สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

ดนุพร ปุณณกันต์ หารือเรื่องการทุจริตของคณะรัฐมนตรี โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ไม่เหมาะสม การใช้งบประมาณแผ่นดิน และการขาดความโปร่งใสในการดำเนินการ รวมถึงการเอื้อประโยชน์พวกพ้อง โดยตั้งคำถามถึงการให้เงินงบประมาณ 50 ล้านบาทไปจ้างบริษัทเอกชนในการผลิตรายการโทรทัศน์แทน อสมท. และเรียกร้องความชัดเจนเกี่ยวกับสัญชาติของนายกรัฐมนตรี

นายดนุพร ปุณณกันต์ กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผม นายดนุพร ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยครับ วันนี้ค่อนข้างดึกดื่นนิดหนึ่งนะครับ แล้วก็ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้นั่งฟังการอภิปรายของผม รวมทั้งท่านรัฐมนตรีองอาจด้วยนะครับ จะเห็นได้ว่าตลอด ๒ ปีกว่าของการทํางานของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นได้มีประเด็นมากมาย ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๓ ครับที่ฝ่ายค้านนั้นได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีชุดนี้ แล้วจะเห็นว่า แต่ละปีนั้นมีจํานวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นมากขึ้นเป็นลําดับครับ คราวนี้ ๑๐ ท่าน รวมทั้งนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาล ชุดนี้จะเห็นได้จากสื่อต่าง ๆ มากมายจริง ๆ ครับ ไม่ว่าจะหยิบไปที่กระทรวงไหน ทบวงไหน กรมไหน เกือบทุกที่ครับจะโดนข้อครหาเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นครับ ผมเรียนว่าคนที่ไม่สบายใจนั้นก็คือพี่น้องประชาชนครับ เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์หรือว่า ข่าวทุกข่าวที่ออกไปเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น เรื่องนี้ผมเองนั้นเป็น ส.ส. สมัยแรกครับ แต่ก็มีความรักในสถาบันสภาผู้แทนราษฎร และมีความรักในอาชีพนักการเมือง จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการทุจริตคอร์รัปชันหนาหูขึ้นทุกวัน พี่น้องประชาชนที่เขาเป็นคอการเมืองนั้น เขาก็จะตําหนิรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงว่ารัฐมนตรี คนนั้นคนนี้มีเรื่องทุจริต แต่สําหรับพี่น้องประชาชนที่ไม่ใช่คอการเมืองแท้ ๆ นี่ เวลาเขาตําหนิ เขาตําหนินักการเมืองครับ เขาบอกว่านักการเมืองนั้นเป็นมนุษย์พันธุ์วิเศษครับ เข้ามา เพื่อที่จะเบียดบังและหาผลประโยชน์กับภาษีของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยอมไม่ได้ ครับท่านประธาน ผมดีใจครับที่ได้เข้ามาสภาแห่งนี้ แล้วก็ทุกครั้งที่ท่านประธานได้เรียกให้ พวกเรากดบัตรเวลาที่จะแสดงตนต่าง ๆ จะเรียกเราด้วยคําที่มีเกียรตินะครับ เรียกว่า ท่านผู้ทรงเกียรติ แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าทุกครั้งที่มีข่าวทุจริตออกไปตามหน้าสื่อ ต่าง ๆ นั้นพี่น้องประชาชนเขาตําหนิเราครับ เขาไม่ได้เรียกเราว่าเป็นท่านผู้ทรงเกียรติเลย บางครั้งเขามองเราเป็นท่านที่ผู้คนเกลียดครับท่านประธาน เพราะว่าการทุจริตคอร์รัปชัน แบบนี้ละครับ ผมถึงเรียนท่านประธานว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้ประกาศในการประชุม คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ท่านได้รับโปรดเกล้าฯ ใหม่ ท่านบอกว่ามีกฎเหล็กอยู่ ๙ ข้อครับ ผมก็ คงจะไม่ผ่านทุกข้อ ข้อที่ ๒ บอกว่าให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อย่างเคร่งครัด ไปดูสิครับว่าทุกกระทรวงนั้นยึดหรือเปล่ารับ ข้อที่ ๖ บอกว่าให้คณะรัฐมนตรี ทุกคนปฏิบัติตน โดยคํานึงถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชน พฤติกรรมใดที่นําไปสู่ ความไม่เชื่อมั่นให้ระวังเป็นพิเศษ กระทรวงที่ฝ่ายค้านอภิปราย แต่ผ่านไปแล้วท่านเห็นไหม ว่าเป็นข้อสงสัยและข้อที่ไม่สบายใจของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้นครับ และมาข้อ ๙ คือข้อสุดท้ายสําคัญเลยครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่ารัฐมนตรีทุกคนนั้นไม่มีสิทธิเหนือ ประชาชนคนอื่นในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมาย ท่านนายกบอกว่าจะมีการประเมินผลงาน ทุก ๓ เดือนครับ นี่ผ่านมา ๒ ปีกับอีก ๒ เดือนกว่าแล้ว ผมไม่ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้ประเมินอย่างไรบ้าง ผมเห็นทุกครั้งนะครับที่มีปัญหาเรื่องข้อครหาของการทุจริต คอร์รัปชั่น ท่านนายกรัฐมนตรีจะทําอย่างเดียวก็คือการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งผมเองก็อยู่ในสภามา ๓ ปีแล้วนะครับ ก็ยังไม่ค่อยได้เห็นเลยครับ ผลการตรวจสอบ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลท่านนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งวันนี้ครับทางฝ่ายค้าน ได้มอบหมายให้ผมนั้นได้อภิปรายไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ครับ ซึ่งผมกับท่านองอาจนั้นส่วนตัวนั้นผมก็นับถือท่านนะครับ ท่านองอาจคงจําได้ครับ ผมเจอท่านใต้ตึกประชุมนี่ล่ะครับ ขณะนั้นท่านยังไม่ดํารงตําแหน่ง รัฐมนตรี ผมให้กําลังใจท่านและบอกว่า ผมคาดว่าท่านวันหนึ่งจะได้เป็นรัฐมนตรีขออวยพร ให้ท่านได้ตําแหน่งนั้น แล้ววันนี้ท่านนั่งบนตําแหน่งรัฐมนตรี กลับทําให้ผมรู้สึกผิดหวัง เพราะหลักฐานที่ผมพูดให้ท่านประธานฟังในลําดับต่อไปนั้นแสดงให้เห็นเลยครับว่า ผมสามารถตั้งข้อกล่าวหาท่านรัฐมนตรีองอาจครับว่าท่านนั้นทุจริตคอร์รัปชั่น เอื้อประโยชน์ พวกพ้อง และใช้งบประมาณของแผ่นดินนั้นโดยไม่จําเป็น หรือว่าโดยความสิ้นเปลือง และหน่วยงานที่ผมจะพูดถึงนั้นเป็นหน่วยงานที่อยู่ในการกํากับดูแลของท่านองอาจ คล้ามไพบูลย์ โดยตรง ก็คือ บริษัท อสมท. จํากัด (มหาชน) ท่านประธานครับก่อนที่ผมจะได้ พูดถึงเหตผลในการสนับสนุนในเรื่องที่ผมได้ตั้งข้อหาท่านรัฐมนตรีองอาจนั้น ผมขอเรียน ถึงข้อมูลทั่วไปของบริษัท อสมท. จํากัด มหาชน ให้ท่านประธานได้ทราบเป็นเบื้องต้น ไม่ยาวนะครับ แต่เหตุผลที่ผมจะต้องเรียนให้ท่านประธานบอกเป็นข้อมูลไว้ก่อน เพราะว่า ผมจะใช้อ้างอิงในลําดับต่อไปภายหลัง บริษัท อสมท. จํากัด มหาชน ได้จดทะเบียน ในรูปแบบบริษัทมหาชน วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๗ เข้าตลาดหลักทรัพย์ วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๗ โดยเขียนว่า มีภารกิจในการประกอบกิจการด้านสื่อสารมวลชนและประกอบด้วย ธุรกิจหลักที่ดําเนินการเองมี ๓ อย่างครับ ๑. กิจการสถานีโทรทัศน์ โมเดิร์น ไนน์ (Modern nine) หรือว่าช่อง ๙ ในปัจจุบัน ๒. กิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและ ๓. สํานักข่าวไทย บริษัท อสมท จํากัด มหาชน นั้นมีทุนจดทะเบียน ๓,๘๓๕ ล้านบาท มีพนักงาน ๑,๔๑๖ ท่าน มีบริษัทย่อยอีก ๒ บริษัท บริษัทแรกชื่อว่า บริษัท ทาร์โร วาร์ เวอร์ วาย จํากัด ซึ่งได้เขียนไว้ ที่เอกสารของตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัทนี้ดําเนินธุรกิจด้านการผลิตรายการและสารคดี โทรทัศน์ทุกประเภท บริษัทที่ ๒ คือ บริษัท ซี้ท เอ็มคอท จํากัด ก็ดําเนินธุรกิจเกี่ยวกับด้าน การบันเทิงทุกประเภทครับ เมื่อทราบแบบนี้แล้วก็ทําให้ไม่สบายใจครับ เพราะว่า อสมท. นั้น เป็นบริษัทที่กระทรวงการคลังนั้นถือหุ้น ก็เท่ากับว่าพี่น้องประชาชนนั้นเป็นหุ้นด้วยครับ แต่เรื่องที่ผมจะเรียนว่าในการใช้งบประมาณโดยไม่จําเป็น เนื่องจากว่าทางคณะกรรมการ ของบริษัท อสมท. ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อไปดูงานที่บริษัทที่ชื่อว่า คริสตัล ซิสเต็ม จํากัด คณะกรรมการได้มีความเห็นบอกว่า ที่บริษัทนี้เขามีระบบการสื่อสาร อยู่ระบบหนึ่ง ระบบนั้นชื่อว่า เทเลพรีเซนท์ (Telepresent) เรียนท่านประธาน ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนที่ยังพอตื่นและยังชมอยู่นี่ขนะครับ ระบบนี้เป็นระบบสื่อสาร รูปแบบใหม่ที่ใช้สื่อสารในการพูดคุยแบบเห็นหน้า เรามีความรู้เขาเขียนออกมาว่าเสมือนอยู่ ในที่เดียวกัน ดังนั้นเมื่อทางคณะกรรมการได้ไปดูงานกลับมาแล้วครับบอกว่าชอบใจระบบนี้ ท่าน ผอ. อสมท. ก็มอบหมายให้ฝ่าย ไอที หรือฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นประสานไปยัง ตัวแทนจําหน่ายของบริษัทนี้ของประเทศไทย โดยมีหนังสือเหตุลผลในการที่จะขอจัดซื้อจัดจ้าง หรือว่าจะเช่า บอกว่าจะนํามาติดต่อสื่อสารประชุมทางไกลระหว่างสํานักงานใหญ่และ สาขาภูมิภาคและเชื่อมสัญญาณกับรถถ่ายทอดที่ติดอุปกรณ์พิเศษที่จะขอจัดซื้อจัดจ้าง หรือว่าจะเช่า บอกว่าจะนํามาติดต่อสื่อสารประชุมทางไกลระหว่าง อสมท. สํานักงานใหญ่ และสาขาภูมิภาค และเชื่อมสัญญาณกับรถถ่ายทอดที่ติดอุปกรณ์พิเศษ รวมถึงสามารถ ให้การรองรับการสื่อสารแล้วก็เป็นการประชุมทางไกลกับบุคคลสําคัญ หรือแหล่งข่าว ที่ทําเนียบรัฐบาลและรัฐสภาท่านประธาน เมื่อมีจดหมายเช่นนี้ก็แน่นอนครับ ท่าน ผอ. ได้อนุมัติในหลักการเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ปี ๒๕๕๓ แล้วก็มอบหมายให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนั้นได้ไปเช่าซื้อระบบนี้จากตัวแทนจําหน่ายของบริษัทนี้เป็นเวลา ๒๔ เดือน วงเงิน ๒๔ ล้านบาท พูดง่าย ๆ ก็เดือนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยบริษัทได้มีการอ้าง ระเบียบของบริษัท อสมท. ซึ่งเป็นช่องทางในการจัดซื้อ เป็นระเบียบฉบับที่ ๑๒/๕๓ ครับ ระเบียบนี้ลงวันที่ไว้ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ บอกว่า ให้อํานาจท่าน ผอ. อสมท. นั้นมีอํานาจ จัดหาวัสดุด้วยวิธีพิเศษ วงเงินนั้นไม่เกิน ๒๕ ล้านบาทต่อครั้งครับท่านประธาน และยังบอก ไว้อีกนะครับในหนังสือ ว่า อสมท. เองนั่นละครับ บอกว่าให้มีคณะกรรมการจัดหาวัสดุ โดยวิธีพิเศษ ดําเนินการให้เสร็จภายใน ๗ วันครับ และให้มีคณะกรรมการตรวจรับให้เสร็จ สิ้นภายใน ๕ วัน เมื่ออ่านเอกสารแบบนี้เลยทําให้มีคําถามเกิดขึ้นครับว่าทําไมการจัดซื้อ จัดจ้างหรือว่าจะเช่าระบบจากบริษัทนี้ทําไมถึงต้องมีความรีบร้อนขนาดนี้ครับท่านประธาน

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่าระบบนี้มีความจําเป็นสําหรับบริษัท อสมท. มากน้อย แค่ไหนครับ ซึ่งเหตุผลนั้นผมได้เรียนท่านประธานไปแล้วนะครับ ผมได้ไปนั่งอ่านแล้ว ก็พิเคราะห์ดูครับ ผมมองเห็นว่าระบบนี้ไม่มีความจําเป็นเลยที่จะต้องจัดซื้อจัดหาและเช่าไว้ใช้ ในภารกิจของ อสมท. ครับ โดยเหตุผลดังนี้นะครับ โดยปกติการประชุมของ อสมท. ระหว่าง ส่วนกลางแล้วก็ส่วนภูมิภาคที่มีอยู่ทั้งหมด ๓๕ สาขา เขาจะมีการอนุมัติให้ส่วนภูมิภาคนั้น เดินทางมาประชุมในกรุงเทพมหานคร ฃอยู่แล้วครับ

ประการที่ ๒ อสมท. นั้นมีรถถ่ายทอดสดหลายสิบคันครับท่านประธาน และผมเชื่อว่ารถถ่ายทอดสดที่มีจํานวนมากนี้ก็สามารถจะรองรับการถ่ายทอดสดตามที่ ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี หรือว่าฝ่ายการเมืองร้องขอได้อยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าระบบนี้ไม่มีความจําเป็นเลยจากเหตุผลของ อสมท. ที่ได้อ้างถึง การที่จะจัดซื้อจัดหาระบบนี้ให้มีไว้ใช้ ผมถึงเสียดายงบประมาณ ๒๔ ล้านครับ ถามว่า เงิน ๒๔ ล้านบาท ถ้าเทียบกับงบประมาณของแผ่นดินนั้นมันนิดเดียว แต่ท่านประธาน คงจําได้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาถึงแม้ว่าไม่ได้แถลงที่นี่ แถลงที่กระทรวงการต่างประเทศ ผมฟังอยู่ครับ แล้วก็ชื่นชมท่าน เพราะท่านได้น้อมนํา พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง มาปฏิบัติในรัฐบาลของท่าน ผมมองว่าเงิน ๒๔ ล้านถึงจะเป็นเงินไม่มากนักถ้าเทียบกับงบประมาณ แผ่นดิน แต่เงินจํานวนนี้ถ้ายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงแล้วผมมองว่าไม่จําเป็นครับ ท่านประธาน เพราะผมมองว่าเงินนี้ใช้ฟุ่มเฟือยโดยไม่จําเป็น และข้อเท็จจริงปรากฏ อีกครับบอกว่า ยังไม่มีการเซ็นสัญญาเช่าครับ ไม่ใช่เพราะว่าท่านรัฐมนตรีมองเห็นว่าระบบนี้ ไม่จําเป็นหรือว่าท่าน ผอ. อสมท. เห็นว่าไม่จําเป็น มีก้างครับ เพราะว่ามีคนเขาร้องเรียนครับ คือทางสหภาพได้มีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการคณะหนึ่ง ก็เลยมีการชะลอโครงการนี้ เอาไว้ก่อน แต่ปรากฏว่าข้อเท็จจริงว่าระบบนี้ได้นํามาใช้ที่ทําเนียบรัฐบาลแล้วครับ แล้วก็ เห็นได้ข่าวบอกว่าเป็นรายการของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่พูดคุยกับพี่น้องประชาชน วันอาทิตย์ ซึ่งผมก็ทราบว่าท่านเองก็คงไม่ทราบว่าระบบนี้ได้มีการนําใช้หรือไม่นะครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีองอาจจะลุกขึ้นมาแล้วบอกว่ายังไม่มีการเซ็นสัญญา แต่ว่าอาจจะได้ มีการทดลองให้ไปทดลองใช้ในทําเนียบรัฐบาลก่อนที่จะเซ็นสัญญาเช่า ผมก็เลยไปค้นต่อว่า ถ้าท่านจะอ้างแบบนี้ผมก็เลยไปดูในบันทึกข้อตกลงร่วมทุนครับ ระหว่าง อสมท. กับ บริษัทเอกชนรายนี้ละครับ ถามว่าทําไมต้องไปดูครับ เพราะว่าการระบุระยะเวลาของ การทดลองใช้ระบบนี้มีความจําเป็นครับ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้ามีการทดลองใช้จริงจะต้องมีการระบุ ในบันทึกข้อตกลงร่วมทุนระหว่าง ๒ บริษัท ก็คือบริษัท อสมท. และบริษัทเอกชนบริษัทนี้ ว่าจะใช้ระยะเวลานานเท่าไร และรัฐจะจ่ายสตางค์เมื่อไร บริษัทเอกชนจะได้รู้ครับ ว่าเขาจะได้สตางค์เมื่อไร แล้วถ้าถามว่าถ้ามีการทดลองจริงก็แปลว่าท่านก็ยังไม่ทราบว่า ระบบนี้ดีจริงอย่างที่บริษัทแม่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาโชว์ให้ดูหรือเปล่า คําถามก็เกิด ตามมาครับว่าถ้าไม่รู้ว่าจะดีจริงหรือเปล่าทําไมเซ็นสัญญา ๒ ปีล่ะครับ ทําไมท่านไม่ลอง เซ็นสัญญาเพียงแค่ ๑ ปีก่อน ๑๒ ล้านบาท ท่านก็จะประหยัดงบประมาณแผ่นดินไปได้อีก ๑๒ ล้านบาท เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนท่านประธานครับว่าเหตุผลแบบนี้ทําให้ผมเชื่อได้ว่า ท่านรัฐมนตรีนั้นได้ใช้อํานาจของตนเองเห็นชอบแล้วก็รู้เห็นเป็นใจครับให้ทาง อสมท. นั้น ได้เช่าซื้อระบบนี้ให้มีไว้ใช้ในหน่วยงานที่ตัวเองกํากับดูแลแล้วก็เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ โดยไม่จําเป็นครับ รวมทั้งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนคู่สัญญาครับท่านประธาน นี่เป็นเหตุผลประการแรกที่ผมจะขออนุญาตเป็นเหตุผลที่ไม่สามารถไว้วางใจท่านได้ในเหตุผล แรกครับ

เหตุผลที่ ๒ นั้นเป็นเหตุผลของการทุจริตคอร์รัปชันและเอื้อประโยชน์ พวกพ้อง ท่านประธานครับ แน่นอนข้อหานี้หนักนะครับ แต่ข้อหานี้เป็นข้อหาที่พรรครัฐบาล ปัจจุบันนั้นเคยใช้กับรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยครับในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่ารัฐบาล ในขณะนั้นมีการทุจริตคอร์รัปชันและเอื้อประโยชน์พวกพ้อง วันนี้ผมในฐานะตัวแทนของ ฝ่ายค้านก็จะใช้คํานี้กับรัฐบาลของท่านนั่นละครับ เนื่องจากว่าทางกระทรวงพาณิชย์ ได้จัดสรรงบประมาณก้อนหนึ่งให้กับ อสมท. ซึ่งผ่านมาทางสํานักปลัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ทาง อสมท. นั้นเป็นผู้ดําเนินโครงการผลิตแล้วก็เผยแพร่สื่อโทรทัศน์พาณิชย์สร้างสรรค์ ครับ ผมคาดว่าก็คงเป็นความคิดของท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ที่จะประชาสัมพันธ์ หน่วยงานที่ ตัวเองกํากับดูแล ท่านคงมี ๒ ช่องทางในการสื่อสารเรียกว่าทําโฆษณาระหว่างรัฐกับรัฐ ช่องแรกที่จะมองไปก็คือช่อง ๑๑ จะเห็นว่าช่อง ๑๑ นั้นอาจจะคนดูน้อย ทางสํานักปลัด ก็เลยเรียกบอกว่าให้มาที่ อสมท. ก็คือช่อง ๙ เพราะว่ามีคนดูมากกว่า รวมทั้ง อสมท. นั้นก็มี ช่องอยู่ที่ทรูวิชั่นส์ (True vision) ด้วยสามารถออกได้ตลอดเวลา งบประมาณของกระทรวง พาณิชย์ที่มอบให้กับ อสมท. นั้น ๕๐ ล้านบาท และมีระยะเวลาของการดําเนินโครงการนั้น ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ซึ่ง ๕๐ ล้านบาทนี้ก็จะรวมกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ด้วย เมื่อให้ไปท่านประธานเงินส่วนนี้ถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนครับ ส่วนที่ ๑ เขาเรียกว่า ค่าเวลามูลค่า ๕,๘๘๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่ ๒ เขาเรียกว่า ค่าผลิตรายการ ตรงนี้ ๔๔,๑๑๕,๐๐๐ บาท ซึ่งถ้ารวมกันก็พอดีครับ ๕๐ ล้านบาท ซึ่งในเอกสารของ อสมท. ได้ระบุเลยครับบอกว่า อสมท. นั้นไม่สามารถดําเนินการเองได้ ดังนั้นบริษัทจึงต้องจัดจ้าง หน่วยงานภายนอกที่มีความชํานาญเฉพาะด้านมาดําเนินงานแทน ๒ บริษัทครับ เรื่องมัน เกิดขึ้นตรงนี้ละครับท่านประธาน ผมถามว่าทําไมถึงต้องไปจ้างบริษัทเอกชนครับ ในเมื่อ อสมท. เองที่มีพนักงาน ๑,๔๑๖ ท่าน ไม่มีใครเลยหรือครับที่สามารถผลิตรายการแบบนี้ได้ แล้วรายการนั้นก็ออกอากาศของ อสมท. เท่านั้นเองครับ ช่องเดียวนี่ละครับ และที่สําคัญ ท่านประธานคงจําข้อมูลเบื้องต้นของบริษัท อสมท. ที่ผมเรียนท่านประธานไปได้ อสมท. นั้น มีบริษัทลูกที่เรียกว่า บริษัท พาโนโรมา เวิลด์วาย จํากัด บริษัทนี้มีพนักงาน ๖๗ คน แล้วก็ ผลิตสื่อโทรทัศน์ทุกประเภทครับ ผมไม่เข้าใจว่าทําไมต้องเอางบประมาณ ๔๔ ล้านบาทเศษนี้ ไปมอบให้เอกชนครับ ๒ บริษัทที่ผมจะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้นะครับ บริษัทแรกชื่อว่า บริษัทบางกอก โชว์เคส จํากัด แล้วบริษัทที่ ๒ ชื่อว่า บริษัท เดนท์สุ มีเดีย ประเทศไทย จํากัด ซึ่งในเอกสารก็ยังระบุอีกครับท่านประธาน บอกว่าบริษัท อสมท. นั้นได้พิจารณาร่วมกับ สํานักปลัดกระทรวงพาณิชย์เห็นว่า ๒ บริษัทนี้เป็นที่ยอมรับมีความเชี่ยวชาญ ประกอบกับ เป็นผู้เสนอราคาต่ํากว่าบริษัทอื่น ท่านประธานครับ ขอขีดเส้นใต้ ๒ เส้นเลยที่บอกว่า ประกอบกับเป็นผู้เสนอราคาต่ํากว่าบริษัทอื่น ผมก็เลยตามไปดูครับใบเสนอราคาของ ๒ บริษัท ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีคงมีเหมือนผม บริษัทแรกบริษัท บางกอก โชว์เคส จํากัด เสนอราคามาที่ ๒๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท เสนอมาบริษัทเดียว วันที่ในการเสนอราคาของบริษัท บางกอก โชว์เคส จํากัดเขียนไว้แค่เดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ครับ ไม่มีการระบุวันที่ครับ มาดู บริษัทที่ ๒ ครับ บริษัท เดนท์สุ มีเดีย ประเทศไทย จํากัด เสนอราคามูลค่า ๑๘,๒๘๐,๐๐๐ บาท แต่ใบเสนอราคาลงวันที่ว่า ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ท่านประธานจําได้ไหมครับ เดี๋ยวผมบอกให้ท่านประธานได้จําเดือนและปีดี ๆ ครับ เพราะโครงการของกระทรวง พาณิชย์นั้นเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ทําให้เกิดข้อสงสัยตามาครับว่าเสนอราคา เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายนนั้นบริษัทเอกชน ๒ บริษัทนี้จะทํางานทันหรือครับท่านประธาน ผมเองนั้นเคยมีบริษัทเล็ก ๆ ผลิตรายการทีวี ๑ นาทีเท่านั้นละครับ เรียนท่านประธานว่า ขั้นตอนมากมายครับ ไหนจากที่ไปหารือกับลูกค้าในที่นี้คือกระทรวงพาณิชย์นะครับ ท่านต้องไปเขียนบท ต้องตรวจสอบบท หาคนเล่น ต้องถ่ายทํา ต้องตัดต่อ ต้องใส่เพลง สารพัดนะครับ ระยะเวลาเท่านี้ผมมองว่าไม่น่าจะทําได้ครับ ปรากฏว่าพอผมไปตรวจสอบ ครับ สันนิษฐานของผมผิดครับ ๒ บริษัทนี้เก่งกาจมากครับท่านประธาน เนื่องจากว่า มีจดหมายยืนยันการออกอากาศของรายการของกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมด มี ๓ ใบครับ ใบแรกนั้นลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ เป็นใบยืนยันการออกอากาศทางทรูวิชั่น ๙๘ บอกว่า เป็นสปอร์ทโฆษณาสั้น ๆ นะครับ ๓๐ วินาที ออกมาถึง ๖๐๐ ครั้ง และลงวันที่ว่าได้ออกไว้ เมื่อวันที่ ๑๕-๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เรียบร้อยแล้ว ก็คือรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ออกอากาศเสร็จไปแล้วนะครับ ทั้งที่เพิ่งมีการเสนอราคาเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ อีกใบหนึ่งลงวันที่เดียวกัน ๑๔ ธันวาคมเช่นเดียวกันครับ รายการพาณิชย์สร้างสรร ๓ รายการ บอกว่าออกอากาศตั้งแต่วันที่ ๑-๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกันครับท่านประธาน ใบที่ ๓ ซ้ําร้ายกว่าเดิมครับท่าน ลงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เป็นหนังสือยินยอมให้เอารายการที่ออกอากาศไปแล้วนั้นมาออกอากาศอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะดําเนินการตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ผมงงครับว่านี่คือการทํางานของบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์หรือครับ นี่คือการทํางานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐหรือครับ นั่นแปลว่าอะไรครับ แปลว่า ๒ บริษัทเอกชนนี้ต้องผลิตรายการไปก่อนออกอากาศไปแล้ว แล้วยังไม่ทราบว่าจะได้รับสตางค์หรือเปล่าครับ เพราะยังไม่มีการอนุมัติเลยครับ มีแค่เสนอ ราคา บริษัท ๒ บริษัทเอกชนนี้กล้าหาญมากครับ แล้วที่สําคัญนะครับท่านรัฐมนตรี คงจะต้องรับผิดชอบร่วมกับลูกน้องของท่านคือท่าน ผอ. ครับ ที่ซ้ําร้ายไปกว่านั้นคือว่า ท่าน ผอ. อสมท. ได้เซ็นอนุมัติโครงการนี้เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๔ ครับท่านประธาน เป็นอย่างไรครับ สิ่งที่ผมเข้าใจผิดมาตลอดเลยใช่ไหมครับว่าการทํารายการนั้น ระบบ ระเบียบของบริษัทหรือของราชการนั้นต้องเป็นระบบที่ถูกต้องตรงไปตรงมาตรวจสอบได้ เหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกครับ ทําไมวันที่มันกลับไปกลับมาแบบนี้ละครับ เมื่อเห็น วันที่กลับไปกลับมาแบบนี้ทําให้เกิดข้อสงสัยทันทีว่า ๒ บริษัทเอกชนนี้มีความกล้าหาญ อย่างไรถึงจะกล้ารับงานแบบนี้ ผมก็เลยตามไปดูครับว่า ๒ บริษัทนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร บริษัท ที่ได้รับงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ไป ๒๓ ล้านบาท บริษัทโชเคสนั้นมีทุนจดทะเบียน ๓๐ ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นบริษัทที่ใหญ่ใช้ได้ มีกรรมการบริษัท ๔ ท่าน ท่านแรกชื่อว่า นายสุรพงษ์ นามสกุล จุด จุด จุด ท่านที่ ๒ นายอรรถพัฒน์ นามสกุล จุด จุด จุด ๒ ท่านนี้ ไม่ได้เป็นพี่น้องกันนะครับ เพียงแต่ว่าผมละไว้ในฐานที่เข้าใจ พยายามไม่เอ่ยถึง บุคคลภายนอกโดยไม่จําเป็น ท่านที่ ๓ กรรมการบริษัทนั้นชื่อว่า นางสาวอัจฉรา นามสกุล จุด จุด จุด ละไว้เช่นเดียวกัน มาถึงรายที่ ๔ ท่านประธาน ชื่อว่า นาง จุด จุด จุด นามสกุล สลักเพชร ท่านประธานเห็นหรือยัง ความกล้าหาญของบริษัทนี้ทําให้มองเห็น และผมเชื่อว่า จากหลักฐานที่ผมมาปะติดปะต่อร้อยเป็นเรื่อง ซึ่งจากเอกสารของ อสมท. มองได้ว่า อาจจะมีการทุจริตคอร์รัปชันและเอื้อประโยชน์พวกพ้อง และเพื่อให้ความเป็นธรรมกับ คนนามสกุล สลักเพชร ผมเข้าใจดีครับ อาจจะเป็นครอบครัวใหญ่แต่ว่ามีพี่น้องเยอะ บางคน อาจจะไปทํางานในสาขาแตกต่างกันก็เข้าใจได้ แต่ข้อกล่าวหาของผมนั้นจะไม่มีน้ําหนักเลย ครับท่านประธาน ถ้าการจัดซื้อจัดจ้างถูกต้องตามกฎระเบียบของบริษัท อ.ส.ม.ท.ครับ ท่านประธาน และถ้าท่านรัฐมนตรีจะลุกมาแก้ตัวบอกว่า ผอ. ท่านเก่านั้นก็เคยใช้บริษัทหนึ่ง เช่นเดียวกันก็คือบริษัทเด็นซุ บริษัทนี้เป็นบริษัทข้ามชาติ จดทะเบียนนั้นรายชื่อเป็นคนญี่ปุ่น ทั้งนั้น ผมไม่ปฏิเสธครับว่าบริษัทนี้เคยทําโฆษณาให้กับรถยนต์รายหนึ่งเป็นรายใหญ่ของ ประเทศไทย และขณะนั้นคนที่ใช้บริษัทนี้มาดําเนินการก็ท่าน ส.ส. มิ่งขวัญ นั่นละครับ เพราะท่านจะบอกว่าบริษัทนี้ก็เคยใช้ ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ผมเรียนท่านประธานครับว่าสถานะ เศรษฐกิจปัจจุบันกับเมื่อตอนที่ใช้สมัยโน้นมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สมัยนั้นเศรษฐกิจเฟื่อง ฟู สมัยนี้เราเป็นหนี้ เราต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อจะมาปิดงบประมาณของแผ่นดิน เพื่อที่จะมา ใช้จ่ายในประเทศของเราเอง เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินโดยเอื้อ ประโยชน์ให้กับบริษัทพวกพ้องของตัวเองแบบนี้ไม่น่าจะถูกต้อง แล้วมองว่าการดําเนินการ ธุรกิจถ้าจะมีการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐ น่าจะใช้รัฐต่อรัฐน่าจะดีที่สุด ผมว่าเข้ากับ เศรษฐกิจในขณะปัจจุบันเป็นอย่างมากครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนท่าน ประธานครับว่าด้วยหลักฐาน ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ผมเรียนท่านประธานไปแล้ว ๒ ข้อ ทําให้ ผมเกิดความไม่สบายใจว่าภาษีของพี่น้องประชาชนที่รัฐบาลชุดนี้นั่งบริหารอยู่นั้นจะโปร่งใส อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้จริงหรือไม่ ๒ บริษัทนี้กล้าหาญไปแล้วนะครับ ผมก็ตามไปดูอีกว่าทําไมท่าน ผอ. ถึงกล้าหาญขนาดว่าเซ็นย้อนหลังให้ได้ขนาดนี้ ผมก็ไป ค้นคว้า ปรากฏว่าคุณสมบัติของ ผอ. ท่านนี้ ท่านขาดคุณสมบัติที่จะดํารงตําแหน่งนี้มา ตั้งแต่ต้นแล้วครับท่านประธาน จะเป็นอย่างไรเดี๋ยวผมจะอธิบายให้ท่านฟัง เรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องเงียบ เป็นเรื่องที่ทางสหภาพก็ร้องเรียน แต่ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีองอาจได้ทํา อะไรไปบ้าง ผมเข้าใจดีครับว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในขณะที่ท่านนั้นยังไม่ได้รับตําแหน่ง แต่เมื่อ ท่านทราบแล้วท่านทําอย่างไรบ้างครับ ท่านประธาน เมื่อมีการว่างลงของ ผอ. อสมท. แน่นอนบริษัทใหญ่ขนาดนี้ บริษัทมหาชนต้องมีการสรรหาใหม่ และระเบียบของบริษัทนั้น ก็ได้ระบุไว้ชัดเจน ระเบียบนั้นระบุไว้ ๒ ส่วนด้วยกัน

ส่วนแรกเขาเรียกว่าคุณสมบัติทั่วไปครับ ก็แน่นอนครับระบุว่าสัญชาติไทย ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นได้หรือเปล่า อายุไม่เกิน ๕๘ ปี ไม่ล้มละลาย เขาเรียกว่าคุณสมบัติทั่วไป ขออนุญาตไม่อ่านหมดนะครับ

ส่วนที่ ๒ เรียกว่าคุณสมบัติเฉพาะครับ เขาบอกว่าเป็น หรือเคยเป็นผู้บริหาร จากหน่วยส่วนราชการตั้งแต่ระดับกรมขึ้นไป หรือหน่วยงานของรัฐเทียบเท่ากรมโดยต้อง ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองผู้บริหารสูงสุดขององค์กรนั้น พูดกันง่าย ๆ คือถ้ารับราชการ ก็เป็นระดับท่านอธิบดีทั้งหลายนี่ละครับ อีกข้อหนึ่งครับ บอกว่าถ้าไม่เคยรับราชการ บอกว่า เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารจากหน่วยงานภาคเอกชนโดยต้องดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่า รองผู้บริหารสูงสุดขององค์กรนั้น มีรายได้ไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาทต่อปีครับ แล้วต้อง ดํารงตําแหน่งอย่างน้อย ๒ ปี นับตั้งแต่วันที่ยื่นใบสมัครครับท่านประธานครับ นี่คือ ๒ ข้อ ที่ถือว่าเป็นคุณสมบัติเฉพาะครับ ถามว่าทําไมต้องระบุไว้ว่าต้องมีรายได้ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ก็เพราะอยากให้คนที่มีประสบการณ์ อยากให้คนที่เคยบริหารองค์กรใหญ่ ๆ มาแล้ว ไม่อย่างนั้นก็ลูกตาสีตาสาที่ไหนก็มาบริหารได้ครับ เปิดบริษัทตัวเองไม่นานนั่งเป็นเจ้าของ สักพักก็มาบริหารได้แล้วครับท่านประธาน ซึ่งผมก็ไปดูใบสมัครของท่าน ผอ. คนปัจจุบัน วันสมัครท่านอายุเพียงแค่ ๓๗ ปีครับ อ่อนกว่าผมอีกครับซึ่งตามปกติคนอายุขนาดนี้ บริหารงานบริษัทเอกชนนั้นมีอยู่ ๒ แบบเท่านั้นละครับ แบบแรก คือมีความเก่งจริงครับ แบบที่สอง คืออาจจะเป็นลูกเจ้าของครับท่านประธาน ผมไปตรวจมาแล้วจากใบสมัครของ ท่าน ผอ. ระบุว่าเคยดํารงตําแหน่งใหญ่โตมาแล้ว ๕ ตําแหน่งใหญ่ ๆ แต่ตําแหน่งที่ใกล้เคียง กับกฎของบริษัทที่สุดนั้นยังห่างไกลครับท่านประธาน ผมเลือกมาให้เลยครับบริษัทที่ ใกล้เคียงที่สุดชื่อว่าบริษัท สตาร์ ทีวี เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งขณะนั้นดํารงตําแหน่งเป็น รองประธานภูมิภาคครับ แน่นอนหลายคนที่เคยฟังชื่อบริษัทสตาร์ทีวีนั้น คนที่ทํางานสื่อเองนั้น ร้องอ๋อทุกคนครับ บริษัทนี้มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศฮ่องกง มีรายได้ ท่านประธาน ทราบไหมครับ ปีหนึ่ง ๒๔๕ ล้านเหรียญสหรัฐ มีพนักงาน ทั่วโลก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน แต่บริษัทที่ท่าน ผอ. คนนี้เคยทํางานอยู่ จดทะเบียนในชื่อของบริษัท สตาร์ กรุ๊ป รีจินอล (ประเทศไทย) จํากัด บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียน ๓ ล้านบาท สืบไปแล้วพูดง่ายท่านเป็นเพียงรองผู้จัดการสาขาเท่า นั้นเองครับ ผมก็ตามต่อไปครับเขาบอกว่าดูแลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมดูแล้วมีทั้งหมด ๗ ประเทศครับ ถ้านํารายได้มารวมกันผมเดาว่าอย่างไรก็ไม่น่าถึง ๑,๕๐๐ ล้านบาท และที่แย่ ไปกว่านั้น ผมได้ตามไปดูเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพราะว่าบริษัท สตาร์ กรุ๊ป รีจินอล ไทยแลนด์ มีรายได้ปีหนึ่ง ๑๘ ล้านบาทเท่านั้นเองครับ นี่ปี ๒๕๔๘ นะครับ ปี ๒๕๔๗ มี ๑๔.๗ ล้านบาทครับ ผมบวกไปสามสี่รอบแล้ว อย่างไรมันก็ยังไม่ใกล้ ๑,๕๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนท่านประธานครับ ผมเข้าใจผมเรียนมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ท่านรัฐมนตรีนั้นขณะที่มีการแต่งตั้งนั้นท่านไม่ได้ดํารงตําแหน่งอยู่ แล้วท่านก็ไม่มีอํานาจครับ เพราะเขามีคณะกรรมการสรรหา ท่านจะบอกว่าท่านไม่รู้เพราะว่าคณะกรรมการสรรหา เขาทํากันมา ท่านประธานบอร์ดของ อสมท. ดอกเตอร์สุรพล นิติไกรพจน์ ครับ ท่านจํากันได้ ก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ขึ้นตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นอาจารย์ท่านนี้อยู่ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครับ นั่งโต๊ะเดียวกับท่าน ผบ.ทบ. อนุพงศ์ เผ่าจินดา แล้วบอกให้ นายกรัฐมนตรีสมชายลาออกในขณะนั้นละครับ ท่านเป็นประธานคัดสรรและท่านรัฐมนตรี ก็เลยบอกว่าบริษัท อสมท. อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะต้องผ่านคณะกรรมการของตลาด หลักทรัพย์ ท่านก็อ้างได้เช่นเดียวกันครับ แต่ผมเรียนว่าเมื่อท่านทราบแล้วว่าการดํารงตําแหน่ง มีข้อสงสัยแบบนี้ ผมเชื่อครับว่าอํานาจท่านรัฐมนตรีนั้นทําอะไรได้มากกว่านี้ ท่านน่าจะทํา อะไรได้มากกว่านี้ เมื่อท่านทราบแล้วนะครับว่าการดํารงตําแหน่งมีข้อสงสัยแบบนี้ ผมเชื่อครับว่าอํานาจ ท่านรัฐมนตรีนั้นทําอะไรได้มากกว่านี้ ท่านน่าจะทําอะไรได้มากกว่านี้ และที่สําคัญครับ ผู้ที่สงสัยและเคลือบแคลงในคุณสมบัติของ ผอ. ท่านนี้ไม่ใช่ใครอื่นครับ ลูกน้องของ ท่านรัฐมนตรีใน อสมท. เองละครับ ท่านประธานทราบไหมครับตอนนี้ อสมท. นั้น ถ้าท่าน ได้มีโอกาสเข้าไปติดต่องานจะเห็นเลยครับ แต่งทั้งสีดํา ทั้งสีชมพู สีดํานั้นคัดค้านครับ สีชมพูนั้นเห็นด้วยครับ ผมถามว่าเมื่อในองค์กรไม่มีเอกภาพขนาดนี้การทํางานในฐานะ ผอ. ก็ดี หรือรัฐมนตรีที่กํากับดูแลก็ดีนั้นท่านจะทําให้บริษัทนี้ก้าวหน้าไปได้อย่างไรครับ ท่านประธาน อย่าลืมนะครับ บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียน ๓,๘๐๐ กว่าล้านบาทอยู่ในตลาด หลักทรัพย์ ผมก็เลยไม่เข้าใจครับว่าเมื่อความเชื่อถือของผู้บริหารนั้นไม่เกิดขึ้นจากลูกน้อง ของเขาเอง บริษัทนี้จะมีความน่าเชื่อถือต่อพี่น้องประชาชนที่จะมาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ได้อย่างไรครับท่านประธาน ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้เรียนท่านประธานไปนั้นเป็นเหตุผล เพียงพอที่ทําให้ผมเองรวมทั้งเพื่อน ๆ สมาชิกฝ่ายค้านได้มองว่าพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน เอื้อประโยชน์พวกพ้องและใช้งบประมาณของแผ่นดินด้วยความสิ้นเปลืองแบบนี้ ในฐานะ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านก็ไม่สามารถไว้วางใจท่านรัฐมนตรีให้ดํารงตําแหน่งต่อไปได้ครับ แน่นอน ครับก็ฝากบอกท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลนะครับว่า อีกไม่กี่ชั่วโมง อีกไม่กี่วันครับท่านต้องลงมติท่านก็ลองพินิจพิจารณาครับว่าเหตุผลเนื้อเรื่องที่ผมกล่าวให้ ท่านประธานฟังผ่านไปยังสมาชิกทุกท่านนั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด และสมควรที่จะ ไว้วางใจรัฐมนตรีท่านนี้หรือไม่ และถ้ามองข้ามไปอีกถึงวันเลือกตั้งครับก็ฝากไปถึงพี่น้อง ประชาชนครับ วันนี้ผมได้ทําหน้าที่ ส.ส. ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ แล้วก็หวังว่าพี่น้องประชาชน ที่จะมีอํานาจในการเลือกตั้งกลับมาสู่ในมือของท่านอีกครั้งหนึ่งเร็ว ๆ นี้เหมือนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เรียนไว้กับประชาชนทั่วประเทศ ท่านจะได้ตัดสินใจถูกครับว่า ท่านจะ ลงคะแนนให้พรรคไหนเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินให้พรรคไหนได้เข้ามาดูแลภาษีของ พี่น้องประชาชน ขอบคุณครับท่านประธานครับ