สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

ธเนศ เครือรัตน์ หารือเรื่องความไม่ไว้วางใจต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ น.ส. กษิต ภิรมย์ และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังไทยกับกองกำลังกัมพูชา นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชาและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องการยุติธรรมของประเทศกัมพูชาและกรณีเจ้าหน้าที่ไทยที่ถูกจับกุมอยู่ในประเทศกัมพูชา

นายธเนศ เครือรัตน์ ศรีสะเกษ

ท่านประธานครับ ผมได้เคยอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐบาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ ไว้เมื่อครั้งวันที่ ๒๐ เดือนมีนาคม ๒๕๕๒ แล้วก็เคยยื่นญัตติเกี่ยวกับเรื่องให้รัฐบาลพิจารณา แก้ไขปัญหาผลกระทบจากการปะทะกันระหว่างกองกําลังไทยและกองกําลังกัมพูชาไปแล้ว เมื่อวันที่ ๙ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เมื่อประมาณเดือนเศษ ๆ นี้ท่านประธาน แต่ทั้ง ๒ ครั้ง ที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นก็ไม่ได้เห็นมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการปรับปรุงหรือแก้ไขในแนวนโยบายของ กระทรวงการต่างประเทศ หรือพฤติกรรมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแต่ประการใด ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าผมไม่เคยรู้จักท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศท่านนี้มาก่อน ท่านเป็นใครมาจากไหนผมไม่ทราบ เป็นการส่วนตัวก็ไม่รู้จัก แต่ก็เคยอ่านประวัติบ้างจากหนังสือหรือจากเอกสารต่าง ๆ ในเว็บไซต์ ฉะนั้นแล้วผมไม่มี ความเกลียดชังท่าน แต่ผมต้องทําหน้าที่ของผม เพราะผมไม่เห็นด้วยกับการดําเนินการนโยบาย ทางการต่างประเทศของท่านทั้งหมดนะครับ ท่านประธานครับ กระผมไม่มีความเกลียดชังกับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศเช่นกัน นะครับ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง หรือท่านเอกอัครราชทูตต่าง ๆ หรือกระทั่ง ข้าราชการระดับล่าง แต่จําเป็นต้องอภิปรายในครั้งนี้ และไม่มีความเกลียดชังในทหารหาญที่ปฏิบัติ หน้าที่อยู่บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา กลับยกย่องและสนับสนุนส่งเสริมพวกท่านเหล่านั้น ด้วยซ้ําไปนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการอภิปรายในครั้งนี้กระผมไม่ได้อภิปรายเพื่อจะ ให้การสนับสนุนนโยบายของต่างประเทศของประเทศกัมพูชา หรือไม่ได้เห็นด้วยกับนโยบาย การรุกรานเพื่อนบ้านของประเทศไทย หรือไม่ได้เห็นด้วยกับการแทรกแซงนโยบายต่างประเทศของ นานาอารยประเทศนะครับ เหตุผลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกษิต ภิรมย์ ในครั้งนี้มีด้วยกัน ประมาณ ๓-๔ ประการ

ประการแรก นายกษิต ภิรมย์ บกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดิน นอกจาก นายกษิต ภิรมย์ จะแก้ไขปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้แล้ว แต่นายกษิต ภิรมย์ ยังสร้างปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน จะด้วยจากวาจาของท่านเองตั้งแต่ก่อนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ด้วยซ้ําไป มีแต่ทําให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เคยสร้างข้อเท็จจริงให้ปรากฏแก่สังคม ประชาชน ชาวไทย

ประการที่ ๒ นายกษิต ภิรมย์ ขาดคุณสมบัติและภาวะการเป็นผู้นํา ไร้ประสิทธิภาพ ขาดความน่าเชื่อถือกับนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาค อาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านของไทย ขาดคุณสมบัติการเป็นนักการทูตที่ดี ทั้ง ๆ ที่เกือบตลอด ทั้งชีวิตของนายกษิต ภิรมย์ รับราชการในกระทรวงการต่างประเทศมาเป็นเวลานาน เป็นเอกอัครราชทูตหลายประเทศมาก่อน จนสุดท้ายมาเป็นเอกอัครราชทูตประจําประเทศ สหรัฐอเมริกา ไม่สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับต่างประเทศได้ และยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นรัฐมนตรีที่มีคดีติดตัว ผมไม่พูดไม่ได้หรอกครับเพราะว่าเรื่องนี้เขาทราบกันทั้งโลก ไม่ใช่ว่า แต่พวกเราทราบนะครับ ประเทศอื่น ๆ เขาก็ทราบเหมือนกันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศของไทยนั้นมีคดีผู้ก่อการร้ายเป็นชนักติดหลังอยู่ในข้อหายึดสนามบิน อันนี้ก็เป็น สิ่งที่ทําให้ท่านไม่สามารถที่จะยืนอยู่ในสังคมเวทีของชาวโลกได้นะครับ

ประการที่ ๓ นะครับ อันนี้เป็นเรื่องข้อเท็จจริง การสร้างศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้าน ผมได้เคยกราบเรียนท่านไปแล้วว่าท่านได้เปลี่ยนสนามการค้ามาเป็นสนามรบเรียบร้อยแล้วนะครับ ในการอภิปรายตอนยื่นญัตติเรื่องไทย-กัมพูชา ในครั้งนั้น ท่านก้าวก่ายวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการ ยุติธรรมของประเทศต่าง ๆ ท่านก้าวก่ายนโยบายของมหาอํานาจในโลกนี้ เช่นประเทศจีน ที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศได้กล่าวไปแล้ว ประเทศอินเดีย หรือกระทั่ง ประเทศรัสเซียก็แล้วแต่นะครับ และในที่สุดท่านก็นําประเทศไทยเข้าสู่สภาวะสงคราม หลายท่าน ในรัฐบาลบอกว่าการต่อสู้ระหว่างไทย-กัมพูชานั้นไม่ใช่สงคราม พวกท่านไม่ได้อยู่แถวนั้นท่านไม่รู้ หรอกครับ ให้ท่านไปอยู่สิครับว่ารบกัน ๔ วันนั้น ที่ยิงลูกระเบิดนับเป็นพัน ๆ นัด ท่านบอกว่า ไม่ใช่ภาวะสงครามได้อย่างไร บางท่านบอกว่าเป็นการปะทะกันตามแนวชายแดน ผมจําได้คํานี้ และบางท่านก็บอกว่ามีการปะทะกันอยู่สม่ําเสมอ ท่านประธานครับ ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้อยู่ ชายแดนใกล้ชิดกับชายแดนไทย–กัมพูชาก็จริงนะครับ แต่จากสถิตินะครับก็ไม่ได้มีการรบกันขนาด นี้ มีการปะทะกันอยู่เนือง ๆ ในปี ๒๕๕๒ ก็มีการปะทะกัน ๒–๓ ครั้ง มีทหารเสียชีวิต ๑ คน หรือ ๒ คน ส่วนใหญ่ก็จะเนื่องจากไปปะทะกัน เนื่องจากการไปตัดไม้บ้าง การไปเหยียบกับระเบิดบ้าง แล้วก็มีการไปพบกันโดยบังเอิญในเขตพื้นที่ทับซ้อนบ้าง ก็เลยให้มีการยิงกันแล้วก็พอจะคุยกันได้ ทุกครั้งไป แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ธรรมดา รัฐมนตรีไม่เคยไปไม่รู้หรอกครับตั้งแต่รบกันจนปัจจุบันนี้ ก็ไม่เคยเห็นรัฐมนตรีไปเยี่ยมพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดศรีสะเกษเลยแม้แต่ครั้งเดียวทั้ง ๆ ที่ท่าน เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ผมได้มีโอกาสเห็นท่านรัฐมนตรีองอาจ คล้ามไพบูลย์ ไปในพื้นที่ อําเภอกันทรลักษ์ ๒-๓ ครั้ง ผมก็คิดว่ายังดีนะครับที่ท่านยังได้ให้โอกาสไปมอบอะไรต่าง ๆ และท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย แต่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านนี้เป็นคนที่ เกี่ยวข้องเรื่องนี้โดยเฉพาะอย่างเดียว ประเด็นในการอภิปรายของผมนั้นส่วนใหญ่จะเป็นประเด็น เรื่องของเขาพระวิหารและประเด็นสู้รบตามชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นส่วนใหญ่ ก็อาจจะมี การพูดไปถึงเรื่องประเด็นที่เคยอภิปรายไว้แล้วบ้างนะครับ ผมคิดว่าคนไทยทุกคนทราบดีนะครับ ว่าท่าทีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยคนปัจจุบัน มีท่าทีที่เป็น ปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลกัมพูชามาโดยตลอด ท่านเคยขึ้นเวที อันนี้ผมไม่อยากจะพูดนะครับแต่ก็ต้อง ขออนุญาตพูดขึ้นมานิดหนึ่งว่าท่านไปขึ้นเวทีพันธมิตร มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับกลุ่มพันธมิตร ด่าสมเด็จฮุนเซนว่าเป็นกุ๊ย ด่านายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชาว่าเป็นกุ๊ย แล้วท่านยังได้มาออก ตัวด้วยนะครับ เมื่อวานนี้ได้มีการแถลงข่าวบอกว่าการที่ฝ่ายค้านจะมาอภิปรายคงไม่มีอะไร คงจะมีเรื่อง ๓ เรื่องซึ่งเป็นแผลเก่าของท่าน ท่านบอกว่าอย่างนั้นนะครับ เรื่องที่ ๑ ท่านก็บอกว่า คงจะมาพูดว่าไปว่าเขาว่าเป็นกุ๊ย ผมพูดไปแล้วนะครับแล้วจะไม่พูดอีก เรื่องที่ ๒ ท่านบอกว่า ฝ่ายค้านไปแปลคําว่าหัวใจนักเลงผิด ไปแปลว่าท่านไปว่าฮุนเซนว่าใจนักเลงหรือเป็นคนนักเลง ไม่ใช่หรอกครับ ท่านพูดแค่นี้ท่านยังพูดผิดเลย ท่านบอกว่าสมเด็จฮุนเซนนั้นเป็นกุ๊ยในเวทีพันธมิตร แล้วท่านก็รู้สึกผิด ท่านก็ไปทําหนังสือขอโทษเขา ไปชี้แจงครับว่าคําว่า กุ๊ย แปลว่า หัวใจนักเลง หรือแปลภาษาอังกฤษนะครับ ขออนุญาตท่านประธานนะครับ คือไลออน ฮาร์ท (Lion heart) นี่ละครับที่มาของไลออน ฮาร์ท ที่ท่านเฉลิม อยู่บํารุง ท่านได้พูดถึงในประเด็นนี้ ท่านพยายามทํา ความเข้าใจกับสมเด็จฮุนเซน แต่เขาไม่เข้าใจหรอกครับเพราะเขาเข้าใจภาษาไทย ฝ่ายค้านก็คงจะ เอาเรื่องที่ท่านไปชกต่อยกันที่ประเทศรัสเซียมาพูด ผมไม่พูดครับผมถือว่าเป็นเรื่องมันผ่านมานาน แล้วมันค่อนข้างจะไร้สาระและไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยในปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีคลิปวิดีโอที่จะต้องเปิด ก็ให้ทางห้องโสตได้เตรียมนะครับอย่าเพิ่งฉายนะครับ ผมได้กราบเรียน ไปแล้วว่าท่านได้เริ่มด่าวิพากษ์วิจารณ์ประเทศกัมพูชามาตั้งแต่สมัยที่ยังร่วมก่อการกับ กลุ่มพันธมิตรมาจนถึงปัจจุบัน และปัจจุบันท่านก็ยังว่าเขาอีกนะครับ เดี๋ยวผมให้ท่านฟังคลิปสั้น ๆ แต่ผมมีปัญหาเรื่องการไปเอาข้อมูลมาพอสมควรนะครับไม่ได้รับความร่วมมือจากทางสมาชิก วุฒิสภาเท่าไรนัก แต่ก็พอจะมีบ้างเพียงแค่ ๒๐ นาที ขอคลิปวิดีโอของทางห้องโสตด้วยครับ คลิปที่ ๑ ครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)

ท่านประธานครับ เสียงอาจจะไม่ค่อยชัดนะครับ สรุปก็คือไปว่าเขาอีกละครับ เพราะว่าเขาเป็นเด็กเกเรข้างบ้าน แล้วก็ยังได้ไปวิพากษ์วิจารณ์ท่านเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจํา ประเทศไทย ว่ามีความไม่เหมาะสมในการไปพูดปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นี่ละครับคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยในปัจจุบัน ผมไม่ทราบว่ามาได้อย่างไร ตอนแรกคิดว่ามาในสายพันธมิตร ปรากฏว่าเช็กไปเช็กมาไม่ใช่ครับ ผมเข้าใจแล้วครับว่าท่านมา สายไหน ท่านอาจจะมาทางสายรองนายกรัฐมนตรีก็ได้ ถ้าผมจําไม่ผิดนะครับเพราะท่านมีน้องชาย ที่มีความสนิทชิดเชื้อกับรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลในปัจจุบันนี้พอสมควร การเป็นผู้นําของ ประเทศโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมคิดว่าต้องมีความสุขุมรอบคอบมากกว่านี้ ในการพูดจาอะไรอะไรก็แล้วแต่ ตอนที่เคยไปวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชานั้น ท่านบอกว่าท่านยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ท่านก็ไม่รู้ว่าท่านจะเป็น ท่านบอกอย่างนี้ แต่ตอนนี้ท่านเป็น แล้วครับ ท่านไปว่าเขาเป็นเด็กเกเรข้างบ้านได้อย่างไร ถึงแม้อย่างไรก็แล้วแต่ผมไม่ได้เข้าข้าง ประเทศกัมพูชา แต่ว่านายกรัฐมนตรีกัมพูชา ท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบดีว่ามีอาวุโสสูงสุดในกลุ่ม ประเทศอาเซียน ในฐานะที่ว่าเป็นรัฐมนตรีมานานกว่าเพื่อน ท่านเพิ่งเป็นเมื่อกี่วันนี้เองครับ ท่านไปว่าเขาเสีย ๆ หาย ๆ มาโดยตลอด แล้วเมื่อไรเหตุชายแดนไทย-กัมพูชามันจะสงบละครับ นี่ละครับเมื่อสักครู่ เป็นการไปสัมมนาในหัวข้อเรื่อง ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เหตุการณ์ ปกติจริงหรือ จัดโดย คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ท่านทราบไหมครับว่าวันที่ ๑๔ วันที่จัดสัมมนาเป็นวันที่ ๙ เดือนกุมภาพันธ์ วันที่ ๑๔ ท่านจะต้องไปชี้แจงกับยูเอ็นเอสซีหรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ท่านก็ยังไปว่าประเทศจีนเขา ประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็น คณะมนตรีถาวรอยู่ในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติหรือยูเอ็นเอสซี แล้วท่านจะไป ชี้แจงเขาได้อย่างไร ก่อนไปชี้แจง ๓-๔ วัน ท่านก็ไปว่าเขาปาว ๆ สื่อต่างชาติเขามาบันทึกไป แล้วก็ นําเสนอต่อประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ท่านบอกว่าอย่างไรทราบไหมครับ เมื่อสักครู่ท่านประธาน คณะกรรมาธิการท่านได้พูดไปแล้ว แต่ผมขอขยายความนิดหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศได้ตอบว่า อาวุธของประเทศจีน ประเทศกัมพูชาได้รับมาฟรี ท่านทราบได้อย่างไร ครับ แล้วท่านทําไมต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ประเทศจีนเขาด้วยครับ ถึงแม้เขาจะให้มาฟรีหรือไม่ฟรี มันก็เป็นเรื่องของเขา ทางประเทศกัมพูชาได้ใช้จรวดเรียกว่า จรวดบีเอ็ม ๒๑ (BM21) ยิงเข้ามาที่ ประเทศไทย ผมจําไม่ได้ว่าอาจจะทําที่ประเทศจีน หรือประเทศรัสเซียท่านก็เลยไปว่าเขา แล้วท่าน ยังบอกอีกนะครับว่าส่วนทางประเทศรัสเซียกําลังตรวจสอบ แต่ยอมรับเป็นเรื่องยาก เพราะความสัมพันธ์ประเทศไทยกับประเทศรัสเซียไม่ราบรื่น อันนี้เป็นคําพูดของท่านนะครับ เพราะเขาต้องการขายอาวุธให้เรา แต่ประเทศไทยไม่เคยซื้อ ประเทศรัสเซียจึงเข้าไปทางประเทศ กัมพูชาแทน เป็นอย่างไรครับท่านประธานครับ นี่ก็ไปว่าเขาอีก นี่อีกประโยคหนึ่ง แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังบอกอีกว่า อันนี้เป็นคําพูดเลยนะครับว่ายอมรับว่า ประเทศรัสเซียมีความเห็นแก่ตัวมาก เมื่อเขาขายอาวุธให้กับเราไม่ได้ เขาก็ไม่ตอบสนองเรา คําว่า ให้ทาน ไม่อยู่ในจิตใจ ทั้งที่เขาเป็นประเทศใหญ่แต่ไม่ยอมให้อะไรเลย การเป็นผู้นําโดยเฉพาะ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ การที่ไปพูดจาวิพากษ์วิจารณ์มหาอํานาจอย่างนี้ เมื่อสักครู่ ก็ทราบอยู่แล้วว่ากรณีของวิคเตอร์ บูท ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทําให้ประเทศรัสเซียไม่พอใจ แล้วก็ยัง ไปพูดอีก ไม่พอเท่านั้น ยังไปบอกว่า อันนี้พูดถึงประเทศกัมพูชาอีกนะครับ ในวันที่ ๙ นั้นเอง ก็ผ่านมาประมาณเดือนเศษ ๆ นี่เอง บอกว่าหากจะสู้รบกันก็ได้ แต่ที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อย่ามาต่อกรกับกองทัพไทย เพราะหากยังเกเรจะมีแต่เจ็บลูกเดียว วาจาท่านมีแต่ปลุกกระแส รักชาติ โดยไม่คํานึงถึงความสามารถในการบริหารประเทศชาติ บริหารราชการแผ่นดิน ได้แค่ พูดปลุกกระแสไปวัน ๆ เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตย้อนกลับไปถึงเรื่องการ อภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งที่ผ่านมา ซึ่ง นายกษิต ภิรมย์ ได้ถูกอภิปรายในปี ๒๕๕๒ เรื่องเกี่ยวกับ การทําถนนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยทางกัมพูชานี้ได้ทําถนนคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นมา ในบริเวณชายแดนไทย ๒ สาย ผมต้องขออนุญาตพูดซ้ํา เพราะว่าประเด็นนี้มันจะไปเกี่ยวข้องกับ สาเหตุของการต่อสู้กันในภายหลังครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ขออนุญาตอ่านนะครับ ทางประเทศกัมพูชาได้ทําการปรับปรุงและก่อสร้างถนนสายจากบ้านโกมุย อําเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ประมาณ ๕ กิโลเมตร ถ้าดูตามแผนที่จะเห็นว่ารุกล้ําเข้ามาในเขตแดนไทย ประมาณ ๒๕๐ เมตร พิกัดวีเอ ๖๕๒๙๑๒ (VA652912) ทางทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหาร อันนี้ต้องบอกพิกัดนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวท่านจะทราบว่าการที่เราเข้าไปทําถนแล้วเกิดการปะทะกัน มันอยู่พิกัดใกล้ ๆ กัน แล้วต่อมาท่านก็ยังได้ไปทําถนนอีกเส้นหนึ่งทางประเทศกัมพูชาโดยปรับปรุง ถนนเดิมขึ้นเป็นถนนใหม่ ให้เป็น คสล. ให้เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กเข้าสู่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ตามพิกัดวีเอ (VA) ๖๕๑๙๑๓ ในเขตประเทศไทยและยังมีการเตรียมวัสดุก่อสร้างในการสร้างวัด มาด้วย อันนั้นในช่วงที่ผ่านมานะครับ ผมจะให้ท่านประธานได้ดูภาพในก่อนที่จะมีถนนคอนกรีต เสริมเหล็ก ครับ นี่เป็นถนน ขอให้กล้องได้โคลสเข้ามาหน่อยนะครับ เพราะว่าคราวที่แล้วผมไม่ได้ นําเสนอภาพนี้ เป็นภาพที่ถนนเดิมที่เป็นอย่างนี้ครับ ภาษาบ้านผมเรียกว่าเป็นทางเกวียนเก่า นะครับ แต่ในตอนสุดท้าย ตอนหลังมาก็มีการปรับปรุง ท่านจะเห็นว่ามีรถเครื่องจักรเข้าไปทําการ เทปูน ไปมีการทําถนนให้ลักษณะถาวรขึ้น และสุดท้ายอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ สําเร็จ เรียบร้อยเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก แล้วก็ถนนนี้เป็นถนนที่บ้านโกมุยอยู่ข้างล่างนี่ครับ ทําถนน ลัดเลาะตามแนวชายเขาขึ้นมาสู่วัดแก้ว และอีกด้านหนึ่งก็อ้อมไปด้านหลังเข้าสู่ตัวปราสาท พระวิหาร นี่ละครับ ท่านประธานครับ ซึ่งมันเป็นการละเมิดเอ็มโอยูที่ตกลงกันไว้ในปี ๒๕๔๓ อยู่แล้ว และขออนุญาตนะครับว่า ขออนุญาตอ่านหนังสือทักท้วง มีหนังสือทักท้วงจากหน่วยงาน ประสานงานชายแดนประจําพื้นที่ ๑ สํานักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ทักท้วงไปยัง หัวหน้าหน่วยประสานงานชายแดนกัมพูชา-ไทย ประจําพี้นที่เขาพระวิหาร ลงวันที่ ๒๐ เดือนธันวาคม ๒๕๕๑ และ ๓๑ เดือนธันวาคม ๒๕๕๑ มันนานมาแล้วนะครับ แต่ว่าการประท้วง ก็มีเป็นระยะ ๆ แต่ผมยกตัวอย่าง ๒-๓ ฉบับเท่านั้นเองเพราะเกรงว่าจะใช้เวลาของสภา นานจนเกินไป มีหนังสือจากกองบัญชาการกองกําลังสุรนารีที่ กห ๐๔๘๒.๒๐๓๓/๑๑๙๑ ถึงอธิบดี กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นการส่งข้อมูลการละเมิด ข้อตกลงเอ็มโอยูและส่งผลกระทบต่อเขตแดน และยังมีหนังสือจาก มทพ. ๒/ผอ.ศปก. ทพ. ๒ ถึงผู้ปฏิบัติ ผบ.ทบ. ผ่าน ผขว.ศปก.ทบ. ที่ กห ๐๔๘๒/๗๓ ลงวันที่ ๙ เดือนมกราคม ๒๕๕๒ แจ้งข่าวมาให้กองทัพทราบว่ามีการละเมิดบันทึกเอ็มโอยู แต่ท่านก็กําลังจะเถียงผมนะครับว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศก็มีหนังสือแย้งไปเป็นระยะ ๆ นะครับ ผมก็ยอมรับนะครับ กระทรวง การต่างประเทศก็มีหนังสือทักท้วงไป อย่างครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๕ เดือนมีนาคม ๒๕๕๒ แต่ถนนนี้ เสร็จเมื่อปี ๒๕๕๒ ฉะนั้นการทักท้วงที่ท่านทักท้วงไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ผมจําได้ว่าเคยเชิญท่านมา ที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ท่านไม่มาหรอกครับ ท่านให้ข้าราชการระดับสูงมาแทน ข้าราชการระดับสูงเขาบอกว่าเราก็จะประท้วงไปเรื่อย ๆ ผมเลยถามว่า แล้วเราจะประท้วงไป เรื่อย ๆ ได้อย่างไร แล้วเมื่อไรมันจะจบสิ้นสักที สุดท้ายถนนก็มาเป็นแบบนี้ครับ ท่านประธานครับ การละเมิดเอ็มโอยูในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ ถ้าท่านบอกว่าสิ่งที่ผมพูดไปนั้นมันเป็นเรื่องเก่า เอาเรื่องใหม่ ครับ เรื่องปัจจุบันนี้ ท่านคงจะได้ยินนะครับ คําว่า ภูมะเขือ ตอนนี้ทางกัมพูชาก็ละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ อีกแล้วนะครับ

ประการที่ ๑ ทางกัมพูชาสร้างกระเช้าไม่ต่ํากว่า ๒ กระเช้าขึ้นที่บริเวณภูมะเขือ

ประการที่ ๒ ขณะนี้ทางกัมพูชาได้ทําบันไดอย่างน้อย ๓ จุดขึ้นมาบริเวณพื้นที่ ชายแดนภูมะเขือเช่นกัน ติดตั้งเครื่องกําเนิดไฟฟ้า ติดตั้งเสาทวนสัญญาณโทรศัพท์ และสุดท้าย นะครับ ได้ทําบันไดขึ้นมาบริเวณที่เขาเรียกว่า เป้ยตาดี ท่านที่ไม่เข้าใจหรือที่ไม่เคยไปเขาพระวิหาร อาจจะไม่ทราบนะครับว่า เป้ยตาดีก็คือ โคปุระหลังที่ ๑ ซึ่งเป็นหลังสุดท้ายที่อยู่บริเวณหน้าผา สมัยผมเป็นเด็ก ๆ นี่ผมไปเรื่อยครับ เราไม่สามารถที่จะเดินลงไปได้ เพราะมันสูงมาก มีท่านเคย อภิปรายในสภาไว้ว่าประมาณตึกเอ็มไพร์สเตต แต่ในขณะนี้ก็มีบันไดเป็นคั่น ๆ ลงไป ทําให้ทาง กัมพูชานี้สามารถขึ้นมาที่ปราสาทพระวิหารไม่ว่าจะเป็นด้านหลังหรือด้านหน้าก็ได้ ถ้าด้านหน้าก็มา ทางด้านถนนที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว ถ้าด้านข้างก็มาทางด้านของวัดแก้วสิขาคีรีสวาระ ถ้าด้านหลัง ก็เดินขึ้นมาทางเป้ยตาดี กระทรวงการต่างประเทศก็ยังไม่มีการชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ เหมือนที่ผมบอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ไม่เคยทําความจริงให้กระจ่างกับประชาชนชาวไทย ไม่เคยชี้แจงและไม่เคยทําหนังสือคัดค้านไปให้กับประเทศกัมพูชา ท่านประธานครับ นายกษิต ภิรมย์ นอกจากจะปล่อยให้ทางประเทศกัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู แล้วก็ยังมีท่าทีที่แข็งกร้าว ดําเนิน นโยบายแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในที่สุดทางรัฐบาลจึงสั่งการให้ทางกองทัพนํากําลังไปสร้างถนน ที่บริเวณพิกัดที่ผมได้เอ่ยไปแล้ว ซึ่งเป็นถนนที่มีการนํารถแทรกเตอร์ (Tractor) และอุปกรณ์ไป สร้างถนนจากบริเวณผามออีแดง หรือภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าบริเวณฐาน ตชด. เก่า จากสระตราว มุ่งหน้าสู่ปราสาทเขาพระวิหาร เพราะเป็นการตอบโต้ทางประเทศกัมพูชาว่าเพราะประเทศกัมพูชา เขาทําถนนเข้ามา แต่เราคิดช้าไปนิดหนึ่งครับ เราเพิ่งจะไปทํา ภาษาท้องถิ่นเรียกบริเวณนั้น เขาเรียกว่า ซอมบ่อขมุม ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าแปลว่าอะไร ก็เห็นทางชาวบ้านเขาพูดมาอย่างนั้น จึงมี คําสั่งให้ทหารช่างพร้อมรถแทรกเตอร์และอุปกรณ์เข้าไปก่อสร้างเส้นทางส่งกําลังบํารุงที่ผามออี แดงจากสระตราวมุ่งหน้าสู่ปราสาทเขาพระวิหาร ท่านประธานครับ คงไม่มีใครเถียงนะครับว่า สาเหตุของสงครามที่ผ่านมา ๔ วันก็มาจากตรงนี้ครับ มาจากเรื่องถนนนี้เอง พอเราเอา รถแทรกเตอร์เข้าไป ทางฝ่ายประเทศกัมพูชายิงเข้ามา เรียนตรง ๆ นะครับ เขาไม่ได้ยิงเพื่อจะหวัง ผลทางชีวิตและทรัพย์สินเท่าไรนัก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการยิง ยิงทั้งลูกกระสุนปืนและจรวดเข้ามา ในบริเวณชายแดนไทย แล้วผมก็เห็นด้วยนะครับกับทหารที่ประจําอยู่ในบริเวณนั้นที่ยิงตอบโต้ไป แต่ในการตอบโต้ไปก็สร้างซึ่งความสูญเสียซึ่งร่างกาย ทรัพย์สิน และชีวิต การยิงปืนเข้ามาใน ประเทศไทยและการตอบโต้ไปก็สาสมแก่เหตุ เราไม่ได้ต่อว่าในส่วนของทหารนะครับ ที่ได้ทําการตอบโต้ทางประเทศกัมพูชาไป แต่นี่คือจุดชนวนของสงครามไทย-กัมพูชา วันที่ ๔-๗ ไม่ใช่วันที่ ๔-๖ นะครับ เพราะวันที่ ๗ ยังมีการยิงกันอยู่ เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ นาฬิกาของวันที่ ๔ ท่านประธานถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิครับว่าอยู่ที่ไหน ท่านนั่งโต๊ะเจรจาเจซี อยู่ที่ประเทศกัมพูชาครับ ผมไม่ค่อยมีความรู้ด้านการต่างประเทศ แต่เขาไม่ทํากันหรอกครับ อย่างนั้น ถ้าเกิดเขาไว้เนื้อเชื่อใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเรา อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเกรงใจกันบ้างนะครับ ท่านนั่งโต๊ะเจรจาอยู่ และกําลังจะไปที่คุก ไปเยี่ยมคนไทยอีก ๒ คน หรือท่านอาจจะไปถึงแล้วผมไม่ทราบได้นะครับ แต่ว่าในขณะนั้นท่านประชุมคณะกรรมาธิการ ร่วมมือทวิภาคี หรือเขาเรียกว่าเจซีอยู่ วันที่ ๓ กับวันที่ ๔ ท่านอยู่ประเทศกัมพูชาพอรบกันแล้ว เป็นอย่างไรครับ พอรบกันแล้วก็สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนชาวจังหวัดศรีสะเกษ ชาวอําเภอกันทรลักษ์ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดศรีสะเกษจังหวัดเดียวนะครับ บริเวณชายแดนทั้งหมด ตั้งแต่จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี ยันจังหวัดสระแก้ว ซึ่งผมคาดว่าจะมีคนมาอภิปราย ในโอกาสต่อไป สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน ตลอดจนการค้าชายแดน เฉพาะที่บริเวณจังหวัด ศรีสะเกษก็สูญเสียหลายร้อยล้านบาท เดี๋ยวผมจะขออนุญาตท่านประธานอ่านความสูญเสียนะครับ ซึ่งผมมั่นใจว่าหลาย ๆ ท่านอาจจะทราบแล้ว แต่ก็ยังมั่นใจอยู่ครับ พ่อแม่พี่น้องประชาชนทางบ้าน หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ มีประชาชนเสียชีวิตและทหารเสียชีวิตรวม ๓ นาย บาดเจ็บ ๓๖ คน ราษฎร ๔ คน ทหาร ๓๒ คน บ้านเรือนเสียหาย ๓๗ หลัง อาคารเรียนเสียหายบางส่วน ๒ หลัง ที่ทําการ อบต. เสียหาย วัดเสียหาย สวนยางพาราเสียหาย ประชาชนแตกตื่นอพยพ ๑๖,๐๐๐ กว่าคน เดี๋ยวผมจะให้ท่านประธานได้ดูสไลด์นะครับ สักครู่นะครับ เดี๋ยวขอสไลด์มาดูว่า ขอสไลด์จํานวน ๒๗ แผ่น ใช้เวลาประมาณ ๑ นาทีเศษ ๆ จะได้บอกท่านประธานว่าการต่อสู้ ในครั้งนั้นไม่ใช่การปะทะตามแนวชายแดน เป็นการต่อสู้หรือภาวะสงครามจริง ๆ ประชาชน เดินทางแตกตื่นออกจากอําเภอกันทลักษ์ทั้งหมด ท่านที่อยู่อําเภอกันทรลักษ์จะสามารถมองเห็น แสงไฟหรือได้ยินเสียงลูกระเบิดจากตัวอําเภอกันทรลักษ์ด้วยซ้ําไป บางท่านได้แตกตื่นหนีเข้าไปอยู่ ในเมือง และรูปบางรูปก็จะเป็นรูปที่เขามาอาศัยอยู่ในเมือง ขอสไลด์ด้วยครับ จํานวน ๒๗ แผ่น

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)

อันนี้อยู่ที่อําเภอกันทรลักษ์ อันนี้เป็นคืนวันที่ ๖ เป็นคืนที่มีการต่อสู้กันรุนแรงที่สุดนะครับ ประชาชนทั้งหมดเดินทางออกจากอําเภอ เรียกได้ว่า อําเภอกันทรลักษ์เป็นอําเภอร้างก็ว่าได้นะครับ อันนี้อพยพมาอยู่ในเมืองนะครับ อันนี้กําลังเดินทาง ท่านจะเห็นรถวิ่ง เสียดายที่ผมไม่สามารถนําภาพเคลื่อนไหวมาให้ท่านดูได้ เป็นภาพที่น่าสลดใจ ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่และเด็กได้เดินทางกันกระจัดกระจายทั่วไปในเขตจังหวัด ศรีสะเกษ อันนี้เป็นสภาพความเสียหายของบ้าน ของประชาชนที่อยู่บ้านภูมิซรอล อันนี้เป็น โรงเรียนที่ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีท่านได้ไปเยี่ยมมาแล้ว อันนี้เป็นสภาพวัด ก่อนที่จะถูกทําลาย อันนี้เป็นป้ายที่โดนทําลายในระหว่างนั้น อันนี้คือวัดที่เราเรียกว่าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ก็คงจะลุกขึ้นชี้แจงนะครับว่าทางประเทศกัมพูชาเป็นฝ่ายยิงฝ่ายไทยก่อน อันนั้น ข้อเท็จจริง และฝ่ายไทยก็ได้ตอบโต้ไปอย่างสาสม ผมก็เห็นด้วย แต่ถ้าเกิดว่าเรามีการหลีกเลี่ยง ไม่ให้มีการปะทะกันเกิดขึ้นได้ผมคิดว่าน่าจะเป็นการดีกว่านะครับ นายกษิต ภิรมย์ ยังมีส่วน อย่างยิ่งในการกระตุ้นให้เกิดสงครามในครั้งนี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่ามีอะไรบ้าง การเรียก เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กลับประเทศไทย การทบทวนพันธกรณีต่าง ๆ กับประเทศ กัมพูชา การทบทวนความร่วมมือต่าง ๆ รวมไปถึงเรื่องของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๔ รวมไปถึง การทบทวนพันธกรณีและความร่วมมือที่จะนําไปสู่การยกเลิกบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยูว่าด้วย พื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อน ที่ทําขึ้น เมื่อวันที่ ๑๘ เดือนมิถุนายน ๒๕๔๔ ท่านก็ทราบดีนะครับ กว่าจะทําเอ็มโอยูฉบับนี้สําเร็จใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปี แต่ท่านก็ยืนยันว่าจะยกเลิก ท่านไปแก้ไขปัญหา กรณี ๗ คนไทยที่ถูกประเทศกัมพูชาจับที่บริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว การแทรกแซง กระบวนการยุติธรรมของประเทศกัมพูชา ตลอดจนถึงการทุบทําลายป้ายหิน การนําธงชาติลง ท่านก็เลือกที่จะทําวิธีแบบนั้นมากกว่าวิธีที่จะเจรจา ท่านโหนกระแสรักชาติ ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสนองตอบต่อเวทีพันธมิตร ต่อกลุ่มพันธมิตรที่เรียกร้องอยู่ที่บริเวณถนนราชดําเนิน ท่านประสบความล้มเหลวในการประชุมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมไทย-กัมพูชา หรือเรียกย่อ ๆ ว่าเจบีซี (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไปหรือจีบีซี คณะกรรมการประสานงานชายแดนระดับภูมิภาค อาร์บีซี (RBC) และคณะกรรมาธิการร่วม ความร่วมมือทวิภาคี เจซี ก็เจซีนี่ละครับที่ท่านไปนั่งคุยแล้วเขายิงท่าน เขายิงคนไทยก็เหมือนกับ ยิงท่านนั่นละ ไม่ประสบความสําเร็จแม้แต่นิดเดียว การเจรจาก็ยังไม่ทราบว่าเจรจาได้เมื่อไร ท่านตอบผมได้ไหมครับว่าเจบีซีเขาจะประชุมอีกเมื่อไร และตอบได้ไหมครับว่าการประชุมเจบีซีนี้ จะเป็นการประชุมแบบทวิภาคีโดยที่ไม่มีประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซง เพราะปกติแล้วเราจะประชุม กันระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาเท่านั้น ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วมีเรื่องเยอะ แต่เนื่องจากมีเวลาจํากัด ความบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดินของ นายกษิต ภิรมย์ มีอีก มากมายที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย เช่น ประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือ ประชาชนคนไทยในประเทศอียิปต์หรือประเทศลิเบีย ท่านไม่สามารถให้ความช่วยเหลือ ได้ทันท่วงทีในเหตุการณ์จลาจลใน ๒ ประเทศที่เกิดขึ้นมา ในปัจจุบันก็ยังมีคนไทยตกค้างอยู่เป็น จํานวนมาก ทางคณะกรรมาธิการเรียกไปชี้แจงก็ไม่ไป ส่งเจ้าหน้าที่ไปเขาก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ กรณีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน นายวิคเตอร์ บูท ให้กับประเทศสหรัฐอเมริกา อันนี้ผมจะขออนุญาต ไม่ลงรายละเอียดเพราะมีท่านสมาชิกท่านอื่นจะอภิปรายเรื่องนี้อยู่ กรณีจับเครื่องบินบรรทุกอาวุธ สงครามร้ายแรง และสุดท้ายเป็นอย่างไรครับ สุดท้ายท่านก็ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหา ทั้ง ๕ คนทั้งหมด ปัญหาการใช้งบประมาณของท่านเป็นอย่างไรครับ ๓๒๕ ล้านบาท งบประมาณ สร้างภาพลักษณ์ของประเทศ ปัญหาหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศก็คือมีงบประมาณ ไม่เพียงพอ แต่ท่านเอางบสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไปให้สํานักนายกรัฐมนตรีเป็นจํานวนมาก ผมไม่ได้ใช้เวลาเพราะมันเป็นตัวเลขจะใช้เวลานาน บังเอิญว่าผมเป็นคณะกรรมาธิการงบประมาณ ด้วยนะครับในปีงบประมาณที่ผ่านมา จนถึงไตรมาสสุดท้ายท่านใช้งบ ๓๒๕ ล้านบาทไปแค่ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แล้วท่านจะมาบอกว่าท่านใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพได้ อย่างไร ท่านไม่เคยให้ความสําคัญกับสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานคณะกรรมาธิการการ ต่างประเทศท่านได้กล่าวไปแล้วว่าท่านไม่เคยไปชี้แจงที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศเลย ผมเอาสถิติมาดูนะครับว่ามีการเชิญมาประชุมครั้งแรกในวันที่ ๒๙ เดือนเมษายน ๒๕๕๒ เรื่องเจเทปปา (JTEPPA) ที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ จนครั้งสุดท้ายก็คือวันที่ ๘ เดือน กันยายน ๒๕๕๓ กรณีเรื่องประเทศซาอุดีอาระเบีย รวมทั้งสิ้น ๑๓ ครั้ง ไม่เคยมาเลยครับ มีครั้งหนึ่งครับดูเหมือนว่าจะมา เพราะผมเห็นหน่วยล่วงหน้าของท่านมาตรวจวัตถุระเบิดตรวจ อะไรในห้องประชุม มันไม่มีหรอกครับอยู่ในสภา แต่สุดท้ายก็ไม่มานะครับ ไม่รู้ท่านกลัวอะไร ก็ฝากผู้บริหารของประเทศด้วยนะครับว่าให้ความสําคัญกับคณะกรรมาธิการบ้างนะครับ ถ้าท่านมาชี้แจงเราก็ไม่มาพูดกันถึงขนาดนี้หรอกครับ เราก็สามารถจะทําความเข้าใจได้ แต่บางอย่างปัญหาบางอย่างนั้นเป็นปัญหาเรื่องการเมือง ผมเห็นใจข้าราชการที่เขามาชี้แจง ไม่ว่า จะเป็นท่านอธิบดีหรือท่านเอกอัครราชทูตบางท่าน ท่านก็ตอบแทนรัฐมนตรีไม่ได้นะครับ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ทั้งหมดทั้งปวงครับเป็นเหตุผลประกอบกันหลาย เรื่องที่ทําให้ผมไม่สามารถที่จะให้ความไว้วางใจนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศท่านนี้ได้ แล้วก็ขอฝากเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่านว่าก่อนที่ท่านจะลงมติจะไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจก็แล้วแต่ ให้ท่านได้พิจารณาให้รอบคอบนะครับว่าการที่จะไว้วางใจนายกษิต ภิรมย์ จะเป็นผลเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างไรบ้าง ขอขอบคุณท่านประธานครับ