สุเทพ เทือกสุบรรณ อภิปรายเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันของประเทศ โดยอธิบายว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเองดูแลราคาปาล์มน้ำมัน และได้ทำการยกระดับราคาปาล์มสดจาก 3 บาทเศษให้ถึง 5 บาท นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาน้ำมันปาล์มที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยอธิบายว่ากรมชลประทานได้นำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ 30,000 ตันเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มที่มีอยู่ในประเทศน้อยกว่าที่คาดไว้ และขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ไม่ให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเกินไป และเสนอให้รัฐบาลชดเชยค่าใช้จ่ายสำหรับน้ำมันที่ผลิตในประเทศ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี แล้วก็เป็น ส.ส. จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองที่เขาปลูกปาล์ม กันนี้ ผมได้ฟังท่านสมาชิก ๒ ท่านได้อภิปรายไม่ไว้วางใจผมเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ํามันของประเทศในช่วงที่ผ่านมา มีคําถามที่ผู้อภิปรายพยายาม ที่จะถามเพื่อที่จะจุดให้เป็นประเด็นที่จะให้คนสงสัยว่าทําไมว่าผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ถึงได้เข้ามายุ่งจุ้นจ้านวุ่นวายเรื่องการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ํามัน ทั้ง ๆ ที่มันควรจะ เป็นหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ คือท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี แค่ฟังคําถามนี้ก็ทําให้ คนสงสัยแล้วครับท่านประธาน ผมก็ต้องขออธิบายอย่างนี้ครับว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายของ ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่เมื่อท่านเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เป้าหมายของ ท่านก็คือว่าช่วยเหลือให้ราษฎรมีรายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะราษฎรที่เป็นเกษตรกรทั้งหลาย ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์เชื่อว่าถ้าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศคือเกษตรกรทั้งหลาย มีรายได้ดี ก็จะมีกําลังซื้อก็ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เดินหน้าไปได้ เพราะว่า ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามารับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลนั้น มีคนทํานายทายทักว่าท่านจะ ไปไม่รอด แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ เศรษฐกิจของประเทศไทยจะตกต่ํา ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ แบ่งหน้าที่ให้พวกเราทํา ชาวนานั้นเป็นเกษตรกรที่มีจํานวนมากที่สุดในประเทศไทย เป็นปัญหา ใหญ่ของประเทศ เป็นเกษตรกรกลุ่มใหญ่ ท่านนายกรัฐมนตรีก็รับหน้าที่แก้ไขปัญหาชาวนาเอง ท่านก็ทํานโยบายประกันรายได้ให้กับชาวนา ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้อธิบายกับ สภาแห่งนี้ไปแล้ว และผมเชื่อมั่นว่าพี่น้องเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศไทยที่ได้ฟังคําอภิปราย ในสภาวันนี้ก็ต้องยืนยันได้ว่า นโยบายประกันรายได้ที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ได้จัดดําเนินการนั้น ได้ผลดีกว่านโยบายรับจํานําที่รัฐบาลที่แล้วทํามา ถึงตัว ถึงครอบครัวของเกษตรกรมากกว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการเลือกตั้งกันที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อน ๆ ผมก็ไปหาเสียงเลือกตั้งที่นั่น และมีชาวนาที่จังหวัด ขอนแก่นฝากชมเชยรัฐบาลบอกว่าปลูกข้าวไว้ยังไม่ได้ขายเลย ได้เงินแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่า จะได้พิสูจน์กันต่อไปว่าเป็นอย่างไร ในส่วนของพืชเกษตรประเภทอ้อย มันสําปะหลัง ข้าวโพด ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ก็ได้มอบให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วก็เช่นเดียวกันครับ นโยบายที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาตามแนวทาง ที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ได้มอบไว้นี้ก็ทําให้ชาวไร่อ้อยและชาวไร่มัน ชาวไร่ข้าวโพดขาย ผลผลิตได้มีกําไร ไม่ต้องดูที่ไหนหรอกครับท่านประธาน ๒ ปีมานี้ไม่ปรากฏว่าชาวไร่อ้อยเดินขบวน ไม่ปรากฏว่าชาวไร่มัน ชาวไร่ข้าวโพดมาเดินขบวน ทุกคนขายผลผลิตได้กําไรสบายใจกันไปทั้งนั้น ส่วนผมนั้นท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มอบหมายว่า ให้ไปดูแลราคายางพารา ราคาปาล์มน้ํามัน แล้วก็ราคากุ้ง ซึ่งเป็นสินค้าที่เกษตรกรชาวภาคใต้เขา เป็นผู้ผลิต ผมก็รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลเรื่องยางพารา เรื่องปาล์มน้ํามันและกุ้ง ยังจะไม่พูดเรื่อง ยางพารา ยังไม่พูดเรื่องกุ้ง เพราะท่านกําลังอภิปรายเรื่องปาล์มน้ํามัน ผมจะกราบเรียน ท่านประธานว่ามรดกที่ผมรับมาจากรัฐบาลของท่านก็คือว่า ราคาปาล์มตกต่ําลงตามลําดับ หน้าที่ ของผมก็คือยกราคาผลปาล์มให้เกษตรกรสามารถที่จะขายผลปาล์มสดได้ในราคาในระดับเดียวกับ ที่เกษตรกรอื่น ๆ เขาได้กําไร เป้าหมายของผมในขณะนั้นที่เรียนกับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็คือ ว่า ผมจะทําให้ราคาผลปาล์มที่เกษตรกรจําหน่ายได้นั้นจาก ๓ บาทเศษ ๆ เป็น ๔ บาท ๕๐ สตางค์ หรือว่าถ้าได้ถึง ๕ บาท ก็ถือว่าเป็นความสําเร็จสูงสุดแล้ว แล้วก็ได้ประกาศให้พี่น้องเกษตรกร ชาวสวนปาล์มทั้งหลายได้ทราบว่านี่คือเป้าหมายที่รัฐบาลกําลังดําเนินการอยู่ เราก็ได้เพียรพยายาม ประคับประคองสถานการณ์นะครับท่านประธาน แล้วก็แก้ไขยกระดับราคาปาล์มสดจากกิโลกรัม ละ ๓ บาท ๖๔ สตางค์ เมื่อวันที่รัฐบาลเข้ามารับหน้าที่ จนกระทั่งในที่สุดก็ผ่านเส้นเป้าหมาย ๔ บาท ๕๐ สตางค์ขึ้นมาเป็น ๕ บาท และขายได้สูงสุดถึง ๑๐ บาท ในส่วนที่เป็น ๑๐ บาทนี้ นะครับคือส่วนที่กลายเป็นปัญหาต่อมาในภายหลัง ซึ่งผมจะได้กราบเรียนให้ท่านประธานทราบ แต่ผมอยากจะเรียนเบื้องต้นว่ามาตรการสําคัญที่เราใช้ในการยกระดับราคาปาล์มของเกษตรกรนั้น ก็คือการนําผลผลิตปาล์มน้ํามันไปผลิตเป็นไบโอดีเซล ท่านประธานครับ เรื่องนโยบายที่จะใช้พืช ของเราไปผลิตเป็นพลังงานพูดกันมาหลายรัฐบาล มีรัฐบาลนี้ละครับที่ตั้งหน้าตั้งตาที่จะทําอย่าง จริงจัง ส่งเสริมทั้งเรื่องของการผลิตเอทานอล ผลิตไบโอดีเซล ในส่วนของปาล์มน้ํามันสามารถที่จะ นําไปทําไบโอดีเซลได้ แล้วกระทรวงพลังงานก็ได้ประกาศสูตรส่วนผสมของน้ํามันไบโอดีเซลจาก บี ๒ เป็น บี ๓ บี ๒ ก็คือหมายความว่าในน้ํามัน ๑ ลิตร ก็มีน้ํามันปาล์มผสมอยู่ ๒ เปอร์เซ็นต์ บี ๓ ก็มีผสมอยู่ ๓ เปอร์เซ็นต์ การที่ยกระดับจาก บี ๒ ไป บี ๓ เพื่อที่จะดูดทรัพย์ผลผลิตของปาล์ม น้ํามันในส่วนที่เกินจากการบริโภค ที่คนกิน ที่คนใช้ ในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อเราสามารถที่จะรักษาสมดุลในเรื่องการใช้ภายในประเทศได้มันก็จะทําให้เรา สามารถควบคุมราคาที่เกษตรกรจะขายผลผลิตได้ และในขณะเดียวกันก็ดูแลผู้บริโภค ผู้ใช้น้ํามัน ด้วย แต่ว่าในช่วงที่ผ่านมาท่านประธานครับมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ผมก็ต้องยอมรับครับว่า เป็นความผิดพลาด แต่ว่าความผิดพลาดนั้นไม่ใช่เรื่องของเจตนา ไม่ใช่เรื่องของความจงใจหรือเรื่อง ของการทุจริต สิ่งที่เป็นความผิดพลาดคือเราคํานวณปริมาณผลผลิตปาล์มน้ํามันผิดครับ เป็นครั้งแรกที่เราผลิตกันอย่างรุนแรงมาก คือปี ๒๕๕๓ ตอนต้นปีเราก็คิดว่าปริมาณผลผลิตปาล์ม น้ํามันของปี ๒๕๕๓ น่าจะมากกว่าผลผลิตเมื่อปี ๒๕๕๒ แล้วก็ไปตามดูสต็อกมาตลอดครับ ตั้งแต่ เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์มาเรื่อย มาจากถึงเดือนสิงหาคมที่ท่านบอกว่ามีสัญญาณแล้ว สต็อกน้ํามันในประเทศไทยก็ยังอยู่ในระดับ ๒๒๐,๐๐๐ กว่าตัน คําว่า สต็อก หมายความว่า น้ํามันที่ผลิตได้เอาเข้าไปผลิตไบโอดีเซล เอาไปทําน้ํามันบริโภค เอาไปทําน้ํามันในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็ยังมี เลี้ยงสต็อกอยู่ในระดับนี้ หมายความว่าพอจะใช้ไม่ขาดแคลน เดือนกันยายนก็ยังอยู่ในระดับ ๑๙๔,๐๐๐ กว่าตัน เดือนตุลาคมก็เหลือ ๑๔๓,๐๐๐ กว่าตัน ตรงนี้ละครับท่านประธานครับ มันก็เกิดปัญหาขึ้นมา ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือเกิดปัญหาภัยธรรมชาติ ใครจะพยายามพูดบิดเบือนไปอย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าปีที่แล้วเกิดภาวะผันผวนทางอากาศ ที่รุนแรงมากเป็นพิเศษ ก่อนที่จะมาถึงเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคมนั้นเกิดภาวะที่เรียกว่า ฝนแล้งยาวนาน และแล้งมาก ผมบังเอิญเป็นชาวสวนปาล์มครับ ไม่ใช่สวนใหญ่สวนโตอะไร สวนขนาดเล็ก ๆ แต่ว่าก็เป็นอาชีพที่สุจริต ทําสวนปาล์มมากับมือ แต่เดาไม่ได้หรอกครับว่าฝนแล้ง ขนาดนี้ผลผลิตจะลดลงขนาดไหน ไม่มีเกษตรกรคนไหนในประเทศไทย เจ้าของสวนรายไหนที่จะ ทํานายได้ เพราะกว่าจะรู้ตัวว่าจะได้รับผลกระทบจากภูมิอากาศ จากดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิ ความแห้งแล้งที่เปลี่ยนแปลงไปต้องใช้เวลาตั้ง ๖-๗ เดือนครับ รอดูก่อนว่าผลผลิตจะเป็นอย่างไร นี่ก็เป็นเรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ ครับ น้ําท่วมครับ ปีที่แล้วน้ําท่วมทั่วประเทศ แต่ที่หนักที่สุดคือที่ภาคใต้ ผมกราบเรียนต่อท่านประธานว่าลูกชายผม ๒ คนทําสวนยาง คนหนึ่งทําสวนปาล์มน้ํามัน คนหนึ่ง ทํา ๕๐๐ ไร่ คนหนึ่งทํา ๖๐๐ ไร่ กําลังได้ผลอยู่ดี ๆ ตายหมดทันทีเลยครับ ถึงเดือนธันวาคมที่เคย เก็บผลผลิตได้อยู่ก็กลายเป็น ๐ ทันที อย่างนี้ใครจะคาดคิดได้ท่านประธาน ผมก็ต้องกราบเรียน กับท่านประธานว่านี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติที่มีความพลิกผัน อย่างรุนแรง และเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยครับ หลังที่มีเหตุนี้แล้วผมก็พยายาม ศึกษาดู ที่ประเทศมาเลเซีย ที่ประเทศอินโดนีเซียก็เกิดภาวะการคํานวณผลผลิตปาล์มน้ํามันที่ผลิต ได้ในปีนี้ผิดเหมือนกัน ทําให้เกิดผลอะไรครับ ท่านประธานครับ ทําให้เกิดผลว่าราคาปาล์ม ในตลาดโลกสูงขึ้น ของข้างนอกก็สูงครับ ของประเทศไทยก็สูง ของประเทศไทยนั้นราคาน้ํามัน ปาล์มดิบซึ่งเคยขายกันอยู่ในระดับ ๔๐ บาท ๔๔ บาท ขึ้นไปถึง ๕๐ กว่าบาทเกือบ ๖๐ บาท ต่างประเทศที่เคยขายอยู่ ๓๔ บาท ๓๕ บาทก็กลายเป็น ๓๘ บาท ๓๙ บาท เกือบ ๔๐ บาท เหมือนกัน คือราคาของโลกกับราคาของประเทศไทยตามปกติจะแตกต่างกันอยู่ประมาณกิโลกรัม ละ ๒ บาท ๒ บาทกว่า ๆ แต่คราวที่แล้วแตกต่างกันมากนะครับท่านประธานครับ
ทีนี้ข้อบกพร่องประการที่ ๒ ผิดพลาดที่ผมต้องยอมรับกับท่านประธานและเพื่อน สมาชิกที่นี่ก็ทราบดีว่าผมได้ลาออกจากตําแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ เดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ไปสมัครรับเลือกตั้ง กว่าจะกลับเข้ามาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ วันที่ ๑๒ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ ๑๙ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ กว่า จะเข้าได้ทํางานก็ปลายเดือนพฤศจิกายนเข้าไปแล้วครับ ช่วงนี้ละครับเป็นช่วงที่ผมขาดตอน ไม่ได้ มีโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้องในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ํามัน แต่ว่าเมื่อเข้ามา เดือนธันวาคมก็ประชุมกันทันทีครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ได้ทําหนังสือเข้ามายัง คณะกรรมการ บอกว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องปริมาณน้ํามันปาล์มที่จะใช้ในประเทศ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าในคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ํามันมีผู้แทนทุกภาคส่วนเลยครับ ทั้งภาครัฐ ทั้งภาคเอกชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาครัฐบาลก็มีทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน แล้วก็ผู้ประกอบการก็ทั้งโรงงานสกัด ทั้งโรงงาน กลั่นน้ํามัน ทั้งโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ใช้ อยู่กันครบทุกฝ่ายครับ วันที่ ๖ เดือนธันวาคม เราก็มานั่ง พิจารณากัน เกิดการโต้เถียงกันครับท่านประธานครับว่าตกลงสต็อกที่มีอยู่ในประเทศเท่าไรกันแน่ ตัวเลขที่พูดกันก็คือว่ายังมีอยู่ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ตัน นี่คือตัวเลขที่ทุกฝ่ายคาดคะเนว่ายังมีอยู่ ๑๒๐,๐๐๐ ตัน ปัญหาก็คือว่าแล้วผลผลิตที่จะออก ในเดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เป็นอย่างไร ทุกคนก็คํานวณว่า เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม ผลผลิตของชาวสวนก็จะออกเร็ว ก็จะมีโอกาสเข้ามาทดแทนมาก ก็ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาว่าไปตรวจสอบกันดูสิว่าเราควรจะต้องเตรียมการรับสถานการณ์ ปาล์มน้ํามันกันอย่างไร ในวันนั้นก็คิดว่ามีความรอบคอบกันพอสมควรครับท่านประธาน แต่ถ้าเป็น ความผิดพลาดก็ต้องยอมรับว่าผิดพลาด เพราะพอสิ้นเดือนธันวาคมเราเริ่มตระหนักว่าเราเจอ ปัญหาครับ ปริมาณน้ํามันปาล์มที่มีอยู่ที่เราคิดว่ามีถึง ๑๒๐,๐๐๐ ตันนั้น เอาที่จริงทุกฝ่าย ตรวจสอบกันมาแล้วบอกว่ามีอยู่ประมาณ ๖๗,๗๐๐ กว่าตันเท่านั้น เรียกว่าประมาณ ๗๐,๐๐๐ ตัน มันเป็นระดับครั้งแรกที่ทําให้เรารู้สึกว่าเป็นอันตรายก็ปรึกษากันว่าจะทําอย่างไร กระทรวง พาณิชย์ก็เป็นคนเสนอครับว่า ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะนําเข้าน้ํามันปาล์มได้สัก ๓๐,๐๐๐ ตัน เพื่อเอามาผลิตเป็นน้ํามันบริโภคก็พอที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ไม่ทําให้เกิดปัญหา ที่ประชุมก็เลย อนุมัติให้นําเข้าน้ํามันปาล์มจากต่างประเทศ ๓๐,๐๐๐ ตันเป็นครั้งแรก การนําเข้าน้ํามันปาล์ม ท่านประธานครับ มันก็มีเป็นบางปีเป็นบางครั้งไม่ได้นําเข้าทุกปีตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ มาจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลา ๒๓ ปี มีการนําเข้าน้ํามันปาล์มอยู่ ๕ ครั้งเท่านั้นครับ ๕ ปีเท่านั้นเอง ปี ๒๕๓๑ นําเข้ามา ๕,๐๐๐ ตัน ปี ๒๕๓๕ นําเข้ามา ๙,๗๒๕ ตัน ปี ๒๕๓๘ นําเข้ามา ๑๕,๐๐๐ ตัน ปี ๒๕๔๑ นําเข้า มา ๘,๕๑๑ ตัน ปี ๒๕๕๑ ปีที่คุณมิ่งขวัญเป็นรัฐมนตรีนําเข้ามา ๒๘,๔๕๑ ตัน เรียกว่านําเข้ามา ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ตันในปีนั้น พูดถึงตรงนี้ก็เลยถือโอกาสชี้แจงสักนิดหน่อยครับ เมื่อสักครู่ มาตําหนิผมว่าเวลานําเข้าน้ํามันปาล์มมาทําไมไม่นําเข้าน้ํามันปาล์มที่บริสุทธิ์มาแล้วเป็นขวด เรียบร้อยแล้ว ทําไมไปนําเข้าน้ํามันปาล์มออยล์โอลีน ซึ่งเรียกว่าผิดสเปกขอโทษนะครับลืมเร็ว ไปหน่อย ปีที่คุณมิ่งขวัญเป็นรัฐมนตรีก็นําเข้าสเปกนี้ครับผมบอกเลยไปตรวจดูก็ได้ ถ้าจะด่าผม ก็คุณอนุดิษฐ์ก็ไปด่ากันเองกับคุณมิ่งขวัญก่อน สเปกคุณมิ่งขวัญก็ครูทปาล์มโอลีน (Crude Palm Olein) ให้ อคส. นําเข้าสเปกนี้เหมือนกัน ๒๘,๐๐๐ ตันเศษ หรือ ๓๐,๐๐๐ ตัน ผมไม่ได้ไปตําหนิ นะครับ ไม่ได้ไปตําหนิว่าคุณมิ่งขวัญนํามาผลิตแล้วก็ไม่ได้เอามาเป็นข้อแก้ตัวว่า ผมต้องเดิน ตามรอยคุณมิ่งขวัญตามไปด้วย ไม่ใช่ เพราะว่าประเทศผู้ที่เขาผลิตน้ํามันปาล์มจะเป็นประเทศ มาเลเซีย จะเป็นประเทศอินโดนีเซีย เขาไม่ยอมให้นําเข้าน้ํามันปาล์มดิบธรรมดา เขาต้องการเพิ่ม มูลค่าเพิ่มของเขา ต้องเป็นน้ํามันปาล์มดิบประเภทแยกไขมาแล้ว น้ํามันปาล์มดิบครูทปาล์มออยล์ โอลีนประเภทนี้เป็นน้ํามันที่ผ่านการแยกไขมาชั้นหนึ่งแล้วไม่ได้แยกโดยสิ้นเชิงครับ เรียกว่าคนขาย เขาเลี่ยงภาษี เลี่ยงบาลีเพื่อที่จะให้ได้สิทธิส่งออกได้ว่าได้ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรมมา บ้างแล้ว แยกไขออกบางส่วน แล้วเราต้องมาเข้าโรงงานทําต่อในประเทศไทยของเรา ทําไมต้องทํา อย่างนี้ครับ เพราะทางฝ่ายคนไทยเห็นว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดและทําให้ต้นทุนถูกที่สุดที่จะดําเนินการ ได้ ท่านประธานครับ ผมต้องสารภาพกับท่านประธานนะครับที่คุณอนุดิษฐ์อุตสาห์ยกย่องว่าผมมี ความรู้เรื่องปาล์มน้ํามันขั้นเทพนี่ไม่จริงครับ ชื่อเทพแต่ว่าความรู้เรื่องปาล์มนี่เด็ก ความรู้ของผมคือ ปลูกปาล์ม ใส่ปุ๋ยแล้วให้ได้ผลแล้วก็ขายมีเท่านั้น ในชีวิตไม่เคยเข้าไปทําโรงงานสวนปาล์ม ไม่เคย เข้าไปเกี่ยว ไม่ได้ทําโรงงานปาล์มน้ํามัน ไม่ได้เกี่ยวกับโรงงานสกัดโรงกลั่นน้ํามันหรือว่า ทําไบโอดีเซลไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แล้วผมท้าพิสูจน์ได้ว่าที่คุณกล่าวหาว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้องทุจริตคอร์รัปชันหาประโยชน์ เศษเลยจากโรงงานสกัดก็ดี จากโรงกลั่นก็ดี บอกกันอย่างนี้เลยครับทั้งคุณอนุดิษฐ ทั้งคุณมิ่งขวัญถ้าอยากจะมีอนาคตทางการเมืองเดิมพันกันได้เลย ตั้งกรรมการทุกส่วนไปสอบเลย ครับ เอาทุกองค์กรไปสอบ ถ้าผมมีรายได้จากปาล์มน้ํามันในกรณีนี้แม้แต่บาทเดียวนะ ผมเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิตเลยครับ ถ้าคุณ ๒ คนพร้อมที่จะรับท้ากับผมละก็เริ่มลงมือได้ตั้งแต่ วันนี้ ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่การที่จะ กล่าวหาผู้คนเราจะต้องมีเหตุมีผลกันพอสมควร ผมเป็นผู้แทนราษฎรมา ๓๐ กว่าปี มีเพื่อนมีฝูง มีคนสนิทสนมมีคนรักใคร่มากมายพอสมควร เพราะชีวิตไม่เบียดเบียนใคร ไม่ข่มเหงใคร มีน้ําใจให้คนอื่น พี่น้องประชาชนที่ทําสวนปาล์มก็ดี คนที่อยู่ในวงการปาล์มน้ํามันก็ดี มีอะไรก็ปรึกษาหารือก็พูดคุยกัน แต่ไม่เคยเอาประโยชน์จากคนเหล่านี้ สมัครรับเลือกตั้งเป็น ผู้แทนราษฎรทุกครั้งไม่ต้องซื้อเสียง ไม่ต้องไปเบียดเบียนคนพ่อค้ามาซื้อคะแนน ผมก็เป็น นักการเมืองที่หยิ่งทะนงยโสได้คนหนึ่ง เดินยืดอกได้ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีในภาคใต้คนยกมือไหว้ ทุกคน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องพูดอย่างนี้เพื่อที่จะบอกว่าคนที่คุณกล่าวถึงว่าบริษัท พีเคอะไรนะครับ แล้วบอกว่าบริษัทนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับผมเป็นคนกลุ่มน้อยที่สมคบการปล้น ประชาชนโดยนายอภิสิทธิ์มีส่วนรู้ส่วนเห็นนี่ เจตนาร้าย ผมยืนยันได้เลยครับว่าท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ไม่มีส่วนรู้ส่วนเห็นเรื่องนี้แต่ประการใด สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้มีบัญชาสั่งการมา กับผมก็คือว่า เกิดปัญหาความเดือดร้อนคนเขาหาซื้อน้ํามันปาล์มไม่ได้ น้ํามันปาล์มราคาสูงขึ้น ผมเป็นประธานกรรมการนโยบายปาล์มน้ํามันซึ่งตอนแรกนี่ผมก็มุ่งแต่เฉพาะยกระดับราคาให้คน ชาวสวนเขาขายปาล์มได้ราคาดี นายกรัฐมนตรีบอกว่าไปดูเรื่องที่คนบริโภคด้วย ผมก็ไปเข้าไป ทํางาน เมื่อเข้าไปทํางานผมก็เชิญคนทั้งหมดนี่แหละครับเข้ามาประชุมว่าเมื่อสถานการณ์เป็น อย่างนี้เราจะทํากันอย่างไร แล้วก็พูดจากันเปิดเผยในที่ประชุมมีสื่อมวลชนเข้าไปนั่งฟังด้วย การเอา ราคาต้นทุนทั้งหลายมาคิดกันมาแสดงกันมีคนรู้มีคนเห็น ๕๐-๖๐ คนทํากันอย่างเปิดเผย ผมก็เรียน ตรง ๆ ครับว่าความรู้ ต้นทุน กําไร โรงงานผมไม่มีหรอกครับ ในเมื่อเขาคิดให้ฟังผมก็ถามกรรมการ แต่ละท่านที่นั่งประชุมอยู่ด้วยเพราะเขาก็เป็นเจ้าของโรงงานเขาก็เป็นตัวแทนเกษตรกรที่สําคัญ ที่สุดครับในคณะกรรมการชุดนี้มีตัวแทนของโรงงานสกัดน้ํามันปาล์มของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวน ปาล์มน้ํามันกระบี่นั่งอยู่ด้วย อันนี้ก็เป็นนโยบายที่ดีของรัฐบาลก่อนโน้นครับไม่ใช่รัฐบาลท่านที่เห็น ว่าเราจะต้องให้ชาวสวนได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับเรื่องกิจการปาล์มน้ํามันครบวงจร เขาจึงให้ทุน สหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ํามันกระบี่สร้างโรงงานต้นแบบขึ้น เพื่อให้เกษตรกรได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการดําเนินธุรกิจครบวงจรแล้วก็ได้อาศัยรูปแบบ อาศัยโมเดล (Model) ในการตรวจสอบ ความถูกต้องของระบบซื้อขายปาล์มน้ํามันจากโรงงานแห่งนี้เป็นที่อ้างอิง ผมกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าทุกคนก็นั่งดูแลรักษาผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ตัวแทนเกษตรกรก็คอยดูแลว่า ถ้าจะตัดสินใจไปอย่างไรจะกระทบเกษตรกรอย่างไรบ้าง โรงงานสกัดน้ํามันซึ่งรับผลผลิตจาก เกษตรกรสกัดออกมาเป็นน้ํามันดิบเขาก็คอยดูแลอยู่ว่าเขาจะเสียประโยชน์ตรงไหนอย่างไร โรงงาน ที่กลั่นน้ํามันที่ซื้อน้ํามันดิบจากโรงงานสกัดเขาก็รักษาผลประโยชน์ของเขา ตัวแทนของสมาคม อุตสาหกรรมผู้ใช้น้ํามันทั้งหลาย ทั้งบะหมี่ยํายํา มาม่า ไก่ทอดทั้งหลายก็นั่งอยู่นั่งฟังกันอยู่ ข้าราชการ ๓-๔ กระทรวงก็เป็นกลาง เราก็ประชุมกันอย่างนี้ครับ ตัวเลขก็มาคิดมาเปิดเผย ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อได้ตัดสินใจอนุมัติให้มีการนําเข้าน้ํามันปาล์ม ล็อต (Lot) แรก ๓๐,๐๐๐ ตัน ในวันที่ ๖ เดือนมกราคม กรรมการก็ตกใจนะครับ เพราะเห็นว่า สต็อกมันเหลือ ๖๗,๗๐๐ กว่าตัน ก็บอกเลยครับว่าให้กระทรวงพาณิชย์ โดย อคส. เป็นคนนําเข้า แล้วรีบไปนําเข้ามาให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ ๓๑ เดือนมกราคม ไม่ได้นิ่งเฉยเลยครับ ก็รู้ร้อนรู้หนาว อยู่เหมือนกัน กระทรวงพาณิชย์เขาก็รับไปดําเนินการครับ ไปดําเนินการแล้วคณะกรรมการก็นัด ประชุมประเมินผลติดตามทันทีในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ไม่ทันถึงเดือนครับ เมื่อเห็นว่า สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จึงได้ตัดสินใจอนุมัติให้นําเข้าน้ํามันปาล์มอีกล็อตใหญ่ ๑๒๐,๐๐๐ ตัน โดยบอกว่าให้กระทรวงพาณิชย์นําเข้ามาในเดือนกุมภาพันธ์ ในเดือนมีนาคม ที่จริงคิดว่า ๑๐๐,๐๐๐ ตันก็พอครับ แต่เพราะเห็นว่าพี่น้องประชาชนเขาตระหนกตกใจกลัวน้ํามันขาด ก็เลย บอกว่าเผื่อไปอีก ๒๐๐,๐๐๐ ตัน เพื่อหวังผลในทางจิตวิทยา ประกาศไป ๑๒๐,๐๐๐ ตัน คนจะได้ ไม่ตกใจว่าน้ํามันมันขาดแคลน ท่านประธานครับ การที่นํา ๓๐,๐๐๐ ตัน ล็อตแรกเข้ามา กระทรวงพาณิชย์ก็มารายงานในที่ประชุมว่า เมื่อนําเข้ามาอย่างนี้ต้นทุนมันเพิ่ม โรงงานที่กลั่น น้ํามันออกมาเป็นน้ํามันพืชบริสุทธิ์นี้เขาคงกระทบกระเทือน ผู้ค้าผู้ขายทั้งหลายก็คงจะได้รับ ผลกระทบกันไปเป็นช่วง ๆ เพราะราคาควบคุมของปาล์มน้ํามันนั้นอยู่ที่ ๓๘ บาท กระทรวง พาณิชย์ไปคิดอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ว่าเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านก็คงจะมา ชี้แจงได้ ท่านก็มาขอรัฐบาลครับ ว่าขอปรับราคาควบคุมขึ้นไปเป็น ๔๗ บาท ๓๐,๐๐๐ ตันแรกนั้น ยังขายในราคา ๔๗ บาทอยู่ครับ กระทรวงพาณิชย์ก็กําหนดว่าราคาควบคุมลิตรละ ๔๗ บาทนั้น ให้ขายในรูปแบบของจุกสีฟ้าก็ผลิตออกไป แต่ว่าสถานการณ์ความแตกตื่นตกใจของพี่น้อง ประชาชนความขาดแคลนน้ํามันปาล์มนี้มันยังไม่สิ้นสุด ยังรุนแรงอยู่ ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีบัญชา ให้ผมรีบไปจัดการดําเนินการ ผมเรียกประชุมกรรมการนโยบายปาล์มน้ํามันวันที่ ๑ เดือนกุมภาพันธ์ ก็อนุมัติ ๑๒๐,๐๐๐ ตันอย่างที่ว่า แล้วก็กังวลใจครับ กลัวว่าถ้าทําไปอย่างนี้ มันอาจจะไม่เป็นที่เรียบร้อย ก็มาปรึกษากันว่าปัญหาที่กระทรวงพาณิชย์นําเข้ามา ๓๐,๐๐๐ ตันคราวที่แล้ว แล้วไปขาย ทําไมมันขลุกขลัก ทําไมมันเดินไปไม่สะดวก ก็พบความจริง ครับท่านประธาน ว่าต้นทุนที่โรงงานเขาทํามันเกิน ๔๗ บาท เพราะฉะนั้นเขาผลิตมากเท่าไร เขาเร่งรีบเท่าไรเขาก็ขาดทุนเท่านั้น เขาก็เป็นปัญหาอย่างนั้น ท่านทั้งหลายก็ไปกล่าวหาว่าโรงงาน เขาคงมีกําไรมหาศาล เที่ยวนี้รวยกันอู้ฟู่ เท่าที่เขาแสดงตัวเลขให้ผมดูมันไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าผม ถูกหลอกผมก็ต้องขอโทษท่านประธาน แต่ผมจะไปหามาให้อีกว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นอย่างไร แล้ววัน ข้างหน้าก็จะได้เอามาเสนอกัน อย่างน้อยที่สุดผมก็จะแถลงเรียนกับสาธารณชนว่าที่ท่านกล่าวหา ทั้งหมดนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ผมก็ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ต้องพิสูจน์ได้ ไม่ใช่เรื่อง ที่ลึกลับซับซ้อนอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเรารู้อย่างนั้นเราก็พบความจริงว่านอกจาก โรงกลั่นน้ํามันเขาผลิตแล้วขายด้วยความจําใจ ด้วยความขมขื่นเพราะยิ่งขายยิ่งขาดทุน คนที่รับช่วงไปขายต่อก็ไม่ค่อยเต็มใจ ที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นมีการบิดเบือนตลาดครับ อันนี้ไม่ใช่ ความผิดของใคร แต่ว่าเป็นช่องว่าง เมื่อกระทรวงพาณิชย์ประกาศควบคุมราคาน้ํามันพืช ที่ใส่ขวดลิตรละ ๔๗ บาท แต่ว่าไม่ได้ควบคุมราคาน้ํามันปี๊บ ไม่ได้ควบคุมราคาน้ํามันถุง คนก็ซื้อ น้ํามันขวดไปเทใส่ปี๊บ ไปเทใส่ถุงแล้วก็ขายได้ราคาแพงกว่านั้น คือลิตรหนึ่งได้ ๕๖-๕๗ บาท อันนี้ คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็ต้องยอมรับกัน แต่ว่าเมื่อพวกเรารู้ เมื่อพวกเราทราบเราก็แก้ปัญหาครับ แล้วการแก้ปัญหาอย่างนี้ผมก็ไม่ได้ปิดบังอะไร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ได้ปิดบังอะไร เราก็ได้ประกาศให้พี่น้องประชาชนรู้ว่าเราพบความจริงเป็นอย่างนี้ ก็ชวนมาคุยกันครับว่า เพื่อที่จะ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เราควรจะร่วมมือกันดําเนินการอย่างไร อย่าปล่อยให้กระทรวงพาณิชย์ ต้องแบกรับภาระอย่างเดียว ทุกคนมาช่วยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ เราเห็นโดยทันทีเลยว่า ๑. ถ้ากระทรวงพลังงานถอยกลับลงไปนิดหนึ่ง แทนที่จะผลิตไบโอดีเซล บี ๓ ถอยให้กลับไปผลิต ไบโอดีเซล บี ๒ ในเดือนนั้นทันทีจะมีน้ํามันเหลืออยู่ในระบบ ๑๐,๐๐๐ ตัน แล้วมีสต็อกของบริษัท หรือว่าของเครือที่จะผลิตน้ํามันไบโอดีเซลที่อยู่กับกระทรวงพลังงานอาจจะให้ยืมได้ ๕,๐๐๐ ตัน เราก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นรีบเอาน้ํามันส่วนนี้มากลั่นให้กับพี่น้องประชาชนก่อน แล้วก็สั่งน้ํามัน เพิ่มมาทันทีจากต่างประเทศ ๓๐,๐๐๐ ตัน น้ํามันที่จะสั่งมาจากต่างประเทศ ท่านประธานครับ โดยธรรมชาติสั่งวันนี้ก็ต้องใช้เวลา ๑๕-๑๖ วัน กว่าจะขนลงเรือมาได้ กว่าจะดูดขึ้นจากเรือ กว่าจะ เอาไปโรงงาน อันนี้เป็นขั้นตอนปกติ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาถ่วงเวลาตามที่ท่านกล่าวหา เป็นเรื่อง ของการทํางานปกติของธุรกิจ แต่เรารู้แล้วว่ากว่าน้ํามันที่จะเอามาจากต่างประเทศมาถึงนี่ เราเอา น้ํามันในประเทศที่ได้จากการลดปริมาณที่จะผลิตไบโอดีเซลมากลั่นเป็นน้ํามันบริโภคให้ประชาชน แทน และเราคํานวณครับว่าถ้าใช้ ๔๕,๐๐๐ ตันนี้แล้วน่าจะเพียงพอ ถ้าไม่พอเราเพิ่มอีก กรรมการนโยบายปาล์มน้ํามันที่เคยประชุมกันทุกเดือนเปลี่ยนเป็นประชุมเดือนละ ๒ หนถี่เข้า ติดตามสถานการณ์ด้วยกันอย่างใกล้ชิด นี่ทําให้เรารู้ได้ว่าเราจะเอาน้ํามันมาทดแทนผลิตผลที่ลดลง เพราะภัยธรรมชาติของเราได้ด้วยเหตุอย่างนี้
ต่อไปก็เป็นเรื่องของราคาครับ ก็มาคํานวณต้นทุนราคากัน ตั้งสมมุติฐานว่า ต้องไม่ให้พี่น้องประชาชนผู้บริโภคต้องได้รับความเดือดร้อนไปมากกว่านี้อีกแล้ว ที่ขึ้นราคาจาก ๓๘ บาท มาเป็น ๔๗ บาท พี่น้องก็ไม่ค่อยชอบใจอยู่แล้ว ทั้ง ๆ ที่สมัยคุณมิ่งขวัญ ๔๗ บาท ๕๐ สตางค์นะครับ เมื่อกี้ไม่พูด สมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ๔๗ บาท ถูกกว่าอย่างน้อย ๕๐ สตางค์ แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ มีน้ํามันดิบมาสําหรับกลั่นได้เพียงพอ แต่ถ้าเขาขายจริง ต้องเกือบ ๆ ๖๐ บาทนะครับ เราก็มาบอก กันว่าถ้าอย่างนั้นทุกคนต้องช่วยกันเสียสละคนละเล็กละน้อยในช่วงที่บ้านเมืองกําลังมีวิกฤติ เพื่อให้ผู้บริโภคเขาไม่ต้องเดือดร้อนไปมากกว่านี้ ยืนยันเลยว่าให้ผู้บริโภคยังซื้อน้ํามันได้เหมือนเดิม ลิตรละ ๔๗ บาท ส่วนที่เหลือมาช่วยเฉลี่ยความรับผิดชอบ โรงกลั่นน้ํามันก็ต้องยอมที่จะไม่เอา กําไรในส่วนนี้ แต่ว่าจะให้เขาขาดทุนทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ พบกันครึ่งทาง รัฐบาลช่วยครึ่ง เขาลด กําไรของเขาลงมาครึ่ง ให้คือ ๆ กับทุนที่เขาต้องใช้ แต่ต้องเจียดกําไรไว้ให้กับผู้ค้าปลีก ทั้งโมเดิร์น เทรด ทั้งยี่ปั๊ว ซาปั๊วทั้งหลาย แล้วตกลงกันว่าต่อไปนี้จะไม่คุมเฉพาะน้ํามันขวดครับ คุมน้ํามันปีบ น้ํามันถุงด้วยเพื่อไม่ให้มีการบิดเบือนในตลาด ทุกคนจะซื้อปีบ จะซื้อถุง จะซื้อขวด ลิตรละ ๔๗ บาทเหมือนกันหมด ก็คิดสูตรต้นทุนกันมาเสร็จก็ตกลงกันครับว่า สําหรับน้ํามันที่เอามาจาก ในประเทศรัฐบาลจะชดเชยให้ลิตรละ ๙ บาท ๕๐ สตางค์ ถ้าทําอย่างนี้ก็แปลว่าโรงสกัดน้ํามัน ที่เอาผลปาล์มมาสกัดเป็นน้ํามันดิบแล้วก็ส่งให้กับโรงงานกลั่นน้ํามันพืชนั้นต้องขายน้ํามันสกัด ในราคา ๔๔ บาท๗๕ สตางค์ เมื่อถามว่าถ้าโรงงานสกัดขายน้ํามันดิบให้กับโรงกลั่นในราคากิโลกรัมละ ๔๔ บาท ๗๕ สตางค์นี้ชาวสวนจะขายผลผลิตได้เท่าไร ที่ประชุมตัวแทนของเกษตรชาวสวน ที่นั่งอยู่ด้วยบอกว่าขายได้ประมาณ ๗ บาท หรือ ๖ บาท ๘๐ สตางค์ ตรงนี้ต้องเรียนกับท่านประธานครับ มีคนที่ชอบพูดชอบคุยว่า ชาวสวนเกษตรกรที่ประเทศ มาเลเซียนี่ขายผลผลิตปาล์มสดได้ราคาดีกว่าเกษตรกรในประเทศไทย ผมเรียนว่าเรื่องจริงครับ ท่านประธาน ที่จริงมันเป็นอย่างนี้ครับ มันขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์น้ํามันของเมล็ดปาล์ม เปอร์เซ็นต์ ของน้ํามันที่อยู่ในเมล็ดปาล์มนี้ขึ้นอยู่กับความสุกหรือความดิบของผลปาล์ม ถ้าเราเก็บผลปาล์ม ที่ยังสุกไม่จัด เวลาเอาเข้าไปโรงงานสกัดก็จะมีเปอร์เซ็นต์น้ํามันอยู่แค่ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๖ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ถ้าผลปาล์มมันสุกดีได้ที่คืออยู่นานบนต้น มันก็ได้เป็น ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ กิจการสวนปาล์มที่ประเทศมาเลเซีย ที่ประเทศ อินโดนีเซียนี่เป็นเกษตรกรขนาดใหญ่ ๆ ครับ เขาไม่เร่งรีบ เขาทําตามหลักวิชา เขาก็ขายปาล์ม น้ํามันที่ได้ผลผลิต ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ บ้านเราคงยากครับ มี ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ ๒๐ ไร่ ๑๐๐ ไร่ ที่มีเป็นหมื่น ๆ ไร่นี่มีไม่กี่รายในประเทศไทย ประเภทอย่างผมนี่เขาเรียกว่า คนกระจอก ชาวสวนปาล์มของจริงมันต้อง ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ไร่ ๕๐,๐๐๐ ไร่ขึ้นไป ซึ่งในประเทศไทยนี่นับ จํากัด ประเภท ๑๐๐ ไร่ ๑,๐๐๐ ไร่นี่ถือว่าเล็กน้อย แต่ผมเรียนว่าที่ประเทศมาเลเซียนั้นเขาคุม เรื่องเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าขายที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของน้ํามันก็จะต้องได้ราคาดีกว่าที่เปอร์เซ็นต์ น้ํามัน ๑๖ เปอร์เซ็นต์เป็นธรรมดา ในมาตรการคราวนี้ครับเราได้ประชุมกัน ตกลงกันบอกกับ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนว่าท่านต้องขายปาล์มให้ช้ากว่านี้หน่อย ต้องให้ปาล์มมันสุกกว่านี้ ต้องให้ได้ เปอร์เซ็นต์น้ํามันสูง อย่างน้อยขอสัก ๑๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วเราก็รณรงค์พร้อมกันครับ โรงงานที่จะ ซื้อปาล์มน้ํามันก็ต้องขึ้นป้ายว่ารับซื้อปาล์มน้ํามัน ๑๗ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่ง เกษตรอําเภอ เกษตรตําบลออกไปประชาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน ผู้แทนเกษตรกรเองก็ไปบอก กับสมาคมกับชุมนุมสหกรณ์ นี่เราก็ทําครับ ท่านประธานครับ เราก็คิดว่าในส่วนที่เป็นน้ํามันจาก ภายในประเทศก็พอไปได้ ส่วนน้ํามันที่มาจากต่างประเทศครับ เราก็ตกลงกันครับว่าจะชดเชยให้ใน ราคาลิตรละ ๕ บาท เพราะต้นทุนน้ํามันดิบสูตรเมื่อสักครู่นั่นละครับ ครูทปาล์มโอลีน เราซื้อมานี่ คิดว่าเมื่อเข้ามาถึงประเทศไทยแล้วนี่ราคาต่ํากว่าน้ํามันดิบที่ผลิตได้ในประเทศ คณะกรรมการถาม ทันทีครับ วันนี้ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกเป็นอย่างไร น้ํามันปาล์มดิบในตลาดโลก น้ํามันแยกไขนี่ เขาก็ตอบว่าตันละ ๑,๓๑๐ เหรียญสหรัฐอเมริกา เราก็ให้เขาคํานวณกันตรงนั้นเลยครับ ทุกฝ่าย คํานวณกันบอกว่า ถ้าอย่างนั้นรัฐบาลชดเชย ๕ บาทตกลงใช้ได้ ถ้าซื้อแพงกว่านี้ชดเชยมากกว่านี้ ถ้าซื้อถูกกว่านี้ชดเชยน้อยกว่านี้ แล้วก็มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์โดยองค์การคลังสินค้าเป็นผู้ ประมูลซื้อ โดยให้พ่อค้าเจ้าของโรงกลั่นน้ํามันพืชทั้งหลายไปนั่งร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะว่า เวลาจ่ายเงินจริงโรงกลั่นเป็นคนจ่าย ทุกฝ่ายก็รักษาผลประโยชน์ของตัวเอง เท่านั้นไม่พอครับ ผมยังส่งผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอไปนั่งเฝ้าการประมูลอีกครับ แล้วปรากฏว่า เขาประมูลได้ถูกกว่าที่เราเคยตั้งราคากําหนดเอาไว้ครับ แทนที่เขาจะซื้อเข้ามาในราคาตันละ ๑,๓๑๐ เหรียญ เขากลับซื้อได้ราคาตันละ ๑,๒๕๘ เหรียญครับ ถูกลงไปตันหนึ่งเกือบ ๘๐๐ เหรียญ ถ้าท่านจะกล่าวหาผมว่าได้ประโยชน์หรือเปล่า หาพวกเราว่าได้ประโยชน์ เราควรจะ ซื้อของแพงมากกว่าราคากลางที่กําหนดไว้ถูกไหมครับ แต่นี่ไปซื้อถูกกว่า แล้วมีผลอย่างไรครับ แทนที่รัฐจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินชดเชยลิตรละ ๕ บาท ตกลงรัฐจ่ายชดเชยลิตรละ ๓ บาท ๒๐ สตางค์เท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนกับท่านประธานนะครับ ในขณะที่ทํางาน เรื่องนี้ทําอย่างตรงไปตรงมา ทําอย่างเปิดเผย ผมคิดด้วยความภาคภูมิใจว่าเราได้เข้ามาแก้ไขปัญหา วิกฤติของบ้านเมือง มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ไม่คิดว่าจะต้องกลับมาเป็นผู้ต้องหาให้ท่านสงสัยอยู่วันนี้ แต่ผมพร้อมพิสูจน์ ตัวเลขทั้งหลาย ทั้งปวงเหล่านี้พร้อมที่จะพิสูจน์ครับท่านประธาน แล้วตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาก็ได้ในสภา นี้หรือจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษก็ได้ ผมทุจริตได้เงินเข้ากระเป๋าแม้แต่บาทเดียวไม่เป็น นักการเมืองอีกเลย ผมเรียนให้ท่านทราบ เอาอนาคตมาวัดกันได้ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วที่ ท่านกล่าวหาบริษัท พีเค อะไรที่ว่านี่ ผมก็ได้ไปขอเอกสารทั้งหมดนี้ครับเป็นเอกสารรายงาน ที่คณะกรรมการที่ผมให้ไปตรวจสอบ มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ มีกระทรวงอุตสาหกรรม มีกระทรวงพาณิชย์ ไปตรวจสอบโรงงานคลังเก็บน้ํามันทุกแห่งในประเทศไทยในช่วงระหว่างที่เกิด วิกฤติเพื่อหาว่าใครทําความผิดมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง เขายังไม่พบ ผมไม่บอกว่าเขาไม่มี ผมบอก ว่าผมดูตามรายงานนี้เขายังไม่พบ แล้วถ้าวันหน้ามีพบก็ต้องดําเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นพีเค พีอาร์ พีอะไรก็แล้วแต่ก็ต้องถูกดําเนินคดีทั้งนั้น แต่ที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานคือผม ไม่รู้เรื่องทําธุรกิจของบริษัทเหล่านี้ แต่เมื่อสักครู่ได้ให้คนไปตรวจสอบ ท่านตั้งข้อกล่าวหาเขาว่า เขาซื้อน้ํามันมาสต็อกไว้ ๑๕๐,๐๐๐ ตัน ผมก็ให้คนลองคิดดูตามราคาที่ผมเห็นนี่ครับ ถ้าเขาจะ สต็อกน้ํามัน ๑๕๐,๐๐๐ ตันมาเพื่อเก็งกําไรนั้นเขาจะต้องใช้เงินประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ครับ ซึ่งแหมผมว่าไม่หมูเท่าไรละครับ ลงทุน ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วที่สําคัญที่สุดครับ ท่านประธาน ผมให้เลขานุการผมโทรศัพท์ไปถามว่าบริษัทนี้ทั้งหมดเคยเก็บน้ํามันไว้ถึง ๑๕๐,๐๐๐ ตันอย่างที่ว่าหรือไม่ เขาบอกว่าโกดังเขาหมดทุกโกดังเลยทุกแห่งเลยเก็บน้ํามันได้ ๘๐,๐๐๐ ตัน เท่านั้นนะครับ ที่ท่านบวกให้เขาไปอีกเท่าตัวนั้นเขาไม่เคยมี เพราะเขาไม่มีความสามารถเก็บได้ ขนาดนั้น ผมก็บอกว่าดีแล้วคําตอบอย่างนี้ให้เตรียมตัวผมจะเอาข้อมูลนี้ส่งให้ดีเอสไอแล้วเขาไป ตรวจสอบย้อนหลัง ผมกราบเรียนต่อท่านประธานครับว่าเราก็ไม่ได้ทําผิดคิดร้ายอะไร เวลาคน มันจะกล่าวหาก็กล่าวหาง่าย แต่ว่าเรื่องมันไม่ได้จบแค่คุณกล่าวหาวันนี้ผมชี้แจงวันนี้ พรุ่งนี้มะรืนนี้ เราก็ตามไปพิสูจน์กันได้ แล้วผมยินดีให้พิสูจน์ครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานได้ทราบ เบื้องต้นเท่านี้ครับ ที่เหลือเป็นของกระทรวงพาณิชย์ครับ ขอบคุณครับ