พีรพันธุ์ พาลุสุข อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ และไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม โดยเฉพาะกรณีการเรียกเก็บเงินสงเคราะห์การทำสวนยาง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ ผมได้รับ มอบหมายให้ทําหน้าที่เป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีข้อกล่าวหาตามที่ได้ยื่นญัตติไปแล้ว ก็คือท่านรัฐมนตรี มีพฤติการณ์ที่ส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ จงใจใช้ อํานาจหน้าที่โดยขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานจริยธรรมโดยมีพฤติการณ์ที่ได้ระบุไว้ในญัตติไว้แล้วก็คือพฤติการณ์ ของรัฐมนตรีท่านนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ถือว่าเป็นพฤติการณ์ส่วนตัวของท่านเอง ก็คือกรณีไปบุกรุก ที่ดินของรัฐและการใช้งบประมาณของรัฐสร้างถนนเข้าไปในที่ดินของตนเอง และกรณีส่อว่า จงใจใช้อํานาจหน้าที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในการจัดเก็บเงินสงเคราะห์การทําสวนยาง ที่เรียกกันทั่วไปว่าเงินเซส (Cess) ครับ ในเรื่องของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์การทํา สวนยาง กรณีหลังนี้ก็จะมีบางส่วนเกี่ยวข้องไปถึงรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายยางพาราแห่งชาติด้วย ท่านประธาน นายศุภชัย โพธิ์สุ ได้ถูกร้องเรียนจากประชาชนหลายคนในพื้นที่จังหวัดนครพนม ว่าได้บุกรุกที่ดินของรัฐและ ที่ดินทํากินของเกษตรกรในพื้นที่ที่เรียกว่าป่าดงพะทายซึ่งอยู่ในท้องที่อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม โดยได้เข้าไปครอบครองที่ดินในพื้นที่นี้จํานวนหลายร้อยไร่ อันที่จริงแล้ว กระผมเองก็ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับป่าดงพะทายในคณะกรรมาธิการและในการประชุม สภาผู้แทนราษฎรมาแล้วหลายครั้ง ทั้งได้ฟังจากประชาชนที่มาร้องเรียนต่อทางราชการ ต่อคณะกรรมาธิการ รวมทั้งการพิจารณาเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎรด้วย รวมทั้งก็เคยได้ฟัง ท่านรัฐมนตรีท่านนี้ได้ชี้แจงว่าตนได้ครอบครองที่ดินมานี้โดยถูกต้อง ความจริงถ้าท่านได้ใส่ใจ ศึกษากฎหมาย ยอมรับข้อเท็จจริงความถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะมาเป็น ประเด็นที่จะมาเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ในเมื่อท่านเองยังยืนยันว่าตนได้ครอบครอง ที่ดินนี้มาโดยถูกต้อง ขณะเดียวกันราษฎรผู้ร้องเรียนก็ไม่ลดละความพยายาม เขาเองได้เข้า ไปร้องเรียนต่อหลายหน่วยงาน ทั้งที่จังหวัดนครพนมแม้กระทั่งที่ทําเนียบรัฐบาล แล้วสุดท้าย ก็ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ละครับ เรื่องยังไม่ยุติก็มีข่าวว่าท่านรัฐมนตรีเองก็ไปมีคดีพิพาท กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่มีการฟ้องร้องกันทั้งที่ศาลก็ได้พิพากษาเป็นที่ยุติไปแล้ว และน่าจะ ยังมีคดีที่ยังไม่ยุติด้วย เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านที่จะต้องทําหน้าที่ตรวจสอบ การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล กระผมก็คงจะต้อง ทําหน้าที่ได้เสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อให้สภาแห่งนี้ได้วินิจฉัยว่ารัฐมนตรีท่านนี้ได้ประพฤติปฏิบัติตามข้อกล่าวหาของฝ่ายค้าน อย่างไรหรือไม่ ท่านประธานครับ พื้นที่ที่เป็นปัญหาที่ท่านรัฐมนตรีเองได้ถูกร้องเรียนว่าได้เข้า ครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบ ก็คือพื้นที่ที่เราเรียกว่าป่าดงพะทาย ซึ่งก็เป็นพื้นที่ที่ดิน แปลงใหญ่ เนื้อที่ประมาณ ๒๑,๕๐๐ ไร่ ซึ่งทางราชการได้นํามาจัดสรรให้แก่ราษฎรเข้าทํากิน กระผมจะขออนุญาตท่านประธานได้นําพาท่านประธานและคณะ และท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้ไปที่จังหวัดนครพนมด้วยกัน เพื่อจะดูข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่น มีความเป็นมากันอย่างไร ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนําเสนอภาพประกอบตามที่ได้ยื่นเรื่อง ขออนุมัติไว้แล้ว ที่ดินที่เรียกว่าป่าดงพะทาย ซึ่งอยู่ในท้องที่อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ที่ดินตรงนี้เป็นผืนใหญ่ แต่ว่าทางราชการได้นํามาจัดสรรเพราะมันเป็นที่เสื่อมโทรม รกร้างว่างเปล่า ก็นํามาจัดสรรเป็นที่ดินแปลงใหญ่ เนื้อที่ประมาณ ๒๑,๕๐๐ ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ใน พื้นที่ตําบลพะทาย ตําบลหนองเทา แนวเขตอําเภอท่าอุเทน โดยได้ดําเนินการจัดสรรมา ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจัดที่ดินทํากินให้แก่ราษฎรเพื่อประกอบ อาชีพและให้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องนะครับ ผมจําเป็นต้องอธิบาย ไปตามหลักฐานข้อกฎหมายเสียก่อน ในการดําเนินการจัดที่ดินอย่างนี้ก็จะต้องเป็นไปตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน ตามมาตรา ๑๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แล้วก็มีการดําเนินการ ตามมาตรา ๒๐ (๑๐) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ส่วนวิธีการดําเนินการนั้นก็จะใช้ระเบียบ ว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นระเบียบที่ออกประกาศมาใช้ตั้งแต่ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๔๙๘ ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านประธานครับ ในการดําเนินการจัดสรรที่ดินอย่างนี้ก็จะมีคณะกรรมการระดับจังหวัดไปดําเนินการ เพื่อคัดเลือกราษฎรที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ยากจน และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ทั้งนี้คุณสมบัติระเบียบต่าง ๆ นั้นจะอยู่ในระเบียบว่าด้วยาร จัดที่ดินเพื่อประชาชน โดยในการดําเนินการนั้นก็จะมีการออกเอกสารใบจองที่เรียกว่า น.ส. ๒ ไว้ให้ โดยมีเงื่อนไขในการจัดที่ดินว่าราษฎรนั้นจะต้องเข้าทําประโยชน์ในที่ดินภายใน ๖ เดือน และให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปี ทั้งนี้ก็เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดิน เพื่อประชาชนตามที่ผมได้กล่าวมาถึงเมื่อสักครู่นี้ ทั้งนี้มีข้อเงื่อนไขว่าห้ามโอน หรือเปลี่ยนแปลงการซื้อขายใบจองนี้ อันนี้ก็เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดินด้วย ซึ่งก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจอง แต่ยังไม่ได้รับคํารับรองจากนายอําเภอ ว่าได้ทําประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้ เว้นแต่จะตกทอดโดยมรดก อันนี้ท่านรัฐมนตรี อาจจะอ่านตามผมก็ได้นะครับ เพื่อจะดูว่าที่ดินที่ท่านได้มานั้นมันเข้าข่ายอย่างไร หรือไม่ ทั้งนี้ใบจองนี้ก็เป็นแต่การรับรองว่าให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราว ยังไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ แต่อย่างใด นี่ก็คือเงื่อนไขที่เขากําหนดไว้ว่าทําไมจึงห้ามจ่ายโอน เว้นแต่ตกทอดทางมรดก ถ้าราษฎรได้เข้าทํากินภายใน ๖ เดือน และทําประโยชน์ให้เสร็จภายใน ๓ ปีตามระเบียบ เจ้าพนักงานก็จะออกหนังสือแสดงสิทธิให้ ซึ่งหมายถึงอาจจะออกเป็น น.ส. ๓ ก็ได้ หรือออกเป็นโฉนดก็ได้ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน แม้จะได้ออกเป็น น.ส. ๓ ไป หรือออกโฉนดไป ในกฎหมายที่ดินก็ยังบอกมีเงื่อนไขอีกครับ ห้ามโอนภายในกําหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่ได้รับเอกสารสิทธิคือโฉนดนั้น นี่เป็นข้อห้ามข้อที่ ๑ นี่ก็เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน ในกรณีที่ราษฎรนั้นไม่ได้เข้าทําประโยชน์ภายใน ๖ เดือน หรือไม่แล้วเสร็จภายใน ๓ ปี ตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน หรือไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่ คณะกรรมการกําหนด ข้อนี้สําคัญครับ ตามระเบียบบอกว่า ให้ผู้ถือใบจองนั้นเป็นอันขาดสิทธิ ในการครอบครองและทําประโยชน์ในที่ดิน ในกรณีนี้ก็ให้เจ้าพนักงานรายงานเสนอไปยัง อธิบดีกรมที่ดินเพื่อพิจารณาให้ผู้รับใบจองนั้นขาดสิทธิอันจะพึงได้ตามมาตรา ๓๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ก็จะทําให้ที่ดินนั้นกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่ากลับมาตกเป็นที่ดินของรัฐ อีกครั้งหนึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดินนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อราษฎรไม่ได้เข้าทําประโยชน์ หรือไม่ได้ทําให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปีตามระเบียบที่ว่ามานั้นนะครับ เมื่อที่ดินกลับมาเป็นที่ รกร้างว่างเปล่า คือกลับมาเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดินตามเดิมแล้ว การนําใบจองที่ได้ไปขาย ไม่ว่าจะให้ใครก็ตาม จะเป็นบุคคลหรือเป็นกลุ่มนายทุน จะทําให้ ผู้ซื้อใบจองถ้าเข้าไปครอบครองที่ดินแปลงนั้นก็ต้องถือว่าเป็นการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยมิชอบ ขัดต่อกฎหมาย เพราะว่าในมาตรา ๘ วรรคสอง ก็บัญญัติไว้ซ้ํานะครับว่าที่ดิน ที่รับใบจองนั้นแต่ยังไม่ได้รับคํารับรองจากนายอําเภอว่าด้วยการทําประโยชน์แล้ว ผู้ได้รับ อนุญาตจะโอนไปไม่ได้ ที่ผมได้กราบเรียนมาแล้ว เว้นแต่การตกทอดโดยทางมรดก ประมวลกฎหมายที่ดิน ยังบัญญัติต่อไปอีกว่าที่ดินของรัฐในกรณีนี้นะครับ ถ้าบุคคลใดก็ตามเข้าไปยึดถือครอบครอง รวมตลอดคนสร้างหรือเผาป่าซึ่งเป็นการกระทําที่ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ก็จะมีโทษครับ โทษตามมาตรานี้ก็คือจําคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ท่านประธานครับ นี่เป็นข้อกฎหมายที่ผมอยากจะกราบเรียนให้ ท่านประธานและท่านสมาชิกได้ทราบว่ากฎหมายบัญญัติไว้อย่างนี้ ตอนนี้ท่านรัฐมนตรี ก็ได้ทราบข้อกฎหมายในเบื้องต้นไปแล้ว ประเดี๋ยวท่านก็ต้องติดตามกันต่อไปนะครับ เมื่อกี้นี้ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานว่าในการดําเนินการจัดสรรที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินนี้ ก็จะมีระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน ซึ่งได้ออกประกาศนี้มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ในระเบียบนี้ก็จะได้กําหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะจัดให้เข้าอยู่อาศัยหรือประกอบการ เพื่อการเลี้ยงชีพ เพราะว่าวัตถุประสงค์ก็คือจัดที่ดินให้แก่ราษฎรที่ไม่มีที่ทํากินหรือเป็นคนที่ ยากจนนั่นเอง ในระเบียบนี้บอกว่า บุคคลที่จะต้องจัดให้เข้าอยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพ หาเลี้ยงชีพ จะต้องเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้นะครับ แน่นอนเป็นคนไทย บรรลุนิติภาวะแล้ว มีร่างกายสมบูรณ์ มีความขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ มีความประพฤติดี มีความสามารถประกอบอาชีพเกี่ยวกับที่ดินที่จัดให้ได้ ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีอยู่แล้ว แต่เป็นจํานวนน้อยไม่พอเลี้ยงชีพ และต้องปฏิบัติตามระเบียบก็คือต้องไปยื่นคําขอ ต่อเจ้าหน้าที่ เขาก็จะตรวจสอบคุณสมบัติแล้วก็จะดําเนินการกันต่อไป ในคุณสมบัติ ผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีเองท่านก็คงดูทุกข้อแล้ว แต่ก็คงมีข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๗ ท่านประธานครับ ที่บอกว่า ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองหรือมีแต่ไม่เพียงพอต่อการครองชีพ อันนี้ก็เป็นคุณสมบัติ ที่จะต้องตรวจ ท่านคงตอบได้เองว่าท่านเข้าคุณสมบัติหรือไม่ ที่จริงถ้าท่านดูระเบียบอย่างนี้ ท่านก็คงจะพอตอบตัวเองได้แล้ว และถ้าดําเนินการตามระเบียบตั้งแต่ต้นเรื่องราวก็คง ไม่มาถึงสภา ในระเบียบนี้ก็บอกต่อไปว่า บุคคลใดประสงค์จะเข้าอยู่อาศัยหรือประกอบการ ทํามาหาเลี้ยงชีพในที่ดิน ให้ยื่นคําร้องต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งเขาก็จะต้องมีการดําเนินการต่อไป ตรวจสอบคุณสมบัตินะครับ ก็จะมีการออกใบจองตามเงื่อนไขที่กระผมได้กราบเรียนไปแล้ว เมื่อสักครู่นี้ว่าเมื่อเข้าไปอยู่แล้วก็จะออกใบจองให้บุคคลนั้นถือไว้เป็นหลักฐาน แล้วก็เข้า ทําประโยชน์ภายใน ๖ เดือน และทําให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปี อันนี้ระเบียบก็กําหนดไว้อย่าง ชัดเจนนะครับ ระเบียบก็ยืนยันซ้ําเข้าไปอีกตามประมวลกฎหมายที่ดินนะครับ ว่าถ้าบุคคลนั้น ที่ได้ใบจองไปแล้วไม่ทําให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปี หรือภายในเวลาที่คณะกรรมการกําหนด เจ้าหน้าที่ก็จะเสนอไปยังอธิบดีกรมที่ดินเพื่อสั่งให้ผู้นั้นออกจากที่ดิน และให้ผู้ถือใบจองนั้น ขาดสิทธิที่จะใช้ครอบครองและทําประโยชน์จากที่ดินนั้นนะครับ นี่คือระเบียบ ท่านประธานครับ ซึ่งก็มีระเบียบระบุไว้อย่างนี้อย่างชัดเจนเรื่อยมา ผมทราบว่าในที่ดินแปลงนี้ราษฎรได้เข้าไป ขอใบจองจํานวนไม่น้อย เนื่องจากเรื่องนี้ได้มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการติดตามการบริหาร งบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรด้วย คณะกรรมาธิการเองก็ได้ดําเนินการสอบสวน ร่วมปีมาแล้วนะครับ ได้มีการขอให้ทางที่ดินจังหวัดนครพนม ได้รายงานมาบอกว่า ที่ดินที่ราษฎรได้เข้าไปจับจองอย่างนี้นะครับ ได้ออกใบจองไปประมาณเท่าไร จังหวัดก็รายงานมายัง ที่คณะกรรมาธิการ และผมเองก็ได้ทําหนังสือไปถึงคณะกรรมาธิการเพื่อจะขอเอกสาร ที่เปิดเผยแล้ว ที่สามารถจะให้ได้นะครับ เพราะว่าคณะกรรมาธิการเองก็ได้ทําสรุปรายงาน การสอบสวนหมดแล้วและอยู่ในขั้นตอนที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการต่อไป เขาได้แจ้งบัญชีรายชื่อผู้ได้รับใบจองที่มี น.ส. ๒ นะครับท่านประธาน เป็นชุดมาขนาดนี้ ผมก็เปิดดูทั้งหมด มีใบจองเลขที่เท่าไร ตั้งอยู่ที่ไหน หลัก ๆ ก็จะเป็นตําบลพะทายนะครับ ผู้จองมีชื่อ นามสกุลชัดเจน ใบจองหลายใบ เมื่อมีการตรวจสอบกันภายหลังก็มีการหมายเหตุ ว่าชํารุด ชํารุด ชํารุด เข้าใจว่าที่ชํารุดนั้นอาจจะเป็นเพราะชาวบ้านเก็บ เหมือนที่เราเห็นทั่วไปว่า ชาวบ้านก็จะเก็บไว้ที่บ้าน ไม่ได้เก็บไว้อย่างดี ทําให้เอกสารนั้นชํารุดเสียหายออกไปได้ นี่ก็คือ ความเป็นมาของทั้งหมด ของที่ดินแปลงนี้ ถามต่อไปว่าที่ดินแปลงนี้ที่ราษฎรได้เข้าไปทํากิน หลังจากได้ น.ส. ๒ ไปแล้วร่วม ๑,๕๐๐ กว่าฉบับ ได้ดําเนินการอย่างไรต่อไป เนื่องจากราษฎร จํานวนหนึ่งได้เข้าไปทําประโยชน์ ก็มีการออก น.ส. ๓ หรือออกโฉนด ผมไม่แน่ใจนะครับ แต่ว่า ที่ดินจังหวัดนครพนมยืนยันมาต่คณะกรรมาธิการว่าที่ดินแปลงนี้ได้มีการออก น.ส. ๓ ไปประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ส่วนนอกนั้นยังไม่ได้ออกเป็นโฉนด แต่ก็ยัง ไม่มีการเพิกถอน น.ส. ๒ ของผู้ใดเลย ยังไม่มีการสั่งให้บุคคลที่ได้ น.ส. ๒ นั้นออกไปจากที่ดิน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผมเข้าใจว่าที่ดินมันอยู่ห่างไกล การคมนาคมบาก เจ้าหน้าที่เองก็ไม่ได้ เคร่งครัดที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ได้เตือนให้ผู้ที่ได้รับใบจองไปแล้วให้รีบเข้าทําประโยชน์ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกําหนด ก็เป็นปัญหาทําให้มีผู้บุกรุกเข้าไป และโดยเฉพาะในระยะหลัง ที่จังหวัดนครพนมเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การปลูกยางพารามาก ก็จะมีนายทุนเข้าไปกว้านซื้อ น.ส. ๒ เจ้าหน้าที่ที่ดินเองรายงานว่านอกจากนายทุนจะกว้านซื้อเข้าไป แล้วก็ยังมีชาวบ้าน เป็นผู้ทําหน้าที่ เป็นผู้รวบรวมหลักฐานทั้งหมด รวบรวมใบจองแล้วก็นําเสนอขายให้แก่นายทุน ต่อไปนะครับ ปรากฏก็เป็นไปอย่างนี้ ถามว่าที่ดินตรงนี้ท่านรัฐมนตรีศุภชัยเข้าไปเกี่ยวข้อง ตอนไหน ท่านรัฐมนตรีศุภชัยได้ให้ข่าวบอกว่าตนเองได้เข้าทําประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ตั้งแต่ ปี ๒๕๓๑ ถึงปี ๒๕๓๒ ขณะที่ยังเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้วสวนกล้วย อําเภอ ท่าอุเทน ที่ดินทุกแปลงที่มีปัญหาได้ซื้อใบจองจากเจ้าของเดิมและได้ครอบครองที่ดินทํากิน มาแล้ว ๑๖ ปีแล้ว ปลูกอ้อย ๗ กว่าปีมาแล้ว ปลูกยูคาลิปตัส ไม่เคยมีปัญหา ช่วงนั้นก็มีชาวบ้าน บางส่วนเข้ามาขอทํากิน บางแปลงก็อนุญาต บางรายเข้ามาทํากินในที่ดินก่อนที่จะเข้าครอบครอง แต่ว่าก็ได้ประนีประนอม บางรายไม่ยอมก็ได้ไปร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ แต่บางรายก็มีการฟ้องร้อง คดีกันด้วย นี่ก็แปลว่าท่านยัไปมีเรื่องกับราษฎรอยู่ เพราะบางแปลงเขาอยู่ก่อนแล้วท่านก็ ไปซื้อ ที่จริงเมื่อสักครู่ผมได้เรียนต่อท่านประธานไปแล้วนะครับว่า ท่านบอกว่าท่านได้ซื้อ ใบจองมา ก็กฎหมายมันระบุไว้ชัดเจน ใบจองนี้เขาห้ามจําหน่ายจ่ายโอน เว้นแต่ตกทอด โดยมรดก ก็ชัดเจนมันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีคนมาร้องเรียน เมื่อเขาร้องเรียนกัน มากขึ้น ไปร้องเรียนหลายหน่วยงานก็ไม่เป็นผล ท่านประธานครับ ร้องเรียนต่อที่จังหวัด หลายคนนะครับที่ผมดูจากรายงานก็ยังไม่เป็นผล ก็มีบางรายมาร้องเรียนต่อ ท่านนายกรัฐมนตรีด้วย บอกว่ามีรัฐมนตรีในรัฐบาลของท่านมีพฤติการณ์ไปบุกรุกที่ดิน นี่เขาเพิ่งร้องเรียนเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ นี้เอง สํานักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็รับเรื่องราวไว้แล้ว ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้มีการดําเนินการตรวจสอบ ข้อร้องเรียนนี้อย่างไร หรือไม่ จนในที่สุดก็มีผู้มาร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการติดตาม การบริหารงบประมาณ ถามว่าทําไมต้องร้องเรียนที่นี่ด้วย ก็ในเมื่อเขาไปร้องเรียนตั้งหลายแห่ง มันไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ผล แล้วในการพิจารณาเรื่องการใช้งบประมาณของรัฐบาลที่เอาไปนี่ก็มี ปัญหาด้วย คือทางกรมที่ดินก็ขออนุมัติงบประมาณไปจํานวนหนึ่งเพื่อที่จะไปดูแลที่ดิน ที่ไปจัดสรรอย่างนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการเองก็ถามแล้วก็ให้งบประมาณไป ทําไมไม่ไป ดําเนินการ เขาก็ยกตัวอย่างที่ดินตรงนี้ ที่ป่าดงพะทายขึ้นมา เป็นเหตุที่ทําให้ คณะกรรมาธิการนี้ได้เข้าไปตรวจสอบ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีศุภชัยท่านแจ้งว่า ท่านได้เข้าซื้อที่ดินใบจองนี้มาจากชาวบ้าน คณะกรรมาธิการเองก็สงสัยว่าท่านซื้อเข้าไปแล้ว ท่านได้ดําเนินการต่อไปอย่างไรหรือไม่ ก็มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกันต่อไปเกี่ยวกับผืนที่ดิน แปลงนี้ ผมก็ทราบว่าท่านรัฐมนตรีเองในคราวที่ท่านเข้ารับตําแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของท่าน ในหน้ารายการเหล่านี้ท่านแจ้งว่า มีทรัพย์สินทั้งสิ้นรวมกับคู่สมรสประมาณ ๓๓ ล้านบาทเศษ ซึ่งทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องเหล่านี้ ท่านรัฐมนตรีมักจะพูดว่าท่านเป็น ส .ส .คนจน รัฐมนตรีคนจน พูดอยู่เสมอ หลักฐานที่ท่าน ได้แสดงต่อ ป .ป .ช . ก็จะเป็นอย่างนี้ ที่น่าสนใจต่อไปครับในบรรดารายการที่ท่านได้แจ้งต่อ ป .ป .ช. ด้วย มันมีรายการของ น.ส . ๒ ท่านประธาน ประเภทเป็น น.ส . ๒ มีหมายเลขชัดเจน บอกที่ตั้งชัดเจน บอกจํานวนเนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๑ ไร่ ๑๐ ไร่ ๑ ไร่ ๑๐ ไร่ ๑ ไร่ เป็นอย่างนี้ ตลอด แล้วท่านก็มีราคาประเมิน ๑๐ ไร่ กับ ๑ ไร่ ก็ตรงกับที่ดินที่ทางราชการได้นํามาจัดสรร ให้แก่ราษฎร ให้จัดเป็นที่ทํากิน ๑๐ ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย ๑ ไร่ เพราะฉะนั้นที่ดินแปลงนี้ แน่นอนอยู่ในโครงการจัดสรรของทางราชการในพื้นที่ป่าดงพะทาย เพราะผมได้ยินหลายครั้ง เวลาท่านพยายามจะให้ข้อเท็จจริง บอกว่าที่ดินแปลงนี้อยู่นอกเขตบ้าง ในเขตบ้าง แต่ว่า ถ้าดูตามหลักฐานที่ท่านนํามาเสนอแล้วไปแจ้งต่อ ป .ป .ช . ไว้แล้ว เป็นที่ดินที่ชัดเจนว่า อยู่ในพื้นที่นี้ ถ้าพลิกดูกันต่อไปว่าที่ดินแปลงนี้เมื่อบอกเลขที่อย่างนี้ ตกลงในใบจองนี้ เป็นชื่อของใคร เขาก็มีการตรวจสอบกันต่อไป ใบจองเลขที่ข้างหน้าเมื่อกี้นี้นะครับ กับรายชื่อผมมาดู ที่ขอให้ตรวจสอบว่ารายชื่อตามใบจองเป็นใคร เข้าใจว่าเป็นประชาชน ในพื้นที่ที่ไปยื่นคําร้องไว้ เช่น นายมานะ นายทา นายหิน นางทองใบ นายอะไรต่ออะไร ก็เลขที่นี้จะตรงกับบัญชีที่ท่านได้ยื่นไว้กับ ป .ป .ช . ไม่ปรากฏชื่อนายศุภชัย โพธิ์สุ ในใบจองแม้แต่ ใบเดียว แต่ท่านบอกไปแล้วครับท่านซื้อมา แต่กฎหมายบอก ห้ามซื้อ ห้ามจําหน่ายจ่ายโอน แล้วท่านที่ได้ เอาไปจําหน่ายจ่ายโอนไปก็ทําไม่ได้ คนที่ซื้อไปก็ไม่ได้สิทธิ ที่ต้องยืนยัน จากส่วนนี้ก็เพราะว่าได้เคยมีบางท่านได้มาชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ บอกว่า ท่านศุภชัยบอกว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า ท่านซื้อสิทธิครอบครองต่อจากบุคคลอื่น ผมก็ว่าที่ทราบ ที่ตอบกันอย่างนั้นน่าจะหมายถึงที่รกร้างว่างเปล่า ซึ่งพวกเราเรียกกันว่าที่หัวไร่ปลายนา นั่นเอง ซึ่งอาจจะมีได้ แต่ที่นี่ไม่ใช่ ชัดเจนนะครับว่าเป็นพื้นที่ที่ดินที่อยู่ในป่าดงพะทาย ผมเองก็ชวนสงสัยต่อไปว่าถ้าอย่างนั้นก็ในเมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าที่ดินแปลงนี้ ห้ามจําหน่ายจ่ายโอน เว้นแต่ตกทอดโดยมรดก ผู้ซื้อไปก็ซื้อไปโดยไม่ชอบ อันนี้ไม่ใช่ผมพูด นะครับ เจ้าหน้าที่ที่ดินยืนยัน ทั้งที่จังหวัดนครพนม ทั้งที่อธิบดีกรมที่ดินยืนยัน ทั้งที่ ท่านรัฐมนตรีเคยพูดไว้ผ่านสื่อ บอกว่าได้ถามเจ้าหน้าที่ที่ดินแล้วเขาว่าซื้อได้ ผมก็ไม่ทราบว่า ถามใคร ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้หลักฐานเป็นอย่างนี้ชัดเจนก็ทําให้น่าคิดต่อไป ตกลงถ้าตาม กฎหมายแล้วนะครับที่ดินแปลงนี้ที่ท่านมายื่น ป.ป.ช. มันเป็น น.ส. ๒ ประเภทห้ามจําหน่าย จ่ายโอนทั้งนั้น แล้วท่านมาอ้างกับ ป.ป.ช. ว่าเป็นทรัพย์สินของท่านอย่างไร ประเด็นนี้ทําให้ ผมสงสัยต่อไปว่าถ้าอย่างนั้นเท่ากับเอาที่ดินของรัฐมาอ้างเป็นของตนเอง เดี๋ยวก็จะเป็นการ แจ้งรายการทรัพย์สินเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. อีก มีเรื่องเข้าไปอีก ท่านประธานครับ นี่คือจุดที่น่า เป็นห่วงเรื่องเพิ่มขึ้นไปอีก เอาละครับ ท่านประธานครับ ในเมื่อหลักฐานมันเป็นอย่างนี้ คณะกรรมาธิการเองเมื่อได้รับการร้องเรียนแล้ว เอาให้มันชัดเจนเลยนะครับ ก็ได้ลงไปในพื้นที่ คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ ซึ่งมีท่านเจริญ จรรย์โกมล เป็นประธานอยู่ หลังจากที่ได้ศึกษาเอกสารมากมายพอสมควรแล้ว เป็นร่วมปีนะครับ เชิญหลายหน่วยงาน เข้ามาชี้แจงให้ข้อเท็จจริง เมื่อได้ข้อมูลเพียงพอแล้ว สุดท้ายก็ลงไปดูในพื้นที่ครับ ไปเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ท่านประธานครับ ก็จะเป็นท่านเจริญกับคณะกรรมาธิการลงไปพร้อมกับ เจ้าหน้าที่ด้วย นี่ก็เป็นคนชี้ให้ดูพื้นที่นะครับ ท่านประธานสังเกตนะครับ ที่ดินตรงนี้ ต้นยางทั้งนั้นเลยครับ สวยครับท่านประธาน ไม่ทราบกําลังจะบอกการกรีดยาง ราคายางกําลัง ดีขึ้น เพราะว่าท่านรัฐมนตรีบอกว่าราคายางปีนี้จะขึ้นไปสูงมาก สวนชาวบ้านปลูกเยอะ นะครับ สองข้างทางนี้นะครับ คณะกรรมาธิการได้ถามชาวบ้าน เมื่อสักครู่ผมเรียนว่า ในภาพนี้มีกํานันอยู่ด้วยนะครับ มาร่วมให้ข้อเท็จจริงกับคณะกรรมาธิการด้วย เป็นกํานัน ในพื้นที่ป่าดงพะทายครับ ก็ไปถามเพราะว่ามีคนงานที่ไปเฝ้าบ้านอยู่ ว่าที่ป่าเหล่านี้เป็นของ ใครบ้าง เขาก็ได้ข้อมูลมา ท่านประธานครับ น่าห่วง ตกลงที่ดินกว่า ๒๑,๐๐๐ ไร่ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ คือกํานันเองได้บอกกับคณะกรรมาธิการ บอกว่ามันเป็นของ นายทุนไปหมดแล้ว เป็นของเสี่ย พ. ๔,๐๐๐ ไร่ เสี่ย ม. ผมต้องบอกอักษรย่อ ท่านประธานครับ ไม่อยากเอ่ยชื่อ ๕,๐๐๐ ไร่ เสี่ย ช. ๓,๐๐๐ ไร่ เสี่ย จ. ๑๕,๐๐๐ ไร่ บวกกับของท่านรัฐมนตรีเองซึ่งตามหลักฐานที่แจ้งกับ ป.ป.ช. ๒๐๐ ไร่ แต่รัฐบาล เขาบอกว่าท่านปลูกยางในเนื้อที่ประมาณ ๗๐๐ ไร่ รวม ๔-๕ ท่านนะครับ ปาเข้าไป ๑๔,๒๐๐ ไร่แล้ว นี่ครับที่ ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่ ที่ราชการบอกจะเอามาจัดที่ทํากินให้แก่ราษฎร คนละ ๑๐ ไร่ สําหรับไปทํามาหากินก็ ๑ ไร่ สําหรับทําเป็นที่อยู่อาศัยนั้น ๑๔,๒๐๐ ไร่ มันได้ตกอยู่ในมือของนายทุนแล้ว น่าห่วงครับ ท่านประธานครับ ดูกันต่อไปครับ ก็ปรากฏว่า มีการทําถนนอย่างดีผ่านเข้าไปในพื้นที่นี้ด้วย กระผมเองไม่ได้ไป แต่ผมก็ได้ถามจาก ท่าน ส.ส. ในพื้นที่ โดยเฉพาะ ส.ส. ชวลิต วิชยสุทธิ์ ซึ่งก็ได้เข้าไปดูด้วยตาตัวเองมาแล้ว ตัดถนนเข้าไปครับ ทําถนนอย่างดี ตอนนี้เข้าใจว่าน่าจะใกล้เสร็จแล้ว หน่วยงานที่เข้าไปทํา ก็ทราบว่ามีหน่วยทหารพัฒนาเข้าไปด้วย ดูจากเครื่องมือ เครื่องจักรก็ระบุไว้ชัดเจน นี่ภาพเครื่องจักรนะครับ เป็นของทางหน่วยราชการ เข้าใจว่าเป็นของหน่วยทหารพัฒนา ที่เข้าไป ถนนนี้ก็ผ่านบ้านหลังนี้ เป็นบ้านนะครับ ถามกํานัน ถามชาวบ้านที่มาดู เขาบอกว่า เป็นของท่านรัฐมนตรีศุภชัยครับ นี่ก็จะเห็นรถเครื่องจักรที่จอดอยู่ ผู้ถ่ายภาพ จงใจถ่ายภาพให้ผมมาเห็นท่อตรงนี้ ถามว่าทําไมเอาท่อมาให้ดู เขาบอกว่ามันใหญ่กว่าที่อื่น ก็แปลว่าถ้าผ่านตรงนี้ช่วยทําให้มันดี ๆ หน่อยเพราะที่อื่นมันไม่แข็งแรงขนาดนี้ จงใจจะบอก อย่างนั้นครับ ตรงนี้เป็นบ้าน ถ้าผมใช้ความรู้เรื่องกฎหมาย เรื่องควบคุมอาคาร อาจจะถามว่า ได้ขออนุญาตก่อสร้างหรือเปล่าเพราะว่ามันเป็นอาคาร ท่านมีคนงานเฝ้าอยู่นะครับ เห็นชัดขึ้นครับ ตกลงก็มีคําถามว่าถนนที่ตัดเข้าไปนี้ใช้งบประมาณที่ไหน แน่นอนครับ ไม่ใช่งบประมาณส่วนตัวของท่าน ยืนยันได้ว่างบประมาณที่ใช้มาตัดถนนเส้นนี้ ข่าวบอกว่า มีการใช้งบประมาณผิดประเภท หรือใช้งบประมาณของ อบจ. ๒.๒ ล้านบาท งบซีอีโอ (CEO) ๑.๕ ล้านบาท งบหน่วยทหารพัฒนา ๓.๙ ล้านบาท ตัดถนนผ่านเข้าไป ถามว่าผิดไหม แน่นอนครับท่านประธาน ใคร ๆ ก็อยากได้ถนน ผมถามว่าที่ดินนี้มีหมู่บ้านไหม ตลอดเส้นทางเกือบ ๑๐ กิโลเมตรนี้ ไม่มีครับ อาจจะมีหมู่บ้านที่ต้นทางทะลุอีกปลายทาง ถามว่าจําเป็นไหม คือถ้าถนนตรงนี้มีหมู่บ้านอยู่ มีผู้คนอยู่อาศัย แล้วราษฎรเขาเดือดร้อน ก็คงจําเป็นจะต้องทํา แต่ในเมื่อที่ดินมันเป็นอย่างนี้ แปลงมันเป็นอย่างนี้ ผมเข้าใจว่าถ้าท่านศุภชัย ไม่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีการตัดถนนเส้นนี้เข้าไปไหม เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ นี้ก็คือท่าน บวกกับหลายเสี่ยที่ผมได้เอ่ยชื่อเมื่อกี้นี้ว่าเป็นผู้ที่ ได้ประโยชน์แน่นอน ทําให้ผมต้องนึกถึงพี่น้องชาวนครพนมซึ่งเขาคงอยากจะได้ถนนที่ดี เพราะที่ทําขึ้นมานั้นเป็นถนนคอนกรีตแล้วก็ลาดยางบางส่วน ใกล้เคียงกันมีถนนไหม มันมี แต่ว่าก็เป็นลูกรังเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ที่สําคัญก็คือว่าการตัดที่ดิน ตัดถนนเข้าไปในส่วนนี้ มุ่งที่ จะให้ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือตัวท่านเอง ไม่ได้ทําเพื่อประโยชน์ของราษฎรเป็นหลัก เพราะฉะนั้นมันก็เกิดข้อสงสัยอย่างนี้ขึ้นมา ท่านประธานครับ ในข้อมูลที่ผมได้เรียนกับท่าน ประธานไปแล้วนะครับ ท่านรัฐมนตรีเคยพูดอยู่หลายครั้งบอกว่าท่านซื้อสิทธิครอบครองมา มันก็มีข้อมูลยืนยันจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คือทางคณะกรรมาธิการเองได้ขอให้ทางที่ดิน จังหวัดนครพนมได้ตรวจสอบแล้วก็ยืนยันว่าเป็นอย่างไรต่อไป ปัญหาที่แท้จริงของที่ดิน นะครับ ผมดูคําตอบของที่ดิน ของกรมที่ดิน ก็เพียงแต่บอกยืนยันว่ามีการจัดสรรที่ดินอย่างนี้ จริง แต่ว่าที่ดินนั้นได้ดําเนินการอย่างไรต่อไปก็ยังไม่ชี้ชัด ถามถึงที่ดินที่ท่านรัฐมนตรีไป ครอบครองอยู่ ก็พยายามจะเลี่ยงไม่ฟันธง เป็นเพราะอะไรครับ ก็คงจะเป็นเพราะความ เกรงใจ กลัวบทบาทกลัวอิทธิพลของท่านกระมัง ทําให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ลังเลที่จะชี้ว่าจริง ๆ มันเป็นอย่างไร แต่คนที่ยืนยันอยู่เสมอก็คือที่ดินในอําเภอท่าอุเทนครับ เขายืนยันว่าที่ดินที่ ท่านครองอยู่นี้เป็นที่ดินที่อยู่ในป่าจัดสรร ป่าดงพะทาย แล้วเขาก็ยืนยันว่าการที่เข้าไปครองที่ดิน ของท่านนั้นโดยผิดกฎหมาย ผิด แต่ยังไม่มีการดําเนินการอย่างไรต่อไป คนที่พูดไว้ชัดเจนอีก คนหนึ่งก็คือหน่วยงานที่เขาไปพร้อมกับคณะกรรมาธิการด้วย ก็คือคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปพร้อมกับคณะกรรมาธิการด้วย เขาก็ ยืนยันว่าได้ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ที่ดินทั้งจังหวัดและอําเภอ ถามกํานัน ถามผู้ใหญ่บ้าน ถาม ชาวบ้านแล้ว ผลการตรวจสอบ ป.ป.ท. ยืนยันว่ามีการบุกรุกที่ดินสาธารณะสมบัติจริง แล้วก็ ที่ดินที่ท่านรัฐมนตรีอ้างว่าครอบครองอยู่นี้ก็อยู่ในพื้นที่นี้จริง เขาจึงเสนอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบแล้วก็ดําเนินการตามกฎหมาย ท่านประธานครับ ข้อมูลที่เห็นมา เมื่อกี้นี้ เป็นข้อมูลที่เป็นหลักฐานทางราชการนะครับ ไม่ใช่ผมจะยกขึ้นมาเอง คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ โดยท่านเจริญได้ลงไปตรวจดูพื้นที่เอง ผมยังได้เคยพูดกับท่านเจริญบอกว่า ท่านเจริญระมัดระวังหน่อยนะครับ อย่าไปกลั่นแกล้ง ขออภัยที่เรียกว่า ครูแก้ว เพราะเราก็เรียกท่านอย่างนั้น อย่าไปกลั่นแกล้งครูแก้ว เพราะท่านเคย พูดในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ไปแล้วหลายครั้ง ผมก็คิดว่าคณะกรรมาธิการซึ่งได้ไปตรวจดูพื้นที่ เองนั้นสามารถที่จะยืนยันความเป็นมาของป่านี้ได้ สามารถที่จะยืนยันการเข้าครอบครองถือ ที่ดินโดยมิชอบของท่านรัฐมนตรีศุภชัยได้ ฉะนั้นท่านประธานครับ ก็ในเมื่อหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งที่ดิน ทั้งกรมที่ดิน ที่ดินจังหวัดนครพนม ป.ป.ท. ก็ต่างสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านเข้าไป ครอบครองโดยผิด โดยไม่ชอบ วันนี้ท่านยังจะยืนยันไหม บอกว่าท่านเป็นเจ้าของที่ดิน แปลงนี้อยู่ แล้วท่านจะไปยืนยันกับ ป.ป.ช. อีกไหม บอกว่าที่ดินที่ท่านมาแจ้งกับ ป.ป.ช. มันเป็นที่ดินของรัฐ ไม่ใช่ที่ดินของท่าน ด้วยข้อมูลอย่างนี้ผมคิดว่าคงไม่มีทางอย่างอื่น ก็คือท่านต้องออกจากที่ดินแปลงนี้ ถ้าไม่ออกนะครับ ก็คงจะต้องดําเนินการตามกฎหมาย กันต่อไป นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานในเรื่องการครอบครองที่ดิน ในพื้นที่ป่าดงพะทายของท่านรัฐมนตรีศุภชัย ซึ่งจากพฤติกรรมอย่างนี้นะครับผมเห็นว่า ท่านชอบพูดอยู่เสมอ ท่านเป็นคนจน คนยากคนจน เป็นครูจน ๆ เป็น ส.ส. คนจน มาเป็น รัฐมนตรีก็ยังคนจนอยู่ แต่ว่าพฤติกรรมที่มันเกิดขึ้นกับที่ท่านกระทํากับราษฎร ไปแย่ง ที่ทํากินของเขา ไปฟ้องร้องเขา ไปบุกรุกเอาที่ดินของเขา ที่สําคัญก็คือเอาที่ดินของหลวง ซึ่งตนเองไม่มีสิทธินั้นมาเป็นของตนเอง ไม่สามารถที่จะให้ความไว้วางใจที่จะทําหน้าที่นี้ อีกต่อไปได้ โดยเฉพาะท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งมีหน้าที่นี้ โดยตรงอยู่ด้วย นี่เป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมขอกราบเรียนต่อท่านประธาน
ท่านประธานครับ ยังมีเรื่องที่ ๒ ที่ฝ่ายค้านได้เสนอ เป็นเหตุที่ไม่สามารถที่จะ ให้ความไว้วางใจกับท่านรัฐมนตรีศุภชัยต่อไป ก็คือกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินสงเคราะห์ ของคณะกรรมการสงเคราะห์การทําสวนยาง ที่เรียกว่าเงินชดเชยสงเคราะห์การทําสวนยาง ซึ่งในกลุ่มเดียวกันนั้นเขาจะเรียกว่าเป็นเงิน