สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔

ประเกียรติ นาสิมมา อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยกล่าวหาว่าพวกเขาเกี่ยวข้องกับการทุจริตและผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีถอดถอนจากตำแหน่ง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบริหารเงินของประเทศ การปั่นหุ้นของบริษัทไทยคม การละเว้นการแต่งตั้งคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และภาษีบาปที่เกี่ยวข้องกับโรงงานยาสูบ โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและเปิดเผยความจริง

นายประเกียรติ นาสิมมา แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมขอกราบเรียน เพื่อทําความเข้าใจก่อนที่จะเริ่มอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เป็นรายบุคคล คือญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ก่อนที่จะยื่นเข้ามา ได้มีการยื่นคําร้อง ขอถอดถอน ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพราะฉะนั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการกล่าวหา นี่ผมทําความเข้าใจนะครับ คือการกล่าวหา ผู้ที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจคือผู้กล่าวหา ผู้ตอบคือผู้แก้ตัวในข้อกล่าวหา เท่าที่ผมฟังมาตั้งแต่เมื่อคืน ตั้งแต่เมื่อวานนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ แม้กระทั่งที่ผ่านมาเมื่อ กี้นี้มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอให้อยู่ในกรอบของเรื่องการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นเหมือนภาษามวย เขาเรียกว่า ออกทะเล ไม่อยากให้เป็น อย่างนั้น อยากจะให้อยู่ในซอยแคบ ๆ ที่เรากําลังคุยกัน ท่านประธานที่เคารพ ท่านมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้นําคณะสมาชิกฝ่ายค้าน ได้ยื่นญัตติมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้อภิปราย ได้เสนอพยานหลักฐานเกี่ยวกับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจท่าน โดยตั้งข้อกล่าวหาว่า ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงว่ารัฐมนตรี หมายถึง ท่านกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทาง ทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่าการกระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อํานาจ หน้าที่โดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ถูกกล่าวหาอย่างนี้ด้วย เช่นกัน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะลงรายละเอียดไปสักเล็กน้อยว่าการกล่าวหาครั้งนี้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องการทุจริตและทําผิดกฎหมาย ในสิ่งที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติ ที่ถูกกล่าวหาว่า ส่อว่าจะกระทําความผิดนั้น ท่านได้แถลงต่อรัฐสภาก่อนที่จะเข้ารับตําแหน่ง ว่าท่านจะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ มันมีเรื่องอีกเรื่องหนึ่งครับ ซึ่งผม อยากจะพูดสั้น ๆ แต่มันเป็นความผิดที่ค่อนข้างชัดเจน ในกรณีที่ละเว้นปล่อยปละละเลย ไม่เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกัน และการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑ คือเรียกย่อ ๆ ว่า ป.ป.ท. ล่วงเลยมาป่านนี้ กฎหมายเขาบอกต้องทําให้เสร็จ ล่วงเลยมานานแล้ว ท่านก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะทําให้เสร็จ มันเป็นการจงใจละเว้นในการจะปฏิบัติหน้าที่ในกรณีนี้

อันที่ ๒ ในกรณีละเว้นปล่อยปละละเลยไม่แต่งตั้งคณะกรรมการตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ เช่นเดียวกัน นี่ไม่ได้แต่งตั้งทั้งคณะกรรมการและไม่ได้แต่งตั้งทั้งเลขาธิการทั้งสองพระราชบัญญัติ เป็นการจงใจครับ ที่จะไม่ให้มีคณะกรรมการหรือเลขาธิการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นการ เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีหน้าที่ทางราชการเข้าไปทําการทุจริตงบประมาณของประเทศอย่างกว้างขวาง อย่างที่เราได้ทราบจากสื่อและมีข้อเท็จจริงที่จะปรากฏในการเสนอไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ทั้ง ๒ ประการนี้ ผมเห็นว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นการกระทํา ความผิดต่อกฎหมาย ท่านจะแก้ตัวอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่าน แต่อันนี้คือข้อกล่าวหาที่ไปขอถอดถอน ท่านออกจากนายกรัฐมนตรี และหากมีประเด็นที่จะต้องว่ากันถึงศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของนักการเมืองก็คงจะไปถึงนั่น ท่านจะแก้ตัวอย่างไรก็เชิญครับ เพราะเรามีพยานหลักฐาน เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนอย่างนั้น

ทีนี้เรื่องต่อมา อันที่จริงก็ไม่อยากจะมาพูดหรอกนะครับ เพราะเรื่อง มันอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินะครับ เรื่องนั้นก็คือ เรื่องท่านอภิปรายไป เมื่อจุลพันธ์ได้พูดถึงว่าผมจะขึ้นมาพูดเรื่องการปั่นหุ้น ที่จริงผมไม่อยาก พูดเรื่องการปั่น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพาดพิงในลักษณะนี้ ผมก็อยากจะขอกราบเรียน ข้อเท็จจริงสักเล็กน้อยพอที่จะให้ทําความเข้าใจ ตลาดหุ้นหรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทยเป็นที่ทําการขายหลักทรัพย์ที่มี บริษัท ธนาคาร จํากัด (มหาชน) ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ ตลาดหลักทรัพย์ มีสิทธิที่จะเอาหุ้นของตน ของบริษัทมหาชนเหล่านั้น หรือธนาคารมหาชน เหล่านั้นเข้าไปขายในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งที่ขายนั้นเรียก หลักทรัพย์ แต่ภาษาที่เราพูดกัน เรียกว่า หุ้น เพราะฉะนั้นพูดง่าย ๆ ก็คือตลาดหุ้น ก็เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่ามีนักลงทุนก็เข้าไป แสวงหากําไรจากการซื้อขายแบบระยะสั้น และบางรายก็ซื้อไว้เพื่อเก็งกําไรในระยะยาว ก็เป็นการลงทุน เพราะฉะนั้นเมื่อตลาดหลักทรัพย์มีความละเอียดอ่อนในหลายด้านจึงได้มี กฎหมาย มีพระราชบัญญัติกํากับตลาดหลักทรัพย์เอาไว้ค่อนข้างจะชัดเจน เมื่อก่อนนั้น กฎหมายยังไม่เข้มงวดถึงขนาดที่จะต้องเอาใครไปเข้าคุกในเรื่องตลาดหลักทรัพย์ของประเทศ ไทย จนในที่สุดตลาดหลักทรัพย์ล้มลงไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑-๒๕๒๒ ผมจํา พ.ศ. ไม่ได้แน่ชัด จึงได้มีการปรับปรุงและพัฒนาใหม่ แล้วก็มีการพัฒนากฎหมายให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ขณะนี้เราอยู่กับพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๕๓ มันมีอยู่มาตรา หนึ่งครับ ซึ่งกําหนดไว้ค่อนข้างจะเข้มข้น คือมาตรา ๒๔๐ บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดแพร่ข่าว อันเป็นความเท็จให้เลื่องลือจนอาจทําให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือ ลดลง อันนี้มีโทษครับ มีโทษจําคุกด้วย ถ้าใครไปให้ข่าวเช่นนั้น ทีนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ คือวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ มี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกรณ์ จาติกวณิช และท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาให้ข่าวว่าจะซื้อดาวเทียมไทยคม ที่จริงดาวเทียมไทยคมนี้ผู้ที่เป็น เจ้าของก็คือ บริษัท ไทยคม จํากัด (มหาชน) และบริษัทนี้ก็จดทะเบียนอยู่กับตลาดหลักทรัพย์ เพื่อที่จะขายหุ้นของตนเองในตลาดหลักทรัพย์ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ปรากฏว่าเรื่องนี้จะจริง หรือจะเท็จ ขณะนั้นยังไม่มีใครทราบ แต่ผมเข้าใจว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรัฐมนตรีต้องทราบว่าดาวเทียมไทยคมนี้เป็นดาวเทียมของประเทศไทย เป็นดาวเทียม ของคนไทย เพราะโดยสัญญาจ้างเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าท่านจะต้องรู้ เพราะท่านก็ต้องอยู่ใน คณะรัฐบาล มีการตรวจสอบว่าสัญญาเกี่ยวกับเรื่องดาวเทียมไทยคมนี้เป็นอย่างไร แม้ผมยังรู้เลยว่าดาวเทียมไทยคมนี้คือของประเทศไทย ของคนไทย ของบริษัทของคนไทย ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเป็นของคนอื่น หรือคนชาติอื่น เพราะฉะนั้นการที่ท่านออกมาให้ข่าว ในลักษณะนี้ จึงกลายเป็นว่าเป็นความไม่จริง เป็นความเท็จ และข่าวเช่นนี้ก็เผยแพร่ ออกไปสู่สาธารณะ จนทําให้หุ้นที่เกิดขึ้น ที่มีการซื้อขายขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ ณ วันที่ท่าน ให้ข่าวนั้น จากอันดับที่พุ่งขึ้นไปอย่างมโหฬารสามารถที่จะคํานวณตัวเลขได้ ที่จริงผมมี ตารางที่จะแสดงให้ท่านประธานได้ชม ได้ขออนุญาตแล้วนะครับ และอีกอย่างหนึ่งก่อนที่ ตัวตั้งจะมา ผมกราบเรียนว่า คําสั่งที่ท่านประธานจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้แสดง เอกสารหรือหลักฐานใดนั้น เป็นอํานาจของประธาน ท่านประธานชอบที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการ มาตรวจสอบก่อนได้ แต่อย่างไรก็ตามพยานหลักฐานที่จะเสนอ ไม่ว่าจะอุจาดหรือไม่อุจาด จะต้องเป็นพยานหลักฐานในคดี นี่คือเรื่องที่เรากําลังกล่าวหา ท่านจะต้องรับทุกเรื่อง แต่จะให้เปิดเผยหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนการไปตรวจสอบ ผมอยากจะขอกราบเรียน เพื่อนสมาชิกด้วยกันทุกท่าน เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ โยงไปที่ มาตรา ๑๓๐ ว่า การใช้สิทธิในการอภิปรายนี้จะได้รับความคุ้มครองก็ต่อเมื่อท่านประธานอนุญาต เพราะฉะนั้นอนุญาตไปเถอะครับ อย่าไปโต้เถียงกันเลยเรื่องพวกนี้ ผมอยากจะกราบเรียน อย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่จะถึงเดือนมิถุนายน คือเดือนเมษายน เดือนมีนาคม หุ้นของไทยคมจะอยู่ในอัตราที่ประมาณ ๕ บาท ๖๐ สตางค์ ๕ บาท ๔๕ สตางค์ หรือ ๔ บาท ๙๐ กว่าสตางค์ อยู่แถวนี้ ซึ่งถือว่าต่ําและมีวอลุม (volume) การซื้อขายอยู่ไม่มาก วันหนึ่ง ๆ ก็นี่ เห็นว่าปริมาณซื้อขายอยู่ประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น ๔,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น เงินที่เกี่ยวข้องอยู่ประมาณ ๒๐ กว่าล้านบาท แต่พอท่านให้ข่าว ทันทีที่ให้ข่าวปรากฏว่าหุ้นขึ้นเป็น ๗ บาท ๙๕ สตางค์ ณ วันที่ ๑๔-๑๕ วันที่ ๑๔ วันให้ข่าวขึ้น มากที่สุด จาก ๕ บาท ๖๕ สตางค์ สูงสุดเป็น ๗ บาท อัตราเปลี่ยนแปลงคือ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ จากราคาเดิม วอลุม ปริมาณหุ้นที่ขายมีทั้งหมด ๑,๒๓๐,๔๐๐ หุ้น นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น มูลค่าหุ้นก็มากขึ้น พอมาวันที่ ๑๖ ตอนนี้ยังไม่มีข่าวอะไรเกิดขึ้น ก็ยังติดตามข่าวว่า จะซื้อดาวเทียมไทยคมอยู่ หุ้นก็ขึ้นไปอีก ครั้นต่อมาวันนั้นได้มีพรรคฝ่ายค้าน คือพรรคเพื่อไทย ได้ไปแถลงว่า ตามที่มีการออกข่าวว่าจะมีการซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคมขอให้แมงเม่าทั้งหลาย โปรดระวังด้วยนะ เพราะอันนี้เป็นข่าวที่จะต้องตรวจสอบเสียก่อนว่าเป็นความจริงหรือไม่ หลังจากนั้นหุ้นก็ตก ทีนี้หลังจากหุ้นตกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา หุ้นนี้ก็ยังนิ่งอยู่ในระดับที่ต่ํา ประมาณ ๔ บาท ๕ บาท เหมือนเดิม ข่าวที่จะซื้อดาวเทียมไทยคม หรือหุ้นไทยคมอะไรนี่ ป่านนี้ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ตรงนี้ถ้าจะบอกว่า ผมจึงกล่าวหาว่าท่านกระทําความผิด ตามมาตรา ๒๔๐ ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แค่นี้นะครับ ยังไม่พอ เรื่องนี้บังเอิญอยู่ที่ ป.ป.ช. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ยื่นขอให้ถอดถอนท่านออก จากตําแหน่งทั้ง ๒ ท่านนะครับ แล้วก็ท่านประธานวุฒิสภาได้รับเรื่องและส่งไปยัง ป.ป.ช. แล้ว มีอยู่วันหนึ่งผมก็ตกใจครับ ตกใจเรื่องอะไรครับ เลขาธิการ ป.ป.ช. ท่านกล้าณรงค์ จันทิก ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน เพราะท่านเซ็นหนังสือแล้วก็ส่งมาถึงผมให้ไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ตกใจนึกว่าเรื่องอะไร เปิดดูรายละเอียด ปรากฏว่าเขารับเรื่องครับ ป.ป.ช. รับเรื่องไว้ วินิจฉัยในกรณีที่กล่าวเท็จต่อสาธารณะ ทําให้ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ขึ้น-ลงอย่างมี นัยผิดปกติ ผมไปดําเนินการแล้วครับ แต่ผมไปเงียบ ๆ ไม่มีข่าวหรอกครับ แต่ผมก็อยากจะ กราบเรียนว่านี่คือข้อกล่าวหาข้อหนึ่งที่จะถอดถอนท่านออกจากนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นี่คือเรื่องหนึ่งที่เป็นข้อกล่าวหา ผมอยากจะฟันธงสั้น ๆ อย่างนี้

ส่วนเรื่องต่อไป ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะนะครับ ตอนนี้เรื่องของนายกรัฐมนตรีคงหมดไปแล้ว มาถึงเรื่องท่านโดยตรง ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังที่จริงท่านมีหน้าที่ที่จะบริหารเอาเงินคงคลังของประเทศให้มีเสถียรภาพ และให้มีความมั่นคง เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศให้มีความมั่งคั่งและยั่งยืนอันจะเป็น ผลดีต่อประชาราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่เชื่อไหมครับท่านประธานที่เคารพครับ ท่านไม่เคย สนใจที่จะไปดูรายรับของประเทศให้เกิดความชัดเจน รายรับที่เป็นรายรับขนาดใหญ่หรือ รายรับขนาดเล็ก ท่านปล่อยปละละเลยไม่ยอมไปตรวจสอบอะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง นอกจากนั้นรายจ่ายของประเทศ ท่านก็ยังไม่ได้ไปควบคุมดูแลให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ แต่เป็นการจ่ายที่ไม่ได้หวังผลหวังเป้า เพื่อที่จะพัฒนาให้ประเทศได้ประโยชน์เจริญเติบโต เกิดความมั่งคั่ง นอกจากนั้นหนี้สาธารณะ ท่านก็ยังไม่สนใจใยดีที่จะไปดู ผมได้ตรวจสอบตัวเลขคร่าว ๆ ท่านมีหนี้สาธารณะตอนนี้ ณ เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๓ ถึง ๔,๒๗๙,๙๐๓.๖๕ ล้านล้านบาท ซึ่งตรงนี้มันเป็นภาระ งบประมาณต่อจีดีพีถึง ๒๘.๓ เปอร์เซ็นต์ เมื่อสิ้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ มีหนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นอีก ๑๑๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทําให้ภาระงบประมาณต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นถึง ๓๑.๓ เปอร์เซ็นต์ นี่มันเริ่มต้นเมื่อเดือนธันวาคมนะครับ แน่นอนละอาจจะถึงเดือนกันยายนที่ท่านจะต้องทํา งบประมาณต่อไปนี่ ปัญหาก็คือว่าท่านจะลดหนี้อย่างไร ในเมื่อประเทศเราไม่มีรายได้เกิดขึ้น บ้างเลย ผมอยากจะกราบเรียนว่าแหล่งรายได้ที่จะเกิดขึ้นนั้นเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจของ ประเทศทั้งหมด ๔ แหล่ง ๑. การส่งออก เดี๋ยวนี้ก็ลําบากมากขึ้นแล้วครับ ประเทศไทย ขาดความเชื่อถือ ที่ท่านบอกว่าประเทศไทยได้รับความเชื่อถือจากองค์กรประเมิน ความเชื่อถือนั้น เขาไม่ได้ประกาศมาชัดเจนว่ามูดี้ส์บอกว่าอย่างไร หรือสถาบันอื่นบอกว่า อย่างของประเทศไทย แต่ฟังว่า ปตท. ถูกลดเกรดลงไป ถูกลดความเชื่อถือลงไป มันก็เท่ากับ กระทบผลงานของรัฐบาลเหมือนกัน เท่ากับกระทบประเทศเหมือนกัน เพราะว่า ปตท. นี่เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่มากของประเทศไทย การท่องเที่ยวก็ไม่มีใครมา เงินจาก การท่องเที่ยวก็ไม่ได้ การลงทุนจากต่างประเทศ แก้ปัญหามาบตาพุด ไม่รู้เสร็จหรือยังป่านนี้ ก็มีเงินภาครัฐที่จะไปลงทุน ที่จะไปใช้จ่ายของภาครัฐ แต่ก็เป็นเงินกู้เสียส่วนใหญ่ กู้มา ก็ลงทุนไปได้ไม่เท่าไร การคอร์รัปชัน การทุจริตประพฤติมิชอบมากมาย เพราะฉะนั้นผมจึง เป็นห่วงว่าเมื่อจะถึงทํางบประมาณหน้า ท่านจะทําอย่างไรถึงจะไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติ บริหารหนี้สาธารณะ มาตรา ๒๑ (๑) คือไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ภาระงบประมาณต่อจีดีพี นี่คือความเป็นห่วง แต่อันนี้ก็ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าท่านกําลังบริหารผิดพลาด

มีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นแหล่งที่หารายได้ของกระทรวงของประเทศที่อยู่ ในความรับผิดชอบของท่าน คือโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ยาสูบ บุหรี่ ตรงนี้ ไม่เกี่ยวกับบุหรี่ที่ฟิลลิปมอร์ริสนะครับ ไม่เกี่ยวกับบุหรี่มาร์โบโร แต่เป็นบุหรี่ภายในประเทศ ผลิตโดยโรงงานยาสูบของกระทรวงการคลัง โดยหลักเกณฑ์ของโรงงานยาสูบกระทรวงการคลังนั้น โรงงานยาสูบของกระทรวงการคลังมีระเบียบว่าด้วยการตลาดค่อนข้างจะรัดกุมและชัดเจน จะมีการแต่งตั้งตัวแทนของโรงงานยาสูบ ตัวแทนของโรงงานยาสูบจะมีตามจังหวัดต่าง ๆ และในจังหวัดก็จะมีตัวแทนย่อยลงไปอีก ตัวแทนนี่ก็เรียก ป ๑ ถ้าตัวแทนย่อยลงไปก็ ป ๒ ขายปลีกก็ ป ๓ ว่าลงไปตามลําดับ ทีนี้ยาสูบนี่มีข้อกําหนดเลยนะครับ มีระเบียบเลยว่า เมื่อรับจากโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลังแล้วไปขายในเขตไหน จังหวัดไหนจะข้ามเขตไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อว่าการคํานวณภาษีสรรพสามิตในท้องที่ตรงนั้นจะได้ชัดเจนถูกต้องตาม ปริมาณบุหรี่ที่เอาลงไปขายในเขตจังหวัดนั้น ๆ และต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๒ ได้มีท้องถิ่นตาม พระราชบัญญัติการกระจายอํานาจ ท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. จะมีรายได้ องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดจะมีรายได้จากการขายบุหรี่ โดยที่กําหนดเป็นภาษีบาป มวนละ ๙.๓ บาท ทีนี้วิธีการก็คือว่าตัวแทนจําหน่าย เมื่อเวลาไปเบิกบุหรี่ออกมาตามโควตาของตัวเองที่จะไปขาย ในเขตของตัวเองนั้นจะต้องจ่ายเงินจํานวนนี้ไว้ด้วย คือเบิกมาหีบหนึ่ง หีบหนึ่งมี ๑๐,๐๐๐ มวน จะต้องจ่ายเงินไว้ ๙๓๐ บาทเป็นค่าภาษีบาปตัวนี้ไว้กับโรงงานยาสูบ เมื่อถึงสิ้นเดือน โรงงานยาสูบนี้จะจ่ายเงินภาษีตรงนี้ตรงไปที่จังหวัด ที่เบิกบุหรี่นั้นไปจําหน่ายคือ ๙๓๐ บาท แต่ปริมาณไม่ใช่อย่างนี้เป็นล้าน ๆ เป็นแสน ๆ แต่ผมพูดถึงตัวอย่างว่า หีบหนึ่งมี ๑๐,๐๐๐ มวน ๑๐,๐๐๐ มวนนี้ก็หารเข้าไปว่ามีกี่ซอง ซองหนึ่งก็ ๒๐ มวน นั่นละ ก็จะเอาเงินก้อนนี้ ส่งตรงไป โดยโรงงานยาสูบกระทรวงการคลังจะเขียนเช็คเป็นแอคเคาท์ เปยี ออนลี (Account Payee only) และขีดฆ่าผู้ถือออกด้วย ระบุ อบจ. เขาเรียกว่า ภาษี อบจ. ระบุ อบจ. ที่รับแล้วก็จํานวนเงินส่งตรงไปยังสํานักงาน อบจ. เมื่อส่งไปแล้วก็จะมีการออกใบเสร็จ กลับคืนมา อันนี้คือวิธีปฏิบัติ ทีนี้เงินที่เกี่ยวข้องกับภาษีตรงนี้ปีหนึ่ง ๆ จะมีหลายพันล้านบาท หลายพันล้านบาท ที่ อบจ. แต่ละจังหวัดทั่วประเทศ เว้นกรุงเทพมหานคร มี ๗๕ จังหวัด จะได้รับเงินภาษีตรงนี้ไปใช้จ่ายในการบริหารท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความเจริญ ท่านก็ตอบ คําถามท่านจุลพันธ์ไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่นว่าจะพึ่งตัวเองได้ เงินพวกนี้คือเงินที่ อบจ. จะไปพึ่งตัวเอง แต่มันมีปัญหาครับ ผมอยากจะขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฟังข้อกล่าวหาของผมให้ชัดเจนจะได้ตอบให้ถูก คือมันเริ่มจากเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ พ.ศ. ๒๕๔๒ พ.ศ. ๒๕๔๓ ก่อนที่รัฐบาลไทยรักไทยจะเข้ามาด้วย มันมีบริษัทหนึ่ง ไม่ใช่บริษัท เป็นห้าง ชื่อสหสามิตร เป็นผู้ที่จะขอเข้าทําสัญญาเป็นตัวแทนจําหน่ายบุหรี่ในเขตกรุงเทพมหานคร ขอไปโดยตรงที่โรงงานยาสูบ คณะกรรมการก็ได้ทําสัญญากับคนนี้ ห้างสหสามิตรที่ว่านี้นะครับ เป็นสัญญาฉบับ เลขที่ ๑๑๖/๒๕๔๑ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขสัญญาอยู่ระยะหนึ่ง แต่ขอสรุปว่าในเบื้องต้นนั้นสัญญานี้มีอายุ ๕ ปีนะครับ แล้วก็มี ค่าตอบแทนว่าเป็นการเช่าโกดังและเช่าลานจอดรถ รวมแล้วปีหนึ่ง ๆ โรงงานยาสูบจะได้รับ จากห้างสหสามิตร ๑๔๐,๐๐๐ บาทต่อปี แล้วก็มีเงินตอบแทนต่างหากอีก ๑๖,๘๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี ครั้นต่อมาไม่นานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้นเอง ปีถัดมา นั่นคือทําเดือนตุลาคม มีการแก้ไข สัญญาหลายครั้งก่อนที่ครบอายุ ๕ ปี ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ได้มีการเปลี่ยนครับ เปลี่ยนสัญญานี้เงื่อนไขว่าอายุ ๕ ปีนี้หมดไป ไม่คิด ให้ตลอดกาลคือสัญญาไม่มีอายุแล้ว แล้วเงิน ๑๖,๘๐๐,๐๐๐ บาท หาย ไม่มี ค่าเช่าลดลง ลดลงเหลือเท่าไรครับ เหลือค่าเช่า เดือนละ ๘๓,๐๐๐ บาท เนื้อที่เท่าเก่าโกดังก็ยังถูกเช่า รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ๕,๘๑๐ บาท คิดแล้วปีหนึ่ง ๆ จะได้ค่าเช่าเพียง ๑,๐๖๕,๗๒๐ บาทรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต่ํากว่าที่ตกลง กันไว้ครั้งแรก จึงกลายเป็นคําถามว่าเงิน ๑๖,๘๐๐,๐๐๐ บาท หายไปไหน ค่าเช่าทําไมลดลง อันนี้ท่านเคยสนใจไหมครับที่จะไปตรวจสอบ นี่คือความสูญเสียของรายได้ของรัฐ ผมจึงตั้ง ข้อกล่าวหาท่านว่า นี่คือท่านละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เท่านั้นยังไม่พอ ห้างสหสามิตร ต่อมาได้เบิกบุหรี่ไปขาย แต่ไม่ได้ขายเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ มีการขายส่งไปยังจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งเจ้าไปรุกล้ําเขตการค้าของตัวแทนรายอื่น ๆ ที่ประจําอยู่ ในจังหวัดต่าง ๆ เหล่านั้นเกือบทุกจังหวัดที่มีโมเดิร์น เทรด โมเดิร์น สโตร์ (Modern Store) มีห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส ที่เรารู้กัน รวมทั้งมีเซเว่น อิเลฟเว่น หรือร้านค้าต่าง ๆ พวกนี้ ห้างนี้จะส่งเข้าไปขาย แต่ต่อมาก็มีข้อบังคับมีระเบียบขึ้นมาว่าให้ไปขายได้ มีข้อจํากัดว่า จะต้องป้องกัน ไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้บุหรี่ต่างประเทศเข้ามาเป็นคู่แข่งของบุหรี่ ในประเทศอย่างไม่เป็นธรรม อันนี้สําคัญ นี่คือข้อหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ปัญหา มันเกิดครับ ปัญหามันเกิดก็คือว่ามันมีบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาแข่งขันอยู่ในโมเดิร์น เทรด โมเดิร์น สโตร์ แล้วก็เซเว่น อิเลฟเว่น ทั่วไปนะครับ ท่านเคยไหม ตารางเปรียบเทียบ เดี๋ยวผมจะ เปรียบเทียบให้ฟัง ท่านก็ไม่เคยไปดูแลว่าไม่เคยสงวนรักษาผลประโยชน์ของชาติปล่อยให้บุหรี่ ต่างชาติเข้ามามีส่วนแบ่งในการตลาดอย่างไม่เป็นธรรม เดี๋ยวไม่เป็นธรรมอย่างไร เดี๋ยวผมจะ กราบเรียนต่อไป เอาตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ก็แล้วกันมาถึงปี ๒๕๕๐ เดิมทีเดียวมี ๐.๖ เปอร์เซ็นต์ บุหรี่ในประเทศ ๙๙.๓๘ เปอร์เซ็นต์ แต่มา ณ ปัจจุบันปี ๒๕๕๔ ส่วนแบ่งการตลาดของบุหรี่ ต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น ๒๕.๘๓ เปอร์เซ็นต์ บุหรี่ในประเทศลดลง นี่คือความสูญเสียของ รายได้ของรัฐในด้านภาษีสรรพสามิต ในด้านภาษีบาปที่จะเอาไปบํารุง อบจ. องค์การบริหาร ส่วนจังหวัดทั่วไป เป็นอย่างไรครับ บุหรี่ในประเทศต้องเสียภาษีบาปมวนละ ๙.๓ สตางค์ อย่างที่ผมกราบเรียนเป็นเงินหลายพันล้านบาทต่อปี แต่บุหรี่ต่างประเทศไม่ปรากฏว่า มีการเสียภาษีหรือไม่ ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีการเสียภาษีลักษณะนั้น เพราะมีการศึกษา ของคณะกรรมาธิการ ๒ คณะด้วยกัน คณะกรรมาธิการชุดแรกคือคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคาร สถาบันการเงิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีรายงานออกมาชัดเจนคณะกรรมาธิการ ชุดที่ ๒ คือ คณะกรรมาธิการวุฒิสภาเหมือนกัน คณะกรรมาธิการการเงินการคลังวุฒิสภา ปัจจุบันได้ศึกษาไว้เช่นเดียวกัน ว่ามีการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ มีการเสียภาษี ถูกต้องกันหรือไม่ ปรากฏว่าได้รับรายงานว่ามีการเสียภาษีอย่างไม่ถูกต้อง ผมทราบว่าเรื่องนี้ มีการส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปแล้ว ป.ป.ช. ไปแล้ว แต่ว่าผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้รับทราบ ท่านอาจจะ ไม่ได้รับทราบ เพราะท่านไม่สนใจที่จะดูแล ก็ปรากฏว่าการแข่งขันลักษณะนี้คนหนึ่งเสียภาษี อีกคนหนึ่งไม่เสียภาษี ท่านคิดว่าเป็นธรรมต่อกันหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะชี้ว่า ท่านไม่ได้ไปดูแลให้เกิดความเป็นธรรม ถ้าไม่ต้องเสียภาษี ก็ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนกัน แต่นี่ บุหรี่ไทยเสียภาษี แต่ว่าบุหรี่ที่นําเข้ามาแข่งขันไม่เสียภาษี ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ เป็นสํานึกธรรมดาว่าคนไทยเสียประโยชน์แน่ ๆ เพราะต้องเสียภาษี แข่งขันไม่เป็นธรรม ตรงนี้ท่านเคยได้ไปตรวจสอบไหม ผมเชื่อว่าท่านยังไม่เคยไปตรวจสอบ เพราะไม่ปรากฏ ในรายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ไปตรวจสอบ นี่ผมก็จึงอยากจะตั้งข้อกล่าวหา ต่อไปว่าท่านละเลยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ความเป็นธรรมกับบุหรี่ที่เป็นผลประโยชน์ ของประเทศ อันต่อมาครับ มันมีประเด็นที่ว่าเมื่อได้รับเงินแล้ว อบจ. ต่าง ๆ ได้รับเงิน ค่าภาษี มีส่วนหนึ่งที่จ่ายไปยัง คือโรงงานยาสูบกระทรวงการคลังต้องจ่ายให้สรรพสามิต ในเขตพื้นที่ด้วย มันมีรายงานครับ รายงานที่เอาไปขายในสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ในจังหวัดนั้น ๆ แล้วก็สรรพสามิตได้ออกใบเสร็จรับเงิน มีออกใบเสร็จรับเงิน ผมขอยกตัวอย่างสักจังหวัดหนึ่ง เป็นตัวอย่างนะครับ มีใบเสร็จรับเงินค่อนข้างจะชัดเจนจากการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ผมจะยก ๒ จังหวัด อันนี้คือใบเสร็จรับเงิน ฉบับลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๐ พื้นที่ สสพ. ขอนแก่น ก็แสดงว่าสรรพสามิตขอนแก่นเดือนปีภาษี คือ ๑๒ แล้วก็ ๒๕๕๐ ได้รับเงินจาก สหสามิตร ก็คือได้รับเงินจากห้างนี้ ทําไมห้างนี้จึงได้รับใบเสร็จรับเงินเรื่องนี้ เดี๋ยวผมจะ กราบเรียนต่อไป และรายการเขียนว่าอย่างนี้นะครับ อบจ. ยาสูบต่างประเทศ เป็นเช็ค ก็แสดงว่าได้รับเงินภาษี อบจ. นี้คือบุหรี่ต่างประเทศ นี่ใบเสร็จรับเงิน ผมให้ดูได้ครับ ท่านประธาน เป็นใบเสร็จรับเงินที่คณะกรรมาธิการได้รับรองแล้ว ผมจึงเอามาแสดงให้ท่าน ทีนี้มีจังหวัดตรัง จังหวัดตรังก็มีนะครับ จังหวัดตรังก็จะเป็นเหมือนกัน ก็จะเป็น ใบเสร็จรับเงินบอกว่าได้รับเงิน อบจ. บุหรี่ต่างประเทศ ปัญหาเกิดขึ้นครับ เกิดขึ้น อย่างไรครับ เกิดขึ้นก็คือเนื่องจากถ้าหากว่าห้างสหสามิตรนี้เอาบุหรี่ต่างประเทศ ไปขายนี้ผิดเงื่อนไขทันที ผิดเงื่อนไขระเบียบโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลังทันทีถึงกับต้อง เลิกสัญญาจากการเป็นตัวแทนทันที รายได้ที่เคยขายปีละเป็นหมื่นล้านบาท จะสูญเสียทันที ยาสูบนี่อย่าลืมนะครับ ยาสูบที่ผลิตจากโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ทํารายได้ปีหนึ่ง ๆ ไม่น้อยกว่า ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และรายได้สุทธิของกระทรวงการคลัง เมื่อปี ๒๕๕๒ เท่าไรครับ ๕,๕๓๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ ครึ่งปีได้ ๒,๗๐๐ ล้านบาทแล้ว นี่คือรายได้สุทธิที่รัฐได้จากโรงงานยาสูบกระทรวงการคลัง แต่การกระทําที่สนับสนุนหรือนํา บุหรี่ต่างประเทศเข้ามาขายแข่งกับบุหรี่ของไทย โดยตัวแทนของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เกิดอะไรขึ้นครับ ก็เกิดปัญหาว่ามีการสั่งให้แก้ไขครับ สั่งให้แก้ไข ใบเสร็จรับเงินกันจ้าละหวั่น บางพื้นที่ท่านตรวจสอบหรือเปล่า ไปตรวจสอบเสียนะครับ บางพื้นที่ยอมที่จะแก้ไขว่ารายการนี้คือเสียภาษี อบจ. บางพื้นที่บอกว่าได้ออกใบเสร็จ ถูกต้องแล้ว แสดงว่ามีสหสามิตรขายบุหรี่จริง ขายบุหรี่ต่างประเทศจริงในห้างโมเดิร์น เทรด ทั้งหลาย นี่คือการส่งเสริมหรือทําแข่ง ขัดระเบียบของโรงงานชัดเจน ท่านมีหน้าที่ที่จะ ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติ แต่ท่านไม่ได้ทํา นี่คือข้อกล่าวหาอีกข้อหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงเป็นการละเลยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะต้องบริหารเงินคงคลังของประเทศให้มีประโยชน์สูงสุด กับปล่อยปละละเลยไม่สนใจ ที่จะนําพา

นอกจากนั้นผมมีรายการหนึ่ง ขออีกแผ่นหนึ่ง ก่อนที่จะนําบุหรี่ออกจาก โรงงานยาสูบ ผู้แทนจําหน่ายนี่ จะต้องจ่ายเงินหีบละ ๙๓๐ บาท เป็นค่าภาษีบาป คือให้ อบจ. ภาษาง่าย ๆ เรียกภาษี อบจ. ไว้ที่โรงงานยาสูบนะครับ แต่ทีนี้ห้างนี้ทําอย่างไร ห้างสหสามิตร ไปเป็นตัวแทนรับมอบอํานาจจากโมเดิร์น เทรด ทั่วไป ไม่ทราบว่ารวมเซเว่นอีเลฟเว่นหรือเปล่า แต่ผมเห็นเอกสารที่ปรากฏในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการนี้ว่ามีการแต่งตั้งให้ ห้างสหสามิตรเป็นผู้จัดแจงเสียภาษี รับภาษี เคลียร์ภาษี อบจ. นี้ให้ทั้งหมด ทีนี้วิธีการของ กระทรวงการคลังทําอย่างไรครับ ถ้าของโรงงานยาสูบ นี่เป็นกรณีหนึ่งที่ผมจะกล่าวหาท่าน โรงงานยาสูบสิ้นเดือนมาจ่ายเงินภาษีไปที่ไหนรู้ไหมครับ โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง จ่ายเงิน ภาษีให้ อบจ. แต่ละ อบจ. แทนที่จะแอคเคาท์ เปยี ออนลี ถึง อบจ.นั้นโดยตรง กลายเป็น จ่ายมาที่สหสามิตร ในนามของผู้จัดการสหสามิตร นี่คือภาษีของรัฐนะครับ จ่ายตรงมาที่นี่ ถามต่อไปว่า เงินภาษีที่คนนี้ คนที่ได้รับเช็คไปเข้าบัญชีแล้ว จ่ายไปยัง อบจ.หรือไม่ ก็ปรากฏ ว่าคณะกรรมการศึกษาไปสุ่มตัวอย่างที่จังหวัดปทุมธานี ก็ปรากฏว่าตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนธันวาคม เดี๋ยว ปี ๒๕๕๐ หรือปีอะไร เดี๋ยวผมขอดูนิดหนึ่ง ของปี ๒๕๔๘ ครับ ท่านจะปฏิเสธว่าไม่ใช่ปีที่ท่านเป็นรัฐมนตรี อย่าปฏิเสธนะครับ เพราะทุกวันนี้ก็ทําอย่างนี้ เหมือนกัน นี่เป็นแต่เพียงสุ่มจากการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ทั้งปีรวมเป็นเงิน ๑๔ ล้านบาท ๑๔,๑๒๘,๘๘๓.๑๖ บาท ข้างนี้จ่ายไปที่ อบต. อบจ. เพียง ๖,๓๖๑,๗๒๒.๘๓ บาทเท่านั้น มีส่วนต่าง ๗,๗๖๗,๑๖๐.๓๒ บาท และเงินส่วนต่างเหล่านี้ไปไหนครับ ท่านเคยตรวจสอบไหมครับ ทุกวันนี้ยังมีส่วนต่างแบบนี้อยู่นะ ท่านละเลยไม่เคยติดตามเอาเงินภาษีให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความจริงต้องเป็นเงินของ อบต. อบจ. แต่กลายเป็นว่ามันตกหล่นไม่ไปถึง อบจ. การทํางาน ในลักษณะนี้มันหละหลวมมาก เงินของกระทรวงการคลัง เงินของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เป็นเงินภาษี แต่จ่ายไปยังบุคคลธรรมดา เพื่อเอาไปจ่ายหน่วยงานของรัฐอีกต่อไป มันทําไม ถึงเป็นอย่างนี้ ทําไมสลับซับซ้อนอย่างนี้ ความจริงขุดรากลึกมากกว่านี้ก็มีพยานหลักฐาน แต่คงจะต้องไปพูดในที่ ป.ป.ช. แต่กรณีนี้ ณ วันนี้ขอแจ้งข้อกล่าวหาให้กับท่านกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าท่านไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังที่พวกเราเชื่อถือความสามารถของท่าน ไว้อกไว้ใจท่าน ผมทราบว่า จากท่านจุลพันธ์ได้พูดได้กล่าวไว้นะ บอกว่า ผมไม่ใช้แล้วนะครับ เอาลงได้ คือผมเปรียบเทียบ บางส่วนให้ฟังเท่านั้นเอง คือในส่วนของท่านจุลพันธ์บอกว่าคนจนซื้อหาย คนรวยซื้อหุ้น ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านนะ มีคนเขากล่าวว่ากินรวบทั้งสอง ข้างบน ข้างล่างหรือเปล่า อันนี้ ผมอยากให้ท่านทบทวนในการบริหารประเทศ ผมจึงอยากจะขอสรุปในข้อกล่าวหาตามที่ได้ กราบเรียนท่านประธานไปว่า ท่านกรณ์ จาติกวนิช ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังและนายกรัฐมนตรีตามลําดับ มีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ตลอดจนละเลยเพิกเฉยต่อหน้าที่ความ รับผิดชอบ กลับไปเอื้อประโยชน์ เปิดโอกาสให้พรรคพวกมีโอกาสในการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นเหตุให้กระผมและคณะยื่นญัตติขอถอดถอนท่านทั้งสอง และไม่ไว้วางใจท่านที่จะให้เป็น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกต่อไป ขอขอบพระคุณครับ