สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

ต่อพงษ์ ไชยสาส์น อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากมีนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาด ล้มเหลว และแทรกแซงกิจการภายในประเทศเพื่อนบ้าน ต่อพงษ์ ไชยสาส์น ยังหารือเรื่องการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีคนไทย 7 คน และเรียกร้องการปฏิบัติงานของท่านรัฐมนตรีต่างประเทศที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องข้อพิพาททางการเมืองระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และเรียกร้องให้รัฐมนตรีต่างประเทศต้องรับผิดชอบในพฤติกรรมของตน

นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ต่อพงษ์ ไชยสาส์น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทยครับ การอภิปราย ไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ผมก็ได้รับมอบหมายจาก พรรคฝ่ายค้านที่ให้มาดําเนินการอภิปรายตัวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่าการดําเนินการอภิปรายมาตั้งแต่เช้าผมกลัวว่าท่านรัฐมนตรีจะลืมข้อกล่าวหา ของฝ่ายค้านในขณะนี้นะครับ ก็ต้องดําเนินการในส่วนตรงนี้ว่าข้อกล่าวหาของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศมีดังนี้นะครับ ดําเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาด ล้มเหลว อย่างสิ้นเชิง แทรกแซงกิจการภายในประเทศเพื่อนบ้านทําให้มิตรประเทศกลายเป็นศัตรู กระทบต่อความสัมพันธ์และการค้าระหว่างประเทศอย่างรุนแรง นํามาซึ่งความไม่เข้าใจและ ความไม่ไว้วางใจของมิตรประเทศ ส่งเสริม สนับสนุนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดําเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะก้าวร้าวรุนแรง บ่มเพาะศัตรูและชักศึกเข้าบ้าน อยู่ตลอดเวลา ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขอนําเรียนนะครับว่า นโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของกรณีแนวนโยบายด้านการต่างประเทศในเรื่องของ ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาคต่าง ๆ ตรงนั้นก็พูดถึง ในเรื่องของการที่จะสานสัมพันธ์แล้วก็ส่งเสริมในเรื่องของมิตรภาพร่วมกันอยู่ตลอดเวลา เราจะเห็นว่า พฤติกรรมของท่านรัฐมนตรีท่านนี้มันไปส่อในเรื่องของการที่จะชวนเพื่อนบ้านทะเลาะวิวาทอยู่ ตลอดเวลา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องขอนําเรียนนะครับว่าที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของ ประเทศไทยเรานั้นไม่เคยเสื่อมเสียและเสื่อมทรามลงในถึงขนาดนี้ ต้องบอกว่าโพลที่ออกมาที่ให้กับ ตัวท่านรัฐมนตรีหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมานั้น ท่านจะมาติดอันดับสุดท้ายอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งเอแบคโพลในวันที่ ๘ เดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๓ ที่มีทําโพลถึงท่านนั้น คนส่วนใหญ่เห็น ให้ท่านออกจากตําแหน่งประมาณ ๖๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ให้ออกทันที ๔๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ให้ออกหลัง การประชุมอาเซียน ๕๔.๑ เปอร์เซ็นต์ ตรงนั้นท่านนายกรัฐมนตรีต้องรับฟังว่าในส่วนตรงนี้มันเป็น การผิดพลาดและประชาชนเขาผิดหวังกับการบริหารแนวนโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐบาล ท่านโดยที่มีรัฐมนตรีมีข้อกล่าวหาในเรื่องของผู้ร้ายสากล ตรงนี้ต้องขอนําเรียนจริง ๆ ว่า หลังเหตุการณ์ไนน์วันวัน (Nine One One) หรือเหตุการณ์การถล่มตึกเวิร์ลเทรด (Worldtrade) ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ประเทศสหรัฐอเมริกาเขามองนะครับว่าประเทศไหนนั้นเป็นผู้บ่มเพาะ หรือส่งเสริมให้มีผู้ร้ายข้ามชาติหรือข้ามแดนหรือสากลนะครับ แต่มันไปตรงกรณีของเสนาบดี ของท่านที่ถูกกล่าวหาแล้วศาลก็ได้รับข้อกล่าวหาในส่วนตรงนั้นแล้ว แม้กระทั่งตัวรัฐมนตรีเอง ยังได้รับข้อกล่าวหาในส่วนตรงนั้นเลย ในส่วนตรงนี้ผมต้องนําเรียนนะครับว่าการดําเนินนโยบาย ด้านการต่างประเทศของท่านจะทําให้ยุ่งยาก เพราะว่าตัวอุปสรรคที่ผมบอกนะครับว่าคนนั้น มีปัญหา มันจึงสะท้อนออกมาในเรื่องของผลงานด้านการต่างประเทศที่เห็นได้ชัดว่าที่ผ่าน ๆ มา เรามีทั้งลองถูกและลองผิด ต้องขอนําเรียนครับในสมัยท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ชื่อสุรินทร์ พิศสุวรรณ ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ท่านก็ลองถูกลองผิดนะครับ บางครั้งท่านก็ไปวิพากษ์วิจารณ์ประเทศเพื่อนบ้านอยู่พอสมควร เขา เรียกว่าเป็นแนวนโยบายที่กําหนดอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเฟสซีเบิล เอ็นเกจเมนท์ (Faceable Engagement) จะเป็นเสรีภาพในการเข้าถึงหรือการวิพากษ์วิจารณ์สิ่งนั้น ตรงนั้น รัฐมนตรีกําหนดชัดเจน สุดท้ายมันไปไม่ไหวครับ เพราะกลุ่มอาเซียนเขาบอกว่าเราพยายามที่จะ ไม่วิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มอาเซียนกันนะครับ จึงต้องมาเปลี่ยนไปในเรื่องของเอนฮานซ์ เอนเกจ เม้นท์ (Enhance Engagement) ก็คือใช้ความร่วมมือร่วมใจกันในการพัฒนาภูมิภาคนี้ แต่มันกลับกันครับกับแนวนโยบายของตัวท่านรัฐมนตรีเอง เขียนไว้สวยหรู แต่แนวปฏิบัตินั้น ผมบอกได้เลยครับว่าเชื่อไม่ได้ แล้วก็เป็นที่ประชาชนนั้นห่วงใยว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทยนั้น จะเสื่อมทรามลง ขอนําเรียนในข้อกล่าวหาของพรรคฝ่ายค้านนั้นก็คํานึงถึงในเรื่องของข้อผิดพลาด และล้มเหลวของตัวท่านรัฐมนตรีท่านนี้จริง ๆ ไปดูแนวนโยบายด้านการต่างประเทศที่รัฐธรรมนูญ เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าในมาตรา ๘๒ รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับ นานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตาม สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้งตามพันธกรณียกิจได้กระทําไว้กับ นานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ รัฐต้องส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับ นานาประเทศ ตลอดจนให้ความคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ ในส่วนตรงนี้ผมขอเริ่มเลยนะครับว่าในส่วนของความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศ ไม่ต้องมองไกล ครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ ก็คือในเรื่องของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาครับ วันนี้เราจะเห็นนะครับ ว่าการก่อตัวในเรื่องของการที่ขึ้นทะเบียนของปราสาทพระวิหารในส่วนของกัมพูชานั้นเราจะเห็น ข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชนั้นเกิดขึ้นมาโดยตลอด เราต้องยอมรับนะครับว่าเป็นความต้องการของ ฝ่ายกัมพูชา แต่ความพยายามในเรื่องของการคัดค้านนั้นก็ต้องอยู่ในเรื่องของรูปแบบ และยุทธศาสตร์ที่กําหนดไว้อย่างชัดเจนนะครับ เราเข้าใจครับว่าการตอบโต้และการคัดค้านนั้น ต้องเป็นบทบาทของฝ่ายรัฐบาล แต่การดําเนินการนั้นบางครั้งเราเอาการเมืองในส่วนประเทศไปดึง การเมืองระหว่างประเทศเข้ามาในส่วนตรงนี้ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นข้อผิดพลาดอย่างชัดเจน อย่างเช่น กรณีที่รัฐมนตรีท่านนี้สั่งให้เลขานุการเอก สอท. จะสั่งหรือไม่สั่ง แต่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ก็คือ นายคํารบ ไปขอเที่ยวบินหรือข้อมูลการบินของอดีตนายกรัฐมนตรี พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่จะบินไปประชุมในประเทศกัมพูชาในขณะนั้น จึงเป็นที่มาข้อพิพาทหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง จึงเป็นที่มาที่คนไทย ก็คือวิศวกรไทย นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ถูกดําเนินคดีในข้อหาโจรกรรม ในส่วนตรงนั้นก็เดชะบุญครับก็มีการพระราชทานอภัยโทษ แต่มีการตัดสินนะครับว่าเป็นการ โจรกรรม ทําให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยต้องเสื่อมเสีย วันนี้ นายคํารบ ปาลวัฒน์วิไชย ก็ถูกเนรเทศออกจากประเทศกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้ก็ไปกบดานรับตําแหน่งในส่วนของ ประเทศฝรั่งเศส ไม่รู้ ไปไกลจะได้ไม่พูดถึง แต่วันนี้การดําเนินการในส่วนตรงนี้ผมก็ต้องถาม รัฐมนตรีนะครับ มีการลงโทษหรือมีการกล่าวโทษอย่างไร เพราะว่าเป็นข้อกล่าวหา เพราะว่า ข้าราชการถูกเนรเทศออกนอกประเทศตรงนี้มันเสื่อมเสียนะครับ หลังจากนั้นเราจะเห็นนะครับ มาตรการของท่านรัฐมนตรีท่านนี้ยังทําเอกสารลับไปถึงนายกรัฐมนตรี ๑๙ หน่วยงานด้วยกัน เราก็คงไม่ลงรายละเอียดในส่วนตรงนี้ แต่มันเป็นข้อกล่าวหาที่บางคนนําเสนอต่อสาธารณะ อย่างชัดเจน แต่เห็นแล้วท่าทีของผู้นํากัมพูชาก็คงไม่ชอบใจถ้าเห็นเอกสารลับในส่วนตรงนั้น ผมว่าในส่วนตรงนี้มันเป็นที่มาในเรื่องของข้อบาดหมาง แล้วก็ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจของ ผู้นําประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นกรณีนี้ในเรื่องของกัมพูชา ในส่วนตรงนี้เราจะเห็นนะครับว่า การดําเนินบทบาทการตอบโต้ของไทย เราได้เชิญเอกอัครทูตไทยกลับประเทศไทย ทางประเทศ กัมพูชาก็ตอบโต้เช่นเดียวกัน เราตอบโต้อย่างไรเขาก็ตอบโต้อย่างนั้นกลับมา เราจะเห็นนะครับว่า การตอบโต้โดยคําแนะนําของรัฐมนตรีท่านนี้ไปถึงคณะรัฐมนตรีในกรณีการยกเลิกเอ็มโอยู (MOU) ปี ๒๕๔๔ ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เราจะเห็นนะครับในวันที่ ๑๐ เดือนพฤศจิกายน ท่านก็ตอบโต้ ทันที ตรงนี้มันทําให้ท่าทีที่จะมีการเจรจาในเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่มันไม่มีความชัดเจนขึ้นมาทันที ตรงนี้ย้อนกลับไปดูนะครับท่านประธาน มันผิดกับ รัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้หรือเปล่าในปี ๒๕๕๐ นั้น ในเรื่องของประเทศไทย ถ้ามันมีพันธะกรณี ในเรื่องของการกระทําไว้กับนานาประเทศ ตรงนั้นต้องรักษาไว้นะครับ ผมจะตั้งคําถามในส่วนตรง นี้ว่ามันเป็นมติ ครม. ออกไปแล้วให้ยุติเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ วันนี้ท่านรายงานต่อรัฐสภาหรือยังครับ ยังไม่มีนะครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก่อนมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจผมยังไปถามท่านประธานชัยเลย ครับว่าวันนี้คณะรัฐมนตรียังไม่บรรจุระเบียบวาระในเรื่องของยุติการใช้เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ ในตรงนี้ มันเกี่ยวข้องในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ด้วยนะครับ ถึงแม้จะแก้ไขในส่วนของรายละเอียดบางตอน ในมาตรา ๑๙๐ แต่ท่านต้องรายงานต่อรัฐสภาให้ทราบ ตรงนี้ท่านปล่อยปละละเลยในฐานะที่เป็น เสนาบดีดูแลในเรื่องของด้านการต่างประเทศ และเป็นผู้แนะนําให้คณะรัฐมนตรีเป็นคนกระทําใน เรื่องของของการยุติในเรื่องของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ มันเป็นกรณีในเรื่องของการไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน เป็นการตอบโต้อย่างเห็นได้ชัดที่ผ่านมา

อีกกรณีหนึ่งในกรณีของคนไทยทั้ง ๗ คน ก็คงจะมีท่าน ส.ส. ที่อภิปราย ในรายละเอียดตรงนี้ วันนี้เราเห็นนะครับว่าการช่วยเหลือมันช่วยเหลือเฉพาะ ๕ คน แต่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ในอีก ๒ ท่านนั้นท่านจะดําเนินการอย่างไร เราจะไม่เห็นแนวทางชัดเจน แล้วก็ไม่เห็นการเคลื่อนไหวของผู้เป็นมารดาของคุณวีระนะครับ แล้วก็ของคุณราตรียังไม่มี ความชัดเจนว่าจะมีการช่วยอย่างไรในส่วนตรงนี้ส่งท่านรัฐมนตรีผู้นี้ไปเจรจาก็ไม่ได้ผลอะไร ผมยัง ไม่เห็นความสัมฤทธิ์ที่ท่านรัฐมนตรีท่านนี้ไปเจรจาในส่วนของเจซี (JC) หลังจากนั้นก็มีการปะทะกัน ท่านก็เดินทางเข้ากรุงพนมเปญไปพบปะและเยี่ยมเยียนท่านวีระ สมความคิด และท่านราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ นะครับ ในส่วนตรงนี้ผมยังไม่เห็นความคืบหน้าอะไรที่เกิดเป็นมรรคเป็นผล จากการเจรจาของท่านรัฐมนตรีท่านนี้

กรณีขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทพระวิหารต้องแตะนิดหนึ่งว่าความล่าช้า และการเตรียมการที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้ท้วงติงไปว่าให้ตั้ง ยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน วันนี้ตัวท่านรัฐมนตรีท่านนี้ก็ไม่ได้รับไว้วางใจจากคณะกรรมการมรดกโลก ไทย ซึ่งในส่วนตรงนี้กลับไปไว้วางใจให้ท่านสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นคนดําเนินการ จริง ๆ แล้วมันน่าจะ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ผมไม่รู้นะครับว่าทําไมคณะตรงนั้นไม่ไว้วางใจท่านให้เป็นหัวหน้าเจรจา ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะเป็นบทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศเสียมากกว่านะครับ

ในส่วนตรงนี้อีกส่วนหนึ่งกรณีข้อพิพาทที่ผมย้ํานักย้ําหนาในเรื่องของการเจรจา ในกรอบทวิภาคี วันนี้วันก่อนหน้านี้ผมได้อภิปรายและให้กําลังใจตัวนายกรัฐมนตรีว่าควรจะเก็บ ในกรอบการเจรจาทวิภาคี แต่วันนี้มันกลายเป็นพหุภาคีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราตั้งมันมี อ็อบเซอเวอร์ (Observer) มันมีคนเจรจา คนกลางที่เป็นประธานอาเซียนอย่างเห็นได้ชัด เข้ามา เป็นคนตั้งโต๊ะเจรจาให้กับทั้ง ๒ ประเทศ ตรงนี้ท่านจะดําเนินการอย่างไร มันเกี่ยวข้องในเรื่องของ บทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศผู้นี้เช่นกัน การต่อว่าการพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องของ เด็กเกเร ตรงนี้ท่านต้องรับผิดชอบนะครับ ท่านไปกล่าวหาประเทศเพื่อนบ้านอย่างนี้ไม่ได้นะครับ ผมคิดว่าท่านควรทบทวนแล้วก็พิจารณาตัวเองท่านได้แล้วนะครับ

ในกรณีไทย-พม่าครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีไทย-พม่านั้น เราจะเห็น นะครับ ข้อพิพาทนั้นมีมากพอสมควร สืบเนื่องจากกรณีที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ในขณะนั้น มีการจับประชาชนสหรัฐอเมริกาในประเทศพม่าก็คือประเทศเพื่อนบ้านในกรณีที่ ว่ายน้ําไปถึงบ้านนางอองซาน ซูจี แล้วมีการพิพากษาลงโทษให้จําคุกนางอองซาน ซูจี ต่อถึง ๕ ปี ในกรณีนี้ เราจะเห็นนะครับว่า ผมไม่ติดใจในเรื่องของประธานอาเซียนจะให้คําแนะนํา หรือให้คําปรึกษาอย่างไร แต่กรณีนั้นเราจะเห็นนะครับว่า หลังจากนั้นท่านรัฐมนตรีท่านนี้ก็ไป ประชุมต่อที่ฮานอย แล้วท่านก็ให้สัมภาษณ์เกี่ยวข้องแล้วก็เกี่ยวพันในเรื่องของบทบาทของรัฐบาล พม่ามีต่อกรณีของนางอองซาน ซูจี อย่างถึงพริกถึงขิง ตรงนั้นจึงเป็นที่มาในเรื่องของการตอบโต้ ฝ่ายพม่าอย่างเห็นได้ชัดว่ากรณีนี้คณะกรรมาธิการการต่างประเทศก็ศึกษา การงดการส่ง แก๊สธรรมชาติเป็นเวลา ๗ วันมันทําให้ประเทศไทยเสียหายนะครับ มันทําให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ต้องสั่งขับเคลื่อนพลังน้ําเพื่อผลิตไฟฟ้าเพื่อจุนเจือให้มีการใช้ไฟฟ้าได้อย่างไม่บกพร่อง แต่ตรงนั้น มันส่งผลในเรื่องของความเสียหายในกรณีที่พี่น้องประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรีต้องรับสภาพ ในเรื่องของน้ําท่วมหลังจากการปล่อยน้ําเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในส่วนตรงนี้ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ มิหนําซ้ํากรณีที่รัฐบาลสนับสนุนให้มีการสร้างตลิ่งแม่น้ําเมยในอําเภอแม่สอด มันจึงเป็นที่มาในเรื่องของการปิดด่านหรือเปล่า เพราะตัวคณะกรรมาธิการการต่างประเทศนั้น เราก็ลงไปตรวจสอบครับ ชื่นชมนะครับว่าวันนี้แม่สอดกําลังจะพัฒนาเป็นเทศบาลนครแม่สอด ตามมติ ครม. ผมชื่นชมนะครับ มันจะมีในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ เขตเศรษฐกิจการค้า ที่รองรับการเจริญเติบโต แต่วันนี้เป็นที่น่าน้อยเนื้อต่ําใจว่าคนในจังหวัดแม่สอดก็ให้ข้อมูลกับเรา นะครับว่าวันนี้การค้าของเขาโดยปกติแล้วถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ในปี ๒๕๕๓ ปลายปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ โพรเจคชั่น (Projection) ได้เลยประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนั้นมันต้องถดถอยลงไป จากการประเมินการที่เราไปในเดือนตุลาคม ก่อนท่านนายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนประเทศพม่าอย่างเป็นทางการในวันที่ ๑๑ เดือนพฤศจิกายน คณะกรรมาธิการ การต่างประเทศก็ไปศึกษาดูงานในพื้นที่ ในอําเภอแม่สอด แต่การรายงานของหอการค้า สภาอุตสาหกรรมและพี่น้องประชาชนในส่วนตรงนั้นที่ได้รับผลกระทบในการปิดด่าน ไม่ใช่เฉพาะ มีการปะทะในส่วนของเมียวดีแล้วมีผู้อพยพกลับคืนมาในส่วนตรงนั้น แต่ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนในอําเภอแม่สอดให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี แล้วภาครัฐให้การสนับสนุน ช่วยเหลือเป็นอย่างดี แต่ตัวเลขในเรื่องของเศรษฐกิจนั้นมันกระทบอย่างจริงจัง มันส่งผลให้ในเรื่อง ของการทําธุรกิจใต้ดินนั้นเกิดขึ้น แทนที่แต่ก่อนนั้นมันอยู่บนดินแต่วันนี้มันอยู่ใต้ดินเป็นที่เรียบร้อย แล้วครับ ทําให้รายได้ของรัฐนั้นเสื่อมเสียลงไปอย่างเห็นได้ชัดนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ในส่วนตรงลักษณะของตัวท่านรัฐมนตรีนั้นต้องบอกได้เลยครับว่ามันเป็นในลักษณะของ การก้าวร้าวและรุนแรง และมันไม่เหมาะสมต่อตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อย่างชัดเจน ผมไม่ว่าหรอกครับ ท่านเป็นอดีตข้าราชการใหญ่ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ มาก่อน แต่วันนี้เราเห็นแนวประพฤติปฏิบัติของท่านนั้นเป็นที่ยอมรับไม่ได้จริง ๆ ต้องนําเรียนครับ ท่านประธานที่เคารพ ฝากไปถึงหัวหน้ารัฐบาลด้วย เมื่อกี้ท่านรัฐมนตรีพรทิวา นาคาศัยยังกล่าวถึง ว่าการที่ให้รัฐมนตรีดูแลในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องบอกนะครับ เดี๋ยวท่านธเนศก็ต้องพูดถึงว่า รัฐมนตรีท่านนี้ปฏิเสธให้การร่วมมือกับคณะกรรมาธิการมาโดยตลอด ท่านตักเตือนเขาบ้างหรือ เปล่าครับ ตรงนี้ผมต้องบอกนะครับว่า บางครั้งในซีกของคณะกรรมาธิการมีทั้งฝ่ายค้านและ ฝ่ายรัฐบาลอยู่ร่วมกัน แต่บางครั้งนี้ในหลาย ๆ ครั้งข้าราชการประจํามาเป็นตัวแทนของท่าน เขาตอบการเมืองไม่ได้ครับ เขาตอบการเมืองแทนท่านไม่ได้ครับ เพราะท่านเป็นนักการเมือง วันนี้ท่านไม่ได้เป็นข้าราชการประจําเหมือนเดิม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ วันนี้ท่านเป็นนักการเมืองอย่างเต็มตัว ท่านต้องรับผิดชอบแนวนโยบาย วันนี้ในสิ่งที่ท่านกระทํามัน ผิดต่อนโยบาย เราก็ต้องท้วงติงและสอบถาม หลายเรื่องหลายอย่างมันเป็นแนวนโยบายที่ต้อง ดําเนินในด้านการต่างประเทศ ท่านก็ปฏิเสธในการที่จะมาตอบ เพราะว่าตัวแทนของท่านบางครั้ง ก็บอกว่าตอบไม่ได้ เพราะว่าไม่ใช่หน้าที่ของเขา เพราะเขาไม่ได้กระทํา เพราะตัวรัฐมนตรีเป็นคน กระทํา ในส่วนตรงนั้นเราจึงไม่ได้คําตอบ เราจึงไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐมนตรีท่านนี้ที่ชื่อ กษิต ภิรมย์ ท่านประธานที่เคารพครับ จึงเป็นที่มาในเรื่องของการวิวาทะ หรือการที่จะพูดถึง ประเทศมหาอํานาจจากกรณีที่ท่านไปชี้แจงใน ยูเอ็นเอสซี (UNSC) นะครับ ผมไม่รู้ด้วยเหตุผล กรณีกลใดที่ท่านต้องไปพาดพิงประเทศมหาอํานาจซึ่งเป็นคณะกรรมการความมั่นคง ในสหประชาชาติในส่วนตรงนั้น ท่านพูดถึงประเทศรัสเซีย ท่านบอกว่าเขาจะขายอาวุธให้เราแล้ว เราไม่ซื้อเขาจึงเกิดการตอบโต้ในส่วนตรงนี้ ในกรณีของประเทศอินเดียก็เช่นกัน ท่านก็ไปตอบโต้ เขา ประเทศฝรั่งเศส ประเทศจีน ถ้าเขาตอบโต้เรากลับคืนมาละครับ ในกรณีเช่นนี้ท่านจะทํา อย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนการบริหารจัดการของรัฐมนตรีท่านนี้ ในส่วนของ กระทรวง มีส่วนหนึ่งที่จะพูดไม่ได้เลยนะครับ ต้องขอตําหนิตัวท่านรัฐมนตรีว่าในกรณีที่ท่านดูแล ส่วนราชการบกพร่อง ท่านไม่ได้ตรวจสอบและท่านไม่ได้คํานึงถึง หรือท่านปล่อยปละละเลย หรือท่านอาจจะไม่สนใจเลยก็ได้ในกรณีของการที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมายของกระทรวง การต่างประเทศนั้นใช้งบประมาณ ๗.๑ ล้านบาท แต่โดยรวมนั้นประมาณ ๑๐ กว่าล้านบาท รวมค่าเดินทางด้วย ทําหนังสือในเรื่องการจัดทําชุดหนังสือโครงการเขตแดนของเรา เพื่อนบ้านของ อาเซียนของเรา ในส่วนตรงนี้ผมถามข้าราชการที่มาตอบแทนท่าน เขาก็บอกว่าเขาก็ลืมไปในส่วน ตรงนี้ จริง ๆ จับโกหกได้ เขาไม่ได้ชี้แจง เขามาบอกว่าเราเพียงแค่จะทําหนังสือปกขาว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ในคําถามของคณะกรรมาธิการเราถามในหนังสือชุดนี้ มันส่งผลกระทบในเรื่องของการ วิจัยที่อาจารย์ชาญวิทย์เป็นหัวหน้าคณะ แต่มันมีข้อบิดเบือนเป็นการหยิบยกสารานิพนธ์ หรือวิทยานิพนธ์ขึ้นมารีไรท์ (Rewrite) ตบตาท่าน แล้วท่านไม่ตรวจสอบ มันส่งผลกระทบในเรื่อง ของการสูญเสียท่าทีของรัฐบาลไทยอย่างชัดเจนในกรณีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ในส่วนหนึ่งวันนี้ ต้องบอกได้เลยครับว่าท่านรัฐมนตรีปล่อยปละละเลยงานราชการในกระทรวงมากพอสมควร มิฉะนั้นท่านคงไม่พูดถึงว่ากระทรวงนี้เป็นกระทรวงแดนสนธยา ท่านเป็นเจ้ากระทรวงเองท่านยัง วิพากษ์วิจารณ์กระทรวงของท่านเองว่ามันเป็นแดนสนธยา ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่นะครับ ท่านรัฐมนตรี อีกกรณีหนึ่งที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศตรวจสอบ และอยากฝากให้ผู้นํา รัฐบาลได้ตรวจสอบเพิ่มเติมในกรณีโครงการประมูลอีพาสปอต (e–Passport) ที่จะเกิดขึ้น เป็นมูลค่า ๕,๘๐๐ ล้านบาท คนที่ยื่นญัตติในส่วนตรงนี้เข้ามาสู่ในกระบวนการการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการการต่างประเทศไม่ใช่ใครครับ เป็น ส.ส. ฝ่ายซีกรัฐบาลครับ เขาตั้งประเด็นและ ข้อสงสัยได้อย่างชัดเจนครับว่ากลัวจะมีการทุจริต เพราะอะไรครับ มันมีการเปลี่ยนแปลงทีโออาร์ (TOR) อย่างชัดเจน ผมไม่รู้ว่ารัฐมนตรีท่านนี้จะสนใจหรือจะใส่ใจในงานราชการในส่วนของ กระทรวงของกระทรวงของท่านหรือเปล่า เพราะมันมีมูลค่าค่อนข้างจะเยอะนะครับ ๕,๘๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่น้อยนะครับ ถ้ามันมีการทุจริตและเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทรายใดรายหนึ่งนั้น ความสูญเสีย และความเสียหายมันจะตกกับกระทรวงของท่าน และมันจะหลีกเลี่ยงหลีกพ้นไม่ได้ว่าท่านมีส่วน เกี่ยวข้องหรือเปล่า ท่านประธานที่เคารพครับ

ในส่วนของกรณีสุดท้ายครับ กรณีของวิคเตอร์ บูท เป็นการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ในส่วนตรงนี้ ผมต้องบอกนะครับว่ารัฐบาลมีท่าทีเร่งรัดส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท เร็วผิดปกติครับ ทําให้ประเทศรัสเซียมองเราไม่ดี มันทําให้กระบวนการยุติธรรมของเรามีการเอื้ออะไรบางอย่าง หรือเปล่า รัฐบาลสามารถมีบทบาทเหนือฝ่ายตุลาการหรือเปล่า ตรงนั้นต้องตั้งประเด็นคําถาม นะครับ แต่กรณีปัจจุบันนี้ท่านประธานฝากไปทางท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ วันนี้ศาลขั้นต้น ได้พิจารณาว่าในกรณีของนายวิคเตอร์ บูท นั้นไม่ใช่เป็นกรณีการเมือง แต่คําพากษาของ ศาลอุทธรณ์นั้นพิจารณาว่าไม่ใช่เป็นกรณีการเมือง จึงมีมติ หลังจากนั้นท่านก็ตัดสินใจให้มีมติของ ครม. ส่งนายวิคเตอร์ บูท ไปดําเนินคดีในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ในขณะนี้มันมีปัญหาครับท่าน มันมีปัญหาคืออะไรครับว่าทนายของนายวิคเตอร์ บูท นั้นเขาจะใช้ พ.ร.บ. นายลักษณ์นะครับ เขาจะใช้ พ.ร.บ. ในเรื่องของยกคําพิพากษามาไต่สวนขึ้นมาใหม่นะครับ ในส่วนตรงนี้ผมกลัวว่า รัฐบาลจะเพลี้ยงพล้ําในกรณีส่งนายวิคเตอร์ บูท ผมไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรกับ นายวิคเตอร์ บูท นะครับ แต่ผมอยากให้ประเทศไทยนั้นเป็นภาพลักษณ์และในสายตาที่ดี ของชาวโลกในส่วนตรงนี้ ผมคิดว่าในลักษณะการดําเนินงานด้านการต่างประเทศของ ตัวท่านรัฐมนตรีท่านนี้นะครับ ทําให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยนั้นเสื่อมเสียและเสื่อมทรามลง จึงเป็นที่มาในเรื่องของที่จะให้อภิปรายไม่ไว้วางใจวันนี้เกิดขึ้น และในส่วนตัวของผมคงไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีท่านนี้ที่ชื่อ กษิต ภิรมย์ ขอขอบคุณครับท่านประธาน