไม่ได้ฟังเลยยังคงให้ตําแหน่งหน้าที่สําคัญอันนี้ต่อท่านกษิต ภิรมย์ นําพาความเสื่อมเสียให้แก่ ประเทศไทย ภาพลักษณ์ของไทย ชื่อเสียงของประเทศไทยมันย่ําแย่มากกว่าที่เคยเป็นมาก่อน ในประวัติศาสตร์ แต่ถ้าจะให้เอาออกวันนี้คงจะไม่ทันแล้วค่ะต้องเก็บไว้เลยนะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีคะจะให้เอาท่านกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีออกวันนี้อย่าเลยดีกว่าค่ะ มันไม่ทันแล้ว เพราะว่าประเทศชาติเราได้เสียหายไปแล้ว เห็นท่านบอกว่าจะมีการยุบสภาอีกเดือนสองเดือน ข้างหน้าก็ขอให้ยุบจริงนะคะแล้วท่านก็เอาไปป่าวประกาศในการเลือกตั้งหาเสียงได้เลยค่ะ ว่าถ้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์แล้วจะเก็บเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการการต่างประเทศให้ ท่านกษิต ภิรมย์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ลองดูนะคะว่าท่านจะได้เสียงมากขึ้นหรือเปล่า ท่านประธานคะ ดิฉันไม่สามารถไว้วางใจรัฐมนตรีกษิต ภิรมย์ ได้
ข้อ ๑ นั่นก็คือความล้มเหลวในการทํางานในด้านความสัมพันธ์กับประเทศ ในภูมิภาคอย่างที่ท่าน ส.ส. สรวงศ์ เทียนทอง ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับ การช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน หรือว่าช่วยเหลือ ๗ คนไทยที่อยู่ในประเทศเขมร ซึ่ง ๒ คนตอนนี้ ยังติดค้างอยู่ ถามว่าท่านมัวไปทําอะไรถึงมีการปฏิบัติการได้ล่าช้า ต้องบอกว่าท่านละเลยแล้วก็ ล้มเหลวกับการทํางานครั้งนี้ รัฐบาลทําไมไม่ส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปเจรจา ไปพูดคุยล่ะคะ ความสัมพันธ์ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาทําไมจะต้องให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี สุเทพหรือว่าให้ท่านรัฐมนตรีองอาจไปแก้ปัญหาแทนเพราะอะไรท่านไม่รู้สึกคลางแคลงใจบ้าง หรือคะที่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ส่งท่านไปเจรจา และมาดูในกรณีเขาพระวิหารที่ท่าน ส.ส. ธเนศ เครือรัตน์ ได้พูดไป ความล้มเหลวครั้งนี้ทางการทูตเขาบอกว่าคือต้นเหตุที่เสียงปืนใหญ่เกิดขึ้นที่ ชายแดน วันนี้มีคนสู้รบบาดเจ็บล้มตายประชาชนหลายหมื่นคนต้องหนี ต้องอพยพ แต่ถามว่า ท่านรัฐมนตรีเคยไปเยี่ยมเขาบ้างสักครั้งไหม ไม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว ประเทศไทยเราเคยเป็น ประเทศที่สงบสุขแทบทุกครั้งหลายเชื้อชาติต้องหนีสงคราม หนีร้อนมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อยู่ทุกครั้งไป แต่เดี๋ยวนี้ต้องมาเห็นคนไทยหนีตายเป็นภาพที่ดิฉัน คิดว่าชีวิตนี้คงจะไม่มีโอกาสได้เห็นหรือคงจะไม่เห็นกันแล้วแต่ก็ได้มาเห็นในยุคที่ท่านกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนหนึ่งนั่นก็คือเวลาท่านพูดท่านอาจจะใช้อารมณ์ นําท่านไม่คิดก่อนพูด นั่นก็คือไม่ใช่ลักษณะที่ดีเลยของนักการทูต การจะสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศนะคะคือเรา ๒ ประเทศต้องร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความสงบสุขและสันติ ซึ่งความสงบสุขการที่จะสร้างสภาพแวดล้อมให้มีความสงบสุขและสันติได้นั้นก็ต้องสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้มีความสัมพันธ์ที่ดีโดยการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามจะผูกมิตร ไมตรีกับอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ว่าครั้งนี้ประเทศกัมพูชาเขาไม่เอาด้วยค่ะ เขาไม่รับ เขาไม่อยากแม้แต่จะผูกมิตร เพราะอะไรคะ เพราะคําพูดที่ท่านได้เคยพูดไว้สร้างศัตรู แล้วที่สําคัญท่านยังหลอกลวงประชาชนให้ เข้าใจผิด ระหว่างเรื่องทวิภาคีหรือพหุภาคี ท่านพยายามจะหลอกลวงประชาชน ปิดบังประชาชน ชาวไทยว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นการเจรจากแค่ ๒ ฝ่าย ระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น ท่านพยายาม จะจํากัดวงความขัดแย้งให้อยู่แค่ไทยกับกัมพูชา ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านต้องบอกค่ะว่า ปัจจุบันเรื่องนี้ ได้ก้าวข้ามความเป็นทวิภาคี เป็นพหุภาคีไปแล้ว วันนี้เรามีประเทศที่ ๓ ซึ่งเป็นประเทศอินโดนีเซีย เข้ามาในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย แล้วก็ผู้สังเกตการณ์ในพื้นที่ ไทยเราเคยเป็นผู้นําในภาคเอเชียแต่วันนี้ ต้องมาเป็นภาระของทั้งอาเซียน โดยการที่ให้ทางอินโดนีเซียเข้ามาไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทระหว่าง ไทยกับกัมพูชา วันนี้ถามว่าเพื่อนที่สนับสนุนไทยเราในเวทีโลกเราลดน้อยไปแค่ไหนตั้งแต่ท่านก้าว เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ในเมื่อทางการทูตพัง การศึกก็สวมรอย ถามว่าใครเป็นเหยื่อคะ พี่น้องประชาชนชาวบ้านนี่แหละค่ะที่ตกเป็นเหยื่อของความล้มเหลวของท่าน
ข้อที่ ๒ นั่นก็คือความล้มเหลวในการทํางานในด้านความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ ในโลก ถามว่าการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ท่านไปทะเลาะกับเพื่อนบ้านไว้ไปทั่ว และมิสําคัญท่านก็ยังไปทะเลาะไปสร้าง ปัญหากับประเทศอื่น ๆ ในโลก เช่น ประเทศมหาอํานาจ ท่านไปสร้างศัตรู สร้างความสัมพันธ์ อันเลวร้าย ยกตัวอย่าง ความสัมพันธ์อันเลวร้ายระหว่างไทยกับรัสเซียที่ท่าน ส.ส. ต่อพงษ์ ไชยสาส์น ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่ กรณีของวิคเตอร์ บูท ซึ่งดิฉันคงจะไม่ลงไปหาต้นตอของปัญหา เพราะว่าทางสังคมก็ได้รับทราบอยู่แล้ว แต่การตัดสินใจในคดีของวิคเตอร์ บูท ของรัฐบาลท่านรู้ ไหมคะว่ามันส่งผลกระทบในวงกว้างมาก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศ รัสเซีย หรือว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศที่เป็นพันธมิตรหรือใกล้ชิดกับ ประเทศรัสเซีย ตามมติ ครม. ของท่าน ท่านไม่รอเลย ท่านไม่รอที่จะให้ตุลาการหรือว่าศาลได้ ตัดสินให้ถึงที่สุดก่อน ถ้าท่านรอให้ทางตุลาการแล้วก็ศาลได้ตัดสินให้ถึงที่สุด คําตัดสินนั้นก็จะเป็นที่ ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไทย ฝ่ายรัสเซียหรือว่าประเทศอเมริกาเองก็ตาม แต่ท่านใช้ อํานาจฝ่ายบริหารผ่านทางมติ ครม. ตัดสินใจส่งตัววิคเตอร์ บูท ให้กับประเทศอเมริกา ท่านรู้ไหม คะว่าตอนนี้ท่านกําลังเอาประเทศไทยเข้าไปเสี่ยงกับอะไร ท่านรู้ไหมคะว่าปัจจุบันนี้ท่านเอา ประเทศไทยไปวางไว้ตรงกลางระหว่างเขาควายที่มันกําลังจะขวิดกัน ระหว่างประเทศอํานาจ ๒ ประเทศ ทั้งประเทศรัสเซียและประเทศอเมริกา ดิฉันเข้าใจดีค่ะว่าประเทศไทยเป็นพันธมิตรกับ ทางประเทศอเมริกามานาน เรามีความสัมพันธ์ระดับสูง แล้วเรามีการค้าขายกับทางประเทศ อเมริกา แต่ถ้าท่านเล่นการระดับประเทศแบบเลือกข้างแบบนี้ ท่านจะทราบถึงผลกระทบจาก ประเทศรัสเซียหรือไม่ ท่านประธานคะ ดิฉันขออ่านคําแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ ของสหพันธรัฐรัสเซียเป็นภาษาอังกฤษ แต่ว่าขออนุญาตแปลเป็นภาษาไทยให้ทุกท่านได้ฟังกัน ข้อความอาจจะยาวหน่อยนะคะ
แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซียเขียนไว้ว่า ทางการไทย ได้รายงานว่าได้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน นายวิคเตอร์ บูท ซึ่งเป็นพลเมืองรัสเซียไปยังประเทศ สหรัฐอเมริกา ตามข้อกล่าวหาของทางการประเทศสหรัฐอเมริกาว่าได้ส่งอาวุธผิดกฎหมายให้กับ กลุ่มผู้ก่อการร้าย ถึงแม้ว่าศาลอาญาไทยจะได้ตัดสินถึง ๒ ครั้งว่าความผิดของพลเมืองรัสเซียนี้ ไม่สามารถพิสูจน์ในความรับผิดได้ แต่ก็ได้ถูกส่งตัวไปยังเจ้าหน้าที่ของประเทศสหรัฐอเมริกา การกระทําครั้งนี้เป็นไปตามการอนุญาตของรัฐบาลไทย จากมุมมองทางกฎหมาย หมายถึง กฎหมายระหว่างประเทศ การส่งตัวในครั้งนี้อาจไม่สามารถหาคําอธิบายที่มีเหตุผลได้ ไม่ต้องสงสัย ว่าการส่งตัวที่ผิดกฎหมายครั้งนี้เป็นผลมาจากความกดดันทางการเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อรัฐบาลไทยและการพิจารณาคดีในประเทศไทย ทุกสิ่งนี้สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการแทรกแซง กระบวนการยุติธรรมและก่อให้เกิดคําถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของระบบศาลและการตัดสินใจ ของทางการไทย เป็นที่น่าเศร้าเสียใจอย่างยิ่งที่ทางการไทยพ่ายแพ้ต่อความกดดันทางการเมืองจากภายนอก และการดําเนินการส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท อย่างผิดกฎหมายในครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ของสหพันธรัฐรัสเซียจะดําเนินการทุกประการที่จําเป็นในการปกป้องสิทธิของนายวิคเตอร์ บูท ในฐานะพลเมืองของสหพันธรัฐรัสเซีย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐและตามประเพณี ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ตอนนี้ประเทศไทยเราอยู่ในภาวะที่ สั่นคลอนกับประเทศรัสเซียถามว่า ท่านจะรับผิดชอบอย่างไรคะ
เรื่องที่ ๓ คือการบริหารงานในกระทรวงต่างประเทศท่านก็ทําล้มเหลว เมื่อวันที่ ๙ ที่ผ่านมาที่คณะกรรมาธิการต่างประเทศที่วุฒิสภาได้จัด ได้เชิญท่านเข้าไปชี้แจงค่ะ และในตอนท้ายท่านยังได้ตอบคําถามของท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งว่า ตนก็เพิ่งทราบว่า กระทรวงต่างประเทศต้องจ่ายเงินให้นักวิชาการ ๒ กลุ่ม เป็นเงินกว่า ๑๐ ล้านบาท ต้องยอมรับว่า ในกระทรวงการต่างประเทศยังมีอะไรเป็นแดนสนธยาอยู่ มีข้าราชการ มีนักการเมืองหลายคน เดินสายไปพบผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อกดดันตน และไม่คิดว่าตนจะอยู่ได้นานถึง ๒ ปี และการที่ตนเข้ามา โดยไม่ได้ตั้งใจก็ทําให้เกิดผลกระทบกับคนในกระทรวงการต่างประเทศเยอะ ทั้งที่ตนไม่คิดจะมา อยู่บนเวทีพันธมิตรก็สนุกสนานดีอยู่แล้ว ขนาดเป็นรัฐมนตรีท่านยังไม่ทราบเรื่องอะไรที่เกิดขึ้น ในกระทรวงท่านเลย เนื่องจากท่านไม่เคยอยู่ในประเทศเกินกว่า ๑๐ วัน หาเหตุบินไปต่างประเทศ ไม่หยุดไม่หย่อน อย่างนี้ก็คงมีเป็นอีก ๑๐ เรื่อง เป็นอีก ๑๐๐ เรื่องในกระทรวงการต่างประเทศ ที่ท่านไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะว่าท่านบินออกนอกประเทศอยู่ตลอดเวลา เป็นเพราะท่านเชื่อ เรื่องหมอดูขนาดหนักใช่หรือไม่ การใช้อํานาจอีกค่ะ ท่านประธานคะ ท่านรัฐมนตรีผู้นี้ใช้อํานาจ โยกย้ายข้าราชการอย่างเล่นพรรคเล่นพวก คือเอาพวกตนเข้ามา ข้าราชการท่านนี้เป็นข้าราชการ ที่มีความอาวุโสน้อย แต่ว่าเป็นพวกของตนและมีความคิดปฏิปักษ์ต่อศัตรูทางการเมืองของตน เข้าไปเป็นทูตวอชิงตัน ซึ่งตามประเพณีกระทรวงการต่างประเทศเขาจะต้องใช้คนที่มีประสบการณ์ แล้วก็มีความอาวุโสสูงมาก แต่ว่าท่านกลับทําลายประเพณีนี้ลง คงจะไม่ต้องบอกชื่อนะคะว่า ชื่ออะไร
ประเด็นสุดท้ายค่ะ เป็นประเด็นที่สําคัญที่สุด คือเรื่องที่มีผู้ใหญ่ หรือว่าผู้อาวุโส ของประเทศไทย ๓ ท่านไปสนทนากับนายอิริค จี จอห์น อดีตเอกอัครราชทูตของประเทศ สหรัฐอเมริกาคนก่อน ดิฉันเองคงจะไม่ลงถึงรายละเอียดนะคะ เพราะข้อความนี่มันหมิ่น ประมาทและประทุษร้ายต่อองค์รัชทายาทอย่างชัดเจน แต่หน้าที่ของกระทรวง การต่างประเทศคืออะไรคะ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เมื่อมีบทความ ข้อความหรือบทพูด ที่เป็นทางลบ หน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศคือต้องไปแก้ข่าวค่ะ ต้องไปช่วยดู ไปหยุด การกระจาย ไปหยุดการเผยแพร่ของข่าว แต่ครั้งนี้ดิฉันไม่รู้ว่าท่านเกรงใจใครถึงไม่ทํา อะไรเลย จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ของต่างประเทศหลายฉบับ ยกตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ การ์เดี้ยน (Guadian) ของประเทศอังกฤษเองได้นําเอาเนื้อหาตรงนี้ลงไปเขียนในหนังสือพิมพ์ และมีหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับได้โค้ต (Quote) คําพูดตรงนี้เอาไปลงกระจายให้คนอื่นได้ฟังอีก